Issuu on Google+

เที่ยวเลียบคลอง ผู้ทรงกอบกูเอกราชของชาติไทย

พิพิธภัฑณ์เก็บของเก่า

“ตลาดพลู” สิริมงคลจีน ณ วัดราชโอรส ฉัตรต้ องมี 9 ชัน้

สัมผัสวัฒนธรรม ประชาชน ณ 53215105242627

คลองบางกอกใหญ่


สวั ส ดี ค ะ ในช่ ว งที่ เ มื อ งไทยอากาศร้ อ นมากจนแทบจะ ออกมาเดิ น ข้ า งนอกกั น ไม่ ไ หว ก็ พ ลั น ชวนให้ คิ ด ถึ ง บรรยากาศ สบายๆ นั่งรับลมเย็นๆ ริมน้้า วันนี้เราจะพาผู้อ่านไปล่องเรือรับลม เย็ นกั นกลางแม่ น้าเจ้าพระยา สั มผั ส บรรยากาศชี วิต ริ มฝั่ งคลอง พร้อมทั้งศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนริมคลองบางกอก ใหญ่หรือคลองบางหลวง แวะเที่ยววัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจ้ารัชกาลที่ 3 ชมศิลปะจีน ซึ่งนับเป็นวัดแรกที่เป็นวัดที่คิด สร้างออกนอกแบบอย่างวัดไทยสมัยก่อน พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์วัด หนัง พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ ศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สมัยก่อนที่มีชีวิตกลมกลืนอยู่กับสายน้้าริมฝั่งคลอง พร้อมพาตาม รอยพระเจ้าตากสินมหาราช กษัตริ ย์แห่งกรุงธนบุ รี และสุดท้าย พาไปลัดเลาะชิมอาหารชื่อดัง ย่านตลาดพลู บางครั้งการที่เราออกไปท้ างานทุกวัน พบเจอผู้ค น ใช้ ชีวิตอยู่บนความวุ่นวายในเมืองหลวง ลองเจียดเวลาสักวัน มานั่ง เรือเล่น ปล่อยความคิด สัมผัสกับความเรียบง่ายของชีวิตชาวบ้านดู บ้าง ก็นับเป็นการพักผ่อนสมองอีกวิธีหนึ่ง ให้สมองได้สุดออกซิเจน พร้อมท้างานในวันต่อไป หรืออาจจะได้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต จากการสัมผัสอีกมุมอีกมุมหนึ่ง มุมเล็กที่เงียบสงบของเมืองกรุงที่ไม่ เคยหลับใหล “กรุงเทพมหานคร” บรรณาธิการ


• • • • • • • •


EXPOLRE “คลอง” เป็นทรัพยากรแหล่งน้้าที่มีความส้าคัญต่อวิถีชีวิตของชาวไทย สืบเนื่อง ตั้งแต่อดีต เป็นแหล่งส้า คัญทางยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ เส้นทางสัญ จร แหล่งอุปโภค บริโภค บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมประเพณี บทกวี และสายใยเชื่อมโยงชีวิตของชุมชน


คลองบางกอกใหญ่ เป็ น หนึ่ ง ในคลองที่ ส้ า คั ญทางประวั ติ ศ าสตร์ ยั ง คงทิ้ ง ร่องรอยของสถานที่ส้า คัญ โบราณสถาน ศาสนสถาน และโบราณวัตถุ บริเวณริมฝั่ง คลองซึ่งสะท้อนการผสมผสานของวัฒนธรรมประจ้าชาติและนานาประเทศ ท้าให้หวนร้าลึก ถึงภาพอดีตแห่งความรุ่งโรจน์ของบ้านเมือง และน้าไปสู่ความภูมิใจของอนุชนรุ่นหลังที่ จะต้องศึกษา และอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่านั้นไว้


สองฝั่งคลองบางกอกใหญ่มีวัดอยู่หลายวัด เช่น วัดกัลยาณมิตร วัดโมลีโลกยาราม วัดหงส์รัตนาราม สัดสังข์กระจาย วัดเวฬุราชิน วัดอินทราราม วัดจันทราราม วัดราชคฤห์ วัดปากน้้าภาษีเจริญ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และนอกจากนั้นยัง ผ่านย่านธุรกิจการค้า เช่ น โรงสี โรงถ่า น สวนผลไม้ ย่า นตลาดพลู ย่า นกุฏิ จีน และสถาปั ตยกรรมและ สถานที่ส้าคัญอื่นๆ อาทิ ป้อมวิชัยประสิทธิ์ พระบรมราชานุสาวรีสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช โบสถ์ซางตาครู้ส มัสยิดต้นสน มัสยิดตึกขาว มัสยิดตึกแดง


สมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราช พระผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย สมเด็จ พระเจ้ าตากสิ นมหาราชเป็ นนามของวี ร กษัตริ ย์สําคัญยิ่งพระองค์หนึ่งของชาติ ไทย ทรงกอบ กู้เ อกราชของชาติไ ด้ สําเร็ จในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และ ทรงปราบดาภิเษกเป็ นกษัตริ ย์พร้ อมกับสถาปนากรุ ง ธนบุรีเป็ นราชธานี

ทรงพระราชสมภพ สมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราชมีพระนามเดิมว่า สิน ทรงพระราชสมภพเมื่ อ พ.ศ. ๒๒๗๗ พระราช บิดาเป็ นคนจีน ชื่อ ไหฮอง มาจากประเทศจีน และ ได้ ตั ้งถิ่นฐานในเมื องไทย มารดาเป็ นคนไทยชื่อ นก เอี้ยง

การทางาน และการรั บราชการก่ อนเสด็จขึ้น ครองราชย์

ตากสินมหาราชก่อนเสด็จขึ ้นครองราชย์นั ้น หลักฐาน บางแห่ ง เชื่ อ ว่ า ทรงเคยเป็ นพ่ อ ค้ าเกวี ย น มี ความสามารถพิเศษด้ านกฎหมาย ช่วยกรมการเมือง ชํ า ระความของราษฎรภาคเหนื อ อยู่ เ ป็ นประจํ า ต่อมาได้ รับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัว บรมโกศจนถึ ง แผ่ น ดิ น สมเด็ จ พระเจ้ า เอกทัศ ใน ตําแหน่งมหาดเล็กรายงาน เป็ นข้ าหลวงเชิญท้ องตรา พระราชสีห์ขึน้ ไปชําระความตามหัวเมื องเหนือ เป็ น ยกกระบัตรเมื อ งตาก ปฏิ บัติหน้ าที่ ด้านกฎหมาย ช่วยราชการเจ้ าเมืองตาก เป็ นพระยาตาก แทนพระ ยาตาก เจ้ าเมืองคนเดิมซึ่งถึงแก่อนิจกรรม คนทัว่ ไป จึง เรี ย กขานพระองค์ ว่า พระยาตากสิน โดยนําชื่ อ เดิมของพระองค์ไปรวมกับตําแหน่ง เพื่อให้ ชดั เจนว่า หมายถึงพระยาตากคนใด

การทํางานและการรับราชการของสมเด็จพระเจ้ า ที่มา : หนังสือธนบุรีศรี มหาสมุทร


การตั้งราชธานี

เดิมทีสมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราชมี พระราชประสงค์ จะปฏิสงั ขรณ์พระนครศรี อยุธยาให้ เป็ นราชธานีดุจกาลก่อน แต่เนื่องด้ วยเหลุผลหลายประการ ทังทางยุ ้ ทธศาสตร์ ความ เหมาะสมแก่กองกําลังของพระองค์และกรุ งศรี อยุธยาบอบ ชํ า้ จากสงครามมาก จึ งทรงเลือกเมื องธนบุรี เป็ นราชธานี และพระราชทานนามว่า กรุงธนบุรีศรี มหาสมุทร โปรดเกล้ าฯ ให้ ส ร้ างพระตํ า หนัก ที่ ป ระทับ ทางฝั่ ง ตะวัน ตกของแม่ นํ า้ เจ้ าพระยา จึงเกิดมีสมัยธนบุรีขึ ้นในประวัติศาสตร์ ชาติไทย และสมเด็ จ พระเจ้ า ตากสิน มหาราชเป็ นพระมหากษั ต ริ ย์ พระองค์เดียวของสมัยนี ้

พระราชกรณียกิจด้ านต่ างๆ สมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราชทรงครองราชย์ สมบัติอยู่ ๑๕ ปี ตลอดรัชสมัยพระองค์ทรงตรากตรํ าบําเพ็ญพระราช กรณียกิจหลายด้ าน เพื่อกอบกู้บ้านเมืองให้ เป็ นปึ กแผ่น ทรง ป้องกันหัวเมืองชายแดนและขยายพระราชอาณาเขตออกไป กว้ างขวาง ทรงทํานุบํารุ งพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสนับสนุนการค้ าขายกับต่างประเทศ ส่งผลให้ เศรษฐกิจ ของประเทศเจริ ญมัง่ คง แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ ากรุงธนบุรี


พระบรมราชานุสาวรี ย์ สมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ พระชนมพรรษาได้ ๔๘ พรรษา ราชการและประชาชนระลึกในพระมหากรุณาธิคณ ุ ที่ทรงมีตอ่ ชาติและประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ มีการสร้ างพระบรมราชานุสาวรี ย์และพระบรมรูปของพระองค์หลายแห่งเพื่อคารวะยกย่องเทิดทูน


แป้ ง คลอง


วัดราชโอรสเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็น วัดประจ้ารัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชวงศ์จักรี เป็นวัดโบราณมีมาก่อน สร้ า งกรุ ง รั ต นโกสิ น ทร์ คื อ เป็ น วั ด ราษฎร์ ที่ ส ร้ า งในสมั ย กรุ ง ศรี อยุธยาเป็นราชธานี เดิมเรียกว่า "วัดจอมทอง" บ้าง "วัดเจ้าทอง" บ้าง หรือ "วัดกองทอง" บ้าง

เรื่องน่ารู้จากพระอุโบสถ วัดราชโอรสารามราช วัดประจ า หาร วรวิ รัชกาลที่ 3


“พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร” ในสมัยรัชกาลที่ 3 รูป แบบของการสร้า งพระพุท ธรูป มีก ารเปลี่ยนแปลงจาก โบราณ โดยรัชกาลที่ 3 ทรงเปลี่ยนให้เอาชายจีวรมาพาด เหนือราวพระถัน และย้ายชายสั งฆาฏิ ให้ลงมาพาดกลาง พระอุระ ขยายพระพักตร์ของพระพุทธรูปให้สมส่วนและก้ม พระพัก ตร์ลงมา เพื่อให้เวลาพระสงฆ์ท้า สั งฆกรรม รู้สึ ก เหมือนนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าจริง ๆ พระพุทธรูปองค์นี้ ถูก หล่อ ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และกลายเป็ น ต้น แบบของ พระประธานของวัดต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3

ทำไมฉัตรต้องมี 9 ชัน ้ ? WHY ? พระนพปฎลมหาเศวตฉั ต ร (นพ=เก้ า ปฎล=ชั้ น เศวต=สีขาว) เป็นฉัตร 9 ชั้น ส้าหรับพระมหากษัตริย์ ที่ท รงรั บ พระราชพิ ธี บ รมราชภิ ��� ษกตามโบราณราช ประเพณีแล้ว ในสมัยก่อนเมื่อกษัตริย์ตีเมืองใดได้ ก็จะ ยึดฉัตรของเมืองนั้นมาเป็นของตนเอง ดังนั้นฉัตร 9 ชั้น จะหมายถึง ผู้ที่ชนะทั้ง 8 ทิศ โดยชั้นล่างสุด หมายถึง พระมหากษัตริย์ที่จะต้องทรงแบกภาระอันใหญ่หลวงใน การดูแลประชาชนทั้ง 8 ทิศ ในพระอุโบสถจะมีกระจกติดไว้ รายล้อ มใกล้กับ โคมไฟ และเอียง กระจกลงเล็กน้อย เมื่อเปิดไฟที่โคม แสงจากโคมไฟจะตกกระทบที่ กระจก ให้ ไ ด้ แ สงสว่ า งมากขึ้ น แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดอันชาญฉลาด ในการกระจายแสงของคนโบราณ


ในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังไม่มีกล้องถ่ายรูป เนื่องจากมี ความเชื่อว่าผู้ที่ถูกถ่ายรูปคือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น จึงเกิดปัญหาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากต้องการ จะท้าภาพเหมือนของพระมหากษัตริย์ตั้งไว้ในปราสาท เทพบิ ด ร โดยในสมั ย รั ช กาลที่ 5 ยั ง มี ผู้ ที่ ทั น เห็ น รัชกาลที่ 2-3 แต่ผู้ที่ทันเห็นรัชกาลที่ 1 นั้นเหลือเพียง 4 คน คือ สมเด็จพระพุฒาจารย๋,กรมวัง, เจ้าพระยา สุธรรมมนตรี และเจ้าฟ้าหญิงปก พระธิดาองค์เล็กใน สมัยรัชกาลที่ 2 แต่เนื่องจากทุกคนมีอายุถึง 80 ปี แล้ว แต่มีผู้จ้าได้ว่ารัชกาลที่ 1 ทรงโปรดรัชกาลที่ 3 มาก เนื่องจากมีพระพักตร์คล้ายกัน ดังนั้นนายช่างใน สมัยรัชกาลที่ 3 จึงแก้ปัญหาโดยใช้รัชกาลที่ 3 เป็น แบบ แล้ ว ท้ า ให้ ท รงชราเหมื อ นมี พ ระชนมายุ 60 พรรษา ดัง นั้น พระบรมฉายาลัก ษณ์ ของรัช กาลที่ 1 ในปัจจุบัน จึงมีต้นแบบมาจากรัชกาลที่ 3

ภายในพระอุโบสถวัดราชโอรส


วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

เดิมเป็ นวัดโบราณชื่อว่า ”วัดจอมทอง” ตังอยู ้ ่ริมคลองด่าน เมื่อพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้ าเจ้ าอยูห่ วั ทรงดํารงพระอิสริ ยยศเป็ นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงสถาปนาวัด จอมทองขึ ้นใหม่ทงพระอาราม ั้


สัญลักษณ์ สิริมงคลของจีน ณ พระอุโบสถ พระอุโบสถวัดราชโอรสนัน้ มีลักษณะทางสถาปั ตยกรรมที่ได้ รับอิทธิพลจากงานช่ างจีน คือ หน้ าบันก่ ออิฐถือปูน ประดับกระเบือ้ งเคลือบเป็ นลวดลายสิริมงคลของจีน


สัญลักษณ์ สิริมงคลของจีนประดับหน้ าบันพระอุโบสถ หน้ าบันพระอุโบสถวัดราชโอรสแบ่ งเป็ นสองชัน้ ลวดลายประดับกระเบือ้ งเคลือบบน หน้ าบันชัน้ บนเป็ นลวดลายที่ได้ รับอิทธิพลจากสัญลักษณ์ สิริมงคลของจีน หน้ าบันชิน้ บน (ตับบน)

หน้ าบันชิน้ ล่ าง (ตับล่ าง)

กระเช้ าดอกไม้ สัญ ลัก ษณ์ ข องน่ า ไชหัว ซึ่ ง เป็ นเซี ย นตนหนึ่ ง ในคณะ โป๊ ยเซียน จึงหมายถึงสิริมงคลชาวจีนเชื่อว่าสามารถขจัด สิง่ ชัว่ ร้ าย ป้องกันภูตผีปีศาจ ผีเสื้อ มีตํานานเล่าว่า จวงจื่ อ (ปราชญ์ เต๋าในสมัยจ้ านกั๋ว ) ฝั น ว่าตัวเองกลายผีเสื ้อโบยบินอย่างมีความสุขในมวลบุปผา ดังนันผี ้ เ สื ้อจึงกลายเป็ นสัญลัก ษณ์ ของความสุข ทัง้ ยัง เป็ นสัญลักษณ์ ของฤดูร้อน และเป็ นสัญลักษณ์ ของสามี ภรรยาอีกด้ วย ดังนันจึ ้ งมักพบรูปผีเสื ้อในผ้ าปั กหรื อเครื่ อง กระเบื ้อง อาวุธของเซียน ประกอบด้ วยแส้ ไม้ เท้ า นํ ้าเต้ า กระบี่ คัมภีร์ และพู่กันจีน ซึง่ เป็ นอาวุธของโป๊ ยเซียนด้ วยเหตุนี ้ จึงเป็ นสัญลักษณ์ สิริ มงคลที่ชาวจีนเชื่อ ว่าสามารถขจัดสิ่งชั่วร้ ายและป้องกัน ภูตผีปีศาจได้

กวาง คําว่ากวางในภาษาจีนออกเสียงว่า “ลู”่ พ้ องเสียงกับคําว่า “ลู”่ หรื อ “ลก” ซึง่ มีความหมายว่าตําแหน่งขุนนาง หรื อยศ ศักดิ์ ชาวจีนจึงนิยมใช้ กวางเป็ นสัญลักษณ์ สิริมงคลแทน คํ า ว่า “ลก” ซึ่ง หมายถึ ง ตํ า แหน่ง ขุ น นาง หรื อ ยศศัก ดิ์ กิเลน ตามความเชื่ อ ของชาวจี น กิ เลนเป็ นสัตว์ วิเศษหนึ่งในสี่ ชนิด อันได้ แก่ “มังกร” “กิเลน” “หงส์” “เต่า ” กิ เลนตัวผู้ เรี ยกว่า “ฉี ” ตัวเมี ยเรี ยกว่า “หลิน” กล่าวกันว่า กิ เลนมี เกล็ดสีเหลือง หางคล้ ายวัว หัวคล้ ายหมูป่า มีเขา ๑ เขา ขาคล้ ายม้ า ชาวจีนเชื่อว่ากิเลนเป็ นสัตว์ วิเศษที่สามารถ ขจัดภูตผีปีศาจได้ ดังนันจึ ้ งนํามาใช้ เป็ นภาพสิริมงคล

ที่มา : หนังสือเสริมสิริมงคล ยลศิลปะจีน ๙ วัดไทยในกรุงเทพฯ


Recommended Attraction

พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ เ พื่ อ การศึ ก ษาวั ด หนั ง ราช วรวิ ห าร เป็ นพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ท้ องถิ่ น ที่ ตั ง้ อยู่ ภายในวั ด หนั ง ที่ มี ข้ าวของที่ น่ า สนใจ หลากหลายอย่า ง และยังเป็ นพิ พิธภัณ ฑ์ ที่ เป็ นความร่ วมมือระหว่างบ้ านกับวัดอีกด้ วย จุดกําเนิดของพิพิธภัณฑ์นีก้ ็เนื่องมาจาก ว่า อาคารพิพิธภัณฑ์เดิมเป็ นกุฏิของหลวงปู่ ผล โดยท่านเป็ นศิษย์ของหลวงปู่ เอี่ยม ท่าน จึงมีความเชี่ยวชาญทางด้ านวิ ปัสสนาธุร ะ ทํ า ให้ มี ค นนั บ ถื อ มากมาย ต่ อ มาลูก ศิ ษ ย์ ของท่ า น คื อ หลวงปู่ ช้ วน เป็ นผู้ รั บ ดู แ ล ต่อมา และมีข้าวของเครื่ องใช้ ต่าง ๆ เก็ บไว้ มากมาย หลังจากที่หลวงปู่ ช้ วนมรณภาพ ก็

ได้ มีการจัดทํ าความสะอาดกุฏิ จึง พบว่ามี ข้ า วของเครื่ องใช้ ต่ า ง ๆ เป็ นจํ า นวนมากที่ ผู้ค นนํ า มาถวาย พระครู สัง ฆรั ก ษ์ ไ พฑู ร ย์ สุ ภ าทโรจึ ง คิ ด จั ด ทํ า เป็ นพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ขึ น้ แทนที่จะเก็บไว้ เฉย ๆ ให้ เก่าเสือ่ มโทรม แถม ยังจะถูกขโมยไปอีกต่างหาก


ประโยชน์ที่ได้ รับจากพิพิธภัณฑ์นอกจากจะเป็ นการเก็บรักษาสิ่งของมีค่าแล้ ว ก็ยงั ถือเป็ น แหล่งเรี ยนรู้ของคนรุ่ นหลังอีกด้ วย เพราะชาวบ้ านส่วนหนึ่งที่ทราบข่าวการจัดทําพิพิธภัณฑ์ ก็ ได้ บริ จาคเครื่ องมือเครื่ องใช้ เก่ าแก่ ที่แสดงให้ เห็ นถึง วิถีชีวิต ในอดีตของคนในแถบนี ้ ทํ าให้ พิพิธภัณฑ์นี ้แบ่งเป็ นสองส่วนด้ วยกัน คือ ส่วนหนึ่งเก็บรวบรวมของมีค่าเก่าแก่ของวัด อีกส่วน หนึ่งเก็บข้ าวของเครื่ องมือของชาวชุมชนในอดีต

พิพิธภัณฑ์ นีจ้ ัดทําขึน้ ในเรื อนไทยโบราณ ซึ่งเคยใช้ เป็ นกุฏิพระมาก่ อน เมื่อเดินเข้ าไป ชมที่ ชัน้ ล่า งจะจัด แสดงประวัติ ศ าสตร์ ข อง พื น้ ที่ เ ขตจอมทองในแถบวั ด หนั ง แห่ ง นี ้ บริ เวณนี ม้ ีระฆังเก่าแก่ใบหนึ่งซึง่ เป็ นของชิน้ สํ า คั ญ เพราะจารึ ก บนตั ว ระฆั ง ทํ า ให้ เรา ทราบถึงช่วงเวลาในการเริ่ มสร้ างวัด ทัง้ ยังมี ก้ อนอิ ฐโบราณที่ เ ป็ นฐานรากของวัด มาแต่ เดิม รวมไปถึงเครื่ องปั น้ ดินเผาต่าง ๆ ที่ขุดพบ เมื่อปฏิสงั ขรณ์วดั อีกด้ วย


ชั้ น ที่ ชาวบ้ านในแถบวัดหนังนีใ้ นอดีตส่วนใหญ่ ก็ประกอบอาชีพทําไร่ ทําสวน ทําเกษตรกรรม 1ต่าง ๆ จึงมีการจัดแสดงเครื่องไม้ เครื่องมือเกี่ยวกับการเกษตร มีเรือชนิดและขนาดต่าง ๆ ที่

ชาวบ้ านใช้ เป็ นพาหนะเดินทาง และมีการจําลองเอาสภาพบ้ านเรื อนของคนในแถบนีใ้ ห้ ดูกัน ด้ วย ไม่ว่าจะเป็ นห้ องนอน มีเครื่ องเล่นแผ่นเสียงหน้ าตาโบราณแต่ยงั ใช้ ได้ จริ ง แล้ วก็ยงั มี ครัวไฟ ส่วนสําคัญที่เป็ นปากท้ องของบ้ าน มีเตาไฟหน้ าตาโบราณ หม้ อไหที่ทําจากดินเผา ตู้ กับข้ าว รวมทังกระบุ ้ งกระจาดเครื่ องใช้ อีกมากมายจัดแสดงไว้ ให้ รําลึกถึงอดีต และมีตะเกียง นํ ้ามันหลายขนาด ที่เป็ นของใช้ สาํ คัญก่อนที่ไฟฟ้าจะเข้ ามาถึง

ชั้ น ที่ ชันบนนี ้ จ้ ะเริ่ มตัง้ แต่แผ่นไม้ เก่ าแก่ที่เป็ นป้ายชื่อวัดหนัง ตังแต่ ้ สมัยที่ยงั เป็ นอําเภอบางขุน 2เป็ นที่จดั แสดง เทียน จังหวัดธนบุรีอ ใกล้ ๆ กันนันจั ้ ดแสดงเรื่ องของตํารายา ถัดเข้ าไปด้ านใน คัมภีร์ใบลานของวัด และตู้เก็ บคัมภีร์ รวมไปถึงหนังสือเรี ยนเล่มเก่า ๆ ที่ปัจจุบนั หาดูได้ ยาก แล้ ว นอกจากนันก็ ้ ยงั จัดแสดงเครื่ องถ้ วยชามเบญจรงค์ต่าง ๆ


แหล่งของกินใจกลำงเม���องกรุง

“ตลาดพลู”

ตลาดพลูเป็นชื่อย่านที่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ มีประวัติที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุง ธนบุรี เป็น ย่านการค้าแห่งใหญ่ของกรุงธนบุรี และเป็นชุมชน ที่อ ยู่ อ าศั ย ของชาวจี น ต่ อ มาชาวจี น ส่ ว นใหญ่ อพยพไปอยู่ส้าเพ็ง จึงมีชาวอิสลามเข้ามาอยูแ่ ทน ซึ่งชาวอิสสามนี่แหละที่ริเริ่มท้าสวนต้นพลูขึ้น ท้า ให้ริมคลองบางกอกใหญ่เป็นตลาดซือ้ ขายพลูแห่ง ใหญ่ และเรี ย กชุ ม ชนบริ เ วณนี้ ว่ า ตลาดพลู ม า ตั้งแต่บัดนั้น ในปัจจุบันตลาดพลูกลายเป็นย่านที่ อยู่อาศัยเก่าแก่ของคนจีน


ถ้าพูดถึงของกินย่านตลาดพลู ร้านอาหารส่วนมากจะอยู่ติดกับสถานี รถไฟตลาดพลู เวลานั่งกินอาหาร ก็จะ มองเห็นรถไฟเคลื่อนขบวนเข้ามาเทียบ ชานชาลาอยู่ตลอดเวลา อาหารขึ้นชื่อที่ ทุกคนรู้จักดีเมื่อมาเยือนตลาดพลูคือ กุยช่ายตลาดพลู มีไส้ให้เลือกมากมาย เช่น ไส้กุยช่าย ไส้หน่อไม้ ฯลฯ

ไชน่าทาวน์ฝั่งธนบุรี China town เดินถัดมาอีกนิดจากร้านกุยช่าย จะเจอร้านขนมหวานตลาดพลู เป็นร้านเปิดมานาน ขายขนมหวานสูตรไทยโบราณขนานแท้ มี ขนมให้เลือกกินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมชั้น วุ้นกะทิ ทองหยิบ ทองหยอด รสชาติหวานนุ่ม ไม่แสบคอ จากอาหารทานเล่นมา ดูอาหารคาวกันบ้าง ร้านทีเด็ดของตลาดพลู ข้าวหมูแดงตลาด พลู จะเลือกใช้เนื้อหมูส่วนสันนอกมาหมักกับเครื่องปรุงรส แล้ว น้าไปย่างบนเตาถ่านให้สุกหอม น้้าราดหมูแดง ทางร้านจะใช้ กระดูกหมูมาเคี่ยวเป็นน้้าซุป ใส่งาขาวเยอะๆ เพื่อให้ได้กลิ่น และรสชาติที่หอมละมุน ร้านนี้ถึงจะมีโต๊ะให้นั่งน้อย แต่ก็มีลูกค้า แวะเวียนมาชิมกันตลอดเวลา


นอกจากนี้ ตลาดพลูยังมีร้านอาหารอีกมากมายหลายอย่าง ทั้ง เย็นตาโฟรสชาติเข้มข้น กล้วยทอดกรอบนุ่มร้อน ๆ ที่ใครไปใคร มาสถานีรถไฟตลาดพลูต้องซื้อกินระหว่างรอรถไฟ หมี่กรอบจีนหลี หมี่กรอบที่อร่อยระดับต้านาน ที่ขายตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ทั้งยังมี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นเป็นร้านเก่าแก่เปิดมากว่า 50 ปี เลยขึ้นไปข้าม ทางรถไฟ ก็มีโจ๊กตลาดพลู โจ๊กข้นหมูเด้งอร่อยชื่อดัง อีกร้านดังที่ ห้ามพลาดเลยคือ ก๊วยจั๊บน้้าข้นตลาดพลู น้้าซุปหวานหอม ทาน คล่องคอกับหมูกรอบชิ้นโตเต็มค้า ถ้าใครหิว ไปที่เดียวได้กินครบ ทั้งของคาวหวาน สถำนีรถไฟตลำดพลู

กำรเดินทำง กำรเดินทำง „ รถยนต์ ใช้ถนนอินทรพิทักษ์ เลี้ยว ซ้ายผ่านแยกบางยี่เรือ ขับตรงเข้ามา ตามถนน ผ่านวัดอินทาราม จนถึง แยกตลาดพลู ซุ้มขายอาหารอยู่ด้าน ซ้ายมือ „ รถประจ้าทาง สาย 4 , 15 , 68 และ 111 ลงที่แยกตลาดพลูได้เลย แล้วข้ามถนนมายังฝั่งสถานีรถไฟ ตลาดพลู „ BTS สามารถลงรถไฟฟ้าที่ป้าย สถานีตลาดพลู แล้วเดินต่อมายังแยก ตลาดพลู „ รถไฟ สามารถนั่งรถไฟมาจาก สถานีวงเวียนใหญ่หรือสถานีมหาชัย แล้วลงที่สถานีตลาดพลู

ซุ้มขำยอำหำรริมทำง รถไฟแยกตลำดพลู



Magazine