Page 1


เรื่องเล่าคนเหนือเขื่อน ผู้แต่ง : สมจริงตั้งใจจริง พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2556 ราคา 150 บาท พิมพ์บนกระดาษถนอมสายตา

บรรณาธิการ : สมจริง ตั้งใจจริง กราฟิกรูปเล่ม : ไอรายา พิสูจน์อักษร : สมจริง ตัง้ ใจจริง จัดพิมพ์โดย สำ�นักพิมพ์บ้านนางฟ้า 43/1 หมู่ 5 ต.จริม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ 53150 โทรศัพท์ 055-499031 จัดจำ�หน่ายโดย สำ�นักพิมพ์บ้านนางฟ้า พิมพ์ที่ บริษัท จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ จำ�กัด 219 ซอยเพชรเกษม102/2 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 โทรศัพท์ 02-809-2281-3 หรือ 02-809-2285


คำ�นิยม เกือบ ๒๐ ปีที่ผมออกมาจากท่าปลา อุตรดิตถ์ กลับคืนสู่บ้านเกิด เมืองนอนที่นครศรีธรรมราช เพื่อดูแลมารดาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และก็เป็น เวลา เกือบ ๒๐ ปี ที่ขาดการติดต่อกับเพื่อนพ้องน้องพี่ และลูกศิษย์ลูกหาชาว ท่าปลา-ทปอ.ท่าปลาประชาอุทิศ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้บังเอิญพบเจอเพื่อนฝูงและลูกศิษย์จำ�นวนหนึ่ง ผ่านทางการสือ่ สารสมัยใหม่ทชี่ อื่ Facebook ซึง่ พอได้ตดิ ต่อสือ่ สารข่าวคราว เป็นน้ำ�หล่อเลี้ยงความรู้สึกที่ห่างหายไปให้กลับคืนมาบ้าง การมาพบกันในสือ่ สารสมัยใหม่อย่าง Facebook ไม่ใช่เรือ่ งน่าแปลก แต่ประการใด แต่ที่ยังความประหลาดใจและมหัศจรรย์ใจที่ผมได้พบเจอ ประการหนึ่งก็คือ การได้พบเห็นงานเขียนเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในช่วง วัยเรียนเป็นตอนๆ ในหน้า Facebook ของเขาคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ ของผม และในเรือ่ งเล่าอันชวนหวนคืนความหลังของเขานัน้ มีผมและอีกหลาย คนเป็นตัวละครที่โลดแล่นผ่านตัวอักษรของเขาอย่างมีสีสันและชีวิตชีวา เหมือนกันเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ จนผมอิจฉาในความทรงจำ�อัน ยอดเยี่ยมของเขา และก็ยงิ่ ประหลาดผสมความมหัศจรรย์ใจมากยิง่ ขึน้ เมือ่ เห็นงานเขียน ชิ้นต่อมาของเขาที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท่าปลา ที่เล่าเรื่องอย่างได้อย่างน่าสนใจ จากการใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากพื้นที่ผ่านคำ� บอกเล่าของพ่ออุย้ แม่อยุ้ ผูร้ ทู้ เี่ ป็นภูมปิ ญ ั ญา และปราชญ์ชมุ ชน ตลอดจนการ ศึกษาจากแหล่งความรูต้ า่ งๆ และนำ�มาบอกเล่าถ่ายทอดได้อย่างมีสสี นั ไม่แพ้ นักเขียนมืออาชีพ ที่ผมบอกข้างต้นว่าประหลาดและมหัศจรรย์ใจก็เพราะว่า สมัยที่ผม เป็นครูหนุ่มบรรจุใหม่ที่โรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศนั้น เขาเป็นนักเรียนนุ่ง ขาสั้นซึ่งน่าจะเรียนอยู่ชั้น ม.๔ มีบุคลิกและท่าทางการเดินที่กวนๆ พอๆ กับ


คำ�พูดแบบทีเล่นทีจริงของเขา ทำ�ให้จดจำ�เขาได้ไม่ยากในบรรดาเพือ่ น ๆ กลุม่ ก๊กของเขา ซึง่ ในเวลาต่อมาผมก็ได้เข้ามาสอนและคลุกคลีทำ�กิจกรรมจนสนิท กับกลุ่มก๊กเหล่านี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพี่เป็นน้องกันเลยทีเดียว แต่ผมก็ไม่ เห็นว่าเขาสนใจ หรือใส่ใจเรือ่ งการเขียนสักเท่าไหร่นกั หรือแทบเรียกได้วา่ ไม่ เคยระแคะระคายว่าเขาสนใจอ่านหรือเขียนทีน่ อกเหนือจากการเรียนปกติเลย แต่ทว่าเมื่อได้อ่านงานเขียนของเขาที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วย ความทรงจำ�และข้อมูลทีเ่ ป็นเยีย่ มผ่านตัวอักษรทีม่ ลี ลี าเฉพาะตัวอย่างลืน่ ไหล ลงตัว ไม่ติดขัด และที่สำ�คัญเขายังเป็นคนเขียนหนังสือที่มีลีลาของภาษาใน การเขียนที่ “ขัน-ขื่น” และ “ประชดประเทียด” จนถึงขั้น “เหน็บแนม – แดกดัน” ได้อย่างเจ็บแสบและเฉียบคมด้วยภาษาทีด่ เู หมือนเรียบง่ายแต่ลกึ ... ยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของท่าปลา ที่เขาเขียน บอกเล่าเรือ่ งราวให้สามารถมอง มองเห็นภาพทีเ่ ขาเล่าดุจนัง่ ดูฉากภาพยนตร์ หรือแทบรูส้ กึ ว่าเป็นหนึง่ ในตัวละครทีเ่ ข้าไปร่วมอยูใ่ นเหตุการณ์ ร่วมสนทนา กับตัวละครของเขา ซึง่ การทำ�เช่นนีไ้ ด้นอกจากจะต้องมีฝมี อื ในการเขียนแล้ว ยังต้องแม่นในข้อมูล ซึ่งผมคิดว่านอกจากข้อมูลจะมาจากการซึมซับใน ฐานะ”คนใน”แล้ว เขายังน่าจะทำ�งานหนักในการหาข้อมูลจากเอกสาร การ สอบถาม สัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้รู้ ปราชญ์ท้องถิ่น พ่ออุ้ยแม่อุ้ยทั้งหลาย จน ข้อมูลตกผลึกจึงสามารถนำ�มาเรียบเรียงได้เป็นเรือ่ งเล่ากึง่ สารคดี กึง่ งานวิจยั ได้อย่างน่าชวนติดตาม ผมคิดว่าด้วยความสนใจใฝ่รู้ ความนิยมชมชอบส่วนตัวที่จะสนทนา สอบถาม สัมภาษณ์ ในสิ่งที่สนใจ หรือสงสัยต่อผู้รู้ที่เป็นปราชญ์ท้องถิ่น การ ค้นคว้าจากหนังสือตำ�รับตำ�รา จากสื่อสารออนไลน์ รวมทั้งพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ทั้งหลายโดยไม่เบื่อนั่นเองที่ทำ�ให้เขาสามารถวิเคราะห์เชื่อมโยง เรื่องราวที่ เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นท่าปลาที่เคยภาคภูมิใจละขมขื่นใจของชาวท่าปลา รุ่นก่อน นำ�มาร้อยเรียงส่งผ่านตัวอักษรออกมาโลดแล่นบอกเล่าเรื่องราว ประวัตศิ าสตร์ทอ้ งถิน่ โดยคนในท้องถิน่ สูส่ าธารณะได้อย่างลงตัว และสามารถ


พิสูจน์ข้อมูลได้ ณ ปัจจุบัน จึงทำ�ให้งานเขียนของเขาเป็นประหนึ่งงานวิจัย ท้องถิ่นที่สร้างสำ�นึกรักบ้านเกิดอย่างทรงพลัง เหล่านี้ ทำ�ให้ผมเห็นว่านอกจากเขาจะเป็นคนเขียนหนังสือที่มีฝีมือ และขยันเขียนแล้ว เขายังน่าจะถือได้ว่าเป็น “นักวิจัย” ท้องถิ่นอันยอดเยี่ยม อีกด้วย วันหนึง่ ...เขาส่งงานเขียนประวัตศิ าสตร์ทอ้ งถิน่ ของเขาชิน้ นีม้ าให้ผม อ่าน มันนับเป็นความปีติเล็กๆ ของครูคนหนึ่งที่ลูกศิษย์ยังระลึกถึง และยัง ให้ความเชื่อมั่นในตัวครูทั้งที่จากมาเกือบ ๒๐ ปี “...อ่านดูแล้วรู้สึกอย่างไร ติ ได้เต็มที่ครับ ให้คนอื่นอ่านก็ว่าดีแล้ว อยากให้ครูอ่านนี่แหละจะได้เต็มที่ครับ...” เมื่อเขาให้ความเชื่อใจ ผมจึงอ่านอย่างตั้งใจ ไม่เร่งรีบ มันมีกลิ่นอาย ในความทรงจำ�ของผมอย่างลางเลือนและค่อยๆ ปะติดปะต่อชัดขึ้นเมื่ออ่าน งานชิ้นนี้จบลง...และก็พบว่าการร้อยเรียงเรื่องราวหลักมันสมบูรณ์ครบถ้วน แล้วกับสิ่งที่ต้องการนำ�เสนอ การขัดเกลาเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้นก็เป็น เพียงประเด็นปลีกย่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ย่อหน้าสุดท้ายนี.้ ...คงไม่เป็นการน่าเกลียดเกินไปใช่ไหมสำ�หรับคน ที่เป็นครูจะชื่นชมลูกศิษย์ที่ได้ทำ�หน้าที่อันน่าชื่นชมให้แก่บ้านเกิดถิ่นนอน ของเขา ด้วยการนำ�เสนอประวัติศาสตร์จากมุมมองของคนในอย่างค่อนข้าง รอบด้าน เพราะอย่างน้อยผมก็เชื่อว่างานชิ้นนี้จะเป็นความทรงจำ�ที่ดี (และ/ หรือขมขื่น) ของใครอีกหลายคน ทั้งที่เป็นคนท่าปลาโดยกำ�เนิด คนอื่นที่มา อยูใ่ นถิน่ นี้ และคนทีเ่ คยอยูเ่ คยกินอยูถ่ นิ่ นีใ้ นช่วงระยะเวลาหนึง่ อย่างผม ผม เชื่อว่าทุกความรู้สึกในตัวอักษรทุกตัวที่ถูกถ่ายทอดออกมา เรา-ผู้อ่าน รับรู้ ได้ถึงความรัก ความหวงแหน และโหยหาต่ออดีต อีกทั้งความคาดหวังสิ่งที่ จะเกิดขึ้นในอนาคตของชุมชนที่มาอยู่ใหม่เมื่อนานมาแล้ว อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะแม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่นานแต่ก็มีประวัติศาสตร์ร่วมกันกับชาวท่าปลาอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


และเมื่อได้อ่านงานชิ้นนี้จบลง ผมก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจตัวเองมากยิ่งขึ้นเมื่อผม เกิดอุปทานเอาเองว่า “ผมก็เป็นคนท่าปลา” ขอบคุณสำ�หรับพื้นที่แห่งความทรงจำ�จากเขาคนนั้น - ลูกศิษย์ผม “สมชาย ธรรมใจ”.

ครูตรินห์ ๑๑ กันย์.๕๖


คำ�นำ�

การก่อเกิดของหนังสือเล่มทีท่ า่ นถืออยูใ่ นมือเล่มนี้ ผมขอยกคุณงาม ความดีทั้งหมดนี้ให้กับ “แม่อุ้ยมูล ทะยะ”แม่อุ้ยที่เลี้ยงดูผมในช่วงวัยประถม ศึกษา ขณะทีพ่ อ่ ชน แม่ละเมียด ธรรมใจ ของผมไร้ซงึ่ หนทางทำ�กินบนผืนดิน ที่นิคมสร้างตนเองลำ�น้ำ�น่านจัดสรรให้ 13 ไร่ จำ�ใจต้องไปปักหลักทำ�มา หากินยังอ่างเก็บน้�ำ เขือ่ นสิรกิ ติ ิ์ ถากถางป่าตามฮ่องห้วยต่างๆ ทำ�ไร่ขา้ ว ปลูก ข้าวโพด จับปลาหารายได้จุนเจือเลี้ยงดูผมและคนในครอบครัวให้มีชีวิตรอด ในยามนั้น แม่อยุ้ มูล ทะยะ เปรียบเปรยให้ผมฟังอยูเ่ สมอๆ ถึงความเหนือกว่า ของ“บ้านเก่า” ที่มีต่อ “บ้านใหม่” เหนือกว่าเกือบทุกด้าน ทุกกระบวนท่า ทั้งเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ทรัพย์ในดินสินในน้ำ� ความสมัครสมานสามัคคี ความยิ่งใหญ่ของงานประเพณีต่างๆ แต่เด็กน้อยอย่างผมก็ได้แค่สงสัยและ สงสัยเรือ่ ยมา อะไรบ้านเก่า อะไรบ้านใหม่ ทำ�ไมถึงต้องมีบา้ นเก่า ทำ�ไมบ้าน ที่เราอยู่ปัจจุบันจึงเรียกว่าบ้านใหม่ บ้านใหม่หน้าตาอย่างนี้แล้วบ้านเก่า หน้าตาเป็นอย่างไร ได้แต่คิดในใจว่าสักวันหนึ่ง “ฉันจะรู้ให้ได้ๆๆๆๆ” จวบจนผมเติบโตขึน้ ได้ร�่ำ เรียนหนังสือ กระทัง่ จบการศึกษาในระดับ ทีพ่ อ่ ชน แม่ละเมียด ธรรมใจ พึงพอใจ ผ่านประสบการณ์การทำ�งานกับหน่วย งานต่างๆ ใช้ชีวิตผ่านวันเดือนปีเรื่อยมา เชื่อไหมครับว่าการสืบค้นเรื่องของ “บ้านเก่ากับบ้านใหม่” ที่แม่อุ้ยมูล ทะยะได้เพาะเชื้อให้ตั้งแต่ในวัยเด็กยัง ไม่ เ ลื อ นหายไปจากความทรงจำ � และความตั้ ง ใจ แต่ อ าจจะมี ขึ้ น มี ล ง มีเข้มมีบางบ้าง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตในบาง ช่วงบางเวลา ผมเริม่ เขียนหนังสือเล่มนีต้ งั้ แต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นการเขียนโดยอาศัย ข้อมูลที่ได้จากการจัดทำ�เวทีชาวบ้านในโครงการ “33 ปี เรียนรู้อดีต ปัจจุบนั เพื่อกำ�หนดอนาคตของอำ�เภอท่าปลา” ที่มีท่านอาจารย์สงบ ทิพย์นาวา เป็ น หั ว เรื อ ใหญ่ ใ นการขั บ เคลื่ อ นโครงการ หลายเดื อ นของการนั่ ง ฟั ง


พ่ออุย้ -แม่อยุ้ คุณลุง คุณป้าจากสีต่ �ำ บลในอำ�เภอท่าปลา ได้แก่ ตำ�บลท่าปลา ตำ�บลหาดล้า ตำ�บลร่วมจิตและตำ�บลจริม บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตความเป็น อยู่ของคนอำ�เภอท่าปลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเวทีแล้วเวทีเล่า เชื่อไหมว่า ทุกเวทีเหมือนการเปิดเทปม้วนเดิมๆ ซ้ำ�ไป-มาหลายๆ รอบ ทำ�ให้การเปรียบ เปรย-คำ�บอกเล่าของแม่อยุ้ มูล ทะยะของผมแจ่มชัดขึน้ และยิง่ แจ่มชัดขึน้ เมือ่ ผมตั้งใจศึกษาค่าวย้ายบ้าน ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากพ่ออุ้ยผาย ใจหล้า ปราชญ์คนสำ�คัญของตำ�บลจริม ค่าวนี้แต่งโดยพ่ออุ้ยทึ่ง ทั่งตุน แต่งเติมให้ สมบูรณ์โดยพ่ออุ้ยผาย ใจหล้า ถ้าถามผมตรงๆ ว่า “เขียนหนังสือเล่มนีท้ �ำ ไม” ผมคงตอบท่านตรงๆ ว่า “ผมเขียนขึ้นเพราะความกลัว” เป็นความกลัวที่เกิดขึ้นเพราะเงื่อนไขของ เวลาที่ก้าวเดินไปอย่างไม่หยุด กลัวว่าลูก-หลานคนอำ�เภอท่าปลาจะไม่ รู้จัก“รากเหง้า” ของตัวเอง ไม่ใช่ไม่รู้จักเพราะพวกเขาไม่ใส่ใจใคร่รู้ ทำ�ตัว งีเ่ ง่าหลงและเห่อค่านิยมใหม่ๆ แต่ผมกลัวว่าคนทีร่ แู้ ละพอจะบอกเล่าเรือ่ งราว ในอดีตได้นั้น จะล้มหายตายจากพวกเขาไป แม้จะเป็นความทรงจำ�ที่แสน เจ็บปวดของคนไม่มีทางสู้ ของคนที่ยอมจำ�นนต่อรัฐต่อโชคชะตาที่เกิดขึ้น แต่ผมเชือ่ เหลือเกินว่ามันมีคา่ อย่างสูงยิง่ มีคา่ จนมิอาจปล่อยให้มนั เลือนหาย ไปกับคราบน้ำ�ตาบนกองฟอน ขอบคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้สำ�หรับพ่อชน แม่ละเมียด ธรรมใจ ที่ให้ ผมได้ก�ำ เนิดและเลีย้ งดูผมเป็นอย่างดีเสมอมา ส่งเสียให้ได้ร�่ำ เรียนกระทัง่ พอ คะเนได้ว่าอะไรผิด-ถูกบนเส้นทางการใช้ชีวิต แม่อุ้ยมูล ทะยะ ที่เพาะเชื้อ ความอยากรู้เรื่องราวของคนอำ�เภอท่าปลา ขอบคุณท่านอาจารย์สงบ ทิพย์ นาวา ทีค่ ดิ โครงการดีๆ เมือ่ หลายปีกอ่ น ขอบคุณทุกคำ�แนะนำ� ทุกการตำ�หนิ ติเตือน ขอบคุณทุกแรงผลักดันทีท่ �ำ ให้หนังสือ “เรือ่ งเล่าคนเหนือเขือ่ น” สำ�เร็จ เป็นรูปเล่มขึน้ ช้าอยูใ่ ย...ไปตามเรือ่ งราวดีๆ ทีน่ า่ จดจำ�ของอำ�เภอท่าปลากัน เถิด ปล. แล้วจะรู้ว่าใต้ผืนน้ำ�ในอ่างเก็บน้ำ�เขื่อนสิริกิติ์มีอะไรมากกว่าที่ คุณคิด สมจริง ตั้งใจจริง


สารบัญ

เรื่องเล่าเช้านี้ วัดห้วยต้าใต้ฟีเวอร์ โป่งล้าน โป่งแสน บ้านหาดสองแคว เอื้ออาทร-แลกปัน-แลกกันกิน... ความงดงามที่ยากจะลืมเลือน เจ้านายแน่มาก ลาแล้วบ้านเก่า สวัสดีบ้านใหม่ กลับบ้านเก่า-หาที่อยู่ใหม่ สลายสังคม...(กรณีศึกษาตำ�บลจริม) Well come to…วัดห้วยต้าใต้ ท่าปลาที่รัก (ก) ท่าปลาที่รัก (ข) ปิดเบรค ค่าวย้ายบ้าน

11 17 22 29 34 41 52 60 68 76 88 93 100 103


1…เรื่องเล่าเช้านี้ เช้ า วั น ที ่ 18 กรกฎาคม 2556 พลั น ที ่ ผ มได้ ย ิ น นายสรยุ ท ธ สุทัศนจินดา นักเล่าข่าวมีชื่อมืออันดับต้นๆ ของเมืองไทย พูดถึงความ แห้งแล้งทีเ่ กิดขึน้ ในพืน้ ทีอ่ �ำ เภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้งจนกระทัง่ น้�ำ ใน อ่างเก็บน้�ำ เขือ่ นสิรกิ ติ แิ์ ห้งขอด... ผ่านรายการ “เรือ่ งเล่าเช้านี”้ ทางโทรทัศน์ ช่อง 3 ผมรีบพาตัวเองออกจากห้องน้�ำ มาอย่างรวดเร็ว กระโจนพรวดข้ามราว ไม้ ไ ผ่ ที่อ ยู่ร ะหว่ า งตั ว บ้ า นกั บ ห้ อ งครั ว ซึ่ง มี ไ ว้ สำ� หรั บ กั้น “น้ อ งอิ่ม ” ลูกสาววัยขวบแปดเดือนของผม มายืนอยูห่ น้าโทรทัศน์ SHARP เครือ่ งประจำ� บ้านด้วยสภาพที่มีแปรงสีฟันคาอยู่ที่ปาก ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปห่อด้วยผ้า ขนหนูสีน้ำ�เงินเข้ม (คงไม่ต้องบอกว่าในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่...อิอิ) ภาพของเรือนแพ แพอาหาร เรือหางยาวและรถยนต์จอดเรียงรายอยู่ ณ ท่าน้ำ�บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 9 ตำ�บลท่าปลา อำ�เภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อเนื่องด้วยภาพของก้อนอิฐเก่าที่บางส่วนวางเรียงรายซ้อนกันอย่างเป็น ระเบียบเป็นแนวยาว บางส่วนทิง้ ตัวเอียงกระเท่เร่ลงไปตามพืน้ ดิน ซากต้นไม้ ขนาดใหญ่ยืนต้นตายสามสี่ต้น เสาไม้ขนาดใหญ่วางระเกะระกะไขว้กันไปมา ไร้ระเบียบในพื้นที่กำ�แพงอิฐ และภาพหนึ่งที่ทำ�ให้ผมขนลุกซู่หนาวยะเยือก เข้าไปในหัวใจคือ ภาพชายแก่ผมขาวใส่เสื้อม่อฮ่อมคนหนึ่งยืนร้องไห้ปาด น้ำ�ตา ปากก็บ่นเพ้อรำ�พึงรำ�พันเมื่อเห็นซากวัดแห่งนั้น ทราบต่อมาว่า คือนายลัพธ์ กันสาร โดยมีนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส. เขต 2 จังหวัด อุตรดิตถ์ คอยสอบถามความรู้สึกต่างๆ อยู่ใกล้ๆ “พ่ออุ้ยคนนั้นร้องไห้ทำ�ไมหรือพ่อ” ด.ช.เอื้ออังกูร ธรรมใจ ลูกชาย คนโตที่นอนดูข่าวอยู่ใกล้ๆ สงสัย “พ่ออุ้ยเขาคิดถึง (หง่อมหา) บ้านเก่านะลูก” ผมตอบลูกสั้นๆ “แล้วบ้านเก่าเขาทำ�ไมถึงพัง (โล้) ละครับพ่อ” ด.ช.เอื้ออังกูรยังไม่ หายสงสัย 11


“อ๋อ...บ้านเก่าเขาไม่ได้พงั หรอกลูก บ้านเก่าเขาโดนน้�ำ ท่วมครับ พ่อ ไปอาบน้ำ � ก่ อ นนะครั บ เดี๋ ย วจะไม่ ทั น ไปทำ � งานวั น หลั ง พ่ อ จะเล่ า เรื่ อ ง “บ้านเก่า” ให้ลูกฟัง” ผมให้คำ�ตอบลูกในเบื้องต้นก่อนจะรีบตัดบทก่อนเชื้อ แห่งความอยากรู้ของลูกจะลุกลามไปมากกว่านี้ แม้ น ายสรยุ ท ธ์ แ ละน้ อ งไบรซ์ จ ะให้ น้ำ � หนั ก ไปที่ ค วามแห้ ง แล้ ง มากกว่าประเด็นเรือ่ งวัดเก่าบ้านห้วยต้าทีโ่ ผล่พน้ น้�ำ ขึน้ มา แต่ดว้ ยความทีเ่ ป็น “นายสรยุทธ์ สุทัศนจินดา” นักเล่าข่าวที่มีอิทธิพลสูงยิ่งต่อสังคมไทยในห้วง นีก้ บั เสีย้ วเวลาเกือบ 2 นาทีในรายการ “เรือ่ งเล่าเช้านี”้ รายการข่าวยอดนิยม ที่มีผู้ชมหลายล้านคน ผมจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าเรื่องนี้จะลุกลามออกไป ด้วย เพราะการสื่อสารที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน (โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค) แม้จะไม่วูบวาบ รวดเร็วดุจไฟไหม้ดอกแขม-ป่าปงที่ผมแอบจุดเล่นกับเพื่อนๆ ในตอนเด็ก สำ�หรับผมแล้วขอเถอะครับขอให้เรื่องนี้ได้ถูกจุด แม้จะเป็นเหมือนการจุดไฟ ลงไปในแกลบกองใหญ่ ที่บางครั้งอาจจะเห็นแค่ควันสีขาวจางๆ แต่ผมพึง พอใจกับมันอย่างยิ่ง พึงพอใจเพียงเพราะมันได้ถูกจุดติดแล้ว “ดินแดน สุดแสนไกล กว้างใหญ่ สุดสายตา มีความงาม เหลือคณา คล้ายดัง เป็นเมืองแมน หมูป่ ลาว่ายแหวก เสียงนกร้อง ระเริงรำ� ขุนเขา ทะมึน ดำ� เสียดเมฆ อยู่เรียงราย มีผู้คน อาศัยตาม เชิงชายเขา ทุกค่ำ�เช้า หากิน พอ เลี้ยงกาย จับสัตว์ หาปลา ปลูกพืชผัก พอกันตาย เลาะริมชาย ธารน้�ำ ทีเ่ ชิง ภู . ...” ผมราดน้ำ � สี ข มุ ก ขมั ว ในขั น ลงบนตั ว ซ่ า ใหญ่ ๆ ฟองสบู่ สี ข าว ที่ เ กาะอยู่ ต ามตั ว ถู ก ล้ า งออกไป มั น วิ่ ง ตามกั น ไปเป็ น แนวยาวลงสู่ ท่ อ ระบายน้ำ�ในห้องน้ำ� ปากก็ฮัมเพลง “คนหลังเขา” ดัดเสียงให้เหมือนศิลปิน เพลงเพื่อชีวิตในดวงใจ “สีเผือก คนด่านเกวียน” ให้มากมี่สุดเท่าที่จะทำ�ได้ เช้านีผ้ มคึกคักเป็นพิเศษ คึกคักเพราะนาทีกว่าๆ ในรายการเรือ่ งเล่า เช้านี้ ของนายสรยุทธ์ สุทัศนจินดาและน้องไบรซ์ ทางช่อง 3 ที่นำ�ประเด็น ข่าวเรื่องความแห้งแล้ง จนกระทั่ง “วัดเก่าห้วยต้า” ผุดขึ้นมาให้เห็นและเป็น ข่าวไปทัว่ โลก ทัง้ นีส้ ว่ นหนึง่ ต้องขอบคุณ ส.ส.ศรัณย์วฒ ุ ิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.เขต 2 12


สมจริง ตั้งใจจริง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่นำ�คณะเข้าสำ�รวจวัดเก่าแห่งนี้และทำ�ให้เรื่องนี้เป็นข่าว “สมจริง เมือ่ เช้าดูขา่ วช่อง 3 หรือเปล่า” พีส่ าวทีท่ �ำ งานถามเมือ่ ผม ก้าวเข้ามาใต้ชายคาโรงพยาบาลท่าปลาที่ทำ�งานของผม หลังจากทำ�หน้าที่ แรกส่งลูกชายไปโรงเรียนแล้วเสร็จก่อนหน้านี้ “ดูอยูค่ รับน่าสนใจมากเลยแล้วลุงคนทีร่ อ้ งไห้คอื ใครเหรอครับ” ผม ถามถึงชายแก่ผมขาวที่ร้องไห้ให้เห็นในโทรทัศน์ “อ๋อ...ลุงลัพธ์ คนบ้านผาแก่น” พี่สาวท่านนั้นให้คำ�ตอบ “พี่ดูอยู่ก็น้ำ�ตาตกเหมือนกันแหละ ดูแล้วคิดถึงบ้านเก่า” พี่สาว คนเดิมบอกความรู้สึกของตนเอง ก่อนจะแยกตัวเดินเข้าห้องทำ�งานไป ผมเดินเข้าห้องทำ�งานไปด้วยความตื่นเต้น ใจจริงอยากจะพุ่งปรู๊ด เข้าไปเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเครื่องประจำ�ตัว เซิร์ทเข้าไปในสังคมออนไลน์ ที่กำ�ลังได้รับความนิยมอย่างเฟชบุ๊ค แต่ก็ยับยั้งชั่งใจไว้ได้ จัดการกับหน้าที่ ของตนเองในส่ ว นของการทำ � งานจนเสร็ จ สิ้ น ก่ อ นจะพาตั ว เองเข้ า สู่ สังคมทีไ่ ร้ขอ้ จำ�กัดเรือ่ งระยะทาง เพือ่ ตรวจสอบความเคลือ่ นไหวของเพือ่ นเรา และเพือ่ นของเพือ่ นเรารวมถึง “เม้นท์และถูกใจ” ในสิง่ ทีต่ นได้แชร์ โพสต์และ แสดงความเห็นไว้เมื่อวานนี้ (เกิน) จริงดังคาด ในสังคมเฟชบุค๊ มีการแชร์ภาพข่าวในรายการเรือ่ ง เล่าเช้านี้ ที่ถูกตัดออกมาเฉพาะช่วงที่นายสรยุทธ์ สุทัศนจินดาและน้องไบรซ์ พูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “วัดเก่าบ้านห้วยต้า” มีเพื่อนๆ ที่เห็นเข้ามา แสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อกันไปเป็นทอดๆ หลากหลายความคิดเห็นถูก กระแทกผ่านแป้นพิมพ์ ฟ ห ก ด เอก อา ส ว ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ สำ�นักงาน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์รุ่นล้ำ�สมัยยี่ห้อต่างๆ ทั้งที่เป็นคน ท่าปลาโดยกำ�เนิดที่ให้ความเห็นแบบที่ได้ยินผ่านหู “นี่เหรอ...บ้านเก่า เคยได้ยินแต่พ่ออุ้ย-แม่อุ้ยเล่าให้ฟัง” แบบที่ได้ยินมาแต่ไม่เชื่อนึกว่าคนแก่ขี้โม้อย่าง “บ้านเก่าของเราคง เจริญมากนะ ตอนแรกก็ไม่เชื่อพ่อหรอกแต่ตอนนี้เชื่อและ” ก็มีให้เห็น หรือ 13


จะศรัทธาจ๋าพอเห็นก็รีบยกมือไหว้ท่วมหัวทันทีอย่าง “สาธุ...เป็นบุญตาที่ได้ เห็น” ก็มี ที่มาแปลกแนวรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ต่อด้วยการจำ�หน่าย สินค้าอย่าง “บ้านเราอยูห่ ว้ ยต้า ปีนแี้ ล้งสุดๆ เลย ไม่มนี �้ำ ทำ�นาเลยใครอยาก กินทุเรียนติดต่อเราได้นะ” ก็มีให้เห็น ทีแ่ ฝงตัวมาด่าอย่าง “คนพวกนีโ้ ง่งมงาย กราบไหว้อยูไ่ ด้ซากปรักหัก พัง” มีมาปุ๊บก็เจอสวนทันควันอย่าง “พวกที่หาว่าคนอื่นงมงาย บางครั้งก็น่า กลัวเพราะเป็นพวกไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ จิตใจส่วนลึกไม่มีความเคารพ ต่ อ สิ่ ง ที่ น อกเหนื อ จากวั ต ถุ หรื อ อาจเรี ย กว่ า เป็ น วั ต ถุ นิ ย ม คุ ณ ค่ า ของ สิง่ ต่างๆ จะต้องตีราคาด้วยมูลค่าของเงินเท่านัน้ สิง่ ใดขายไม่ได้ยอ่ มไม่มคี า่ ใครให้ความเคารพถือว่างมงาย คนที่คุณคิดว่างมงายเขามีมิติของจิตใจที่ คุณก็ไม่อาจสัมผัส ในหัวของคุณมีแต่เงิน รายได้เท่านัน้ ทีท่ �ำ ให้เกิดความสุข คุณจึงดิ้นรนไม่มีวันหยุดพัก เห็นแก่ตัว บูชาในวัตถุราคาแพง สุดท้ายทำ�ทุก อย่างให้ได้มาซึง่ วัตถุนยิ มจนลืมคุณค่าของจิตใจ ร้ายสุดคือลืมคุณค่าของความ เป็นมนุษย์รว่ มสังคม อย่าถือแต่วา่ ตนดีกว่าคนอืน่ เพียงแค่เขาคิดต่าง พวกคุณ นั่นแหละที่น่าสงสาร”...สาธุ มาแบบคิขๆุ ทันสมัยไม่รภู้ าษาอะไร แบบไม่เห็นหน้าค่าตาว่าน่ารัก อย่างคำ�เม้นท์หรือไม่ “บ่องตง...น่าสงสารคนท่าปลาจุงเบย...งุงิๆ” บางคน ก็ดึงเอาคนที่ไม่เคยอพยพไปไหนอย่าง “ครูอังคณา” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย “เรื่องน้ำ�ลดวัดผุดนี้รับรองถึงครูอังคณาแน่...เมิง” มาแบบการเมืองจ๋าก็ “เป็ น ไงละไอ้ ป ะหลอด น้ำ � ลดตอผุ ด เลยนะเมิ ง ไอ้ ฟ าย” หรื อ แบบ เหน็บแนมให้พอแสบๆ คันๆ “ต้องขอบคุณเจ๊ปทู กี่ รุณาปล่อยน้�ำ ซะเกือบหมด เขื่อน” หรือจะมาแบบนักกุข่าว “ข่าวลือว่ารัฐจะกู้งบอีก 2 ล้านล้าน เพื่อช่วย ภั ย แล้ ง ซ้ำ � ซาก (แต่ ห ลั ง จากกู้ 2 ล้ า นล้ า น ช่ ว ยน้ำ � ท่ ว มนะ) ปล. ข่าวลือจากกรู นี่แหละ” ความเห็นที่... “ตรูไม่เชื่อเมิงหรอก” และอีกมากมายหลากหลายความคิดความเห็น หลากหลายมุมมอง ของแต่ ล ะคนแต่ ล ะท่ า นที่ มี ค วามคิ ด -เชื่ อ แตกต่ า งกั น ออกไป สำ � หรั บ 14


สมจริง ตั้งใจจริง ผมแล้วทุกเรื่องที่พูดถึงวัดห้วยต้าใต้ ผมมองอย่างคนคิดบวก (บ้าง) ว่าเป็น เรื่องดี ดีเพราะอยากให้คนสนใจ ดีเพราะอยากให้เรื่องนี้มีคนรู้มากถึงมาก ทีส่ ดุ แม้วา่ รูแ้ ล้วจะไม่มอี ะไรเกิดขึน้ รูแ้ ล้วเรือ่ งจะเงียบหายไปก็ตาม เงียบหาย เหมือนมวลน้ำ�ที่ครางฮึ่มๆ ยามที่ไหลผ่านเครื่องปั่นไฟที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ก้อน ดินกองมหึมาที่บ้านผาซ่อม ตำ�บลผาเลือด ก่อนจะเงียบหายไหลเอื่อยๆ ไป ตามร่องน้ำ�ใหญ่ที่ชาวท่าปลาเคยเรียกว่า “แม่น้ำ�น่าน” ก็ตาม จุ๊ๆ...อย่าเอ็ดไป ผมกลัวเหลือเกินกลัวว่าเรื่องนี้จะไปเข้าหู “พี่สุกับ น้องแพนเค้ก” คนดังในโลกออนไลน์ โอ...ไม่นะผมไม่อยากคิดถึงภาพของ หญิงงามนางหนึ่งใส่ชุดชั้นในสีแจ๊ด แดงแปร๊ด ชมพูเข้ม ส้มจี๊ด ยืนหรือโก่ง โค้งโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่ตามที่ต่างๆ ศาลพระภูมิบ้าง ทุ่งนาบ้างกับควายไทย บ้างฯลฯ มันตามมาหลอกหลอนให้ผมต้องตาม “กดไลท์” ทุกวัน ไม่อยาก นึกภาพ...อย่ามานะพี่สุ อย่ามานะน้องแพนเค้ก... (ฮา) หลังกดแถบ “แชร์” คลิปดังกล่าวแล้ว ผมจัดการโหลดคลิปนี้ เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องส่วนตัววางเป้าหมายไว้ที่รายการวิทยุ “เพลินเพลง-ยามเย็น” รายการวิทยุทผี่ มจัดเพลงส่งความสุขให้แฟนรายการ ระหว่างช่วงเวลา 17.00น. -18.00น. คลื่น 97.00 เมกกะเฮิร์ต ณิชนันท์มีเดีย (คลื่นลุงสิน เมืองสุพรรณ) “สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่รักและคิดถึงทุกท่าน พบกันอีกแล้วครับกับ ช่วงเวลาดีๆ ห้าโมงถึงหกโมงเย็นกับรายการเพลินเพลง-ยามเย็น เอ็ฟเอ็ม 97.00 เมกกะเฮิร์ต ณิชนันท์มีเดีย กับผมสมจริง ตั้งใจจริง วันนี้เราพบกัน ตรงกับวันพฤหัสบดีท่ี 18 กรกฎาคม 2556 วันนีร้ ายการเพลินเพลง-ยามเย็น นอกจากจะมี เ พลงเพราะๆ ส่ ง เป็ น ความสุ ข ให้ กั บ ท่ า นผู้ ฟั ง แล้ ว ยั ง มี คลิปเสียงจากรายการเรือ่ งเล่าเช้านีท้ พี่ ดู ถึงวัดเก่าห้วยต้าใต้ ทีผ่ ดุ ขึน้ มาให้เห็น เป็นบุญตามาเปิดให้ฟังอีกด้วยครับ สำ�หรับท่านที่อาจจะพลาดชมข่าวในช่วง เช้า...” หลังเสียงเพลงคิดถึงจังเลยของนพพร เมืองสุพรรณ ออกอากาศไปได้ ระยะหนึ่ ง ผมเริ่ ม ต้ น ทั ก ทายท่ า นผู้ ฟั ง พร้ อ มแจ้ ง รายละเอี ย ดคร่ า วๆ 15


ของรายการ ประมาณห้าโมงเย็นกว่าๆ ของวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 เสียงทุ้ม ห้ า วของนายสรยุ ท ธ์ สุ ทั ศ นจิ น ดาสลั บ กั บ เสี ย งเจ้ ย แจ้ ว หวานแหว๋ ว ของ น้องไบรซ์ ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความแห้งแล้งของปีนี้ โดยเฉพาะที่ อ่างเก็บน้�ำ เขือ่ นสิรกิ ติ จิ์ นทำ�ให้วดั เก่าห้วยต้าใต้ผดุ ขึน้ มาเหนือน้�ำ ด้วยประโยค และใจความเหมือนตอนเช้าที่ผมได้ยินมาดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผ่านคลื่นวิทยุ เอ็ฟเอ็ม 97.00 เมกะเฮิร์ต สลับกับเสียงเพลงเพราะๆ และเสียงอู้กำ�เมือง ภาษาถิ่นท่าปลาที่เสนาะหูของผู้จัดรายการ “เพลินเพลง-ยามเย็น” ดีเจ...สมจริง ตั้งใจจริง

16


2…วัดห้วยต้าใต้ฟีเวอร์ เขื่อนสิริกิต์ิแห้งขอดจนเห็นวัดเก่าจมน้ำ�...โพสต์ทูเดย์, เขื่อนสิริกิต์ิ ยังแห้งวัดเก่าแก่ที่จมน้ำ� 41 ปี โผล่ ผู้จัดการออนไลน์, วัดห้วยต้าใต้ที่จมอยู่ ใต้น้ำ�นาน 41 ปีหลังจากเขื่อนสิริกิตื์แห้งขอด...พิษณุโลกนิวส์ดอทคอม ชาวบ้านก้มกราบ! วัด-เมืองเก่า โผล่พ้นน้ำ�หลังจมบาดาลมากว่า 45 ปี... กระปุกดอทคอมและอีกหลายสำ�นวนที่นักคิดนักเขียน ปรุงแต่งขึ้นเพื่อชวน ให้ผู้บริโภคที่หลงใหลเสพติดข้อมูลข่าวสาร เข้าไปเสพความเคลื่อนไหวผ่าน สายตาเข้าสูส่ ว่ นลึกของสมอง หลังจากนัน้ ก็ขนึ้ อยูก่ บั บุคคลนัน้ ๆ ว่าจะประมวล ผลแล้วกลั่นออกมาอย่างไร จังหวะของการนำ�เสนอข่าวเรื่องวัดห้วยต้าของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ผมมองว่ามีความเหมาะสมสอดรับกันอย่างยิ่ง จากรายการโทรทัศน์ถ่ายต่อมายังสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ทั้งหนังสือพิมพ์ ท้องถิ่น และหนังสือพิมพ์ที่มีขายทั่วทั้งประเทศ อย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด ผู้จัดการ ฯ รวมถึงการส่งผ่านข้อมูลผ่านสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ปิดท้ายอย่าง ต่อเนือ่ งด้วยวันหยุดยาวตามปฏิทนิ เสาร์-อาทิตย์-อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันหยุดยาวที่ลูกหลานท่าปลาถวิลหาอย่างยิ่ง ถวิลหาเพราะจะได้ กลับมาสู่อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของพ่อ-แม่ที่บ้านเกิด www.mcot.net พุทธศาสนิกชน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ นิมนต์ พระครู โ อภาส ศาสนานุ กูล เจ้ า คณะอำ � เภอท่ า ปลา ลงเรื อ มายั ง บ้ า น ห้วยต้าบนเกาะกลางอ่างเก็บน้�ำ เขือ่ นสิรกิ ติ ์ิ ร่วมถวายเทียนพรรษา ทีว่ ดั ห้วยต้า ใต้ หลังระดับน้ำ�ในเขื่อนสิริกิติ์ลดลง ทำ�ให้วัดโผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน นับเป็นการแห่เทียนพรรษา ครั้งแรกในรอบ 40 ปี www.pitloknews.com ทีผ่ า่ นมา พระครูโอภาสศาสนานุกลู เจ้า คณะอำ�เภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วย นายศรัณย์วฒ ุ ิ ศรัณย์ เกตุส.ส.อุตรดิตถ์ เขต  2  พร้อมชาวบ้านร่วมถวายเทียนพรรษาที่ 17


วัดห้วยต้าใต้ หลังชาวบ้านถูกให้อพยพออกจากหมู่บ้านห้วยต้าใต้ ซึ่งในอดีต คือเขตการปกครองหมู่ที่ 8 ต.ท่าแฝก อ.ท่าปลา โดยเมือ่ ปี  2515 ชาวบ้านห้วยต้าใต้ได้เสียสละทีด่ นิ ทำ�กิน ทีอ่ ยูอ่ าศัย อันอุดมสมบูรณ์ในน้ำ�มีปลา ในนามีข้าว เพื่อการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พร้อม กับเพื่อนชาวบ้านอีก 4 ตำ�บลคือ ต.ท่าปลา ต.หาดล้า ต.จริม และ ต.ท่าแฝก อ.ท่าปลา ไปยังสถานที่ซึ่งทางราชการจัดสรรให้ ด้วยวิธีการจับสลาก ที่ดิน ครอบครัวละ 15 ไร่ คือเขตพื้นที่โดยรอบตัวอำ�เภอท่าปลาในปัจจุบัน และอยู่ อาศัยกันมาจนถึงปัจจุบัน และไม่เคยได้กลับมาที่นี่อีกเลย  เป็นระยะเวลา กว่า 41 ปี ที่บ้าน ชุมนุม และวัด จมอยู่ใต้น้ำ� วันนี้ที่วัดห้วยต้าใต้โผล่เหนือ น้ำ�มาให้เห็นเพราะระดับน้ำ�ของเขื่อนสิริกิติ์ลดลงต่ำ�สุดจาก ที่เคยสร้างเขื่อน มา วัดห้วยต้าใต้อดีตมีพื้นที่กว่า 8 ไร่ ภาพที่เหลือให้เห็นคือ กำ�แพงวัด วิหาร ที่สร้างจากอิฐมอญของคนโบราณ ที่ช่วยกันเผาและทำ�การสร้างวัด เสาของ ศาลาการเปรียญ หอกลอง กุฏิสงฆ์  มีต้นโพธิ์ขนาด 10 คนโอบ ต้นตาลที่ ยืนต้นตายอยู่อย่างโดดเดี่ยวรอบบริเวณกำ�แพงวัด  รวมอายุวัดดังกล่าวไม่ต่ำ� กว่า 500 ปี นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ทั้งที่วัดดังกล่าวจมอยู่ใต้น้ำ�มานานถึง 41 ปี แต่ก็ยังคงหลงเหลือสภาพความสมบูรณ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น  ทุกคน ต่างตะลึง เมื่อได้เห็นสิ่งก่อสร้างและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ยังคง มีซากแห่งความสมบูรณ์ในอดีตโผล่ขนึ้ ให้เห็นเหนือเกาะดังกล่าว เมือ่ เรือเทียบ ฝั่ง บรรดาผู้สูงอายุที่ร่วมเดินทางต่างเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังจุดที่เห็น แทบไม่ เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อไปถึงต่างนั่งคุกเข่าก้มลงกราบ และบอกว่า นี่คือวัด ห้ ว ยต้ า ใต้ ที่ ถู ก น้ำ � ท่ ว มจนจมอยู่ ใ ต้ น้ำ � มาตั้ ง แต่ ปี   2515  เป็ น ต้ น มา ปวินท์ อินกล่ำ� รายงาน www.maneger.co.th อุตรดิตถ์ - เจ้าคณะอำ�เภอท่าปลานำ� ชาวบ้านถวายเทียนพรรษาวัดเก่าแก่ทจ่ี มใต้น�ำ้ เขือ่ นสิรกิ ติ ม์ิ านาน 41 ปี หลังระดับน้ำ�เหนือเขื่อนแห้งจนวัดโผล่ขึ้นมาให้เห็น วันนี้ (21 ก.ค.) รายงานข่าวจาก จ.อุตรดิตถ์แจ้งว่า พระครูโอภาสศาสนานุกลู เจ้าคณะอำ�เภอ 18


สมจริง ตั้งใจจริง ท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นายศรัณย์วฒ ุ ิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 2 พรรค เพื่อไทย พร้อมชาวบ้าน ร่วมถวายเทียนพรรษาที่วัดห้วยต้าใต้ อ.ท่าปลา ซึ่ง เคยเป็นที่ตั้งชุมชน หมู่ 8 ต.ท่าแฝก อ.ท่าปลา พื้นที่น้ำ�ท่วมถึงเหนือเขื่อน สิริกิติ์ ที่ทางราชการอพยพโยกย้ายชาวบ้านออกเมื่อปี 2515 พร้อมกับ ชาวบ้านอีก 4 ตำ�บล คือ ต.ท่าปลา ต.หาดล้า ต.จริม และ ต.ท่าแฝก ซึ่งตลอดระยะเวลา 41 ปี พื้นที่ชุมชนและวัดจมอยู่ใต้น้ำ�เหนือเขื่อน มาตลอด ชาวบ้านต่างไม่เคยได้มีโอกาสกลับมายืนบนผืนแผ่นดินที่เคย อยู่อาศัยมาก่อน แต่วันนี้ “วัดห้วยต้าใต้” ที่มีอายุกว่า 500 ปีกลับโผล่เหนือ น้ำ�ให้เห็น เพราะระดับน้ำ�ของเขื่อนสิริกิติ์ลดลงต่ำ�สุดจากที่เคยสร้างเขื่อนมา โดยกำ�แพงวัด วิหารทีส่ ร้างจากอิฐมอญโบราณ เสาศาลาการเปรียญ หอกลอง กุฏิสงฆ์ ต้นโพธิ์ขนาด 10 คนโอบ ต้นตาลยืนต้นตายอยู่อย่างโดดเดี่ยวรอบ บริเวณกำ�แพงวัด อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่ร่วมขบวนถวายเทียน พรรษาวัดห้วยต้าใต้ตา่ งตะลึง กับสภาพของวัดทีป่ รากฏหลังจมอยูใ่ ต้น�้ำ เหนือ เขื่อนสิริกิติ์มานานถึง 41 ปี แต่ก็ยังคงหลงเหลือสภาพความสมบูรณ์ไว้ให้คน รุ่นหลังได้เห็น เมื่อเรือเทียบฝั่งบรรดาผู้สูงอายุที่ร่วมเดินทางต่างเร่งฝีเท้ามุ่ง หน้าไป ยังจุดที่ตั้งของวัด ก่อนนั่งคุกเข่าก้มลงกราบ “พี่ได้ข่าวเรื่องวัดห้วยต้าใต้ที่เหนือน้ำ�หรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มนั่ง แค็ปหลังรถยนต์อีซูสุดีแมกซ์สีดำ� ถามชายคนขับเมื่อปรากฏป้ายสีฟ้าขนาด ใหญ่พาดผ่านถนนสายเอเชีย “ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดอุตรดิตถ์” “ได้ข่าวสิ แต่พี่ไม่ทันดูข่าวสรยุทธ์ดอกนะ ไปทำ�งานจู่ๆ เพื่อน ที่ทำ�งานก็ถามว่าเคยเห็นหรือเปล่าวัดห้วยต้าที่จมน้ำ� พี่งงเป็นไก่ตาแตกเลย ไปออนเฟชฯ ดูถึงได้รู้เรื่อง” ชายคนขับรถสารภาพ “นัน่ แหละ ชอบนอนตืน่ สายประจำ� สม...ดีนะเขาไม่วา่ เอาว่าเป็นคน ท่าปลาประสาอะไร ไม่รู้เรื่องบ้านเกิดของตัวเอง” หญิงสาวที่นั่งมาด้วยข้าง คนขับพูดขึ้นมาลอยๆ 19


“จ้า...ขอโทษจ้า ต่อไปจะตื่นให้เช้ากว่านี้จ้า” ทำ�หน้าหง๋อ ก่อนจะ หันไปทำ�เสียงอ้อน “พี่ผมว่าจะชวนพี่นั่งเรือไปดูสักวันนะครับ” ชายหนุ่มคนแรกชวน “อื่ม...พี่ก็ว่าจะชวนน้องอยู่เหมือนกัน เมื่อวานพี่โทรคุยกับพ่อพี่ ทีบ่ า้ นเห็นว่าตอนนีท้ บี่ า้ นเรา ชาวบ้านสนใจเรือ่ งนีก้ นั มาก มีเรือบริการพาไป ที่ห้วยต้าด้วย ยังไงไปถึงแล้วโทรคุยกันอีกทีนะ” ชายหนุ่มคนขับว่า “น้องว่าเรือ่ งนีต้ อ้ งยกเครดิตให้สรยุทธ์นะ ถึงว่าเห็นในเฟชฯนะถ้ามี เรือ่ งอะไรทีไ่ ม่คอ่ ยชอบมาพากลอะไร ก็จะมีคนโพสต์วา่ ...เรือ่ งนีถ้ งึ สรยุทธ์แน่ ยังกับว่าสรยุทธ์เป็นผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติแนะ” หญิงสาวนั่งข้างคนขับ พูดถึงนักเล่าข่าวชื่อ สรยุทธ์ สุทัศนจินดา “พึ่งตำ�รวจไม่ได้บางทีก็ต้องพึ่งนักข่าวนี่แหละ เออ...พี่ว่านอกจาก สรยุทธ์แล้วส.ส.คนทีม่ หี นวด ส.ส.อะไรนะวุฒๆิ ก็ตอ้ งขอบคุณแกด้วยนะทีพ่ า นักข่าวไปทำ�ข่าวเรื่องนี้ ทำ�ให้กระแสเรื่องนี้ดังไปทั่วประเทศ” ชายหนุ่มนั่ง แค็ปหลังเพิ่มเติม “อ๋อ...ส.ส.ศรัณย์” ชายหนุ่มคนขับให้คำ�ตอบ ก่อนจะบังคับรถให้ เลี้ยวขวา ผ่านสี่แยกวังสีสูบ(บางคนว่าสี่แยกผลไม้รวม)ด้วยอาการลิงโลด หลังจากมีขา่ วเรือ่ งวัดห้วยต้าใต้ออกอากาศผ่านรายการข่าว“เรือ่ งเล่า เช้านี”้ ถนนสายท่าปลา-ท่าเรือการจราจรคับคัง่ ขึน้ รถราวิง่ เข้า-ออกมากกว่า แต่ก่อน ทั้งรถป้ายทะเบียนระบุว่า “อุตรดิตถ์” และต่างจังหวัด เป็นทั้งคน อำ�เภอท่าปลาและคนต่างอำ�เภอที่อยากรู้ อยากเห็น อยากเก็บภาพที่เห็น-ที่ บันทึกไว้เป็นความทรงจำ�อันล้ำ�ค่า และโดยเฉพาะลูก-หลานคนท่าปลาที่ เกิดหลัง พ.ศ.2514 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากเห็นบ้านเก่า” ผมเองก็เช่นเดียวกับชาวอำ�เภอท่าปลาคนอื่นๆ ที่อยากรู้อยากเห็น ความเป็นบ้านเก่า อยากเห็นเพราะสงสัยและได้ยินมานานเรื่องของบ้านเก่า “ถ้าเป็นบ้านเก่านะเรือ่ งนีจ้ ะไม่เป็นอย่างนี้ บ้านเก่านะไม่ได้อดอยาก อย่างนี้ดอก “เข้าป่าของกิ๋นเต็มส้า ลงน้ำ�ป๋าเต๋มข้อง” 20


สมจริง ตั้งใจจริง “ถ้าเป็นบ้านเก่านะก๋วยสลากไม่นอ้ ยอย่างนีด้ อก จะมากกว่านีห้ ลาย เท่า...เฮือนใหญ่ร้อย เฮือนน้อยห้าสิบ” “บ้านเก่านะคนเขาจะช่วยเหลือกันไม่เกี่ยงกันอย่างนี้ดอก...เอากั๋น เป๋นกั๋น” “ถ้าเป็นบ้านเก่านะ....ฯลฯ” นี่คือประโยคบอกเล่าเปรียบเทียบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของบ้านเก่า กับบ้านใหม่ ทีผ่ มได้ยนิ จากปากของแม่อยุ้ มูล ทะยะ แม่อยุ้ ทีผ่ มใช้ชวี ติ อยูด่ ว้ ย เมื่อครั้งที่พ่อ-แม่ผมต้องไปทำ�ไร่-หาปลา เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวที่ เหนือน้ำ� (อ่างเก็บน้ำ�เขื่อนสิริกิติ์) เมื่ออะไรๆ แย่ๆ ที่บ้านใหม่ บ้านเก่าจะ เหนือกว่าดูดีกว่าทุกครั้งไป ผมจึงสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง ว่าอะไรหนักหนากับ “บ้านเก่า” เพราะแน่นอนว่าเด็กหรือคนบ้านใหม่อย่างผมน้อยนักที่จะเชื่อ ว่า...“เก่าจะดีกว่าใหม่” เสื้อใหม่ กางเกงใหม่ ได้ตังค์ใหม่ ไปแหมใหม่ ขนมใหม่ ฯลฯ ทุก เรื่องที่มีคำ�ว่าใหม่เข้ามาผมไม่เห็นว่ามีอันไหนไม่ดี-แย่ อย่างอุ้ยมูลท่านว่า

21


3…โป่งล้าน โป่งแสน บ้านหาดสองแคว เช้าวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 ผมลุกออกจากทีน่ อนทีแ่ สนอบอุน่ ด้วยความกระปรี้กระเปร่า คึกคักและตื่นเต้นกว่าเช้าวันก่อนหน้านี้มากมาย นัก จัดการกับเรื่องที่อาจจะทำ�ให้เป็นเรื่องในบ้าน (ในนามพ่อบ้านลูกสอง) เช่น กวาดบ้าน หากับข้าว ซัก-ตากผ้า อาบน้ำ� ฯ จน (เกือบ) เรียบร้อยดี และ เมือ่ กับข้าวพร้อมแม่บา้ นให้สญ ั ญาณ ก็เติมพลังร่วมกับครอบครัวทีใ่ ต้ถนุ บ้าน เสร็จจึงตระเตรียมของใส่กระเป๋าเป้ กล้องถ่ายรูป เสื้อผ้าสำ�รอง สมุด ดินสอ ปากกา อาหารกลางวัน ฯ “ตกลงว่าเป็นวันเสาร์นะครับน้าเพิ่ม” ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ผมกด โทรศัพท์โนเกียเครื่องประจำ�ตัว โทรถึงสารถีที่จะขับเรือหางยาวพาผมเข้าไป สู่ดินแดนประวัติศาสตร์ “วันพรุ่งนี้อ้ายสมจริงพร้อมเมื่อไหร่ก็ขึ้นมาหาน้าเลยละกัน” ปลาย สายกำ�หนดวันเวลา น. “ครับพรุ่งนี้เจอกันครับ” ผมรับทราบตามนั้น 10.50 น. เรือหางยาวสีเขียว-ขาว-แดง เครื่องยนต์กำ�ลังขับขนาด 13 แรงม้าของพ่อผม มีนา้ เพิม่ น้องชายแม่ผมทำ�หน้าทีบ่ งั คับหางเสือ เร่งเครือ่ ง เสียงรัวตาดๆ ออกจากท่าน้ำ�บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 9 ตำ�บลท่าปลา โดยมีผมกับ เติมลูกชายคนโตของน้าเพิม่ เป็นผูโ้ ดยสารคนสำ�คัญ น้าเพิม่ ตัง้ หัวเรือมุง่ หน้า ออกสู่ “ปากอ่าวปูห่ วาด” ตามร่องเกาะสีดนิ แดงสลับกับยอดหญ้าสีเขียวอ่อน เป็นหย่อมๆ แพทัวร์ 2-3 หลังลอยตัวซุกอยู่ให้เห็นเรียงรายเป็นระยะๆ เป็น แพของผู้ประกอบการสามสี่เจ้าในพื้นที่ ที่สร้างไว้รองรับนักเที่ยวที่ยอม เสียเงินแลกกับบรรยากาศแปลกถิ่น-แปลกที่ เหนือผิวน้ำ�จืดบนอ่างเก็บน้ำ� เขื่อนสิริกิติ์ เสียงเพลงไทยลูกทุ่งจังหวะช้า-เร็ว วิ่งแหวกอากาศฝ่าม่านกำ�แพง เสี ย งเครื่ อ งยนต์ เรื อ เข้ า มาให้ ผ มได้ ยิ น เป็ น พั ก ๆ หลายอิ ริ ย าบถของนั ก 22


สมจริง ตั้งใจจริง ท่องเทีย่ วบนแพทัวร์ปรากฏให้เห็นด้วยอารมณ์ทแี่ ตกต่าง บ้างก็ถอดเสือ้ ชูแก้ว โยกย้ายส่ายสะโพก...โย่ๆ บ้างก็นั่งทอดสายตามองออกไปนอกแพพ่นควัน สีขาวขุ่นออกจากปาก บ้างก็เหวี่ยงเบ็ดฝรั่งหมุนรอกลากเหยื่อรูปร่างเหมือน ปลาสะบัดหางวับๆ เข้าหาตัวเอง ด้วยประสบการณ์ของผมที่มีอยู่บ้างจึงพอ นึกออกว่าชนิดของปลาที่มีโอกาสเข้ามาฮุบเหยื่อ ที่สะบัดหางวับๆ เหมือน ปลาน้อยทีไ่ ร้หนทางสูน้ นั้ คือปลาทีก่ นิ ปลาเป็นอาหารอย่าง “ปลาชะโด” และ “ปลากระสูบหรือปลาสิก” ทีม่ กั ว่ายโฉบเฉีย่ วออกล่าเหยือ่ เป็นฝูงตีน�้ำ ให้เห็น ในช่วงนี้ “อ้ายสมจริง เห็นแพที่เกยตื้นอยู่บนเกาะปู่หวาดนั้นไหม” น้าเพิ่ม โน้มตัวมาหาผมก่อนจะตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์เรือฮอนด้ากำ�ลังขับ ขนาด 13 แรงม้าที่อยู่ด้านหลัง ชี้ให้ผมดูแพหลังใหญ่ที่เอียงกระเท่เร่อยู่บน เกาะๆ หนึ่ง “เห็นครับ เอ...คุ้นๆ นะครับ” ผมหันไปดูตามที่น้าเพิ่มชี้ “แพของ.... ดูสอิ า้ ยสมจริงขนาดแพหลังเดียว มันยังไม่มปี ญ ั ญาดูแล แล้วจะไปดูปลาในแม่น้ำ�น่านได้ยังไง” น้าเพิ่มพูดถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ แพหลังนี้ “จริงด้วย” ผมให้ความเห็นสัน้ ๆ ส่ายหน้าแบบไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึน้ กับหน่วยงานทีน่ า้ เพิม่ พูดถึง งบประมาณมีไม่เพียงพอหน่วยเหนือไม่ให้ความ สำ�คัญ หรือจำ�กัดด้วยเครือ่ งไม้เครือ่ งมือทีจ่ �ำ เป็นในการทำ�งาน หรือจำ�กัดด้วย วิธีการคัดสรรเอาคนคุณภาพเข้ามาทำ�งานในหน่วยงาน ผมได้แต่สงสัยและ เสียดายงบประมาณที่จัดสรรมาสร้างแพหลังนี้ ดูด้วยสายตาแล้วไม่น้อยอาจ จะหนึ่งแสนหรือมากกว่านั้น น้าเติมกดสายคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วของเรือให้เร็วขึ้น เมื่อเรือพ้น ออกจากปากอ่าวปู่หวาด บ่ายหน้ามุ่งตรงขึ้นไปทางตอนเหนือ เกาะเล็กเกาะ น้อยเริ่มผุดให้เห็นหนาตาขึ้น ที่ขอบฟ้าทางทิศเหนือเมฆก้อนใหญ่สีดำ�ก่อตัว ทะมึนดำ�ให้เห็นเป็นก้อนใหญ่ ดุจภูเขาลูกใหญ่ซอ้ นภูเขาใหญ่อกี ลูก นานๆ ที 23


จะเรือหางยาวหาปลาของชาวประมง 2-3 ลำ�วิ่งสวนย้อนมาพอให้รู้ว่าคณะ ของผม ไม่ได้โดดเดีย่ วในทะเลสาบใหญ่นี้ คลืน่ น้�ำ ลูกขนาดย่อมทีเ่ กิดจากการ พยายามเอาชนะแรงเสี ย ดทานจากน้ำ � ของลำ � เรื อ ที่ บ รรทุ ก ผลผลิ ต จาก แม่น�ำ้ น่าน หนุนเรือทีผ่ มนัง่ โคลงเคลงให้รสู้ กึ ได้เป็นจังหวะๆ แพยอตักปลาซิว แพตกปลาตะโกก หลายหลังลอยตัวให้เห็นสู้กับแดดลมในยามนี้ กระจายตัว ออกไปตามเวิ้งน้ำ�ที่เรือแล่นผ่าน “บริเวณแถบนี้จะเป็นบ้านหาดสองแคว ตำ�บลหาดล้า” น้าเพิ่มชี้ให้ ผมดูผืนน้ำ�ฝั่งขวาของเรือ ขณะเรือแล่นเข้าใกล้ผืนน้ำ�บริเวณตรงข้ามหัวเลี้ยว แก่งเคา “แล้วโป่งล้าน-โป่งแสนอยู่แถวไหนครับ” เมื่อน้าเพิ่มเอ่ยถึงบ้าน หาดสองแคว หมูบ่ า้ นใหญ่หมูห่ นึง่ ในตำ�บลหาดล้าเก่า ทำ�ให้เค้ารางของเรือ่ ง เล่าในตำ�นาน เรือ่ งหนึง่ ของบ้านหาดสองแคว ทีผ่ มเคยได้ยนิ พ่ออุย้ ท่านหนึง่ เล่าให้ฟังในเวทีชาวบ้านเมื่อหลายปีก่อน ผุดขึ้นมาในสมองน้อยๆ ของผม “อ๋อ...*โป่งล้าน-โป่งแสนต้องไปอีกสักพักหนึง่ ” น้าเติมตะโกนบอก ระยะทาง ทันใดนั้นลมที่มาพร้อมกับระอองน้ำ�พัดวูบใหญ่เข้าปะทะใบหน้าผม พักเดียวฝนเม็ดใหญ่กก็ ระหน่�ำ ลงมาอย่างหนัก บรรยากาศทัว่ คุง้ น้�ำ มืดมัวไป ด้วยละอองฝน ระยะการมองเห็น (ทัศนวิสัยน์) เหลือไม่น่าจะเกิน 2 เมตร “ฝนตกหนักขนาดนี้ จะไปได้หรือครับ” ผมตะโกนถามน้าเติมแข่ง กับเสียงเครื่องยนต์เรือและเสียงฝนตกซู่ๆ ก่อนจะดึงเอาผ้ายางใกล้ๆ มือมา คลุมกระเป๋าเป้ “คงไม่ไหว ต้องหาทีห่ ลบฝนก่อนฝนหยุดค่อยเดินทาง” น้าเติมตอบ กลับ ขณะเดียวกันลมที่มาพร้อมกับฝนเม็ดใหญ่เริ่มทวีความรุ่นแรงขึ้น เรือที่ เคยวิง่ เรียดอยูบ่ นผิวน้�ำ โครงเครงอย่างหนัก เสียงเครือ่ งยนต์เรือทีไ่ ด้ยนิ ตาดๆ รัวเร็วตัง้ แต่เรือออกจากท่าน้�ำ บ้านท่าเรือมา เริม่ หายไปจากการได้ยนิ ของผม ผมรีบฟุบหน้าลงกับท้องเรือกอดกระเป๋าเป้แน่น เติมที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็ทำ� 24


สมจริง ตั้งใจจริง เช่นเดียวกัน “โป่ง” และ “จำ�” หมายถึง ดินโป่ง คือ ดินที่มีรสเค็มและละเอียด ซึ่ ง เกิ ด จากแร่ ธ าตุ บ างชนิ ด เป็ น อาหารของสั ต ว์ ป่ า ที่ กิ น หญ้ า บางชนิ ด หรือโป่งคือบริเวณพืน้ ทีซ่ ง่ึ มีแร่ธาตุตา่ ง ๆ มารวมกัน อันเนือ่ งมาจากฝนตกหนัก และเกิดขบวนการชะล้างนำ�เอาแร่ธาตุที่จำ�เป็นของสัตว์ป่าออกจากดินทั่วไป รวมกันยังพืน้ ทีแ่ ห่งหนึง่ แร่ธาตุเหล่านีเ้ ป็นสิง่ ซึง่ สัตว์ปา่ ไม่สามารถหาทดแทน ได้จากพืช ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบใหญ่ ดังนั้นพื้นดินส่วนนี้จึง เป็นแหล่งแร่ธาตุสำ�หรับสัตว์ป่าซึ่งกินพืชเป็นอาหาร เช่น กวาง เก้ง กระทิง วัวแดง และช้างป่า นอกจากนี้ โป่งยังเป็นแหล่งอาหารที่สัตว์ลงมากิน เพื่อช่วยใน กระบวนการย่อยอาหาร อาจจะเป็นดินหินหรือน้ำ�เป็นประจำ� โดยที่บริเวณ เหล่านี้จะมีแร่ธาตุและเกลือแร่ที่จำ�เป็นต่อการดำ�รงชีวิตของสัตว์ป่าเป็น ปริมาณมาก และแหล่งอื่นๆ มีน้อยกว่าหรือไม่มีเลย เมื่อเอ่ยถึงคำ�ว่า “โป่ง” และ “จำ�” หลายคนจะขนลุกซู่กับคำ�สอง คำ�นี้ เพราะมีความเชื่อต่อๆ กันมาว่า “ผีดุ” เจ้าที่แรง หากมีผู้ใดที่เข้าไป เกีย่ วข้องกับโป่งและจำ� มักจะลงเอยด้วยอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงถึงขัน้ เสีย ชีวิต ก่อนตายมักจะมีอาการเพ้อพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ทำ�ให้เชื่อว่ามีสาเหตุ มาจากการกระทำ�ใดๆ ที่เป็นการลบหลู่เจ้าที่โป่งหรือจำ�นั้นๆ แต่โป่งและจำ� ก็มีแรงดึงดูดใจให้นายพรานแต่ละถิ่น เข้าไปซุ่มยิงสัตว์ที่มากินดินโป่งหรือ มากินน้ำ�ที่จำ�นั้นๆ ที่บ้านหาดสองแควนี้ก็เช่นกัน มีสถานที่แห่งหนึ่งที่คน หาดสองแควรู้จักกันเป็นอย่างดีคือ “โป่งล้าน โป่งแสน” มีเรื่องเล่ากันต่อๆ มาว่า “โป่งล้าน-โป่งแสน” คือบริเวณที่มีคน ถูก “เสือสมิง” หรือที่ชาวท่าปลาเรียกว่า “เสือเย็น” ฆ่าคนทั้งที่เป็นชาวบ้าน ธรรมดาและนายพราน ทั้งที่เป็นนายพรานที่เข้าไปซุ่มยิงสัตว์และที่อาสา เข้าไปปราบเสือ รวมแล้ว 100,000 - 1,000,000 คน เสือสมิงตัวดังกล่าว เป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนขนาดใหญ่(มาก) 25


ความยาวประมาณ 8 ศอก เป็นเสือที่มีวิญญาณร้ายของภูตผีสิงอยู่ในร่าง สามารถกลายร่างเป็นคนเพื่อหลอกล่อให้ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลงเชื่อก่อนจะ ตกเป็นเหยื่อในเวลาต่อมา เช่น เมื่อนายพรานไปสร้างห้างไว้บนต้นไม้เพื่อ ซุ่มยิงสัตว์ที่มากินดินโป่งหรือน้ำ�แห่งนั้น จู่ๆ ก็อาจจะมีญาติสนิทของตนซึ่ง อาจจะเป็นภรรยา พ่อ แม่หรือลูกมาปรากฏตัวให้เห็นด้วยอุบายที่ยากจะ ปฏิเสธ เช่น เมียเจ็บท้องกำ�ลังจะคลอดลูก พ่อหรือลูกกำ�ลังป่วยหนักขอดูหน้า เป็นครัง้ สุดท้าย เป็นต้น ความดุรา้ ยของเสือสมิงตัวนีเ้ ลือ่ งลือไปไกล ชาวบ้าน ธรรมดาต่างไม่มีใครกล้าย่างกรายไปที่นั่น นายพรานหลายต่อหลายคนที่ เชื่อมั่นวิชาอาคมของตัวเองต่างเอาชีวิตมาสังเวยคมเขี้ยวของเสือเย็นหรือ เสือสมิงตัวนี้ เมื่อมีเกิดย่อมมีดับ เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันท์ใด เสือสมิงร้ายตัวนี้ก็เฉก เช่นเดียวกัน เพราะต่อมามีนายพรานที่มีวิชาอาคมเก่งกล้าคนหนึ่ง อาสา เข้าไปปราบเสือสมิงตัวนี้ ก่อนไปเขาได้สั่งเสียลูกเมียและคนในครอบครัวว่า คืนทีเ่ ขาออกล่าเสือสมิงตัวนีห้ า้ มมีผใู้ ดเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ไม่วา่ ด้วยกรณี ใดๆ ทั้งสิ้นจนกว่าจะถึงรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง ถ้ามีใครไปปรากฏตัวที่นั่นเขา จะถือว่าเป็นเสือสมิงทันที เย็นวันนั้นเขาขัดห้างไว้บนต้นไม้ใหญ่ที่เลือกแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ตั้ ง สติ อ ย่ า งมั่ น คงบริ ก รรมคาถาบทต่ า งๆ ตามที่ ไ ด้ รั บ ถ่ า ยทอดมาจาก ครูบาอาจารย์ทเี่ คารพนับถือ รวมถึง “ครูปนื ” ทีน่ ายพรานทุกคนต่างมีตดิ ตัว กันทุกคน ดึกสงัดของค่ำ�คืนเดือนหงายที่หนาวยะเยือกจับขั้วหัวใจ ป่าทั้งป่า เงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงร้องของบรรดาสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ ได้ยินเพียง เสียงลมที่พัดยอดไม้หวีดหวิดๆ ชวนให้ขนลุก ทันใดนั้นมีลมเย็นพัดมาวูบ ใหญ่ เขาสัมผัสได้ทันทีว่าความชั่วร้ายกำ�ลังย่างกรายเข้ามา ปืนคู่กายที่วาง พาดอยูบ่ นแผงอกใหญ่ ถูกจัดวางอยูใ่ นตำ�แหน่งทีพ่ ร้อมใช้งานทุกเมือ่ ทันทีที่ เป้าหมายปรากฏตัว “พ่อๆ รีบกลับบ้านด่วนครับ แม่แย่แล้วปวดท้องมากเพ้อหาพ่อด้วย 26


สมจริง ตั้งใจจริง อยากเห็นหน้าพ่อเป็นครัง้ สุดท้ายครับ” มีเสียงตะโกนเรียกจากใต้ตน้ ไม้ใหญ่ ด้วยน้ำ�เสียงที่เขาคุ้นเคย “หา...ว่าไงนะลูก” นายพรานผวาด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น มอง ฝ่าความมืดลงไปเบือ้ งล่างท่ามกลางแสงจันทร์ร�ำ ไรกลางดึก เขาเห็นเด็กผูช้ าย คนหนึ่งรูปร่างใกล้เคียงกับลูกชายของเขา ยืนกางร่มอยู่ใต้ต้นไม้ที่เขาขัดห้าง อยู่ “จ่อจ้อง จ่อจ้อง จ่อจ้อง” ท่ามกลางความเงียบสงัด ทันใดนั้น “นกปืน” ของเขาก็ร้องขึ้น นายพรานชูปืนคู่กายขึ้นท่วมหัว รวบรวมสติอย่างเด็ดขาด ลดปืนลง จรดพานท้ายปืนไว้ที่หน้าไหล่ขวา สูดลมหายใจของป่าเข้าปอดอย่างเต็มที่ วางแนวสายตาข้างขวาเลียดไปตามลำ�กล้องปืน ศูนย์หลังตรงกับศูนย์หน้าที่ ปลายกระบอกปืน เป้าหมายอยู่ที่จุดเล็กๆ อันเป็นศูนย์กลางของร่ม (จ่อจ้อง) ก่อนตัดสินใจ (เหใดเหนั่น) ลั่นไกปืนออกไป นกปืนที่เคยร้อง “จ่อจ้องๆๆ” ให้ได้ยินก่อนหน้านั้น เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เหมือนนกเหยี่ยว ตัวใหญ่ทหี่ วิ โหยผูโ้ หยหาอิสรภาพ พุง่ ทะยานออกจากกรงขังโผบินขึน้ สูท่ อ้ งฟ้า ยามทีก่ รงขังเปิดอ้าออก ตีเข้ากับแก็ปปืนทีว่ างอยูป่ ากท่อเหล็กทีอ่ ยูอ่ กี ฝัง่ หนึง่ ชัว่ พริบตานัน้ แสงไฟวาบขึน้ ในจุดทีเ่ หล็กสองแท่งปะทะกัน ป่าทัง้ ป่าสะเทือน ไปด้วยคำ�รามตูมใหญ่ๆ ก้องไปทั้งป่า ลูกตะกั่วกลมขนาดลูกตะขบ (มะเกว๋น) ที่ถูกทำ�ขึ้นเป็นพิเศษตาม ความเชื่อก่อนหน้านี้ ที่เคยนอนสงบนิ่งอยู่ในลำ�กล้องของปืน ถูกขับออกไป ด้วยแรงระเบิดมหาศาลจากดินปืนที่ถูกอัดแน่นเข้าไปก่อนหน้านี้ เสี้ยววินาที ต่อมามีเสียงร้องคำ�รามโฮกกกก...ตามด้วยเสียงหวีดร้องกรีด๊ ดดด...ด้วยความ เจ็บปวดของเสือสมิงร้ายดังก้องไปทั้งป่า ป่าที่เคยหลับใหลท่ามกลางค่ำ�คืนที่ เย็นยะเยือกตื่นขึ้นโดยพลัน หมาป่าที่นอนคุดคู้อยู่ในโพรงถ้ำ�โพรงไม้หอน รับกันเป็นทอดๆ ลิง ค่าง บ่าง ชะนีที่นอนหลับใหลมาทั้งคืน ส่งเสียงร้อง เจี๊ยกจ๊ากๆ ด้วยความตื่นตระหนก นกป่าหลายสิบตัวกระพือปีกพึบพับ 27


ให้ได้ยินก้องไปทั้งป่า แรงระเบิดที่เกิดขึ้นส่งเป็นแรงผลักตีกลับไปที่ไหลของ นายพรานคนกล้า เขาเซถลาแผ่นหลังปะทะกับต้นไม้ที่ขัดห้างเสียงดังตึก ใหญ่ๆ รุ่งขึ้นข่าวการตายของเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ความยาว 8 ศอก กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ผูค้ นทีท่ ราบข่าวต่างชืน่ ชมแซ่ซอ้ งถึงความ กล้าหาญเด็ดเดี่ยวในวีรกรรมกำ�ราบ “เสือสมิงหรือเสือเย็น” ที่ฆ่าคนมาแล้ว เป็นแสนเป็นล้านคนของนายพราน ต่อมาด้วยความที่ “โป่งล้านโป่งแสน” เป็นที่ราบมีเนื้อที่รวมแล้ว กว่า 50 ไร่ เหมาะแก่การเพาะปลูกพืช จึงมีชาวบ้านหาดสองแควจำ�นวนหนึ่ง เข้าบุกเบิกจับจองเป็นทีท่ �ำ กินในเวลาต่อมา ทำ�ให้โป่งล้านโป่งแสนทีเ่ คยเป็น ทีส่ ะพรึงกลัวของผูค้ นทีน่ นั่ จึงเหลือไว้เพียงตำ�นานทีผ่ เู้ ฒ่าผูแ้ ก่เล่าต่อสืบทอด กันมา หมายเหตุ ตัวละครในเรือ่ งเล่าโป่งล้าน-โป่งแสน เป็นตัวละครทีผ่ เู้ ขียน สมมติขึ้น เพื่อให้เกิดความสมจริงสอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ได้ยินมาจากผู้เฒ่า ผู้แก่คนบ้านหาดสองแคว

สั่งซื้อได้ทางเฟสบุ๊คนักเขียนเลยนะครับ ขอบคุณครับ 28


คำ�นิยม ผมเป็นคนต่างถิ่น ที่มีโอกาสได้มาลงหลักปักฐานที่อำ�เภอท่าปลา ครั้งแรกที่มาถึงผมรู้สึกได้ว่า ที่นี่..น่าอยู่จัง เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ ถนน หนทางสะอาดสะอ้านไม่เป็นสีด�ำ เกลีย้ งเหมือนถนนในเมืองใหญ่ทวั่ ไปทีผ่ า่ น การใช้งานอย่างหนักหน่วงจากจำ�นวนรถยนต์ รถบรรทุก ยานพาหนะน้อย ใหญ่ที่วิ่งกันขวักไขว่จนแทบจะหาโอกาสข้ามถนนได้ยาก ซึ่งต่างจากที่นี่ ที่ซึ่งผมคิดว่าผมสามารถคลานต่ำ�ข้ามถนนสี่เลนอย่างช้าๆ และสบายใจโดย ไม่ต้องกลัวรถทับตาย “บ้านเก่า” และ “ความเสียสละ” เป็นสิ่งที่ผมเคยได้ยินผ่านหูมา นับครั้งไม่ถ้วนจากผู้ที่อยู่ในฐานะที่ผมจำ�ต้องนิ่งฟังอย่างเงียบๆ ตลอดมา แต่กไ็ ม่ได้ท�ำ ให้ผมรูส้ กึ อะไรมากไปกว่าการเป็นเรือ่ งราวในอดีตอันแสนขมขืน่ และทุ ก ข์ ร ะทมของใครสั ก คน กระทั่ ง ผมได้ รั บ เกี ย รติ ใ ห้ มี ส่ ว นร่ ว มใน กระบวนการผลิตหนังสือเล่มนี้ เคยมีคนบอกกับผมว่า ถ้าเราอยากรู้จักตัวตน ความรู้สึกนึกคิดของ ใครสักคน ให้ลองอ่านงานเขียนของเขาสิ คุณสมจริง ตั้งใจจริง ทำ�ให้ผมรู้สึก ทึง่ ระคนชืน่ ชม ทึง่ ในความสามารถในการถ่ายทอดเรือ่ งราวซึง่ ทำ�ให้ผมทีเ่ ป็น คนอ่านหนังสือน้อยสามารถอ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยลีลาการใช้ภาษาที่ ง่ายๆ หยอดมุกขำ�ๆ ไม่ให้คนอ่านรู้สึกเบื่อไปตลอดระยะทางของการดำ�เนิน เรื่องราว ฉากที่ทำ�ให้ผมขนลุกซู่ชูชันคือฉากนั่งห้างยิงเสือสมิง มันเป็นการ ถ่ายทอดทีเ่ ห็นภาพได้อย่างชัดเจน ประหนึง่ กำ�ลังนัง่ ดูหนังไซไฟแบบอภิมหา มันโคตรๆ เลยทีเดียว และผมรู้สึกชื่นชมในหัวใจที่เต็มไปด้วยสำ�นึกรักบ้านเกิด มีความ ห่วงใยในหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งควรค่าแก่การจดจำ� เกรงว่าสิ่งดีๆ เหล่านั้น จะสูญหายไปกับกาลเวลาและความทรงจำ�ของผู้ผ่านวัยมานานและพร้อมจะ จากเราไปได้ทุกเมื่อ นี่คือการบอกผ่านเรื่องราว ประเพณีวัฒนธรรมจากรุ่น 29


หนึง่ สูอ่ กี รุน่ หนึง่ อย่างมีชนั้ เชิง ซึง่ เกือบจะไม่มโี อกาสเกิดขึน้ แล้วถ้าไม่มผี ชู้ าย คนนี้ สิง่ สำ�คัญทีผ่ มอดจะพูดถึงไม่ได้ เพราะนอกจากวิธกี ารถ่ายทอดอย่าง น่าสนใจตามสไตล์ของคุณสมจริงแล้ว สิ่งที่ทำ�ให้ผมสัมผัสได้ถึงความเป็น “คนท่าปลา” สิ่งที่ทำ�ให้ผมได้เช้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทำ�ไมคนที่เคยเล่าเรื่องนี้ ให้ผมฟังมาก่อนจึงพูดนักพูดหนาถึงความทุกข์ยากลำ�บาก “ความเสียสละเพือ่ ความสุขของคนอื่น” นั่นคือ “ค่าวย้ายบ้าน” ผมอยากจะฝากบอกไปยังเด็กๆ เยาวชนรุน่ หลังๆ ทีโ่ ชคดีได้หยิบหนังสือเล่มนีข้ นึ้ มาอ่าน “ค่าวย้ายบ้าน” คือ สิ่งที่คุณไม่ควรเปิดข้ามไปแม้แต่วรรคเดียว ถ้าคุณข้ามมาอ่านข้างหลังก่อน ให้กลับไปอ่านใหม่เสียตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งนั้นจะทำ�ให้คุณรักและเห็นคุณค่า ของทุกสิ่งเป็นอยู่ในตอนนี้ “คุณค่า” ของบางสิ่ง อยู่ที่ความถูกที่ถูกเวลา เช่นเดียวกับ “เรื่องเล่า คนเหนือเขื่อน” และความเป็น “สมจริง ตั้งใจจริง” อีกสี่สิบห้าสิบปีหรือ ร้อยปีหนังสือเล่มนี้จะยังควรค่าแก่การเก็บสะสม ขอให้สนุกกับการอ่านครับ หนึ่งกำ�ลังใจในการทำ�ความดี ไอรายา

30

ตัวอย่างเรื่องเล่าคนเหนือเขื่อน