Page 1

รู ปแบบหลักของแนวโน้ มมี 2 แบบ 1. แบบกลับตัว (Reversal Patterns) เฝ้ ามองการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อหาการกลับตัวของแนวโน้ม เราจะเห็นเบาะแสที่จะเตือนถึงการกลับตัว ศึกษารู ปแบบการกลับตัวจากกราฟแท่งเทียน ลักษณะของกราฟ


ำ ด แบบ Hammer จะแสดงถึงการดีดตัวขึ้นของราคา *ที่จุดต่าสุ *ที่จุดสู งสุ ด แบบ Hanging Man จะแสดงถึงการดีดตัวลงของราคา


2. แบบต่อเนื่อง (Continuous Patterns)


ศึกษารู ปแบบต่อเนื่อง เพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุ ดจากการลงทุน (ไม่ซ้ื อหรื อไม่ขาย)


ดัชนีชี้วดั (Indicator) 1. RSI - Relative Strength Index 3. Slow Stochastics Oscillator


ดัชนีวดั การแกว่ ง (Oscillator) การใช้งานทัว่ ไปของดัชนีพวก Oscillator คือ 1. Indicator มักจะมีค่าการวัดตั้งแต่ 0 -100 2. ถ้า Indicator ไต่ระดับเข้าสู่ บริ เวณขอบบน จะเข้าสู่ เขตการซื้ อมากเกินไป (Overbougth) 70 - 100 3. ถ้า Indicator ตกลงสู่ บริ เวณขอบล่าง จะเข้าสู่ เขตการขายมากเกินไป (Oversold) 0 - 30 RSI - Relative Strength Index ดัชนีวดั ความแข็งแรงของตลาด จะใช้ RSI ก็ต่อเมื่อเราไม่รู้วา่ หุน้ ตัวไหน ราคาถูกหรื อแพงเกินไป พัฒนาโดย J.Welle Wider Jr. มีสูตรคำานวณว่า RSI = 100 - [100/(1+RS)] การใช้งานคือ 1. เมื่อ RSI มีค่า > 70 จะเข้าเขตการซื้ อมากเกินไป (Overbought) 2. เมื่อ RSI มีค่า < 30 จะเข้าเขตการขายมากเกินไป (Oversold) 3. เมื่อเส้น RSI ตัดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ข้ ึน เป็ นสั ญญาณซื้อ (โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าเกิดบริ เวณ Oversold) 4. เมื่อเส้น RSI ตัดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ลง เป็ นสั ญญาณขาย (โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าเกิดบริ เวณ Overbought)

Fast & Slow Stochastics จะนิยมกันมากสำาหรับตลาดแกว่งตัวแบบ Sideways Fast Stochastic และ Slow Stochastic โดยใช้วดั การแกว่งตัวของตลาดโดยมีค่าการแกว่งตัวตั้งแต่ 0 -100 และใช้ %K และ %D โดย %D เป็ นสัญญาณหลัก *ปล.ไม่เหมาะกับตลาดที่เป็ น Trend, Sideways คือตลาดที่มีกาำ ลังซื้ อไม่มากนัก 1. เมื่อ Stochastic มีค่า > 80 จะเข้าเขตการซื้ อมากเกินไป (Overbought) 2. เมื่อ Stochastic มีค่า < 20 จะเข้าเขตการขายมากเกินไป (Oversold) 3. เมื่อ %K ตัด %D ขึน ้ ไป เป็ น สั ญญาณซื้อ (โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าเกิดบริ เวณ Oversold) 4. เมื่อ %K ตัด %D ลงมา เป็ น สั ญญาณขาย (โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าเกิดบริ เวณ Overbought)


*ตัดด้านหลัง - แรงขายไม่หมด(%D แบนๆ) เป็ นโอกาสที่ดีกว่า เพราะแรงขายหมดแล้ว

*สำาคัญมาก 1. KNEE เป็ นความแข็งแรงของขาขึ้น (แรงขายมีนอ้ ย หวังผลต่อได้)

2. SHOULDER เป็ นการทิ้งตัวของราคา (ราคาจะตกลงเรื่ อยๆ อันตราย ไม่ควรถือต่อ)


MACD - Moving Average Convergence Divergence เป็ นดัชนีติดตามแนวโน้มของราคา สร้างขึ้นโดยใช้ความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น โดยทัว่ ไปใช้ 12 วัน และ 26 วัน สั ญญาณซื้อ จะปรากฏเมื่อเส้ นค่ าเฉลีย่ เคลือ่ นที่เร็วตัดขึน้ เหนือเส้ นค่ าเฉลีย่ เคลือ่ นที่ช้า สั ญญาณทั้งสองแบบที่เกิด ขึน้ จะได้ รับการยืนยันเมื่อเส้ นทั้งสองตัดผ่ านเส้ นศูนย์ (Zero Line) สั ญญาณซื้อที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นเมื่อ: 1. เกิดอาการขัดแย้งทางบวก (Positive Divergence) 2. เส้นเคลื่อนที่เร็ วตัดขึ้นเหนือเส้นเคลื่อนที่ชา้ 3. เส้นทั้งสองวิ่งผ่านเส้น 0 ทั้งคู่ สั ญญาณขายจะตรงกันข้าม


Bollinger Band

โดยการใส่ ตวั เลขของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานลงไปที่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และเหนือเส้นค้าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่ ง ระยะเวลาใน Band ที่ได้ผลดีคือ 20 ของเส้นค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และให้ใช้ 2 ข้อสังเกตของ การเคลื่อนไหวของ Bollinger Band คือ 1. ราคามีแนวโน้มที่จะเกิดการแกว่งตัวอย่างรุ นแรง หลังจากแถบ Bollinger Band หดแคบลง 2. เมื่อราคาออกไปนอกแถบ ก็จะเป็ นการเตือนถึงนัยสำาคัญที่แนวโน้มจะเคลื่อนไหวไปในทางเดิม ำ ่เกิดนอกแถบ ตามมาด้วยจุดยอดสู งหรื อยอดต่าในแถบ ำ 3. จุดยอดสู งหรื อจุดยอดต่าที จะเตือนถึงการกลับตัวของ แนวโน้ม

สี ฟ้าเป็ น Bollinger Band บน และ ล่าง ถ้าราคาปิ ดอยูใ่ นแถบ แสดงว่าราคาหุน้ ไม่ปลอดภัย ต้องเปลี่ยนไป ใช้วิธีอื่น เป็ นการเตือนว่าราคาหุน้ อาจมีการปรับตัว


หลักในการอ่านเส้ นค้ าเฉลีย่ *เส้นสี อิฐแทนเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ควรใช้ EMA จะดีกว่า ใช้แค่ 5 วัน, 10 วัน ส่ วนระยะกลางใช้ 25 วัน

แบบที่ 1

แบบที่ 2


แบบที่ 3 ใช้ RSI ด้วย เพื่อช่วยยืนยันสัญญาณซื้ อ

แบบที่4


แบบที่ 5

แบบที่ 6

*อย่ าซื้อหุ้นในจุดที่เกินเส้ นค่ าเฉลีย่ เพราะนั่นจะทำาให้ เราซื้อแพงกว่ าคนอืน ่


แบบที่ 7

แบบที่ 8


แบบที่ 9

แบบที่ 10 การทิ้งตัวแบบนี้ เหมาะกับการเล่น Day Trade ขายออกเมื่อเข้าใกล้เส้นค่าเฉลี่ย


บทที่ 1 ทบทวน Indicator + Overlay


Basic Trader  

Basic become to Trader

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you