Issuu on Google+

ระบบในร่ างกาย

ในร่ างกายถ้ าเปรียบระบบอวัยวะกับการทำางานของระบบโรงงานสามารถเปรียบได้ ดงั นีเ้ ช่ น ผิวหนัง, ขน, เล็บ เปรียบเหมือน กำาแพง ด่ านตรวจ สมอง เปรียบเหมือน คอมพิวเตอร์ ตา เปรียบเหมือน กล้ อง V.D.O. วงจรปิ ด รปภ. ลิน้ เปรียบเหมือน ผู้ตรวจสอบคุณภาพ หัวใจ เปรียบเหมือน เครื่องปั้มน้ำ า ปอด เปรียบเหมือน แอร์ ( ก๊ าช ) ไต ตับ เปรียบเหมือน เครื่องกำาจัดของเสี ย ถังขยะ กระเพาะอาหาร,ลำาไส้ เปรียบเหมือน ห้ องครัว ในร่ างกายจะประกอบด้ วยหน่ วยของสิ่ งมีชีวติ ทีเ่ ล็กทีส่ ุ ดคือ เซลล์ (cell) เซลล์ ทมี่ ขี นาด เล็กที่สุด คือ สเปิ ร์ ม (sperm) และใหญ่ ทสี่ ุ ดคือไข่ (egg) cell หลาย ๆ cell รวมกันกลายเป็ น เนือ้ เยือ่ (tissue) เนือ้ เยือ่ หลาย ๆ เนือ้ เยือ่ รวมกันกลายเป็ น ระบบ (system) ระบบหลาย ๆ ระบบ รวมกันกลายเป็ น ส่ วนประกอบของร่ างกาย ส่ วนประกอบของร่ างกาย รวมกันกลายเป็ น ร่ างกาย (body)

เซลล์ทเี่ ป็ นองค์ ประกอบของร่ างกาย 1. เซลล์ ร่างกาย (body cell) ลักษณะแบนบาง มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางพบตาม ร่ างกาย 2. เซลล์ เยือ่ บุ (epidermis) ลักษณะแบนบาง มีนิวเคลียสตรงกลางนูนเหมือน ไข่ ดาว พบตามเยือ่ บุที่ มีผนังบางมีเมือก (mucus) หล่อเลีย้ ง เช่ น ริมฝี ปาก กระพุ้งแก้ ม ดวงตา อวัยวะเพศภายใน 3. เซลล์ กล้ามเนือ้ (muscle cell) มี 3 ชนิด ก. เซลล์ กล้ามเนือ้ ลาย (reticular muscle) พบตาม แขน ขา ข. เซลล์กล้ามเนือ้ เรียบ (smooth muscle) พบตาม อวัยวะภายใน เช่ น ทางเดินอาหาร ค. เซลล์ กล้ามเนือ้ หัวใจ (cardiac cell) พบทีห่ ัวใจ

4. เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell ; RBC) 5. เซลล์ เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell ; WBC) 6. เซลล์ ประสาท 7. เซลล์ กระดูก 8. เซลล์ สมอง 9. เซลล์ สืบพันธุ์ 

ระบบต่ างๆในร่ างกายทำางานประสานงานกันอย่ างมีระบบ ถ้ าระบบใด ระบบหนึ่งผิดปรกติ ร่ างกายก็จะแสดงความผิดปรกติออกมา เช่ น พิการ เป็ นโรค ฯลฯ ระบบต่ างๆในร่ างกายทีจ่ ะได้ ศึกษา ได้ แก่  

1. ระบบย่ อยอาหาร (Digestion) ระบบย่ อยอาหารทำาหน้ าทีเ่ ปลีย่ นอาหารทีม่ โี มเลกุลขนาดใหญ่ ให้ เป็ นสารอาหารทีม่ โี มเลกุลขนาดเล็กซึ่งร่ างกายนำาไปใช้ ประโยชน์ ใน การสร้ างพลังงาน สร้ างความเจริญ ขั้นตอนต่ างๆ ทีจ่ ะเปลีย่ นจากอาหาร ให้ เป็ นสารอาหารก่อนทีจ่ ะถูกดูดซึมเข้ าสู่ กระแสเลือดบริเวณผนังของ ลำาไส้ เล็ก การย่ อยอาหารประกอบด้ วย อวัยวะทีเ่ กีย่ วข้ อง น้ำ าย่ อย และ ตัว เร่ งปฏิกริ ิยา

1. ปากและฟัน (mouth and teeth) เป็ นอวัยวะแรกของระบบย่ อยอาหาร ภายในประกอบด้ วย ฟัน ทำาหน้ าทีบ่ ดเคีย้ วอาหารให้ ละเอียด ลิ้น ทำาหน้ าทีส่ ่ ง อาหารให้ ฟันบดเคีย้ ว และคลุกเคล้าอาหารให้ อ่อนตัว ง่ ายต่ อการบดเคีย้ วของ ฟัน ต่ อมน้ำ ำลำย ทำาหน้ าทีข่ บั น้ำ าลายออกมาคลุกเคล้า กับอาหาร ในน้ำ าลายมี เอนไซม์ อะไมเลส ซึ่งสามารถย่อยแป้ งให้ เป็ นน้ำ าตาล ดังนั้นเมือ่ เราอมข้ าว เปล่าไว้นาน ๆ จึงรู้สึกหวานนิด ๆ 2. คอหอย (pharynx) เป็ นท่ ออยู่ระหว่างด้ านหลังของช่ องปากและหลอดลม บริเวณนีเ้ ป็ น จุดเชื่อมระหว่างหลอดลมกับหลอดอาหารโดยมีกลไกควบคุม การส่ งอาหารหรืออากาศคนละเวลากัน นอกจากนีย้ งั ประกอบด้ วยต่ อน้ำ า เหลือง 3 คู่อยู่รอบ ๆ คอหอย มีหน้ าทีด่ กั จับเชื้อโรค เรียกว่ า “ต่ อม ทอนซิล” (tonsil)

3. หลอดอาหาร (oesophagus) อยู่ต่อจากคอหอยอยู่ด้านหลังหลอดลม (trachea) ส่ วนบนเป็ นกล้ามเนือ้ ลายมีหูรูด ช่ วยปิ ดเปิ ดหลอดอาหาร ระหว่างกลืนอาหารส่ วนท้ ายเป็ นกล้ามเนือ้ เรียบ ช่ วยบีบส่ งอาหารเป็ น ระยะ เรียกว่ า เพอรีสตัลซีส (peristalsis) ช่ วยให้ อาหารเคลือ่ นที่ ได้ สะดวก 4. กระเพาะอาหาร (stomach) อยู่บริเวณด้ านซ้ ายของช่ องท้ องกว้ าง ประมาณ 5 นิว้ ยาว 10 นิว้ แบ่ งออกเป็ น 3 ส่ วน ***หมายเหตุ กระเพาะอาหารมีปริมาณ 50 cc แต่ เมื่อได้ รับอาหารจะยาว ถึง 2000 cc หรือ 2 ลิตร ทำาหน้ าทีพ่ กั อาหารบริเวณเยือ่ บุภายในจะมีต่อม ผลิตน้ำ าย่ อย (Grastric gland) ทำาหน้ าที่ ผลิตน้ำ าย่ อยและกรดเกลือ (HCl) ซึ่งทำาให้ อาหารโปรตีนมีอนุภาคเล็กลง

5. ลำาไส้ เล็ก (Small Intestine) ยาวประมาณ 10 m แบ่ งออกเป็ น 3 ตอน 6. ลำาไส้ ใหญ่ (Large Intestine) ยาวประมาณ 1.5 เมตร เริ่มตั้งแต่ ส่วนของอิ เลียมจนถึงทวารหนัก หน้ าทีข่ องลำาไส้ ใหญ่ 1. สะสมกากอาหาร 2. ดูดซึมแร่ ธาตุ น้ำ า กลูโคส 3. มีจุลนิ ทรีย์ช่วยในการย่ อยกากอาหารโดยเฉพาะเซลลูโลส ให้ มีสภาพเหลว หรืออ่อนนุ่ม อวัยวะทีเ่ กีย่ วข้ องโดยอ้ อม 1. ตับ (Liver) เป็ นอวัยวะทีใ่ หญ่ ทสี่ ุ ดของร่ างกายมี 2 ซีก ซ้ าย-ขวา มีสีน้ำาตาล เนือ้ แน่ น มีถุงน้ำ าดีอยู่ด้วย

2. ตับอ่อน (Pancreas) มีลกั ษณะคล้ายใบไม้ ยาวประมาณ 20-25 ซม. สี แดงหรือสี เทา ทำาหน้ าทีเ่ ป็ นต่ อมมี ท่ อและต่ อมไร้ ท่อ ผลิตของเหลวได้ ประมาณ 2 ลิตร ซึ่งประกอบด้ วย ก. น้ำ าย่ อย ซึ่งทำาหน้ าทีย่ ่ อยโปรตีน คาร์ โบไฮเดรท และไขมัน ข. โซเดียมไบคาร์ บอเนต มีคุณสมบัติเป็ นเบส (ด่ าง) เพือ่ ปรับสภาพ อาหารทีม่ าจากกระเพาะ อาหารซึ่งมีสภาพเป็ นกรด ให้ มสี ภาพเป็ นกลาง หรือเป็ นเบสอ่อน ๆ เพือ่ จะไม่ ทาำ ลายเยือ่ บุของลำาไส้ เล็ก (Villi) * น้ำ าย่ อย (enzyme) ประกอบด้ วย ไทยาลิน ในน้ำ าลาย เปปซินในกระเพาะ อาหาร น้ำ าย่ อยอืน่ ๆ ที่ ดูโอดินัม และตับอ่อน * ตัวเร่ งปฏิกริ ิยา (catalize) ประกอบด้ วย น้ำ า น้ำ าดีจากตับ กรดเกลือจากกระเพาะ

-

วิธีทจี่ ะไม่ ทาำ ให้ กระเพาะอาหารถูกทำาลาย กินอาหารให้ ตรงเวลา ไม่ รับประทานอาหารรสจัด เช่ น เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ไม่ กนิ ยาแก้ปวดขณะท้ องว่าง ไม่ ดมื่ อาหารทีม่ แี อลกอฮอล์ ลดความเครียด (Stress) พักผ่ อนให้ เพียงพอ ไม่ รับประทานอาหารทีห่ ยาบหรือแข็ง

2. ระบบสื บพันธ์ ุ

การเจริญเติบโตของหญิงและชายช่ วงอายุ 10 - 17 ปี เพศหญิงจะมีอตั ราการเจริญ เติบโตมากกว่ าชาย หลังจากนั้นเพศชายจะเจริญเติบโตมากกว่าเพศหญิง และจะหยุด การเจริญประมาณ 20 ปี สำ าหรับเพศหญิง และ 25 ปี สำ าหรับเพศชาย อัตราการเจริญ เติบโต จะมากหรือน้ อยขึน้ อยู่กบั ก. การแสดงออกจากพันธุกรรม (ยีโนไทพ์ ; Genotype) เป็ นลักษณะทีถ่ ่ ายทอด มาจากบรรพบุรุษ คือ มาจาก ยีน (Gene) นั่นเอง ได้ แก่ สี ผวิ ผม ดวงตา ฯลฯ * ยีน (Gene) คือ หน่ วยทีค่ วบคุมการแสดงออกของลักษณะต่ าง ทีอ่ ยู่บนโครโมโซม 

ข. การแสดงออกจากสิ่ งแวดล้ อม (ฟี โนไทพ์ ; Phenotype) เป็ นลักษณะทีไ่ ด้ รับ อิทธิพลมาจากสิ่ ง แวดล้ อม (Enviroment) ได้ แก่ อาหาร โรค จิตใจ การเลีย้ งดู ความรู้ ฯลฯ เมือ่ ร่ างกายเข้ าสู่ วยั รุ่น ต่ อมใต้ สมองจะหลัง่ ฮอร์ โมน (Hormone) มากระตุ้น ต่ อมเพศให้ ผลิต ฮอร์ โมนเพศ แล้ วทำาให้ ร่างกายเปลีย่ นแปลงเข้ าสู่ วยั หนุ่มสาว ต่ อม เพศของเพศชายจะอยู่ที่ อัณฑะ (Testis) ส่ วนต่ อมเพศของเพศหญิงจะอยู่ที่ รังไข่ (Ovary)

ระบบสื บพันธุ์เพศชาย

ประกอบด้ วย ก. อวัยวะสื บพันธุ์ภายนอก ได้ แก่ 1. ถุงอัณฑะ (Scrotum) ห่ อหุ้มลูกอัณฑะให้ อุณหภูมติ ่ำ ากว่ า 37 องศาเซลเซียส 2. องคชาติ (Penis) ข. อวัยวะสื บพันธุ์ภายใน ประกอบด้ วย 1. อัณฑะ (Testis) ตอนเด็กจะอยู่ในช่ องท้ อง พอโตขึน้ จะเลือ่ นลงมาอยู่ทถี่ ุง อัณฑะ ทำา หน้ าทีผ่ ลิต สเปิ ร์ ม (Sperm) และฮอร์ โมนเพศชาย 2. หลอดนำาสเปิ ร์ ม (Sperm) ทำาหน้ าทีล่ าำ เลียงสเปิ ร์ ม ไปเก็บทีต่ ่ อมเก็บ คือต่ อม เคาว์ เปอร์ 3. ต่ อมเคาว์ เปอร์ (Cowper gland) ทำาหน้ าทีส่ ร้ าง อาหารให้ กบั สเปิ ร์ ม ประกอบ ด้ วยน้ำ าตาลฟรุกโตสและปรับ สภาพให้ เป็ นเบสอ่ อน ๆ 4. ต่ อมลูกหมาก (Prostate gland) ทำาหน้ าทีส่ ร้ างสารให้ มปี ริมาณมากขึน้ และ เก็บน้ำ าเชื้อ

ระบบสืบ พัน ธุข ์ องเพศชาย http://www.besthealth.com/besthealth/bodyguide/reftext/html/repr_sys_fin.html

อสุจ ิ

ระบบสื บพันธุ์เพศหญิง

ประกอบ���้ วยอวัยวะสื บพันธุ์ 2 ส่ วน ก. อวัยวะสื บพันธุ์ ภายนอก ประกอบด้ วย 1. แคมนอก (Major cam) มี 2 ข้ าง ทำาหน้ าทีป่ กปิ ดไม่ สิ่งแปลกปลอมเข้ าสู่ ภายใน 2. แคมใน (Minor cam) มี 2 ข้ าง เป็ นเนือ้ เยือ่ บางติดกับแคมนอก 3. คลิตอรีส (Clitoris) ทำาหน้ าทีร่ ับความรู้ สึกทางเพศ 4. เยือ่ พรหมจารี (Hymen)เป็ นเยือ่ บาง ๆ ปิ ดปากช่ องคลอด 5. ท่ อปัสสาวะ อยู่ตรงกลางระหว่ าง Clitoris กับ ช่ องคลอด ข. อวัยวะสื บพันธุ์ ภายใน ประกอบด้ วย 1. รังไข่ (Ovary) ทำาหน้ าทีผ่ ลิตไข่ และฮอร์ โมนเพศ อยู่ลกึ เข้ าไปในอุ้งเชิงกราน มี เนือ้ เยือ่ ยึด มีขนาดเท่ าหัวแม่ มอื หนัก 2- 3 กรัม 2. ท่ อนำาไข่ หรือปี กมดลูก (Oviduct) เป็ นท่ อเชื่อมระหว่ างมดลูกกับรังไข่ ภายในมี ขนเล็ก ๆ มากมาย เรียกว่ า ซีเลีย (Celia) ท่ อนำาไข่ มเี ส้ นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 0.2 cm

3. มดลูก (Uterus) มีลกั ษณะคล้ายผลชมพู่ กว้ างประมาณ 4 ซ.ม.ยาว 6-8 ซ.ม.หนาประมาณ 2 ซ.ม.ส่ วนล่างแคบเข้ าหากันเรียกว่ า “ ปากมดลูก” ต่ อกับส่ วนของช่ องคลอดมดลูกประกอบด้ วยเนือ้ เยือ่ หลาย ชั้นคล้ายฟองน้ำ าทำาหน้ าทีใ่ นการสร้ างรก รองรับการฝังตัวของไข่ ที่ ผสมแล้ว (Zygote) เป็ นที่ แลกเปลีย่ นก๊าซและส่ งอาหารให้ กบั ตัวอ่อน (Embryo) 4. ช่ องคลอด (Vagina) เป็ นทางผ่ านของสเปิ ร์ มเข้ าสู่ มดลูก ลึก ประมาณ 1.5- 2.0 นิว้

ระบบสืบ พัน ธุข ์ องเพศหญิง http://www.besthealth.com/besthealth/bodyguide/reftext/html/repr_sys_fin.html

รัง ไ

3. ระบบหมุนเวียนของเลือดและน้ำ าเหลือง

ระบบหมุนเวียนของเลือด  

ตัวจักรสำ าคัญของระบบนีค้ อื หัวใจ และหลอดเลือด หัวใจของคนเราประกอบด้ วย กล้ามเนือ้ มีขนาดใหญ่ ทำาหน้ าทีส่ ู บฉีดเลือด ไปเลีย้ งร่ างกาย ทุกๆวันหัวใจจะเต้ นประมาณ 100,000 ครั้ง สู บฉีดเลือด ประมาณวันละ 2,000 แกลลอน ระบบไหลเวียนโลหิตของเราประกอบไปด้ วย หลอดเลือดซึ่งเชื่อมติดต่ อ กันเป็ นโครงข่ ายทัว่ ร่ างกาย โดยเริ่มต้ นจากหัวใจห้ องซ้ ายล่าง Left Ventricle ฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ ทเี่ รียกว่า Aorta แล้ ว ต่ อไปยัง หลอดเลือดแดง Artery ,Aterioles ต่ อเส้ นเลือดฝอย capillaries เลือด ณ.บริเวณนีจ้ ะอุดมไปด้ วย อาหารและออกซิเจนซึ่งแลกเปลีย่ นกับเนือ้ เยือ่ แล้วไหลกลับสู่ หลอดเลือดดำา vein ซึ่งนำาเข้ าหลอดเลือดดำาใหญ่ และเข้ าสู่ หัวใจ

 

 

โครงสร้ างของหัวใจ หัวใจของเราประกอบด้ วย 4 ห้ อง ห้ องข้ างบนเรียก atrium มีท้งั ซ้ าย และขวา ส่ วนห้ องข้ างล่างเรียก ventricle ซึ่งก็มที ้งั ซ้ ายและขวา ระหว่ าง หัวใจห้ องข้ างบนและล่างจะมีลนิ้ หัวใจกั้นอยู่ Tricuspid valve กั้นระหว่างหัวใจห้ องบนขวา และล่างขวา Pulmonary or pulmonic valveกั้นระหว่างหัวใจห้ องบนขวากับหลอด เลือดดำา Bicuspid valve กั้นระหว่างหัวใจห้ องบนและล่างซ้ าย Aortic semilunar valve กั้นระหว่างหัวใจห้ องล่างซ้ ายและหลอดเลือด aorta

ลิน้ พัลโมนารี

การทำางานของหัวใจ หัวใจจะรับเลือดดำาเข้ าสู่ หัวใจห้ องบนขวา Right atrium ไหลผ่ านลง หัวใจห้ องล่ างขวา Right ventricle ซึ่งจะฉีดเลือดไปยังปอดเพือ่ ฟอกเลือด เลือดที่ฟอกแล้ วจะไหลกลับเข้ าหัวใจทีห่ ้ องซ้ ายบน Left Atrium แล้ วไหลลง Left ventricle ซึ่งจะสู บเลือดไปเลีย้ งร่ างกายทางหลอดเลือดแดง ลิน้ หัวใจ (Valve) ประกอบด้ วยเนือ้ เยือ่ เกีย่ วพันทำาหน้ าที่ ปิ ด-เปิ ด ไม่ ให้ เลือดไหลย้ อนกลับ มี ลักษณะคล้ ายถุง นายวิลเลียม ฮาร์ วยี ์ ชาวอังกฤษ ค้ น พบว่ าเลือดไหลไปทางเดียว และมีลนิ้ ควบคุมอยู่ 2 กลุ่ม 4 ลิน้ ชีพจร (Pulse) คือ การหดและคลายตัวของหลอดเลือดในจังหวะเดียว กับการหดและคลายตัวของ หัวใจ อัตราชีพจร (Pulse rate) เป็ นค่ าทีบ่ อกอัตราการเต้ นของหัวใจ โดยการ จับทีห่ ลอดเลือดแดงที่อยู่ ตืน้ ๆ เช่ น ข้ อมือ ซอกคอ ขาหนีบ เพศชาย ประมาณ 70 ครั้ง/นาที หญิงประมาณ 75 ครั้ง/นาที

หน้ าทีข่ องเลือด 1. ลำาเลียง O2 และ CO2 2. ลำาเลียงสารอาหารทีล่ าำ ไส้ เล็ก ไปสู่ เซลล์ 3. ลำาเลียงของเสี ยออกจากเซลล์ ไปสู่ อวัยวะขับถ่ าย 4. ลำาเลียงภูมคิ ุ้มกัน 5. รักษาอุณหภูมิของร่ างกาย

ระบบน้ำ าเหลือง

ระบบน้ำ าเหลือง ( Lymphatic system ) ประกอบด้ วย

- น้ำ าเหลือง ( Lymph ) เป็ นของเหลวทีซ่ ึมผ่ านเส้ นเลือดฝอยออกมาหล่อเลีย้ ง อยู่รอบๆเซลล์ ประกอบด้ วย กลูโคส อัลบูมนิ ฮอร์ โมน เอนไซม์ ก๊าซ เซลล์เม็ด เลือดขาว ( แต่ ไม่ มเี ซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลต ) - ท่ อน้ำ าเหลือง ( Lymph vessel ) มีหน้ าทีล่ าำ เลียงน้ำ าเหลืองทัว่ ร่ างกายเข้ าสู่ เส้ น เวนใหญ่ ใกล้หัวใจ(Subclavian vein) ปนกับเลือดทีม่ อี อกซิเจนน้ อย ท่ อน้ำ า เหลืองมีลนิ้ กั้นคล้ายเส้ นเวนและมีอตั ราการไหลช้ ามากประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่ อนาที - อวัยวะน้ำ าเหลือง ( Lymphatic organ ) 1) ต่ อมน้ำ าเหลือง ( Lymph node ) - พบทัว่ ร่ างกาย ภายในมีลมิ โฟไซต์ อยู่เป็ นกระจุก - ต่ อมน้ำ าเหลืองบริเวณคอ มี 5 ต่ อม เรียกว่า ทอนซิล (Tonsil) มีหน้ าที่ ป้องกันจุลนิ ทรีย์ทผี่ ่ านมาในอากาศไม่ ให้ เข้ าสู่ หลอดอาหารและกล่ อง เสี ยงจนอาจเกิดอักเสบขึน้ มาได้

2) ม้ าม ( Spleen ) - เป็ นอวัยวะน้ำ าเหลืองทีม่ ขี นาดใหญ่ ทสี่ ุ ด - มีหน้ าทีผ่ ลิตเซลล์ เม็ดเลือด ( เฉพาะในระยะเอมบริโอ ) ป้องกันสิ่ ง แปลกปลอม และเชื้อโรคเข้ าสู่ กระแสเลือด สร้ างแอนติบอดี ทำาลายเซลล์ เม็ดเลือดแดงและเพล ตเลตทีห่ มดอายุ 3) ต่ อมไทมัส ( Thymus gland ) - เป็ นเนือ้ เยือ่ น้ำ าเหลืองทีเ่ ป็ นต่ อมไร้ ท่อ - สร้ างลิมโฟไซต์ ชนิดเซลล์ ที เพือ่ ต่ อต้ านเชื้อโรคและอวัยวะปลูก ถ่ ายจากผู้อนื่ 

ข้ อควรจำา การไหลของน้ำ าเหลืองในท่ อเหลือง เกิดขึน้ จากการหดและคลายตัวของกล้ ามเนือ้ ทีอ่ ยู่ รอบๆ ท่ อน้ำ าเหลืองนั้น

4. ระบบหายใจ

ระบบหายใจ

ทำาหน้ าทีแ่ ลกเปลีย่ นแก๊ สออกซิเจนและคาร์ บอนไดออกไซด์ ในระบบนี้ ประกอบด้ วยอวัยวะสำ าคัญ ได้ แก่ 1. จมูก เป็ นอวัยวะส่ วนต้ นของระบบหายใจ ทำาหน้ าทีเ่ ป็ นทางผ่ านของ อากาศ ช่ วยกรองฝุ่ น ละออง และเชื้อโรคบางส่ วนก่อนอากาศจะผ่ านไปสู่ อวัยวะอืน่ ต่ อไป 2. หลอดคอ (Pharynx) เมือ่ อากาศผ่ านรู จมูกแล้วก็ผ่านเข้ าสู่ หลอดคอ ซึ่งเป็ นหลอดตั้งตรงยาว ประมาณยาวประมาณ 5 นิว้ หลอดคอติดต่ อทั้งช่ องปากและช่ องจมูก จึง แบ่ งเป็ นหลอดคอส่ วนจมูก กับ หลอดคอส่ วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็ นตัว แยกสองส่ วนนีอ้ อกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้ วยกระดูกอ่ อน 9 ชิ้นด้ วยกัน ชิ้นทีใ่ หญ่ ทสี ุ ด คือกระดูกธัยรอยด์ ทีเ่ ราเรียกว่ า "ลูกกระเดือก" ในผู้ชายเห็นได้ ชัดกว่ าผู้หญิง

3. หลอดเสี ยง (Larynx) เป็ นหลอดยาวประมาณ 4.5 cm ในผู้ชาย และ 3.5 cm ในผู้หญิง หลอดเสี ยงเจริญเติยโตขึน้ มาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็ นหนุ่มสาว หลอดเสี ยงเจริญขึน้ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากสายเสี ยง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสี ยงนีย้ าวและหนาขึน้ อย่ างรวดเร็ว เกินไป จึงทำาให้ เสี ยงแตกพร่ า การเปลีย่ นแปลงนีเ้ กิดจากฮอร์ โมนของ เพศชาย 4. หลอดลม (Trachea) เป็ นส่ วนทีต่ ่ ออกมาจากหลอดเสี ยง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะรู ป ร่ างของหลอดลมเป็ นหลอดกลมๆ ประกอบด้ วยกระดูกอ่ อนรูปวงแหวน หรือรู ปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้ านหลังของหลอดลม

5. ปอด (Lung) เป็ นอวัยวะทีส่ ำ าคัญทีส่ ุ ดของระบบหายใจ มีอยู่สองข้ าง วางอยู่ในทรวงอก มีรูปร่ างคล้ ายกรวย มีปลายหรือยอดชี้ขนึ้ ไปข้ างบนและไปสวมพอดีกบั ช่ อง เปิ ดแคบๆของทรวงอก ซึ่งช่ องเปิ ดแคบๆนีป้ ระกอบด้ วยซี่โครงบนของกระดูก สั นอกและกระดูกสั นหลัง ฐานของปอดแต่ ละข้ างจะใหญ่ และวางแนบสนิทกับ กระบังลม ระหว่างปอด 2 ข้ าง มีหัวใจอยู่ ปอดข้ างขวาจะโตกว่าปอดข้ างซ้ ายเล็กน้ อย และมีอยู่ 3 ก้อน ส่ วนข้ างซ้ ายมี 2 ก้อน หน้ าทีข่ องปอด คือ การนำาก๊าซ CO2 ออกจากเลือด และนำาออกซิเจนเข้ าสู่ เลือด ปอดจึงมีรูปร่ างใหญ่ มีลกั ษณะยืดหยุ่นคล้ายฟองน้ำ า 6. เยือ่ หุ้มปอด (Pleura) เป็ นเยือ่ ทีบ่ างและละเอียดอ่อน เปี ยกชื้น และเป็ นมันลืน่ หุ้มผิวภายนอก ของปอด เยือ่ หุ้มนี้ ไม่ เพียงคลุมปอดเท่ านั้น ยังไปบุผวิ หนังด้ านในของ ทรวงอกอีก

5. ระบบขับถ่ ายของเสี ย

ระบบขับถ่ ายของเสี ย 

ระบบขับถ่ ายมีอวัยวะต่ าง ๆ ทำาหน้ าทีข่ ับถ่ ายหรือกำาจัดของเสี ยทีร่ ่ างกายไม่ ต้ องการออกจากร่ างกาย คือ ปัสสาวะและเหงือ่ ขับออกโดย ไตและต่ อมเหงือ่ อุจจาระขับออกโดยลำาไส้ ใหญ่ ก๊ าซคาร์ บอนไดออกไซด์ ขับออกโดยปอด

อวัยวะ ปอด ผิวหนัง ไต ลำาไส้

หน้ าทีใ่ นระบบขับถ่ าย ขับแก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ ขับน้ำ าและเกลือ ออกในรูปของ เหงือ่ ขับปัสสาวะ ขับกากทีเ่ ป็ นของแข็งจากอาหารออกทาง ทวารหนัก

ไต (Kidney) ทำาหน้ าที่กาำ จัดของเสี ยในรู ปของน้ำ าปัสสาวะ มี 1 คู่ รู ปร่ างคล้ ายเมล็ด ถัว่ ดำา อยู่ในช่ องท้ องสองข้ างของกระดูกสั นหลังระดับเอว ถ้ าผ่ าไตตามยาวจะพบว่ า ไตประกอบด้ วยเนือ้ เยือ่ 2 ชั้น คือ เปลือกไตชั้นนอกกับเปลือกไตชั้นใน มีขนาดยาว ประมาณ 10 เซนติเมตร กว้ าง 6 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร บริเวณตรงกลางของ ไตมีส่วนเว้ าเป็ นกรวยไต มีหลอดไตต่ อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ไตแต่ ละข้ างประกอบด้ วยหน่ วยไต (nephron) นับล้ านหน่ วยเป็ นท่ อทีข่ ดไปมาโดย มีปลายท่ อข้ างหนึ่งต้ น เรียกปลายท่ อที่ตนั นีว้ ่ า “ โบว์ แมนส์ แคปซู ล (Bowman scapsule)” ซึ่งมีลกั ษณะเป็ นแอ่ งคล้ ายถ้ วยภายในแอ่ งจะมีกลุ่มเลือดฝอยพันกัน เป็ นกระจุกเรียกว่ า “ โกลเมอรู ลสั (glomerulus)” ซึ่งทำาหน้ าทีก่ รองของเสี ยออกจาก เลือดทีไ่ หลผ่ านไต

ระบบขับถ่ ายปัสสาวะ ระบบขับถ่ ายปัสสาวะเป็ นระบบหลักของร่ างกายที่เกีย่ วข้ องกับ กระบวนการขจัดสิ่ งที่ร่างกายไม่ ต้องการปอดและผิ   ปอดและผิวหนังรวมอยู่ใน กระบวนการนีด้ ้ วยซึ  ซ่งึ ทำาหน้ าขจัดแก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ และเหงือ่ ตามลำาดับ  อวัยวะที่ทำาหน้ าที่ขบ ั ถ่ ายปัสสาวะประกอบด้ วย ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ และท่ อปัสสาวะ ไตเป็ นอวัยวะที่สำาคัญที่สุด มีรูป ร่ างคล้ายเมล็ดถัว่ แดง ทำาหน้ าที่ดูดซึม สารอาหารที่เป็ นประโยชน์ ต่อ ร่ างกายกลับคืนสู่ กระแสเลือด และขับถ่ ายของเสี ยออกจากเลือด คือ น้ำ าปัสสาวะให้ ไหลไปตามหลอดไต เข้ าสู่ กระเพาะปัสสาวะ เมือ่ มี ปริมาณมากก็จะถูกขับออกจาก ร่ างกายทางท่ อปัสสาวะ 

การบำารุ งและดูแลรักษาไต ควรปฏิบัตดิ งั นี้ 1. ดืม่ น้ำ าสะอาดให้ เพียงพอกับความต้ องการของร่ างกาย 2. ไม่ รับประทานอาหารทีม่ ีรสเค็มจัด 3. ไม่ กลั้นปัสสาวะเป็ นเวลานาน ๆ 4. หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

 ระบบการขับถ่ ายเหงือ ่

อวัยวะสำ าคัญทีท่ าำ หน้ าที่ขบั เหงือ่ ออกจากร่ างกาย คือ ต่ อม เหงือ่ ซึ่งอยู่ใต้ ผิวหนัง ทำาหน้ าที่กลัน่ กรองเอาเกลือแร่ และน้ำ าที่ เป็ นของเสี ยที่ปนอยู่ในกระแสเลือด และขับ ออกในรูปของ เหงือ่ ไปตามท่ อของต่ อมเหงือ่ ออกทางรู เหงือ่ ที่ผวิ หนัง การขับ ถ่ ายดังกล่ าวยัง เป็ นการระบายความร้ อนออกนอกร่ างกายด้ วย ฉะนั้นเราจึงควรออกกำาลังกายสม่ำ าเสมอ เพือ่ ให้ ร่ างกายแข็ง แรง มีสุขภาพสมบูรณ์ ดี

ระบบขับถ่ ายของสั ตว์

การขับถ่ ายของเสี ย ในรูปของเหลว ออกจากร่ างกายเพือ่ ให้ สิงมีชีวติ อยู่ได้ เป็ นการกำาจัดสารทีก่ ่ อให้ เกิดอันตรายต่ อร่ างกายและเป็ นการรักษาระดับสมดุลของ ของเหลวในร่ างกาย 1. Contractile vacuoles: คอนแทรกไทล์ แวคิวโอล มี ลักษณะเป็ นถุงบางๆใช้ ในการขับนำา้ ออกจากสิ่ งมีชีวติ เซลล์ เดียวในนำา้ จืดโดยทีน่ ำา้ มากเกิน ปกติจะเข้ าไปในแวคิว โอลตามช่ องเล็กๆ จำานวนมากทีอ่ ยู่รอบๆแวคิวโอล เมือ่ แวคิวโอลขยายเต็มทีจ่ ะเกิดหดตัว และมีแรงดันให้ นำา้ พุ่งออกไปนอกเยือ้ หุ้มเซลล์ 2.Nephrida or nephridium: เนฟริเดีย เป็ นท่ อขับถ่ ายในหนอนใส้ เดือน ตัว อ่ อนของแมลงต่ างๆ และสั ตว์ จาำ พวกมอลลัสก์ หลายชนิด เช่ น ทาก หนอน ทีม่ ีการ พัฒนาการสู งขึน้ จะเก็บสะสมของเสี ยไว้ในช่ องลำาตัว หนอนทีม่ กี ารพัฒนาน้ อยและตัว อ่ อน ของพวกมอลลัสก์ จะมีส่วนทีเ่ รียกว่ า โปรโทเนฟริเดียม ของเสี ยในรูปของเหลวจะ ไหลเข้ าไปในท่ อกลวงของเฟลมเซลล์ ซึ้งมีขนเส้ นเล็กๆ คล้ ายซีเลียของเสี ยในเนฟริเดียม และโปรโทเนฟริเดียม จะไหลออกทางช่ องเล็กๆ หรือรูขบั ถ่ ายทีเ่ รียกว่ า เนฟริดิโอพอร์ 3.Malpinghian tubules: ท่ อมัลพิเกียน เป็ นท่ อยาวพบในสั ตว์ ไฟลัมอาร์ โทร โพดาหลายชนิด เช่ น แมลงท่ อมัลพิเกียนจะดูดเก็บของเสี ยทีอ่ ยู่ในรูปสารละลายจากช่ อง เลือดกลางลำาตัวและจะขับต่ อไปยังทางเดินอาหาร

6. ระบบโครงกระดูก

ระบบโครงกระดูก เป็ นระบบทีท่ าำ หน้ าทีเ่ ป็ นเครื่องค้ำ าจุนร่ างกายให้ คงรู ปอยู่ได้ และ ช่ วยในการเคลือ่ นไหวและเคลือ่ นที่ ส่ วนประกอบของระบบโครงกระดูก กระดูก กระดูกอ่ อน เอ็นลิกาเมนต์ เอ็นเท็นดอน โครงกระดูกทำาหน้ าทีเ่ ป็ นโครงหลักสำ าหรับให้ กล้ ามเนือ้ และเอ็นมายึดเพือ่ ให้ ร่างกายคง รูปอยู่ได้ และป้องกันอันตรายให้ แก่วยั วะบางส่ วนของร่ างกายนอกจากนีย้ งั เป็ นทีอ่ ยู่ ของเนือ้ สร้ างเม็ดเลือดด้ วย

โครงกระดูกของคนมี 206 ชิ้น แบ่ งออกเป็ น 2 กลุ่มตามตำาแหน่ ง ทีอ่ ยู่ ได้ แก่ 1. โครงกระดูกแกน โครงกระดูกแกนในผู้ใหญ่ ประกอบด้ วยกระดูกจำานวน 80 ชิ้น ซึ่งวางตัวในแนวแกนกลางของลำาตัว ซึ่งได้ แก่  กะโหลกศีรษะ (Skull) มีจำานวน 22 ชิ้น  กระดูกหู (Ear ossicles) จำานวน 6 ชิ้น  กระดูกโคนลิน ้ (Hyoid bone) 1 ชิ้น  กระดูกสั นหลัง (Vertebral column) จำานวน 26 ชิ้น  กระดูกซี่ โครง (Ribs) จำานวน 24 ชิ้น  กระดูกอก (Sternum) 1 ชิ้น

2. โครงกระดูกรยางค์ โครงกระดูกรยางค์ ในผู้ใหญ่ จะมีท้งั หมด 126 ชิ้น ซึ่งจะอยู่ ในส่ วนแขนและขาของร่ างกายเพือ่ ช่ วยในการเคลือ่ นไหว โดย จะแบ่ งออกเป็ น 6 ส่ วน ได้ แก่      

กระดูกส่ วนไหล่ (Shoulder girdle) 4 ชิ้น กระดูกแขน (Bones of arms) 6 ชิ้น กระดูกมือ (Bones of hands) จำานวน 54 ชิ้น กระดูกเชิงกราน (Pelvic girdle) 2 ชิ้น กระดูกขา (Bones of legs) 8 ชิ้น กระดูกเท้ า (Bones of feet) 52 ชิ้น

7. ระบบกล้ามเนือ้

ในร่ างกายมนุษย์ มีกล้ามเนือ้ มากกว่ า 500 มัด น้ำ าหนักรวมกัน ประมาณครึ่งหนึ่งของร่ างกายแบ่ งออก เป็ น 3 กลุ่ม ก. เซลล์ กล้ามเนือ้ ลาย (reticular muscle) พบ ตาม แขน ขา ติด กับกระดูก ทำางานหนัก อยู่ใต้ อาำ นาจ จิตใจ ข. เซลล์ กล้ ามเนือ้ เรียบ (smooth muscle) พบตาม อวัยวะภายใน เช่ น ทางเดินอาหาร ลำาไส้ มดลูก กระเพาะปัสสาวะ ทำางานอยู่ นอกอำานาจจิตใจ ค. เซลล์ กล้ามเนือ้ หัวใจ (cardiac cell) ทำางานอยู่ นอกอำานาจ จิตใจ

1. กล้ามเนือ้ ลาย (Striated Muscles

2. กล้ามเนือ้ เรียบ (Smooth Muscles)

3. กล้ ามเนือ้ หัวใจ (Cardiac Muscles)

ความสำ าคัญของกล้ ามเนือ้ (The Muscle) การเคลือ่ นไหวส่ วนใหญ่ ของร่ างกายสั ตว์และส่ วนต่ างๆ ของ ร่ างกายมีต้นเหตุมา จากการทำางานของกล้ามเนือ้ ด้ วยการหดตัว (contraction) จะมีข้อยกเว้นบ้ างบางอย่ าง เช่ น การเคลือ่ นไหวนั้น อาจเกิดจากแรงโน้ มถ่ วงของโลก (gravity) หรือ แรงภายนอก ร่ างกายได้ นอกจากนีก้ ล้ ามเนือ้ ยังทำาหน้ าทีช่ ่ วยป้ ยป้องกันการ เคลือ่ นไหวของข้ อต่ อ (ช่ วย ให้ ข้อต่ อมีความแข็งแรงทนทาน), ทำาให้ กระเพาะปัสสาวะคงรู ปอยู่ได้ , ทำาให้ ร่างกาย เกิดความร้ อนด้ วยการ สั่ นเนื่องจากภาวะอากาศเย็น

8. ระบบภูมคิ ุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน 

เชื้อโรคทุกชนิดจะมีสารเคมีทผี่ วิ เซลล์ เรียกว่า “แอนติเจน” (antigen) เมือ่ ร่ างกายเราได้ รับเชื้อ โรค ร่ างกายเราก็จะสร้ างสารเคมีต่อต้ าน เรียกว่ า “แอนติบอดี” (antibody)อยู่ในกระแสเลือด ซึ่งจะ จับกับแอนติเจนทีผ่ วิ ของ เชื้อโรค เฉพาะตัวกันเท่ านั้น 1. เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ ในต่ อมน้ำ าเหลือง สามารถสร้ างสาร แอนติทอกซิน เพือ่ ทำาลายสารพิษทีเ่ ชื้อโรคสร้ างขึน้ ได้ ด้วย 2. เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ สามารถ ทำาลายเชื้อโรคได้ ด้วย เรียกว่ า “ฟาโกไซโตซีส” เมือ่ มีข้าศึกคือเชื้อโรค หรือสิ่ งแปลกปลอมบุกรุ กร่ างกาย หน่ วย รบแนวหน้ าฟาโกไซต์ จะตรงไปโอบล้อม และกำาจัดสิ่ งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่ หลุดรอดเข้ ามาในร่ างกาย เราเรียกกระบวน การเช่ นนีว้ ่ า ฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) ซึ่งในทีส่ ุ ดแล้ว เชื้อโรคทีห่ ลุดเข้ าไปถูก ย่ อย ทำาลาย และขับออกนอกเซลล์

แต่ หากผู้บุกรุ กมีจำานวนมากหรือร้ ายกาจจนหน่ วยรบแนวหน้ า สู้ ไม่ ไหว ร่ างกายจำาเป็ นต้ องพึง่ ทหารหน่ วยรบแนวหลังอีกกลุ่ม ร่ วมด้ วย คือ ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ซึ่งแบ่ งเป็ น 2 ฝ่ าย คือ ทีเซลล์ (T-lymphocyte หรือ Killer cell) ซึ่งเป็ นเซลล์ นักฆ่ า ทีอ่ อกตามล่ าศัตรู ทยี่ งั เหลือ บีเซลล์ (B-Lymphocyte) จะช่ วยทีเซลล์ เมื่อทีเซลล์ รับมือกับ เชื้อโรคไม่ ได้ บีเซลล์ จะทำาหน้ าทีเ่ ฉพาะกิจทีส่ ามารถกวาดล้างเชื้อโรค โดยการ สร้ างสารภูมิคุ้มกันเฉพาะโรคหรือแอนติบอดีขนึ้ มาเพือ่ ทำาลายผู้ รุ กรานให้ หมดไปจากร่ างกาย นอกจากนีย้ งั สามารถสามารถจดจำาเชื้อโรคทีเ่ คยบุกรุ กเข้ ามา ในร่ างกายได้ อย่ างแม่ นยำา

ภูมคิ ุ้มกันของร่ างกายมนุษย์ ได้ แก่ 1) ภูมคิ ุ้มกันโดยกำาเนิด ( Innate immunity ) เป็ นการป้ องกัน และกำาจัดแอนติเจนทีเ่ กิดขึน้ เองในร่ างกาย ก่ อนทีร่ ่ างกายจะ ได้ รับแอนติเจน มีหลายรูปแบบ เช่ น - เหงือ่ มีกรดแลกติกป้ องกันเชื้อโรคเข้ าสู่ ร่างกายทางผิวหนัง - หลอดลม โพรงจมูก มีขน ซิเลีย และน้ำ าเมือกดักจับสิ่ งแปลก ปลอม - กระเพาะอาหาร และลำาไส้ เล็กมีเอนไซม์ - น้ำ าลาย น้ำ าตา น้ำ ามูก มีไลโซไซม์ ทำาลายจุลนิ ทรีย์ได้ 2) ภูมคิ ุ้มกันจำาเพาะ ( Acquird immunity ) เกิดขึน้ เมือ่ ร่ างกายเคยได้ รับแอนติเจนแล้ ว

การสร้ างระบบภูมคิ ุ้มกันต่ อต้ าน เฉพาะโรคของมนุษย์ มี 2 วิธี

1)

ภูมคิ ุ้มกันก่อเอง ( Active immunization ) - เกิดจากการนำาเชื้อโรคทีอ่ ่อนกำาลัง ซึ่งเรียกว่ า วัคซีน (vaccine) มาฉีด กิน ทา เพือ่ กระตุ้นให้ ร่างกายสร้ างแอนติบอดีต่อต้ านเชื้อนั้นๆ - วัคซีนทีเ่ ป็ นสารพิษและหมดความเป็ นพิษแล้ว เรียกว่ า ทอกซอยด์ (toxoid) สามารถกระตุ้นให้ สร้ างภูมคิ ุ้มกันได้ เช่ น วัคซีนคุ้มกันโรค คอตีบ บาดทะยัก - วัคซีนทีไ่ ด้ จากจุลนิ ทรีย์ทตี่ ายแล้ว เช่ น โรคไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค - วัคซีนทีไ่ ด้ จากจุลนิ ทรีย์ทยี่ งั มีชีวติ อยู่ เช่ น วัณโรค หัด โปลิโอ คางทูม หัดเยอรมัน - ภูมคิ ุ้มกันก่อเอง อยู่ได้ นาน แต่ การตอบสนองค่ อนข้ างช้ า ประมาณ 4 - 7 วัน

2) ภูมคิ ุ้มกันรับมา ( Passive immunization ) - เป็ นการนำาซีรัมทีม่ แี อนติบอดีอยู่มาฉีดให้ ผู้ป่วย ทำาให้ ได้ รับ ภูมคิ ุ้มกันโดยตรงต่ อต้ านโรคได้ ทันที - ใช้ รักษาโรครุนแรงเฉียบพลัน เช่ น คอตีบ พิษงู - ซีรัม ผลิตจากการฉีดเชื้อโรคทีอ่ ่อนกำาลังเข้ าในสั ตว์ แล้วนำาซีรัม ของสั ตว์ ที่มแี อนติบอดีรักษาโรคในมนุษย์ - ภูมคิ ุ้มกันทีแ่ ม่ ให้ ลูกผ่ านทางรกและน้ำ านมหลังคลอด - ภูมคิ ุ้มกันรับมารักษาโรคได้ ทนั ที แต่ อยู่ได้ ไม่ นานและผู้ป่วยอาจ แพ้ซีรัมสั ตว์ กไ็ ด้

ข้ อควรจำา * ทอกซอยด์ ( TOXOID ) ทำามาจากสารพิษทีห่ มดสภาพความเป็ นพิษ เช่ น คอตีบ บาดทะยัก * วัคซีน เป็ นเชื้อโรคทีก่ าำ ลังอ่อนกำาลังหรือตายแล้ว แต่ ยงั มีแอนติเจน ที่ สามารถไปกระตุ้นให้ ร่างกาย สร้ าง แอนติบอดี เพือ่ ทำาลายเชื้อโรคก่อนที่ จะเป็ นอันตรายต่ อร่ างกาย ดังนั้นเราจึงต้ องได้ รับวัคซีนให้ ครบทุกชนิด * เซรุ่ ม เป็ นสาร แอนติทอกซิน ทีส่ ร้ างมาจากทีอ่ นื่ เพือ่ ให้ ทาำ ลายได้ เร็ว ก่อนทีพ่ ษิ จะเข้ าสู่ จุดดับของชีวติ

9. ระบบต่ อมไร้ ท่อ

ระบบต่ อมไร้ ท่อ

ฮอร์ โมน (hormone) คือสารเคมีทสี่ ร้ างจากเนือ้ เยือ่ หรือต่ อมไร้ ท่อ แล้วถูกลำาเลียงไปตามระบบหมุน เวียนของโลหิต เพือ่ ทำาหน้ าที่ ควบคุมการ เจริญเติบโต ควบคุมลักษณะทางเพศ และควบคุม การทำางาน ของระบบ ต่ าง ๆ ในร่ างกาย 1. ฮอร์ โมนจากต่ อมใต้ สมอง 1.1. ต่ อมใต้ สมองส่ วนหน้ า ทำาหน้ าทีผ่ ลิตฮอร์ โมน ดังนี้ - ฮอร์ โมนโกรท (Growth hormone) ควบคุมการเจริญเติบโต ของ ร่ างกาย โรคทีเ่ กิดจากมีฮอร์ โมน โกรทในร่ างกายมากเกินไป จะเป็ นโรคอะ โครเมกาลี (acromegaly) คือจมูก ปาก มือ เท้ าใหญ่ - ฮอร์ โมนโกนาโดโทรฟิ น (Conadotrophin hormone) ประ กอบด้ วย ฮอร์ โมนกระตุ้นฟอลลิเคิล F.S.H. ฮอร์ โมนลูทไิ นซ์ ในเพศหญิง - ฮอร์ โมน F.S.H. กระตุ้นให้ ฟอลลิเคิลแบ่ งเซล และการหลัง่ ของ L.H. ทำาให้ เกิดการตกไข่ ในเพศชาย

- ฮอร์ โมนโพรแลกติน (prolactin) มีหน้ าทีก่ ระตุ้นต่ อมน้ำ านม ให้ สร้ างน้ำ านม - ฮอร์ โมนอะดรีโนคอร์ ติโคโทรฟิ น (adrenocorticotrophin hormone) หรือ A.C.T.H ทำาหน้ าทีก่ ระตุ้น อะดรีนัล คอร์ เทกซ์ ของต่ อม หมวกไตให้ สร้ างฮอร์ โมนตามปกติ - ฮอร์ โมนกระตุ้นไทรอยด์ (thyroid stimulating hormone) หรือ TSH ทำาหน้ าทีก่ ระตุ้นต่ อมไทรอยด์ ให้ หลัง่ ฮอร์ โมนตาม ปกติ ฮอร์ โมน จากต่ อมใต้ สมองส่ วนหน้ าจะควบคุมโดยฮอร์ โมน ประสาททีส่ ร้ างมา จาก ไฮโพทาลามัส

1.2. ต่ อมใต้ สมองส่ วนกลาง ทำาหน้ าทีผ่ ลิตฮอร์ โมน ดังนี้ - ฮอร์ โมนเมลาโนไซต์ (Melanocyte stimulating hormone) หรือ MSH ทำาหน้ าทีท่ าำ ให้ รงควัตถุ ภายในเซล ผิวหนังกระจายไปทัว่ เซลล์ 1.3. ต่ อมใต้ สมองส่ วนหลัง เซลนิวโรซีครีทอรี (neurosecretory cell) สร้ าง ฮอร์ โมน ได้ แก่ - วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือฮอร์ โมนแอนติไดยูเรติก ADH มีหน้ า ทีด่ ูดน้ำ ากลับของ หลอดไต และกระตุ้นให้ หลอด เลือดบีบตัว ถ้ าขาด ฮอร์ โมนนีจ้ ะเกิดการเบาจืดทำาให้ ปัสสาวะบ่ อย

- ออกซีโทซิน (Oxytocin) ทำาหน้ าทีก่ ระตุ้นกล้ามเนือ้ เรียบและอวัยวะ ภายใน กระตุ้นกล้ ามเนือ้ รอบต่ อมน้ำ านมให้ ขบั น้ำ านม ฮอร์ โมนนีจ้ ะหลัง่ ออกมามากตอนคลอด เพือ่ ช่ วยให้ กล้ามเนือ้ มดลูก บีบตัวขณะคลอด ไอส์ เลตออฟแลงเกอร์ ฮานส์ ทำาหน้ าทีส่ ร้ างฮอร์ โมน ได้ แก่ 1. อินซูลนิ สร้ างจากเซลเบตา มีหน้ าทีร่ ักษาระดับ น้ำ าตาลในเลือด ให้ ปกติ 2. กลูคากอน (glucagon) สร้ างมาจากแอลฟาเซล มี หน้ าทีก่ ระตุ้น การสลายตัวของไกลโคเจน จากตับให้ เป็ นน้ำ าตาล กลูโคสมากขึน้

2. ฮอร์ โมนจากต่ อมหมวกไต - ฮอร์ โมนกลูโคคอร์ ติคอยด์ (Glucocorticoid hormone) ทำาหน้ าทีค่ วบคุม เมตาโบลิซึมของ คาร์ โบไฮเดรต กระตุ้นการเปลีย่ นคาร์ โบไฮเดรตและ ไกลโคเจนเป็ นกลูโคส และยังควบคุมสมดุล ของเกลือแร่ - ฮอร์ โมนมิเนราโลคอทิคอยด์ (mineralocorticoid) ทำาหน้ าทีค่ วบคุม สมดุลของน้ำ าและเกลือแร่ ใน ร่ างกาย เช่ น อัลโดสเตอโรน (aldosterone) ทำาหน้ าทีด่ ูดโซเดียมกลับท่ อหน่ วยไต อะดรีนัล เมดุลลา ผลิตฮอร์ โมนดังนี้ - อะดรีนาลิน (adrenalin) ทำาให้ น้ำาตาลในเลือดเพิม่ ขึน้ และกระตุ้น การเต้ นของหัวใจ - นอร์ อะดรีนาลิน (noradrenalin) หลัง่ จากเส้ นประสาทซิมพาเทติก ทำาให้ ความดันเลือดสู ง

3. ฮอร์ โมนจากต่ อมไทรอยด์ - ไทรอกซิน (thyroxin) ทำาหน้ าทีค่ วบคุมอัตราการเผาผลาญอาหาร ต่ าง ๆ ในร่ างกาย ถ้ าต่ อม ไทรอยด์ ไม่ สามารถสร้ างไทรอกซินจะทำาให้ เกิดโรคคอพอก , มิกซีดมี า แต่ ถ้าสร้ าง ฮอร์ โ���นมาก เกินไป ทำาให้ เกิดโรค คอพอกเป็ นพิษ - แคลซิโทนนิน (Calcitonin) ทำาหน้ าทีล่ ดระดับแคลเซียมใน เลือด - พาราฮอร์ โมน (parathormone) ทำาหน้ าทีร่ ักษาสมดุลและ ฟอสฟอรัสในร่ างกายให้ คงที่

4. ฮอร์ โมนจากอวัยวะเพศ เพศชาย : ฮอร์ โมนแอนโดรเจน (androgens) ประกอบ ไปด้ วยเทสโทสเตอ โรน (testosteron) มีหน้ าทีค่ วบคุม ลักษณะเกีย่ วกับ การเปลีย่ นแปลงของ เพศชายในช่ วงวัยรุ่ น เพศหญิง : 1. เอสโทรเจน (estrogens) สร้ างจากเซลล์ ฟอลลิเคิลในรังไข่ ฮอร์ โมนนีจ้ ะต่ำ าในขณะมีประจำาเดือน 2. ฮอร์ โมนโปรเจสเทอโรน(progesterone) สร้ างจาก คอร์ ปัสลู เทียม ควบคุมลักษณะเกีย่ วกับการ เปลีย่ นแปลงของร่ างกายในช่ วงวัยรุ่น 5. ฮอร์ โมนจากต่ อมไพนีล ต่ อมไพนีลอยู่บริเวณกึง่ กลางของ สมองส่ วนเซรีบรัมพู ซ้ ายและพู ขวา ต่ อมนีไ้ ม่ ได้ ทหน้ าทีส่ ร้ างฮอร์ โมน ต่ อมนีจ้ ะ สร้ างเมลาโทนิน (melatonin) ในคนและสั ตว์ ชั้นสู งในช่ วง วัยรุ่ นและยับยั้งการเจริญเติบ ของอวัยวะสื บพันธุ์ ถ้ าขาดจะ ทำาให้ เด็กเป็ นหนุ่มสาวเร็วกว่ าปกติ

10. ระบบประสาท

ระบบประสาท

ระบบประสาทเป็ นศูนย์ กลางทีค่ วบคุมการทำางานของร่ างกาย ในการแสดงปฏิกริ ิยา ตอบสนอง ต่ อสิ่ งเร้ า โดยทำาหน้ าทีป่ ระสานสั มพันธ์ ระหว่ างอวัยวะสั มผัสกับอวัยวะ มอเตอร์ ควบคุมการทำางาน ของกล้ ามเนือ้ การทำางานของต่ อมและระบบต่ าง ๆ ใน ร่ างกาย อีกทั้งเป็ นศูนย์ ของความรู้สึกนึกคิด สติปัญญา การเรียนรู้ ความจำา ตลอดจน การปรับตัวให้ เข้ ากับสิ่ งแวดล้ อม ระบบประสาทประกอบด้ วย 1. สมอง (Brain) เป็ นศูนย์ ควบคุมทั้งหมดของร่ างกาย มีเยือ่ หุ้ม 3 ชั้น แบ่ งสมองออก เป็ น 3 ส่ วน 1.1 ซีรีบรัม(สมองส่ วนหน้ า) มีขนาดใหญ่ ทสี่ ุ ด ทำาหน้ าทีร่ ับความรู้ สึกและสั่ งการ 1.2 ซีรีเบลรัม(สมองส่ วนหลัง) ทำาหน้ าทีค่ วบคุมกิจกรรมของกล้ ามเนือ้ การ เคลือ่ นไหว และสมดุล

2. ไขสั นหลัง (Spinal cord) เป็ นทางผ่ านของกระแสประสาทต่ อมาจาก สมองบรรจุอยู่ภายในกระดูกสั นหลัง เป็ นศูนย์ กลางควบคุมการทำางาน แบบ รีเฟลกซ์ แอกชั่น คือ การตอบสนองแบบไม่ ต้งั ใจโดยไม่ ผ่านสมอง เช่ น การดีดเท้ าเมือ่ เคาะหัวเข่ า การกระดกเท้ าเมือ่ เหยียบหนาม 3. เส้ นประสาท (Nerve) เส้ นประสาทแต่ ละเส้ นจะมีเซลส์ ประสาท (Neuron) หลาย ๆ เซลส์ เรียงต่ อกัน เซลส์ ประสาทกระจายไป เลีย้ งทั้ง ร่ างกาย มีประมาณ 12,000 ล้านเซลส์ ในไขสั นหลังและสมองมีเซลส์ ประสาทมากทีส่ ุ ด

11. ระบบผิวหนัง 

ระบบผิวหนังเป็ นระบบทีส่ ำ าคัญมาก เพราะเป็ นระบบทีป่ กคลุมร่ างกายและ เป็ นระบบที่ ใหญ่ ทสี่ ุ ด หน้ าทีข่ องระบบผิวหนัง 1. ป้องกันอันตรายจากแสงแดด สารเคมี ฯลฯ 2. รับความรู้ สึก มีประสาทสั มผัส 3. ควบคุมการทำางานต่ างๆ ภายในร่ างกาย เป็ นแหล่งสะสมพลังงานและ สร้ างวิตามินดี 4. ควบคุมความร้ อนของร่ างกายโดยการทำางานของต่ อมไร้ ท่อ

ผิวหนังแบ่ งออกเป็ น 2 ส่ วน คือ 1. ผิวหนัง ผิวหนังเป็ นอวัยวะทีใ่ หญ่ ทสี่ ุ ดของร่ างกาย มี 2 ชั้นได้ แก่ 1.1 หนังกำาพร้ า (Epidermis) คือผิวหนังทีอ่ ยู่ช้ันนอกสุ ด จะตาย ร่ วงหลุดไป เซลล์ช้ันใต้ จะสร้ างขึน้ มาแทนที่ ผิวหนังจะมี melanocytes เป็ น cell รู ปดาว ทำาให้ อวัยวะทีม่ ีมากมีสีคล้ำ าทำาให้ เกิดสี ผวิ แตกต่ างกัน แต่ ถ้าไม่ มี melanocytes จะทำาให้ เกิดเป็ นคนเผือก จะมีผิวขาวสู้ แสงไม่ ได้ 1.2 หนังแท้ (Dermis) อยู่ลกึ กว่ าหนังกำาพร้ า มีความยาว ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร รอยต่ อของหนังกำาพร้ าและหนังแท้ จะเป็ นคลืน่ ทีย่ นื่ ขึน้ และลง เป็ นสั นนูน เรียกว่า ลายมือ (Finger print) แต่ ละคนจะ แตกต่ างกัน บริเวณหนังแท้ จะมีต่อมน้ำ ามัน ต่ อมเหงือ่ ต่ อมขน เส้ นเลือด ท่ อ น้ำ าเหลือง และประสาทรับความรู้ สึก 2. อวัยวะต่ างๆ ทีเ่ กิดมาจากผิวหนังอวัยวะต่ างๆ ทีเ่ กิดมาจาก ผิวหนังได้ แก่ ขน ต่ อมน้ำ ามัน ต่ อมเหงื่อ และเล็บ (nail)

ร่ างกายมนุษย์ ประกอบด้ วยระบบต่ างๆ ประกอบกันเป็ นร่ างกาย การทำางาน ของอวัยวะจะทำางาน สั มพันธ์ กนั อย่ างเป็ นระบบ เช่ น ระบบย่ อยอาหาร ประกอบด้ วยอวัยวะหลายอวัยวะ ซึ่งอวัยวะบาง อวัยวะ ไม่ มสี ารย่ อยแต่ เกีย่ วข้ องกับระบบย่ อยอาหาร ระบบหมุนเวียนเลือดในร่ างกาย อวัยวะที่ เกีย่ วข้ องคือ หัวใจ เส้ นเลือด การหดและการขยายตัวของเส้ นเลือดตาม จังหวะการเต้ นของหัวใจ เรียกว่า ชีพจร ระบบหายใจ การหายใจของ มนุษย์ มผี ลต่ อการแลกเปลีย่ นแก๊สในถุงลมปอด ซึ่งประกอบด้ วย อวัยวะ ต่ างๆ คือ จมูก ปอด ถุงลม กล้ามเนือ้ กะบังลม และซี่โครง ระบบขับถ่ าย จะมีอวัยวะทีเ่ กีย่ วข้ องกับการขับถ่ ายของเสี ยในรู ปของเหลว คือ ไต และ ผิวหนังใน รูปของแก๊ ส คือ ปอด ในรู ปของของแข็ง คือ ลำาไส้ ใหญ่

ขณะออกกำาลังกาย ร่ างกายต้ องใช้ พลังงานมาก จึงต้ องการแก๊ส ออกซิเจน และสารอาหาร เพิม่ มากขึน้ เพือ่ ใช้ ในกระบวนการ เปลีย่ นแปลงสารอาหารให้ เกิดพลังงาน ระบบหายใจจึงต้ อง ทำางานหนัก เราจึงหายใจถี่และเร็วเพือ่ นำาแก็สออกซิเจนเข้ าสู่ ร่างกาย และนำาแก๊ ส คาร์ บอนได ออกไซด์ ออกไป การหมุนเวียนเลือดในร่ างกายก็จะเป็ นไป อย่ างรวดเร็วหัวใจจะเต้ นเร็วเพือ่ สู บ ฉีดเลือดให้ ทนั ต่ อความต้ องการของ ร่ างกาย ของเสี ยในรู ปของเหลวก็จะเกิดขึน้ อย่ างรวดเร็ว ระบบขับถ่ าย ของร่ างกายก็จะขับเหงื่อออกจำานวนมาก หลังจากออกกำาลังกายก็จะ รู้ สึกหิว และ กระหายน้ำ า เราจึงต้ องดืม่ น้ำ าและกินอาหาร ส่ งผลให้ ระบบ ย่ อยอาหารต้ องทำางานต่ อไป การทำางานของระบบต่ างๆ ทำางาน สั มพันธ์ กนั อย่ างต่ อเนื่อง หากระบบใดระบบหนึ่ง บกพร่ องไปร่ างกายก็ จะอ่อนแอส่ งผลต่ อสุ ขภาพได้

       

คำำถำมน่ำรู ้กบั ควำมสำำคัญของระบบร่ ำงกำย 1. ปริมาณของน้ำ าปัสสาวะเข้ าทีถ่ ูกขับออกมาในแต่ ละวันจะมากหรือน้ อย ขึน้ อยู่กบั ปัจจัยใดเป็ นสำ าคัญ ก. น้ำ าหนักตัว ข. การใช้ พลังงาน ค. ปริมาณน้ำ าทีเ่ ข้ าสู่ ร่างกาย ง. ประสิ ทธิภาพในการทำางานของไต. 2. จุดแลกเปลีย่ นอากาศดีและอากาศเสี ยคือข้ อใด ก. จมูก ข. ถุงลม ค. ขั้วปอด ง. หลอดลม

3. ก๊ าซคาร์ บอนไดออกไซด์ ทคี่ นเราหายใจออกมาเกิดจากอะไร ก. ข. ค. ง.

  

การเผาไหม้ ทไี่ ม่ สมบูรณ์ ในร่ างกาย พลังงานทีเ่ กิดขึน้ ทีก่ ล้ ามเนือ้ ของคนเรา ปฏิกริ ิยาในการเผาผลาญสารอาหารในเซลล์ กล้ ามเนือ้ การแลกอากาศกันของก๊ าซออกซิเจนกับก๊ าซคาร์ บอนไดออกไซด์

อากาศบริสุทธิ์ทคี่ นเราหายใจเข้ าไปจะมีก๊าซออกซิเจนและไนโตรเจนเป็ นอัตราส่ วนตามข้ อ ใด ก. ออกซิเจน : ไนโตรเจน = 1 : 4 ข. ออกซิเจน : ไนโตรเจน = 4: 1 ค. ไนโตรเจน : ออกซิเจน = 1 : 5 ง. ไนโตรเจน : ออกซิเจน = 5: 1

ำ งอำคำรบ้ำนเรื อน ก. 5. อวัยวะที่เปรี ยบเสมือนถังเก็บจ่ำยน้ำไปยั ปอด ข. หัวใจ ค. เส้นเลือด ง. กล้ำมเนื้อลำย 6. เม็ดเลือดประกอบไปด้วยสิ่ งใด ก. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดดำำ เม็ดเลือดขำว ข. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขำว เกล็ด เลือด ค. เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขำว พลำสมำ ง. เม็ดเลือด แดง เกล็ดเลือด พลำสมำ

7. อุณหภูมใิ นร่ างกายคนปกติ คือเท่ าใด ก. 35 องศา เซลเซียส ข. 36 องศาเซลเซียส ค 37 องศา เซลเซียส ง. 38 องศาเซลเซียส8. ในร่ างกายของคนเรา ประกอบด้ วยน้ำ า กีเ่ ปอร์ เซ็นต์ ก. 80 % ข. 75 % ค. 70 % ง. 38 % 9. ผิวหนัง ประกอบด้ วยกีส่ ่ วน ก. 1 ส่ วน ข. 2 ส่ วนค. 3 ส่ วน ง. 4 ส่ วน 10. เซลล์ช้ันในสุ ดทีเ่ รียกว่ า Stratum Germinativum มีหน้ าทีอ่ ย่ างไร ก. ผลิตสี ผวิ ข. ผลิตเหงือ่ ค. ผลิตเซลล์ช้ันนอก ง. ผลิตต่ อม น้ำ าเหลือง

เฉลย  

ค. 2. ข. 6. ข 7. ค

3. ค 8. ข

4. ก 5. ข 9. ข 10. ก


Body system