Issuu on Google+


เริงระบ�ำแดนสนธยา สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2556 © ส�ำนักพิมพ์ก�ำมะหยี่ ลิขสิทธิ์ภาษาไทย © นพดล เวชสวัสดิ์ พ.ศ. 2556


เริงระบ�ำแดนสนธยา Dance, Dance, Dance Haruki Murakami นพดล เวชสวัสดิ์

เขียน แปล

บรรณาธิการ บรรณาธิการบริหาร บรรณาธิการจัดการ

จินตนา เวชสวัสดิ์ อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง มณฑา มัญชุนากร ศรรวริศา เมฆไพบูลย์

ออกแบบปก ภาพถ่ายปก รูปเล่ม พิสูจน์อักษร

Atelier EN (www.AtelierEN.org) ฟิลิปป์ กาบูล็อง ศุภรักษ์ ปฐมกสิวัฒนา ปานอรุณ

DANSU, DANSU, DANSU by Haruki Murakami Copyright © 1988 Haruki Murakami All rights reserved. Originally published in Japan by KODANSHA., Tokyo Thai translation rights arranged with Haruki Murakami through THE SAKAI AGENCY and SILKROAD AGENCY. พิมพ์ครั้งที่ 1 (ส�ำนักพิมพ์ก�ำมะหยี่) : กันยายน 2556 การจัดพิมพ์ครั้งก่อนหน้า : มีนาคม 2547 (ส�ำนักพิมพ์แม่ไก่ขยัน) ISBN 978-616-7591-20-9 ราคา 380 บาท


ส�ำนักพิมพ์ก�ำมะหยี่ 74/1 รังสิต-นครนายก 31 ธัญบุรี ปทุมธานี 12130 โทรศัพท์ : 084 146 1432 โทรสาร : 02 996 1514 Email : gammemagie@gammemagie.com Homepage : http://www.gammemagie.com Facebook : http://www.facebook.com/GammeMagieEditions

พิมพ์ที่ : ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด ภาพพิมพ์ 296 ซอยอรุณอมรินทร์ 30 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ : 02 433 0026-7, 02 433 8586 โทรสาร : 02 433 8587 Homepage : http://www.parbpim.com

จัดจ�ำหน่ายทั่วประเทศโดย บริษัทอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จ�ำกัด 108 หมู่ที่ 2 ถนนบางกรวย-จงถนอม ต�ำบลมหาสวัสดิ์ อ�ำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130 โทรศัพท์ : 02 423 9999 โทรสาร : 02 449 9222, 02 449 9500-6 Homepage : http://www.naiin.com


ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์

Dance Dance Dance ในชื่อรหัสของส�ำนักพิมพ์เราว่า DDD ในชื่อภาษาไทยชวนเคลิบเคลิ้ม เริงระบ�ำแดนสนธยา

ในการพิมพ์ครั้งที่แล้ว ส�ำนักพิมพ์แม่ไก่ขยันโปรยหน้าปกเล่มนี้ว่า การ ผจญภัยครั้งใหม่ของ ‘โบคุ' ฮารูกิ มูราคามิ ผู้เขียนได้กล่าวในบทส่งท้ายว่า นิยายเรื่องนี้ เริ่มเขียน เมื่ อ วั น ที่ 17 ธั น วาคม 1987 เสร็ จ สิ้ น ในวั น ที่ 24 มี น าคม 1988 เป็ น นิ ย าย เรื่องยาวเรื่องที่ 6 ที่ผมเขียน ตัวเอกในเรือ่ งนี้ 'โบคุ' เป็น 'ผม' คนเดียวกับ 'ผม' ในเรือ่ ง สดับลมขับขาน, พินบอล, 1973 และ แกะรอย แกะดาว ดังนั้น ท่านที่อ่าน ไตรภาคแห่งมุสิก สามเล่มที่กล่าวข้างบนแล้ว จะ ได้ความรู้สึกเหมือนกลับไปงานเลี้ยงรุ่น เพราะมีสถานที่และตัวละครที่คุ้นเคย ขณะที่ท่านที่หยิบเล่มนี้มาอ่านก่อน ยังไม่ได้อ่านสามเล่มนั้น จะไม่มีความรู้สึก ต่อไม่ติด เพราะตัวละครใหม่ที่เข้ามาก็สร้างความสดใส พิลึก น่ารัก เปลี่ยน บรรยากาศ หักเหเรื่องราวไปยังทิศทางแปลกๆ ในจังหวะใหม่ ท�ำให้หนังสือ เล่มนี้สมบูรณ์ครบถ้วนเหมาะเจาะ ด�ำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง เช่นเดียวกับการผจญภัยทุกครั้งในทุกเล่มของ 'โบคุ' ขอให้มีความสุขในการอ่าน ด้วยไมตรี สนพ.ก�ำมะหยี่


ค�ำน�ำผู้แปล ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สาวหูสวย ดุ่มเดินล�ำพังลงจากเขาโค้งอันตราย เดินออกจากชีวิตของ ‘โบคุ’ เดินออกจากการไล่ล่าแกะที่มีปื้นรูปดาวบนแผ่นหลัง บัดนี้ โรงแรมโลมาส่งเสียงเพรียกเรียกหา จนโบคุต้องย้อนกลับไปที่นั่น สดับเรื่องพิลึกพิกลในยามที่ลิฟต์เลื่อนขึ้นสู่ชั้นมืดมิด การพักอาศัยในโรงแรมที่จบลงด้วยการรับผิดชอบ พาสาวน้อยเดินทางกลับโตเกียว การแวะเวียนเข้าไปในโรงภาพยนตร์เพื่อคลายเหงา และพบสาวหูสวยในฉากอีโรติกบนจอเงิน ล�ำน�ำเพลงแห่งยุคสมัยเรียงร่ายไม่ขาดสาย ส�่ำสัตว์ด�ำเนินไปตามท�ำนองกรรม เริงระบ�ำเข้าไปในแดนสนธยา


เดือนมีนาคม ปี 1983


1 ผมฝันบ่อยครั้งถึงโรงแรมโลมา ในห้วงฝัน ผมไปอยู่ที่นั่น ตกอยู่กลางสภาวการณ์ต่อเนื่องอะไรบางอย่าง บ่งชี้ยืนยันว่าผมสังกัดอยู่ในท�ำนองฝันนั้น โรงแรมโลมาบิดเบี้ยวผิดรูป แคบจนแทบจะแตะผนังทั้งสองด้านได้เหมือน สะพานคลุมด้วยซุ้มหลังคา สะพานทอดยาวเหยียดไร้ที่สิ้นสุดไปในห้วงเวลา ผมอยู่ที่นั่น ยืนอยู่กลางเส้นทาง ใครอีกคนอยู่ที่นั่นด้วย...ร�่ำไห้เพื่อผม โรงแรมโลมาโอบรัดผมไว้ ผมรูส้ กึ ถึงชีพจรเต้นตุบ ไออุน่ แผ่ซา่ นในความฝัน ผมเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม ผมตื่นคืนสติ แต่ที่นี่ที่ไหนกัน? ผมไม่ได้เพียงคิด หากแต่เปล่งเสียงถาม ตนเอง ‘ฉันอยู่ที่ไหน?’ ประหนึ่งว่าผมไม่ทราบ ผมอยู่ที่นี่ อยู่ในชีวิตของตัวเอง อยู่ในโลกที่มีรูปลักษณ์ยืนยันการด�ำรงอยู่ ผมจ�ำไม่ได้ว่าเคยให้ค�ำรับรองต่อ เค้าหน้าตัวตนหรือวิถีชีวิต บางคราวอาจมีหญิงสักคนนอนอยู่ข้างกาย บ่อยครั้ง ที่ผมนอนเดียวดาย มีเพียงผมกับทางด่วนที่แล่นเฉียดอพาร์ตเมนต์ แก้ววิสกี้ (ในนั้นยังเหลือวิสกี้อยู่ราวห้ามิลลิเมตร) และแสงมัวฝุ่นชั่วร้าย ไม่สินะ, เพียง แค่แสงขุ่นขาวธรรมดาสามัญนี่เอง บางคราวฝนตก หากฝนตก ผมถือโอกาส นอนต่อ ถ้ามีวสิ กีเ้ หลือในแก้ว ผมก็หยิบมาดืม่ ผมจะนอนเหม่อมองหยดน�ำ้ หยาด จากชายคา คิดถึงโรงแรมโลมา บางคราวก็จะบิดขีเ้ กียจเนิบช้ายาวนาน เหยียดยืด พอจะย�้ำเตือนกับตัวเองว่าผมเป็นผม มิได้สังกัดเป็นส่วนหนึ่งของที่ใด แต่ผมยัง จดจ�ำสัมผัสแห่งฝันนัน้ ได้ ชัดเจนคล้ายจริงเสมือนว่าจะยืน่ เหยียดปลายนิว้ ออกไป นพดล เวชสวัสดิ์

9


สัมผัสได้ กงล้อแห่งสรรพสิง่ ทีม่ ผี มรวมอยูใ่ นนัน้ จะเคลือ่ นที่ ถ้าผมเงีย่ หูสดับเสียง ก็พอจะได้ยินเสียงคืบเคลื่อนเชื่องช้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เหมือนริ้วละอองหล่น โปรยปราย ระลอกแล้วระลอกเล่า เม็ดหนึ่งหล่นทับอีกเม็ด ผมเปิดโสตประสาท รับสรรพส�ำเนียง นั่นเองที่ผมได้ยินเสียงแผ่ว เสียงร�่ำไห้แผ่วจาง เสียงสะอื้นจาก ที่ไหนสักแห่งในความมืดมิด...ใครสักคนร�่ำไห้เพรียกเรียกหาผม โรงแรมโลมามีตัวตนอยู่จริง โรงแรมตั้งอยู่ในย่านหนึ่งของซัปโปโระ ใน กาลครั้ ง หนึ่ ง เมื่ อ หลายปี ล ่ ว งมาแล้ ว ผมเคยไปพั ก ที่ นั่ น หนึ่ ง สั ป ดาห์ เ ต็ ม ๆ ไม่, ก�ำจัดความคลุมเครือทิ้งไปเสีย ผมไปที่นั่นเมื่อใดกัน? เมื่อสี่ปีก่อน กล่าว ให้ชัดก็ต้องสี่ปีครึ่ง ผมยังอยู่ในช่วงวัยยี่สิบ ผมเข้าพักในโรงแรมโลมากับสาว คนหนึ่ง เธอเป็นผู้เลือกโรงแรม ‘เราจะไปพักที่นั่น’ ถ้าไม่ใช่ความต้องการของเธอ ผมคงจะไม่ย่างเหยียบเข้าไปในโรงแรมนั้น โรงแรมเล็กซอมซ่อ ตลอดเวลาที่เราพักที่นั่น ผมไม่เคยได้เห็นแขกอื่น มาพักสักคน จริงอยู,่ มีผคู้ นเดินผ่านตาในล็อบบี้ แต่ใครจะทราบได้วา่ คนพวกนัน้ พักอยู่ในโรงแรม กุญแจบนแผงหลังเคาน์เตอร์หายไปหลายช่อง ผมเลยเดาเอา ว่าน่าจะมีแขกรายอื่นๆ พักอาศัยอยู่ในโรงแรม แต่ก็ไม่มากนัก จริงๆ นะ ถ้าหา ป้ายโรงแรมมาแขวนไว้ในเมืองใหญ่ จดแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ลงในท�ำเนียบ โรงแรม ก็ดูสมเหตุสมผลที่ไม่น่าจะเปิดด�ำเนินการโดยไม่มีใครสักคนเข้ามาพัก เอาละ, ถือว่ามีแขกคนอืน่ พักอยูใ่ นโรงแรม แต่กย็ งั เงียบเชียบอยูด่ ี เราไม่เคยได้ยนิ เสียงผู้คน แทบจะไม่เห็นสัญญาณการด�ำรงอยู่ใดๆ ข้อยกเว้นเพียงประการเดียว กุญแจบนแผงหลังเคาน์เตอร์จะสลับสับที่ในแต่ละวัน หรือว่าคนพวกนี้เป็นแค่ เงามืดย่องเงียบมาในช่องทางเดิน? กลัน้ ลมหายใจนิง่ ไว้? บางคราวเราได้ยนิ เสียง ลิฟต์เลือ่ นครืดคราด แต่เมือ่ ลิฟต์หยุด ความเงียบสงัดหวนคืนกลับมาคุกคามอีกครัง้ โรงแรมลึกลับซ่อนปริศนา ความคิดแรกที่ผุดเข้ ามาในใจ โรงแรมนี้สะกิดให้ผมนึกถึงทางตันเชิง ชีววิทยา การถดถอยเชิงพันธุกรรม อุบัติเหตุเพี้ยนในธรรมชาติ โยนสิ่งที่มีชีวิต ไว้ผดิ เส้นทาง วิถที ไี่ ม่มที างย้อนกลับ เวกเตอร์ววิ ฒ ั นาการสะบัน้ ขาด ชีวติ ����ำพร้า 10

เริงระบ�ำแดนสนธยา


ปล่อยทิง้ ไว้หลังม่านประวัตศิ าสตร์ ดินแดนทีเ่ วลาหลงลืม เรือ่ งทัง้ มวลไม่ใช่ความ ผิดของใคร ไม่มีใครต้องแบกรับค�ำต�ำหนิ ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ โรงแรมโลมาไม่สมควรจะสร้างอยู่ที่จุดนั้น นั่นเป็นความผิดพลาดข้อแรก เริ่มนับหนึ่งได้ ที่ตามมาเลวร้ายยิ่งกว่า เสมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรก ผิดที่ เสียแล้ว ต่อให้ดนิ้ รนแก้ไขในสิง่ ผิด ก็มที างสายเดียว น�ำมุง่ หน้าไปสูเ่ รือ่ งวายป่วง วิจิตรหรูหรา ไม่มีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องไหนถูกต้องเหมาะควร ไม่ว่าจะมอง จุดใดในโรงแรมก็จะต้องเอียงใบหน้าสักสองสามองศาเสียก่อน เถอะ, ไม่ถึงกับ ก่อภัยใดให้เป็นอันตราย แล้วก็ไม่มากพอจะตีตราได้ว่าเพี้ยนพิลึก ใครจะไปรู้ ได้เล่า? อยูไ่ ปนานวันอาจคุน้ ชินกับโลกเบีย่ งเบนจากแนวระนาบก็เป็นได้ (เมือ่ ใด ทีพ่ ลัดเข้าไปในท�ำนองเช่นนีแ้ ล้ว จะไม่มวี นั มองโลกรอบข้างได้โดยไม่เอียงใบหน้า ออกจากแนวดิ่ง) นั่นละ, โรงแรมโลมา ขาดไร้เพียงอย่างเดียวคือ สภาวะปกติ ความสับสน ซ้อนทับความยุ่งเหยิง เข้มข้นจนถึงจุดอิ่มตัว เคลื่อนมุ่งหน้าไปยังอนาคตที่ไม่ ไกลนัก เพื่อถูกกลืนหายไปในเกลียวแห่งกาลเวลา เพียงเหลือบมอง ใครๆ ก็ ประจักษ์ อาคารชวนให้สมเพชเวทนา เหมือนหมาด�ำสามขาผอมโซ ยืนสั่น ตัวเปียกโชกในฝนหนาวเยือกของเดือนธันวาคม โรงแรมซึมเซามีอยู่ทุกหัวระแหง แต่โรงแรมโลมาโดดเด่นเป็นเอก จัดอยู่ในประเภทของตนเอง โรงแรมโลมา เศร้าสร้อย โรงแรมโลมาทุกข์ระทม คงไม่ตอ้ งกล่าวให้มากไปกว่านี้ เว้นแต่แขกผูม้ าพักทีห่ ลวมตัวมาพักแล้ว ก็ คงไม่มีใครอื่นเลือกจะเข้าพักในโรงแรมนี้ หากไม่นบั ชือ่ งามนามเพราะ (โลมาชวนให้คดิ ถึงโรงแรมรีสอร์ตหมดจดสดใส ริมทะเลอีเจียน) ถ้าไม่มีป้ายแขวนบอกไว้ ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นโรงแรม แม้แต่ ป้ายทองเหลืองติดข้างประตูทางเข้า ยังไม่บ่งบอก โรงแรมโลมาละม้ายคล้าย พิพิธภัณฑ์...พิพิธภัณฑ์เพี้ยนที่คนเพี้ยนย่องเข้ามาดูของสะสมเพี้ยน ค�ำกล่าวไม่ผิดจากความจริงไกลเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งของโรงแรมโลมา แท้จริงแล้วก็เป็นพิพิธภัณฑ์ ขอถามเถอะ มีใครคนไหนอยากเข้าพักโรงแรม นพดล เวชสวัสดิ์

11


แบบนี้ด้วย? ที่พักอาศัยแทรกอยู่กับหีบสมบัติโบราณ ช่องทางเดินมืดสลัวมี แกะสตัฟฟ์ ขนแกะกลิ่นสาบสาง และเอกสารขึ้นรา รูปถ่ายสีเลือนจาง...มุมห้อง มืดซุกด้วยคราบฝันที่ไม่เคยเป็นจริง เครื่องเรือนซีดไร้สีสัน โต๊ะโยกเยก ล็อกประตูใช้ไม่ได้ พื้นไม้ขีดข่วนจน ขึ้นฝ้า หลอดไฟมัวสลัว อ่างล้างหน้าจุกยางอุดน�้ำไม่อยู่ หญิงท�ำความสะอาด อวบอ้วนเดินกระเพื่อมเหมือนช้างเยื้องย่างไอโขลก ชายตาเศร้า วัยกลางคน เจ้าของโรงแรม ปักหลักอยู่หลังเคาน์เตอร์หน้าชั่วนิรันดร์ นิ้วมือขาดหายไปสอง เค้าหน้าและแววตาฉายให้เห็นว่าไม่มีเรื่องใดในชีวิตเรียกได้ว่าราบรื่นสมหวัง ตัวอย่างของแท้ของความหวังพลัดหลุดจากมือ เกี่ยวลากขึ้นจากการจุ่มแช่ใน น�ำ้ หมึกข้ามคืน วิญญาณย้อมด้วยเคราะห์รา้ ย ความล้มเหลว และความพ่ายแพ้ เพียงมองเห็นก็อยากจะน�ำไปบรรจุไว้ในตู้กระจก เข็นไปวางอวดหน้าชั้นเรียน วิทยาศาสตร์ เปิดตัวมนุษย์พันธุ์ใหม่ โฮโม อภิมหาโชคคุด เกือบทุกคนที่ได้เห็น ใบหน้า ไม่น้อยก็มาก ซับซาบถึงความระโหยในวิญญาณของตน คนไม่น้อย จะรู้สึกเคียดขึ้ง (คนบางคนเดือดดาลที่ได้เห็นตัวอย่างบกพร่องอัปลักษณ์ของ มนุษยชาติ) แล้วใครกันอยากจะมาพักในโรงแรมแห่งนี้? ใครที่ว่าไม่ใช่เรา เราเข้าพักที่นี่ ‘หนูมองภาพไม่ออกว่าจะไปพักที่อื่นได้ ยังไง’ เธอยืนยันเสียงใส อีกไม่นานเธอก็หายลับไป ลุกเดินจากไปไร้ร่องรอย มนุษย์แกะเป็นผู้บอกผม ‘แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เดินทางกลับไปคนเดียวตอนบ่ายแก่ๆ’ นั่นละ ค�ำพูดของมนุษย์แกะ มนุษย์แกะดูเหมือนจะทราบว่าเธออยู่ไม่ได้ ต้อง ลงจากเขา เหมือนที่ผมมาทราบในภายหลัง หน้าที่ของเธอหนึ่งเดียวคือน�ำผมไป สู่จุดหมาย ประหนึ่งเป็นชะตากรรมขีดก�ำหนดไว้ชัดแจ้ง เหมือนแม่น�้ำไหลออกสู่ ทะเล เหมือนฝนตก ในยามที่ผมฝันถึงโรงแรมโลมา เธอเป็นภาพแรกที่ผุดมาในห้วงความคิด เธอควานหาผม จะมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือที่จะท�ำให้ผมฝันซ�้ำแล้วซ�้ำรอย? เธอ...ชื่อใดหรือ? เราอยู่ร่วมกันนานหลายเดือน ผมไม่เคยทราบชื่อเธอ ผมรูเ้ รือ่ งใดของเธอบ้างเล่า? เธอท�ำงานเป็นนางทางโทรศัพท์สงั กัดสโมสรรับเฉพาะ สมาชิกเท่านั้น เออ, เธอเป็นนางโลมชั้นสูง แล้วก็มีงานพิเศษอื่น เป็นเครื่องเคียง 12

เริงระบ�ำแดนสนธยา


ช่วงกลางวัน รับงานจรตรวจพิสูจน์อักษรในส�ำนักพิมพ์เล็กๆ บางคราวก็เป็น นางแบบใบหู กล่าวได้อีกอย่างว่า ท�ำงานยุ่งทั้งกลางวันและกลางคืน ก็แน่อยู่ แล้ว ไม่มผี ใู้ ดไม่มชี อื่ ผมแน่ใจว่า เธอคงสลับสับเปลีย่ นใช้ชอื่ ไม่ซำ�้ แล้วก็มองใน อีกแง่กไ็ ม่มชี อื่ ก�ำกับตน ข้าวของประดามี ซึง่ ก็มอี ยูไ่ ม่มากนัก ไม่มชี อื่ ก�ำกับ ไม่มี บัตรรถไฟ ไม่มใี บขับขี่ ไม่มบี ตั รเครดิต เธอมีสมุดบันทึกเล่มเล็กติดตัว เขียนด้วย ตัวยึกยือที่ยากจะถอดรหัส เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ประสงค์จะทิ้งร่องรอยให้สืบหาตัว ได้ นางโลมมีชื่อประจ�ำตัว แต่ในโลกใบนั้น ไม่มีผู้คาดคั้น ไม่มีความจ�ำเป็นต้อง เรียกชื่อ ผมแทบจะไม่ทราบเรื่องราวใดๆ ของเธอเลย เกิดที่ไหน อายุเท่าใด วันเกิด การศึกษา หรือมาจากครอบครัวใด...ศูนย์ กลัน่ ละอองเหมือนหยาดน�ำ้ ฟ้า รวมร่าง ให้ปรากฏ ก่อนจะระเหยหายไปไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงความทรงจ�ำ บัดนี้ ความทรงจ�ำต่อตัวเธอก่อรูปขึ้นร่างชัดขึ้นทุกขณะ คล้ายมีตัวตนแทบ จับต้องได้ เธอคร�่ำครวญผ่านสภาวการณ์ที่เรียกว่า โรงแรมโลมา ใช่แล้ว, เธอ ควานหาผมอีกคราว มีเพียงการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโรงแรมโลมา ผมจึง จะพบเธอได้อีกครั้ง เธอเป็นผู้ร�่ำไห้พร�่ำเพรียกเรียกหาผม สายตาเหม่อจ้องสายฝนโปรยปราย ผมนึกทบทวนความรู้สึกของการสังกัด เป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่าง มีใครสักคนร�่ำไห้เรียกหา จากที่ไหนสักแห่ง จาก ดินแดนไกลโพ้น สุดไกลในปลายฝัน ไม่ว่าผมจะยื่นมือออกไปไกลแค่ไหน ไม่ว่า จะเร่งรุดได้เร็วเพียงใด ผมไม่มีทางไปถึงที่นั่น ท�ำไมถึงมีคนวิงวอนเรียกหาผม? เธอส่งเสียงเรียกผม ไม่ผิดไปได้ จากที่ไหนสักแห่งในโรงแรมโลมา จาก ที่ไหนสักแห่งในจิตวิญญาณของผม ผมจะต้องเดินทางไปยังโรงแรมโลมา พา ตัวเข้าไปในฉากนั้น หลอมตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพพิลึก เกี่ยวกลัดเข้าไป ในชะตากรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเดินทางกลับไปยังโรงแรมโลมา ไม่ใช่เพียงแค่การยก หูโทรศัพท์ขอจองห้อง กระโดดขึน้ เครือ่ งบิน บินตรงไปยังซัปโปโระ ภารกิจปฏิบตั ิ เสร็จสิน้ แล้ว เพราะโรงแรมนัน้ มีศกั ดิเ์ ป็นสภาวการณ์เท่าเทียมกับการเป็นสถานที่ นพดล เวชสวัสดิ์

13


...ภำวะที่แปลงโฉมให้ดูคล้ำยอำคำรโรงเรือน กำรเดินทำงย้อนกลับไปยังโรงแรม โลมำ หมำยถึงกำรย้อนกลับไปเผชิญหน้ำเงำอดีตอีกครั้ง เพียงแค่คิดก็หดหู่ เศร้ำซึมแล้ว ลบล้ำงควำมอุตสำหะทัง้ มวลทีท่ ำ� มำตลอดสีป่ ี พยำยำมลบเงำทะมึน เย็นเยือกให้พน้ ไปจำกใจ กำรย้อนกลับไปยังโรงแรมโลมำจะสลัดละทิง้ ควำมสงบ ที่เ���้ำรวบรวมมำได้ ห้วงสี่ปี ก็คงต้องออกตัวไว้ก่อนว่ำผมไม่ได้ประสบควำม ส�ำเร็จยิง่ ใหญ่อะไรเลย ไม่วำ่ จะมองในแง่ไหนก็เป็นแต่เพียงควำมสะดวกสบำยไป แกนๆ ผมพยำยำมแล้วนะ พยำยำมท�ำดีทสี่ ดุ แล้ว พยำยำมจับแพะให้ชนกับแกะ ปัน้ รูปสำนโครงร่ำงให้สอดคล้องไปกับโลกควำมเป็นจริงรอบตัว สร้ำงชีวติ ใหม่จำก เศษธุลีที่ยังหลงเหลืออยู่...จะให้ผมสละละทิ้งทุกสิ่งไปเลยหรือ? ทว่ำ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่นั่น ไม่อำจปฏิเสธได้ นิยำยเรื่องใหม่ที่จะเกิด สมควรย้อนกลับเริ่มต้นที่นั่น ผมพลิกตัวบนเตียง ปล่อยสำยตำค้ำงบนเพดำน ถอนหำยใจยำวออกมำ โอ, ยอมพ่ายเถอะ ผมคิดในใจ แต่ควำมคิดจะยอมแพ้ก็ไม่ชัดเจนนัก เรื่องอยู่ นอกกำรควบคุมของเอ็ง, ไอ้หนู จะบิดจะดัดอย่ำงไรก็ไม่อำจทำนรับได้ นิยำย เรื่องใหม่ขีดก�ำหนดตรำไว้ชัดเจนแล้ว

บอกเล่ำเรื่องของผม กำรแนะน�ำตัว ผมท�ำทุกบ่อยในโรงเรียน ทุกครำวที่เข้ำเรียนห้องใหม่ นักเรียนจะต้องเดิน ออกมำหน้ำชั้นทีละคน เล่ำเรื่องของตัวเองให้เพื่อนๆ ได้รับทรำบ ผมแนะน�ำตัว ไม่เก่ง จะเรียกว่ำ ‘ไม่เก่ง’ ก็คงไม่ถนัด เพรำะผมไม่อำจหำควำมหมำยแท้จริงมำ กลัดติดกับกระบวนวิธแี นะน�ำตัวเอง ผมรูเ้ รือ่ งอะไรเกีย่ วกับตัวเองบ้ำงเล่ำ? ตัวตน แท้จริงของผม ตัวตนที่ผมรู้จักผ่ำนจิตส�ำนึก...นั่นเป็นตัวตนแท้จริงหรือเปล่ำ? ภำพลักษณ์ตัวผมที่มีอยู่ อำจเป็นเพียงภำพปลอมท�ำเทียมที่หล่อมำผิดเบ้ำ และ เข้ำใจผิดไปยกใหญ่...เช่นเดียวกับเสียงอัดลงในเทปก็ไม่เหมือนเสียงจริงๆ ที่ 14

เริงระบ�าแดนสนธยา


ผมเปล่งออกมา...ผมคิดของผมอย่างนี้เสมอ ทุกคราวที่ผมต้องไปยืนหน้าชั้น เล่าเรื่องตัวเองให้ผู้อื่นรับทราบ ผมรู้สึกประหนึ่งว่าผมก�ำลังแอบไปแก้คะแนน ข้อสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนั่นก็ท�ำให้ผมหวาดๆ อย่างไรพิกล เอาละ, เมื่อ เกิดความจ�ำเป็น ผมก็มักจะยกข้อเท็จจริงไร้ความรู้สึกที่ไม่จ�ำเป็นต้องมีการแปล ความหมาย (ตั ว อย่ า งเช่ น ผมมี ห มา ผมชอบว่ า ยน�้ ำ ผมไม่ ช อบเนยแข็ ง ไปยาลใหญ่) แม้จะยกเรื่องนามธรรมมากล่าว ผมก็ยังรู้สึกว่าผมก�ำลังพูดถึง ข้อเท็จจริงเชิงนิยายของผู้คนในนิทาน ในยามที่ผมนั่งฟังเรื่องเล่าของคนอื่นด้วย ความรู้สึกนี้ เสียงที่ได้ยินเหมือนกับว่าพวกนั้นก�ำลังพูดถึงคนอื่น...เราใช้ชีวิต ของเราในโลกสมมติ สูดอากาศสมมติเข้าไปในปอด เอาเถอะ, ผมจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง สรรพสิ่งเริ่มต้นจากการเล่าเรื่อง ตัวเอง นั่นเป็นก้าวแรก ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ผู้คนก็จะหยิบข้อความนั้นไปเป็น บรรทัดฐานในการตัดสินพิพากษา ผมอาจวิพากษ์ตัวเองหรือปล่อยให้ผู้อื่น ขึ้นบัลลังก์ตัดสิน ช่างเถอะ, ช่วงนี้เป็นช่วงไปยืนเล่าเรื่องตัวเองหน้าชั้นนี่นา ถือได้ว่ามีความส�ำคัญยิ่งส�ำหรับผมที่จะเรียนรู้การเปล่งเสียงพูดจา ตอนนี้ผมชอบเนยแข็ง จ�ำไม่ได้วา่ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวว่าชอบก็ตอนที่ เพิ่งสังเกตเห็น เคยเลี้ยงหมาตัวหนึ่ง แต่ก็ตายเพราะปอดอักเสบหลังจากไปนอน ตากฝน เรือ่ งนัน้ เกิดขึน้ ตอนทีผ่ มเรียนชัน้ มัธยมต้น หลังจากนัน้ ผมก็ไม่เลีย้ งหมา อีกเลย ผมยังชอบการว่ายน�้ำนะ จบแล้วครับ อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตของคนเราไม่ได้ง่ายดายขนาดนี้ หากคนเราคาดหวัง อะไรสักอย่างในชีวิต (มีใครบ้างเล่าที่ไม่คาดหวังอะไรเลย?) ชีวิตก็จะข่มขู่รีดเค้น ข้อมูลจากมนุษย์ผู้นั้นมากกว่านี้ จ�ำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อจะน�ำมาพล็อต จุดพิกัดเพื่อเขียนแผนภูมิให้ได้ภาพชัดเจนแม่นย�ำ มิฉะนั้น จะไม่มีค�ำตอบ ไม่อาจประมวลผลเนื่องเพราะข้อมูลไม่เพียงพอ กรุณากดแป้นยกเลิกค�ำสั่ง ผมกดแป้นยกเลิกค�ำสั่ง จอเปลี่ยนเป็นสีขาวว่างเปล่า นักเรียนคนอื่นๆ นพดล เวชสวัสดิ์

15


ในชั้นขว้ำงปำสิ่งของใกล้มือใส่ผม มำกกว่ำนี้ เล่ำเรื่องตัวเองให้ละเอียดกว่ำนี้ คุณครูนวิ่ หน้ำ ผมอ้ำปำกนิง่ ไม่มคี ำ� พูดหลุดออกจำกปำก ยืนนิง่ ค้ำงหน้ำชัน้ เรียน ต้องพูด ไม่งนั้ เริม่ ต้นไม่ได้ มนุษย์เรำต้องอ้ำปำกพูดกันไม่ยงั้ พูดให้ยดื ยำว ที่สุดเท่ำที่จะเป็นได้ จะจริงหรือเท็จ ค่อยเก็บไปคิดตรึกตรองในภำยหลัง

บำงครำวมีสตรีมำนอนค้ำงคืนในห้องของผม เรำกินอำหำรเช้ำด้วยกัน จำกนั้นเธอก็จำกไปท�ำงำน เธอไม่มีชื่อ เหตุผลหนึ่งเดียวก็คือ เธอไม่ใช่ตัวเอก ในนิยำย ไม่ช้ำไม่นำนก็ต้องหำยตัวลำลับไป ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงควำมสับสน ผมจึงไม่ยอมมอบชือ่ ให้เธอ แต่กไ็ ม่ได้หมำยควำมนะว่ำ ผมไม่ให้ควำมส�ำคัญต่อ กำรด�ำรงอยู่ ผมชอบเธอมำก และยังชอบมำกหลังจำกที่เธอลำลับไปแล้ว ผมกับเธอเป็นเพือ่ นกัน มองในแง่หนึง่ ก็เป็นเพือ่ นกันได้ เธอเป็นคนคนเดียว ทีผ่ มเต็มใจจะเรียกว่ำ ‘เพือ่ น’ เธอมีเพือ่ นชำยเป็นตัวเป็นตนอยูแ่ ล้ว เธอท�ำงำนใน องค์กำรโทรศัพท์ ค�ำนวณค่ำโทรศัพท์ดว้ ยคอมพิวเตอร์ ผมไม่ได้ถำมรำยละเอียด ในงำนของเธอ แล้วเธอก็ไม่ได้บอกเล่ำ ผมแค่เดำเอำว่ำหน้ำที่ของเธอท�ำงำน เช่นนัน้ ค�ำนวณค่ำโทรศัพท์ บันทึกลงในใบแจ้งหนี.้ ..ทุกครำวทีผ่ มได้รบั ใบแจ้งหนี้ ค่ำโทรศัพท์ในตู้จดหมำย ผมรู้สึกเหมือนกับว่ำ ได้รับจดหมำยรัก ตัดเรื่องกำรงำนอำชีพให้พ้นไปได้แล้ว เธอนอนกับผมรำวสองหรือสำมครั้ง ในแต่ละเดือน เธอคิดว่ำผมเป็นมนุษย์เดินทำงมำจำกดวงจันทร์หรืออะไรสักอย่ำง “นี่, นี่ ท�าไมคุณไม่กลับไปดวงจันทร์ล่ะคะ?” เธอหัวเรำะคิกคัก แล้วเบียดร่ำง เปลือยเปล่ำมำทับตัวของผม เต้ำถันจะเบียดอัดแถวหน้ำท้องของผม เรำจะ นอนคุยกันเสมอในตอนย�่ำรุ่ง เสียงรถครืนโครมไม่ขำดสำย ผมฟังเพลงของ ฮิวแมนลีกจำกวิทยุ...ฮิวแมนลีก ชือ่ พิลกึ สิน้ ดี ชือ่ ทีอ่ ตุ ส่ำห์ตงั้ มำเรียกขำน ท�ำไม ไร้ควำมหมำยได้ขนำดนี้? ในอดีต วงดนตรีตั้งชื่อได้สวยสดงดงำมกว่ำนี้เยอะ ...อิมพีเรียลส์, ซูปรีมส์, เฟลมิงโกส์, ฟัลคอนส์, อิมเพรสชันส์, เดอะ ดอร์ส, โฟร์ซีซันส์ แล้วก็บีชบอยส์ 16

เริงระบ�าแดนสนธยา


เธอหัวเราะเสียงใสเมือ่ ผมยกแง่มมุ นีม้ าชีใ้ ห้เห็น เธอบอกว่าผมเป็นคนพิลกึ ผมไม่รตู้ วั นะว่ามีชนิ้ ส่วนใดในตัวของผมทีพ่ อจะเรียกว่าพิลกึ ได้ ผมมองตัวเองว่า เป็นคนปกติธรรมดาสามัญคนหนึง่ ผูส้ านต่อความคิดในเชิงปกติธรรมดาสามัญ... ฮิวแมนลีก “ฉันชอบอยูก่ บั คุณ” เธอบอกผม “...ในบางคราว อยากอยูก่ บั คุณแม้แต่ใน ตอนที่นั่งท�ำงานอยู่ในส�ำนักงาน” “ก็ดี” ผมตอบ “ในบางคราว...” เธอเน้นค�ำ ทิ้งช่วงจังหวะเงียบงันไปอีก 30 วินาที เพลง ฮิวแมนลีกจบลงไปแล้ว วิทยุเปิดเพลงต่อ วงทีผ่ มไม่รจู้ กั ชือ่ “...นัน่ ละทีเ่ ป็นปัญหา ของคุณ” เธอกล่าวต่อ “...ฉันอยากจะอยู่กับคุณมาก มากเหลือเกิน...แต่ฉันก็ไม่ อยากจะอยู่กับคุณตั้งแต่เช้าจรดกลางคืน เป็นประจ�ำทุกวัน” “ก็ดี” ผมตอบ “ไม่ได้หมายความนะว่า ฉันอึดอัดใจในตอนที่อยู่กับคุณ เป็นแต่เพียงว่า ในตอนที่ฉันอยู่ใกล้คุณ บางคราว ฉันรู้สึกว่าอากาศเบาบาง เหมือนไปอยู่บน ดวงจันทร์” “ก้าวเล็กๆ ของมนุษยชาติ...” “เฮ้ย, ไม่ใช่เรือ่ งตลกนะ” เธอยกเต้าถันขึน้ จากหน้าท้องของผม จ้องใบหน้า ผม “ฉันพูดแทนคุณ เคยมีใครบ้างไหมที่พูดแทนคุณ? มีใครไหมที่เคยคุยกับคุณ เรื่องแบบนี้?” “ม่าย” ผมตอบด้วยความสัตย์จริง ไม่เคยสักคน เธอท���้งตัวลงอีกครั้ง เต้าถันเนียนนุ่มเบียดอัดแปรรูปบนหน้าท้องของผม ผมลูบฝ่ามือบนแผ่นหลังเนียนเรียบ “ถึงไหนแล้ว? อ้อ, บางคราว ในตอนที่ฉันอยู่กับคุณ ฉันรู้สึกเหมือนว่า อากาศเบาบางเหมือนอยู่บนดวงจันทร์” “บนดวงจันทร์อากาศไม่เบาบาง” ผมกล่าวแก้ “...บนดวงจันทร์ไม่มอี ากาศ” “เบาบาง ยากจะหายใจ...” เธอกระซิบบอก ผมไม่ทราบว่าเธอไขหูหรือ ค�ำพูดของผมเดินทางไปไม่ถงึ หูของเธอ แต่เสียงกระซิบท�ำให้ร่างของผมแข็งเกร็ง นพดล เวชสวัสดิ์

17


ขึน้ มา ไม่ทราบสาเหตุแน่ชดั แต่มอี ะไรสักอย่างท�ำให้เครียดเกร็งขึน้ มา “บางคราว อากาศเบาบางจนฉันรู้สึกว่าคุณหายใจเอาอากาศคนละประเภทกับฉัน...ฉัน เข้าใจอย่างนั้น” “ข้อมูลไม่เพียงพอ” ผมตอบ “หรือนั่นหมายความว่า ฉันไม่รู้จักคุณเอาเสียเลย?” “ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง” ผมตอบยืนยัน “...เรื่องจริง ไม่ใช่แค่เล่นค�ำ เชิงปรัชญา ความเป็นจริง ข้อมูลของเรื่องนี้ไม่เพียงพอ” “คุณอายุ 33 ปีแล้ว ใช่ไหม?” เธอสอบถาม เธออายุ 26 ปี “34 ปี” ผมกล่าวแก้ “34 ปีกับอีกสองเดือน” เธอสั่ น ศี ร ษะไปมา จากนั้ น ลุ ก ออกจากเตี ย ง เดิ น ตรงไปที่ ห น้ า ต่ า ง แหวกม่าน นอกหน้าต่างเป็นทางด่วน เหนือทางด่วนเป็นดวงจันทร์เกีย่ วปลายฟ้า เวลา 6.00 น. ดวงโตขาวโพลนเหมือนกระดูก เธอสวมชุดนอนของผม “กลับไปดวงจันทร์ซะ” เธอชี้นิ้วไปที่ดวงจันทร์และพูดขึ้นมา “หนาว...ไม่หนาวหรือ?” “คุณหมายถึงบนดวงจันทร์หรือ?” “ม่าย, หมายถึงคุณ ตอนนี้” ผมกล่าว เดือนกุมภาพันธ์ เธอยืนอยู่ที่ หน้าต่าง ลมหายใจพวยไอขาวขุ่น เมื่อผมชี้ให้เห็น เธอเพิ่งรู้สึกหนาว เธอกระโจนกลับมาบนเตียง ผมกอดเธอไว้แน่น แม้แต่ชดุ นอนก็ยงั เย็นเฉียบ เธอจิ้มจมูกที่ซอกคอของผม ปลายจมูกก็เย็นเฉียบ “ฉันชอบคุณ” เธอบอก ผมพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีค�ำหลุดออกจากปาก ผมรู้สึกดี ต่อเธอ ผมมีความสุขเกินกว่าจะบรรยายได้ในยามที่ผมนอนกับเธอบนเตียง ผม โปรดการกอดเธอให้อุ่น ลูบไล้เส้นผมมันวาว ผมชอบฟังเสียงหายใจแผ่วเบา เป็นระยะในยามทีเ่ ธอหลับใหล ชอบการเดินไปส่งเธอไปท�ำงานในตอนเช้า ชอบที่ จะได้รบั จดหมายรักจากใบแจ้งหนีค้ ่าโทรศัพท์ทผี่ มเชือ่ ว่าเธอเป็นคนท�ำ และชอบ ที่จะเห็นเธอสวมชุดนอนของผม ผมไม่อาจแสดงความรู้สึกอัดแน่นในอกออกมา เป็นค�ำพูดได้...แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ถึงกับเป็นความรัก และไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น ความชอบ 18

เริงระบ�ำแดนสนธยา


ผมจะบอกอย่ำงไรดี? นั่นละ, ผมพูดอะไรออกมำไม่ได้ ไม่รู้ว่ำจะเลือกสรรค�ำพูดไหน ผมรู้สึกว่ำ เธอปวดใจทีผ่ มไม่พดู ไม่บอกควำมในใจ เธอพยำยำมกลบเกลือ่ นไม่ให้ผมทรำบว่ำ เธอขมขืน่ ใจ แต่ผมก็ทรำบ เพียงกำรไล้ปลำยนิว้ ไปบนหยักกระดูกกลำงแผ่นหลัง ของเธอ ผมรับรู้ควำมรู้สึกนั้นได้ ชัดเจนเป็นที่สุด เรำกอดกันแน่น เงียบงันไปอีก อึดใจใหญ่ เงี่ยหูฟังเพลงจำกวิทยุ เพลงที่ผมไม่รู้จักชื่อ เธอสอดวงแขนโอบหลัง ของผม “แต่งงำนกับมนุษย์โลกพระจันทร์ แล้วก็มีลูกมนุษย์โลกพระจันทร์น่ำรัก น่ำชัง” เธอกระซิบบอกเบำๆ...“เยี่ยมเป็นที่สุด” ผมมองเห็นดวงจันทร์จำกหน้ำต่ำง กอดเธอไว้แนบอก มองข้ำมไหล่ เพ่ง มองดวงจันทร์ในบำงครำว รถบรรทุกขนสัมภำระหนักเต็มรถ เสียงเร่งเครื่องยนต์ สุดชีวิตเหมือนภูเขำน�้ำแข็งปริแตก บรรทุกอะไรหนักขนำดนั้น? ผมคิดในใจ “ท�ำอะไรกินตอนเช้ำ?” เธอถำม “ไม่มีอะไรพิเศษ เกือบเหมือนทุกครำว แฮม ไข่ ขนมปังปิ้ง สลัดมันฝรั่ง อำหำรเที่ยงของวันวำน แล้วก็กำแฟ ผมจะอุ่นนมและชงกำแฟโอเลให้คุณ” “ยอดไปเลย” เธอยิ้ม “...คุณท�ำแฮม ไข่ กำแฟ กับขนมปังปิ้งให้ได้ไหม?” “ด้วยควำมยินดี” “คุณรู้ไหมว่ำฉันโปรดอะไรที่สุด?” “กล่ำวสัตย์จริง ไม่อำจคำดเดำได้” “สิ่งที่ฉันโปรดที่สุด” เธอเพ่งจ้องตำผม “...ในย�่ำรุ่งเช้ำอำกำศหนำวเหน็บ ขีเ้ กียจเกินกว่ำจะลุกจำกเตียง แต่กพ็ อจะยอมพ่ำยกลิน่ กำแฟหอมกรุน่ กลิน่ แฮม กับไข่ เสียงขนมปังดีดจำกเครื่องปิ้ง ยอมแพ้ต้องลุกออกจำกเตียง” “ได้เลย” ผมหัวเรำะ

ผมไม่ใช่คนเพี้ยน นพดล เวชสวัสดิ์

19


ไม่ได้เป็นคนแบบนั้น จริงๆ นะ ผมอาจไม่ใช่คนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย แต่รับรองได้ว่าไม่ใช่คนเพี้ยน ผมเป็น คนปกติธรรมดา...ในวิถีของผม ตรงไปตรงมา ตรงเหมือนลูกธนู ผมด�ำรงอยู่ เป็นตัวของผมเองในวิถธี รรมชาติทสี่ ดุ นัน่ เป็นสัจธรรมทีเ่ ห็นได้ชดั ในตัวเองอยูแ่ ล้ว ภาพที่คนอื่นมองเห็น ความคิดของคนอื่นที่จะมองผม ผมไม่ใส่ใจรับฟัง...ไม่ได้ เกี่ยวกับตัวผม ไม่ใช่ ปัญหาของผม หากจะเป็นภาระหนักอก ก็เป็นปัญหาของ ผู้อื่นแบกรับไว้ในใจของตัวเอง บางคนคิ ด ว่ า ผมเป็ น คนหั ว รั้ น มากกว่ า ที่ เ ป็ น จริ ง มองผมว่ า เป็ น คน คาดค�ำนวณลึกซึ้งซับซ้อน ผมไม่แยแส ไม่ใช่เรื่องใหญ่ส�ำคัญอะไรนักหนา ใน โลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเข้าใจผิด’ ต่างคนต่างความคิด ต่างคนต่างส�ำนวน นั่นเป็นมุมมองของผม ในอี ก ทางหนึ่ ง มี ค นบางคนหลุ ด เข้ า มาในห้ ว งความเป็ น ปกติ ข องผม จ�ำนวนไม่มาก แต่ก็ด�ำรงอยู่ แรงดึงดูดระหว่างกันเหมือนดาวเคราะห์สองดวง ลอยกระเพื่อมในอวกาศ โคจรเข้ามาใกล้กัน ดึงดูดหมุนวนรอบกัน และแล้วก็ หลุดผละจากไป คนพวกนีก้ ลายเป็นเพือ่ น เพือ่ นหญิง และภรรยา บางคราวอาจ มีปากเสียงเผชิญหน้ากันบ้าง...แต่ทา้ ยทีส่ ดุ จะต้องทิง้ ผมไปเสมอ พวกเธออาจจะ ยอมแพ้ ท้อแท้ หรือเงียบงัน (แม้แต่ในยามที่ผมเปิดก๊อก ไม่มีอะไรไหลออกมา แม้ลม) ก่อนจะจากไป ห้องของผมมีประตูสองบาน ทางเข้ากับทางออก แยกกัน เด็ดขาด ไม่อาจใช้แทนกันได้ จะออกโดยประตูทางเข้าไม่ได้ เท่าเทียมกับไม่อาจ เข้าทางประตูออก มีหลากหลายวิธีในการเข้ามา มากเท่ากับหนทางหลากหลาย ในการจากไป บางคนจากไปเพื่อจะไปท้าทายกับพลังการตัดสินใจของตนเอง บางคนจากไปเพื่อประหยัดเวลา บ้างก็ตาย...แต่ไม่มีใครเหลืออยู่ ไม่มีสตรีคนใด เหลืออยูใ่ นห้องนี้ มีเพียงตัวผมด�ำรงอยูต่ ามล�ำพัง ผมเสพเงาขาดหายของพวกเธอ เสมอ สตรีที่จากผมไปแล้ว ผมมองเห็นค�ำพูด มองเห็นลมหายใจ มองเห็นเพลง ที่เธอฮัมในล�ำคอ โปรยปรายเหมือนฝุ่นขุ่นขาว ที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง ทุกซอกมุม ของห้อง ผมคิดว่า ภาพที่พวกเธอมองเห็นตัวผมน่าจะเป็นภาพที่ถูกต้องตรงความ 20

เริงระบ�ำแดนสนธยา


เป็นจริง เพราะเหตุนที้ พี่ วกเธอตรงเข้ามาหาผม แล้วผละจากไป พวกเธอมองเห็น ภาวะปกติของผม และมองเห็นความจริงใจที่ผมไม่อาจสรรหาค�ำพูดมาบรรยาย ได้ พวกเธอพยายามจะบอกอะไรผมสักอย่าง พยายามจะเปิดใจให้ผมได้รับรู้ ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีอ่อนโยน แต่ผมก็ไม่อาจมอบอะไรให้พวกเธอได้ แม้ผมจะ ให้ได้ก็คงไม่เพียงพอ ผมพยายามให้สิ่งที่ดีที่สุด พยายามท�ำดีที่สุด ท�ำถึงกับ คาดหวังอะไรสักอย่างจากพวกเธอ แต่ก็ไม่เกิดผล...พวกเธอก็ยังจากไปอยู่ดี แน่อยู่แล้ว...เจ็บปวดล�้ำลึก แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้น จะเป็นสีหน้าของพวกเธอ ใบหน้าที่เคลื่อนผ่าน ประตูทางออกจะหมองเศร้ากว่าใบหน้าที่เดินผ่านประตูทางเข้า ทุกคนดูเหมือน จะรีดเค้นพลังชีวิตในตัวให้เหือดแห้งไปสิ้นเมื่อตอนเดินผ่านประตูทางออก... พวกเธอดูจะเหนื่อยล้าสิ้นเรี่ยวแรงมากไปกว่าตัวผม ท�ำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ท�ำไม ผมถูกทอดทิง้ ไว้ขา้ งห���ังตามล�ำพัง? ท�ำไมต้องเหลือเงาเหนือ่ ยล้าลอยค้างอยูก่ ลาง อุ้งมือของผม? ท�ำไม? ผมไม่อาจทราบได้ ข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะเหตุนี้จึงไม่มีค�ำตอบ มีอะไรสักอย่างขาดหายไป วันหนึง่ ผมกลับจากการติดต่อธุรกิจ พบโปสต์การ์ดในตูจ้ ดหมาย โปสต์การ์ด รูปนักบินอวกาศสวมชุดท่องอวกาศ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ผมทราบว่าใครเป็นผู้ส่ง “เราไม่ควรพบกันอีกต่อไป” เธอเขียนบอก “...ฉันคิดว่าฉันจะแต่งงานกับ มนุษย์โลก” ผมได้ยินเสียงประตูปิด ไม่อาจประมวลผลเนื่องเพราะข้อมูลไม่เพียงพอ กรุณากดแป้นยกเลิกค�ำสั่ง จอภาพขาวโพลน อีกนานแค่ไหน ทีช่ วี ติ ของผมจะด�ำเนินไปในลักษณะนี?้ ผมอายุ 34 ปีแล้ว นพดล เวชสวัสดิ์

21


จะสานต่อได้นานแค่ไหน? ผมไม่เศร้าโศก เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นความผิดของ ผม เป็นผลธรรมชาติที่เธอจากผมไป ผมทราบดีแล้วนับจากวันแรก เธอเอง ก็ทราบเช่นกัน ดูเหมือนว่าเราสองคนประสงค์จะให้เกิดปาฏิหาริย์ เหตุการณ์ เล็กๆ ที่จะเปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานส�ำคัญ แต่ปาฏิหาริย์ไม่เกิด เธอจากไป การพลัดพรากที่ท�ำให้ผมซึมเศร้า แต่ผมก็เคยประสบความรู้สึกเช่นนี้มาแล้ว ทราบดีว่าผมควบคุมความเศร้าได้อยู่แล้ว ชักจะชิน ความคิ ด นี้ ท� ำ ให้ ผ มขมขื่ น ผมรู ้ สึ ก เหมื อ นว่ า มี มื อ ยั ก ษ์ บี บ เค้ น อวั ย วะ บอบบางในตัว บีบจนหมึกด�ำทะลักขึน้ มาท่วมคอหอย ผมยืนเพ่งจ้องใบหน้าตัวเอง ในกระจกเงาในห้องน�้ำ นี่เป็นตัวฉัน นั่นเป็นตัวแก แกท�ำให้ตัวแกเหนื่อยล้ า แกผลาญมากเกินกว่าที่แกคิด ใบหน้าของผมสกปรกและแก่หง่อมกว่ าที่คิด ผมล้างหน้าเชื่องช้าด้วยสบู่ จากนั้นชโลมด้วยโลชั่น ล้างมือซ�้ำอีกรอบ และ เช็ดแห้งพิถีพิถันด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ จากนั้น เดินออกมายังห้องครัว เปิด เบียร์กระป๋องดื่ม เก็บกวาดสิ่งของออกจากตู้เย็น โยนมะเขือเหี่ยวทิ้งไป จัดเรียง กระป๋องเบียร์ รินของเหลวลงในแก้ว และเขียนบัญชีรายการซื้อของมาเติม ตู้เย็น ยามรุง่ สาง ผมเหม่อจ้องดวงจันทร์ ครุน่ คิดว่าจะค้างฟ้าอยูไ่ ด้อกี นานแค่ไหน คงมีสักวันที่ผมจะได้พบผู้หญิงอีกสักคนจากที่ไหนสักแห่ง เราจะส่งแรงดึงดูด ระหว่างกันเหมือนดาวเคราะห์ จากนั้น เราสองก็คงคาดหวังให้เกิดปาฏิหาริย์ เวลาเปลืองเปล่า บั่นทอนหัวใจให้เนือยล้า และแยกทางขาดจากกัน จะสานต่อได้นานแค่ไหน?

22

เริงระบ�ำแดนสนธยา


Dance dance dance