Page 1

แผนการสอนแบบฐานสมรรถนะ (Competency-based Teaching Plan) สัปดาห์ ท่ ี (Week) 1 รหัสวิชา (Code) 3204-2008 วิชา (Subject) การเขียนโปรแกรมภาษาซี หน่ วยที่ (Unit) 1 ชื่อหน่ วย (Name of Unit) หลักการเบื ้องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี ชื่อเรื่อง (Topic) รู้จกั เกี่ยวกับภาษาซี 1. สาระสาคัญ (Concept) สาหรับเนื ้อหาในบทนี ้ต้ องการให้ ทราบถึงประวัติของภาษาซี คุณลักษณะของภาษา ข้ อจากัดของภาษา และการ ใช้ งานของโปรแกรมเทอร์โบซี เพราะจะช่วยให้ ผ้ เู ขียนโปรแกรม สามารถเลือกใช้ คาสัง่ ให้ สอดคล้ องกับโครงสร้ างภายใน โปรแกรมได้ และให้ ทราบถึงลักษณะการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้ าง 2. สมรรถนะหลัก/ย่ อย (Unit of Competence / Element of Competence) 2.1 ความเข้ าใจเบื ้องต้นเกี่ยวกับภาษาซี 2.2 ลักษณะของภาษาซี 3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) 1. เมื่อครู อ ธิ บ ายเรื่ องภาษาซี และประวัติภาษาซี นัก เรี ย นสามารถบอกถึ งความเป็ นมาของภาษาซี คุณสมบัติ คุณลักษณะสาคัญของโปรแกรมในภาษาซี ได้ ถกู ต้ อง 2. เมื่อครูอธิบายเรื่องข้ อกาหนดเบื ้องต้ นในการเขียนโปรแกรมแล้ ว นักเรียนสามารถยกตัวอย่างข้ อกาหนด เบื ้องต้ นที่ต้องทาการเขียนโปรแกรมได้ 3. เมื่อครูมอบหมายงานให้ ผู้เรียนแสดงความสนใจต่องานที่ได้ รับมอบหมายได้ เป็ นอย่างดี 4. ประยุกต์ใช้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการปฏิบตั ิงาน เรื่องลักษณะของภาษาซี


7 4. แผนปฏิบัติการ (Schedule) ระยะเวลา (นาที) : Time (Minute) จุดประสงค์ นาทาง (ข้ อที่) : Behavioral Objectives (No.) ขัน้ นาเข้ าสู่บทเรี ยน (Motivation) ถาม - ตอบ (Quiz) ขัน้ การให้ เนือ้ หา ชี ้ทาง (Detail) ความรู้ (Information) สรุป (Conclusion) ขัน้ การประยุกต์ เนือ้ หา ทฤษฎี (Theory) (Application) ปฏิบตั ิ (Laboratory) ขัน้ ตรวจผลสาเร็ จ (Progress) ระดับกิจกรรมของผู้เรี ยน กลาง (Average) (Students’ Comprehension Level) สูง (High) กระดาน (Whiteboard) ใบความรู้ (Information Sheet) ใบงาน (Worksheet) ้ บตั ิงาน (O.S) สื่อการเรี ยนการสอน ใบขันตอนการปฏิ (Materials) ใบสัง่ งาน (Job Sheet) ใบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน (E.S)

แบบทดสอบ (Test Paper) สไลด์ (Slides)

10

20

30

1

40

50

60

70

80

90

100 110 120 130 140 150

2


8 5. กิจกรรมการเรียนรู้ (Teaching / Learning Activities) - ปฐมนิเทศรายวิชา (Course Orientation) หัวเรื่อง (Sub Unit) : รู้จกั เกี่ยวกับภาษาซี เรื่อง (Topic) : แนะนาภาษาซี ประวัติภาษาซี ขันน ้ าเข้ าสูบ่ ทเรียน (Motivation) ครูกล่าวถึงสาหรับเนื ้อหาในบทนี ้จะกล่าวถึงความรู้เบื ้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาC โดยประกอบไปด้ วย เรื่อง ประวัติความเป็ นมาของภาษา C โครงสร้ างอย่างง่ายของโปรแกรมภาษา C คาอธิบายในโปรแกรมภาษา C ขันตอนการพั ้ ฒนาโปรแกรมภาษาC ข้ อมูลของภาษา C ขันการให้ ้ เนื ้อหาความรู้ (Information) ความหมายของ PDCA PDCA คือวงจรการบริหารงานคุณภาพ ประกอบด้ วย P = Plan คือการวางแผนจากวัตถุประสงค์ และเป้าหมายมราได้ กาหนดขึ ้น D = Do คือการปฏิบตั ิตามขันตอนในแผนงานที ้ ่ได้ เขียนไว้อย่างเป็ นระบบและมีความต่อเนื่อง C = Check คือ การตรวจสอบผลการดาเนินงานในแต่ละขันตอนของแผนงานว่ ้ ามีปัญหาอะไรเกิดขึ ้น จาเป็ นต้ อง เปลี่ยนแปลงแก้ ไขแผนงานในขันตอนใดบ้ ้ าง A = Action คือ การปรับปรุงแก้ ไขส่วนที่มีปัญหา หรื อถ้ าไม่มีปัญหาใดๆ ก็ยอมรับแนวทางการปฏิบตั ิตามแผนงานที่ได้ ผล สาเร็จ เพื่อนาไปใช้ ในการทางานครัง้ ต่อไป เมื่อได้ แผนงาน (P) นาไปปฏิบตั ิ (D) ระหว่างปฏิบตั ิก็ดาเนินการตรวจสอบ(C) พบปั ญหาก็ทาการแก้ ไขหรือ ปรับปรุง (A) การปรับปรุงก็เริ่มจากการวางแผนก่อน วนไปเรื่อยๆ จึงเรียกวงจร PDCA ประโยชน์ ของ PDCA มีดังนี ้ 1. การวางแผนงานก่ อนการปฏิบัติงาน จะทาให้ เกิดความพร้ อมเมื่อได้ ปฏิบตั ิงานจริ ง การวางแผนงานควรวางให้ ครบ 4 ขัน้ ดังนี ้ 1. ขันการศึ ้ กษา คือการวางแผนศึกษาข้ อมูล วิธีการ ความต้ องการของตลาด ข้ อมูลด้ านวัตถุดิบ ด้ านทรัพยกรที่มี อยู่หรืองเงินทุน เป็ นต้น 2. ขันเตรี ้ ยมงาน คือการวางแผนเตรียมงานด้ านสถานที่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ความพร้ อมของพนักงาน อุปกรณ์ เครื่องจักร วัตถุดบิ เป็ นต้ น 3. ขันด ้ าเนินงาน คือการวางแนวทางการปฏิบตั ิงานของแต่ละส่วนแต่ละฝ่ าย เช่น ฝ่ ายผลิต ฝ่ ายขาย ฝ่ ายโฆษณา เป็ นต้น 4. ขันการประเมิ ้ นผล คือการวางแผนหรือเตรียมการประเมินผลอย่างเป็ นระบบ เช่น ประเมินจากยอดการ


9 จาหน่าย ประเมินจากคาติชมของลูกค้ า หรือประเมินจากเครื่องมือที่สร้ างขึ ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ ผลทีได้ จากการประเมิน เกิดความเที่ยงตรง 2. การปฏิบัติตามแผนงาน ทาให้ ทราบขั ้นตอน วิธีการ และสามารถเตรียมงานล่างหน้ าหรือทราบอุปสรรคล่วงหน้ าด้ วย ดังนั ้น การ ปฏิบตั ิงานก็จะเกิดความราบรื่น และเรี ยบร้ อย นาไปสูเ่ ป้าหมายที่กาหนดไว้ 3. การตรวจสอบ ให้ ได้ ผลที่เที่ยงตรงเชื่อถือได้ ประกอบด้ วย 3.1 ตรวจสอบจากเป้าหมายที่ได้ กาหนดไว้ 3.2 มีเครื่องมือที่เชื่อถือได้ 3.3 มีเกณฑ์กการตรวจสอบที่ชดั เจน 3.4 มีกาหนดเวลาการตรวจที่แน่นอน 3.5 บุคลกรที่ทาการตรวจสอบต้ องได้ รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องเมื่อการตรวจสอบได้ รับการยอมรับ การ ปฏิบตั ิงาน ขั ้นต่อไปก็ดาเนินต่อไปได้ 4. การปรั งปรุ งแก้ ไข ข้ อบกพร่องที่เกิดขึ ้น ไม่ว่าจะเป็ นขั ้นตอนใดก็ตาม เมื่อมีการปรับปรุ งแก้ ไขคุณภาพก็จะเกิดขึ ้น ดังนั ้น วงจร PDCA จึงเรียกว่า วงจรบริหารงานคุณภาพ

ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสัง่ ที่โปรแกรมเมอร์เขียนเพื่อใช้ สงั่ งานตามรูปแบบ และโครงสร้ างของภาษาซึ่งแบ่งได้ 3 ระดับดังนี ้คือ 1. ภาษาระดับต่า (Low Level Language) เป็ นภาษาที่มนุษย์ทาความเข้ าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีความเข้าใจ เกี่ยวกับสถาปั ตยกรรมคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็ นอย่างดีจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมสัง่ งานได้ มีข้อดีในส่วนที่เขียน โปรแกรมควบคุมอาร์ดาแวร์แต่ละ ส่วนได้ โดยตรงจึงทางานได้ เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ ในการพัฒนาโปรแกรม ตัวอย่างของ ภาษาระดับต่าได้ แก่ ภาษาเครื่อง (Machine Language) และภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) เป็ นต้ น 2. ภาษาระดับกลาง (Medium Level Language) เป็ นภาษาที่ทาความเข้ าใจได้ ไม่ยากนัก เพราะมีลกั ษณะ เป็ นภาษาแบบโครงสร้ าง ทาความเข้ าใจได้ เหมือนกับภาษาระดับสูงแต่ทางานได้ รวดเร็วเหมือนกับภาษาระดับต่า สามารถใช้ บนเครื่องที่มีความเร็วต่างกันโดยไม่ต้องดัดแปลง ภาษาระดับกลางจึงเป็ นที่นิยมใช้ กนั แพร่หลาย ตัวอย่ างของ ภาษาระดับกลาง ได้ แก่ ภาษาซี เป็ นต้ น 3. ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็ นภาษาที่ทาความเข้ าใจได้ ง่าย มีลกั ษณะของ การใช้ คาสัง่ เป็ นภาษาอังกฤษซึ่งใกล้ เคียงกับภาษามนุษย์มากการสัง่ ให้ คอมพิวเตอร์ทางานจะต้ องมีการแปลความหมาย ของคาสัง่ โดยใช้ ตวั แปลภาษาทีละชุดคาสัง่ ที่เรียกว่า Interpreter หรือแปลครัง้ เดียวทังโปรแกรมที ้ ่เรียกว่า Compiler ประวัติความเป็ นมาของภาษา C ภาษา C ถูกสร้ างขึ ้นครัง้ แรก โดย Dennis M.Ritchie ซึ่งทางานอยูท่ ี่ Bell Telephone Laboratories, Inc. (ปั จจุบนั นี ้คือ AT&T Bell Laboratories) ประมาณปี ค.ศ.1970 โดย Ritchie พัฒนาภาษา C มาจาก


10 ภาษา BCPL และภาษา B ซึ่งในระยะแรกนี ้ภาษา C ถูกนามาใช้ ภายใน Bell Laboratories เท่านัน้ จนกระทัง่ ปี ค.ศ.1978 Brian W.Kerninghan และ Dennis M. Ritchie ได้ กาหนดนิยาม ลักษณะ และรายละเอียดของ ภาษา C ขึ ้น โดยเขียนหนังสือชื่อว่า “The C Programming Language” (สานักพิมพ์ Prentice Hall) ออกมาเป็ น เล่มแรกต่อมาบริษัทคอมพิวเตอร์ตา่ ง ๆ ได้ เริ่มสนใจ และค้ นคว้ าพัฒนาภาษา C โดยอ้ างอิง ภาษา C ของ Kernighan และ Ritchie ทาให้ มีการพัฒนา C compiler และ C interpreter ขึ ้นมาเพื่อให้ สามารถ ใช้ กบั เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ หลาย ๆ ชนิด และสามารถใช้ กบั โปรแกรมต่าง ๆ ที่บริษัทผลิตขึ ้นเป็ นการค้ า จนกระทัง่ ปี ค.ศ.1985 ภาษา C ก็ได้ รับความนิยมแพร่หลายไปทัว่ โลก ซึ่งในช่วงนันภาษา ้ C ที่ใช้ กนั อยู่มีมากมายหลาย ชนิด แล้ วแต่บริษัทต่าง ๆ จะสร้ างขึ ้นซึ่งยังขาดมาตรฐานร่วมกัน ดังนันในปี ้ ค.ศ.1988 Kernighan และ Ritchie จึงได้ ร่วมกับสถาบัน ANSI(American National Standards Institute) ได้ กาหนดนิยาม ลักษณะและ กฎเกณฑ์ของภาษา C ที่เป็ นมาตรฐานขึ ้นเรียกว่า “ANSI C” ซึ่งปั จจุบนั นี ้บริษัทที่ผลิตภาษา C ไม่วา่ จะเป็ น บริษัท Microsoft และบริษัท Borland ต่างก็ใช้ มาตรฐานของ ANSI C เพื่อผลิตภาษา C รุ่นต่าง ๆ ต่อไป ขันการประยุ ้ กต์เนื ้อหา (Application) 1. ครูให้ นกั เรียนทาใบงาน ความรู้ความจาเรื่อง หลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี ขันตรวจผลส ้ าเร็จ (Progress) 1. ครูสมุ่ ถามนักเรียนเรื่องของหลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี 2. ครูตรวจใบงานที่นกั เรียนทาเสร็จแล้ ว เรื่อง (Topic) : คุณลักษณะสาคัญของโปรแกรมในภาษาซี ขันน ้ าเข้ าสูบ่ ทเรียน (Motivation) ครูกล่าวถึงโปรแกรมภาษาซี ที่นกั เรียนเคยเขียนมาและที่เรียนมาแล้ ว นัน่ คือ โปรแกรมภาษา Q-BASIC ซึ่งครูก็ แนะให้ นกั เรียนเห็นว่า โปรแกรม Text Mode ยังมีอีกหลายโปรแกรม เช่น PASCAL , TURBO C , C++ ขันการให้ ้ เนือ้ หาความรู้ (Information) เริ่มต้ นทางานขันตอนแรกด้ ้ วยการเขียนโปรแกรมลงบนเอดิเตอร์ที่เรียกว่า Source code แล้ วทาการบันทึกไฟล์ เมื่อบันทึกเสร็จแล้ วให้ ทาการคอมไพล์โปรแกรมเพื่อแปลง Source Code ให้ เป็ น Object Code แล้ วโปรแกรมจะทาการ Link เชื่อต่อกับชุดคาสัง่ เสริมที่อยูใ่ น Library file ถ้ าไม่มีข้อผิดพลาด จะได้ ไฟล์ที่มีสว่ นขยายเป็ น EXE สามารถรัน โปรแกรมใช้ งานได้ การพัฒนาโปรแกรมภาษา C มีขนตอนดั ั้ งนี ้ 1) เขียนโปรแกรมต้ นฉบับ (source program) ด้ วยภาษา C ใช้ โปรแกรม Turbo C/ C++ เพื่อเขียนโปรแกรมต้ นฉบับด้ วยภาษา C จากนันบั ้ นทึกโปรแกรมพร้ อมกับ ตังชื ้ ่อแฟ้มไว้ แฟ้มที่ได้ จะมีนามสกุล *.c หรือ *.cpp เช่น simple.c หรือ simple.cpp เป็ นต้น นอกจากนี ้ยังสามารถ ใช้ โปรแกรม Turbo C/C++ เขียนโปรแกรมภาษา C++ ได้ อีกด้ วย


11 2) แปลโปรแกรมภาษา C ไปเป็ นโปรแกรมภาษาเครื่อง (object program) ใช้ คาสัง่ compile เพื่อแปลโปรแกรมภาษา C ไปเป็ นโปรแกรมภาษาเครื่อง แฟ้มที่ได้จะมี นามสกุล *.obj ซึ่งในขันตอนนี ้ ้โปรแกรมต้นฉบับอาจเกิดความผิดพลาดทางไวยกรณ์ภาษา (syntax error) ขึ ้นได้ จึง ต้ องย้ อนกลับไปแก้ ไขโปรแกรมต้ นฉบับในข้ อ 1. ให้ ถกู ต้องเสียก่อน 3) เชื่อมโยง (link) โปรแกรมภาษาเครื่องเข้ ากับ library function ของภาษา C จะได้ เป็ น execute program โดยใช้ คาสัง่ link แฟ้มที่ได้ จะมีนามสกุล *.exe 4) สัง่ ให้ execute program แสดงผลลัพธ์ออกมา โดยใช้ คาสัง่ run ในขันตอนนี ้ ้ผู้เขียนโปรแกรม ควร ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรมว่าตรงกับความต้ องการของเราหรือไม่ ถ้ าผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ตรงกับความต้ องการให้ กลับไปแก้ ไขโปรแกรมต้ นฉบับใน ข้ อ 1. เสร็จแล้ วทาขันตอน ้ ข้ อ 2. ถึง ข้ อ 4. ซ ้าอีก ทาซ ้าเช่นนี ้จนกว่าจะได้ ผลลัพธ์ที่ ต้ องการ หมายเหตุ ใน ทางปฏิบตั ิ การ compile/ link/ run ในโปรแกรม Turbo C/C++ สามารถทาให้ พร้ อมกัน ทัง้ 3 ขันตอน ้ คือใช้ คาสัง่ Ctrl + F9 (กดปุ่ ม Ctrl และปุ่ ม F9 พร้ อมกัน) โดยสรุปเราสามารถเขียนผังงานแสดง ขันตอนการพั ้ ฒนาโปรแกรมภาษา C ได้ ดงั นี ้

รูปผังงานแสดงขันตอนการพั ้ ฒนาโปรแกรมภาษา C ขันการประยุ ้ กต์เนื ้อหา (Application) 1. ครูให้ นกั เรียนทาใบงาน ความรู้ความจาเรื่อง หลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลัก ษณะของภาษาซี ขันตรวจผลส ้ าเร็จ (Progress)


12 1. ครูสมุ่ ถามนักเรียนเรื่องของหลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี 2. ครูตรวจใบงานที่นกั เรียนทาเสร็จแล้ ว 6. การบูรณาการ (Integrated) 6.1 เนือ้ หาที่บูรณาการ (Content) 6.2 ขัน้ ตอนการจัดทา (Process) 7. สื่อ – อุปกรณ์ (Materials) 1. ใบความรู้เรื่อง การใช้ งานโปรแกรมภาษาซี 2. ใบงานรู้เรื่อง การใช้ งานโปรแกรมภาษาซี 8. การวัด และประเมินผล (Measurement and Evaluation) 1. สังเกตพฤติกรรมการเรียนจากการแสดงความคิดเห็น และการถามตอบในชันเรี ้ ยน 2. การตรวจผลงานการทาใบงานภายในห้ องเรียน 3. ผลการวัดได้ ประเมินผลผ่านเกณฑ์ 80% ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทกุ ข้ อ 9. กิจกรรมเสนอแนะ (Optional Activities) ครูแนะให้ นกั เรียนเห็นว่าการที่เราสามารถคาดคะเนปัญหาที่จะเกิดขึ ้นข้ างหน้ านันเพราะอะไรเราจะหาทาง ้ ป้องกันอย่างไร ครูแนะนาให้ นกั เรียนไปศึกษาเพิ่มเติม โดยการเป็ นคนช่างสังเกตุ


13 10. รายละเอียดการปรับปรุง / พัฒนาการสอน (Teacher’s comment of the teaching) รหัสวิชา (Subject Code) 3204-2008 วิชา (Subject) การเขียนโปรแกรมภาษาซี ระดับ (Level) ปวส.2 อาจารย์ ผ้ ูสอน (Teacher)……………………................................................................................. สัปดาห์ ท่ ี (Week) ..........

รายการ (Description) 1. แผนการสอน (Teaching Plan)

ปั ญหาที่พบ (Problems Occurred)

แนวทางการปรับปรุง/พัฒนาการสอน (Improvement)

……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………

2. ผู้สอน (Teacher)

……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………

3. ผู้เรียน (Student)

……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………

ข้ อเสนอแนะ (Suggestions) …………………………………………………………………………………….............. ………………………………………………………………………………………………………………………….. (…………………………………….……………………….) (หัวหน้ าแผนก Head of Department / ครูแกนนา Leader Teacher) ตรวจสอบโดย (Audit by) ……………………………………………………………………………………................. ………………………………………………………………………………………………………………………… (…………………………………….……………………….) (ผู้ช่วยผู้อานวยการฝ่ ายวิชาการAssistant Director for Academics / รองผู้ช่วยผู้อานวยการฝ่ ายวิชาการ Deputy Assistant of Academic)


14 ใบความรู้ท่ ี 1 (Information Sheet No. 1) หน่ วยที่ (Unit) 1 : ลักษณะของภาษาซี เรื่อง (Topic) : รู้จกั เกี่ยวกับภาษาซี วิชา การเขียนโปรแกรมภาษาซี รหัสวิชา 3204-2008 ใบความรู้สัปดาห์ ท่ ี 1 หลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสัง่ ที่โปรแกรมเมอร์เขียนเพื่อใช้ สงั่ งานตามรูปแบบ และโครงสร้ างของภาษาซึ่งแบ่งได้ 3 ระดับดังนี ้คือ 1. ภาษาระดับต่า (Low Level Language) เป็ นภาษาที่มนุษย์ทาความเข้ าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีความเข้าใจ เกี่ยวกับสถาปั ตยกรรมคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็ นอย่างดีจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมสัง่ งานได้ มีข้อดีในส่วนที่เขียน โปรแกรมควบคุมอาร์ดาแวร์แต่ละ ส่วนได้ โดยตรงจึงทางานได้ เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ ในการพัฒนาโปรแกรม ตัวอย่างของ ภาษาระดับต่าได้ แก่ ภาษาเครื่อง (Machine Language) และภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) เป็ นต้ น 2. ภาษาระดับกลาง (Medium Level Language) เป็ นภาษาที่ทาความเข้ าใจได้ ไม่ยากนัก เพราะมีลกั ษณะ เป็ นภาษาแบบโครงสร้ าง ทาความเข้ าใจได้ เหมือนกับภาษาระดับสูงแต่ทางานได้ รวดเร็วเหมือนกับภาษาระดับต่า สามารถใช้ บนเครื่องที่มีความเร็วต่างกันโดยไม่ต้องดัดแปลง ภาษาระดับกลางจึงเป็ นที่นิยมใช้ กนั แพร่หลาย ตัวอย่างของ ภาษาระดับกลาง ได้ แก่ ภาษาซี เป็ นต้ น 3. ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็ นภาษาที่ทาความเข้ าใจได้ ง่าย มีลกั ษณะของ การใช้ คาสัง่ เป็ นภาษาอังกฤษซึ่งใกล้ เคียงกับภาษามนุษย์มากการสัง่ ให้ คอมพิวเตอร์ทางานจะต้ องมีก ารแปลความหมาย ของคาสัง่ โดยใช้ ตวั แปลภาษาทีละชุดคาสัง่ ที่เรียกว่า Interpreter หรือแปลครัง้ เดียวทังโปรแกรมที ้ ่เรียกว่า Compiler ประวัติความเป็ นมาของภาษา C ภาษา C ถูกสร้ างขึ ้นครัง้ แรก โดย Dennis M.Ritchie ซึ่งทางานอยูท่ ี่ Bell Telephone Laboratories, Inc. (ปั จจุบนั นี ้คือ AT&T Bell Laboratories) ประมาณปี ค.ศ.1970 โดย Ritchie พัฒนาภาษา C มาจาก ภาษา BCPL และภาษา B ซึ่งในระยะแรกนี ้ภาษา C ถูกนามาใช้ ภายใน Bell Laboratories เท่านัน้ จนกระทัง่ ปี ค.ศ.1978 Brian W.Kerninghan และ Dennis M. Ritchie ได้ กาหนดนิยาม ลักษณะ และรายละเอียดของ ภาษา C ขึ ้น โดยเขียนหนังสือชื่อว่า “The C Programming Language” (สานักพิมพ์ Prentice Hall) ออกมาเป็ น เล่มแรกต่อมาบริษัทคอมพิวเตอร์ตา่ ง ๆ ได้ เริ่มสนใจ และค้ นคว้ าพัฒนาภาษา C โดยอ้ างอิง ภาษา C ของ Kernighan และ Ritchie ทาให้ มีการพัฒนา C compiler และ C interpreter ขึ ้นมาเพื่อให้ สามารถ ใช้ กบั เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ หลาย ๆ ชนิด และสามารถใช้ กบั โปรแกรมต่าง ๆ ที่บริษัทผลิตขึ ้นเป็ นการค้ า จนกระทัง่


15 ปี ค.ศ.1985 ภาษา C ก็ได้ รับความนิยมแพร่หลายไปทัว่ โลก ซึ่งในช่วงนันภาษา ้ C ที่ใช้ กนั อยู่มีมากมายหลาย ชนิด แล้ วแต่บริษัทต่าง ๆ จะสร้ างขึ ้นซึ่งยังขาดมาตรฐานร่วมกัน ดังนันในปี ้ ค.ศ.1988 Kernighan และ Ritchie จึงได้ ร่วมกับสถาบัน ANSI(American National Standards Institute) ได้ กาหนดนิยาม ลักษณะและ กฎเกณฑ์ของภาษา C ที่เป็ นมาตรฐานขึ ้นเรียกว่า “ANSI C” ซึ่งปั จจุบนั นี ้บริษัทที่ผลิตภาษา C ไม่วา่ จะเป็ น บริษัท Microsoft และบริษัท Borland ต่างก็ใช้ มาตรฐานของ ANSI C เพื่อผลิตภาษา C รุ่นต่าง ๆ ต่อไป เริ่มต้ นทางานขันตอนแรกด้ ้ วยการเขียนโปรแกรมลงบนเอดิเตอร์ที่เรียกว่า Source code แล้ วทาการบันทึกไฟล์ เมื่อบันทึกเสร็จแล้ วให้ ทาการคอมไพล์โปรแกรมเพื่อแปลง Source Code ให้ เป็ น Object Code แล้ วโปรแกรมจะทาการ Link เชื่อต่อกับชุดคาสัง่ เสริมที่อยูใ่ น Library file ถ้ าไม่มีข้อผิดพลาด จะได้ ไฟล์ที่มีสว่ นขยายเป็ น EXE สามารถรัน โปรแกรมใช้ งานได้ การพัฒนาโปรแกรมภาษา C มีขนตอนดั ั้ งนี ้ 1) เขียนโปรแกรมต้ นฉบับ (source program) ด้ วยภาษา C ใช้ โปรแกรม Turbo C/ C++ เพื่อเขียนโปรแกรมต้ นฉบับด้ วยภาษา C จากนันบั ้ นทึกโปรแกรมพร้ อมกับ ตังชื ้ ่อแฟ้มไว้ แฟ้มที่ได้ จะมีนามสกุล *.c หรือ *.cpp เช่น simple.c หรือ simple.cpp เป็ นต้น นอกจากนี ้ยังสามารถ ใช้ โปรแกรม Turbo C/C++ เขียนโปรแกรมภาษา C++ ได้ อีกด้ วย 2) แปลโปรแกรมภาษา C ไปเป็ นโปรแกรมภาษาเครื่อง (object program) ใช้ คาสัง่ compile เพื่อแปลโปรแกรมภาษา C ไปเป็ นโปรแกรมภาษาเครื่อง แฟ้มที่ได้จะมี นามสกุล *.obj ซึ่งในขันตอนนี ้ ้โปรแกรมต้นฉบับอาจเกิดความผิดพลาดทางไวยกรณ์ภาษา (syntax error) ขึ ้นได้ จึง ต้ องย้ อนกลับไปแก้ ไขโปรแกรมต้ นฉบับในข้ อ 1. ให้ ถกู ต้องเสียก่อน 3) เชื่อมโยง (link) โปรแกรมภาษาเครื่องเข้ ากับ library function ของภาษา C จะได้ เป็ น execute program โดยใช้ คาสัง่ link แฟ้มที่ได้ จะมีนามสกุล *.exe 4) สัง่ ให้ execute program แสดงผลลัพธ์ออกมา โดยใช้ คาสัง่ run ในขันตอนนี ้ ้ผู้เขียนโปรแกรม ควร ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรมว่าตรงกับความต้ องการของเราหรือไม่ ถ้ าผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ตรงกับความต้ องการให้ กลับไปแก้ ไขโปรแกรมต้ นฉบับใน ข้ อ 1. เสร็จแล้ วทาขันตอน ้ ข้ อ 2. ถึง ข้ อ 4. ซ ้าอีก ทาซ ้าเช่นนี ้จนกว่าจะได้ ผลลัพธ์ที่ ต้ องการ


16 หมายเหตุ ใน ทางปฏิบตั ิ การ compile/ link/ run ในโปรแกรม Turbo C/C++ สามารถทาให้ พร้ อมกัน ทัง้ 3 ขันตอน ้ คือใช้ คาสัง่ Ctrl + F9 (กดปุ่ ม Ctrl และปุ่ ม F9 พร้ อมกัน) โดยสรุปเราสามารถเขียนผังงานแสดง ขันตอนการพั ้ ฒนาโปรแกรมภาษา C ได้ ดงั นี ้

รูป ผังงานแสดงขันตอนการพั ้ ฒนาโปรแกรมภาษา C


17

ใบงานสัปดาห์ ท่ ี 1 หลักการเบื่องต้ นของโปรแกรมภาษาซีและลักษณะของภาษาซี คาชีแ้ จง ให้ นกั เรียนปฏิบตั ติ ามขันตอนข้ ้ างล่างนี ้ 1. พิมพ์โปรแกรมลงในหน้ าจอเอดิเตอร์

2.ทาการบันทึกไฟล์ด้วยการคลิกเมาส์ที่เมนู File แล้ วเลือกคาสัง่ Save หรือกดปุ่ ม F2 แล้ วใส่ชื่อไฟล์ practice_01 โปรแกรมจะทาการบันทึกไฟล์และมีสว่ นขยายเป็ น CPP 3.ทา การคอมไฟล์โปรแกรมเพื่อแปล Source Code ให้ เป็ น Object Code ด้ วยการกดปุ่ ม Alt+F9 หรือนาเมาส์ไปคลิกที่ เมนู Compile แล้ วเลือกคาสัง่ Compile

4.ถ้ าพิมพ์โปรแกรมถูกต้ องคอมไพล์ผา่ น จะปรากฏข้ อความ Warning : 0 และ Error : 0 หมายความว่าไม่มีข้อควรระวัง และไม่มีข้อผิดพลาด ด้ านล่างจะมีข้อความ Success : Press any key ให้ กดคีย์ใด ๆ เพื่อทางานต่อไป 5.เมื่อ รันโปรแกรมเสร็จจะกลับมายังหน้ าจอเอดิเตอร์ ซึ่งทาให้ เราดูผลลัพธ์ไม่ทนั ให้ กดปุ่ ม Alt+F5 หรือคลิกที่เมนู


18 Window แล้ วเลือกคาสัง่ User Screen จะปรากฏผลการรันของโปรแกรมค้ างอยู่ ในที่นี ้คือข้ อความ What is your name?

6.กดปุ่ ม Enter หนึ่งครัง้ เพื่อกลับสูห่ น้ าจอเอดิเตอร์ แล้ วพิมพ์ข้อความต่อจากฟั งก์ชนั Printf ให้ เหมือนกับตัวอย่าง

7. ทาการคอมไพล์โปรแกรมด้ วยการกดปุ่ ม Alt+F9 จะปรากฏข้ อความแจ้ งเตือนข้ อผิดพลาด ให้ กดปุ่ ม Enter เพื่อกลับไป ทาการแก้ ไขโดยการคลิกเมาส์บริเวณหน้ าจอแล้ วทาการ Drag Mouse ที่บริเวณฟั งก์ชนั getch ให้ ถกู เลือกจนปรากฏแถบ สี


19

8.กดปุ่ ม Ctrl+F1 เพื่อศึกษาสิ่งที่นิยามไว้ สาหรับฟังก์ชนั getch(); นัน่ ก็คือ conio.h เพราะฉะนันให้ ้ พิมพ์โปรแกรมเพิ่มดัง ตัวอย่าง

9. ทาการคอมไพล์และรันโปรแกรม ผลการรันจะปรากฏข้ อความ What is your name? ที่มมุ ด้ านซ้ ายของจอภาพค้างรอ ไว้ จนกว่าจะมีการกดแป้นพิมพ์หนึ่งครัง้ จึงจะกลับสูห่ น้ าจอเอดิเตอร์ 10.ให้ ทาการรันโปรแกรม 3 ครัง้ ซึ่งมีผลทาให้ ข้อควา What is your name? ปรากฏ 3 ครัง้ เช่นเดียวกัน


20

11. กดปุ่ ม Enter เพื่อกลับสูห่ น้ าจอเอดิเตอร์ แล้ วทาการพิมพ์ฟังก์ชนั clrscr(); เพิ่มดังตัวอย่าง จากนันท ้ าการคอมไพล์ แล้ วรันโปรแกรม

12. เมื่อรันโปรแกรม ข้ อความ What is your name? จะแสดงที่มมุ บนด้ านซ้ ายของจอภาพเพียงข้ อความเดียวให้ Drag Mouse ที่บริเวณฟังก์ชนั clrscr(); ให้ ปรากฏแถบสี


21

13. กดปุ่ ม Ctrl+F1 เพื่อศึกษาสิ่งที่นิยามไว้ ในฟั งก์ชนั clrscr(); นัน่ ก็คือ conio.h นัน่ เอง 14. พิมพ์โปรแกรมเพิ่มดังตัวอย่างแล้ วรันโปรแกรม สังเกตุผลลัพธ์ที่เกิดขึ ้น

15.ผลลัพธ์ที่ได้ คือข้ อความ Hello และ How are you จะพิมพ์ติดกัน 16.ให้ พิมพ์ \n นาหน้ า How are you ดังตัวอย่างแล้ วทดลองรันอีกครัง้ printf(“\nHow are you”); 17.ผลการรันโปรแกรมจะแตกต่างจากเดิมคือข้ อความ Hello และ How are you จะพิมพ์คนละบรรทัดแสดงว่า \n สัง่ ให้ ขึ ้นบรรทัดใหม่


22 18.เปลี่ยน \n เป็ น \t นาหน้ า How are you ดังตัวอย่างแล้วทดลองรันอีกครัง้ printf(“\tHow are you”); 19.ผลการรันโปรแกรมคือข้ อความ My name is somjai. จะเว้ นระยะไปทางขวาห่างจากข้ อความคาว่า What is your name? 1 Tab แสดงว่า \t สัง่ ให้ เว้ นระยะไปทางขวา 1 Tab 20.อธิบายโปรแกรมในแต่ละบรรทัด

21.พิมพ์โปรแกรมตามตัวอย่างดังนี ้ แล้ วทาการบันทึกไฟล์ด้วยการคลิกเมาส์ที่เมนู File แล้ วเลือกคาสัง่ Save หรือกดปุ่ ม F2 แล้ วใส่ชื่อไฟล์ practice_02


23 22. ผลการรันโปรแกรมคือ 5+3 = 8 23.ฝึ กเขียนโปรแกรมพิมพ์เลขยกกาลังแล้ วอธิบายความหมายของคาสัง่ ให้ สมบูรณ์ แล้ วทาการบันทึกไฟล์ด้วยการคลิก เมาส์ที่เมนู File แล้ วเลือกคาสัง่ Save หรือกดปุ่ ม F2 แล้ วใส่ชื่อไฟล์ Begin_03

C week1