Page 1

www.kalyanamitra.org


คำนำ

สารบัญ

ทองคำเป็นวัตถุธาตุที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมรับว่า สูงค่า สาธุชนผูใ้ จบุญจึงนิยมนำทองคำมาเป็นเครือ่ งสักการบูชา แด่บุคคลที่ควรบูชา เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ สาวก ดังหลักฐานที่มีในพระไตรปิฎก และที่อยู่ในรูปของ ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน การทำบุ ญ ด้ ว ยทองคำที่ ป รากฏในพระไตรปิ ฎ กนั้ น ล้วนมีอานิสงส์มหาศาลเกินกว่าคนธรรมดาสามัญจะคาดคิดได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในครั้ง พุทธกาล ที่พระเถระในกาลก่อนทรงจำสืบทอดกันมาด้วยวิธี มุ ขปาฐะ (การท่องจำ) โดยมีจุดเริ่มต้นจากการสังคายนา พระไตรปิฎกครั้งแรก และเริ่มบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในการสังคายนาครั้งที่ ๕ สำหรับเรือ่ งราวการทำบุญทีส่ ง่ ผลอลังการนัน้ ไม่ใช่สงิ่ ที่ ผูกขาดเฉพาะกับบุคคลในพระไตรปิฎกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นกับผู้มีบุญในปัจจุบันได้เช่นกัน เพราะบุญย่อมส่งผลดี แก่ผู้ทำโดยไม่เลือกยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำบุญ ด้วยวัตถุบริสุทธิ์ มีเจตนาบริสุทธิ์ และทำกับบุคคลบริสุทธิ์ มาตา ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๕ www.kalyanamitra.org

พระกัททกาปิลานีเถรี ๑๘ อุบาสิกาเสสวดี ๓๐ พระภัททิยเถระ ๓๘ ชฎิลเศรษฐี ๕๑ พระมหากัจจายนะ






พระภัททกาปิลานีเถรี ๑ หากคุณเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสวยงาม เกิดในตระกูลที่ดี แต่มีกลิ่นตัวเหม็นขนาดที่สามีทนไม่ไหวต้องไล่ออกจากบ้าน คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

ในทีน่ เี้ ราอยากให้คณ ุ พบกับเรือ่ งราวของผูห้ ญิงคนหนึง่ ซึ่งเคยประสบปัญหานี้ และสามารถหาทางออกที่สวยงามได้ อย่างรวดเร็ว โดยที่ตัวเธอเองก็คาดไม่ถึง ผู้หญิงคนนี้ ในชาติสุดท้ายได้เป็นพระอรหันตเถรี ผู้มี ความสามารถในการระลึ ก ชาติ เ ป็ น เยี่ ย ม จนกระทั่ ง ได้ รั บ การยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุณี ทั้งหลายในด้านผู้มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (มีญาณอันเป็น เครื่องระลึกชาติได้) ชื่อของท่านคือ พระภัททกาปิลานีเถรี ๒ ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระภัททกาปิลานีเกิดเป็นหญิง และได้แต่งงานกับชายหนุ่มใน ตระกูลเศรษฐี อาศัยอยู่ในกรุงหังสวดี นางเป็นผูม้ ศี รัทธาเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา และหมั่น สร้างบุญสร้างกุศลอยู่เป็นประจำ วันหนึ่ง นางได้ไปฟังธรรม กับสามี และเห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณรี ปู หนึง่ ไว้ใน ตำแหน่งภิกษุณีผู้เลิศทางปุพเพนิ ว าสานุ ส สติ ญ าณ นางจึ ง บำเพ็ญมหาทานกับพระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ แล้วตัง้ ความ ปรารถนาที่จะได้ตำแหน่งนั้นในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์

www.kalyanamitra.org






ใดพระองค์หนึ่งในอนาคต สามีของนาง (ในชาติสุดท้ายคือพระมหากัสสปะ) ก็ตั้ง ความปรารถนาทีจ่ ะได้ตำแหน่งผูเ้ ป็นเลิศในทางถือธุดงค์เป็นวัตร จากนั้น ทั้งสองก็สร้างบุญกุศลร่วมกันตลอดมา ๓ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เศรษฐีผู้เป็น สามีของนางเชิญชวนญาติมิตรสร้างพระเจดีย์ด้วยรัตนะสูง ๗ โยชน์ และปลู ก ต้ น พญารั ง ที่ มี ด อกบานสะพรั่ ง เพื่ อ บู ช า พระศาสดา ส่วนนางก็จัดเครื่องบูชาและตกแต่งประดับประดา พระเจดีย์นั้น โดยให้ช่าง ๗ คน นำรัตนะ ๗ อย่าง มาทำ ตะเกียง ๗๐๐,๐๐๐ ดวง จากนั้นเอาน้ำมันหอมใส่จนเต็ม ทุกดวง แล้วจุดประทีปไว้ที่พระเจดีย์ จนไฟลุกโพลงสว่างไสว เจิดจ้า เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ นางยังให้ช่างทำหม้อที่เต็มไปด้วยรัตนะ อันล้ำค่าต่าง ๆ ไปประดับเจดีย์ ระหว่างหม้อทุก ๆ ๘ หม้อ มีวัตถุที่ควรบูชาทำด้วยทอง ตั้งไว้ที่ประตูทั้ง ๔ ของเจดีย์ยังมี เสาระเนียดทำด้วยรัตนะ มีแท่นที่ทำด้วยรัตนะ มีธงรัตนะ และ ปลูกดอกไม้น้ำสวยงามในคูน้ำ ทำให้บริเวณเจดีย์งดงามและ

รุ่งเรืองสว่างไสวราวกับพระอาทิตย์ส่องแสง นางและท่ า นเศรษฐี บู ช าพระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า และ ถวายทานแด่พระสงฆ์ตลอดชีวิต เมื่อละโลกแล้ว นางได้ไป เกิดในสวรรค์ มีทิพยสมบัติอันอลังการ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ แต่ในสุคติภมู ิ เคียงคูเ่ ศรษฐีผเู้ ป็นสามีเสมือนเงาทีต่ ดิ ตามตัวไป ๔ ชาติหนึ่ง ในยุคที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิด เศรษฐีสามีได้เป็นพระราชาแห่งกรุงพาราณสี นางได้เป็นมเหสี ของพระราชา และเป็นที่โปรดปรานของพระราชายิ่งกว่าใคร ๆ เพราะมีความรักความผูกพันกันมาแต่ภพชาติก่อน วันหนึ่ง นางได้ถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ พระองค์ และ สร้างมณฑปแก้วประดับทอง ทีง่ ดงามมาก สูง ๑๐๐ ศอก แล้วอาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้ามารับมหาทาน ๕ ชาติต่อมา นางได้มาเกิดในตระกูลกุฏุมพีที่มั่งคั่ง ครั้น เจริญวัยขึ้น นางได้แต่งงานกับชายในตระกูลที่มั่งคั่งเช่นกัน หลังจากแต่งงานแล้ว นางและน้องสาวสามีของนางเกิดการ

www.kalyanamitra.org






กระทบกระทั่งกัน ต่อมาเมื่อน้องสาวสามีถวายบิณฑบาตแด่ พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยความโกรธที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ ทำให้น้องสาวสามีของนางตั้งความปรารถนาว่า “ขอให้เราห่าง ไกลคนพาลเช่นนี้ ๑๐๐ โยชน์” เมื่อนางได้ยินเข้าก็โกรธมาก และคิดว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้าจงอย่าฉันภัตตาหารที่หญิงคนนี้ถวายเลย” นางจึงรับ บาตรมาแล้วเอาภัตตาหารเททิ้ง แล้วเอาโคลนใส่จนเต็มถวาย พระปัจเจกพุทธเจ้า น้องสาวสามีเห็นเช่นนัน้ จึงพูดว่า “นางคนพาล เจ้าจะด่า หรือทุบตีเราก็ได้ แต่ไม่ควรทิ้งภัตตาหารจากบาตรของท่าน ผู้บำเพ็ญบารมีมาตลอด ๒ อสงไขย แล้วถวายโคลนตม” เมื่อได้ยินดังนั้น นางจึงได้สติแล้วรับบาตรมาล้างและ ขัดถูด้วยผงเครื่องหอม เอาของมีรสอร่อย ๔ อย่าง ใส่จนเต็ม บาตร แล้วราดด้วยเนยใสซึ่งมีสีเหมือนดอกบัวไว้ข้างบน แล้ว ตั้งความปรารถนาว่า “บิณฑบาตนี้มีแสงสว่างฉันใด ขอเราจง มีแสงสว่างฉันนั้น” พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะไป บนอากาศ อานิสงส์แห่งบุญที่ถวายภัตตาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้นางมีรูปงามทุกภพทุกชาติ แต่มีกลิ่นตัวเหม็นเพราะ

กระทำกรรมหนัก คือ ถวายโคลนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า สองสามีภรรยาบำเพ็ญกุศลตราบสิ้นอายุขัยแล้วไป บังเกิดบนสวรรค์ ๖ ในสมั ย พระกั ส สปสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ทั้ ง คู่ จุ ติ จ าก สวรรค์มาเกิดในกรุงพาราณสี ด้วยบุญที่เคยสร้างมาทำให้สามี ได้เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีมีสมบัติถึง ๘๐ โกฏิ ส่วนภรรยา ก็ได้เกิดเป็นธิดาของเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง และมีรูปงามมาก แต่ด้วยผลแห่งบาปที่เอาโคลนใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า นางจึงมีร่างกายที่มีกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง เป็นที่รังเกียจของ มหาชน ต่อมา เศรษฐีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ส่งคนมาสู่ขอนาง ให้ไปแต่งงานกับลูกชายของตน เมื่อนางไปถึงบ้านท่านเศรษฐี ทั้งบ้านก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนส้วมที่เปิดฝาไว้ เหม็นตั้งแต่นาง ย่างเท้าเข้าไปภายในธรณีประตูเลยทีเดียว พอลูกชายเศรษฐี รูว้ า่ เป็นกลิน่ ของนาง เขาก็ให้คนพานางกลับไป นางถูกรับถูกส่ง กลับไปกลับมาอยูถ่ งึ ๗ ครัง้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจเป็นอย่างยิง่

www.kalyanamitra.org


10

11

๗ ต่ อ มา เมื่ อ พระกั ส สปสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ปริ นิ พ พาน มหาชนพร้อมใจกันก่อสร้างเจดีย์สูง ๑ โยชน์ โดยใช้ทองคำ แท่งแทนอิฐ ธิดาเศรษฐีรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส นาง คิดว่า “เราคงมีกรรมที่ทำไว้ในอดีต จึงต้องมาประสบความ ทุกข์เช่นนี้ ชาตินี้เราจะต้องสั่งสมบุญให้มาก ๆ ชาติหน้าจะได้ ไม่ต้องมาเจอกับความทุกข์ขนาดนี้” จากนั้นนางก็นำเครื่อง ประดับไปให้ช่างหลอมทำอิฐทองคำร่วมสร้างเจดีย์ ในขณะที่นางไปถึงสถานที่สร้างเจดีย์ พอดีมีก้อนอิฐ ตกลงมาก้อนหนึ่ง นายช่างขาดอิฐที่จะใช้เชื่อมต่อเจดีย์อยู่ ๑ ก้อน เขาจึงบอกให้นางวางอิฐทองคำลงในบริเวณนัน้ ด้วยตนเอง และเอาน้ำมันผสมหรดาลกับมโนศิลาก่ออิฐให้แน่น แล้วบูชา พระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ด้ ว ยดอกบั ว ๘ กำ และตั้ ง ความ ปรารถนาว่า “ด้วยบุญกุศลนี้ ขอให้ข้าพเจ้ามีกลิ่นจันทน์ฟุ้ง ออกจากตัว กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก” ๘ น่ า อั ศ จรรย์ ยิ่ ง นั ก บุ ญ ที่ ตั ด ใจถวายเครื่ อ งประดั บ ทองคำอันล้ำค่าเพื่อทำอิฐสร้างเจดีย์ ๑ ก้อน มีอานุภาพอัน

ไม่มีประมาณเกินคาดหมายจริง ๆ เพราะนอกจากสามารถ ตัดรอนวิบากกรรมหนักที่นางเคยทำมาในอดีตชาติ ทำให้กลิ่น เหม็นเหมือนส้วมที่ติดตัวนางมลายหายสูญไปแล้ว ยังบันดาล ให้มีกลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากร่างกายและกลิ่นดอกบัวฟุ้งออก จากปากอีกด้วย ในขณะเดียวกันลูกชายเศรษฐีก็คิดถึงนาง ขึ้นมาจับใจ จนต้องรีบส่งคนรับใช้มาตามนางกลับไป เมื่อนางไปถึงบ้านท่านเศรษฐี ทันทีที่นางเข้าบ้าน กลิ่น จันทน์และกลิ่นดอกบัวก็ฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน ลูกชายเศรษฐี จึงถามว่า “เมื่อก่อนมีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากร่างกายของเจ้า แต่เดี๋ยวนี้มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากร่างกาย กลิ่นดอกบัว ฟุ้งออกจากปาก เจ้าไปทำอะไรมาหรือ” นางจึงเล่าให้ฟังว่า นางถวายแผ่นอิฐทองคำสร้างเจดีย์บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผลบุญที่ถวายอิฐทองได้ตัดรอนวิบากกรรมเหล่านั้นจน หมดสิ้น ลูกชายเศรษฐีเป็นผู้มีปัญญา เมื่อเห็นอานุภาพอันยิ่ง ใหญ่ ข องบุ ญ ที่ เ กิ ด จากการร่ ว มสร้ า งเจดี ย์ ด้ ว ยทองคำ ที่ สามารถส่งผลได้อย่างอัศจรรย์ในปัจจุบันชาตินี้ ก็รู้ว่าบุญต้อง แรงมาก เขาจึงปรารถนาที่จะได้บุญนี้บ้าง จึงให้ช่างนำทองคำ ไปทำดอกประทุมทองขนาดเท่าล้อรถ เพื่อนำไปประดับเจดีย์

www.kalyanamitra.org


12

13

และนำผ้ากัมพลที่มีราคาแพงที่สุดในสมัยนั้นไปหุ้มเจดีย์ให้ สวยงามยิ่งขึ้น ๙ ในชาติสุดท้าย ธิดาเศรษฐีจุติจากพรหมโลกมาเกิดใน ครั้งพุทธกาล ในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่าภัททา สามีมาเกิด ในตระกูลพราหมณ์เช่นกัน ชื่อปิบผลิ เมือ่ นางภัททามีอายุได้ ๑๖ ปี ปิบผลิมาณพมีอายุ ๒๐ ปี ทั้งคู่ได้เข้าพิธีแต่งงานกัน เพราะไม่อาจขัดความประสงค์ของ บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ได้ หลังแต่งงาน เนือ่ งจากทัง้ สองไม่ฝกั ใฝ่ในโลกียเ์ หมือนกัน จึงเป็นสามีภรรยากันแต่เพียงในนาม มิได้ข้องเกี่ยวกันในทาง กามคุณ ๑๐ เมื่อบิดามารดาของทั้งสองสิ้นชีวิตแล้ว ทรัพย์สมบัติ ของ ๒ ตระกูล ที่รวมกันเป็นจำนวนมหาศาลถึง ๘๗ โกฏิ กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งในการดูแล อีกทั้งเมื่อบริวารทำไร่

ไถนา เครื่องมือหว่านไถก็จะไปถูกสัตว์เล็กสัตว์น้อยเสียชีวิต หรือเวลาตากถั่วตากงา ก็จะมีนกกามาจิกกินหนอนและแมลง ทั้งหลาย ทั้งคู่เกรงว่าบาปเหล่านี้จะตกถึงตนผู้เป็นเจ้าของไร่ นา แม้ไม่ได้ลงมือทำเองก็ตาม สองสามีภรรยาจึงปรึกษากันว่า เหตุใดเราต้องมาคอย รับบาปกรรมทีค่ นอืน่ ทำ ควรสละการครองเรือน แล้วออกบวช หาหนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสารดีกว่า จากนัน้ สองสามีภรรยาก็ชว่ ยปลงผมให้กนั แล้วครองผ้า ย้อมน้ำฝาด และอธิษฐานว่า “พระอรหันต์เหล่าใดมีอยู่ในโลก เราจักบวชเพื่ออุทิศแด่พระอรหันต์เหล่านั้น” แล้วทั้งคู่ก็สะพาย บาตรดินเดินออกจากปราสาทโดยปราศจากความกังวลใด ๆ ๑๑ เมื่อทั้งคู่เดินไปจนถึงทางสองแพร่ง ปิบผลิได้กล่าวขึ้น ว่า “หากนางเดินตามหลังเราอย่างนี้ ใคร ๆ ก็จะพากันคิดว่า พวกเราบวชแล้วยังไม่ยอมพรากจากกัน อกุศลจิตเช่นนี้จะ ทำให้พวกเขาตกนรก เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง เราจะไปอีก ทางหนึ่ง” นางกระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วประคองอัญชลี

www.kalyanamitra.org


14

15

พร้อมกล่าวว่า “ความสนิทสนมกันฐานมิตรที่มีมาประมาณ แสนกัปสิ้นสุดลงแล้วในวันนี้” จากนั้นทั้งคู่ก็แยกทางกันไป ในคัมภีรบ์ นั ทึกไว้วา่ ขณะทีท่ งั้ สองแยกจากกัน แผ่นดิน ไหวสะเทือนปานจะกล่าวว่า “แม้เราสามารถรองรับขุนเขาใน จักรวาลและเขาพระสุเมรุได้ แต่ไม่สามารถจะรองรับคุณธรรม ทั้งหลายของท่านทั้งสองได้” ขณะนั้นแม้ยอดเขาพระสุเมรุก็ เอนเอียงบันลือลั่น ในอากาศก็มีฟ้าแลบแปลบปลาบ ๑๒ จากนัน้ ปิบผลิพราหมณ์เดินไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับขัดสมาธิอยู่ที่ใต้ต้นไทร และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันที่ ๘ ท่านได้บรรลุอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ และต่อมาได้รบั การยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเลิศในทางถือ ธุดงค์เป็นวัตร ส่ ว นนางภั ท ทกาปิ ล านี ไ ปบวชอยู่ ใ นสำนั ก ปริ พ าชก เนื่ อ งจากในสมั ย นั้ น พระบรมศาสดายั ง มิ ไ ด้ มี พุ ท ธานุ ญ าต ให้สตรีบวช ต่อมาเมื่อพระปชาบดีโคตมีเถรีบวชเป็นภิกษุณี รูปแรกในพระพุทธศาสนาแล้ว นางจึงมาขอบวชเป็นภิกษุณี

และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสมั ภิทาญาณ ๔ วิชชา ๓ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ๑๓ พระภัททกาปิลานีสร้างบุญในพระพุทธศาสนามาหลาย ภพหลายชาติ และเคยถวายทองคำบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลายครั้ง ทำให้ท่านสมบูรณ์พร้อมด้วยรูปสมบัติ คือเกิดมามี รูปงามทุกชาติ และสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ คือได้เกิด ในตระกู ล เศรษฐี มี ชี วิ ต ความเป็ น อยู่ ที่ สุ ข สบาย ในชาติ สุดท้าย ท่านมิเพียงรูปงามและร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังได้บรรลุ ธรรมเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งปวง คื อ ถึ ง พร้ อ มด้ ว ยปฏิ สั ม ภิ ท าญาณ ๔ วิ ช ชา ๓ วิ โ มกข์ ๘ อภิญญา ๖ และยังมีความสามารถในการระลึกชาติจนกระทั่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศ กว่าภิกษุณีทั้งหลายในด้านผู้มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็น ภิกษุณี ๑ ในจำนวน ๑๓ รูป ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะ พวกเราทั้งหลายก็เคยสร้างบารมีมาหลายภพหลาย ชาติ เ ช่ น กั น มิ ฉ ะนั้ น คงไม่ ไ ด้ เ กิ ด มาเป็ น มนุ ษ ย์ ไม่ ไ ด้ ม า

www.kalyanamitra.org


16 พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้มาสร้างบุญสร้างบารมีอย่างทุกวันนี้ และหลาย ๆ คนอาจเคยทำบุญด้วยทองคำมามิใช่น้อย ใน ปัจจุบนั นีห้ ากมีโอกาสได้ทำบุญด้วยทองคำอีก ก็ควรทำให้ยงิ่ ๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ทำกับเนื้อนาบุญที่เปี่ยมไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ดังเช่น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปูว่ ดั ปากน้ำ ภาษีเจริญ บุญก็จะแรงมาก แม้ทำเพียงเล็กน้อยอานิสงส์แห่งบุญก็จะส่งผลมหาศาลเกิน คาดคิด ยิง่ ทำมากอานิสงส์ยงิ่ มาก และเมือ่ บุญมีกำลังมากพอ ความสุขความสำเร็จจะบังเกิดขึ้นกับเราอย่างเป็นอัศจรรย์ ในปัจจุบันชาตินี้เลย โดยไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า เพราะบุญ สามารถดึงดูดสิ่งดี ๆ คนดี ๆ ของดี ๆ ช่องทางดี ๆ โอกาส ดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิตของเราได้อย่างไม่คาดฝัน และสามารถ ขจัดปัดเป่าปัญหาต่าง ๆ ให้มลายหายสูญ วิบากกรรมที่ทำให้ เกิดทุกข์ โศก โรค ภัย ก็จะถูกตัดรอนให้เบาบางลงหรือหมด สิ้นไปอย่างฉับพลันทันทีในปัจจุบันชาตินี้เลย ดังเรื่องราวของ พระภัททกาปิลานีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (จากอรรถกถาภัททกาปิลานีเถรีคาถา)

www.kalyanamitra.org


19

อุบาสิกาเสสวดี ๑ สตรี ผู้ นี้ เป็ น หนึ่ ง ในอุ บ าสิ ก าจำนวนไม่ กี่ สิ บ คนที่ มี ประวั ติ ค วามเป็ น มาชั ด เจนในพระไตรปิ ฎ ก เธอเป็ น ผู้ ที่ เชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยในระดับที่ยอมสละได้แม้ชีวิต เพื่อบูชาพระรัตนตรัย จนทำให้เธอได้ครอบครองทิพยสมบัติ อันโอฬารตระการตา แม้กระทั่งพระอรหันตเถระยังอดสงสัย ไม่ได้ว่าเธอมีความเป็นมาอย่างไร..

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน มหาชนทั้งหลายปรารถนาที่จะบูชา คุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จึงร่วมใจกันสร้างเจดีย์ทองคำสูง ถึง ๑ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ให้มนุษย์และ เทวดากราบไหว้ ครั้ ง นั้ น มี เ ด็ ก น้ อ ยคนหนึ่ ง เห็ น เหตุ ก ารณ์ ที่ ม หาชน กำลังช่วยกันสร้างเจดีย์ เธอสงสัยว่าผู้คนมากมายมาทำอะไร กัน จึงถามมารดาว่า “แม่จ๋า คนพวกนี้กำลังทำอะไรกันอยู่จ๊ะ” มารดาตอบว่า “เขาทำอิฐทองคำเพื่อสร้างเจดีย์จ้ะ” เด็กน้อยเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยังไม่ทันมีใครชวน เธอก็อยากทำบุญนี้ด้วยตนเอง และพอดี เธอมี เ ครื่ อ งประดั บ ทองคำชิ้ น เล็ ก ๆ อยู่ ที่ ค อ เธอจึ ง ขอ อนุญาตมารดาว่า “แม่จ๋า ลูกจะมอบเครื่องประดับนี้ให้เขา สร้างเจดีย์นะจ๊ะแม่” เมื่อมารดาอนุญาตและอนุโมทนาบุญกับเธอแล้ว เธอ จึงปลดเครื่องประดับออกจากคอ แล้วนำไปมอบให้ช่างทอง เพื่อนำไปทำอิฐทองคำสำหรับสร้างเจดีย์ ด้วยอานิสงส์แห่งความเลือ่ มใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

www.kalyanamitra.org


20

21

และ บุญจากการถวายเครื่องประดับทองคำ แม้เป็นสมบัติชิ้น เล็ก ๆ แต่เธอสละให้ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เมื่อละโลกไปแล้ว เธอจึงได้ ไปเกิดในสวรรค์ มีวิมานทอง สว่างไสว เสวยทิพยสมบัติอันอลังการนานแสนนานเป็นเวลา ถึง ๑ กัป ๒ ต่ อ มา ในสมั ย ของพระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า พระองค์ ปัจจุบนั นางเทพธิดาใจบุญได้มาเกิดในหมูบ่ า้ นนาลกะ วันหนึง่ เมื่อนางมีอายุได้ ๑๒ ขวบ มารดาของนางใช้ให้ไปซื้อของที่ ตลาด เมื่อไปถึงตลาดแล้ว นางเห็นพ่อค้าคนหนึ่งเอาทรัพย์ สมบัติมากองไว้ สมบัติเหล่านี้เป็นของเศรษฐีผู้เป็นบิดาของ พ่อค้าคนนี้ แต่ด้วยกรรมตระหนี่ของพ่อค้า ทำให้สมบัติที่เคย มีอยู่วิบัติไปจนหมดสิ้น ของที่เคยเป็นเพชรนิลจินดา กลับ กลายเป็นกระเบื้อง เป็นกรวด เป็นหินไปหมด แต่พ่อค้ายังพอมีปัญญาอยู่บ้าง เขาจึงนำสิ่งของเหล่านี้ ไปกองไว้ในตลาด เผื่อว่าอาจจะมีคนมีบุญที่เป็นเจ้าของเงิน ทองเหล่านี้ผ่านมา

๓ วันนัน้ เมือ่ เด็กหญิงผ่านมาเห็นพ่อค้าเอาของมีคา่ มากอง ไว้ ก็รู้สึกแปลกใจมาก นางจึงถามว่า “ทำไมท่านเอาเงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วมณี มากองไว้ทตี่ ลาด ทำไมไม่เอาไปเก็บไว้ให้ด”ี พ่ อ ค้ า ได้ ยิ น ก็ รู้ ทั น ที ว่ า ผู้ มี บุ ญ ที่ เ ป็ น เจ้ า ของทรั พ ย์ สมบัติเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว สิ่งของเหล่านี้กำลังจะกลับ กลายมาเป็นของมีค่าดังเดิมด้วยอำนาจบุญของเด็กหญิงคนนี้ คิดดังนี้แล้ว พ่อค้าจึงไปสู่ขอเด็กหญิงกับมารดาของนาง เพื่อ ที่จะได้ครอบครองสมบัตินี้ร่วมกัน สำหรั บ ผู้ มี บุ ญ แล้ ว บุ ญ จะดึ ง ดู ด ให้ ส มบั ติ ทั้ ง หลาย หลัง่ ไหลเข้ามาหา ดังเช่นเด็กหญิงคนนี้ ชีวติ ของนางพลิกผันไป ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำมา หลังแต่งงาน นางได้ครอบครอง ทรัพย์สมบัตมิ ากมาย และมีสทิ ธิข์ าดในการใช้จา่ ยทรัพย์สมบัติ เหล่านั้น ๕ เมื่ อ เด็ ก หญิ ง แต่ ง งานไปอยู่ บ้ า นสามี และสามี เ ห็ น ความดีของนางแล้ว ก็พานางไปเปิดห้องเก็บสมบัติแล้วถามว่า “เธอเห็นอะไรในห้องนี้บ้าง”

www.kalyanamitra.org


22

23

นางผู้มีบุญตอบว่า “น้องเห็นเงิน ทองคำ และแก้วมณี กองอยู่มากมาย” สามีจึงบอกกับนางว่า “สมบัติเหล่านี้กลายเป็นของ ไม่มีค่า เพราะพี่ไม่มีบุญพอที่จะครอบครอง แต่น้องมีบุญมาก ของเหล่านี้จึงกลับมาเป็นของมีค่าดังเดิม เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ ต่อไป ขอให้น้องเป็นผู้ดูแลสมบัติทั้งหมดนี้ พี่จะใช้แต่ส่วนที่ น้องให้เท่านั้น” ด้วยเหตุนี้ทำให้มหาชนทั้งหลายเรียกนางว่า “เสสวดี” ซึ่งแปลว่า ผู้มีส่วน นางเสสวดี เ ป็ น อุ บ าสิ ก าที่ มี ศ รั ท ธาที่ ป ระกอบด้ ว ย ปัญญา และไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต นางรู้ว่า บุญเป็นสิ่ง ที่อยู่เบื้องหลังของความสุขและความสำเร็จทั้งปวง และที่ สำคัญ หากใช้บุญไปเรื่อย ๆ โดยไม่สร้างบุญเพิ่ม บุญที่มีอยู่ ก็จะหมดไป และหากบุญหมดลงแล้ว อุปสรรคและทุกข์ภัย ต่าง ๆ ก็จะพากันหลั่งไหลเข้ามา ดังนั้น นางจึงหมั่นสั่งสม บุญอยู่เป็นประจำ เพื่อมิให้บาปได้ช่องส่งผล ๖ ในช่วงนั้น เป็นเวลาที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรรู้ตัวว่า

กำลังจะปรินพิ พาน ท่านจึงคิดจะตอบแทนคุณนางสารีพราหมณี ผู้เป็นมารดาเสียก่อน ท่านจึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพือ่ ทูลขออนุญาตไปปรินิพพานที่หมู่บ้านนาลกะซึ่งเป็นถิ่นเกิด ของท่าน เมื่อพระสารีบุตรกลับไปถึงบ้านเกิดของท่าน ท่านได้ แสดงธรรมโปรดมารดาจนกระทั่งบรรลุโสดาปัตติผล รุ่งเช้า ท่านก็ปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง เมื่อพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว ทวยเทพและมนุษย์ ทัง้ หลายต่างพากันกระทำการสักการะพระธาตุของท่านเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงก่อเจดีย์สูง ๑๐๐ ศอก ด้วยไม้กฤษณา และไม้จันทน์ เพื่อบรรจุพระธาตุ ๗ ฝ่ายนางเสสวดีผู้มีบุญทราบข่าวว่า พระสารีบุตรมา ปรินิพพานที่บ้านเกิดของท่าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่นาง อาศัยอยู่ นางจึงคิดจะไปกราบพระธาตุของท่าน แต่พ่อสามี ของนางห้ามไม่ให้ไป ให้ส่งดอกไม้และของหอมไปเท่านั้น เพราะกลัวนางจะโดนมหาชนที่แห่กันไปกราบพระธาตุของ

www.kalyanamitra.org


24

25

พระเถระเหยียบเอา แต่นางมีศรัทธาแรงกล้า ไม่กลัวความตายแม้แต่น้อย นางคิดว่า “ถึงแม้เราจะตายลงไปในที่นั้น เราก็จักไปทำการ บูชาสักการะให้ได้” จากนั้นนางก็ออกเดินทางไปพร้อมกับ คนรับใช้ที่ถือผอบซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ทองคำและของหอม ขณะที่นางและคนรับใช้ยืนประนมมือบูชาพระธาตุของ พระสารีบุตรด้วยดอกไม้ทองคำและของหอมอยู่นั้น มีช้าง ตกมันเชือกหนึง่ วิง่ เข้ามาท่ามกลางฝูงชน ผูค้ นตกใจกลัวจึงพากัน วิ่งหนีเอาตัวรอด นางเสสวดีถูกชนล้มลงและถูกฝูงชนเหยียบ จนเสียชีวิต ๘ ด้วยบุญที่นางมีจิตเลื่อมใสอย่างสูงสุดต่อพระสารีบุตร และบุญที่กระทำการบูชาสักการะท่านด้วยดอกไม้ทองคำและ ของหอม นางจึงได้ ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนาง อัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร เมื่อนางได้เป็นเทพธิดาและเห็นทิพยสมบัติอันมากมาย ของตนแล้ว ก็สงสัยว่า “เราได้สมบัตนิ ดี้ ว้ ยบุญเช่นใดหนอ” ครัน้

รูว้ า่ ทิพยสมบัตเิ หล่านีไ้ ด้มาเพราะความเลือ่ มใสในพระสารีบตุ ร เถระ นางก็ยิ่งมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมากขึ้น นางจึง ประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับอันอลังการที่บรรทุกเกวียน ได้ถึง ๖๐ เล่มเกวียน แวดล้อมด้วยนางอัปสร ๑,๐๐๐ นาง ลงจากสวรรค์ ชั้ น ดาวดึ ง ส์ แล้ ว มายื น ประคองอั ญ ชลี ถ วาย บั ง คมพระบรมศาสดา ด้ ว ยเทพฤทธิ์ อั น ยิ่ ง ใหญ่ ข องนาง ทำให้บริเวณวัดพระเชตวันสว่างไสวดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ ส่องแสง ๙ ขณะนัน้ พระวังคีสะซึง่ นัง่ อยูใ่ กล้ ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นสมบัตอิ นั อลังการของนาง ท่านจึงทูลขออนุญาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามถึงบุญที่นางเคยทำไว้ เมื่อได้รับพุทธานุญาต แล้ว พระเถระจึงถามนางว่า “ดู ก่ อ นเทพธิ ด าผู้ เ ลอโฉม วิ ม านของท่ า นมุ ง ด้ ว ย แก้วผลึก ข่ายเงิน และข่ายทองคำ มีพื้นวิจิตรสวยงามน่า รื่นรมย์ มีซุ้มประตูทำด้วยแก้ว ๗ ประการ ที่ลานวิมานเต็มไป ด้วยทรายทองส่องแสงระยิบระยับไปทัว่ ทุกทิศ เหมือนพระอาทิตย์

www.kalyanamitra.org


26

27

บนท้องฟ้าที่กำจัดความมืดให้หมดไป “วิมานของท่านส่องแสงเหมือนเปลวไฟที่ลุกโชติช่วง อยู่บนยอดเขายามค่ำคืน เป็นวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ ก้อง กังวานไปด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะที่ประโคมอยู่ตลอดเวลา “สุทัสนเทพนครอันเป็นเมืองของพระอินทร์ มั่งคั่งไป ด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ฉันใด วิมานของท่านก็เป็นฉันนั้น และ ยังหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ตั้งอยู่บน ริมฝั่งสระโบกขรณี และมีไม้เลื้อยชูช่อออกดอกห้อยระย้าเกาะ ก่ายกันลงมาคล้ายกับข่ายของแก้วมณี “ต้ น ไม้ ดอกไม้ และผลไม้ ทุ ก ชนิ ด ที่ มี อ ยู่ ใ นเมื อ ง มนุษย์ ตลอดจนพรรณไม้ทิพย์ประจำเมืองสวรรค์ ก็มีพร้อม อยู่ใกล้วิมานของท่าน “ท่านทำบุญอะไรไว้ ถึงได้มวี มิ านใหญ่โตสว่างไสวเช่นนี้” นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นจึงเล่าว่า “เมื่อครั้งที่ดิฉันเกิด ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่านาลกคาม ตั้งอยู่ทางทิศเบื้องหน้า ของแคว้นมคธ ประชาชนในหมู่บ้านนั้นเรียกดิฉันว่า ‘เสสวดี’ ดิฉันได้สร้างกุศลกรรมด้วยการบูชาพระธาตุของพระธรรมเสนาบดีนามว่า ‘อุปติสสะ’ (พระสารีบุตร) ซึ่งเป็นที่บูชาของ

ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเครื่องสักการะหลายอย่าง ล้วนแต่แก้วและทองคำ ครั้นดิฉันละกายมนุษย์นั้นแล้ว จึงได้ มาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถึงพร้อมด้วยทิพยวิมาน” ๑๐ อุบาสิกาเสสวดีเป็นผูม้ ศี รัทธาเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา มาข้ามภพข้ามชาติ สิ่งใดเป็นบุญเป็นกุศล นางทุ่มเททำด้วย ความเต็มใจ แม้เมือ่ ครัง้ เป็นเด็กน้อย นางก็ยงั รูจ้ กั หาบุญใส่ตวั โดยไม่ต้องมีใครมาชักชวน ในชาติต่อมา นางก็เสี่ยงชีวิตนำ ดอกไม้ทองคำและของหอมไปบูชาพระสารีบตุ รจนกระทัง่ ตัวตาย บุญที่บูชาพระรัตนตรัยด้วยใจ ด้วยชีวิต และด้วยวัตถุ ที่ ล้ ำ ค่ า คื อ ทองคำ ส่ ง ผลที่ ยิ่ ง ใหญ่ ท ำให้ น างมี ทิ พ ยสมบั ติ อันโอฬารและน่ารื่นรมย์ จนกระทั่งพระวังคีสะต้องกราบทูล ขออนุญาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามนางว่าเคยทำบุญอะไรมา สำหรับตัวเราเองยังไม่ต้องถึงขั้นสละชีวิต แต่เราก็ สามารถทำบุญที่ส่งผลยิ่งใหญ่มโหฬารได้เช่นกัน ด้วยการหล่อ รูปเหมือนหลวงปูว่ ดั ปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระสงฆ์สาวกผู้ งามพร้อมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ด้วยทองคำ มอบไว้เป็น

www.kalyanamitra.org


28

29

สมบัติแก่พระศาสนา รูปเหมือนทองคำนี้จะเป็นหลักฐานการมี ตั ว ตนของท่ า นแก่ อนุชนรุ่นหลัง และเมื่อคนรุ่นหลังเห็นรูป เหมือนทองคำของท่าน แล้วมาศึกษาประวัตทิ า่ น มาปฏิบตั ธิ รรม ตามอย่างท่าน ก็จะทำให้สันติสุขบังเกิดขึ้นในใจของพวกเขา และจะทำให้พวกเขาเกิดความศรัทธาเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา มากขึ้น ซึ่งจะมีผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนนาน และจะเป็ น ทางมาแห่ ง สั น ติ สุ ข ของโลกได้ ด้ ว ย ดั ง นั้ น การ หล่ อ รู ป เหมื อ นพระเดชพระคุ ณ หลวงปู่ ด้ ว ยทองคำ จึ ง มี ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออายุของพระศาสนาและประโยชน์สุข ของมวลมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ คนที่มีส่วนร่วมในการหล่อรูปเหมือนของ หลวงปู่จึงได้บุญที่ยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะนอกจากจะได้บุญจาก การถวายทองคำ ซึ่งมีอานิสงส์ให้สมบัติใหญ่บังเกิดขึ้นทั้งใน ปัจจุบนั และภพชาติเบือ้ งหน้าแล้ว ยังได้บญ ุ อีกต่อหนึง่ จากการ สืบทอดอายุพระศาสนาด้วย และในบรรดาการให้อายุนั้น ไม่มี การให้อายุใดมีค่ามากและได้บุญมากเท่าให้อายุพระศาสนา

บุญจากการให้อายุและความมัน่ คงแก่พระศาสนานี้ จะดลบันดาล ให้เรามีอายุยืนนานเป็นพิเศษ สุขภาพแข็งแรงเป็นพิเศษ และ มี ฐ านะมั่ ง คั่ ง มั่ น คงเป็ น พิ เ ศษตลอดไปทุ ก ภพทุ ก ชาติ เ ลย ทีเดียว (จากอรรถกถาเสสวดีวมิ าน)

www.kalyanamitra.org


31

พระภัททิยเถระ ๑ ตลอดเวลาแห่งการเดินทางในสังสารวัฏนั้น ไม่มีอะไร สำคัญกว่า “บุญกุศล” เพราะบุญเป็นมิตรแท้ที่ติดตามตัวเราไป ได้ทกุ ภพทุกชาติ คนทีไ่ ม่สร้างบุญกุศล จึงถือว่าเป็นคนทีป่ ระมาท ในการดำเนินชีวติ ยิง่ กว่าความประมาทใด ๆ และผลจากความ

ประมาทนี้ จะนำชะตากรรมทีม่ ดื มนมาสูช่ วี ติ ของเขา และหากเขา ยังดำเนินชีวิตด้วยความประมาทต่อไป ชีวิตก็จะยิ่งมืดมนลง ไปเรื่อย ๆ เพราะบุญที่เคยสั่งสมไว้ในอดีตจะค่อย ๆ หมดลง ไปทุกวัน และเมื่อหมดบุญ สิ่งดี ๆ ทั้งหลายก็จะพากันทยอย จากไป ไม่ว่า คน สัตว์ หรือสิ่งของ เพราะไม่มีบุญที่จะรักษา สิ่งเหล่านั้นเอาไว้อีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผูม้ ปี ญ ั ญาทุกยุคทุกสมัยจึงไม่ประมาทในการ สั่งสมบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญพิเศษ ที่จะมีอานิสงส์พิเศษ อลังการ ดังเช่นผลบุญจากการสร้างบารมีของพระภัททิยะเถระ ๒ ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระภัททิยเถระ บังเกิดในครอบครัวทีม่ ตี ระกูลสูง สมบูรณ์พร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ อันเลิศ เป็นที่เคารพยกย่องของมหาชน ท่ า นเป็ น ผู้ มี บุ ญ มาก มี รู ป สมบั ติ ง ดงาม ผิ ว พรรณ วรรณะสวยงามกว่าคนทั่วไป และยังมีมือเท้าที่สวยงามเป็น พิเศษอีกด้วย เพราะท่านใช้มือและเท้าสร้างบารมีตลอดมา หลายภพหลายชาติ

www.kalyanamitra.org


32

33

ในชาตินี้ เมื่อท่านมีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสั ม พุ ท ธเจ้ า ก็ เ กิ ด จิ ต เลื่ อ มใสออกบวชเป็ น พระภิ ก ษุ ใ น พระพุทธศาสนา หลังจากบวชแล้ว ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรม อย่างเต็มที่ และใช้เวลาไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ๓ เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านระลึกถึงบุญที่เคยทำมา ในอดีตชาติ เมื่อเห็นบุพกรรมของตนแล้ว ท่านเกิดความปีติ ยินดี จึงประกาศบุพกรรมว่า “เมื่อภพชาติที่ผ่านมา เราได้สร้างบุญกับเนื้อนาบุญอัน เลิศ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับเหล่าพระสาวก บุญนั้น ส่งผลให้เราบรรลุถึงสมบัติทั้งสอง เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก มีปกติอยู่ในเสนาสนะอันสงัด อริยผลทั้งปวงเราบรรลุแล้ว เรา เป็นผู้ไม่มีความเศร้าหมองของจิต พระสัพพัญญูผู้เป็นนายก ของโลกทรงทราบคุณทั้งปวงของเราแล้ว คุณวิเศษทั้งหลาย คือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว”

๔ ประวัติการสร้างบารมีที่น่าสนใจของท่านที่ปรากฏอยู่ ในพระไตรปิฎกมีดังนี ้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระภัททิยะเถระได้บังเกิดเป็นบุตรของเศรษฐี เมื่อเจริญวัย แล้ว ก็แต่งงานมีครอบครัวเหมือนดังชาวโลกทั่วไป วันหนึ่ง บุตรเศรษฐีเห็นชาวเมืองพากันไปทำบุญด้วย ความร่าเริงเบิกบาน อุบาสกอุบาสิกาพากันไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปฟังธรรม ทำทาน รักษาศีล และมีหลาย ๆ ท่านออกบวชในสำนักของพระบรมศาสดา เมื่อเขาเห็นทุก ๆ คน ขวนขวายในการสร้างบุญ ก็คิด ว่า “ตัวเราก็ไม่ควรปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไป ควรจะสร้าง บุญพิเศษสักอย่างหนึ่งให้เต็มที่เต็มกำลัง” จากนั้นบุตรเศรษฐีก็ส่งคนไปนิมนต์พระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์มาเป็นเนื้อนาบุญ ด้วยความตั้งใจที่จะเอาบุญ พิเศษ เขาจึงตระเตรียมบัลลังก์ทองถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัว ปูลาด ด้วยเครื่องลาดที่มีขนยาว เครื่องลาดยัดนุ่น เครื่องลาดมีรูป ดอกไม้ ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย เพื่อถวายแด่พระสัมมา-

www.kalyanamitra.org


34

35

สัมพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์แล้วจัดสถานที่ปูลาดอาสนะอัน มีค่าและสวยงาม เพื่อรองรับพระภิกษุถึง ๑๐๐,๐๐๐ รูป ๕ เมื่อได้เวลา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาพร้อม ด้ ว ยพระสงฆ์ ส าวก หลั ง จากที่ พ ระพุ ท ธองค์ ป ระทั บ นั่ ง บน อาสนะที่จัดเตรียมไว้พร้อมกับหมู่สงฆ์แล้ว บุตรเศรษฐีได้ ถวายภัตตาหารอันประณีตที่เตรียมไว้ด้วยจิตที่เลื่อมใส และ ถวายบัลลังก์ทองอันสูงค่าแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ หลั ง จากที่ พ ระปทุ มุ ต ตรสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ทรงรั บ เครื่องบูชาแล้ว ก็ทรงมองไปในอนาคตกาลภายภาคหน้า และ ทรงทราบว่ า อานิ ส งส์ ใ หญ่ ไ ด้ บั ง เกิ ด ขึ้ น กั บ บุ ต รเศรษฐี แ ล้ ว พระองค์ทรงปรารถนาที่จะให้บุตรเศรษฐีมั่นใจในผลแห่งบุญ ที่บังเกิดขึ้น จึงตรัสพยากรณ์ว่า “ผู้ใดถวายอาสนะทองอัน ลาดด้วยเครื่องลาดวิเศษมีขนยาวนี้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวสักกเทวราช ๗๔ ครั้ง มีนางเทพอัปสรแวดล้อมเสวยสมบัติ จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชครอบครองพสุธา ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า

จักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง จักเป็นผู้มีสกุลสูงในกำเนิดและภพทั้ง ปวง ภายหลังผู้นี้จักบวชเป็นพระสาวกของพระสมณโคดม พุทธเจ้ามีนามว่า ภัททิยะ” ๖ เมื่อฟังพระดำรัสของพระบรมศาสดาแล้ว มหาปีติก็ บั ง เกิ ด ขึ้ น กั บ บุ ต รเศรษฐี อ ย่ า งไม่ มี ป ระมาณ เขาจึ ง ตั้ ง ใจ บำเพ็ญบุญตลอดมา ด้วยอานุภาพของบุญที่ตั้งใจสะสมมา โดยตลอด เมื่อละโลกแล้ว บุตรเศรษฐีได้ไปบังเกิดในสวรรค์ จากนั้นเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๒ ภพ คือได้เกิดเป็นเทวดา และมนุษย์เท่านัน้ โดยไม่ตกไปในอบายภูมเิ ลย ตรงตามพระดำรัส ของพระบรมศาสดาทุกประการ และในชาติสดุ ท้าย บุตรเศรษฐี ก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการ เดินทางในสังสารวัฏ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ห่างไกลจากทุกข์ ทั้งปวง ๗ ในบรรดามนุษย์จำนวนมากมายมหาศาลนัน้ เมื่อละโลก

www.kalyanamitra.org


36

37

ไปแล้ว คนที่ได้ไปเกิดในสุคติภูมิมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไป เกิ ด ในทุ ค ติ ภู มิ ทั้ ง สิ้ น ดั ง ที่ พ ระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า เคยตรั ส เปรียบเทียบไว้ว่า คนที่ได้ไปเกิดในสวรรค์มแี ค่เขาโค แต่คนที่ ตกนรกมีเท่าขนโค ดังนั้นการที่พระภัททิยเถระได้ เ วี ย นว่ า ย ตายเกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิตลอดต่อเนื่องเป็นเวลานานแสนนาน โดยที่วิบากกรรมซึ่งท่านต้องเคยทำผิดพลาดไว้บา้ งในอดีตชาติ ไม่สามารถตามมาส่งผลให้ทา่ นไปเกิดในทุคติภูมิได้เลย จึงเป็น เรือ่ งทีย่ ากแสนยาก นอกจากนี้ ท่านยังได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชถึง ๗๔ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอีก ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๕๑ ครั้ง และได้เกิดใน ตระกูลสูงทั้งในสวรรค์และโลกมนุษย์ สุดท้ายได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากอานุภาพบุญใหญ่ที่ ถวายบัลลังก์ทอง ๑๐๐,๐๐๐ ตัว ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสพยากรณ์ไว้ ๘ การถวายบัลลังก์ทอง ซึ่งเป็นเพียงอาสนะที่ใช้รองรับ การนั่งการนอน ยังส่งผลให้ผู้ถวายได้บุญมากมายมหาศาลถึง

เพียงนี้ หากเราได้ถวายทองคำหล่อพระเป็นถาวรวัตถุไว้ให้คน กราบไหว้เป็นเวลาอันยาวนาน และเป็นเครื่องเตือนใจให้คน ทำความดี ทำบุญทำกุศล บุญทีไ่ ด้รบั จะยิง่ ใหญ่ไพศาลสักเพียงใด และยิง่ เป็นการหล่อรูปเหมือนของหลวงปูว่ ดั ปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีประมาณ อานิสงส์ของบุญก็จะยิ่ง มากมายมหาศาล และบุญอันมหาศาลนี้ จะช่วยไปตัดรอน วิบากกรรมที่เราเคยพลาดพลั้งทำมาทั้งในอดีตชาติและใน ปัจจุบันชาติให้เบาบางลงจนกระทั่งไม่สามารถตามมาส่งผลได้ ซึ่งจะมีผลให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขทั้งใน ชาตินี้และภพชาติเบื้องหน้า ต่างจากชีวิตของคนที่ไม่เห็นความ สำคัญของบุญ (จากภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทานที่ ๓)

www.kalyanamitra.org


39

ชฎิลเศรษฐี ๑ ในบรรดาประชากรโลกประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านคน มี คนที่เป็นเศรษฐีอยู่ไม่มาก ยิ่งเศรษฐีระดับที่มีสมบัติตักไม่ พร่องด้วยแล้ว ยุคนี้ยังไม่เคยเห็น แม้ในพุทธกาลก็นับได้ไม่กี่ คน ทั้ง ๆ ที่การเป็นเศรษฐีไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นแต่อย่างใด หาก รู้วิธีการ

การศึกษาเรื่องราวของเศรษฐีตัวจริงในพระไตรปิฎก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีการเป็นเศรษฐี เพื่อนำ มาใช้ออกแบบชีวิตให้สมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ และ เมื่อสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์แล้ว เราจะได้ใช้ทรัพย์นั้นในการ สร้างความดีได้อย่างสะดวกสบาย เช่น เกื้อกูลหมู่ญาติและ เพื่อนมนุษย์ รวมทั้งสร้างประโยชน์แก่ตนเองด้วยการบำเพ็ญ บุญกุศล แปรเปลี่ยนทรัพย์นั้นให้เป็นอริยทรัพย์ เก็บไว้เป็น เสบียงบุญเลี้ยงตนเองไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะเข้าถึงพระ นิพพาน เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องของชฎิลเศรษฐี ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในครั้งพุทธกาล ๒ ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงพาราณสี มีลูกสาวเศรษฐี คนหนึ่งเป็นหญิงที่สวยงามมาก บิดาหวงแหนนางมากและ ไม่อยากให้ใครเห็น จึงให้นางขึ้นไปอาศัยอยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ พร้อมกับคนรับใช้อีก ๑ คน ต่อมา นางได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยากับวิทยาธรที่

www.kalyanamitra.org


40

41

เหาะผ่านมา และตั้งครรภ์ขึ้น เรื่องที่นางคบค้ากับวิทยาธรและตั้งครรภ์ ไม่มีใครรู้ เลย นอกจากคนรับใช้ เวลาผ่านไป ๑๐ เดือน นางคลอดลูกออกมาเป็นเด็ก ผู้ชาย ด้วยความกลัวว่าบิดามารดาจะรู้ นางจึงสั่งให้คนรับใช้ อุ้มเด็กใส่ในภาชนะ ปิดฝาจนแน่น เอาพวงดอกไม้วางไว้ข้าง บน แล้วนำไปลอยที่แม่น้ำคงคา ระหว่างทาง เวลามีคนถามว่า มีอะไรอยู่ในภาชนะนั้น คนรับใช้ตอบว่า “เป็นพลีกรรมของ นายหญิงของฉัน” ๓ ทารกน้อยแรกเกิดที่นอนอยู่ในภาชนะ ลอยไปตาม กระแสน้ำโดยไม่รู้ชะตากรรม จนกระทั่งไปถึงท่าน้ำแห่งหนึ่ง วันนั้นมีหญิง ๒ คน กำลังอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำคงคา ทั้งสองมองเห็นภาชนะที่ถูกกระแสน้ำพัดมา หญิงคนหนึ่งพูด ขึ้นว่า “ภาชนะนั้นเป็นของฉัน” ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “สิ่งที่อยู่ในภาชนะนั้นเป็นของฉัน” ครั้ น ช่ ว ยกั น เปิ ด ภาชนะออกดู ก็ เ ห็ น ทารกเพศชาย

หน้าตาน่ารัก ทั้งคู่อยากได้เด็กไปเลี้ยง แต่ไม่สามารถตกลง กันได้ จึงกราบทูลเรื่องราวให้พระราชาทรงตัดสิน พระราชาทรงวินิจฉัยให้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นอุปัฏฐาก ของพระมหากัจจายนะเป็นฝ่ายได้เด็กไป นางตั้งชื่อให้ทารก น้อยว่า ชฎิล (แปลว่า รุงรังยุ่งเหยิง) เพราะผมของเด็กรุงรัง ยุ่งเหยิง เนื่องจากเมื่อคลอดออกมาแล้วไม่มีใครช่วยทำความ สะอาดผมให้เกลี้ยง หญิงคนนี้เลี้ยงทารกน้อยด้วยความรัก และตั้งใจว่าจะ ถวายเด็กน้อยแด่พระมหากัจจายนะ เพือ่ ให้บวชในสำนักของท่าน ๔ วั น หนึ่ ง พระมหากั จ จายนะไปบิ ณ ฑบาตที่ บ้ า นของ หญิงผู้นี้ ตอนนั้นเด็กน้อยชฎิลอายุราว ๗ ขวบ นางจึงถวาย เด็กน้อยให้ไปบวชเป็นสามเณรในสำนักของท่าน แต่พระมหากัจจายนะเห็นด้วยญาณทัสสนะว่า เด็กคนนี้เป็นผู้มีบุญมาเกิด เมื่อโตขึ้นจะได้ครอบครองสมบัติในเพศคฤหัสถ์เสียก่อนแล้ว จึงจะบวช ดังนั้น แทนที่จะให้ชฎิลบวชเป็นสามเณร ท่านจึงพา

www.kalyanamitra.org


42

43

เด็กน้อยไปฝากไว้ที่บ้านของอุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากคนหนึ่งใน กรุ ง ตั ก สิ ล า ซึ่ ง อุ บ าสกได้ เ ลี้ ย งดู เ ด็ ก น้ อ ยเสมื อ นบุ ต รชาย ของตน ๕ อุบาสกคนนี้มีอาชีพค้าขาย เขามีสินค้าจำนวนมากที่ ตกค้างมาเป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี เพราะขายไม่ออก วันหนึ่ง อุบาสกมีธุระ เขาฝากสินค้าเหล่านี้ไว้กับชฎิล ด้วยมหาทาน บารมีที่ชฎิลเคยสั่งสมมาในกาลก่อน เทวดาผู้รักษาพระนคร จึงบันดาลให้ผู้คนพากันหลั่งไหลไปซื้อสิ่งของที่พ่อค้าเก็บไว้ นานถึง ๑๒ ปี จนหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว ตอนเย็น อุบาสกกลับมาไม่เห็นสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว ก็ตกใจมาก เขาถามชฎิลว่า “เจ้าทำสินค้าเสียหายหมดแล้ว หรือ” แต่พอทราบว่า เด็กชายชฎิลขายสินค้าได้หมด เขาก็ บังเกิดความตื่นเต้นยินดีและอัศจรรย์ใจ และรู้ว่าเด็กคนนี้เป็น ผู้มีบุญมาเกิด

๖ ต่อมา เมื่อชฎิลเติบโตเป็นหนุ่ม อุบาสกจึงยกบุตรสาว ให้ และสั่งให้บริวารสร้างบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารให้อยู่ เมื่อ สร้างเสร็จแล้ว ชฎิลและภรรยาจึงเตรียมตัวย้ายเข้าไปอยู่ใน บ้านใหม่ ในทันทีทชี่ ฎิลก้าวเท้าข้ามธรณีประตูแล้วเหยียบลงที ่ พืน้ บ้านด้วยเท้าเพียงข้างเดียว เหตุมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น คือ มีภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก แทรกแผ่นดินขึ้นมาบริเวณ หลังบ้าน ด้วยอำนาจบุญของเขา ภู เ ขาทองคำนี้ เป็ น สมบั ติ อั ศ จรรย์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น สำหรั บ ชฎิลและลูกชายคนเล็กเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครขุดทอง ออกมาได้นอกจากชฎิลกับลูกชายคนเล็ก คนอื่นแม้จะมีกำลัง มหาศาลเพียงใด หรือใช้วัตถุที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถ ขุดได้ แต่สำหรับชฎิลนั้น เมื่อไรที่ต้องการทองคำ เขาก็ ใช้ จอบเพชรด้ามทองขุดทองขึ้นมาได้เลย ภูเขาทองคำทีเ่ กิดขึน้ อย่างอัศจรรย์นี้ สร้างความแตกตืน่ แก่มหาชนทัง้ หลายเป็นอย่างยิง่ และเมือ่ พระราชาทรงทราบว่ามี ภูเขาทองคำบังเกิดขึ้นที่บ้านของชฎิล ก็ทรงแต่งตั้งให้เขา

www.kalyanamitra.org


44

45

ดำรงตำแหน่ ง เศรษฐี พร้ อ มทั้ ง พระราชทานฉั ต รประจำ ตำแหน่งเศรษฐีให้ นับตั้งแต่นั้นมา ชฎิลผู้มีบุญก็กลายเป็นมหาเศรษฐี ที่มีสมบัติอันมหาศาลยิ่งกว่าใคร ๆ ในแคว้นนั้น มหาชนจึงพา กันเรียกขานเขาว่า “ชฎิลเศรษฐี” ๗ ชฎิลเศรษฐีใช้ชีวิตอยู่ในเพศคฤหัสถ์ท่ามกลางสมบัติ อั น มหาศาลเรื่ อ ยมา จนวั น หนึ่ ง ท่ า นเกิ ด ความเบื่ อ หน่ า ย ในการครองเรือน ท่านเห็นว่า การบวชคือหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ชีวิตพบกับความสุขสงบได้อย่างแท้จริง ท่านจึงคิด หาหนทางที่จะออกบวชเรื่อยมา ต่อมา เมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงไปทูลขอ พระบรมราชานุญาตออกบวช เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต แล้ว ชฎิลเศรษฐีจึงเรียกลูกชายทั้ง ๓ คน มารับมรดก ก่อนอื่น ท่านให้ลูก ๆ ทดลองขุดภูเขาทองคำ ปรากฏ ว่า ลูกคนโตและคนรองขุดไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใด แต่ลูกชายคนเล็กกลับขุดได้ง่ายราวกับขุดดินเหนียว ท่านจึง

มอบภูเขาทองคำให้ลูกชายคนเล็ก แล้วบอกกับลูกอีก ๒ คน ว่า “ภูเขาทองลูกนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อพวกเจ้า และไม่ใช่ของ สาธารณะแก่คนทั่วไป แต่เกิดขึ้นเพื่อพ่อและน้องคนเล็ก หาก ลูกทั้งสองต้องการทอง ก็จงขอจากน้องเถิด” เมื่อกล่าวให้โอวาทและอบรมสั่งสอนลูกเรียบร้อยแล้ว ชฎิลเศรษฐีกก็ า้ วออกจากเรือนไปบวชเป็นพระภิกษุโดยปราศจาก ความอาลัยในทรัพย์สมบัติ ท่านตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ใน เวลาเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น ก็สามารถทำพระนิพพานให้แจ้ง บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พร้อมคุณวิเศษทั้งหลาย ส่วนสาเหตุทที่ า่ นถูกแม่สงั่ ให้คนใช้เอาไปลอยน้ำ สาเหตุ ที่มีภูเขาทองเกิดขึ้นหลังบ้าน และสาเหตุที่ลูกชายคนเล็กขุด ทองจากภูเขาทองได้ อยู่ในเรื่องราวต่อไปนี้ ๘ ย้อนไปเมื่อหนึ่งพุทธันดรที่ผ่านมา ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้น ชฎิลเศรษฐีมีอาชีพเป็นช่างทอง ภายหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน แล้ว มหาชนได้ร่วมกันสร้างพระเจดีย์ทองคำเพื่อบรรจุพระ-

www.kalyanamitra.org


46

47

บรมสารี ริ ก ธาตุ เจดี ย์ นี้ มี ค วามสู ง ๑ โยชน์ สร้ า งโดยใช้ หรดาลมโนศิลาแทนดินเหนียว ใช้น้ำมันแทนน้ำ แล้วก่อด้วย อิฐทองคำ มหาชนทั้งหลายต่างช่วยกันสร้างพระเจดีย์อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง แต่ทองคำยังไม่เพียงพอ เมื่อพระอรหันต์องค์หนึ่ง ทราบข่าว ท่านจึงอาสานำข่าวบุญไปแจ้งแก่ชาวเมือง ท่ า นเดิ น แจ้ ง ข่ า วให้ ช าวเมื อ งทราบโดยทั่ ว กั น ว่ า ทองคำไม่พอสร้างเจดีย์ เมื่อเดินไปถึงบ้านนายช่างทอง ท่านก็ แวะแจ้งข่าวให้นายช่างทองทราบว่า ทองสำหรับสร้างพระเจดีย์ ยังไม่พอ ปรากฏว่าขณะนั้น นายช่างทองกำลังทะเลาะกับ ภรรยาอยู่ เขาอารมณ์ไม่ดี จึงตวาดออกไปว่า “ท่านจงโยน พระศาสดาของท่านลงในน้ำ แล้วจงไปเสีย” ภรรยาของเขาตกใจมาก กล่าวว่า “ท่านทำกรรมหนัก เสียแล้ว ท่านโกรธดิฉัน ก็ควรจะด่าหรือเฆี่ยนตีดิฉัน เหตุไฉน ท่านจึงสร้างเวรกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเล่า” ๙ เมื่อนายช่างทองได้ยินคำพูดของภรรยา ก็ได้สติสำนึก

ผิด และเกิดความร้อนใจในการกระทำของตน เขาจึงเข้าไป ขอขมาพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์กล่าวว่า “ท่านไม่ได้ลว่ งเกิน อาตมาเลย ท่านล่วงเกินพระบรมศาสดาต่างหาก ท่านจงขอ ให้พระศาสดายกโทษให้เองเถิด” พร้อมทัง้ แนะนำให้นายช่างทอง ทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ ใบ บรรจุไว้ภายในพระเจดีย์ แล้วไป กราบขอขมาพระศาสดาต่อหน้ามหาเจดีย์ กรรมหนักจะได้ กลายเป็นเบา นายช่ า งทองตั ด สิ น ใจที่ จ ะทำตามคำแนะนำของ พระอรหันต์ เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ลูกชายทั้งสามฟังว่า เขา ได้กล่าวถ้อยคำล่วงเกินพระบรมศาสดา และตอนนี้กำลังจะทำ หม้อดอกไม้ทองคำบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็นการขอขมา พระองค์ นายช่างทองชวนลูก ๆ ทั้ง ๓ คน ให้มาช่วยกันทำ หม้อดอกไม้ทองคำ แต่ลูกชายคนโตและคนรองปฏิเสธ มี เพียงลูกคนเล็กเท่านั้นที่ตกลงทำบุญนี้กับพ่อ นายช่างทองและลูกคนเล็กสละทองคำจำนวนมากทำ หม้อดอกไม้ทองคำขนาดหนึ่งคืบ ๓ ใบ ด้วยฝีมือที่ละเอียด ประณีต งดงาม เสร็จแล้วก็พากันนำหม้อดอกไม้ทองคำทั้ง

www.kalyanamitra.org


48

49

๓ ใบ ไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แล้วไปกราบขอขมาพระบรมศาสดา น้อมระลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระพุทธองค์ ณ เบื้องหน้าพระเจดีย์นั้น ด้วยวิบากกรรมที่กล่าวคำดูหมิ่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้นายช่างทองถูกทิ้งลงแม่น้ำมาแล้วถึง ๗ อัตภาพ ตลอด หนึง่ พุทธันดร และด้วยอานุภาพแห่งบุญทีไ่ ด้บชู าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (บุคคลบริสุทธิ์) ด้วยหม้อดอกไม้ทองคำที่ล้ำค่าและ วิจิตรงดงาม (วัตถุบริสุทธิ์) เพื่อกราบขอขมาและระลึกถึง พระคุณอันไม่มีประมาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เจตนา บริสทุ ธิ)์ ทำให้ภเู ขาทองคำสูง ๘๐ ศอก บังเกิดขึน้ สำหรับช่างทอง และลูกชายคนเล็กเป็นอัศจรรย์ ภูเขาทองที่เกิดขึ้นกับชฎิลเศรษฐีอย่างอัศจรรย์ เป็น เรื่องจริงที่ปรากฏขึ้นด้วยอำนาจบุญ และถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเป็นตำนานแห่งความดีสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน ๑๐ ประวั ติ ศ าสตร์ ช่ ว ยให้ เ ราเข้ า ใจอดี ต เพื่ อ นำมาเป็ น

บทเรียนในปัจจุบันได้ฉันใด เรื่องราวของชฎิลเศรษฐีก็ช่วย ให้เราเข้าใจ know-how หรือวิธีการในการเป็นเศรษฐี เพื่อ นำมาสร้างความเป็นเศรษฐีให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ฉันนั้น จากเรื่องราวของชฎิลเศรษฐี เราจะเห็นได้ชัดเจนเลย ว่า การเป็นเศรษฐีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถเป็นได้ ด้วยการทำทานหรือการให้ และถ้าใครให้อย่างไร เขาก็จะได้ อย่างนั้นเป็นการตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากให้ทาน อย่ า งถู ก หลั ก วิ ช า คื อ ถึ ง พร้ อ มด้ ว ยวั ต ถุ บ ริ สุ ท ธิ์ เจตนา บริสุทธิ์ และบุคคลบริสุทธิ์ ซึ่งชฎิลเศรษฐีกระทำถูกต้องครบ ถ้วนทั้ง ๓ ประการ ส่งผลให้ท่านได้ครอบครองภูเขาทองคำที่ ตักใช้ไม่รู้จักพร่อง กลับกลายจากคนธรรมดามาเป็นเศรษฐี ระดับ top five คือเป็นเศรษฐีที่รวยอยู่ในระดับ ๑ ใน ๕ ของ เศรษฐีที่รวยที่สุดในครั้งพุทธกาล สำหรับการหล่อรูปเหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ ด้วยทองคำนั้น หากวัตถุทานของเราบริสุทธิ์ เจตนาของเรา บริสุทธิ์ เชื่อได้เลยว่า บุญที่เกิดขึ้นก็สามารถส่งผลให้เรามี สมบั ติ ที่ ยิ่ ง ใหญ่ ไ ด้ เ ช่ น กั น เพราะพระเดชพระคุ ณ หลวงปู่

www.kalyanamitra.org


50

51

ท่านเป็นพระภิกษุที่มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เปี่ยมด้วย คุณธรรมและคุณวิเศษ หากใครทำบุญกับท่านเต็มที่เต็มกำลัง จนกระทั่งบุญเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่ภูเขาทองเลย แม้ภูเขาเพชร ทั้งลูกก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้มิได้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ ในพระไตรปิ ฎ กก็ มี ห ลั ก ฐานบั น ทึ ก ไว้ ว่ า สมบั ติ ที่ ยิ่ ง ใหญ่ ก ว่ า ภูเขาทองหรือคนที่รวยกว่าชฎิลเศรษฐีนั้นมีอยู่จริง ๆ ทั้งนี้ เพราะสมบั ติ ทั้ ง หลายสามารถเกิ ด ขึ้ น ได้ ต ามกำลั ง บุ ญ ของ ผู้เป็นเจ้าของ โดยไม่จำกัดปริมาณและยุคสมัย (จากธรรมบท ภาค ๘)

พระมหากัจจายนะ ๑ การเหยี ย ดผิ ว (racism) เป็ น สิ่ ง ที่ เ คี ย งคู่ กั บ ประวัตศิ าสตร์ของมวลมนุษยชาติตลอดมา แม้ในพระไตรปิฎก ก็มีหลักฐานว่า มนุษย์มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะมาตั้งแต่ยุค ต้นกัป โดยมีจดุ เริม่ ต้นจากมนุษย์ทมี่ ผี วิ พรรณงามเหยียดหยาม มนุษย์ที่มีผิวพรรณทราม

www.kalyanamitra.org


52

53

การเหยี ย ดผิ ว และการแบ่ ง แยกชนชั้ น วรรณะเป็ น สาเหตุแห่งความรุนแรงและก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ปานกลาง ไปจน กระทั่งหนักหนาสาหัส ดังเช่น โศกนาฏกรรมของชนผิวสีที่ ปรากฏในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผู้คนที่มีผิวพรรณคล้ำ (ชนเผ่ามิลักขะ) ที่อยู่ในวรรณะ ศูทรของอินเดีย เป็นต้น การมี ผิ ว พรรณงามจึ ง มิ ใ ช่ แ ค่ สิ่ ง ที่ ดึ ง ดู ด ตาดึ ง ดู ด ใจ ผู้ ค นเท่ า นั้ น แต่ ยั ง มี ส่ ว นในการกำหนดชี วิ ต ความเป็ น อยู่ ไปจนถึงความเป็นความตายของมนุษย์เลยทีเดียว เรื่องราวการสร้างบารมีของพระมหากัจจายนะเป็นอีก เรื่องหนึ่ง ที่เราสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการออกแบบ ชีวิตของเราให้มีผิวพรรณวรรณะที่งดงาม จะได้ไม่ต้องเกิดมา เผชิญกับปัญหาเรื่องการเหยียดผิวหรือการแบ่งชนชั้นวรรณะ ที่เป็นปัญหาคู่โลก ๒ ในครั้ ง พุ ท ธกาล พระมหากั จ จายนะเกิ ด ในตระกู ล

พราหมณ์ที่อาศัยอยู่ในกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตี บิดาของท่าน คือ ปุโรหิตปิติวัจฉพราหมณ์ มารดาคือ นางจันทนปทุมา- พราหมณี แห่งตระกูลกัจจายนะ พระมหากัจจายนะเกิดมาพร้อมกับลักษณะที่โดดเด่น คือ มีผิวพรรณผุดผ่องเหมือนทองคำ บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้ ท่านว่า “กาญจนะ” ซึ่งแปลว่า “ทอง” เมื่อเติบโตขึ้น หนุ่มน้อยกาญจนะได้ศึกษาไตรเพท ซึ่ง เป็นวิชาความรู้ของพราหมณ์ตามธรรมเนียมพราหมณ์จนจบ การศึกษา ต่อมาเมื่อบิดาถึงแก่กรรม หนุ่มน้อยกาญจนะก็ได้ รับตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดา และผู้คนพากันเรียกขานท่านว่า “ปุโรหิตกัจจายนะ” ตามนามของตระกูล ๓ วั น หนึ่ ง เมื่ อ พระเจ้ า จั ณ ฑปั ช โชต กษั ต ริ ย์ แ ห่ ง กรุ ง อุชเชนี ทรงทราบข่าวว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ทรงอยากฟังพระธรรมเทศนา จึงทรงแต่งตัง้ ให้ปโุ รหิตกัจจายนะ ไปกราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จไปยังกรุง อุชเชนี ปุโรหิตกัจจายนะรับราชโองการแล้วเดินทางไปเฝ้า

www.kalyanamitra.org


54

55

พระบรมศาสดาพร้อมด้วยผู้ติดตามอีก ๗ คน เมื่ อ ได้ ฟั ง พระธรรมเทศนา ปุ โ รหิ ต กั จ จายนะและ ผู้ติดตาม ๗ คน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ถึงพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ จากนั้น พระบรมศาสดาประทานเอหิภิกขุ- อุปสัมปทาให้ การบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น ไม่ได้มีลำดับขั้น ตอนเหมือนการบวชในปัจจุบัน แค่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง มีพระดำรัสว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” เท่านั้น เมื่อสิ้นพระดำรัส ผม หนวด และเครื่องนุ่งห่มของผู้บวชก็อันตรธานไป มีเครื่อง อัฐบริขาร ได้แก่ บาตร สบง จีวร เป็นต้น บังเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ และบุญญาธิการที่ผู้บวชสร้างสมมาแต่อดีตชาติ ทำให้ผู้บวช เป็นประดุจดังพระเถระที่มีพรรษาถึง ๑๐๐ พรรษา ๔ เมื่ อ อุ ป สมบทแล้ ว พระเถระทั้ ง ๘ ได้ ก ราบทู ล อาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงอุชเชนี ตามภารกิจที่ได้ รับมอบหมายจากพระราชา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมี พระดำรัสให้พระมหากัจจายนะไปแทน

เนื่องจากพระมหากัจจายนะเป็นพระภิกษุที่มีความรู้ ความสามารถมาก ท่านจึงสามารถอธิบายธรรมะที่พระบรมศาสดากล่ า วเพี ย งย่ อ ๆ ให้ ล ะเอี ย ดได้ และสรุ ป เนื้ อ หา พระธรรมเทศนาที่ยาว ๆ ออกมาเป็นหัวข้อย่อย ๆ ได้ ทำให้ ผู้ฟังเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งได้โดยง่าย ดังนั้น เมื่อท่านไปถึง กรุงอุชเชนีแล้ว ท่านจึงสามารถแสดงธรรมให้พระราชาทรง เลื่อมใสได้โดยง่าย และสามารถประดิษฐานพระศาสนาใน แคว้ น อวั น ตี ไ ด้ ส ำเร็ จ ทำให้ ทั่ ว ทั้ ง พระนครรุ่ ง เรื อ งไปด้ ว ย ผ้ากาสาวพัสตร์ ด้ ว ยความสามารถนี้ ต่ อ มาพระบรมศาสดาจึ ง ทรง ยกย่องท่านว่าเป็นเอตทัคคะ คือ เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในด้านผู้อธิบายเนื้อความโดยย่อให้พิสดาร ๕ นอกจากมี คุ ณ สมบั ติ อั น เลิ ศ ข้ า งต้ น แล้ ว พระมหากัจจายนะยังมีคุณธรรมที่สูงส่ง มีศีลาจารวัตรที่งดงาม เป็นที่ เคารพรักของมนุษย์และเทวดา ดังจะเห็นได้ว่า เวลาที่ท้าว สักกเทวราช (พระอินทร์) ได้พบพระมหากัจจายนะ ก็จะทรง

www.kalyanamitra.org


56

57

เข้ า ไปอุ ปั ฏ ฐากรั บ ใช้ แ ละนวดเท้ า ทั้ ง สองของท่ า น แม้ แ ต่ พระบรมศาสดายั ง ทรงกล่ า วยกย่ อ งพระมหากั จ จายนะ ท่ามกลางหมู่สงฆ์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีทวารอันตน คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เช่นเดียวกับมหากัจจายนะ บุตรของเรา ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา” พระมหากั จ จายนะมิ เ พี ย งเปี่ ย มด้ ว ยคุ ณ สมบั ติ แ ละ ทรัพย์สมบัติ แต่ท่านยังเป็นเลิศด้วยรูปสมบัติ คือมีผิวพรรณ ละเอียดอ่อนผุดผ่องดุจทองคำ และมีรูปร่างสง่างามคล้ายคลึง กับพระบรมศาสดา จนทำให้หลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าท่านเป็น พระบรมศาสดา ๖ หลักฐานประการหนึ่งในพระไตรปิฎกที่แสดงว่าท่านมี ความสง่างามและผิวพรรณวรรณะผ่องใสอย่างยิ่ง ก็คือเรื่อง ราวเหลือเชื่อแต่เป็นความจริงดังต่อไปนี้ .. วั น หนึ่ ง ขณะที่ พ ระมหากั จ จายนะกำลั ง ห่ ม จี ว รจะ เข้าไปบิณฑบาตในเมือง บุตรชายของเศรษฐีแห่งเมืองโสไรยะ คนหนึ่ ง ชื่ อ โสไรยะ นั่ ง ยานพาหนะผ่ า นมากั บ บรรดาสหาย

ครั้นนายโสไรยะเห็นวรรณะอันงดงามผ่องใส ดึงดูดตาดึงดูด ใจของพระเถระ ก็เกิดความคิดอกุศลขึ้นมาว่า “พระเถระรูปนี้ สวยจริงหนอ ควรจะเป็นภรรยาของเรา หรือมิฉะนั้น ภรรยา ของเราก็ควรจะมีผิวพรรณงดงามเหมือนพระรูปนี้” ด้วยบาปหนักที่จาบจ้วงพระอรหันต์ ทำให้นายโสไรยะ กลายร่างเป็นผู้หญิงในทันที นายโสไรยะซึ่งขณะนี้กลายเป็น นางโสไรยะไปแล้ว รู้สึกตกใจและอับอายมาก จึงรีบลงจาก ยานพาหนะแล้วเดินไปยังกรุงตักสิลา บรรดาเพื่อนฝูงของนายโสไรยะพากันออกตามหาเขา แต่ไม่พบ ส่วนบิดามารดาของเขาก็พากันร้องไห้ด้วยความ เศร้าโศกเสียใจ เพราะคิดว่าบุตรคงเสียชีวิตไปแล้ว ฝ่ า ยนางโสไรยะได้ ติ ด ตามกองเกวี ย นของพ่ อ ค้ า ไป จนถึงกรุงตักสิลา เมืองหลวงของแคว้นคันธาระ บุตรชายของ เศรษฐีแห่งกรุงตักสิลาเห็นนางมีรูปงามจึงเกิดความรักและรับ นางเป็นภรรยา ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งเป็นผู้ชาย โสไรยะมีบุตรอยู่แล้ว ๒ คน ดังนั้นจึงเท่ากับว่าเขาเป็นทั้งพ่อและแม่ เป็นทั้งสามีและ ภรรยาในชาติเดียวกัน

www.kalyanamitra.org


58

59

ต่อมา เขามีโอกาสกราบขอขมาพระมหากัจจายนะ เมื่อท่านอโหสิกรรมให้ เขาจึงคืนร่างเป็นชาย แล้วขอบวชใน สำนักของท่าน และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ๗ ส่วนสาเหตุทที่ ำให้พระมหากัจจายนะมีผวิ พรรณวรรณะ ที่งดงามผ่องใสนั้น เกิดจากการทำบุญด้วยทองคำในสมัย พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระมหากัจจายนะเคยถวายแผ่นอิฐทองคำ มีคา่ แสนหนึง่ ทำเป็นฐานของพระสุวรรณเจดียเ์ พือ่ ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ และตั้งความปรารถนาว่า “ด้วยอานุภาพ แห่งบุญที่บังเกิดขึ้นจากการถวายแผ่นอิฐทองคำนี้ ขอให้สรีระ ของข้าพเจ้าจงมีวรรณะเหมือนทองคำทุกภพทุกชาติ” ด้วยอานิสงส์แห่งบุญพิเศษนี้ ทำให้ความปรารถนา ของท่านบังเกิดเป็นความจริง คือ ได้เกิดมามีผิวพรรณวรรณะ งดงามเป็นพิเศษ โดดเด่นยิ่งกว่าคนทั่วไป ๘ ย้อนไปในสมัยพระปทุมตุ ตรพุทธเจ้า ท่านก็เคยถวายอาสนะ

ทำด้วยแก้วผลึกทีฉ่ าบทาด้วยทองชมพูนทุ ซึง่ เป็นทองคำบริสทุ ธิ์ มีฉัตรทำด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ กางกั้นไว้บนยอด และ ถวายพัดวาลวีชนี พัดบวรจามรี แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งการบูชาในครั้งนี้ ทำให้ท่านได้เสวย ทิ พ ยสุ ข ในเทวโลก ได้ บั ง เกิ ด เป็ น เทพราชาผู้ เ ป็ น ใหญ่ ใ น สวรรค์เป็นเวลายาวนานถึง ๑๐ กัป มีรัศมีแผ่ไปโดยรอบ ร้อยโยชน์อยูเ่ ป็นนิจ และได้ไปบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผมู้ ี ฤทธานุภาพมาก มีรัตนชาติบังเกิดขึ้นมากมายเหลือคณานับ ล้วนส่องสว่างโชติชว่ งดังอาทิตย์อทุ ยั ตลอดทัง้ กลางวันกลางคืน พระมหากัจจายนะระลึกชาติไปดูประวัติการสร้างบารมี ของท่านในชาตินนั้ ก็พบว่า เมือ่ ท่านถวายอาสนะแก้วผลึกทีฉ่ าบทา ด้วยทองชมพูนุทอันเป็นทองคำบริสุทธิ์ เพื่อเป็นที่ประทับนั่ง ของพระปทุมตุ ตรพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดได้ถวายอาสนะที่ทำด้วยทองและแก้วนี้ เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเป็นจอม แห่งเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๓๐ กัป จักมีรัศมีแผ่ไป โดยรอบตลอดร้อยโยชน์ ครั้นมาสู่มนุษยโลกแล้ว จักได้เป็น พระเจ้ า จั ก รพรรดิ มี พ ระนามว่ า ปภั ส สระ จั ก เป็ น ผู้ มี เ ดช อันรุ่งเรือง จักได้เป็นกษัตริย์มีรัตนะ ๘ ประการ โชติช่วงอยู่

www.kalyanamitra.org


60

61

โดยรอบทั้งกลางคืนกลางวัน ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น” เมือ่ ระลึกชาติเห็นความดีทที่ ำไว้แล้ว พระมหากัจจายนะ ก็บังเกิดความปลื้มปีติเป็นยิ่งนัก ๙ อานิสงส์จากการ ถวายอาสนะแก้วผลึกฉาบทาด้วยทอง ชมพูนุทแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ส่งผลให้พระมหากัจจายนะ ได้บังเกิดเป็นเทพราชาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ได้บังเกิดเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ เวียนว่ายตายเกิดเสวยสุขอยู่แต่ในสุคติภูมิ เท่านั้น และด้วยบุญที่ ถวายแผ่นอิฐทองคำสร้างเจดีย์ เพื่อ ประดิษฐานพระบรมสารีรกิ ธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาติสดุ ท้ายท่านได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์ ซึง่ เป็นวรรณะ ทีไ่ ด้รบั การยกย่องมากทีส่ ดุ ของอินเดียในสมัยนัน้ และมีผวิ พรรณ งดงามดุ จ ทองคำ แถมยั ง พรั่ ง พร้ อ มด้ ว ยสมบั ติ ทั้ ง ปวงที่ มนุษย์พึงปรารถนา คือ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และบริวารสมบัติ ซึ่งทุกประการล้วนจัดอยู่ในแนวหน้า เมื่อบวชแล้ว ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ได้ เป็น ๑ ใน ๔๑ พระภิกษุสาวกที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ได้

เป็น ๑ ใน ๘๐ อสีติมหาสาวก และพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติ คือ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประกอบด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ คือ มีความรู้แตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุกติ และปฏิภาณ ๑๐ จะเห็นได้ว่า อานิสงส์จากการสร้างบารมีด้วยทองคำ ของพระมหากัจจายนะสามารถสร้างความสุขความเจริญอย่าง สูงสุดให้แก่ชีวิตของท่านได้ ตัวเราเองหากได้สร้างบารมี ตามอย่างท่านบ้าง ความสุขความเจริญก็จะเกิดขึน้ กับเราเช่นกัน ในช่ ว งนี้ จะมี ก ารหล่ อ รู ป เหมื อ นพระมงคลเทพมุ นี (สด จนฺทสโร) ด้วยทองคำ ซึ่งการหล่อรูปเหมือนด้วยทองคำ องค์ใหญ่ขนาดนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ ถึงมากที่สุด บางคนทั้งชาติอาจจะได้หล่อครั้งนี้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นเมื่อ โอกาสมาถึงแล้ว เราจึงควรตักตวงบุญไปให้มากที่สุด เพราะ ชีวิตของเราในอนาคตจะสมบูรณ์พูนสุขเพียงใด ล้วนเกิดจาก บุญที่สั่งสมมาในอดีตและที่กระทำเพิ่มเติมในปัจจุบันเป็นหลัก ที่ ส ำคั ญ บุ ญ นี้ จ ะเป็ น บุ ญ ใหญ่ ที่ สุ ด อี ก บุ ญ หนึ่ ง ที่ จะกำหนดชะตาชีวิตของเราต่อไปในอนาคต ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ

www.kalyanamitra.org


62 การทำบุญด้วยวัตถุอนั เลิศ คือทองคำ ถวายแด่มหาปูชนียาจารย์ ผูเ้ ลิศ คือพระเดชพระคุณหลวงปู่ เป็นวิธลี ดั ทีจ่ ะสัง่ สมรูปสมบัติ อันเลิศ ทรัพย์สมบัติอันเลิศ และคุณสมบัติอันเลิศ ให้ติดตัว เราไปทุกภพทุกชาติ นอกจากนี้ บุญนี้ยังเป็นบุญพิเศษที่มี อานิสงส์ให้เรามีผิวพรรณวรรณะที่งดงาม ซึ่งผู้มีผิวพรรณงาม นัน้ จัดว่าเป็นผูท้ มี่ รี ปู สมบัติ ซึง่ เป็นหนึง่ ในสมบัตทิ งั้ สาม และ รูปสมบัตินี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา เพราะรูปสมบัตเิ ป็นสิง่ ทีม่ องเห็นได้งา่ ย แค่พบเห็นเพียงครัง้ แรก ก็สร้างความรูส้ กึ ทีด่ ใี ห้เกิดขึน้ ได้แล้ว รูปสมบัตจิ งึ เป็นใบเบิกทาง ในการทำความดีหรือทำกิจการงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ง่ายดาย นอกจากนี้ การมีรูปสมบัติที่งดงาม มีผิวพรรณงาม ยั ง ช่ ว ยให้ เ ราไม่ ต้ อ งประสบกั บ ความทุ ก ข์ จ ากปั ญ หาการ เหยียดผิว ที่เป็นปัญหาคู่โลกมาตั้งแต่ยุคต้นกัปได้อีกด้วย (จากมหากัจจายนะ อรรกถาสูตรที่ ๑๐)

www.kalyanamitra.org


64

65

การหล่อรูปเหมือนทองคำ พระมงคลเทพมุนี พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; Ph.D.) จากรายการข้อคิดรอบตัว ออกอากาศทางช่อง DMC

ทำไมต้องหล่อรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนีด้วยทองคำ ในประเทศต่าง ๆ ทัง้ ประเทศไทยหรือต่างประเทศ ก็ ต าม มี ก ารหล่ อ รู ป บุ ค คลสำคั ญ ในวงการต่ า ง ๆ อยู่ มากมาย เช่ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ เ อก นั ก ปกครองที่ ม ี ชื่อเสียง ฯลฯ หล่อด้วยบรอนซ์ หรือวัสดุต่าง ๆ บางทีก็ แกะสลักจากหินบ้าง เพื่อให้คนระลึกถึงคุณงามความดี ที่ บุ ค คลเหล่ า นั้ น เคยสร้ า งไว้ จะได้ เ ป็ น แบบอย่ า งที่ ดี ให้ ค นดำเนิ น ตาม คนเราพอเห็ น แบบอย่ า งก็ จ ะเกิ ด แรงบันดาลใจอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง การหล่อรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ เหมือนกัน หลวงปู่ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่เสมือนประจักษ์ พยานถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ามีจริง คือถ้า อ่านพระไตรปิฎกเราจะเห็นว่ามีนรก-สวรรค์ มีการปฏิบัติ ธรรม มีการเข้าถึงธรรม และไปรู้ไปเห็นอดีตชาติได้ ระลึก

www.kalyanamitra.org


กระทั่งเข้าถึงธรรมก็เป็นไปได้จริง ฌานสมาบัติมีจริง รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ มีจริง ทุกอย่างประจักษ์ชัดให้เห็น ตรงหน้ า ได้ และมี พ ยานบุ ค คลถึ ง การมี ตั ว ตนของท่ า น มากมาย คื อ ศิ ษ ยานุ ศิ ษ ย์ ทั้ ง ในยุ ค ของท่ า นจนถึ ง ยุ ค ปัจจุบัน พระคุ ณ ของท่ า นนั้ น เหลื อ ล้ น เพราะสิ่ ง เหล่ า นี้ มี คุณค่ามหาศาลต่อความเป็นสัมมาทิฐิของชาวพุทธ ช่วยให้ ชาวพุทธเชือ่ มัน่ ว่า บุญ-บาปมีจริง พระพุทธเจ้ามีจริง การ ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมสามารถทำได้จริง ๆ นรกสวรรค์มีจริง จะได้รักบุญ กลัวบาป หมั่นทำแต่ความดี ส่วนการหล่อรูปเหมือนของท่านด้วยทองคำนั้น จะ ทำให้ ค นที่ ม าเห็ น เกิ ด ความคิ ด ว่ า ท่ า นมี ค วามสำคั ญ อย่างไร ทำไมถึงมีผู้คนจำนวนมากมายมาร่วมหล่อรูป เหมือนของท่านด้วยทองคำ ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ มาศึกษาประวัติชีวิตของท่าน พอทราบแล้วจะได้ลงมือ ปฏิบตั ใิ ห้เข้าถึงธรรมอย่างทีท่ า่ นเข้าถึงบ้าง คุณประโยชน์จะ เกิดขึ้นอย่างมหาศาล การหล่อรูปเหมือนของท่านนั้น เรา

ชาติได้ แต่บางทีคนในปัจจุบันนี้แม้กระทั่งชาวพุทธก็ไม่เชื่อ คำสอนเหล่านี้ บางคนว่าเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ ให้ ไม่กล้าทำบาปทำกรรม ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขารู้สึกว่า เรื่องในพุทธกาล มันไกลตัง้ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ถือว่าเป็นบุคคลร่วมสมัย คือก่อนหน้านี้ราว ๆ ๕๐ ปี ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ไกลจากเรามาก ตัวตนของ ท่าน ภาพท่าน เสียงท่าน เรายังได้เห็นได้ฟัง ลูกศิษย์ ลูกหาที่ปฏิบัติตามที่ท่านสอนก็สามารถเข้าถึงธรรมได้จริง ทำให้คนรู้ว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณในวิชชา ๓ นั้น มี จริง คือคนที่ระลึกชาติได้มีจริง จุตูปปาตญาณ คือคนที่ เห็นการไปเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เห็นชาติก่อนของ คนอื่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีจริง การปฏิบัติธรรมจน

www.kalyanamitra.org


68

69

ไม่ได้ตงั้ ใจเพียงแค่หล่อไว้ให้ผคู้ นมากราบขอพรอันศักดิส์ ทิ ธิ์ จากท่านเท่านั้น แต่หัวใจหลักจริง ๆ คือ ตั้งใจให้เกิดแรง บันดาลใจในการทำความดีตามอย่างท่านด้วย ถ้าหล่อด้วยวัตถุอื่น บางคนก็ยังรู้สึกธรรมดา ๆ แต่พอเห็นหล่อด้วยทองคำหนักเป็นตัน จะเกิดแรงบันดาล ใจ อยากรู้ อยากศึกษาเรือ่ งราวของท่าน เพราะเห็นรูปหล่อ ของท่าน และจะมีคนมาดู มากราบ มาไหว้ มาศึกษา มาปฏิบัติธรรม เป็นพัน ๆ ล้านคน สมมุติว่าหล่อไปหนึ่งตัน สมมุติใช้งบเป็นพันล้าน นี่สมมุตินะ แต่ถ้ามีคนเกิดแรงบันดาลใจทำความดีเพราะ รูปหล่อของท่านเป็นพันล้านคน ก็เท่ากับมีคา่ ใช้จา่ ยคนละบาท เดียวเท่านั้น ใช้เงินบาทเดียวพลิกชีวิตคนให้เป็นคนดี สุด คุ้ม บางคนถามว่าจะมีคนมาถึงพันล้านคนจริงหรือ ถึง แน่นอน เพราะทองคำไม่ใช่ของธรรมดา แต่เป็นโลหะแบบ พิเศษ โลหะอืน่ ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง อยู่ไปสักพักจะมี สนิ ม เมื่ อ มี ส นิ ม แล้ ว จะค่ อ ย ๆ กร่ อ นไปเรื่ อ ย ๆ แต่ ทองคำไม่มีสนิม และแทบจะไม่ทำปฏิกิริยากับสารใด ๆ

เลย ยกเว้ น กรดกั ด ทอง ซึ่ ง ในธรรมชาติ ก็ ไ ม่ มี อ ยู่ แ ล้ ว เพราะฉะนั้น ทองคำจึงมีความคงทนมาก ไม่ใช่แค่พันปี แต่อยูไ่ ด้นานเป็นล้าน ๆ ปี คือเหมือนอยูไ่ ด้ชวั่ กัลปาวสานเลย ดั ง นั้ น นั บ ตั้ ง แต่ ห ล่ อ รู ป เหมื อ นของท่ า นเสร็ จ ไปแล้ว สมมุติว่าแต่ละปีมีคนมาบูชาท่านประมาณ ๒-๓ ล้านคน แค่พันปีก็ ๒-๓ พันล้านคนแล้ว แต่ความจริงแล้ว นับวันจะมีคนมาบูชาท่านมากขึ้น ๆ ต่อไปไม่ใช่ปีละ ๒-๓ ล้า นคน แต่ ม ากกว่ า นี้ หนึ่ ง พั น ล้ า นคนต่ อ ปี เ ป็ น ตั ว เลข ขั้นต่ำ และยอดรวมอาจจะเป็นหมื่นล้านหรือแสนล้านคน เพราะอายุ ข องทองคำยาวนานมาก ดั ง นั้ น การหล่ อ รู ป เหมือนของท่านด้วยทองคำจึงคุ้มค่ามาก การหล่ อ ด้ ว ยทองคำนั้ น นอกจากมี ค วามคงทน ถาวรและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ทราบข่าวเกิดความ รู้สึกอยากจะศึกษา อยากจะรู้ อยากจะมาพบท่าน และ ปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านแล้ว ยังเป็นการที่เราได้ใช้วัตถุ ธาตุที่มีคุณค่าบูชาคุณพระเดชพระคุณหลวงปู่ ในการบูชา นั้น ถ้าทำแบบไม่ตั้งใจ เช่น เด็ดดอกไม้ข้างทางมาบูชา ก็

www.kalyanamitra.org


70

71

มีอานิสงส์ระดับหนึง่ แต่ถา้ ทำด้วยความตัง้ ใจ หาสิง่ ทีม่ คี า่ สูง อานิสงส์ที่เกิดขึ้นย่อมมากไปตามส่วน ทองคำเป็นวัตถุธาตุทลี่ ำ้ ค่า เรารูก้ นั ว่าทองคำอยูใ่ นดิน แล้วเอาดินมาถลุงก็จะได้ทอง และกว่าจะได้ทองสักนิดหนึง่ ต้องเอาดินมาเป็นจำนวนมาก นั่นคือ ณ ปัจจุบัน แต่จุด เริ่มต้นที่แท้จริงแล้ว ทองเกิดจากต้นไม้ เราเคยได้ยินชื่อ ทองชมพูนุทและชมพูทวีปไหม ชมพูทวีปก็คือโลกของเรา ทั้งใบ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าคือประเทศอินเดีย ความจริง โลกทั้งโลกนี้คือชมพูทวีป คำว่า “ชมพู” แปลว่า “ไม้หว้า” เป็นชื่อต้นไม้ ทวีปนี้ที่ชื่อชมพูทวีปเพราะว่ามีไม้หว้าเป็นไม้ ประจำทวีป ไม้หว้าเป็นไม้ใหญ่มาก เกิดมาในยุคต้นกัป มี ผลเป็นทองคำ ทองคำในโลกปัจจุบนั นีม้ าจากไม้หว้า ทองคำ จึงถือเป็นโลหะชนิดแรกของโลกก็ว่าได้ เมื่อผลหว้าตก จากต้นก็กระจายออกไปปนอยู่ในน้ำและในดินผสมผสาน กันไป ปัจจุบันแหล่งทองที่มากที่สุดอยู่ในน้ำทะเล

การทีไ่ ปสกัดทองคำขึน้ มา แล้วเอามาหล่อรูปเหมือน พระเดชพระคุณหลวงปู่ ก็เสมือนกับว่าเอาต้นแห่งโลหะ ประจำทวีป ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าสูงมาหล่อรูปเหมือนของท่าน ทองคำเป็นโลหะพิเศษที่ไม่ธรรมดา จะหล่อบุคคลที่ไม่ ธรรมดา ก็ต้องใช้โลหะที่ไม่ธรรมดา ที่มีค่าสูง เพื่อทำให้ เกิดสิ่งที่ไม่ธรรมดา คือเกิดผลสะเทือนออกไปสู่ชาวโลก ทัง้ ปวงจากองค์ของท่านทีห่ ล่อสำเร็จแล้ว ข่าวจะแพร่หลาย ออกไป และจะมีผู้คนค่อย ๆ ทราบ แล้วหลั่งไหลมาบูชา ท่าน ศึกษาเรื่องราวของท่าน และปฏิบัติตามปฏิปทาของ ท่าน คนดี ๆ จะเกิดขึ้นในโลกมากมายจากการหล่อรูป เหมือนทองคำของท่านในครั้งนี้ อานิสงส์ของการหล่อรูปเหมือนทองคำ พระมงคลเทพมุนี การหล่อรูปเหมือนหลวงปู่จะมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นกับเรา คือ ไม่ว่าเราจะเกิดภพใดชาติใดก็ตาม เรา

www.kalyanamitra.org


72

73

จะได้ รู ป กายที่ แ ข็ ง แรง สมส่ ว น สง่ า งาม ส่ ว นการที่ หล่อท่านด้วยทองคำ จะส่งผลให้ตอ่ ไปจะมีภเู ขาทองเกิดมา คู่กายเราเลย คือจะมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องเกิดขึ้น พอเกิดมาภูเขาทองก็เกิดขึ้นที่หลังบ้านด้วย และมีพลั่ว เป็นเพชร ถึงเวลาไม่ต้องไปถลุง พอตักปั๊บทองก็ออกมา อย่างง่าย ๆ ด้วยอำนาจบุญ ตักวันนี้ พรุ่งนี้ก็เต็มขึ้นมา เหมือนเก่า ไม่รู้จักพร่อง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ลำบากด้วย การทำมาหากิน ชีวิตมีแต่เพียงว่า เราจะเอาทรัพย์ไปแบ่ง ให้ใครดี จะทำบุญกับคนทั้งโลกอย่างไรดี เราจะใช้เวลาที่ เกิดมาในการทำความดีให้เต็มที่อย่างไร ถ้าเรามีภูเขาทองอย่างนี้ ก็เหมือนกับสามารถไป ถอนเงินแบงก์ออกมาใช้โดยไม่รู้จักหมด อารมณ์ความคิด จะเปลี่ยนไปเลย เราจะไม่คิดอยากได้อะไรแล้ว เพราะมีทุก อย่างเหลือเฟือ คิดแต่จะให้ คิดแต่ว่าจะทำความดีต่อไป อย่างไร ทำบุ ญ กั บ หลวงปู่ อ านิ ส งส์ ม หาศาล เราหล่ อ รู ป เหมือนทองคำเพื่อบูชาท่าน เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป จะมี

ผู้คนหลั่งไหลมาบูชาท่านอีกมากมาย คนเหล่านั้นจะได้ ศึกษา ได้ดำเนินชีวิต ได้ปฏิบัติธรรมตามปฏิปทาของท่าน เขาไปทำความดีมากเท่าไร เราได้บุญตลอด เพราะเรา เป็นต้นบุญ แม้จากโลกนี้ไปอยู่บนสวรรค์แล้ว บุญก็ยังส่ง ผลต่อเนื่อง เพราะรูปหล่อของท่านอยู่ได้เป็นล้าน ๆ ปี เวลามีคนมากราบไหว้ท่าน บูชาท่าน และมาทำความดี เรา ได้บุญตลอด บุญนี้ไม่ได้ส่งผลครั้งเดียวจบ แต่ส่งผลต่อ เนื่องยาวนานเป็นล้าน ๆ ปี แล้วเวลามีคนมาทำความดีตามหลวงปู่เป็นพันล้าน เป็นหมื่นล้านคน ส่วนแห่งความดีที่เขาทำทั้งหมดจะเกิด ขึ้นกับเรา ทำทีเดียวได้เป็นพันล้านหมื่นล้านเท่า บุญขนาด ไหน อานิสงส์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา เป็นโอกาสที่หาได้ยาก เพราะการหล่อรูปเหมือนด้วยทองคำเป็นตันอย่างนี้ เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เสร็จครั้งนี้แล้วจะมีเมื่อไรอีกก็ไม่รู้ ทั้ง ชาตินี้เราอาจจะได้หล่อครั้งนี้อีกครั้งเดียวก็ได้ เพราะฉะนั้น มีโอกาสแล้วก็ตั้งใจเอาบุญกับท่านให้เต็มที่

www.kalyanamitra.org


74

75

คนที่ ช วนญาติ ส นิ ท มิ ต รสหายมาร่ ว มบุ ญ นี้ ด้ ว ย จะได้ อานิสงส์อย่างไรบ้าง บุญยิ่งเพิ่มทับทวี คนที่เราชวนมา เขาก็ได้บุญของ เขา เราก็ได้บุญที่ไปชวนเขามาทำความดีด้วย เคยมีผู้ถาม พระสารีบุตรว่า ทำไมคนบางคนเกิดมาแล้วรวยทรัพย์แต่ จนเพื่อน บางคนรวยเพื่อนแต่จนทรัพย์ บางคนรวยทั้ง เพื่อนรวยทั้งทรัพย์ บางคนจนทั้งเพื่อนจนทั้งทรัพย์ ท่าน บอกว่า คนที่รวยทรัพย์แต่จนเพื่อน เพราะว่าเวลาทำบุญทำ ลำพังแค่ตวั เองไม่ชวนใคร เกรงใจเขา กลัวจะรบกวนเขา ถึง เวลาเลยไม่มเี พือ่ น ถ้าจะมีบา้ งก็มแี ต่เพื่อนเกเร เพื่อนดี ๆ ไม่มี เพราะไม่เคยชวนใครทำความดี มีแต่ชวนกันไปกิน เหล้า เลยมีแต่เพื่อนเกเรเยอะ บางคนรวยเพื่อนแต่จน ทรัพย์ เพราะว่าชวนเขาทำบุญแต่ตัวเองไม่ทำ เลยมีเพื่อน เป็นมหาเศรษฐีแต่ตวั เองจน คนไหนทีร่ วยทัง้ ทรัพย์รวยทัง้ เพือ่ นก็เพราะว่า ตัวเองทำด้วยและไปชวนคนอื่นเขาทำด้วย แต่คนที่จนทั้งทรัพย์จนทั้งเพื่อน เพราะว่าตัวเองก็ไม่ทำ และไม่เคยชวนใครด้วย แถมบางทีเห็นใครเขาทำบุญยังไป ว่าเขาอีก

เพราะฉะนั้น การชวนคนทำความดีมีผลมาก ถ้า เขาทำแล้ ว เราก็ จ ะมี ส่ ว นในบุ ญ ด้ ว ย เหมื อ นกั บ เป็ น ปัตตานุโมทนามัยส่วนหนึ่ง คือนึกชื่นชมสิ่งที่เขาทำ ถึง คราวเราจะทำอะไร จะมีคนอำนวยความสะดวกให้หมด ติดต่อเจรจาธุรกิจการงานทุกอย่างราบรื่นหมด ทำบุญหล่อทองแล้ว อธิษฐานอย่างไรจึงจะได้บุญมาก ก่อนอื่นเราต้องชัดเจนว่า เรามาทำบุญในครั้งนี้ เรา จะมาหล่อหลวงปู่ ให้เรานึกถึงความสำคัญของพระเดชพระคุ ณ หลวงปู่ ศึ ก ษาให้ เ ข้ า ใจอย่ า งลึ ก ซึ้ ง คื อ รู้ ตั้ ง แต่ ว่ า พระเดชพระคุ ณ หลวงปู่ ท่ า นมี ค วามสำคั ญ อย่างไร ยิ่งเข้าใจความสำคัญของท่านลึกซึ้งมากเท่าไร ความศรัทธาของเราจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น เสร็จแล้วก็นึกถึง คุณประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการหล่อในครั้งนี้ว่า หล่อแล้ว จะเกิดคุณประโยชน์มหาศาลอย่างไร พอเราทราบทั้งก่อน ทำ ขณะทำ และหลังทำอย่างนี้ ความปีติศรัทธาจะเกิดขึ้น ในใจ ยิ่งเกิดมากบุญก็ยิ่งเพิ่มมาก แล้วก็นึกอธิษฐานว่า “ด้วยบุญนี้ เมื่อข้าพเจ้าเกิดภพใดชาติใด ให้ถึงพร้อมด้วย

www.kalyanamitra.org


76

รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ให้สามารถเข้าถึงธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าถึง พระธรรมกายเหมือนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเข้าถึง และได้ทำความดีตลอดไปทุกภพทุกชาติ” อธิษฐานกำกับ ไปอย่างนี้เลย แล้วจะดีมาก ๆ ถูกหลักวิชา

www.kalyanamitra.org

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย


78

79

พระเดชพระคุ ณ พระมงคลเทพมุ นี (สด จนฺ ท สโร) หรื อ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงิน และนางสุดใจ มีแก้วน้อย ในวั ย เด็ ก ท่ า นได้ ศึ ก ษาเล่ า เรี ย นจนสามารถอ่ า นเขี ย นทั้ ง หนังสือไทยและขอมได้คล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านก็ กลับมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโตจึงต้องหาเลีย้ งครอบครัวแทนบิดา เมื่ออายุได้ ๑๙ ปีเศษ ท่านเกิดความสังเวชว่า “การหาเงิน เลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกัน ทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมีก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทำมา อย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านคิดแล้วก็อยากออกบวชเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ จึงจุดธูป บูชาพระ และอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวช ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต”

ต่อมา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ขณะมีอายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัด สุพรรณบุรี ได้ฉายาว่า “จนฺทสโร” นับแต่วันแรกที่บวช ท่านก็เริ่มฝึก ธรรมปฏิบัติทุกวันตลอดมา ควบคู่ไปกับการเรียนคันถธุระ ท่านจำพรรษาอยูท่ วี่ ดั สองพีน่ อ้ ง ๗ เดือนเศษ จากนัน้ เดินทาง ไปจำพรรษาอยูท่ วี่ ดั พระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ กรุงเทพฯ ท่านศึกษา ความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชีย่ วชาญภาษาบาลี จากนัน้ จึงตัง้ ใจเรียนวิปสั สนาธุระให้ยงิ่ ๆ ขึน้ ไป โดยขวนขวายไปศึกษาธรรมปฏิบัติจากพระอาจารย์หลายท่านและ ศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค

ค้นพบวิชชาธรรมกาย

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ท่านไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดโบสถ์ (บน) ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ ก่อนออกบิณฑบาต ท่านระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ ว ยั ง ไม่ บ รรลุ ธ รรมของพระพุ ท ธเจ้ า เลย ทั้ ง ที่ ก ารศึ ก ษา ของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน เราควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็น ของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็น ผู้ตกอยู่ ในความประมาท”

www.kalyanamitra.org


80

81

หลังกลับจากบิ ณ ฑบาต ท่ า นจึ ง เดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้ง ปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็ จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุด เดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่า ฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น เย็ นวั น นั้ น หลั ง จากลงพระปาติ โ มกข์ แ ล้ ว ท่ า นก็ เ ข้ า ไปใน อุโบสถ เพื่อปรารภความเพียร ท่านหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ปี ที่ ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุ ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรู้เห็นเลย ท่านจึงตั้งสัจจาธิษฐานทำสมาธิ ภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” จากนั้ น ก็ นั่ ง เจริ ญ สมาธิ ภ าวนา เวลาผ่ า นไปประมาณครึ่ ง ค่ อ นคื น ใจหยุ ด สงบนิ่ ง ที่ ศู น ย์ ก ลางกายได้ ส่ ว นพอดี ดวงกลมโต ใสบริ สุ ท ธิ์ ที่ ศู น ย์ ก ลางกายที่ เ ห็ น เมื่ อ เพลยิ่ ง ใสสว่ า งมากขึ้ น ราว กระจกเงา ใหญ่ขนาดเท่าดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป ขณะนั้ น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้ นว่ า “มั ช ฌิ ม า ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัต ิ

ขณะเดียวกันก็ปรากฏมีจดุ เล็ก ๆ เรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาในดวงกลม ใสสว่างที่ศูนย์กลางกายนั้น ท่ า นคิ ด ว่ า “นี่ ก ระมั ง ทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อย ๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่า ซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลางจุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็เห็นดวง ใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่าลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่าง ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ในเวลานั้ น ท่ า นเข้ า ใจอย่ า งชั ด เจนด้ ว ยตนเองว่ า ธรรมะ ของพระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า นี้ ลึ ก ซึ้ ง นั ก พ้ น วิ สั ย ของการที่ จ ะตรึ ก นึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะ เข้าถึงได้ต้องทำให้ใจ คือ ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุด เดี ยวกั น พอหยุ ด ก็ ดั บ ดั บ แล้ ว จึ ง เกิ ด ในเวลาต่ อ มาท่ า นจึ ง กล่ า ว สรุปไว้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” การเข้าถึงพระธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงปู่นับเป็น การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามหรือจดจำ จากตำรา แต่เป็นการรูเ้ ห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ทมี่ อี ยูภ่ ายในด้วยตนเอง โดยการดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง วิธีการดำเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางอันเป็นหนทางสู่ ความพ้นทุกข์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ ดำเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบสองพันปี การค้นพบของท่านจึงเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ และยังเป็นพยานยืนยันพระดำรัส ของพระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ที่ ต รั ส ไว้ แ ก่ เ หล่ า พระสงฆ์ ส าวกว่ า

www.kalyanamitra.org


82

83

“ธรรมกายเป็นชื่อของตถาคต” เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านก็ มุง่ มัน่ ในการทำสมาธิภาวนา ยิง่ ปฏิบตั กิ ย็ งิ่ ลึกซึง้ มากขึน้ เมือ่ ออกพรรษา แล้ ว ท่ า นเดิ น ทางไปปฏิบัติธรรมและสอนธรรมปฏิ บั ติ ที่ วั ด บางปลา ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม สอนอยู่ราว ๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุ ปฏิบัติได้ ๓ รูป และฆราวาส ๔ คน ถือเป็นพยานในการบรรลุธรรม ของท่าน การสอนครัง้ นีน้ บั เป็นจุดเริม่ ต้นของการเผยแผ่วชิ ชาธรรมกาย ต่อมาท่านเดินธุดงค์ไปสอนธรรมะในที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชนมาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก และต่างได้รับผลดี ตามความตั้งใจในการปฏิบัติของตน ในราวกลางปี พ.ศ. ๒๔๖๑ (กลางรัชกาลที่ ๖) ท่านได้รับ แต่ ง ตั้ ง ให้ เ ป็ น เจ้ าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่ ง ในขณะนั้ น ชำรุ ด ทรุดโทรมมาก เป็นกึ่งวัดร้าง มีพระประจำวัดอยู่เพียง ๑๓ รูป ท่านทำนุบำรุงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนกระทั่งมีความเจริญ รุ่งเรือง มีพระภิกษุสามเณรถึง ๕๐๐ กว่ารูป มากที่สุดในประเทศไทย ในยุคนัน้ และสร้างความเจริญรุง่ เรืองให้แก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิง่ พระเดชพระคุ ณ หลวงปู่ ท่ า นตระหนั ก ดี ว่ า วิ ช ชาธรรมกาย เป็ น สิ่ ง เดี ยวที่ ส ามารถช่ ว ยชาวโลกให้ พ้ น ทุ ก ข์ ไ ด้ อ ย่ า งแท้ จริ ง ด้ ว ย ความเมตตาอยากให้ทุกคนมีที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐ ท่านจึงทุ่มเท

เผยแผ่ วิ ช ชาธรรมกายโดยเปิ ด สอนทำสมาธิ ภ าวนาที่ วั ด ปากน้ ำ ภาษีเจริญ รวมทั้งส่งพระภิกษุและแม่ชีออกเผยแผ่วิชชาธรรมกายแก่ ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ และในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรป ทำให้มีผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงดวงปฐมมรรค เข้าถึงกายต่าง ๆ และเข้าถึงพระธรรมกายเป็นจำนวนมาก พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของ มหาชนทั้ ง หลายทุ ก ชนชั้ น ทั้ ง ภายในและต่ า งประเทศ ชื่ อ เสี ย ง เกียรติคุณของท่านโด่งดังระบือไกลตั้งแต่ยุคนั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพประมาณ ๕ ปี ท่าน เรี ย กประชุ ม ศิ ษ ย์ เ ป็ น กรณี พิ เ ศษที่ ศ าลาการเปรี ย ญ เพื่ อ แจ้ ง ให้ ทุกคนทราบว่าท่านจะมรณภาพในอีก ๕ ปีข้างหน้า กิจการใดที่ท่าน ดำเนิ น ไว้ แ ล้ ว ขอให้ ช่ ว ยกั น ทำกิ จ การนั้ น ๆ ต่ อ ไป อย่ า ทอดทิ้ ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา พระเดชพระคุณ หลวงปู่เริ่มอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และมรณภาพในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ รวมอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

www.kalyanamitra.org


84

85

เหตุการณ์ในชีวิต

ปี พ.ศ.

อายุ

พรรษา

๒๔๕๐ ๒๔๖๐ ๒๔๖๐ ๒๔๖๑ ๒๔๖๔ ๒๔๗๔ ๒๔๙๐ ๒๔๙๒ ๒๔๙๓

๒๓

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปี พ.ศ.

อายุ

๒๔๒๗ ๒๔๓๖ ๒๔๓๘ ๒๔๔๑ ๒๔๔๖ ๒๔๔๙

พรรษา

๙ ๑๑ ๑๔ ๑๙ ๑ ๒๒

เหตุการณ์ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เกิดที่บ้านสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุร ี เริ่มเรียนหนังสือกับพระน้าชาย ที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เรียนหนังสือที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม บิดาถึงแก่กรรม เริ่มเป็นพ่อค้าข้าว อธิษฐานจิตขอบวชตลอดชีวิต อุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุร ี

www.kalyanamitra.org

๓๓

๑๒

๓๓ ๓๔ ๓๗ ๔๗ ๖๓ ๖๕ ๖๖

๑๒ ๑๓ ๑๖ ๒๖ ๔๒ ๔๔ ๔๕

เหตุการณ์ ย้ายไปวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ บรรลุธรรมที่วัดโบสถ์ (บน) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังจากออกพรรษา ไปเผยแผ่ ธรรมะครั้งแรกที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม ไปอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน ตั้งโรงงานทำวิชชา ได้ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ เป็นพระภาวนาโกศลเถร ทำพระของขวัญรุ่น ๑ และตั้งโรงเรียน


86 ปี พ.ศ.

อายุ

๒๔๙๔ ๒๔๙๖ ๒๔๙๘ ๒๔๙๙ ๒๕๐๐ ๒๕๐๒

๖๗

พรรษา

๔๖

๖๙

๔๘

๗๑

๕๐

๗๒

๕๑

๗๓

๕๒

๗๕

๕๓

เหตุการณ์ ทำพระของขวัญรุ่น ๒ ส่งพระไปเผยแผ่ที่อังกฤษ เป็นพระมงคลราชมุนี ทำพระของขวัญรุ่น ๓ เป็นพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มรณภาพ

รูปเหมือนทองคำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ความยิ่งใหญ่ของผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐ ณ อุโบสถ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ซึ่ ง มี ผ ลต่ อ การเปลี่ ย นแปลงวิ ถี ก ารดำเนิ น ชี วิ ต ของมวลมนุ ษ ยชาติ ครั้งใหญ่ นั่นคือ การที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ค้นพบวิชชาธรรมกาย ของพระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ที่ เ ลื อ นหายไปหลั ง พุ ท ธปริ นิ พ พาน กว่าสองพันปีกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันบำเพ็ญ สมาธิภาวนา

www.kalyanamitra.org


88 จากนั้น ท่านก็นำพาแสงสว่างแห่งพระรัตนตรัยมาสู่ใจของ มวลมนุษยชาติอีกครั้ง ด้วยคำสอนที่ท่านสรุปแนวทางการปฏิบัติไว้ เป็ น หนึ่ ง เดี ย วว่ า “หยุ ด เป็ น ตั ว สำเร็ จ ” โดยการนำใจมาหยุ ด นิ่ ง ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุดที่มีอยู่ในตัวของมวลมนุษยชาติทุกคน และจะนำพา มนุษย์ทุกคนให้หลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ในที่สุด พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง ถ้าไม่มี ท่า น มนุ ษ ย์ ห ลั ง พุทธกาลก็จะยังคงหลับใหลไม่ รู้ จั ก ศู น ย์ ก ลางกาย ไม่ รู้ จั ก หนทางพ้ น ทุ ก ข์ และไม่ รู้ ว่ า หนทางพระนิ พ พานอยู่ ที่ ใ ด จะ ต้องเวียนว่ายตายเกิดตามกระแสแห่งกรรมและอาจพลาดพลั้งตกลง ไปสู่บ่วงแห่งมารโดยง่าย ทำไมต้องหล่อรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนีด้วยทองคำ ทองคำเป็นวัตถุธาตุที่สูงค่า บริสุทธิ์งดงาม และคงทนถาวร แม้ เ วลาจะผ่ า นไปนานกี่ ปี ก็ ยั ง คงคุ ณ ค่ า และความงามที่ เ ป็ น อมตะ ไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ ทองคำจึงเป็นวัตถุธาตุที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะหาได้ ในปัจจุบัน ในการนำมาหล่อรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ เพื่ อ แสดงความกตั ญ ญู ต่ อ ท่ า น ที่ ส ละชี วิ ต ค้ น พบวิ ช ชาธรรมกาย กลับคืนมาให้แก่ชาวโลก และเพื่อประกาศพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน ให้โลกได้ประจักษ์ไปชั่วกาลนาน รวมทั้งเพื่อเป็นสิ่งแทนตัวท่านให้ผู้มี จิตศรัทธาและอนุชนรุ่นหลังมีโอกาสมากราบไหว้บูชา

www.kalyanamitra.org


90

91

นอกจากนี้ รูปเหมือนทองคำของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ยัง จะเป็ น พยานแห่ ง การมี ตั ว ตนของท่ า นแก่ อ นุ ช นรุ่ น หลั ง และเป็ น หลักฐานการค้นพบวิชชาธรรมกายของท่าน ซึง่ จะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของท่านสืบไป ดั ง นั้ น แม้ ท องคำจะเป็ น สิ่ ง ที่ มี มู ล ค่ า สู ง เพี ย งใดก็ ต าม แต่เมื่อนำมาหล่อรูปเหมือนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ก็ยังนับว่าเป็น เพียงสิ่ ง เล็ ก น้ อ ย เมื่ อ เที ย บกั บ ความยิ่ ง ใหญ่ แ ละพระคุ ณ ของท่ า น รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดแก่มวลมนุษยชาติและอนุชนรุ่นหลัง รูปเหมือนทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และศิษยานุศิษย์ร่วมกันหล่อขึ้นนี้ จะนำไปประดิษฐาน ณ เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ คือ สถานที่เกิดของ ท่าน ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี, สถานที่ที่ท่านอุปสมบท คือ วัด สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี, สถานที่ที่ท่านบรรลุธรรม คือ วัดโบสถ์ (บน) จ.นนทบุร,ี สถานทีส่ อนวิชชาธรรมกายและมีผเู้ ข้าถึงพระธรรมกายเป็น ครั้งแรก คื อ วั ดบางปลา จ.นครปฐม, สถานที่ที่ท่ านทำวิช ชาและ เผยแผ่วิชชาธรรมกายจนกระทั่งละสังขาร คือวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสถานที่ที่นำวิชชาธรรมกายเผยแผ่ไปทั่วโลก คือ วัดพระธรรมกาย รูปเหมือนทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) องค์แรก หล่อเมื่อวันมาฆบูชาที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

การบูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่ง

พระเดชพระคุ ณ หลวงปู่ เป็ น พระมหาเถระที่ เ ปี่ ย มล้ น ด้ ว ย คุณธรรมและคุณวิเศษ ท่านมีความตั้งใจที่จะปราบมารประหารกิเลส ให้ สิ้ น เชื้ อ ไม่ เ หลื อ เศษ ไปให้ ถึ ง ต้ น เหตุ แ ห่ ง ความทุ ก ข์ ท รมานของ สรรพสัตว์ทั้งหลาย และมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ เข้ า สู่ อ ายตนนิ พ พานให้ ห มด แม้ ตั ว ท่ า นเองจะเข้ า นิ พ พานเป็ น คน สุดท้ายก็ตาม ท่ า นจึ ง เป็ น ทั ก ขิ ไ ณยบุ ค คลที่ ค วรบู ช าและหาได้ ย ากยิ่ ง ใน จักรวาล ใครได้ทำบุญกับท่าน ได้บูชากราบไหว้ท่าน และปฏิบัติตาม คำสอนของท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส ก็จะได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ยากที่จะประมาณได้ สาธุชนผู้มีบุญที่ปรารถนาจะสักการบูชารูปเหมือนทองคำของ ท่าน เพื่อระลึกนึกถึงพระคุณและคุณงามความดีของท่าน ขอเรียนเชิญ ที่ ม หาวิ ห ารพระมงคลเทพมุ นี (สด จนฺ ท สโร) วั ด พระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนทองคำแท้ ที่เหมือนองค์จริงของท่าน ราวกับฝาแฝด และพร้อมกันนี้ ขอเรียนเชิญผู้มีบุญทั้งหลายทำสมาธิ ภาวนาตามคำสอนของท่ า น เพื่ อ เป็ น การปฏิ บั ติ บู ช า ซึ่ ง จะบั ง เกิ ด ประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตนเอง และยังเป็นการทำความปรารถนาของ พระเดชพระคุณหลวงปู่ที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงพระธรรมกายบังเกิด เป็นจริง

www.kalyanamitra.org


92

93

แหล่งศึกษาและค้นคว้าคำสอนของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

โครงการปฏิบัติธรรม สัปดาห์ ที่สวนพนาวัฒน์

ผู้สนใจศึกษาคำสอนของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือ มรดกธรรมของหลวงพ่อวัด ปากน้ ำ (พระมงคลเทพมุนี) จัดพิมพ์โดยสมาคมศิ ษ ย์ ห ลวงพ่ อวั ด ปากน้ำ, วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หนังสือเล่มนี้รวบรวมพระธรรมเทศนา ๖๒ กัณฑ์ (บางรุ่นมี ๖๓ กัณฑ์) ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เอาไว้ เพื่อเป็นแหล่ง ค้นคว้าคำสอนอันทรงคุณค่าของท่าน สำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของท่าน เพื่อให้ เข้าถึงพระธรรมกาย เรียนเชิญไปทำสมาธิภาวนาร่วมกันได้ที่สภา- ธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๓๐ น. - ๑๑.๐๐ น. และเวลา ๑๓.๓๐ น. - ๑๔.๓๐ น. นอกจากนี้ วัดพระธรรมกายยังจัดโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ สำหรับสาธุชนทีม่ คี วามสนใจทีจ่ ะปฏิบตั ธิ รรมอย่างต่อเนือ่ ง ณ สถานที่ ต่าง ๆ ดังนี้

โครงการธุดงค์สุดสัปดาห์ที่วัดพระธรรมกาย

ทุ ก ๆ วั น ศุ ก ร์ - เสาร์ - อาทิ ต ย์ มี ก ารจั ด ธุ ด งค์ สุ ด สั ป ดาห์ แก่ ส าธุ ช นที่ รั ก การทำสมาธิ ภ าวนา และต้ อ งการเพิ่ ม พู น คุ ณ ธรรม เรียนเชิญผู้สนใจสมัครอยู่ธุดงค์ได้ที่สภาธรรมกายสากล ระเบียง ๖ ด้านที่มีรูปปั้นครุฑ โทร. ๐๘-๙๔๘๕-๗๐๓๙

สวนพนาวัฒน์ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด ทางตอนใต้ ของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาคารปฏิบัติธรรมและบ้านพักพร้อมอุปกรณ์ อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน มีห้องอาหารบริการอาหารเลิศรส สะอาด ถูกหลักอนามัย และมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน สนใจเชิญติดต่อ โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ (ดอกไม้บาน) โทร. ๐๒-๘๓๑-๑๑๓๐-๔, ๐๘-๓๕๔๐-๔๖๓๖, ๐๘-๓๕๔๐-๔๖๓๘ www.dokmaiban.net

โครงการปฏิบัติธรรม สัปดาห์ ที่สวนป่าหิมวันต์

สวนป่าหิมวันต์ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกและดอกไม้งาม บานสะพรั่ง ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีอาคารปฏิบัติธรรมที่เหมาะ กั บ การทำสมาธิ ภ าวนา พร้ อ มสถานที่ พั ก ส่ ว นตั ว สำหรั บ ทุ ก ท่ า นที่ ปรารถนาวันเวลาอันสงบสุข ห่างไกลความวุ่นวายทางโลก สนใจเชิญ ติดต่อโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ (ดอกไม้บาน) โทร. ๐๒-๘๓๑-๑๑๓๐-๔, ๐๘-๓๕๔๐-๔๖๓๘ www.dokmaiban.net

www.kalyanamitra.org


94 โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติ

(The Middle Way Meditation Retreat) เป็นโครงการปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติที่มีความสนใจจะ ฝึ ก สมาธิ โดยมี พ ระอาจารย์ ส อนการทำสมาธิ เ บื้ อ งต้ น เป็ น ภาษา อังกฤษ ด้วยวิธีที่เข้าใจง่าย มีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างอบอุ่นและเป็น กันเอง สถานที่พักสงบ เรียบง่าย บริการอาหารอร่อย ๓ มื้อ พร้อม เครื่องดื่ม ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความสุขสงบทั้งจากการนั่งสมาธิ และจากธรรมชาติรอบ ๆ ตัว สมัครปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติได้ที่ www.meditationthai.org

ขอขอบคุณ

www.kalyanamitra.org

พระมหาสมบัติ อินทฺ ปญฺโญ พระมหานพพร ปุญญ ฺ ชโย พระจิรเวท จิรวิชโฺ ช ขวัญจิตต์ จิตสินธุ ยุวนั ดา คำเทพ


www.kalyanamitra.org

gold-inthepast  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you