Issuu on Google+

/mnt/tmp/tmp_yIFLT1/12

(ข้ อคิดเพื่อวิสัยทัศน์ ) ร่ าง ๔ คำานำา ก่อนอื่น ผมต้ องขอแสดงความยินดีกบั ประเทศไทย ที่มีผ้ ใู ห้ ความสนใจกับสิ่งสำาคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างเช่นบุคคล อย่างท่านซึง่ กำาลังเปิ ดหนังสือเล่มนี ้อยู่ ผมขอความกรุณาอ่านคำานำา นี ้อย่างรวดเร็วที่สดุ เพื่อท่านจะมีเวลามากยิ่งขึ ้นในการ พิจารณาข้ อคิดที่ผมจัดเตรี ยมไว้ ภายในเล่ม “วิสยั ทัศน์” เป็ นสิ่งที่เราทุกคน “พึงประสงค์” และน่าจะ “ต้ องประสงค์” เพราะนับวันยิ่งจะเห็นความห่างชันกั ้ นอย่างเห็นได้ ชัด ระหว่างผู้ที่มีวิสยั ทัศน์กบั ผู้ที่ไม่มีวิสยั ทัศน์ เช่น ประเทศที่มีวิสยั ทัศน์ชดั เจนจะเป็ นเหมือนคนที่วิ่งไปตามลูว่ ิ่งอย่างใจจดใจจ่อ ซึง่ ต่างกับประเทศที่ไม่มีวิสยั ทัศน์ซงึ่ เปรี ยบเหมือนคนเดินที่มิได้ แค่เดิน แต่ยงั หันซ้ ายหันขวา เพราะไม่ร้ ูว่าต้ องเดินไปในทิศทางใด ผมกล่าวเช่นนี ้ ไม่ได้ หมายความเพียงว่าระดับประเทศจะต้ องเร่งสร้ าง “วิสยั ทัศน์แห่งชาติ” เท่านัน้ แต่ผมกำาลังจะชี ้ว่าเรา ทุกคนจำาเป็ นต้ องมี “วิสยั ทัศน์แห่งตน” และ “วิสยั ทัศน์แห่งครอบครัว” ด้ วย แท้ จริงแล้ ว วิสยั ทัศน์ต้องเป็ นของส่วนตัวซึง่ ทุกคนต้ อง มีไว้ ครอบครองเสียก่อน วิสยั ทัศน์ระดับครอบครัว ระดับองค์กร และระดับประเทศจึงจะเกิดได้ อย่างสมบูรณ์ วิสยั ทัศน์สว่ นตัวเป็ นตัวกำาหนดบันปลายชี ้ วิตว่า เราจะก้ าวสูค่ วามสำาเร็จไปได้ ไกลเพียงใด กล่าวคือขนาดของความสำาเร็จ ขึ ้นอยู่กบั ว่าเราขีดขอบเขตตัวเองด้ วยวิสยั ทัศน์สว่ นตัวอย่างไร คนที่มีวิสยั ทัศน์จะมีทิศทางดำาเนินชีวิตไปอย่างชัดเจน แต่คนไม่มี วิสยั ทัศน์มกั จะย่ำาอยู่กบั ที่ “ข้ อคิดเพื่อวิสยั ทัศน์” เล่มนี ้ ได้ คดั สรรข้ อความและเรื่ องราวจากการที่ผมได้ ไปบรรยายในที่ตา่ ง ๆ นำามาร้ อยเรี ยงเพื่อท่าน จะสามารถมองเห็นโครงข่ายโยงใยของ “วิสยั ทัศน์” ที่แท้ ในขณะเดียวกัน ประโยคและวลีที่บรรจุอยู่ผมหวังว่าจะมีสว่ นสร้ างกำาลัง ใจให้ ได้ ไม่มากก็น้อย ผมอยากเชิญชวนท่านให้ ลองเริ่มต้ นสร้ างวิสยั ทัศน์จากจุดที่ทา่ นกำาลังยืนอยู่ในชีวิต จากวิสยั ทัศน์สว่ นตัว ถึงครอบครัว ถึง หน่วยงาน ถึงเครื อข่าย ถึงชุมชน ถึงสังคม และถึงประเทศชาติ ไปจนถึงระดับใหญ่ที่สดุ คือ ถึงวิสยั ทัศน์สำาหรับโลกนี ้ และหวัง อย่างยิ่งว่า ข้ อเขียนของผมจะมีสว่ นสนับสนุนในความสำาเร็จของท่าน ในกีฬาฟุตบอล “ไม่มีประโยชน์ทีเ่ ราจะเลีย้ งลูกบอลไป ถ้าเราไม่รู้ว่าประตูอยู่ทีไ่ หน” ในชีวิตคนเรา “ไม่มีประโยชน์ทีเ่ ราจะ ดำาเนิ นชีวิตไปวัน ๆ ถ้าเราไม่รู้ว่าเป้ าหมายวิ สยั ทัศน์ของเราคืออะไร”

/mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT2/12

รู้ จักกับวิสัยทัศน์  ถ้ าเราไม่ ร้ ู ว่าวิสัยทัศน์ คืออะไร เราจะมีและใช้ วสิ ัยทัศน์ อย่ างเป็ นประโยชน์ ไม่ ได้ เลย  วิสยั ทัศน์ คือ ภาพแห่งความใฝ่ ฝั น ความต้ องการในอนาคตที่เห็นได้ อย่างชัดเจนในปั จจุบนั ซึ่งเป็ นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตา สะท้ อนความคิดเชิงรุก และเชื่อมัน่ ว่าภาพนันสามารถเป็ ้ นไปได้ จนส่งผลเป็ นการลงแรงกระทำาอย่างมุ่งมัน่ จนกว่าจะสำาเร็ จ  ผสมผสานองค์ประกอบของจินตนาการ การกำาหนดเป้าหมาย การมองอนาคต การวางแผน การดำาเนินตามเป้าหมายนันด้ ้ วย ใจที่ยดึ มัน่ จนถึงที่สดุ องค์ประกอบเหล่านี ้เป็ นคุณสมบัติสว่ นบุคคลที่เรี ยกว่า "วิสยั ทัศน์"  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความปรารถนา ความปรารถนาเป็ นเพียงความคิดที่เกิดขึ ้นตามอารมณ์ความรู้สกึ แต่อาจไม่มีผลต่อการก ระทำาอย่างแท้ จริง  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความปรารถนา ความปรารถนาจะไม่อยู่ยืนนาน และไม่มีพลังพอในการขับเคลื่อนให้ เราขยับตัวทำาอะไร บางอย่างเป็ นชิ ้นเป็ นอันได้  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความปรารถนา ใช่!… อาจจะเริ่มที่ความปรารถนา แต่ไม่มีทางสำาเร็จลงได้ ถ้ าหยุดอยู่เพียงความ ปรารถนานัน้  "อยากประสบความสำาเร็จ" คำานี ้ดี แต่ก็ยงั เป็ นเพียงความปรารถนา ไม่ใช่วิสยั ทัศน์  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความฝั น ความฝั น คือ ภาพที่เห็น, ปรารถนา, ต้ องการ โดยไม่มีพื ้นฐานว่าจะไปถึงภาพนันได้ ้ อย่างไร  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความฝั น ความฝั นเอาไว้ นงั่ อมยิ ้มเวลาว่าง ๆ หรื ออยากหนีความวุ่นวายเท่านัน้  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความฝั น การมีเพียงความคิดฝั น จะไม่สามารถทำาฝั นนันให้ ้ สำาเร็จได้  วิสยั ทัศน์ไม่ใช่เพียงความฝั น เราจึงเห็นคนจำานวนมากในโลกที่เกิดมา, ฝั น, และตายไปพร้ อมกับความฝั นนัน้ โดยไม่เคยเห็น ฝั นนันเป็ ้ นจริงขึ ้นมาได้ เลย - ห ล า ย ค รั ้ง ที่ ค ว า ม ฝั น ก ล า ย เ ป็ น เ พี ย ง ภ า พ แ ห่ ง ค ว า ม เ พ้ อ เ จ้ อ เ ร า เ อ ง ยั ง ไ ม่ รู้ เ ล ย ว่ า เ ป็ น จ ริ ง ไ ด้ ห รื อ ไ ม่ - ภาพฝั น และภาพเพ้ อเจ้ อ ในที่สดุ จะจืดจางลงไปหมด  การมองการณ์ไกล และ ความสามารถในการคาดการณ์อนาคตได้ เป็ นประโยชน์ต่อการฉกฉวยโอกาสในอนาคตเท่านัน้ แต่ วิสยั ทัศน์ต้องไปไกลกว่านัน้  ภารกิจของชาวนาทุกคน คือ การปลูกข้ าว แต่วิสยั ทัศน์ของชาวนาอาจแตกต่างกันไป บางคนจะแปรรูปข้ าวสูอ่ ตุ สาหกรรม อาหารสำาเร็จรูป บางคนจะพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ ดีที่สดุ ในโลก ลักษณะของวิสัยทัศน์  วิสัยทัศน์ ต้องเป็ น "ภาพทีเ่ ห็นชัดเจน" ความแตกต่ างของคนมีและไม่ มีวสิ ัยทัศน์ คือ คนไม่ มีวสิ ัยทัศน์ จะเห็นภาพ สลัว ๆ เหมือนเมืองในหมอก ดูไม่ ออกว่ าเป็ นอะไร

 วิสยั ทัศน์กล่าวได้ เป็ น 2 คำาที่เกี่ยวเนื่องกันคือ 'การเห็น' และ 'ภาพ' คนที่มีวิสยั ทัศน์จงึ เริ่มจากการเห็น "ภาพ" ไม่ใช่มองเห็น ด้ วยตา แต่ปรากฏในมโนคติทางความคิด - ภาพใดที่มองเห็นไม่ชดั เจนในมโนคติ แม้ อยากให้ เกิดขึ ้นก็ทำาไม่ได้ เพราะไม่ร้ ูวา่ จะทำาให้ เกิดเป็ นภาพอะไร  วิสยั ทัศน์ต้องให้ ภาพอย่างชัดเจนที่ตอบคำาถามได้ ว่าใคร ทำาอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร  วิสยั ทัศน์ เป็ นภาพที่สะท้ อนความฝั นซึง่ มองไม่เห็นด้ วยตาในวันนี ้ แต่ในมโนทัศน์นนชั ั ้ ดเจนเหมือนเป็ นจริงแล้ ว - วิ สั ย ทั ศ น์ เ ป็ น ศิ ล ป์ ข อ ง ก า ร เ ห็ น ป ร ะ จั ก ษ์ ใ น สิ่ ง ที่ ยั ง ไ ม่ ป ร า ก ฏ /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT3/12

   

วิสยั ทัศน์ต้องเป็ นมากกว่าเพียง "เห็น" คือต้ องฟั นฝ่ าอุปสรรคเพื่อจะทำาให้ สิ่งที่อยากเห็น "เกิดขึ ้น" วิสยั ทัศน์เป็ นการมองภาพที่จะเกิดในอนาคตข้ างหน้ า ไม่ใช่ถอยหลังไปมองอดีต หรื อมองย่ำาอยู่ที่ปัจจุบนั การตังวิ ้ สยั ทัศน์ในเรื่ องที่เคยเกิดมาแล้ ว เป็ นเพียง "การรื อ้ ฟื น้ สภาพเก่า ๆ" หรื อ "การปฏิสงั ขรณ์" มากกว่าเป็ นการมีวสิ ยั ทัศน์ เริ่มต้ นจากการเห็นภาพในอดีตและปั จจุบนั เพื่อสามารถมองไปในอนาคตได้ และอนาคตต้ องยาวนานพอที่จะไม่ทำาให้ เราลุก ลี ้ลุกลนเพราะเตรี ยมอะไรไม่ทนั

- ถ้ า ภ า พ สั ้ น ม า ก ๆ จ ะ ก ล า ย เ ป็ น เ พี ย ง เ ป้ า ห ม า ย เ ท่ า นั ้ น  หากมีวิสยั ทัศน์จริง จะต้ องตอบได้ ว่าอีก 5 ปี 10 ปี เราจะเป็ นอย่างไร  วิสยั ทัศน์ต้องเป็ น "ภาพแง่บวก" สะท้ อนสิ่งที่ดีกว่าอดีตและปั จจุบนั เพราะไม่มีใครอยากมีภาพแง่ลบ แย่ลง ตกต่าำ ลง เป็ น ความฝั นของตน  แม้ สถานการณ์ปัจจุบนั จะเป็ นปั ญหาและอุปสรรค แต่คนมีวิสยั ทัศน์จะมองปั ญหาเป็ นโอกาส มองอุปสรรคเป็ นสิ่งท้ าทาย เป็ น บันไดที่เพิ่มแรงจูงใจให้ ก้าวข้ ามขึ ้นไปสูค่ ���ามสำาเร็จ  ถ้ าเป็ นเรื่ องแง่ลบ น่าจะเรี ยกว่า "อวิสยั ทัศน์" ควรรี บกำาจัดความคิดแบบนี ้ออกไป  แม้ ความฝั นไม่ใช่วิสยั ทัศน์ แต่ถ้ามีฝัน แล้ วก้ าวต่อไปมากกว่านัน้ โดยตังใจลงมื ้ อทำาฝั นให้ เป็ นจริง สิง่ นี ้จะนำามาซึง่ วิสยั ทัศน์ได้ เช่นกัน - วิสยั ทัศน์ คือ ฝั นที่เป็ นจริง  เมื่อฝั นแล้ ว อย่าหยุดแค่นนั ้ แต่เริ่มลงมือทำา และเมื่อลงมือทำาแล้ ว อย่าหยุดจนกว่าจะสำาเร็จ  วิสยั ทัศน์แท้ ต้ องยิ่งใหญ่ ตระการตา ท้ าทายใจ ไม่ใช่เล็กน้ อยเสียจนใคร ๆ ก็ทำาได้ หรื อเป็ นสิ่งที่ไม่ต้องมีใครทำาก็ยงั เกิดขึ ้นเอง ตามธรรมชาติ - ดั่ ง ลู ก อ๊ อ ด ฝั น อ ย า ก เ ป็ น ก บ เ ด็ ก ที่ ฝั น อ ย า ก เ ป็ น ผู้ ใ ห ญ่ จ ะ เ รี ย ก ว่ า วิ สั ย ทั ศ น์ ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร - ลูกอ๊ อดที่มีวิสยั ทัศน์อยากเป็ นกบที่มีลกู หลานมากที่สดุ ในโลก เด็กที่มีวิสยั ทัศน์ อยากเป็ นคนแก่ที่ทำาประโยชน์ให้ โลกมากที่สดุ ใ น ต ล อ ด ชั่ ว ชี วิ ต  วิสยั ทัศน์ต้องใหญ่พอจะบันดาลใจเรา ให้ เดินหน้ าอย่างไม่ลดละ แม้ เผชิญปั ญหายังทุม่ เทอุทิศตัว เพราะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำา  วิ สั ย ทั ศ น์ ยิ่ ง ก ว้ า ง ไ ก ล เ พี ย ง ใ ด ก็ ยิ่ ง น่ า ตื่ น เ ต้ น แ ล ะ ท้ า ท า ย ม า ก เ พี ย ง นั ้ น  ใคร ๆ ย่อมมีความฝั น เพราะความไม่พอใจที่จะหยุดอยู่กบั ที่เป็ นเรื่ องปกติ แต่คนมีวิสยั ทัศน์เท่านัน้ ที่จะหาทางสร้ างสรรค์และ ขยายความฝั นนันให้ ้ กว้ างไกล เกิดผลเป็ นรูปธรรม  วิสยั ทัศน์เป็ นภาพที่เกิดจากแนวความคิดเชิงรุกไปข้ างหน้ า ไม่ใช่การตามแก้ ปัญหาหรื อการนัง่ รับปั ญหาเพื่อตอบโต้ หรื อตอบ สนองปั ญหาเท่านัน้  วิสยั ทัศน์เป็ นการคิดล่วงหน้ าก่อนที่จะเกิดปั ญหา และมองก้ าวข้ ามปั ญหาไปแล้ ว  คนที่คิดเชิงรับจะแตกต่างจากคนคิดเชิงรุก คือ ชีวิตจะสับสนวุ่นวายกับการรับและแก้ ปัญหาจนไม่มีโอกาสสร้ างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ - ค น คิ ด เ ชิ ง รุ ก จ ะ ม อ ง ไ ป ข้ า ง ห น้ า ป้ อ ง กั น ปั ญ ห า แ ล ะ ฟั น ฝ่ า อุ ป ส ร ร ค จ น ไ ป ถึ ง เ ป้ า ห ม า ย ไ ด้  วิสยั ทัศน์ ไม่เพ้ อฝั น แต่ต้องสะท้ อนเป็ นภาพที่สมจริงสมจัง สะท้ อนความพร้ อม ศักยภาพในทางปฏิบตั ิที่จะทำาให้ เกิดขึ ้น ซึง่ จะ เป็ นพลังที่ขบั เคลื่อนไปสู่ความสำาเร็จได้ - การมีความฝั น ความเชื่อ กำาลังใจ และความมุ่งมัน่ เป็ นสิ่งที่ดี แต่ถ้าสิ่งเหล่านี ้ไม่มีพื ้นฐานแห่งความเป็ นจริ ง สิ่งนัน้ ไม่ใช่วิสยั ทั ศ น์  วิสยั ทัศน์ที่เป็ นไปได้ อาจใช้ เวลาสักหน่อย แต่จะเกิดขึ ้นเป็ นจริงได้ ในที่สดุ

/mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT4/12

 คนที่จะประสบความสำาเร็จ คือ คนที่ตื่นขึ ้นและเริ่มลงมือทำาสิ่งที่เขาฝั นให้ สำาเร็จ ในขณะที่คนอื่นเพียงนอนและฝั นเห็นสิ่งต่าง ๆ  ไม่มีประโยชน์ที่กองทัพจะออกรบ ถ้ ารู้ว่าการรบครัง้ นี ้ตนเองจะพ่ายแพ้ เป็ นแน่                 

เ พ ร า ะ ค ว า ม มั่ น ใ จ ว่ า จ ะ ทำา สำา เ ร็ จ คื อ แ ร ง ผ ลั ก ใ ห้ ทำา วิ สั ย ทั ศ น์ ใ ห้ เ ป็ น จ ริ ง หากวิสยั ทัศน์ที่เราตังขึ ้ ้นมา ไม่มีโอกาสสำาเร็จ หรื อเราไม่เชื่อว่าจะสำาเร็จเป็ นจริงได้ เราก็คงไม่ลงแรงทุม่ ตัวทำาอย่างจริงจัง ความสำาเร็จขึ ้นอยู่กบั ความจดจ่อตังใจทำ ้ าตามวิสยั ทัศน์นนั ้ บุคคลใดเห็นคุณค่า ตังใจ ้ ลงทุนลงแรง ก็จะได้ สิ่งนันมา ้ อย่าตังเป็ ้ นวิสยั ทัศน์ ถ้ าสิง่ นันไม่ ้ ได้ เร้ าให้ ทมุ่ เททังชี ้ วิตเพื่อทำาจนสำาเร็จ วิสยั ทัศน์เป็ นสิ่งที่มีพลังเหนืออารมณ์ความรู้สกึ แม้ เวลาท้ อถอยใจไม่มีแรงทำา ก็ยงั ลุกขึ ้นได้ เมื่อหันไปมองวิสยั ทัศน์นนั ้ ประทับภาพลงในใจ… ถ่ายทอดจากหัวใจไปสูม่ ือ… ถลกแขนเสื ้อขึ ้น… และลงมือทำา ! เราจะเห็นความฝั น มาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริงได้ ด้ วยวิสยั ทัศน์ เราควรมีวสิ ยั ทัศน์ในสิ่งที่เรามัน่ ใจว่า หากเราทำาแล้ วจะเป็ นประโยชน์ที่สดุ ในชีวิต ความมีวิสยั ทัศน์จะกระตุ้นให้ เกิดความมานะบากบัน่ ที่จะทำางานจนสำาเร็จ คนมีวิสยั ทัศน์จะไม่ยอมล้ มเลิกกลางทาง ไม่หยุดเชื่อว่าเป็ นไปได้ แม้ จะเหนื่อยยากมีอปุ สรรคมากเพียงใด สายตาของคนมีวิสยั ทัศน์จะมองข้ ามสิ่งกีดขวาง จน เห็นเป้าหมายเส้ นชัยรำ าไรอยู่ข้างหน้ า คำาพูดแง่บวก ที่มาจากการคิดใคร่ครวญถ้ วนถี่อย่างมีปัญญา และเห็นโอกาสมาแทนที่ปัญหา จะก่อเกิดเป็ นกำาลังใจ ให้ อดทน บากบัน่ จนสำาเร็จ คนมีวิสยั ทัศน์จะพูดว่า "เราชนะแน่" มากกว่า "เราไม่น่าจะทำาได้ " วิสยั ทัศน์สร้ างแรงบันดาลใจ ก่อเป็ นความหวังขึ ้นในใจ ทำาให้ เรามีกำาลังต่อสู้จนสำาเร็จ แม้ วนั แห่งความทุกข์ยากมาเยี่ยมเยือน ไม่ต้องมีใครกระตุ้น ไม่ต้องให้ หวั หน้ าสัง่ คนมีวิสยั ทัศน์จะไม่อยู่เฉย เพราะเขารู้อยู่ในใจว่าควรทำาอะไร คนมีวิสยั ทัศน์จะกระตือรื อร้ น งานใดที่ชว่ ยให้ วสิ ยั ทัศน์และเป้าหมายสำาเร็จได้ เขาจะลงมือทำาทันทีและทำาอย่างจริงจัง แม้ อยู่ในสภาพยากลำาบากเหมือนกัน แต่คนมีวิสยั ทัศน์จะไม่เลิกรา อย่าเพียงแค่สง่ ลูกไป ๆ มา ๆ อย่าลืมว่า เราต้ องเตะลูกให้ เข้ าประตู มิฉะนันจะมี ้ ประโยชน์อะไร

ที่มาของวิสัยทัศน์  แม้ ธรรมชาติไม่ ให้ วสิ ัยทัศน์ มา ข้ าก็จะสร้ างขึน้ เอง 1. องค์ ประกอบหลัก  ทะเยอทะยาน มุง่ มัน่ เอาจริงเอาจัง กระตือรื อร้ น ชอบคิด ชอบจินตนาการ ไม่หยุดอยู่กบั ที่ เรี ยนรู้เสมอ และมีความเป็ นผู้นำา คือ ตัวอย่างคุณลักษณะของผู้มีวสิ ยั ทัศน์  ความเป็ นผู้นำา อยู่คแู่ ละคอยส่งเสริมวิสยั ทัศน์มาโดยตลอด  ครอบครัวที่ให้ ลกู เติบโตโดยไม่จำากัดศักยภาพ และไม่ดถู กู ความสามารถของลูก จะช่วยทำาให้ ลกู คิดได้ กว้ างและไกลกว่าลูก ที่มาจากสภาพครอบครัวที่ถกู จำากัด  พ่อแม่ที่ใช้ คำาพูดแง่ลบกับลูกตัวเอง เช่น "โง่" หรื อ "ทึม่ " ในที่สดุ ลูกจะเป็ นตามอย่างที่พดู  ไม่มีใครเกิดมาในสุญญากาศ สภาพแวดล้ อมในครอบครัวจึงหล่อหลอมความคิด ความรู้สกึ ค่านิยม และวิสยั ทัศน์ด้วย  แม้ ครอบครัว คือ เครื่ องมือหล่อหลอมชีวิต แต่ไม่เคยเป็ นข้ อจำากัดของคนปรารถนามีวิสยั ทัศน์ /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT5/12

 คนทุกคนเป็ น "นักโทษของประสบการณ์" อยู่ใน "กรงแห่งประสบการณ์" ของตนเอง  ประสบการณ์ไม่ดี ความล้ มเหลว บาดเจ็บ อาจเป็ นเหตุให้ ไม่กล้ าคิด ไม่กล้ ามีวิสยั ทัศน์ แต่ก็เป็ นเพียง "ไม่กล้ า" ไม่ใช่ "ทำาไม่ ได้ "  แน่นอนว่าประสบการณ์ที่ดีในความสำาเร็จ จากการได้ คิดได้ ทำา ช่วยให้ กล้ าคิด กล้ าทำา กล้ ามีวิสยั ทัศน์ได้ แต่มีไม่กี่คนที่ได้ ใช้ มันจริง  อุปสรรค และ ประสบการณ์ในความยากลำาบาก อาจเป็ นแรงผลักให้ เราเกิดความทะเยอทะยาน เกิดฝั น หรื อ เกิดวิสยั ทัศน์ได้ หากเรารับในทางที่ดีและใช้ เป็ นบันไดก้ าวไป  คนตอบสนองประสบการณ์ได้ 2 ทางคือ สร้ างสรรค์และถดถอย ถ้ าใครเลือกทางสร้ างสรรค์เสมอ จะกลายเป็ นผู้ที่มีวสิ ยั ทัศน์ และก้ าวไปข้ างหน้ าได้  ถ้ าจะใช้ ประสบการณ์มาสร้ างวิสยั ทัศน์ ต้ องเป็ นคนที่มีวินยั ทางความคิด เมื่อประสบเหตุการณ์ ต้ องเป็ นฝ่ ายรุกไม่ใช่ฝ่ายรับ แทนที่จะปล่อยให้ ประสบการณ์ในอดีตมาทับถม เราควรใช้ มนั เพื่อก่อร่างสร้ างวิสยั ทัศน์ขึ ้นมา  หมัน่ นำาประสบการณ์มาสะท้ อนความคิดเสมอ มองให้ ทะลุปรุโปร่งว่าจะใช้ ให้ เป็ นประโยชน์ในทางสร้ างสรรค์ได้ อย่างไร  ว่าง ๆ ลองนึกถึงประสบการณ์ดู อย่าให้ ไร้ ความคิด แต่สะท้ อนคิ���เสมอว่า "เหตุการณ์เกิดขึ ้นได้ อย่างไร" "ดีหรื อไม่ดี" "ใช้ ได้ อย่างไร" แล้ วเราจะเกิดวิสยั ทัศน์  เมื่ออยู่ในบริบทไม่เอื ้ออำานวย วิสยั ทัศน์อาจยังมีอยู่ แต่ลดลงและไม่เข้ มข้ นอย่างที่ควรจะเป็ น  คนในภูมิประเทศและภูมิอากาศคล้ ายกัน อาจมีวิสยั ทัศน์และความสำาเร็จต่างกันได้  ถ้ าเราปิ ดประตูก็หมดโอกาส ทุกคนมีโอกาส ถ้ าตังใจและพาตั ้ วเข้ าไปอยู่ในบริ บทแวดล้ อมที่ดี 2. องค์ ประกอบภายนอก  ไม่ว่าจะรับวิสยั ทัศน์มาจากแหล่งใด สิ่งสำาคัญคือต้ องรับวิสยั ทัศน์นนมาเป็ ั้ นของตัวเองด้ วย  การเรี ยนรู้ทำาให้ เราได้ รับข้ อมูลข่าวสารใหม่ ๆ ที่จะกระตุ้นความคิดต่อจนเป็ นวิสยั ทัศน์ได้  การเรี ยนรู้และทำาความเข้ าใจสิ่งที่กำาลังจะเกิดขึ ้นหรื ออาจเกิดขึ ้นในอนาคต จะทำาให้ สามารถเตรี ยมความพร้ อมในทุกด้ านเพื่อ มุ่งสูค่ วามสำาเร็จในอนาคตอย่างมัน่ คง  ถามตัวเองเสมอว่า… เราควรมีวสิ ยั ทัศน์อย่างไร และทำาอย่างไร เพื่อให้ อยู่ในสังคมที่กำาลังเปลี่ยนแปลงนี ้ได้  เรี ยนรู้มาก สังเกตมาก ช่างคิดมาก วิเคราะห์มาก ก็มีแนวโน้ มที่จะมีวิสยั ทัศน์ได้ มากกว่า  การเรี ยนรู้ทำาให้ กล้ ามีวิสยั ทัศน์ ถ้ าไม่เรี ยนรู้ เราจะประหวัน่ พรั่นพรึง เหมือนเหยียบอยู่บนกระดานที่ผุ ย่ำาอยู่กบั ที่ ไปไหนไม่ได้  เราถ่อมตัวพอจะเรี ยนรู้หรื อไม่ ลองคิดดูว่า ในการเรี ยนรู้ ใครเป็ นผู้ได้ ประโยชน์  ผมเป็ นคนที่ยอมให้ ใคร ๆ เป็ นครูของผมได้ ทังที ้ ่ผมเป็ นครูมายาวนาน แต่ผมมีครูเป็ นพัน ๆ คน แม้ เด็ก ๆ ก็เป็ นครูของผมได้  ถ้ าเรารู้จริง เราจะไม่กลัว และจะกล้ ารุกไปข้ างหน้ า แต่ที่ใดที่เราไม่ร้ ูจริงในพรมแดนความรู้นนั ้ เราจะไม่กล้ าไป วิสยั ทัศน์เราก็ จะคับแคบ  การเรี ยนรู้ ความเข้ าใจ เป็ นเหตุให้ เรากล้ าวางอนาคตและกล้ าเข้ าไปในพรมแดนวิสยั ทัศน์ใหม่ ๆ  ขณะนี ้ เราอยู่ในยุคข้ อมูลข่าวสาร ที่มีข้อมูลล้ นเต็มไปหมด ต้ องเลือกเรี ยนรู้ให้ เป็ น ต้ องมีวิธีการจัดประเภทสิ่งที่จะเรี ยนรู้ มีวิธี การคัดเลือกอย่างเจาะจง - จั ด ห ม ว ด สิ่ ง ที่ เ ร า อ ย า ก ทำา แ ล้ ว พ ย า ย า ม เ รี ย น รู้ ใ ห้ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ สิ่ ง นั ้น ทั ้ง ท า ง ต ร ง แ ล ะ ท า ง อ้ อ ม  นิสยั ของการเรี ยนรู้ ทำาให้ ผมเปิ ดม่านฟ้าความคิดได้ กว้ างไกลขึ ้น /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT6/12

 ยิ่งอยู่สงู มากเท่าไหร่ ยิ่งต้ องเรี ยนรู้มาก เพราะจะต้ องประเมินทิศทาง เพื่อวางวิสยั ทัศน์  ใช้ ประสบการณ์และการเรี ยนรู้ที่เรามี ไปขยายขอบเขตชีวิตของเรา ยิ่งสัง่ สมยิ่งขยายขอบเขต เราจึงต้ องหมัน่ หาสิ่งเหล่านี ้มาส ร้ างขอบเขตต่อไป  บางคนอาจไม่เคยมีวิสยั ทัศน์ แต่เมื่อได้ อยู่ในบางตำาแหน่ง บางอาชีพ ก็จำาเป็ นที่จะต้ องมีวิสยั ทัศน์ เพื่อให้ งานนันประสบความ ้ สำาเร็จได้ สงู สุด  ผู้นำาองค์กร จะถูกหน้ าที่สง่ แรงบีบให้ มีวิสยั ทัศน์ เพื่อที่จะนำาองค์กรได้ อย่างดี  การทำางานที่มีการแข่งขัน ต้ องปรับปรุงตลอดเวลา จะบังคับให้ คนที่มีความรับผิดชอบต้ องมีวิสยั ทัศน์  คนมีไฟ เปี่ ยมด้ วยวิสยั ทัศน์ เมื่อไปอยู่ในระบบบรรยากาศ "เช้ าชามเย็นชาม ชัว่ ไม่มี ดีไม่ปรากฏ ไม่มีรางวัล ไม่มีการรับโทษ" จะทำาให้ ขาดแรงจูงใจ และหมดไฟ  ถ้ าอยากมีวิสยั ทัศน์ ต้ องพิจารณาหน้ าที่การงานด้ วย ไม่ใช่เรื่ องง่ายที่เราจะฝื นตัว ถ้ าเราอยู่ในสิ่งแวดล้ อมอย่างไร สิ่งนันก็ ้ จะ หล่อหลอมเรา - เราอยู่ กั บ หงส์ เราก็ เ ป็ นหงส์ เราอยู่ กั บ กา เราก็ เ ป็ นกา เราไปทำา งานอยู่ กั บ คนประเภทใด เราก็ จ ะเป็ นแบบนั น้      

แ ม้ ไ ฟ ที่ เ ค ย ลุ ก โ ช ติ ช่ ว ง ชั ช ว า ล ย์ ก็ ม อ ด ดั บ ไ ด้ อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่ทำาให้ เราได้ ใช้ สิ่งที่เรามีอย่างเต็มที่ คิดแบบนี ้จะทำาให้ เราเกิดวิสยั ทัศน์ได้ ถ้ าคนไม่มีวิสยั ทัศน์ ได้ ไปอยู่ใกล้ คนมีวิสยั ทัศน์ ก็จะสามารถมีวิสยั ทัศน์ร่วมกันกับเขาได้ โดยการรับอิทธิพลชีวิตจากผู้นนั ้ "ใกล้ ใครก็จะเป็ นอย่างคนนัน" ้ โรคติดต่อชื่อว่า "มีวิสยั ทัศน์" มีจริง การถ่ายทอดวิสยั ทัศน์เป็ นหน้ าที่ของผู้นำา เมื่อผู้นำาหยุดถ่ายทอดวิสยั ทัศน์ ความสำาเร็จก็ริบหรี่ เป็ นสมาชิกในองค์กรที่ผ้ นู ำามีวิสยั ทัศน์ จะมีโอกาสประสบความสำาเร็จมากกว่า เราไม่จำาเป็ นต้ องคิดเองทุกครัง้ ไป เราสามารถรับวิสยั ทัศน์มาจากผู้อื่นได้ คือจากคนที่มีวิสยั ทัศน์ และวิสยั ทัศน์ของเขากว้ าง ใหญ่ไพศาลพอที่เราจะเข้ าไปเป็ นส่วนหนึง่ ในวิสยั ทัศน์นนได้ ั้

จ ะ รั บ ม า ดั ด แ ป ล ง ทำา เ อ ง ห รื อ ทำา ร่ ว ม กั บ ค น ที่ มี วิ สั ย ทั ศ น์ ก็ ไ ด้ จะไม่ก้าวไปเป็ นส่วนหนึง่ ของวิสยั ทัศน์ของเขาหรื อ ? ถ้ ารู้วา่ ร่วมกับคนนี ้แล้ วดีกว่าทำาเองหรื อต่างคนต่างทำา หลายครัง้ เราน่าจะไปหาคนที่มีวิสยั ทัศน์ ดีกว่าเริ่มใหม่จากศูนย์ การอยู่ใกล้ คนมีวสิ ยั ทัศน์ ทำาให้ ได้ รับอิทธิพลดีจากเขา และยังทำาให้ เราทำาอะไรได้ มากด้ วย สังเกตแนวทางการทำางาน วิธีการพูด วิธีปฏิบตั ิ และวิถีชีวิตของเขา เพื่อมองดูวา่ คนนี ้ก้ าวไกลทอดยาว มีวิสยั ทัศน์พอที่เราจะ เข้ าไปแทรกได้ หรื อไม่  เมื่อไปเป็ นส่วนหนึง่ ในวิสยั ทัศน์ของเขา เรายังต้ องมีวิสยั ทัศน์สว่ นตัวของเราด้ วย ความเป็ นตัวเราไม่จำาเป็ นต้ องถูกกลืนสลาย หายไป  บางครัง้ การนำาตัวเองเข้ าไปเชื่อมต่อกับมอเตอร์ ใหญ่ของคนที่มีวิสยั ทัศน์อยู่แล้ ว ดำาเนินการมานานแล้ ว อาจจะลดขันตอนไป ้ ได้ 10 ปี ไม่จำาเป็ นต้ องเริ่มสตาร์ ทเครื่ องกันใหม่  คนบางคนอยากเป็ นเถ้ าแก่ ถือหุ้น 100% อาจจะได้ กำาไร 50,000 บาท แต่ถ้าไปถือหุ้น 0.01% อาจได้ กำาไร 5,000,000 บาท และองค์กรนันยั ้ งให้ โอกาสเราพัฒนาวิสยั ทัศน์สว่ นตัว โดยที่เราไม่ต้องมานัง่ ก๊ อกแก๊ กอยู่ 15 ปี อันไหนจะดีกว่ากัน    

ความสำาคัญของวิสัยทัศน์  เพียงตระหนักรู้ ถงึ คุณค่ าและความสำาคัญ เราก็จะลงแรงเพื่อให้ วสิ ัยทัศน์ นั้นสำาเร็จ

/mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT7/12

 สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ที่ขาดวิสยั ทัศน์จะไม่สามารถปรับตัวและนำาคนอื่น ๆ เผชิญการเปลี่ยนแปลงได้ ผล สุดท้ ายก็คือความล้ มเหลว  เรากำาลังอยู่ใน "ยุคบานพับประวัติศาสตร์ โลก" หมายความว่า เป็ นคนที่อยู่ในยุคของการเหวี่ยงประตูประวัติศาสตร์ โลกจากยุค เก่าสูย่ คุ ใหม่ให้ เปิ ดกว้ างออก  คงจำาได้ ในสมัยก่อน คนดีดลูกคิดกันเวลาคิดเลข แต่เดี๋ยวนี ้ลูกคิดไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพราะว่าโลกเปลี่ยนรวดเร็วมาก  การปรั บ ตั ว ต้ องอาศั ย การพิ นิ จ พิ เ คราะห์ การใช้ ความคิ ด ความอ่ า นพอสมควร จึ ง จะสามารถเอาตั ว รอดได้  คนขาดวิสยั ทัศน์จะขาดความหวัง ยิ่งเวลาที่มีอปุ สรรคปั ญหา เขาจะมองโลกในแง่ร้าย มีความคิดแง่ลบ เพราะเขาไม่มีภาพอื่น ให้ มอง นอกจากปั ญหาตรงหน้ าที่เผชิญอยู่ - ยิ่ ง ต้ อ ง ใ ช้ เ ว ล า ส่ ว น ใ ห ญ่ ไ ป กั บ ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า ยิ่ ง ทำา ใ ห้ คิ ด ว่ า ห ม ด ห น ท า ง  คนไม่มีความหวัง ก็เหมือนคนสิ ้นใจ ไร้ ชีวิต คนที่ฆา่ ตัวตาย คือ คนที่หมดกำาลังใจเพราะไม่มีความหวังในชีวิต ไม่ร้ ูจะอยู่เพื่อ อะไร และ คนที่ไม่มีวิสยั ทัศน์มีโอกาสจะเป็ นคนแบบนันในที ้ ่สดุ  ไม่มีใครที่ไม่มีอปุ สรรคปั ญหา แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเขาเผชิญปั ญหา เขาจะมีกำาลังใจหรื อไม่ ความหวังกำาลังใจจะเกิดเมื่อมีภาพให้ มอง เ���มือนคำาว่า "เห็นแสงปลายถ้ำ า"  ผู้นำาจะนำาสมาชิกไปข้ างหน้ าได้ ต้ องรู้วา่ เป้าหมายอยู่ที่ใด ทังยั ้ งต้ องรู้ทิศทาง หนทาง และวิธีการที่ใช้ เดินไป - แ ต่ ถ้ า ผู้ นำา ไ ม่ มี วิ สั ย ทั ศ น์ ก็ จ ะ ไ ม่ มี ก า ร พ า ใ ค ร ไ ป ที่ ใ ด ทั ้ ง สิ ้ น เ พ ร า ะ ยั ง ไ ม่ รู้ เ ป้ า ห ม า ย  ถ้ าเราไม่สามารถสละทุกอย่างเพื่อสิ่งนันได้ ้ สิ่งนันไม่ ้ ใช่วิสยั ทัศน์ ผ ล เ สี ย ข อ ง ก า ร ข า ด วิ สั ย  ผู้ที่ไม่ มีวสิ ัยทัศน์ คือ ผู้แพ้ สำาหรั บวันนี้ และเป็ นผู้ที่ตายแล้ วสำาหรั บวันพรุ่ งนี้ และวันต่ อ ๆ ไป

ทั

น์

 ความล้ มเหลวโดยมิได้ ตงใจ ั ้ คือ นิสยั ของผู้ขาดวิสยั ทัศน์  ขาดวิสยั ทัศน์ จะขาดการป้องกันปั ญหา จนเกิดการสะสมซ้ อนทับของปั ญหาหลายชันตามกาลเวลา ้ จนยากจะหาต้ นตอและ หนทางการแก้ ไขได้ ครบ  ผู้บริ หารที่ขาดวิสยั ทัศน์ จะไม่มีโอกาสคิดวางแผนในการบุกเบิก สร้ างสรรค์งานใหม่ ๆ เพื่อพาองค์กรไปสู่ความสำาเร็ จ แต่มวั แ ต่ นั่ ง แ ก้ ปั ญ ห า ง า น ป ร ะ จำา วั น อ ยู่ เ ส ม อ เ พ ร า ะ ข า ด วิ สั ย ทั ศ น์ นั่ น เ อ ง  ถ้ าเรามองอนาคตไม่แม่นยำา สิ่งที่เกิดขึ ้นจะทำาให้ ลองผิดลองถูกไปอย่างยาวนาน ความแม่นยำาในการประเมินอนาคตจึงเป็ น ลักษณะพิเศษที่จะต้ องพัฒนา  ความล้ มเหลวนันไม่ ้ ใช่การต้ องพบปั ญหาและความทุกข์ตลอดเวลา แต่คือการที่ไม่สามารถใช้ ทกุ สิ่งที่มีในชีวิตให้ เกิดผลสูงสุด  ถ้ าเราควรจะเดินขึ ้นไปถึงบันไดขันสู ้ งสุด แต่เรากลับเดินไปถึงเพียงค่อนของบันได นัน่ ก็เป็ นความล้ มเหลวแล้ ว - เพราะเมื่อเวลาหมดไป เราจะรู้สึกเสียใจ เสียเวลากับชีวิต เสียดายที่เราน่าจะทำาได้ ดีกว่านี ้ แต่เลือกที่จะทำาเพียงเท่านี ้ และถึง เ ว ล า นั ้ น ก็ ห ม ด โ อ ก า ส จ ะ ย้ อ น เ ว ล า ก ลั บ ม า แ ล้ ว    

เ ร า จึ ง ค ว ร มี วิ สั ย ทั ศ น์ ใ ห้ เ ร็ ว ที่ สุ ด เ พื่ อ มี เ ว ล า ม า ก ที่ สุ ด สำา ห รั บ ก า ร ไ ป ถึ ง วิ สั ย ทั ศ น์ นั ้ น องค์กรที่ไร้ วิสยั ทัศน์ จะประกอบด้ วย สมาชิกเช้ าชามเย็นชาม จับจด เฉื่อยช้ า กว่าจะเข็นให้ ทำางานได้ ก็ยากยิ่ง คนจำานวนมากจะไม่มีความมุ่งมัน่ พยายามเท่าใดนัก ถ้ าเขาไม่เห็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ข้างหน้ า ถ้ าไม่มีวิสยั ทัศน์ว่าจะทำาอะไรให้ เสร็จเมื่อไหร่ งานชิ ้นเดียวกันก็อาจใช้ เวลายาวนานต่างกันได้ ถ้ าองค์กรและผู้นำาขาดวิสยั ทัศน์ สมาชิกจะไม่กระตือรื อร้ น เพราะไม่คิดว่าจะต้ องทำาอะไรมากไปกว่างานจำาเจประจำาวัน

/mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT8/12

 องค์กรจะสามารถก้ าวแซงองค์กรอื่น ๆ ไปข้ างหน้ าได้ เมื่อสมาชิกได้ ร่วมกันสร้ างสรรค์สิ่งใหม่ให้ เกิดการพัฒนาขึ ้น  ทุกคนสามารถคิดสิ่งใหม่ ๆ ได้ แต่จะได้ มากหรื อน้ อยนันขึ ้ ้นอยู่กบั องค์ประกอบสำาคัญอย่างหนึง่ คือ "ความปรารถนาจะประสบ ความสำาเร็จ"  เมื่อไม่มีเป้าหมายที่จะไปถึง ก็จะไม่มีอะไรเป็ นตัววัดความสำาเร็จ ทำาให้ ไม่ต้องคิดสร้ างสรรค์ เพราะไม่คิดว่าต้ องทำาสิ่งใดให้ ดี ขึ ้น  องค์กรที่มีวิสยั ทัศน์ชดั เจน จะทำาให้ สมาชิกรู้ว่าต้ องคิดสร้ างสรรค์ในส่วนงานรับผิดชอบเช่นไร เพื่อจะมีสว่ นทำาให้ วสิ ยั ทัศน์ สำาเร็จ - อย่าคิดว่าผู้บริหารจะคิดสร้ างสรรค์แทนสมาชิกได้ เพราะเป็ นเรื่ องของคนที่คลุกคลีกบั งานที่ทำา ดังนัน้ เราจึงต้ องเปิ ดโอกาสให้ พ ว ก เ ข า  เมื่อไม่มีความคิดสร้ างสรรค์ ไม่มีสิ่งใหม่ ๆ จะไม่มีไฟในการทำางาน จะมีก็แต่ความเบื่อหน่ายที่เพิ่มขึ ้นวันต่อวัน  ผู้ที่ไม่มีวสิ ยั ทัศน์เหมือนนักเดินทางที่ไม่มีจดุ หมายปลายทาง  คิดดูว่าน่าสงสารเพียงใด ในขณะที่ทกุ คนต้ องเดินเหมือนกัน คนที่ไม่มีวิสยั ทัศน์ไม่ร้ ูว่าเดินไปไหน และเดินไปทำาไม แต่ก็ยงั ต้ อง เดินอยู่ดี  คนที่ไม่มีวิสยั ทัศน์ ก็เดินไปเรื่ อย ๆ เสียเวลาไปโดยไม่ได้ อะไรกลับมา ถ้ าขับรถก็เสียน้ำ ามันเปล่า ๆ แม้ ระหว่างทางจะพบอะไร บ้ าง แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายอย่างแท้ จริง  แทนที่เราจะเป็ นผู้กำาหนดสิ่งต่าง ๆ กลับปล่อยให้ สิ่งต่าง ๆ เป็ นตัวกำาหนดชีวิตของเรา ทำาให้ เรากลายเป็ นคนจับจดและไม่ได้ ทำาอะไรเป็ นชิ ้นเป็ นอันในชีวิต  องค์กรที่ผ้ นู ำาขาดวิสยั ทัศน์ คนในองค์กรจะไม่มีวิสยั ทัศน์ ไม่มีเป้าหมายร่วมกัน เป็ นองค์กรที่ดำาเนินการไปอย่างไร้ ทิศทาง ขาด การวางแผน ขาดการเตรี ยมการล่วงหน้ า ขาดการประสานทิศทาง  องค์กรใดที่ผ้ นู ำาขาดวิสยั ทัศน์ บริหารโดยยึดตามแนวเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถเติบโตได้  ถ้ าไม่มีวิสยั ทัศน์ จะไม่มีทิศทาง ทุกก้ าวที่เดินหมายถึงทรัพยากรที่ต้องสิ ้นเปลืองไป - ที่ว่าการไร้ วิสัยทัศน์ นนั ้ สิ ้นเปลือง เพราะเป็ นการลองผิดลองถูกอยู่ตลอด อย่างน้ อยก็สูญเสียเวลาไปอย่างไร้ ความหมาย - เช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่มีวิสยั ทัศน์ ไม่ร้ ู ว่าอีก 10 ปี 20 ปี อยากเห็นตนเองเป็ นอะไร ทุกเวลาในชีวิตจะหมดไปอย่างไร้ ความ หมาย อาจทำา โน่น ทำา นี่ ไปหลายอย่าง เสียเวลา เสียเงินทอง ลงทุนไป แต่เมื่อหมดเวลาไป จะพบตนเองว่าไม่ไปถึงไหน  เมื่อคนมีวิสยั ทัศน์มองไปข้ างหน้ าด้ วยการคิด และมองภาพอนาคตด้ วยความเข้ าใจ จะเห็นภาพอนาคตที่เกิดขึ ้น จะพบสิ่งที่ ต้ องปรับตัวเปลี่ยนแปลงหากจะไปสูว่ ิสยั ทัศน์นนั ้ และจะแก้ ไขได้ ทนั - ค น ไ ร้ วิ สั ย ทั ศ น์ จึ ง น่ า ส ง ส า ร อ ย่ า ง ส ม บู ร ณ์ แ บ บ ไ ม่ เ พี ย ง วั น นี ้ แ ต่ ใ น อ น า ค ต ด้ ว ย  โลกปั จจุบนั เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และกว้ างขวาง การไม่ร้ ูและไม่คาดการณ์ลว่ งหน้ า จะทำาให้ เราปรับตัวรับการ เปลี่ยนแปลงไม่ทนั - ก า ร ป รั บ ตั ว ไ ม่ ทั น ไ ม่ เ ค ย ใ ห้ ผ ล ดี แ ม้ เ พี ย ง อ า ก า ศ เ ป ลี่ ย น ชั่ ว ข ณ ะ ค น ก็ ล้ ม ป่ ว ย ไ ด้ ห ล า ย วั น  ไม่มีชีวิตใดในโลกที่สามารถหลีกพ้ นผลกระทบแห่งกระแสการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีสขุ และความสำาเร็จ คือ ผู้ที่ร้ ูเท่าทันและปรับ ตัวได้ มากที่สดุ  ไม่มีวสิ ยั ทัศน์ คือ ไม่สนใจอนาคต คือ ไม่สนใจคิด ใคร่ครวญ ค้ นคว้ าหาข้ อมูลความรู้ คือ มีแต่ข้อมูลล้ าสมัยใช้ การไม่ได้ คือ มี แต่เสี่ยงตัดสินใจผิด คือ มีอย่างมากเพียงแผนเชิงรับ คือ ไร้ ศกั ยภาพในการแข่งขัน และสุดท้ าย คือ ความล้ มเหลว ผลดีของการมีวสิ ัยทัศน์ /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT9/12

 เส้ นทางไปสู่วสิ ัยทัศน์ นำามาแต่ ความเจริญ เกิดการพัฒนา กล้ าหาญทำาสิง่ ดีที่ไม่ เคยทำามาก่ อน

 วิสยั ทัศน์นำามาซึง่ ทิศทาง ทิศทางนี ้จะเป็ นกรอบให้ แก่ผ้ บู ริหาร ในการจัดระบบและดำาเนินการทุกอย่างในองค์กรอย่างประสาน สอดคล้ อง เกิดประสิทธิผล ประสิทธิภาพสูงสุด ถูกต้ อง ตรงเป้าหมาย  ผู้ที่มีวิสยั ทัศน์ชดั เจน จะวางแผนชัดเจนเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายนัน้ ต้ องกำาหนดทิศทางชัดเจน จะมีทงแผนระยะสั ั้ น้ กลาง และ ยาว ว่าต้ องทำาอะไรบ้ าง - เ ป็ น ธ ร ร ม ด า ที่ ผู้ นำา แ ล ะ ที ม ง า น ที่ รู้ ทิ ศ ท า ง ชั ด เ จ น จ ะ ป ร ะ ส า น ง า น กั น อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ  วิสยั ทัศน์ทำาให้ คนมีความเป็ นน้ำ าหนึง่ ใจเดียวกัน ทีมงานจึงเป็ นเอกภาพโดยอัตโนมัติ  ผู้บริหารที่มีวสิ ยั ทัศน์ จะเป็ นบุคคลผู้บรรทุกความฝั นแห่งความสำาเร็จในอนาคต แปรเปลี่ยนเป็ นภาระใจและพลังผลักดันให้ ความฝั นนันเป็ ้ นจริงได้  การได้ ทำางานในที่ที่มีวสิ ยั ทัศน์จงึ เป็ นกำาไรชีวิต เพราะจะทำาให้ เป็ นคนที่มีวิสยั ทัศน์สว่ นตัว ได้ รับความสำาเ���็จทังส่ ้ วนตัว และ ส่วนรวมด้ วย  การไปถึงวิสยั ทัศน์ต้องมีความพยายามมากกว่าปกติ แต่ตามปกติคนทัว่ ไปใช้ ศกั ยภาพในตัวเพียงเล็กน้ อยเท่านัน้ อัจฉริยะ ของโลกยังใช้ พลังสมองไปเพียงเล็กน้ อย  เรายังขยายความสามารถได้ อีก ถ้ ามีแรงจูงใจเป้าหมาย คอยเร้ าให้ นำาศักยภาพออกมาใช้  ไม่มีนกั วิ่งคนใดอยากได้ เหรี ยญทอง แต่ออมแรงในการวิ่งแข่ง  วิสยั ทัศน์ยิ่งใหญ่และชัดเจนเท่าใด ก็ยิ่งทำาให้ เรากระตุ้นให้ ตวั เองใช้ ความสามารถอย่างเต็มที่มากขึ ้นเท่านัน้ - คนที่ ตงั ้ ใจจะประสบความสำา เร็ จ จะค้ นและดึง ศักยภาพในตัว ออกมาใช้ ได้ อย่า งเต็มที่ ภ ายในช่ว งระยะเวลาไม่ นานนัก  ทีมงานที่มีวิสยั ทัศน์จะถูกกระตุ้นให้ เหยียดความสามารถและศักยภาพที่ซอ่ นอยู่ภายในออกมาใช้ ตลอดเวลา ผู้นำาจึงสามารถ สร้ างทีมงานที่มีคณ ุ ภาพได้  อุปสรรค ปั ญหา ความยากลำาบาก การกระทบกระเทือนจิตใจ หรื อเรื่ องเลวร้ ายใด ๆ จะไม่เป็ นเหตุให้ คนที่มีวิสยั ทัศน์ล้มเลิก การเดินทาง  คนมีวิสยั ทัศน์จะเดินต่อไปข้ างหน้ าได้ เพราะเขารู้ตงแต่ ั ้ แรกว่าจะต้ องมีอปุ สรรคและสิ่งกีดขวาง   

เห็นปั ญหาอุปสรรคอยู่เหมือนกัน แต่การมีวิสยั ทัศน์ไม่ได้ โฟกัสอยู่ที่นนั่ ภาพอนาคตสดใสต่างหาก ที่ดึงดูดใจให้ มองดูยิ่งนัก วิสยั ทัศน์ จะทำาให้ เห็นภาพที่สร้ างกำาลังใจ ซึง่ ทำาให้ ฝ่าอุปสรรคไปจนถึงความสำาเร็จของวิสยั ทัศน์ได้ บ่อยครัง้ ที่ผ้ มู ีวิสยั ทัศน์จะมีความกล้ าหาญเกินกว่าปกติ เพราะเขามองไปข้ างหน้ าจึงยินดีกล้ าเสี่ยง วิสยั ทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เพียงพอเท่านัน้ จะสร้ างพลังขับเคลื่อนแรงกล้ าในการทำาเป้าหมายที่ตงใจให้ ั้ สำาเร็จ

- เช่นเดียวกับม้ าแข่ง ที่ถกู สวมหน้ ากากให้ มองข้ างหน้ าอย่างเดียว แม้ มนั อาจวิ่งจนหกล้ มระหว่างการแข่งขัน มันก็จะลุกขึ ้นและ ม อ ง ไ ป ยั ง เ ป้ า ห ม า ย ที่ อ ยู่ ข้ า ง ห น้ า แ ล ะ วิ่ ง ต่ อ ไ ป จ น เ ข้ า เ ส้ น ชั ย  คนจำานวนมากชอบจะเป็ นผู้ตามมากกว่าเป็ นผู้นำา ดังนันเมื ้ ่อมีผ้ นู ำาที่มีวิสยั ทัศน์นำาทิศทางให้ ก็จะเดินตามมาได้ ง่าย  คนมีคณ ุ ภาพย่อมปรารถนาทำาสิ่งที่มีคณ ุ ภาพ ซึง่ มักมาจากเป้าหมายที่มีคณ ุ ภาพ โดยการมีวิสยั ทัศน์ ถ้ าเรามีวิสยั ทัศน์ แน่นอนว่าจะมีคนที่มีคณ ุ ภาพมาร่วมงานด้ วย - เหมื อ นกับ มี ค ลื่ น ย่ า นเดี ย วกั น คนมี วิ สัย ทัศ น์ จ ะรั บ สัญ ญาณ จากองค์ ก รที่ มี วิ สัย ทัศ น์ ไ ด้ ชัด เจนโดยไม่ ต้ อ งจู น คลื่ น - ขณะที่คนมีวิสัยทัศน์ ถูกดึงดูดเข้ าสู่องค์กรที่มีวิสัยทัศน์ คนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ขาดคุณภาพ ไม่ร่วมมือกัน จะถูกคัดออกจาก อ ง ค์ ก ร ไ ป ใ น ตั ว /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT10/12

 คนมีวิสยั ทัศน์จะสนุกกับงานหนัก ๆ ในองค์กรที่มีวสิ ยั ทัศน์ และอยากทำามากขึ ้นอีก ขณะเดียวกัน คนที่ไม่มีวิสยั ทัศน์ร่วม จะ ไม่อยากมาทำางาน เพราะงานหนักเกินไป แรงจูงใจไม่พอ  การไร้ วิสยั ทัศน์เหมือนกับฉีดน้ำ าจากสายยางไปทัว่ ๆ สูข่ วดน้ำ าที่วางเรี ยงรายอยู่ ไม่ว่าจะฉีดกระจายนานเท่าใด น้ำ าก็ไม่เต็ม ขวดสักที - แต่การมีวิสยั ทัศน์ ขวดน้ำ าจะเต็มได้ ง่าย แม้ ด้วยน้ำ าเอื่อย ๆ จากสายยาง เมื่อถูกนิ ้วกดปลาย จะทำาให้ น้ำาที่พ่งุ ออกมามีพลังขับ เ ค ลื่ อ น รุ น แ ร ง แ ล ะ ต ร ง เ ป้ า ห ม า ย  เมื่อแต่ละคนมีจดุ โฟกัสชัดเจน พลังงานที่มีจะไม่ถกู ใช้ ไปอย่างเรี่ ยราด  คนบางคน ตลอดชีวิตทำาอะไรได้ มากมาย แต่บางคนใช้ ชีวิตไปอย่างไร้ คณ ุ ค่า  เมื่อสมาชิกทุม่ เทชีวิตเพื่อวิสยั ทัศน์องค์กร เขาจะมีความรู้สกึ เป็ นเจ้ าขององค์กร และจะทำางานเสมือนองค์กรเป็ นของเขาโดย อัตโนมัติ  เมื่อรู้ว่าจะไปทิศทางไหน ก็จะนัง่ ลงคิดอย่างจริงจังได้ ว่าจะทำาอะไรในชีวิต - ในขณะเดียวกัน วิสัยทัศน์ จะช่ว ยตัดเรื่ องที่ ไม่จำา เป็ นออกจากชีวิต รวมทัง้ รวบเอาหลาย ๆ เรื่ องที่เกี่ยวเนื่องกันมาขมวด ป ร ะ ส า น เ ป็ น เ รื่ อ ง เ ดี ย ว กั น ไ ด้ แ ล ะ ยั ง จั ด ลำา ดั บ ก่ อ น ห ลั ง ไ ด้ ถู ก ต้ อ ง เ ห ม า ะ ส ม อี ก ด้ ว ย  การที่เราเห็นเป้าหมายในอนาคตชัดเจน และมีความมุง่ มัน่ อยากจะเห็นสิ่งนันสำ ้ าเร็จ ทำาให้ เราต้ องคิดในทางปฏิบตั ิจริงว่าเรา จะไปในทิศทางใด ใช้ วิธีการอย่างไร ทรัพยากรอะไรบ้ าง อะไรมี อะไรขาด อะไรอ่อน อะไรแข็ง ปรับปรุงอะไรบ้ าง ทังหมดนี ้ ้คือ การประเมินก่อนลงมือทำานัน่ เอง  วิสยั ทัศน์สง่ ผลให้ เกิดการประเมินผลตลอดเวลา คือเทียบกับความจริงว่ายังขาดสิ่งใด ถ้ าไม่มีวสิ ยั ทัศน์ ก็จะขาดภาพชัดใน การเปรี ยบเทียบประเมิน - การไม่ ป ระเมิ น จะทำา ให้ ไ ม่ ไ ปไหน หยุด อยู่กับ ที่ ในทางกลับ กัน การประเมิ น จะทำา ให้ ไ ปถึ ง วิ สัย ทัศ น์ ไ ด้ ม ากขึ น้ ด้ ว ย  วิสยั ทัศน์ไม่เพียงทำาให้ เราไม่มองเพียงปั ญหาเฉพาะหน้ าเท่านัน้ แต่ยงั ทำาให้ เรามองไกลออกไปในอนาคต มองระยะยาว และ เตรี ยมแผนการลงมือกระทำาในเวลานี ้  ถ้ ามีคำาว่า "วิสยั ทัศน์" จะไม่มีคำาว่า "ปั ญหาเฉพาะหน้ า" เพราะปั ญหาถูกค้ นพบมาก่อน และเตรี ยมพร้ อมป้องกันไว้ เรี ยบร้ อย  คนไม่มีวิสยั ทัศน์ จะไม่คิดอะไรมาก พอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไม่คิดว่าจะทำาให้ สิ่งต่าง ๆ ดีขึ ้นได้ วิสัยทัศน์ ในชีวติ จริง  ไมเคิล ฟาราเดย์ บิดาแห่งเครื่ องกำาเนิดกระแสไฟฟ้า เขาเห็นภาพกระแสไฟฟ้าอยู่ในสมองของเขาตลอดเวลา แม้ ว่าเขายังไม่ ได้ ประดิษฐ์ เครื่ องกำาเนิดกระแสไฟฟ้าขึ ้นมาเลย  จอห์น เอฟ. เคนเนดี ้ ตังวิ ้ สัยทัศน์ ว่า "ภายในทศวรรษที่ 1970 จะส่งคนไปดวงจันทร์ และให้ เขากลับคืนสู่โลกนีด้ ้ วยความ ปลอดภัย " แล้ ว 20 กรกฎาคม 1969 นี ล อาร์ มสตรอง เป็ นคนแรกที่ เหยี ย บดวงจัน ทร์ แ ละกลับมาสู่โลกอย่ า งปลอดภัย  เคล็ม ลาไบน์ นักขว้ างลูกเบสบอลที่มีชื่อเสียงก้ องโลก เมื่อตอนเขาเป็ นเด็กนัน้ นิ ้วชี ้ข้ างขวาของเขาหักโดยอุบตั ิเหตุ ข้ อต่อนิ ้ว มือระหว่างข้ อแรกกับข้ อที่สองงออยู่ แต่ด้วยความฝั นใฝ่ จะเป็ นนักขว้ างเบสบอลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของอเมริกา เขาจึง พยายามฝึ กฝนอย่างหนัก จนที่สดุ เขาสามารถเอาชนะความจำากัดนัน้ ไปถึงความสำาเร็จได้  จอห์น มิลตัน้ เคยวาดฝั นตังแต่ ้ เด็กว่า จะเขียนวรรณกรรมชิ ้นเอกที่โลกต้ องจารึกไว้ และความฝั นนี ้เป็ นอุดมคติที่ฝังลึกตังแต่ ้ เป็ นวัยรุ่น จนเมื่อเขาเริ่มต้ นเขียนหนังสือ เขาก็ต้องเจอมรสุมปั ญหาอุปสรรคมากมายในการศึกษาค้ นคว้ าข้ อมูล การเดินทาง ไปยังสถานที่ตา่ ง ๆ จนกระทัง่ เขาตาบอดและย่างเข้ าสูว่ ยั ชรา ผลงานวรรณกรรมชิ ้นนี ้ก็เสร็จสิ ้น นัน่ คือ "Paradise Lost" ซึง่ เป็ น 1 ใน 4 วรรณกรรมชิ ้นเอกของโลกตะวันตก /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT11/12

 เซลส์แมนขายรองเท้ าชาวอเมริกนั ที่ถกู ส่งไปอาฟริกาเพื่อดูลทู่ างการตลาด เมื่อไปถึง เขาโทรเลขกลับมายังสำานักงานว่า "ผม คงต้ องรี บกลับ เพราะที่นี่ไม่มีใครใส่รองเท้ าเลย" บริษัทจึงเรี ยกเขากลับมา และส่งนักขายอีกคนไป ปรากฏว่านักขายคนนี ้ส่ง โทรเลขมาครัง้ แล้ วครัง้ เล่า ด้ วยข้ อความว่า "ต้ องการสินค้ าจำานวนมาก เพราะคนที่นี่ยงั ไม่มีรองเท้ าใส่กนั เลย"  เรย์ คร็อก ผู้ก่อตัง้ แมคโดนัลด์ มองเห็นว่าร้ านกาแฟในสมัยนันจำ ้ าหน่ายอาหารที่เตรี ยมง่าย ราคาถูก ซึง่ เป็ นการตลาดที่กว้ าง มาก เขาจึงจูโ่ จมโดยการเอาอาหารที่นิยมที่สดุ ของร้ า���กาแฟ คือ แฮมเบอร์ เกอร์ มาเป็ นอาหารหลักของร้ าน ด้ วยวิสยั ทัศน์ที่ เห็นว่าจะเป็ นไปได้ จึงยอมลงทุนสูงถึงขนาดกู้เงินโดยเสียดอกเบี ้ยในอัตราที่สงู มาก จนร้ านของเขาขยายไปทัว่ โลก และมียอด ขายมากกว่าร้ านประเภทเดียวกันตราบจนปั จจุบนั  เฮนรี่ ฟอร์ ด ยืนยันต่อกลุม่ วิศวกรในการสร้ างเครื่ องยนต์ให้ ลกู สูบทัง้ 8 อยู่ในเสื ้อสูบที่หล่ออยู่ในชิ ้นเดียวกัน (V-8) แม้ พวกเขา จะบอกว่า "เป็ นไปไม่ได้ " แต่เฮนรี่ ฟอร์ ดเห็นชัดและมัน่ ใจว่าจะต้ องทำาได้ แน่ และในที่สดุ เครื่ องยนต์ V-8 ก็สำาเร็จ  ทอม วัตสัน จูเนียร์ เล่าให้ ฟังว่า วันหนึง่ พ่อของเขา ทอม วัตสัน ซีเนียร์ กลับมาถึงบ้ าน พร้ อมกับประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า "ต่อไปนี ้ บริษัท Computing Tabulating Recording จะเป็ นที่ร้ ูจกั กันในนามใหม่วา่ International Business Machine (IBM) ซึง่ ดูเพ้ อฝั นในการทำาบริษัทข้ ามชาติในขณะนัน้ แต่ตอ่ มาในปี 1924 บริษัทใหม่นี ้ได้ กลายเป็ นส่วนหนึง่ ของวิสยั ทัศน์ระดับโลก และกลายเป็ นบริษัทคอมพิวเตอร์ ยกั ษ์ ใหญ่ได้ ในที่สดุ  ยูจีน แลงก์ เคยมีความยากลำาบาก มีปัญหามาก แต่เขาเป็ นคนมีวิสยั ทัศน์ และกลายเป็ นเศรษฐี ในที่สดุ เขากล่าวว่า เด็ก ๆ ไม่ จำาเป็ นต้ องอยู่ในสภาพที่ยากจนตลอดไป แต่ควรฝั นว่าจะดีขึ ้น และการศึกษาจะเป็ นตัวทำาให้ ฝันเป็ นจริงได้  ชาร์ ลส์ กู๊ดเยียร์ เคยถูกจำาคุกหลายครัง้ หลายหนเนื่องจากหนี ้ที่เขาก่อขึ ้นในขณะคิดค้ นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่เขาได้ ใช้ ความพยายามอย่างมาก ตรากตรำ าทำางานหนักในการคิดค้ นนี ้ เขามีวิสยั ทัศน์ มีความหวัง ที่จะหลุดพ้ นจากหนี ้สินและเป็ นคน มัง่ คัง่  หลายคนนัง่ จับเข่าหมดอาลัยตายอยากในคุก แต่ ชาร์ ลส์ กู๊ดเยียร์ ไม่เป็ นเช่นนัน้ ในที่สดุ เขาได้ ค้นพบวิธีผลิตยางรถยนต์ได้ ใน ขณะที่เขาอยู่ในคุก หลังจากนันเขาพยายามโน้ ้ มน้ าวหลายคนให้ เห็นคุณค่าสิ่งที่เขาคิดค้ น แต่ก็ไม่มีใครสนใจ เขาต้ องใช้ เวลา 2 ปี ในการเก็บเงินเพื่อทำาให้ สิ่งที่เขาคิดค้ นเป็ นจริงอย่างสมบูรณ์ และที่สดุ บริษัท กู๊ดเยียร์ ได้ กลายเป็ นบริษัทผลิตยางรถยนต์ ที่มีชื่อเสียงมากที่สดุ ในโลกบริษัทหนึง่ จนทุกวันนี ้  ร็อคกี ้ เฟลเลอร์ ในวัยเด็กเขายากจนมาก จนต้ องเริ่มทำางานขุดมันฝรั่งตังแต่ ้ เด็ก เพื่อแลกกับเงิน 4 เซ็นต์ต่อชัว่ โมง แต่ด้วย ความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ ้น และมีปณิธานแน่วแน่ที่จะใช้ เงินช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้ ต้องเผชิญความยากลำาบากอย่างเขา ประกอบกับความอุตสาหะ พยายาม เขาสร้ างตัวเองขึ ้นจนสามารถกลายเป็ นมหาเศรษฐี ของโลก ที่บริจาคเงินเพื่อมนุษยชาติ ถึง 750 ล้ านดอลล่าร์ หรื อ นาทีละ 75 เซ็นต์ตลอดอายุ 97 ปี ของเขา  กบ 2 ตัว ตกลงไปในถังนมถังใหญ่ ตัวถังก็ลื่นมาก ปี นขึ ้นไม่ได้ กบตัวหนึง่ บอกว่า "เราต้ องตายแน่" ว่าแล้ วก็เริ่มร้ องไห้ และจม ลงตายไป แต่กบอีกตัวหนึง่ กลับคิดว่ายังไงก็ไม่ยอมตายที่นี่ มันก็เลยว่ายวนในถังนมไปเรื่ อย ๆ ด้ วยความหวังว่าจะออกไปได้ รอบแล้ วรอบเล่า จนสุดท้ าย มันก็กระโดดออกสูโ่ ลกภายนอก จากถังนมที่กลายเป็ นเนยเรี ยบร้ อยแล้ ว  วินสตัน เชอร์ ชิล เป็ นนายกรัฐมนตรี องั กฤษสมัยสงครามโลกครัง้ ที่ 2 และสามารถนำาประเทศผ่านสงครามโลกมาได้ อย่างมี ชัยชนะ เขามีวิสยั ทัศน์ที่จะนำาประเทศสูช่ ยั ชนะ ทำาให้ ทกุ ครัง้ ที่เขากล่าวสุนทรพจน์ เขาจะพูดอย่างหนักแน่นและมัน่ ใจ ส่งผล ให้ คนอังกฤษมีความเชื่อมัน่ ในตัวผู้นำา จนเกิดไฟแห่งความเชื่อมัน่ ในชัยชนะนัน้ ทำาให้ เกิดพลังขับเคลื่อน ร่วมแรงร่วมใจ จน สามารถชนะได้ จริง ๆ  สิงคโปร์ ตระหนักว่าตนด้ อยทรัพยากรธรรมชาติ จะมีก็เพียงทรัพยากรมนุษย์ แทนที่จะรอคอยอย่างหมดหวัง กลับมีวสิ ยั ทัศน์ และสร้ างวิสยั ทัศน์จากจุดแข็งของตน คือ มีวิสยั ทัศน์ที่จะเป็ น Intelligent Island ในโครงการ IT2000 โดยมีเป้าหมายให้ IT เข้ าไปอยู่ในทุกส่วนของสังคมที่บ้าน ที่ทำางาน และที่พกั ผ่อนเพื่อให้ ประเทศมีความสามารถสูงในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับ ประเทศอื่น และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ /mnt/tmp/tmp_yIFLT


/mnt/tmp/tmp_yIFLT12/12

 หากประเทศไทยมีวิสยั ทัศน์ให้ คนไทยได้ รับรางวัลโนเบล เราก็จะได้ ประชาชนที่มีความรู้ มีความคิดอ่าน เฉลียวฉลาดเพิ่มมาก ขึ ้น  เมื่อนาซีพยายามกวาดล้ างชาวยิว เขาจับพวกยิวจำานวนมากไปอยู่คา่ ยกักกัน และมีชาวยิวตายในค่ายกักกันมากมาย หลัง จากสงครามสงบลง มีการทำาการศึกษาว่า นักโทษประเภทไหนที่สามารถรอดชีวิตได้ แม้ ถกู จับไปอยู่ในค่ายกักกัน เขาพบว่าคน ที่รอดชีวิตมาคือคนที่ไม่หมดอาลัยตายอยาก แต่คนที่ตาย คือ คนที่ไม่สามารถหิ ้วคอเสื ้อตัวเองให้ ข้ามฝั่ งไปได้ - ผู้ฟังคนหนึง่ ถามชาวยิวที่รอดชีวิตคนนี ้ว่า “อะไรเป็ นเหตุให้ คณ ุ อดทน และมีกำาลังใจต่อสู้กบั ความยากลำาบากได้ ถึงขนาดนัน” ้ ชาวยิวผู้รอดชีวิตจึงตอบว่า “เพราะผมเห็นภาพที่ตวั เองยืนพูดกับพวกท่านทุกคนในวันนี ้ ผมเห็นภาพนี ้เป็ นพัน ๆ ครัง้ ตลอด ม า ”  อย่ าทำาเพียงเพื่อวันนี้ หรือ พรุ่ งนี้ แต่ จงทำาเพื่อชีวติ นี้

วิสัยทัศน์ ส่วนตัวของผม คือ การทุม่ เท อุทิศตน ด้ วยศักยภาพทุกหยาดหยด เวลาทุกวินาที และทรัพยากรทังหมด ้ เพื่อทำาคุณ ประโยชน์ให้ มากที่สดุ แก่ชีวิต ครอบครัว สังคมไทย และประชาคมโลกในที่สดุ

ท ส่ ง ท้ า ย หนังสือเล่มนี ้สะท้ อนแนวคิดของผมในการดำาเนินชีวิตอย่างมีวิสยั ทัศน์ ในหลายสิบปี มานี ้ ผมอุตสาหะพยายามและ ควบคุมการดำาเนินชีวิตด้ วยความระมัดระวัง เพื่อให้ ชีวิตที่มีอยู่จะได้ ก่อประโยชน์แก่สงั คมได้ มากที่สดุ ผมเคยกล่าวไว้ ในหลายที่หลายแห่งว่า “ถ้ าอยากรู้จกั ผม ต้ องลองอ่านหนังสือของผม” ท่านที่ได้ ติดตามผลงานของผมสัก ระยะหนึง่ คงจะได้ ร้ ูจกั แนวคิดในการเขียนหนังสือของผมดี แต่ละเล่ม ๆ ล้ วนมาจากความหวังให้ ประเทศไทยได้ รับการพัฒนาและ หลุดพ้ นภัยจากสภาวะ “อวิสยั ทัศน์” แต่หนังสือจะทำาหน้ าที่ได้ มากเพียงใด ย่อมขึ ้นอยู่กบั ผู้อา่ นเป็ นสำาคัญ สำาหรับท่านที่อา่ นมาจนถึงหน้ านี ้ ย่อมแสดงถึงการเห็นคุณค่าในวิสยั ทัศน์ของท่าน ผมขอชวนท่านมาช่วยกันสร้ างชุมชน แห่งวิสยั ทัศน์ในบ้ านเมืองของเรา ผมขอร่วมชื่นชมและเป็ นกำาลังใจให้ เสมอ

/mnt/tmp/tmp_yIFLT


kriengsak Charoenwongsak, hope to have the vision