Issuu on Google+


บทน�ำ

ในปี 1975 ผมตีพิมพ์นวนิยายเล่มแรก Grimus ตัดสินใจใช้เงินล่วงหน้า 700 ปอนด์ ท่องเทีย่ วทัว่ อินเดีย นานเท่านาน ด้วยราคาถูกทีส่ ดุ ตราบ ที่เงินยังเหลืออยู่ ในช่วงการเดินทาง 15 ชั่วโมงด้วยรถประจ�ำทาง และ ทีพ่ กั ซอมซ่อ “ทารกเทีย่ งคืน” ถือก�ำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง ในปีนนั้ อินเดีย เป็นมหาอ�ำนาจนิวเคลียร์ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ได้รับเลือกเป็นผู้น�ำพรรค อนุรกั ษนิยม ชีค มูจบิ ผูก้ อ่ ตัง้ บังคลาเทศถูกลอบสังหาร กองทัพแดง-แก๊ง บาเดอร์ ไมน์โฮฟ ถูกจับส่งพิจารณาคดีในสตุตการ์ต บิล คลินตันแต่ง กับฮิลลารี ร็อดแฮม คนอเมริกันคนสุดท้ายถอนตัวออกจากไซ่ง่อน และ นายพลฟรังโกถึงแก่อนิจกรรม ในกัมพูชา กองก�ำลังเขมรแดงกวาดล้าง แผ่นดินด้วยเลือดปีที่ศูนย์ อี.แอล. ด็อกโทโรว์ตีพิมพ์ แร็กไทม์ เดวิด มาเม็ตเขียน อเมริกัน บัฟฟาโล และยูจินิโอ มอนทาเลได้รางวัลโนเบล ผมเพิ่งเดินทางกลับจากอินเดีย นางอินทิรา คานธีถูกศาลตัดสินโกงเลือก ตัง้ หนึง่ สัปดาห์ หลังจากทีผ่ มอายุครบ 28 ปี เธอประกาศภาวะฉุกเฉิน รวบอ�ำนาจการปกครองเป็นจอมเผด็จการ จุดเริ่มต้นของยุคมืดในอินเดีย ด�ำเนินสืบต่อมาจนถึงปี 1977 ผมเข้าใจได้ในทันทีว่านางคานธีจะกลาย เป็นแก่นของเรื่องในนิยายที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมา 1


ผมอยากเขียนนิยายเรื่องราวในวัยเด็กมานานแล้ว อยากเล่าความ ทรงจ�ำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กในบอมเบย์ บัดนี้ หลังจากดื่มน�้ำจากบ่อใน อินเดียจนเต็มอิ่ม ผมวาดภาพโครงการใหญ่โต ผมจ�ำได้ว่ามีตัวละครตัว เล็กๆ ชือ่ ซาลีม ไซนาย เกิดในตอนเทีย่ งคืนพร้อมกับปฐมบทของเอกราช อินเดีย ตัวละครที่ถูกทิ้งไปในโครงร่างของนิยายที่แท้งไปก่อนก�ำหนดชื่อ The Antagonist ผมน�ำซาลีมมาเป็นตัวเอก ผมหยิบยกเวลาถือก�ำเนิด ของเขามาเป็นแก่นของเรื่อง เชื่อว่าน่าจะขยายผืนผ้าใบของนิยายให้กว้าง ใหญ่ไพศาลได้ ถ้าเขาจับคู่กับอินเดีย ผมจะต้องเล่าเรื่องของคู่แฝดทั้งสอง ขนานกันไป ซาลีม เด็กชายผู้แสวงหาความหมายให้ชีวิตของตน กระซิบ บอกผมว่าประวัติศาสตร์อินเดียยุคใหม่ทั้งมวล ล้วนเกิดขึ้นเพราะตัวเขา ประวัติศาสตร์และชีวิตใหม่ของอินเดียคู่แฝดของเขา...เกิดเพราะความผิด พลาดของเขาแต่เพียงผู้เดียว ในเมื่อมีข้อเสนอสุดกร่างก�ำหนดไว้เช่นนั้น ส�ำเนียงโอ่อ่าของตัวละคร การแทรกแซงสุดเพี้ยน และความเหลวไหล ไม่ขาดสาย และความน่าสมเพชในการกล่าวอ้างของตัวเอก ก็เริ่มจะก่อ ตัวให้เห็น ผมสถาปนาเจ้าหนูกับอินเดียให้เป็นคู่แฝด ในยามที่ครูสอน ภูมิศาสตร์สุดโหดชื่อ เอมิล ซากัลโล สอนเรื่องราว “ภูมิศาสตร์มนุษย์” เขาจะเปรียบเทียบจมูกของซาลีมกับคาบสมุทรเดคข่าน ความโหดร้ายเหีย้ ม เกรียมของการเล่นตลกของครูผู้นี้ เป็นความคิดของผมเอง ตลอดเส้นทางการเขียนหนังสือเล่มนีม้ ปี ญ ั หามากหลาย ส่วนใหญ่จะ เป็นเรื่องในเนื้อหาวรรณกรรม แต่บางเรื่องคุกคามชีวิตประจ�ำวัน ผมเดิน ทางกลับจากอินเดีย กระเป๋าแห้งถังแตกหมดเนือ้ หมดตัว นิยายในหัวทีค่ ดิ จะเขียนเป็นเล่มหนาห้าร้อยหกร้อยหน้า เพีย้ นพิลกึ และต้องใช้เวลาเขียนอีก นาน ในระหว่างนัน้ ผมไม่มเี งินเหลืออยูเ่ ลย ผลลัพธ์กค็ อื ผมจ�ำต้องกลับ เข้าไปในวงการโฆษณา ก่อนผมจะเดินทางไปอินเดีย ผมท�ำงานเป็นก็อปปี้ ไรเตอร์ในเอเยนต์ซีโอกิลวีแอนด์มาเธอร์ สาขากรุงลอนดอน เอเยนต์ซีที่ เดวิด โอกิลวีผู้ก่อตั้งสอนสั่งเราว่า “ลูกค้าหาใช่ไอ้งั่ง หากแต่เป็นภรรยา 2


ของท่าน” และผู้อำ� นวยการฝ่ายครีเอทีฟ เจ้านายของผม แดน เอลเลอ ริงตัน (ชายผู้มีเสียงซุบซิบนินทาว่ามีรากเหง้าเชื้อสายโรเมเนีย) ใช้ภาษา อังกฤษได้อย่างผิดเพี้ยน ตามต�ำนานของส�ำนักงาน เล่าขานกันว่ามีครั้ง หนึ่ง เขาถูกสั่งห้ามไม่ให้พรีเซนต์งานต่อคณะกรรมการรณรงค์การดื่มนม สืบเนือ่ งจากการรณรงค์การดืม่ นมทีป่ ระสบความส�ำเร็จงดงาม เพราะจะใช้ ค�ำขวัญว่า “ดริงก์ อะ ไปปน์ อะ มิลก์ อะ เดย์” ซึ่งสืบค้นได้ว่ามา จากรากฐานของภาษิตโรเมเนียทีว่ า่ “นมดืม่ คล่องคอเหมือนเกลือหยิบมือ” ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขันมากนัก โอกิลวีพร้อมจะว่าจ้างพนักงานครีเอทีฟ สุดเพี้ยนกลุ่มหนึ่ง ว่าจ้างเป็นพนักงานชั่วคราว ผมอ้อนวอนให้เขารับผม กลับเข้าท�ำงานสังกัดกลุ่มเผ่าพันธุ์แสนสุขกลุ่มนี้ ผมท�ำงานสองสามวันต่อ สัปดาห์ แบ่งปันงานกับพนักงานชัว่ คราวอีกคน (โจนาธาน กาธอร์น-ฮาร์ดี ย์ นักเขียน พิมพ์ผลงานชื่อว่า เดอะ ไรซ์ แอนด์ ฟอลล์ ออฟ เดอะ บริติช แนนนี) คืนวันศุกร์ ผมจะเดินทางจากส�ำนักงานใกล้วอเตอร์ลูบ ริดจ์ กลับบ้านในเคนติชทาวน์ เปิดน�้ำใส่อ่างนอนแช่ ล้างคราบไคลงาน อาชีพที่สั่งสมมาตลอดสัปดาห์ และลุกขึ้นจากอ่าง(อย่างที่ผมบอกตัวเอง) ในฐานะนักเขียน มองย้อนกลับไปในอดีต ผมอิ่มอกภูมิใจในการทุ่มเทสุด ชีวิตหนุ่มให้กับงานวรรณกรรม ยืนหยัดมั่นคงต้านความเย้ายวนใจของค�ำ สัญญาแสนหวานที่ศัตรูโปรยมาล่อ เสียงไซเร็นเว้าวอนแสนหวานจากโลก โฆษณายัว่ ใจให้หลงเพ้อ ผมนึกถึงภาพโอดิสซิสมัดตัวเองติดกันเสากระโดง เรือ ไม่ยอมเผลอใจหลุดนอกเส้นทาง ทว่า โลกโฆษณายังสอนสัง่ ผมเรือ่ งวินยั ก�ำกับตน บังคับผมให้ใจจด ใจจ่อกับภารกิจทีว่ างอยูต่ อ่ หน้า นับจากจุดเริม่ ต้นของงานเขียน ผมถือว่า นิยายทีก่ ำ� ลังเขียนอยูเ่ ป็นภารกิจทีต่ อ้ งจัดการให้ลลุ ว่ งแล้วเสร็จ ปฏิเสธตัว เองไม่ยอมให้หลงเพ้อไปกับอารมณ์ศิลปิน และที่โต๊ะท�ำงานในส�ำนักงาน โอกิลวีนี่เองที่ผมนั่งเป็นทุกข์ใจ ไม่รู้ว่าจะเลือกสรรชื่อใดส�ำหรับนิยายเล่ม ใหม่ ผมเบียดเบียนเวลาหลายชั่วโมง จากภารกิจส�ำคัญหลายเรื่อง ไม่ว่า 3


จะเป็นครีมเค้ก (ซุกซนแต่อร่อย) แอโร ช็อกโกเลต บาร์ (ฟองปุดสุดหัก ห้ามใจ) และหนังสือพิมพ์ เดลีมิเรอร์ (จ้องมองมิเรอร์ คุณจะเห็นภาพ สะท้อนที่คุณพึงใจ) ในท้ายที่สุด ผมได้สองชื่อที่ไม่อาจตัดใจเลือกได้คือ Midnight’s Children กับ Children of Midnight ผมพิมพ์สองชื่อ ซ�ำ้ แล้วซ�ำ้ อีก ต่อเนือ่ งกันเต็มหน้ากระดาษ และในทันที มองเห็นเข้าใจได้ ทันทีวา่ ไม่มกี ารแข่งขัน Children of Midnight เป็นชือ่ สุดสามัญ ส่วน Midnight’s Children ดีกว่า เมื่อรู้จักชื่อหนังสือแล้ว ก็เข้าใจเนื้อหาได้ ดีขึ้น หลังจากเลือกชื่อเรื่องได้ การเขียนต่อไปก็ง่ายขึ้น ผมบรรยายและเขี ย นบทความหลายแห่ ง เป็ น หนี้ ติ ด ค้ า ง ขนบธรรมเนียมการเล่านิทานของอินเดีย และนักเขียนนิยายอินเดียผู้ ยิ่งใหญ่คือ เจน ออสเต็นกับชาร์ลส ดิกเกนส์ ออสเต็นวาดภาพสตรีที่ ถูกกักขังไว้ในกรงของสังคม สตรีอินเดียที่ตกในภาวะเดียวกัน ผมรู้จัก เป็นอย่างดี ดิกเกนส์ผู้วาดภาพบรรยายมหานครสกปรกหย�ำเหยอะเยี่ยง บอมเบย์ และฝีมอื สุดพิเศษในการขุดลักษณะตัวละครให้สงู ส่งกว่าชีวติ จริง ภาพเหนือจริงที่เพ่งพิจารณาได้สดใส ในฉากหลังที่สมจริงอย่างยิ่ง ท�ำให้ ปัจจัยชวนขันและน่าอัศจรรย์ใจ กลายเป็นตัวละครที่มีชีวิตกระโดดโลด เต้นได้ แต่ไม่หลุดไปจากโลกความเป็นจริง ผมคงกล่าวเกินพอไปแล้วที่ ว่าผมสนใจจะสร้างลักษณะภาษาพูดในวรรณกรรมทีจ่ ะสะท้อนจังหวะและ โครงสร้างของภาษาอินเดียให้กลืนไปกับ “ฮิงลิช” และ “บอมไบยา” อันเป็นสะแลงในท้องถนนของบอมเบย์ และความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ของความทรงจ�ำผู���เขียน ก็คงประจักษ์ชัดต่อสายตาผู้อ่าน ณ จุดนี้ ถือ เป็นห้วงเวลาอันเหมาะควรที่จะขอบคุณบุคคลต้นแบบอันเป็นที่มาของตัว ละคร สมาชิกในครอบครัว อายะห์ของผม, มิส แมรี เมเนเซส และ เพื่อนๆ ในวัยเด็ก พ่อเดือดจัดที่ผมบังอาจน�ำไปเป็นตัวละครชื่อ อาห์เหม็ด ไซนาย โกรธจนไม่ยอมพูดกับผมนานหลายเดือน จากนั้น ตัดสินใจ “ยกโทษ” 4


ให้ผม ซึ่งท�ำให้ผมขุ่นเคืองจนไม่ยอมพูดกับพ่อนานกว่าหลายเดือน ผม เป็นกังวลนะว่าแม่จะคิดยังไงกับหนังสือเล่มนี้ แต่เธอเข้าใจในทันที “ก็ แค่นิยาย...ซาลีมไม่ใช่ลูก และอามินาไม่ใช่แม่ เป็นแค่ตัวละครในนิยาย” นั่นประไร สะท้อนความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าบิดาผู้สำ� เร็จการศึกษา วรรณกรรมอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซามีน, น้องสาวของผม ผู้ ได้ชอื่ ว่า “ลิงทองเหลือง” จริงๆ เมือ่ ยังเป็นเด็ก สุขสมอิม่ ใจไปกับข้อมูล ดิบที่ผมน�ำมาใช้ในนิยายเล่มนี้ แม้ว่าข้อมูลดิบนั้นจะเป็นตัวเธอเอง การ ตอบสนองของเพือ่ นในวัยเด็ก ไม่วา่ จะเป็นอาริฟ ทายาบาลี, ดารับ และ ฟุดลี ทาลยาร์ข่าน, คีธ สตีเวนสัน และเพอร์ซี คารานเจีย ผมไม่แน่ใจ นัก แต่กข็ อขอบคุณพวกเขาทีส่ ละชิน้ ส่วนในชีวติ (มิใช่สว่ นดีทสี่ ดุ เสมอไป) รินเติมให้ตัวละคร เช่น ซอนนี อิบราฮิม, อายสไลซ์ และแฮร์ออยล์, แฟต เพิร์ซและแกลนดี คีธ อีวี เบิร์นส์ ได้เค้าจากเด็กหญิงชาว ออสเตรเลีย, เบเวอร์ลีย์ เบิร์นส์ เด็กหญิงคนแรกที่ผมจุมพิต เบเวอร์ลีย์ ตัวจริงไม่ใช่ราชินีจักรยาน ผมไม่ทราบข่าวคราวของเธออีกเลยนับแต่เธอ ย้ายกลับไปออสเตรเลีย มาชา ไมโอวิก แชมเปี้ยนว่ายกบนมโต ตัวจริง คือ อะเลนกา ไมโอวิก หลายปีหลังจาก ทารกเที่ยงคืน วางจ�ำหน่าย ผมได้รบั จดหมายจากบิดาของอะเลนกาทีอ่ ยูใ่ นเซอร์เบีย พร�ำ่ บ่นชอกช�ำ้ ใจ ว่าลูกสาวของเขาไม่มคี วามทรงจ�ำใดเลยว่าได้พบหน้าผมเมือ่ ครัง้ ยังเป็นเด็ก ในบอมเบย์ ชีวติ เป็นเช่นนัน้ ระหว่างผูห้ ลงรักบูชากับผูท้ ไี่ ด้รบั ความรักบูชา จะมีเงามืดตกมาคั่นกั้นกลางเสมอ ส�ำหรับแมรี เมเนเซส แม่คนที่สองของผม ไม่เคยหลงรักคนงาน ในสถานพยาบาลหัวปฏิวัติ ไม่เคยแอบเปลี่ยนลูกตั้งแต่แรกคลอด มีอายุ ยืนยาวถึงร้อยปี เธอไม่เคยแต่งงาน แต่เรียกผมว่าลูกชาย เธออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่พูดได้ 8 ภาษา ดังนั้น เธอไม่เคยอ่านหนังสือของผม แต่มาบอกผมเมื่อบ่ายวันหนึ่งในบอมเบย์ในปี 1982 ว่า เธอภูมิใจไป กับความส�ำเร็จของหนังสือ หากจะมีข้อโต้แย้งไม่เห็นด้วยกับตัวละครใน 5


หนังสือ เธอไม่ได้กล่าวถึง ผมเขียนนิยายเรื่อง ทารกเที่ยงคืน จบกลางปี 1979 ผมส่งไปให้ เพื่อนและบรรณาธิการ, ลิซ คัลเดอร์ ที่โจนาธาน เคป ผมทราบในภาย หลังว่า รายงานฉบับแรกจากผู้คัดหนังสือ เป็นไปในแง่ลบ “ผู้เขียนควร ทุ่มสมาธิมุ่งมั่นไปกับการเขียนเรื่องสั้น จนกว่าควบคุมท�ำนองของนิยาย เรื่องยาวได้” ลิซขอความเห็นจากผู้คัดหนังสือคนที่สอง คราวนี้โชคดีกว่า ผูค้ ดั หนังสือคนทีส่ อง, ซูซานนาห์ แคล็ปป์ ตืน่ เต้นไปกับเนือ้ หา หลังจาก นั้นก็ผ่านสายตาบรรณาธิการอีกคน, แคเธอรีน คาร์เวอร์ ลิซซื้อหนังสือ เล่มนี้ และไม่นานหลังจากนั้น บ็อบ ก็อตต์ลีบจากอัลเฟรด นอปฟ์ ก็ เช่นกัน ผมลาออกจากงานชั่วคราวต�ำแหน่งก็อปปี้ไรเตอร์ (ย้ายจากโอกิล วีแอนด์มาเธอร์ไปยังอายเยอร์ บาร์เกอร์ เฮจีมานน์) “โอ...” ผู้อำ� นวย การฝ่ายครีเอทีฟครางออกมาในตอนที่รับใบลาออกของผม “คุณอยากได้ เงินเดือนเพิม่ สินะ” ไม่ครับ ผมให้คำ� อธิบาย ผมยืน่ ใบลาออกตามระเบียบ บริษัท เพื่อจะออกไปท�ำงานเป็นนักเขียนอาชีพ “เข้าใจละ” เขากล่าว “คุณต้องการเงินเดือนเพิ่มก้อนโต” แต่ในคืนที่ ทารกเที่ยงคืน ได้รับ รางวัลบุ๊กเกอร์ เขาโทรเลขมาหาผม แสดงความยินดี “พวกเราคนหนึ่ง ท�ำส�ำเร็จแล้ว” ผลงานการแก้ไขต้นฉบับของลิซ คาลเดอร์ ช่วยให้ผมรอดพ้นความ ผิดพลาดไปอย่างน้อยสองจุด ต้นฉบับที่เขียนส่งไปในคราวแรก จะมีตัว ละคร “ผู้ฟัง” นักข่าวสตรีที่ซาลีมส่งงานเขียนประวัติชีวิตไปให้ เนื้อหา ที่เขาอ่านออกเสียงให้ปัทมา “สตรีแตงกวาดองร่างยักษ์” ฟัง คณะผู้ ตรวจงานที่สำ� นักพิมพ์ เห็นพ้องต้องกันว่าผู้ฟังคนที่สองซ�ำ้ ซ้อน ผมน้อม รับค�ำเสนอแนะด้วยความยินดียิ่ง ลิซยังช่วยให้ผมคลายปมเงื่อนเวลา ใน ต้นฉบับ เนื้อหากระโดดจากสงครามอินเดีย-ปากีสถานในปี 1965 ไปยัง จุดสิ้นสุดสงครามบังคลาเทศ แล้ววกย้อนกลับมายังบทบาทการแสดงของ ซาลีมในความขัดแย้งคราวนัน้ ตกไปอยูใ่ นเหตุการณ์ทที่ หารปากีสถานยอม 6


แพ้ ลิซรูส้ กึ ว่าการข้ามเวลากลับไปกลับมา สมาธิของผูอ้ า่ นจะแตกกระเจิง ผมเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างเนือ้ หาเสียใหม่ เรียงล�ำดับเรียงปี อีกครัง้ ผม โล่งอกทีป่ ฏิบตั ติ ามค�ำแนะน�ำล�ำ้ ค่า บทบาทยิง่ ใหญ่ของบรรณาธิการส�ำนัก พิมพ์ มักจะลบล้างให้จางไปเพราะความถ่อมตนของบรรณาธิการผู้นั้น หากไม่มีลิซ ทารกเที่ยงคืน ก็คงหลุดออกมา ไม่เข้มข้นเท่าที่ควรจะเป็น การพิมพ์หนังสือผิดเวลาจากเดิมเพราะการหยุดงานประท้วงใน อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ แต่ก็พิมพ์ออกมาวางแผงในลอนดอนต้นเดือน เมษายน 1981 และวันที่ 6 เมษายน คลาริสสา ลูอาร์ด ภรรยาคน แรกกับผม จัดงานปาร์ตีที่หอศิลป์เล็กๆ ของโทนี สโตกส์ที่แลงลีย์คอร์ต, โคเวนต์การ์เดน ผมยังเก็บบัตรเชิญนั้นไว้ สอดเก็บไว้ในหนังสือเล่มแรกที่ ออกจากแท่นพิมพ์ ยังจดจ�ำความรู้สึกวาระนั้นได้ โล่งอกสุขใจเป็นที่สุด เมื่อครั้งที่ผมเขียนต้นฉบับแล้วเสร็จ ผมเดาเอาว่าผมบอกเล่าเรื่องราวได้ เข้าท่าเอาการ แต่ไม่แน่ใจว่าคนอืน่ จะเห็นพ้องหรือไม่ ผมบอกตนเองว่าถ้า นิยายเล่มนีท้ �ำให้ผอู้ า่ นชิงชังรังเกียจ นัน่ ก็หมายความว่าผมไม่รวู้ า่ หนังสือดี อ่านสนุกเป็นอย่างไร ผมควรจะหยุดเขียน เลิกเสียเวลาพยายามเขียนนิยาย ดังนั้น ดูเหมือนว่าทุกอย่างฝากไว้กับการต้อนรับนิยายเล่มนี้ โชคดีที่การ วิจารณ์หนังสือเป็นไปในเชิงบวก งานปาร์ตีคืนนั้นจึงแช่มชื่นเป็นพิเศษ ในโลกตะวันตก ผู้คนถือว่า ทารกเที่ยงคืน เป็นนิยายแฟนตาซี แต่คนอินเดียมองว่าสมจริงสมจัง แทบจะเป็นหนังสือประวัตศิ าสตร์ (“ผม เขียนหนังสือเล่มนีแ้ ทนคุณเสียก็ได้” ผูอ้ า่ นคนหนึง่ บอกผมในระหว่างทีผ่ ม ไปบรรยายในอินเดียในปี 1982 “ผมรู้เรื่องราวทั้งหมดที่คุณพูดถึง”) แต่ นิยายเล่มนีไ้ ด้รบั การต้อนรับอย่างอบอุน่ ยิง่ เกือบทุกมุมโลก และเปลีย่ นชีวติ ของผู้เขียนไปไม่เหลือเค้าเดิม อย่างไรก็ตาม มีผู้อ่านคนหนึ่งที่จงเกลียด จงชังหนังสือเล่มนี้ เธอผู้นั้นคือ นางอินทิรา คานธี ในปี 1984 สามปี หลังจากนิยายเล่มนี้วางจ�ำหน่าย เธอเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เธอเอา เรื่องผม อ้างว่าผมหมิ่นประมาทเธอด้วยหนึ่งประโยคในนิยาย ประโยค 7


นั้นอยู่ใกล้ตอนจบของบทที่ 28 “งานแต่งงาน” ซาลีม กล่าวถึงชีวิต ของนางคานธีสั้นๆ “มักจะกล่าวกันเสมอว่าสัญชัย บุตรชายคนเล็กของ นางคานธี กล่าวโทษมารดาเรื่องความรับผิดชอบ เธอทอดทิ้งไม่ใส่ใจ จน เป็นเหตุให้บิดาเสียชีวิต ข้อหานี้จัดการเธอเสียอยู่หมัด ท�ำให้เธอไม่อาจ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด” เรื่องสุดสามัญ คุณ ก็คงคิดอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายถึงขนาดที่นัก���ารเมืองหนังหนาจะฟ้อง ร้องเอาเรื่องนักเขียนนิยาย มิใช่ข้ออ้างในการประกาศสงครามต่อนิยายที่ ปอกเปลือกตีแผ่นางคานธีในอาชญากรรมหลายครั้งหลายคราในช่วงการ ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะจะกล่าวไปแล้ว เรื่องพรรค์นี้พูดกันแพร่ หลายในอินเดีย มีการตีแผ่เผยแพร่ในหน้าหนังสือพิมพ์...น�ำไปพิมพ์ซ�้ำใน หนังสือพิมพ์ (ข้อความประโยคเดียวที่นางคานธีหวาดกลัว-ข่าวหน้าหนึ่ง เขียนไว้เช่นนัน้ หลังจากเธอยืน่ ฟ้องหมิน่ ประมาท)...แต่นางคานธีกม็ ไิ ด้ฟอ้ ง นักเขียนคนอื่นนอกจากผม ก่อนหนังสือจะพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม ฝ่ายกฎหมายของเคปหวัน่ ใจ เรือ่ งการเขียนต�ำหนินางคานธี และขอให้ผมส่งจดหมายยืนยันการกล่าวอ้าง ในจดหมาย ผมเสนอหลักฐานยืนยันจนฝ่ายกฎหมายอุน่ ใจ...ยกเว้นประโยค เดียวนั้น ซึ่งยากจะยืนยันได้ เพราะเกี่ยวข้องกับคนสามคน สองคนเสีย ชีวิตไปแล้ว คนที่สามยื่นฟ้องผมคดีหมิ่นประมาท อย่างไรก็ตาม ผมยื่น ข้อแย้งว่าผมเสนอข่าวนี้ในฐานะเรื่องซุบซิบนินทา เรื่องที่เคยมีการตีพิมพ์ มาก่อนแล้ว เราไม่ควรจะเป็นกังวลให้มากเกินไป นักกฎหมายเห็นพ้อง จากนั้น อีกสามปีให้หลัง ประโยคหนึ่งเดียวนี้ เอ็นร้อยหวายของอาร์คิ ลีส เป็นประโยคที่นางคานธีพุ่งหอกมาตัดหั่น ในมุมมองของผม ผมไม่ คิดว่าเป็นเพียงเหตุบังเอิญ คดีนั้นไม่เข้าระบบการพิจารณาคดี คดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่อง เปี่ยมด้วยเทคนิค การน�ำข่าวซุบซิบนินทามาโฆษณาต่อ ถือเป็นการหมิ่น ประมาท ในเชิงเทคนิค เราเป็นฝ่ายผิด นางคานธีไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย 8


มีเพียงค�ำขอให้ถอดประโยคนั้นออกจากหนังสือ ข้อต่อสู้ของเราค่อนข้าง เสี่ยง นั่นก็คือ เราจ�ำเป็นต้องเสนอข้อมูลต่อศาลจนเป็นที่ประจักษ์ว่าใน ช่วงการประกาศภาวะฉุกเฉิน นางคานธีได้กระท�ำเรื่องเลวร้ายหลายอย่าง จนไม่อาจเรียกว่าเป็นคนดีมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา ดังนั้น ไม่อาจ กล่าวได้วา่ เป็นการหยามหมิน่ เธอให้เสียชือ่ เสียง ถูกดูหมิน่ หรือถูกเกลียด ชัง กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เราส่งฟ้องเธอขึ้นศาลส�ำหรับเรื่องเลวร้ายที่ เธอก่อไว้ แต่หากในบั้นปลาย ศาลอังกฤษปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเธอมิใช่คน ดีมชี อื่ เสียง พวกเราก็คงจะถึงขัน้ “โดนอัดถัว่ มหาราชา” ไม่นา่ ประหลาด ใจเลยที่ไม่ใช่นโยบายของฝ่ายกฎหมายที่จะยกแง่มุมนี้เป็นข้อต่อสู้ในศาล เมื่อผลปรากฏชัดว่าเธอไม่ติดใจจุดอื่นใดในหนังสือ ผมเห็นพ้องยอมรับที่ จะหย่าความ เพราะว่าจะมองในแง่ไหน ก็สดุ แสนจะอัศจรรย์ใจแล้วทีเ่ ธอ ยอมรับเรือ่ งราวในช่วงการประกาศภาวะฉุกเฉินเต็มทัง้ บทใน ทารกเทีย่ งคืน ความเต็มใจของเธอที่ออกมายอมรับ ส�ำหรับผมแล้ว ถือเป็นการรับรอง ยืนยันภาพแท้จริงของห้วงภาวะฉุกเฉินในอินเดีย การยอมความในเรื่อง นี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ในอินเดีย ไม่เป็นผลดีต่อนายกรัฐมนตรีหญิง สอง สามสัปดาห์หลังจากนี้ ข่าวอันน่าตระหนก เธอถูกองครักษ์ชาวซิกห์ลั่น กระสุนสังหารในวันที่ 31 ตุลาคม 1984 “พวกเราทุกคนผู้รักอินเดีย” ผมเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ “พร้อมใจกันไว้ทุกข์ในวันนี้” แม้เราจะ มีข้อขัดแย้งกัน ผมหมายความตามตัวอักษรทุกค�ำ ถึงตอนนี้แล้ว เรื่องนั้นกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ผมย้อนกลับมา พิจารณาใหม่ เพราะเป็นกังวลตัง้ แต่เริม่ ต้นแล้วว่า การน�ำเอาเรือ่ ง “ฮ็อต” ร่วมสมัยมาใช้ในนิยาย ถือเป็นความเสี่ยง...ความเสี่ยงในงานวรรณกรรม มิใช่ความเสี่ยงทางกฎหมาย วันหนึ่ง ผมรู้ดี ว่าเรื่องราวของนางคานธี กับการประกาศภาวะฉุกเฉิน จะมิใช่เรื่องปัจจุบันอีกต่อไป ไม่ทำ� ให้ผู้คน สะเทือนใจอีกแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น ผมบอกตัวเอง นิยายของผมจะเสื่อม ค่าลงไป เพราะไม่เหลือพลังแห่งเนื้อหาอีกแล้ว (หรือว่าอาจจะดีขึ้นกว่า 9


เดิม) เพราะเหตุว่า เมื่อใดที่พลังแห่งเนื้อหาจางจืดไป โครงสร้างของ นิยายจักต้องยืนอยู่ตามล�ำพัง และควรค่าแก่การอ่านยิ่งขึ้น ผมหวังว่าจะ เกิดผลในแง่หลัง แต่ไม่มีหนทางใดจะหยั่งวัดได้ เมื่อ ทารกเที่ยงคืน ยัง อยู่ในความสนใจของผู้อ่าน 25 ปีเต็มหลังจากพิมพ์ครั้งแรก ผมก็พอจะ ใจชื้นได้บ้าง ในปี 1981 นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตัวประกันอเมริกันเดินทางออกจากอิหร่าน ประธานาธิบดีเรแกนถูก ยิง และได้รับบาดเจ็บ มีการจลาจลความขัดแย้งของสีผิวในอังกฤษ สันตะปาปาถูกยิง ได้รับบาดเจ็บ ภาพเขียน เกอร์นิกา ของปิกัสโซย้อน กลับไปยังสเปน ประธานาธิบดีอนั วาร์ ซาดัตแห่งอียปิ ต์ถกู ลอบสังหาร ใน ปีนั้น มีนิยายเรื่องดัง Among the Believers ของวี. เอส. ไนพอล, A Flag for Sunrise ของรอเบิร์ต สโตน และ Rabbit is Rich ของจอห์น อัปไดก์ เหมือนนวนิยายเรือ่ งอืน่ ๆ ทารกเทีย่ งคืน เป็นผลพวง จากเสี้ยวเวลาในประวัติศาสตร์ สัมผัสและก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจากห้วง เวลานั้นในวิถีที่ผู้เขียนไม่อาจคาดเดาได้ทั้งหมด ผมยังยินดียิ่งที่ดูเหมือน ว่าหนังสือเล่มนี้ ควรค่าแก่การหยิบมาอ่านในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปสิ้นแล้ว หากเคลื่อนผ่านคนสองสามรุ่นไปได้ ก็น่าจะยืนหยัดคู่กาลเวลา ผมอาจ จะไม่มีชีวิตเหลือพอจะเห็นวันนั้น แต่ก็ดีใจยิ่งที่เห็นการกระโจนผ่านข้าม ไม้กั้นด่านแรกได้ส�ำเร็จแล้ว ซัลมาน รัชดี, วันที่ 25 ธันวาคม 2005, ลอนดอน

10


เล่มหนึ่ง

11


ผ้าปูที่นอนเจาะรู

ผมถือก�ำเนิดในนครบอมเบย์...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ไม่ซี, ยังใช้ไม่ได้ ไม่มที างหลบพ้นวันทีไ่ ปได้ เอาละ, ผมเกิดในโรงอภิบาลของคุณหมอนาฬิกา ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1947 เวลาน่ะหรือ? ใช่แล้ว, เวลานับว่าส�ำคัญ เช่นกัน เอาเถอะ : กลางคืน ไม่ซ,ี ส�ำคัญยิง่ กว่าส�ำคัญ...เกิดตรงเผงเทีย่ ง คืนพอดิบพอดี เข็มสัน้ เข็มยาวประนมมือ นบนอบคารวะการมาเยือนโลกนี้ ของผม โอ, ไหนๆ ก็ไหนๆ อธิบายขยายความให้จบสิ้น ผมเกิดในเสี้ยว วินาทีที่อินเดียได้รับเอกราช ผมหลุดออกจากครรภ์มารดาพร้อมกับเสียง ถอนหายใจเฮือก นอกหน้าต่าง เสียงผู้คนโห่ร้องเซ็งแซ่ เสียงพลุดอกไม้ ไฟปึงปัง ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้น พ่อประสบอุบัติเหตุหัวแม่เท้าแตก แต่ อุบตั เิ หตุนนั้ ถือเป็นเรือ่ งจิบ๊ ๆ เมือ่ หยิบมาวางเรียงเคียงกับมหันตโทษทีค่ ร่า กุมตัวผมไว้ในเสี้ยวเวลาที่นาฬิกาทรราชย์แสร้งท�ำความเคารพ ผมถูกสับ กุญแจมือคล้องติดประวัตศิ าสตร์ ชะตากรรมของผมถูกล่ามโซ่อย่างไม่อาจ ไถ่ถอนได้ โยงยึดกับผู้คนในประเทศของผม สามสิบปีถัดมา ยังไม่มีทาง หลบหนีเป็นไทแก่ตัว ศาสดาพยากรณ์ทำ� นายดวงชะตาผม หนังสือพิมพ์ เฉลิมฉลองการมาเยือนของผม นักการเมืองเทคะแนนเสียงให้ความไว้วางใจ มีเพียงผมผูเ้ ดียวทีไ่ ม่มสี ทิ ธิไม่มเี สียงในเรือ่ งนี้ ผม, ซาลีม ไซนาย ในเวลา ต่อมาได้ชื่ออีกมากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไอ้ขี้มูก คนคราบเปื้อนหน้า ไอ้หัว 12


ล้าน จมูกไวกลิน่ บุดดา หรือแม้แต่เศษเสีย้ วจันทรา ชีวติ ของผมจ่อมจม ในชะตาฟ้าลิขิต ส่วนใหญ่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายถึงแก่ชีวิต ทั้งที่ยังเป็น ทารกเช็ดขี้มูกตัวเองไม่ได้ด้วยซ�้ำไป เอาเถิด, เวลา(ถึงตอนนีไ้ ม่มปี ระโยชน์สำ� หรับผมอีกต่อไปแล้ว)เหือด หายจวนเจียนหมดสิน้ แล้ว อีกไม่นาน ผมจะมีอายุครบสามสิบเอ็ดปี อาจ ครบรอบวันเกิด ถ้าสังขารเสือ่ มโทรม ใช้งานหนักเกินไป ยินยอมให้หายใจ สืบต่อ���ปได้ แต่ผมไม่หวังจะรักษาชีวติ ให้รอดสืบไป ไม่คดิ ว่าชีวติ จะยืนยาว ไปอีกพันหนึ่งราตรี ผมจ�ำต้องท�ำงานให้เร็ว เร็วกว่าสตรีนักเล่านิทานเซเฮ ราซาดผู้นั้น หากผมจะเติมความหมายให้ตนเองได้บ้าง ใช่แล้ว, เติมบาง อย่างให้ชีวิตตัวเอง ผมยอมรับนะ เหนือสิ่งอื่นใด ผมกลัวการเป็นตัวตลก โง่เง่า มีนทิ านมากเรือ่ งหลากหลายทีต่ อ้ งเล่าขาน ความสอดเกีย่ วล้นเหลือ ของชีวติ เหตุการณ์ปาฏิหาริยส์ ถานทีข่ า่ วลือ คลุกเคล้าเรือ่ งโลกียชนจนแทบ แยกออกจากกันมิได้! ผมนัน้ หรือเป็นผูก้ ลืนกินชีวติ หากใครอยากรูจ้ กั ผม เพียงแค่เสีย้ วหนึง่ ของผม ก็จ�ำต้องกลืนกินทัง้ มวลร่วมไปด้วย เขมือบเรือ่ ง ทั้งหลายที่พลุ่งและพล่านอยู่ในตัวผม น�ำทางชี้ทิศโดยความทรงจ�ำของ ผ้าปูที่นอนสีขาวที่มีรูโหว่เส้นผ่านศูนย์กลางราวเจ็ดนิ้วกลางผืนผ้า การก อดกุมความฝันของชิ้นผ้าที่หลุดขาดจากผืน เศษชิ้นที่เป็นเครื่องรางน�ำ โชค คาถาศักดิ์สิทธิ์ไขเปิดประตูถ�้ำของผม ผมจะเริ่มปรุงชีวิตตัวเองขึ้น มาใหม่จากจุดเริ่มต้นที่แท้จริง เริ่มที่ปีที่สามสิบสองก่อนที่ผมจะเรียกว่า เป็นปัจจุบัน เมื่อครั้งที่ผมถือก�ำเนิดมา ควบคุมบัญชาด้วยนาฬิกา และ คราบอาชญากรรม (ผ้าปูที่นอนผืนนั้นมีคราบเปื้อนเช่นกัน รอยเปื้อนสีแดงซีดจางสาม หยด ดั่งค�ำกล่าวในคัมภีร์อัลกุรอ่าน “จงกล่าวเถิด ด้วยพระนามแห่ งอัลลอฮ์ พระผูท้ รงเมตตายิง่ พระผูท้ รงปรานียงิ่ ผูท้ รงบังเกิดมนุษย์จาก ก้อนเลือด”) 13


รุ่งสางแคชเมียร์ ต้นฤดูใบไม้ผลิ ปี 1915 อาดาม อาซิส คุณตาของผม จมูกกระแทกปุยดินจับกันเป็นก้อนน�้ำแข็งในระหว่างทีพ่ ยายามจะสวดมนต์ เลือดสามหยดทะลักออกมาทางรูจมูกข้างซ้าย จับตัวแข็งเป็นหยดทันทีใน อากาศเหน็บหนาว หลุดหล่นมาอยูบ่ นพรมสวดมนต์ หยดเลือดเปลีย่ นเป็น ทับทิม เขายืดตัวในท่าคุกเข่าจนแผ่นหลังเหยียดตรงอีกครั้ง รู้สึกว่าน�้ำตา ทะลักออกจากดวงตา จับตัวเป็นก้อนแข็งเช่นกัน วินาทีนนั้ เขาปาดหยาด เพชรด้วยอาการหยามหมิ่นให้หลุดออกไปจากขนตา ตั้งใจมั่นแล้วว่าจะไม่ คุกเข่าจุมพิตพื้นดินเพื่อพระเจ้าหรือมนุษย์หน้าไหนอีกแล้ว การตัดสินใจ เช่นว่านี้ ท�ำให้รูโหว่บังเกิดในตัวเขา ช่องว่างกลวงเปล่าที่ทำ� ให้เขาตกเป็น เหยือ่ พ่ายแพ้แก่สตรีและประวัตศิ าสตร์ เขาไม่ทราบเรือ่ งนีใ้ นตอนแรก แม้ เพิง่ จะส�ำเร็จการฝึกงานเป็นแพทย์เต็มตัวแล้ว เขาลุกขึน้ ยืน ม้วนพรมสวด มนต์เหมือนแท่งซิการ์ สอดหนีบไว้ใต้ซอกแขนขวา กวาดสายตามองทั่ว หุบเขา มองด้วยสายตาคมชัด ปราศจากหยดเพชรแทรกมาบดบัง โลกถือก�ำเนิดใหม่อีกครั้ง หลังจากจมอยู่ในเปลือกน�้ ำแข็งคลุม เคลือบเป็นชั้นบาง หุบเขาเจาะเปลือกทะลุเปิดสู่ฟ้ากว้าง ชุ่มชื้น และ เหลืองเรื่อ หญ้าใหม่ซุกใต้ผิวดินรอเวลาอันเหมาะสม เทือกเขาถอยกรูด ไปปักหลักตัง้ ฐานเดิมในฤดูอบอุน่ (ในฤดูหนาว หุบเขาหดตัวใต้พนื้ น�ำ้ แข็ง เทือกเขาคืบเคลื่อนมาหา สยายเขี้ยวน�้ำแข็งดุจสัตว์ดุร้าย คล้ายจะขย�้ำ เมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ) ในยุคนั้น ยังไม่มีการตั้งเสาวิทยุ วิหารสังขารา อาจารยา ตุ่มด�ำ บนเนินเขาสีกากี ยังตั้งเด่นเหนือถนนและทะเลสาบแห่งศรีนครา ในยุค โน้น ยังไม่มคี า่ ยทหารริมทะเลสาบ ไม่มรี ถบรรทุกและรถจีป๊ ลายพรางต่อ ขบวนยืดยาวเหมือนงูตัวใหญ่ จุกช่องปิดถนนเลียบหน้าผา ไม่มีทหารซุ่ม อยูบ่ นสันเขานอกเมืองบารามูลลาและกุลมาร์ก ในยุคโน้น นักท่องเทีย่ วไม่ ถูกทหารยิงในฐานะจารชน เพียงเพราะถ่ายรูปสะพาน หากไม่นบั เรือบ้าน 14


ของคนอังกฤษ หุบเขาแทบไม่เปลีย่ นไปนับแต่จกั รวรรดิโมกุล ในสรรพสิง่ ที่ฟื้นคืนชีวิตใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่สายตาของคุณตา เหมือนทุกสิ่งในร่าง ของเขา ล้วนแล้วแต่มอี ายุยสี่ บิ ห้าปีเต็ม มองเห็นทุกอย่างต่างไปแล้ว...จมูก ของเขาเริ่มจะคันยุกยิก คงต้องเผยความลับของสายตาที่เปลี่ยนไปของคุณตาเสียก่อน เขา ใช้เวลาห้าปี ห้าฤดูใบไม้ผลิไกลบ้าน (ปุยดินสุดส�ำคัญที่บังเอิญขดตัวซ่อน อยู่ใต้พรมสวดมนต์ เป็นแต่เพียงตัวเร่งปฏิกิริยา) บัดนี้ เขาเดินทางกลับ มาถึงบ้านแล้ว เขามองหุบเขาผ่านสายตานักเดินทาง แทนที่จะมองเห็น ความงามหุบเขากระจ้อยร่อย ห้อมล้อมด้วยเขี้ยวยักษ์ใหญ่ เขาสังเกต เห็นช่องเขาเล็กแคบ ขอบฟ้าบีบอัด เขารูส้ กึ เศร้าทีต่ อ้ งกลับบ้าน ถูกล้อม กรอบ ความรู้สึกไร้คำ� อธิบายว่าบ้านเก่าเมืองเกิดรังเกียจการส�ำเร็จศึกษา การฝึกฝนทีม่ เี ครือ่ งฟังตรวจคล้องคอ ภายใต้แผ่นน�ำ้ แข็งฤดูหนาว ซุกซ่อน ความหนาวเย็นเป็นกลาง บัดนี้ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว เวลาหลายขวบปีใน เยอรมนีพาเขากลับบ้านสูส่ ภาพแวดล้อมกราดเกรีย้ วคุกคาม หลายปีให้หลัง หลังจากที่รูโหว่กลางตัวอุดตันด้วยความเกลียดชัง เขาเดินทางมาสักการะ เทพหินด�ำในวิหารบนเนินเขา พยายามไขว่คว้าน�้ำพุวัยเด็กในสรวงสวรรค์ วิถีดั้งเดิมในยุคไกลโพ้น ก่อนการเดินทาง ปุยดิน และรถถังกองทัพบก จะบดขยี้ทุกอย่างให้พินาศยับเยิน เช้าวันนั้น หุบเขาใช้พรมสวดมนต์ต่างนวม หวดก�ำปั้นเข้าเต็มจมูก ของเขา เขาพยายามแสร้งวางท่าว่าทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนไป เขาตื่นมา ในอากาศหนาวจัดตีสี่สิบห้านาที ล้างเนื้อล้างตัวครบถ้วนตามข้อก�ำหนด แต่งกาย และสวมหมวกอัสตราคันของบิดา หลังจากนั้น หอบม้วนพรม สวดมนต์ไปยังสวนเล็กริมทะเลสาบ หน้าบ้านดับไฟมืด คลี่กางพรมสวด มนต์บนปุยดินที่รอท่าอยู่ พื้นใต้ฝ่าเท้าซ่อนเล่ห์ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม ซึ่ง ท�ำให้เขาไม่แน่ใจ และไม่ทนั ได้ระวังตัว “ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผูท้ รง กรุณาปรานี ผูท้ รงเมตตาเสมอ...” อารัมภกถากล่าวพร้อมมือสองข้างกาง 15


แผ่ตดิ กันเหมือนหน้าหนังสือ กล่อมส่วนหนึง่ ของเขาให้สงบ แต่ท�ำให้สว่ น ใหญ่ที่เหลืออึดอัดขัดข้องใจ “...การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิขอ งอัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก พระองค์คือผู้ที่ได้ทรงสร้างสิ่งทั้ง มวลในโลก...” ทว่า ไฮเดลแบร์กแทรกเข้ามาในหัว ถัดจากนั้น ก็เป็น อิงกริด อิงกริดของคุณตาชั่วระยะหนึ่ง เธอนิ่วหน้าต�ำหนิการผินหน้าไป ทางเมกกะ พึมพ�ำส่งเสียงสวดผงกหัวหงึกหงักเหมือนนกแก้ว และก็เป็น โอสการ์ เพื่อนสนิทกับอิลเซอ ลูบิน อนารยชนผู้นั้น เย้ยหยันล้อเลียน การท�ำละหมาดด้วยอุดมการณ์ต้านสังคม “...ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรง เมตตาเสมอ ผูท้ รงอภิสทิ ธิแ์ ห่งวันตอบแทน!...” ไฮเดลแบร์ก เหมือนเช่น วิชาการแพทย์และการเมือง เชื่อว่าอินเดีย…เป็นเช่นเรเดียม “จะถูกค้น พบ” โดยชาวยุโรป แม้แต่โอสการ์ ก็ยังชื่นชมนับถือวาสโก ดา กามา เรือ่ งนีเ้ องทีท่ ำ� ให้อาดัม อาซิสแยกตัวออกจากกลุม่ เพือ่ นๆ แยกด้วยความ เชื่อที่ว่าเขาเป็นผลผลิตของบรรพบุรุษ “...เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวก ข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์ขอ ความช่วยเหลือ...” เขาอยูท่ นี่ ี่ แม้วา่ ยังมีภาพของเพือ่ นอยูใ่ นหัว พยายาม ต่อเชือ่ มกับตัวตนดัง้ เดิมก่อนหน้านัน้ ไม่ยอมตกอยูใ่ ต้อทิ ธิพลโน้มน้าวของ กลุ่มเพื่อนเยอรมัน เขารู้ว่าทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นด้วยการค้อมยอมจ�ำนน เช่น การสวดมนต์ที่เขาท�ำอยู่ในขณะนี้ มือของเขาชี้ทิศน�ำทางด้วยควา��� ทรงจ�ำโบราณ ลอยสูงขึน้ บน นิว้ หัวแม่มอื กดติดหู นิว้ มือกางออกในขณะ ที่ร่างทรุดตัวลงคุกเข่า “... ขอพระองค์แนะน�ำพวกข้าพระองค์ ทางของ บรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานต่อพวกเขา...” ค�ำอ้อนวอนนั้นไม่ได้ ผล เขาตกอยู่ระหว่างกลาง กักอยู่ระหว่างความเชื่อกับความแคลงใจ นี่ อาจเป็นเพียงแค่ปริศนาใบ้ค�ำ “...มิใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทาง ของพวกทีห่ ลงผิด” คุณตาของผมโน้มหน้าผากลงไปหาผืนดิน หน้าผากก้ม ต�่ำลงไป แผ่นดินที่มีพรมสวดมนต์คลุมอยู่ ดีดตัวขึ้นมารับ ปุยดินได้เวลา ส�ำแดงเดชแล้ว ในบัดดล ค�ำต�ำหนิของอิลเซอ-โอสการ์-อิงกริด-ไฮเดลแบร์ 16


กร่วมมือกับหุบเขาและพระผูเ้ ป็นเจ้า หวดกระหน�่ำท�ำร้ายเขา ปุยดินสอย เข้าทีป่ ลายจมูกของคุณตา เลือดสามหยดร่วงหล่น ทับทิมและหยาดเพชร วินาทีนั้นเอง คุณตาดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรง ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ลุกขึ้นยืน ม้วนพรมสวดมนต์เป็นแท่งซิการ์ กวาดสายตามองไปทั่วทะเลสาบ โดน ผลักเข้าไปอยู่ในดินแดนกลางชั่วกาลนาน ไม่อาจสวดมนต์บูชาพระผู้เป็น เจ้าที่ตัวเขาเองไม่อาจปฏิเสธหักล้างได้ การแปลงโฉมถาวร...รูโหว่ นายแพทย์หนุ่มเพิ่งจบการศึกษา, หมออาดัม อาซิส ผินหน้าไป มองทะเลสาบฤดูใบไม้ผลิ จมูกสูดกลิ่นความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่แผ่น หลัง(หยัดยืนเหยียดตรง) หันหลังให้ความเปลี่ยนแปลงมากกว่านั้น พ่อ ของเขาเป็นอัมพาตในระหว่างทีเ่ ขาไปเรียนแพทย์ในเยอรมนี แม่เก็บเรือ่ งนี้ เป็นความลับ เสียงกระซิบของแม่ไร้ความรู้สึกใดๆ “เพราะการศึกษาของ ลูก ส�ำคัญเหนือสิง่ อืน่ ใด” แม่ผใู้ ช้ชวี ติ ติดบ้าน สวมผ้าคลุมหน้า ค้นพบ พลังมหาศาล ต้องออกจากบ้านมาดูแลร้านอัญมณี(เทอร์ควอยซ์ ทับทิม และเพชร) เพือ่ ส่งเสียลูกชายทีไ่ ด้ทนุ การศึกษาให้เรียนจบหลักสูตร ดังนัน้ เมื่อหมออาซิสกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบท�ำนองชีวิตของครอบครัวเปลี่ยนไป ไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว แม่ต้องออกจากบ้านไปท�ำงาน พ่อแน่นิ่งไหวติง กายไม่ได้ หลังม่านหน้าต่าง นั่งบนเก้าอี้ไม้ ในห้องมืดสลัว พ่อส่งเสียง จิบ๊ จ๊าบเหมือนนก มีนกกว่าสามสิบสายพันธุท์ แี่ วะเวียนมาเยือนทีห่ น้าต่าง เกาะอยูห่ ลังบานเกล็ด ส่งเสียงเซ็งแซ่พดู คุยกัน พ่อมีความสุขตามอัตภาพ (ผมเริ่มจะเห็นการซ�ำ้ รอยแล้วตั้งแต่จุดเริ่มต้น : คุณยายไม่ใช่หรือที่ เป็นสตรีออกไปท�ำงานนอกบ้านหาเลีย้ งครอบครัว...การป่วยไข้เป็นอัมพาต ไม่ใช่ครั้งเดียว...และลิงทองเหลืองพูดคุยกับนกรู้เรื่อง...ค�ำสาปเริ่มต้นแล้ว แค่เบาะๆ ยังไม่ได้พูดถึงจมูกของผมด้วยซ�้ำไป!) ทะเลสาบไม่เป็นแผ่นน�้ำแข็งอีกต่อไปแล้ว น�้ำแข็งละลายรวดเร็ว เหมือนปกติทุกคราว เรือล�ำเล็ก, เรือสิคารา พร้อมใจกันงีบหลับ บนฝั่ง ส่งเสียงกรนสุขสงบเคียงข้างคนแจวเรือ เรือเก่าแก่โบราณที่สุดแหวกว่าย 17


ล�ำน�้ำ เหมือนคนแก่ที่ตื่นก่อนรุ่งสาง เรือล�ำแรกที่ตัดข้ามทะเลสาบที่เพิ่ง จะละลาย เรือสิคาราของทาย...ซึ่งก็เป็นวิถีปกติของที่นี่เช่นกัน ทาย, ชายชราคนแจวเรือ ท�ำเวลาได้ดี พาเรือแล่นตัดผ่านผิวน�ำ้ หมอกคลุมอ้อยอิ่ง ยืนหลังงุ้มแจวเรืออยู่ท้ายเรือ พายไม้สีเหลืองรูปหัวใจ จ้วงวักตักสาหร่าย ที่นี่ ทายถือเป็นตัวประหลาด เพราะเป็นเพียงผู้เดียว ที่ยืนพาย...รวมเข้ากับเรื่องอื่นๆ ทายน�ำข่าวด่วนมาแจ้งให้หมออาซิสได้ ทราบ...ประวัติศาสตร์จะเริ่มหมุนเคลื่อนออกจากที่แล้ว ในขณะที่อาดัม เหม่อมองผิวน�้ำ จดจ�ำเรื่องราวที่พ่อเฒ่าทายสอนเขาไว้เมื่อหลายปีก่อน “น�้ำแข็งรอท่าอยู่เสมอ, อาดัมบาบา ซ่อนอยู่ใต้ผิวน�้ำ” ดวงตาของอาดัม สีฟ้าสด ใสเหมือนฟ้าสีครามเหนือเทือกเขา สีฟ้าที่มีนิสัยไหลหยดหยาด เข้ามาในดวงตาของบุรษุ แคชเมียร์ พวกเขาไม่เคยลืมวิธกี ารจ้องมอง พวก เขาเห็น...นั่นไง, เหมือนโครงกระดูกขาวของปิศาจ ซ่อนอยู่ใต้ผิวน�้ำของ ทะเลสาบดาล เส้นสายเรียวเล็ก ถักซ้อนงดงามด้วยเส้นไร้สี สายเลือด เยือกแข็งแห่งอนาคต ช่วงปีที่อาศัยในเยอรมนีอาจท�ำให้ลืมเลือนเรื่องอื่น แต่ไม่อาจลดทอนพรสวรรค์การมองเห็น พรสวรรค์ของทาย เขาเงยหน้า มองหัวเรือรูปตัววี เรือของทาย โบกมือทักทาย ทายยกมือขึ้น มิใช่การ ทักทาย แต่เป็นค�ำสัง่ ห้าม “รอก่อน!” คุณตาของผมนิง่ รอ ในช่องว่างแห่ง การรอคอย เขาได้เสพสุขสงบเฮือกสุดท้ายในชีวิต สุขสันติประเภทเปื้อน โคลน เอาเถิด, ผมขอบรรยายภาพหน้าตาของคุณตาหมออาซิสเสียก่อน ผมควรจะสะกดข่มน�้ำเสียงอิจฉาของผมไว้เมื่อพูดถึงชายอัปลักษณ์ ที่สุดสง่าน่าประทับใจอย่างใหญ่หลวง ผมขอบันทึกไว้ว่านายแพทย์อาซิส เป็นชายร่างสูง เมือ่ ดันตัวไปยืนพิงผนังบ้าน เขาวัดอิฐได้ยสี่ บิ ห้าก้อน (อิฐ แต่ละก้อนเท่ากับอายุแต่ละปี) หรือราวหกฟุตสองนิ้ว ชายแกร่งสมบูรณ์ แข็งแรง เคราหนาสีแดง ซึง่ กวนใจมารดาเป็นทีส่ ดุ เธอบอกว่ามีแต่แฮจจีมุสลิมทีเ่ ดินทางไปแสวงบุญทีเ่ มกกะเท่านัน้ จึงจะมีเคราแดง อย่างไรก็ตาม เส้นผมน�ำ้ ตาลคล�ำ้ ตาสีฟา้ สดใส คุณทราบแล้ว อิงกริดบอกว่า “ในตอน 18


ปัน้ ใบหน้าคุณขึน้ มา พระผูส้ ร้างเป็นบ้าเสียสติหยิบสีผดิ ” แต่ลกั ษณะเด่น ของคุณตาไม่ได้อยูท่ สี่ สี นั หรือความสูง ไม่ใช่ความแกร่งของกล้ามแขนหรือ แผ่นหลังเหยียดตรง นั่นไง อยู่ที่นั่นแล้ว ภาพสะท้อนจากผิวน�้ำ กล้วย กล้ายพาดยาวกลางใบหน้า...อาดัม อาซิสรอคอยเรือของทาย จ้องมองจมูก ส่ายไหวตามหยักคลืน่ จมูกมหึมาอาจแปลกพิลกึ บนใบหน้าจืดเจือ่ น หาก มิใช่เค้าหน้าคมคายของคุณตา ถึงกระนัน้ จมูกคุณตาสะดุดตามองเห็นก่อน และจดจ�ำได้ยาวนานที่สุด “ซีราโนส์ หมูกโต” อิลเซอกล่าว และโอสกา ร์เพิม่ เติมว่า “โพรบอสซิสซิมสุ ” อิงกริดประกาศว่า “ทอดจมูกข้ามแม่น�้ำ เดินได้แทนสะพาน” (ดั้งจมูกสันสะพานกว้างใหญ่) จมูกของคุณตา รูจมูกแผ่บาน อวบอึ๋มเหมือนสาวนักเต้น พาดคั่น กลางระหว่างสองรูจะเป็นซุ้มโค้งประตูชัย เชิดสูงสุดสง่า ก่อนจะลาดเท งุ้มลงหาริมฝีปากบนด้วยปลายมนแดงสดงดงาม จมูกโดดเด่นที่ง่ายแก่ การปัดป่ายด้วยปุยดินปอยขน หากไม่ใช่จมูกนี้ จะมีใครหน้าไหนเชื่อว่า ผมเป็นลูกของแม่ หลานของคุณตา?...อวัยวะมหึมาเป็นสมบัติติดตัวผมมา ตัง้ แต่เกิดเช่นกัน จมูกกล้วยกล้ายของนายแพทย์อาซิส พอจะเปรียบเทียบ ได้แต่จมูกงวงช้างของพระพิฆเนศ สถาปนาเอกสิทธิโดดเด่นในสถานะเจ้า ผู้ปกครองอาณาจักร พ่อเฒ่าทายสอนเรื่องนั้นให้ทราบเช่นกัน เมื่อครั้ง ที่อาดัมยังเป็นหนุ่มน้อยไม่บรรลุถึงช่วงวัยเจริญพันธุ์ ชายชราคนแจวเรือ เหี่ยวย่นกล่าวไว้ว่า “จมูกเช่นนี้เองที่เหมาะแก่การสร้างครอบครัว, เจ้า ชายน้อยของข้า ไม่มีข้อสงสัยควรกังขาว่าสืบเผ่าพันธุ์จากสายเลือดไหน องค์จักรพรรดิโมกุลพร้อมจะตัดกรขวาแลกกับจมูกงามระดับนี้ มีราชวงศ์ ซ่อนอยูภ่ ายใน...” ณ จุดนีเ้ องทีพ่ อ่ เฒ่าทายไหลหลุดเข้าไปในความหยาบ คาย “...ขี้มูกเหนียวหนืด” บนใบหน้าของอาดัม อาซิส จมูกตั้งผงาดโดดเด่นดุจเจ้าผู้ปกครอง บนใบหน้าของแม่ของผม จมูกสุดสง่า แต่คล้ายทุกข์เข็ญ บนใบหน้าของ น้าเอมเมอรัลด์ อวดโอ่มาดผู้ดี บนใบหน้าป้าเอเลีย ทรงภูมิปัญญา และ 19


บนใบหน้าน้าฮานิฟ เป็นอวัยวะของอัจฉริยะผู้ล้มเหลวไม่มีดี น้ามุสตาฟา ใช้ทำ� หน���าทีส่ ดู กลิน่ ระดับพืน้ ๆ ลิงทองเหลืองรอดพ้นจากจมูกนี้ แต่เมือ่ อยู่ บนใบหน้าผม...บนเรือนร่างของผม นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมไม่ควรจะเปิด เผยความลับทั้งมวลของผมในคราวเดียว (พ่อเฒ่าทายใกล้เข้ามาแล้ว ชายชราผู้เผยพลังอ�ำนาจของจมูก ผู้น�ำ เอาข่าวสารที่จะส่งชีวิตของคุณตาให้พลิกคว�่ำพลิกหงายเข้าไปในอนาคต พายเรือสิคาราฝ่าหมอกลอยอ้อยอิ่งบนผิวน�้ำรุ่งสางของทะเลสาบ) ไม่มีใครจดจ�ำคนแจวเรือทายเมื่อครั้งยังหนุ่ม เขาจ้วงพายพาเรือล�ำ เดิมเคลื่อนแหวกน�ำ้ ยืนในท่าไหล่งุ้ม ตัดข้ามทะเลสาบดาลและทะเลสา บนากีน...นานชั่วนิรันดร์มาแล้ว ทุกคนทราบเพียงเท่านั้น เขาอาศัยอยู่ใน หล่มรูทวารสกปรกในบ้านไม้ซอมซ่อ เมียปลูกเหง้าบัวและผักหน้าตาพิลึก ใน “สวนลอยน�ำ้ ” หว่านกระจายบนผิวน�ำ้ ในฤดูใบไม้รว่ งและฤดูรอ้ น พ่อ เฒ่าทายยอมรับหน้าชื่อตาบานว่าจ�ำอายุตัวเองไม่ได้ เช่นเดียวกับเมียของ เขา ตอนแต่งงานกันก็เหี่ยวยับย่นไปทั้งตัวแล้ว เธอกล่าว ผิวแผ่นหนัง กร้านลมทะเลสาบ หยักย่นเหมือนระลอกคลื่นต้องลมพัด พ่อเฒ่าทาย มีฟันทองสองซี่ ไม่มีฟันอื่นเหลืออยู่ในปาก ในเมือง เขามีเพื่อนหยิบมือ หนึ่ง คนเรือหรือพ่อค้าเชื้อเชิญให้ร่วมสูบบารากู่ในยามที่เขาแล่นเรือผ่าน ท่าเทียบ หรือเพิงไม้ริมน�้ำเปิดเป็นร้านช�ำหรือโรงน�้ำชา ค�ำจ�ำกัดความของพ่อเฒ่าทาย พ่อของอาดัม อาซิสเคยประกาศไว้ เมื่อนานมาแล้ว “สมองของมันหล่นหายไปพร้อมกับฟัน” (บัดนี้พ่อเฒ่า อาซิส ซาฮิบ สมองเลอะเลือนพูดจาประสานกในระหว่างที่พ่อเฒ่าทาย ยังแจวเรือไหล่งุ้มสุดสง่าสืบไป) ที่มาของค�ำนิยาม น่าจะเป็นการพูดจ้อ ถ้อยค�ำหรูหราอวดโอ่ พูด พล่ามเพ้อเจ้อ พูดไม่รู้จักหยุดจักหย่อน บ่อยครั้งเกินไปที่พูดกับตัวเอง เสียงลอยไปไกลเหนือผิวน�้ำ คนทะเลสาบหัวร่อคิกคักเมื่อได้ยินเสียง แต่ ใจสะทกสะท้าน ถึงขั้นหวาดกลัว ในเมื่อพ่อเฒ่าเพี้ยนผู้นี้รู้จักทะเลสาบ 20


และเทือกเขาดีกว่าใครๆ ในเมื่อกล่าวอ้างความเก่าแก่โบราณ นานเกิน กว่าระบบตัวเลขจะนับได้ และยังมีเหลืออีกมากพอจะแขวนรอบคอเหี่ยว ย่นเหมือนคอไก่ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามที่จะคว้าภรรยาที่ชายอื่นๆ หมาย ปองมาเคียงข้าง ตัง้ ท้องเบ่งลูกชายออกมาสีค่ น...และอีกจ�ำนวนหนึง่ จาก เมียทีเ่ รียงรายรอบทะเลสาบ ดัง่ เรือ่ งซุบซิบเล่าขานปากต่อปาก คนแจวเรือ หนุม่ ทีท่ า่ เทียบเรือสิคาราเชือ่ ว่าพ่อเฒ่ามีเงินก้อนโตซุกซ่อนไว้ทไี่ หนสักแห่ง ถุงสมบัติเบ้อเริ่ม ฟันทองกระทบกันกรุกกริกเหมือนลูกวอลนัตในถุงป่าน หลายปีหลังจากนี้ ในยามที่ลุงพัฟฟ์สพยายามยัดเยียดขายลูกสาวของเขา ให้ผม เสนอว่าจะถอนฟันทิ้งทุกซี่ ใส่ฟันทองเข้าไปแทน ผมหวนนึกไป ถึงขุมสมบัติของพ่อเฒ่าทาย...เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก คุณหมออาซิส คุณตา ของผมรักพ่อเฒ่าผู้นี้ พ่อเฒ่าทายใช้ชีวิตคนเรือสุดสามัญ แม้จะมีข่าวลือเรื่องขุมสมบัติ ที่ซ่อนไว้ เขาขนหญ้า ขนแพะ ผักและไม้ฟืนข้ามทะเลสาบ แลกกับค่า จ้าง บางคราว ขนส่งผู้คน ในยามที่แปลงโฉมเป็นเรือแท็กซี่ พ่อเฒ่าจะ ตัง้ ประทุนลายดอกกลางล�ำเรือสิคารา มีผา้ ม่านลายดอก และเบาะนัง่ ลาย ดอกรับกัน ดับกลิน่ เรือด้วยการจุดก�ำยาน ภาพเรือสิคาราผ้าม่านลายดอก ปลิวไสว ในสายตาของหมออาซิส ถือได้ว่าเป็นภาพเบิกฤดูใบไม้ผลิ ไม่ นานหลังจากนัน้ คนอังกฤษซาฮิบจะเดินทางมาถึง พ่อเฒ่าแจวเรือไปส่งที่ ชาลิมาร์การ์เดนส์ และคิง’ส สปริง พูดจ้อ แหลมคม และงองุม้ พ่อเฒ่า เป็นหลักฐานทีย่ งั มีลมหายใจ หักล้างความเชือ่ ของอิลเซอ-โอสการ์-อิงกริด ว่าด้วยการเลี่ยงหลบความเปลี่ยนแปลงไม่พ้น...เจ้าเล่ห์ ทานทน ตัวแทน จิตวิญญาณของหุบเขา พรายน�้ำอัปลักษณ์ผู้หลงใหลเหล้าแคชเมียร์ราคา ถูก ความทรงจ�ำต่อผนังห้องนอนสีฟข้ องผม ถัดจากจดหมายจากนายก รัฐมนตรี แขวนภาพบอยฮู้ดแห่งราเลห์อยู่นานหลายปี ภาพเด็กน้อยสอง คนจ้องตาเป๋งมองผูเ้ ฒ่าชาวประมง สวมผ้าโดห์ตสี แี ดงสดพันท่อนล่าง นัง่ 21


อยู่บนอะไรนะ? คล้ายท่อนไม้คลื่นซัด มือชี้ออกไปยังทะเลในระหว่างเล่า เรื่องการผจญภัยในฝูงปลา...เด็กน้อยอาดัม ว่าที่คุณตาของผมหลงรักพ่อ เฒ่าทายในท�ำนองเดียวกัน พร้อมรับฟังค�ำคลั่งเพ้อพรั่งพรูออกจากปากที่ ทุกคนคิดว่าพ่อเฒ่าเสียสติไปแล้ว ค�ำพรรณาเปี่ยมด้วยมนต์วิเศษ ค�ำพูด ไหลพรูออกจากปากเหมือนเงินตราของคนงั่ง ไหลผ่านฟันทองสองซี่ เจือ ด้วยการสะอึกและกลิ่นสุรา โผผินบินสูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยไกลโพ้นใน อดีต จากนั้น โฉบเฉี่ยววกกลับมาหารายละเอียดในปัจจุบัน ยกตัวอย่าง เช่น จมูกของอาดัม ผ่าช�ำแหละความหมายเหมือนซากหนู ความผูกพัน ฉันเพือ่ นส่งอาดัมตกลงไปในหม้อน�ำ้ ร้อนเป็นนิจ (หมายความตามตัวอักษร ทุกประการ แม่ของอาดัมต้มน�้ำร้อนไว้รอท่า “ต้องฆ่าเรือดริ้นไรที่ติดมา จากเรือล�ำนั้น”) แต่พ่อเฒ่านักบรรยายมักจะพาเรือมาจอดในสวนข้าง ทะเลสาบ อาซิสน้อยนัง่ แทบเท้า รับฟังทุกค�ำพูดจนกว่าจะมีเสียงร้องเรียก ดังมาจากบ้าน ฟังค�ำบรรยายอีกรอบเรื่องความสกปรกของพ่อเฒ่าทาย เสียงเตือนจากมารดาโรคติดต่อร้ายแรงสารพัดจะกระโดดจากผิวเหี่ยวยับ ย่นมาเกาะชุดขาวลงแป้งแข็งของเจ้าหนู แต่อาดัมน้อยจะย้อนกลับไปริม น�ำ้ เสมอ มองกวาดไปทัว่ ทะเลสาบหมอกลอยอ้อยอิง่ มองหาร่างงองุม้ ยืน พายท้ายเรือ พาเรือศักดิ์สิทธิ์แหวกผ่านทะเลต้องค�ำสาปในยามรุ่งสาง “แต่แท้จริงแล้ว ท่านอายุเท่าไหร่, ทายจิ?” (นายแพทย์อาดัม ร่างสูงใหญ่ เคราแดง เอนเอียงไปหาอนาคต ยังจดจ�ำวันที่ตั้งค�ำถามอัน ไม่พงึ ถาม) เสีย้ ววินาทีนนั้ ความเงียบดังเซ็งแซ่ยงิ่ กว่าน�้ำตก เสียงบรรยาย ไม่ขาดสายหายวับไป เสียงพายตบกระทบน�้ำ เขานั่งอยู่ในเรือสิคารากับ พ่อเฒ่าทาย นั่งยองๆ กลางฝูงแพะบนกองฟาง รู้ทั้งรู้ว่าไม้เรียวและหม้อ น�้ำร้อนรอท่าอยู่ที่บ้าน เขามาที่นี่เพื่อฟังนิทาน และค�ำถามหนึ่งเดียวนั้น ปิดปากนักเล่านิทานได้อย่างชะงัด “บอกมาเลย, ทายจิ แก่แค่ไหน, อายุจริงๆ” ขวดเหล้าก่อตัว ทันควันจากอากาศว่างเปล่า เหล้าราคาถูกจากรอยหยักพับของเสื้อโค้ต 22


ชูกาห์ตัวยาว จากนั้น ร่างสั่นสะท้าน เสียงเรอ การถลึงตาจ้อง แสงสี ทองสะท้อนวาววับ นั่นไง...ส่งเสียงได้แล้ว “อายุแก่แค่ไหน? แกถามข้า ว่าข้าแก่แค่ไหน, ไอ้หนูตัวน้อย จมูกแหย่ยื่น...” พ่อเฒ่าทายเลียนแบบ ชาวประมงบนผนังห้อง ชี้มือไปยังเทือกเขา “แก่เกินแก่, นักกู!” อาดัม, นักกู-จอมสอดรูส้ อดเห็น มองตามปลายนิว้ “ข้าจับตามองเทือกเขาก่อตัว ข้าเห็นองค์จักรพรรดิเสียชีวิต ฟังนะ, ฟังนะ, นักกู...” ขวดเหล้ากระดก อีกครัง้ ตามด้วยเสียงอ้อแอ้ ถ้อยค�ำชวนให้เมามายยิง่ กว่าน�้ำเหล้า “...ข้า เคยพบอิซา, พระเยซูคริสต์ผนู้ นั้ ตอนทีเ่ ขาเดินทางมายังแคชเมียร์ ยิม้ ยิม้ นีป่ ระวัตศิ าสตร์ของแกนะทีข่ า้ เก็บรักษาไว้ในหัว กาลครัง้ หนึง่ เคยบันทึกไว้ ในหนังสือที่สูญหาย กาลครั้งหนึ่ง ข้ารู้ว่ามีหลุมศพที่มีหลังเท้ามีรอยตะปู เจาะ แกะสลักโผล่ออกมาจากแผ่นหิน ซึ่งจะหลั่งเลือดปีละครั้ง ตอนนี้ ความจ�ำของข้าค่อยเลือนหายไปทีละน้อย แต่ขา้ รู้ ข้าอ่านหนังสือไม่ออก” การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ถก��� ตัดบทไปรวดเร็ว งานวรรณกรรมป่นสลายไป ในมือเหีย่ วย่นทีก่ วาดวาดเป็นวง มืออ้อมโค้งไปหากระเป๋าในเสือ้ โค้ตชูกาห์ ขวดเหล้า เคลื่อนมาถึงริมฝีปากที่แตกเพราะความหนาวเย็น พ่อเฒ่าทาย มีริมฝีปากเรียวบางเหมือนสตรี “นักกู, ฟังนะ ฟังนะ ฉันเคยเห็นมา มากหลาย ยารา, แกควรจะได้เห็นอิซาตอนที่เขามาที่นี่ เครายาวจรดไข่ หัวล้านเลี่ยนเตียนโล่งเหมือนเปลือกไข่ เขาอายุมากแล้ว เลอะเลือนแต่ มารยาทงาม “เชิญท่านก่อน, ทายจิ” เขาว่าอย่างนั้น และ “ได้โปรด นั่งลง” ลิ้นสุภาพปานนั้น เขาไม่เคยเรียกข้าว่าไอ้งั่ง ไม่เคยเรียกข้าว่า ตู เรียกแต่เพียง แอ๊ป สุภาพเลย เห็นไหม? แล้วก็เจริญอาหารยิ่ง ความ หิวเหลือเชือ่ ข้าแทบดึงติง่ หูตวั เองด้วยความหวาดหวัน่ จะเป็นนักบุญหรือ ปิศาจ ข้าสาบานได้ว่าเขาเขมือบขย�้ำเด็ก กลืนลงท้องได้ในค�ำเดียว แล้ว ไง? ข้าบอกเขาไปเลย กินเถิด เติมรูโหว่ในตัวให้เต็ม บุรุษเดินทางมายัง แคชเมียร์เพื่อเสพความปีติของชีวิตหรือสะบั้นให้ดับสิ้น หรือทั้งสองอย่าง งานของเขาเสร็จสิ้นลุล่วงแล้ว เขามาที่นี่เพียงเพื่อจะได้ใช้ชีวิตส่วนตัวสัก 23


เล็กน้อย” อาดัม อาซิสตกตะลึงไปกับภาพพระเยซูคริสต์หัวโล้น รับฟัง ทุกค�ำ น�ำกลับไปถ่ายทอดให้พ่อแม่ที่บ้านฟัง ทั้งสองตอบรับด้วยก้อนหิน ไม่มีเวลาสนใจลมที่ผายออกจากปาก “โอ, แกไม่เชือ่ ซีนะ?” พ่อเฒ่าเลียริมฝีปากแตกระแหงด้วยรอยยิม้ รูว้ า่ เรือ่ งเล่าตรงข้ามความจริง “สมาธิของแกกระเจิงไปแล้วกระมัง?” เขา รูด้ วี า่ เด็กน้อยอาซิสรับฟังทุกค�ำไม่ให้ตกหล่น “หรืออาจเป็นเพราะฟางทิม่ บั้นท้ายของแก โอ, ขออภัยยิ่ง, บาบาจิ ที่ไม่ได้จัดหาเบาะไหมขลิบริม ด้วยดิ้นทอง เบาะที่นั่งที่เคยรองรับร่างขององค์จักพรรดิชาฮันกีร์ แกคง คิดว่าองค์จักรพรรดิเป็นคนสวนแค่นั้น” พ่อเฒ่าทายกล่าวหาคุณตาของ ผม “เพียงเพราะว่าพระองค์สร้างชาลิมาร์ ไอ้โง่! แกจะไปรูอ้ ะไร? ชือ่ ของ พระองค์ทา่ นแปลว่าพระผูโ้ อบอุม้ โลก นัน่ หรือคือชือ่ ของคนสวน? พระเจ้า เท่านั้นทรงทราบว่าโรงเรียนสอนอะไรให้พวกแกบ้าง ในขณะที่ข้า...” อก ยืดพองขยาย “ข้ารูช้ ดั ว่าพระองค์มนี �้ำหนักเท่าไหร่ หนักกีโ่ ทลา! หรือจะ ถามเป็นหน่วยมอนด์หรือเซียร์ ในยามทีพ่ ระองค์มคี วามสุข น�ำ้ หนักตัวเพิม่ ขึน้ พระองค์หนักทีส่ ดุ ในตอนทีอ่ ยูใ่ นแคชเมียร์ ข้าเคยเป็นพลเสลีย่ ง...ไม่, ไม่, แกไม่เชื่อข้าอีกแล้ว ไอ้แท่งแตงร้านบนใบหน้าของแกสั่นดุกดิก ผงก หงึกหงักเหมือนแตงกวาในกางเกงของแก! เอาเถอะ, เอาเถอะ ตัง้ ค�ำถาม ได้เลย ตั้งโจทย์มาให้ข้าตอบ ถามข้าซีว่าเชือกหนังพันรอบคานเสลี่ยงกี่ รอบ...ค�ำตอบคือ สามสิบเอ็ด ถามข้าซีว่าค�ำสุดท้ายที่หลุดจากโอษฐ์ของ องค์จักรพรรดิคือค�ำใด? ข้าบอกแกได้เลย แคชเมียร์ พระองค์ปากเหม็น แต่หัวใจหอม แกคิดว่าข้าเป็นใคร? แค่หมาจรจัดโง่เง่านอนนิ่งไม่ไหวติง หรือไง? ไสหัวไป ไปให้พน้ เรือของข้า จมูกของแกหนักเกินกว่าข้าจะพาย เรือไหว อีกอย่าง พ่อของแกเตรียมไม้ตะพด พร้อมจะหวดลมเหลวไหล ให้ผายออกจากตัวแก แม่ของแกต้มน�้ำร้อน พร้อมจะลวกปอกเปลือกผิว แกให้หลุดจากตัว” ในขวดเหล้าราคาถูกของพ่อเฒ่าทาย พยากรณ์ล่วงหน้าว่าพ่อของ 24


ผมจะตกเป็นทาสของจินนี...และจะมีชายต่างชาติหวั ล้าน...และค�ำพยากรณ์ ลมผายผ่านปากของพ่อเฒ่า ซึ่งจะช่วยปลอบประโลมคุณยายในวัยชรา และสอนนิยายปรัมปราให้เธอ...หมาจรจัดไม่ไกลไปจากความจริง...พอได้ แล้ว ผมชักกลัวตัวเองขึ้นมาแล้วซี แม้จะโดนทุบโดนลวกน�้ำร้อน อาดัม อาซิสยังลอยเรือสิคาราร่วมไป กับพ่อเฒ่า ครั้งแล้วครั้งเล่า นั่งอยู่ในฝูงแพะพุ่มหญ้าดอกไม้เครื่องเรือน เหง้าบัว แต่ไม่เคยร่วมทางกับคนอังกฤษซาฮิบ รับฟังค�ำตอบซ�ำ้ ซากครั้ง แล้วครั้งเล่า ต่อค�ำถามว่า “แท้จริงแล้ว ทายจิ ท่านอายุเท่าไหร่? ตอบ ตามสัตย์จริง” อาดัม อาซิสร�่ำเรียนความลับของทะเลสาบจากพ่อเฒ่า...จะว่ายน�้ำ ที่ไหนที่ไม่มีสาหร่ายดึงให้จมน�้ำตาย งูน�้ำสิบเอ็ดชนิด ที่วางไข่ของกบ วิธี ปรุงเหง้าบัว และที่จุดใดที่สาวอังกฤษสามนางจมน�ำ้ ตายเมื่อหลายปีก่อน “มีเผ่าสตรีเฟริงงี-คนต่างชาติ มาที่นี่ เพื่อจะจมน�ำ้ ตาย” พ่อเฒ่าทาย บอกกล่าว “บางคราวก็รู้ตัว บางครั้งก็ไม่ แต่ข้ารู้ในทันทีที่ได้กลิ่นพวก นั้น พวกเขาจะมาซ่อนตัวใต้น�้ำเพื่อให้รอดพ้นจากบุคคลหรือเรื่องราวที่ พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้...ไม่มีทางปิดบังข้าได้, บาบา!” เสียงหัวเราะของพ่อ เฒ่าทาย แผดเสียงออกมาเพื่อแพร่เชื้อต่ออาดัม อาซิส เสียงก้อง เสียง หัวเราะกัมปนาท เสียงเลือ่ นลัน่ ชวนหวาดหวัน่ เมือ่ หลุดออกมาจากร่างผอม บาง แต่ก็เป็นธรรมชาติที่สุดจากคุณตาร่างยักษ์ ไม่มีใครรู้จนเวลาผ่านมา ว่าไม่ใช่เสียงหัวเราะแท้จริงของคุณตา (น้าฮานิฟสืบทอดเสียงหัวเราะนี้ ใน ช่วงที่มีชีวิตอยู่ เศษเสี้ยวของพ่อเฒ่าทายยังมีชีวิตสืบไปในบอมเบย์) และ จากพ่อเฒ่าทายนี่เองที่คุณตาได้ยินเรื่องเล่า รอบรู้เรื่องจมูก พ่อเฒ่าแตะทีป่ กี จมูกข้างซ้าย “แกรูไ้ หม, นักกู ว่านีค่ อื อะไร? นีค่ อื สถานทีท่ โี่ ลกภายนอกปะทะกับโลกภายใน ถ้าไม่สอดคล้องสมพงศ์กนั แก รูส้ กึ ได้ทนี่ ี่ แกจะขยีจ้ มูกด้วยความอับอายให้อาการคันหายไป จมูกมหึมา แบบแก, ไอ้หน้าโง่ตัวเล็ก ถือเป็นของขวัญสุดพิเศษ ข้าบอกแกเลยนะ... 25


เชื่อฟังจมูกของแก เมื่อไหร่ที่จมูกส่งค�ำเตือน แกระวังตัวให้ดี ไม่งั้นเสร็จ แหงแก๋ รับฟัง เชือ่ ฟังจมูก แกจะไปไกล” พ่อเฒ่ากระแอมกระไอ เหลือก ตามองเทือกเขาแห่งอดีตกาล อาดัม อาซิสเอนหลังนอนบนกองฟาง “ข้า เคยรูจ้ กั นายทหารคนหนึง่ นายทหารของกองทัพอิสกันดาร์มหาราช อย่า ไปสนใจชื่อเลย มันมีแตงร้านแขวนประดับใบหน้าใต้ตาสองข้างเหมือนแก เมื่อกองทัพหยุดพักใกล้เมืองคันธาราฐ มันหลงรักอีสาวร่านประจ�ำต�ำบล ทันทีเลย จมูกของมันคันยุบยิบเป็นบ้าไปแล้ว มันขย�ำขยี้ถูไถ แต่ไม่เกิด ผล มันสูดดมไอจากใบยูคาลิปตัสต้ม แต่อาการไม่ทุเลา, บาบา! อาการ คันยุบยิบท�ำให้มนั เสียสติ แต่ไอ้บา้ นัน่ ปักหลักมัน่ กองทัพเดินทางกลับบ้าน มันอยู่กับนังแม่มดคนนั้น แล้วเป็นไง? อะไรหรือ? โง่เง่าสุดขีด ไม่เรื่อง นั้นไม่เรื่องนี้ มันได้ของผสมสัดส่วนเท่ากัน...เมียขี้บ่นกับจมูกที่คันไม่รู้หาย สุดท้าย มักจ้วงดาบปักท้องตัวเอง แล้วแกคิดว่ายังไง?” นายแพทย์อาซิสในปี 1915 ผลผลิตจากทับทิมกับเพชรผสมใน สัดส่วนเท่ากัน จดจ�ำนิทานเรื่องนี้ได้เมื่อพ่อเฒ่าทายพายเรือมาในระยะ ตะโกนถึงกันได้ จมูกของเขาคันยุบยิบ เขายกมือเกาจมูก เอียงคอมอง พ่อเฒ่าร้องตะโกน “โอเชเลย, คุณหมอซาฮิบ ลูกสาวของกาห์นีราชาที่ดิน ล้มป่วย” ข่าวสารส่งถึงที่ ตะโกนบอกโดยไม่มีพิธีรีตอง ข้ามผิวน�้ำทะเลสาบ แม้ว่าคนแจวเรือกับลูกศิษย์จะไม่ได้เจอหน้ากันนานกว่าครึ่งทศวรรษ ค�ำ ซุบซิบนินทาผ่านปากสตรี เล่ากันว่าไม่มรี อยยิม้ “เออ, ไม่ได้เจอกันนาน” ส่งห้วงเวลาหมุนคว้างเร่งรวดเร็วเลอะเลือนกระหืดกระหอบตื่นเต้น... ...”ลองคิดดูนะ, ลูก” แม่ของอาดัมเปรยออกมาในระหว่างจิบน�้ำ มะนาวสด เอนร่างเอกเขนกบนตัง่ ท่วงท่าเหนือ่ ยล้ายอมพ่าย “ชีวติ คนเรา แปลกสิ้นดี หลายสิบปีมานี้ ข้อเท้าของแม่เก็บไว้เป็นความลับของสงวน แต่บัดนี้ ต้องเผยให้คนแปลกหน้าได้เห็น คนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว ด้วยซ�้ำไป” 26


...กาห์นรี าชาทีด่ นิ ยืนอยูใ่ ต้ภาพเขียนสีน�้ำมันขนาดใหญ่ รูปไดอานา พรานสาว ใส่กรอบเครือเถาสีทอง เขาสวมแว่นหนากับรอยยิ้มเจือยาพิษ อันเลื่องชื่อ ผายมือเสวนาเรื่องศิลปะ “ฉันซื้อมาจากคนอังกฤษตกยาก, คุณหมอซาฮิบ แค่ห้าร้อยรูปีเอง ไม่มีปัญหาต่อราคาได้ง่ายๆ ห้าร้อยรูปี มีค่าสักแค่ไหน? เห็นไหม, ฉันเป็นคนรักศิลปะ” ...”มีอะไรบ้างที่แม่จะไม่ยอมท�ำเพื่อลูก” มารดาของเขากล่าวใน ระหว่างที่เขาตรวจร่างกายของเธอ “ดูซีว่าแม่เจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน ลูกเป็นหมอ...แตะผื่นคัน แตะตุ่มน�้ำ ขอให้เข้าใจว่าแม่ปวดหัวตอนเช้า เที่ยง และค�่ำคืน เติมเครื่องดื่มให้แม่ที, ลูกรัก” ...หมอหนุม่ ไร้ความตืน่ เต้นต่อเสียงตะโกนของคนเรือ เรียกตัวไปรักษา คนไข้ “รอสักเดี๋ยว ขอหยิบของก่อน” หัวเรือสิคาราแตะตลิ่งปลายสวน หมออาดัมหมุนตัวกลับเข้าบ้าน พรมสวดมนต์ม้วนเป็นแท่งซิการ์ใต้วง แขน ตาสีฟา้ กะพริบถีเ่ มือ่ หวนกลับไปหาความมืดสลัวในบ้าน เขาวางม้วน พรมแท่งซิการ์ไว้บนชั้นหนังสือบนสุด เหนือกองหนังสือพิมพ์ วอร์วอร์ตส หนังสือ จะต้องท�ำอะไรบ้าง ผลงานเขียนของเลนิน และแผ่นพับ เสียง สะท้อนฝุ่นเกาะหนาของห้วงชีวิตในเยอรมนีที่เริ่มเจื่อนจางลงแล้ว เขาดึง กระเป๋าหนังมือสองออกจากใต้เตียง กระเป๋าหนังสีด�ำที่แม่เรียกว่า ‘ล่วม ยาคุณหมอ’ เขาลุกขึน้ ยืน วิง่ ออกจากห้อง ชือ่ ไฮเดลแบร์ก วาบให้เห็น ชัว่ ขณะ ตัวอักษรเผาประทับบนแผ่นหนังด้านล่างของล่วมยา ลูกสาวของ ราชาทีด่ นิ เป็นข่าวดีสำ� หรับหมอทีต่ อ้ งการประกอบอาชีพสร้างฐานะ แม้วา่ เธอจะป่วยไข้...ไม่ซี, เป็นเพราะว่าเธอป่วยไข้ ...ในระหว่างทีผ่ มนัง่ นิง่ เหมือนตุม่ แตงกวาดองว่างเปล่า ในวงแสงของ โคมส่อง ภาพอดีตของคุณตาเมื่อหกสิบสามปีก่อน แวะเวียนมาเยือนผม บัญชาสัง่ การว่าจักต้องบันทึกไว้ จมูกของผมได้กลิน่ เนือ้ ไหม้เหม็นฉุนเฉียว ของความอับอายของคุณยายทวดที่กลายมาเป็นตุ่มพองบนผิวหนัง ความ มุ่งมั่นของคุณตาที่จะสร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่น คุณยายทวดจะได้ไม่ต้อง 27


ออกไปประกอบอาชีพขายอัญมณีอีกต่อไป นายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ในห้อง มืดสลัว ใต้ภาพเขียนสีนำ�้ มัน สาวหน้าจืด ดวงตาวาววับ กวางตายแน่ นิ่งอยู่ฉากหลัง ลูกศรจากคันธนูของเธอปักอก สาระส�ำคัญในชีวิตของคน เรา มักจะเกิดขึ้นในยามที่เราไม่อยู่ในภาพนั้น แต่ดูเหมือนว่าผมค้นพบวิธี ทีจ่ ะถมเติมช่องว่างนัน้ ให้เต็มขึน้ มาได้ ทุกอย่าง ทุกเรือ่ งราวบรรจุอยูใ่ นหัว ของผมแล้ว เก็บรายละเอียดทุกอย่างได้ครบถ้วน ไม่ละเว้นแม้สายหมอก ที่ลอยเฉียงเหนือผิวน�้ำรุ่งอรุณ...ทุกอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่คำ� บอกใบ้ที่บังเอิญ ค้นพบในยามทีเ่ ปิดกล่องดีบกุ โบราณทีส่ มควรจะปิดสนิท แมงมุมชักใยหนา ...อาดัมเติมเครื่องดื่มลงในแก้วให้มารดา ตรวจร่างกายของเธอต่อ ไปด้วยความกังวล “ทาครีมบนผื่น, อัมม่า ถ้าปวดหัว ให้กินยาเม็ดแก้ ปวด ต่อมพุพองต้องเจาะให้ยุบ ถ้าเผื่อแม่ใช้ผ้าคลุมเพอร์ดาห์ในร้าน ก็ จะไม่มีสายตาหยาบหยามมองเห็น ความกังวลพวกนั้นมักจะคิดไปเอง...” ...เสียงพายวักน�้ำ น�้ำลายหล่นกระทบผิวทะเลสาบ พ่อเฒ่าทายกระ แอมในล�ำคอ บ่นงึมง�ำด้วยความขุน่ ใจ “งามหน้าเหลือเกิน ไอ้เด็กตัวจ้อย นักกูโง่เขลา หายหน้าจากไปก่อนจะได้เรียนรูเ้ รือ่ งราวอันมีประโยชน์สกั เรือ่ ง ติดหัว มันกลับมา กลายเป็นคุณหมอซาฮิบยิ่งใหญ่ มีกระเป๋าใบโตบรรจุ เครื่องไม้เครื่องมือคนต่างชาติ แต่มันยังโง่งั่งเหมือนนกฮูก ข้าสาบานได้ เรื่องเลวร้ายงามหน้าเหลือเกิน” ...หมออาซิสอึดอัดใจ ขยับเท้าเปลี่ยนท่ายืน รังสีอ�ำมหิตจากยิ้มชั่ว ร้ายของราชาที่ดิน ยากจะท�ำใจให้ผ่อนคลายได้ เขานิ่งรอคอยการตอบ สนองต่อภาพของเขาทีผ่ อู้ นื่ มองเห็น เคยคุน้ กับอาการกระตุกประหลาดใจ จากการมองเห็นร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหลายสี และจมูก...แต่กาห์นีไม่แสดง สัญญาณใดๆ หมออาซิสตัดสินใจจะไม่แสดงอาการอึดอัดใจให้ปรากฏ เขาหยุดขยับเท้า ชายทั้งสองยืนนิ่งจ้องหน้ากัน แต่ละฝ่ายสะกดข่ม(หรือ พยายามสะกดข่ม)ความรูส้ กึ ทีม่ ตี อ่ อีกฝ่าย ปลูกสานฐานแห่งความสัมพันธ์ ในอนาคตต่อกัน บัดนี้ กาห์นีขยับตัวแล้ว เปลี่ยนจากผู้หลงใหลศิลปะมา 28


เป็นจอมโหด “นี่เป็นโอกาสทองของคุณ, หนุ่มน้อย” อาซิสเบือนหน้าไป หาไดอานา เนื้อหนังสีชมพูตระการตา แทบไม่มีเนื้อผ้าบดบัง ...มารดาของเขาครางโอดครวญ สั่นศีรษะไปมา “ไม่, ลูกจะไปรู้ อะไร ลูกกลายเป็นหมอใหญ่ แต่ธุรกิจเพชรพลอยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใคร จะยอมซื้อเทอควอยซ์จากสตรีที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมสีด�ำ? จะค้าขายได้ ต้องมีความไว้วางใจ พวกเขาต้องมองเห็น แม่ต้องทนความเจ็บปวดและ ตุ่มพุพอง ไป, ไป ไม่ต้องกังวลไปกับแม่ผู้น่าสงสารของลูก” ...”วางท่าใหญ่โต, ตุ๋ย” พ่อเฒ่าถ่มน�้ำลายลงไปในทะเลสาบ “กระเป๋าใหญ่ วางท่าใหญ่โต บา! เราไม่มีถุงที่บ้านมากพอหรือไง แก ต้องหอบหิ้วกระเป๋าหนังหมูติดมือกลับมาด้วย แค่มองเห็นก็ทำ� ให้เราเป็น มลทินแล้ว แล้วไอ้ที่อยู่ข้างใน พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้” นายแพทย์อาซิสนั่ งอยู่กลางม่านลายดอกและกลิ่นก�ำยาน ห้วงความคิดคนไข้รอคอยอีกฟาก หนึ่งของทะเลสาบ ถูกดึงกลับมา เสียงบ่นโวยวายของพ่อเฒ่าทายเจาะ เข้ามาในจิตส�ำนึก กระตุกประสาทจนสะดุ้ง กลิ่นวอร์ดแผลเน่าคละคลุ้ง ท่วมกลิ่นก�ำยาน ดูเหมือนว่าพ่อเฒ่าจะโกรธขึ้งอะไรบางอย่าง ความแค้น เคืองฉุนเฉียวคล้ายจะพุ่งเป้ามาที่ลูกศิษย์เก่า กล่าวให้ชัด เน้นไปที่ล่วม ยาสีด�ำ หมออาซิสพยายามชวนคุย...”เมียของท่านสบายดีหรือ? ยังพูด กันเรือ่ งถุงเก็บฟันทองกันอยูห่ รือเปล่า?”...พยายามจะรือ้ ฟืน้ ความเป็นมิตร เก่าแก่ แต่พอ่ เฒ่าทายโกรธจนหน้ามืดตาบอดไปแล้ว ไอกรุน่ ผรุสวาทหลัง่ ไหลออกจากเรือนกาย กระเป๋าไฮเดลแบร์กสั่นสะท้านไม่อาจทานกระแส เกรี้ยวกราด “กระเป๋าอีตัวหนังหมูจากต่างแดนเต็มไปด้วยเล่ห์กลของคน ต่างด้าวท้าวต่างแดน กระเป๋าอวดใหญ่วางโต แล้วถ้าคนแขกเห็นกระเป๋า ใบนี้ ก็ไม่ยอมให้คนต่อกระดูกใช้ใบไม้หอ่ แล้วซี แล้วถ้าผัวคนไหนปล่อยให้ เมียนอนอยูข่ า้ งกระเป๋า จะได้เห็นมีดโผล่ออกมา กรีดเธอขาดสะพายแล่ง เรื่องงามหน้า ความคิดที่คนต่างชาติฝังหัวเด็กหนุ่มของเรา ข้าสาบานได้ เรื่องเลวชั่วร้ายทั้งนั้น กระเป๋าใบนี้น่าเผาไหม้ในนรก เผาไปพร้อมกับพวง 29


ไข่ของพวกไม่มีพระเจ้า” ...กาห์นรี าชาทีด่ นิ กดเหล็กดามด้วยนิว้ หัวแม่มอื “โอกาสทองเชียว นะ จริงแท้ ผูค้ นในเมืองเล่าขานถึงฝีมอื ของหมอ ความรูแ้ น่นจบจากเมือง นอก ดี...ครอบครัวมีเชื้อมีสาย แม่หมอประจ�ำบ้านของเราล้มป่วย หมอ ถึงได้โอกาสนี้ เธอป่วยบ่อย แก่หง่อมแล้ว ฉันคิดนะ ฉันไม่สนใจติดตาม ข่าวคราว ฉันคิดนะ ปล่อยให้แม่หมอรักษาตัวเองไปเหอะ ฉันบอกอะไร หมอสักอย่างนะ ฉันไม่เคยเจือความคิดเข้าไปในการท�ำธุรกิจ ความรู้สึก ความรัก ฉันเก็บไว้ให้ครอบครัวเท่านัน้ ถ้าแม่หมอไม่อาจท�ำหน้าทีช่ นั้ หนึง่ ให้ฉันได้ เชิญเลย ไสหัวไปให้พ้น เข้าใจไหม? เอาละ, นาซีม ลูกสาว ของฉันไม่สบาย หมอจะต้องดูแลเธออย่างเลิศสุด จ�ำไว้ให้ดีว่าฉันมีเพื่อน มากมาย ความป่วยไข้เลวร้ายท�ำลายคนทั้งสูงทั้งต�่ำเท่าเทียมกัน” ...“ท่านยังดองงูน�้ำในโถเหล้า ดื่มเพื่อเพิ่งพลังพลายอยู่หรือ, ทาย จิ? ยังกินเหง้าบัวโดยไม่ปรุงรสเหมือนเคย?” ค�ำถามปวกเปียก สลายหาย ไปกับพลังแค้นเคืองของพ่อเฒ่า นายแพทย์อาซิสเริม่ วินจิ ฉัย ในสายตาคน แจวเรือ ล่วมยาแทนค่าคนต่างชาติ สิ่งแปลกปลอม ภัยรุกราน ความ เจริญก้าวหน้าของโลก ใช่แล้ว, กระเป๋ามาจับจองหัวคิดของหมอ แล้วก็ ใช่อีก ในนั้นมีมัด มียารักษาอหิวาตกโรค มาลาเรีย และฝีดาษ ใช่อีก, กระเป๋าวางอยูร่ ะหว่างกลางนายแพทย์กบั คนแจวเรือ ท�ำให้สองฟากฝัง่ เป็น ปฏิปกั ษ์กนั หมออาซิสเริม่ ต่อสู้ สูก้ บั ความเศร้า สูก้ บั ความแค้นเคืองของ พ่อเฒ่าทาย ซึ่งเริ่มจะแพร่ระบาดมาคุกคามจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัว เขาเอง ปะทุนานครั้ง แต่เกิดเมื่อใด มักจะแผดเสียงกึกก้องจากห้วงลึก ท�ำลายทุกอย่างในเส้นทาง แล้วหายวับไป ทิ้งความกลวงไว้ในอกให้สงสัย ว่าท�ำไมทุกคนรอบข้างจึงขุ่นเคืองใจนัก...เรือสิคาราใกล้ถึงบ้านของกาห์นี คนรับใช้ยืนรอที่ท่าเทียบ มือประสานไว้กลางล�ำตัว หมออาซิสหันความ คิดมายังงานในมือ ...“หมอคนเก่าเห็นชอบแล้วหรือที่ผมจะมารักษาไข้, กาห์นีซา 30


ฮิบ?”...อีกครัง้ ทีค่ �ำถามปวกเปียกถูกปัดทิง้ ไปด้านข้าง ราชาทีด่ นิ ให้ค�ำตอบ “โอ, เธอต้องเห็นพ้องอยู่แล้ว ตามฉันมาเถิด” ...คนรับใช้รอรับทีท่ า่ เรือ จับหัวเรือให้มนั่ ในขณะทีห่ มออาซิสก้าวขึน้ ท่าเทียบ ในมือถือล่วมยา และบัดนี้ ในท้ายที่สุด พ่อเฒ่าทายหันความ แค้นเคืองพุ่งเป้าตรงมายังคุณตาของผม “บอกอะไรหน่อย, คุณหมอซา ฮิบ ในกระเป๋าหนังหมูตายมีเครือ่ งมือทีห่ มอต่างชาติใช้ดมคนไข้หรือเปล่า?” อาดัม อาซิสสัน่ หัว ไม่เข้าใจค�ำถาม น�ำ้ เสียงของพ่อเฒ่าขุน่ เขียวด้วยความ รังเกียจชิงชัง “ท่านขอรับ ไอ้ทยี่ าวเฟือ้ ยเหมือนงวงช้าง” อาซิสเข้าใจแล้ว ว่าเขาหมายถึงอะไร “อ๋อ, เครื่องฟังตรวจ ก็ต้องมีอยู่แล้ว” พ่อเฒ่าผลัก เรือสิคาราออกจากท่า ถ่มน�้ำลายก่อนพายเรือจากไป “รู้อยู่แล้ว แกก็คง ใช้เครื่องจักรนั้นแทนจมูกของแก” คุณตาของผมไม่เสียเวลาอธิบายว่าเครื่องฟังตรววจเป็นหูมากกว่า จมูก เขาคอแข็งด้วยความขุ่นเคืองใจ ความโกรธแค้นของเด็กน้อยที่ถูก ทอดทิ้ง ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้รออยู่ เวลาโรยตัวและเน้นความสนใจไปยัง สาระส�ำคัญของเสี้ยววินาทีนั้น บ้านใหญ่โตหรูหราแต่แทบมองไม่เห็นทาง กาห์นตี กพุม่ หม้าย คนรับ ใช้ถอื โอกาสขีเ้ กียจ หยากไย่รงุ รังทีม่ มุ ห้อง ฝุน่ ขาวคลุมราวระเบียง ราชา ทีด่ นิ พาหมอเดินไปตามช่องทางเดิน ประตูบานหนึง่ เปิดอ้าทิง้ ไว้ อาซิสมอง เห็นห้องรกรุงรัง ภาพทีเ่ หลือบแลไปพบบวกเข้ากับแสงสะท้อนจากแว่นด�ำ ของกาห์นี แจ้งข่าวชัดเจนว่ากาห์นรี าชาทีด่ นิ เป็นชายตาบอด อาซิสสะทก สะท้อนในอก ชายตาบอดทีก่ ล่าวอวดอ้างว่าชืน่ ชอบภาพเขียนสีน�้ำมันสไตล์ ยุโรป? ความรู้สึกวูบถัดมาเป็นความประทับใจที่ราชาที่ดินไม่เดินชนอะไร เลย ทั้งสองหยุดยืนหน้าประตูไม้สักบานใหญ่ กาห์นีกล่าว “รอที่นี่สอง อึดใจ” ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องหลังประตูบานนั้น หลายปีหลังจากนั้น หมออาซิสสาบานว่าช่วงเวลาสองอึดใจที่ยืน 31


รออยู่ในช่องทางเดินมืดสลัว หยากไย่รุงรังในคฤหาสน์ของราชาที่ดิน เขา รู้สึกวาบขึ้นมาในอกว่าสมควรจะหันหลัง วิ่งหนีออกจากที่นั่น เร็วเท่าที่ ขาจะพาร่างเคลื่อนไปได้ ประสาทกระเจิงไปกับชายตาบอดชื่นชอบภาพ เขียน ท้องไส้ปน่ั ป่วนไปจากแมลงคลานยุกยิกจากพิษร้ายของเสียงบ่นงึมง�ำ ของพ่อเฒ่าทาย จมูกของเขาคันยุบยิบจนถึงขั้นที่เขาเชื่อว่าน่าจะติดเชื้อ กามโรคมาแล้ว เขารู้สึกได้ทีละน้อยว่าเท้าสองข้างมีตะกั่วไหลอาบ รินเท ลงไปทีละน้อยจนขยับตัวไม่ได้ เลือดฉีดแรงจนขมับเต้นตุบ ชาไปทั่วร่าง เมื่อรู้สึกว่าตกมาอยู่ในจุดที่ไม่อาจหันกลับได้อีกต่อไปแล้ว ความรู้สึกเข้ม ข้นแทบปัสสาวะเล็ดมาเปียกกางเกงขายาวผ้าขนสัตว์เยอรมัน คุณตาไม่รู้ ตัว ใบหน้าแดงฉานควบคุมตัวเองไม่ได้ วินาทีนั้น มารดาของเขาโผล่มา ปรากฏตัวต่อหน้า นั่งอยู่บนพื้นห้องหลังโต๊ะเตี้ย ผื่นแผ่ลามไปทั่วใบหน้า เหมือนคนหน้าแดงในขณะที่เธอยกเทอร์ควอยซ์ส่องรับแสง ใบหน้าของ เธอมีเค้าหน้าสะอิดสะเอียนชิงชังเหมือนพ่อเฒ่าทาย “ไปเลย วิ่งไปเลย” เธอบอกเขาด้วยเสียงของพ่อเฒ่าทาย “ไม่ต้องมาสนใจแม่ชราผู้น่าสงสาร ของแก” นายแพทย์อาซิสรูส้ กึ ตัวว่าพูดตะกุกตะกัก “ผมเป็นลูกชายไร้คา่ , อัมม่า ไม่เห็นหรือว่าผมมีรูโหว่อยู่กลางล�ำตัว ขนาดเท่าแตงโม?” แม่ยิ้ม ตอบ รอยยิ้มเจ็บปวดรวดร้าวใจ “แกเป็นเด็กไร้หัวใจเสมอมา” เธอถอน หายใจ จากนั้น ร่างเลอะเลือนเปลี่ยนไปเป็นตุ๊กแกเกาะอยู่บนผนัง แลบ ลิ้นหลอกเขา นายแพทย์อาซิสเวียนหน้า ไม่แน่ใจว่าตัวเองส่งเสียงตอบ ออกมาจริงหรือไม่ สงสัยตัวเองว่าหมายความว่าอย่างไรเรื่องรูโหว่กลาง ตัว เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเท้าสองข้างไม่อยากวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว รู้สึกตัวว่ามี สายตาจ้องมองอยู่ หญิงร่างยักษ์ ท่อนแขนอุดมด้วยมัดกล้ามเหมือนนัก มวยปล�ำ้ จ้องมองเขาเขม็ง ให้สญ ั ญาณให้เดินตามเธอเข้าไปในห้อง ส่าหรี ทีส่ วมใส่บง่ บอกว่าเธอเป็นหญิงรับใช้ แต่หาใช่ทาส “เค้าหน้าโง่เง่าเหมือน ปลา” เธอกล่าว “พวกหมอหนุ่ม เข้ามาในบ้านคนอื่น ผิดที่แปลกทาง ตับเหลวกลายเป็นวุ้นไปเลย มาเถอะ, คุณหมอซาฮิบ คนอื่นๆ รออยู่” 32


เขาก�ำหูกระเป๋าแน่นเกินไป เดินตามหลังเธอผ่านบานประตูไม้สักด�ำ ...ในห้องนอนโอ่โถง มืดสลัวเหมือนส่วนอื่นๆ ในบ้าน แม้จะมี ล�ำแสงฝุ่นขาวส่องเฉียงผ่านช่องลมสูงเหนือผนังด้านหนัง แสงอับส่องภาพ พิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่หมออาซิสเคยพบเห็นมา ความแปลกสุดเพี้ยนที่ทำ� ให้ เท้าขยับอีกครั้งคล้ายจะวิ่งออกจากห้อง สตรีอีกสองนาง ร่างนักมวยปล�ำ้ อาชีพทัง้ คู่ ยืนกลางวงแสง มือยกสูงเหนือศีรษะ จับมุมผ้าปูทนี่ อนผืนใหญ่ โรยตัวลงมาเหมือนม่าน กาห์นรี าชาทีด่ นิ หลุดหายออกจากช่องแสง ร่าง จมอยู่ในเงามืด ปล่อยให้หมออาซิสเบิ่งตาบื้อใบ้จ้องมองผ้าปูที่นอนผืนนั้น ราวครึ่งนาที ก่อนจะมีค�ำถามหลุดผ่านริมฝีปาก นายแพทย์อาซิสค้นพบ ค�ำตอบ กลางผืนผ้าปูที่นอน เจาะรูโหว่ ช่องกว้างตัดหยาบๆ เส้นผ่าน ศูนย์กลางราวเจ็ดนิ้ว “ปิดประตู อายาห์” กาห์นีสั่งหญิงรับใช้คนแรก จากนั้น หันหน้า ไปหาหมออาซิส กระซิบบอกด้วยท่าทางแสดงว่าเป็นความลับ “เมืองนี้มี คนไร้คา่ มากหลายทีพ่ ยายามปีนเข้าห้องนอนของลูกสาวของฉัน” เขาพยัก หน้าไปทางหญิงนักมวยปล�้ำทั้งสาม “เธอจ�ำเป็นต้องมีองครักษ์ปกป้อง” หมออาซิสยังเบิง่ ตาจ้องผ้าปูทนี่ อนเจาะรู กาห์นกี ล่าวต่อ “เอาเถอะ ไปตรวจร่างกายของนาซีมได้แล้ว เดี๋ยวนี้เลย” คุณตาของผมเหลียวซ้ายแลขวาไปรอบห้อง “แต่เธออยู่ที่ไหน กาห์ นีซาฮิบ?” เขาส่งเสียงโพล่งถามได้ในที่สุด นักมวยปล�้ำสตรีทั้งสามวางท่า ปัน้ ปึง่ หากตาของเขาไม่ฝาด เขามองเห็นการเบ่งกล้ามเตรียมพร้อม เผือ่ ว่าเขาจะท�ำอะไรพิลึกกึกกือ “อา, พอจะมองเห็นความสับสนวุ่นวายใจของหมอ” กาห์นีตอบ รอยยิ้มยาพิษกระจายทั่วใบหน้า “พวกนักเรียนนอกยุโรปลืมเรื่องบาง อย่างไปแล้ว คุณหมอซาฮิบ, ลูกสาวของฉันเป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง นั่น ไม่จ�ำเป็นต้องกล่าว เธอไม่แร่เปิดเนื้อเปลือยร่างให้คนแปลกหน้าได้เห็น 33


หมอไม่ได้รบั อนุญาตให้เห็นตัวเธอ ไม่, ไม่มที าง ไม่วา่ จะอยูใ่ นสถานการณ์ ใด ดังนั้น ฉันให้ลูกสาวยืนอยู่หลังผืนผ้า เธอจะยืนอยู่ที่นั่นเหมือนผู้หญิง ดีๆ พึงกระท�ำ” ความตระหนกแผ่เข้ามาเจือในเสียงของนายแพทย์อาซิส “กาห์นซี าฮิบ ผมจะตรวจร่างกายเธอได้อย่างไรโดยไม่เห็นตัวเธอ?” “หมอจะระบุต�ำแหน่งเนื้อตัวของลูกสาวของฉันที่จ�ำเป็นต้องตรวจ ฉันจะเป็นผู้ออกค�ำสั่งให้เลื่อนช่องเจาะมายังต�ำแหน่งนั้น การด�ำเนินการ ในลักษณะนี้ งานจ�ำเป็นต้องกระท�ำจะส�ำเร็จลุล่วง” “แต่วา่ ทีไ่ หนทีค่ ณ ุ ผูห้ ญิง บ่นว่าไม่สบายตัว?” เสียงของคุณตาหดหู่ ท้อแท้ ค�ำถามที่ท�ำให้ดวงตาของกาห์นีพลิกมองไปยังเบื้องบน รอยยิ้ม ยาพิษเปลี่ยนเป็นรอยหยักระทมทุกข์ “ยายหนูที่น่าสงสาร เธอปวดท้อง แสนสาหัส” “เช่นนั้น...” นายแพทย์อาซิสกล่าวด้วยมาดเครียดขรึม “แสดง หน้าท้องของเธอ, ได้โปรด”

34


Midnightchildren