Page 1

ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

1


กองบรรณาธิการ Editor Team

คณะที่ปรึกษา พระราชภาวนาวิมล พระครูประภัศร์ธรรมวิเทศ พระครูภาวนาภิราม (อ.สวัสดิ์) คุณวันชัย ภู่นุ่ม คุณธัญญรัตน์ ศานติชาติศักดิ์ คุณปริศนา พอนด์ คณะผูจัดทำ

คณะพระธรรมทูต วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน 14 Calonne Rd Wimbledon London SW19 5HJ T.020 8946 1357 www.buddhapadipa.org (EN) www.padipa.org (TH) bpp@padipa.org แผนกคอมพิวเตอรกราฟฟค/จัดรูปเลม

พระครูภาวนาวิธาน (อ.สุทัศน อมรสุทฺธิ) นายพัชรพล พงษวิจิตร (หนุ่ม) แผนกสนับสนุนชวยเหลือ

ดาวรุ่ง ทรัส | พิชญณัฐ พลายสุวรรณ เหลียง ไทโถ จำนวนพิมพ 2,000 เลม กำหนดออก 5 ฉบับ/ป

(ม.ค./เม.ย./ก.ค./ต.ค./ธ.ค.) การสนับสนุน/สมัครสมาชิก

บำรุงสแตมป/ซองบรรจุ สมัครสมาชิก 1ป 5 เล่ม ค่าสนับสนุนทั่วไป

20 ปอนด 30 ปอนด 10 ปอนด

สารบัญ

CONTENTS

วิสาสะกับท่านผู้อ่าน 4 คนในอยากบอก คนนอกอยากเล่า 6 พบธรรม จึงพบทาง 14 คุณค่าของความเหงา 18 อยู่ให้เย็น เปนให้สุข 24 ประมวลภาพบุญกฐิน-ลอยกระทง ๕๕ 38 ประมวลภาพพิธี ๕ ธันวามหาราช 40 ความเข้าใจที่ผิดพลาดเรื่องกรรม 44 บันได ๕ ขั้นสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและเปนสุข 48 อานิสงสกฐิน 52 ความรัก ความสุขหรือความทุกข 58 ประมวลภาพทำบุญฐินวัดสังฆปทีป เวลส 66 ประกาศอนุโมทนาผู้บริจาคสนับสนุน 68 ข้อมูลวัดไทยและสถานที่ราชการ 70 สรุปข่าวชาวพุทธปทีป 71 เสียงจากวัดสังฆปทีป เวลส 74 ปฏิทินปฎิบัติศาสนกิจวัดพุทธปทีป ป ๕๖ 77 การสมัครสมาชิกและสนับสนุน 78


ขอความสวัสดีจงมีแดทานผูอานโดยทั่วกัน กลับมาพบกันอีกฉบับ หลังจากพักยกไปตั้งแต่ท้ายฤดูร้อนที่ผ่านมา เข้า สู่ ฤ ดู ใ บไม้ เ ปลี่ ย นสี ผ ลั ด ใบรั บ การมาเยื อ นของฤดู วิ น เทอร์ (Winter Season) ซึ่งมั่นใจได้ว่าแต่ละท่านนั้น ยังต้องทำหน้าที่โดยมิย่อท้อ ไม่ว่าจะ เป็นหน้าที่ในครัวเรือน ในที่ทำงานบริษัทห้างร้าน ความอดทนอดกลั้นถูก นำออกมาใช้เพื่อสกัดความเหน็ดเหนื่อยที่ถาโถมไม่เว้นแต่ละวัน ก้าวชีวิตที่ต้องประคองให้มั่นคง และคอยเติมเต็มความสุขให้มากขึ้น ดู จะเป็ น โจทย์ ที่ ต้ อ งเฉลยแทบทุ ก วั น แม้ ค ำตอบที่ ไ ด้ จ ะต้ อ งผ่ า นเงื่ อ นไข หรื อ ใช้ เ วลามากมายสั ก ปานใดก็ ต าม เจ้ า ของคำตอบย่ อ มรั บ สิ ท ธิ์ ต่ อ ผลลัพธ์ที่จะปรากฏตามมา หากคำเฉลยมาขัดแย้งกับความพึงพอใจ ความ กลั ด กลุ้ ม จั ก รุ ม เร้าเพิ่มขึ้น แต่ถ้าตรงกับความพึงพอใจ ความหวาดวิตก ความกังวล ย่อมหลบซ่อนซุกตัวเองอย่างมิดชิด ราวกับเกรงกลัวอาญาที่จะ มาถึงตัว ขวบปีที่ก้าวผ่านไปแต่ละหน แต่ละคนนั้นใช่จะรั้งตำแหน่งผู้แพ้หรือผู้ ชนะ ทว่าเป็นการเปิดเกมส์ชีวิตอีกรอบ เพื่อนำแต้มใหม่มาเสริมของเก่าที่ สะสม ให้เพียงพอต่อการได้ชัยชนะ การชิงชัยในสนามชีวิตจึงรายล้อมไป ด้วยความตื่นเต้นและคอยลุ้นทุกฝีก้าว จะเป็น “เพชร” หรือ “ถ่าน” ต้องดู กันที่ว่า “ผ่านมาได้” หรือไม่เท่านั้น


คราวใดที่ ต้ อ งนึ ก ทบทวนเหตุ ก ารณ์ ที่ ผ่ า นเข้ า มาในชี วิ ต จะพบทั้ ง “ความแกร่ง” และ “ภาวะอ่อนแรง” ขนานเป็นแนวยาวไร้การบรรจบ เป็น เส้ น ทางที่ เ คยผ่ า นการขั บ เคี่ ย ว ภายใต้ ข้ อ จำกั ด เงื่ อ นไข และสภาพ แวดล้อม ซึ่งซุกซ่อนความแตกต่าง อีกทั้งอยู่เหนือการคาดเดา และเพราะ ใจที่กล้าแกร่ง กำแพงแห่งความยุ่งยาก จึงถูกปีนข้ามได้ไม่ยากเกิน ฉะนั้น พ.ศ. ใหม่ที่เคลื่อนใกล้เข้ามา เราทุกคนมีหน้าที่ตรวจสภาพ“เอ็ม โอทีชีวิต” ให้พร้อม ก่อนการออกรอบในศักราชใหม่ เพราะอะไหล่ที่ชำรุด จะส่งผลต่อจุดหมายปลายทางเสมอ ดุจคำของนักปราชญ์ที่ว่า “เรือดีพายดี ไม่ขี่ข้าม กลับเอาเรือรั่วน้ำ มาข้ามขี่” ก่อนที่เท้าจะแตะพื้นอีกฟากนั้น จะ มองข้ามความเชี่ยวกราดของกระแสน้ำ และความพร้อมของเรือไม่ได้เป็น อันขาด หลักชัยชีวิตก็เช่นเดียวกัน จะละเลยความพร้อมทาง “กายและ จิตใจ” มิได้ หากใจหวัง กายต้องไหวด้วย พธส ฉบับนี้ ข้ามปีมาได้เป็นเล่มที่หก รูปแบบและเนื้อหายังรักษาแนว เดิมไว้ มอบเป็นบรรณาการแก่ผู้อ่าน ได้ใช้เป็นเพื่อนร่วมทางในวันหนาว ปลอบใจในวันเหงา ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งธรรมค้ำใจในวันที่ความท้อมา เยือน หากพบข้อบกพร่องใดๆ ทีมงานต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ สิทธิลาโภ ชะโย นิจจังฯ ขอให้มีชัยในชีวิตโดยทั่วกันเทอญฯ


คนในอยาก “บอก”

ข้อเขียนนี้เป็นการเก็บรวบรวมถ้อยคำการสนทนา มีลักษณะ เป็นคำถามและคำตอบ แลกเปลี่ยนทัศนะระหว่าง “คนในและ คนนอก” ที่แต่ละฝ่ายต่างเดินทางชีวิต ผ่านเรื่องราวหลาก หลายแตกต่ า ง บางคำถามก็ ช วนให้ ก ลั บ มาพิ จ ารณาและ ทบทวนสอบสวนหาความชัดเจน โดยมุ่งประเด็นสู่นิสรณธรรม “ทางออก” ฉะนั้นหากคำถามอันใดปีนข้ามกรอบความเป็น ส่วนตัวของท่านผู้อ่าน โปรดรับรู้ ไว้เถอะว่าผู้เขียนมิ ได้มีเจตนา ล่วงเกินแต่ประการใด เพียงแต่ต้องการถ่ายทอด “ประเด็นที่ ชีวิตแทบกระเด็น” มาแลกเปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง และชี้แนะ ปูทางสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในบางหัวข้อก็เป็นความสงสัยใน ข้อธรรมะ ทว่าบางข้อก็เป็นวิถีชีวิต ในขั้นต้นนี้ ขอนำเสนอ เพียง ๕ หัวข้อ


คนนอกอยาก

คนนอก สมาธิกับกรรมฐานนั้น ต่าง ความสงบ (สมาธิ) กว่าจะได้กาแฟหนึ่ง

กั น อย่ า งไร ขอให้ พ ระคุ ณ เจ้ า ช่ ว ย อธิบายให้ความกระจ่างด้วยเจ้าคะ คนใน ทั้งสองคำคือ เครื่องมือกำราบ กิเลสที่ครุกรุ่นในใจเรา คำว่า “สมาธิ” คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต จากการถูกรบกวนจากอารมณ์ต่างๆ เช่น ความพอใจ ความเคืองใจ ความวิตกกังวล เป็นต้น เหมือนน้ำกาแฟที่นอนตัวสงบนิ่งอยู่ใน ถ้ ว ยกาแฟนั่ น แหละ เมื่ อ เราขึ้ น ยกดื่ ม น้ำกาแฟในถ้วยก็เริ่มเคลื่อนตัว เปรียบ เหมือนสมาธิเริ่มถูกรบกวน รวมความ ว่า “สมาธิ” คือ สภาวะตั้งมั่นในอาการ ที่ ส งบนิ่ ง ของจิ ต มี อิ ส ระไม่ ถู ก รบกวน ส่วนคำว่า “กรรมฐาน” คือ กระบวนการหรื อ ขั้ น ตอนการพั ฒ นาจิ ต ให้ ถึ ง

ถ้วย ต้องมีขั้นตอน เช่น เม็ดกาแฟ น้ำ ร้อน ถ้วยกาแฟ เป็นต้น อีกนัยหนึ่ง คือ อุ ป กรณ์ ที่ ใ ช้ เ พื่ อ การฝึ ก อบรมจิ ต ไปสู่ ความสงบ เครื่องมือพยุงจิตให้ข้ามพ้น จากการไหลไปตามอารมณ์ที่ชอบ และ ไม่ชอบหรือเฉยๆ ส่ ว นที่ พู ด ว่ า “นั่ ง กรรมฐานหรื อ นั่ ง สมาธิ ” นั้ น พอสรุ ป ให้ เ ข้ า ใจง่ า ย คื อ “วิธีการพัฒนาจิตให้หยั่งลงสู่ความสงบ นิ่ ง ” โปรดศึ ก ษารายละเอี ย ดเพิ่ ม เติ ม จากพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพื่ อ ความกระจ่ า ง ยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น หาก “คนนอก” เริ่ม “ทำกรรมฐาน”เสียแต่ วั น นี้ คำตอบเริ่ ม เดิ น ใกล้ เ ข้ า มาแล้ ว และจะรู้ว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง”


8

วารสาร “พุทธปทีป”

คนนอก พระคุณเจ้าคะ เวลานั่งสมาธิ อี ก ทั้ ง มี ส ติ ที่ แ ข็ ง แรง อาการง่ ว งหรื อ

ทีไรจะง่วงและหลับเสียส่วนใหญ่ ไม่รู้ ว่ า คนอื่ น จะเป็ น เหมื อ นกั น หรื อ เปล่ า แล้วมีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมไหมคะ คนใน เข้าใจถามในสิ่งที่ผู้ตอบก็กำลัง ค้ น หาคำตอบเช่ น กั น แต่ อ ยากบอกไว้ อย่างหนึ่งว่า บางคนนอนบนที่นอนอ่อน นุ่ม สะดวกสบาย แต่หลับได้ยากเหลือ เกิน เหมือนมีคนมาเคาะประตูบ้าน ให้ ตื่นครั้งแล้วครั้งเล่า ต่างจากคนนอกที่ บอกว่ า ทำสมาธิ แ ล้ ว ง่ ว งหรื อ หลั บ ถ้ า หลับจริงๆ ก็ขอให้หลับเถอะโยม อย่าง น้ อ ยก็ ไ ด้ ห ยุ ด พั ก ใจ จากการที่ ต้ อ งขบ คิ ด วิ่ ง ไล่ ไ ต่ เ ส้ น ด้ า ยความวุ่ น วายในแต่ ละวั น ที่ ถ าโถม นี้ คื อ มองในแง่ ข อง ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ถ้าในแง่ “เป้า หมาย” ของการทำสมาธิ นั้ น คงต้ อ ง ทำความเข้ า ใจว่ า “อาการง่ ว งหรื อ หลับ” คือ สิ่งขัดขวางการเข้าถึงความ สงบที่พึงเกิดกับผู้นั้น เหมือนเงาไม้บน ผิ ว น้ ำ หากผิ ว น้ ำ ไม่ มี เ กลี ย วคลื่ น เงา สะท้ อ นของต้ น ไม้ ย่ อ มเหมื อ นกั บ ต้ น จริง ถ้าผิวน้ำไม่นิ่ง ภาพที่ได้ ย่อมแตก ต่างจากของเดิม ซึ่งเปรียบเทียบได้กับ จิ ต ที่ ไ ม่ ส งบหรื อ ไม่ ค งที่ เพราะถู ก รบกวนจากอารมณ์ ที่ ม ากระทบ ไม่ ว่ า จะ เป็ น อารมณ์ ใ นอดี ต ปั จ จุ บั น หรื อ ใน อนาคต หากผู้ฝึกสมาธิมีความตั้งใจ มี ศรั ท ธาคงมั่ น ในคุ ณ แห่ ง พระรั ต นตรั ย

หลั บ ในขณะทำสมาธิ ย่ อ มควบคุ ม ได้ แต่ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นจนกลายเป็นความ เคยชิน ทั้งผู้ตอบและผู้ถามก็คงเป็นได้ แค่ “ผู้ฝึกหัด” ยังไม่ใช่เป็น “ผู้ฝึกตน” แต่อย่างใด เพราะการฝึกตนตามวิธีทาง สมาธิ นั้ น ต้ อ งไม่ ล ะทิ้ ง เป้ า หมาย คื อ ความสงบจากมวลกิเลส แล้วหมั่นเก็บ รั ก ษาคุ ณ ค่ า แท้ ท างใจ คื อ ความสงบ เยื อ กเย็ น ความโปร่ ง เบา อี ก ทั้ ง คอย ขจั ด คุ ณ ค่ า เที ย ม คื อ ความหวาดวิ ต ก ความกลั ด กลุ้ ม ความวุ่ น วายไร้ สุ ข ให้ หมดสิ้นไป คิดว่าคนนอกคงมองภาพได้ ชัดขึ้น แล้วต่อไปจะยังง่วงหลับอีกต่อไป หรือไม่ ขอให้เป็นดุลยพินิจของตนเอง คนนอก เคยรู้มาว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำ ชั่ ว ย่ อ มได้ ชั่ ว ฟั ง แล้ ว ไม่ ค่ อ ยเข้ า ใจ เพราะตัวเองพยายามทำดี แต่กลับได้ อะไรที่ ต รงข้ า มมาตลอด ไม่ รู้ ว่ า คำ กล่าวนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ คนใน แม้โยม...ปล่อยหมัดฮุคเลยนะ คำว่า “ได้ดี-ได้ชั่ว” โดยความเข้าใจของ คนส่วนมาก คือการได้รับสิ่งตอบแทนที่ ดีกับไม่ดี แท้จริงแล้วเป็นคำเตือนสติให้ ระมัดระวังการดำเนินชีวิตรัดกุมยิ่งขึ้น ทำดีแล้วกลับไม่ได้สิ่งตอบแทนที่ดี อาจ ทำให้ท้อแท้น้อยใจ แต่หารู้ไม่ว่าความดี ได้หยั่งรากลึกลงในใจของผู้ทำ อีกทั้งยัง


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕ เบ่งบานยืนยันตัวเองได้เสมอ ไม่มีสิ่งใด จะมาขจั ด หรื อ ลบเงาความดี ไ ด้ เช่ น การโยนเหรียญเพียงไม่กี่เพนนีให้แก่คน ร้ อ งเพลง ดี ด กี ต าร์ ข้ า งถนนที่ เ ราเดิ น ผ่ า น ถึ ง ไม่ ไ ด้ ค าดหวั ง อะไรเป็ น การ ตอบแทน แต่ใจเรานั้นแอบบันทึกภาพดี เก็ บ ไว้ เ ป็ น ที่ เ รี ย บร้ อ ย ส่ ว นที่ บ อกว่ า “ทำชั่วแล้วได้ดี” อาจเป็นการมองเพียง แค่ “สิ่ ง ตอบแทนในรู ป แบบของวั ต ถุ เกียรติยศ บางอย่างบางประการ” ส่วน จิตใจกลับถูกปกคลุมด้วยเงามืดดำ ด้วย อำนาจความอยากได้ ในสิ่งที่ชอบหรือ สิ่งสนองความต้องการ จะผิดกฎหมาย ผิลศีลธรรมก็ยอมทำ ซึ่งน่าเป็นห่วงยิ่ง นัก วัตถุสิ่งของมีโอกาสหมดหรือเปลี่ยน สภาพได้ เช่ น ถู ก ช่ ว งชิ ง ได้ ห รื อ เสื่ อ ม สภาพ จะรักษาไว้ดีเพียงใด ในท้ายที่สุด ก็ต้องพรากจากกัน นี้เป็นการมองแบบ คนธรรมดาทั่วไป ในมุมของผู้เข้าใจโลก ย่อมไม่มีอะไรขัด แย้งต่อคำกล่าว“ทำดี-ได้ความดีแน่นอน ทำชั่ ว -ได้ ค วามชั่ ว แน่ น อน” เพราะ “ความดีและความชั่วนั้น” ท่านเปรียบ เหมื อ นการหว่ า นพื ช ลงในแปลงดิ น ที่ เตรียมไว้ดี หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผล อย่ า งนั้ น ทำดี ด้ ว ยวั ต ถุ สิ่ ง ของ ย่ อ มมี อานิสงส์ คือได้สิ่งดีตอบแทนและความ ดี(มหากุศล) งอกงามขึ้นในใจของตนอีก

9

ต่อหนึ่งด้วย แม้การทำความชั่วแล้วได้ สิ่ ง ดี ต อบแทน ทว่ า ความดี นั้ น หมด โอกาสเติบโตไปแล้ว เพราะภาพลบมัน ฟ้องเตือนความผิด เปรียบเหมือนรอย สัก ที่ยากต่อการทำให้หมดไปจากผิวกาย แม้ทำได้จริง แต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็น ไว้ เ ป็ น อนุ ส รณ์ แ ก่ เ จ้ า ของ ความท้ อ ความน้อยใจนั้น นับว่าเป็นภัยใหญ่ของ การเข้ า ถึ ง เส้ น ชั ย “ความดี ” ฉะนั้ น คนนอกคงต้องถามใจตัวเองว่า จะเลือก เดิ น ทางชี วิ ต แบบไหน สนุ ก ชั่ ว ข้ า มคื น หรือสุขสงบแบบยั่งยืน คงต้องใช้สิทธิ์ที่ มีเลือกสรรเอง คนนอก ทุกข์เพราะเพื่อน เตือนเขา ไม่ได้ สุดท้ายโดนตำหนิด้วยถ้อยคำที่ ทำให้ เ สี ย ใจที่ สุ ด ในชี วิ ต ไม่ ท ราบว่ า พระคุณเจ้า มีคำแนะนำอย่างไรบ้าง คนใน อาตมาได้ฟังแล้วอกยังจุก แล้ว โยมจะไม่ ทุ ก ข์ ไ ด้ อ ย่ า งไร เพราะเพื่ อ น เป็นคำสั้นๆ ฟังง่าย ไว้ใจได้ยิ่งกว่าคน ร่วมสายเลือด และเพราะเพื่อนนี่แหละ ทำให้ความสนุก ความคุ้นเคย กลายเป็น ดุ จ น้ ำ ร้ อ นเดื อ ดสุ ด องศา ราดรดใจให้ ปวดแสบปวดร้อน นอนกลิ้งไม่เป็นท่า ความปรารถนาดีกลายเป็นยาพิษ ความ ใกล้ ชิ ด เป็ น ความเคลื อ บแคลง และ หวาดระแวงสงสัย ถ้าสิ่งเหล่าปรากฏกับ ใคร ขอให้รู้ว่า “คุณเดินเข้าสู่ทางตันเสีย


10

วารสาร “พุทธปทีป”

แล้ ว ” เป็ น ทางที่ ถู ก ปิ ด ตาย เพราะที่ ปลายทางมีหุบเหวลึกสูงชัน ฉะนั้นอย่า เสี่ยงเดินเข้าไปจะดีกว่า ผู้รู้สอนว่า “นกขาดขน คนขาดเพื่อน อับเฉามาก” บรรดานกตัวเล็กหรือใหญ่ จะดูสวยงามหรือบินได้สูง ต้องอาศัยขน ของตน แต่ ค นสิ ! จะมี ค วามสุ ข หรื อ ประสบความสำเร็จได้ นอกจากต้องพึ่ง ตนเองแล้ว ยังต้องอาศัยเพื่อน เพราะ เพื่อนอาจช่วยคิด ช่วยดัน ช่วยดึง คอย แบ่งปัน และคอยปลอบในยามที่ประสบ ความลำบาก คนนอกบอกว่า “เตือน” ไม่ได้ คนในไม่ อาจจะออกความเห็นในเรื่องนี้ เพราะ เงื่อนไขของคำว่า “เตือน” นั้น มีขอบ เขตกว้างเกิน จึงขออนุญาตไม่ก้าวล่วง ทว่ า ขอฝากแนวคิ ด ว่ า การที่ เ ส้ น ทาง ชี วิ ต ของสองคนจะโคจรมาบรรจบคบ หากันเป็นเพื่อนได้ นับเป็นความโชคดี แต่ บ างที ค วามโชคดี มี ค่ า เหมื อ นก้ น บุหรี่ ที่พร้อมจะดีดให้พ้นจากปลายนิ้ว ได้ทุกเมื่อ มิตรภาพจะ “สั้นหรือยาว” อาจวัดกัน ที่ ค วามเชื่ อ ใจ ความไว้ ว างใจ การให้ อภั ย และการถนอมน้ ำ ใจ ซึ่ ง สองฝ่ า ย ต้องหมั่นหยิบยื่นอย่างสม่ำเสมอ เสมือน เป็นเกลียวเชือกผูกเชื่อมมิตรภาพให้ตึง แน่นมั่นคง การอันใดที่มากเกินกว่าคำ ว่า “เพื่อน” ก็ไม่ควรก้าวล่วงเพราะมัน

อาจกลายเป็ น “พิ ษ ”ให้ มิ ต รภาพพุ พั ง บุคคลที่เราจะเลือกคบหาเป็น “คนรู้จัก หรือคนรู้ใจ” ล้วนแต่เติบโตมาจากคำว่า “เพื่อน”ก่อน แล้วจึงต่อยอดเป็นอะไร อีกมากมาย คนนอกย้ำว่า “เสียใจมาก ที่ สุ ด ในชี วิ ต ” คนในขอบอกว่ า ไม่ ใ ช่ ความเสียใจ แต่มันคือความน้อยใจและ ความเสี ย ดาย ที่ ค วามปรารถนาดี นั้ น ด้ อ ยค่ า กว่ า ที่ “คุ ณ เพื่ อ น” จะเปิ ด ใจ ยอมรับ หรืออาจจะขัดต่ออุปนิสัยส่วน ตัว นักมวยนั้นก่อนการขึ้นชก ต่างซุ่มซ้อม ฝึกฝนมาอย่างหนัก พออยู่บนเวทีแล้ว ยังมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำได้ เสียงตะโกน จากพี่เลี้ยงข้างเวที จะมีประโยชน์หรือ ไม่ ก็ต่อเมื่อ “ผู้ชก” ได้ยินและทำตาม หรือไม่เท่านั้น ฉะนั้นขอให้คนนอกอย่า หมดกำลังใจ และจงถนอมรักษาความ ปรารถนาดีไว้ เป็นความห่วงใยในทิศทางที่ เ หมาะควรจะดี ก ว่ า เท่ า นี้ ค งพอ ทำให้ “คนนอก” มองโลกในองศาที่ดี ขึ้นบ้าง คนนอก การสวดมนต์ทำไปเพื่ออะไร ได้ยินบางคนเล่าว่า ถ้าสวดมนต์บ่อยๆ แล้ ว ชี วิ ต จะดี ขึ้ น ทุ ก วั น นี้ ชี วิ ต ก็ ยั ง เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต คือ ต้ อ งแบ่ ง เวลามานั่ ง สวดมนต์ นี่ แ หละ เจ้าคะ


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

11

คนใน โอ...มายบุดดา ถ้ามีคนมาถาม มือให้ในใจ เพราะอะไรนะหรือ เพราะ

ว่า “จะมีลมหายใจไปเพื่ออะไร ยังตอบ ได้ ง่ า ยขึ้ น กว่ า นี้ เ ยอะ” เอาเถอะถื อ ว่ า คนนอก ข้องใจ คนในก็จะไขให้ จะตรง เป๊ะหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที ก่อนตอบใน ข้ อ นี้ ขอนำเรื่ อ งจริ ง ที่ ไ ปเจอมา เล่ า นำร่องก่อน เรื่องมีว่า คนใน ได้รับโทรศัพท์จากศูนย์พักฟื้นคนไข้ระยะสุดท้าย เขตลอนดอนตอนใต้ เสียงใสในสายของ พยาบาลแจ้งเจตจำนง ประสงค์ให้พระ ภิ ก ษุ เ ดิ น ทางไปเยี่ ย มคนไข้ (ที่ ใ กล้ ฝั่ ง เต็มที) เพราะเป็นชายไทย อายุย่างเข้า เขตหลักสี่ตอนต้น เมื่อการนัดหมายได้ ความชั ด เจน เสี ย งรถยนต์ รั บ ส่ ง วิ่ ง มา จอดตรงด้านหน้าของกุฎิ พอก้าวขึ้นไป นั่ง ยังไม่ได้รัดเข็มขัด คนขับและญาติ ผู้ป่วยแนะนำตัว รวมทั้งแสดงสีหน้าดีใจ ในขณะที่คนในได้แต่นั่งนิ่ง เพราะความ สงสัยบางอย่างวูบขึ้นมาในห้วงความคิด ว่า “คนป่วยหนักปานนี้ แล้วจะให้พระ ไปเยี่ยมทำไม” อาจจะเป็นความคิดที่ เห็ น แก่ ตั ว ครั้ น รถขั บ ไปตามเส้ น ทาง การสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น มีบางเรื่องบาง ประเด็ น ที่ ฟั ง แล้ ว สลดอดสู ใ จยิ่ ง นั ก เหมื อ นเป็ น การฟ้ อ งว่ า ผู้ ป่ ว ยนั้ น ขาด วิ นั ย ชี วิ ต และไม่ รั ก ตั ว เอง ใช้ ชี วิ ต สิ้ น เปลืองไปกับความสนุกเพลิดเพลินเกิน ไป เครื่องดื่มทุกอย่างผ่านการชิมรสของ เขามาแทบทั้งหมด บางเรื่องก็แอบปรบ

เขาคือตัวอย่างให้เรารู้สึกรักตัวเองมาก ขึ้น ปัญหาเล็กใหญ่ที่ถาโถมประโคมกัน เข้ามาสู่ชีวิต หากรู้จักคิดและพิจารณา หาวิธีแก้ไข ย่อม“ผ่านมันได้”เสมอ แต่ ถ้ า พยายามกลบเกลื่ อ นมั น ด้ ว ยเหตุ ผ ล เพียงแค่ “ลืมแล้วจบ” ก็จำเป็นต้องพึ่ง เครื่องมือที่จะอำนวยให้ “การลืม” เกิด ได้ไว อาศัยของมึนเมาเข้ามาเป็นตัวช่วย ครั้ น นานวั น เข้ า ตั ว ช่ ว ยที่ เ คยชื่ น ชอบ กลับตอบแทนผู้ป่วยด้วยอาการตับและ ไตพิการขั้นรุนแรง พอฟังเรื่องเล่าแล้ว “เศร้า” แม้จะเข้าใจว่าชีวิตก็เป็นแบบนี้ แหละ แต่ก็ไม่น่าจะไวปานนี้ ครั้นตัวรถ เคลื่อนมาถึงลานจอดรถ ประตูถูกเปิด ออกพร้อมกับคำพูดที่แว่วมาว่า “ท่าน ช่ ว ยสวดมนต์ ใ ห้ เ ขาฟั ง ด้ ว ยนะครั บ ” มาถึ ง ขั้ น นี้ แ ล้ ว ให้ ท ำอะไรก็ ต้ อ งยอม เพราะเข้าใจว่าน่าจะเป็นโอกาสสุดท้าย ที่ ผู้ ป่ ว ยจะได้ ยิ น ได้ ฟั ง อี ก ทั้ ง เป็ น สิ่ ง ที่ ทำได้ง่ายที่สุดในสภาพเช่นนี้ เมื่อไปถึงหน้าห้องผู้ป่วย ผ่านประตูบาน ใหญ่ เ ข้ า ไปยั ง มิ ทั น ได้ นั่ ง สายตาก็ ไ ด้ ประสบกับภาพที่อยู่ไม่ไกลจากตรงหน้า ยิ่ ง ชวนให้ ค นในอย่ า งอาตมาสั ง เวชใจ มากขึ้ น อี ก เพราะสายอะไรต่ อ มิ อ ะไร ราวกั บ โซ่ ต รวนที่ ใ ช้ ล่ า มคนร้ า ยในคดี ฉกาจมิให้หลบหนี แต่นี่ไม่ใช่คนร้าย แต่ ผู้ป่วยในวาระสุดท้าย เป็นชายไทยวัยที่


12

วารสาร “พุทธปทีป”

ยังไม่มากเลย เหตุไฉน จึงมีอัตภาพที่ปน ทุกขเวทนาหนักหนาเช่นนี้ เจลฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไหลลงตรงที่ฝ่ามือ เหมือนปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นาฬิกาบน ผนั ง ขยั บ เข็ ม หมุ น ไปข้ า งหน้ า แต่ ล ะ วินาทีมีค่าในตัวเอง หากไม่ใช่คนป่วยก็ นับว่าเป็นเวลาแห่งความหวัง ซึ่งยังขัง เต็ ม อยู่ ต ลอด แต่ ถ้ า เป็ น คนที่ น อนบน เตี ย งผู้ ป่ ว ยนั้ น แต่ ล ะวิ ท นาทีห มายถึ ง การละทิ้ ง โอกาส ความหวั ง ได้ เ ริ่ ม นั บ ถอยหลังตามการหมุนของเข็มนาฬิกา อาตมายื น พิ จ ารณาสัจธรรม พร้อมทั้ง ยื่นมือไปจับที่มือเขา ม่านตาที่ยังพอเปิด ขึ้ น บวกกั บ สภาพการรั บ รู้ ยั ง เหลื อ อยู่ บ้าง ช่วยให้ผู้ป่วยทราบว่า ผู้ที่ยื่นมือมา จั บ กุ ม ฝ่ า มื อ ของตนนั้ น คื อ พระสงฆ์ ไทยท่านหนึ่ง แม้จะไม่คุ้นเคยเป็นการ ส่วนตัว แต่ในหัวใจคงรับรู้ว่า “พระมา เยี่ ย มให้ ก ำลั ง ใจตน” น้ ำ ใสๆ เริ่ ม ไหล ออกมาจากตาทั้งสอง สื่อให้รู้ถึง“ความ ดีใจและแสดงการขอบคุณ” แม้จะพูด อะไรไม่ได้ เพราะสายดูดเสลดขัดขวาง แต่สีห น้ า และแววตาฟ้องความสิ้นหวัง อย่างเห็นได้ชัด สักพักหนึ่งเสียงสาธยาย พุทธมนต์เริ่มดังขึ้น สองมือที่มีสายให้น้ำ เกลือติดอยู่ ขยับเพื่อตั้งพนม แต่ก็ทำไม่ ได้เพราะเรี่ยวแรงที่อ่อนล้า สายตาจับ จ้องมองตรงยังเจ้าของเสียง คล้ายกับ

คนที่ไม่ได้เจอกันมายาวนาน เป็นความ ปลื้ ม ปี ติ ห รื อ อะไรก็ จ ะสุ ด คาดเดา แต่ ก่อนออกจากห้องของผู้ป่วย มือที่จับกุม ก่ อ นอำลา ดู มี จ ะความอบอุ่ น และบี บ แน่นกว่าคราวแรก เหมือนกำลังบอกให้ รู้ว่า “อยู่ต่อได้ไหม” แต่เวลาเยี่ยมมีจำกัด หน้าที่ครั้งนี้ก็สิ้น สุดลงด้วยเช่นกัน แม้ระยะทางในการนั่ง รถกลับวัด จะเท่าเดิมกับคราวที่ไป แต่ บรรยากาศในรถกลับปกคลุมด้วยความ เงียบ ในความคิดมีเพียงภาพผู้ป่วยราย นี้ วิ่งเล่นเป็นเด็กซุกซน ผ่านไปได้เพียง สามวั น เสี ย งโทรศั พ ท์ ดั ง ขึ้ น พร้ อ มกั บ ข่าวการจากไปของชายคนดังกล่าว เรื่ อ งที่ ถู ก เล่ า มายื ด ยาวนี้ ไม่ ใ ช่ เ อาข้ อ ด้ อ ยของเขามาเป็ น จุ ด เด่ น ในข้ อ เขี ย น แต่ อ ยากนำมาฝากเตื อ น และตอบข้ อ สงสั ย ของ “คนนอก” ที่ ม องการสวด มนต์เป็นเหมือนการอ้อนวอนขอพร ให้ ได้ ใ นสิ่ ง หวั ง ทว่ า มองผ่ า นความสงบ เยื อ กเย็ น แห่ ง ใจ ซึ่ ง จั ก เป็ น ราวบั น ได พยุงใจให้ข้ามพ้นความทุกข์ ความเศร้า ความอาลัย อีกทั้งสอนให้เข้าใจสภาพ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากขึ้น แม้การ สวดมนต์ จ ะแย่ ง เวลาไปบ้ า ง แต่ ห าก เทียบกับคนที่นอนทนทุกข์บนเตียงแล้ว มันแตกต่างกันสุดขั้ว ทำเองได้พึงรีบทำ และควรทำอย่างสม่ำเสมอ พุทธมนต์ที่ ท่ อ งบ่ น สาธยายนั้ น คื อ ธรรมะอั น ทรง


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕ คุณค่ า ที่ ส มเด็ จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง และทรงมี พระมหากรุณาธิคุณ แสดงให้พระอริย สาวก อุ บ าสกอุ บ าสิ ก า ได้ ศึ ก ษาเล่ า เรี ย น ตกทอดมาถึ ง ยุ ค สมั ย นี้ ถื อ เป็ น บุญลาภอันเยี่ยมต่อพุทธศาสนิกชนทุก คน ภาษาที่ใช้อาจเข้าใจได้ยาก ถ้ายิ่ง พากเพียรมาก สมาธิยิ่งแข็งแรงขึ้น และ ถ้ า สามารถศึ ก ษาจนรู้ แ ละเข้ า ใจความ หมาย ผู้ ส วดย่ อ มได้ อ านิ ส งส์ เ พิ่ ม ขึ้ น เสี ย งที่ เ ปล่ ง ตามคำสวดนั้ น ถื อ ว่ า เป็ น “สัมมาวาจา” คือ กล่าวสิ่งที่ควรกล่าว เป็ น วาจาที่ ปิ ด มู ล เหตุ ค วามบาดหมาง การทะเลาะวิ ว าท ไม่ ใ ช่ ค ำโกหกหรื อ คำนินทาว่าร้ายแก่ใคร เป็นเพียงถ้อยคำ ที่สมบูรณ์ไปด้วยความดีงาม สร้างสติให้

13

เจริญเติบโต อาตมาเชื่อว่า “คนนอก” คงพอทราบเจตนาและเป้ า หมายของ การสวดมนต์ ถึงไม่มีอะไรดี ๆ หล่นมา จากมือของเทพยดาองค์ใด ทว่าชีวิตก็ ยังต้องดำเนินต่อไปได้ และเป็นก้าวย่าง ที่อาศัยศักยภาพของตนเอง ดังคำกล่าว ที่ว่า “แม้ต้องสร้างฝันลำพังในเส้นทาง แต่ ก็ ไ ม่ ค วรให้ พุ พั ง ลงระหว่ า งทางที่ กำลังก้าวเดิน” เพราะหลักชัยของชีวิต ต้องอาศัย “กำลังกายและกำลังใจ” ที่ เข้มแข็ง จึงจะสามารถผ่านเข้าถึงเส้นชัย ได้ และไม่จำเป็นต้องเข้าเส้นชัยได้เป็น อั น ดั บ หนึ่ ง แค่ เ ป็ น คนที่ ถึ ง เส้ น ชั ย ได้ ก็ เยี่ยมยอดแล้ว นะโมพุทธายะ อาตมะ ขอยุติลงแต่เพียงเท่านี้ มีต่อในเล่มใหม่ คอยติดตามกันต่อไป


14

วารสาร “พุทธปทีป”

ออกพรรษาหลังทอดกฐินเสร็จ ได้โอกาสออก เดินธุดงค์ไปยังประเทศสกอตแลนด์ ตั้งใจไว้ ว่ า จะแสงหาประสบการณ์ ใ หม่ ๆ ทางการ ปฏิบัติ ลองออกไปอยู่คนเดียว ในที่ที่เราไม่ เคยไป และไม่มีใครรู้จัก จะได้ทดสอบจิตใจ ของตั ว เองและการดู แ ลศี ล ของตั ว เองว่ า จะ คุ้มครองตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน การไปปฏิ บั ติ ธ รรมในครั้ ง นี้ ได้ รั บ การสนั บ สนุนจากลูกศิษย์คนหนึ่งช่วยดูแลเรื่องอาหารเช้าเพล ให้ที่พักอาศัยในเรือนว่างที่พอจะกันหนาวได้ บ้าง แต่ก็มีบางวันที่ต้องใช้ถุงน้ำร้อนเพิ่ม เนื่องจาก ความอุ่ น จากเครื่ อ งทำความร้ อ นไม่ พ อ เป็ น ช่ ว ง เวลาที่ฝนตกตลอด และต่อจากฝนก็มีหิมะปกคลุม


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

15

ขอบคุณเจ้าของบทความ พระครูภาวนาภิราม (สวัสดิ์ ญาณธโร) วัดสังฆปทีป เวลส์

ยอดเขาที่ สู ง ลิ่ ว เขาเล่ า ให้ ฟั ง ว่ า เป็ น บริเวณที่มีความสูงที่สุดในยูเค เมือง Fort William เป็นเมืองเล็ก ที่มีภูเขาล้อมรอบ และมีน้ำทะเลทอดตัว นอนนิ่งสงบ เยือกเย็น เมืองนี้มีประวัติ ที่ น่ า สนใจเกี่ ย วกั บ การดำเนิ น ชี วิ ต ที่ เรียบง่าย อยู่อย่างพอเพียง ครอบครัวซึ่งให้ที่พักเป็นชาวสก๊อต พื้นเมือง อายุ ๘๐ กว่าทั้งสามีภรรยา สามีเพิ่งผ่าตัดเกี่ยวกับโรคหัวใจ กำลัง พักฟื้นที่บ้าน เขาเป็นคนเปิดกว้าง เรา ได้ พู ด คุ ย กั น เกี่ ย วกั บ พุ ท ธศาสนาพอ สมควร ถึ ง เขาจะไม่ เข้ า ใจพุ ท ธศาสนา มากนั ก แต่ เขายอมรั บ ความเจ็ บ ป่ ว ย

ของเขา และที่ วั น หนึ่ ง เขาจะต้ อ งจาก โลกนี้ไป ก็ถือว่าเขาเข้าใจความจริงของ ชีวิตไม่น้อยเลย ธรรมะมีอยู่ทุกที่ ใกล้ บ ริ เ วณที่ พั ก เขาปั ก เสาธง สก๊อตเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ เวลาที่ ฝนตกลมแรง ธงจะปลิวไปตามกระแส ลมจนมีรอยขาด แต่เสาธงยังมั่นคง ไม่ สะทกสะท้านต่อแรงลม มันช่างเหมือน จิ ต ใจเรา บางครั้ ง ที่ มี ก ระแสกิ เ ลสมา กระทบ มั น ก็ ป ลิ ว ไปตามกระแสแห่ ง กิเลสนั้น ราคะ โทสะ โมหะ ลมพายุที่ โหมกระหน่ำเข้ามา ทำให้จิตใจโอนเอน จนบางทีจิตใจก็ขาดแหว่งไป คือ มันตก อยู่ภายใต้อำนาจของลมคือกิเลส เราจึง


16

วารสาร “พุทธปทีป”

เป็นทุกข์ร่ำไป เราน่าจะเป็นเช่นเสาธงที่ ไม่หวั่นไหวต่อกระแสแห่งลม เช้ า -สาย-บ่ า ย-ค่ ำ เฝ้ า มองความ เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ บรรยากาศ ที่ มี แ ดดบ้ า งบางคราว ท้ อ งฟ้ า สี ค ราม เมฆฝนที่ ล่ อ งลอยมา แล้ ว ลอยผ่ า นไป สอนให้ เราเข้ า ใจกฎของธรรมชาติ เ ป็ น อย่างดี ไม่มีอะไรสักอย่างอยู่คงที่ มีแต่ การเปลี่ยน-แปลงตามครรลองของอนิจ จัง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สงบนิ่งอยู่กับ การปฏิ บั ติ ธ รรม ก็ ยั ง ไม่ ว ายที่ จ ะถู ก ทดสอบ ข้อความจากแดนไกลถูกส่งไป ให้ใจขุ่นมัวยังมีเสมอ ความหงุดหงิดใน ใจทำให้ ไ ด้ พิ จ ารณาสภาวะแห่ ง โทสะ

มั น เปรี ย บเสมื อ นเมฆคลึ้ ม ที่ ฝ นไม่ ย อม ตก ทำให้รู้สึกอึดอัด แต่มันก็โผล่ขึ้นมา ว่า อ๋อนี้คือครูอาจารย์ ท่านสอบอารมณ์ กรรมฐานให้เราขอบคุณจริงๆ เส้ น ทางชี วิ ต ที่ ลิ ขิ ต ไว้ เ พราะบุ ญ กรรม หากยังไม่เห็นธรรมจะพลาดจาก ทางที่ถูก ต้ อ ง ธรรมะไม่ ไ ด้ ห่ า งจากเรา ไกล แต่จะทำอย่างถึงจะเข้าใจให้ถูกต้อง เส้ น ทางจากเวลส์ ม าจนถึ ง สก๊ อ ต แลนด์ ถื อ ว่ า ยาวไกล แต่ เ ส้ น ทางของ จิ ต ใจ ยั ง เหลื อ อี ก ยาวไกลในวั ฏ ฏะ สงสาร เป็ น ทางที่ กั น ดารไปด้ ว ยขวาก หนาม คื อ กิ เ ลส หากเราไม่ แ สวงหา หนทางเดินที่ปลอดภัย ก็จะมีแต่ความ เจ็บปวด


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

การเรี ย นธรรมะก็ เ พื่ อ ให้ เ ข้ า ใจ ธรรมะ เมื่ อ เข้ า ใจแล้ ว ก็ น ำมาปฏิ บั ติ ด้วยการใตร่ตรองและพิจารณา ให้เห็น สภาพที่แท้จริง สิ่งที่อยู่รอบตัวเราก็คือ ความจริ ง ซึ่ ง คอยสอนเราตลอดเวลา ฤดูร้อนผ่านไป ฤดูหนาวมาแทน วันนี้มี ความสุข พรุ่งนี้อาจจะมีความทุกข์ วัน ต่อไปอาจจะทุกข์มากกว่าเดิม แต่ก็อย่า วิ่ ง ไล่ ต ามมั น เป็ น เพี ย งกระแส ผ่ า นมา แล้วก็ผ่านไป ใจเราต้องหนักแน่นอย่าง ขุ น เขาหรื อ เสาธงที่ ไ ม่ ย อมเอนเอี ย งไป กับแรงลม สติที่มั่นคงย่อมดำรงมั่นในสิ่งเข้าใจ สติที่ไม่หวั่นไหวต่อกระแสงแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ก็ จ ะช่ ว ยให้ เรามองเห็ น หนทางที่ก้าวย่างในทางธรรม หน ทางก็

17

มี อ ยู่ แ ล้ ว ผู้ ชี้ บ อกก็ มี อ ยู่ ผู้ ที่ ก ำลั ง เดิ น ตามเส้นทางนี้ก็มีจำนวนมาก อริ ย มรรค ที่ ป ระกอบด้ ว ยองค์ 8 ประการ คื อ เส้ น ทางที่ จ ะนำพาไปสู่ ความดั บ ทุ ก ข์ สั ม มาทิ ฏ ฐิ สั ม มา สั ง กั ป ปะ สั ม มาวาจา สั ม มากั ม มั น โต สั ม มาอาชี โว สั ม มาวายาโม สั ม มาสติ สัมมาสมาธิ นี้แหละคือทางที่เราควรจะ เดินไปให้สุดทางให้ถึงที่หมาย สิ้ น สุ ด การปฏิ บั ติ ธ รรมในครั้ ง นี้ เพียง-เท่านี้ เดินทางกลับวัดทำหน้าที่ต่อ ไป แต่การปฏิบัตธรรมก็จะดำเนินต่อไป ไม่สิ้นสุด อนุโมทนาผู้สนับสนุน ขอบคุณ ขุนเขา ลมหนาว ที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติ ได้มากขึ้น


ขอบคุณเจ้าของบทความ พระมหาวีระพันธ์ ชุติปฺโญ

ชีวิตที่ใฝหาความสุข และความสำเร็จของคนเรา ทุกความรูสึกลวนถูกฉาบทาไวดวยความหวังวา ชีวิตจะตองดีขึ้นกวาเดิมเสมอ เปนเหมือนการสรางกฎเกณฑใหกับตัวเอง เพื่อทำใหเรารูสึกอยากมีชีวิตอยูตอ และสูกับสิ่งที่คิดวาเปนปญหา เพื่อไขวควาเปาหมายที่ใจเรียกรอง มาเปนสมบัติของตัวเองใหได


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

แต่ ห ากชี วิ ต ราบเรี ย บและ สวยงามดั่ ง เส้ น ทางที่ โ รยด้ ว ยกลี บ กุหลาบ ผู้คนบนโลกใบนี้ก็คงไม่ต้อง โหยหาความสุข เพื่อกลบความทุกข์ที่ ถาโถมเข้ า มาแต่ อ ย่ า งใด แต่ เ พราะ ความจริงสอนเราไว้ว่า ไม่มีอะไรได้มา ง่ายๆ ทุกอย่างต้องผ่านการเคี่ยวกรำ อย่างหนัก สิ่งที่เป็นของรักจึงจะอยู่กับ เราได้นานๆ ในบรรดาสิ่งที่เราเรียกว่าความ สุขนั้น มีรายละเอียดที่ซับซ้อนอยู่ใน ทุกเรื่องหากไร้ความเข้าใจ แต่เมื่อใดที่ เราได้ เ รี ย นรู้ ใ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น มี ใ จที่ พร้อมจะยอมรับทั้งในเงื่อนไขที่เป็นดั่ง หวั ง และไม่ ไ ด้ ดั่ ง ที่ ใ จต้ อ งการ ทุ ก

19

อย่างก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ อย่าง น่าอัศจรรย์ แต่ ไ ม่ ว่ า จะเป็ น เรื่ อ งง่ า ยหรื อ เรื่องยุ่งที่ชวนให้ปวดหัว ทุกคำตอบ ของความรู้สึกที่เราได้รับ ล้วนมาจบ ลงที่ “การมี ใ จคอยรั บ รู้ สิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น เสมอ” ใจจึงเป็นต้นธารของการทำให้ เรา “รู้ สึ ก สุ ข และทุ ก ข์ ” เป็ น ลำดั บ แรกของการมีชีวิตอยู่ และคอยเฝ้ารับ รู้การกระทำที่เราเป็นผู้ลงมือ ในรายละเอียดของสิ่งที่ผ่านเข้า มาในชี วิ ต เพื่ อ ให้ เ ราได้ เ รี ย นรู้ แล้ ว ทำให้ก้าวไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้น มีการบ้านอยู่ข้อหนึ่งที่คนเรามักมอง ข้ามไป นั่นก็คือ “ความเหงาที่เกิดขึ้น


กับชีวิตของเรา” “ความเหงา” เป็นความรู้สึกที่ ก่อให้เกิดความอ้างว้างในใจ ทำให้เรา รู้ สึ ก ไม่ มั่ น ใจในการมี ชี วิ ต อยู่ หวาด กลั ว ที่ จ ะเผชิ ญ หน้ า กั บ สิ่ ง ที่ เ ข้ า มา ปะทะ กระทั่งกลายเป็นความไม่เชื่อ มั่ น ที่ จ ะมี ชี วิ ต อยู่ อ ย่ า งมี ค วามสุ ข ใน แบบฉบับของตัวเอง เราจึงเพียงแค่ว่ามีชีวิตอยู่เพื่อ อะไรก็ไม่รู้ ทุกความรู้สึกล้วนเจือปน ไปด้วยความสับสน แต่ก็ต้องยอมทนที่ จะอยู่ให้ได้ แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นต่อ การเดินทางของชีวิตที่รออยู่ข้างหน้า แต่ ห ากเราตั้ ง สติ ไ ด้ แล้ ว พิจารณาความเหงาที่เกิดขึ้นในใจ เรา จะเห็นถึงมุมมองของความสุข ที่ความ

เหงามอบให้แก่เราอย่างน่าทึ่ง เพราะ ในความรู้ สึ ก อ้ า งว้ า งที่ เ ราหวาดกลั ว นั้ น กลั บ มี ค วามสงบเย็ น รอให้ เ รา เข้าไปสัมผัส เป็นความงามที่แอบอยู่ ข้างหลังความเหงา เป็นความกล้าที่ เกิดขึ้นท่าม กลางความหวาดหวั่น เพราะเมื่ อ เรากล้ า ที่ จ ะอยู่ กั บ ความเหงา แล้วศึกษาด้วยความรู้สึกที่ จะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ จากสิ่ ง ที่ เ คยเป็ น ความพร่ า มั ว ทาง ความรู้สึก ก็จะกลายเป็นความแจ่มชัด ที่ ช วนให้ ใ จเข้ า ไปสั ม ผั ส และดื่ ม ด่ ำ ความสงบเย็ น ที่ ยิ้ ม รั บ อย่ า งผู้ มี ไ มตรี ต่อกัน “พระพุทธเจ้า” ก่อนที่พระองค์ จะได้รับรสแห่งธรรมอันเลิศ พระองค์


ก็ ต้ อ งผ่ า นด่ า นความเหงาของจิ ต มา ก่อน พระองค์ต้องผ่านความรู้สึกไม่ เชื่ อ มั่ น ที่ จ ะก้ า วไปสู่ ส ภาวะที่ ส งบไร้ กิเลส ต้องต่อสู้กับความกลัวอยู่เป็น เวลานาน ก่อนที่จะพ้นผ่านมันไปได้ แม้หากเป็นคนทั่วไป อาจยอม ถอดใจแล้ ว เดิ น หนี จ ากความรู้ สึ ก ว้าเหว่ า เช่ น นี้ แต่ พระพุทธองค์กลับ มองว่า ในความเหงาเดียวดายมีความ สงบรอให้ เ ข้ า ไปจั บ จองเป็ น เจ้ า ของ พระองค์จึงเพียรที่จะศึกษาความรู้สึก อ้างว้างนั้น เพื่อที่จะอยู่กับความรู้สึก เปลี่ยวเหงาอย่างผู้เป็นนาย ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน บ่อย ครั้ ง ที่ เ ราเรี ย กหาความสงบสุ ข มาสู่ ชีวิต แต่ก็มักกะเกณฑ์ความสุขนั้นผิด

พลาดไป แทนที่ จ ะมี ค วามรู้ สึ ก ดี กั บ ชีวิตที่สงบร่มเย็น ไร้การปรุงแต่งทาง จิต แต่เรามักเดินผ่านเลยไป แล้วคว้า ความกลุ้มใจมาเป็นเพื่อนแทน โดยที่ เข้าใจว่านั่น คือความสุขแท้ที่ชีวิตควร มี เมื่อมองให้เห็นถึงกลไกลของใจ ที่เรียกหาความสุข ทว่ากลับเปลี่ยน เป็นความทุกข์ที่เราต้องรับผล ก็กล่าว ได้ว่า เพราะเรารู้สึกกลัวความเหงาที่ เกิดขึ้นกับใจเรา ไม่เชื่อมั่นว่าจะอยู่คน เดียวได้ เราจึงพยายามสร้างเงื่อนไข ในการกอดรั ด ปั ญ หาต่ า ง ๆ เอาไว้ โดยเข้าใจว่ามันคือสิ่งที่ช่วยทำให้เรา ไม่รู้สึกกลัวที่จะมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเรากล่าวอ้างว่าชีวิตเป็น


22

วารสาร “พุทธปทีป”

ของเรา ตัวเราจึงควรเรียนรู้ที่จะมีชีวิต อยู่อย่างเป็นเจ้านายของปัญหา ควร เปิดใจที่จะศึกษาความเหงาที่เป็นเงา ของใจ เพื่ อ ปรั บ เปลี่ ย นให้ เ กิ ด เป็ น ความสงบงามทางความรู้สึก แล้วก้าว ข้ า มไปสู่ ส ภาวะที่ ไ ร้ ทุ ก ข์ เพราะมี ความรู้ เ ท่ า ทั น มาเป็ น เกราะป้ อ งกั น ความอ้างว้างที่จะมาเยือน ทำให้เรา ไม่รู้สึกว่าความเหงาน่ากลัวอีกเลย หนำซ้ำจะขอบคุณความเหงาที่ เกิดขึ้นอีกต่างหาก เพราะถ้าไม่มีความ รู้สึกนี้มาคอยทดสอบใจเรา สติปัญญา ที่มีอยู่ ก็คงทำได้แค่คนฉลาดที่ยืนอยู่ ห่างๆ โดยไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ให้คำ ปรึกษา และปกป้องตัวเราแต่อย่างใด แต่ เ มื่ อ ใดที่ ใ จได้ ใ ห้ โ อกาสแก่

ปั ญ ญาเข้ า มามี บ ทบาทในการดู แ ล ด้วยการรู้จักปรับท่าทีของความเหงาที่ เกิ ด ขึ้ น ทางความรู้ สึ ก ให้ ก ลายเป็ น ความรู้เท่าทันอารมณ์ที่เข้ามากระทบ ความเหงาก็จะถูกนำพาไปสู่ความสงบ โดยมีสติปัญญาคอยรักษา เพื่อไม่ให้ อารมณ์ ที่ ก่ อ ให้ เ กิ ด ปั ญ หาวิ่ ง เข้ า มา ปองร้ า ย แล้ ว ทำให้ เ ราต้ อ งบาดเจ็ บ เพราะมัน ปั ญ ญาจะทำหน้ า ที่ ช่ ว ยปรั บ ความสมดุ ล ให้ อ ยู่ ใ นจุ ด ที่ ชี วิ ต ควร ดำรงอยู่ ช่วยดูแลทุกอย่างให้เดินทาง ตามครรลองที่ชีวิตนี้ควรเป็นไป ความ สุขจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะคว้ามาครอง เพราะเรามีความเข้าใจมาคอยจับจอง และเป็ น เจ้ า ของอย่ า งผู้ มี ธ รรมคอย


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

ดูแล เราควรรู้จักที่จะขอบคุณความ เหงาที่เกิดขึ้นในใจเรา เพราะความเหงา เราจึงเรียนรู้ที่ จะปลุกตัวเองให้กล้าที่จะเดินข้ามผ่าน ไปสู่ความร่าเริงแจ่มใส เพราะความเหงา เราจึงเรียนรู้ที่ จะแสวงหามิตรที่ดีพร้อม มาคอยเป็น ที่ปรึกษา เพื่อให้ชีวิตได้มีโอกาสค้นหา สิ่งที่ทำให้ตัวเรามีคุณค่ามากกว่าเดิม เพราะความเหงา เราจึงเรียนรู้ที่ จะอยู่คนเดียวได้อย่างผู้เข้าใจในความ จริงของอารมณ์ที่มากระทบ แล้วไม่ ทุกข์เพราะมัน เพราะความเหงา เราจึงได้พบ กับความรู้ ตื่ น เบิ ก บาน ที่มาจากการ

23

ตื่นตัวที่จะศึกษา สิ่งที่เราไม่เคยเห็น คุณค่าของมัน ความเหงาหรือความเดียวดาย จึงเป็นมากกว่าปัญหาที่ทำให้เราต้อง รู้สึกหวาดหวั่น เพราะมันคือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะสร้างปัญญา เพื่อมาช่วยรักษาชีวิตให้หายจากโรค หวาดกลัวตัวเอง ขอบคุณความเหงา ที่ทำให้เรา ได้รู้จักตัวเอง ขอบคุณความเหงา ที่ทำให้เรา รู้คุณค่าของความตื่นรู้ ขอบคุณความเหงา ที่ทำให้เรา ไม่รู้สึกหดหู่ เมื่อต้องอยู่กับความเดียว ดายเพียงลำพัง


24

วารสาร “พุทธปทีป”

บัณฑิตแต่โบราณท่านกล่าวไว้น่าคิดตอนหนึ่งว่า “มีลูกไว้พึ่งพา มีศาสนาไว้พึ่ง ใจ” ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ชีวิตมีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว ศีลธรรมทางศาสนานั่นแหละ คือ ยอด ของโอสถหรืออาหารใจ ท่านทั้งหลายอย่าเพลินแต่แสวงหาอาหารบำเรอกาย จนลืม เติมอาหารบำรุงใจ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า “อิ่มเพียงท้องแต่พร่องทางใจ” ตรงกัน ข้ามผู้ใดฉีดชาร์ดวัคซีนทางศาสนาเข้าสู่จิตใจได้มาก ชีวิตก็มีความผ่องแผ้วบริสุทธิ์ ประดุจปุยที่ช่วยบำรุงชีวิตให้งอกงาม ช่วยบันดาลให้ “เป็นอะไรก็ดี มีอะไรก็สวย แม้เมื่อม้วยก็สุข” ดังที่ท่านกล่าวว่า อยู่เรือนแคบยังดีไม่มีทุกข์ จนก็มีศีลธรรมประจำใจ อันเงาร่มชายเรือนเหมือนสวรรค์ จึงจะอยู่สุขทุกทิวาและราตรี

ดีกว่าคุกตะรางที่กว้างใหญ่ มีหวังได้สุขาไม่ราคี ต้องเสกสรรให้บริสุทธิ์ศรี ก็ต้องมีศีลธรรมนำพาไป

ความสุข เป็นยอดปรารถนาของชีวิต ทุกคนจึงดิ้นรนไขว่คว้า บางคนต้องการ

เงิน บางรายต้องการเกียรติ บางท่านต้องการคำชม บางคนนิยมให้คนเอาอกเอาใจ หรือไม่ก็ต้องการไปเสียจากสิ่งที่ตนไม่ต้องการ ที่ยกตัวอย่างมานี้ ล้วนแต่ปรารภเหตุขึ้นมากล่าวทั้งสิ้น แท้จริงความสุขนั้นเป็น


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

25

ผล...หาใช่ตัวเหตุไม่ แต่เมื่อกล่าวถึงผลที่ต้องการแล้วก็ตรงกัน คือ ความสุข เช่น ต้องการเงิน ต้องการไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อจะใช้ซื้อความสุขให้แก่ตน เงินจึงเป็นเหตุ ของความสุข ดังคำขวัญสมัยหนึ่งซึ่งซู่ซ่ามาก คือ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาล สุข” ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวมันเองแล้ว คนอยากได้เงิน ชอบเงิน ก็ต้องทำงาน ถ้า ไม่ทำงานแล้ว ไหนเลยจะมีเงิน ในทำนองกลับกัน ถ้าไม่หวังได้เงินแล้ว ก็คงไม่มีใคร ยอมทำงานเช่นกัน ฉะนั้น จึงมีคำพูดว่า “เงินดีงานเดิน เงินเกินงานวิ่ง เงินนิ่งงานชะงัก” หรือ “งานเดินเงินดี เงินมีงานวิ่ง เงินนิ่งงานก็หยุด” นี่ล้วนแต่เน้นเรื่องเงิน เน้นจนคนงก เงินกันไปหมด ใจจดใจจ่ออยู่กับเงิน จนมีคนไม่น้อยหลงเงิน จนลืมความหมายของ เงิน เอาแต่มุ่งหามุ่งเก็บ เก็บเท่าไรมีเท่าไร ก็หาได้รับประโยชน์แท้จริงจากเงินไม่ ประโยชน์อันแท้จริงของเงิน ก็คือซื้อหาสิ่งที่จะให้เกิดความสะดวกสบาย เรียกง่ายๆ ว่า ความสุข คำขวัญอีกคำหนึ่ง ที่เคยฟังกันทั่วไป ซึ่งเป็นคำขวัญที่แสดงถึงการมุ่งเอาความสุข เป็นที่หมาย คือคำว่า “ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์” การศึกษาก็ดี การหาเงินก็ดี การทำตัวให้สมบูรณ์ด้วยพลานามัยก็ดี ล้วนแต่เป็นเหตุที่จะช่วยให้ ชีวิตมีความสุขทั้งนั้น อีกคำหนึ่ง แสดงถึงความต้องการของคนทั่วๆ ไป ตามวิสัยโลกียชน แต่คงไม่


26

วารสาร “พุทธปทีป”

ได้ยินกันหนาหูนัก นั่นคือ คำว่า “มีบ้านอยู่ มีคู่เคล้า มีข้าวกิน มีสินใช้” นี่ก็เป็นเหตุ ของความสุขเฉพาะ อย่างบ้าน เป็นความสุขก็เพราะไม่ต้องระเหเร่ร่อน นั่งไม่เป็น บ่อน นอนไม่เป็นที่ เพื่อความสุขในแง่นี้ จึงจำต้องมีบ้านอยู่ มีคู่เคล้า เป็นความสุข ทางเพศ ทางมิ่งขวัญเพื่อนร่วมทุกข์ มีข้าวกิน ก็เป็นสุขในด้านความอิ่ม มีสินใช้ ก็ เพื่อความสุข เกี่ยวแก่สิ่งต่างๆ มาสนองความปรารถนาของตน สรุปแล้ว บ้านก็ดี คู่ ครองก็ดี ข้าวปลาอาหารก็ดี เงินทองทรัพย์สินก็ดี เป็นปัจจัยหรือเป็นสะพานเพื่อให้ ชีวิตผ่านไปสู่ความสุขทั้งสิ้น ว่าถึงงานหาความสุขแล้ว ต้องถือว่าเป็นงานที่จำเป็นรีบด่วน และสำคัญมาก เรียกได้ว่างานอะไรจะสำคัญเท่ากับงานหาความสุขเป็นไม่มี งานหาความสุขเป็น เรื่องที่หนักและเหน็ดเหนื่อย เพื่อจะได้ความสุข คนเราก็ยอมยากยอมเหนื่อย ดั่งคำ ที่ว่า “ตอนต้นสู้ทนทุกข์ จะได้สุขเมื่อตอนปลาย ตอนต้นชอบสบาย จะได้ร้ายเมื่อปลายมือ” หรือ “จะเป็นสุขก็ต้องทุกข์ลงทุนก่อน จะเป็นก้อนทีละน้อยค่อยผสม” ที่ว่างาน หาความสุขเป็นงานใหญ่ ก็จะเห็นได้จากการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ที่แยกเป็น กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ยังได้ถือเอาความสุขนั้นเป็นกระทรวงกระทรวงหนึ่ง เรียก ว่า “กระทรวงสาธารณสุข” มีกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน มากมาย แต่เมื่อสรุปความหมายให้แคบเข้า ก็ได้ความสุขเป็นสองประการ คือ สุขกายและ สุขใจ ดูเหมือนว่ากระทรวงสาธารณสุขนี้ จะมีหลักบริหารเน้นไปทางสุขกายมาก กว่า โดยเฉพาะมุ่งหมายด้านปลูกฝังสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยถือเอาความ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นความสุข ตามทัศนะของโลก ถือว่าใจขึ้นอยู่กับกาย ถ้าร่างกาย ดี ใจก็สดชื่น ปัญหาว่าความสุขอยู่ที่ไหน? ถ้าจะตอบโดยมติโลกแล้ว ก็ตอบว่าอยู่ที่ เงิน อยู่ที่ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา อยู่ที่มีบ้านอยู่ มีคู่เคล้า มีข้าวกิน มีสินใช้ มีปัญหา แทรกอีกว่า คนมีเงินมาก มีบ้านเรือนใหญ่โต มีคู่เคล้า มีข้าวกิน มีร่างกายแข็งแรง และมียศมีเกียรติ อะไรๆ อีกเยอะแยะนั้น มีความสุขไปทุกคนจริงหรือ?


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

27

ท่านผู้ที่มั่งมี ดังกล่าวหากท่านไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ท่านมีอะไรๆ มากมาย แต่ หาความสุขไม่เจอ อยากจะขอเสนอให้ท่าน หันมาสนใจวิธีหาความสุขในทางธรรม ดูบ้าง การหาความสุขทางธรรมนี้ จะหาได้โดยท่านไม่ต้องทอดทิ้งสละละวางสิ่งที่ท่านมี

อยู่แล้ว ขอให้ท่านเข้าใจว่า วิธีทางธรรมจะช่วยให้ท่านอยู่กับความมั่งมี โดยที่มันจะไม่ เป็นอันตรายต่อตัวท่านเอง

อันการแสวงหาความสุขโดยธรรมวิธีนี้ พระพุทธองค์ก็ตรัสสอนและรับรองมติ ทางโลกไว้เหมือนกัน มิได้ทรงปฏิเสธเหตุแห่งความสุขทางโลกแต่อย่างใด ดังที่ตรัส เรื่องความสุขของฆราวาสไว้ด้วยหลักธรรม ๔ ประการ คือ ๑. สุขเกิดจากการมีทรัพย์ ๒. สุขเกิดจากการใช้ทรัพย์ ๓. สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ ๔. สุขเกิดจากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ นี่แหละจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงรับรองอำนาจทรัพย์ไว้ แต่จะต้องเป็น ทรัพย์ที่จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย มิใช่มีแล้วก็เอาแต่นั่งเฝ้านอนเฝ้า เป็น ทาสของทรัพย์เหมือนปู่โสม อย่างนี้ถึงจะเป็นความสุขก็สุขแบบลมๆ แล้งๆ เท่านั้น จึงตรัสถึงสุขจากการใช้จ่ายไว้ด้วย อนึ่ง คนมีทรัพย์แล้ว แต่ไม่ยอมใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์แก่ตน เขาเรียกว่า คน โกงตั ว เอง ใช้ ตั ว ของตั ว เที่ ย วเสาะแสวงหา และสะสมไว้ แ ล้ ว ก็ ป ล่ อ ยให้ ตั ว อดๆ อยากๆ แร้นแค้น เอาแต่กลัวจะหมดจะเปลือง คนอย่างนี้น่าสงสาร ฉะนั้น ความสุข จะเกิดมีได้ ก็ต้องใช้ทรัพย์ที่มีอยู่ตามสมควรตามโอกาส สุขอีกอย่างหนึ่ง คือการไม่เป็นหนี้ “คนเป็นหนี้ต้องอยู่เป็นทุกข์” จิตใจถูกกระตุก ถูกทัก ถูกทวงอยู่เรื่อย ต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา ดังพระบาลีว่า อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก เป็นหนี้เขาเป็นทุกข์ในโลก อีกประการหนึ่ง สุขอันเกิดจากงานที่ปราศจากโทษ เป็น ความสุขที่สนิทใจ เงินที่หาได้ด้วยงานสุจริต เป็นเงินที่บริสุทธิ์ เป็นทางแห่งความสุข อีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กล่าวว่า ผลจากงานทุกอย่างจะเป็นทางให้สุขเสมอไป แต่ตรัส


28

วารสาร “พุทธปทีป”

ว่า เป็นสุขเฉพาะผลงานที่สุจริตเท่านั้น ส่วนผลงานที่ได้จากความทุจริตไม่รับรองว่า เป็นทางแห่งความสุข แต่เป็นทางแห่งความทุกข์ ผลงานที่ได้ทางมิจฉาชีพ เมื่อนำมาบำรุงชีวิตแล้วจะมีผลเช่นเดียวกับบริโภค อาหารที่สกปรกมีเชื้อโรค แม้ขณะบริโภคจะเอร็ดอร่อยเพียงใด แต่สุดท้ายปลายเหตุ ก็ท้องเสียเพลียแรง ฉันใด ผลงานจากความทุจริตผิดศีลธรรม ถือว่าเป็นที่โสโครก สกปรก นำมาบริโภคบำรุงตนเลือดเนื้อที่เกิดจากการบำรุงด้วยผลงานทุจริต ก็เจริญ เยี่ยงเดียวกับภูตผีปีศาจ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความสุขอันอิงทรัพย์นั้น ต้องมีข้อแม้ ว่าต้องเป็นทรัพย์ที่บริสุทธิ์ อันได้มาจากงานที่ปราศจากโทษด้วย คำสอนของพระสำหรับคนบางคนสมัยนี้ ฟังแล้วอาจหัวเราะเพราะถือมติว่า “ได้ เป็นดี” ส่วนวิธีได้นั้นไม่คำนึง หากมัวคำนึงปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระแล้ว เมื่อไรจะ รวยขึ้นมาได้เล่า? หากคนส่วนใหญ่คิดกันเสียอย่างนี้แล้ว ก็โปรดตรองดูเถิด มนุษย์ จะเบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกันมากเพียงใด หากทุกคนต่างก็มุ่งถือมติว่าได้ เป็นดี มือใครยาวสาวได้สาวเอา ท่านนึกวาดภาพดูเถิดว่าเกิดอะไรขึ้น ในด้านส่วนตัวนั้นเล่า คนเราจะมีสุขได้อย่างไร ในเมื่อตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่า สิ่งที่ได้ มาบำรุงชีวิตและครอบครัวนั้น ตัวไปแย่งไปปล้นไปฉ้อฉลหลอกลวงเขามา ถ้าไม่ละ อายข้อนี้ ก็เรียกว่า แววจิต หรือ สกุลรุณชาติของความเป็นมนุษย์ได้หมดไป แต่ แ ท้ ที่ จ ริ ง นั้ น ความถื อ ตั ว ตนของคนเราย่ อ มจะมี อ ยู่ ด้ ว ยกั น ยามนั้ น แหละ หมายถึงยามหันมาเคารพตัวเองด้วยความสำนึกใฝ่สูงนั่นแหละ จะหมดความสุขเห็น ความเลวเห็นความสกปรกลามกของตน ยิ่งเห็นชัดมากก็ยิ่งเดือดร้อนมาก แล้ว ความสุขจะเหลือค้างอยู่ในชีวิตจิตใจได้อย่างไร? ฉะนั้น การหาความสุขด้วยวิธีพึ่งทรัพย์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ จึงเป็นสัจจธรรม ควรแก่การประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่ง พร้อมกันนี้ก็น่าจะรู้ไว้ด้วยว่า มติที่ว่า “ได้เป็น ดี” นั้น เป็นวิธีที่น่าอับอายอย่างยิ่งเช่นกัน คนดีมีหัวคิดมีความสำนึกของสาธุชนเขา ไม่ทำกัน ทางหาความสุขอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเก่าอาจจะฟังเชยๆ ไปหน่อย ความ สุขอยู่ที่ไหน? ตอบว่า อยู่ที่บุญ เป็นมติทางศาสนาที่ปรากฏในตำราธรรมะมากแห่ง เป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย เพราะคำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข ข้อนี้ชัด


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

29

มาก บอกว่าบุญกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน การหาความสุข ก็ต้องหาที่บุญ อีก แห่งหนึ่ง ได้ยินกันชินหู คือ “สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย” แปลว่า การสั่งสมบุญนำมาซึ่ง ความสุข ข้อนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายว่าบุญมีส่วนแห่งชีวิตอย่างไร โบราณ ท่านกล่าวไว้ว่า “ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์ ยามบุญลงหงส์กลายเป็นไก่” ท่าน พระครูพิศาลธรรมโกศล “หลวงตา” หรือ “แพรเยื่อไม้” วัดประยุรวงศาวาส ท่าน ได้ประพันธ์อานุภาพของบุญไว้ว่า ยามบุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หายที่หน่ายก็รัก ยามบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย ที่ป่วยก็หนักที่รักก็หน่าย ปัญหาในข้อนี้มีอยู่ว่า ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่รู้จักบุญในแง่ที่ทำให้สิ้นเปลือง พูดถึง ทำบุญแล้วก็ต้องนึกถึงการเสียเงิน จนอาจจะทำให้ไม่เห็นด้วยกับภาษิตที่ว่า บุญเป็น ชื่อของความสุข มันน่าจะเป็นชื่อของความทุกข์มากกว่า และหลายคนก็ทุกข์เพราะ บุญถึงกับหนีบุญก็มี มีเรื่องขำๆ เล่าไว้ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องจริงอยู่มากว่า หญิงคนหนึ่ง อยู่บ้านริมคลอง กับลูกๆ หลานๆ ซึ่งเป็นเด็กเล็กๆ พอได้ยินเสียงเรือบอกบุญ โฆษณาด้วยเครื่อง กระจายเสียงผ่านมาทางบ้าน แกก็ลนลานปิดประตูหน้าบ้าน พาลูกหลานเล็กๆ หลบออกหลังบ้านกะประมาณเวลาว่า พอเรือเรี่ยไรเลยไปก็หันกลับ พอเปิดประตู หน้าบ้านมองไปที่หัวตะพานตีนท่า ก็ถึงกับผงะ เพราะพบตัวบุญวางพาดอยู่สะพาน ท่าน้ำ คือถุงข้าวเปลือก...! อีกเรื่องหนึ่งมีว่า ผู้เฒ่าสองตายาย เกี่ยวข้าวอยู่ที่กลางทุ่งแดดเปรี้ยงๆ ตาเงย หน้ามองเห็นพระองค์หนึ่ง เดินตรงมาที่แกทั้งสอง ตาจึงกระซิบยายว่า แกอย่าเงย หน้านะ เราทำมองไม่เห็นเสีย แล้วทั้งสองก็ก้มหน้าเกี่ยวข้าวต่อไป ฝ่ายสงฆ์องค์นั้น เดินเข้ามาใกล้ เห็นคนแก่ทำงานเกี่ยวข้าวกลางแดด นึกสงสาร นึกตำหนิลูกหลาน ว่าปล่อยคนแก่ให้ต้องตรากตรำลำบาก ครั้นพอมาถึง ก็เอ่ยปากทักถามด้วยความ อยากจะแสดงน้ำใจว่า “โยมทั้งสอง ปีนี้พอจะได้ดีอยู่หรอกหรือ?” ฝ่ายตาได้ยินก็ชักฉุนนึกว่า หน็อย!


30

วารสาร “พุทธปทีป”

เราอุตส่าห์ไม่เงยหน้า แล้วยังดันทักออกมาได้ จึงตอบบอกไปว่า “ครับ...ปีนี้ก็คิดว่าได้พอควร ถ้าพระไม่มากวน ก็พอกินพอใช้... !” อย่างนี้กระมังที่ใครคนหนึ่งบอกว่า พระนี้ข้าฯไม่กลัว ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จฯ เจ้า คุณฯ พระครูฯ มหาฯ สมุห์ฯ ปลัดฯ ไม่กลัวทั้งนั้น กลัวแต่ใบฎีกา... ! การที่ทุกวันนี้ พากันกลัวบุญด้วยอาการต่างๆ ก็เพราะหัวหน้านักบุญพวกหนึ่ง พากันบิดเบือนความหมายของบุญอย่างร้ายแรง โดยที่พากันเน้นเรื่องบุญเฉพาะการ ให้ทานอย่างเดียว ถึงกับเกิดสำนวนไทยขึ้นประโยคหนึ่งว่า “ทำบุญให้ทาน” และ ทำให้ฟังดูกลายเป็นว่า บุญนี้เหมาะสมแก่คนมีสตางค์มากๆ หรือเงินเดือนเยอะๆ เท่านั้น คนจนคนสตางค์น้อยหรือคนขี้เหนียวก็เลยพากันกลัว แท้จริง บุญมีสองตอน คือโดยผลกับโดยเหตุ โดยผล ก็คือใจที่ร่าเริง เบิกบาน เป็นสุข ปลอดโปร่งแจ่มใส อันเป็นสำนึกที่ได้มาจากการได้ทำความดี บุญโดยเหตุ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง มิใช่เฉพาะต้องให้ทานเท่านั้น เช่น รักษาศีล เจริญภาวนา ขวนขวาย ช่วยเหลืองานที่มีประโยชน์ของเพื่อน การนอบน้อมคารวะบุคคลและสิ่ง ที่ควรคารวะ การพลอยยินดีกับกิจที่ดีของผู้อื่นเป็นต้น แต่ละเรื่องมุ่งให้เกิดผลที่ จิตใจ คือสภาพจิตที่ดีแจ่มใส สะอาด บริสุทธิ์ รวมความว่า บุญเป็นเครื่องชำระใจ ใจที่ถูกชำระอย่างถูกวิธี ก็สะอาดผ่องใส เป็นสาเหตุสำคัญที่จะบันดาลให้ชีวิตพบกับ ความสุข ถ้าเราจะระดมปลูกฝังสร้างความเข้าใจแก่ปวงชนดังนี้เสมอๆ แล้ว คนกลัว บุญก็จะไม่มี แล้วจะทำบุญให้เสมอหน้ากัน ไม่ว่าจะจนหรือจะรวย ต่อคำถามที่ว่า ความสุขอยู่ไหนๆ ก็ตอบได้อีกตอนหนึ่งว่า สุขอยู่ที่จิตอันผ่องใส ใจที่สะอาด เพราะตามพุทธทัศนะมีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจเป็นหัวหน้า ถ้าจิตใจใส สะอาดผ่องแผ้วแล้วไซร้ จะทำจะพูดหรือจะคิด ฉายา ว อนุปายินี ความสุขย่อม ติดตามเสมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น บางท่านบอกว่าสุขอยู่ที่ ชอบ...ก็ถูกเหมือนกัน แต่สุขอย่างนี้อันตราย เพราะใคร ชอบอะไรก็มักจะอ้างว่า สิ่งที่ตนชอบนั่นแหละสุข เช่น ชอบเหล้า ก็อ้างว่าเหล้าดี ทำให้มีสุข, ชอบเที่ยว, ชอบหุ้น, ชอบหวย, ชอบมวย, ชอบเมา, ชอบไพ่ ไฮโล, ถั่ว โป, ลูกเต๋า, ก็อ้างว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสุข แล้วสุขจริงๆ อยู่ที่ไหน? ในเรื่องนี้พระผู้มี


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

31

พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ แปลว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระองค์ทรงชี้ไปที่ความสงบว่าเป็นบรมสุข พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ ๖ ได้พระราชนิพนธ์โคลง ๔ สุภาพไว้บทหนึ่งว่า สุขใดไม่มาตร์แม้น ความสงบ มนุษย์จะประสบ สุขแท้ ต่อเมื่อทุกข์ภัยลบ สูญหายหมดนั้นแล ยามสุขสราญแม้ ทุกข์กลั้ว สุขไฉน? มีปัญหาว่า สงบจากอะไรจึงจะเป็นบรมสุข ท่านอธิบายว่า ต้องสงบให้ได้ ๔ อย่าง คือ ๑. ต้องสงบจน ๒. ต้องสงบใจ ๓. ต้องสงบเวรภัย ๔. ต้องสงบกิเลส ประการที่ ๑ สงบจน ขึ้นชื่อว่าจนแล้วไม่มีใครปรารถนา เพราะความจนทำให้ เป็นทุกข์ ชีวิตขาดความสุข ไม่ว่าจะจนทรัพย์ จนปัญญา ล้วนทำให้ขัดสน พ่ายแพ้ หมดหวัง หนทางตัน ดังที่ท่านกล่าวว่า “จนทรัพย์ไม่มีเงินใช้ จนตรอกไม่มีทางไป จนใจไม่มีทางคิด จนแต้มไม่มีทางเดิน จนมุมไม่มีทางหนี” มีพระบาลีรับรองบทหนึ่ง ว่า ทลิทฺทิยํ ทุกขํ โลเก ความจนเป็นทุกข์ในโลก โดยเฉพาะจนทรัพย์ ต้องดิ้นรน แสวงหา “ไม่มีก็ต้องหา ไม่มาก็ต้องไป” แม้จะกู้หนี้ยืมสินก็จำยอม ว่าถึงความมี ความจนแล้ว มิใช่แต่เฉพาะความจนเท่านั้นที่เป็นทุกข์ แม้เศรษฐีผู้มีอันจะกินก็ทุกข์ เหมือนกัน คนจนทุกข์เพราะไม่มีจะกิน แต่คนรวยทุกข์เพราะไม่มีที่จะเก็บ มันต่าง กันตรงนี้ อนึ่ง การกู้ยืมทรัพย์สินของผู้อื่น ท่านก็บอกว่าเป็นทุกข์อีก เป็นหนี้เขาเป็นทุกข์ ในโลก ไหนจะคำนึงต้น ไหนจะพะวงดอก ครั้นไม่มีจะคืนให้ตามกำหนด เขาก็ฟ้อง-


32

วารสาร “พุทธปทีป”


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

33

ร้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องเสียใจ เสียหน้า เสีย เกียรติ เสียเปรียบไปทุกอย่าง เพราะเหตุนี้ ท่านจึงบอกว่า มีทองเขานับว่าพี่ ไม่มี เงิน ไม่มีทอง ไม่มีน้องไม่มีพี่ มีเงินมีทองเจรจาได้ มีไม้มีไร่ปลูกเรือนงาม ในเรื่องจน นี้ก็น่าคิด บางคนจนเพราะไม่มี น่าเห็นใจ บางพวกจนเพราะไม่พอ น่าสงสาร บาง ท่านจนเพราะไม่เจียม น่าเศร้า ทำหน้าใหญ่ใจเติบ “ตัวเท่าเสาเงาเท่าพ้อม” เข้า ตำราที่ท่านกล่าวว่า มีเงินเพลินจ่ายสบายจิต บทมีไม่คิดแลหลังหน้า ทำตนใหญ่ใจกว้างทางช้างมา พอเงินหมดง้ำหน้าอุราโรย ท่านให้ภาวนาไว้เสมอๆ ว่า “ทุกข์แล้วต้องทน จนแล้วต้องเจียม” ต้องรู้จักพอดี พอเหมาะ พอควร “คิดก่อนควัก” แล้วจะพอกินพอใช้ ในเรื่องนี้ ท่านสอนให้แก้ที่เศรษฐกิจ ให้หาอุบายสงบจนด้วยปฏิบัติตามหลัก ธรรมทางพระพุทธศาสนา ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ ๑. ขยันหา ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา ๒. รักษาไว้ ” อารักขสัมปทา ๓. ใกล้บัณฑิต ” กัลยาณมิตตตา ๔. เลี้ยงชีวิตเหมาะสม ” สมชีวิตา อีกแห่งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงอุบายเลี้ยงชีพและวิธีสร้างฐานะไว้ว่า ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินทเต ธนํ แปลว่า ผู้ขยัน หมั่นเอาธุระ ทำงานเหมาะแก่ จังหวะ ย่อมหาทรัพย์ได้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ได้กล่าวถึงอุบายสงบจนไว้น่าคิดว่า “มีเกินใช้ ได้เกินเสีย” อย่างนี้รวย ถ้า “เสียเกิน ได้ ใช้เกินมี” อย่างนี้จน นอกจากนี้ยังได้บอกสูตรสำเร็จ หรือเหตุที่จะทำให้ตั้งเนื้อ ตั้งตัวได้นั้น ต้องมั่นในธรรม ๔ ประการ คือ


34

วารสาร “พุทธปทีป” ๑. ๒. ๓. ๔.

ซื่อสัตย์สุจริต เป็นนิตย์ขยัน ประหยัดให้มั่น หันหลังทางอบาย

หรือจำง่ายๆ ว่า “อยากสบายให้ขวนขวายทำดี อยากเป็นเศรษฐีให้รู้จักประหยัด” ประการที่ ๒ สงบใจ ในตัวของเรานี้ธรรมชาติแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ กายกับใจ ท่านกล่าวว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ดังพระบาลีที่ว่า จิตฺเตน นียติ โลโก โลก อันจิตย่อมนำไป เพราะฉะนั้น จะดีหรือชั่วจะมัวหมองหรือผ่องใส ก็เพราะใจนำพา ใจที่ ฟุ้ ง ซ่ า นไม่ ส งบก็ เ พราะกิ เ ลสมากระทบ ทะเลไม่ ส งบก็ เ พราะมี ค ลื่ น ถ้ า คลื่ น ธรรมดา ก็ไม่สู้กระไร ถ้าคลื่นใหญ่ก็ทำให้ถึงกับอัปปาง วิธีที่จะทำให้ใจสงบ ท่านสอนให้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทั้งสมถะกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียกว่า กัมมัฏฐานบันดาลสุข ๑. สมถกัมมัฏฐาน อุบายยังใจให้สงบ สำหรับระงับนิวรณ์ มีกามฉั น ทะความหมกมุ่ น ในกาม พยาบาท ความคิ ด ปองร้ า ย ถี น มิ ท ธะ ความเคลิบเคลิ้มหดหู่แห่งจิต อุทธัจจกุกกุจจะ อาการที่จิตฟุ้งซ่าน หวั่นไหว วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยตกลงใจไม่ได้ ๒. วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายยังปัญญาให้สว่าง เกิดการรู้แจ้งเห็น จริงในสิ่งทั้งปวงที่เป็นจริงด้วยปัญญา การเห็นแจ้งในแง่ของการเกิด ทุกข์และการดับทุกข์ เป็นชั้นที่สูงกว่าสมถะ ทำให้รู้เท่าทันในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยมีสติควบคุม ป้องกันมิให้มัวเมา หลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ท่านกล่าวว่า ถึงความรู้ดี ถ้าไม่มีสติคุม ก็อาจ ถลำหลุมอบาย ประพฤติเสียหายได้ เพราะเหตุนี้ สติจึงจำเป็นต่อการ ดำเนินชีวิตและการทำงานทุกเรื่อง การเข้าเกี่ยวข้องทุกกรณี ต้องมีสติ ทุกขณะ สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง สติ เตสํ นิ วารณํ สติป้องกันสรรพภัย ทุกอย่างได้ ถ้าสติมาปัญญาจะเกิด ถ้าสติ เตลิดจะเกิดปัญหา


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

35

ประการที่ ๓ สงบเวรภัย ทุกวันนี้ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนต่างๆ

ข่าวที่น่าชื่นใจหายาก ส่วนมากมีแต่ข่าวประเภทประหัดประหารซึ่งกันและกัน ก่อ เวรสร้างกรรมกันไม่เว้นแต่ละวัน เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก ประการที่ ๔ สงบกิเลส คำว่า กิเลส แปลว่า เหตุแห่งความชั่ว หรือความมัวหมอง กิเลสตระกูลใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจมากที่สุด มีอยู่ ๓ ตระกูล คือ โลภะ มีอกุศล จิตคิดอยากได้ในทางมิชอบ โทสะ ความเป็นผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด โมหะ ความโง่เขลาไม่รู้เท่าทันด้วยอำนาจอวิชชาพาให้หลงผิด ทำให้ “เห็ น กงจั ก รเป็ น ดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี” กิเลสเหล่านี้มีในผู้ใด ทำให้ผู้นั้นหมดเสน่ห์ พึงหาทางขจัด และแก้ ไขเสี ย ด้ ว ยทาน...การเสี ย สละ ด้ ว ยเมตตา...ปรารถนาให้ เ กิ ด สุ ข ด้ ว ย ปัญญา...ยังให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ เพราะ ปญญา นรานํ รตนํ ปัญญาเป็นแก้วของ นรชน ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก ผู้มีปัญญาย่อมนำพา ชีวิตให้พ้นวิกฤตได้ ดังที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า มีปัญญาพาตนให้พ้นผิด รู้จักคิดเหตุผลพ้นกังขา ทำอะไรเหมาะเจาะเพราะปัญญา ช่วยรักษาตัวตนให้พ้นภัยฯ ท่านทั้งหลาย ทุกคนต่างปรารถนาให้โลกและสังคมร่มเย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้น จงช่วยกันเสกสร้างทางสงบให้เกิดขึ้นให้ได้ นับแต่สงบจนทั้ง ๓ ระดับ คือ จนเพราะ ไม่มี แก้ด้วยทำให้มี จนเพราะไม่พอ แก้ใจมิให้รั่ว จนเพราะไม่เจียม แก้ด้วยการรู้จัก ใช้รู้จักประหยัด อยากรวยต้องประหยัด อยากอัตคัดให้สุรุ่ยสุร่าย เมื่อสามารถระงับ ดับปัญหาความจนดังกล่าวได้แล้ว พึงขวนขวายสร้างความดีให้ยิ่งขึ้นไป ดังคติสอน ใจที่ว่า “เกิดเป็นคนอย่าให้จนความดี เกิดมาทั้งทีควรสร้างดีให้ติดตน” สงบใจแก้ ด้วยปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา สงบเวรภัยแก้ด้วยไม่เบียดเบียนทั้งทางกายทางวาจา และทางใจ หากผิ ด พลาดพลั้ ง ไปรู้ จั ก อโหสิ ก รรม ยกโทษให้ ห รื อ อภั ย กั น ดั ง บท


36

วารสาร “พุทธปทีป”

ประพันธ์ที่ว่า หากไม่มีการให้อภัยผิด และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง ก็หาสามัคคียากลำบากจัง ความพลาดพลั้งย่อมมีทั่วทุกตัวตน ประการที่ ๔ สงบกิเลส แก้ด้วยการค้นหาเหตุผลของกิเลสนั้นๆ แล้วนำหลักธรรม ดังได้แสดงมาแต่ต้น นำไปปฏิบัติขัดเกลาจิตให้สัมฤทธิ์ผลดลให้สงบระงับ สุดท้ายขอฝากข้อคิดแด่ทุกท่านว่า จะทำ จะพูด จะคิดอะไรก็ตาม “พึงรักษาจิต ให้ดี ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง มีสติอย่าให้พร่อง แล้วความเศร้าหมองจะหมดไป” หาก “รักษาจิตไม่ดี ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง มีสติบกพร่อง ความมัวหมองจะมากมาย” แล้ว ความสุขจักมีแต่ที่ไหน สมนัยที่พระเดชพระคุณท่านพุทธทาส ปราชญ์ทางพุทธ ศาสนาท่านได้ประพันธ์เตือนใจไว้ว่า... ถึงยามได้ได้ให้ดีไม่มีทุกข์ ถึงยามเป็นเป็นให้ถูกตามวิถี ถึงคราวตายตายให้เป็นเห็นสุดดี ได้อย่างนี้มีแต่สุขทุกเวลาฯ.


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

37


40

วารสาร “พุทธปทีป”

ภาพในหลว


วง

ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

41


44

วารสาร “พุทธปทีป”

คนส่วนมากมักจะคิดว่า “กฎแห่งกรรม” เป็ น กฎตายตั ว เป็ น อย่ า งใด ก็ ค งอยู่ อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง เห็นจะต้อง ขออนุ ญ าต “จั บ เข่ า คุ ย ” เสี ย ตรงนี้ (จะให้จับไหมเนี่ย) ว่ากฎแห่งกรรมนั้น เป็นหนึ่งในบรรดา ๕ กฎ คือ ๑.พืชนิยาม กฎแห่งการสืบพันธุ์ หรือ พั น ธุ ก รรม เช่ น เมล็ ด มะม่ ว งก็ ย่ อ ม งอกงามออกมาเป็ น ต้ น มะม่ ว ง จะ เป็นต้นทุเรียนไปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๒.อุ ตุ นิ ย าม กฎธรรมชาติ เ กี่ ย วกั บ อุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ต่างๆ โดยเฉพาะดิน น้ำ อากาศ และ ฤดูกาล เช่น เย็น ร้อน หนาว ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เป็นต้น นี้ก็เป็นกฎธรรมชาติ อย่างหนึ่ง


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

45

ขอบคุณเจ้าของบทความ โดย ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

๓.จิตตนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับ การทำงานของจิต เช่น การที่จิตรับรู้ เรื่ อ งราวต่ า งๆ แวบไปโน่ น ไปนี่ ไ ด้ รวดเร็ ว เหลื อ เชื่ อ อย่ า งไร จิ ต มั น ทำงานอย่ า งไร เป็ น ต้ น นี้ เ ป็ น กฎ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๔.กรรมนิยาม กฎแห่งกรรม คือกฎ ธรรมชาติว่าด้วยการกระทำ และการ ให้ผลของการกระทำ เช่น ทำดีย่อม ได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นี้เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง

กฎที่ ๕ นี้ครอบคลุมทุกกฎที่กล่าวมา ข้างต้น กฎแห่งกรรมก็เป็นหนึ่งใน ๕ กฎนั้น เพราะฉะนั้น กฎแห่งกรรมจึง เปลี่ยนแปลงได้ มิใช่กฎตายตัว เมื่อกฎแห่งกรรมมันเปลี่ยนแปลงได้ แล้วแต่เงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะมาผันแปร หรือสนับสนุนให้มันเป็นไปในทางใด คนที่ทำความไม่ดีมาก่อน ความไม่ดี นั้น จริงอยู่แนวโน้มจะให้ผลไม่ดีแก่ผู้ กระทำมีอยู่ เพียงรอโอกาสที่เหมาะ จะให้ ผ ล บั ง เอิ ญ ว่ า คนคนนั้ น มา กระทำความดีมากมายเพิ่มขึ้นในเวลา ต่ อ มา ความดี นั้ น อาจจะมี “พลั ง ” ละลายความชั่วให้หายไป หรือหมด โอกาสจะให้ผลเลยได้

๕.ธรรมนิ ย าม กฎแห่ ง ธรรมดาของ สรรพสิ่ง เช่นสิ่งทั้งหลายมีการเกิดขึ้น แล้ ว ย่ อ มแปรเปลี่ ย นดั บ สลายไปใน ที่ สุ ด พู ด ง่ า ยๆ ว่ า ทุ ก สิ่ ง ไม่ แ น่ น อน เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงและ ในทำนองเดียวกัน คนที่เคยทำความ ดี ม ามาก ภายหลั ง กลั บ ทำความชั่ ว ดับสลายไปตามเหตุปัจจัย


46

วารสาร “พุทธปทีป”

มากขึ้นกว่าเดิม ความดีที่เคยมีก็อาจ อย่ า งนี้ เราจะเรี ย กว่ า ทำชั่ ว ลบล้ า ง จะ “จางลง” ไปได้ ความดี ทำดี ล บล้ า งความชั่ ว ได้ ไ หม จะว่ามัน “ล้าง” กันตรงๆ เหมือนเอา เรื่ อ งนี้ ไ ม่ ย กตั ว อย่ า งคงจะกระจ่ า ง ผงซั ก ฟอกล้ า งคราบสกปรกก็ ไ ม่ ใช่ ยาก ผมขอยกตั ว อย่ า งที่ รั บ รู้ กั น ได้ ดอกครับ เพียงแต่ว่าความดี (บุญ) ถ้า ง่ า ยๆ สั ก เรื่ อ งหนึ่ ง สมมุ ติ ว่ า เรามี มั น มี ม ากขึ้ น ๆ มั น ก็ ท ำให้ ค วามชั่ ว บ่ อ น้ ำ ที่ มี น้ ำ สกปรกมากอยู่ บ่ อ หนึ่ ง (บาป) ที่มีอยู่เดิมละลายหายไปได้ คือ การที่ เ ราจะทำน้ ำ ให้ ส ะอาดอาจมี ไม่สามารถให้ผล หรือความชั่ว (บาป) หลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่ง่ายๆ ก็คือ ใส่ เมื่ อ มี ม ากขึ้ น ๆ มั น ก็ ส ามารถทำให้ น้ำที่สะอาดเข้าไปให้มากๆ ความดี (บุ ญ ) อั น ตรธานไปเช่ น น้ำใหม่ที่สะอาดนั้นก็จะเข้าไปละลาย เดียวกัน น้ำเก่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน สักพักน้ำ มี พุ ท ธภาษิ ต รั บ รองไว้ ว่ า (ขอยกมา ในบ่อนั้นก็จะใสสะอาดจนกระทั่งดื่ม อ้างเพื่อความขลัง) กินได้ ยั ส สะ ปาปั ง กะตั ง กั ม มั ง กุ ส ะคำถามก็ คื อ น้ ำ ที่ ส กปรกมั น หายไป เลนะ ปะหิยะติ โสมัง โลกัง ปะภา ไหน ตอบว่ า มั น ก็ อ ยู่ ต รงนั้ น แหละ เสติ อัพภา มุตโตวะ จันทิมา แต่ มั น เจื อ จางไปกลายเป็ น น้ ำ ที่ สะอาดขึ้นมาแล้ว ใครทำความชั่ ว ไว้ ภายหลั ง ละได้ ด้วยการทำความดี เขาผู้นั้นย่อมทำ ในเรื่องความดีความชั่วก็เช่นเดียวกัน โลกนี้ให้สว่างไสว ดุจพระจันทร์พ้น เราเคยทำดี ม ามาก ภายหลั ง กลั บ จากเมฆหมอก ส่องสว่างกลางหาว ทำความชั่วมากกว่า ความดีก็ละลาย ฉะนั้น หายไปโดยอัตโนมัติ หรือเคยทำชั่วมา แต่ภายหลังทำความดีมากขึ้นๆ ความ แปลไทยเป็นไทยก็ว่า ใครก็ตามเคย ดีนั้นก็จะทำให้ความชั่วหมดไปได้ ทำชั่วไว้ ต่อมากลับทำความดีไว้มากๆ


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

47

ความชั่วก็หายไป คนเช่นนี้เรียกว่าพบ ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเคยไม่ดีมาก่อน (ไม่ แสงสว่ า งแห่ ง ชี วิ ต ในโลกนี้ เหมื อ น อยากใช้คำว่า “ทำชั่ว”) ใช่ว่าเราจะ พระจันทร์ไม่ถูกเมฆหมอกบดบัง เป็ น อย่ า งนั้ น ชั่ ว อมตะนิ รั น ดร์ ก าลก็ หาไม่ เราสามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้น คงจะจำพระองคุลิมาลกันได้ ในอดีต ด้ ว ยการพยายามปรั บ ปรุ ง ตั ว เอง ท่านได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก ฆ่าคน ทำความดีให้มากๆ ขึ้น เช่น ให้ทาน มาเป็ น ร้ อ ยๆ ตามหลั ก ของกรรม รั ก ษาศี ล บำเพ็ ญ สมาธิ ภ าวนา ใน ความชั่วที่ท่านทำจะต้องตามสนองไม่ ที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนละคน เร็ ว ก็ ช้ า แต่ บั ง เอิ ญ ว่ า ท่ า นพบพระ พุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เพราะฉะนั้น อยากได้อะไร อยากเป็น เลิ ก ละวางทางแห่ ง ความชั่ ว ร้ า ย อะไรในอนาคต ก็ทำเอาเองเถิด สร้าง ออกบวชบำเพ็ ญ พรต จนได้ ส ำเร็ จ เหตุ ปั จ จั ย ที่ จ ะอำนวยผลในทางนั้ น เป็นพระอรหันต์ ไม่ ต้ อ งไปฝากชี วิ ต ทั้ ง ชี วิ ต ไว้ กั บ การ เซ่ น สรวงบู ช า อ้ อ นวอนภู ต ผี เ ทวดา เงื่อนไขใหม่ ที่ ท่ า นทำนี้มีมาก และมี โดยไม่จำเป็น พลังทำให้เงื่อนไขเก่าเปลี่ยนแปลงไป พู ด ง่ า ยๆ ก็ ว่ า ทำความดี จ นถึ ง ที่ สุ ด พระพุ ท ธองค์ ต รั ส ไว้ ว่ า กั ม มุ น า แล้ว ความชั่วที่เคยมีมาก็หมดโอกาส วั ต ตะตี โลโก แปลให้ ฟั ง ชั ด ๆ ว่ า ให้ผลเอง จะเรียกว่ามันหายไปหมด คนเราจะเป็ น อะไรก็ เ พราะการ ไปเลยก็ ไ ด้ เหมื อ นน้ ำ สกปรกในบ่ อ กระทำของเราเอง ภู ต ผี เ ทวดาไม่ เมื่ อ มี น้ ำ สะอาดไหลเข้ า มากๆ มั น ก็ เกี่ยวครับ ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป ละลายหายไปเองดังกล่าวมาแล้วข้าง ต้น หลักกฎแห่งกรรมตรงนี้ทำให้เราได้คิด ว่า เราสามารถ “ลิขิต” ชีวิตตัวเองได้


บันไดขั้นที่ ๑ มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน ในแต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้น ด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วใน อดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่ อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมี คุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตาม ที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความ ดี ความเก่ ง ตามความเป็ น จริ ง ในขณะนั้ น ด้ ว ย คุ ณ จะเกิ ด ความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และ ต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่า รอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่ สมใจ


โดยกองบรรณาธิการ บทความจาก นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ ๖๘ ก.พ. ๔๙

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่า ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่ เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของ เขา (ซึ่ ง มี กั น ทุ ก คน) ปล่ อ ยให้ เ ป็ น เรื่ อ งของเขาไป ให้ ม อง เฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็น คนที่มองอนาคน และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุข นิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ ให้ดีที่สุด คือการอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด


50

วารสาร “พุทธปทีป”

ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความ ตั้ ง ใจ ทำเต็ ม ความสามารถของตนเอง และคิ ด ต่ อ ว่ า ใน อนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่อง ราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้ คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยิน บ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีก เรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับ ชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ (Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง (Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาด หวั ง กั บ ชี วิ ต เรามั ก จะกลั ว หรื อ กั ง วลว่ า จะไม่ ไ ด้ ผ ลลั พ ธ์ ดั ง ความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้ เกิดทุกข์ได้


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

1.การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และ

กล้ า ลงมื อ ปฏิ บั ติ ใ นสิ่ ง ที่ ค วรทำ จะทำให้ มี ก ารลงมื อ ทำสิ่ ง ใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน

2.ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มี น้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน

3.สั ง คม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้

ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา

๔.ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเอง

ตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

51


52

วารสาร “พุทธปทีป”

กฐิ น เป็ น กาลทานที่ มี ร ะยะเวลาเพี ย งเดื อ นเดี ย วหลั ง ออกพรรษา และวั ด หนึ่งๆ จะรับกฐินได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เจ้าภาพจะต้องมีการเตรียมการหรือแจ้ง ข่าวงานบุญนี้แก่ญาติมิตรเพื่อให้ทันกับขอบเขตของเวลากฐิน และมีเจตนาบริสุทธิ์ ในการถวายกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาในอาวาสนั้น จึงจะได้อานิสงส์แก่ผู้ ถวายโดยแท้จริง อานิสงส์กฐินนั้น มีดังนี้ อานิสงส์กฐินสำหรับพระภิกษุ ในพระวินัย ระบุไว้ ๕ ประการ ได้แก่ ๑) เข้าไปในหมู่บ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน ๒) เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้ ๓) ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้ ๔) เก็บจีวรในช่วงอานิสงส์กฐินไว้ได้ตามปรารถนา และ ๕) มีสิทธิในลาภที่เกิดขึ้นภายในอาวาสนั้น อานิสงส์กฐินสำหรับผู้ถวาย

มีเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “กัสสปะ” มีบุรุษ ยาจกเข็ญใจไร้ที่พึ่งชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ชื่อว่า “ติณบาล” อาศัยอยู่กับเศรษฐี ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์นับได้ ๘๐ โกฏิ ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้และรักษาไร่หญ้าของเศรษฐี เพื่อแลกกับอาหารและที่หลับนอนไปวันๆ เขามีความคิดว่า “ตัวเราเป็นคนยากจน เช่นนี้ เพราะไม่เคยทำบุญอันใดไว้ในชาติปางก่อน มาชาตินี้จึงตกอยู่ในฐานะเป็น ผู้รับใช้คนอื่น ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีสมบัติติดตัวแม้แต่น้อย” เมื่อเขาคิดได้ดังนี้ จึงแบ่งอาหารที่เศรษฐีให้ออกเป็นวันละ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่ง ถวายแก่พระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต อีกส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับตนเองเพื่อบริโภค ด้วย


ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๖๖ เม.ย. - มิ.ย. ๕๕

53

เดชกุศลผลบุญนั้น ทำให้เศรษฐีเกิดความสงสาร จึงเพิ่มอาหารให้อีกเท่าตัว เขาได้ แบ่งอาหารนั้นออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ส่วนที่สอง แจก ทานแก่คนยากจน ส่วนที่ ๓ เอาไว้บริโภคเอง เขาทำอยู่เช่นนี้มาเป็นเวลาช้านาน ต่อมาเป็นในช่วงออกพรรษา บรรดาสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ต่างพากันทำบุญกฐินเป็นการใหญ่ แม้แต่ท่านเศรษฐีก็เตรียมการจะถวายกฐินด้วย เช่นกัน จึงประกาศให้ประชาชนทั้งหลายทราบโดยทั่วกันว่า สิริธรรมเศรษฐี จะ ทำบุญกฐิน ติณบาลได้ยินแล้ว เกิดความเลื่อมใสขึ้นในใจทันทีว่า “กฐินทานนี้แหละ จะเป็นทานอันประเสริฐ” จึงเข้าไปถามเศรษฐีว่า กฐินทานมีอานิสงส์อย่างไร เศรษฐี ตอบว่า “กฐินทานมีอานิสงส์มากมาย สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสสรรเสริญว่าเป็นทาน อันประเสริฐ” ติณบาลได้ยินดังนั้นแล้วเกิดความโสมนัสปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก จึง พูดกับเศรษฐีว่า “กระผมมีความประสงค์จะร่วมอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานครั้งนี้ ด้วย ท่านจะเริ่มงานกฐินเมื่อใด” เศรษฐีตอบว่า “เราจะเริ่มงานกฐินเมื่อครบ ๗ วัน นับจากวันนี้ไป” ติณบาลได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็ยิ่งดีใจ เขามีความศรัทธายินดีเต็มใจที่จะร่วม ทำบุญกฐินกับเศรษฐี แต่ตนเองเป็นคนยากจน ไม่มีเงินทองข้าวของเครื่องใช้จะ อนุโมทนากับเศรษฐี จะมีแต่ก็ผ้าผืนเดียวที่นุ่งอยู่ ในที่สุดก็ตัดสินใจ เปลื้องผ้าที่นุ่ง อยู่ไปซักฟอกให้สะอาด แล้วนำผ้านั้นไปเร่ขายในตลาด ส่วนตัวเองเอาใบไม้มาเย็บ นุ่งแทนผ้า ผู้คนในตลาดเห็นแล้วพากันหัวเราะลั่น ติณบาลจึงร้องประกาศว่า “ท่าน ทั้งหลายหยุดก่อน อย่าหัวเราะข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ายากจน ไม่มีผ้าจะนุ่ง ข้าพเจ้าจะ ขอนุ่งใบไม้เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น ชาติหน้าข้าพเจ้าจะนุ่งผ้าทิพย์” ในที่สุด เขาก็ขาย


54

วารสาร “พุทธปทีป”

ผ้านั้นได้ในราคา ๕ มาสก (๑ บาท) แล้วนำเงินดังกล่าวไปอนุโมทนาบุญกฐินกับ เศรษฐี ขณะนั้น บริวารกฐินทุกอย่างครบบริบูรณ์ เว้นแต่ยังขาดด้ายสำหรับเย็บผ้า ไตรจีวรอย่างเดียว เศรษฐีได้นำเงิน ๕ มาสกของติณบาลนั้นไปซื้อด้ายเย็บไตรจีวร ในกาลครั้ ง นั้ น เกิ ด ความโกลาหลไปทั่ ว ในหมู่ ช นตลอดจนเทวดาในสรวง สวรรค์ ต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญ ในความเสียสละทานของติณบาล เปล่งเสียงสาธุ การ ดังลั่นเข้าไปถึงพระราชวัง พระเจ้าพาราณสี ทรงทราบเหตุ จึงรับสั่งให้นำติณ บาลเข้าเฝ้าฯ แต่ติณบาลไม่กล้าเข้าเฝ้า เพราะไม่มีผ้านุ่ง พระองค์ทรงตรัสถามความ เป็นมาของเขาและทรงทราบเรื่องแล้ว จึงให้ราชบุรุษนำผ้าสาฎกราคาแสนตำลึงไป พระราชทานแก่ติณบาล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานบ้าน ทรัพย์สมบัติ ช้าง ม้า วัว ควาย ทาสี ทาสา เป็นจำนวนมากอีกด้วย และโปรดให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐี ใน เมืองพาราณสี มีชื่อว่า “ติณบาลเศรษฐี” จำเดิมแต่นั้นเป็นต้นมา กาลต่อมา ติณบาลเศรษฐี เมื่อดำรงชีวิตอยู่พอสมควรแก่อายุขัยแล้ว จึงตาย ไปจากโลกมนุษย์ แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสวยทิพยสมบัติอยู่ ในวิมานแก้ว สูง ๕ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร) มีนางเทพอัปสร หนึ่งหมื่นเป็น บริวาร ส่วนสิริธรรมเศรษฐี ครั้นตายจากโลกมนุษย์แล้ว ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางฟ้าเป็นบริวาร เช่นเดียวกับ ติณบาลเศรษฐี

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอานิสงส์กฐิน ตามที่โบราณจารย์ท่านกล่าวไว้ มีกฐินบูด กฐินเน่า กฐินเศร้าหมอง กฐินบริสุทธิ์ เป็นคำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวมาเป็น ปรัมปรา ท่านยกนิทานมาเล่าว่า มีมหาเศรษฐีคนหนึ่ง มีสมบัติมาก มีเงิน ๘๐ โกฏิ ได้เป็นเจ้าภาพทอดกฐิน ขณะกล่าวคำถวายกฐิน ได้ประกาศเชิญ เทวดา ทั้งอากาศเทวดา ภุมเทวดา ให้มาอนุโมทนากฐินของเขา

วันนั้นมีเทวดาจรองค์หนึ่งเดินทางมาอนุโมทนากฐินของเศรษฐี พอใกล้จะถึง วัด มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง บังเอิญมีบุรุษผู้หนึ่งอยู่ใต้ต้นไทรนั้น ได้ยินเสียงเทวดา จร กล่าวชวนรุกขเทวดาที่อยู่ต้นไทรนั้น ให้ไปอนุโมทนากฐินของเศรษฐีด้วยกัน แต่ รุกขเทวดาที่ต้นไทรบอกให้เทวดาจรนั้นไปก่อน เมื่อนุโมทนาแล้ว เป็นอย่างไรให้ กลับมาเล่าให้ฟังด้วย ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ ดังนี้


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค. - ธ.ค. ๕๕

55

กฐินกองที่ ๑ ของเศรษฐี เมื่อเทวดาจรไปอนุโมทนา ปรากฎว่า เจ้าภาพกฐิน

และคณะศรัทธา แจกสุรายาเมา ให้ผู้มาร่วมงานกฐินดื่ม มีอาการมึนเมาและ ส่ง เสียงอึกทึกครึกโครม ไม่มีความสงบสงัด ไม่ปฏิบัติตามศีลธรรม พอถวายกฐินและ อนุโมทนาแล้ว เทวดาจรกลับมา บุรุษผู้นั้นย่องไปที่ต้นไทร เพื่อแอบฟังข่าวจาก เทวดาจร รุกขเทวดาถามเทวดาจรว่า กฐินของเศรษฐี เป็นอย่างไรบ้าง เทวดาจร ตอบว่าเป็น “กฐินบูด” รุกขเทวดาถามว่า “ทำไมจึงบูด” เทวดาจรกล่าวว่า “เพราะมี การดื่มเหล้าเมายาเอิกเกริก เฮฮา โกลาหล ไม่มีความสงบ ไม่ปฏิบัติตามธรรม” แล้วเทวดาจรก็จากไป เมื่อบุรุษได้ยินดังนี้ จึงนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เศรษฐีฟัง เศรษฐี ฟังแล้วรู้สึกเสียใจมาก จึงได้ทำกฐินใหม่อีกครั้ง กฐิ น กองที่ ๒ คราวนี้ ใ นงานกฐิ น ไม่ มี สุ ร าเมรั ย หรื อ เหล้ า ยาของมึ น เมามา เกี่ยวข้อง แต่มีการฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าหมู ฆ่าไก่ กันอย่างใหญ่โต เพื่อเลี้ยงดูผู้มาร่วม งานให้อิ่มหนำสำราญ โดยไม่คิดว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นบาป เป็นกรรม เมื่อถึง คราวทอดกฐิน เศรษฐีให้รางวัลบุรุษคนนั้นให้ไปคอยดักฟังว่าเทวดาจรท่านจะกล่าว ถึงงานกฐินครั้งนี้ว่าอย่างไร บุรุษผู้นั้นไปคอยดักฟังที่ต้นไทรต้นเดิม เมื่อถึงเวลา ประกาศเชิญให้เทวดาไปร่วมอนุโมทนา รุกขเทวดาก็ไม่ไป แต่ขอให้เทวดาจรไปแล้ว ให้กลับมาเล่าให้ฟัง เทวดาจรกลับมาบอกว่า เป็น “กฐินเน่า” เพราะมีการฆ่าสัตว์ นำมาเลี้ยงกันอย่างมากมาย บุรุษผู้ดักฟังกลับไปเล่าให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีเสียใจอีก จึงทำกฐินอีกเพื่อเป็นการแก้ไข เนื่องจากยังไม่พ้นเขตกฐินกาล กฐินกองที่ ๓ เศรษฐีรีบทำกฐินอย่างรีบด่วนเนื่องจากกลัวจะไม่ทันกับกาล สมัยกฐิน คราวนี้เกิดอารมณ์โทสะ ดุด่าว่ากล่าวทาสกรรมกรต่างๆ นานา เนื่องจาก มีโทสะ ความโกรธอยู่ฝั่งอยู่ในใจ ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ เมื่อถึงเวลาทอดกฐิน แม้ ไม่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีสุรายาเมา แต่มีเสียงดุด่าว่ากล่าวผู้อื่นอยู่ตลอด เศรษฐี ให้รางวัลบุรุษผู้นั้นให้ไปคอยดักฟังข่าวจากเทวดาจรว่าจะพูดเกี่ยวกับตนอย่างไรบ้าง เทวดาจรมาชวนรุกขเทวดาที่ต้นไทรอีก แต่รุกขเทวดาไม่ไป ขอให้เทวดาจรกลับมา เล่าข่าวให้ฟัง เมื่ออนุโมทนาแล้ว เทวดาจรกลับมาบอกว่า กฐินคราวนี้สมบูรณ์ทุก อย่าง แต่เสียอย่างเดียว เป็น “กฐินเศร้าหมอง” เพราะจิตใจของเศรษฐี ไม่บริสุทธิ์ เศร้าหมองด้วยความโกรธ บุรุษผู้นั้นไปบอกเศรษฐีตามที่ได้ยินมา เศรษฐีเสียใจอย่าง ยิ่ง เพราะถวายกฐินมา ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่มีกฐินครั้งใดบริสุทธิ์เลย จึงถวายกฐินอีก


56

วารสาร “พุทธปทีป”

เป็นครั้งที่ ๔ กฐินกองที่ ๔ คราวนี้เศรษฐีทำบุญกฐิน ด้วยความสุขุมรอบครอบมีอารมณ์

สดชื่น แจ่มใส ไม่โกรธใคร ไม่นำสุรายาเมามาเกี่ยวข้อง ไม่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อ ถึงเวลาทอดกฐิน ก็ประกาศ เชิญเทวดามาร่วมอนุโมทนาอีก คราวนี้เทวดาจรกลับ ไปเล่าให้รุกขเทวดาฟังว่า “กฐินบริสุทธิ์” บุรุษผู้นั้นกลับมาเล่าให้เศรษฐีฟัง เศรษฐี ฟังแล้วดีใจ มีความสุขอย่างยิ่ง และได้อานิสงส์ของการถวายกฐินครั้งนี้ สมบูรณ์เต็ม ที่ สมความปรารถนา ทุกประการ อานิ ส งส์ ข องกฐิ น ทานที่ ติ ณ บาลได้ ตั้ ง ใจกระทำด้ ว ยความบริ สุ ท ธิ์ ใจ เป็ น ทานมั ย ในเขตบุ ญ ของพระพุ ท ธศาสนา การให้ ท านด้ ว ยวั ต ถุ ท านที่ บ ริ สุ ท ธิ์ ด้ ว ย เจตนาที่บริสุทธิ์ ย่อมได้อานิสงส์มากกว่าการถวายทานเป็นจำนวนมาก แต่วัตถุทาน และเจตนาไม่บริสุทธิ์ อานิสงส์กฐิน ดังได้พรรณนามา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.


ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๖๖ เม.ย. - มิ.ย. ๕๕

57


ขอบฟ้าเริ่มสางอีกวัน สายลมเย็นแผ่วเบายามรุ่งอรุณ พัด ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างอย่างละมุนละไม หลายชีวิตตื่นจาก ความหลับไหล ไม่รู้ผลบุญใดนำพาผู้เขียนบินข้ามน้ำข้าม ทะเล มาพานพบผู้คนมากหน้าหลายตาเช่นนี้ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ บก.วารสารพุทธปทีป ที่ได้มอบโอกาส อั น สำคั ญ นี้ ให้ ผู้ เขี ย นได้ เรี ย นรู้ ที่ จ ะ เขียนบทความ และถ่ายทอดประสบการณ์ อั น น้ อ ยนิ ด ออกสู่ ส ายตาชาว พุ ท ธปที ป สาร และเหนื อ สิ่ ง อื่ น ใด ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณ หลวงพ่อ พระราชภาวนาวิมล วิ. เจ้าอาวาสวัด-

พุทธปทีป รวมทั้งคณะพระธรรมทูต ที่ เ มตตาให้ ผู้ เขี ย นได้ มี โ อกาสเรี ย นรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความเป็น พระธรรมทูตในประเทศอังกฤษ ที่จะ ลื ม เสี ย มิ ไ ด้ คื อ ขอบคุ ณ และขอกล่ า ว คำอำลาญาติโยมผู้ใจบุญ ทุกท่านนับ เป็นผู้มีพระคุณยิ่ง ข้าวทุกจานอาหาร คาวหวานทุกอย่างสุดแสนประณีตนัก


บางครั้งก็ละอายใจที่จะฉัน เพราะแต่ ละมื้ อ นั้ น ผู้ เขี ย นเข้ า ใจว่ า ไม่ ใช่ แ ค่ อาหาร แต่มันคือทุกๆ อย่างที่มี มีทั้ง กำลังใจ ความรัก ความห่วงใย ความ ทุ่มเท ความเหนื่อยล้า ความหวัง ฯลฯ ที่ทุกท่านใส่ลงไปในอาหารแต่ละมื้อ เพราะมีญาติโยมทุกคนทุกท่าน วัด พุ ท ธปที ป จึ ง สามารถยื น หยั ด อยู่ ไ ด้ อย่างมั่นคง และเป็นที่ที่ทุกท่านแวะ มาเพื่อ “หยุดพักใจ” ให้หายเหนื่อย ล้าแล้วเดินต่อ ดังคำกล่าวที่ว่า “จงยืน หยัดสู้ต่อไปอย่างทรนง หากเมื่อใดที่ ล้มลงก็จงลุกขึ้น” แม้กายล้มแต่ใช่ใจ จะล้มตาม

บทความนี้ ไ ด้ ชื่ อ ว่ า “ความรั ก ความสุ ข ความทุ ก ข์ ” เป็ น ความ ตั้งใจของผู้เขียน และเป็นครั้งแรกที่ถูก ตีพิมพ์ในวารสาร ผู้เขียนต้องการนำ เสนอเรื่ อ งราวความรั ก ในมุ ม มองที่ ควรมองอีกแง่มุมหนึ่ง บางสำนวนมี ปรากฏในคำสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบกับเหตุผล ที่ได้ยินได้ฟังมา จากการทำหน้าที่ให้ คำปรึ ก ษาแก่ ญ าติ โ ยมหลายท่ า นใน หลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนั้น คือ รัก เป็นพิษ บางคู่เป็น “คู่บุญ” บางคู่เป็น “คู่กรรม” ผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกระเหี่ยใจ อยู่พอควร เพราะรักมันทำให้เสียกาย


60

วารสาร “พุทธปทีป”

เสียใจเสียน้ำตาหรือแม้แต่ “เสียชีวิต” เพราะรักมิได้เป็นดังคำมั่นสัญญา รัก เป็นเพียงภาพมายา ลงท้ายด้วยการ แยกทางเดิน ทำไมนะหรือ? ก็เพราะ รักเป็นเพียงมายา ดังคำกลอนที่ว่า

ชายหญิงใด หากได้ชิม รสสวาท ตัดไม่ขาด กามกิเลส กามฉันท์ พิศวาส รักฝังลึก โทษอนันต์ กามฉันท์* ใฝ่ในรส รักฝังใจ

ดังนั้นจุดมุ่งหมายของบทความนี้ ก็ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของความ รัก ผู้อ่านคงพอเข้าใจขึ้นมาบ้างว่า ถ้า รั ก ใดมี ค วามใคร่ ค วามเสน่ ห าเข้ า มา ปนอยู่ด้วย รักนั้นจะเป็นทุกข์ รักใดมี ความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในอี ก ฝ่ า ยมากไป รักนั้นจะทุกข์ทรมานและจุกอก เมื่อ ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้พูดคุยหรือไม่ได้ ครอบครอง ก็ ดู เ หมื อ นชี วิ ต จะไม่ มี ความหมาย เพราะมั ว แต่ รั ก คนอื่ น มากไป แต่ลืมใส่ใจตนเอง ยอมทุกข์ เพราะรัก “สุขแบบทุกข์ทุกข์” มันคุ้ม กันหรือ? เอาเถอะจะอย่างไรก็ตาม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรักมีพลังและ อานุภาพมากมายเพียงใด มีรูปแบบที่ ไม่ เ หมื อ นกั น ทุ ก คนย่ อ มอยากมี รั ก เป็ น ธรรมดา แต่ ก็ อ ย่ า ให้ “รั ก เป็ น พิษ” ก็แล้วกัน ในพระพุทธศาสนาปรากฏคำสอน มากมายเกี่ยวกับความรัก เช่น มูลเหตุ ของการเกิ ด ขึ้ น ของความรั ก พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีมูลเหตุ ๒ ประการ คือ ๑.การเอื้อเฟื้อ การดูแลเอาใจใส่ใน ปัจจุบันจนกลายเป็นความรัก ๒.การ ได้ อ ยู่ ร่ว มกัน เคยทำบุญร่วมกันไว้ใน ชาติ ป างก่ อ น ส่ ง ผลในชาติ ปั จ จุ บั น สามารถก่อเกิดเป็นความรักได้เช่นกัน เหมือนดอกบัวที่อาศัยเปือกตมและน้ำ ในการเจริ ญ งอกงาม ความรั ก ก็ เช่ น เดียวกัน จะงอกงามได้ก็ต้องอาศัยใจ ของสองคน หล่ อ หลอมและฟู ม ฟั ก ดูแล รักถึงจะเจริญงอกงามได้ หาก เกิ ด รั ก ชำรุ ด เสี ย หาย ก็ ต้ อ งช่ ว ยกั น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่ใช่ช่วยกัน โยนทิ้ง ความรักของคนรุ่นปู่ ยา ตา ยาย รุ่นพ่อรุ่นแม่มั่นคงอยู่ได้เป็น ๕๐๖๐ ปี เพราะช่วยกันซ่อมแซมส่วนที่

*กามฉันท์ หมายถึง ความพอใจในความใคร่ต่างๆ


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕ หักพังบ่อยๆ ไม่ได้ขาด แต่ก็นั่นแหละ แม้บางครั้งรักจะพังเกินเยียวยา ก็หา ได้โยนทิ้งแต่อย่างใดไม่ กลับช่วยกัน ดูแลรักษาให้งดงามดังเดิม เหมือนวัน แรกๆ ที่ บ อกรั ก กั น ฉั น นั้ น ทุ ก คน ต้ อ งการความสมหวั ง ในชี วิ ต รั ก แต่ ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใคร ได้ถึงครึ่งหนึ่งของรักนั้น ไม่ต้องสงสัย เพราะมันเป็นธรรมดาของความรัก ยิ่ง ความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาลุ่ม หลงด้ ว ยแล้ ว ก็ จ ะเป็ น พิ ษ แก่ จิ ต ใจ ทำให้ดิ้นรนไม่รู้จบสิ้น ความสุขที่เกิด จากความรักนั้น เหมือนความสบาย ของคนป่วยที่ได้กินของแสลง เหมือน จะดี แ ต่ ก ลั บ ทรุ ด หนั ก อย่ า ได้ พ อใจ ใคร่ในรักมากเลย เมื่อรักเกาะกินหัวใจย่ อ มยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น มากขึ้ น เป็ น เงา ตามตัว หัวใจนั้นจะสร้างหวังขึ้นอย่าง เจิ ด จรั ส เหมื อ นมองดู ด วงดาวที่ สุ ก ไสวบนฟ้ายามค่ำคืน หวังเท่าตัวก็ทุกข์ เท่ า ตั ว ดั ง คำที่ พ ระพุ ท ธองค์ ต รั ส ว่ า “บุรุษย่อมหลงรักสตรีเพราะรูป” สตรี มีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษเห็นรูปร่างหน้าตาของสตรี ส ะสวยน่ า รั ก ก็ ลุ่ ม หลง

61

และอยากที่ จ ะรั ก อยากครอบครอง เช่นกัน! “สตรีย่อมหลงรักบุรุษเพราะ เสี ย ง” ไม่ ใช่ ทุ ก คนจะพู ด ได้ ไ พเราะ หมด แต่เพราะบุรุษชอบพูดคำหวาน หลงในคำมั่นสัญญา บุรุษใดตัดอาลัย ในสตรี ไ ม่ ไ ด้ แ ละสตรี ใ ดตั ด อาลั ย ใน บุรุษไม่ได้ ย่อมต้องเวียนว่ายตายเกิด ในทะเลทุกข์นี้อยู่ร่ำไป คำสอนที่ยกมานี้ มิใช่ประสงค์ให้ ทุกคนที่มีรักต้องเบื่อหน่ายในความรัก แต่ เ ป็ น คำสอนที่ พ ระพุ ท ธองค์ ทรง สอนหมู่มนุษย์ให้มีรักอย่างถูกวิธี รัก โดยความรู้สึก เป็นสิ่งที่สุดแสนวิเศษ และมหั ศ จรรย์ เป็ น พลั ง สร้ า งสรรค์ สรรพสิ่งและชีวิตน้อยใหญ่อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด เป็นพลังหนึ่งเดียวที่สามารถ ระบายโลกทั้งใบให้เป็นสีชมพู ทำให้ โลกดูสวยสดงดงาม แต่ถ้าใช้รักผิดวิธี รั ก จะกลายเป็ น พลั ง แห่ ง การทำลาย ล้างที่ทรงอานุภาพที่สุดเช่นกัน เพราะ นั ย น์ ต าที่ ฝ้ า ฟางมื ด บอด บางคนถึ ง กลั บ ใช้ ค วามรุ น แรงและมี ชี วิ ต เป็ น เดิมพัน ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง สั ง สารวั ฏ ฏ์ นี้ หาเบื้ อ งต้ น เบื้ อ ง


62

วารสาร “พุทธปทีป”

ปลายได้โดยยาก สัตว์ที่พอใจในการ เกิด ย่อมเกิดบ่อยๆ และการได้เกิดนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทุกข์ ความ พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความ ต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักเป็น ความทุกข์ ความหมกมุ่นด้วยกามสุข การทรมานกายให้ลำบากอยู่เป็นความ ทุ ก ข์ พึ ง เว้ น เสี ย นี่ เ ป็ น คำสอนของ พระพุทธเจ้า ที่มีความเมตตาต่อสรรพ ชี วิ ต ให้ ม องเห็ น ความจริ ง แท้ ข องสิ่ ง ที่กำลังประสบพบเจอ เพราะบุคคลผู้ ที่รักหลงทางหรือรักกำลังมืดบอด ตัว ของเขาเองนั่ น แหละจะเป็ น จิ ต กรที่ มองไม่เห็นความงดงามของความรัก และจะค่อยๆระบายจิตใจของเขาให้ มื ด ดำไปที ล ะนิ ด ที ล ะน้ อ ยจนกลาย เป็น “รักสีดำ” ในที่สุด รั ก เป็ น เพี ย งสิ่ ง ๆ เดี ย วที่ ไ ม่ ไ ด้ ใช้ สมองแก้ปัญหา แต่ต้องใช้ใจแก้ปัญหา แม้ ภ าษิ ต จี น ก็ ก ล่ า วไว้ ว่ า “รั ก เป็ น เหมือนอุบัติเหตุ ไม่ได้เกิดที่กายแต่เกิด ที่ใจ” รักเกิดขึ้นที่ใจก็ต้องใช้ใจแก้ เมื่อ ใดใจหมดทุ ก ข์ เมื่ อ นั้ น ใจจะเป็ น สุ ข ความรักเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โศกและ

ทรมานใจ การที่จะมีรักแล้วมิให้มีทุกข์ ติ ด ตามมานั้ น เป็ น สิ่ ง ที่ เ ป็ น ไปไม่ ไ ด้ เป็นไปไม่ได้เลย คนที่จับไฟนั้นจะจับ เป็นหรือไม่เป็น จะรู้หรือไม่รู้ ถ้าลงได้ จับไฟด้วยมือแล้ว ย่อมร้อนเหมือนกัน ถ้ า อยากจั บ ต้ อ งจั บ ด้ ว ยสติ “ใช้ ส ติ และปัญญาเป็นตัวจับ” เรียกว่าจับไฟ ให้เป็น เพราะถ้ารักเป็นจิตใจย่อมชุ่ม ชื่นเยือกเย็น ดุจปล่อยใจให้ล่องลอย ไปในค่ำคืนที่หมู่ดาวเต็มท้องฟ้าฉันนั้น ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า สตรีลง ได้ทุ่มเทความรักให้กับใครแล้ว ก็มัก มั่ น คงเหนี่ ย วแน่ น ยากที่ จ ะไถ่ ถ อน และความรักที่ไม่มีทางสมปรารถนา เลยนั้ น เป็ น ความปวดร้ า วอย่ า งยิ่ ง สำหรั บ สตรี กระนั้ น สตรี ก็ มี เรื่ อ งที่ สามารถทนได้ดีกว่าบุรุษ นั่นคือ ทน ต่อความเจ็บปวดทั้งทางกายและทาง ใจ แม้ในยามทุกข์สตรีจะมีน้ำตา ซึ่ง หลั่ ง ไหลออกมาจากขั้ ว หั ว ใจ เพื่ อ อย่างน้อยก็สามารถบรรเทาความทุกข์ ความเสียใจลงได้บ้าง เนื่องจากสตรี ถือว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของความรัก ตรงกั น ข้ า มกั บ บุ รุ ษ ซึ่ ง มั ก จะมองว่ า


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

ความรั ก เป็ น เพี ย งส่ ว นหนึ่ ง ของชี วิ ต เท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ควรปล่อย ให้ตนตกอยู่ภายใต้อำนาจของความ รั ก เพราะการพลั ด พรากจากสิ่ ง อั น เป็นที่รัก เป็นเรื่องทรมาน และการที่ จะบั ง คั บ ไม่ ใ ห้ พ ลั ด พรากก็ เ ป็ น สิ่ ง สุดวิสัย ทุกคนจะต้องพลัดพราก ไม่ วั น ใดก็ วั น หนึ่ ง ” จงเข้ า ใจในรั ก และ ปล่อยวาง เพราะชีวิตเป็นของสั้น ไม่ ควรเป็ น ทาสของความรั ก มากนั ก เพราะชีวิตเริ่มต้นด้วยเรื่องที่น่าละอาย ทรงตัวอยู่ด้วยเรื่องยุ่งยากสับสนและ จบลงด้ ว ยเรื่ อ งเศร้ า และคร่ ำ ครวญ เสมอๆ ความรั ก ก็ เ หมื อ นกั บ เกลี ย ว คลื่ น ก่ อ ตั ว ม้ ว นเข้ า หาฝั่ ง และแตก

63

กระจายเป็นฟองฝอยในที่สุด หาตัว ตนและสาระที่แท้จริงไม่ได้ อนึ่ ง โลกมนุ ษ ย์ ข องเรานี้ เต็ ม ไป ด้วยชีวิตอันประหลาดพิสดารต่างชนิด และต่างสายพันธุ์ แต่ละชีวิตได้ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป มีความเป็นอยู่ที่ระกำ ลำบาก ถ้าชีวิตมีความสุขได้ดังปรารถนา ก็เป็นสิ่งน่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย ที่ จ ะต้ อ งจากชี วิ ต อั น รื่ น รมย์ นั้ น ไป ผู้คนจำนวนมากดูผิวเผินแล้ว เหมือน ร่ า เริ ง แจ่ ม ใสอยู่ ใ นหมู่ เ พื่ อ นฝู ง หรื อ สั ง คมที่ ศิ วิ ไ ลซ์ แต่ ใ นความเป็ น จริ ง แล้ ว ทุ ก คนยั ง มี ส่ ว นลึ ก ของจิ ต ใจที่ เงียบเหงา สับสนและวุ่นวาย เรียกว่า “ยิ้มทั้งน้ำตา” ไม่มีอะไรเป็นหลักยึด เหนี่ยวจิตใจที่แน่นอน จิตใจล่องลอย


64

วารสาร “พุทธปทีป”

ไร้ที่พึ่งที่ยึดถือ เพื่อให้ใจนั้นนิ่งเงียบ และสงบเยื อ กเย็ น “จงถื อ เอาพระธรรมเป็นที่พึ่งเถิด” อย่าหวังอย่างอื่น เป็นที่พึ่งเลย โดยเฉพาะความรักความ เสน่ ห าความลุ่ ม หลงในรู ป รส กลิ่ น เสียงและสัมผัสเพียงชั่วครั้งชั่วคราว สิ่งเหล่านั้นไม่เคยเป็นที่พึ่งอันจีรังยั่ง ยืนแก่ใครได้เลย เป็นเหมือนลมที่พัด ผ่านเข้ามากระทบกายและใจและชั่ว ข้ามคืนพัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป ผู้ ใ ดเข้ า ใจในรั ก ได้ ผู้ นั้ น จะเป็ น ผู้ เบากายเบาใจ เพราะ“เป็ น ผู้ ถื อ ใน เรื่องที่ควรถือวางในเรื่องที่ควรวาง” ธรรมชาติของความรัก มันก็เป็นเช่น นั้นเอง มีการเกิดขึ้นคงอยู่และดับสูญ ไปในที่ สุ ด “หากรู้ สึ ก เหนื่ อ ยกาย เหนื่ อ ยใจกั บ ความรั ก ที่ มี แสดงว่ า เราคาดหวังบางอย่างจากความรักนั้น เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงนั้น รักควรเป็น ความสบายใจ ชุ่มใจ มิใช่ความเหนื่อย กายเหนื่อยใจ” ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ตัวเรา แล้วว่าจะคอยเติมเชื้อไฟหรือน้ำลงใน ความรัก “ถ้าเติมไฟรักก็เผ็ดร้อน ถ้า

เติมน้ำรักก็ชุ่มเย็นสบาย” รักจะมีคุณค่าถ้ารู้จักปล่อยวาง รัก ที่ ป ระกอบด้ ว ยเมตตา (ความรั ก ) กรุณา (ความสงสาร) มุทิตา (ความ พลอยยิ น ดี ) และอุ เ บกขา (ความ ปล่อยวาง) ทั้งหมดนี้ ถึงจะเป็นความ รักที่ประเสริฐคงมั่นและถาวร ท้ายนี้อยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้พิจารณาความรักให้เข้าใจ ความว่า “เรามักปรารถนาให้คนที่เรารัก รักเรา เพียงคนเดียว เรามักปรารถนาให้คนที่ เรารั ก เฝ้ า เอาอกเอาใจเรา เรามั ก ปรารถนาให้คนที่เรารักทำอีกสารพัด ในสิ่งที่เราพึงใจ แต่เราเคยคิดปรารถนาบ้างไหมว่า เราจะทำสิ่งใดให้คนที่ เรารักมีความสุข หากไม่เช่นนั้นแล้ว เรารั ก เขาหรื อ เรารั ก ตั ว เอง? เพราะ บางครั้งเหมือนเห็นแก่ตัว” ที่ สุ ด นี้ ข ออวยพรให้ ทุ ก ท่ า นโชคดี และประสบความสำเร็ จ ในความรั ก รักให้ถูกทางและใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่ อ ได้ ชื่ อ ว่ า รั ก ไปแล้ ว ก็ อ ย่ า ให้ รั ก ทำร้ายตัวเราเองและคนที่เรารัก ฯ


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

65


คุณวันชัย-คุณลำใย ภู่นุ่ม ร้านอาหารรำวง Guildford พระครูภาวนาภิราม (สวัสดิ์)และพุทธศาสนิกชนในเขตเวลส์ พระครูภาวนาวิธาน (สุทัศน์) อุทิศถวายเป็นอาจริยบูชา คุณธัญญรัตน์ ศานติชาติศักดิ์ ร้านไทโถ วิมเบิลดัน ลอนดอน ร้านอาหาร SUDA THAI Cafe Restaurant ร้านอาหารไทยแลนด์ (Thailand Epsom) ร้านอาหารตำหนักไทย (Tamnag Thai) MS K FANMONGKHON คุณรุจิรา KOBKUN THAI MASSAGE Fullahm Road คุณโสภา จันทร์กำเนิด-คุณปรีชา จันทร์กำเนิด น.ส.เอลิซาเบท ค๊อกซ์ คุณเพ็ญนภา โธมาส คุณบุนนาก บูเซอร์ (สวิตเซอร์แลนด์) คุณแต้ว Shuttleworth ร้านอาหารสาวสยาม SOA SIAM คุณสิรินทรา แก้วกุลศรี (คุณแมว) นายอนุวัฒน์-นางสุทธาทิพย์-น.ส.ชลฎา หิรัญประดิษฐ์ ครอบครัว “สุขสังกิจ” ทำบุญอุทิศให้แก่ “คุณวันเพ็ญ สุขสังกิจ” น.ส.ปณัฐฐา กงนะ คุณวิทูร พฤษาชื่นและครอบครัว น.ส.เพชรรัตน์ ทิมคำ และครอบครัว คุณวิชาญ เหล่าวิวัฒน์ คุณเทิดศักดิ์ ทองศรี, ฟิลลิป ปาคร์ Noi - Mark Hallan

๓๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๐๐ ๑๐๐ ๑๐๐ ๑๐๐ ๑๐๐ ๕๐ ๕๐ ๕๐ ๕๐ ๕๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐

ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ส/ฟ. ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์ ปอนด์


น.ส.ปาลิน ญาปกะวงศ์-น.ส.แพรวพรรณ ระเบ็ง และครอบครัว ๒๐ ปอนด์ คุณแพรว สุภานุรัตน์ และครอบครัว ๒๐ ปอนด์ ครอบครัว “กองทอง” อุทิศให้คุณพ่อณรงค์ กองทอง ๒๐ ปอนด์ ร้านอาหาร Hansa’s Thai Kitchen ๒๐ ปอนด์ นางยุพาวรรณ เดชพุ่มไสว และครอบครัว ๒๐ ปอนด์ Mrs.Usanee - Mr.Stephen Woodcock ๒๐ ปอนด์ คุณพรรพิไล ดรุณพันธ์-ด.ช.จอห์น สแทรกตัน ๒๐ ปอนด์ คุณสุฑาดา ศีลอุดม ๒๐ ปอนด์ คุณถรวรต์ งามพฤกษ์วานิชย์และครอบครัว ๒๐ ปอนด์ น.ส.กาญจนา ซุลศักดิ์สกุล และครอบครัว ๒๐ ปอนด์ Eric Abercrombie - Nok Silabut ๒๐ ปอนด์ คุณจุฑาทิพย์ ถิ่นโคกสูงและครอบครัว ๒๐ ปอนด์ ลูกหลานทำบุญอุทิศให้ พ่อเลื่อน เอี้ยไธสงและคณาญาติ ๑๕ ปอนด์ คุณอัญมณี BURT ๑๐ ปอนด์ คุณจินตนา โกสีนันท์ STEVENS ๑๐ ปอนด์ คุณไพลิน อินทร์สมบูรณ์ ๑๐ ปอนด์ คุณปริม NAYLOR ๑๐ ปอนด์ คุณนงนุช บัวน้ำอ้อม ๑๐ ปอนด์ คุณครูลิน โรสและครอบครัว “ถวัลย์วีนัสพันธ์” ๑๐ ปอนด์ คุณจุรีพร เยียวเวลล์ อุทิศให้นายวิชานนท์ สุขพิมาย ๑๐ ปอนด์ MS S FAWCETT ๑๐ ปอนด์ น.ส.รัชนี ตรีสุทธิวงษา และครอบครัว ๑๐ ปอนด์ หากรายชื่อของท่านผิดพลาดหรือไม่ได้ประกาศอนุโมทนา ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้


70

วารสาร “พุทธปทีป”

1. วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน โทร. 0208 946 1357 www.padipa.org

8. วัดอมราวดี 0144 284 3239 www.amaravati.org

2. วัดธรรมปทีป สกอตแลนด โทร. 0131 443 1010 www.dpadipa.org

9. วัดปาจิตตวิเวก โทร.01730 814 986 www.cittavivek.org

3. วัดสังฆปทีป เวลส โทร. 01685 84 3986 www.spadipa.org

10. วัดอรุณรัตนคีรี โทร. 01661 881612 www.ratanagiri.org.uk

4. วัดพุทธาราม กรุงลอนดอน โทร. 0208 530 2111 www.watbuddharam.org.uk

11. วัดปาสันติธรรม โทร. 092 662 4385 www.foresthermitage.org.uk

5. วัดพุทธวิหาร คิงสบอรมลี่ย โทร. 01543 472 315 www.watthaiuk.co.uk

12. วัดพุทธวิหาร ออกฟอรด โทร. 01865 791 591 www.oxfordbuddhavihara.org.uk

6. วัดสันติวงศาราม เบอรมิ่งแฮม โทร. 0121 551 5729 www.watsantiwong.com

13. วัดธรรมกายลอนดอน โทร. 01483 475 757 www.watlondon.org

7. วัดศรีรัตนาราม แมนเชสเตอร โทร. 0161 998 4427 www.watsriuk.org

14. วัดธรรมกาย แมนเชสเตอร โทร. 0161 736 1633 www.kalayanamitra.org

สถานทูตไทย กรุงลอนดอน โทร. 0207 589 2944 www.thaiembassyuk.org.uk

สนง.ผูดูแลนักเรียน (ก.พ.) โทร. 0207 283 9896 www.oeauk.net


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕ 71 ข่าวโดย : บ่าวไทย ภาพโดย : i c o n m o n g

ขอความความสุขสวัสดี จงมีแด่ท่านผู้อ่าน ทุ ก คน พธส (พุ ท ธปที ป สาร) หลบมุ ม ซุ่ ม ซ้ อ มเพื่ อ จั ด เตรี ย มทำต้ น ฉบั บ จั ด หน้ า วารสาร แข่งขันกับ“เวลา” ที่ยิ่งไล่ล่า ยิ่งทิ้ง ห่าง ฉบับนี้ขอส่งข่าวเล่าขานสู่ท่านทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ • ฯพณฯเอกอัครราชทูตไทยคนใหม่ หลั ง จากที่ ฯพณฯ นายกิ ต ติ วะสี น นท์ เอกอั ค รราชทู ต คนก่ อ น ได้ เ กษี ย ณอายุ ราชการไป เมื่ อ เดื อ นกั น ยายนที่ ผ่ า นมา เอกอั ค รราชทู ต คนใหม่ ได้ เ ดิ น ทางมา ประจำการเป็นที่เรียบร้อย ท่านมีนามที่จำ ง่ า ยอั ธ ยาศั ย ดี ว่ า ฯพณฯ นายประสั น น์ เทพรักษ์ ท่านมีโอกาสมาพบปะพี่น้องชาว ไทย ณ วัดพุทธปทีป เมื่ออาทิตย์ที่ ๒ ธ.ค. ที่ ผ่ า นมา ในพิ ธี ท ำบุ ญ ถวายราชสั ก การะ เนื่องใน “วันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม” เห็น ท่านยืนตักอาหารบริการแก่พี่น้องชาวไทย ด้วยตัวเองอีกต่างหาก คนร่วมงานต่างปลื้ม กั น ยกใหม่ นอกจากนั้ น ยั ง มี ก ารถ่ า ยภาพ ร่วมกับพี่น้องชาวไทย แสงแฟลชวูบวาบทั่ว ทั้ ง บริ เ วณกั น เลยก็ ว่ า ได้ ส่ ว นนโยบายให้ ความช่วยเหลือ และส่งเสริมชุมชนชาวไทย ในสหราชอาณาจักร จะดำเนินการอย่างไร หรื อ มี ทิ ศ ทางเช่ น ใด คงจะการแจ้ ง หรื อ ประกาศให้ พี่ น้ อ งชาวไทยทราบเป็ น ระยะ ผ่านทางข่าวสารและเวบไซต์

• ควรปิ ด โทรศั ท พ์ ก่ อ นร่ ว มในพิ ธี ดี ไ หม หัวข้อนี้ไม่ใช่ข่าว แต่อยากบอกกล่าวมาถึง ทุกคนทุกท่านว่า เมื่อใดที่ตัวท่านเองได้มี โอกาสเข้าร่วมในพิธีสำคัญทางศาสนา ทาง ราชการ หรือแม้กระทั่งร่วมประชุม สิ่งที่ควร ตรวจสอบก่อนเลย คือ เครื่องมือสื่อสาร (โทรศัพท์มือถือ) ของท่าน เพราะอาจจะ ทำให้พิธีการต่างๆ หยุดชงัก หรือเป็นการ รบกวนลำดับขั้นตอนในงานนั้นๆ ได้ หาก เกรงว่าจะลืมก็ควรทำให้เครื่องมือดังกล่าว เป็นแบบสั่นจนเป็นอุปนิสัย แล้วความชินจะ ช่ ว ยท่ า นได้ ดั ง ตั ว อย่ า งในพิ ธี ท อดกฐิ น พระราชทานที่ผ่านมา พบว่ามีเสียงเรียกเข้า ดังกังวาลขึ้นในขณะที่ยังประกอบพิธีอยู่ นับ ว่าโชคดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดที่วัด และ ในประเทศอังกฤษ หากเกิดในบ้านเมืองของ เรา และยิ่งเป็นพิธีหลวงด้วยแล้ว อาจทำให้ เกิดความอับอาย ขาดจริยาเชิงสังคม หรือ อาจถูกตำหนิได้ ฉะนั้น จึงขอความร่วมมือ จากทุกท่าน ได้พึงระมัดระวังเรื่องดังกล่าว ทั้ ง นี้ เ พื่ อ ให้ ก ารประกอบพิ ธี ก ารต่ า งๆ ดำเนินไปโดยถูกระเบียบและธรรมเนียมวิธี ที่ได้ปฏิบัติกันมา อีกทั้งเป็นการแสดงความ เคารพต่อหมู่คณะที่นั่งร่วมในพิธีนั้น ๆ ด้วย • ภาษาโยมภาษาพระโปรดอย่ามองข้าม อั น นี้ ก็ ยั ง ไม่ ใ ช่ - ข่ า ว- แต่ อ ยากทำความ เข้าใจเรื่องของการใช้ “สรรพนามแทนตัว


72

วารสาร “พุทธปทีป”

เองเวลาพู ด หรื อ สนทนากั บ พระสงฆ์ สั ก หน่ อ ย” คำเรี ย กตั ว เองของพระภิ ก ษุ / สามเณร คื อ อาตมา (อาด-ตะ-มา) เช่ น อาตมาคื อ พระภิ ก ษุ รู ป หนึ่ ง (I am a buddhist monk) ส่ ว นฆราวาสก็ มี ค ำ สรรพนามเรี ย กตั ว เองเช่ น กั น คื อ คำว่ า “โยม” ซึ่งเป็นคำกลางๆ ที่ฟังแล้วสบายใจ กันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นเวลาพูดหรือสนทนา กับพระสงฆ์ ก็อย่าไปเอาคำของท่านมาใช้ เสี ย เองเช่ น (พระพู ด ) วั น นี้ - อาตมา-ดู เหมือนจะเป็นไข้ โยมช่วยจัดยาให้ฉัน (ทาน) หน่อยได้ไหม? (โยมพูด) แล้วอาตมาจะรับ ยาเวลาไหน? ถ้าออกมาในรูปนี้ สงสัยพระ ภิกษุท่านนั้นคงนั่งงงพะงันเป็นแน่ คำพูดที่ ถูกคือ พระอาจารย์/พระคุณเจ้า/ท่าน/จะรับ ยาเวลาไหนครับ/คะ? (พระตอบ) อาตมารับ ยาเวลาบ่ายโมงคุณโยม. ฉะนั้นโปรดจำให้ ขึ้นใจเลยว่า เวลาจะสนทนาธุระอันใดกับ พระภิกษุสงฆ์/สามเณร ขอให้เรียกตัวเองว่า “โยม” ไว้เสมอ เช่น โยมขอเรียนสายท่าน อาจารย์ หรือ โยมขอกราบนิมนต์ พระคุณ เจ้า/พระอาจารย์/หลวงพ่อ/หลวงตา/ท่าน/ ไปบรรยายธรรม เป็นต้น อย่าไปพูดว่า โยม ขอกราบนิมนต์ /อาตมา/ ไป... เป็นอันขาด เพราะท่ า นฟั ง แล้ ว จะหลงบทบาทตั ว เอง ทันที ยังมีอีกเยอะเลยละ แต่เอาเท่านี้ก่อน ฉบับหน้าจะเขียนละเอียดมากกว่านี้ หรือ ถ้าใครอยากลอง ก็ยกสายโทรศัพท์เรียกไป ที่ วั ด ใดวั ด หนึ่ ง ยกเว้ น แห่ ง เดี ย วคื อ ที่ “ วั ด ดวง” อย่าได้โทรไป หากมีพระรับสายแล้ว ละก้อ ก็อะวังสิโร ปัดโธ่! พังกันพอดี

• เชิ ญ ร่ ว มทำบุ ญ สวดมนต์ ข้ า มปี และ ทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ใน คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2555 นี้ ทางวัดพุทธ ปทีป กรุงลอนดอน มีการประกอบพิธีทาง ศาสนา เรียกว่า “สวดมนต์ ข้ า มปี ทำดี ไ ว้ เป็ น ทุ น ” ตั้ ง แต่ เ วลา 23.00 น.ถึ ง เวลา 01.00 น. พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์เฉลิมฉลองการส่ง ท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ส่วนในภาคเช้า ของวั น รุ่ ง ขึ้ น คื อ วั น ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 (2013) ทางวั ด จั ด ให้ มี พิ ธี ท ำบุ ญ ตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ เพื่อฉลองชัยชนะของ ชี วิ ต โดยจะเริ่ ม พิ ธี ตั้ ง แต่ เ วลา 10.00 น. เป็ น ต้ น ไป จึ ง ขอเชิ ญ ชวนพุ ท ธศาสนิ ก ชน ชาวไทย ไปร่ ว มพิ ธี ดั ง กล่ า วโดยทั่ ว กั น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0208 946 1357 หรือที่หมายเลข 07717 475 789 หรือทางเฟสบุ๊ค (facebook.com/ Amornsudthi) • โรงเรียนวัดพุทธปทีป รับสมัครเรียนใหม่ รร.พอ.วัดพุทธปทีป จะเปิดรับสมัครเรียน ประจำปีการศึกษา2556 ในเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ ที่ มี มี บุ ต รหลานอายุ ตั้ ง แต่ 5-7 ขวบ ประสงค์ จ ะให้ บุ ต รหลานของท่ า นได้ เ รี ย น ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ก็สามารถสอบ ถามรายละเอี ย ดและขอรั บ ใบสมั ค รได้ ที่ สนง.รร.พอ. อาคารเรี ย นหลั ง ที่ ข นานกั บ พระอุ โ บสถ อนึ่ ง ทางโรงเรี ย นจะทำการ ทดสอบความรู้ พื้ น ฐานภาษาไทย คื อ พยัญชนะไทย ตัวเลขไทย กับผู้สมัครเรียน ทุกคน โปรดเตรียมความพร้อมไว้ด้วย


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

73


74

วารสาร “พุทธปทีป”

บุญกฐินกลิ่นไอความดียังกรุนในใจชาววัดสังฆปทีป เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ทางวัดสังฆปทีป และพี่น้องชาวไทยทั้ง ในลอนดอนและในเขตเวลส์ ได้ ร่ ว มกั น สร้ า งมหากุ ศ ล “ทอดกฐิ น สามั ค คี ” นั บ เป็ น ประวัติศาสตร์ที่ได้เห็นญาติโยมร่วมแรงร่วมกันใจอย่างพร้อมเพรียง ขออนุโมทนาบุญแด่ทุก ท่าน ทุกสายบุญ และทุกท้องที่ โรงทานปนี้ก็เต็มที่มากกว่าหลายปที่ผ่านมา อิ่มกันทั้งคำข้าว และอิ่มใจกันทั่วหน้า สาธุ สาธุ สาธุ

เรื่องการยายที่ตั้ง “วัดสังฆปทีป” แหงใหม ญาติโยมหลายท่านสอบถามกันถี่ขึ้น ถึงการย้ายที่ตั้งวัดแห่งใหม่ ขอแจ้งในที่นี้ว่า การ ดำเนินการนั้นยังเดินหน้าต่อไปยังไม่หยุดยั้ง แม้จะล่าช้า เนื่องจากปญหาหลายอย่าง ทั้ง ความพร้อมของสถานที่ เอกสารและกองทุน ขอขอบคุณญาติโยมที่แสดงความห่วงใย ให้ กำลังใจ สนับสนุนปจจัยมาโดยตลอด ถ้ามีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะแจ้งข่าวให้ทราบอีกครั้ง

ศาสนกิจวัดสังฆปทีป ป พ.ศ. ๒๕๕๖ กิจกรรมทางศาสนา ณ วัดสังฆปทีป ยังจัดเหมือนเดิม โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม ท่านใดมีเวลาช่วงใหนติดต่อทางวัดได้ตลอด นอกจากนั้น ยังมีการออกแสวงบุญนอกสถานที่ ตามหัวเมืองต่างๆ โปรดติดตามข่าวจากทางวัดเป็นระยะ หรือจะโทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติมที่ พระครูภาวนาภิราม วิ. (พอจ.สวัสดิ์) หมายเลข (+44) 01685 843 986 หรือจะติดตาม ข่าวทางเฟสบุ๊คที่ www.facebook.com/pk.sawat | pmsawat09@hotmail.co.uk |


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

75


76

วารสาร “พุทธปทีป”


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕ วันขึ้นปีใหม่ อังคาร วันเด็กแห่งชาติ อาทิตย์ วันมาฆบูชา อาทิตย์ วันสงกรานต์ อาทิตย์ วันวิสาขบูชา อาทิตย์ วันอดีตเจ้าอาวาส อาทิตย์ วันบวชศีลจาริณี เสาร์ วันอาสาฬหบูชา อาทิตย์ วันเข้าพรรษา อังคาร วันเปิดสอนภาษา/วัฒนธรรมไทย พฤหัสบดี วันบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน อาทิตย์ วันเทศน์มหาชาติ อาทิตย์ วันออกพรรษา เสาร์ วันตักบาตรเทโวโรหนะ อาทิตย์ วันทอดผ้ากฐิน/ลอยกระทง อาทิตย์ วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อังคาร

๑ ๑๓ ๒๔ ๑๔ ๒๖ ๑๖ ๒๐ ๒๑ ๒๓ ๑ ๔ ๘ ๑๙ ๒๐ ๑๗ ๓๑

77

มกราคม

๒๕๕๖

มกราคม

๒๕๕๖

กุมภาพันธ์

๒๕๕๖

เมษายน

๒๕๕๖

พฤษภาคม ๒๕๕๖

มิถุนายน

๒๕๕๖

กรกฎาคม

๒๕๕๖

กรกฎาคม ๒๕๕๖ กรกฎาคม

๒๕๕๖

สิงหาคม

๒๕๕๖

สิงหาคม

๒๕๕๖

กันยายน

๒๕๕๖

ตุลาคม

๒๕๕๖

ตุลาคม

๒๕๕๖

พฤศจิกายน ๒๕๕๖

ธันวาคม

๒๕๕๖

7-12 มกราคม

4-9 กุมภาพันธ์

4-9 มีนาคม

20-28 กรกฎาคม

(งด)สิงหาคม

(งด)กันยายน

1-6 เมษายน 7-12 ตุลาคม

6-11 พฤษภาคม 4-9 พฤศจิกายน

(งด)มิถุนายน 7-14 ธันวาคม


78

วารสาร “พุทธปทีป”

วารสารธรรมะที่พกพาสาระมากมาย เพื่อยกเครื่องการเรียนรู้ และลับคม ความคิด ขับเคลื่อนแต้มต่อให้ชีวิต ๑ ปี มี ๕ ฉบั บ (ม.ค.-มี . ค./เม.ย.มิ.ย/ก.ค.-ก.ย./ต.ค.-ธ.ค/ฉบับพิเศษ) ก. สมัครสมาชิก ๕ ฉบับ ๓๐ ปอนด์ ข. บำรุงค่าสแตมป์-ซอง ๒๐ ปอนด์ ค. บริจาคสนับสนุนทั่วไป ๑๐ ปอนด์ ง. บริจาคที่ตู้บริจาคตามศรัทธา ติดต่อสอบถามและบริจาคที่ พระครูภาวนาวิธาน (สุทัศน์ อมรสุทฺธิ) โทร. 07717 475 789 THE BUDDHAPADIPA TEMPLE 14 Calonne Road Wimbledon London SW19 5HJ

ส่งตรงถึงประตูบ้าน อ่านก่อนใครอื่น และรับสิทธิ์พิเศษในอนาคต ชื่อ นามสกุล อายุ ที่อยู่ ไปรษณีย์ โทรศัพท์ อีเมล ส่งด่วน ธรรมดา

ติ ด ต่ อ สอบถามรายละเอี ย ด และขอรั บ ใบ สมัครได้ที่ bppthai@hotmail.com


ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๖๗ ก.ค.-ธ.ค. ๕๕

79


80

วารสาร “พุทธปทีป”

BUDDHAPADIPA MAGAZINE  

This is the free distribution magazine for all Thai who living in the United Kingdom.

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you