Page 1

เพื่อนบ้าน CLMV น่าค้นหา


คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษา

นางสาวปารณีย์ บัวดี เจ้าหน้าที่ สคภ. เชียงใหม่

จัดทาโดย

นางสาวปกบวร พูลเกษร นิสิตสหกิจศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา


กิตติกรรมประกาศ การจัดทาโครงการ“เพื่อนบ้าน น่าค้นหา”ฉบับนี้จะสาเร็จตามเป้าหมาย มิได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือและคาปรึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า และการจั ด ท าโครงการจากหลายๆท่ า น อาทิ นางสาวศุ ภ รา เสกาจารย์ ผู้ อ านวยการส านั ก ส่ ง เสริ ม การค้ า ระหว่ า งประเทศภาคเหนื อ (เชี ย งใหม่ ) และ นางสาวปารณีย์ บัวดี ตาแหน่ง เจ้าหน้าที่โครงการ สคภ. ที่ให้คาปรึกษาตลอด การทาโครงการให้คาแนะนา ที่เป็นการพัฒนาโครงการเล่มนี้จนเสร็จสมบูรณ์ตาม วั ต ถุ ป ระสงค์ รวมถึ ง บุ ค ลากรในส านั ก ส านั ก ส่ ง เสริ ม การค้ า ระหว่ า งประเทศ ภาคเหนือ(เชียงใหม่) ที่ให้ความช่วยเหลือในการฝึกสหกิจศึกษา อาจารย์ ทุ ก ท่ า นในสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะวิ ท ยาการ จั ด การ และสารสนเทศสาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยาที่ได้สั่งสอนให้คาปรึกษาและให้ความ ช่วยเหลือในทุกๆ ด้านตลอดระยะเวลา 4 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัย ทาให้ได้นาความรู้ ที่ได้ศึกษามาประยุกต์ใช้กับการทางานในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือวิชาแขนงอื่นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการฝึกประสบการณ์การทางาน ณ ส านั ก ส่ ง เสริ ม การค้ า ระหว่ า งประเทศภาคเหนื อ (เชี ย งใหม่ ) ท าให้ ไ ด้ ใ ช้ ความสามารถที่ ต นเองมี อ ย่ า งเต็ ม ที่ และน าข้ อ บกพร่ อ งมาพั ฒ นาตนเองให้ ดี ยิ่งๆขึน้ ไปในอนาคต สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณบุคลากรในสานักส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศภาคเหนือ (เชี ย งใหม่ ) ที่ใ ห้ ค วามเอื้ อ เฟื้ อ ในการฝึ ก สหกิ จ ศึ ก ษาระหว่ า ง วั น ที่ 1 สิง หาคม 2559 ถึ ง 30 พฤศจิ ก ายน 2559 ให้ ส าเร็ จ ลุ ล่ ว งผ่ า นไปด้ ว ยดี อาจารย์ ทุก ท่า นในสาขาเศรษฐศาสตร์ และคณะอื่ นๆ ที่ท าให้ ไ ด้ รั บ ความรู้ แ ละ ประสบการณ์ ต่ า งๆมากมาย และขอขอบคุ ณ พ่ อ แม่ ที่ เ ป็ น ก าลั ง ส าคั ญ ให้ ก าร สนั บสนุน ทั้ง ก าลั งใจและก าลั งทรัพ ย์ เพื่อ นๆทุก คนที่ให้ ความช่ว ยเหลือ และเป็ น กาลังใจให้กันเสมอมา รวมทั้งบุคคลอื่นๆที่ขา้ พเจ้าไม่ได้กล่าวถึงข้างต้นแต่มีส่วนร่วม ในชีวิตของข้าพเจ้าที่ผ่านมาก็ขอขอบคุณ ณ ที่น้ีด้วย ข้าพเจ้าจะนาความรู้ท่ีได้ไป ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตต่อไป

นางสาวปกบวร พูลเกสร นิสติ สหกิจผู้จัดทาโครงการ


บทคัดย่อ ในการศึ ก ษาครั้ ง นี้มี วั ตถุ ป ระสงค์ เ พื่อ เสริ ม สร้ า งความรู้ ค วามเข้ า ใจ ให้ แ ก่ ประชาชน รวมไปถึงสร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพใน การแข่งขันแสวงหาโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากกลุม่ การค้า CLMV โดยได้มีการประมวล ข้อมูลจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Department of International Trade Promotion : DITP), สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่ อ ม (Office of Small and Medium Enterprise Promotion : OSMEP) และสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI) เป็นต้น ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องการค้าและการลงทุน โดยผู้ทาโครงการได้ทาการ เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประมวลผลออกมาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้งา่ ย ผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันประเทศไทยกาลังเผชิญกับสถานการณ์การค้าโลกที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลาย การรวมกลุ่มและความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ ภายในภู มิ ภ าคโดยเฉพาะระหว่ างไทยกั บ ภู มิ ภ าค CLMV จึ ง นับ เป็ นกลไก สาคัญในการสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ และการร่วมแบ่งปันผลประโยชน์จาก การค้า ระหว่ า งประเทศ เนื่อ งจากกลุ่ม CLMV เป็ น กลุ่ม ที่มี ศัก ยภาพสู ง กว่ า หลายๆ ประเทศ ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สูงขึ้นเรื่อยๆ (กัมพูชา 7.1% สปป. ลาว 7% เมี ย นมาร์ 7.2% และเวี ย ดนาม 6.68% ในปี 2558) ท าให้ มี ก ลุ่ ม ชนชั้ น กลางขยาย จานวนเพิ่มมากขึ้นและพัฒนาสู่การเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลต่อ กาลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้นและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีความต้องการ บริโภคสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมกับแสวงหาความสะดวกสบายในชีวิต มากขึ้นกว่าเดิม สินค้าฟุ่ม เฟือ ยเริ่ม เป็นที่นิยม จึ งเป็ นโอกาสส าหรั บ สิ นค้า ไทยที่ จ ะ สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้


สารบัญ

01

Page

02

Page

03

Page

04

Page

THAILAND

1

16 CAMBODIA

LAOS PDR

64

116 MYANMAR

05

VITENAM

Page

166


วัตถุประสงค์ ข้ า พเจ้ า นางสาวปกบวร พู ล เกษร ได้ จั ด ท าหนั ง สื อ เพื่ อ นบ้ า น น่าค้นหา ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ แ ก่ ป ระชาชน รวมไปถึ ง สร้ า งความตระหนั ก รู้ และกระตุ้ น ให้ ผู้ป ระกอบการที่มี ศัก ยภาพในการแข่ งขัน แสวงหาโอกาสที่จ ะใช้ ประโยชน์จากกลุ่มการค้า CLMV โดยได้มีการประมวลข้อมูลจาก หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ (Department of International Trade Promotion : DITP), ส านั กงานส่ง เสริม วิส าหกิ จขนาดกลางและขนาดย่ อม (Office of Small and Medium Enterprise Promotion : OSMEP) และสานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment : BOI) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องการลงทุน รวมทั้งข้อมูลจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง การเข้าถึงข้อมูลของประเทศสมาชิกกลุ่มการค้า CLMV ยัง มีข้ อจ ากั ด อยู่ ม าก ท าให้ ข้อ มู ล ที่ไ ด้ รั บ บางส่ ว นไม่ มี ค วามเป็ น ปัจจุบันเท่าที่ควร ข้าพเจ้าได้ทาการเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประมวลผลออกมาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ง่าย และหวังว่า คู่มือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่มคี วามสนใจที่จะขยายตลาดได้ไม่มากก็น้อย และหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า ข้อมูล นี้จะเป็นประโยชน์และใช้เป็ น พื้นฐานสาหรับ การศึกษา เพิ่มเติมในอนาคตข้างหน้าต่อไป


แผนที่ CLMV&T

มีพื้นที่ 236,880 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 331,690 ตารางกิโลเมตร

มีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร


ประเทศไทย

THAILAND


ประเทศไทย

ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศต่ำงๆ นิ ย มใช้ กั น เป็ น ส่ ว นใหญ่ เป็ น ประเทศที่ ติ ด ต่ อ ซื้ อ ขำยสิ น ค้ ำ และบริ ก ำรกั บ ประเทศเพื่อนบ้ ำน กำรค้ำระหว่ำงประเทศจึง มีบทบำทสำคั ญ ในฐำนะที่เป็ น กลไกในกำรพัฒนำและนำควำมเจริ ญรุ่ง เรืองมำสู่ประเทศ และยั งเป็ นส่ว น สำคัญในกำรผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยขยำยตัวเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของไทยในระยะที่ผ่ำนมำนั้นถือว่ำมีกำรขยำยตัวในอัตรำที่ สูงพอสมควร โดยไทยมีอัตรำกำรนำเข้ำสินค้ำเพิ่มขึ้น เกือบทุกปี เนื่องจำก กำรเร่งพัฒนำประเทศ โดยมีควำมจำเป็นที่จะต้องนำสินค้ำทุนเข้ำมำในประเทศ มำกขึ้น รวมไปถึงควำมต้องกำรบริโภคของประชำกรในประเทศเพิ่มขึ้นอีก ด้วย ในขณะเดียวกันไทยก็ส่งออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน เนื่องมำจำก ตลำดหลักๆ ได้ยอมรับสินค้ำไทยว่ำมีคุณภำพ และมีศักยภำพที่จะผลิต


ข้อมูลทั่วไป ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ชื่อประเทศ

ไทย (THAILAND)

ชื่อทางการ ราชอาณาจักรไทย

(The Kingdom of Thailand)

เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร (Bangkok) ประเทศไทยแบ่งกำรปกครองส่วนภูมภิ ำคออกเป็น 77 จังหวัด (จังหวัดบึงกำฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ ประกำศเป็นทำงกำรเมื่อปี 2554)

ส่วนมำกประชำชนชำวไทยนับถือ ศำสนำพุทธ, คริสต์, อิสลำม และอื่นๆ ใช้ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ


อาณาเขตติดต่อของประเทศไทย

ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก

เมียนมำร์ กัมพูชำ และลำว มำเลเซีย เมียนมำร์

สภาพทางภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศโดยรวมของประเทศไทยประกอบไปด้วย เทือกเขา ป่ า ไม้ เนิน เขา ที่ร าบสูง ที่ ราบหุ บ เขา ที่ ราบลุ่ ม โดยได้แ บ่ ง ออกเป็ น 6 ภาค ภาคเหนื อ มี ภู เ ขาสู ง ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ ส่ ว นใหญ่ เป็นที่ราบสูงแห้งแล้ง ไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก ภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่ม ภาคใต้ ติดทะเลสองฝั่ง ภาคตะวันออก มีชายฝั่งทะเลเรียบและโค้งเว้า สุดท้ายภาคตะวันตก เป็นหุบเขาและเทือกเขา

สภาพทางภูมิอากาศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบเขตร้อน แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ

ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) *ส่วนภาคใต้จะมีแค่ 2 ฤดู ได้แก่ฤดูฝน และฤดูร้อน


จานวนประชากร 68,200,824 คน เพศชาย 33,485,580 คน เพศหญิง 34,715,244 คน จำนวนประชำกรมำกเป็นอันดับที่ 21 ของโลก และอันดับที่ 4 ในอำเซียน รองจำก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนำม

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรประเทศไทย เท่ากับ 0.32% สัดส่วนประชากรแบ่งตามอายุ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)

ที่มำ : CIA The World Factbook


ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

ECONOMIC INFORMATION


ดัชนีเศรษฐกิจ

ไทย

GDP 391,230 ล้ำนดอลลำร์สหรัฐฯ - ภาคการเกษตร - ภาคอุตสาหกรรม - ภาคบริการ

อัตราเงินเฟ้อ จานวนแรงงาน (ล้านคน) อัตราการว่างงาน มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า รายได้ต่อหัวประชากร อัตราแลกเปลี่ยน

9.1% 35.7% 55.1%

GROWTH RATE

2.8%

- 0.9% 38.55 ล้ำนคน 0.9% 412,913,642 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 210,883,579 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 202,030,063 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 8,853,516 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 7,130 ดอลลำร์สหรัฐ/ปี 35.56 บำท : 1 ดอลลำร์สหรัฐฯ

ที่มา :World Development Indicators,(2558)


ในปี ที่ ผ่ ำ นมำจะเห็ น ได้ ชั ด ว่ ำ เศรษฐกิ จ โลกก ำลั ง เผชิ ญ ปั ญ หำ อ ย่ ำ ง ม ห ำ ศ ำ ล ร ว ม ไ ป ถึ ง ค ว ำ ม มั่ น ค ง ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ห ลั ก ๆ เช่น สหรัฐอเมริกำ อังกฤษ และจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหำเรื้อรัง จึงทำให้ กำรค้ำทั้งโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่ำงมำก มูลค่ำกำรค้ำของโลกลดลงอย่ำง เห็นได้ชัด โดยปีที่ผ่ำนมำ (2558) มูลค่ำกำรส่งออกหดตัวถึง 13.36% และมู ล ค่ ำ กำรน ำเข้ ำ ก็ ห ดตั ว เช่ น กั น อั ต รำกำรหดตั ว เท่ ำ กั บ ร้ อ ยละ 12.33% ในปีที่ผ่ำนมำ ประเทศไทยมีผลผลิตมวลรวมในประเทศ 391,230 ล้ ำ นดอลลำร์ ส หรั ฐ โดยคิ ด เป็ น ภำคเกษตร 9.1% ภำคอุ ต สำหกรรม 35.7% และภำคบริกำร 55.1% จะเห็นได้ว่ำภำคกำรเกษตรมีบทบำทน้อย มำก เนื่องมำจำกปัญหำภำยนอก และภำยใน แต่จะเห็นได้ว่ำเกินครึ่งของ ค่ำผลผลิตมวลรวมในประเทศจะอยู่ที่ ภำคบริกำร อำจะเป็นเพรำะประเทศ ไทยมีกำรฟื้นฟูกำรท่องเที่ยว จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว รวมไปถึง กำรเมืองของประเทศไทยเริ่มสงบลง จึงทำให้เป็นปัจจัยหลักที่นักท่องเที่ยว เริ่ ม เข้ ำ มำเที่ ย ว และอี ก หนึ่ ง ปั จ จั ย ที่ ภ ำคบริ ก ำรขั บ เคลื่ อ นไปได้ ดี ก็ คื อ กำรศึกษำ (แรงงำนที่มีทักษำ) เนื่องจำกคนไทยเรียนในระดับที่ค่อนข้ำงดี จึงทำให้ภำคบริกำรเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี ในปีที่ผ่ำนมำเศรษฐกิจ ของประเทศไทยเติบโต 2.8% กำรค้ำของไทยในปี 2558 มีมูลค่ำรวมเท่ำกับ 412,913,642 พั น ดอลลำร์ ส หรั ฐ ฯ โดยส่ ง ออกเป็ น มู ล ค่ ำ เท่ ำ กั บ 210,883,579 พั น ดอลลำร์ ส หรั ฐ ฯ และมี มู ล ค่ ำ กำรน ำเข้ ำ เท่ ำ กั บ 202,030,063 พัน ดอลลำร์ สหรั ฐ ฯ แต่ จ ะเห็ น ได้ ว่ ำประเทศไทยมี ก ำรสงออกมำกกว่ ำ กำรน ำเข้ ำ จึ ง ท ำให้ ดุ ล กำรค้ ำ เป็ น บวก ถึ ง 8,853,516 พั น ดอลลำร์ สหรัฐฯ


ข้อมูลด้านการค้า

“เศรษฐกิจของประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย โดยธนาคารโลกได้รับรองว่าประเทศ ไทยเป็น “นิยายความสาเร็จ การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ” โดยวัดจากตัวชี้วัดทางสังคมและการพัฒนา”


สถานการณ์การค้าของไทย รายการ มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า

มูลค่า (ล้านบาท) 2558 (ม.ค.-ก.ย.) 11,760,556.89 6,015,771.74 5,744,785.15 270,986.59

2559 (ม.ค.-ก.ย.) 11,929,698.55 6,250,925.97 5,678,772.58 572,153.38

อัตราการขยายตัว (ร้อยละ) 59/58 (ม.ค.-ก.ย.) 1.44 3.91 -1.15

ที่มำ : ศูนย์เทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรสื่อสำร สำนักงำนปลัดกระทรวงพำณิชย์

ในปี 2559 กำรค้ ำ ระหว่ ำ งประเทศไทยกั บ ประเทศคู่ ค้ ำ ทั่ ว โลกมี มู ล ค่ ำ 11,929,698.55 ล้ำนบำท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.44 จำกปี 2558 (ม.ค.-ก.ย.) ซึ่งมี มู ล ค่ ำ 11,760,556.89 ล้ ำ นบำท ประเทศคู่ ค้ ำ ที่ ส ำคั ญ ได้ แ ก่ อำเซี ย น สหรัฐอเมริกำ สหภำพยุโ รป จีน และญี่ปุ่น โดยแยกเป็น กำรส่งออก มีมูลค่ำ 6,250,925.97 ล้ำนบำท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.91 จำก 6,015,771.74 ล้ำนบำท ของปี 2558 สินค้ำที่สร้ำงรำยได้ให้กับไทยมำกที่สุดเป็นสินค้ำที่มำจำกภำคกำร ผลิ ต อุ ต สำหกรรม กำรน ำเข้ ำ มี มู ล ค่ ำ 5,678,772.58 ล้ ำ นบำท ซึ่งลดลงร้อยละ 1.15 จำก 5,744,785.15 ล้ำนบำทของปี 2557 สินค้ำนำเข้ำ หลัก คือ สินค้ำจำกภำคอุตสำหกรรมเช่นกัน


สินค้าส่งออก 10 อันดับแรกของประเทศไทย (มูลค่า : บาท) รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

614,472,044,789

เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แลส่วนประกอบ

381,653,860,179

อัญมณี และเครื่องประดับ

366,573,695,883

เม็ดพลาสติก

176,375,478,126

แผงวงจรไฟฟ้า

172,214,645,230

เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ

156,707,044,665

ผลิตภัณฑ์ยาง

151,203,491,676

เคมีภัณฑ์

139,833,555,565

เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ

123,765,519,472

เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์

121,433,600,065


สินค้านาเข้า 10 อันดับแรกของประเทศไทย (มูลค่า : บาท) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

448,597,497,646

เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

378,272,926,542

สินแร่โลหะอืน่ ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

317,266,454,175

แผงวงจรไฟฟ้า

309,595,603,138

ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์

245,189,443,497

เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์

242,156,056,639

เคมีภัณฑ์

214,600,366,269

น้ามันดิบ

162,804,274,771

เครื่องจักรไฟฟ้า และส่วนประกอบ

156,722,323,301

เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ

153,371,321,666


ตลาดส่งออก และนาเข้าที่สาคัญของประเทศไทย ตลาดส่งออกที่สาคัญของ ประเทศไทย ประเทศ

เปอร์เซ็นต์ กำรส่งออก

1. อำเซียน

25.28%

2. สหรัฐอเมริกำ 11.39%

ตลาดนาเข้าที่สาคัญของ ประเทศไทย

3. สหภำพยุโรป 10.32%

ประเทศ

เปอร์เซ็นต์ กำรส่งออก

4. จีน

10.25%

1. จีน

21.91%

5. ญี่ปุ่น

9.50%

2. อำเซียน

19.28%

3. ญี่ปุ่น

16.11%

4. สหภำพยุโรป

9.18%

5. สหรัฐอเมริกำ 6.17%


ท่ามกลางความวุ่นวายทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของ โลกที่มีปัญหาอย่างมากและฟื้นตัวไปอย่างช้าๆ ส่งผลทาให้มีอิทธิพลต่อกลุ่ม การค้าอาเซียนอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มการค้าอาเซียนมีมูลค่าทางการค้า ทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 2,307,354,776 พันเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 7.01% ของมูลค่าการค้ารวมของโลก กลุ่มการค้าอาเซียนส่งออกสินค้าไปยังทั่ว โลกได้เพียง 1,185,607,076 พันเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 7.25% ของการส่ งออกจากทั่ ว โลก การส่ งออกของกลุ่ ม การค้ า อาเซียนมี อั ตราการ ขยายตัวลดลงเท่ากับ -9.20% จากปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกันการนาเข้าสินค้า ของกลุ่ ม การค้ า อาเซี ย นก็ ล ดลง โดยมี มู ล ค่ า การน าเข้ า สิ น ค้ า เท่ า กั บ 1,121,747,700 พั นเหรี ย ญดอลลาร์ ส หรั ฐฯ หรื อ คิ ดเป็ น 6.76% ของการ นาเข้าจากทั่วโลก แต่ก็ยังถือว่ามีการค้าแบบเกินดุลในปีที่ผ่านมา ดังตารางสถิติ ต่อไปนี้

แสดงมูลค่าการค้าของกลุ่มการค้าอาเซียน ตั้งแต่ปี 2556 – 2558 2556

ปี 2557

2558

มูลค่าการส่งออก

1,273,916,052

1,305,730,030

1,185,607,076

2.50

-9.20

มูลค่าการนาเข้า

1,252,221,344

1,239,681,339

1,121,747,700

-1.00

-9.51

มูลค่าการค้า

2,526,137,396

2,545,411,369

2,307,354,776

0.76

-9.35

21,694,708

66,048,691

63,859,376

ค่าสถิติ

ดุลการค้า

อัตราการขยายตัว (%) 57/56 58/57

ที่มา : ITC calculations based on UN COMTRADE statistics.

จากตารางจะเห็นได้ว่ากลุ่มการค้าอาเซียนมีดุลการค้าเป็นบวกตั้งแต่ปี 25562558 เนื่องจากกลุ่มการค้าอาเซียนส่งออกสินค้าออกนอกประเทศมากกว่านาเข้า ประเทศ มูลค่าการนาเข้าของกลุ่มการค้าอาเซียนลดลงทุกปีตั้งแต่ปี 2556-2558 และลดลงมากที่สุดในปี 2558 มีการนาเข้าลดลงถึงร้อยละ 9.51 เมื่อเทียบกับปี 2557 เหตุผ ลหลั กๆ มาจากเศรษฐกิจ โลกที่ เ กิดวิกฤตอยู่ ในปัจจุบัน แต่ก็ยั ง มี ประเทศสมาชิกของกลุ่มการค้าอาเซียนที่มีศักยภาพทั้งด้านการค้า และด้านกาลัง แรงงานนั่นคือกลุ่มประเทศ CLMV


กลุ่มประเทศ CLMV ประกอบไปด้วยประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวเป็นสมาชิกของกลุ่มการค้าอาเซียนที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจ โตต่อเนื่องและยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก กลุ่มประเทศ CLMV จึงเป็นประเทศที่มีคนสนใจเข้าไปลงทุนการผลิตและการตลาด แต่ เ นื่ อ งด้ ว ย CLMV นั้ น มี พ รมแดนติ ด กั บ ไทยทุ ก ประเทศจึ ง เหมาะมากที่ ผู้ ป ระกอบการไทยจะเข้ า ไปลงทุ น หรื อ หาลู่ ท างท าธุ ร กิ จ ประเทศกั ม พู ช า มี ศักยภาพในด้านค่าแรงแรงานที่ยังค่อนข้างต่า มีการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยว สู ง ได้ รั บ สิ ท ธิ พิ เ ศษทางด้ า นการค้ า ระหว่ า งประเทศมาก และยั ง ขาดแคลน อุตสาหกรรมการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมแต่ก็มีข้อจากัดในด้านขนาด ตลาดภายในประเทศที่มีประชากรค่อนข้างน้อย และความพร้อมของสาธารณูปโภค ที่ น้ อ ย ประเทศลาว มี ศั ก ยภาพในด้ า นค่ า จ้ า งแรงงานที่ ยั ง ค่ อ นข้ า งต่ า มี ท รั พ ยากรธรรมชาติ ที่ อุ ด มสมบู ร ณ์ ทั้ ง แร่ ธ าตุ พลั ง น้ า และที่ ดิ น ส าหรั บ ท า การเกษตร มีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกับไทย และยังขาดแคลนเทคโนโลยีการ ผลิ ต ผลผลิ ต ทางการเกษตร แต่ ก็ มี ข้ อ จ ากั ด ในด้ า นขนาดตลาดในประเทศที่ มี ประชากรน้อ ย ความพร้ อ มของสาธารณูปโภค และการไม่ มี พ รมแดนติ ดทะเล (Land lock) จึ ง ท าให้ ก ารขนส่ ง สิ น ค้ า ระหว่ า งประเทศต้ อ งผ่ า นประเทศอื่ น ประเทศเมียนมาร์ มีศักยภาพในด้านกาลังแรงงานที่มีอยู่เป็นจานวนมาก มีระดับ ค่าแรงที่ต่า ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแร่ธาตุ น้ามัน และที่ดิน ส าหรั บ ท าการเกษตร นอกจากนี้ ยั ง มี ก ารแข่ ง ขั น ในประเทศที่ ไ ม่ สู ง นั ก แต่ ก็ มี ข้อจากัดใดด้านความไม่แน่นอนทางการเมือง การส่งเสริมการลงทุน การขนส่ง สินค้าผ่านแดน และความพร้อมของสาธารณูปโภค ทั้งนี้ ช่องทางการเข้าสู่ตลาด ของไทย ในเมียนมาร์ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกทางตรงส่งออกทางอ้อม สุดท้าย ประเทศเวียดนาม นับว่ามีศักยภาพสูงมากทั้งในด้านกาลังแรงงานที่ประชากรส่วน ใหญ่ ข องประเทศอยู่ ใ นวั ย หนุ่ ม สาว ค่ า แรงที่ ยั ง ค่ อ นข้ า งต่ า การพั ฒ นาของ สาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง ขนาดของตลาดภายในประเทศที่มีประชากรมากกว่า ประเทศไทย ช่องทางการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจ แต่ก็มีข้อจากัดที่สาคัญคือ ความรุนแรงในการแข่งขันทังนี้เนื่องจาก ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


การค้าไทยกับ CLMV แสดงมูลค่ำกำรนำเข้ำ ส่งออกสินค้ำ และอัตรำกำรขยำยตัว ของกลุ่มประเทศ CLMV ตั้งแต่ปี 2557 – 2558 Exporters/Importers

มูลค่าการส่งออก

2557 CLMV Cambodia Lao PRD. Myanmar Viet Nam

2558

185,898,837 212,432,557 6,846,019 8,542,434 4,664,180 3,463,340 24,171,499 13,139,799 150,217,139 187,286,984

อัตราการ ขยายตัว (%) 58/57 14.27 24.78 -25.75 -45.64 24.68

ที่มา : ITC calculations based on UN COMTRADE statistics.

มูลค่าการนาเข้า

2557

2558

183,522,907 227,756,059 9,702,422 10,668,923 3,598,740 3,237,094 22,382,697 21,931,549 147,839,048 191,918,493

อัตราการ ขยายตัว (%) 58/57 24.10 9.96 -10.05 -2.02 29.82

จากตาราง แสดงมูลค่าการนาเข้า ส่งออกสินค้า และอัตราการขยายตัวของกลุ่มประเทศ CLMV ตั้งแต่ปี 2557 – 2558 พบว่ามูลค่าการส่งออกของกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มขึ้น เท่ากับร้อยละ 14.27 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 212,432,557 พันเหรียญ ดอลลาร์ ส หรั ฐ ฯ ซึ่ ง ประเทศที่ ส่ ง ออกมากที่ สุ ดในกลุ่ ม ประเทศ CLMV ก็ คื อ ประเทศ เวียดนาม ซึ่งในปี 2558 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึงร้อยละ 24.68 โดยมีมูลค่า เท่ากับ 187,286,984 พันเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และประเทศที่ส่งออกน้อยที่สุดในปี 2558 ก็คือประเทศลาว ซึ่งส่งออกลดลงไปถึงร้อยละ 25.75 เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยมี มูล ค่ า การส่ งออกเท่ า กับ 3,463,340 พั น เหรี ย ญดอลลาร์ ส หรั ฐฯ ส่ วนในด้า นชองการ นาเข้าสินค้า พบว่ากลุ่มประเทศ CLMV นาเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หน้ า ร้ อ ยละ 24.10 คิ ด เป็ นมู ล ค่ า เท่ า กั บ 227,756,059 พั น เหรี ย ญดอลลาร์ ส หรั ฐ ฯ เนื่องจากกลุ่มประเทศ CLMV เป็นกลุ่มที่มีความต้องการสินค้ามากพอสมควร เพราะบาง สินค้าที่นาเข้าประเทศของตนเองอาจไม่มีศักยภาพในการผลิตมากพอ หรือบางสินค้า อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ จากตารางจะเห็นได้ว่าประเทศที่นาเข้ามากที่สุดก็คง หนีไม่พ้น ประเทศเวียดนามเนื่องจากประเทศเวียดนามมีจานวนประชากรจานวนมาก จึง ทาให้มีความต้องการสินค้ามากในระดับนึ่ง โดยในปี 2558 ประเทศเวียดนามนาเข้าสินค้า คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 191,918,493 พันเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 อยู่ ร้อยละ 29.82 จึงสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหากประเทศไทยสามารถครองส่วนแบ่งทาง การตลาดจากกลุ่มประเทศ CLMV เหล่านี้ได้สาเร็จ ประเทศเหล่านี้ก็จะเป็นแหล่งสร้าง รายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล


ประเทศกัมพูชา

CAMBODIA


ประเทศกัมพูชา กัมพูชำเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตรำกำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจสูง มำกโดยเฉพำะในช่วงสองทศวรรษที่ผ่ำนมำกัมพูชำมีกำรเจริญเติบโตทำง เศรษฐกิ จ เอย่ ำ งรวดเร็ ว โดยในปี 2558 ที่ ผ่ ำ นมำกั ม พู ช ำมี อั ต รำกำร เจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6.9 กัมพูชำมีควำมสำคัญในเชิงยุทธศำสตร์ต่อไทยในทุกๆ ด้ำน เนื่องจำกมี พรมแดนทำงบกติดต่อกัน อีกทั้งกัมพูชำยังเป็นแหล่งวัตถุดิบตลำดกำรค้ำ และแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทย หำกไทยและกัมพูชำร่วมมือกันอย่ำงใกล้ชิด เพื่ อ มุ่ ง ไปสู่ ก ำรเป็ น หุ้ น ส่ ว นทำงยุ ท ธ์ ศ ำสตร์ แ ละทำงเศรษฐกิ จ เพื่ อ ผลประโยชน์ร่วมกันในอนำคตทั้งไทยและกัมพูชำจะกลำยเป็นจุดเชื่อมโยง ทำงเศรษฐกิจและกำรท่องเที่ยวระหว่ำงลำวตอนใต้และเวียดนำมตอนใต้ได้ อีกด้วย


ข้อมูลทั่วไป

ชือ่ ประเทศ ชื่อทางการ เมืองหลวง เมืองสาคัญ

วันชาติ ภาษา ศาสนา

กัมพูชา ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) กรุงพนมเปญ (Phnom Penh) : กาปงจาม เป็นเมืองทาการค้า : เสียมราฐ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม : พระตะบอง เป็นเมืองกระจายสินค้า : เกาะกง เป็นที่ตั้งของท่าเรือจามเยี่ยม เป็นเมืองท่าสาคัญ : กรุงพระสีหนุวิลล์ เป็นเมืองการค้าและการท่องเที่ยว 9 พฤศจิกายน ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท ซึ่งแยกเป็น 2 นิกายย่อย คือ ธรรมยุตินิกายและมหานิกาย และศาสนาอื่นๆ


สกุลเงินประเทศกัมพูชา “เรียล“ (Riel) แต่มักจะมีกำรใช้เงินสกุลดอลลำร์สหรัฐ กันอย่ำงแพร่หลำยในกำรทำธุรกรรม ทำงเศรษฐกิจทั้งในเมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบำลกัมพูชำพยำยำมรักษำเสถียรภำพให้ อัตรำแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 4,000 เรียล (บวก/ลบ 100) ต่อดอลลำร์สหรัฐ เพื่อให้เกิดควำมนิยมใช้ เงินเรียลเป็นสื่อกลำงในกำรแลกเปลี่ยนให้มำกขึ้น

ธนาคารพาณิชย์ไทยในกัมพูชา (Commercial Bank)

อัตราแลกเปลีย่ นเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) 4,000 KHR : 1 USD 127 KHR : 1 THB 2010 142.90 KHR : 1 THB 2001 82.94 KHR : 1 THB

2010 4,317.55 KHR : 1 USD 2003 3,623.19 KHR : 1 USD


อาณาเขตติดต่อของประเทศกัมพูชา

ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก

ไทย เวียดนำม อ่ำวไทย ไทย

สภาพทางภูมิประเทศ ภูมปิ ระเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ที่ราบสูงและภูเขา พื้นที่ภูมิ ประเทศ มีลักษณะคล้ายอ่างเก็บน้้า โดยพื้นที่ตอนกลางของประเทศ เป็นที่ราบลุ่ม ระหว่างแม่น้าโขงกับแม่น้าบาสัก และมีทะเลสาบขนาด ใหญ่ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนรอบๆ ประเทศมีเทือกเขาสลับซับซ้อน ติดต่อกันเป็นแนวยาวสูงประมาณ 1,400 เมตร

สภาพทางภูมิอากาศ ภูมิอากาศของประเทศกัมพูชาเป็นแบบร้อนชื้น แบ่งเป็น 2 ฤดูกาล

ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) ฤดูแล้ง (พฤศจิกายน–เมษายน)


ระบบการเมืองการปกครอง กัมพูชำมีระบบกำรปกครองเป็นประชำธิปไตยแบบ รัฐสภำ โดยมีพระมหำกษัตริย์เป็นประมุขภำยใต้รัฐธรรมนูญ และมี นำยกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งหัวหน้ำคณะรัฐบำล มีวำระกำรดำรง ตำแหน่ง ครำวละ 5 ปี

การแบ่งเขตการปกครอง ในปัจจุบันกัมพูชำแบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 1 รำชธำนี (กรุง) คือกรุงพนมเปญและ 24 จังหวัด (เขต) แต่ละจังหวัดจะแบ่ง เขตปกครองภำยในออกเป็น อ ำเภอ และต ำบล ปัจ จุ บั น ประเทศ กั ม พู ช ำมี ก รุ ง 26 แห่ ง อ ำเภอ 159 แห่ ง เขต 8 แห่ ง ต ำบล 1,417 ตำบล และแขวง 204

เวลาของประเทศกัมพูชา ประเทศกั เวลำเดี ย วกั บ ประเทศไทย อ เวลำ ในปัจจุมบพูันชกัำใช้ มพูเชขตแบ่ ำแบ่งงเขตกำรปกครองออกเป็ น 1 คืรำชธำนี มำตรฐำนโลกที ่เมืองกรีนิช (Greenwich Meanแต่ลTime GMT)ง (กรุ ง) คือกรุงพนมเปญและ 24 จังหวัด (เขต) ะจังหวั:ดจะแบ่ บวกอีก 7 ชั่วโมง และมีเวลำทนำงำนดั ้ ำบล ปัจ จุ บั น ประเทศ เขตปกครองภำยในออกเป็ อ ำเภองนีและต กั ม พู ช ำมี ก รุ ง 26 แห่ ง อ ำเภอ 159 แห่ ง เขต 8 แห่ ง ต ำบล 1,417 ตำบล และแขวง 204


เวลาทาการของหน่วยงานในกัมพูชา เวลาราชการ วันจันทร์-ศุกร์ 8.00 น.-12.00 น. และ 14.00 -17.00 น.

เวลาทาการของธนาคาร วันจันทร์-ศุกร์ 8.00 น.-15.00 น.


จานวนประชากร เพศชาย เพศหญิง

15,957,223 คน 7,746,873 คน 8,210,350 คน

จำนวนประชำกรมำกเป็นอันดับที่ 69 ของโลก และ อันดับที่ 7 ในอำเซียน รองจำก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนำม ไทย เมียนมำร์ และมำเลเซีย

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรประเทศกัมพูชา เท่ากับ 1.56% สัดส่วนประชากรแบ่งตามอายุ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)

ที่มำ : CIA The World Factbook


ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

ECONOMIC INFORMATION


ดัชนีเศรษฐกิจ

กัมพูชา

GDP 18,053 ล้ำนดอลลำร์สหรัฐฯ

- ภาคการเกษตร - ภาคอุตสาหกรรม - ภาคบริการ อัตราเงินเฟ้อ จานวนแรงงาน (ล้านคน) อัตราการว่างงาน มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า รายได้ต่อหัวประชากร อัตราแลกเปลี่ยน

22.2% 32.4% 38.7%

GROWTH RATE

7.1%

1.2% 7.974 ล้ำนคน 0.3% 19,211,357 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 8,542,434 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 10,668,923 พันดอลลำร์สหรัฐฯ -2,126,489 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 1,206 ดอลลำร์สหรัฐ/ปี 127 KHR : 1 THB 4,000 KHR : 1 USD

ที่มา :World Development Indicators,(2558)


ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกัมพูชา มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้ อ มู ล ดั ช นี ชี้วั ด ทางเศรษฐกิ จ สามารถสรุ ป เศรษฐกิ จ ของประเทศกั ม พู ช าได้ดั ง นี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปี 2558 มีมูลค่า 18,053 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจกั มพูช าปี 2558 ประกอบด้ว ย ภาคบริก ารมีสัด ส่วนถึง 38.7% รองลงมาเป็ น ภาคอุตสาหกรรม 32.4% และภาคเกษตรมีสัดส่วน 22.2 % มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.1 กัมพูชามีรายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2558 รายได้ต่อหัวของกัมพูชา เท่ากับ 1,206 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี การขยายตัวดังกล่าวเนื่องมาจากนโยบายการเปิดรับการลงทุน จากต่างประเทศมากขึ้น ทาให้นักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนในธุรกิจการผลิตและการท่องเที่ยวกัน อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายตัวของภาคการเกษตร จากการผลิตข้าวและส่งออกข้าว เพิ่ ม ขึ้ น การขยายตั ว ของภาคอุ ต สาหกรรม จากการผลิ ต ในอุ ต สาหกรรมสิ่ ง ทอและเสื้ อ ผ้ า สาเร็จรูป และการขยายตัวของภาคบริการ จากธุรกิจการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมากขึ้น มี การสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐที่เพิ่มขึ้น จึงทาให้เศรษฐกิจของกัมพูชาเติบโต ได้อย่างรวดเร็ว กัมพูชาขาดดุลการค้าในปี 2558 เป็นมูลค่า 2,126,489 พันดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะต้องนาเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและนาเข้าพลังงานเป็นจานวนมาก เนื่องจากการผลิต ภายในประเทศไม่เพียงพอ แต่เสถียรภาพทางราคายังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ


ปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชา

ภาคเกษตร เนื่องจำกมีพื้นที่เพำะปลูกจำนวนมำก จึงทำให้นักลงทุนต่ำงชำติเข้ำมำลงทุน กำรปลูกยำงพำรำเป็นจำนวนมำก อีกทั้งยังมีนโยบำยส่งเสริมกำรปลูกและ กำรส่งออกข้ำวของรัฐบำลกัมพูชำอีกด้วย ภาคอุตสาหกรรม อุตสำหกรรมสิ่งทอและเสือ้ ผ้ำสำเร็จรูปขยำยตัวอย่ำงรวดเร็ว

ภาคบริการ กำรขยำยตัวของภำคธุรกิจกำรท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่ปรับตัวดีขึ้น อย่ำงต่อเนื่อง รวมทั้งกำรสนับสนุนจำกภำครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุน กำรเพิ่มขึ้นของกำรลงทุนในประเทศ ทั้งจำกนักลงทุนต่ำงประเทศและในประเทศเอง โดยเฉพำะกำรลงทุนในภำคอุตสำหกรรม และภำคบริกำร ด้ำนกำรท่องเที่ยว การส่งออก กำรส่งออกเสื้อผ้ำสำเร็จรูป สิ่งทอ และรองเท้ำ ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทำงภำษี ศุ ล กำกร(GSP) ส ำหรั บ กำรส่ ง ออกไปยั ง กลุ่ ม ประเทศที่ พั ฒ นำแล้ ว เช่น สหรัฐอเมริกำ สหภำพยุโรป ญี่ปุ่น และเกำหลีใต้


นโยบายเศรษฐกิจของกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาให้ความสาคัญสูงสุดต่อการกาหนดและการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์ การพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คม เพื่ อ ขจั ด ความยากจน และยกระดั บ คุ ณ ภาพ ชี วิ ต และ ความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท โดยได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาแห่ง สหัสวรรษของสหประชาชาติ (Cambodia’s Millennium Development Goals : CMDGs) เพื่อให้ประเทศมีการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน และได้มีการจัดทา แผนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ (National Strategic Development Plan : NSDP) โดยมียุทธศาสตร์สาคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากกัมพูชา เป็นประเทศขนาดเล็ก ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน สัดส่วนของประชากรประมาณร้อยละ 60 มีอ ายุ ต่ากว่า 24 ปี จึงมี แนวโน้มการขยายตัวของแรงงานในอั ตราสู ง ขณะที่ การลดความ ยากจนจาเป็นต้องขยายโอกาสการจ้างงานอย่างรวดเร็ว กัมพูชาจึงต้องให้ความสาคัญเรื่องการ ขยายตลาดต่างประเทศและกระตุ้นการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงของ ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทหลักในการสนับสนุนเป้าหมายการกระจายสินค้า และตลาดส่งออก ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างให้กัมพูชาเป็นแหล่งลงทุนที่นาสนใจ รัฐบาลกัมพูชาได้ ด าเนิ น มาตรการต่ า งๆ เช่ น การให้ สิ ท ธิ ป ระโยชน์ ก ารลงทุ น ทั้ ง ด้ า นภาษี แ ละที่ ไ ม่ ใ ช่ ภ าษี การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การดาเนินมาตรการด้านการอานวยความสะดวกทางการค้า และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้ออานวยต่อภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐ รวมถึงความ เข้มแข็งในการบริ หารจัดการ กลไกการวางแผนและกากับ ดูแลการท างานของ ราชการให้ มีประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาได้ออกกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการคอรัปชั่น (ในปี 2553) และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการการต่อต้านการคอรัปชั่นเพื่อกากับดูแลการตรวจสอบการ กระท าผิ ด รวมถึ ง คณะกรรมาธิ ก ารว่ า ด้ ว ยการปฏิ รู ป ทางกฎหมายและด้ า นยุ ติ ธ รรม และคณะกรรมาธิการด้านการปฏิรูประบบราชการ


นโยบำยกำรค้ำกัมพูชำ รั ฐบาลกั ม พู ช าให้ ค วามส าคั ญ เป็ น ล าดั บ แรกในการก าหนดนโยบายการค้ า โดยมี เ ป้ า หมาย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมุ่งเน้นการลดความ เสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบเช่นเดียวกับที่เคยได้รับ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่หลากหลายเพื่อกระจายสินค้า และตลาดส่งออก หลังจากกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 เป็นสมาชิกลาดับที่ 148 กั ม พู ช าได้ ปรั บปรุง นโยบายทางการค้ าที่ เกี่ ย วข้ อ งให้ ส อดคล้ อ งกั บ ความตกลงของ WTO ที่ ส าคั ญ เช่ น การตี ร าคาศุ ล กากร ทรัพ ย์ สิ น ทางปั ญ ญา (TRIPS) อุ ป สรรคทางเทคนิ ค ต่ อ การค้ า (TBT) และ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ทั้งนี้ การเข้าเป็นสมาชิก WTO ของกัมพูชาเป็นปัจจัย สาคัญที่ช่วยผลักดันและเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังส่งเสริม การสร้างความโปร่งใสของกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุน อันนาไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจที่เอื้ออานวยต่อภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของสินค้าส่งออกของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขยายการส่งออกข้าวเพื่อเป็นผู้ส่งออกข้าว ลาดับต้นของโลก ในช่ วงที่ ผ่านมา กัม พู ชาเริ่ม ให้ค วามส าคั ญ เรื่ อ งการมี ส่ วนร่ วมของภาคเอกชนมากขึ้ น โดย นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ริเริ่มให้มีการจัดเวทีการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนระดับสูง เพื่อเป็นกลไกการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น /ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนา สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร การท่องเที่ยว SMEs กฎหมายและภาษี ธนาคารและการเงิน การอานวยความสะดวกทางการค้า พลังงาน คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน กระทรวง อุตสาหกรรม เหมืองแร่ และพลังงานของกัมพูชาได้กาหนดนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial policy) มี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา และการ พัฒ นาผู้ป ระกอบการด้ านการแปรรูป สิน ค้ าเกษตรและอาหาร เพื่ อ สร้ า งความยั่ง ยื น ในภาคเกษตร มาตรการสาคัญที่ดาเนินการ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการติดต่อสื่อสาร การ ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนและต่างชาติผ่านการปฏิรูปกรอบกฎหมายและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกระตุ้นการส่งออก


ข้อมูลด้านการค้า

“เศรษฐกิจโดยรวมของกัมพูชา มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายตั ว ดัง กล่าวเนื่ องมาจาดนโยบายการเปิด รับการลงทุน จากต่างประเทศ ทาให้นักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนในธุรกิจการผลิต และการท่ อ งเที่ ย วอย่ า งต่ อ เนื่ อ งประกอบกั บ การขยายตั ว ของ ภาคการเกษตรจากการลิตข้าวและส่งออกข้าวเพิ่มขึน้ การขยายตัว ของภาคอุ ต สาหกรรมจากการผลิ ต ในอุ ต สาหกรรมสิ่ ง ทอ และเสื้อ ผ้ าส าเร็ จรู ปและการขยายตั ว ของภาคบริก ารจากธุร กิ จ การท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมากขึ้น”


สถานการณ์การค้าไทย-กัมพูชา


รูปแบบการค้าและช่องทางการจาหน่ายสินค้า ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของกัมพูชา ประกอบด้วย 1. บริษัทของรัฐบาล (State-owned Company) เป็นหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อนาเข้า สินค้าที่จาเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การนาเข้าอาหารและข้าว เพื่อ ใช้แจกเป็นสวัสดิการแก่ทหารและข้าราชการ 2. บริษัทเอกชน (Private Company) ซึ่งเป็นบริษัทผู้นาเข้า (Importer) หรือบริษัทที่เป็น ตัวแทนจาหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) หรือเป็นบริษัทตัวแทนจาหน่าย (Distributor) ของกัมพูชา 3. ผู้ค้าชายแดน เป็นผู้รับจ้างนาเข้าสินค้าให้กับร้านค้าย่อยตามตลาดต่างๆ โดยพ่อค้าชายแดน จะรับสินค้าจากชายแดนไปส่งตามร้านค้าและแผงลอยในกัมพูชา ซึ่งสินค้าที่นาเข้าส่วนใหญ่จะ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

รูปแบบการค้าของกัมพูชา ประกอบด้วย 1. การค้าแบบปกติ ผู้นาเข้าและผู้ส่งออกของกัมพูชาจะต้องขอจดทะเบียนเป็นผู้นาเข้าและส่งออก สินค้าที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยการนาเข้าสินค้าของกัมพูชานั้นจะต้องผ่าน การตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากบริษัท SGS ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน ที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาจัดจ้าง ขึ้นมาเพื่อทาการตรวจสอบคุณภาพสินค้านาเข้า 2. การค้าชายแดนการ ค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยการค้า ชายแดนจะเป็ น การค้ า ระหว่ า งผู้ ส่ ง ออกไทยที่ อ ยู่ ต ามจั ง หวั ด ชายแดนไทยกั บ ผู้ น าเข้ า กั ม พู ช า ทีอ่ ยู่ตามจังหวัดชายแดนของกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขาย ครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท

ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของกัมพูชา ประกอบด้วย 1. การจัด จ้า หน่า ยสิน ค้าอุปโภคบริโ ภค ผู้นาเข้ าของกัม พูช าจะนาสิ นค้ าที่น าเข้ าไป กระจายให้กับร้านค้าส่ง ซุปเปอร์มาร์ เก็ต มินิมาร์ท และ ร้านค้าปลีก ในกรุงพนมเปญ และเมืองการค้าต่างๆ 2. การจัดจ้าหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้นาเข้าจะเป็นผู้จัดจาหน่ายสินค้าเองโดยจะ กระจายสินค้าต่อไปยังตัวแทนขายและร้านค้าปลีก รวมทั้งการขายโดยตรงให้ผู้บริโภคทั้ง ในกรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆ 3. การจัดจ้าหน่ายสินค้าผ่านแดน ผู้นาเข้าของกัมพูชาจะนาสินค้าเข้าจากไทยแล้วส่ง ต่อไปจาหน่ายที่เวียดนามโดยเป็นลักษณะของการขนสินค้าผ่านแดน


1

ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission: JC) ไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2537

2

ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการ ลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2538

3

ความตกลงว่าด้วยการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ วิชาการไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539

ความตกลงทีส่ าคัญกับไทย 4 5 6

บันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543

ความตกลงการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549

บันทึกการประชุมการค้าแบบหักบัญชีไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549


มาตรการ/ กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านภาษี กัมพูชามีการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้า ที่สาคัญ 4 ประเภท ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีมูลคา เพิ่ม ภาษีเงินได้ และภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลกัมพูชามียุทธศาสตร์รายได้ระยะกลาง คือ การลดการ พึ่งพารายได้ภาษีศุลกากร ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานรายได้ภาษีภายในประเทศ ทั้งนี้ รายได้ จากการจัดเก็บภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตจากการนาเข้า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56 ของรายได้จากภาษีทั้งหมด ในปี 2553 ลดลงจากร้อยละ 70 ในปี 2547 ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมีการ ปรับปรุงด้านศุลกากรให้ทันสมัย ครอบคลุม เรื่องการปฏิรูประบบการประเมินราคาศุลกากร และการ ปราบปรามการลักลอบทาการค้าที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้า มีดังนี้

1

ภาษีศุลกากร ด้านการนาเข้า แบ่งออกเป็น 4 อัตรา

- ร้ อยละ 0 สินค้ าจาเป็ น เมล็ดพันธุ์ และวัตถุดิบพื ้นฐาน - ร้ อยละ 7 สินค้ าขันกลาง ้ - ร้ อยละ 15 เครื่ องจักรและอุปกรณ์ - ร้ อยละ 35 สินค้ าฟุ่ มเฟื อย รวมถึงยานยนต์ นอกจากนี้ ยั ง มี ก ารเก็ บ ค่ า ธรรมเนี ย มส าหรั บ ใบขนสิ น ค้ า ฉบั บ ละ 3.80 เหรี ย ญสหรั ฐ ฯ และหากเป็นสินค้าที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่กฎหมายกาหนดอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่ม (Added Tax : AT) หรือ ภาษีสรรพสามิต โดยมูลค่าสินค้าและภาษีทั้งหมดต้องนามารวมคานวณเพื่อเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) ในอัตราร้อยละ 10


ด้านการส่งออก เก็บจากการสินค้าส่งออกบางรายการ - ร้อยละ 5 หรือ 10 ไม้ ซุง ที่ตั ดโดยได้ รับ สัม ปทานจากรั ฐบาล (ส่ว นไม้ซุ งทั่ วไปห้ ามส่ง ออก ตั้งแต่ปี 2550) - ร้อยละ 2 5 หรือ 10 ยางพารา - ร้อยละ 10 สินค้าปศุสัตว์ ประมง ทราย กรวด และหินแกรนิต

2

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เก็ บ จากการขายสิ น ค้ า และให้ บ ริ ก าร รวมทั้ ง การน าเข้ า สิ น ค้ า ทุ ก รายการ ใน อัตราร้อยละ 10 (ยกเว้นกรณีการซื้อขายที่ดินและของใช้ทางการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนกิ จ การที่ ไ ด้ รั บ การยกเว้ น ตามกฎหมาย เช่ น บริ ก ารไปรษณี ย์ ส าธารณะ บริ ก าร ของโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา และทาฟัน รวมทั้งการขายสินค้าเพื่อการบริการดังกล่าว การบริการขนส่งผู้โดยสารที่รัฐเป็นเจ้าของ บริการประกันภัย บริการทางการเงินเบื้องต้นตาม ประกาศของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง การนาเข้าของใช้ส่วนตัวที่ได้รับการยกเว้นอากร นาเข้าและมีมูลค่าไม่เกินตามประกาศของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง และกิจกรรมเพื่อ ประโยชน์ของสาธารณะที่ไม่แสวงหากาไรและได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเศรษฐกิจและ การคลัง) นอกจากนี้ ยังมีภาษีที่เก็บเพิ่มเติมในน้ามันเบนซิน (0.02 เหรียญสหรัฐฯ/ลิตร) และ น้ามันดีเซล (0.04 เหรียญสหรัฐฯ/ลิตร)

3

ภาษีสรรพสามิต (Specific tax) มีหลายอัตราขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและบริการ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2550 ผู้ประกอบการให้ ที่พักแรมมีภาระต้องชาระภาษี Accommodation Tax ในอัตราร้อยละ 2 ของยอดรายได้

4

อื่นๆ ภาษีจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียม อากรแสตมป์ ฯลฯ


มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี กัมพูชามีการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้า ที่สาคัญ 4 ประเภท ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีมูลคา เพิ่ม ภาษีเงินได้ และภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลกัมพูชามียุทธศาสตร์รายได้ระยะกลาง คือ การลดการ พึ่งพารายได้ภาษีศุลกากร ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานรายได้ภาษีภายในประเทศ ทั้งนี้ รายได้ จากการจัดเก็บภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตจากการนาเข้า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56 ของรายได้จากภาษีทั้งหมด ในปี 2553 ลดลงจากร้อยละ 70 ในปี 2547 ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมีการ ปรับปรุงด้านศุลกากรให้ทันสมัย ครอบคลุม เรื่องการปฏิรูประบบการประเมินราคาศุลกากร และการ ปราบปรามการลักลอบทาการค้าที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการค้า มีดังนี้

1

มาตรการห้ามและจากัดการนาเข้า

กัมพูชามีการใช้มาตรการห้ามและจากัดการนาเข้าสินค้าบางชนิดที่มีผลกระทบต่อ ความมั่ น คงปลอดภั ย สุ ข อนามั ย สิ่ ง แวดล้ อ ม และอุ ต สาหกรรมภายในประเทศ ทั้ ง นี้ ตามกฎหมายศุลกากรย่อย ปี 2550 ได้ระบุรายการสินค้าที่ถูกห้ามและจากัดการนาเข้า 1,537 รายการ ดังนี้ 1.สินค้าที่ถูกห้ามน้าเข้า เช่น อาวุธ วัตถุระเบิด รถยนต์และเครื่องจักรที่ใช้ในการทหาร ทองค า เครื่ อ งเงิ น Cannabis ต้ น โคคา Cannabis Resin ฝิ่ น ต้ น ฝิ่ น แห้ ง ยานพาหนะ พวงมาลั ย ขวา ชิ้ น ส่ ว นตั ว ถั ง ยานพาหนะ โบราณวั ต ถุ ที่ มี อ ายุ เ กิ น 100 ปี สื่ อ ลามก กากสารพิษ และสินค้าปลอม 2.สินค้าที่เข้าข่ายต้องขออนุญาตน้าเข้า ได้แก่ สินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ ภายใต้การกากับ ดู แ ลของกระทรวงอุ ต สาหกรรม เหมื อ งแร่ และพลั ง งาน สิ น ค้ า เภสั ช ภั ณ ฑ์ วั ส ดุ ท าง การแพทย์ และสารเสพติด ประเภทนิโคติน ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง เกษตร ป่ า ไม้ และประมง และน้ ามั น เชื้ อ เพลิ ง ภายใต้ ก ระทรวงพาณิ ช ย์ ข องกั ม พู ช า โดยที่การขออนุญาตนาเข้ายาและเคมีภัณฑ์ อาจใช้เวลานานกว่า 2 ปี ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์


2

มาตรการห้ามและจากัดการส่งออก

สินค้าบางรายการถูกห้ามส่งออก ได้แก่ โบราณวัตถุ สารพิษ สารเสพติดประเภทนิโคติน ไม้ซุง (ยกเว้นไม้ที่ตัดจากป่าปลูก แต่ต้องขออนุญาตส่งออก) โลหะและหินมีค่า อาวุธ ถ่าน หิน ไม้ฟืน น้ามัน และพันธุ์ปลาตามที่ระบุในรายการ CITES ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธ์ สินค้าที่เข้าข่ายต้องขออนุญาตส่งออก ได้แก่ ไม้ และผลิตภัณฑ์ไม้จากป่าธรรมชาติ รวมถึง สินค้าเกษตรอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมปริมาณการส่งออก โดยผู้ส่งออกต้องยื่นใบ สมั ค รขออนุ ญ าตต่ อ กระทรวงเกษตร ป่ า ไม้ และประมง ซึ่ ง จะให้ ข้ อ เสนอแนะต่ อ คณะรัฐมนตรีในการพิจารณาปริมาณโควตาการส่งออก โดยผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตจะได้รับ การจัดสรรปริมาณโควตาการส่งออกที่มีอายุ 1 ปี และสามารถต่ออายุได้ โดยเป็นโควตาที่ ออกให้ แ ก่ Forest Administration ซึ่ ง เป็ น เพี ย งหน่ ว ยงานเดี ย วที่ มี อ านาจส่ ง ออกไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ โดยส่งออกในนามของผู้ส่งออกภาคเอกชน นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้อง ขออนุญาตการขนส่งจาก Forest Administration เพื่อขนส่งสินค้าไปยังจุดส่งออก สินค้าอื่นที่ต้องขออนุญาตส่งออก ได้แก่ ยา และสารเสพติดประเภทนิโคติน โดยขออนุญาต จากกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง

3

มาตรการส่งเสริมการส่งออก

รัฐบาลกัมพูชาได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลกในการจัดตั้งกองทุนการเข้าถึงตลาดส่งออก (Export Market Access Fund: EMAF) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือบริษัทกัมพูชาใน การเจาะตลาดต่างประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือ ทั้งด้านการเงินและทางเทคนิค รวมถึงการให้ เงิ น ทุ น ในการด าเนิ น กิ จ กรรมที่ ก าหนด นอกจากนี้ ยั ง มี ก ารด าเนิ น โครงการเพื่ อ เสริ ม สร้ า งขี ด ความสามารถในการแข่ ง ขั น ของสิ น ค้ า กั ม พู ช า เช่ น โครงการพั ฒ นาโรงงานให้ ดี ขึ้ น (Better Factories Programme) ทั้ ง นี้ โรงงานที่ จ ดทะเบี ย นกั บ กระทรวงพาณิ ช ย์ และเป็ น สมาชิ ก ของ สมาคมผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชาเท่านั้น จึงจะสามารถส่งออกได้ นอกจากนี้ กัมพูชายังได้ออก กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งและการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการส่งออกผ่านเขตดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ และเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยนักลงทุนใน SEZs จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการ ลงทุนเทียบเท่ากับนักลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้กฎหมายการลงทุนของกัมพูชา อาทิ การ ยกเว้นภาษีนาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสาหรับสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยมีเงื่อนไขเพื่อการ ส่งออกทั้งหมด


4

มาตรการการตรวจสอบก่อนนาเข้า

กั มพู ชาได้ ก าหนดระเบี ย บขั้ นตอนการตรวจสอบสิ นค้ า ก่ อ นการนาเข้ า (Pre-shipment Inspection : PSI) ซึ่งดาเนินการโดยบริษัท Societe Generale de Surveillance S.A. หรือ SGS สาหรับสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าวทาให้ เกิดความล่าช้าในการนาเข้าสินค้า มีสินค้าบางรายการที่ได้รับยกเว้นการตรวจสอบก่อนการน้าเข้า ได้แก่ หินและโลหะมีคา ศิลปวัตถุ วัตถุระเบิด และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการระเบิด กระสุนดินดา อาวุธยุทโธปกรณ์ สัตว์มีชีวิต หนังสือพิมพ์ เครื่องใช้ในบ้านและทรัพย์สินส่วนบุคคล รวมถึงยานยนต์ใช้แล้ว พัสดุฝากส่งทางไปรษณีย์ หรือสินค้าตัวอย่าง สิ่งของซึ่งรัฐบาลต่างชาติ หรือองค์กรระหว่าง ประเทศจัดส่งให้แก่มูลนิธิองค์กรการกุศล และองค์กรเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ สิ่งของและ วั ส ดุ ค รุ ภั ณ ฑ์ ซึ่ ง น ามาเพื่ อ ใช้ ใ นภารกิ จ ของคณะทู ต สถานทู ต กงสุ ล หรื อ สถานกงสุ ล และองค์การสหประชาชาติ รวมถึงตัวแทนขององค์การในด้านต่างๆ สินค้าทุนทุก ประเภท ซึ่งได้รับอนุญาตให้นาเข้าโดยยกเว้นภาษีจากสภาเพื่อพัฒนากัมพูชา (ไม่ว่าสินค้านั้นจะถูก ก าหนดให้ เ สี ย ภาษี หรื อ ไม่ ก็ ต าม) รวมถึ ง สิ น ค้ า ทุ ก ประเภทที่ รั ฐ บาลก าหนดให้ น าเข้ า โดยไม่ต้องเสียภาษี เช่น ปุ๋ยเคมี อุปกรณ์และเครื่องยนต์ที่ใช้ด้านการเกษตร เครื่องใช้ด้าน การศึกษาและเครื่องกีฬา ฯลฯ ทั้งนี้ สาหรับการทาการค้าชายแดน ผ่านจุดผ่อนปรนทาง การค้า มีการจากัดวงเงิน ครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท/คน/วัน

5

มาตรการการตรวจสอบก่อนนาเข้า

หน่ว ยงานหลัก ที่ รั บ ผิด ชอบ คื อ สถาบั น มาตรฐานกั มพู ช า (Institute of Standards of Cambodia: ISC) อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และพลังงาน มีบทบาทหน้าที่ ในฐานะเลขานุ ก ารของคณะกรรมาธิ ก าร มาตรฐานแห่ ง ชาติ (National Standards Council) ในการพัฒนามาตรฐานและการออกใบรับรองมาตรฐาน สินค้า ครอบคุลมทั้ง สิ น ค้ า เกษตรและอุ ต สาหกรรม ทั้ ง ยั ง ท าหน้ า ที่ เ ป็ น National Enquiry Point (NEP) ของกัมพูชาตามความตกลงขององค์การการค้าโลก ซึ่งปัจจุบัน กัมพูชาได้พัฒนามาตรฐาน สินค้า 71 มาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือ โดยมี หน่วยงานที่ทาหน้าที่ด้านการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าทั้งนาเข้าและส่งออก คือ Camcontrol ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์


6

มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS)

กฎหมายหลักที่ใช้เป็นพื้นฐานสาหรับการตรวจสอบและกากับดูแลกฎระเบียบด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและมาตรฐานของกัมพูชา คือ The Law on the Management of Quality and Safety of Products and Services ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักในการดาเนินงานของ Camcontrol และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐาน โดยบทบาทและหน้าที่หลักของ Camcontrol คือ 1. การตรวจสอบสินค้านาเข้าและส่งออกร่วมกับกรมศุลกากร 2. การคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยของสินค้า 3. การออกใบรับรองสินค้าส่งออกเพื่อให้เป็นไปตามข้อกาหนดของประเทศผู้นาเข้า 4. การตรวจสอบความสอดคล้องของสินค้ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ 5. การทบทวนด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของสินค้าตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการนามา วางจาหน่ายในตลาด 6. การให้บริการและสิ่งอานวยความสะดวกในการตรวจสอบสินค้า 7. การเป็นเลขานุการของ National Codex Committee และ SPS National Enquiry Point ปัจจุบันกัมพูชายังไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบการดาเนินมาตรการ SPS ขณะเดียวกัน ยังมีความบกพร่องด้านโครงสร้างองค์กรที่สาคัญ คือ ความซ้าซ้อนในการทางานระหว่างหน่วยงาน ข้อจากัดด้านศักยภาพของบุคลากรและเงินทุน รวมถึงการขาดกลไกในการตรวจสอบ/กากับดูแล กระบวนการผลิตและแปรรูปในภาคการผลิต ตลอดจนระบบการออกใบรับรองมาตรฐาน SPS ที่ใช้ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการเป็นพื้นฐาน ทาให้สินค้าบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงตลาดส่งออก เช่น ข้าว ซึ่งประเทศผู้นาเข้ากาหนดให้ต้องเป็นข้าวที่เพาะปลูกจากพื้นที่ที่ปลอดจากศัตรูพืช (pestfree areas) และปลา ซึ่งกัมพูชาไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากยังไม่สามารถ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของระบบและสภาพแวดล้อมการผลิตด้าน SPS เป็นต้น หน่วยงานที่เ กี่ ยวข้อ งด้า น SPS ซึ่ง ประกอบด้ว ย กรมศุ ลกากร Camcontrol กระทรวง เกษตร ป่าไม้ และประมง กระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยว และกระทรวงสุขภาพ เพื่อพิจารณาดาเนินการด้านความปลอดภัยของอาหาร โดยมีการแบ่งบทบาท และหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่ชัดเจน เช่น 1. กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง โดย Department of Animal Health and Production (DAHP) รับผิดชอบด้านการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งการออกใบรับรอง สุขภาพสัตว์ตามหลักการขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties: OIE) และใบอนุญาตนาเข้าสินค้าประเภทสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์


6

มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS)

2. The General Directorate of Agriculture (GDA) รับผิดชอบการตรวจสอบสินค้า นาเข้าและส่งออกประเภทพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และการออกใบรับรองด้านสุขอนามัย พืช 3. Fisheries Administration รับผิดชอบการการตรวจสอบและการออกใบรับรองสุขภาพ ปลา รวมถึงใบอนุญาตนาเข้า/ส่งออกปลาและผลิตภัณฑ์ประมง 4. กระทรวงอุ ต สาหกรรม เหมื อ งแร่ และพลั ง งาน รั บ ผิ ด ชอบการตรวจสอบสิ น ค้ า อุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และอาหาร เพื่อออกใบรับรอง ด้านความปลอดภัย


การชาระเงินค่าสินค้าของกัมพูชา การช้าระเงินค่าสินค้าระหว่างผู้ส่งออกไทย กับผู้น้าเข้าของกัมพูชา มีดังนี้

1

การชาระค่าสินค้าด้วยเงินสด สกุลเงินที่นิยมนามาใช้มากที่สุดคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาท หรือบางครั้งจะชาระด้วยทองคา

2

การชาระด้วยระบบ L/C (Letter of Credit) เป็นการชาระเงินค่าสินค้าที่มีมูลค่าสูง โดยผู้ซื้อในกัมพูชา จะติดต่อ กั บ ธนาคารของตนเอง เพื่ อ ให้ ธ นาคารของตน เปิ ด L/C ให้ กั บ ผู้ส่งออกไทยโดยผ่านธนาคารของไทย หลังจากนั้นธนาคารของไทย จะส่ง L/C ให้ผู้ส่งออกเพื่อดาเนินการส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อต่อไป

3

การชาระเงินระบบ D/P (Documents Against Payment) และ D/A (Documents Against Acceptance) ผู้ ส่ งออกของไทยจะท าการตรวจสอบฐานะและประวัติ ของผู้ ซื้ อ กัม พู ชาก่อนจะเป็นที่ พ อใจแล้ ว จึง ส่ งเอกสารและสิ นค้า ไปให้กับ ธนาคารของผู้ น าเข้ า โดยผู้ น าเข้ า จะต้ อ งช าระเงิน ค่ า สิ น ค้ า ก่ อ น จึงจะสามารถนาเอกสาร ไปออกสินค้าได้


การชาระเงินค่าสินค้าของกัมพูชา

4

การชาระเงินด้วยระบบ T/T (Telegraphic Transfer) ผู้ส่งออกของไทยจะส่งสินค้าไปให้กับผู้นาเข้ากัมพูชาโดยให้เครดิต ระยะหนึ่ง เมื่อครบกาหนดเครดิต ผู้นาเข้ากัมพูชา จะโอนเงินโดย ทางโทรเลขกลับมาให้ผู้ส่งออกของไทย

5

การชาระค่าสินค้าตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา นิ ย มช าระด้ ว ยเงิ น สดเป็ น สกุ ล เงิ น บาท สกุ ล เงิ น เหรี ย ญสหรั ฐ ฯ และบางครั้ ง อาจจ่ า ยเป็ น ทองค าหากการซื้ อ ขายมี ป ริ ม าณมาก จะชาระด้วยการโอนเงิน ทางโทรเลข Telegraphic Transfer (T/T) การชาระสินค้าอีกวิธีหนึ่ง คือ ผู้ส่งออกไทยจะส่งสินค้าไปให้ผู้นาเข้า ของกั ม พู ช าก่ อ น โดยให้ เ ครดิ ต ระยะหนึ่ ง เมื่ อ ครบก าหนดจ่ า ย จะมีนายหน้าของกัมพูชา เข้ามาชาระเงินให้กับผู้ส่งออกไทยแทน ผู้นาเข้ากัมพูชา เรียกระบบนี้ว่า "โพยก๊วน"


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า

ทางบก 1. กรุงเทพฯ-กรุงพนมเปญ (กรุงเทพ - อรัญประเทศ - บันเตียเมียนเจย - พระตะบอง - โพธิสัต -กัมปง ชะนัง-กรุงพนมเปญ) จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ม่งุ สู่ ฉะเชิงเทรา - กบินทร์บุรี -อรัญ ประเทศระยะทางประมาณ 310 กิโลเมตร ในส่วนของกัมพูชา คือจากจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก -ปอย เปต เข้าสู่เขตแดนกัมพูชา(เส้นทางระเบียงด้านใต้นี้สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 5 ของกัมพูชา ผ่านจังหวัดบันเตียเมียนเจย พระตะบองโพธิสัต กัมปงชะนัง เข้าสู่กรุงพนมเปญ ระยะทางประมาณ420 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทาง 8 ชั่วโมง (เส้นทางระเบียงด้านใต้นี้ สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 6 จากบันเตียเมียนเจย – เสียมเรียบ – กัมปงธม - กรุงพนมเปญ รวมระยะทาง 430 กิโลเมตร ใช้เวลา การเดินทาง 9 ชั่วโมง) 2. กรุงเทพฯ-กรุงพนมเปญ (กรุงเทพฯ – ตราด – เกาะกง – กัมปงสะปือ - กรุงพนมเปญ) มุ่งหน้าสู่ จังหวัดตราด ข้ามแดนที่ด่านบ้านหาดเล็ก อาเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม อาเภอมณฑล สีมา จังหวัดเกาะกง (กัมพูชา)เดินทางตามเส้นทางหมายเลข 48 ไปอาเภอสะแรอัมเบิล จังหวัดเกาะกง ไปเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 4 ขึ้นเหนือผ่านจังหวัดกัมปงสะปือ ไปกรุงพนมเปญ ระยะทาง 283 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง 3. กรุงเทพฯ-จังหวัดสีหนุวิลล์ (กัมปงโสม) มุ่งหน้าสู่จังหวัดตราดข้ามแดนที่ด่านบ้านหาดเล็ก อาเภอ คลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม อาเภอมณฑลสีมา จังหวัดเกาะกง(กัมพูชา) เดินทางตามเส้นทาง หมายเลข 48 ไปอาเภอสะแรอัมเบิล จังหวัดเกาะกง ไปเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 4 ลงใต้สู่จังหวัดสี หนุวิลล์ ระยะทาง 260 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทาง 5 ชั่วโมง 4. กรุงเทพฯ-จังหวัดกัมปงจาม (กรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – บันเตียเมียนเจย – เสียมเรียบ – กัมปง ธม - กัมปงจาม) ระยะทาง 430 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทาง 8 ชั่วโมง

** การขนส่งสินค้าต้องมีการเปลี่ยนหัวรถลาก หรือท้าการขนถ่ายสินค้า เพื่อเปลี่ยนเป็นรถที่มีพวงมาลัยซ้าย ณ ฝั่งกัมพูชา **


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า ทางอากาศ 1. สนามบินสุวรรณภูมิ- สนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญ ใช้เวลาเดินทาง 55 นาที สายการบินไทย 2 เที่ยวบิน/วัน สายการบินแอร์เอเชีย 1 เที่ยวบิน/วัน สายการบินบางกอกแอร์เวย์ 4 เที่ยวบิน/วัน 2. สนามบินสุวรรณภูมิ – สนามบินนานาชาติเสียมเรียบ ใช้เวลาเดินทาง 55 นาที สายการบินบางกอกแอร์เวย์ 5 เที่ยวบิน/วัน

ทางน้า ในกัมพูชามีท่าเรือน้าลึกแห่งเดียว คือ ท่าเรือสี หนุวลิล์ ซึ่งได้มีการปรับปรุงโดยการวาง คอนเทนเนอร์รอบท่าเรือน้าลึก ความยาว 240 เมตร และขยายพื้นที่จอดเรือ ความยาว 160 เมตร ปัจจุบั นท่าเรือแห่ งนี้ มีท่าเที ยบเรือ 12 แห่ง มีเครื่องมืออานวยความสะดวกที่ทันสมั ย มีทางเข้า 2 สายคือสายใต้ (South Channel) และทางเข้าสายเหนือ (North Channel) มีท่า เทียบเรือยาว 1 กม.น้าลึก 10 เมตร กว้าง 150-200 เมตร ท่าเรือที่ขนส่งสินค้าจากประเทศไทย และกัมพูชา มีดังนี้ กรุงเทพฯ – ท่าเรือสีหนุวิลล์ ใช้เวลาการเดินทาง 6 วัน ท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือสีหนุวิลล์ ใช้เวลาการเดินทาง 4 วัน อ้าเภอคลองใหญ่ – ท่าเรือสีหนุวิลล์ ใช้เวลาการเดินทาง 6 วัน


กลยุทในตลาดกั ธ์การค้ า มพูชา

1

กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้าและบริการ สินค้าที่จาหน่ายในกัมพูชาควรมีลักษณะเช่นเดียวกับที่จาหน่ายในไทย เนื่องจากชาวกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากสื่อของไทยค่อนข้างมาก

2

กลยุทธ์ด้านราคา ควรตั้ ง ราคาที่ มี คุ ณ ภาพระดั บ กลางถึ ง สู ง ที่ จ าหน่ า ยในกั ม พู ช า ให้ใกล้เคียงกับราคาสินค้าประเภทเดียวกันในไทย และตั้งราคาต่ากว่า สาหรับสินค้าที่มีคุณภาพต่า เนื่องจากชาวกัมพูชายังมีกาลังซื้อ น้อย อี ก ทั้ ง สิ น ค้ า ไทยในกั ม พู ช ายั ง ต้ อ งแข่ ง ขั น ด้ า นราคากั บ สิ น ค้ า จาก เวียดนาม (คู่แข่งของไทย)


กลยุทในตลาดกั ธ์การค้ า มพูชา

3

กลยุทธ์ด้านการจัดจาหน่าย 1.การขนส่งต้องเน้นความรวดเร็ว เนื่องจากผู้นาเข้ากัมพูชามักสั่งซื้อ สินค้าในปริมาณไม่มาก แต่ค่อยข้างจะสั่งบ่อยในการสั่งซื้อแต่ละเดือน 2.สามารถใช้กัมพูชาเป็นช่องทางส่งสินค้าต่อไปยังประเทศลาว และ เวียดนาม เนื่องจากมีผู้นาเข้าจากประเทศลาว และเวียดนามเลือกซื้อ สินค้าในกรุงพนมเปญ เพื่อนาไปจาหน่ายต่อ 3.การกระจายสินค้าควรร่วมกับผู้นาเข้ารายใหญ่ของกัมพูชา เนื่องจาก มีตัวแทนจาหน่ายหรือสาขาอยู่ทั่วประเทศ 4.การวางจาหน่ายและกระจายสินค้าตามแนวชายแดน ควรเป็นสินค้า ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค 5.การขายตรง รวมทั้งการขายสินค้าเงินผ่อนในกัมพูชามักไม่ประสบ ความสาเร็จ เนื่องจากชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ไม่มีเงินเดือนประจาหรือ รายได้ไม่แน่นอน

4

กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 1.ควรใช้การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อต่างๆ เช่น โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณา โทรทัศน์ และวิทยุ เพื่อให้ชาวกัมพูชารู้จักสินค้าดีขึ้น 2.อาจใช้วิธีส่งเสริมการขายแบบอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่นการแจกสินค้า ตัวอย่างให้ผู้บริโภคลองใช้ หรือการให้ค่าคอมมิชชั่นกับผู้นาเข้ากัมพูชา ที่สามารถทายอดขายได้ตามเป้ารวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ 3.การบอกปากต่อปาก จะทาได้เมื่อสินค้านั้นเป็นที่รู้จักดีในตลาด


สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันกัมพูชาเป็นสมาชิกของกลุ่มการค้าต่างๆ ที่สาคัญ เช่น องค์การ ก า ร ค้ า โ ล ก ( World Trade Organization : WTO) ร ว ม ถึ ง อ า เ ซี ย น (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) ซึ่งนอกจากกัมพูชา ได้รับประโยชน์จากสิทธิพิเศษด้านภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) แล้ ว กัม พู ชายั งได้รับสิท ธิพิเ ศษทางภาษีศุ ล กากร เป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) จากประเทศ พัฒนาแล้วกว่า 20 ประเทศ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นต้น


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน 1

ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และยังต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่อบูรณะประเทศ

2

ระบบการคมนาคมและสาธารณูปโภคไม่มีประสิทธิภาพ ทาให้การติดต่อสื่อสาร และคมนาคมล่าช้า

3

มีการลักลอบทาการค้าผิดกฎหมาย เช่น การนาเข้าอัญมณี ไม้ รถยนต์ที่ถูกลักขโมย และโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งมีการลักลอบส่งออกมายังไทยโดยตลอด

4

กฎระเบียบการค้าไม้แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เนื่องจากอยู่ในระยะการพัฒนา ประเทศ

5

สินค้าที่ส่งออกไปกัมพูชา โดยเฉพาะที่ผ่านด่านชายแดน มีการเก็บภาษีและคาธรรม เนียมให้กับด้านต่างๆ ในลักษณะที่ผิดกฎหมายจานวนมาก ทาให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น

6

การใช้มาตรการที่ไม่ใช้ภาษี เช่น การตรวจสอบสินค้าก่อนการนาเข้า ฯลฯ ท้าให้ ต้นทุนการนาเข้าสินค้าไปยังกัมพูชาสูงขึ้น

7

ปั ญหาหลักเขตตามแนวชายแดนในบางพื ้นที่ ทาให้ ไม่สามารถพัฒนาพื ้นที่ เพื่อ สนับสนุนการค้ าผ่านทางชายแดน

8

กัมพูชายังมีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ

9

มีการลอกเลียนและปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและผลิตภัณฑ์

10

ระบบธนาคารพาณิชย์ยังไม่เป็นที่นยิ ม มีการใช้เงินสดในการค้าทั่วไปค่อนข้างมาก


โอกาสทางการค้าที่ส่งเสริมการขยายตัว ทางการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา นค้าหาและอุ ไทยมีความสามารถในการแข่ งขันสูงในตลาดกั ปสรรคทางการค้ า มพูชา เนื่องจากความได้เปรียบ 1 ปัสิญ

ด้านคุณภาพของสินค้าโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดกัมพูชา ทั้ ง ยั ง มี ค วามสะดวกในการขนส่ ง สิ น ค้ า ข้ า มพรมแดน ผ่ า นทางการค้ า ชายแดน นอกจากนี้พบว่าสินค้าที่ขายในประเทศกัมพูชาจะมียอดขายเพิ่ มขึ้นในช่วงการท้ า โปรโมชั่น ทั้งลดราคา หรือมีของแถม

ของไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน

2 3

4

5

เนื่อ งจากค่ า แรงในกัม พู ชามี ร าคาถูก กว่า ค่ า แรงในไทย จึง เหมาะแก่การลงทุ นใน อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อุตสาหกรรม การเกษตร ฯลฯ อุตสาหกรรมการก่อสร้างในกัมพูชามีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากประเทศต้องการ พัฒนาและปรับปรุงซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ท้าให้มีความ ต้องการสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเครื่องจักร และอุปกรณ์ในการก่อสร้าง อย่างต่อเนื่อง กัมพูชาจัดเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) จากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในการส่งออกสินค้า ประเภทเครื่องนุ่งห่ม โดยไม่มีภาษีนาเข้า จึงเป็นโอกาสในการขยายฐานการลงทุนของ ไทย เพื่อผลิตและส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว กั ม พู ช ามี ก ารพั ฒ นาเขตเศรษฐกิ จ พิ เ ศษในพื้ น ที่ ช ายแดนด้ า นที่ ติ ด กั บ ไทย เช่ น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ขณะที่ไทยได้กาหนดให้มี การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในอาเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นหนึ่งใน โครงการนาร่องตามนโยบายของรัฐบาลไทย จึงมีโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะมีความ ร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน


ข้อมูลอื่นๆ

CAMBODIA


การเดินทางเข้า-ออกประเทศ สาหรับคนทั่วไป ต้ อ งมี ห นั ง สื อ เดิ น ทางพร้ อ มวี ซ่ า ไปแสดงจึ ง จะเข้ า ประเทศกั ม พู ช า ได้ โดยสามารถขอ “วีซ่า” จากสถานทูตกัมพูชาในประเทศต่างๆ ก่อนออกเดินทาง หรือจะขอที่ด่านพรมแดนก่อนเข้าประเทศกัมพูชา ที่เรียกว่า Visa on Arrival ทั้ ง นี้ วี ซ่ า ประเภทท่ อ งเที่ ย ว (Tourist Visa) คิ ด ค่ า ธรรมเนี ย ม 20 ดอลลาร์ สหรัฐฯ อยู่ได้ 30 วัน กรณีการข้ามแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จุดผ่าน แดนถาวรสามารถใช้ได้ทั้งหนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดน (เฉพาะคนในพื้นที่) ส่วนที่จุดผ่อนปรนสามารถใช้ได้เฉพาะบัตรผ่านแดนเท่านั้น

สาหรับผู้ประกอบธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดา ต้องมีหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าประเภทธุรกิจ (Business Visa) โดยสามารถขอ “วี ซ่ า ” จา กส ถานทู ต กั ม พู ชา ใน ประ เท ศต่ า งๆ ก่ อ นอ อกเ ดิ น ทา ง เสียค่าธรรมเนียม 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา เพื่อจะ ได้ น าไปประกอบการขอวี ซ่ า ประเภทผู้ อ ยู่ อ าศั ย (Multiple Visa) ขยาย ระยะเวลาพานักในประเทศเป็นรายปี ค่าธรรมเนียมปีละ 285 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สาหรับข้าราชการ ใช้ เ ฉพาะหนั ง สื อ เดิ น ทางโดยไม่ ต้ อ งมี วี ซ่ า ประกอบการเดิ น ทางเข้ า ประเทศกัมพูชา


มารยาททางธุรกิจและวัฒนธรรม ในกัมพูชา ในแต่ละประเทศจะมีสภาพแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมที่ แตกต่ า งกั น ดั ง นั้ น ในการท าธุ ร กิ จ ในแต่ ล ะประเทศจะต้ อ งค านึ ง ถึ ง สภาพแวดล้ อ ม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ด้วย สาหรับในกรณีของประเทศ กัมพูชาจากการศึกษาข้อมูลพบว่าวัฒนธรรมต่างๆค่อนข้างเหมือนกับไทย

สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในกัมพูชา

ด้านวัฒนธรรม 1. ก่อนถ่ายรูปชาวกัมพูชาควรขออนุญาตผู้ที่จะถูกถ่ายรูปเสียก่อน และไม่ควรถ่ายรูป บุคคล 3 คนพร้อมกัน เพราะชาวกัมพูชาถือว่าคนที่ยืนอยู่ตรงกลางจะพบกับความโชคร้าย 2. ควรแต่งกายสุภาพและรัดกุม โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในสถานที่เคารพทางศาสนา เช่น ใส่เสื้อที่มีแขน หรือใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ยาวคลุมเข่าลงมา ไม่เช่นนั้นชาวกัมพูชาจะถือ ว่าไม่เคารพสถานที่ 3. ถอดหมวกเมื่อเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างทางศาสนา สถานที่ทางานหรือบ้านเรือน 4. การไหว้พระหรือบุคคลที่มีอาวุโสกว่า เป็นการแสดงความเคารพที่เหมาะสมและสมควร ทาอย่างยิ่ง 5. ควรมีของฝากเมื่อพบกัน การให้ของฝากหรือของขวัญเป็นการแสดงน้าใจและมิตรภาพ ไม่จาเป็นต้องเป็นของมีราคาแพงแต่ควรห่ออย่างสวยงามเพื่อแสดงความตั้งใจ 6. ควรกล่าวคานาหน้านามและเรียกชื่ออย่างถูกต้อง


มารยาททางธุรกิจและวัฒนธรรม ในกัมพูชา

ด้านการทาธุรกิจ 1. ควรให้นามบัตรในการพบกันครั้งแรกการยื่นนามบัตรควรยื่นให้ด้วยสองมือ หากเป็นผู้รับ นามบัตรควรอ่านชื่อและรายละเอียดบนนามบัตรก่อนเก็บใส่กระเป๋าเพื่อเป็นการแสดงความ เคารพ 2. ควรแต่งกายสุภาพ กัมพู ชานิย มสวมสูทในทุกพิ ธีการและโอกาส เพราะแสดงถึง ความ มีอารยธรรม หากเป็นหญิงควรแต่งชุดสุภาพจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงที่ไม่สั้นนัก 3. ถึง แม้ ว่ า การจับ มื อ จะได้ รั บ การยอมรั บ ในการท าธุร กิ จ ในกั ม พู ช า แต่ก็ นิ ย มจั บมื อ กั น ในระหว่างเพศเดียวกันเท่านั้น การไหว้จึงเป็นการทักทายที่เหมาะสมที่สุด 4. ชาวกัมพูชามักจะพยักหน้าเพื่อแสดงถึงการตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งกาลังพูดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยหรือยอมรับตามที่คุณพูดแม้ความจริงอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณ กาลังพูดเลยก็ตาม ดังนั้นควรที่จะถามเพื่อให้อีกฝ่ายอธิบายว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดจริงๆ 5. ในการประชุมหรือการต่อรองทางธุรกิจ ชาวกัมพูชาให้ความสาคัญในระดับอาวุโสและการ รักษามารยาทมาก เช่น การให้ผู้อาวุโสเดินเข้าห้องก่อน หรือหากไม่เห็นด้วยกับที่ประชุมก็จะ นั่งเฉยๆ ไม่แสดงการคัดค้าน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า หรืออาจแสดงความเห็นหรือให้ ข้อเสนอเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่อีกฝ่ายหนึ่งเสนอแทนการคัดค้าน 6. การให้ของขวัญในการพบกันครั้งแรกไม่เป็นที่นิยมนัก แต่จะให้กันเมื่อมีการรับประทาน อาหารหลังจากการคุยธุรกิจกันครั้งแรกแล้ว หรือในการพบกันในครั้งต่อๆ มาชาวกัมพูชาไม่ ค่อยสนใจในราคาสิ่งของที่ให้กันเท่าใดนักแต่จะเน้นในเรื่องคุณค่าทางจิตใจที่แสดงว่าผู้รับเป็น บุคคลสาคัญของผู้ให้ 7. ควรใช้ล่ามของตนเองในการเจรจาธุรกิจ การใช้ล่ามที่มีคุณภาพจะช่วยให้งานนั้นราบรื่น ไม่เกิดการเข้าใจผิด 8. การนัดหมายธุรกิจเป็นเรื่องสาคัญและเป็นการให้เกียรติ คุณต้องเคร่งครัดตรงต่อเวลาเพื่อ แสดงถึงความตั้งใจทางาน 9. การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทาธุรกิจ การชนแก้ว สูบบุหรี่ ในโต๊ะอาหาร และร้องเพลงคาราโอเกะเป็นที่นิยมมาก


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ทีเ่ กี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา การเข้าไปทาธุรกิจในประเทศกัมพูชาของนักลงทุนและผู้ประกอบการ การทราบข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ทั้งของไทยและกัมพูชา จะช่วยอานวยความ สะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการทาธุรกิจ สาหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สาคัญใน ประเทศกัมพูชา ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ Address: No.196 Preah Norodom Boulevard, Sangkat Tonle Bassac, Khan Chamkarmon,Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 726 306 – 8 Fax: (855) 23 726 303 Email: thaipnp@mfa.go.th Website: http://www.thaiembassy.org/phnompenh/

สานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ Address: No.196 Preah Norodom Boulevard, Sangkat Tonle Bassac, Khan Chamkarmon,Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 726 304 Fax: (855) 23 726 305 Email: thaicompnh@online.com.kh


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ทีเ่ กี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ณ กรุงพนมเปญ Address: No.196 Preah Norodom Boulevard, Sangkat Tonle Bassac, Khan Chamkarmon,Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 726 306-8 Ext.213

สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา (TBCC) Address: No.196 Preah Norodom Boulevard, Sangkat Tonle Bassac, Khan Chamkarmon,Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 335 915, (855) 958 065 Fax: (855) 23 335 915 Email: admin@tbcccambodia.org Website: www.tbcccambodia.org


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ทีเ่ กี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา

หน่วยงานราชการและเอกชนของกัมพูชา Council for the Development of Cambodia (CDC), Cambodian Investment Board (CIB), Cambodian Special Economic Zones Board (CSEZB) Address: Government Palace, Sisowath Quay, Wat Phnom, Phnom Penh, Cambodia Tel/Fax: (855) 23 427 597, (855) 23 428 954 Email: info@cambodiainvestment.gov.kh Website: www.cambodiainvestment.gov.kh

Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries Address: St.92, Wat Phnom, Khan Daun Penh, Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 211 351, (855) 23 211 352 Fax: (855) 23 217 320 Email: info@maff.gov.kh Website: http://www.maff.gov.kh/


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ทีเ่ กี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา หน่วยงานราชการและเอกชนของกัมพูชา General Department of Customs and Excise Address: #6-8, Preah Norodom Blvd., Sangkat Phsar Thmei III, Khan Daun Penh, Phnom Penh, Cambodia. Tel: (855) 23 214 065 Fax: (855) 23 214 065 Email: info@customs.gov.kh Website: www.customs.gov.kh

Ministry of Commerce Address: Lot 19-61, MOC Road (113B Road), turn in from Russian Blvd, Phum Teuk Thla, Sangkat Teuk Thla, Khan Sen Sok, Phnom Penh, Cambodia Tel: (855) 23 866 425, (855) 77 677 599 Email: moc.gov.kh@gmail.com Website: www.moc.gov.kh/


ประเทศลาว

LAO PDR


ประเทศลาว ลำวเป็นประเทศที่มีทรัพยำกรธรรมชำติที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพำะ ป่ำไม้ และแร่ธำตุที่สำคัญเช่น ทองคำ ทองแดง และบอกไซต์ นอกจำกนี้ ยั ง มี เ ขื่ อ นพลั ง งำนน้ ำหลำยแห่ ง ที่ ผ ลิ ต ไฟฟ้ ำ เพื่ อ น ำไปใช้ ใ นประเทศและ ส่งไปขำยยังประเทศเพื่อน สำหรับภำคใต้ของลำวเป็นที่รำบสูง ซึ่งเป็นแหล่ง ปลูกกำแฟคุณภำพดีและยังมีพื้นที่สำหรับทำกำรเกษตรอีกจำนวนมำก ถึงแม้ว่ำกำรเกษตรเป็นภำคกำรผลิตหลักของลำว แต่ภำคอุตสำหกรรม ก็กำลังขยำยตัวเช่นกัน ลำวได้เริ่มเปิดประเทศโดยกำรเข้ำเป็นสมำชิกอำเซียน เมื่อเดือน กรกฎำคม 2540 และเป็นสมำชิกองค์กำรกำรค้ำโลก (WTO) เมื่อเดือน กุมภำพันธ์ 2556


ข้อมูลทั่วไป

ชื่อประเทศ ชื่อทางการ เมืองหลวง เมืองสาคัญ

วันชาติ ภาษา ศาสนา

สปป. ลาว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People's Democratic Republic) นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Capital) : แขวงสะหวันนะเขต เป็นแขวงใหญ่อันดับที่ 1 : แขวงจาปาสัก มีความสาคัญและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง : แขวงคาม่วน มีป่าไม้และแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ : แขวงหลวงพระบาง เป็นเมืองหลวงเก่า เป็นเมืองมรดกโลก มีความสาคัญด้านประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองท่องเที่ยว 2 ธันวาคม ใช้ภาษาลาว เป็นภาษาราชการ ศาสนาพุทธ, คริสต์ และอื่นๆ


สกุลเงินประเทศลาว “กีบ” (Kip) เป็นสกุลเงินประจำชำติลำว ในรูปแบบธนบัตร และไม่มีเหรียญกษำปณ์ในมูลค่ำตั้งแต่ 500, 1,000, 2,000, 5,000,10,000, 20,000 และ 50,000 กีบ ในท้องตลำดมีกำรใช้ สกุลเงิน 3 สกุลหลัก ได้แก่ เงินดอลลำร์สหรัฐ (30%) เงินบำท (30%) เงินกีบ (40%) กฎหมำย สปป.ลำว กำหนดให้แสดงรำคำสินค้ำเป็นเงินกีบ

ธนาคารพาณิชย์ไทยในลาว (Commercial Bank)

ตราแลกเปลี ่ยนเงิ นตราต่ างประเทศ อัตอัราแลกเปลี ย่ นเงิ นตราต่ างประเทศ (Exchange Rate) (Exchange Rate) 8,000 LAK : 1 USD 250 LAK : 1 THB 2007 324.08 LAK : 1 THB 2001 164.37 LAK : 1 THB

2003 11,137.96 LAK : 1 USD 2002 7,419.29 LAK : 1 USD


อาณาเขตติดต่อของประเทศลาว ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก

จีน เวียดนำม กัมพูชำ ไทย

สภาพทางภูมิประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ของสปป.ลาว เป็นเขาและที่ราบสูง ภูมิประเทศของ สปป.ลาวแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ 1. เขตภู เ ขาสู ง เป็ น พื้ น ที่ ที่ สู ง กว่ า ระดั บ น้ าทะเลโดยเฉลี่ ย 1,500 เมตรขึ้นไป พื้นที่นี้อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศ 2. เขตที่ราบสูง คือพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้าทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร 3. เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้าโขงและแม่น้าต่างๆ เป็ น พื้ น ที่ ที่ มี ค วามอุ ด มสมบู ร ณ์ ม ากที่ สุ ด ในเขตพื้ น ที่ ทั้ ง 3 เขต นับเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้าที่สาคัญของประเทศ แนวที่ราบลุ่มเหล่านี้ เริ่มปรากฏตั้งแต่บ ริเ วณตอนใต้ ข องแม่น้างึ ม เรียกว่า ที่ราบลุ่ ม เวียงจันทน์ผ่านที่ราบลุ่มสะหวันนะเขต เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่มีทางออกสูท่ ะเล

สภาพทางภูมิอากาศ

สปป.ลาว มีสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อน มี 2 ฤดู

ฤดูฝน (พฤษภาคม-พฤศจิกายน) ฤดูแล้ง (ธันวาคม-เมษายน)


ระบบการเมืองการปกครอง กำรเมืองของ สปป.ลำวมีเสถียรภำพ เนื่องจำกปกครอง ด้วยระบบสังคมนิยม มำตั้งแต่วันที่ 2 ธันวำคม พ.ศ. 2518 โดยมี พรรคประชำชนปฏิ วั ติ ล ำว (The Lao People’s Revolutionary Party : LPRP) เป็ น พรรคกำรเมื อ งที่ บ ริ ห ำรประเทศเพี ย งพรรค เดียวมำโดยตลอด และคำดว่ำจะยังคงรักษำอำนำจทำงกำรเมือง ใน สปป.ลำว ได้ต่อไป

การแบ่งเขตการปกครอง สปป.ลำว ได้มีกำรแบ่งเป็น 16 แขวง และ 1 เขตปกครองพิเศษ (นครหลวงเวี ย งจั น ทน์ ) คื อ เซกอง อั ต ปื อ สำละวั น จ ำปำสั ก สะ ห วั น นะเขต ค ำม่ ว น บ อลิ ค ำไซ เวี ย งจั น ทน์ ไชยะบุ ลี หลวงพระบำง เชี ย งขวำง หั ว พัน พงสำลี อุ ด มไช หลวงน้ ำทำ และบ่อแก้ว

เวลาของ สปป.ลาว

ในปัจจุบันกัมพูชำแบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 1 รำชธำนี (กรุ ง) คือกรุใช้งเขตแบ่ พนมเปญและ หวัด (เขต) แต่ ะจังหวัดจะแบ่ง สปป.ลำว งเวลำเดี24 ยวกัจับงประเทศไทย คือลเวลำมำตรฐำน เขตปกครองภำยในออกเป็ น อ ำเภอ ปัจ จุ บบวกอี ั น ประเทศ โลกที่เมืองกรีนิช (Greenwich Meanและต Timeำบล : GMT) ก7 กัชั่วมโมง พู ช ำมี ก รุเวลำท ง 26ำงำน แห่ ง อ ำเภอ 159 แห่ ง เขต 8 แห่ ง ต ำบล และมี 1,417 ตำบล และแขวง 204


เวลาทาการของหน่วยงานใน สปป.ลาว เวลาราชการ วันจันทร์-ศุกร์ 88.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น.

เวลาทาการของเอกชน วันจันทร์-ศุกร์ 08.00-12.00 น. และ 13.00-17.00 น.

เวลาทาการของธนาคาร วันจันทร์-ศุกร์ 08.30-15.30 น.


จานวนประชากร เพศชาย เพศหญิง

7,019,073 คน 3,483,193 คน 3,535,880 คน

จำนวนประชำกรมำกเป็นอันดับที่ 104 ของโลก และ อันดับที่ 8 ในอำเซียน รองจำก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนำม ไทย เมียนมำร์ มำเลเซีย และกัมพูชำ

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรประเทศลาว เท่ากับ 1.53%

สัดส่วนประชากรแบ่งตามอายุ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)

ที่มำ : CIA The World Factbook


ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

ECONOMIC INFORMATION


ดัชนีเศรษฐกิจ

สปป.ลาว

GDP 12,523 ล้ำนดอลลำร์สหรัฐฯ

- ภาคการเกษตร - ภาคอุตสาหกรรม - ภาคบริการ อัตราเงินเฟ้อ จานวนแรงงาน (ล้านคน) อัตราการว่างงาน มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า รายได้ต่อหัวประชากร อัตราแลกเปลี่ยน

22.2% 32.4% 38.7%

GROWTH RATE

7%

1.3% 3.438 ล้ำนคน 1.4% 9,514,003 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 3,463,340 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 6,050,663 พันดอลลำร์สหรัฐฯ -2,587,323 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 1,657 ดอลลำร์สหรัฐ/ปี 250 LAK : 1 THB 8,000 LAK : 1 USD

ที่มา :World Development Indicators,(2558)


ปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสปป.ลาว

ภาคเกษตร ภำคกำรเกษตรและป่ำไม้มีกำรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลำ พื้นที่เพำะปลูกเพิ่ม มำกขึ้ น โดยเฉพำะกำรปลู ก พื ช ที่ ใ ห้ ผ ลตอบแทนสู ง เช่ น ข้ ำ ว ข้ ำ วโพด นอกจำกนี้มีกำรให้ควำมสำคัญกับกำรเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็นต้น

ภาคอุตสาหกรรม อุตสำหกรรมหลักที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของลำว คือ กำรทำเหมืองแร่ และพลังงำนไฟฟ้ำซึ่งปัจจุบันมีโครงกำรก่อสร้ำงเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้ำ หลำยแห่งโดยไทยกำหนดเพดำนรับซื้อไฟฟ้ำ

ภาคบริการ เนื่องจำกในปัจจุบันประเทศลำวได้มีแหล่งท่องเที่ยวมำกมำย จึงทำให้ ภำคบริกำรเป็นตัวสร้ำงรำยได้ให้กับประเทศลำวอีกทำงหนึ่ง

การลงทุน กำรลงทุนในลำวเติบโตอย่ำ งรวดเร็วเนื่องจำกได้รับกำรสนับสนุนจำก รัฐบำล ซึ่ง มีนโยบำยส่ งเสริมกำรลงทุนโดยตรงจำกต่ำ งประเทศอย่ำ ง จริงจัง มีค่ำจ้ำงแรงงำนยังอยู่ในระดับต่ำ และได้รับสิทธิประโยชน์ทำงด้ำน ภำษี (GSP) จำกประเทศที่พัฒนำแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกำ สหภำพยุโรป ญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำรลงทุนของประเทศ

ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิ จ ลำวขั บ เคลื่ อ นโดยอำศั ย รำยได้ จ ำกทรั พ ยำกรธรรมชำติ ที่อุดมสมบูรณ์


นโยบายเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

สปป.ลาว ได้ใช้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ตั้งแต่ปี 2518 และเริ่มปฎิรูประบบเศรษฐกิจ เสรี เมื่ อ ปี 2529 โดยการใช้ “นโยบายจิ น ตนาการใหม่ ” (NEM : New Economic Mechanism) โดยการส่ งเสริม ความสั มพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่า งประเทศมากขึ้น ในช่วงปี 2554-2558 สปป.ลาว จะอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 โดยให้ ความสาคัญกับการลงทุนในประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ทันสมัย ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศ นโยบายนา สปป.ลาวก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมและความทันสมัย ที่น่าจะเป็นปัจจัยสาคัญ ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมายที่ร้อยละ 8 นอกจากนี้ ยังได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะพา ตนเองออกมาจากบัญชีรายชื่อประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countrues : LDCs) ให้ได้ภายในปี 2563 รัฐบาลลาวทบทวนนโยบายการลงทุนภาครัฐ หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิก สภาแห่งชาติที่ต้อ งการให้รัฐบาลปรับปรุงด้านการศึ กษา สาธารณสุข และสวัสดิการสั งคม เนื่องจากประชาชนจานวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการของรัฐ โดยเฉพาะในที่ชนบท ห่างไกล เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ถูกนาไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ด้านการ ลงทุนจากต่างประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์กาลังสารวจที่ดินทุกเมือง เพื่อจัดสรรให้นักลงทุน ต่างชาติใช้ในการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ ตามแนวทางของกฎหมายส่งเสริมการลงทุนฉบับ ใหม่ที่ใช้สิทธิ์การใช้ที่ดิน เป็นแรงจูงใจดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สปป.ลาว ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศต่างๆ ผ่านองค์การและสถาบัน ระหว่างประเทศ 20 แห่ง องค์การรัฐบาลและสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ 43 แห่ง องค์ ก ารเอกชนระหว่ า งประเทศ 88 แห่ ง เพื่ อ ใช้ ใ นการพั ฒ นาโครงสร้ า งพื้ น ฐานและ สาธารณูปโภค นาไปสู่การขยายตัวรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรายรับของรัฐบาล ของ สปป.ลาวมีค่อนข้างจากัด


แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคม สปป.ลำว ปัจจุบัน สปป.ลาว อยู่ภายใต้แผนพั ฒนาเศรษฐกิจ และสั งคมแห่ งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2559-2563) การด าเนินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามยุทธศาสตร์ เพื่อนา สปป.ลาว ไปสู่การ พัฒนาและเปลี่ยนประเทศ เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมและทันสมัยจากประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least developed country : LDC) ให้สาเร็จภายใน พ.ศ. 2563 และสร้างโอกาสในการเสริมสร้างภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศ แผน 5 ปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวของประเทศที่จะใช้ เป็นนโยบายของการพัฒนาประเทศให้บรรลุการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 8 ต่อปี ลดความ ยากจนให้บ รรลุ เป้ าหมายการพัฒ นาสหัส วรรษ (ช่ว งเวลา 1,000 ปี ) ภายใน พ.ศ. 2563 และสร้า ง โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอัตราการขยายตัวด้านเศรษฐกิจทั้งการค้า การลงทุน การบริการ การ ท่องเที่ยวจากต่างชาติที่จะเข้า มาลงทุนในประเทศลาวทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก


ข้อมูลด้านการค้า

“สปป.ลาว เป็น ตลาดการค้า ที่มี ศั ก ยภาพเพิ่ ม ขึ้ น อย่ างต่ อ เนื่ อ ง ส ะ ท้ อ น จ า ก ค ว า ม ส า เ ร็ จ ใ น ก า ร พ ลิ ก ส ถ า น ะ จ า ก Land-Locked Country สู่ ก า ร เ ป็ น Land-Linked Country ของกลุ่ ม ประเทศอิ น โดจี น รวมถึ ง การเร่ ง พั ฒ นาประเทศสู่ การเป็น Battery of Asia ภายในปี 2563 ซึ่งมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น มากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การที่ สปป.ลาว ยังพึ่งพาการ น าเข้ า สิ น ค้ า ส่ ว นใหญ่ จ ากไทย ถื อ เป็ น ปั จ จั ย สนั บ สนุ น ให้ ผู้ประกอบการไทยไม่ควรละทิ้งโอกาสทางการค้าที่ยังมีอยู่มากใน สปป.ลาว”


สถานการณ์การค้าไทย-ลาว


รูปแบบการค้าและช่องทางการจาหน่ายสินค้า ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของสปป.ลาว ประกอบด้วย 1. บริ ษั ท ของรั ฐ (State-Owned Company) เป็ น หน่ ว ยงานของรั ฐ ใช้ ชื่ อ ว่ า ลาวขาเข้ า ขาออก (Societe Lao Import-Export) โดยกระทรวงการค้าของลาวเป็นผู้ดูแลและกากับโดย การนาเข้าและส่งออกจะเป็นสินค้าที่จาเป็นต่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2. บริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทที่จดทะเบียนเป็นผู้นาเข้า-ส่งออกสินค้าตาม ประเภทและหมวดที่ยื่นขอ และได้รับอนุญาตจากรัฐแล้วเท่านั้น โดยในลาวจะมีบริษัทที่จด ทะเบียนเป็นผู้นาเข้าและส่งออกประมาณ 200 บริษัท โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทนายหน้านาเข้า และส่งออกสินค้า 3. พ่ อ ค้า ชายแดน (Border Merchant) เป็ น ผู้ ที่ ทาการค้ า ขายตามแนวชายแดนทั้ ง ที่ จ ด ทะเบียนเป็นผู้นาเข้า -ส่งออก ตามแนวชายแดนหรือเป็นร้านค้าแผงลอยที่รับจ้างขนส่งสินค้า พ่อค้าชายแดนเหล่านี้จะมารับใบสั่งซื้อสินค้าตามร้านค้า และมินิมาร์ ทในกรุงเวียงจันทน์ทุกวัน และทาการขนสินค้าจากชายแดนไทยมาจัดส่งให้ร้านค้าและมินิมาร์ทดังกล่าว

รูปแบบการค้าของสปป.ลาว ประกอบด้วย 1. การค้าปกติ การนาเข้าสินค้าของลาวจะต้องกระทาผ่านบริษัทขาข้า -ขาออกที่ได้รับอนุญาต จาก กระทรวงการค้าให้เป็นผู้นาเข้า-ส่งออกสินค้าตามประเภทหรือหมวดที่ได้รับอนุญาต ผู้นาเข้ารายย่อย ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ต้องการซื้อสินค้าจากไทยซึ่งจะติดต่อกับผู้ส่งออกไทยโดยตรง แล้วทาการ นาเข้าสินค้าผ่านบริษัทนายหน้านาเข้า-ส่งออกสินค้าในลาว ซึ่งจะเสียค่านายหน้าร้อยละ 1-3 ขึ้นอยู่ กับประเภทของสินค้า 2. การค้าชายแดน เป็นการค้าระหว่างผู้ส่งออกที่อยู่จังหวัดชายแดนกับผู้นาเข้าลาวที่อยู่จังหวัด ชายแดนนั้นๆ

ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของสปป.ลาว ประกอบด้วย ส่วนมากประเทศไทย กับประเทศลาวจะทาการค้าขายขายแดนเป็นส่วนมาก


1

ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนไทย-ลาว ลงนามเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 ซึ่งใช้แทนความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าผ่านแดนไทย-ลาว

2

ความตกลงว่ า ด้ ว ยความร่ ว มมื อ ด้ า นการลงทุ น ระหว่ า งส้ า นั ก งาน คณะกรรมการส่ ง เสริ ม การลงทุ น แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทยกั บ คณะกรรมการคุ้ ม ครองการลงทุ น ร่ ว มมื อ กั บ ต่ า งประเทศและลงทุ น ภายในแห่ง สปป.ลาว ลงนามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544

ความตกลงที่สาคัญกับไทย 3

บั น ทึ ก ความเข้ า ใจว่ า ด้ ว ยความร่ ว มมื อ ระหว่ า งการนิ ค ม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน ของสปป.ลาว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 โดย สปป.ลาวให้สิทธิ ประโยชน์ แ ก่นั ก ลงทุ น ไทยที่ เ ข้ า ไปลงทุ น ในเขตเศรษฐกิ จ พิ เ ศษ ดังกล่าว ในการเช่าที่ดินได้โดยไม่จ้ากัดระยะเวลา และได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี ความตกลงว่ า ด้ ว ยการยกเว้ น การตรวจลงตราส้ า หรั บ ผู้ถื อ หนั ง สื อ เดิ น ทาง ธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547

4

5

ความตกลงว่ า ด้ ว ยกรอบความร่ ว มมื อ ในการพั ฒ นา เศรษฐกิจไทย-ลาว ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547


มาตรการ/ กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านภาษี ภาษีที่เรียกเก็บจากการดาเนินธุรกิจและนาเข้าสินค้าในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามกฎหมายภาษีของสปป.ลาว เลขที่ 04/94 ลงวันที่ 18/07/1994 และกฎหมายสรรพากร เลขที่ 04/95/สพช ลงวันที่ 14/10/1995 กาหนดวิธีการและอัตราการเก็บภาษีนาเข้าภาษี สรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีอากรตัวเลขธุรกิจ) ซึ่งในทางปฏิบัติจะเรียกเก็บตั้งแต่ต้น ทาง เมื่อมีการนาเข้าสินค้า โดยให้ผู้นาเข้าเป็นผู้ชาระก่อนในเบื้องต้น ทั้งนี้มีอัตราการเรียกเก็บ ภาษี ดังนี้

1

ภาษีศุลกากร

สปป.ลาว ได้ประกาศอัตราภาษีขาเข้าเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 สาหรับสินค้าขา เข้าจานวน 3,552 รายการ แบ่งการจัดเก็บตามประเภทสินค้าได้ ดังนี้ -ร้ อยละ 5, 10, 15, 20, 30, และ 40

-ร้ อยละ 50, 60, 80, 100 และ 150 -ร้ อยละ 60 -ร้ อยละ 80

สินค้ าอุปโภคที่จาเป็ นต่อการครองชีพ และ สินค้ าทั่วไป เช่น อาหาร ของใช้ ประจาวั น เครื่ องใช้ ไฟฟ้า น ้ามันเชื ้อเพลิง ยานพาหนะ บุหรี่ เหล็กและเบียร์


2

ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) เรียกเก็บจากตัวสินค้าโดยกาหนดให้เก็บสินค้าประเภทต่าง ๆ ดังนี้ น้้ามันเชื้อเพลิง - น้ามันเบนซินพิเศษ เสีย 23% - น้ามันเบนซินธรรมดา เสีย 20% - น้ามันดีเซล เสีย 10% - น้ามันเครื่องบิน เสีย 10% - น้ามันเครื่อง, น้ามันไฮโดลิก, น้ามันหล่อลื่น, น้ามันเบรก เสีย 2% แอลกอฮอลล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ - แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 90 ดีกรีขึ้นไป เสีย 40% - เบียร์ เหล้า ไวน์ และเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีแอกอฮอล์ ต่ากว่า 50 ดีกรี เสีย 30% - น้าอัดลม และเครื่องดื่มบารุงกาลัง เสีย 20% - บุหรี่สาเร็จรูปเป็นเส้น เป็นซอง ซิการ์ เสีย 30% - น้าหอม และเครื่องสาอาง เสีย 10% - ไพ่ และเครื่องประเภทคล้ายเคียง พลุ ดอกไม้ไฟ เสีย 50%

3

ภาษีการบริโภค (Consumer Tax) เรี ย กเก็ บ จากผู้ บ ริ โ ภค คล้ า ยกั บ VAT ของไทยซึ่ ง มี 4 อั ต รา คื อ 3% 5% 10% และ 15% ขึ้นอยู่กับ ประเภทของสิ นค้า สปป.ลาว ได้อ อกรั ฐบัญ ญั ติข องประธาน ประเทศ เลขที่ 02/สปป ลงวันที่ 10/ 05/1997 แก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนาเข้า และเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยหมวดยานพาหนะ เบียร์ บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สรุปดังนี้ 3.1 กลุ่ ม สิ น ค้ า ที่ ล ดอั ต ราภาษี น้ า เข้ า สิ น ค้ า ที่ มี อั ต ราภาษี น้ า เข้ า สู ง กว่ า 40% ให้เหลือ 40% และเก็บภาษีสรรพสามิตแทนการลดภาษีนาเข้า จากสินค้าในหมวด ยานพาหนะจ านวน 18 รายการในอั ต รา 12% 14% 19% 30% 51% 60% และ 90%


3

ภาษีการบริโภค (Consumer Tax) 3.2 กลุ่มสินค้าที่ลดอัตราภาษีน้าเข้าสินค้าที่มีอัตราภาษีน้าเข้าสูงกว่า 40% เหลือ 40% และเก็บภาษีสรรพสามิตเท่าเดิม ในสินค้า 3 รายการ ได้แก่ ซิการ์ บุหรี่ เบียร์ 3.3 กลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษีน้าเข้าคงเดิม และเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจาก สินค้า ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า และกล้องถ่ายรูป รวมจานวน 18 รายการ ในอัตรา 5% จากเดิมที่ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

4

ภาษีการค้า ในการจั ด เก็ บ ภาษี ก ารค้ า จะเก็ บ ตามชนิ ด ของสิ น ค้ า โดยจะช าระที่ ด่ า นศุ ล กากร เช่นเดียวกับที่ชาระภาษีศุลกากร ซึ่งคานวณจากราคา CIF (Cost, Insurance and Freight) ของสินค้าตามที่แจ้งรวมภาษีศุลกากรสาหรับสินค้าที่นาเข้าในลักษณะขายส่ง ณ จุ ด ขาย ผู้ ข ายส่ ง จะแจ้ ง และช าระภาษี เ ดื อ นละครั้ ง ตามชนิ ด ของสิ น ค้ า คื อ ร้อยละ 3, 5, 10, 15 และร้อยละ 20 ตามลาดับ สาหรับผู้นาเข้ามาเพื่อขายต่อหรือ เพื่อผลิตต่อจะได้รับการคืนภาษี

5

การเก็บภาษีนาเข้าเพิ่มเติม (Special Tariff) 5.1 สินค้าน้าเข้าต้องเสียภาษีต่อไปนี้ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้น้าเข้า 5.1.1 General imported goods: import duty+turnover tax. 5.1.2 Luxury goods: import duty+excise Tex+turnover tax 5.1.3 สินค้าข้างต้นต้องจ่าย profit tax เพิ่มเติมจากข้างต้น


5

การเก็บภาษีนาเข้าเพิ่มเติม (Special Tariff) 5.2 อัตราภาษีน้าเข้าที่เรียกเก็บสรุปได้ดังนี้ 5.2.1 ส าหรั บ สิ น ค้ า แอลกอฮอล์ บุ ห รี่ จั ก รยานยนต์ ข นาดกระบอก สูบมากกว่า 50 cc รถยนต์ขนส่งน้าหนักมากกว่า 5 ตัน รถยนต์ทั่วไป เสีย 40% 5.2.2 สาหรับจักรยานยนต์ขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 50 cc รถยนต์ขนส่งน้าหนักไม่เกิน 5 ตัน เสีย 30% 5.2.3 สาหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า เสีย 10-20% 5.2.4 สาหรับเครื่องจักร อาหารแปรรูป เสีย 10% ทั้งนี้ โดยใช้กฎหมายภาษีที่ออกโดยสภาแห่งชาติลาว

6

การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ASEAN: Integration System of Preference (AISP) การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ASEAN : Integration System of Preference (AISP)) แก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน สาหรับประเทศกัมพูชา เมียนมา และสปป. ลาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ประเทศไทย โดกระทรวงการคลังได้ประกาศยกเว้นอากรและการลดอัตรา อากรศุลกากรสาหรับประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (สห.) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อลดภาษีในรายการสินค้านาเข้าที่สาคัญจากสปป.ลาว จานวน 225 รายการให้ลดลง เหลือ 0 % และลดลงเหลือ 5 % จานวน 82 รายการ รวม 307 รายการ ซึ่งรวมทั้ง สินค้าในลักษณะ One Way Free Trade ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ละหุ่ง ถั่วลิสง มันฝรั่ง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ไม้ยูคาลิปตัส และลูกเดือย โดยมี เงื่อ นไขจะต้อ งนาเข้า ภายใต้กฎว่า ด้วยแหล่ งกาเนิดสินค้ า และใช้หลั กเกณฑ์ ควบคุมของ AISP ซึ่งรายการสินค้าที่แนบท้ายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตาม คาขอของฝ่าย สปป.ลาว


มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การทาธุรกิจใน สปป.ลาว นั้น จาเป็นที่นักธุรกิจต้องให้ความสาคัญต่อ กฎ ระเบียบ การค้าต่างๆ กรมการนาเข้าและส่งออก กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้กาหนดกฎระเบียบ และมาตรการด้านการนาเข้า -ส่งออกสินค้าของ สปป.ลาว ตามประกาศของกระทรวงการค้า เลขที่ 2151/อค. กขอ. ลงวันที่ 30 ต.ค.52 เกี่ยวกับสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตนาเข้า และ ส่งออกแบบไม่อัตโนมัติของ สปป.ลาว ดังนี้

1

สินค้าที่ห้ามนาเข้าและส่งออก

เป็นประเภทสินค้าที่มีผลกระทบร้ายแรง เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ความสงบ และความปลอดภัยของชาติ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม มาตรฐานการ ดารงชีวิตที่ดีของประชาชน รักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีของชาติ การปกป้องชีวิต และสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ หรือ พืชพันธุ์ การปกป้องมรดกแห่งชาติทางด้านศิลปะ หรือคุณค่าทางด้านสถาปัตยกรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปฏิบัติพันธะ ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ การปฏิบัติตามข้อกาหนดของกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ของ สปป.ลาว ที่มีผลบังคับใช้ รายการสินค้าที่ห้ามนาเข้าและห้ามส่งออก มีดังนี้ สินค้าที่ห้ามน้าเข้า มี 8 รายการ ประกอบด้วย 1. ปืน ลูกปืน และอาวุธสงครามทุกชนิด (นอกจากส่วนผสมที่ใช้ทาระเบิด เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม) และพาหนะเพื่อใช้ในสงคราม 2. เมล็ดฝิ่น ดอกฝิ่น กัญชา โคเคน และส่วนประกอบ 3. เครื่องมือหาปลาแบบดับศูนย์ 4. เครื่องจักรดีเซลใช้แล้ว 5. ตู้เย็น ตูท้ าน้าเย็น ตู้แช่ หรือตู้แช่แข็งที่ใช้ CFC 6. สินค้าที่ใช้แล้ว (สินค้ามือสอง) ได้แก่ - เครื่องตัดเย็บรองเท้า เครื่องนุ่งห่ม - เครื่องอิเลคทรอนิคส์ - เครื่องใช้ไฟฟ้า


1

สินค้าที่ห้ามนาเข้าและส่งออก

- อุปกรณ์ตกแต่งภายในบ้าน - เครื่องใช้ที่ทาด้วยเซรามิก โลหะเคลือบ แก้ว โลหะ ยาง พลาสติก ยางพารา ธาตุเหลว และธาตุอื่นๆ 7. ผลิตภัณฑ์การแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้แล้ว 8. สารเคมีที่มีอันตรายสูง สินค้าที่ห้ามส่งออก มี 4 รายการ ประกอบด้วย 1. เมล็ดฝิ่น ดอกฝิ่น กัญชา โคเคน และส่วนประกอบ 2. ปืน ลูกปืน และอาวุธสงครามทุกชนิด (นอกจากส่วนผสมที่ใช้ทาระเบิด เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม) และพาหนะเพื่อใช้ในสงคราม 3. ไม้ซุง และไม้แปรรูปทุกชนิดที่ตัดมาจากธรรมชาติ 4. วัตถุโบราณที่เก่าแก่ รวมทั้งพระพุทธรูป เทวรูป และสิ่งสักการบูชา วั ต ถุ ม รดกแห่ ง ชาติ ที่ มี คุ ณ ค่ า สู ง ทางด้ า นประวั ติ ศ าสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป

2

สินค้าที่ต้องขออนุญาต หรือต้องมีใบแสดงเวลานาเข้าและส่งออก

สินค้าที่ต้องขออนุญาตนาเข้าและส่งออก หมายถึง ต้องมีใบอนุญาต หรือต้องได้มีใบแสดง จากแขนงการที่ เกี่ ยวข้ อ งก่อ นการน าเข้า ส่ ง ออก เพื่อ ปฏิ บัติ ต ามกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ ง ของ สปป.ลาว ที่มีผลบังคับใช้ ปฏิบัติตามสนธิสัญญาใดสัญญาหนึ่ง เพื่อปฏิบัติตามระเบียบขององค์การ ที่สปป.ลาว เป็นสมาชิก เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของการนามาใช้ เพื่อตรวจตราคุณภาพมาตรฐาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค สินค้าที่ต้องขออนุญาตนาเข้ามี 18 รายการ ประกอบด้วย 1. ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ปลายข้าว ข้าวที่สีกึ่งหนึ่งแล้ว หรือสีทั้งหมด จะขัด หรือไม่ก็ตาม 2. ซีเมนต์ มอทาร์ (Mortar) คอนกรีต 3. น้ามันเชื้อเพลิง 4. ก๊าซหุงต้ม 5. เชื้อประทุสาหรับจุดลูกระเบิด (Detonator) - เชื้อปะทุ (Plaon Detonator) - เชื้อปะทุไฟฟ้า (Electric Detonator)


2

สินค้าที่ต้องขออนุญาต หรือต้องมีใบแสดงเวลานาเข้าและส่งออก

- เชื้อปะทุที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า (Nonelectric Detonator) - ท่อแตก (Nonel Tube) - Detonating Line - Fuse for Explosive Device 6. เศษ เศษตัด และสิ่งแตกหักของพลาสติก 7. ยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเศษแตกหัก หรือเศษตัด หรือไม่ก็ตาม 8. ผลิตภัณฑ์พิมพ์จาหน่าย (หนังสือ สิ่งพิมพ์อิเลคทรอนิกส์ หรือสิ่งพิมพ์อื่นเพื่อจาหน่าย) 9. ทองแท่ง (เฉพาะที่นานาชาติใช้ชาระหนี้) 10. เหล็กเส้น และเหล็กรูปพรรณต่างๆ 11. เครื่องจักรพิมพ์เงิน กระดาษพิมพ์ หมึกสาหรับพิมพ์เงิน และเครื่องจักรถลุงเงินเหรียญ 12. อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องรับส่งคลื่นวิทยุที่สามารถรับคลื่นความถี่ได้ ตั้งแต่ 3 KHz. ถึง 300 GHz. และสามารถกระจายคลื่นความถี่วิทยุที่มีความแรงตั้งแต่ 50 mW ขึ้นไป เครื่อง เรดาร์ เครื่องควบคุมคลื่นวิทยุระยะไกล และเครื่องวิทยุสั่งการระยะไกล 13. เครื่องจักรตัดไม้ เลื่อยโซ่ รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ 14. รถยนต์ที่ใช้แล้ว 15. ปืน และลูกปืนสาหรับใช้ในการฝึกซ้อม และแข่งขันกีฬา 16. เครื่องเล่นเกม 17. สารประกอบระเบิ ด (ที่ มี เ ป้ า หมายใช้ ใ นกิ จ การพลเรื อ น) และสารประกอบระเบิ ด แอมโมเนียม ไนเตรต 18. ไม้ซุง และไม้แปรรูปทุกชนิดที่ตัดมาจากธรรมชาติ สินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก มี 9 รายการ ประกอบด้วย 1. ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ปลายข้าว ข้าวที่สีกึ่งหนึ่งแล้ว หรือสีทั้งหมด จะขัด หรือไม่ก็ตาม 2. เมล้ดพันธุ์ข้าว 3. เชื้อประทุสาหรับจุดลูกระเบิด (Detonator) - เชื้อปะทุ (Plaon Detonator) - เชื้อปะทุไฟฟูา (Electric Detonator) - เชื้อปะทุที่ไม่ได้ใช้ไฟฟูา (Nonelectric Detonator) - ท่อแตก (Nonel Tube) - Detonating Line - Fuse for Explosive Device


2

สินค้าที่ต้องขออนุญาต หรือต้องมีใบแสดงเวลานาเข้าและส่งออก

4. สารประกอบระเบิด และสารประกอบระเบิดแอมโมเนียม ไนเตรต 5. ผลิตภัณฑ์ไม้สาเร็จรูป 6. ทองแท่ง 7. แร่ธาตุ และผลิตภัณฑ์แร่ธาตุ 8. ไม้ซุง และไม้แปรรูปที่ได้มาจากสวนปลูก 9. ขี้ค้างคาว


การชาระเงินค่าสินค้าของสปป.ลาว การช้าระเงินค่าสินค้าระหว่างผู้ส่งออกไทย กับผู้น้าเข้าของสปป.ลาว มีดังนี้

1

การชาระด้วยระบบ L/C (Letter of Credit)

ส่วนใหญ่เป็นการชาระเงิน จากรัฐบาลไทยในการซื้อพลังงานไฟฟ้า จากลาว

2

การชาระด้วยเงินสด เงินบาทของไทย และเงินกีบของลาวซึ่งการซื้อขายระหว่างไทย-ลาว จะนิยมชาระเป็นเงินบาทมากกว่าเงินกีบ เนื่องจากการจากัดการ แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลลาวและ ค่าเงินกีบไม่มี เสถียรภาพ

3

การชาระด้วยระบบ T/T (Telegraphic Transfer) เป็นระบบของการไว้ใจซึ่งกันและกัน โดยผู้ส่งออกไทยจะส่งสินค้าไปให้ผู้ น าเข้ า ลาวโดยให้ เ ครดิ ต (ระยะเวลาจะมากหรื อ น้ อ ยขึ้ น อยู่ กั บ ความสัมพันธ์) เมื่อครบกาหนดเครดิตผู้นาเข้าลาวจะโอนเงินกลับมาให้ผู้ ส่งออกของไทย

4

การชาระด้วยระบบ D/A (Document Against Acceptance) ผู้ส่งออกของไทยจะ ตรวจสอบฐานะของผู้นาเข้าลาวจนเป็นที่พอใจแล้ว จะส่งสินค้าไปให้ผู้นาเข้าลาว พร้อมส่งเอกสารการออกสินค้า ให้ธนาคาร ในลาว เพื่ อการชาระเงิน ผู้ นาเข้า ของลาวจะต้อ งนาเงินมาชาระสิ นค้ า ที่ธนาคารก่อน จึงจะได้รับเอกสารเพื่อนาไปออกสินค้าจากคลังสินค้าได้


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า จุ ด การค้ า ที่ ส าคั ญ ในตลาดลาวจะเป็ น เมื อ งใหญ่ ๆ ของ สปป .ลาว ได้ แ ก่ กรุง เวีย งจันทน์ จาปาสั ก หลวงพระบาง และสะหวั นนะเขต เนื่ อ งจากเป็ นเมื อ งที่ มี ประชากรอาศัยอยู่มากและเป็นเมืองสาคัญด้านเศรษฐกิจของ สปป.ลาว เส้นทางการค้า ในลาวจะใช้เส้นทางคมนาคมที่มีอยู่ในประเทศและมีความสาคัญต่อการส่งสินค้าจาก ประเทศไทยของผู้ส่งออกไปยัง สปป.ลาว ดังนี้

ทางบก การขนส่งสินค้าทางบกนั้น สปป.ลาวจะใช้ทางรถยนต์ เนื่องจากลาวยังไม่มีระบบ การขนส่งทางรถไฟ อย่างไรก็ตามการขนส่งสินค้าทางรถยนต์เพื่อไปยังแขวงต่างๆ ใน สปป.ลาว จะต้องทาการเปลี่ยนรถเพื่อทาการขนส่งภายใน สปป.ลาว ทั้งนี้เนื่องจากระบบ จราจรที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมทางบกระหว่างประเทศ ไทยและ สปป.ลาว ที่สาคัญ ได้แก่ 1. เส้นทางหมายเลข 3 (R3A) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงประเทศไทยสปป.ลาว (ซึ่งสามารถ ไปจีนได้) โดยสามารถเดินทางจากอาเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย เพื่อเข้าสู่เมืองห้วย ทราย แขวงบ่อแก้ว ของ สปป.ลาว โดยมีระยะทางจากอาเภอเชียงของถึงเมืองห้วยทราย ประมาณ 7 กิโลเมตรนอกจากนี้ยังสามารถไปยังเวียงภูคา หลวงน้าทา เป็นต้น 2. เส้นทางหมายเลข 4 เป็นถนนที่อยู่ตรงข้ามจังหวัดเลย โดยมีสะพานมิตรภาพไทยลาว ข้ามแม่น้าเหืองเชื่อมทั้งสองฝั่ง เส้นทางนี้จะอานวยความสะดวกในการเดินทาง และขนส่งระหว่างจังหวัดเลย กับแขวงไชยะบุรี และแขวงหลวงพระบาง


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า 3. เส้นทางหมายเลข 8 เป็นถนนที่แยกมาจากถนนหมายเลข 13 ทางตอนกลางของ ประเทศ ซึ่งถนนหมายเลข 8 เป็นถนนที่เชื่อมต่อกับจังหวัดนครพนมและเมืองท่าแขก แขวงคาม่วน โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ซึ่งกาลังจะเปิดดาเนินการใช้ในปี 2554 ระยะทางจากนครพนมมายังเมืองท่าแขก เมืองหลวงของแขวงคาม่วน ประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งถนนเส้นนี้ถือว่าเป็นถนนที่สะดวกที่สุดและใกล้ที่สุดสาหรับการคมนาคม โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเข้ามายังเมืองท่าแขก และเมืองต่างๆ ในแขวงคาม่วน เช่นยม มะลาด มหาไซ หินปูน เซบั้งไฟ เป็นต้น 4. เส้นทางหมายเลข 9 เป็นถนนที่เชื่อมต่อจังหวัดมุกดาหาร และแขวงสะหวันนะเขตซึ่ง อยู่ทางภาคใต้ของ สปป.ลาว โดยมี สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เชื่อมระหว่า ง ดินแดนทั้ ง สองประเทศ การเดินทางจากจัง หวั ดมุ กดาหารไปยัง แขวงสะหวั นนะเขต ประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งถนนเส้นนี้ถือว่าเป็นถนนที่สะดวกที่สุดและใกล้ที่สุดสาหรับการ คมนาคมโดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเข้ามายังแขวงสะหวันนะเขต และเขตเศรษฐกิจพิเศษ สะหวันนะเขต-เซโน และเมืองต่างๆ ในแขวงสะหวันนะเขต เช่น วิลาบุรี เซโปน อุดม พอนชนบุลี เป็นต้น 5. เส้นทางหมายเลข 13 เป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดหนองคายเข้าไปบริเวณท่า นาแล้ง กรุงเวียงจันทน์ ของ สปป.ลาว โดยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 โดย ระยะทางจากตั ว เมื อ งหนองคายถึง กรุ ง เวี ย งจั น ทน์ ประมาณ 22 กิโ ลเมตร ซึ่ ง การ คมนาคมทางถนนถื อ ว่ า สะดวกที่ สุ ดในการขนส่ ง สิ น ค้า ไปยั ง เวี ย งจั น ทน์ นอกจากนี้ เส้นทางนี้ยังสามารถใช้ขนส่งสินค้าไปยังแขวงหลวงพระบางซึ่งอยู่ทางภาคเหนือได้อีกด้วย 6. เส้ นทางหมายเลข 16 เป็นถนนที่ เ ชื่อ มต่อ ระหว่า งจุดผ่ า นแดนช่อ งเม็ ก จังหวัด อุ บ ลราชธานี กั บ เมื อ งปากเซ แขวงจ าปาศั ก ดิ์ โดยระยะทางจากตั ว เมื อ งจั ง หวั ด อุบลราชธานี ถึง เมืองปากเซ ประมาณ 115 กิโลเมตรนอกจากนี้ยังสามารถขนส่งถึงเมือง ต่างๆ ในแขวงจาปาสัก อาทิ ปากซอง บางเจียง เจริญสุก มูนละเป็นต้น


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า ทางอากาศ สาคัญได้แก่การคมนาคมทางอากาศเพื่อขนส่งสินค้าไปยัง สปป.ลาว ในปัจจุบัน มีเพียง 2 เส้นทางการบินที่ทาการบินระหว่างไทยกับ สปป.ลาว อย่างไรก็ตามเมื่อสินค้า ถึงสนามบินใน สปป.ลาว แล้ว ก็จะต้องทาการขนส่งสินค้าโดยใช้การคมนาคมทางบก เป็นหลัก ในกรณีที่ต้องการขนส่งสินค้าไปยังแขวงอื่นๆเส้นทางการบินระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีดังนี้คือ 1. กรุงเทพฯ - กรุงเวียงจันทน์ 2. เชียงใหม่ – กรุงเวียงจันทน์

ทางน้า เนื่องจากพรมแดนไทย- ลาว ในบางพื้นที่ไม่มีสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้าโขง ขณะเดียวกันที่มีความจาเป็นในการส่งสินค้าไปยังฝั่ง สปป.ลาว ดังนั้นได้มีการพัฒนาท่า ข้ามเพื่อขนส่งสินค้าข้ามฝั่งและดาเนินการขนส่งต่อไปโดยด้วยการใช้การคมนาคมทางบก ท่าข้ามซึ่งมีการขนส่งสินค้าดังต่อไปนี้ 1. ท่าข้ามบริเวณจังหวัดหนองคาย ตรงข้ามกับเมืองท่าเดื่อของกรุงเวียงจันทน์ 2. ท่าข้ามบริเวณอ้าเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบอลิคาไซ 3. ท่าข้ามบริเวณจังหวัดนครพนม ตรงข้ามเมืองท่าแขกแขวงคาม่วน 4. ท่าข้ามบริเวณจังหวัดมุกดาหาร ตรงข้ามแขวงสะหวันนะเขต 5. ท่าข้ามบริเวณเชียงคาน จังหวัดเลย ตรงข้ามเมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์ 6. ท่าข้ามบริเวณเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตรงข้ามบ้านห้วยทรายแขวงบ่อแก้ว


กลยุทในตลาดสปป.ลาว ธ์การค้า

1

กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้า

1. สินค้าควรมีคุณภาพดีและราคาไม่สูงเกินไป เนื่องจากประชาชนชาวลาว มีรายได้ที่ค่อนข้างต่า แต่ก็นิยมใช้สินค้าของไทย 2. ผู้ ป ระกอบการที่ เ พิ่ ง เข้ า สู่ ต ลาด สปป.ลาว ควรพิ ม พ์ ต ราสิ น ค้ า รายละเอี ย ดที่ ร ะบุ ส่ ว นประกอบส าคั ญ รวมถึ ง วิ ธี ก ารใช้ สิ น ค้ า ด้ ว ย ภาษาไทย หรือเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าที่จาหน่ายในไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทาให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคชาว ลาวได้มากขึ้น 3. ควรรั ก ษาระดั บ คุ ณ ภาพและมาตรฐานของสิ น ค้ า และไม่ ค วร เปลี่ยนแปลงสูตรหรือบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากจะส่งผลให้ชาวลาวเข้าใจผิดว่า เป็นสินค้าคนละชนิดกับที่เคยซื้อ 4. ชาวลาวมักซื้อสินค้าบ่อยครั้ง ในปริมาณไม่มากนัก ดังนั้น สินค้าที่จะ วางจาหน่ายใน สปป.ลาว ควรแบ่งบรรจุลงในกล่อง ห่อ หรือซองที่มีขนาด กะทัดรัดขณะที่การบรรจุหีบห่อควรทาอย่างรัดกุม เนื่องจากสภาพถนน ส่วนใหญ่ ใน สปป.ลาว ค่ อ นข้า งขรุขระซึ่งอาจท าให้บรรจุภัณ ฑ์และตัว สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งได้


กลยุทในตลาดสปป.ลาว ธ์การค้า

2

กลยุทธ์ด้านราคา

ผู้ประกอบการอาจเลือกตั้งราคาให้ค่อนข้างใกล้เคียงกับราคาสินค้าที่จาหน่าย ในไทยหรือชายแดนไทย ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย อาทิ การแจก ตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้าทดลองใช้ การลดราคา และการสะสมยอดซื้อเพื่อแลก รับส่วนลดหรือของรางวัล นอกจากนี้ผู้ประกอบการอาจพิจารณาให้ค่านายหน้า แก่ผู้นาเข้าของ สปป.ลาว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มยอดจาหน่ายสินค้า

3

กลยุทธ์ด้านการจัดจาหน่าย

1. ร้านค้าปลีกเป็นช่องทางจาหน่ายสินค้าที่สาคัญ และได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลายใน สปป.ลาว โดยเฉพาะร้านค้าที่ตั้งมานานในย่านชุมชนซึ่งชาว ลาวคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมีสินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทให้เลือก 2. สามารถเลือกจาหน่า ยสินค้ าผ่านการขายตรง หรือ งานแสดงสิ นค้าได้ เช่นเดียวกันสิ่งสาคัญที่ผู้ประกอบการควรระมัดระวังในการทาธุรกิจส่งออก ไป สปป.ลาว คือ การทาสัญญา โดยควรทาสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่าง ชัดเจนและรัดกุม เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากการทาธุรกรรม และการไม่ ป ฏิบัติต ามสั ญ ญา โดยควรหลี ก เลี่ ย งการเขีย นข้ อ ความที่ เ ปิ ด ช่องว่างให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ในอนาคต


กลยุทในตลาดสปป.ลาว ธ์การค้า

4

กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์

1. การโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์และวิทยุของไทยก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่น่าสนใจ เนื่องจากชาวลาวสามารถรับชมรายการโทรทัศน์และฟัง รายการ วิทยุที่ออกอากาศจากไทยได้ อาทิ ชาวลาวในนครหลวงเวียงจันทน์รับวิท ยุ ท้องถิ่นของจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย ขณะที่ชาวลาวในแขวงจาปาสั ก รับวิทยุท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี 2. หากมีการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ หรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ควรเลือก นักแสดงชาวไทยหรือชาวเอเชีย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึง สินค้าได้ง่าย 3. การออกงานแสดงสินค้าก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทาให้สินค้าเป็นที่รู้จัก ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสารงานแสดงสินค้าได้จากกรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศของไทย


สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ สปป.ลาวได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และกาลังพัฒนาทั้งหมด 48 ประเทศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. ระบบสิทธิพิเศษทั่วไปทางด้านการค้า หรือให้แบบฝ่ายเดียว (GSP) จาก 35 ประเทศ 2. ระบบสิทธิพิเศษทางด้านการค้าให้แบบเฉพาะ ซึ่งได้รับในกรอบต่างๆ เช่น - จี น ให้ ใ นกรอบ ASEAN – China 202 รายการ และในกรอบ Early Harvest Program - สิ ท ธิ พิ เ ศษทางภาษีภายใต้กรอบยุ ท ธศาสตร์ ค วามร่ วมมื อ ทางเศรษฐกิ จ อิ ร วดี –เจ้ า พระยา- แม่ โ ขง (ACMECS : Ayeyawady-Chao PhrayaMekong Economic Cooperation Strategy) - สหรัฐอเมริกา ได้ให้สถานะเป็นคู่ค้าปกติ (Normal Trade Relations : NTR) กับสปป. ลาวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และออกกฎหมาย Lao People’s Democratic Republic – United States of America Bilateral Trade Agreement ซึ่งลงนามในวันที่ 18 กันยายน 2546 ทั้งนี้ ขจัดอุปสรรค และข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีของทั้งสองประเทศซึ่งสาระสาคัญของ ข้อตกลงดังกล่าวจะเน้นไปที่ การเข้าสู่ตลาดและการได้รับความอนุเคราะห์ อย่างยิ่งแก่สปป.ลาว ในการส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกาด้วยอัตราภาษีพิเศษ - สหภาพยุโรป (European Union) ได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่สปป.ลาวใน การส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรปด้วยสิทธิพิเศษทางภาษี และข้อตกลงหลาย ฉบับ เช่น การใช้อัตราภาษีภายใต้สิทธิ GSP ข้อตกลงการค้าสินค้า ประเภท เครื่องนุ่งห่มระหว่าง สปป.ลาว และสหภาพยุโรป (EU – Lao People’s Democratic Republic agreement on trade in textiles) สิทธิประโยชน์ แก่องค์กรระดับภูมิภาค (The Regional accumulation advantage) ซึ่ง สหภาพยุโรปได้ให้สิทธิพิเศษนี้แก่อาเซียนทาให้สปป.ลาวได้รับประโยชน์ด้วย


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและสปป.ลาว ในปัจจุบัน 1

2

3

4 5

เนื่ อ งจากไทยและ สปป.ลาว มี ช ายแดนยาวติ ด ต่ อ กั น ท าให้ มี ช่ อ งทางผ่ า นแดน ธรรมชาติประมาณ 700 ช่องทางที่ประชาชนสามารถเดินทางเข้า -ออก และมีการ ลักลอบนาสินค้าข้ามแดน ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เป็นตัวแทนจาหน่ายสินค้าไทยที่อยู่ใน สปป.ลาว เนื่องจากสินค้าที่ลักลอบนาเข้ามีต้นทุนต่ากว่า ตัวแทนจาหน่ายที่ถูกต้องจึง ไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ผู้ทาการค้า สปป.ลาวไม่สนใจที่จะเป็นตัวแทนจาหน่าย สินค้าที่มาจากประเทศไทย เว้นแต่สินค้าที่มีข้อจากัดไม่สามารถขนถ่ายโดยใช้เรือเล็ก สินค้าไทยมักถูกปลอมแปลงและเลียนแบบจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีน ซึ่งมีการส่ง จักรยานยนต์และชิ้นส่วนลอกเลียนแบบที่มีราคาต่ากว่าของไทยมาก รวมถึงเวียดนาม ที่ส่งออกสินค้าคุณภาพต่าไปยัง สปป.ลาว ทาให้ผู้บริโภค สปป.ลาว เกิดความเข้าใจ ผิดคิดว่าเป็นสินค้าไทย การนาเข้าสินค้าของ สปป.ลาวต้องดาเนินการผ่านหน่วยงานของรัฐ คือ ลาวขาเข้าขาออก (Society Lao Import-Export) ซึ่งกากับดูแลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและ การค้าของ สปป.ลาว โดยจะมีการนาเข้าและส่งออกสินค้าที่จาเป็นต่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการดาเนินการผ่านบริษัทเอกชน ที่ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ในฐานะผู้นาเข้า -ส่งออกสินค้า ตามประเภท/หมวด ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ดังนั้น ผู้นาเข้ารายย่อยที่ไม่มีใบอนุญาต จึงจาเป็นต้องอาศัยการนาเข้า-ส่งออกผ่านบริษัทดังกล่าว โดยเสียค่านายหน้าในอัตรา ร้อยละ 1-3 ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า การลดและจากัดจานวนบริษัทผู้นาเข้า -ส่งออกของ สปป.ลาว ทาให้มีผู้ค้าขายลดลง โดยใน สปป.ลาวมีบริษัทที่จดทะเบียนเป็นผู้นาเข้าและส่งออกประมาณ 150 บริษัท ระบบการค้าระหว่างประเทศของ สปป.ลาวยังไม่เป็นสากลและไม่มีความแน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ บ่อย นอกจากนี้ ในแต่ละแขวงยังมี การจัดเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ทาให้ผู้ทาการค้าเกิดความสับสนและไม่สามารถ วางแผนระยะยาวได้


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและสปป.ลาว ในปัจจุบัน 6

7

8 9 10

11 12 13

สปป.ลาว มีการเข้มงวดในการนาเข้าสินค้า โดยกาหนดเงื่อนไขให้บริษัทผู้นาเข้าต้องมี สัดส่วนการนาเข้าต่อการส่งออก เท่ากับ 60 : 40 ทาให้ผู้นาเข้า สปป.ลาวบางราย นาเข้าสินค้าจากไทยลดลง เนื่องจากไม่สามารถจัดหาสินค้าส่งออกได้ครบตามสัดส่วน ที่รัฐบาลกาหนด ขั้ น ตอนการน าเข้ า และการออกเอกสารของ สปป.ลาว มี ค วามยุ่ ง ยาก ซั บ ซ้ อ น และล่าช้า ทั้งยังต้องยื่นขอใบอนุญาตนาเข้าหลังจากที่สินค้ามาถึงด่านแล้วเท่านั้น และ ต้อ งยื่ น ขออนุ ญ าตจากหลายหน่ วยงาน ได้แ ก่ กรมไปรษณี ย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการเงิน แผนกการค้ากาแพงนครเวียงจันทน์ กรมภาษี กรมอากร เป็นต้น อีกทั้งยังต้องวางเงินค้าประกันการนาเข้า-ส่งออก การผ่านเข้า –ออก ระหว่างไทย-สปป.ลาว และระหว่างแขวงต่างๆ ใน สปป.ลาว ยังไม่ สะดวกและคล่องตัว เนื่องจากมีข้อจากัดในการเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มเติม ทาให้ เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว รัฐบาล สปป.ลาว มีนโยบายการกาหนดเป้าหมายลดภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศและ การจากัดโควตานาเข้าสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์ น้ามันพืช และเหล็กเส้น เป็นต้น ทั้งยัง ต้องการลดการใช้เงินบาทในการทาการค้าบริเวณชายแดน ไทยต้องประสบการแข่งขันทางการค้ากับจีนและเวียดนาม ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด กับ สปป. ลาว สปป.ลาว ยังไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ทา ให้มีต้นทุนค่าขนส่งและค่าบริการในการนาเข้า-ส่งออกค่อนข้างสูง เส้นทางคมนาคมยังทุรกันดาร ต้องใช้เวลานาน และทาให้สินค้าได้รับความเสียหายได้ ง่าย นอกจากนี้ ยังมีการกาหนดน้าหนักบรรทุกของรถบรรทุกสินค้าในแต่ละแขวงไม่ เท่ากัน ทาให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การขนถ่า ยสิ นค้ า ของ สปป.ลาว เน้นการใช้แรงงานคนมากกว่า เครื่อ งจักร ท าให้ เสียเวลาและสินค้าเสียหาย เป็นเหตุให้การขนถ่ายสินค้าเสร็จไม่ทันตามกาหนด ส่งผล ให้บริษัทรับขนส่งสินค้าขาดทุนและไม่ยอมรับงาน


โอกาสทางการค้าที่ส่งเสริมการขยายตัว ทางการค้าระหว่างไทยกับสปป.ลาว 1

เศรษฐกิจของ สปป.ลาว มีอัตราการเติบโตในระดับสูงที่สูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ประชาชน มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อกาลังซื้อที่มากขึ้นด้วย

2

รัฐบาลไทยมีนโยบายและกาหนดทิศทางความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่ชัดเจน และจริงจัง

3

สปป.ลาว เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Land Lock ไปสู่ Land Link ด้วยเส้นทางระเบียง เศรษฐกิจตะวันตก - ตะวันออก (East-West Economic Corridor) ระหว่างพม่าไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม (ระยะทางใน สปป.ลาว 245 กม.) โดยมีสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 2 เป็นจุดเชื่อมไทย-ลาว ทาให้ สปป.ลาวมีทางออกสู่ทะเลทั้งที่ท่าเรือแหลมฉบัง ของไทย และท่าเรือดานังของเวียดนามที่ทางเลือกในการขนถ่ายสินค้าออกสู่ตลาดโลก สปป.ลาว อยู่ท่ามกลาง “ทะเลคน” รอบด้านเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจ ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดีเป็นโอกาสในการฟื้นฟูประเทศได้อย่าง รวดเร็ว สปป.ลาว จั ด อยู่ ใ นประเทศยากจนแต่ มี ท รั พ ยากรธรรมชาติ ที่ ส มบู ร ณ์ มี พื้ น ที่ การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีค่าเช่าถือครองที่ดินที่ไม่สูงมากนักและสามารถเช่าได้ในระยะ เวลานานพอสมควร มีแร่ธาตุต่างๆ แทบทุกชนิด เป็นเหตุให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนกัน มากขึ้น

4 5

6

สปป.ลาว มีนโยบายในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้า 20,000 เมกกะวัตต์ต่อปี สปป.ลาว ถือว่าเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย แต่ปัจจุบันมีการใช้ไปเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น ในขณะนี้ ทางไทยได้เข้าไปลง MOU เพื่อสร้างเขื่อนซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว หลายโครงการ

7

ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าอย่างมากมาย จากหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว

8

โครงการ Contract Farming ทาให้ธุรกิจการเกษตรไทยเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์เป็นต้น


โอกาสทางการค้าที่ส่งเสริมการขยายตัว ทางการค้าระหว่างไทยกับสปป.ลาว 9

10

11

มีการเจรจาแผนความร่วมมือ ทางการค้าระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักร ไทยกั บ กระทรวงอุ ต สาหกรรมและการค้ า สปป.ลาวในหลายเวที เ พื่ อ ลดปั ญ หา อุปสรรคทางการค้าอานวยความสะดวกให้เกิดความลื่นไหลทางการค้าเป็นระยะๆมาก ขึ้น สปป.ลาว มีเสถียรภาพทางการเมือง ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินสูงและ ค่าแรงงานไม่แพงนัก มีชนเผ่าต่างๆ มากมายทาให้มีความหลากหลายทางด้านการท่องเที่ยว


ข้อมูลอื่นๆ

LAOS PRD.


การเดินทางเข้า-ออกประเทศ

สาหรับคนทั่วไป และข้าราชการ ต้องมีหนังสือเดินทางไปแสดงจึงจะเข้าสปป.ลาวได้ กรณีการข้าม แดนบริเวณชายแดนไทย-สปป.ลาว ที่จุดผ่านแดนถาวรสามารถใช้ได้ทั้ง หนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดนชั่วคราว (Border Pass) ส่วนที่จุดผ่อน ปรนสามารถใช้ได้เฉพาะบัตรผ่านแดนเท่านั้น การใช้บัตรผ่านแดนจะไม่ สามารถเข้าไปยังแขวง อื่น ๆ นอกจากแขวงที่เข้ามา และต้องเดินทาง ออกจากลาวจุดเดียวกับขาเข้า สาหรับการใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ไม่ ต้ อ งท าวี ซ่ า หากน ารถยนต์ เ ข้ า ไปเอง ต้ อ งติ ด ต่ อ กรมการขนส่ ง กระทรวงคมนาคม หรือขนส่งจังหวัด ต้องมีการทาประกันการนารถเข้า ประเทศ


ข้อควรรู้ในการไปลงทุน ในสปป.ลาว

ในแต่ละประเทศจะมีสภาพแวดล้อมขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ที่ แ ตกต่ า งกัน ดั ง นั้ น ในการท าธุ ร กิ จ ในแต่ล ะประเทศจะต้ อ งค านึ ง ถึ ง สภาพแวดล้ อ ม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี และวัฒ นธรรมของประเทศนั้น ๆ ด้ว ย สาหรั บในกรณี ของ ประเทศ สปป.ลาวจากการศึกษาข้อมูลพบว่าวัฒนธรรมต่างๆ มีความคล้ายคลึงกับชาติ อื่นๆ ในอาเซีย นโดยเฉพาะประเทศไทย การเข้า ไปลงทุนใน สปป.ลาว นักธุร กิจไทย ควรเรียนรู้และเข้าใจขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ตลอดจนมารยาทต่างๆ ดังนี้

สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในสปป.ลาว 1. ขนบธรรมเนียมประเพณีของลาวมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก อาทิ การไหว้ การถือว่าศีรษะ เป็นของสูงไม่ควรแตะต้องเล่น เท้าถือเป็นของต่า ขณะนั่งสนทนากันต้อง เก็บปลายเท้าให้เรียบร้อย แต่งกายสุภาพเรียบร้อย การให้เกียรติผู้อาวุโส มีความสุภาพ อ่อนน้อม เป็นต้น 2. ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อยในการติดต่อสถานที่ราชการและวัด 3. การต่อรองราคาถือเป็นเรื่องปกติ 4. การมอบของที่ระลึกเป็นการแสดงน้าใจและช่วยสร้างมิตรภาพ 5. ควรเรียกชื่อจริงหรือชื่อเล่นของบุคคลมากกว่าการเรียกนามสกุล 6. ควรกล่าวคาว่า สะบายดี เป็นคาทักทาย 7. ควรกล่าวคาว่า ขอโทษ เป็นการแสดงความเสียใจ หรือขอโทษ 8. ควรกล่าวคาว่า ขอบใจ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ 9. ควรกล่าวคาอาลาด้วยการกล่าวว่า ลาก่อน เช่นเดียวกับคนไทย 10. ควรรับประทานอาหารโดยให้ความสาคัญกับลาดับอาวุโส 11. ควรรินน้าให้คนอื่นก่อนรินให้ตนเอง 12. การเดินผ่านผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ ควรค้อมตัวลง 13. ใน สปป.ลาวการขับรถจะขับทางขวา 14. การติดต่อสถานที่ราชการต้องนุ่งซิ่น 15. หลีกเลี่ยงการซื้อน้าหอมให้กัน


ข้อควรรู้ในการไปลงทุน ในสปป.ลาว สิ่งที่ ไม่ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในสปป.ลาว 1. ภิกษุและสามเณร ถือเป็นบุคคลที่คนลาวให้ความเคารพนับถือมากที่สุด 2. ห้ามผู้หญิงแตะเนื้อต้องตัวภิกษุและสามเณรโดยเด็ดขาด 3. ห้า มแจกขนมหรื อสิ่งของต่า งๆ ให้กับเด็กๆ ในสถานที่ที่ไปเที่ยว เพราะจะเป็นการ สนับสนุนให้มีขอทานเกิดขึ้น 4. ไม่ควรพูดจาก้าวร้าวและส่งเสียงดัง 5. ไม่ควรกินเนื้อสัตว์สดๆ โดยเฉพาะเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ดิบ 6. ไม่ควรดื่มน้าประปา ควรซื้อน้าดื่มจากร้านสะดวกซื้อเพื่อความปลอดภัย 7. การเที่ยววัดวาอาราม ไม่ควรสวมกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ หรือเสื้อโชว์ไหล่ 8. ห้ามซื้อวัตถุโบราณ เนื่องจากเป็นของต้องห้ามและผิดกฎหมาย


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน สปป.ลาว การเข้าไปทาธุรกิจในประเทศ สปป.ลาวของนักลงทุนและผู้ประกอบการ การทราบข้ อ มู ล ของหน่ ว ยงานต่ า งๆ ทั้ ง ของไทยและ สปป.ลาวจะช่ ว ย อานวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการทาธุรกิจ สาหรับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่สาคัญในประเทศ สปป.ลาว มีดังนี้

หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ Address: # Kaysone Phomvihane Avenue, Xaysettha, Vientiane Capital, Lao PDR Tel: (856 21) 214581 – 2 (02) 354-6196 - 97 Fax: (856 21) 214580 (02) 354-6194 Email: thaivte@mfa.go.th

สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต Address: # 229 Thahae Road, Ban Thameuang, Kaysone Phomvihane District, Savannakhet, Lao PDR Tel: (856-41) 212-373, 252-080 Fax: (856-41) 212-370, 252-078 Email: thaisvk@mfa.go.th


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สานักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ณ เวียงจันทน์ Address: # 028 Ban Phonsay, Kaysone Phomvihane Avenue, Saysettha District, Vientiane Capital, Lao PDR P.O. Box 128 Tel: 007-856-21-413704, 413706 Fax: 007-856-21-413704, 413706 Email: vtdepthai@laotel.com


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา

หน่วยงานราชการและเอกชนของกัมพูชา Investment Promotion Department : IPD Address: # Luangprabang Road, Vientiane 01001, Lao PDR Tel: + 856-21-222 691, 217 005 Fax: + 856-21-215 491, 222 691 Website: http://www.investlaos.gov.la

Ministry of Planning and Investment Address: # Luangprabang Road, Vientiane 01001, Lao PDR Tel: + 856-21-216 653, 216 562, 217 001, 217 020 Fax: + 856-21-216 552, 217 010, 217 019, 216 754 Website: http://www.investlaos.gov.la


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา หน่วยงานราชการและเอกชนของกัมพูชา Ministry of Industry and Commerce Address: # Phonxay Road, Ban Phonxay, Xiasettha District, Vientiane, Lao PDR Tel: +856-21-412014 Fax: +856-21-412434 Email: citd@moc.gov.vn/

Ministry of Finance Address: # Thatluang Road, Ban Phonxay, Xiasettha District, P.O. Box 46, Vientiane, Lao PDR Tel: +856-21-412409 Fax: +856-21-412407


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศกัมพูชา หน่วยงานราชการและเอกชนของกัมพูชา Lao National Chamber of Commerce and Industry Address: # Ban Phonphanao, Kaysone Phomvihane Road, Saysettha District, Vientiane Capital, Lao PDR P.O.Box 4596 Vientiane, Lao PDR Tel: 007-856-21-452579, 453312-4 Fax: 007-856-21-452580 Email: incci@laotel.com Website: www.incci.laopdr.com


ประเทศเมียนมาร์

MYANMAR


ประเทศเมียนมาร์ ตลำดเมียนมำร์เป็นตลำดขนำดใหญ่มีประชำกรหนำแน่น ประมำณ 56 ล้ำนคน มีอำณำเขตติดกับจีน อินเดีย บังกลำเทศ ลำว และไทย จึงเป็นประเทศ ที่ติดอยู่กับประเทศที่มีขนำกเศรษฐกิจขนำดใหญ่อย่ำงจีน และอินเดีย รวมถึง กลุ่มประเทศอำเซียน เศรษฐกิจเมียนมำร์เติบโตอย่ำงต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 เศรษฐกิจเมียน มำร์ขยำยตัวถึงร้อยละ 7.2 จำกปีก่อนหน้ำ เมียนมำร์เป็นประเทศที่ยังต้อง พึ่งพำกำรค้ำระหว่ำงประเทศเป็นแหล่งที่มำหลัก ของสินค้ำและบริกำร เพื่อ กำรบริโภคในประเทศเนื่องจำกภำคกำรผลิตและภำคบริกำรของเมียนมำร์ยังไม่ เข้ ม แข็ ง จึ ง ไม่ ส ำมำรถตอบสนองควำมต้ อ งกำรที่ เ พิ่ ม ขึ้ น ต่ อ เนื่ อ งได้ อ ย่ ำ ง เพียงพอประกอบกับในช่วงที่ผ่ำนมำรัฐบำลเมียนมำร์เร่งพัฒนำประเทศเพื่อ ยกระดับคุณภำพชีวิตของประชำกร รวมทั้งดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ต่ำงชำติเข้ำประเทศด้วยกำรปรับปรุงระบบสำธำรณูปโภคพื้นฐำน


ข้อมูลทั่วไป ชื่อประเทศ ชื่อทางการ เมืองหลวง เมืองสาคัญ

วันชาติ ภาษา ศาสนา

เมียนมาร์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (The Republic of the Union of Myanmar) กรุงเนปิดอว์ (Nay Pyi Taw) : ย่างกุ้ง – เมืองหลวงเก่า เมืองศูนย์กลางการคมนาคม และการค้าในการกระจายสินค้าไปยังภาคต่างๆ ของประเทศ โดยมีแม่น้าย่างกุ้งเป็นแม่น้าสาคัญในการขนถ่ายสินค้า : มัณฑะเลย์ ศูนย์กลางธุรกิจการค้าตอนบนของประเทศ : เมียวดี เมืองเศรษฐกิจชายแดนกับไทย : ท่าขี้เหล็ก – เมืองเศรษฐกิจชายแดนกับไทย : เกาะสอง - เมืองเศรษฐกิจชายแดนกับไทย : มูเซ - เมืองเศรษฐกิจชายแดนกับจีน : เมาะลาไย - ศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยอยู่ในรัฐมอญ : สิเรียม - เมืองที่มีโรงกลั่นน้ามันมาก : พุกาม - ศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านทะเลเจดีย์ : อมรปุระ – ศูนย์กลางการทอผ้าไหม 4 มกราคม ใช้ภาษาเมียนมาร์ เป็นภาษาราชการ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน, คริสต์ และอื่นๆ


สกุลเงินประเทศเมียนมาร์ กำรใช้จ่ำยเงินของชำวต่ำงชำติในเมียนมำร์ส่วนใหญ่จะเป็นเงิน “จ๊ำต” (Kyat) และเงินดอลลำร์ สหรัฐฯ ธนบัตรสกุลเงินดอลลำร์สหรัฐ ที่นำมำใช้จะต้องอยู่ในสภำพใหม่ ไม่ยับ ไม่มีรอยขีด ข่วน หรือเลอะสี และควรเป็นธนบัตรรุ่นใหม่ ทั้งนี้ธนบัตร 100 ดอลลำร์สหรัฐที่หมำยเลขขึ้นต้น ด้วย CB โรงแรมและร้ำ นค้ำ ในเมียนมำร์อำจปฏิ เ สธที่ จะไม่ รับได้ ดั ง นั้นจึง ควรแลกเงิ นให้ เ พียงพอ เนื่องจำกโรงแรมและร้ำนค้ำในเมียนมำร์ส่วนใหญ่จะไม่รับบัตรเครดิตหรือ Traveler’s Cheque สำหรับชำวไทยสำมำรถใช้เงินบำทได้บ้ำงในบำงสถำนที่ เช่นร้ำนค้ำ และร้ำนจำหน่ำยของที่ระลึก

ธนาคารพาณิชย์ไทยในเมียนมาร์ (Commercial Bank)

อัอัตตราแลกเปลีย่ นเงินตราต่ ตราต่าางประเทศ งประเทศ (Exchange Rate) (Exchange Rate) 1,000 MMK : 1 USD 36 MMK : 1 THB 2016 37.01 MMK : 1 THB 2000 0.08 MMK : 1 THB

2015 1,310.24 MMK : 1 USD 2000 3.30 MMK : 1 USD


อาณาเขตติดต่อของประเทศเมียนมาร์ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก

จีน ลำว และไทย ทะเลอันดำมัน และอ่ำวเบงกอล อินเดีย และบังกลำเทศ

สภาพทางภูมิประเทศ ภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ มียอดเขาสูงอยู่มากมายตามแนวเทือกเขา และมีหลายยอดเขาที่สูงเกินกว่า 10,000 ฟุต ตามแนวชายแดนหิมาลัย ทางเหนือของเมียนมาร์ที่ติดกับทิเ บต เป็ นยอดเขาที่สูง ที่สุดในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เรียกว่า ฮากากาโบราซีโดยมีความสูง 19,314 ฟุต ต่าลงมาจากแนวเขาเหล่านี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ภายในประเทศเมียนมาร์ โดยมีที่ราบลุ่มที่สาคัญบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้าอิระวดีซึ่งทอดยาวลง ไปทางตอนใต้มีลักษณะเป็นนาข้าวกว้างใหญ่ที่อุดมสมบรูณ์นอกจากนี้ เมี ย นมาร์ ยั ง มี ช ายฝั่ ง ทะเลยาวถึ ง 2,000 ไมล์ หรื อ ประมาณ 3,710 กิโลเมตร และมีหาดทรายที่สวยงามอยู่อีกหลายแห่ง

สภาพทางภูมิอากาศ เมียนมาร์ มีสภาพภูมิอากาศอยู่ 3 ฤดู

ฤดูฝน (พฤษภาคม - กันยายน) ฤดูร้อน (มีนาคม - พฤษภาคม) ฤดูหนาว (ตุลาคม – กุมภาพันธ์)


ระบบการเมืองการปกครอง รัฐบำลแบบรัฐสภำ (Parliamentary Government) ตั้งแต่เดือนมีนำคม 2554 หลังจำกสิ้นสุดระบบสภำทหำร (Military Council) ซึ่งเริ่มตั้งแต่กันยำยน 2531

การแบ่งเขตการปกครอง แบ่งกำรปกครองเป็น 7 รัฐ (State) สำหรับเขตที่ประชำกรส่วน ใหญ่ เ ป็ น ชนกลุ่ ม น้ อ ย และ 7 ภำค (Division) ส ำหรั บ เขตที่ ประชำกรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสำยเมียนมำร์

เวลาของเมียนมาร์

ในปัจจุบันกัมพูชำแบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 1 รำชธำนี (กรุ ) คือใกรุ พนมเปญและ จังหวัชัด่วโมง (เขต)ซึ่งแต่ ะจัำงประเทศไทย หวัดจะแบ่ง เมียงนมำร์ ช้รงะบบเวลำ GMT 24 +6.30 เร็วลกว่ เขตปกครองภำยในออกเป็ น อนำที ำเภอ และต ำบล ปัจ จุ บั น ประเทศ กัมพูชำ ลำว และเวียดนำม 30 กั ม พู ช ำมี ก รุ ง 26 แห่ ง อ ำเภอ 159 แห่ ง เขต 8 แห่ ง ต ำบล 1,417 ตำบล และแขวง 204


เวลาทาการของหน่วยงานเมียนมาร์ เวลาราชการ วันจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น.

เวลาทาการของเอกชน วันจันทร์-เสำร์ 08.30-17.00 น.

เวลาทาการของธนาคาร วันจันทร์-ศุกร์ 10.00-15.00 น.


จานวนประชากร 56,890,418 คน เพศชาย 28,269,772 คน เพศหญิง 28,620,646 คน จำนวนประชำกรมำกเป็นอันดับที่ 69 ของโลก และอันดับที่ 7 ในอำเซียน รองจำก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนำม ไทย เมียนมำร์ และมำเลเซีย

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรประเทศเมียนมาร์ เท่ากับ 1.56% สัดส่วนประชากรแบ่งตามอายุ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)

ที่มำ : CIA The World Factbook


ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

ECONOMIC INFORMATION


ดัชนีเศรษฐกิจ

เมียนมาร์

GDP 63,307 ล้ำนดอลลำร์สหรัฐฯ - ภาคการเกษตร - ภาคอุตสาหกรรม - ภาคบริการ

อัตราเงินเฟ้อ จานวนแรงงาน (ล้านคน) อัตราการว่างงาน มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า รายได้ต่อหัวประชากร อัตราแลกเปลี่ยน

27.4% 26.5% 46%

GROWTH RATE

7.2%

10.8% 36.18 ล้ำนคน 5% 84,317,053 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 13,139,799 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 21,931,549 พันดอลลำร์สหรัฐฯ -8,791,750 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 1,005 ดอลลำร์สหรัฐ/ปี 36 MMK : 1 THB 1,000 MMK : 1 USD

ที่มา :World Development Indicators,(2558)


ปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมียนมาร์

ภาคเกษตร เกษตรกรรมเป็ น อำชี พ หลั ก และเป็ น ภำคเศรษฐกิ จ ที่ ส ำคั ญ ที่ สุ ด ของ ชำวเมียนมำร์ เนื่องจำกมีทรัพยำกรน้ำและดินที่อุดมสมบูรณ์ และยังมี สภำพอำกำศที่เหมำะแก่กำรเพำะปลูก ทำให้เมียนมำร์สำมำรถเพำะปลูกพืช เมืองร้อนที่มีควำมสำคัญทำงเศรษฐกิจได้มำกกว่ำ 60 ชนิด เช่น ข้ำว ข้ำวสำลี พืชตระกูลถั่ว ยำงพำรำ และยำสูบ เป็นต้น

ภาคอุตสาหกรรม อย่ ำ งที่ ท รำบกั น อยู่ แ ล้ ว ว่ ำ เมี ย นมำร์ เ ป็ น ประเทศที่ อุ ด มไปด้ ว ย ทรัพยำกรธรรมชำติจำนวนมำก โดยเฉพำะก๊ำซธรรมชำติ จึงทำให้เป็น แหล่งรำยได้ที่สำคัญของเมียนมำร์

ภาคบริการ รัฐบำลเมียนมำร์มีนโยบำยส่งเสริมกำรท่องเที่ยวภำยในประเทศ และ ปัจจุบันโรงแรมที่มีก็ยังไม่เพียงพอต่อควำมต้องกำรของนักท่องเที่ยว จึงเปิดให้ต่ำงชำติเข้ำมำลงทุนในธุรกิจโรงแรม

กาลังแรงงาน เนื่องจำกแรงงำนเมียนมำร์มีค่ำแรงค่อนข้ำงต่ำ จึงทำให้เป็นที่ต้องกำรของ ผู้ลงทุนจำนวนมำกที่ต้องกำรใช้แรงงำนอย่ำงเข้มข้น


นโยบายเศรษฐกิจของเมียนมาร์

นับตั้งแต่ปี 2554 เมียนมาร์ได้ประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ มหภาคภายใต้กรอบ งานการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม (Framework for Economic and Social Reform: FESR) เมื่ อ เดื อ นธั น วาคม 2555 เพื่ อ เป็ น แผนงานส าหรั บ ในช่ ว ง 3 ปี (ปี 2556-2558) โดยมุ่ ง เน้ น การเปลี่ ย นแปลงจากระบบเศรษฐกิ จ แบบวางแผนจากส่ ว นกลาง (centrallyplanned economy) เป็นระบบตลาดน้า โดยให้ความสาคัญเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรม การเกษตร การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันทั่วทั้งประเทศ การส่งเสริมการลงทุนจาก ทั้งในและนอกประเทศ การพั ฒนาโดยมี ประชาชนเป็นศู นย์ กลางและการลดความยากจน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเมียนมาร์ยังมีความคืบหน้าไม่มาก นัก โดยรัฐบาลยังไม่มีแนวทางชัดเจนในการปฏิรูปประเทศไปสู่เป้าหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ภาคการผลิตหลายสาขายังถูกแทรกแซงและควบคุมโดยรัฐบาล ขณะที่นโยบายและกฎระเบียบ ทางการค้าและการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทาให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจในการ เข้าไปลงทุน แม้ว่ายังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในบางสาขา เช่น น้ามันและก๊าซธรรมชาติ ไม้ และเหมื องแร่ ขณะที่ส าขาที่จาเป็นต่อการพั ฒนาประเทศ เช่น ภาคอุตสาหกรรมการผลิ ต ภาคการเกษตร และโครงสร้างพื้นฐาน ยังต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น


ข้อมูลด้านการค้า

“เศรษฐกิจเมียนมาร์ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรง ขับเคลื่อนจากการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ เกาหลี ใต้ และไทย ในการลงทุ น ในธุ ร กิ จ ภาคอุ ต สาหกรรม การขนส่ ง โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับการลงทุนของเมียนมาร์ เองในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคภายในประเทศ เพื่ อ เตรี ย มความพร้ อ มในการรองรั บ ความต้ อ งการลงทุ น จาก นานาประเทศ อีกทั้งเมียนมาร์ยังมีความได้เปรียบในด้านทรัพยากร และมีการค้าต่างประเทศที่กาลังเติบโตจากการขายก๊าซธรรมชาติ ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และไทย นอกจากนี้เมียนมาร์ได้เร่ง ทาการปฎิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจ พัฒนาระบบการเงินและ ตลาดทุ น ให้ เ ป็ น รู ป ธรรมมากขึ้ น พร้ อ มทั้ ง ปรั บ ปรุ ง เส้ น ทาง โทรคมนาคม เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าการขนส่ง ซึ่งปัจจัย ต่างๆ เหล่านี้ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุน ของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น”


รูปแบบการค้าและช่องทางการจาหน่ายสินค้า ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของเมียนมาร์ประกอบด้วย 1. บริษัทของรัฐบาล (State - Owned Company) เป็นผู้น้าเข้ารายใหญ่ ซึ่งสินค้าที่น้าเข้า ส่ ว นใหญ่ จะเป็ น สิ น ค้าที่ น้ าเข้ าเพื่อ วั ต ถุ ป ระสงค์ใ ช้ ใ นราชการและสิ น ค้า ทุ น ที่ ใ ช้ ภ ายใต้ โครงการลงทุนประจ้าปี หน่วยงานที่ท้าหน้าที่นี้ของประเทศพม่า คือ Myanmar Import Export Service 2. บริษั ทของเอกชน (Private Company) เป็ นบุ คคลธรรมดา ห้า งหุ้ น ส่ว น บริษั ทหรื อ สหกรณ์ ที่ยื่นขอจดทะเบี ยนเป็นผู้ น้าเข้าส่งออกจากส้านั กงานทะเบียนน้ าเข้า - ส่งออก (Export - Import Registration Office) กรมการค้ า กระทรวงพาณิ ช ย์ โดยสามารถ น้าเข้า - ส่งออก สินค้าได้ทุกชนิดตามเงื่อนไขของกฎและระเบียบที่ระบุไว้ 3. ผู้ค้าชายแดน ผู้ท้าการค้าต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้น้าเข้า - ส่งออก จากกรมการค้าหรือ เมืองชายแดนนั้นๆ และผู้ด้าเนินการค้าชายแดนจะต้องเป็นสมาชิกของหอการค้าในจังหวัด ชายแดนนั้นๆ

รูปแบบการค้าของเมียนมาร์ประกอบด้วย 1. การค้าปกติ (Normal Trade) เป็นการติดต่อท้าธุรกิจค้าขายโดยการท้าสัญญาซื้อขาย และการเปิด L/C ตามปกติ 2. การค้ าต่างตอบแทน (Counter Trade) วิธีก ารนี้ส ามารถท้ าได้ 2 แบบ คื อ การค้ า ระหว่างบริษัทต่างชาติกับบริษัทเอกชนของพม่า โดยผู้ส่งออกต่างชาติจะต้องน้าเข้าสินค้า จากพม่าด้วยมูลค่าเท่ากับการส่งออก ซึ่งการช้าระเงินจะผ่านระบบ L/C ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การค้าระหว่างบริษัทเอกชนต่างชาติกับรัฐวิสาหกิจของพม่า ซึ่งการซื้อขายไม่ต้องเปิด L/C ให้ช้าระค่าสินค้าผ่านธนาคารกลางแห่งประเทศพม่า 3. การค้ า แบบขายฝาก (Sales on Consignment basis) บริ ษั ท ต่ า งชาติ ส ามารถส่ ง สินค้าของตนให้กับเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจของพม่าเพื่อการฝากขาย ซึ่งการซื้อขายจะใช้ เงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ หรือเงินสกุลจ๊าดของเมียนมาร์ 4. การค้ า แบบน้ า เข้ า ก่ อ นส่ ง ออกหลั ง (Import First and Export Later System) บริษัทต่างชาติส่งสินค้าเข้ามาขายในพม่าก่อน แล้วบริษัทผู้น้าเข้าสินค้าของพม่าจึงจะส่ง สินค้าจากพม่าออกไปขายให้บริษัทต่างชาติ โดยมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าการน้าเข้าสินค้า CIF บวกอีกร้อยละ 10


รูปแบบการค้าและช่องทางการจาหน่ายสินค้า ช่องทางการจัดจาหน่ายและการกระจายตัวของสินค้าในตลาดเมียนมาร์ มีดังนี้ ช่องทางการจัดจาหน่ายสินค้าและการกระจายสินค้าในตลาดเมียนมาร์ ส่วนใหญ่ ใช้วิธีส่งสินค้าให้กับตัวแทนจาหน่าย (Sole Agent) หรือให้ผู้จัดจาหน่าย (Distributor) เพื่อกระจายสินค้าไปตามกลุ่มลูกค้าจังหวัดต่างๆ ช่องทางการจาหน่ายและการกระจาย สินค้าแยกตามประเภทสินค้าเป็น ดังนี้ 1. สินค้าอุปโภคบริโภค ผู้นาเข้า(Importer) หรือตัวแทนจาหน่าย (Sole Agent) จะนา สิ น ค้ า เข้ า มายั ง เมี ยนมาร์ และกระจายสิ น ค้ าต่ อ ไปให้ ตั ว แทนขาย (Dealer) ผู้ ค้ า ส่ ง (Wholesaler) ผู้ ค้ าปลี ก (Retailer) หรือ กระจายไปตามซู เปอร์ ม าเก็ ต และมิ นิ ม าร์ ท ในเมียนมาร์ 2. สินค้าอุตสาหกรรม ผู้นาเข้า (Importer) จะนาสินค้าเข้ามายังเมียนมาร์ และกระจาย สิ น ค้ า ไปยั ง ผู้ จ าหน่ า ย (Dealer) พนั ก งานขายตรง (Direct Sale) และผู้ ค้ า รายย่ อ ย (Retailer) 3. วัสดุก่อสร้าง ผู้นาเข้าสินค้าประเภทนี้จะมีทั้งที่เป็นผู้จาหน่ายสินค้าเอง (Distributor) และเป็นตัวแทนจาหน่ายสินค้า (Sole Agent) โดยนาเข้าสินค้าเพื่อไปกระจายต่อให้กับ ตัวแทนขาย (Dealer) ร้านค้าปลีก (Retailer) และขายให้ผู้ใช้โดยตรง


ควำมสัมพันธ์ทำงเศรษฐกิจกับไทย

1

ข้อตกลงทางการค้าไทย-เมียนมาร์ ลงนามเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2532

2

บั น ทึ ก ความเข้ า ใจเพื่ อ การจั ด ตั้ ง คณะกรรมาธิ ก ารร่ ว มทางการค้ า (Joint Trade Commission: JTC) ไทย-เมียนมาร์ ลงนามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่า ด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission: JC) ไทย-เมียนมาร์ ลงนามเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2536

3 4

5 6 7

ความตกลงการค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ ลงนามเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2539

บั น ทึ ก ความเข้ า ใจร่ ว ม (MOU) ว่ า ด้ ว ยการ ธนาคารระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยและธนาคาร เมียนมาร์ ลงนามเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2539

ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ไทย-เมียนมา ลงนามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551

ความตกลงว่ า ด้ ว ยการยกเว้ น การเก็ บ ภาษี ซ้ อ น มี ผ ลบั ง คั บ ใช้ เ มื่ อ วันที่ 1 เมษายน 2555


มาตรการ/ กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านภาษี (หมายเหตุ : มาตรการและกฎระเบียบทางการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึง ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจากhttp://www.commerce.gov.mm และ http://www.mnped.gov.mm)

1

ภาษีนาเข้า

เสียภาษีน้าเข้าในอัตราร้อยละของมูลค่าสินค้าน้าเข้า 1. สินค้าทุกประเภท (ยกเว้นคอมพิวเตอร์ ปุ๋ย เวชภัณฑ์ ฯลฯ) ร้อยละ 25 2. สิ่งทอ ร้อนละ 5-300 3. เครื่องจักรและอุปกรณ์ ร้อยละ 15-200 4. อุปกรณ์ในการขนส่ง ร้อยละ 5-300 5. สินค้าอุปโภคบริโภค ร้อยละ 50-200 6. สัตว์มีชีวิต พืช และต้นไม้ ได้รับการยกเว้นภาษีน้าเข้า 7. ขนสัตว์ เครื่องบิน ร้อยละ 0.5 8. แก้ว ผลิตภัณฑ์จากแก้ว ร้อยละ 7.5 9. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องยนต์ขนาดตั้งแต่ 3000 CC. ร้อยละ 40


2

ภาษีส่งออก ผู้ ที่ ส ามารถส่ ง ออกได้ ต้ อ งเป็ น องค์ ก ร หรื อ ตั ว แทนของรั ฐ บาลเมี ย นมาร์ เ ท่ า นั้ น โดยมีอัตราภาษีส่งออกสาหรับสินค้าแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. 2. 3. 4. 5.

แป้ง แป้งข้าวเจ้า ราข้าว กากน้ามันพืช ธัญพืช ไม้ไผ่ หนังสัตว์

10 จ๊าต ต่อเมตริกตัน 10 จ๊าต ต่อเมตริกตัน ร้อยละ 5 ของมูลค่าส่งออก ร้อยละ 5 ของมูลค่าส่งออก ร้อยละ 5 และร้อยละ 10 ของมูลค่าส่งออก


มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (หมายเหตุ : มาตรการและกฎระเบียบทางการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึง ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจากhttp://www.commerce.gov.mm และ http://www.mnped.gov.mm)

1

มาตรการห้ามนาเข้า

กระทรวงพาณิชย์ เมี ย นมาร์ ได้อ อกประกาศที่ 8/2013 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้ยกเลิ ก รายการสินค้า ห้ามนาเข้า เช่น หมากฝรั่ง ขนมเค้ก ขนมเวเฟอร์ และซ็อกโกแลต ท้ าให้ ปัจจุบันสินค้าที่ห้ามนาเข้ามีเพียง 4 รายการ ได้แก่ เหล้า เบียร์ บุหรี่ และสินค้าต้องห้ามตาม กฎหมายและกฎระเบียบอื่นที่มีอยู่

2

มาตรการห้ามส่งออก

กระทรวงพาณิชย์เมียนมาร์ได้ออกประกาศเรื่องห้ามส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ เป็นสินค้า ที่ห้ามส่ งออกในรู ปแบบการค้ า ปกติท างทะเล 31 รายการ และ สิ นค้ า ที่ ห้า มส่ งออกใน รูปแบบการค้าปกติผ่านทางชายแดน 32 รายการ โดยหน่วยงานที่สามารถส่งออกได้ คือ รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจของเมียนมาร์เท่านั้น รายการสินค้าที่ถูกห้ามส่งออก ได้แก่ 1) ข้าว ปลายข้าว รา 2) น้าตาลทรายขาว น้าตาลทรายแดง น้าตาลดิบ 3) ถั่วลิสง น้ามันถั่วลิสง 4) งา น้ามันงา 5) เมล็ด Niger และน้ามัน 6) เมล็ดมัสตาร์ดและน้ามัน 7) เมล็ดทานตะวัน และน้ามั น 8) กากพื ชน้ ามั นทุ กชนิ ด 9) ฝ้ า ยและผลิ ตภัณ ฑ์ฝ้ า ย 10) น้ามั นปิ โ ตรเลี ย ม 11) อัญมณี 12) ทองคา 13) หยก 14) ไข่มุก 15) เพชร 16) ตะกั่ว 17) ดีบุก 18) วุลแฟรม 19) ส่วนผสมดีบุกและซีไลท์ 20) เงิน 21) ทองแดง 22) สังกะสี 23) ถ่านหิน 24) โลหะอื่นๆ 25) งาช้าง 26) โค กระบือ ช้าง ม้า สัตว์หายาก 27) หนังสัตว์ 28) เปลือกกุ้งป่น 29) อาวุธ และเครื่องกระสุน 30) วัตถุโบราณ 31) ยางพารา 32) ไม้สัก โดยรายการสินค้าที่ห้ามส่งออก ในรูปแบบการค้าปกติทางทะเล คือ (1) – (31) และรายการสินค้าที่ห้ามส่งออกในรูปแบบ การค้าปกติผ่านทางชายแดน คือ (1) – (32)


3

มาตรการการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากภาษีศลุ กากรปกติ

1. ในการขนส่งสินค้าผ่านแดนเมียนมาร์ไปยังประเทศที่สาม ผู้ส่งออกต้องเสียค่านายหน้า ให้แก่ผู้นาเข้าเมียนมาร์ และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมให้กับศุลกากรเมียนมาร์ รวมทั้งสิ้นในอัตรา ร้อยละ 12.5 โดยมีสินค้าผ่านแดนส่วนใหญ่ ได้แก่ ยานพาหนะและอุปกรณ์ 2. ในกรณีที่นาเข้าสินค้าในราคา F.O.B ผู้นาเข้าจะต้องทาประกันภัยสินค้ากับ Myanmar Insurance Company และใช้บริษัท Myanmar Five Star Line เป็นผู้ขนส่งสินค้าเท่านั้น โดยผู้นาเข้าจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนาเข้าสินค้า ยกเว้นสินค้าที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้น ดังนี้ - สินค้าที่นาเข้าโดยองค์กรที่ดาเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายการลงทุนต่างชาติของเมียน มาร์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนาเข้ามาเพื่อใช้ในการทาธุรกิจ - เครื่องจักร เครื่องมือ ส่วนประกอบของเครื่องจักร ชิ้นส่วนอะไหล่ และวัสดุที่มีความ จาเป็นต้องใช้สาหรับการก่อสร้าง โดยนาเข้ามาในฐานะสินค้าทุนตามที่ระบุโดย MIC - สินค้าที่นาเข้าโดยหน่วยงานของรัฐ - สินค้าที่นาเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในงานราชการ - สินค้าทุนที่นาเข้าภายใต้โครงการลงทุนประจาปี - รถยนต์ใหม่ ที่ใช้เพื่ อธุร กิจนาเข้า โดยระบบขายฝากและขายในประเทศเป็นสกุล ดอลลาร์สหรัฐฯ - สินค้าที่นาเข้าโดยบริษัทน้ามันที่ทาธุรกิจภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ Myanmar Oil and Enterprise - สินค้าที่นาเข้าโดยคณะทูต - ยาและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาที่นาเข้าโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชนที่ จดทะเบีย นเป็นผู้นาเข้า -ส่ งออก เพื่ อ ใช้ส นับสนุนด้า นสาธารณสุ ข หรื อ เพื่ อ การให้ สวัสดิการทางสังคม - ปุ๋ย เครื่องมือการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตรและยาฆ่าแมลงที่ใช้เพื่อพัฒนาภาค การเกษตร ที่ น าเข้ า โดยหน่ ว ยงานรั ฐ วิ ส าหกิ จ หรื อ ภาคเอกชนที่ จ ดทะเบี ย นเป็ น ผู้นาเข้า-ส่งออก


4

มาตรการขอใบอนุญาตนาเข้า

ในเบื้องต้น ผู้ที่ต้องการทาธุรกิจนาเข้า -ส่งออกต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นาเข้า ส่งออกที่สานักงานทะเบียนนาเข้า-ส่งออก กรมการค้า กระทรวงพาณิชย์เมียนมาร์ โดยรัฐบาล เมี ย นมาร์ มี น โยบาย Export Earning Policy กล่ า วคื อ ผู้ นาเข้า ต้อ งใช้ เ งิ น รายได้ จากการ ส่งออกมานาเข้าสินค้า หากไม่มี ผู้นาเข้าต้องซื้อบัญชีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากผู้ส่งออกที่มี รายได้เงินตราต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานสาหรับใช้ประกอบการขออนุญาตนาเข้า โดยผู้นา เข้าต้องมีบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศที่ Myanmar Investment and Commercial Bank (MICB) หรือ Myanmar Foreign Trade Bank (MFTB) นอกจากนี้ ยั ง มี ก ารก าหนดเพดานการน าเข้ า ครั้ ง ละไม่ เ กิ น 100,000 เหรี ย ญสหรั ฐ ฯ โดยกระทรวงพาณิชย์เมียนมาร์ได้จาแนกรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตนาเข้า ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. สินค้าจ้าเป็น (Priority Items) ได้แก่ เครื่องจักรและอะไหล่ วัตถุดิบสาหรับอุตสาหกรรม ปุ๋ย ยาฆ่า แมลง ยากาจัดวัชพื ช ปัจจัย การผลิตทางการเกษตร สารปรุ งแต่ง วัส ดุก่อ สร้ า ง ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ยาและอุปกรณ์ผลิตยา เครื่องจักรและวัสดุด้านการประมง วัสดุเพื่อใช้ในการทาปศุสัตว์ เครื่องมือในการผลิตไฟฟ้า เครื่องเขียน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตนาเข้าต้องนาเข้าภายในเวลา 6 เดือน 2. สินค้าฟุ่มเฟือย (Optional Items) ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ของใช้ส่วนบุคคล ของใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะและสินค้าเบ็ดเตล็ด โดยอนุญาตให้นาเข้าด้วย มูลค่าเท่ากับมูลค่าการนาเข้าสินค้าจาเป็น ทั้งนี้ จากเดิมที่เคยมีการจากัดการนาเข้ารถยนต์ เมียนมาร์ได้อนุญาตให้บริษัทท้องถิ่น และพลเมือง เมียนมาร์นาเข้ารถยนต์อย่างเสรีเพื่อให้ประชนสามารถซื้อรถยนต์ได้ในราคาที่ สมเหตุส มผล นอกจากการอนุญาตให้มี การเปิดศูนย์ บริ การขายรถยนต์มื อ สองในปี 2554 รัฐบาลเมียนมาร์ยังได้อนุญาตให้เปิดศูนย์บริการขายรถยนต์ใหม่ในปี 2556 อีกด้วย และเปิด เสรีการนาเข้า ไวน์ ซึ่งเดิมเป็นสินค้าที่ถูกจากัดการนาเข้า โดยกระทรวงพาณิชย์ได้นาแนว ทางการกาหนดเฉพาะรายการสินค้าที่ต้องมีการขออนุญาตส่งออกและนาเข้า (Negative List) มาใช้ โดยพบว่ามีเพียงร้อยละ 45 ของรายการพิกัดศุลกากรระบบฮาโมไนซ์ ฉบับปี 2012 ที่ เมียนมาร์ใช้ในปัจจุบัน ที่ยังต้องมีการขอใบอนุญาต ดังนั้น สินค้าที่เหลืออีกร้อยละ 55 จึงไม่ จาเป็นต้องขอใบอนุญาตอย่างใด และเมียนมาร์ได้ลดจานวนเอกสารที่ใช้ในการขออนุญาต ประกอบธุรกิจและการจดทะเบียนสาหรับผู้ส่งออก-นาเข้าเพื่ออานวยความ


การชาระเงินค่าสินค้าของเมียนมาร์ การช้าระเงินค่าสินค้าระหว่างผู้ส่งออกไทย กับผู้น้าเข้าของเมียนมาร์ มีดังนี้

1

การชาระด้วยระบบ L/C (Letter of Credit)

ผู้ซื้อต้องติดต่อธนาคารในประเทศของตนเพื่อเปิด L/C ให้ผู้ขายผ่าน ทางธนาคารในประเทศผู้ขาย เมื่อธนาคารในประเทศผู้ซอื้ ซึ่งเป็นผู้ เปิด L/C ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุ ไว้ใน L/C แล้ว ธนาคารในประเทศผู้ซื้อจะต้องชาระเงินค่าสินค้า ให้แก่ผู้ขายทันที

าระด้วยระบบ T/T (Telegraphic Transfer) 2 เป็นการช วิ ธี ที่ ใ ช้ กั น มากในการซื้ อ ขายสิ น ค้ า ระหว่ า งบริ ษั ท เอกชนไทยกั บ บริษัทเอกชนเมียนมาร์ โดยผู้ส่งออกไทยขายสินค้าให้แก่ผู้นาเข้าเมียนมาร์ และให้เครดิตระยะหนึ่งเมื่อครบกาหนดชาระเงิน ผู้นาเข้าจากเมียนมาร์จึง โอนเงินค่าสินค้ามาให้ผู้ส่งออกไทย

3

การชาระค่าสินค้าผ่านระบบหักบัญชี (โพยก๊วน) ผู้ส่งออกไทยขายสินค้าให้กับผู้นาเข้าเมียนมาร์โดยให้เครดิตระยะหนึ่งเมื่อ ครบกาหนดชาระเงิน ผู้นาเข้าจะติดต่อกับนายหน้าโอนเงินค่าสินค้ามาให้ผู้ ส่งออกไทย สาหรับค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่ต้องจ่ายให้กับนายหน้า เป็น หน้าที่ของผู้นาเข้า ซึ่งส่วนใหญ่การโอนเงินผ่านโพยก๊วนมีค่าธรรมเนียมถูก กว่าการโอนเงินผ่านธนาคาร (ส่วนมากผู้ประกอบการจะใช้วิธีชาระเงินใน รูปแบบนี้มาก)

4

การชาระด้วยเงินสดเป็นเงินบาท หรือเงินจ๊าด ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมรองจากแบบโพยก๊วน


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การทาการค้ากับประเทศเมียนมาร์มี 2 ช่องทาง คือ การค้าปกติผ่านทะเล และการค้า ปกติผ่านชายแดนสาหรับการค้าผ่าชายแดนไทย - เมียนมาร์

ทางบก เส้นทางการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมาร์ประกอบไปด้วย เส้นทางซึ่งสามารถผ่านจุดผ่านแดนต่างๆ ซึ่งมีอยู่ใน 7 จังหวัดคือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสายหลักที่ เป็นความร่วมมือระหว่างไทย - เมียนมาร์ ประกอบด้วย 1.) เส้นทางแม่สอด/เมียวดี-ย่างกุ้ง ประกอบด้วยเส้นทางย่อยดังนี้ ช่วงที่ 1 สะพานข้ามแม่น้าเมย - เชิงเขาตะนาวศรี ประมาณ 60 กิโลเมตร ช่วงที่ 2 เส้นทางช่วงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก - ท่าตอน ประมาณ 210 กิโลเมตร ช่วงที่ 3 เส้นทางช่วงท่าตอน - ย่างกุ้ง ประมาณ 244 กิโลเมตร รวมระยะทางจาก อ.แม่สอด ถึง ย่างกุ้ง ประมาณ 420 กิโลเมตร 2.) เส้นทาง พุน้าร้อน - ท่าเรือทวาย ประมาณ 160 กิโลเมตร 3.) เส้นทาง แม่สาย (เชียงราย) - ท่าขี้เหล็ก - เชียงตุง R3W) 4.) เส้นทาง จ.ระนอง - เกาะสอง 5.) เส้นทางเจดีสามองค์ - พญาตองอู


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า

ทางน้า การขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างไทย-เมียนมาร์ ในปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าผ่าน ทางเส้นทางท่าเรือจังหวัดตรัง-ท่าเรือย่างกุ้ง โดยท่าเรือย่างกุ้งสามารถรองรับเรือบรรทุก สินค้าได้ไม่เกิน 4,000 ตัน และความยาวไม่เกิน 167 เมตร ระดับน้าลึกประมาณ 9 เมตร ซึ่งท่าเรือย่างกุ้งเป็นท่าเรือที่มีการขนส่งมากที่สุดราว ร้อยละ 90 ของการขนส่งทางเรือ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทางเมียนมาร์มีโครงการสร้างท่าเรือน้าลึกทวาย เพื่อรองรับการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต


กลยุทในตลาดเมี ธ์การค้ า ยนมาร์

1

กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้า

1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคควรรักษาระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ของไทยให้ดี เพื่อให้สามารถรักษาตลาดในเมียนมาร์ไว้ได้ 2. กลุ่ ม สิ น ค้ า เครื่ อ งใช้ ไ ฟฟ้ า ควรมี ก ารพั ฒ นารู ป แบบให้ มี ข นาดและ ลักษณะเหมาะแก่การใช้งาน เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้เมียนมาร์ได้นาเข้า จากจีนเป็นจานวนมาก และมีหลากหลายรูปแบบซึ่งสินค้าไทยในกลุ่มนี้ ควรกาหนดรูปแบบของสินค้าให้สามารถขายในราคาที่แข่งกับจีนได้ 3. กลุ่มสินค้าผ้าผืนไม่ควรเปลี่ยนแปลงการออกแบบและสีสันไปจากเดิม มากนัก เนื่องจากตลาดเมียนมาร์ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมและใช้ผ้าจากไทย มาก ถ้าหากมีการเปลี่ยนสีหรือแบบจะทาให้คิดว่าเป็นสินค้าจากประเทศ อื่น 4. กลุ่มสินค้าวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติก และเส้นใยประดิษฐ์ ควรรักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายตลาด โดยติ ด ต่ อ โดยตรงกั บ โรงงานต่ า งๆ ในเมี ย นมาร์ ใ ห้ ม ากขึ้ น เนื่ อ งจาก เมียนมาร์มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนาเข้าสินค้าสาเร็จรูป มาก


กลยุทในตลาดเมี ธ์การค้ า ยนมาร์

2

กลยุทธ์ด้านราคา

สินค้าระดับกลางถึงระดับสูงควรตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับสินค้าจากสิงคโปร์และ มาเลเซีย ส่วนสินค้าที่มีคุณภาพต่าควรตั้งราคาให้ต่า เพราะหมู่บ้านในแถบ ชายแดนเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังมีกาลังซื้อน้อย และไม่ควรมีการกระจายสินค้า คุณภาพต่าเหล่านี้เข้าไปในเมืองใหญ่ เนื่องจากจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคา กับสินค้าจากจีนได้

3

กลยุทธ์ด้านการจัดจาหน่าย

1. ผู้ส่งออกของไทยจะต้องเข้าไปร่วมทาการค้ากับผู้นาเข้ารายใหญ่ๆ ของ เมียนมาร์ โดยคัดเลือกบริษัทที่มีเครือข่ายในการกระจายสินค้าได้มากๆ 2. เน้นการค้าตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ เนื่องจากไทยและเมียนมาร์มี ชายแดนติดต่อกันเป็นแนวยาว ประกอบกับการคมนาคมขนส่งของเมียนมาร์ ที่ออกไปยังจังหวัดต่างๆ ยังไม่สะดวก และเพื่อลดต้นทุนในการกระจาย สินค้าและประหยัดเวลาในการขนส่งโดยมีจุดการขนส่งที่สาคัญ 2 จุด คือ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก และด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดังนั้น ชาวเมียน มาร์จะอาศัยซื้อสินค้าจากชายแดนไทยเป็นหลัก


กลยุทในตลาดเมี ธ์การค้ า ยนมาร์

3

กลยุทธ์ด้านการจัดจาหน่าย 3. จากการที่เมียนมาร์มีชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน คือจีน อินเดีย และ บังคลาเทศ ดังนั้น ควรใช้ผู้นาเข้า-ส่งออกของเมียนมาร์ เป็นผู้กระจายสินค้า ไทยไปสู่ประเทศจีน อินเดียและบังคลาเทศ 4. ผู้ส่งออกและผู้ผลิตของไทย ควรมีการตั้งสานักงานตัวแทนหรือตัวแทน จาหน่ายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ เพื่อบริการการขายที่รวดเร็วให้กับ พ่อค้าชายแดนของเมียนมาร์ และเพื่อการจัดแสดงสินค้าให้กับผู้นาเข้าเมียน มาร์ได้เข้ามาดูตัวอย่างสินค้าใหม่ๆ ของไทยได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดิน ทางเข้ามายังโรงงานผลิตในกรุงเทพฯ 5. ผู้ส่งออกที่จะเข้าไปทาการค้า หรือลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ควรเข้าไป สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาร์ เพราะเป็นผู้มีอานาจในการ อนุมัติในการดาเนินโครงการต่าง ๆ


กลยุทในตลาดเมี ธ์การค้ า ยนมาร์

4

กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์

1. การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ได้แก่ การติดโปสเตอร์ การลงโฆษณาในสมุดหน้า เหลืองของเมียนมาร์ การโฆษณาทางโทรทัศน์/วิทยุ ซึ่งชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ ทางด้านชายแดนที่ติดกับประเทศไทยสามารถรับสื่อ เหล่านี้ได้ 2. การทาการส่งเสริมการขายร่วมกับตัวแทนจาหน่ายในเมียนมาร์โดยผู้ส่งออก ไทยให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น แจกตัวอย่างสินค้าให้กับลูกค้าทดลอง ใช้ก่อน รับแลกสินค้าจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเป็นประจาหรือซื้อสินค้าจากไทย ในปริมาณมาก การให้ค่าคอมมิชชั่นกับผู้นาเข้าเมียนมาร์ที่สามารถทายอดขาย ได้ตรงตามเป้าหมาย 3. การติดต่อผ่านสานักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง เพื่อเป็นผู้ ประสานงานในกาประชาสัม พันธ์สิ นค้าไทยและผู้ส่งออกไทยให้กับผู้นาเข้า เมียนมาร์ที่สนใจสินค้าไทย 4. การเข้า ร่ วมงานแสดงสิ น ค้ า ประจ าปีข องเมี ย นมาร์ เช่ น งานMyanmar Building


สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ สปป.ลาวได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และกาลังพัฒนาทั้งหมด 48 ประเทศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. ระบบสิทธิพิเศษทั่วไปทางด้านการค้า หรือให้แบบฝ่ายเดียว (GSP) จาก 35 ประเทศ 2. ระบบสิทธิพิเศษทางด้านการค้าให้แบบเฉพาะ ซึ่งได้รับในกรอบต่างๆ เช่น - จี น ให้ ใ นกรอบ ASEAN – China 202 รายการ และในกรอบ Early Harvest Program - สิ ท ธิ พิ เ ศษทางภาษีภายใต้กรอบยุ ท ธศาสตร์ ค วามร่ วมมื อ ทางเศรษฐกิ จ อิ ร วดี –เจ้ า พระยา- แม่ โ ขง (ACMECS : Ayeyawady-Chao PhrayaMekong Economic Cooperation Strategy) - สหรัฐอเมริกา ได้ให้สถานะเป็นคู่ค้าปกติ (Normal Trade Relations : NTR) กับสปป. ลาวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และออกกฎหมาย Lao People’s Democratic Republic – United States of America Bilateral Trade Agreement ซึ่งลงนามในวันที่ 18 กันยายน 2546 ทั้งนี้ ขจัดอุปสรรค และข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีของทั้งสองประเทศซึ่งสาระสาคัญของ ข้อตกลงดังกล่าวจะเน้นไปที่ การเข้าสู่ตลาดและการได้รับความอนุเคราะห์ อย่างยิ่งแก่สปป.ลาว ในการส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกาด้วยอัตราภาษีพิเศษ - สหภาพยุโรป (European Union) ได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่สปป.ลาวใน การส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรปด้วยสิทธิพิเศษทางภาษี และข้อตกลงหลาย ฉบับ เช่น การใช้อัตราภาษีภายใต้สิทธิ GSP ข้อตกลงการค้าสินค้า ประเภท เครื่องนุ่งห่มระหว่าง สปป.ลาว และสหภาพยุโรป (EU – Lao People’s Democratic Republic agreement on trade in textiles) สิทธิประโยชน์ แก่องค์กรระดับภูมิภาค (The Regional accumulation advantage) ซึ่ง สหภาพยุโรปได้ให้สิทธิพิเศษนี้แก่อาเซียนทาให้สปป.ลาวได้รับประโยชน์ด้วย


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและเมียนมาร์ในปัจจุบัน 1

2

ปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน อันเนื่องมาจากการสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมาร์ กับชนกลุ่มน้อย ทาให้มีการปิดด่านการค้าชายแดนบ่อยครั้ง เป็นอุปสรรคต่อการขนส่ง สินค้าไทยเข้าไปยังเมียนมาร์ ทาให้สินค้าไทยขาดตลาด และเสียเปรียบสินค้าของ ประเทศคู่แข่งอื่น โดยเฉพาะจีน ซึ่งสามารถทดแทนสินค้าไทยได้ มาตรการขอใบอนุญาตนาเข้าสินค้า (Import Licensing) จากกระทรวงพาณิชย์เมียน มาร์ เ พื่อ ควบคุม การนาเข้า สินค้า โดยครอบคลุม การนาเข้า สินค้า มากกว่ า 3,000 รายการ ซึ่งในการขออนุญาตต้องไปขอที่เมืองหลวง (กรุงเนปิดอร์ ) ทาให้ก่อความ ยุ่งยากและเสียเวลาแก่ผู้นาเข้า

3

เมี ย นมาร์ ยั ง ไม่ มี ก ารจั ด เก็ บ ข้ อ มู ล ที่ ถู ก ต้ อ ง และทั น สมั ย ท าให้ ข าดข้ อ มู ล ด้ า น กฎระเบียบทางการค้าตลอดจนข้อมูลการตลาดและการเงินที่เชื่อถือได้

4

เส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมระหว่างไทยกับเมียนมาร์มีสภาพชารุดทรุดโทรม เป็น อุปสรรคต่อการขนส่งสิ นค้า ระหว่างสองประเทศ โดยมีด่า นหลั ก คื อ ด่านแม่สอด ระยะทางจากแม่สอดถึงย่างกุ้ง 420 กม. แต่ต้องใช้เวลาขนส่งประมาณ 3-7 วัน ค่าขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์มีต้นทุนสูง เนื่องจากมีการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสินค้า อีกทั้งยังมี การขนส่งสินค้าขาเดียวจากไทยไปเมียนมาร์แต่ไม่มีสินค้าเที่ยวกลับ ทาให้ไม่คุ้มค่า ต้นทุนค่าขนส่ง

5

6

ขาดสิ่งอานวยความสะดวกและระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

7

กฎระเบียบทางการค้าของเมียนมาร์ไม่มีความชัดเจนและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทา ให้ผู้ประกอบการเกิดความไม่มั่นใจในการวางแผนทาธุรกิจ

8

ระบบการเงินยังไม่พัฒนา โดยเฉพาะระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

9

ระบบราชการมีการคอรัปชั่นสูง เป็นการเพิ่มต้นทุนในการทาธุรกิจ


โอกาสทางการค้าที่ส่งเสริมการขยายตัว ทางการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาร์ 1

สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง และได้รับความนิยมในตลาดเมียนมาร์ เนื่องจากความได้เปรียบด้านคุณภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากจีน และเวียดนาม

2

เมียนมาร์เป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพสาหรับนักลงทุนไทยในการขยายฐานการผลิต เนื่ อ งจากความได้ เ ปรี ย บของเมี ย นมาร์ ซึ่ ง เป็ น ประเทศที่ อุ ด มสมบู ร ณ์ ด้ ว ย ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ ป่าไม้ ประมง น้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และอัญมณี อีกทั้งยัง สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในอาเซียน

3

ตลาดเมียนมาร์ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนาเข้าสินค้า ค่อนข้า งมาก เนื่อ งจากอุ ตสาหกรรมในประเทศยั งไม่พั ฒนามากนัก ส่วนใหญ่เป็น สิ น ค้ า อุ ป โภคบริ โ ภค รวมถึ ง สิ น ค้ า ทุ น เพื่ อ ใช้ ใ นการพั ฒ นาโครงสร้ า งพื้ น ฐาน ภายในประเทศ การพัฒนาท่าเรือน้าลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมทวายของเมียนมาร์ มีศักยภาพที่จะ พัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่สามารถเชื่อมโยงถึง ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้และจีนตอนใต้

4

5

การที่เมียนมาร์ได้ปฏิรูปประเทศเพื่อการเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีตลาดเป็นตัวนา โดย ได้ออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนและ ร่วมทุนได้มากขึ้น ทั้งยังมีสิทธิประโยชน์พิเศษทั้งด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีที่ดีขึ้น เมื่อ เทียบกับกฎหมายการลงทุนฉบับเดิม เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับ นักลงทุนจาก ทั้งในและนอกประเทศ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมท้าธุรกิจที่เอื้ออานวยมากขึ้น


ข้อมูลอื่นๆ

MYANMAR


การเดินทางเข้า-ออกประเทศ

เมียนมาร์มีการควบคุมการเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด โดย ชาวต่างชาติ จะต้องพกหนังสือเดินทางพร้อมทั้งวีซ่าตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศเมียนมาร์ ส้าหรับบุคคลที่สัญชาติไทยที่มีภูมิล้าเนาอยู่ในประเทศไทย สามารถใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่าแต่สามารถใช้ได้เพียง ครั้ ง เดี ย ว และอนุ ญ าตให้ เ ข้ า มาเพี ย งอ าเภอขี้ เ หล็ ก เท่ า นั้ น ซึ่ ง เป็ น เมื อ ง ชายแดนติดกับอาเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน การเดินทางเข้ า ออกเมียนมาร์สามารถขอวีซ่าได้ ที่สถาทูตเมียนมาร์ ประจา ประเทศไทย หรือด่านตรวจคนเข้าเมือง สาหรับชาวต่างชาติที่อาศัย อยู่ในเมียนมาร์เกินกาหนดของวีซ่าจะต้องเสียค่าปรับไปตามอัตรา


มารยาททางธุรกิจและวัฒนธรรม ในเมียนมาร์

ในแต่ละประเทศจะมีสภาพแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ที่แ ตกต่ า งกัน ดั ง นั้ น ในการท าธุร กิ จ ในแต่ล ะประเทศจะต้ อ งค านึ ง ถึ ง สภาพแวดล้ อ ม ขนบธรรมเนี ย มประเพณี และวั ฒ นธรรมของประเทศนั้ น ๆ ด้ ว ย ส าหรั บ ในกรณี ของประเทศเมียนมาร์จากการศึกษาข้อมูลพบว่าวัฒนธรรมต่างๆ จะค่อนข้างเหมือนกับ ของชาติอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะกับประเทศไทย การเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ นักธุรกิจไทยควรเรียนรู้ และเข้าใจ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ตลอดจนมารยาทต่างๆ ดังนี้

สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเมียนมาร์ 1.การเจรจาธุร กิจส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ถ้า หากนักธุรกิจมีความสามารถในการ ติดต่อสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นก็ยิ่งจะทาให้การเจรจามีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น เนื่องจากนักธุรกิจท้องถิ่นบางราย อาจไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ จึง ต้องใช้ล่ามซึ่งอาจจะทาให้การสื่อความหมายผิดพลาดได้ง่าย เพราะนักธุรกิจย่อมมีความ เข้าใจในสินค้าและการดาเนินธุรกิจของตนเองได้เป็นอย่างดีกว่าผู้อื่น 2. ควรแต่งกายสุภาพ เรียบร้อย มิดชิด และภูมิฐาน อันเป็นการให้เกียรติคู่เจรจา สาหรับ ชาว เมียนมานิยมสวมชุดสากล และบางคนอาจสวมเสื้อแบบสุภาพคู่กับโสร่ง อันแสดงถึง ชุดประจาชาติของเมียนมาแทน 3. ชาวเมียนมาไม่นิยมนัดหมายหรือสื่อสารทางอีเมล์ ควรติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสารหรือ พบปะหารือ 4. การแลกนามบัตร ควรกระทาอย่างสุภาพ เช่น ควรใช้ทั้งสองมือรับนามบัตร และควรดู นามบัตรของคู่เจรจาก่อนเก็บเข้ากระเป๋า เพื่อเป็นการให้เกียรติ โดยอาจจะอ่านชื่อและ สะกดให้ถูกต้อง และเก็บในที่ที่เหมาะสม นามบัตรควรมีทั้งภาษาอังกฤษและมีคาแปลเป็น ภาษาเมียนมาอีกด้านหนึ่ง 5. การทักทาย ชาวเมี ยนมาจะทั กทายกันด้วยการกล่า วคาว่า “มิงกะลาบา” ส าหรั บ สุ ภ าพบุ รุ ษ อาจทั ก ทายกั น ตามแบบสากลด้ ว ยการสั ม ผั ส มื อ พร้ อ มกั บ ยิ้ ม ในขณะที่ สุภาพสตรีอาจทักทายด้วยการโค้งตัวเล็กน้อยแทน ควรมีการแสดงออกอย่างอ่อนน้อม ถ่อมตนและเป็นมิตร


มารยาททางธุรกิจและวัฒนธรรม ในเมียนมาร์ สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเมียนมาร์ 6. การเอ่ยชื่อคู่เจรจาชาวเมียนมาควรเรียกชื่อเต็ม ไม่ควรเรียกเพียงบางส่วนของชื่อโดย เด็ดขาด อาทิ U Aung Win Khaing ควรกล่าวคานาหน้าชื่อได้แก่“อู” แทนคานาหน้า ว่า “Mr.” และ “ดอว์” แทนคานาหน้าว่า “Ms.” หรือ “Mrs.” 7. การมอบของขวัญ ควรมอบสิ่งของที่แทนสัญลักษณ์ของประเทศหรือองค์กร เพื่อให้คู่ เจรจาสามารถระลึ กถึงได้ง่า ย และเป็นการสานสัม พันธ์ที่ดีต่อ กัน สาหรั บสิ่ งของอื่ นๆ ที่นิยม อาทิ หนังสือและนิตยสารภาษาอังกฤษ และเครื่องสาอางจากต่างประเทศ (สาหรับ สุภาพสตรี) เป็นต้น 8. การแนะนาสินค้าและองค์กร ควรมีการเตรียมความพร้อมทั้งผู้นาเสนอ และเอกสาร ประกอบ ควรมีคาอธิบายที่ฉลากสินค้า เอกสาร/โบชัวร์ และ Power point ควรเป็น ภาษาอังกฤษและภาษาเมียนมาเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจ อาจมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการนาเสนอให้มากขึ้น อาทิ การใช้ notebook หรือ ipad สินค้าควรมีมาตรฐานต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการผลิตสินค้านั้นมีคุณภาพ อาทิGMP และ HACCP เป็นต้น 9. การเดินทางไปยังเมียนมาต้องเตรียมเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาแลกเป็นเงินจ๊าด โดยต้อง ระวังว่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่นามาแลกต้องมีความสมบูรณ์ ไม่มีรอยพับ เพราะมักจะถูก ปฏิเสธไม่รับเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีรอยพับ


มารยาททางธุรกิจและวัฒนธรรม ในเมียนมาร์ สิ่งที่ ไม่ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเมียนมาร์ 1. การเจรจาธุรกิจครั้งแรกกับชาวเมียนมา ส่วนใหญ่ไม่นิยมกล่าวถึงเรื่องธุรกิจอย่างลึกซึ้ง แต่จะใช้เวลาสอบถามและเรียนรู้ลักษณะนิสัยของคู่เจรจารวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของ ธุรกิจของคู่เจรจาอย่างคร่าวๆ 2. ไม่ควรกล่าวติเตียนหรือเปรียบเทียบประเทศเมียนมาในทางลบและให้ความระมัดระวัง ในเรื่องประวัติศาสตร์ไทย - เมียนมาและความเชื่อต่างๆ 3. ไม่ควรใช้ชื่อเดิม (Burma) แต่ควรใช้คาว่า เมียนมา 4. ไม่ควรพูดคุยเรื่องทางการเมืองของเมียนมากับบุคคลทั่วไป 5. ไม่ควรถ่ายรูปในบริเวณสนามบิน สถานีรถไฟและสถานที่ราชการก่อนได้รับอนุญาต เมื่อจะถ่ายรูปชาวเมียนมาก็ควรขออนุญาตเช่นกัน 6. ไม่ส่งเสียงดังในวัดและศาสนสถาน ควรมีความสุภาพและสารวม 7. ไม่ควรเดินทางไปในเมืองหรือพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาห้ามชาวต่างชาตินักธุรกิจจึงควร ตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทาง


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเมียนมาร์ การเข้าไปทาธุรกิจในประเทศเมียนมาร์ของนักลงทุนและผู้ประกอบการ การ ทราบข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ทั้งของไทยและเมียนมาร์ จะช่วยอานวย ความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการทาธุรกิจ สาหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สาคัญในประเทศเมียนมาร์ ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆดังนี้

หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง Address: # 94 Pyay Road, Dagon Township, Yangon, Myanmar Tel: (951) 221-784, 226-721,226-728 Fax: (951) 221-713 Email: thaiembassyygn@gmail.com

สานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (Thai Trade Center : TTC) Address: # 86 (A) Shin Saw Pu Road, San Chaung Yangon Myanmar Tel: 007-951 510731 Fax: 007-951 510731 Email: ditpthailand9@gmail.com


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Office of The Board of Investment) Address: # 555 Vibhavidi - Rangsit Road, Chatuchak, Bangkok 10900 Thailand Tel: 0-2553-8111 Fax: 0-2553-8111 Email: head@boi.go.th


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์

หน่วยงานราชการและเอกชนของเมียนมาร์ MYANMAR INVESTMENT COMMISSION (MIC) Address: # 653/691 Merchant Street, Yangon Myanmar Tel: (951) 272-599, 272-009,272-855 Fax: (951) 282-101,282-102 Email: MICU@mptmail.net.mm

CUSTOMS DEPARTMENT Address: # 132, Strand Road, Yangon Myanmar Tel: (951) 380-729 Fax: (951) 371-231 Email: mofa.aung@mptmail.net.mm


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของเมียนมาร์ MINISTRY OF COMMERCE Address: # 228/240 Strand Road Building 3, Nay Pyi Taw, Myanmar Tel: 371964,256163 Fax: 067 - 408004 Email: mochmo@moc.gov.mm

MINISTRY OF ENERGY Address: # 6,Nay Pyi Taw, Myanmar Tel: (956) 7411060 Fax: (956) 7411012 Email: moe.ho@energy.mm


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของเมียนมาร์ MINISTRY OF FINANCE AND REVENUE Address: # Office Building No. (30) Zay Ya Htar Ni Road, Nay Pyi Taw. Tel: 067-405135, 067-405050 Fax: 067-405052 Email: moimyanmar@gmail.com

THE UNION OF MYANMAR FEDERATION OF CHAMBERS OF COMMERCE AND INDUSTRY (UMFCCI) Address: # No.29, Min Ye Kyaw Swar Road, Lanmadaw Township, Yangon, Myanmar Tel: (951)-214344, 214345,214346, 214347, 214348 ,214349 Fax: (951)-214484 Email: umcci@mptmail.net.mm


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของเมียนมาร์ INVESTMENT AGENCY Address: # 228/240 Strand Road Building 3, Nay Pyi Taw, Myanmar Tel: 371964,256163 Fax: 067 - 408004 Email: mochmo@moc.gov.mm

DIRECTORATE OF INVESTMENT AND COMPANY ADMINISTRATION, MINISTRY OF NATIONAL PLANNING AND ECONOMIC DEVELOPMENT Address: # Building No.32, Nay Pyi Taw, Myanmar Tel: (956) 7406-334,406-343 Fax: (956) 7406-333 Email: DICANPED@mtpmail.net.mm


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของเมียนมาร์ MINISTRY OF INDUSTRY Address: # Office Building No. (30) Zay Ya Htar Ni Road, Nay Pyi Taw. Tel: 067-405135, 067-405050 Fax: 067-405052 Email: moimyanmar@gmail.com


ประเทศเวียดนาม

VITE NAM


ประเทศเวียดนาม เวี ย ดนำม เป็ น ประเทศที่ มี ศั ก ยภำพทำงเศรษฐกิ จ สู ง เศรษฐกิ จ ภำยในประเทศขยำยตั ว อย่ ำ งรวดเร็ ว ภำยใต้ น โยบำยปฏิ รู ป เศรษฐกิ จ “โด่ย เหมย” (Doi Moi) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2529 ปัจจุบันเวียดนำมพยำยำมปรับปรุง แก้ ไ ขกฎระเบี ย บต่ ำ งๆ ให้ ส อดคล้ อ งกั บ ข้ อก ำหนด ขององค์ ก ำรกำรค้ ำ โลก (WTO) ซึ่งเวียดนำม เข้ำเป็นสมำชิกเมื่อวันที่ 11 มกรำคม 2550 เวียดนำมเป็นที่สนใจของนักลงทุนจำกทั่วโลก เนื่องจำกควำมน่ำสนใจใน ด้ำนทรัพยำกรที่อุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยสนับสนุนกำรผลิตและกำรลงทุนอีก จำนวนมำก ควำมได้เปรียบในกำรเป็นแหล่งแรงงำนและวัตถุดิบที่มีอยู่มำก กำรได้ สิทธิประโยชน์ทำงภำษี และผลจำกนโยบำยกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบำล


สกุลเงินประเทศเวียดนาม ใช้สกุลเงิน “ด่อง” (Vietnam Dong: VND) เป็นสกุลเงินทำงกำร ถึงแม้ว่ำรัฐบำลจะสนับสนุน ให้ นั ก ท่ อ งเที่ ย วต้ อ งใช้ เ งิ น ด่ อ ง แต่ ส ถำนที่ ท่ อ งเที่ ย วทั่ ว ไป โรงแรมเวี ย ดนำม ร้ ำ นอำหำร เวียดนำม ร้ำนขำยของที่ระลึก ก็ยังคงรับเงินดอลลำร์สหรัฐ ซึ่งสำมำรถแลกเปลี่ยนเงินได้ ที่สนำมบินเวียดนำม หรือ ธนำคำร โรงแรม และร้ำนที่ได้รับอนุญำตให้แลกเงิน ร้ำนเหล่ำนี้ จะเขียนอักษร สีทอง ว่ำ "Hieu Vang" หรือ "Hieu Kim Hoan”

ธนาคารพาณิชย์ไทยในเวียดนาม (Commercial Bank)

อัอัตตราแลกเปลีย่ นเงินตราต่ ตราต่าางประเทศ งประเทศ (Exchange Rate) (Exchange Rate) 21,000 VND : 1 USD 652 VND : 1 THB 2013 730.58 VND : 1 THB 2001 316.10 VND : 1 THB

2015 22,544.45 VND : 1 USD 2000 13,900.65 VND : 1 USD


อาณาเขตติดต่อของประเทศเวียดนาม ทิศเหนือ จีน ทิศตะวันออก ทะเลจีนใต้ ทิศใต้ อ่ำวไทย ทิศตะวันตก ลำว และกัมพูชำ

สภาพทางภูมิประเทศ ประเทศเวีย ดนามมี พื้ น ที่ ป ระมาณ 3 ใน 4 ส่ วนเป็ นภู เ ขาและป่ า ไม้ นอกนั้นเป็นไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ นับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ย ไปจนถึงอ่าวไทย มีกรุงฮานอยซึ่งเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ทางเหนือ และนครโฮจิ มินห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สาคัญอยู่ทางตอนใต้ เวียดนามเป็นประเทศ ที่มีพื้นที่แคบแต่มีความยาวมากทาให้ลักษณะภูมิ ประเทศและภู มิ อ ากาศแตกต่ า งกั น ค่ อ นข้ า งมากโดยแบ่ ง เป็ น 3 ส่ ว น คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

สภาพทางภูมิอากาศ เวียดนามมีภูมิอากาศที่หลากหลาย เนื่องจากภูมิประเทศอยู่ตามแนวคาบสมุทร เวี ย ดนามทางตอนเหนื อ มี ภู มิ อ ากาศคล้ า ยเขตเมื อ งร้ อ นมี อุ ณ หภู มิ แตกต่างกันอย่างมากระหว่างช่วงร้อนที่สุด และหนาวที่สุด โดยมี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.–เม.ย.) ฤดูร้อน (พ.ค.–ส.ค.) ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–พ.ย.) และฤดูหนาว (ธ.ค.–ก.พ.) เวียดนามทางตอนใต้ มีภูมิอากาศคล้ายกับประเทศไทย มีอุณภูมิประมาณ 27 - 30 องศาเซลเซี ย ส มี 2 ฤดู คื อ ฤดู ฝ น (พ.ค.–ต.ค.) และฤดู ร้ อ น (พ.ย.–เม.ย.)


ระบบการเมืองการปกครอง ระบบสั ง คมนิ ย ม มี พ รรคกำรเมื อ งเดี ย วคื อ พรรค คอมมิวนิสต์แห่งเวียดนำม (Communist Party of Vietnam หรือ CPV) ที่มีอำนำจสูงสุดตำมรัฐธรรมนูญที่ประกำศใช้เมื่อปี 2535 มี ส ภำแห่ ง ชำติ (National Assembly) ที่ ม ำจำกกำรเลื อ กตั้ ง มีวำระกำรดำรงตำแหน่ง 5 ปี สำหรับรัฐบำลได้รับกำรแต่งตั้งจำก สภำแห่งชำติ มีวำระกำรดำรงตำแหน่ง 5 ปี

การแบ่งเขตการปกครอง ประเทศเวียดนำมแบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 58 จังหวัด และ 5 เทศบำลนคร 1.ภำคเหนือฝั่งตะวันออก มี 4 จังหวัด มีชำยแดนติดลำวและจีน 2.ภำคเหนือฝั่งตะวันตก มี 11 จังหวัด 3.เขตที่รำบลุ่มแม่น้ำแดง มี 9 จังหวัด และ 2 นคร 4.เขตชำยฝั่งทะเลภำคกลำงทำงตอนเหนือ มี 6 จังหวัด 5.เขตชำยฝั่งทะเลภำคกลำงตอนใต้ มี 5 จังหวัดและ 1 นคร 6.เขตที่รำบสูงภำคกลำง มี 5 จังหวัด 7.ภำคใต้ตะวันออก มี 7 จังหวัด และ 1 นคร 8.ที่รำบลุ่มแม่น้ำโขง มี 12 จังหวัด

เวลาของเวียดนาม

ในปัจจุบันกัมพูชำแบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 1 รำชธำนี (กรุยงดนำมใช้ ) คือกรุเขตแบ่ งพนมเปญและ หวัด (เขต) คืแต่อลเวลำมำตรฐำน ะจังหวัดจะแบ่ง เวี งเวลำเดีย24 วกับจังประเทศไทย เขตปกครองภำยในออกเป็ น อMean ำเภอ และต ปัจ จุ บบวกอี ั น ประเทศ โลกที ่เมืองกรีนิช (Greenwich Timeำบล : GMT) ก7 พู ช ำมี ก รุเวลำท ง 26ำงำน แห่ ง อ ำเภอ 159 แห่ ง เขต 8 แห่ ง ต ำบล ชักั่วมโมง และมี 1,417 ตำบล และแขวง 204


เวลาทาการของหน่วยงานเวียดนาม เวลาราชการ วันจันทร์-ศุกร์ 08.00 -12.00 น. และ 13.30 -16.30 น.

เวลาทาการของเอกชน โรงงำนอุตสำหกรรมทำงำนวันจันทร์ - ศุกร์ และวันเสำร์ อี ก ครึ่ ง วั น โดยเวลำท ำงำนรวมไม่ เ กิ น 48 ชั่ ว โมง ต่อสัปดำห์ หำกเกินจำกนี้ ต้องจ่ำยเงินค่ำล่วงเวลำ สำหรับ วั น หยุ ด ประจ ำสั ป ดำห์ ต้ อ งจ่ ำ ยค่ ำ จ้ ำ งเพิ่ ม 2 เท่ ำ และวันหยุดนักขัตฤกษ์จ่ำยเพิ่ม 3 เท่ำ

เวลาทาการของร้านค้า ร้ำนค้ำเอกชนทั่วไปเปิดให้บริกำร 06.00 – 21.00 น.


จานวนประชากร 95,261,021 คน เพศชาย 47,696,839 คน เพศหญิง 47,564,182 คน จำนวนประชำกรมำกเป็นอันดับที่ 15 ของโลก และ อันดับที่ 3 ในอำเซียน รองจำก อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์

อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรประเทศเวียดนาม เท่ากับ 0.95% สัดส่วนประชากรแบ่งตามอายุ (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์)

ที่มำ : CIA The World Factbook


ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

ECONOMIC INFORMATION


ดัชนีเศรษฐกิจ

เวียดนาม

GDP

GROWTH RATE

194,819 ล้ำนดอลลำร์สหรัฐฯ

- ภาคการเกษตร - ภาคอุตสาหกรรม - ภาคบริการ

อัตราเงินเฟ้อ จานวนแรงงาน (ล้านคน) อัตราการว่างงาน มูลค่าการค้ารวม มูลค่าการส่งออก มูลค่าการนาเข้า ดุลการค้า รายได้ต่อหัวประชากร อัตราแลกเปลี่ยน

17.4% 38.8% 43.7%

6.68%

0.9% 54.ภ5 ล้ำนคน 3.5% 298,056,187 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 150,217,139 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 147,839,048 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 2,378,091 พันดอลลำร์สหรัฐฯ 1,872 ดอลลำร์สหรัฐ/ปี 652 VND : 1 THB 21,000 VND : 1 USD

ที่มา :World Development Indicators,(2558)


ปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม

ภาคเกษตร รัฐบำลสนับสนุนภำคเกษตรกรรมอย่ำ งจริง จัง และมีกำรปฏิรูปอย่ำ ง ต่อเนื่อง วิจัยและพัฒนำพันธุ์ข้ำวต่อเนื่อง มีระบบชลประทำนมำกกว่ำ ร้อยละ 80 มีสินค้ำเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ กำแฟ ข้ำว พริกไทยดำ

ภาคอุตสาหกรรม กำรขยำยตัวของอุตสำหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้ำสำเร็จรูป อุตสำหกรรม อิเล็กทรอนิกส์

ภาคบริการ กำรขยำยตัวของธุรกิจโรงแรมและภัตตำคำร จำนวนนักท่องเที่ยว และ บริกำรทำงกำรเงิน

การลงทุน กำรเพิ่มขึ้นของกำรลงทุนจำกนักลงทุนต่ำงประเทศ โดยเฉพำะกำรลงทุน ในภำคอุตสำหกรรมเพื่อรับสิทธิพิเศษทำงภำษี

การส่งออก กำรส่ ง ออกสิ่ ง ทอ เสื้ อผ้ ำ ส ำเร็จรูป จำกกำรได้รับสิ ทธิ พิเ ศษทำงภำษี ศุล กำกร (ผู้ ส่ ง ออกสิ น ค้ำ สิ่ ง ทอรำยใหญ่ อันดับ ที่ 4 ของโลก) สิ นค้ ำ ส่งออกที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้ำสำเร็จรูป น้ำมันดิบ และรองเท้ำ


นโยบายเศรษฐกิจของเวียดนาม เวี ย ดนามมี น โยบายต่ า งประเทศในการผลั ก ดั น กิ จ กรรมทาง เศรษฐกิ จ ระหว่ า งประเทศ บู ร ณาการเศรษฐกิ จ ของเวี ย ดนาม กับเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจระดับภูมิภาค และสถาบันเศรษฐกิจ ระดับ ทวิภาคีอื่นๆ เวียดนามจะบูรณาการเศรษฐกิจแห่งชาติเข้ากับเศรษฐกิจ สากล ตามแผนยุ ท ธศาสตร์ เ ศรษฐกิ จ สั ง คมและวิ สั ย ทั ศ น์ ปี 2563 (มุ่งสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ) เตรียมการที่เหมาะสม ในการเข้าร่วมลงนามในความตกลงความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจต่างๆ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอาเซียนในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิก รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคี ใช้ประโยชน์ จากการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เวี ย ดนามจะมุ่ ง ปรั บ ปรุ ง สถาบั น ทางเศรษฐกิ จ ของตนเอง ปรั บ ปรุ ง และแก้ ไ ขระเบี ย บกฎหมายต่ า งๆ เพื่ อ ให้ มี เ สถี ย รภาพและ โปร่งใส ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดและเพิ่มพูนการ ลง ทุ นโ ดยต รง จา กต่ า ง ป ระ เ ทศ ( Foreign direct investment) ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ด้ า น ก า ร พั ฒ น า อ ย่ า ง เ ป็ น ท า ง ก า ร ( Official Development Assistance) การลงทุนในหุ้น (portfolio investment) และแหล่งทุนอื่นๆ ให้ไหลเข้าสู่เวียดนามมากขึ้น


ข้อมูลด้านการค้า

“เศรษฐกิจเวียดนามเปลี่ยนจากระบบการวางแผนจากส่วนกลาง มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีภายใต้การควบคุมของภาครัฐบาล โดยใช้ น โยบายเศรษฐกิ จ แบบใหม่ ที่ มี ก ารกระจายอ านาจ ทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น นโยบายปฏิรูปนี้ เรียกว่า นโยบาย “โด่ย เหมย” (DOI MOI) พร้อมทั้งกระตุ้นให้เอกชนมีบทบาทในการ ดาเนินธุรกิจ และส่งเสริมการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศมาก ขึ้ น จากสภาพภู มิ ป ระเทศและภู มิ อ ากาศที่ เ อื้ อ อ านวยต่ อ การ ทาเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและ สินแร่ ทาให้เวียดนามสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้เป็น จานวนมาก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนทาการผลิตสินค้าในเวียดนาม”


รูปแบบการค้าและช่องทางการจาหน่ายสินค้า ประกอบธุรกิจทีเ่ ป็นผู้นาเข้าและส่งออกของเวียดนามประกอบด้วย 1. บริษัทของรัฐบาล (State-owned Company) เป็นหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อ นาเข้า สินค้าที่จาเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2. บริ ษั ท เอกชน (Private Company) ซึ่ ง เป็ น บริ ษั ท ผู้ น าเข้ า (Importer) หรื อ บริษัทที่ เป็นตัวแทนจาหน่า ยแต่เ พียงผู้เ ดียว (Sole Agent) หรือเป็นบริษัท ตัวแทน จาหน่าย (Distributor) ของเวียดนาม 3. ผู้ค้าชายแดน เป็นผู้รับจ้างนาเข้าสินค้าให้กับร้านค้าย่อยตามตลาดต่างๆ โดยพ่อค้า ชายแดนจะรับสินค้าจากชายแดนไปส่งตามร้านค้าและแผงลอยในเวียดนาม ซึ่งสินค้าที่ นาเข้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค

ช่องทางการจัดจาหน่ายและการกระจายตัวของสินค้าในตลาดเวียดนาม มีดังนี้ 1. การจัดจ้าหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้นาเข้าของเวียดนามจะนาสินค้าที่นาเข้าไป กระจายให้กับร้านค้าส่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ท และร้านค้าปลีก ในนครโฮจิมินห์ และเมืองการค้าต่างๆ 2. การจัดจ้าหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้นาเข้าจะเป็นผู้จัดจาหน่ายสินค้าเองโดยจะ กระจายสิ นค้ า ต่ อ ไปยั งตั ว แทนขาย และร้ า นค้ า ปลี ก รวมทั้ ง การขายโดยตรงให้ ผู้บริโภคทั้งในนครโฮจิมินห์และจังหวัดต่างๆ 3. การจัดจ้าหน่ายสินค้าผ่านแดน ผู้นาเข้าของเวียดนามจะนาสินค้าเข้าจากไทยแล้ว ส่งต่อไปจาหน่ายที่เวียดนามโดยเป็นลักษณะของการขนสินค้าผ่านแดน


ควำมสัมพันธ์ทำงเศรษฐกิจกับไทย

1

ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจไทย – เวียดนาม (Joint Commission : JC) ลงนามเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2534

2

ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534

3

ความร่วมมือเรื่องข้าวไทย-เวียดนาม ฉบับใหม่ ลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543

4

ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535

5

MOU ว่ า ด้ ว ยการจั ด ตั้ ง คณะอนุ ก รรมการด้ า นการค้ า (The SubCommittee on Trade) ไทย –เวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2538

6

7

ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันส้าหรับ ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ และการอ้านวย ความสะดวกในการตรวจลงตราส้าหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540 ความตกลงว่ า ด้ ว ยการยกเว้ น การตรวจลงตราสาหรั บ ผู้ ถื อ หนั ง สื อ เดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2540


มาตรการ/ กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านภาษี

1

อัตราภาษีนาเข้า

การจัดเก็บยึดตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade GATT) ภายใต้ Article 7 ส้าหรับสินค้าน้าเข้า ที่มิได้ระบุไว้ใน GATT ให้ใช้ราคาที่น้าเข้าจริงในการค้านวณภาษี อัตราภาษีน้าเข้า แยกประเภทได้ดังนี้ 1. อัตราภาษีน้าเข้าทั้งอัตราพิเศษสุด (Special Preferential Rate) อัตราพิเศษ (Preferential Rate) และอัตราปกติ (Normal Rate) มีหลายอัตรา ตั้งแต่ 0% - 60% และสูงสุด 100% 2. อั ต ราทั่ ว ไป (Ordinary Rates) ใช้ กั บ การน าเข้ า จากประเทศที่ ใ ช้ ห ลั ก Non-MFN และเท่ากับ 1.5 เท่าของอัตราพิเศษ 3. อั ต ราพิ เ ศษ (Preferential Rate) ใช้ กั บ การน าเข้ า จากประเทศที่ มี ข้ อ ตกลง MFN กับเวียดนาม 4. อัตราพิเศษสุด (Special Preferential rate) ใช้กับการนาเข้าจากประเทศที่ มี ข้อตกลงภาษีพิเศษ (Special Preferential Agreement) กับเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่ม ASEAN นอกจากนี้ อาจมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามความจาเป็น (Discretionary Additional Tax) ในกรณีต่อไปนี้ - การทุ่มตลาดจากการนาเข้า (Import Dumping) - มีการอุดหนุนการนาเข้าโดยประเทศผู้ส่งออก ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อภาคการผลิตของเวียดนาม - สินค้านาเข้าจากประเทศที่ดาเนินนโยบายด้านภาษีนาเข้าอย่างเข้มงวด กับสินค้าส่งออกของเวียดนาม


2

ภาษีส่งออก รัฐบาลเวียดนามเรียกเก็บภาษีส่งออก ได้แก่ 1. น้ามันดิบ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ร้อยละ 4 2. อัญมณี ร้อยละ 1,3 และ5 3. ผลิตภัณฑ์กึ่งโลหะ ร้อยละ 5 4. วัสดุ และเครื่องใช้จากพืช ร้อยละ 3 และร้อยละ 10 5. สัตว์มีชีวิต ร้อยละ 10 6. สินค้าแร่ ร้อยละ 1,2,5,10 และ 20 7. ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ร้อยละ 5,15 และ 20 8. Aloe-wood ร้อยละ 20 9. เศษโลหะเหลือทิ้ง ร้อยละ 35, 40 และ45


มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี สินค้าที่ห้ามนาเข้าและส่งออก ด้านการน้าเข้า 1. ยกเลิกกาหนดปริมาณการนาเข้า (Quantitative Restrictions) สาหรับ สินค้ารายการ Paper, Clinker, Cement, Construction White Glass, granite and Ceramic Tiles, Remaining Steel Products, Vegetable Oil, Alcohol, Motorcycles (New) and Certain Parts, Passenger Vans 10-16 Seats, and Passenger Vans Up to 9 Seats. 2. ยกเลิกโควตานาเข้าสิ่งทอและเสื้อผ้าสาเร็จรูป 3. เปิดเสรีการนาเข้า ยกเว้นสินค้า ดังนี้ - สิ น ค้ า ที่ ห้ า มน าเข้ า เช่ น อาวุ ธ ปื น และวั ต ถุ อั น ตราย บุ ห รี่ ซิการ์และ ผลิตภัณฑ์ยาสูบสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งวัสดุและ เครื่องมือที่ใช้แล้ว ยานพาหนะพวงมาลัยขวา เป็นต้น - สินค้าที่ต้องขอใบอนุญาตนาเข้า เช่น น้าตาลทราย ด้านการส่งออก 1. เปิดเสรีการส่งออก ยกเว้นสินค้า ดังนี้ - อาวุธ วัตถุโบราณ ยา พืชพันธ์สัตว์ที่หายากและไม้ซุง - สินค้าที่ต้องขอใบอนุญาต เช่น สิ่งทอและเสื้อผ้าสาเร็จรูป - สินค้าที่ประเทศผู้ซื้อควบคุมการนาเข้าเป็นกรณีพิเศษ เช่น พืช ป่าที่หายาก ผักและสัตว์บางชนิด 2. ยกเลิกการกาหนดปริมาณส่งออกข้าว


การชาระเงินค่าสินค้าของเวียดนาม การช้าระเงินค่าสินค้าระหว่างผู้ส่งออกไทย กับผู้น้าเข้าของเวียดนามมีดังนี้

1

การชาระด้วยระบบ L/C (Letter of Credit)

ผู้ซื้อต้องติดต่อธนาคารในประเทศของตนเพื่อเปิด L/C ให้ผู้ขายผ่าน ทางธนาคารในประเทศผู้ขาย เมื่อธนาคารในประเทศผู้ซอื้ ซึ่งเป็นผู้ เปิด L/C ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุ ไว้ใน L/C แล้ว ธนาคารในประเทศผู้ซื้อจะต้องชาระเงินค่าสินค้า ให้แก่ผู้ขายทันที

าระด้วยระบบ T/T (Telegraphic Transfer) 2 เป็นการช วิธีเรียกเก็บเงินค่าสินค้าทางโทรเลข โดยทาได้ 2 วิธี ดังนี้ 1.

ผู้ซื้อโอนเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายก่อน จากนั้นผู้ขายจึงจะทาการส่ง สินค้าให้แก่ผู้ซื้อตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ 2. ผู้ขายจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อก่อน จากนั้นผู้ซื้อจึงจะทาการโอนเงินค่าสินค้า ให้แก่ผู้ขายภายหลัง ตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้

3

การชาระด้วยระบบ D/P (Document Against Payment) เป็นวิธีที่ผู้ซื้อต้องชาระค่าสินค้าก่อน จึงจะสามารถนาเอกสารไปออกสินค้าได้


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การขนส่งสินค้าไปยังเวียดนามสามารถทาได้ 3 วิธี คือ ทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

ทางบก ทางบก เส้นทางขนส่งทางบก มี 5 เส้นทาง คือ 1. เส้นทางสายนครพนม- ค้าม่วน (สปป.ลาว)-Ha Tinh (เวียดนาม) ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร 2. เส้นทางสายมุกดาหาร - สะหวันนะเขต (สปป.ลาว) – Quang Tri (เวียดนาม ) ระยะทางประมาณ 210 กิโลเมตร 3. เส้นทางสายสระแก้ว - พนมเปญ (กัมพูชา) - Ho Chi Minh (เวียดนาม) ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร 4. เส้นทางสายอุบลราชธานี - จ้าปาสัก (สปป.ลาว) – Koh Tum (เวียดนาม) ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร 5. เส้นทางสายตราด - เกาะกง (กัมพูชา) - Ha Tien (เวียดนาม) ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร


ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า

ทางน้า ทางเรือ เส้นทางขนส่งทางเรือ มี 2 เส้นทาง คือ 1. การขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพฯ ไปยังท่าเรือฮานอย 2. การขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพฯ ไปยังท่าเรือไซ่ง่อน

ทางอากาศ ทางอากาศ เส้นทางขนส่งทางอากาศ มี 2 เส้นทาง คือ 1. สุวรรณภูมิ – โฮจิมินห์ 2. สุวรรณภูมิ – ฮานอย


กลยุทในตลาดเวี ธ์การค้ า ยดนาม 1

การวาง Position ของสินค้า

เป็นกลยุทธ์ที่ผู้ส่งออกไทยควรให้ความสาคัญเป็นลาดับต้นๆ เพราะเป็น ตัวกาหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงวิธีการและแนวทางเข้าถึงผู้บริโภค เช่น การวาง Position ของยาสีฟันในตลาดระดับล่าง เน้นตอบสนองกลุ่ม ผู้ใช้ที่มีอ ายุ 14-45 ปี ทาให้สามารถระบุไ ด้ว่า กลุ่ม ลูกค้าเป้าหมายเป็น ประชากรในวัยท างานระดับเริ่ม ต้น -ปานกลางที่ มีร ายได้ไ ม่ม ากนักเป็น ประโยชน์ต่อ การวางแผนการตลาดโดยเฉพาะการประชาสั ม พั นธ์และ ดาเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย

2

กลยุทธ์ด้านการจัดจาหน่าย พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของชาวเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปตามระดับ การพั ฒ นาประเทศ ท าให้ ร้ า นค้ า ปลี ก สมั ย ใหม่ เช่ น ห้ า งสรรพสิ น ค้ า ซู เ ปอร์ ม าร์ เ ก็ ต และดิ ส เคานต์ ส โตร์ เป็ น ช่ อ งทางกระจายสิ น ค้ า ที่ มี ประสิ ท ธิภ าพมากในปัจ จุ บัน แทนที่ ร้ า นค้ า ปลี ก แบบดั้ง เดิม เช่ น ร้ า น โชห่วยและตลาดสด อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีบทบาท สาคัญในการกระจายสินค้าไปยังบางพื้นที่ซึ่งร้านค้าปลีกสมัยใหม่ยังเข้าไม่ ถึงโดยเฉพาะในชนบทและชุมชนขนาดเล็ก ขณะที่ตัวแทนกระจายสินค้าที่ มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ


กลยุทในตลาดเวี ธ์การค้ า ยดนาม 3

การส่งเสริมการขาย

สิ น ค้ า อุ ป โภคบริ โ ภคที่ ว างจ าหน่า ยตามร้ า นค้ า ปลี ก ในเวี ย ดนามควรมี ก าร ส่งเสริมการขายเพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อและเพิ่มยอดขาย ซึ่งอาจเป็นการให้เงิน สนับสนุนเพื่อจ้างพนักงานขายหรือจ่ายค่านายหน้าตามจานวนสินค้าที่จาหน่าย ได้นอกจากนี้ การส่งเสริมการขายด้วยการแจกของแถมหรือสินค้าทดลองใช้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างแพร่หลายโดยเฉพาะในช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างไรก็ ตาม การดาเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกกิจกรรมต้องได้รับความเห็นชอบ จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องก่อน

4

การโฆษณาสินค้า

สื่อโทรทัศน์เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับความนิยมมากเพราะ ได้ ผ ลเป็ น วงกว้ า ง โดยเฉพาะโฆษณาที่ อ อกอากาศตามเมื อ งใหญ่ อาทิ กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์จังหวัดดานัง และจังหวัดคันโถ (Can Tho) การซื้อ เวลาโฆษณาในเวียดนามต้องระบุกับสถานีโทรทั ศน์แต่ละแห่งว่าต้องการ ออกอากาศในพื้ น ที่ ใ ดและเวลาใด นอกจากนี้ ค วรใช้ ส าเนี ย งในโฆษณา ให้ ส อดคล้ อ งกั บพื้ นที่ ที่ อ อกอากาศ เนื่อ งจากจะมี ส่ วนท าให้ สิ น ค้ า เป็ น ที่ ยอมรับมากกว่าการใช้สาเนียงที่รัฐบาลเวียดนามกาหนด กล่าวคือ ไม่แสดง ถึงความรุนแรงหรือใช้คาพูดที่ไม่สุภาพ การโฆษณาผ่านสื่ออื่นๆ เช่น ป้าย โฆษณาขนาดใหญ่สามารถช่วยให้สินค้าเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้เช่นกัน


กลยุทในตลาดเวี ธ์การค้ า ยดนาม 5

การดาเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ชาวเวียดนามโดยทั่วไปมีความกตัญญูและชอบช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้น การเน้นกิจกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมจะ ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าในสายตาผู้บริโภคชาว เวี ย ดนาม โดยกิ จ กรรมดั ง กล่ า วอาจอยู่ ใ นรู ป ของการให้ ทุนการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการให้ความช่วยเหลือเพื่อ สาธารณประโยชน์


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและเวียดนามในปัจจุบัน 1

นักธุรกิจต่างชาติยังไม่ได้รับสิทธิในการทาธุรกิจนาเข้าและค้าขายยกเว้นผู้ที่ลงทุนตั้ง โรงงาน แต่สามารถตั้งสานักงานตัวแทนโดยไม่มีรายได้

2

กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ต้องติดตามและแก้ไขปัญหา ควรมี การติดตามและศึกษาข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ควรสร้างความเข้าใจและ เตรียมความพร้อมไว้ก่อนว่ารัฐบาลเวียดนามพยายามแก้ไข ปรับปรุง กฎ ระเบียบ เพื่ออานวยความสะดวกในการค้า การลงทุน และสร้างความเสมอภาคระหว่างนัก ลงทุนชาวเวียดนามกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสามารถขอข้อมูลกับหน่วยงานภายใต้ กระทรวงวางแผนและการลงทุน (MPI) ของแต่ละจังหวัด ส่วนระบบการคิดคานวณ อัตราอากรศุลกากรนาเข้ายังคงเป็นปัญหาพิธีการและแบบฟอร์มศุลกากรแตกต่างกัน ไปในแต่ละเมือง ทาให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจในการลงทุนหรือเข้าไปทา ธุรกิจในเวียดนาม

3

การกาหนดราคากลางสาหรับสินค้านาเข้า เพื่อใช้เป็นฐานในการคานวณจัดเก็บอากร ศุลกากร ขาเข้ากาหนดไว้สูงมาก และไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน

4

มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แพร่หลาย

5 6

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ร่วมทุนท้องถิ่น เนื่องจากแนวทาง การบริหารงานแตกต่างกัน ปัญหาการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ลงตัว เป็นต้น อย่างไรก็ ตาม ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลง เนื่องจากการลงทุนเป็นต่างชาติ 100% มากขึ้น ระบบกฎหมายและระบบการตัดสินข้อพิพาทของเวียดนามมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามา ลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติการพิจารณาตัดสิน ลงโทษนอกจากจะ ขึ้นอยู่กับกฎหมายแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของ ประเทศเป็นสาคัญ

7

ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ของไทยและเวียดนามในปัจจุบัน 8

ปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือและผู้บริหารระดับกลางที่มีประสบการณ์ในการดาเนิน ธุรกิจสมัยใหม่

9

ความล่าช้าในการปฏิรูประบบการเงินการธนาคาร

10

นักลงทุนท้องถิ่นขาดแคลนเงินทุนในการร่วมทุนกับชาวต่างชาติและขาดประสบการณ์ ในการดาเนินธุรกิจและการแข่งขันในตลาดโลก

11

ปัญหาต้นทุนค่าขนส่งทางเรือสูง เนื่องจากค่าระวางขนส่งสินค้าทางเรือจากไทยไป เวียดนามมีราคาสูง และมีพื้นที่ระวางไม่เพียงพอกับความต้องการ

12

เวียดนามขาดข้อมูลข่าวสารด้านการค้าและเศรษฐกิจที่ทันสมัย

13

กาลังซื้อของประชากรส่วนใหญ่ในเวียดนามอยู่ในระดับต่า ยกเว้นในเมืองใหญ่ เช่น นครโฮจิ มินห์ และกรุงฮานอย อย่างไรก็ตาม บริเวณเมืองใหญ่ผู้ประกอบการต้อ ง เผชิญกับการแข่งขันสูงเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

14

ผู้ส่งออกไทยยังขาดความชานาญในการทาการค้ากับชาวเวียดนามและขาดข้อมูลใน รายละเอียดบางเรื่องที่ผู้นาเข้าชาวเวียดนามมีความต้องการ

15

แม้ว่า รัฐบาลเวียดนามจะมี เสถียรภาพสู ง สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ วในการแก้ไ ข ปัญหาต่า งๆ แต่การเมื องระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น มีทั้งการสอดรับกับนโยบาย ส่วนกลาง และอาจมีลักษณะเฉพาะตัวในการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนา อาจรวดเร็ว หรือล่าช้า เป็นสิ่งที่ต้องจัดหาผู้แทนของกิจการไปสร้างความเข้าใจหรือรู้จักบุคคลที่ เกี่ยวข้องด้วยเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ


โอกาสทางการค้าที่ส่งเสริมการขยายตัว ทางการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม 1 2

เวียดนามถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อน ให้เห็นกาลังการซื้อที่เพิ่มขึ้น ประชาชนมีค่านิยมการซื้อสินค้าจากร้านค้าในรูปแบบ modern trade อีกทั้งชาวเวียดนามนิยมซื้อสินค้าไทย เพราะมั่นใจในคุณภาพ การเมืองของเวียดนามค่อนข้างเสถียรภาพ เนื่องจากมีปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ทาให้กาหนดนโยบายและการกากับดูแลเป็นไปใน ทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วางแผนระยะยาวไว้ได้

3

เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่ยังมีทรัพย์ในดิน – สินในน้าที่อุดมสมบูรณ์นับตั้งแต่สินแร่ ที่สาคัญๆ ซึ่งเป็นแรงจูงใจของผู้ที่สนใจจะประกอบธุรกิจร่วมด้วย

4

มีค่าจ้างแรงงานที่ต่า เมื่อเทียบกับไทย จึงทาให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้แรงงาน อย่างเข้มข้น เข้ไปทาการค้าและลงทุน เพื่อลดต้นทุน


ข้อมูลอื่นๆ

VIET NAM


การเดินทางเข้า-ออกประเทศ ชาวต่ า งประเทศจะต้ อ งด าเนิ น การขอวี ซ่ า เข้ า ประเทศเวี ย ดนาม ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้ 1. ข้ า ราชการสถานทู ต ที่ ถื อ หนั ง สื อ เดิ น ทางที่ อ อกโดยกระทรวงการ ต่างประเทศของประเทศนั้นๆ 2. พลเมืองที่ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยราชการของประเทศที่มีข้อตกลงกัน ระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ (คนไทยที่ถือหนังสือเดินทางราชการไม่ ต้องขอวีซ่า) วีซ่าเข้าประเทศเวียดนามมี 2 ประเภท ดังนี้ 1. วีซ่าท่องเที่ยว สาหรับการท่องเที่ยว กาหนดไว้เพียง One Single Entry Within 30 Days และบริษัทท่องเที่ยวจะต้องเป็นผู้ดาเนินการขอวีซ่า 2. วีซ่าธุรกิจ สาหรับการทาธุรกิจ One Single Entry Within 30 Days or Multiple Entries Within 90 Days or Multiple Entries Within 180 Days เหมาะสาหรับผู้ที่ต้องเดินทางเข้าออกประเทศเวียดนามหลายครั้ง ซึ่ง นักธุรกิจต่างชาติจะต้องให้นักธุรกิจท้องถิ่นเป็นผู้ออกจดหมายรับรองการทา ธุรกิจร่วมกันพร้อมด้วยสาเนาหนังสือเดินทาง ถึงกรมตรวจคนเข้าเมืองของ เวียดนามเพื่อพิจารณาการขอวีซ่าแบบ Multiple และกรมตรวจคนเข้าเมือง จะแจ้งให้สถานทูตเวียดนามในประเทศนั้นๆ เป็นผู้ออกวีซ่าให้


ข้อควรรู้ในการไปลงทุน ในเวียดนาม

การทาธุรกิจในแต่ละประเทศจะต้อ งค านึงถึงสภาพแวดล้อ ม ขนบธรรมเนีย ม ประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ในกรณีของประเทศเวียดนามจากการศึกษา ข้ อ มู ล พบว่ า วั ฒ นธรรมต่ า งๆ จะค่ อ นข้ า งเหมื อ นกั บ ของชาติ อื่ น ๆ ในภู มิ ภ าคเอเชี ย โดยเฉพาะกั บ ประเทศไทย การเข้ า ไปลงทุ น ในเวี ย ดนาม นั ก ธุ ร กิ จ ไทย ควรเรี ย นรู้ และเข้าใจ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ตลอดจนมารยาทต่างๆ ดังนี้

สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม การแต่งกาย 1. ควรแต่งกายด้วยชุดสุภาพ เรียบร้อยมิดชิดหรือใส่สูท เพราะเวียดนามเป็นประเทศ อนุรักษ์นิยม 2. ผู้ชายควรสวมใส่ชุดสูทสีเข้ม ส่วนผู้หญิงควรแต่งกายด้วยชุดสูทหรือเดรส การทักทาย 1. การทักทาย ถ้าเป็นเพศเดียวกัน ควรจับมือพร้อมกันทั้งสองข้าง (โดยวางมือซ้ายไว้บน มือ ขวา) ด้ว ยความเป็น มิ ตรและโค้ ง ศี ร ษะเล็ ก น้ อ ย พร้ อ มกล่ า วคาทั ก ทายเป็ น ภาษา เวียดนามว่า “ซิน จ่าว (Xin Choa)” แปลว่า สวัสดี 2. การยื่นนามบัตร ควรใช้มือทั้งสองข้างยื่นนามบัตร และอาจค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อเป็น การให้เกียรติ เมื่อได้รับนามบัตรมาให้อ่านนามบัตรอย่างใส่ใจก่อนวางนามบัตรไว้บนโต๊ะ หรือเก็บในกระเป๋า การสื่อสาร 1. หลังจากทาความรู้จักกันแล้ว ควรไปพบปะคู่ค้าชาวเวียดนามเพื่อติดต่อเจรจาการค้า หรือเสนอขายสินค้าด้วยตนเอง จากนั้นอาจไปเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว รวมถึงโทรศัพท์ ส่ง อีเมล์ถึงกันตามความเหมาะสม 2. เมื่อได้รับคาชมเชยควรอ่อนน้อมถ่อมตน การเข้าร่วมประชุม 3. การนัดหมายควรทาล่วงหน้าหลายสัปดาห์ และการติดต่อนัดหมายครั้งแรกควรทาผ่าน คนกลางที่เป็นคนเวียดนาม ถ้าไม่มีให้นัดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรและระบุวัตถุประสงค์ ในการติดต่อให้ชัดเจน กระชับ 4. การนัดหมาย ควรไปให้ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย เพราะคนเวียดนามเป็นคนตรง ต่อเวลา


ข้อควรรู้ในการไปลงทุน ในเวียดนาม สิ่งที่ ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม การให้ของขวัญ 1. ของขวัญควรจะมีขนาดเล็กและไม่แพง ซึ่งอาจเป็นสิ่งของที่มีโลโก้ของบริษัท หรือบาง สิ่งบางอย่างจากประเทศของคุณ ก็จัดว่าเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยม ซึ่งของขวัญที่มีราคา แพงเกินไปจะสื่อถึงการติดสินบน โดยของขวัญควรจะห่อด้วยกระดาษที่มีสีสันสดใส 2. อย่าให้ผ้าเช็ดหน้า สิ่งของที่มีสีดา ดอกไม้สีเหลืองหรือดอกเบญจมาศเป็นของขวัญ เพราะสื่อถึงงานศพ หรืออย่างให้วัตถุมีคมจาพวกมีดกรรไกร ซึ่งสื่อถึงการตัดความสัมพันธ์ มารยาทในการรับประทานอาหาร 1. ถ้าได้รับเชิญไปบ้านชาวเวียดนาม ควรนาผลไม้ ขนมหวาน ดอกไม้ หรือเครื่องหอมไป ฝากเจ้าของบ้าน 2. ควรรอที่จะถูกเชิญให้ไปยังที่นั่ง โดยให้ผู้ที่มีอาวุโสสูงที่สุดนั่งก่อนจึงนั่งได้ 3. ปกติชาวเวียดนามใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร พร้อมถือชามข้าวไว้ในมืออีก ข้างหนึ่ง การรับประทานโดยวางชามข้าวไว้บนโต๊ะแสดงถึงความขี้เกียจ หากต้องส่งจาน อาหารให้แก่กันควรใช้ทั้งสองมือประคองจาน 4. เมื่ อ หยุ ดพั กดื่ม เครื่ อ งดื่ ม หรื อ พู ดคุ ย การถื อ ช้อ นควรถือ ด้ วยมื อ ซ้า ยในขณะตักซุ ป รับประทาน ทั้งนี้ อาหารจะมีบริการตามจานวนของครอบครัวและแขก

สิ่งที่ ไม่ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม 1. ไม่ควรมอบผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความโศกเศร้า 2. ไม่ควรต่อว่าแรงงานชาวเวียดนามต่อหน้าคนอื่น เพราะชาวเวียดนามเป็นพวกรักษา หน้าและศักดิ์ศรี 3. ไม่ควรใส่เครื่องประดับมากจนเกินไป เพราะถือว่าไม่สุภาพ เป็นมารยาทที่ไม่เหมาะสม 4. ไม่ควรปฏิเสธที่จะรับชา กาแฟ หรือของว่าง เพราะถือว่าไม่เหมาะสม 5. ไม่ควรสนทนาเรื่องศาสนา ความเชื่อทางการเมือง หรือสงครามเวียดนาม 6. ไม่ควรจับหรือสัมผัสศีรษะของบุคคลอื่น หรือส่งของข้ามศีรษะคนอื่น


ข้อควรรู้ในการไปลงทุน ในเวียดนาม สิ่งที่ ไม่ควรปฏิบัติ สาหรับนักลงทุนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม 7. ไม่ควรพูดด้วยน้าเสียงดังและห้วน เพราะถือว่าเป็นมารยาทที่หยาบคาย 8. ไม่ควรใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง ควรใช้ทั้งฝ่ามือแทน 9. ไม่ควรยืนเท้าสะโพก หรือยืนกอดอก เมื่อคุยหรือเจรจากับบุคคลอื่น 10. ควรหลีกเลี่ยงปัญหากับแรงงาน เพราะสหภาพแรงงานในเวียดนามมีบทบาทสาคัญ มาก อาจเกิดปัญหาลุกลาม 11. ต้องการไว้บนจาน โดยเมื่อรับประทานอาหารเสร็จให้วางตะเกียบไว้บนชามข้าว และ ปิดปากทุกครั้งเมื่อใช้ไม้จิ้มฟัน


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเมียนมาร์ การเข้าไปทาธุรกิจในประเทศเวียดนามของ นักลงทุนและผู้ประกอบการ การทราบข้ อ มู ล ของหน่ ว ยงานต่ า งๆ ทั้ ง ของไทยและเวี ย ดนาม จะช่ ว ย อานวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อการ ทาธุรกิจสาหรับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่สาคัญในประเทศเวียดนาม ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย Address: #Royal Thai Embassy, 26 phan boi chau st . hanoi, Vietnam Tel: 84-4-38235092-4 Fax: 84-4-38235088 Email: thaihan1@fpt.vn Website: http://www.thaiembassy.org/Hanoi,

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ Address: # Royal Thai Consulate-General 77 Tran Quoc Thao Street, District 3 Ho Chi Minh City, Vietnam Tel: 84-8-39327637-8 Fax: 84-8-39326002 Email: thaihom@mfa.go.th Website: http://www.thaiembassy.org/hochiminh


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเมียนมาร์ หน่วยงานราชการและเอกชนของไทย

สานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์

Address: # Thai Trade Center, Ho Chi Minh City, Vietnam Royal Thai Consulate General in Ho Chi Minh City, Commercial Office 8th Floor, Unit 4, Saigon Centre Building, 65 Le Loi Boulevard, District 1 Ho Chi Minh City S.R., Vietnam Tel: 001-848-39141838, 001-848-39141865 Fax: 001-848-39141864 Email: thaitchochiminh@ditp.go.th

สานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ฮานอย Address: # Thai Trade Center Hanoi Office of Commercial Affairs, Royal Thai Embassy No.801, 8th Floor, Hanoi Central Office Building 44B Ly Thuong Kiet Str. Hanoi, S.R., Vietnam Tel: 001-84-4-39365226, 39365227 Fax: 001-84-4-39365228 Email: thaitchanoi@ditp.go.th


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเวียดนาม

หน่วยงานราชการและเอกชนของเวียดนาม General Statistics Office of Vietnam (GSO) Address: # General Statistics Office of Vietnam (GSO) 6B Hoang Dieu, Ba Dinh, Ha Noi City, Vietnam Tel: 84-4-37332997, 3846-4921, 3846-3544 Email: banbientap@gso.gov.vn Website: www.gso.gov.vn

Ministry of Planning and Investment (MPI) Address: # 6B Hoang Dieu, Ba Dinh District, Hanoi Tel: 84-8-043485, 84-4-38455298 Fax: 84-4-38234453 Email: banbientap@mpi.gov.vn Website: www.mpi.gov.vn


ข้อมูลติดต่อหน่วยงานราชการและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในประเทศเวียดนาม

หน่วยงานราชการและเอกชนของเวียดนาม Ministry of Finance (MOF) Address: # 28 Tran Hung Dao Street, Hoan Kiem District, Hanoi Tel: 84-4-22202828 Fax: 84-4-22208091 Email: support@mof.gov.vn Website: www.mof.gov.vn

Vietnam Chamber of Commerce and Industry (VCCI) Address: # 4th Fl. 9 Dao Duy Anh Street, Hanoi Tel: 84-4-35743985, 35743063 Fax: 84-4-35743985 Email: vbfhanoi@gmail.com, vbf@vcci.com.vn Website: http://vccinews.com/ Website: www.mpi.gov.vn


CLMV เพื่อนบ้านน่าค้นหา  
CLMV เพื่อนบ้านน่าค้นหา  
Advertisement