Issuu on Google+

ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

ตั�งสติ ทามกลางสถานการณ ที่นาตระหนก

ทามกลางสถานการณที่แสดงใหเห็นวา กรุงเทพจะตองเผชิญกับน�ำทวมครั�งใหญ ที่อาจแผขยายเปนวงกวาง ทั�วทุกพ�้นที่ การจัดการปญหาอยางมีสติ ไมตื่นตระหนกเปนเรื่องที่มีความสำคัญอยางยิ�งยวด ความตระหนกตกใจ เปนปฏิกิริยาพ�้นฐานของมนุษย ในการระวังภัยและหนีเอาตัวรอด แตหากคนกลุมใหญ เกิดความตระหนกตกใจและแตกตื่น มุงแตจะเอาตัวรอด ความโกลาหลก็จะเกิดขึ้น สิ�งที่จะชวยใหคนเรามีสติ ในสถานการณเชนนี้ ประกอบดวย 1. การมีขอมูลที่ถูกตอง รอบดาน สามารถแจกแจงไดวา จะเกิดอะไรขึ้น ที่ ไหน สิ�งที่เกิดขึ้นจะกระทบชุมชน แตละพ�้นที่อยางไร กระทบแตละคนอยางไร จะชวยใหทุกคนมองเห็นภาพสถานการณและคิดวิธีการแกปญหาไดตรง ประเด็น ไมตื่นตระหนกเพราะความไมรู 2. มีวิธีปฏิบัติเพ�่อปองกันและแก ไขปญหาอยางเปนรูปธรรม และทุกฝายรวมกันลงมือทำ 3. ความแตกตื่นของคนกลุมหนึ่ง อาจกระตุนใหคนกลุมอื่นๆ แตกตื่นตาม จึงตองมีการจัดระเบียบและสราง ความเชื่อมั�น มีแนวทางการแกปญหารวมกันทั�งในระดับชุมชนและสังคม ไมปลอยใหแตละคนแกปญหาเพ�่อเอาตัวเอง รอดเพราะจะยิ�งสรางความโกลาหลขึ้นในสังคม ซึ่งจะยิ�งกระตุนใหเกิดความแตกตื่นมากยิ�งขึ้น 4. ดึงพลังสังคมออกมารวมกันแกปญหา การมีสวนรวมและการไดชวยเหลือผูอื่นจะกระตุนจิตสำนึกตอ สาธารณะของชุมชนใหมีพลังเขมแข็งมากยิ�งขึ้น 5. ในทุกระดับของการแกปญหา การมีผูนำที่ ไดรับการยอมรับจะชวยใหการจัดการเปนไปโดยราบรื่น ซึ่งผูนำจะตองไวกับอารมณความรูสึกของสมาชิก มีวิธีการสื่อสารพรอมคำแนะนำที่ชวยจัดการอารมณและแกไข ปญหาดวยความเชื่อมั�น เชน พอแมเปนผูนำในบาน คอยดูแลจิตใจตนเองและจิตใจเด็กๆ ใหแกปญหาอยางมีสติ ชุมชนมีผูนำ คอยดูแลจิตใจตนเองและสมาชิกในชุมชนในการแกปญหารวมกันอยางมีสติและเปนระบบ 6. แตละคนมีหนาที่ ในการรักษาใจตนเองใหดี ตั�งสติ ใหมั�น มองทุกปญหาวามีทางแก ไข อยาเลียนแบบการ กระทำที่มุงแตจะเอาตัวรอด แตสรางความเดือดรอนใหสวนรวม เชน ไมนำรถไปจอดกีดขวางทางสาธารณะ ไมขัดขวาง การปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่ 7. วิธีการตั�งสติอยางงายๆ ประกอบดวย 1) กลับมาอยูกับลมหายใจตนเอง ดวยการ i. หายใจเขาออกใหลึกและยาวโดยรูตัว ii. ในจังหวะที่หายใจเขาจนสุด ใหกลั�นหายใจสั�นๆ กอนผอนลมหายใจออก iii. ในการหายใจออก ใหผอนลมหายใจออกชาๆ ใหยาวกวาลมหายใจเขา ซึ่งอาจใชวิธีการนับเลขในใจ เพ�่อชวยกำหนดจังหวะ หายใจเขา นับ 1 – 2 – 3 – 4 กลั�นหายใจไว นับ 1 – 2 หายใจออก นับ 1 – 2 – 3 - 4 - 5 – 6 การหายใจเชนนี้ จะชวยใหรางกายไดรับออกซิเจนมากขึ้น ชวยใหการตัดสินใจดีขึ้น 2) พูดกับตัวเอง ดวยคำพูดที่ชวยสรางกำลังใจ ความเชื่อมั�น และความมีสติ ชาวพุทธ อาจใชคำวา พุท – โธ ผูศรัทธาในพระเจา อาจใชคำวา ขอพระเจาทรงคุมครอง หรืออาจใชคำกลางๆ เตือนใจตนเองวา “ใจเย็นๆ” “มีสติ ไวนะที่รัก” เปนตน โดย นพ.ประเวช ตันติพ�วัฒนสกุล


โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข


ดังนั�น หากจะชักชวนผูสูงอายุออกจากบานให ไดผล จึงขอเสนอวิธีการดังนี้ 1. ใชความรักความผูกพัน เปนพลังชวยดึงทานฝาดานความกังวลและความกลัวออกมา อางถึงลูกหลาน ที่จะตองยายไปหาที่ปลอดภัย (วิธีนี้ เขาใจวา ใชกันอยูแลวเปนสวนใหญ) 2. อธิบายสิ�งที่จะเกิดขึ้นใหทานมองเห็นภาพ เชน จะเดินทางกันอยางไร ไปอยูที่ ไหน สภาพความเปนอยู จะเปนอยางไร เทาที่เรามีขอมูล 3. คนหาจุดหมายที่มีคุณคาใหทานชวยทำใหกับลูกหลาน เชน ชวนออกมาเพ�่อชวยดูแลหลาน เนื่องจาก ลูกๆ จะตองมีภาระหลายดาน เกรงวา การดูแลหลานจะทำไมไดดี 4. อธิบายชาๆ ฟังชัดๆ ดวยทาทีที่สงบ อยาขู ใหทานกลัว เพราะจะยิ�งกระตุนใหทานกลับเขาสูทางเลือกที่ คุนเคยโดยเลือกความปลอดภัยแบบเดิมๆ


ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

จัดระบบภายในศูนยพักพ�งอยางไร ฟ��นฟูจิตใจไดเร็วขึ้น 1. การสรางความมีสวนรวมในการจัดการศูนยพักพ�ง จะชวยเปลี่ยนผูประสบภัยเปนผูรวมกอบกูวิกฤต 2. สิ�งแวดลอมมีผลตอการฟ��นฟูจิตใจ ควรจัดใหผูมาจากครอบครัวและชุมชนเดียวกันไดอยูรวมกัน ใหสมาชิกรวมคิดรวมทำในการจัดบรรยากาศใหสงบ ใหความรูสึกปลอดภัยเหมือนบาน มีพ�้นที่ สำหรับการพบปะพูดคุยและสรางสัมพันธระหวางกัน จัดพ�้นที่สำหรับผูปวยและผูมีความตองการพ�เศษ รวมถึงเด็ก สตรี ผูสูงอายุ ระมัดระวังไม ใหมีการลวงละเมิดทางเพศ หรือการทะเลาะเบาะแวงกัน 3. ผูประสบภัยแตละคนมีความเสี่ยงตอการเกิดปญหาไมเทากัน ควรใหผูมาจากชุมชนเดียวกัน ชวยจำแนกผูพักพ�งที่มีความเสี่ยงหรือมีความตองการพ�เศษ เชน ผูปวยโรคเรื้อรังและผูปวยทางจิต หากรูสึกเครียดและอดนอน อาจทำใหโรคประจำตัวกำเริบ ชวยกันดูแลใหไดรับยาตอเนื่อง ไดพักผอนเพ�ยงพอ เฝาระวังอาการ และใหการชวยเหลือกันเองใหไดมากที่สุด 4. กิจกรรมที่ดีเปนการใชเวลาใหเกิดประโยชน ชีวิตแตละวันมีจุดหมาย เปนประโยชนตอการฟ��นฟูจิตใจ o กิจกรรมสรางความผอนคลาย แบบสบายๆ ไมอึกทึก เชน เคลื่อนไหวตามจังหวะเสียงเพลง o กิจกรรมพัฒนาทักษะที่เปนประโยชน เชน ฝกหายใจคลายเครียด มองโลกแงดี การแกปญหา o กิจกรรมทางศาสนา สวดมนต ทำสมาธิ ฟังเทปธรรมะ o กิจกรรมชวยเหลือกันเอง เปดโอกาสใหผูพักพ�งชวยเหลือกันเองใหไดมากที่สุด ใครถนัดอะไร ทำอะไรได ใหมีสวนรวมรับผิดชอบในเรื่องนั�น ดึงพลังและศักยภาพของผูพักพ�งออกมาเปน ผูรวมกอบกู ใหไดมากที่สุด 5. ผูประสบภัยบางรายตองการพูดคุยเพ�่อปรับทุกข จัดการอารมณ วางแผนการแกปญหาของตน ควรมีพ�้นที่พูดคุยเปนสวนตัว เปดโอกาสใหไดพูดคุย ชวยกันแปลงความทุกข ใจใหเปนการลงมือทำ หลีกเลี่ยงการพูดคุยถึงปญหามากเกินเพราะอาจทำใหจิตใจจมไปกับความทุกข ใชกิจกรรมชวยดึง ความสนใจ จดจอกับการลงมือทำสิ�งตางๆ วางปญหาระยะยาวไวชั�วคราว คอยๆ คิดแกปญหาไปทีละเรื่อง 6. ประสานขอความรวมมือจากหนวยงานที่เกี่ยวของ เชน ปญหาสุขภาพรางกาย สุขภาพจิต เปนตน

โดย นพ.ประเวช ตันติพ�วัฒนสกุล


ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

การดูแลจิตใจตนเองสำหรับอาสาสมัคร และผูทำหนาที่ดานการชวยเหลือ งานของอาสาสมัครและผูท ำหนาทีด่ า นการชวยเหลือ (เชน บุคลากรสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร พัฒนาสังคม)เปนงานทีอ่ าจ มีความเสี่ยงภัย บางครั�งตองพบกับเหตุการณสะเทือนใจ ซึ่งจะสงผลตอจิตใจของพวกเขา การมีวิธีดูแลจิตใจอยางถูกตอง จะชวยใหผูทำงานเสียสละเหลานี้ทำหนาที่ ไดเต็มตามศักยภาพ มีกำลังในการชวยเหลือผูอื่นตอไป โดยทั�วไป บทบาทหนาที่ของอาสาสมัครจะมีความชัดเจนนอยกวาบุคลากรที่ทำหนาที่โดยตรง จึงเกิดความขัดแยงได มากกวา แตปญหาและความเครียดที่เกิดขึ้นในฐานะมนุษยคนหนึ่งจะไมแตกตางกัน ความเครียดหรือปญหาตางๆ จะขึ้นกับ ภารกิจที่ ไดรับ โดยมีสาเหตุความเครียดและวิธีการดูแล ดังนี้

ความเครียดของอาสาสมัคร และ ผูชวยเหลือ

วิธีการดูแล


ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

การดูแลจิตใจตนเองสำหรับอาสาสมัคร และผูทำหนาที่ดานการชวยเหลือ ความเครียดของอาสาสมัคร และ ผูชวยเหลือ

วิธีการดูแล

การชวยเหลือเพ�่อนมนุษยเปนงานที่มีคุณคา เปนงานที่สรางความรูสึกภาคภูมิ ใจและเปนสุข แต ในการปฏิบัติหนาที่ ก็อาจจะเกิดความเครียดขึ้นได จึงควรรูตัวและมีวิธีจัดการที่เหมาะสม สิ�งสำคัญ คือ ควรชื่นชมตนเองและเพ�่อนรวมงานในสิ�งที่ ไดทำ โดย นพ.ประเวช ตันติพ�วัฒนสกุล


สื่อกับผลกระทบทางสุขภาพจิต

ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

สื่อมวลชนเกี่ยวของอยางใกลชิดกับเหตุการณภัยพ�บัติตางๆ โดยบทบาทของสื่ออาจเปนไดทั�งทางบวก คือ ชวยเตือนภัย เตรียมการและปกปองชุมชน หรือทางลบ คือ กอใหเกิดความเครียดและตื่นตระหนก การศึกษาในตางประเทศพบวา สือ่ สงผลตอจิตใจของเยาวชน เชน กรณีเหตุระเบิดที่ Oklahoma พบความสัมพันธ ระหวางการชมรายงานขาวทางโทรทัศนกบั ความเครียดรุนแรง (Posttraumatic Stress Symptoms) ในเด็กนักเรียน ชั�นมัธยมศึกษา นอกจากนี้ สื่อยังอาจทำใหผูคนตื่นตระหนกและเสียขวัญ โดยเฉพาะหากนำเสนอขอมูลที่ ไมถูกตอง สับสน ขัดแยงกัน การเผยแพรขอมูลของหนวยงานที่รับผิดชอบจึงมีความสำคัญ ผูบริหารการสื่อสารกับประชาชนในภาวะวิกฤต ควรมีวธิ กี ารสือ่ สารทีช่ ว ยใหประชาชนเกิดความเขาใจอยางถูกตอง และควรคาดการณปญ  หาขาวลือตางๆ ทีอ่ าจเกิดขึน้ มีวิธีจัดการขอมูลตอสาธารณะอยางทันทวงที เพราะหากสาธารณชนเกิดความไมไววางใจตอผูรับผิดชอบเสียแลว ก็ยากที่จะแกไขใหกลับคืนมาได ในเวลาอันสั�น ในเหตุการณวกิ ฤตนิวเคลียรท่ี Three Mile Island แมไมมผี ูใดบาดเจ็บรุนแรง แตประชาชนมีความเครียดรุนแรง จากความกลัวและความไมแนนอนเรื่องการแพรกระจายของกัมมันตภาพรังสี ไมแน ใจในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา สูญเสียศรัทธาและความเชื่อมั�นตอหนวยงานที่รับผิดชอบ การนำเสนอขอมูลวาเกิดอะไรขึ้น และนำเสนอประสบการณตรงของประชาชนกลุมตางๆ จะชวยใหผูรับสื่อเกิด ความเขาใจไดชัดเจนขึ้น ชวยใหขอมูลมีน�ำหนักและมีความเปนรูปธรรม สือ่ มวลชนมีบทบาทสำคัญในการสงผานขอมูลขาวสารใหกบั ผูไดรบั ผลกระทบและสังคมโดยรวม ทัง� ในระยะวิกฤต และระยะฟ�น� ตัว และอาจเปนชองทางการสือ่ สารเพ�ยงชองทางเดียวทีม่ อี ยูในขณะเกิดเหตุวกิ ฤต การนำเสนอขอมูลตางๆ จึงควรทำดวยความละเอียดรอบคอบ นอกจากนี้ ผูส อ่ื ขาวเองก็อาจเครียดและสะเทือนใจจากการพบเห็นเหตุการณตา งๆ ขณะลงพ�้นที่เกิดเหตุ จึงตองการการดูแลจิตใจดวยเชนกัน เรียบเรียงโดย นพ.ประเวช ตันติพ�วัฒนสกุล จาก: Disaster Mental Health Response Handbook, Australia


เติมกำลังใจ ยามทอใจ

ผนึกกำลังรวมใจ สูภัยน�ำทวม

ความทอใจเกิดขึ้นเมื่อเราพบกับปญหาที่ยังมองไมเห็นทางออก ปญหายืดเยื้อยาวนาน ไมรูจะทำอยางไร รูสึกโดดเดี่ยว ไรจุดหมาย สูญเสียความเชื่อมั�นในการแกปญหา เราแกไขไดดวยการสรางกำลังใจใหกับตัวเอง ดังนี้

แหลงสรางกำลังใจ

วิธีการเติมกำลังใจ

คนรัก คนคอยหวงใย ความรักความผูกพัน

คิดถึงคนที่เรารักและคนที่รักเรา รับรูถึงความรักความผูกพันที่มีตอกัน เปนกำลังใจใหแกกัน

ความศรัทธาตอศาสนา

ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา ทำใจยอมรับสิ�งที่เกิดขึ้น เขาใจสัจจธรรมแหงชีวิต

มองเห็นทางออกและมีความหวังในการแกปญหา

มีหลักคิดในการแกปญหา (ทำเปนขั�นตอน คิดแบบมีทางเลือก เปนตน) ทำใจยอมรับสิ�งที่แกไขไมได ลงมือทำในสิ�งที่ทำได อาศัยความสำเร็จ ชวยสรางกำลังใจ

มีจุดหมายในชีวิต

คนหาสิ�งสำคัญในชีวิต วาคืออะไร มีจุดหมายในชีวิตที่มีคุณคา

มองโลกแงดี

มองวาปญหาจะผานไป ไมอยูกับเราตลอดไป มองเห็นสิ�งดีๆ ที่มีอยูรอบตัว มองปญหาที่เกิดขึ้นเปนประสบการณและบทเรียน

ภาคภูมิ ใจและเชื่อมั�นในตนเอง

ตั�งเปาหมายที่บรรลุได ในแตละวัน ใหความสำเร็จเล็กๆ ชวยเติมกำลังใจและความเชื่อมั�น สรางความสงบสุขทางใจอยางงายๆ เชน ฝกหายใจคลายเครียด อยูกับธรรมชาติ ใชความถนัดสรางความสำเร็จเปนประจำ ชวยเหลือผูอื่น สรางความรูสึกมีคุณคา

โดย นพ.ประเวช ตันติพ�วัฒนสกุล


ผนึกพลังร่วมใจ สู้ภัยน้ำท่วม