Issuu on Google+

ตื่น

นิตยสารเล่มนี้ จะทำ�ให้คุณตื่นจากความกระหาย ตื่นจากความโกรธ ตื่นจากความหลับ...ตื่นเป็นคนใหม่ที่คุณอยากจะเป็น เดือน กันยายน 2555 ฉบับที่

013

แจกฟรี (มีจำ�นวนจำ�กัด ) นิตยสารธรรมะ รูปแบบใหม่ เพื่อคนไทยเข้าถึง..ธรรม..ได้ง่ายขึ้น

“พุทธศาสนาเชิงประจักษ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน” กับ วิจักขณ์ พานิช

คนหนุ่มไฟแรงที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านในและวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่

เติมธรรมในทำ�นอง...มาดูความหมายเพลง Que Sera Sera ที่มีความหมายสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธ

วรรณกรรมนำ�ใจ : กามนิต หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน สิทธารถะ หนังสือที่จะทำ�ให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเมื่ออ่านจบ!! Buddhist’s Mystery : ที่มาที่ไป ของตราธรรมจักรหลักฐานแห่งการทำ�ความดี

วันนี้..คุณได้สาบานกับ ใครไว้หรือยัง ? หาก..สาบานแล้ว สิ่งที่สาบานจะเกิด ขึ้นได้จริงหรือแล้ว พระพุทธศาสนา มีพูดถึงเรื่องนี้ว่า อย่างไร..

“When you change,the world change too.”


โหมโรง

โลกของเราเจริญขึ้น แต่จิตใจของคนกลับต่ำ�ลง ไม่ใช่เพียงแค่จิตใจที่ความเป็นคนหายไป แต่ไทยเรายังถูกครอบ ด้วยวัฒนธรรมตะวันตก อย่างโงหัวแทบไม่ขึ้น โดยเฉพาะ คนรุ่น ใหม่ ที่เติบโตมาในสมัยของโลกาภิวัฒน์ ความถดถอยทั้งหลายมีที่มาจากจิตใจ จิตใจที่ กระหายอยากครอบครองทรัพย์สิน อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยาก มีอย่างเขาอยากเป็นอย่างเขา เมื่อผู้คนถูกความโลภเข้าครอบงำ� จิตใจ แข่งขันดุจเข่นฆ่ากันเพื่อสะสมกระดาษ สะสมชื่อเสียง สะสม อำ�นาจ ด้วยเหตุผลนี้ จึงเกิดนิตยสาร “ตื่น” ขึ้นมา ด้วยความ รู้สึกว่าอยากจะช่วยเหลือจิตใจของคนที่กำ�ลังเศร้า คนที่กำ�ลัง โลภ คนที่กำ�ลังหลง คนที่กำ�ลังโกรธ ให้ “ตื่น” จากความเศร้า ความโลภ ความหลง ความโกรธ ด้วยธรรมะ ในรูปแบบใหม่ที่มี รูปแบบการนำ�เสนอที่แปลกตาไม่เหมือนเดิม ถึงแม้รูปเล่มและการ ออกแบบเราจะทันสมัย แต่ เนื้อหาข้างในเราเป็นไทยและเป็นพุทธ คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พุทธะ แปลว่า รู้ “ตื่น” เบิกบาน คือหมายถึง จิตที่รู้แจ้ง เห็นจริงในชีวิตและโลก เมื่อรู้แล้วก็ “ตื่น”จากความไม่รู้ เมื่อ “ตื่น” แล้วก็เบิกบานสดชื่นหรือไม่มีทุกข์ นี้จึงเป็นที่มาของชื่อนิตยสาร “ตื่น” เนื่องจากมีคำ�ถาม มากมายถามมาว่าทำ�ไมไม่ตั้งชื่อว่า Wake up เพราะมีความ หมายเหมือนกัน เราจึงได้มาอธิบายให้ฟังใน โหมโรง ฉบับนี้ ถึงที่มาที่ไปของนิตยสารและชื่อนิตยสารให้ทุกท่านได้เข้าใจถึง อุดมคติของเราไว้ใน “ตื่น” ฉบับที่ 013

“ตื่น” เถิด.. ชาว ไทย

โหมโรงโดย :วันพุธ มีนิสัยประหลาด Wednesday Wackiness

อกหัก รักคุด ตกงาน หมาตาย เงินหาย นอนไม่หลับ เบื่อโลก โกรธ เพื่อน ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีใครสนใจ คลิกเข้ามาที่ : www.ตื่น.com แล้วคุณจะ “ตื่น” จากทุกสิ่งที่คุณเคยเป็น นิตยสารเล่มนี้ จะทำ�ให้คุณตื่นจากความกระหาย ตื่นจากความโกรธ ตื่นจากความหลับ...ตื่นเป็นคนใหม่ที่คุณอยากจะเป็น


รายการ..ธรรม ดับเพลิง

006

: นิทานโทสะ ตอน อาฆาต

008 สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่

ไปทำ�ความรู้จักกับ ...วิจักขณ์ พานิช... ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทาง ชี วิ ต ทดลองค้ น หาตั ว เองด้ ว ย การศึกษา

014

วรรณกรรมนำ�

ใจ

แนะนำ�วรรณ กรรมอิงธรรม ะ จากผู้เขียนรา งวัลโนเบล

015

Buddhis t’s Mystery

022

024

วัฎจักรกรรม

016

เรื่องจากปก ก า ร ส า บ า น เ ป็ น ก า ร กระทำ�ที่เราจะพบเจอ ได้บ่อยๆแต่มีใครเคยสงสัย ไหมว่า หาก สาบานแล้ว สิ่ ง ที่ ส าบานจะเกิ ด ขึ้ น ได้ จริงหรือ แล้วพระพุทธ ศาสนามี พู ด ถึ ง เรื่ อ งนี้ ว่ า อย่างไร..

เติ ม ธรรมใ น ทำ�นอง

ความหมายเพลง Que Sera Sera ในมุมมอง แบบธรรมะ

027

อณู

เรื่ อ งเล่ า คลายความ ทุ ก ข์ ที่ จ ะทำ � ให้ ค วาม ทุกข์เหลือเพียง อณู

028

Time For ทำ�


กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมมือกับศูนย์เผยแผ่ พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (Thailand Buddhist Channel) หรือ TBC เพื่ อ เผยแผ่ พ ระพุ ท ธศาสนาและนำ � เสนอ ข่าวสารกิจกา คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม การศึกษา พระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ให้แพร่ขยายทั้งใน และต่างประเทศ สามารถรับชมได้ทางดาวเทียมไทย คม 5 ระบบ C-Band (จานดำ�) หรื อสา ม า ร ถ รับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ www.thaibuddhist.tv

ภาพประกอบ : หิมะเหิน

หลี่ฉางผิง หนึ่งในกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ แห่ ง เสฉวนกล่ า วเตื อ นองค์ ด าไลลามะและกลุ่ ม ผู้ เคลื่อนไหวเพื่อธิเบตทั้งหลายว่า การพัฒนาที่จีนจะ เข้าไปทำ�ในธิเบตเป็นเรื่องที่ใครก็หยุดไม่ได้ อย่าเอา ชีวิตมาทิ้งเสียจะดีกว่า ทั้งนี้ความพยายามที่จะหยุดยั้ง จีนในการพัฒนาธิเบตภายใต้แคมเปญ Free Tibet ได้ ส่งผลให้เกิดม็อบขึ้นหลายม็อบและมีคนเสียชีวิตไป แล้ว ซึ่งนายหลี่บอกด้วยว่าที่มีคนตายก็เป็นความผิด ขององค์ดาไลลามะที่ส่งพวกเขาเข้ามา

กปส. ร่วมกับศูนย์เผยแผ่พระพุทธ ศาสนาแห่งชาติก่อตั้งสถานี โทรทัศน์ThailandBuddhist Channel

ข่าวธรรม ข่าวโดย : ฟ้าเวิ้ง

จีนเตือนองค์ดาไลลามะอย่าเอา ชีวิตมาทิ้ง

005

วธ. ยกย่อง ’ท่านพุทธทาส’ ต้นแบบสร้างขันติ-สันติสู่สังคม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงนามข้อตกลงความ ร่วมมือในการดำ�เนินงานร่วมกัน เพื่อเผยแพร่ กิ จ กรรมการแสดงด้ า นศิ ล ป-วั ฒ นธรรมในลั ก ษณะ สาระธรรมและธรรมะบันเทิง กับมูลนิธิหอ จดหมายเหตุพุทธทาส อินท-ปัญโญโดยท่านพุทธทาส เป็นพระภิกษุที่ได้รับยกย่องเคารพนับถือของคนไทย และต่างประเทศ จนยู เ นสโกได้ ป ระกาศยกย่ อ ง ท่านเป็นบุคคลสำ�คัญของโลก ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาล เมื่อปี 2549 โดยมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญจะ เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และกำ�หนดช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยมีคณะกรรมการ ดำ � เนิ น การจั ด กิ จ กรรมร่ ว มกั น ที่ ส วนโมกข์ ก รุ ง เทพ ตลอดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา

แอนิเมชั่น พระพุทธเจ้า ของ โอซามุ เท็ตซึกะ

ท่าน คล้อด อันชิน ธอมัส พระอเมริกันสังกัด นิกายญี่ปุ่น อดีตทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนาม ที่ผันตัวเองจากทหารไปเป็นขี้ยา และในที่สุดได้ไป ปฏิบัติธรรมกับท่านติช นัท ฮัน ที่ฝรั่งเศส จนต่อมา ได้บวชป็นพระ พอบวชแล้ว ยังเดินทางแผ่เมตตาจาก โปแลนด์ถึงเวียดนามอีกด้วย เรื่องราวของท่านนั้นได้ ถูกเล่าไว้ในหนังสือชื่อ สุดทางทุกข์ และจากนี้ต่อไปมัน กำ�ลังจะกลายเป็นหนังสารคดีชื่อ AFTER THE WAR และผู้กำ�กับคือ แมรี่ โบซาคาวสกี ที่มากประสบการณ์ สนใจหนังเรื่องนี้ ตามไปดูได้ที่ www.kickstarter.com ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org


ดับเพลิง 006

นิทาน โทสะ ตอน อาฆาต

ความคิดแค้น อาฆาตมีผล พวงมาจากโทสะ... เมื่ อ เราเก็ บ ความโกรธเอาไว้ ปล่อยให้มันครอบงำ�จิตใจ ขยันคิดซ้ำ� สะสมความโกรธเข้ามาเรื่อย ๆ มันก็ เลยกลายเป็นความพยาบาท อาฆาต หากพู ดถึ ง เรื่ อ งความอาฆาต แค้น หลายคนคงหวาดกลัว คิดไป ถึงเรื่องการตามล่า ล้างแค้นกันเจ็ด ชั่วโคตร ทั้งที่จริงหากเราสังเกตใจตัว เองบ่อย ๆ จะเห็นว่าวัน ๆ หนึ่ง เรามี เรื่องให้ผูกโกรธ อาฆาตกันบ่อย ๆ อยู่ เหมือนกัน วันหนึ่งผมเข้าเวรแล้วไม่มีคน อยู่ที่ทำ�งานเลย พอถึงเวลาใกล้เที่ยงก็ ไม่สามารถหาใครมารับฝากเวรเพื่อจะ ออกไปซื้ออาหารกลางวันได้ ดูท่าวันนี้ ผมมีแววอดกินข้าวแน่ ๆ กระสับกระส่าย หิวก็หิว ห่วง เวรก็ห่วง กลัวว่าถ้าออกไปกินข้าวแล้ว มีคนติดต่องานมาจะไม่มีคนอยู่รับเรื่อง อดทนรออี ก ครู่ ใ หญ่ ก็ ตั ด สิ น ใจรี บ ขั บ มอเตอร์ ไ ซค์ ไ ปซื้ อ ข้ า วราดแกงที่ ร้ า น ใกล้ ๆ คิดว่าใช้เวลาไม่นาน ไม่น่าจะมี ปัญหาอะไร โชคดีที่ร้านยังไม่ค่อยมีลูกค้า ผมจึงบอกแม่ค้าที่คุ้นเคยกันให้ตักข้าว ใส่กล่อง พร้อมกับเร่งแก “ขอด่วนเลยนะป้า...ตอนนี้เข้า เวร ไม่มีคนอยู่ที่ทำ�งาน”

นิทานโดย : ลำ�ธาร สะบัดพู่กันโดย : มังกร ประลองยุทธ

ไม่รู้ว่าเกิดอาเพศ หรือแกอารมณ์เสีย มาจากไหน จึงขัดหูกับคำ�พูดของผม “ถ้ารีบนักก็ไปกินร้านอื่นเลยไป๊” แก ย้อนทันควันอย่างไม่มีแววล้อเล่น ผมฉุนกึก โมโหจัด เดินออก จากร้านทันที โดยไม่แวะสั่งอาหารที่ ร้านอื่น มาถึงที่ทำ�งานก็คิดซ้ำ�ถึงคำ�พูด ป้าขายข้าวแกง ยิ่งคิดยิ่งโกรธ ยิ่งคิดยิ่ง โมโห คิดดูเราหิวก็หิว รีบก็รีบ ห่วง เวรที่รับผิดชอบก็ห่วง ตั้งใจรีบไปรีบมา โดยใช้เวลาสั้นที่สุด กลับเจอเหตุการณ์ แบบนี้...ทำ�ไมป้าแกไม่เข้าใจเลยวะ... สุดท้าย ผมบอกกับตัวเองทันที...จะไม่ เหยียบร้านแกชั่วชีวิต...(ย้ำ�...ชั่วชีวิต) สมัยวัยรุ่น (หลายปีเหลือเกิน) ผมชอบฟังเพลง ซื้อเทปสะสมเป็น ประจำ� ด้วยความที่มีนิสัยง่าย ๆ เซอ ๆ จึงมักแต่งตัวตามสบาย ด้วยเสื้อยืดเก่า ๆ กางเกงขาสั้นแบบปอน ๆ รองเท้า แตะเน่า ๆ ตระเวนไปโน่นมานี่โดยไม่ สนใจว่าใครจะมองอย่างไร ผมไปเลื อ กซื้ อ เทปที่ ร้ า นแห่ ง หนึ่ง หาเทปเพลงที่ต้องการได้แล้วก็ เอาไปให้คนขาย แล้วบอกว่าช่วยเปิด ลองให้หน่อย เผื่อเทปมันจะยืด (เอ่อ... สมั ย นั้ น ต้ อ งลองเทปกั น อย่ า งนี้ จ ริ ง ๆ) ปรากฏว่าคนขายมองผมหัวจด เท้า (เน้น...มองหัวจดเท้าจริง) แล้วพูด อย่างดูถูกว่า...


ซะแบบนั้น ใครเขาจะไปคิดล่ะว่าจะ มี ปั ญ ญาซื้ อ เทปม้ ว นละเกื อ บร้ อ ยได้ (สมัยนั้นดอลล่าร์ละยี่สิบห้าบาทเองนะ ครับ) ผมเก็บความอาฆาต พยาบาท ไว้หลายปีทีเดียว ไม่ไปเหยียบสองร้าน นั้นตามที่ตั้งใจจริง ๆ แต่ทั้งร้านขาย เทป ร้านขายข้าวแกงก็ไม่มีวี่แววว่าจะ เจ๊ง อย่างที่ผมแอบแช่งเลย (น่าแปล กมั้ย?) จนกระทั่ ง ผมได้ พ บครู บ า อาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งให้คำ�แนะนำ�เกี่ยว กับการปฏิบัติธรรมกับผมหลายอย่าง และคำ�พูดหนึ่งของท่าน กระทบใจผม อย่างแรง “ เ ร า น่ ะ เ ป็ น พ ว ก อั ต ต า สูง...แต่คนพวกนี้นะ เวลาที่อัตตา เหวี่ยงกลับ มันก็จะลงมาต่ำ�เร็ว เหมือนกัน” เหมือนโดนจี้ให้เห็นข้อ บกพร่องใหญ่ของตนเอง... ...อัตตาสูง โทสะแรง... ผมทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา นึกอยากให้ตนเองก้าวหน้าขึ้น และ มองเห็นปมใหญ่ที่ค้างคาใจอยู่ ...ร้านขายข้าวแกง กับร้านขายเทป นั้น... ถ้าจะฝึกลดอัตตาตัวตน ก็ต้อง กล้าฝืนคำ�อาฆาต ที่ตนปฏิญาณด้วย โทสะ!

หลั ง กลั บ จากได้ พ บครู บ า อาจารย์ท่านนั้น ผมตัดสินใจเข้าไปนั่ง กินข้าวแกงในร้านที่เคยตั้งใจจะไม่ยอม ไปเหยียบชั่วชีวิต (เฮ้อ...ยังไม่ถึงสิบปี เลยด้วยซ้ำ�) และเข้าไปเดินดูซีดี (แต่ไม่ได้ ซื้อ เพราะระยะหลังไม่ค่อยสนใจฟัง เพลงแล้ว) ในร้านขายเทปที่เคยพูดจา ใส่ผมอย่างดูถูก... เหมือนปมที่มัดใจหลุดออกไป โดยไม่ต้องทำ�อะไร แค่ละความอาฆาต แค้นออกจากใจ...เกิดความปลอดโปร่ง โล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน... นี่ เ อง...ที่ เ ขาบอกกั น ว่ า ... ละความอาฆาต พยาบาทได้ จิตใจ ย่อมเป็นสุข...

007

“ถ้าลองแล้วต้องซื้อนะ” โอ้โห...สีหน้า แววตา น้ำ�เสียงของเธอ ประกาศชัดแจ้งเลยว่า...หน้าอย่างแก (ผมเอง) ไม่มีปัญญาซื้อเทปม้วนนี้ได้ หรอก ชัดช่า...ดูถูกกันเกินไปแล้วโว้ย อาการโกรธจนลมออกหู เ ป็ น อย่ า งไร วันนั้นได้ประจักษ์แก่ตัวเอง ผมตอบ อะไรไปสักอย่างก็จำ�ไม่ได้แล้ว (ยัวะจน หูอื้อ หน้ามืด) หันหลัง ออกจากร้าน พร้อมกับประกาศก้องในใจ..ชาตินี้กูจะ ไม่เหยียบร้านมึงอีกแล้ว... (ขนาดนั้น เชียว) ...นี่แหละ อาฆาต! ทั้ ง สองเหตุ ก ารณ์ เ ป็ น ความ โกรธแค้น อาฆาต พยาบาทที่ไม่ถึงขั้น อยากไปเผาบ้าน ทุบกระจกรถคู่กรณี กันหรอกครับ ความแค้นเคือง ประกอบ กับอัตตาที่ใหญ่คับอก ทำ�ให้ผมโกรธ เกลียดร้านค้าเหล่านั้น จนตั้งใจไม่ อุดหนุนพวกเขาอีก (แถมยังแอบแช่ง ให้มันเจ๊งด้วย) ลืมดูตัวเองไปว่า...ตอนที่บอก ให้ป้าขายข้าวแกงรีบ ๆ ตักน่ะ คำ�พูด ของเราก็ ค งทำ � ให้ เ ขาโกรธเหมื อ นกั น ถึงโดนย้อนเข้าให้อย่างนั้น ก า ร ที่ โ ด น ค น ข า ย เ ท ป ดู ถูกน่ะ... “ลุ๊ค” ของผมมันก็ชวนให้เขา ดูถูกจริง ๆ นั่นแหละ แต่งตัวขอทาน

ที่มาของข้อมูล : http://www.dlitemag.com


สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ 008

จับเข่าคุยโดย : วันพุธ มีนิสัยประหลาด กดชัตเตอร์โดย : วันจันทร์อีกละ!


วิจักขณ์ พานิช “When you change,the world change too.”

009

ทายาทของ นพ.วิจารณ์ พานิช เขามีอาจารย์ ที่นับถือคือ ส.ศิวรักษ์ และถ้าตามศักดิ์เขาเป็น เหลนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ

ที่มาของข้อมูล: http://webcache.googleusercontent.com/


010

“พุทธศาสนาเชิงประจักษ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน” กับ วิจักขณ์ พานิช เมื่อผมได้รับโทรศัพท์จาก บรรณาธิการนิตยสารตื่น ให้ไปสัมภาษณ์กับ วิจักขณ์ พานิช ผมไม่ลังเลที่จะตอบตกลงเพราะเป็นบุคคลๆหนึ่งที่อยากหาโอกาส สนทนาด้วย บรรณาธิการให้เหตุผลว่า “อยากได้คนที่ไม่มีความเชื่อทางศาสนา แต่ศึกษา เรื่องศาสนาเพื่อไปสนทนาธรรม” เขาคือใคร? วิจักขณ์ พานิช วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาฯ ผู้ตัดสิน ใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท “ประวัติศาสตร์ศาสนา” ที่สถาบันนาโรปะ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นอาจารย์สอนที่ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เขาแสดงความคิ ด เห็ น และวิ พ ากษ์ พุ ท ธศาสนาในสั ง คมไทยยุ ค ปั จ จุ บั น น่ า สนใจ ผ่านบทความต่างๆ ในนาม บ้านตีโลปะ เรามีนัดกับเขาที่ร้าน Samsara ที่แปลว่า โลกธรรม ในวันที่เขากำ�ลังเตรียม งานว่าด้วยธรรมนิยม ธรรมาธิปไตย และธรรมิกสังคมนิยม ที่ป๋วยเสวนาคาร นี่คือ บทสนทนาบางส่วนของคนที่ ศึกษาสังคมและพยายามเข้าใจศาสนา กับผู้ที่ศึกษา ศาสนาที่พยายามอธิบายสังคม Q : ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ ก็ คื อ ในปั จ จุ บั น มี ค นขอเอาข้ อ มู ล ที่ ร ะบุ เกี่ยวกับศาสนาของตัวเอง ออกจากบัตร ประชาชนมากขึ้นทุกวันๆ ปรากฏการณ์ แบบนี้กำ�ลังบอกอะไรเราอยู่ ? วิจักขณ์ : ก่อนอื่นเราต้องถามกลับ ไปว่ า คนที่ ต้ อ งการให้ เ ราระบุ ศ าสนา ลงไปในบั ต รประชาชนเขาต้ อ งการ อะไร? ผมไม่ค่อยเห็นความสำ�คัญใน การเอาข้อมูลส่วนนี้ไปพัฒนาการบริการ ประชาชนของภาครัฐ ข้อมูลหมู่โลหิตยัง มีประโยชน์เสียกว่า สิ่งเหล่านี้มันสะท้อน อุดมการณ์แบบเก่าที่มอง “คนไม่มีศาสนา” (irreligion) เป็น เรื่องแปลก มันสะท้อนว่ารัฐต้องการ ควบคุมให้ทุกอย่างมีอุดมการณ์เดียวกัน ความคิดแบบนี้เราเห็นในประวัติศาสตร์ ยุคโบราณที่ผู้นำ�ประเทศมักจะบังคับให้

“คนรุ่นใหม่บางส่วนเขารู้สึกว่า ศาสนาไม่ได้มีความหมายอะไร กับเขา ไม่ได้ทำ�ให้ชีวิตของเขาดี ขึ้น พวกเขามองว่าศาสนาเป็น เรื่องที่ฟุ่มเฟือย มีต้นทุนสูง ไม่มี ประโยชน์ต่อมิติเศรษฐกิจและ การเมืองของเขา”


“ถ้าเราเป็นพุทธที่เป็นอเทวนิยม เรา ต้องพึ่งพาตัวเองเสียก่อน จะไม่มี พระเจ้าองค์ ใดมาช่วยเรา”

011

คนในประเทศนับถือศาสนาเดียวกันกับ ตนเอง Q : แล้วทำ�ไมสังคมไทยจึงเกิดคน ที่ “ไม่มีศาสนา” มากขึ้นๆทุกวัน? วิจักขณ์: ผมว่าคนรุ่นใหม่บาง ส่ ว นเขารู้ สึ ก ว่ า ศาสนาไม่ ไ ด้ มี ค วาม หมายอะไรกับเขา ไม่ได้ทำ�ให้ชีวิต ของเขาดีขึ้น พวกเขามองว่าศาสนา เป็นเรื่องที���ฟุ่มเฟือย มีต้นทุนสูง ไม่มี ประโยชน์ต่อมิติเศรษฐกิจและการเมือง ของเขา จริงๆแล้วพวกเขาเหล่านี้อาจ จะมีโลกทัศน์ที่แตกต่างออกไปก็ได้ เ ข า อ า จ จ ะ ส น ใ จ ใ น เ รื่ อ ง ความเป็นมนุษย์ ความสัมพันธ์ เขาอาจ จะเข้าถึงจิตวิญญาณ (spiritual) ผ่าน การเอาชี วิ ต เข้ า ไปประสบกั บ เรื่ อ งราว ต่างๆ จิตวิญญาณนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เขา ยึดถือมากกว่าทั้งเรื่องธรรมชาติ เรื่อง ความเป็นมนุษย์ ผมมองว่าก่อนที่ เ ร า จะนั บ ถื อ ศาสนาเราต้ อ งเชื่ อ ในความ เป็นมนุษย์ก่อน ถ้าเราเป็นพุทธที่เป็นอ เทวนิยม เราต้องพึ่งพาตัวเองเสียก่อน จะ ไม่มีพระเจ้าองค์ใดมาช่วยเรา

Q: ถ้าหันมามองย้อนกลับมาที่พระ พระในสังคมไทยเป็น “อาชีพ”แบบญี่ปุ่น หรือเป็น “วรรณะ” แบบในอินเดีย? วิจักขณ์ : ในประเทศไทยยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น ประเทศเราเคยมีพุทธศาสนา ที่เจริญงอกงามมากที่คนทั่วๆไป โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่มีความดัดจริตทางเรื่อง ศาสนา พระในบริบทสังคมไทยเดิมๆยังเป็นที่พึ่ง ยังเป็นผู้นำ�ชุมชน เราสามารถพูด คุยหยอกล้อกับพระได้ พระก็เป็นหน่วยหนึ่งทางสังคมเหมือนคนทั่วๆไป แต่พอพระเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบทางการกลับทำ�ให้พระไม่เข้าใจอะไรทาง โลกเลย มันก็กลายเป็นเรื่องของตำ�แหน่งแห่งที่ ทำ�ให้พระส่วนนี้กลายเป็นเครื่องมือ ของกลไกการปกครอง และถอยห่างออกจากสังคมไปทุกที Q : มีบางคนก็บอกพระต้องไปแสวงหาความสงบ แต่บางคนก็บอกว่าพระจะ ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับชาวบ้าน แล้วระยะห่างระหว่างพระกับสังคมควรจะ เป็นอย่างไร? วิจักขณ์ : พระต้องมีความสัมพันธ์กับคน ในสมัยพระพุทธกาลหรือพระในยุค ปัจจุบันที่เข้าไปอยู่ในป่าอย่างไรมันก็ต้องสัมพันธ์กับคน พระต้องพึ่งพาสังคม เช่น แค่พระออกไปบิณฑบาตรนี่ก็ถือว่ามีปฏิสัมพันธ์แล้ว ทางด้านฆราวาสเองก็ปฏิบัติ ต่อพระผิดด้วย เราไม่คิดว่าพระเป็นกัลยาณมิตรพูดคุยได้ วิพากษ์ได้ ต่างฝ่ายก็ต่าง ที่มาของข้อมูล : http://webcache.googleusercontent.com/


012

เกร็งกันจุดง่ายๆนี้ก็ทำ�ให้ยิ่งเกิดระยะห่างต่อกันมากขึ้น Q: แต่พระที่มีชื่อเสียงหลายๆท่านกลับไม่สามารถวิพากษ์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ครั้งที่มีบทความวิพากษ์เรื่อง “ธัมมิกสังคมนิยม” ของท่านพระพุทธทาสภิกขุ หรือ การออกมาทำ�หน้าที่ของ ท่าน ว.วชิรเมธี คนที่วิพากษ์กลับโดนกระแสสังคมติเตียน ว่าไม่ควรวิพากษ์ท่าน ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านเหล่านั้นสูงส่งและการวิพากษ์พระมัน บาป วิจักขณ์ : ถ้าเราวิพากษ์ในเรื่องที่ไม่ใช่รสนิยมส่วนบุคคลผมว่าสามารถ วิพากษ์ได้ พระก็เป็นคนธรรมดามีคนที่ชื่นชอบท่านต่างๆกัน การวิพากษ์เป็นมิติ ทางสังคม ทุกคนมีพื้นที่ทางสังคมที่แชร์ร่วมกัน แต่ถ้าคุณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคุณ อาจจะมีพื้นที่ทางสังคมมากกว่าชาวบ้านธรรมดามีเสียงที่ดังกว่า ถ้าหากไม่มีการ ตรวจสอบ อิทธิพลของท่านเหล่านั้นก็จะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ยกกรณี ท่านว.วชิรเมธี หนังสือของท่านก็จะขายดีไปเรื่อยๆ ทำ�ให้ความคิดของท่านกลาย เป็นกระแสหลักและสุดท้ายถ้าไม่มีใครมาเสนอความเห็นที่แตกต่างออกไป ความคิด ชุดนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมสังคมทั้งหมดไป อะไรที่แตกต่างก็จะกลายเป็นเรื่อง ที่ผิดไปด้วย แต่การวิพากษ์จะทำ�ให้คนที่เป็นที่ยอมรับจะต้องระมัดระวังตัวในการ วางตัวและในการสื่อสารออกไปว่ามีคนจับตาอยู่ มันก็เหมือนกลไกการตรวจสอบ อย่างหนึ่งที่ทำ�ให้คุณไม่สามารถมั่วได้ Q: ต่อจากกรณี ท่าน ว.วชิรเมธี คุณจะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่จู่ๆ วัน หนึ่งพวก “หนังสือธรรมะย่อยง่าย” ของพวกท่าน ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาสมปอง และพระอีกหลายๆรูป ฮิตขึ้นมา คุณจะอธิบายอย่างไร? วิจักขณ์ : ผมว่าสังคมกำ�ลังโหยหาอดีต (nostalgia) เรากำ�ลังอยู่สังคมที่กำ�ลัง จะมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องที่สนุกและง่าย คุณไม่มี หลักอะไรให้ยึดคนส่วนใหญ่กำ�ลังโหยหาความมั่นคงทางจิตใจ เขาเลยต้องการหา

“ทุกๆสิ่งมันไม่ได้จีรัง การ เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลวร้ายด้วย ตัวของมันเอง เพียงแต่ว่ามัน จะใช้เวลาเปลี่ยนแปลงนานเท่า ไหร่ การต่อสู้ระหว่างศรัทธาและ เหตุผลมันเป็นเรื่องคลาสสิก เรา ต้องมีสองสิ่งควบคู่กันไป”

อะไรที่มันง่าย ความสงบแบบเดิมๆ ความ สุขแบบเดิมๆ Q: อีกเรื่องที่กลายเป็นกระแสไม่ แพ้กันก็คือเรื่องของ การชวนไปปฏิบัติ ธรรม หลังความหมายของมันมีความผิด เพี้ ย นว่ า การไปปฏิ บั ติ ธ รรมนั้ น เป็ น การ นำ�เสนอว่าตัวเองนั้นเป็นคนดี จริงๆแล้ว ความหมายของการไปปฏิ บั ติ ธ รรมคื อ อะไร? วิจักขณ์ : ผมมองว่าการปฏิบัติ ธรรมก็คือการปฏิบัติธรรม ก็คือการคุณ ปลีกเวลาไปอยู่กับตัวเอง เรียนรู้ความ รู้สึกให้เท่าทันกับจิตใจของตัวเอง ทุก คนต่างมีเรื่องราวที่เราติดค้างทางจิตใจ การปฏิ บั ติ ธ รรมของคนก็ เ หมื อ นการ


ว่ า ถ้ า เราอยากจะต่ อ สู้ กั บ มั น นานๆเราก็ ต้องคอยบำ�รุงจิตใจของตัวเองด้วย เช่น คุณต้องรู้จักปล่อยวางกับชีวิตบ้าง คือ คุณสู้เต็มที่แต่ถ้ามันยังไม่สามารถเปลี่ยน ไปในวันนี้หรือปีหน้าไม่ได้ก็ต้องเข้าใจ มัน หาความสุขให้ตัวเองไปด้วยไม่งั้น ชีวิตมันจะถูกเผาผลาญไป Q : สุดท้ายนี้เรากำ�ลังพูดถึงสังคม ในยุคเปลี่ยนผ่าน แล้วศาสนาพุทธกำ�ลัง จะเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร? วิจักขณ์ : ศาสนาพุทธกำ�ลังเปลี่ยน ผ่านไปสู่ศาสนาของประชาชน (Secular spirituality) เราต้องบริบททางสังคมก่อน เมื่ อ ความต้ อ งการในการเปลี่ ย นแปลง ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง เรากำ�ลังจะ เชื่อมโลกเป็นโลกใบเดียว หรือแม้กระทั่ง วิกฤตของโลกเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เรื่องของคน เราต้องร่วมรับรู้ไปด้วยกัน ผมว่ามันกำ�ลังผลักดันคำ�ว่าศาสนา ที่เคยแข็งกระด้าง ศาสนาไม่เคยเป็น อะไรที่ บ ริ สุ ท ธิ์ แ ต่ จ ะถู ก นำ � ไปประยุ ก ต์ กับสังคมและวัฒนธรรมมากขึ้น เราจะ ค้นพบความหมายในสังคมของโลก คน ที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายไปในที่สุดหรือก็ ไม่มีความสุขจริงๆหากคุณไปยึดรูปแบบ หลักศาสนาเก่าๆ แต่การครั้งนี้มันจะไม่ เหวี่ ย งแบบญี่ ปุ่ น ที่ ทุ ก คนปฏิ เ สธศาสนา ตอนนี้มันมีปัจจัยที่ทำ�ให้คนเราแสวงหา คำ�ตอบร่วมกันและหาทางเลือกที่มากขึ้น ถ้าอธิบายแบบพุทธก็คือทุกๆสิ่งมัน ไม่ได้จีรัง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลวร้าย ด้วยตัวของมันเอง เพียงแต่ว่ามันจะใช้ เวลาเปลี่ยนแปลงนานเท่าไหร่ การต่อสู้ ระหว่ า งศรั ท ธาและเหตุ ผ ลมั น เป็ น เรื่ อ ง คลาสสิก เราต้องมีสองสิ่งควบคู่กันไป

013

เผชิญหน้ากับตัวเอง แต่พอมันกลาย เป็น กระแสของสังคมที่กลายเป็นเรื่อง ภาพลักษณ์ มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราก็จะต้องตั้ง คำ�ถามกับคนเหล่านั้น เช่น นโยบาย ของรั ฐ ที่ ผ ลั ก ดั น ให้ ค นลาไปปฏิ บั ติ ธรรมได้โดยไม่นับวันลา หรือการงด ขายเหล้าในวันสำ�คัญทางศาสนา ผม ก็ต้องตั้งคำ�ถามว่าการมีนโยบายแบบนี้ มันได้ช่วงองค์กร ช่วยรัฐบาล หรือช่วย สังคมได้จริงหรือเปล่า Q : พอเป็นแบบนี้กลายเป็นว่าคน ที่เห็นแตกต่างจากกระแสค่านิยมหลัก ในสังคมเป็นคนที่ก้าวร้าว แล้วเราจะ มี พื้ น ที่ ใ ห้ กั บ คนที่ เ ห็ น ต่ า งได้ อ ย่ า งไร บ้าง? โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ พยายามทำ � ให้ ค นออกมามี ลั ก ษณะ แบบเดียวกันทั้งสังคม วิจักขณ์ : ผมว่าสื่อในปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่อใหม่ๆ มีพื้นที่ให้กับคน มากขึ้น คนก็มีวิธีคิดแบบปัจเจกมาก ขึ้น โลกมันไม่ได้แคบเหมือนสมัยก่อน ผมว่ า สิ่ ง ที่ สำ � คั ญ ก็ คื อ ถึ ง แม้ ต อนนี้ ยั ง ไม่ มี พื้ น ที่ ใ ห้ สำ � หรั บ คนที่ คิ ด ต่ า งจาก อุดมการณ์หลักทางสังคม แ ต่ สิ่ ง ที่ เราทำ � ได้ ก็ คื อ การช่ ว ยกั น พู ด ช่ ว ยกั น สื่อสารออกมา คนที่ออกมาเป็นปัญญา ชนแถวหน้าต้องยอมเจ็บตัว ช่วงนี้เป็นการผลักดันให้คนออก ไปอยู่ใน 2 ข้างที่ชัดเจน คือฟากที่ ต้องการการเปลี่ยนแปลง และฟากที่ ได้ รั บ ประโยชน์ กั บ อุ ด มการณ์ เ ดิ ม ๆที่ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นคน ที่ ต้ อ งการการเปลี่ ย นแปลงในสั ง คมที่ ไม่มีเสรีภาพทางความคิด สังคมที่มีการ จั บ กุ ม คนที่ เ พี ย งคิ ด ต่ า งกั บ อุ ด มการณ์ หลักทางสังคม ต้องเป็นการต่อสู้ทาง ความคิด เรากำ � ลั ง ต่ อ สู้ กั บ โครงสร้ า งทาง สังคมเดิมที่มันแข็งตัว มันทำ�ให้เราเห็น

ที่มาของข้อมูล : http://webcache.googleusercontent.com/


กรรม ณ ร ร ว ที่มีชื่อ า เป็น น ต ิ ส น า ม ศ า ก ระพุทธ ลเลอรุป พ ง ิ อ ย า เล่ม ล์ฟ เจ นวนิย อ 0 ท ด 0 ภ อ เ 1 ี ะ ล ์ ด ร ร อ ื ป หนังส ดย คา น ็ โ ป เ ้ ก ห า ม ใ เสียง ยกย่อง ร า ก บ ั ิต ผู้ที่ ร ้ น ด ม ไ า ต ิ ก น า ่ าม ีนามว ม ง ่ ึ ซ ้ ู หนังสือก อ่านใน ัดความ ผ จ ง ่ ึ ข ้ น ด ห ้ ู ไ ะ ผ บุรุษ ควร พื่อที่จ ที่คนไทย กามนิต กล่าวถึง มาสัมพุทธเจ้าเ ันเป็นนิรันดร์ เรื่อง ด้เข้า ามสุขอ พระสัม ไ ว จ ็ ต ิ ค ด บ ั น เ ก ม ม า บ ส ้เข้าพบ ิญมา และได้พ พุทธเจ้านั้น ก ะในวัน ด ไ ะ จ ง ั หว พระ ว แล า ้ ได้เผช า ฝ ร น เ ค ต ่ ี า ้ ว ่ ั ข ท เ ช ๆ ร ป ศัย ทุกข์ต่าง ่างการเดินทางไ ท่านหนึ่งเป็นกา ้เสด็จมาขอพักอา ้อ ในระหว นของช่างปั้นหม สัมพุทธเจ้าก็ได สเล่าเรื่องของ า า ้า ขอพักที่บ ั้นสมเด็จพระสัมม มนิตจึงได้มีโอก โดยที่ไม่รู้ ้า กา น เดียวกัน ลังนั้นด้วยพอดี มกับพระพุทธเจ ัมมาสัม ที่บ้านห ละสนทนาธรร อยู่นั้นคือพระส ตนเองแ สมณะที่สนทนา เอง นั่น เลยว่า พุทธเจ้า สิทธารถ ะ เป็นว ที่ประพ รร น ั ขณะเดิน ธ์โดย แฮร ณกรรม แน ท ม ์ ะน า น ั งมาที่ปร น์ เฮสเซ รู้จักกันด ำ�ห ะ อ เท ีว นัง แนวคิดป ่าเขาเป็นผู้ที่ลุ่ม ศอินเดีย โดยเ สือ ป จา ไปสู่การ รัชญาตะวันออ หลงและแตกฉา ็นที่ ก ก นวนิย ค้นหาสัจ น ใ น ห :W ล า ก ั จ ย ธ เ นั่นหมา ยถึงควา รรมของการเว รื่องนี้มีเนื้อหาม ed ียนว่ายต ุ่ง มเพียรท ชีวิตมนุษ ne ี่จะใฝ่รู้ว ายเกิด ย์เกิดขึ้น sd หรือ ่า “อัตต มาทำ�ไม ay คืออะไร า”คือสิ่ง และเพื่อ โดยใน W ใด อะไร แ เรื่องนี้ส ในยุคส ac ละนิพพ ื่อภาพขอ มัยที่สมเ kin า น งส ด es มีพระชน ็จพระสัมมาสัม ังคมของอินเดีย s พุทธเจ้า ม์ชีพอยู่แ ยังทรง ศาสนาพ ละเสด็จออกเ ผ ุทธไปท ั่วชมพูทว ยแผ่ ีป

สทิ ธารถะ

นื่

นุ ให้คนไ น ส บ ั ท สน

รต

อา่ การ รกั

เราเชื่อว่า... การอ่านหนังสือดี ช่วยเปลี่ยนชีวิตคุณได้!

นิตยสา

ที่มาของข้อมูล : http://th.wikipedia.com

วรรณกรรมนำ�ใจ

กา มนติ


Buddhist’s Mystery

ธรรมจักรหลักฐานแห่งการทำ�ความดี

015

บ่อยครั้งที่ใครต่อใครไปวัด แล้วมักเห็นรูปวงกลมที่มีลักษณะเหมือนล้อเกวียน ตามกำ�แพงวัด หรือบนแท่นปูนต่างๆ และหากใครช่างสังเกตอีกนิด ก็จะเห็นว่าซี่ล้อในแต่ละล้อมีจำ�นวนไม่เท่ากัน มี 8 ซี่บ้าง 12 ซี่บ้าง หรือเยอะจนนับแทบไม่ได้ก็มี (สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากความนิยมของช่างแกะ หรือช่างปั้นนั้นเอง) แถมบางที่ยังมีกวางหมอบอยู่ด้านข้างล้อเกวียนนั้นด้วย หากคนที่ไม่ได้สนใจพระพุทธศาสนา อาจไม่เข้าใจว่า เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาอีกอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับพระพุทธรูป แท้ที่จริงแล้วสัญลักษณ์วงล้อนั้นเรียกว่า ธรรมจักร หมายถึง ล้อแห่งพระธรรม เป็นสัญลักษณ์แทน การระลึกถึงพระธรรมคำ�สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนประกอบของวงล้อ ดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีความหมายใน ทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นคือ “วงล้อรอบนอก” หมายถึงความสมบูรณ์ของพระธรรม “แกนกลาง” หมายถึงคำ� สอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นแก่นของการฝึกตนให้พ้นทุกข์ และ “กำ�” (ซี่ล้อ) 8 ซี่ หมายถึงอริยมรรค 8 (เห็น ชอบ ดำ�ริชอบ เจรจาชอบ ทำ�การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบพยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ) กำ� 12 ซี่ หมาย ถึง อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ที่พระพุทธเจ้าแสดงทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิสิปะตะนะมะฤคะทายะวัน) เมืองสารนาท แคว้นพาราณสี ครั้งที่ 2 และ 3แสดงที่เมืองกฤตธาราโกติ แคว้น ราชคฤห์ และที่เมืองไพสาลี จึงเป็น 12 (3x4 = 12) ส่วนกวางที่หมอบอยู่ข้างๆ แสดงถึงสถานที่เกิดขึ้นครั้งแรกของธรรมจักรนี่เอง ดังที่เรื่องราวถูก สืบทอดต่อมาว่า หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกชื่อว่า ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสูตร (ธัมมะ จักกัปปะวัตตะนะสูตร) แก่พระปัญจวัคคีย์ (พวกพระ ๕ รูป) จนพวกเขาได้รู้และเข้าใจธรรมะได้ในระดับ หนึ่ง(บรรลุ) เป็นจุดเริ่มต้นของการหมุนล้อแห่งพระธรรม ถือ เป็นการประกาศหลักปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์แก่ผู้ ปฏิบัติตาม ว่ากันว่าข่าวการแสดงธรรมก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งจักรวาล แม้แต่เทวดายังมาฟังและช่วยกันประกาศข่าวนั้นด้วย ต่อมาในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (กษัตริย์อินเดียราชวงศ์โมริยะ ครองราชย์ พ.ศ. 270 - 310) พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อย่างมาก ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์จำ�นวนถึง 84,000 ในดินแดนประเทศอินเดีย และอัฟกานิสถาน พร้อม กันนั้นในคราวสร้างพระมหาสถูปที่สาญจี แคว้นโภปาล จึงได้สร้างธรรมจักรไว้ที่ประตูทางเข้าด้วย ถือได้ว่า เป็นจุดกำ�เนิดของธรรมจักรในเชิงสัญลักษณ์ ธรรมจักรที่เป็นล้อแห่งพระธรรมนี้เหล่าพุทธศาสนิกชนได้ช่วย กันหมุน และเข็นสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลา 2600 ปีแล้ว ถือว่าเป็นบุญของคนรุ่นหลังที่ยังได้รู้จัก ได้ฟัง ได้ เรียนรู้เข้าใจแต่ถ้าหากนำ�ไปปฏิบัติ คิดดี พูดดี ทำ�ดีตามหลักธรรมนี้ด้วยแล้ว ก็น่าจะเป็นการสร้างความสงบ สุขให้กับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้

เรียบเรียงโดย : ชายชุดดำ� ตัดต่อภาพโดย : คนไทยรึเปล่า ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org


เรื่องจากปก เรื่องจากปกโดย : lucky luciano ภาพโดย : Goodfella

วันนี้..คุณได้สาบานกับ ใครไว้หรือยัง ?

การสาบานเป็นการกระทำ�ที่เราจะพบเจอ ได้บ่อยๆ ในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือที่ไหนๆ ก็มีการสาบานกันทั้งนั้น มีทุก เชื้อชาติและทุกศาสนาอีกด้วยเรามักจะเห็นคน สาบานในสถานการณ์ต่างๆ เช่น


ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org

017

เวลาแก้ตัว เวลาอยู่ในศาล เวลาพูดจา หว่านล้อม จนไปถึงเวลารับตำ�แหน่งต่างๆ ทางราชการ เป็นต้น แต่มีใครเคยสงสัยไหม ว่า หาก สาบานแล้วสิ่งที่สาบานจะเกิดขึ้นได้ จริงหรือ แล้วพระพุทธศาสนามีพูดถึงเรื่องนี้ว่า อย่างไร..


018

..การสาบานคืออะไร.. ในพุทธศาสนาการสาบานก็คือการสัญญาที่มักจะเอ่ยถึงผลรับในทางไสยศาสตร์ อาจ อ้างเอาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาเป็นพยานด้วย เช่น ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใสแต่ก็ขอ ให้เทวดามาเป็นพยานว่าหากโกหกขอให้ฟ้าผ่าตาย เป็นต้น คำ�สาบานนั้นย่อมมีผลทันทีที่สาบาน เพราะการสาบานก็คือสัญญาใจความตั้งใจมั่น ที่จะพยายามลงมือกระทำ�ให้สำ�เร็จ เช่น สาบานว่าจะรักเธอตลอดชีวิต ก็เป็นภารกิจที่ต้อง ไปทำ�กันต่อไป หรือถ้าหากเป็นคำ�สาบานหลอกๆ แบบไม่จริงใจ พูดไปงั้นๆ ก็มีผลเหมือนกัน เพราะการโกหกนั้นย่อมเป็นบาปที่ส่งผลให้สังคมของคนนั้นต้องเสื่อมไป แต่หากไม่ได้ตั้งใจ แม้นผิดก็ให้ผลน้อยหน่อย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากได้สาบานไปแล้ว ความรู้สึกผูกพันต่อคำ� สาบานนั้นย่อมมีผลกับใจไม่มากก็น้อย ทำ�ให้คำ�สาบานในสมัยที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เฟื่องฟู นั้นสำ�คัญมาก เมื่อมาถึงสมัยนี้การสาบานเหมือนจะเป็นเพียงลมปาก ที่คนพูดก็ไม่ได้ให้ความสำ�คัญ อะไรมาก ในบางรายก็สักแต่ว่าพูดให้คนฟังสบายใจเท่านั้น ทำ�ให้นึกถึง ภิสชาดก ซึ่ง เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นฤๅษี และพยายามจะบำ�เพ็ญเพียรเพื่อ ให้พ้นจากทุกข์ โดยชาตินั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกของพราหมณ์มหาศาล มีสมบัติ 80 โกฏิ. ชื่อ ว่า มหากาญจนกุมาร มีน้องทั้งหมดเจ็ดคนเป็นชาย 6 หญิง 1 เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ชวนน้องๆ เพื่อนและทาสหญิงชายบวชเป็นฤๅษี อยู่ที่ป่าหิมพานต์ ก่อนไปอยู่ป่าก็สละทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดที่มีให้แก่ผู้ยากไร้ ตัวเองและน้องๆ ก็อาศัยผลหมากรากไม้ในป่าประทังชีวิตไปวันๆ โดยในแต่ละวันเหล่าฤๅษีก็ช่วยกันจัดเวรทำ�หน้าที่หาอาหาร มาแล้วแบ่งเป็น 11 ส่วน คือ ของฤๅษี + พี่น้อง 8 อดีตทาสชายหญิง 2 เพื่อน 1 เป็นอย่างนี้ทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งพระอินทร์อยากจะลองใจของฤๅษีเหล่านี้ ว่าที่อุตส่าห์ออกมาบวชแบบนี้ แล้วตั้งใจจริงหรือเปล่า เลยแอบขโมยเอาเหง้าบัวของพระโพธิสัตว์ไป แต่ส่วนของคนอื่นๆ ก็ ยังมีฉันอยู่เหมือนเดิม ในวันแรกพระโพธิสัตว์ไม่เห็นเหง้าบัวของตัวเอง ก็นึกสงสัยไปว่า ผู้ที่ออกไปเก็บหาอาหารคงจะลืมส่วนแบ่งของเราแน่ๆ แต่ท่านก็ไม่พูดอะไร จนวันที่สองก็ไม่ ได้รับเหง้าบัวอีก จึงทำ�ให้คิดสงสัยว่าตัวเองได้ทำ�อะไรผิดไปแน่ๆ พวกที่ไปหาอาหารถึงได้ ประณามท่านอย่างนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ�อะไรโดยคิดว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น จนวันที่สาม ก็ยังไม่ได้เหง้าบัวนั้นอีก จึงคิดว่าอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้วสงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้นัดประชุมกันในคืนนั้น เมื่อทุกฝ่ายมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ทำ�การไต่สวน ทันที ถามว่าวันนี้ใครเป็นคนหาอาหารมา ก็มีคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมกับรับว่าเป็นคนไปหามา ท่านก็ถามต่อว่าได้แบ่งส่วนเอาไว้ให้ท่านด้วยหรือเปล่าไม่ ก็ได้ความว่าแบ่ง ท่านเลยถามต่อ ไปถึงเมื่อวานกับวันก่อน คนที่รับหน้าที่ก็บอกว่าแบ่งไว้แล้วทั้งสิ้น แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าท่านนัด ประชุมทำ�ไม จนพระโพธิสัตว์บอกออกมาว่าท่านไม่ได้ฉันอะไรมาสามวันแล้ว


ฤๅษี No.3 : หากผมเอาไปขอให้ได้ เป็นคฤหัสถ์ ทำ�การเพาะปลูกอะไรก็ขึ้น มี ลาภ ยศ กามคุณ บุตร และอยู่ครองเรือน อย่างไม่เห็นความเสื่อมเลย.. ฤๅษี No.4 : หากผมเอาไปก็ขอให้ได้ ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ มีกำ�ลัง มียศ และ ครอบครองแผ่นดินจรดมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเถิด.. ฤๅษี No.5 : ถ้าผมเอาไปก็ขอให้ผมได้ เป็นพราหมณ์ที่เก่งในการทำ�นาย มีชื่อเสียง ดังไม่เสื่อมจนพระเจ้าแผ่นดิน หรือคนมีฐานะ เข้าหาเยอะๆ เถิด.. ฤๅษี No.6 : ถ้าผมเอาไปก็ขอให้ ผมเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดังก้องโลก ในฐานะผู้ เชี่ยวชาญเวทมนต์ อิทธิฤทธ์ิ จนผู้คนมา บูชาเยอะๆ เถิด.. ฤๅษี No.7 (เพื่อนพระโพธิสัตว์) : ถ้า ผมเอาไปขอให้ ผ มได้ รั บ พระราชทานบ้ า น ส่วยที่มั่งคั่ง หรูหรา สมบูรณ์ประดุจเทวดา ประทานให้ และอย่าให้คลายจากความยินดี จนตายเลย.. ฤๅษี No.8 (ทาสชาย): ถ้าผมเอาไป ขอให้ผมได้เป็นนายบ้าน สนุกสนานร้องรำ� ฮัมเพลงอยู่กับเพื่อนๆ ไม่มีเหตุใดให้ต้องถูก จับเลย ฤๅษี No.9 (น้องสาวคนเล็ก) : หากฉัน เอาไปก็ขอให้พระมหากษัตริย์ที่เป็นเอกราช ปราบปรามศัตรูได้ทั่วแผ่นดิน มาสถาปนา ให้เป็นยอดมเหสีที่ประเสริฐกว่าสนมทั้งปวง เถิด.. ฤๅษี No.10 (ทาสหญิง) : หากฉัน เอาไปก็ขอให้ฉันได้กลับไปเป็นทาส ที่ไม่ถูก ทำ�ร้าย อยู่กินแต่ของดีๆ มีแต่ลาภเอาไว้อวด

019

โดยวันแรกท่านนึกว่าถูกลืม ต่อมา ท่านก็คิดว่าคนหาอาหารคงจะไม่พอใจท่าน วันนี้ท่านเลยจะมาขอขมาต่อทุกคน เมื่อได้ ทราบกระจ่ า งว่ า ไม่ มี ใ ครลื ม แบ่ ง ส่ ว นไว้ ใ ห้ ท่านก็เลยสรุปเอาว่าสงสัยในหมู่พวกเราจะมี ขโมยแน่ๆ ขณะนั้น ตรงจุดที่พระโพธิสัตว์ประชุม กันอยู่ นอกเหนือจากสมาชิกฤๅษีที่อยู่ด้วย กันแล้วก็มีเทวดาอยู่ด้วยตนหนึ่ง ช้างหนี ควานเชือกหนึ่ง และลิงที่เคยถูกจับไปสู้กับงู แล้วหนีมาได้อีกตัวหนึ่ง ส่วนพระอินทร์นั้น ทำ � ตั ว ล่ อ งหนแอบอยู่ เ พื่ อ คอยจั บ ผิ ด พวก ฤๅษี ข ณ ะ นั้ น น้ อ ง ช า ย ค น โ ต ข อ ง พ ร ะ โพธิสัตว์ก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ยืนอยู่ท่ามกลาง หมู่ ฤ ๅษี แ ล้ ว สบถว่ า ถ้ า หากผมเอาเหง้ า บั ว ของท่านไป ขอให้ผมจงได้ ม้า วัว เงิน ทอง และภรรยาที่น่าชอบใจ ขอให้มีลูกและเมีย เต็มไปหมดด้วยเถิด.. แทนที่คณะฤๅษีจะรู้สึกแปลกๆ กลับ เป็ น ว่ า คณะฤๅษี รู้ สึ ก ว่ า คำ � สาบานของฤๅษี ตนนี้ช่างรุนแรงเสียนี่กระไร จึงพากันปิดหู เสีย พระโพธิสัตว์ก็เลยบอกว่า ท่านกล้า สาบานหนักแบบนี้คงไม่ได้เอาไปแน่ เชิญ กลับไปนั่งก่อนเถิด จากนั้นฤๅษีคนต่อๆ มาก็ ออกมาสาบานบ้างไล่เรียงกันไปดังนี้ ฤๅษี No.2 : ถ้าผมเอาไปขอให้ได้ทัด ทรงระเบียบ ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้กระแจะ จั น ทร์ แ คว้ น กาสี ( คงประมาณว่ า ขอชุ ด สู ท สุดหรู พร้อมทั้งน้ำ�หอมแบรนด์ดังสั่งจาก ฝรั่งเศสหรืออิตาลี) มีลูกเยอะๆ และพอใจใน กามมากๆ เถิด..

ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org


020

คนทั่วไปด้วยเถิด.. ส่ ว นเทวดาที่ อ ยู่ ดู เ หตุ ก ารณ์ ก็ เ อามั่ ง ถ้าเราเอาไปก็ขอให้ได้เป็นเจ้าอาวาสในวัด ใหญ่ๆ เป็นผู้ที่เก่งทางด้านก่อสร้าง และได้ทำ� หน้าต่างทั้งวันด้วยเถิด (อรรถกถาบอกว่า เทวดาองค์นี้ชาติที่แล้วเคยเป็นเจ้าอาวาสมา ก่อน ได้ก่อสร้างแล้วมีปัญหาในการก่อสร้าง มากทำ�ให้เป็นทุกข์) ช้ า งก็ พู ด มั่ ง ว่ า (เอาเป็ น ว่ า สมั ย นั้ น ฟั ง สัตว์พูดเข้าใจก็แล้วกัน) ถ้าช้างเอาไปก็ขอ ให้ต้องถูกคล้องด้วยเชือกร้อยเส้น ออกจาก ป่าไปอยู่ในเมือง และถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและ สับด้วยขอเถิด.. ลิ ง เห็ น ช้ า งพู ด ก็ เ ลยพู ด บ้ า งว่ า (ด้ ว ย เหตุผลเดียวกันจึงฟังออก) ถ้าลิงเอาไปก็ขอ ให้ถูกจับสวมดอกไม้ ถูกจับไปเจาะหู ถูก เฆี่ยนตีด้วยไม้เรียว ถูกเอาไปฝึกแสดงกัดกับ งูให้คนดูเถิด.. พอทุกคนได้สาบานกันแบบนี้แล้ว เพื่อ ไม่ให้คนอื่นๆ คิดว่าท่านแกล้งบอกว่าของ หาย พระโพธิสัตว์ก็เลยสาบานมั่งว่า ทุกๆ ท่าน หากเราแกล้ ง บอกว่ า ของที่ ไ ม่ ห ายไป ว่า หาย ก็ขอให้เราได้กลับไปบริโภคกาม เหมือนเดิมเถิด ขอให้ตายอยู่ในเพศชาว บ้านนั้นเถิด.. พอทุกชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้นสาบาน กันเสร็จ พระอินทร์ก็สะดุ้งและสงสัยว่า ทำ � ไมฤๅษี พ วกนี้ ถึ ง สาบานแบบนี้ ทำ � ไมถึ ง

ได้รังเกียจกามคุณถึงเพียงนี้ (สังเกตว่าทั้ง เทวดาและสั ต ว์ ยั ง สาบานในลั ก ษณะกลั ว ทุกข์จากเภทภัยอยู่ แต่ฤๅษีสาบานแช่งตัว เองให้พบกับความเจริญในกามคุณ)จึงแสดง ตัวแล้วเข้าไปถามพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็ได้รับคำ� ตอบว่า สัตว์ทั้งหลาย(รวมสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง) ชอบแสวงหากาม ใช้ชีวิตตามพอใจเสพสุข ไปเรื่อยๆ แต่ที่ฤๅษีไม่สรรเสริญกามนั้นก็เพราะ กามนั่ น เองที่ ทำ � ให้ สั ต ว์ ทั้ ง หลายต้ อ งถู ก ทำ�ร้าย ถูกจองจำ� ทำ�ให้ทุกข์และภัยเกิดขึ้น ทำ�ให้เกิดความประมาท ทำ�ในสิ่งที่เป็นบาป ต้องประสบกับวิบากกรรม ตายแล้วก็ไปนรก เพราะเป็นโทษแบบนี้ ฤๅษีเลยไม่สรรเสริญ กาม พระอิ นทร์ ได้ ยินดั ง นั้ นเลยรู้ สึก เสี ย ใจ บอกว่า เราต้องการเพียงแค่ลองใจพวกท่าน ว่าจะน้อมใจไปกามหรือเปล่า เลยเอาเหง้าบัว ของท่านไปซ่อน พวกท่านเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ แล้วก็ส่งเหง้าบัวให้ฤๅษี พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นเลยกล่าวว่า นี่ ท่ า นราชาแห่ ง เทพพวกเราไม่ ใ ช่ ข องเล่ น ของท่านนะ ไม่ใช่คนที่ท่านจะมาทำ�ล้อเล่น


ไ ม่ ว่ า ใ ค ร จ ะ มี ท่ า ที ต่ อ คำ � ส า บ า น อย่างไร คำ�สาบานเป็นส่วนหนึ่งของความ เชื่อใจในสังคม และก็ยังยึดครองพื้นที่แห่ง คำ�ว่า “บาป” ไว้ในทุกศาสนาอยู่ดี ฉะนั้ น ในยุ ค นี้ แ ม้ จ ะมี ค วาม ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน ในเมื่อเรายังเชื่อว่าการอธิษฐานขอพร สิ่งต่างๆ จะได้ผล ก็ไม่อาจปฏิเสธความ เชื่อความศรัทธาในเรื่องนี้ได้ทั้ง 100% อยู่ดี เลยทำ�ให้อยากรู้จังเลยว่านักการ เมื อ งบ้ า นเราที่ ส าบานกั น แบบนี้ บ่ อ ยๆ เขาจะกลัวบาปกันบ้างไหมหนอ.....

ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org

ด้วยได้ ไม่ใช่พวกพ้องไม่ใช่สหายท่าน มา ล้อเล่นกับเราแบบนี้หมายความว่าอย่างไร พระอินทร์จึงขอขมาว่า เราผิดไปแล้ว ขอ ท่านจงอภัยให้เราเถิด บัณฑิตทั้ง หลายต้องไม่โกรธไม่ใช่หรือ พระโพธิสัตว์จึง กล่าวกับทุกคนว่า เราได้เหง้าบัวคืนมาแล้ว ยกโทษให้กับพระอินทร์ท่านเถิด.. เรื่องราวก็จบแต่เพียงเท่านี้ แต่หากเรา จะพิจารณาดีๆแล้ว จะเห็นว่าในพระสูตรนี้มี หลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้ ง ประเด็ น เรื่ อ งคำ � สาบานของฤๅษี ที่ แช่งตัวเอง ซึ่งหากเป็นคนทั่วๆ ไปคงจะรู้สึกว่า ช่วยแช่งฉันแบบนั้นทุกครั้งที่เจอได้ไหม หรือ ประเด็นการศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของคำ� สาบานที่ตนได้กล่าวออกไป

021

ดิฉันขอสาบานต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องทุกท่านคะ ดิฉัน จะทำ�งานด้วยความซื่อสัตย์ จะไม่ทำ�ให้พี่น้อง ประชาชนผิดหวังที่เลือกดิฉันมาแน่นอนคะ!!


Que Sera หมายในภาษาอังกฤษ Be Will Be หรือแปลเป็น เกิด มันก็ต้องเกิด” ความโดดเด่นของเพลงคง อย่างเดียวหรอกครับ แต่ความหมายของเ ให้ถูกกว่านั้น มันเป็นตรรกะที่สอดคล้องกับ ครับว่า อนาคต เป็นสิ่งที่มนุษย์สนใจใคร่รู้มา เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก แท อนาคตสารพัดสารพัน ทั้งดูดวง เวลาตกฟาก วัน จากโหงวเฮ้ง กระทั่งดูด้วยจิตสัมผัส แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือ มนุษย์เ สอนให้เราเชื่อในกรรม คือเชื่อเรื่องผลจากเหตุที่เ ที่ไหน เพราะท่านบอกว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเห หมดไป สิ่งนั้นจึงหมดไปด้วย ผมเชื่อตามหลักอธิบายแบบพุทธว่า อ ด้วยกรรม หรือการกระทำ�ของเรานี่เอง ไม่ใช่ใครอ เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลขอ จะเพราะอะไรก็อาจไม่สำ�คัญเท่าการมีสติ มีป อันสมควรของมัน อย่างฝนจะตก ฟ้าจะร้อง นัก จะขายดี ก็เพราะมีเหตุปัจจัยเอื้อมันไปอย่างนั้น อยากหรือไม่อยากคนมีปัญญาจึงเป็นผู้ที่ไม่ว ของมันอย่างนั้น ถ้าเป็นเรื่องดีเราก็ยิ้มรับ เ ทำ�ใจ ยอมรับได้ ไม่ฟูมฟาย ไม่คร่ำ�ครว ประโยชน์ไม่ทำ�ให้สภานการณ์ด ดีที่สุดคือยิ้มไว้และหัดมีสติ เ น้ั่นแห ...สุขสันต์วันเดียวที่ป

Q

เติมธรรมในทำ�นอง 022

e S a r e S

ลง : ลงเพ บรรเ

a eg tV cen Vin

มี่ า แผ น่

e u

เสยี ง:

หมกู

นิ หม ี


era : Do ris

Sera มีความ ษว่า Whatever Will นไทยอีกทีว่า “อะไรมันจะ งไม่ได้อยู่ที่ทำ�นองเพลงอันไพเราะติดหู งเพลงเองก็น่าประทับใจไม่น้อยทีเดียว พูด บแนวคิดของพุทธไม่น้อยเลย เห็นด้วยไหม าทุกยุคทุกสมัย อนุมานได้จากอาชีพหมอดู ที่ ทบทุกชนชาติวัฒนธรรมจะมีรูปแบบการทำ�นาย นเดือนปีเกิด ดูลายมือ ลายเท้า หมอดูไพ่ยิบซี ดู เรามีกรรมเป็นเรือนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ท่าน เราทำ� ไม่ใช่ชะตาที่ถูกกำ�หนดจากพรหม หรือใคร หตุ เพราะมีเหตุอย่างหนึ่ง สิ่งนี้จึงเกิด และเมื่อเหตุนั้น อนาคตคือสิ่งที่ถูกสร้างและกำ�หนด เปลี่ยนแปลงได้ อื่น และธรรมชาติที่ดูแปรปรวน ไม่แน่นอนนั้น ไม่ใช่ องเหตุปัจจัยอะไรสักอย่าง ปัญญา รู้ความจริงที่ว่าสิ่งทั้งหลายเกิด เพราะมีเหตุ กร้องจะเดี้ยง นกเอี้ยงจะไข่ ลำ�ไยจะแพง เสื้อแดง น ไม่ใช่เพราะเราชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ว่าอะไรจะเกิด ก็มีสติเข้าใจ ยอมรับว่ามันเป็น เรื่องไม่ดี ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไข แก้ไขไม่ได้ก็ วญ เพราะเห็นว่า การคร่ำ�ครวญไม่เกิด ดีขึ้น และยิ่งไม่ทำ�ให้ปัญหาหมดไป เพราะอะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด หละครับ ปัจจุบันตั้งอยู่ได้ครับ...

D

ay

023 ที่มาของข้อมูล : http://www.dlitemag.com


วัฎจักรกรรม 024

“กฎแห่งกรรม” คือ อะไร ? “กรรม” คือ กฎของเหตุและผล นั่นคือ “เหตุ” ที่ได้กระทำ�นำ�มาซึ่ง “ผล” ที่ต้องได้รับ “ผล” ที่ได้รับอยู่ในขณะนี้แสดงถึง “เหตุ” ที่เคยกระทำ�ไว้แต่ก่อน กรรมมีอยู่ กมฺมํ เหตุแห่งกรรมมีอยู่ กมฺมสมุทฺโย การดับกรรมมีอยู่ กมฺมนิโรโธ หนทางดับกรรมก็มีอยู่ กมฺมมคฺโค ลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นผู้อำ�นวยการโรงพยาบาลของรัฐบาล (ในต่างจังหวัด) เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งมีโอกาส ไปเยี่ยมเยียน หมอ น้องชาย เล่าเรื่องแปลก ๆ ของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง จึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ... โรงพยาบาลแห่งนั้น เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางประจำ�อำ�เภอ ซึ่งมีคนไข้ไม่มาก เพราะถ้าเป็นคนที่พอมีฐานะ สัก หน่อย หากมีอาการน่าเป็นห่วง ก็มักจะส่งตรงไปยังโรงพยาบาลประจำ�จังหวัด หรือโรงพยาลบาลใหญ่ ๆ ในกรุงเทพ ฯ ฉะนั้น หมอน้องชาย จึงต้องรับหน้าที่เป็นทั้งผู้อำ�นวยการโรงพยาบาล เป็นแพทย์เฉพาะทาง (ทุกโรค) เป็นศัลยแพทย์ผ่าตัด และ แม้ กระทั่งเป็นแพทย์เวร จากการสนทนาตอนหนึ่ง หมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เป็นหมอมา ไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใด ต้องผ่าตัดทุลักทุเล ซ้ำ�ซาก อย่างนี้เลย สามปีต้องตัดห้าครั้ง และทนหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง ผู้ป่วยรายนี้ชื่อ “บุญมา” ครั้งแรกเข้าโรงพยาบาล ก็เพื่อมาทำ�แผลนิ้วก้อย (นิ้วเท้า) ที่ถูกตะพาบน้ำ�กัด หมอให้ทายา กินยาแก้ปวด แก้อักเสบ แล้วให้กลับบ้านได้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ครึ่งเดือนต่อมา บุญมากลับมาใหม่ แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่ หมอตรวจพบว่า เชื้อโรคกินเข้ากระดูก ถึงขั้น จะต้อง ตัดนิ้วเท้า เพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม จนอาจทำ�ให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลังจากนั้นครึ่งปี บุญมาไปเที่ยวทะเล เขาถูกตะพาบกัดที่นิ้วเท้าอีก อะไรจะบังเอิญได้ถึงขนาดนั้น นิ้วเท้าของ บุญมา ซึ่ง ถูกตะพาบน้ำ�กัดครั้งที่สอง อักเสบบวมภายในเวลาไม่ถึงสองวัน เมื่อฉายเอ็กซเรย์ก็พบว่า เชื้อโรคกิน เข้าไป ถึงกระดูก จึงต้อง ตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว

เล่าเรื่องกรรมโดย : ไร้นาม ปะติดภาพโดย : ฉันรู้ฉันเห็น


025

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี นายบุญมากลับมาที่โรงพยาบาล ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน พอเอ็กซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว ! เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรง ลึกมาก เชื้อโรคนั้นกำ�ลังก่อตัว คล้ายมะเร็ง จะต้องตัด ฝ่าเท้าออกให้หมด ก่อนที่จะลุกลามไปกันใหญ่ บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ถึงยี่สิบกว่าวัน ด้วยสภาพของ ผู้ป่วย อวัยวะด้วน วันหนึ่งลูกชายของญาตินายบุญมาอุปสมบท เขา���ึงไปช่วยงาน คืนนั้นผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน เคราะห์ หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น หนูตัวหนึ่งเจาะจงมากัดตรงขาด้วน ๆ ของเขาคนเดียว คนอื่น ๆ ตั้งมากมาย ก็ไม่เห็นโดน อะไร หนูกัดแล้วก็หนีไป บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด คนที่นอนอยู่ด้วย กันตกใจ กับเสียงร้อง พากันตื่นหมด แผลที่หนูกัด ไม่กว้าง ไม่ลึกนัก มีเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ทุกคนก็พา กันตกใจที่อยู่ดี ๆ ทำ�ไม จึงมีหนูมากัดคนนอนหลับ เห็นแต่ หนูมักจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้น หนูไม่นิยมกัดกิน คนเป็น ๆ บุญมาขวัญเสียเป็น อันมาก เขาถูกเคราะหฺ์กรรมซ้ำ�เติมจนคิดว่าตน คงจะต้องตายในไม่ช้านี้ มันทารุณ จิตใจตลอดเวลา ไม่นานต่อมา ก็เกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่เท้าอีก บุญมาจึงรีบไปหาหมอโดยเร็ว ผลการฉายเอ็กซเรย์ครั้งนี้ ปรากฎว่า เชื้อมะเร็งลามลึกเข้าไปอย่างมาก จำ�เป็นต้องจัดการตัดขาทั้งท่อนทิ้งไป หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของไข้ แปลกใจ ในชะตากรรมของบุญมายิ่งนัก จึงพูดคุยซักถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ได้ความว่า บุญมาชายอายุสี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรม และรับจ้างก่อสร้าง ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ� ชอบแกล้มเหล้า ด้วย ปลาน้ำ� จึด โดยเฉพาะชอบกินเต่า กินตะพาบ บุญมาเคยได้ยินมาและเป็นความเชื่อฝังใจว่า ใครกินตะพาบน้ำ� ได้ถึง ยี่สิบตัวแล้ว ตลอด ชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบเลย อีกทั้งยังช่วยบำ�รุงไต บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำ� มาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาวกิน บุญมากินตะพาบน้ำ�มาแล้วไม่ใช่แค่ยี่สิบตัว แต่กินมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ซึ่งนับไม่ถ้วนว่าที่ผ่านมา กินเข้าไปได้ กี่ตัว กันแน่ บุญมาเล่าว่าวันหนึ่ง เขาซื้อตะพาบน้ำ�ตัวใหญ่มาจากตลาด ตะพาบน้ำ�ตัวนี้น้ำ�หนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัม เขาดีใจมาก ตัว ใหญ่ขนาดนี้ ฆ่ากินทีเดียวไม่หมด จะต้องค่อย ๆ กิน ที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้ จึงต้องกินผ่อน ทีละน้อย ตะพาบเป็นสัตว์อายุ ยืน อดทนมาก ไม่ตายง่าย ๆ ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใด ก็อดทนสามารถรักษา ชีวิต อยู่ได้เป็นปี บุญมาแค่เห็นแก่กิน ไม่ นึกถึงว่าตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างไร ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบตามส่วนต่าง ๆ ทีละชิ้น ๆ อย่างบรรจงมา ปรุงอาหารตามความพอใจ บาดแผล รอบตัวตะพาบ เขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมากเพื่อไม่ให้เนื้อที่ตัวตะพาบเน่า ตะพาบตัวนั้นต้องทน ทุกข์ทรมานอยู่นาน กว่าครึ่ง เดือน จากนั้นบุญมาจึงประหารตะพาบเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย บุญมาพอใจ กับวิธี ที่ได้กินเนื้อตะพาบแบบสด ๆ ทุกวัน ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้าย มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า...เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นเหมือนกรรม ตามทันอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปัจจุบัน ซึ่งอยากจะเล่าเอาไว้ตรงนี้ น่าจะเป็น อุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดี...

ที่มาของข้อมูล : http://www.thenpoor.ws/khatha


ถามมา-ตอบไป

ถึง : นิตยสาร ตื่น

ขอขอบพระคุณล่วงหน้าสำ�หรับคำ�ตอบที่จะช่วยให้ผมตื่นจากความสงสัย ปล. เป็นนิตยสารเล่มแรกในชีวิตที่ผมอ่านทุกหน้า สาบานด้วยความสัตย์จริงครับ

026

เปิิดซอง โดย : ผู้รู้ ถามมา : สติมาช้ามากเลย ครับ เผลอกันแบบนานมาก รู้สึกว่า เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้น!! ตอบไป : จริงๆ ก็ทำ�แบบนั้นแหละ แต่ว่าทุกคนมันก็มี คือก็เป็นแบบนั้นแหละ บางช่วงสติเกิดบ่อย บางช่วงก็ไม่ค่อย เกิด ถ้าเกิดสมมติ ว่างานเรายุ่ง หรือสิ่งที่กระทบเรามาก เราดูไม่ทัน หรือช่วงนั้นเราดูได้น้อย มันก็จะเกิดน้อย มันเป็น เรื่องธรรมดานะครับ ผมก็เป็นบางทีมันก็เละเทะเลย บางที ก็ดี แต่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีเราต้องมองอย่างเป็นกลาง บางทีดีทั้งวัน จิตไหลนิดรู้ตื่นตลอดเวลา แต่ บางทีมันก็เละเทะไปเลย มันก็เป็น แบบนั้นของมันครับ

ออกแบบซองโดย : Wackiness ที่มาของข้อมูล : http://www.dharmamag.com


งานที่ทำ�กับคำ�ที่ได้ยิน...

อณู คลายความทุกข์โดย : กระบี่หัก

WE CAN DO IT!!

027

กัญญา...มาทำ�งานที่นี่ได้ไม่นาน ด้วยความโดดเด่นทั้งรูปร่างหน้าตาและความ สามารถเป็นที่น่าอิจฉาของใครหลายคน ชายหนุ่มก็มารุมหยอดคารมทั้งน้อยใหญ่ ทั้งโสด และไม่โสด แต่เธอก็ไม่มั่นใจได้เลยสักคน แม้จะทำ�งานเก่งแต่บรรยากาศการทำ�งานไม่เอื้อทำ�ให้เธอเบื่อหน่ายเหลือเกิน จากที่เคยอัธยาศัยดีมีมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วยความเบิกบานแจ่มใสตามวัยและ อุปนิสัยส่วนตัวผ่านมาได้สักระยะแววตาที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวเพราะความคิดขัดเคือง ประสิทธิภาพของการทำ�งานส่วนตัวก็ค่อยๆ ลดลง เธอรู้สึกเหมือนที่ทำ�งานกลายเป็นเวทีละครที่ถูกจัดฉาก ทุกคนแสดงบทบาท บางอย่างซึ่งไม่ใช่ความคิดความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่มันเพียงการตีสีหน้าและแต่งคำ�พูด ใส่กัน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสนุก เธอนึกถึงละครไทยที่มักจะมีคู่ขัดแย้งอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่บ่อยครั้ง ดู จะไร้เหตุผลจนคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่ก็อย่างว่าแหละคนดูละครส่วนใหญ่ก็มุ่งไปที่บันเทิง เริงใจ ไม่ได้สนว่ามันให้คุณค่าอะไรมากไปกว่านั้น เธอรู้ว่าละครเป็นเรื่องแต่ง แต่ชีวิตจริงที่ถูกตกแต่งจะเรียกว่าอะไรระหว่างทางกลับ บ้านวันนี้เธอคิดว่า จะลาออกแม้ว่าจะชอบงานที่ทำ�อยู่มากก็ตาม เพราะถ้าขืนยังเป็นแบบนี้ อยู่เธอคงจะไม่มีความสุข จึงโทรปรึกษาแม่ “แม่ค่ะ หนูรู้สึกลำ�บากใจจังเลย” “ลูกแม่ ที่ไหนๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกลูก เพราะเรื่อง พวกนี้มันเป็นธรรมดาของ คน ถ้าลูกรู้สึกไม่ดี จะเปลี่ยนงาน แม่ก็ไม่ว่า แต่ถ้าจะให้ดี ลูกก็ควรมีที่ยึดเหนี่ยวใจในยามที่ เจอปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพราะเปลี่ยนงานบ่อยไปก็ไม่ดี ลูกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปให้ มีความสุขในทุกสถานการณ์นะลูกรัก แม่จะส่งสุภาษิตบทหนึ่งไปให้ปริ๊นออกมาแล้วติดไว้ที่ หน้าประตูไว้อ่านก่อนไปทำ�งานนะ ลูกรัก” เธอทำ�อย่างที่แม่บอกเช้าวันนี้เธอออกเสียงอ่านสุภาษิตที่ติดไว้หน้าประตูว่า...

“เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ เอวํ นินฺทาปสํ สาสุ น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา. “ภูเขาหินแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด, บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญฉัน นั้น.” ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org


Time for ทำ� ชวนทำ�โดย : เกาะบันไดวัด

ทำ�ได้ ตลอดปี !

ทำ�บุญด้วยจิตอาสา กับศิลปะภาวนา สวนโมกข์ กรุงเทพฯ (ตลอดปี) ...ตลอดปี - ปลายปี 2555...

พุทธิกา ฉลาดทำ�บุญด้วยจิตอาสา ขอชวนเพื่อนๆ มาเจริญสติ ปัญญา ด้วยการเริ่มต้นให้ ..ที่สุดท้ายจบลงด้วยการได้รับอย่างอิ่มเอมใจ โดยร่วม ฝึกสมาธิในงานศิลปะด้วยจิตอาสา ในการทำ� ถุงชายผ้าเหลืองเติมใจผู้ ป่วย, ถุงใส่รองเท้าผู้ปฏิบัติธรรม, พรมเช็ดเท้าผู้ปฏิบัติธรรม กิจกรรมจัดใน อาทิตย์แรกของทุกเดือน เริ่ม 11.00 - 16.00 น. ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ (ชั้น 1) โทรสมัครและสอบถามได้ที่ คุณธนวัชร์ (ดล) : 087-678-1669, 089899-0094 : tanawatk@gmail.com ดูเพิ่มที่ www.volunteerspirit. org/event/5027

สร้างบ้านดิน ทำ�สวน เก็บเมล็ดพันธุ์ กับพี่โจน จันได ...ไม่มีกำ�หนด...

พันพรรณ ขอเชิญอาสาที่มีใจติดดิน รักโลก มาเรียนรู้ถึงงานสร้างบ้าน ดิน ทำ�สวนเก็บเมล็ดพันธุ์ ณ พันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง อ.แม่���ตง เชียงใหม่ ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนถึง 1 ปี (อาสาสมัครคนไทยอยู่เรียน รู้มีจำ�กัด 1 เดือน) โดยใช้วิถีชีวิตที่กินอยู่หลับนอนเรียบง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้า มีแต่พอเพียง ควรนำ�เต็นท์มาด้วยเพราะจำ�นวนที่จำ�กัด โดยช่วยสมทบค่า อาหารและที่พัก 300 บ./วัน จำ�นวนเงินที่ได้รับจากการบริจาคทั้งหมด เรา จะนำ�เข้ากองทุนการเก็บเมล็ดพันธุ์ ติดต่อได้ที่พี่โจน จันได 081-4701461 อีเมล์ jonjandai@hotmail.com หรือคุณกฤษ 081-470-1461 ในเวลา 09.00-18.00 น. (หยุดวันจันทร์)

028

ถึง 30 ก.ย. จ้า

ไม่มีวัน หมดอายุ

ช่วยกันตีแผ่ผลงานของพระสงฆ์ ให้สังคมได้ชื่นชมกัน ...บัดนี้ – ปลายเดือนกันยายน 2555...

เครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม ต้องการแรงสนับสนุนหลายด้าน เช่น ถ่ายเก็บภาพการทำ�งานในโครงการต่างๆของสังฆะ เพื่อสังคม รวมถึง งานประชุมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งถ่ายทำ�วิดีโอ หรือหนังสั้น, ทีม งานทำ�วารสาร เสขิยธรรม, กราฟฟิค ดีไซเนอร์ ไม่จำ�กัดเพศ อายุ หรือวุฒิ การศึกษา สะดวกที่จะเดินทางออกต่างจังหวัดได้ รับเรื่อยๆ กระทั่งปลายเดือนกันยายน สนใจติดต่อ คุณส้ม 081-578-8747 อีเมล์ orangegal19@gmail.com หรือ sangha4society.com

ที่มาของข้อมูล : http://www.dhammadrops.org



นิตยสาร ตื่น