Page 1

รายงาน

6 ป การบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร : ความลมเหลวของกระบวนการยุติธรรมไทย ในการคนหาความจริง การเยียวยา และการปองกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

เผยแพร มีนาคม 2553 อังคณา นีละไพจิตร

คณะทํางานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ Working group on justice for peace


6 ป การบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร : ความลมเหลวของกระบวนการยุติธรรมไทย ในการคนหาความจริง การเยียวยา และการปองกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย *

ความเปนมา นายสมชาย นีละไพจิตร เริ่มตนประกอบวิชาชีพทนายความ นับแตป 2520 โดยไดมีโอกาส รวมงานกับ นายทองใบ ทองเปาว ทนายความนักสิทธิมนุษยชนผูเคยไดรับรางวัลแมกไซไซ ใน การให ความช ว ยเหลือ ด านกฎหมายแกป ระชาชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะการให ความ ชวยเหลือเกี่ยวกับคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใตของประเทศไทย ซึ่งผูตองหาสวน ใหญเปนคนยากจน การศึกษานอย การทํางานของนายสมชายเปนเรื่องที่ตองใชความเสียสละ และความกล า หาญอย า งสู ง เนื่ อ งจากช ว งเวลานั้ น มี ท นายความจํ า นวนน อ ยมากที่ ใ ห ความสําคัญ และความสนใจในการใหความชวยเหลือตอปญหาการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของ ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต สวนใหญคดีที่นายสมชายรับผิดชอบศาลจะพิพากษายก ฟองเนื่องจากขาดพยานหลักฐานที่นาเชื่อถือ และขาดหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร พบวาสวน ใหญของพยานเปนพยานซัดทอด อีกทั้ง ผูตองหาคดีความมั่น คงเหลานี้มักถูกซอมทรมาน เพื่อใหรับสารภาพ ดังนั้นเมื่อคดีถูกนําขึ้นสูศาล คดีสวนใหญจึงถูกศาลยกฟอง นอกจากการวาความในฐานะทนายความในศาล นายสมชายยังไดแสดงความคิดเห็นตอสังคม เกี่ยวกับการปฎิบตั ิหนาที่ของเจาหนาที่ตํารวจ และเรียกรองใหมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่ตํารวจ ในฐานะพนักงานสอบสวน ซึ่งถือเปนตนทาง ของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะมีผ ลในการคุมครองสิท ธิมนุษ ยชนและพัฒนากระบวนการ ยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสามารถใหความเปนธรรมแกประชาชนไดอยางแทจริง อีก ทั้งยังเรียกรองตอบรรดาทนายความวาควรใหความสําคัญ และมีความเสียสละในการใหความ ชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชนผูถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต ใหมาก ขึ้น ภายหลังเหตุการณปลนปน และเผาโรงเรียน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่จังหวัดนราธิวาส เหตุการณในภาคใตทวีความรุนแรงมากขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไดมีคําสั่งให เจาหนาที่ตํารวจจากสวนกลางลงไปปฏิบัติหนาที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต ชวงเวลานั้นมีการ รองเรียนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบของเจาหนาที่ตํารวจ ไมวาจะเปนการควบคุมตัวประชาชน *

นางอังคณา นีละไพจิตร รวบรวม ในโอกาสครบรอบ 6 ป การบังคับสูญหาย นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน


ตามอําเภอใจ การซอมทรมานผูตองหา การอุมฆา หรือแมแตการสังหารนอกกระบวนการ ยุติธรรม

มูลเหตุการบังคับสูญหาย นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกบังคับใหสูญหาย เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.วันที่ 12 มีนาคม 2547 บนถนนรามคํา แหง เยื้ องกั บสถานีตํ ารวจนครบาลหัว หมาก กรุงเทพมหานคร โดยมี มูลเหตุที่นายสมชายไดรองเรียนเรื่องการซอมทรมานผูถูกกลาวหาซึ่งเปนประชาชนในจังหวัด นราธิวาสในคดีปลนปน เผาโรงเรียน 5 คน คือนายมักตา ฮารง ,นายอับดุลเลาะ อาบูคารี, นาย มะนาเซ มามะ, นายซูดือรามัน มาและ และนายสุกรี มะมิง โดยนายสมชายไดไปเยี่ยมผูตองหา ทั้ง 5 ที่กองบังคับการปราบปราม และผูถูกกลาวหาทั้ง 5 ไดเลาใหน ายสมชายฟงวาถูก เจาหนาที่ตํารวจชุดจับกุมซอมทรมานอยางหนักเพื่อใหรับสารภาพ ซึ่งทั้งหมดถูกทรมานและถูก ทํารายรางกายดวยวิธกี ารชอตไฟฟาที่อวัยวะเพศ บางคนถูกใชเชือกแขวนคอ ใหเปลือยกาย ยืนบนเกาอี้ ในลักษณะเขยงปลายเทา หรือปสสาวะใสปาก เปนตน ทั้งนี้สอดคลองกับ พล.ต.อ สมบัติ อมรวิวัฒน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเปนประธานคณะกรรมการสอบขอเท็จจริง เกี่ยวกับการหายตัวไปของนายสมชาย ไดใหถอยคํากับกรรมาธิการวุฒิสภาวา สาเหตุของการ เขาไปชวยผูตองหา 5 คน เปนสาเหตุหนึ่งของการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่ง ตามหนังสือรองเรียนของผูตองหา 5 คน นั้น หากมีการดําเนินการตามหนังสือรองเรียนแลว พบความจริงจะเปนความผิดทางอาญา ซึ่งผูเกี่ยวของจะตองถูกดําเนินคดีทางอาญา สวนผูถูก กลาวหาทั้ง 5 คน ภายหลังอัยการมีคําสั่งไมฟอง ในหนังสือที่นายสมชาย นีละไพจิตร เขียนรองเรียนเพื่อขอความเปนธรรมใหผูถูกกลาวหาทั้ง 5 คน ไปยังองคกรตางๆเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 กอนจะถูกบังคับใหสูญหายเพียงวันเดียว ระบุวา “ ...ผลจากการกระทําดังกลาว(การทรมาน) จําเลยทั้ง 5 คนตองยอมรับสารภาพตามที่ เจาพนักงานตํารวจประสงค เปนการแสดงคํารับสารภาพและทําแผนประกอบคํารับสารภาพ โดยการทํารายรางกาย ขมขูบังคับ มิไดรับการเยี่ยมญาติ และไมมีโอกาสไดพบทนายความ ในขณะสอบปากคํา ยอมเปนการละเมิดสิทธิของผูตองหาทั้งสิ้น การกระทําเชนนี้มิชอบดวยกฏหมายวิธีพิจ ารณาความอาญาแตอยางใด อันเปนการ ทําลายกระบวนการยุติธรรมเบื้องตนโดยสิ้นเชิง... “ นอกจากการรองเรียนเรื่องการซอมทรมานแลว นายสมชาย นีละไพจิตร ยังได ดําเนินการลา รายชื่อ 50,000 รายชื่อ(ตามรัฐธรรมนูญป 2540 ) เพื่อขอยกเลิกการประกาศใชกฎอัยการศึกใน จังหวัดชายแดนภาคใตดวย โดยนายสมชายใหเหตุผลวากฎอัยการศึกใหอํานาจกับเจาหนาที่ ทหารมาก สามารถควบคุมตัวประชาชนได 7 วันโดยไมตองมีหมายศาล ไมตองมีขอกลาวหา


ใดๆ อีกทั้งไมอนุญาตใหญาติและทนายเยี่ยมอีกดวย ประชาชนสวนใหญที่ถูกควบคุมตัวจึงมัก รองเรียนวามีการซอมทรมาน และมีรายงานของการสูญหายของประชาชนในระยะเวลาของการ ควบคุมนั้น

กระบวนการยุติธรรมขั้นตน ภายหลังนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกลักพาตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ตอมาเจาหนาที่ ตํารวจไดพบรถยนตรของเขาจอดอยูในที่หามจอด หลังสถานีขนสงหมอชิตเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ปเดียวกัน ซึ่งรถของเขาถูกสง ไปตรวจสอบเพื่อหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตรที่กองพิสูจ น หลักฐาน สํานักงานตํารวจแหงชาติ และถูกสงไปตรวจสอบตอที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร กระรวง ยุติธรรม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2547 แมเจาหนาที่ตํารวจระดับสูงที่ทําหนาที่พนักงานสอบสวน จะใหขาวตอสื่อมวลชนในขณะนั้นวามีวัตถุพยานสําคัญยืนยันผูกระทําผิด แตผลการตรวจสอบ ที่ปรากฏตอศาลในการพิจ ารณาคดีใ นศาล กลับไมพบหลักฐานทางนิติวิท ยาศาสตรใ ดๆที่ สามารถเชื่อมโยงไปยังผูกระทําความผิด แมดูเหมือนวารัฐบาลซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัต ร ดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรี จะมีความ พยายามในการคลี่คลายคดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร โดยการออกหมายจับ เจาหนาที่ตํารวจ 5 นายภายใตแรงกดดันจากสาธารณชน รวมถึงนักสิทธิมนุษยชนทั้งในและ ตางประเทศ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2547 อันประกอบดวย พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จําเลยที่ 1 พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกําพงษ จําเลยที่ 2 จ.ส.ต.ชัยเวง พาดวง จําเลยที่ 3 ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต จําเลยที่ 4 และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน จําเลยที่ 5 ตํารวจกองปราบปราม ตก เปนจําเลยที่ 1-5 ฐานรวมกันปลนทรัพย และขมขืนใจผูอื่น โดยใชกําลังประทุษราย แตไม สามารถตั้งขอหาฆาตกรรมหรือขอหาอื่นที่หนักกวาไดเนื่องจากยังไมพบศพหรือหลักฐานที่บงชี้ วานายสมชายไดเสียชีวิตแลว สุดทายผูตองหาทุกคนก็ไดรับอนุญ าตใหไดรับการปลอยตัว ชั่วคราว โดยที่มีจําเลยที่ 5 ซึ่งเมื่อออกจากเรือนจําหลังถูกควบคุมตัวแลว 30 วันสามารถกลับ เขารับราชการไดทัน ที่ร าวกับวาระยะเวลาที่ อยูใ นเรือนจํานั้น เปน การปฏิบัติห นาที่ร าชการ ตามปกติ แมกฏ ก.พ.จะระบุวาหามขาราชการขาดงานเกิน 15 วันโดยไมมีเหตุอันควรก็ตาม  การสืบพยานในชั้นศาล คดีการลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ไดถูกนําเขาสูการพิจารณาของศาลยุติธรรมครั้งแรก เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 โดยเปนการสืบพยานอยางตอเนื่องจนสิ้นสุด คดีเมื่อเดือน ธันวาคม 2548 จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในการสืบพยานในชั้นศาลปรากฏหลักฐานวาจําเลยบางคนได ลงไปปฏิบัติ ง านในพื้น ที่จัง หวัดชายแดนภาคใต และมีความเกี่ ยวข องกับ การทรมานผูถู ก


กลาวหาที่นายสมชายไดรองเรียน ดังปรากฏขอเท็จจริงตามเอกสารซึ่งโจทกสงศาลหมาย จ.128 อางถึงหนังสือคําสั่งแตงตั้งใหจําเลยที่ 5 ในคดีนี้เปนคณะกรรมการสืบสวนและสอบสวนเพื่อหา ตัวผูกระทําผิดหลังเหตุการณปลนปนวันที่ 4 มกราคม 2547 โดยมีจําเลยที่ 1 เปนผูรวมจับกุม ผูตองหาทั้ง 5 ในคดีปลนปนดังกลาว ทั้งนี้นายซูดีรือมัน มาเละ หนึ่งในผูตองหา 5 คน ยืนยัน วาจําเลยที่ 1 เปนหนึ่งในผูที่รวมทํารายรางกาย ตามเอกสารสงศาลหมาย จ.26 และระหวางถูก คุมขังที่เรือนจํากรุงเทพฯ ภายหลังที่นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกทําใหสูญหายแลวนั้นจําเลยที่ 1 และ 5 ไดเคยเขาไปเยี่ยมนายสุกรี มะมิง ตามเอกสารหมาย จ. 23 และในวันที่จําเลยที่ 1 ,2 และ 4 เขามอบตัวนั้นก็มีจําเลยที่ 5 พรอมทั้งพ.ต.อ. พิสิษฐ พิสุทธิศักดิ์ (ยศขณะนั้น) ซึ่งเปน หนึ่งในชุดจับกุมนายมะกะตา ฮารงกับพวก (ตามเอกสารหมาย จ.1) เปนผูนําเขามอบตัวดวย  หลักฐานความเชื่อมโยงการใชโทรศัพท ตามคํา เบิก ความต อศาลของพนั กงานสอบสวนในคดี นี้ ซึ่ ง ได ต รวจสอบความถูก ต องจาก ผูชํานาญการพิเศษ องคการโทรศัพแหงประเทศไทย พบวา การใชโทรศัพทพรอมพิกัดสถานที่ การใชโทรศัพทนั้นเปนขอมูลซึ่งบันทึกดวยระบบคอมพิวเตอร สามารถตรวจสอบความถูก ตอง ได แสดงใหเห็นวานับแตชวงเชาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จําเลยทั้ง 5 ไดใชโทรศัพทติดตอกัน และมีลักษณะการเคลื่อนไหวและติดตามตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ตั้งแต เวลาเชาจนถึงเวลา เกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุจําเลยที่5 ไดติดตอกับ พ.ต.อ.พิสิษฐ พิสุทธิ์ศักดิ์ (ยศขณะนั้น) ซึ่งใน วันที่ 6 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2547 มีการติดตอกันระหวางกลุมบุคคลดังกลาวนอยมาก แตใน วันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเปนวันเกิดเหตุมีการติดตอกันทางโทรศัพทมากถึง 75 ครั้ง และหลัง เกิดเหตุวันที่ 13 ถึง 15 มีนาคม มีการใชโทรศัพทติดตอกันนอยมาก แต ในวันที่ 16 และ 17 มีนาคม 2547 ซึ่งเปนชวงของการพบรถนายสมชาย นีละไพจิตร พบมีการติดตอกันระหวาง กลุมบุคคลดังกลาวมากถึง 36 ครั้ง  หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร แมจ ะพบรถของนายสมชาย นีละไพจิ ต ร ซึ่ง ถูก นํามาจอดทิ้ง ไว แตการตรวจสอบทางนิ ติ วิทยาศาสตรกลับไมพบอะไรเลย นอกจากลายนิ้วมือ และเสนผมของนายสมชาย และบุคคลใน ครอบครัว ทั้งที่ตามคําใหการของประจักษพยานซึ่งเห็นวาจําเลยที่ 2 เปนผูขับรถนายสมชาย ออกไป หลังจากที่นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกผลักขึ้นรถที่จําเลยทั้งง 5 ไดเตรียมมา จากการ พิจ ารณาคดีใ นศาลพนักงานอัยการ และเจ าหนาที่ก องพิสูจ นห ลัก ฐาน สํานั กงานตํารวจ แหงชาติไดแถลงตอศาลวาคดีนี้ไมสามารถหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตรมาผูกมัดผูกระทํา ความผิดได เนื่องจากจําเลยทั้ง 5 นั้นเปนพนักงานสืบสวนสอบสวน อีกทั้งจําเลยที่ 5 เองก็เคย เขารับการอบรมการสืบสวนและหาหลักฐานจากสถาบัน FBI ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทําให


สามารถทราบถึงวิธีการทําลายหลักฐานเชน ลายนิ้วมือแฝง และอาจเปนสาเหตุที่ทําใหไมพบ หลักฐานหรือวัตถุพยานในรถยนตของนายสมชาย นีละไพจิตร  ประจักษพยานในคดี เนื่องจากนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกบังคับใหสูญหายบริเวณใจกลางกรุงเทพมหานคร ในเวลา ที่การจลาจรติดขัดและผูคนพลุกพลาน ทําใหมีประชาชนจํานวนไมนอยเห็นเหตุการณที่เกิดขึ้น เชนจากการใหการของพยานรายหนึ่งที่เห็นเหตุการณไดโทรศัพแจงเหตุแกศูนยแจงเหตุ 191 แตพบวามิไดมีการตรวจสอบ นอกจากเจาหนาที่ไดบันทึกวา ไดมาตรวจสอบสถานที่รับแจงเหตุ แลว แตไมพบเหตุรายใดๆ นอกจากนี้ยังพบมีประจักษพยานซึ่งพบเห็นเหตุการณในที่เกิดเหตุ หลายคน แตดวยความลมเหลวของการคุมครองพยานในประเทศไทย จึงทําใหพยานหลายคน กลับคําใหการในชั้นศาลและไมกลามาใหการเปนพยาน อยางไรก็ดีมีผูหญิงคนหนึ่งที่เห็น เหตุการณและยินดีใหการเปนพยาน โดยไดชี้จําเลยที่ 1 วาคลายคนที่ผลักนายสมชาย นีละ ไพจิตร ขึ้นรถที่เตรียมมา ในขณะที่ชายอีกคนหนึ่งขับรถของนายสมชายออกไป  การคุกคาม และการแทรกแซงการทําหนาทีข่ องพนักงานสอบสวน ไมเพียงแตพยานที่ถูกคุกคาม แมแตพนักงานสอบสวนซึ่งทําคดีนี้เองก็มีความรูสึกไมปลอดภัย เชนกัน ดังปรากฎตามเอกสารคําพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ ๑๔๖๙/๒๕๔๗ ระหวางพล.ต.อ. สันต ศรุตานนท โจทก กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ ๑ นางสาวสโรชา พรอุดมศักด ที่ ๒ จําเลย คดีหมิ่นประมาทความผิดตอเจาพนักงาน โดยในคําพิพากาษาหนาที่ ๒๑ บรรทัดที่ ๑๑-๑๘ และในหนาที่ ๒๒ บรรทัด ๑-๑๐ วา "...และอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐ มนตรีฝายความมั่นคง ซึ่งเคยกํากับดูแลสํานักงาน ตํารวจแหงชาติ คนเดียวกับคนที่ใหขอเท็จจริงเกี่ยวกับปญหาภาคใตในคําฟองขอ ๓.๔ ไดเบิก ความวาในกรณีของนายสมชาย นีละไพจิต ร ที่ห ายตัวไป พล.อ.ชวลิต ยงใจยุท ธ รอง นายกรัฐมนตรีสั่งใหมีการดําเนินคดีในเรื่องนี้ใหได ซึ่งหัวหนาพนักงานสอบสวนผูบัญชาการ ตํารวจนครบาลและผูชวยผูบัญชาการตํารวจแหงชาติซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้ขอพบกับพล.อ.ชวลิต ในที่ลับ และรายงานวามีอุปสรรคในการดําเนินคดีมากขอใหพล.อ.ชวลิต ใหการสนับสนุนใน การปฎิบัติหนาที่และชวยคุมครองใหพวกเขาถูกกดดันซึ่งพยานเห็นวาการที่มาขอพบในที่ลับ อาจเปนเพราะไดรับแรงกดดันและไดมีอุปสรรคมาก..." และ "...นอกจากนี้การที่พนักงานสอบสวนผูบัญชาการตํารวจนครบาลและผูชวยผูบัญชา ตํารวจแหงชาติซึ่งรับผิดชอบเรื่องของนายสมชาย นีละไพจิตร ขอเขาพบพล.อ.ชวลิต เปนการ


ลับและขอใหชวยคุมครองทําใหมีเหตุอันควรเชื่อไดวามีผูมีอํานาจมากกวาพนักงานสอบสวน ดังกลาวไดเขามาเกี่ยวของในการปฎิบัติห นาที่ของพนักงานสอบสวนในอันที่จ ะไมทําใหเกิด ความชัดเจนโปรงใสของเรื่องดังกลาว..."  คําพิพากษา หลังจากใชเวลาในการพิจารณาคดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร เปนเวลา 7 เดือน นับแตเดือนสิงหาคม 2548 ในคดีความผิดตอเสรีภาพ และปลนทรัพย ศาลอาญากรุงเทพฯได อานคําพิพากษา คดีหมายเลขดําที่ 1952 / 2547 และคดีหมายเลขแดงที่ อ. 48 / 2549 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 โดยมีความสรุปวา “ ศาลพิเคราะหพยานหลักฐานแลว โจทกมีพยานเปน พนักงานสอบสวน เบิกความ สอดคลองตรงกัน ทั้งเวลาและสถานที่ ทําใหเชื่อโดยปราศจากขอสงสัยวานายสมชายหาย ตัวไปจริง สวนการที่โจทกนําขอมูลการใชโทรศัพทเคลื่อนที่ ของจําเลยทั้ง 5 ที่ติดตอกันหลาย ครั้งในสถานที่ตางๆ ในชวงวันเวลากอนเกิดเหตุและในวันเกิดเหตุที่นายสมชายหายตัวไป ศาล เห็น วายั ง มีขอสงสัยในเอกสารหลักฐานการใชโ ทรศัพท เนื่ องจากโจทกไ มไ ดนํา ผูชวยผู บัญชาการ สํานักงานตํารวจแหงชาติ(ผช ผบ ตร.) และ รอง ผูบัญชาการตํารวจนครบาล (ผบ บชน.)ที่อางวาเปนผูประสานขอเอกสารดังกลาว จากบริษัทโทรศัพทเคลื่อนที่มาเบิกความยืนยัน ในชั้น ศาล ทําใหฝายทนายจําเลยไมส ามารถซักคานในประเด็น ดัง กลาวได จึงไมมีน้ําหนัก เพียงพอ “ “ ...นอกจากนี้ ศาลยังมีประจักษพยาน 3 คน ระบุรูปพรรณสัณฐานของจําเลยที่ 1 คือ พ.ต.ต.เงิน ไดชัดเจนวาเปนคนรูปรางใหญ ศีรษะลาน รวมถึงชี้ภาพไดถูกตองและยืนยันวา ขณะ เกิดเหตุเห็น พ.ต.ต.เงิน(จําเลยที่ 1)เปนผูที่ผลักนายสมชายเขาไปในรถ โดยประจักษพยานทั้ง 3 ไมเคยมีเรื่องหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมากอน เชื่อไดวาเปนการเบิกความโดยสุจริตใจ สวนที่ จําเลยอางวาสาเหตุที่พนักงานสอบสวนของ บช.น. ทําสํานวนคดีเพื่อปรักปรําใหจําเลยทั้งหมด ไดรับโทษ เนื่องจากความขัดแยงระหวาง กองปราบปราม กับ บช.น. เปนการกลาวอางเพียง ลอยๆ ไมมีน้ําหนักแตอยางใด สวนในขอหารวมกันปลนทรัพยนั้น โจทกไมมีประจักษพยานที่ สามารถยืนยันไดวา พ.ต.ต.เงินไดรวมกับพวกกอเหตุดังกลาว จึงยกประโยชนแหงความสงสัย ใหจําเลย ..” “ .. ศาลพิเคราะหแลวเห็น วา พ.ต.ต.เงิน กระทําผิด ฐานทํารายรางกายผูอื่น ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรค 1 และรวมกันขมขืนใจผูอื่น ใหกระทําการใด หรือไม กระทําการใด โดยใชกําลังประทุษราย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรค 2 ให


ลงโทษในบทหนักสุด ฐานกักขังหนวงเหนี่ยวเปน เวลา 3 ป สวนจําเลยที่ 2-5 ใหยกฟอง เนื่องจากไมมีพยานหลักฐาน ในการกระทําผิดตามฟอง”

ความลมเหลวของกลไกรัฐในการอํานวยความยุติธรรม จากการที่ เจาหนาที่ตํารวจซึ่ง ตกเปนจําเลยในคดีลักพาตัวนายสมชาย สามารถกลับเขารับ ราชการไดตามปกติ ยกเวนจําเลยที่ 1 คือพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ที่ศาลพิพากษาจําคุก 3 ป และ ได รับ การประกัน ตัว ระหว างรออุท ธรณ ทางผูเ สีย หายเห็น วา ยั ง ไมไ ดรั บความเปน ธรรม เนื่องจากการที่เจาหนาที่ตํารวจอีก 4 นาย ยังคงรับราชการ จึงอาจสงผลใหพยานเกิดความ หวาดกลัว และอาจมีการคุกคามพยาน ซึ่งจะสงผลตอคําใหการของพยานได จึงไดรองเรียนยัง หนวยงานที่เกี่ยวของ รวมถึงองคกรอิสระ เชน กองบังคับการปราบปราม ศาลปกครอง และ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา(ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540) กองบังคับการปราบปราม  กองบังคับการปราบปราม มีหนังสือเลขที่ 0026/ 4010 ลงวันที่ 18 กัน ยายน 2549 แจงสรุปผลการสอบสวนทางวินัยตํารวจทั้ง5 นายที่ตกเปนจําเลยในคดีกักขัง หนวงเหนี่ยวฯ นายสมชาย นีละไพจิต ร สรุป วา .... ยัง รับฟ งไมไ ดวา ผูถู ก กลาวหาทั้ง 5 นาย กระทําผิด วินัย อยางรายแรง แตเปนกรณีกลาวหาใน ความผิด วินัย อยางรายแรง อันเนื่ องจากตองหาคดีอาญา ซึ่งอยูในการ พิจารณาของศาล คณะกรรมการสอบสวนวินัยรายแรง จึงเสนอเห็นควร รอฟงผลคดีอาญาถึงที่สุดกอน เพื่อนํามาประกอบการพิจารณาตอไป.... ศาลปกครอง  วันที่ 12 มีนาคม 2550 นางอัง คณา นีละไพจิต ร ได ยื่น ฟอง สํานักงานตํารวจ แหงชาติ และผูบัญชการตํารวจแหงชาติ ตอศาลปกครองกรณีไมดําเนินการทาง วินัยกับเจาหนาที่ตํารวจที่ตกเปนจําเลยคดีลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร  วันที่ 4 เมษายน 2550 ศาลปกครองชั้น ตน มีคําสั่ง ตามคดีห มายเลขดําที่ 475/ 2550 คดีหมายเลขแดงที่ 533/ 2550 ไมรับคํารองของนางอังคณา นีละไพจิต ร กรณี สํานักงานตํารวจแหงชาติไมดําเนินการทางวินัยแกเจาหนาที่ตํารวจทั้ง 5 นาย ใน คดีกักขังหนวงเหนี่ยว และปลนทรัพย นายสมชาย นีละไพจิตร โดยศาลปกครอง ชั้น ตนพิจ ารณาแลว เห็น วา “ ... การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ( ผบ ตร ) มีคําสั่งให นายตํารวจทั้ง ๕ นาย กลับเขารับราชการในสังกัดเดิมเปนดุล ยพินิจของผู บัญ ชาในการบริหารงานบุ ค คลตามขั้ นตอนปกติที่ กฎหมายใหอํา นาจไว


คําสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ดังกลาว จึงไมมีผลกระทบตอสถานสภาพของ สิทธิหรือหนาที่ของผูฟองคดี ซึ่งเปนบุคคลภายนอกกระบวนการพิจารณา ทางปกครอง ผูฟองคดีจึงมิใชผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจากคําสั่ง ของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่สั่งใหเจาหนาที่ตํารวจทั้ง ๕ นายกลับเขารับราชการ จึ ง ไม มี สิ ท ธิ ฟ อ งคดี ต อ ศาลเพื่ อ ให เ พิ ก ถอนคํ า สั่ ง ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ดังกลาว สวนที่ผูฟองคดีมีคําขอใหผูถูกฟองคดีทั้งสองดําเนินการทางวินัย แกเจาหนาที่ตํารวจที่เกี่ยวของขางตนและใหมีคําสั่งพักราชการหรือใหออก จากราชการไวกอ น จนกวาการพิจารณาคดีอาญาของศาลยุติธรรมและกรม สอบสวนคดีพิเศษจะเสร็จสิ้นนั้น เห็นวาการดําเนินการทางวินัย เปนเรื่อง ระหวางรัฐกับเจาหนาที่ข องรัฐที่ผูบั งคับบัญ ชาจะใชดุล ยพินิจดําเนินการ ตามที่มีเหตุผลอันสมควร และมิไดมีผลเปนการเยียวยาทุกขใหแกผูฟองคดี โดยตรง ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิฟองผูถูกฟองคดีทั้งศาลตอศาลตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒” ผูเสียหายอุทธรณ  22 กรกฎาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุด มีคําสั่งที่ 501 / 2550 ยืนตามศาลปกครอง ชั้นตนไมรับคําฟองไวพิจารณา และใหจําหนายคดีออกจากสารบบความ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา มีนาคม 2549 นางอังคณา นีละไพจิตร ไดรองเรียนตอผูตรวจการแผนดิน รัฐสภา กรณีเจาหนาที่ตํารวจซึ่งตกเปนจําเลยในคดีอาญา ไมไดรับการลงโทษาง วินัย  วันที่ 18 มกราคม 2550 มีหนังสือ ดวนที่สุด เลขที่ ผร 22 / 581 จากสํานักงาน ผู ต รวจการแผ น ดิ น ของรั ฐ สภา ความยาวสามหน า กระดาษส ง มาพร อ ม พระราชบัญ ญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญ วาดวยผูตรวจการแผน ดิน ของรัฐ สภา พ.ศ. ๒๕๔๒ มีใจความสรุปสามบรรทัดวา “......ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา ( นายพู ล ทรั พ ย ป ย ะอนั น ต ) พิ จ ารณาแล ว เห็ น ว า รั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ไดสิ้นสุดลงแลว กรณีจึงไมมีเหตุให ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาพิจารณาและดําเนินการตอไป .....” 

22


การดําเนินการดานยุติธรรม  คดีกักขังหนวงเหนี่ยว ความผิดตอเสรีภาพ ภายหลังศาลชั้นตนมีคําพิพากษา เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 ผูเสียหายอุทธรณ ปจ จุบัน คดีอยูในระหวางการ พิจารณาของศาลอุทธรณ  คดีฆาตกรรม คดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเชื่อวานายสมชาย นี ละไพจิตร ไดเสียชีวิตแลวนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไดรับเปนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ปจจุบันอยูระหวางการสืบสวนสอบสวน พบวากรมสอบสวน คดีพิเศษไดมุงเนนในการหาชิ้นสวนศพ และถังน้ํามัน ซึ่งเชื่อวาใชทําลายศพของ นายสมชาย ที่แมน้ําแมกลอง จังหวัดราชบุรี ตามคําใหการของพยาน ปจจุบันกรม สอบสวนคดีพิเศษไดพบถังน้ํามันขนาด 200 ลิตร แลวจํานวน 4 ถัง กับเศษกระดูก มนุษยจํานวนหนึ่งซึ่งตรวจสอบแลวไมพบวามีสารพันธุกรรมตรงกับนายสมชาย นี ละไพจิตร  การรองเรีย นการทรมานผูตองหา กรมสอบสวนคดีพิเศษไดสงเรื่องรอ งเรียน กรณีการซอมทรมาน นายมักตา ฮารง กับพวก โดยเจาหนาที่ตํารวจระดับสูง และ เชื่ อ ว า เป น สาเหตุ ที่ ทํ า ให น ายสมชายนี ล ะไพจิ ต ร ถู ก ทํ า ให ห ายตั ว ไป ต อ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ปปช.) ปจจจุบันอยู ระหวางการสอบสวนของ ปปช. เปน ระยะเวลา เกือบ 3 ป โดย ปปช. ไดเรียก เจาหนาที่ตํารวจ 14 นายมารับทราบขอกลาวหาแลว  การเปนบุคคลสาบสูญตามคําสั่งศาล วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ศาลแพงไดมี คําสั่ง คดีหมายเลขดําที่ 1206 / 2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2050/ 2552 สรุปความ วา “.. นับแตนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไปจนปจจุบันเปนเวลา 5 ปเศษ จึงมี คําสั่งใหนายสมชาย นีละไพจิต ร เปน คนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพง และ พาณิชย มาตรา 61 วรรคแรก “  คณะทํ างานดานคนหายของสหประชาชาติ UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearance (UN WGEID)ไดพิจารณากรณีการ สูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร และมีมติรับคดีนายสมชาย นีละไพจิตร เปน คดีคนหายของคณะทํางานดานผูสูญหายของสหประชาติ เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2548 หมายเลขคดี 1003249 ( case no. 1003249) ทั้งนี้คณะทํางานไดติดตาม สอบถามความกาวหนาในการสืบสวน สอบสวน การสูญหายของนายสมชาย นีละ ไพจิตร จากรัฐบาลไทย

ปญหาและอุปสรรคในการเขาถึงความยุติธรรม


วันที่ 12 มีนาคม 2553 เปนเวลา 6 ปเต็มที่นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกบังคับใหหายตัวไป และ นับแตเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไดกลาวแกนางอังคณา นีละ ไพจิตร ที่บานพิษณุโลก วา เชื่อวานายสมชาย นีละไพจิตร ไดเสียชีวิตแลว แมระหวาง 6 ปที่ ผานมา ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีมาแลวถึง 5 คน และมีรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม 7 คน กลับพบความจริงวาคดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร ไมมีความกาวหนาทาง คดี แมรัฐ บาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแสดงความสนใจในการคลี่คลายคดีนี้นับแตเขารับ ตําแหนงนายกรัฐมนตรี แตก็ไมพบวาคดีมีความคืบหนาแตอยางใด จากการติดตามคดีอยาง ใกลชิด พบขอสัง เกตุใ นสิ่ง ที่เปน ปญหา และอุปสรรคสําคัญที่ทําใหคดีการสูญหายของนาย สมชาย นีละไพจิตร มีความลาชา และไมสามารถเขาถึงความยุติธรรมได

ความไมเต็มใจของรัฐในการดําเนินการ นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกทําใหหายตัวไปในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร ดํารงตําแหนง นายกรัฐ มนตรี แมดูเหมือนวา รัฐ บาลขณะนั้น พยายามคลี่คลายคดี โดยการตั้ง ขอกลาวหา เจาหนาที่ตํารวจ 5 นาย ขอหากักขังหนวงเหนี่ยว และปลนทรัพย แตเมื่อคดีถูกนําขึ้นสูการ พิจารณาของศาล กลับพบขอเท็จจริงที่ปรากฎวา พยานหลักฐานตางๆในคดีถูกทําลายจนไมมี น้ําหนักเพียงพอที่จะสามารถนํามาใชเพื่อประกอบในการนําผูกระทําผิดมาลงโทษได อีกทั้งการ ที่จําเลยซึ่งเปนเจาหนาที่ตํารวจไดรับการประกันตัวระหวางการพิจารณาคดี เปนสาเหตุที่ทําให พยานเกิดความหวาดกลัว และพยานบางคนกลับคําใหการในชั้นศาล รวมถึงการที่มีพยานคนหนึ่งใหการตอชั้นศาลชั้นตน โดยเชื่อวาจําเลยทั้ง 5 ไดทราบคําใหการ ของพยานในคดีทั้งหมดมากอนลวงหนาการพิจารณาคดี ตามเอกสารของจําเลยที่ 5 ที่ยื่นไวตอ ศาลตามเอกสารหมายเลข ล.107 แผนที่ 2 ซึ่งมีขอความระบุวา พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไดนําคําใหการของพยานโจทกในสํานวนการสอบสวนมาใหแก ฝายจําเลย จึงสอดคลองกับคําพิพากษาในคดีนี้ หนาที่ 72-73 ซึ่งระบุวา “ทางทนายฝายจําเลย ไดมีการขอใหศาลหมายเรียกเอกสารดัง กลาวมาจากพนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานอัยการได จัดสงเอกสารมาใหและจําเลยไดอางสงเปนพยานตอศาลแลวซึ่งแสดงวาเอกสารดังกลาวไดมีอยู ในสํานวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนมอบใหแกพนักงานอัยการแลว มิฉะนั้นคงจะไมมี เอกสารดังกลาวจากสํานวนการสอบสวนที่พนักงานอัยการจะสงศาลตามหมายเรียกได” แมหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท จะใหความสําคัญแก คดีนี้โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ แตก็ยังปรากฏวาคดีการฆาตกรรมนาย สมชาย นีละไพจิตร ไมมีความคืบหนาแตประการใด


หลังการเลือกตั้งป 2550 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศสวัสดิ์ มีทาทีชัดเจน ในการไมเต็มใจ(unwilling) ในการคลี่คลายคดีการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร อีกทั้ง ยังแสดงใหเห็นถึงการแทรกแซงการสืบสวน สอบสวนจากฝายการเมืองมาโดยตลอด แมตาม พระราชบัญ ญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะใหอิส ระและใหอํานาจแกพนักงานสอบสวนกรม สอบสวนคดีพิเศษ ในการทําหนาที่กรณีประชาชนไมไดรับความเปนธรรมจากการปฏิบัติของ เจาหนาที่รัฐ และผูมีอิท ธิพล แตที่ผานมาจนปจ จุบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ประสบความ ลมเหลวในการทําคดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด และพิสูจนใหเห็นวาไม สามารถทําหนาที่ไดตามที่สังคมคาดหวัง

ความลมเหลวในการคุมครองพยาน ความลมเหลวในการคุมครองพยาน ทําใหพยานในคดีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร ไดรับการคุกคามมาโดยตลอด โดยเฉพาะพยานซึ่งนายสมชายไดทําการรองเรียนเรื่องการถูก ซอมทรมานระหวางการควบคุมตัวโดยเจาหนาที่ตํารวจ แมพยานเหลานี้จะอยูใ นโครงการ คุมครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แตก็ดูเหมือนไมมีพยานคนใดมีความมั่นใจในความ ปลอดภัยในการใหการเปนพยาน เพื่อนําผูกระทําผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เชน กรณี นายซูดือรามัน มาและ ซึ่งถูก พลตํารวจโทภาณุพงศ สิงหรา ณ อยุธยา และ พลตํารวจตรี จักรทิพย ชัยจินดา ฟองตอศาลอาญา ในขอหาใหการอันเปนเท็จตอคณะกรรมการปองกันและ ปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ปปช.) ปจจุบันคดีที่ พลตํารวจโทภาณุพงศ สิงหรา ณ อยุธยา ฟองนายซูดือรามัน ศาลไดยกคํารอง สวนคดีที่ พลตํารวจตรีจักรทิพย ชัยจินดา ฟอง ศาลนัดไต สวนคํารองในวันที่ 15 มีนาคม 2553 ที่ศาลอาญากรุงเทพฯ นอกจากนั้นพยานสําคัญอีกคนในคดีซึ่งอยูภายใตการคุมครองพยาน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือนายอัลดุลเลาะ อาบูคารี ก็ไดหายสาบสูญไปจากบานพักที่จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต วันที่ 11 ธันวาคม 2552 หลังจากที่เขาไดกลับไปเยี่ยมครอบครัวเนื่องในโอกาสวันสําคัญทางศาสนา ซึ่ง จนถึงปจจุบันยังไมมีผูใดทราบชะตากรรมของนายอับดุลเลาะ อีกทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่ง ตองรับผิดชอบโดยตรงในฐานะที่นายอับดุลเลาะ อยูระหวางการคุมครองพยานยังไมมีท าทีใน การแสดงความรับผิดชอบแตอยางใด

ความไรประสิทธิภาพของการหาพยานหลักฐานทางคดี การลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร ไดทิ้งหลักฐานไวมากมาย แตหลักฐานทางคดีทั้งหมดก็ดู เหมือนถูกทําลายไปจนเกือบหมด เชน  รถยนตร ข องนายสมชายที่ ผู ก ระทํ า ผิ ด ได นํ า มาจอดทิ้ ง ไว ปรากฏเมื่ อ นํ า มา ตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร ที่กองพิสูจนหลักฐาน สํานักงานตํารวจแหงชาติ และ


ที่ส ถาบัน นิติวิ ท ยาศาสตร กระทรวงยุ ติธรรม แลว กลับ ไมพ บหลั กฐานทางนิ ติ วิทยาศาสตร ไมวาจะเปนลายนิ้วมือ รอยนิ้วมือแฝง หลักฐานทางพันธุกรรม(DNA) ของผูกระทําผิด อีกทั้งในขั้นตอนของเก็บพยานหลักฐาน พบวาจนถึงปจจุบันไมพบ มีการตรวจหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร เชนการตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ของผู ต อ งหาทั้ง 5 คน อี ก ทั้ ง ไมมี ก ารถอนผม หรื อ ขน เพื่ อ นํ า มา เปรียบเทียบกับเสนผมที่พบในรถของนายสมชายตามคําใหการของประจักษพยาน ที่ใหการวาเห็นจําเลยที่ 2 เปนผูขับรถของนายสมชาย นีละไพจิตร ออกไป  หลักฐานความเชื่อมโยงการใชโทรศัพท ของผูมีสวนรวมในการกระทําผิด ถูกลบทิ้ง ไปเกือบหมดทั้งที่คดีการลักพาตัวนายสมชาย นีละไพจิตร เปนคดีสําคัญ และคดี การฆาตกรรมมีอายุความถึง 20 ป แตพนักงานสอบสวนกลับปลอยใหขอมูลสําคัญ ถูกทําลาย หรือแมกระทั่งการตวจสอบการใชโทรศัพทของกลุมผูกระทําผิด พบมี การจํากัดการตรวจสอบเฉพาะการใชโทรศัพทที่จําเลยทั้ง 5 คนติดตอกัน แตมิไดมี การตรวจสอบไปถึงบุคคลอื่นี่เกี่ยวของที่เชื่อวาเปนเจาหนาที่ตํารวจระดับสูง และ อาจเปนผูบงการในการลักพาตัว การฆาตกรรม และการทําลายศพนายสมชาย นี ละไพจิตร

ความลาชาในกระบวนการยุติธ รรม และการสืบสวนสอบสวนคดีการบังคับ สูญหาย นายสมชาย นีละไพจิตร  การอุ ท ธรณค ดี คดีกัก ขัง หนวงเหนี่ ยว และความผิด ตอเสรีภ าพ ปจ จุ บัน อยู ระหวางการพิจ ารณาของศาลอุทธรณ ภายหลัง ศาลชั้นตนมีคําพิพากษาเมื่อวัน ที่ 12 มกราคม 2549  กรมสอบสวนคดีพิเ ศษ (DSI) นับเปนเวลาเกือบ 5 ปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไดรับคดีการบังคับสูญ หายนายสมชาย นีละไพจิต ร เปน คดีพิเศษตั้งแตวัน ที่ 19 กรกฎาคม 2548 โดยแนวทางการสอบสวนเชื่อวานายสมชายถูกทําใหเสียชีวิตแลว กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมุงเนนการหาหลักฐานการเสียชีวิต เชนชิ้นสวนของศพ หรื อ พยานหลั ก ฐานอื่ น ที่ มี ส ว นเกี่ ย วข องกั บ การทํ า ลายศพ จนป จ จุ บั น ที่ ก รม สอบสวนคดีพิเศษรับผิดชอบคดี ไดพบถัง น้ํามันซึ่ง เชื่อวาใชเผาทําลายศพนาย สมชายแลวทั้ง สิ้น 4 ใบ กับเศษกระดูกมนุษ ยจํานวนหนึ่ง แตไ มปรากฏความ พยายามในการหลักฐานสําคัญอื่น เชน ความเชื่อมโยงการใชโทรศัพทของบุคคลที่ เกี่ยวของ หรือทรัพยสินที่ติดตัวนายสมชาย หรือแมแตรถที่ใชในการลักพาตัวนาย สมชายในวั น เกิ ด เหตุ เป น ต น การทํ า งานของกรมสอบสวนคดี พิ เ ศษใน ระยะเวลาเกือบ 5 ปที่ผานมาจึงไมสามารถสรางความมั่นใจแกครอบครัว


และสาธารณชนได เ ลยว า ได มี ค วามพยายาม และความเต็ ม ใจ ในการ คลี่คลายคดีนี้ คณะกรรการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ปปช.) กรมสอบสวน คดีพิเศษไดสงขอรองเรียนเรื่องการซอมทรมานผูถูกควบคุมตัว ในคดีปลนปนเผา โรงเรี ยน ในเหตุ การณ วัน ที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่ง นายสมชาย นี ละไพจิ ต ร ได รองเรียนเจาหนาที่ตํารวจ และเชื่อวาเปนสาเหตุที่นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกทําให หายตัวไป ตอ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต แหง ชาติ (ปปช.) จนปจจุบันเปนเวลาประมาณ 3 ป ผลการสอบยังอยูระหวางการพิจารณา ทําให ระหวางนี้พยานตางถูกคุกคามโดยมีขอมูลวามีเจาหนาที่ตํารวจกลุมหนึ่งเขาไปพบ กับครอบครัวของพยานที่บานในจังหวัดนราธิวาส เพื่อขอใหพยานกลับคําใหการที่ ไดใหการไวกับ ปปช. อีกทั้งปจจุบันพยานคนหนึ่งที่อยูในความคุมครองของกรม สอบสวนคดีพิเศษไดถูกเจาหนาที่ตํารวจระดับสู ง 2 นายฟองรองตอศาลในกลาว ขอหาวาพยานใหการเท็จตอ ปปช. ในขณะที่พยานสําคัญอีกคนหนึ่ง คือ นายอับดุล เลาะ อาบูคารี ไดหายตัวไปอยางไรรองรอยที่บานที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ระหวางที่ยังอยูในความคุมครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทําให พยานคนอื่นๆเกิดความหวาดกลัวเปนอยางมาก การพิจารณาของ ปปช.เปนไปอยางลาชา เมื่อเทียบกับคดีอื่นที่ ปปช. รับไว พิจารณา ซึ่งบางคดีมีการตัดสินชี้มูลอยางรวดเร็ว ความลาชาของ ปปช. จึง สงผลกระทบอยางสูงตอความปลอดภัยของพยานทุกคนในคดี  นอกจากการสูญหายของพยานสําคัญในคดีแลว ยังปรากฏการสูญหายของจําเลยที่ 1 คื อ พ.ต.ต.เงิ น ทองสุ ก ดั ง ปรากฏตามข า วสารตามสื่ อมวลชน เมื่ อวั น ที่ 19 กันยายน 2551 แตเปนที่นาสังเกตุวาไมปรากฏการแจงความตอพนักงานสอบสวน เพื่อคนหาตัว พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จากครอบครัวของ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก แตอยางใด

การเยียวยาจากรัฐ ภายหลังศาลแพงมีคําสั่งใหสมชาย นีละไพจิตร เปนบุคคลสาบสูญ นางอังคณา นีละ ไพจิตร ไดยื่นคําขอรับคาทดแทนและคาใชจายแกผูเสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติ คาตอบแทนผู เสียหายและคาทดแทนและคาใชจาย แกจํ าเลยในคดีอ าญา พ.ศ. 2544 ณ สํานักงานชวยเหลือทางการเงิน แกผูเสียหายและจําเลยในคดีอาญา กรมคุมครองสิท ธิและ เสรีภาพประชาชน กรณีความผิดตอชีวิต ซึ่งในขั้นตอนการยื่นเอกสารเพื่อรับความชวยเหลือ ได ถูกปฏิเสธจากเจาหนาที่สํานักงานชวยเหลือทางการเงิน ฯ ดวยเหตุผ ลวาไมปรากฏวานาย


สมชาย นีละไพจิตร ไดรับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต อีกทั้งการยื่นคําขอเกินระยะเวลาที่กฎหมาย กํา หนดคื อ 1 ป ต อ มา ตอ มาคณะกรรมการพิ จ ารณาค า ตอบแทนผู เ สี ย หายฯ ที่ มี ร อง ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปนประธาน ไดมีการพิจารณาโดยยึดหลักขอเท็จจริง ประกอบกับขอ กฎหมาย พิจารณาเห็นควรจายคาตอบแทนแกนางอังคณา นีละไพจิตร กรณีการเสียชีวิตจาก การกระทําของผูอื่น และการขาดคาอุปการะเลี้ยงดู ทั้งนี้งดเวนการจายคาทําศพ เนื่องจากไม พบศพนายสมชาย นีละไพจิตร นับเปนครั้งแรกที่ผูสูญหายในประเทศไทยไดรับการเยียวยาจากรัฐตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ …………………

Report on 6th years of Somchai Neelapaijit's disappearance  

Thai language

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you