Page 1

รายงานการศึกษาเนื้อหาเบื้องต้นและสำรวจข้อมูลเอกสารเพื่อทำงาน วิจย ั เ มื อ ง ร ะ ย อ ง ใ น เ ส้ น ท า ง กู ้ช า ติ

ข "เมื อ องงระยองในเส้ ส ม เ ด็นทางกู จ พ้ชาติ ร ขะองสมเด็ เ จ้ าจพระเจ้ ต า ากตากสิ สิ นนมหาราช" มหาราช ศรีศักร วัลลิโภดม, วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และคณะ รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ ๑ (มิถุนายน ๒๕๕๘)

สมเด็ จ พระวี ร มหาราช เจ้ า ตากสิ น

(ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วด ั ลุ่มมหาชัยชุมพล จังหวัดระยอง)

สารบัญ หน้า

ศ รี ศั ก ร

วั ล ลิ โ ภ ด ม

ว ลั ย ลั ก ษ ณ์

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ท ร ง ศิ ริ

และคณะ


คำนำ โครงการเมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวเมือง ชายฝั่งทะเลที่สำคัญในการรวบรวมไพร่พลเพื่อมุ่งกู้กรุงศรีอยุธยาของพระยาตากหรือพระยาวชิรปราการ อันเป็นตำแหน่งในขณะนั้น โดยนำผู้คนออกจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าโอบล้อมไว้และสุมไฟเผาพระนคร รวบรวมไพร่พลเป็นกองทัพขนาดเล็กมุ่งสู่หัวเมืองทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เดินทัพหลบหนีและรบ กับทัพพม่าไปพร้อมทั้งรวบรวมกลุ่มชาวบ้านหัวเมืองต่างๆ ที่ยินยอมสวามิภักดิ์ในท้องถิ่นที่กองทัพพม่า ยังเข้ามาไม่ถึง รวบรวมทั้งขุนนางที่แตกกระจัดพลัดพรายออกไปรวมตัวกันใหม่ด้วยใช้บารมีของทัพ พระยาตาก ปราบชุมนุม กลุ่ม ก๊กต่างๆ ไปจนสุดหัวเมืองชายฝั่งทะเลที่เมืองตราด ก่อนจัดทัพกลับมาทาง เรื อ เลี ย บชายฝั่ง และตั ด เข้ า ปากน้ ำ เจ้ า พระยา ตี เ มื อ งธนบุ รี แ ละค่ า ยโพธิ์ส ามต้ น นอกเกาะเมื อ ง พระนครศรีอยุธยาซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น ๗ เดือน การศึกษาครั้งนี้ก็เพื่อเทิดพระเกียรติยศแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีใน การกู้ชาติให้บ้านเมืองฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็วและไม่ร้างผู้คนจนกลายเป็นดินแดนไร้รัฐอย่างยาวนาน จนส่งผลต่อการก่อบ้านสร้างเมืองในเวลาต่อมา และก็เพื่อแสดงถึงข้อมูลในเส้นทางเดินทัพของพระยาตาก เมื่อผ่านเมืองระยองในยุคสมัยที่ยากเข็ญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของหัวเมืองชายฝั่งทะเลแห่งนี้ ความยิ่ง ใหญ่ ข องวี ร กรรมและพระราชกรณี ย กิ จ ที่ส มเด็ จ พระเจ้ า ตากสิ น มหาราชทรงให้ แ ก่ ประชาชนชาวสยามทั้งประเทศ หาได้อยู่เฉพาะแต่ที่ทรงกู้บ้านกู้เมืองให้เป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า เช่นเดียวกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หากยังทรงช่วยให้บ้านเมืองที่เรียกว่าสยามประเทศไม่แตก สลาย ประชาชนสิ้นแผ่นดินอยู่อาศัย เช่นเดียวกันกับการล่มสลายของอาณาจักรใหม่ๆ ในประเทศเพื่อน บ้าน เช่น จามปาและมอญ ดังสยามก็ยังคงเป็นสยามที่กลายมาเป็นไทยในทุกวันนี้ พระคุณของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าพระองค์นี้ได้รับการถ่ายทอดและซึมซับในหมู่ ประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นล่างที่เป็นไพร่ฟ้าประชากรอย่างไม่มีวันลืม ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการสร้างศาล ตามท้องถิ่นต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เคยเสด็จและไม่เคย พร้อมทั้งสร้างตำนานเกี่ยวกับพระองค์ไว้ ให้คนได้สักการะบูชาในฐานะมเหสักข์หลักบ้านหลักเมืองของประเทศ เพราะในยามที่บา้ นเมืองเกิดความขัดแย้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็จะเสด็จกลับมาให้เป็นสัญลักษณ์ ของพลังการต่อสู้ท่ใี ห้ความเป็นธรรมร่มเย็นแก่บา้ นเมือง ศรีศักร วัลลิโภดม วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ธันวาคม ๒๕๕๘

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


สารบัญ คำนำ สารบัญ ๓

บทนำ

การสำรวจข้อมูลจากเอกสารเพื่อใช้ในการศึกษาเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การสำรวจสมมติฐานของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทย สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้าย บทที่ ๑

จากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนเมืองนครนายก จากนครนายกผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ สู้รบกลางทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดานกับทัพพม่าที่ตั้งค่าย อยู่ ณ ปากน้ำเจ้าโล้ที่บางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา แล้วเดินทางเข้าเส้นทางแม่น้ำบางปะกง ๓ จากฉะเชิงเทรามุ่งสู่พัทยา นาจอมเทียน สัตหีบ และแขวงเมื องระยอง หาพันธมิตรที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วมุ่งสู่เมืองจันทบูรและตราด

การเดินทัพเพื่อหลบหนีกองทัพพม่าจากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนเมืองนครนายก จากนครนายก เดินทางสู่ลำน้ำปราจีนบุรีผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิแล้วรบกับพม่าที่ตั้งทัพ อยู่ทีป่ ากน้ำโจ้โล้บริเวณบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา รบกันบริเวณทุ่งใกล้กับลำน้ำท่ากระดาน “ข้อเสนอเส้นทางใหม่” เมื่อรบพม่าที่แถบทุ่งลุ่มน้ำท่ากระดาน บริเวณเมืองพนมสารคามในปัจจุบัน แล้วจึงใช้เส้นทางโบราณ เดินทางสู่เมืองพนัสนิคมและอำเภอบ่อทองและตัดเข้าสู่ที่ราบลุ่มลำน้ำระยอง ที่อำเภอบ้านค่าย การสำรวจบริเวณลุ่มน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง การข้ามลำน้ำประแสที่บ้านทะเลน้อย จากสนามชัย พักทัพวัดพลับบางกะจะเพื่อเข้าตีเมืองจันทบูร ยึดเมืองตราด เจรจากับบันทายมาศหรือพุทไธมาศ และสร้างกองกำลังเรือสำเภาจีน ความสำคัญของเมืองระยองทางประวัติศาสตร์และในฐานะที่ตั้งมั่นของชุมนุมเจ้าตาก

พัฒนาการของชุมชนก่อนสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย เมืองระยองมีการตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มแม่น้ำระยองมาแต่อย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนต้น การเติบโตของบ้านเมืองในภูมิภาคตะวันออกทวีความเจริญขึ้นอย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี “เมืองระยอง” คือศูนย์กลางที่ตั้งมั่นและรวบรวมกำลังพลในหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อการกอบกู้บ้านเมืองของชุมนุมเจ้าตาก บทสรุป

๑๘ ๑๙ ๒๒ ๒๔ ๒๘

การสำรวจภาคสนามเส้นทางเดินทัพและรวบรวมไพร่พลเพื่อกู้ชาติของ

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากพระนครศรีอยุธยาจนถึงเมืองตราด

บทที่ ๓

๑๓

ข้อมูลจากเอกสาร : เส้นทางพระยาวชิรปราการหรือพระยาตากออกจากกรุงศรีอยุธยา

หลังวิกฤตการณ์เสียกรุงฯ

บทที่ ๒

สมเด็จพระวีรมหาราชเจ้าตากสิน

บรรณานุกรม

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

๓๓ ๓๓

๓๘

๔๑ ๕๑ ๖๓ ๗๒ ๗๙ ๘๔ ๘๔ ๘๖ ๘๙

๙๑ ๙๒ ๑๐๐


บทนำ ในประวัติศาสตร์สยามประเทศครั้งกรุงศรีอยุธยาที่เป็นราชอาณาจักไทยยาวนานถึง ๔๐๐ ปี นั้น มี สมเด็จพระวีรมหาราชเจ้า ๒ พระองค์ ผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นภัยพิบัติและตกเป็นข้าของ บ้านเมืองอื่นคือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระชนมายุในสมัยเวลาที่ต่างกันเกือบ ๒๐๐ ปีกล่าวคือ สมเด็จพระนเรศวร มหาราชในสมัยอยุธยาตอนกลาง และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยอยุธยาตอนปลาย การที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกถึงสองครั้งนั้นสาเหตุปัจจัยคล้ายคลึงกันคือ เกิดจากความ อ่อนแอและแตกแยกกันภายในก่อนประการหนึ่ง อี ก ประการหนึ ่ง คื อ พม่ า มี ค วามเป็ น ปึก แผ่ น และ แข็งแกร่งกว่าเพราะมีกษัตริย์เป็นนักรบที่เก่งกล้ากว่า

ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ราว ค.ศ. ๑๖๕๐

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก พม่ามี “พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง” เป็น “พระเจ้าช้างเผือก” ผู้ชนะ สิบทิศ แต่การเข้าตีกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ถ้าไม่อาศัยช่องว่างของการแตกแยกภายในที่ช่วงชิง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


อำนาจกันระหว่าง “สมเด็จพระมหินทราธิราช” ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาอยุธยากับ “สมเด็จพระมหาธรรม ราชา” ผู้ครองเมืองเหนือคือ พิษณุโลก การดำเนินกลยุทธ์ที่ทำให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองขึ้นพม่า ทำให้ สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และการเป็นเมืองขึ้นของพม่าในครั้งนี้บ้านเมืองไม่เสียหายยับเยิน ยังอยู่ ในภาวะค่อนข้างปกติ เพราะกษัตริย์พม่าในตอนนั้นเน้นความเป็นจักรพรรดิราชที่แสดงบุญบารมีมากกว่า การทำลายบ้านทำลายเมืองและทำลายวัดวาอารามและผู้คน

พระบรมราชานุนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทุ่งภูเขาทอง พระนครศรีอยุธยา

การกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้น สำเร็จได้เพราะความเป็นนักรบที่ชาญฉลาดและ กล้าหาญในส่วนพระองค์เป็นสำคัญ อันเป็นพลังที่ผลักดันมาจากการเสียศักดิ์ศรีของบ้านเมืองที่เคยเป็น ราชอาณาจักรไทยที่ยิ่งใหญ่มาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า การที่ถูกนำพระองค์ไปเป็นเชลยตัวแทนเมืองไทยที่กรุงหงสาวดีทำให้มีประสบการณ์ในเรื่องความ ขมขื่นกับการต้องเป็นข้าของชาติอื่น ทั้งที่ทรงได้รับพระเมตตาพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองให้อยู่ในฐานะของ ลูกหลวงหลานหลวงก็ตาม ซึ่งนับเป็นคุณูปการเป็นอย่างมาก ทำให้ได้รับการศึกษาอบรมเสมอด้วยเจ้านาย ในพระราชวงศ์พม่า โดยเฉพาะการเรียนรู้และฝึกฝนในเรื่องการทำศึกสงคราม ซึ่งพม่ามักใช้เจ้าเมือง ประเทศราชเป็นกองทัพมาร่วมกับพม่าในการปราบปรามบ้านเมืองที่แข็งข้อ ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ การสู้รบและการทำสงครามของพม่าก็ดี การรู้จักบ้านเมืองพม่าในทาง สังคมภูมิศาสตร์และการเมือง คือฐานทางความรู้และประสบการณ์ในการทำสงครามที่สมเด็จพระ นเรศวรฯ ทรงใช้ในการทำสงครามกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองของสยามประเทศ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


การทำสงครามกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้น ทรงทำได้ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ในเชิงรับก็ คือสามารถตั้งรับทัพพม่าให้เข้ามาถึงพระนครและล้อมกรุงฯ ได้ด้วย การส่งกองทหารออกไปรบเป็นครั้ง คราแบบกองโจรเพื่อตัดกำลังพม่า ส่วนในเชิงรุกนั้นคือยกกองทัพออกไปประจัญบานนอกกรุงบนเส้นทาง พม่า ยกกองทัพเข้ามาที่เสริมไปด้วยกำลังกองโจรปล้นสดมภ์เพิ่มเพื่อตัดกำลัง ทำให้ ขับไล่พม่าออกไปได้ อย่างเข็ดหลาบ เมื่อกอบกู้เอกราชได้ก็ทรงทำสงครามขยายราชอาณาจักรให้มั่นคงและกว้างขวางไปกว่าเดิม โดย เฉพาะกรุงหงสาวดีนั้น ทรงต้องการรุกรานเพื่อเอาเป็นเมืองขึ้นประเทศไทยเป็นการตอบแทน แม้ไม่สำเร็จ แต่ก็ได้ทำให้อาณาจักรพม่าที่ยิ่งใหญ่ของบุเรงนองแตกแยกและล่มสลาย ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาขึ้นมาเป็น มหาอำนาจแทน เพราะบ้านเล็กเมืองน้อยทั้งที่เคยเป็นเมืองขึ้นพม่าและไม่เป็นต่างยอมมาขึ้นกับกรุง ศรีอยุธยา ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาว่างศึกและมีเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและ เศรษฐกิจ กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นยุคสมัยที่เข้าสู่สมัยอยุธยาตอนปลายที่ติดต่อกับบ้านเมืองของชาวยุโรปทาง ตะวันตกทั้งทางการค้าขาย เศรษฐกิจ และการเมือง เมื่ออยุธยามั่งคั่งร่ำรวยสวยงามไปด้วยศิลปวัฒนธรรม เป็นเมืองที่มีของนานาชาติเข้ามาตั้งหลัก แหล่งและทำการค้าขาย ทำให้ความเจริญในทางวัตถุเข้ามาแทนที่ในชีวิตวัฒนธรรมแบบประเพณีที่มี ศีลธรรมแต่เดิมให้เสื่อมคลาย ชนทุกชั้นของอยุธยามีความโลภ อยากได้อำนาจจนขาดศีลธรรมจริยธรรม เป็นเหตุให้บ้านเมืองอ่อนแอ แตกแยก แย่งชิงอำนาจและความมั่งคั่งกันเอง โดยไม่มีใครคิดถึงภัยสงคราม ที่มาจากภายนอก ทั้งการศึกสงครามก็ไม่มีการฝึกฝน เป็นเหตุให้พม่าหนีสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปตั้งกรุง อังวะเป็นราชธานีขึ้นทางเหนือ เพื่อให้ห่างรัศมีการรุกรานของกองทัพไทยสามารถกลับมาเป็นใหญ่ได้อีก วาระหนึ่ง โดยราชวงศ์ใหม่ที่ผู้นำมาจาก พรานอ่องไจยะ จากหมู่บ้านมุกโชโพ ปราบปรามพวกมอญและบ้าน เมืองที่เคยมีอำนาจเข้าไว้ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โกฟ่องของพรานอ่องไจยะ ที่เสวยราชในพระนาม “พระเจ้าอลองพญา” ซึ่งเป็นราชวงที่โหดเหี้ยมและขาดศีลธรรม ใช้การรบพุ่งฆ่าฟันผู้คนในบ้านเมืองอื่นๆ ด้วยความรุนแรง พระเจ้าอลองพญายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เข้าล้อมเมืองแต่ตีเมืองไม่ได้ เพราะประสบ อุบัติเหตุ ถอยทัพกลับและสิ้นพระชนม์ กรุงศรีอยุธยาจึงรอดพ้นจากการเสียพระนคร แต่ทว่าหลังพม่าถอยทัพกลับไปแล้ว คนไทยทั้งกษัตริย์ ขุนนาง ข้าราชการ ขุนศึก แม่ทัพนายกอง ก็หาได้สำนึกถึงความอ่อนแอและความพ่ายแพ้ที่พม่าได้ทำไว้ไม่ ยังคงย่ามใจอยู่กันเป็นปกติแบบแตกแยก และลุ่มหลงในความมั่งคั่งรุ่งเรืองดังเดิม พม่าจึงกลับมาอีกครั้งในรัชกาลของ “พระเจ้ามังระ” ที่เป็นพระโอรสของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมต่างกับการเป็นราชาธิราชของ “บุเรงนอง” ในคราวการเสียกรุงฯ ครั้งแรก ความ มุ่งหมายในการทำสงครามครั้งนี้ของพม่า ไม่ต้องการให้เป็นเมืองขึ้นในทางเกียรติยศ หากมุ่งที่จะเข้า ทำลายทุกบ้านทุกเมืองในทุกภูมิภาคของประเทศ ปล้นฆ่าผู้คน กวาดทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนคนไปเป็น เชลยอย่างไร้ศีลธรรม เผาผลาญทำลายแม้แต่วัดวาอาราม ฆ่าฟันคนแก่เด็กและผู้หญิง กรุงศรีอยุธยาแตก เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


ครั้งนี้พม่าไม่ได้เอาเป็นเมืองขึ้น แต่มุ่งทำลายให้แตกราบไปทุกหนแห่ง บ้านเมืองไม่มีกษัตริย์ผู้นำ ไม่มี รัฐบาลอยู่ในสภาพที่ไร้รัฐและเป็นสูญญากาศทางการปกครอง [Anarchy] เกิดจลาจลแย่งชิงฆ่าฟันกันเอง ภายใน รวมทั้งมีการรวมกลุ่มกันเป็นก๊กเหล่ามากมาย บางก๊กก็รวมกันเพื่อป้องกันตนเอง แต่บางก๊กก็ รวมกันเป็นซ่องโจร ปล้นฆ่าเพื่อเอาทรัพย์สินเงินทอง พระยาตากหรือเจ้าตากก็รวมผู้คนเป็นก๊กๆ หนึ่งเพื่อปกป้องตัวเองจากกองทัพพม่าในชั้นแรก หา ได้คิดที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นมาแทนที่กรุงศรีอยุธยาไม่ เพราะมีบ้านเมืองใหญ่ที่มีเจ้าเมือง ขุนนาง และกำลัง ทหาร หลายเมืองที่ตั้งตัวขึ้นเพื่อขับไล่พม่า เช่น เมืองนครราชสีมา เมืองพิษณุโลก เมืองฝาง และเมือง นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพระที่นั่งของกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเพลิงไหม้ ท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ สมุทรปราการ

รวมทั้งการรวมคนเพื่อการกู้บ้านเมืองของกรมหมื่นเทพพิพิธ ผู้ทรงเป็นราชโอรสของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่พระยาตากมีความแตกต่างจากบรรดาผู้นำก๊กใหญ่ๆ เหล่านั้นอย่างสำคัญในเรื่องภูมิหลังที่เป็น ขุนทหารกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนที่เชื้อสายคนจีนที่มีฐานะ แม้มารดาจะเป็นคนไทยแต่บิดาเป็นนาย เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


อากรบ่อนเบี้ยที่มีแวดวงเป็นเครือข่ายของคนจีนหลายกลุ่มและหลายอาชีพ ทำให้ได้รับรู้ถึงบ้านเมืองตาม ท้องถิ่นต่างๆ ที่คนจีนไปมาค้าขายและตั้งหลักแหล่ง การเข้ามารับราชการเป็นนายทหารนั้นสะท้อนให้เห็น ถึงความมีจิตใจกล้าหาญเด็ดขาดเป็นทุนเดิม เมื่อได้มีประสบการณ์ในการสู้รบก็ทำให้เกิดบารมีเป็นที่ ยอมรับของทหารทั่วไป สิ่งนี้นับเป็นอำนาจบารมีในตัวเอง พระยาตากคือขุนทหารคนหนึ่งที่ผ่านการสู้รบกับพม่าครั้งสงครามอลองพญา ได้เรียนรู้หลาย อย่างในการสู้รบกับพม่าในครั้งนั้น หลังสงครามแล้วจึงได้ถูกแต่งตั้งให้ไปรับราชการ ณ เมืองตากและ เมืองกำแพงเพชร อันเป็นเมืองด่านสำคัญที่กองทัพพม่าที่มาจากด่านแม่ละเมาะผ่านลงไปที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งตำแหน่งครั้งหลังคือเจ้าเมืองกำแพงเพชรในนาม “พระยาวชิรปราการ” เมื่อศึกเข้าล้อมกรุงใกล้จะแตก จึงถูกสั่งให้เข้ามาช่วยป้องกันพระนคร กองทัพพม่าที่เข้ามาล้อมกรุงครั้งนั้นมีไพร่พลและแสนยานุภาพมากเกินกำลังที่จะต้านได้ เพราะ เข้ามาแทบทุกทิศและทำลายล้างบ้านเมืองและที่มั่นจนพินาศเป็นการตัดกำลัง แล้วจึงล้อมพระนครเพื่อหวัง ให้คนอดตาย กรุงศรีอยุธยาใช้แผนการรบแบบล้าหลังด้วยหวังว่าเมื่อฤดูน้ำมาถึงน้ำคงท่วมทำให้พม่าอยู่ไม่ ได้แล้วเลิกทัพกลับไป แต่พม่ามาครั้งนี้ตั้งค่ายรายล้อมกรุงศรีอยุธยาและปรับตัวให้อยู่กับน้ำได้ตลอดปี แล้วระดมกำลังข้ามคลองเมืองด้านตะวันออกเข้ายึดชานกำแพงเมือง ทำลายป้อมปืนเล็ดลอดผ่านประตู เมืองและประตูช่องกุดเข้าเมืองได้ในที่สุด พระยาตากเห็นเช่นนั้นจึงหนีออกจากกรุงฯ พร้อมด้วยกำลังพลร่วมตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกไป ทางตะวันออก ผ่านทุ่งนาป่าเขาไปนครนายก เพราะเป็นทิศทางและพื้นที่ปลอดพม่ามากกว่าด้านอื่นๆ เส้นทางออกจากกรุงศรีอยุธยาไปยังภาคตะวันออกดังกล่าวนี้ กลายเป็น “เส้นทางกู้ชาติของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ที่คนไทยทั่วไปและคนท้องถิ่นรับทราบกันเป็นอย่างดี และมีการสร้าง อนุสรณ์สถานเพื่อการระลึกถึงพระองค์ทั้งที่เป็นศาลท้องถิ่น อนุสาวรีย์ของชาวบ้าน พระบรมราชานุสาวรีย์ ของรัฐ อยู่ทั่วทั้งภาคตะวันออกในทุกจังหวัดตามเส้นทางที่เชื่อว่าพระองค์นำพลพรรคเดินทางผ่านไปเพื่อ ไปรวบรวมกำลังไพร่พลกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาจากอำนาจพม่าอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเส้นทางเดินทางสู่ภูมิภาคตะวันออกหลากหลาย ทั้งที่เป็นนัก วิชาการในสถาบันการศึกษา จากหน่วยงานด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงการ ศึกษาของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและผู้ศรัทธาในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในฐานะวีรบุรุษของชาติ โดย เฉพาะในกลุ่มผู้มีเชื้อจีน เป็นต้น การสำรวจสมมติฐานของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทย สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้าย การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๙-๒๓๑๐ มีผู้ศึกษาทางประวัติศาสตร์ไทย สันนิษฐานสาเหตุของความเสื่อมและนำไปสู่การเสียแผ่นดินในครั้งนั้นออกเป็น ๒ ลักษณะคือ ๑. ความอ่อนแอภายในรัฐกรุงศรีอยุธยา

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


สันนิษฐานกันมานานแล้วภาพประวัติศาสตร์สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ที่ได้จาก หลักฐานประเภทพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่ชำระขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ และจาก งานวิชาการของนักประวัติศาสตร์ไทยโดยเฉพาะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำให้ความเข้าใจไป ว่า เป็นเฉพาะแต่เพียงความเสื่อมทั้งในทางการเมืองและการทหารของอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย คือ สาเหตุสำคัญของการเสียกรุงในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และสืบทอดความคิดดังกล่าวโดยเฉพาะในแบบเรียน ประวัติศาสตร์ไทยว่า เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดความแตกสามัคคีในหมู่ข้าราชการ ซึ่งแยกเป็นสองฝ่ายตามเจ้านายของตน โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัตและสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง แม้จะมีทัพศึกฝ่ายพม่าครั้งพระเจ้าอลองพญาแห่งราชวงศ์อลองพญาเข้ามาประชิด เมือง ซึ่งถือว่าเป็นการตั้งรับที่อันตรายมากเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๐๒-๒๓๐๓ เมื่อสมเด็จพระเจ้าเอกทัตหรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ไม่สามารถต้านทานได้ และกล่าวว่าชาวบ้านเรียกร้องสมเด็จพระเจ้า อุทุมพร ซึ่งเป็นพระอนุชาสึกเพื่อออกมารับศึกพม่าและได้รับชัยชนะในภายหลัง ตามมาด้วยสงครามในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๐๙-๒๓๑๐ ฝ่ายพม่าที่มีพระเจ้ามังระเป็นผู ้นำ ซึ่งทำให้ กรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจนถึงกาลสูญสิ้น สมมติฐานนี้เข้าใจกันมาโดยตลอดว่าเป็นผลสืบ เนื่องจากความอ่อนแอเหลวไหลของผู้ปกครองที่มุ่งแต่จะต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเอง พร้อมกับการแสวงหา ความฟุ้งเฟ้อสนุกสนานส่วนตัวแม้ในยามหน้าศึกคับขัน และถูกวิเคราะห์ว่าเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหา การจัดระเบียบทางสังคมอยู่ในภาวะปั่นป่วน ซึ่งอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ เสนอว่า แนวคิดดังกล่าวมา จากพระราชพงศาวดารบางฉบับเท่านั้น (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา) ใน ขณะที่เอกสารจาก “คำให้การชาวกรุงเก่า” และ “คำให้การขุนหลวงวั ดประดูทรงธรรม” กลับกล่าวโดยสรุป ว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัตทรงให้ความกรุณาแก่ประชาชนและอยู่ในทศพิธราชธรรม ในกรุงมักมีการทำบุญ สุนทานและการมหรสพบ่อยๆ ประชาชนนั้นมีความสุข บ้านเมืองสงบ การค้าขายรุ่งเรือง และทรงบริจาค ทรัพย์แก่คนยากจนจำนวนมาก ซึ่งขัดแย้งต่อความเข้าใจแต่เดิม จนทำให้ยังไม่สามารถยืนยันว่า การงาน ราชการและความอ่อนด้อยความสามารถในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัตเป็นสาเหตุหลักหรือสาเหตุสำคัญ ของการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา ที่ผ่านมาความรู้ความเข้าใจเรื่องสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แวดวง การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจำกัดอยู่กรอบความคิดที่ว่า กองทัพพม่าที่ยกมานั้น “มาอย่างกองโจร” คือ ทัพที่ยกมาไม่ได้มาเช่นกองทัพกษัตริย์ กำลังพลที่รวบรวมมาก็มีจำนวนน้อยและขาดการวางแผนล่วงหน้า เมื่อเห็นฝ่ายกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอก็ยกล่วงเลยกันเข้ามา ซึ่งในหลักฐานทางพงศาวดารฝ่ายพม่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะได้แสดงถึงความต้องการอย่าง แรงกล้าของกองทัพพม่าที่เตรียมการเข้ามาทั้งทางเหนือและทางตะวันตกหรือทางใต้ของพม่าเพื่อประชิด กรุงฯ ให้มากที่สุดและเตรียมการอย่างพร้อมเต็มที่ในการสงครามครั้งนี้เพื่อจะจัดการต่อสู้ชิงกรุงศรีอยุธยา ให้ได้ในคราวนั้น ๒. การพ่ายแพ้เพราะยุทธศาสตร์ทางทหารที่เข้มแข็งของฝ่ายพม่า มีนักวิชาการในรุ่นต่อมา คือ สุเนตร ชุตินทรานนท์ (พม่ารบไทย, ๒๕๓๗) พบว่าหลักฐานทาง ฝ่ายพม่า เช่น พงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง (สุเนตร ชุ ตินธรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง, ๒๕๓๔) มีข้อมูลสำคัญที่รวบรวม เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


ภาพซ้ายบน

ภาพจิตรกรรมเล่า

เรื่องเจ้าตากเข้าโจมตีเมืองจันทบูร ท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ สมุทรปราการ ภาพล่าง

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่อง

ที่กองพิพิธภัณฑ์ทหารและอนุสรณ์ สถานแห่งชาติ

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๐

เหตุการณ์สงครามคราวเสียกรุงไว้อย่างละเอียดซึ่งภาพสะท้อนที่ได้ จากหลักฐานฝ่ายพม่าก็คือ ผู้ปกครอง อยุธยาเองได้เตรียมการวางแผนป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็งรัดกุม ขณะที่การพ่ายแพ้ครั้งนั้นกล่าวได้ว่า เป็นการพ่ายแพ้ในด้านยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากความด้อยคุณภาพทางยุทธศาสตร์ ของทหารกรุงศรีอยุธยา เพราะมีหลักฐานการป้องกันกรุงฯ ด้วยป้อม ค่ายคูประตูหอรบ สร้างเชิงเทินและมี ทหารรักษาเฝ้าเวรยามตลอดทั้งวันและคืนอย่างแข็งขัน แต่กองทัพของมหานรธาเกณฑ์ไพร่พลเข้ามาทาง ทวายและมะริดกว่า ๔๐,๐๐๐ คน ทัพทางเหนืออีกเกือบเท่าตัวรวมแล้วกว่า ๗๐,๐๐๐ คน มุ่งเข้าล้อม กรุงฯ พร้อมทั้งตั้งทัพตีหัวเมืองสำคัญรายทางไม่ให้เข้ามาช่วยได้ นอกจากนี้ผู้ศึ ก ษาในแนวทางนี้ ก่ อ นหน้ า นั้น นั ก ประวั ติ ศ าตร์ ท่ า นหนึ่ง ที่ใ ห้ ค วามสำคั ญ แก่ ยุทธศาสตร์การรบของพม่าคือ “ขจร สุขพานิช” ในบทความเรื่อง กรุงศรีอยุธยาแตกเพราะอะไร (ขจร สุขพานิช. ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยบางกอก, ๒๕๓๑) รวมทั้ง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ที่ศึกษาตีความ สงครามคราวเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ (การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุร,ี ๒๕๒๙) วิเคราะห์จากหลักฐาน ข้อมูลจากพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วและพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบองระบุตรงกันว่า “พระเจ้ามังระ” โอรสของพระเจ้าอลองพญาโปรดเกล้าฯ ให้เตรียมการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ และมีระเบียบแบบแผน พระเจ้ามังระถึงกับทรงมีดำริว่า อาณาจักรอยุธยานั้นยังไม่เต้องถูกทำลายลงอย่าง ย่อยยับเด็ดขาดมาก่อน ฉะนั้นจะอาศัยแต่เพียงทัพของ “เนเมียวสีหบดี” ที่ยกไปทางเส้นเชียงใหม่แต่เพียง ทัพเดียวย่อมยากต่อการกระทำการให้สำเร็จลงโดยง่าย ต้องจัดทัพให้ “มหานรธา” ยกไปช่วยทางทวาย ตรงเข้าทางเมืองกาญจนบุรีอีกทางหนึ่งอีกทางหนึ่ง และกองทัพพม่าที่ยกมาทั้งทางเชียงใหม่และทวาย เป็นทัพใหญ่ที่แม่ทัพคุมมาเองไม่ได้มีการแบ่ง กำลังเป็นกองโจรย่อยๆ เข้ามากระทำการก่อนล่วงหน้าแต่อย่างใด ทัพพม่าทั้งสองทางใช้กำลังที่ได้เปรียบ กว่าตีกวาดหัวเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพทั้งตอนเหนือและตอนใต้ทุกหัวเมืองไม่ละเว้นแม้ กระทั่งเมืองพิษณุโลก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไทยในระยะแรกเชื่อว่าไม่ได้เสียแก่พม่า แต่พงศาวดารพม่ากลับ ระบุว่าทัพของเนเมียวที่ยกเข้ามาทางเส้นทางเชียงใหม่ ไม่เพียงเข้าตีเมืองพิษณุโลกแต่ยังตั้งกองบัญชาการ ทัพใหญ่เพื่อกำหนดแผนการเข้าตีหัวเมืองตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลักฐานฝ่ายพม่าชี้ให้เห็นว่าทัพของเนเมียวและมังมหานรธานั้น ถึงแม้ว่าจะยกมากระทำการกัน คนละทางแต่ก็มีปฏิบัติการที่ประสานและเกื้อหนุนแก่กัน ต่างร่วมดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อปิดกั้นให้ อยุธยาตกอยู่ในสภาพที่จนตรอก ช่วยกันทำลายการป้องกันเมืองพระนครชั้นในโดยตีทัพต่างๆ และยึด ครองหัวเมืองรอบนอกไม่ให้มีโอกาสเข้ามาช่วยกองกำลังที่กรุงศรีอยุธยาได้ เอกสารทางฝ่ า ยพม่ า คื อ พงศาวดารฉบั บ หอแก้ ว และคองบองต่ า งบรรยายภาพให้ เ ห็ น ว่ า ในสงครามคราวเสียกรุงครั้งหลังนั้น ผู้ปกครองอยุธยาได้เตรียมการและกระทำการรบอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้ทำการเหลวไหลอ่อนแอดังที่เคยเข้าใจกัน เพราะหลักฐานประเภทคำให้การและพงศาวดารพม่า สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของผู้ปกครองอยุธยาในขณะนั้นไม่ใช่ทั้งปัญหาเรื่องการขาดแคลนกำลังคนและการ ควบคุมไพร่พล “แต่เป็นการแพ้ทางยุทธศาสตร์” (สุเนตร ชุตินธรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง, ๒๕๓๔)

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๑

ปัญหาของกรุงศรีอยุธยาคือ แม่ทัพและผู้นำขาดความชำนาญในการทำสงครามขนาดใหญ่ที่ใช้ กำลังคนและอาวุธจำนวนมาก อีกทั้งคู่สงครามที่มีความมุ่งมั่น กำลังเข้มแข็งและก้ำกึ่งกัน แม้ทาง ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาจะสามารถรับศึกพม่ารักษาเมืองรักษากรุงฯ ได้จนถึงเลยหน้าฝนและเข้าฤดูน้ำหลาก ในปลายปี และราษฎรซึ่งหลบภัยสงครามในเมืองไม่ต้องพบกับความอดหยากหิวโหย แต่สิ่งที่ทัพไทยคาด ไม่ถึงคือพม่าปรับยุทธศาสตร์การทัพเพื่อพระนครโดยมีบทเรียนจากครั้งก่อนๆ สามารถอยู่รอดจากน้ำ ท่วมน้ำหลากได้ สงครามเสียกรุงซึ่งกินระยะเวลากรุงศรีอยุธยาก็เสียเมืองแก่พม่าที่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ และใช้เวลายาวนานในการล้อมกรุงเพื่อชิงเอาให้ได้รวมแล้วกว่า ๑ ปี ๒ เดือน โดยระบุว่าเป็นวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อเข้าตีเมืองจันทบูรที่ทุ่งนาเชย หน้าเมืองจันทบูรเก่า

สมเด็จพระเจ้าเอกทัตเสด็จสวรรคตในคราวนั้นมีการสันนิษฐานไว้หลายประการ หลักฐานฝ่าย ไทยว่าพระองค์เสด็จสวรรคตจากการอดพระกระยาหารเป็นเวลานานกว่า ๑๐ วัน หลังจากที่เสด็จหนีไป ซ่อนตัวที่ป่าบ้านจิกใกล้กับวัดสังฆาวาส ทหารพม่าเชิญเสด็จไปที่ค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อเสด็จสวรรคตนาย ทองสุกนำพระบรมศพไปฝังไว้ที่โคกพระเมรุ ตรงหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร แต่พงศาวดารพม่าระบุว่า เกิดความสับสนระหว่างการหลบหนีในเหตุการณ์กรุงแตก จึงถูกปืนยิงสวรรคตที่ประตูท้ายวัง ต่อมาเมื่อ เจ้าตากกลับมากู้กรุงฯ ได้จึงอัญเชิญพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี ก่อนที่จะมีการสงครามเพื่อกอบกู้บ้านเมือง หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าและถูกเผาทำลาย จนเสียหายย่อยยับ ผู้คนถูกกวาดต้อนออกไปแล้ว พระยาตากในขณะดำรงตำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๒

ผู้กำกับเมืองกำแพงเพชรที่ยังไม่ได้ขึ้นไปรับตำแหน่งเพราะติดศึกที่พระนคร ก็แอบหลบหนีก่อนกรุง ศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าราว ๓ เดือน โดยร่วมกับนายทหารจำนวนหนึ่งฝ่าด่านและทัพพม่ามุ่งไปทางตะวัน ออกจนถึงหัวเมืองชายฝั่งทะเล แล้วใช้เวลาสะสมกำลังพลและรวบรวมพาหนะกลับมากู้กรุงทางเรือในช่วง ระยะเวลาราว ๙ เดือนหลังจากเสียกรุงฯ โดยคาดว่า พระยาตากไม่ใช่นายทหารหรือผู้นำเพียงกลุ่มเดียวที่ กระทำเช่นนี้ เพราะภายหลังจากนั้นก็พบว่ามีการกลับมาร่วมเป็นทัพใหญ่กลับมาร่วมสู้รบกู้บ้านเมืองกับ ทัพพระยาตากจำนวนไม่น้อย และบางกลุ่มที่แตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่ากระจายออก ไปยังบ้านเมืองต่างๆ และเกิดการสู้รบอย่างต่อเนื่องตามมาในภายหลัง ชาติกำเนิดของพระยาตากนั้น เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ในภายหลังและมีหลายกระแส แต่ที่น่า จะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ท่านเป็นลูกจีนที่เกิดในเมืองไทย พ่อเป็นชาวแต้จิ๋วอพยพมาจากเมืองจีน ส่วนแม่ น่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาจากตระกูลไม่ใหญ่โตแต่อย่างใด ญาติพี่น้องอยู่ที่เมืองลพบุรีและกรุงศรีอยุธยา ส่วนตัวท่านมีข้อมูลจากชาวตะวันตกที่เคยเห็นพระองค์ในช่วงที่ขึ้นครองราชย์แล้วกล่าวว่า “ลักษณะเป็น ชายร่างเล็ก” เป็นชายชาวบ้านที่ได้รับโอกาสจากอาชีพพ่อค้า ค้าขายทางเกวียน สมรสกับบุตรสาวชาวบ้าน จนกลายเป็นเจ้าเมืองตากหรือเมืองระแหงในเวลาต่อมา มีการศึกษาและวิเคราะห์ต่อมาว่า พระยาตากหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชน่าจะมาจาก ตระกูลแซ่แต้ อพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่ จังหวัดแต้จิ๋วในประเทศจีน ซึ่งในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า พระเจ้าตากเดิมชื่อจีนเจ้ง ซึ่งเป็นพ่อค้าเกวียน มีความชอบในแผ่นดิน ได้ไปเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ ณ เมืองตาก ส่วนที่มาแต่งเติมจนคล้ายเป็นนิยายนั้นมาจากหนังสือ “อภินิหารบรรพบุรุษ” ที่เขียนเรียบเรียง ใหม่โดย กศร. กุหลาบ กล่าวถึงประวัติที่เต็มไปด้วยเรื่องเหนือจริงหลายประการและถูกนำไปใส่ไว้ในตำรา เรียนของนักเรียนทั่วไปจนเป็นที่จดจำว่า พระเจ้าตากมีพ่อพ่อเป็นจีนชื่อ “ไหฮอง” เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย แล้วพระยาจักรีบ้านโรงฆ้อง นำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมโดยมีเรื่องราวแต่งเติมขึ้นอย่างพิศดาร เอกสารนี้ เริ่มแต่งครั้งแรกเป็นตอนๆ ลงในหนังสือสยามประเภทเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๒ ในชื่อเรื่อง “อภินิหารประจักษ์ แห่งพระเจ้ากรุงธนบุรีศรีอยุธยา” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงพิมพ์เป็นเล่มในชื่อเรื่องว่า “หนังสือพระราช ประวัติของสมเด็จพระเจ้าตาก (สิน)” ประวัติศาสตร์ของสยามประเทศจึงต้องบันทึกไว้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งนั้น มีความ สัมพันธ์กับชาวจีนในตระกูลแซ่แต้และเป็นลูกจีนโพ้นทะเลจากแต้จิ๋วที่มาพำนักยังเมืองสยาม ไต่เต้าจาก ข้าราชการขุนนางหัวเมืองห่างไกลจนกลายเป็นขุนศึกผู้นำทัพ รวบรวมผู้คนที่เหลืออยู่เพื่อสู้รบกับพม่า และ ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ณ กรุงธนบุรี ในยุคเปลี่ยนผ่านก่อนกลับมาสู่ ราชวงศ์ในเชื้อสายขุนนางเดิมจากกรุงศรีอยุธยาในสมัยราชวงศ์จักรี ณ กรุงรัตนโกสินทร์ จะไม่ว่าสาเหตุของการเสียกรุงศรีอยุธยาจะเกิดจากเหตุปัจจัยความไม่พร้อมของข้าราชการขุนนาง ภายในกรุงศรีอยุธยาเองหรือปัจจัยจากความเข้มแข็งของกษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญาที่ใช้วิธีการโหดเหี้ยม เด็ดขาดกว่าที่กัตริย์พม่ายุคก่อนๆ เช่น บุเรงนองเคยใช้มาก็ตาม แต่กรุงพระนครศรีอยุธยาก็ล่มสลายไป แล้วอย่างสูญสิ้นจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยของบ้านที่เจริญสูงสุดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่เลย และมีขุนนางที่ร่วมกอบกู้บ้านเมือง ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สยามที่ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกจีน” ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันอาจจะพิศดาร ผ่านความยากลำบากในยุคบ้านเมืองไร้ขื่อแปและไร้รัฐ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๓

[Stateless] กลายเป็นก๊กเป็นเหล่าไม่สามารถรวมตัวกันติดเพราะศูนย์กลางอำนาจที่พระนครถูกทำลายลง ไปแล้ว ความเสียสละผ่านความยากลำบากนานาประการตั้งแต่ครั้งกู้กรุงฯ ตลอดในรัชกาลของพระองค์ กว่า ๑๕ ปี ปรากฏอยู่ในใจผู้คนและแสดงหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ การสำรวจข้อมูลจากเอกสารเพื่อใช้ในการศึกษาเส้นทางกู้ชาติของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เฉพาะเหตุ ก ารณ์ช่ ว งสงครามเสี ย กรุ ง ศรี อยุ ธ ยาครั้งสุ ดท้ า ยที่พ ระยาตากนำกองกำลั งมุ่ง ฝ่าวงล้อมทัพพม่า หนีออกมาทางตะวันออกมีงานศึกษาทั้งที่เป็นงานวิจัยและบทความเฉพาะจำนวนหนึ่ง ซึ่ง ในกรณี นี้จ ะไม่ ส ำรวจเอกสารประกอบการศึ ก ษาเรื่อ งราวในสมั ย รั ช กาลสมเด็ จ พระเจ้ า ตากสิ น มหาราชทั้งหมดมากล่าวในที่นี้ กล่าวได้ว่าแม้จะมีการศึกษาสำรวจเส้นทางเดินทัพ มุ่งสู่หัวเมืองภาคตะวันออกเพื่อรวบรวมกอง กำลังไพร่พลกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาไว้แล้วจำนวนหนึ่ง แต่ในจำนวนเหล่านั้นกลับมีการศึกษาเฉพาะเส้น ทางเดินทัพจากหลักฐานเอกสารอ้างอิง เช่น จาก พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งชำระในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๓๘ ที่บรรยายเนื้อความ อย่างละเอียดในเส้นทางเดินทัพ การสู้รบกับกองกำลังฝ่ายพม่าและเส้นทางการกู้กรุงฯ ของ “พระยาตาก” จนมาสถาปนาตนเป็น “เจ้าตาก” รวมทั้งการรบเพื่อรวบรวมกำลังพลและปราบปรามเจ้าเมืองหรือก๊กกอง กำลังต่างๆ ตามรายทาง กลายเป็นแม่แบบให้เกิดการศึกษารายละเอียดในเส้นทางเดินทัพต่างๆ อย่างไรก็ตาม การบันทึกในพระราชพงศาวดารนั้นคู่ขนานไปกับความเชื่อในท้องถิ่นที่พ้องกันใน ทางสถานที่ต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสด็จนำกองกำลังผ่านไป แต่ในท้องถิ่นจะมีรายละเอียดเพิ่ม เติมในเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมความเชื่อ [Ritual] ซึ่งเป็นพัฒนาการทาง ความเชื่อที่มีบริบทของสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยปรากฏอยู่ด้วย นอกจากเอกสารหลักใน “พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)” แล้ว ยังมี งานวิจัยในเชิงวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่ชิ้นแรก ที่เป็นการเขียนวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โดย วิเคราะห์ประเมินหลักฐานเช่นพระราชพงศาวดารอย่างรอบด้านโดย ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในเรื่อง “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” (๒๕๒๙) โดยวิเคราะห์ถึงสาเหตุความเป็นมาของการล่มสลายของ กรุงศรีอยุธยาในสมมติฐานที่แตกต่างไปจากสมมติฐานเดิมๆ เช่นความอ่อนแอภายในแต่เห็นว่ามีการเตรี ยมกองทัพเพื่อมาตีเมืองขึ้นอย่างชัดเจนกว่าการเป็นสงครามกองโจร นอกจากนั้นยังชี้ให้เห็นถึงความเป็น มาของพระยาตาก ข้าหลวงจากหัวเมืองชั้นนอกห่างไกล ความเป็นลูกจีนที่ก้าวเข้าสู่ระบบราชการและ สถานการณ์ในช่วงกรุงฯ แตก นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ถึงกลุ่มก๊กในหัวเมืองภาคตะวันออก และทำไมพระยาตากจึงมุ่งสู่หัวเมือง ทางฝั่งนี้ นอกเหนือไปจากการที่ไม่ได้ถูกพม่าเข้าตีหรือยึดครองแล้ว ฐานของความเป็นจีนแต้จิ๋วที่มีผู้คน จำนวนมากที่มีเชื้อสายนี้อยู่ตามหัวเมืองชายฝั่งทะเลก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยที่เป็นเหตุผลในการรวบรวม กองกำลังไพร่พลกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาได้กว่า ๔,๐๐๐ คน ซึ่งความตั้งใจจริงของพระยาตากที่ภายหลัง สถาปนาตนเองเป็น “เจ้าตาก” แสดงถึงความพร้อมและเป็นปึกแผ่นกว่ากลุ่มก๊กที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัว เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๔

เมืองต่างๆในเวลาเดียวกัน จึงมีข้าหลวงเก่าเดินทางมาเข้าเป็นพรรคพวกด้วยหลายท่าน ท่านที่สำคัญคือ นายบุญมาที่เคยเป็นนายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร ภายหลังจึงชักชวนพี่ชายที่ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ มาร่วมรับราชการที่กรุงธนบุรี และทั้งสองท่านกลายเป็นขุนนางนายทหารคน สำคัญในเวลาต่อมา หนังสือเรื่องการเมืองไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ชี้ให้เห็นสภาพสังคมและการเมืองของสยาม ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อและการสร้างพระนครขึ้นแบบชั่วคราวที่กรุงธนบุรี รวมถึงความแตกต่างของกลุ่ม การเมืองที่กุมอำนาจ และการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จคุมทั้งการรบและการสร้างการบอมรับให้กับบ้านเมืองที่ เกิดขึ้นใหม่ที่เป็นไปอย่างยากลำบากในสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ รวมทั้งการเมืองในช่วงปลาย รัชกาลที่พระองค์ทรงวิปลาศไป งานวิจัยเล่มนี้ถือเป็นงานศึกษาชิ้นเยี่ยมและเป็นแม่แบบตลอดจนการวิเคราะห์ถึงสภาพการณ์ต่อ มาของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ และวิเคราะห์การศึกสงครามกับพม่าที่มีต่อเนื่องในช่วงต้นกรุงฯ ด้วยว่า เป็นผลต่อเนื่องตั้งแต่สงครามครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาที่ทำให้กองทัพตั้งแต่ครั้งกรุงธนธุรีต่อเนื่องมาจนถึงต้น กรุงรัตนโกสินทร์ที่เต็มไปด้วยศึกสงครามมากมายและสร้างความเข้มแข็งต่อมาให้กับกองทัพในช่วงเวลา นั้น ต่อจากนั้นมีการประชาสัมพันธ์เรื่องการพบซากเรือไม้จำนวนมากที่บริเวณบ้านเสม็ดงาม ซึ่งพบ มาก่อนแล้วในราว พ.ศ. ๒๕๒๔ และสำรวจพบอีกครั้งในราว พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี ราว ๑๑ กิโลเมตร ต่อมามีการสร้างพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับพระราช ประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการทางด้านโบราณคดี ของจันทบุรี เทคโนโลยีการต่อเรือสำเภา เครื่องดินเผา เครื่องสังคโลก เรือจำลอง เครื่องใช้สมัยโบราณ ฯลฯ และรูปพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินไว้ให้ผู้เยี่ยมชมสักการะบูชา ในช่วงเวลานั้นจึงมีบทความเกี่ยวกับกองทัพเรือที่เจ้าตากสั่งให้สร้างและซ่อมในช่วงหน้าฝนที่เมือง จันทบูร และการเดินทัพเรือกลับสู่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อกู้กรุงศรีอยุธยา เช่น บทความเรื่อง “ปฏิบัติการ ตามแนวลำน้ำของพระเจ้าตากสิน” บทความจากการพูดคุยเนื่องในวันตากสินมหาราช พ.ศ. ๒๕๒๘ โดย พลเรือโทศิริ ศิริรังษี รองเสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึงความจัดเจนและใช้ข้อมูลแบบชาวเรือวิเคราะห์เรื่อง ลมฟ้าอากาศ ลักษณะคลื่นลมทะเลและยุทธวิธีการสู้รบตามแนวลำน้ำ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยอดนาวิกโยธินไทย” ของ พลโท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ซึ่งเป็นการนำเอาเนื้อหาในพระราชพงศาวดารมา สรุปเส้นทางเดินทัพตั้งแต่เริ่มออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งสู่หัวเมืองตะวันออก แล้วกลับมาโดยทัพเรือเพื่อ กอบกู้บ้านเมืองอีกครั้ง จากงานวิจัยจากนิธิ เอียวศรีวงศ์ครั้งนั้น ทำให้มีการสร้างสารคดีถ่ายทำเรื่องเส้นทางหนีฝ่าวงล้อม ทัพพม่าออกจากกรุงมุ่งหน้าสู่หัวเมืองภาคตะวันออกและตามรอยเส้นทางกู้อิสรภาพในสารคดีวิดิโอเรื่อง “สามกรุงศรี” (๒๕๔๐) บทสารคดีโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเป็นสารคดีเชิงบอกเล่าประวัติ ศาสตร์ของ ศูนย์กลางอำนาจของบ้านเมืองในสยามประเทศ ๓ แห่ง คือ กรุงศรีอยุธยา, กรุงธนบุรี และกรุง รัตนโกสินทร์ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ คือตอน “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ซึ่งใช้ข้อมูล จากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีที่พรรณาโดยละเอียดและข้อมูลจากงานวิจัยของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นหลักในการเขียนบท โดยใช้การสำรวจและถ่ายทำสารคดีในสถานที่จริงหลายแห่ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๕

หลังจากนั้นแล้วจึงมีบทความ “จากอยุธยาสู่เมืองจันทน์ ตามรอยทัพชาติพระเจ้าตากสินมหาราช” ของ วันชัย ตันติวทิ ยาพิทกั ษ์ (๒๕๔๑) เป็นงานเรี ยบเรียงเชิงสารคดีที่ทำให้เกิดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ การเดินทัพเพื่อรวบรวมกำลังพลสู่ภาคตะวันออกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นที่รับรู้ในราย ละเอียดของสถานที่ต่างๆ พร้อมกับเกร็ดประวัติสถานที่ ความเชื่อของคนในท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้น

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชกู้กรุงศรีอยุธยา เมื่อยกทัพกลับมาที่ค่ายโพธิ์สามต้น ท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ สมุทรปราการ

ซึ่งบทความนี้ค่อนข้างเน้นไปประเด็นเรื่องความเป็นคนเชื้อสายจีน “แซ่แต้” ของสมเด็จพระเจ้า ตากสินฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความนิยมบูชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินในสถานที่ต่างๆ เช่น วงเวียน ใหญ่หรือที่พระราชวังเดิม และท่านเป็นที่เชื่อถือศรัทธามากสำหรับคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งมีศาลสมเด็จ พระเจ้าตากสินอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทางที่ท่านเดินทัพผ่านจากพระนครศรีอยุธยาจนถึงจังหวัด หัวเมืองภาคตะวันออก โดยเพิ่มบทสัมภาษณ์นานาทัศนะของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนในปัจจุบันที่โหยหา วีรบุรุษทางวัฒนธรรม [Culture hero] ในท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงในเรื่องการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ผู้คนเมื่อรับรู้ทาง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๖

ประวัติศาสตร์แล้วก็จะเห็นใจท่าน โดยมองว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ สร้างคุณความดีแก่แผ่นดินไว้มาก เสียสละตนเองไว้มาก แต่ก็ต้องมาพบกับจุดจบที่ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นในปลายรัชกาลของพระองค์ บทความในวารสารวิชาการอยุธยาศึกษา ของสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ พระนครศรีอยุธยา ของ กิติพงษ์ ศรีนันทลักษณ์ เรื่อง “ตามรอยกู้ชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช” (๒๕๕๓) ก็เป็นการเขียนจากเอกสารชั้นรองลงมาประกอบกันขึ้นเป็นการเล่าเรื่องการยกทัพ ออกจากกรุงศรีอยุธยาของพระยาตาก เดินทางผ่านที่ใดและมีเหตุการณ์ใดบ้าง โดยกล่าวถึงพระประวัติ จากการใช้ เ อกสารในหนัง สือ “อภิ นิ ห ารบรรพบุ รุ ษ ” ซึ่ง ถู ก บอกเล่ า ผ่า นหนั ง สื อ แบบเรี ย นทาง ประวัติศาสตร์บ้าง ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงชาติกำเนิดและการศึกษาต่างๆ จนรับราชการ โดยไม่น่าจะเป็น ข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์พระองค์หนึ่งที่มีเรื่องเล่า หรือ “ตำนาน” (Myth) ประวัติความเป็นมาจนกระทั่งเหตุการณ์ สวรรคตและความต่อเนื่องหลังจากนั้นที่ กล่าวถึงมากมาย ส่วนเอกสารอีกประเภทหนึ่งนั้นคือ การออกสำรวจในเส้นทางเดินทัพ เส้นทางกู้บ้านเมืองของ พระยาตากโดยใช้แนวทางข้อมูลจากพระราชพงศาวดารเป็นเกณฑ์ เช่นงานศึกษาของ จารึก วิไลแก้ว เรื่อง “เส้นทางกู้บ้านกู้เมืองของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” (๒๕๕๓) ในเอกสารประกอบการสัมมนา วิชาการจดหมายเหตุสยาม : จากกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร-จันทบูร ซึ่งน่าจะปรับมาจากงานศึกษาเรื่อง “แหล่ ง โบราณคดีที่เกี่ย วกั บ เส้ น ทางเดิ นทั พ และเส้ น ทางติ ดต่ อค้ า ขายแลกเปลี่ย นในเขตจั ง หวั ด พระนครศรีอยุธยา สระบุรี” (๒๕๓๘) ในสังกัดของกองโบราณคดี กรมศิลปากร

กิจกรรมขี่ม้าจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สู่จังหวัดจันทบุรีตามรอยพระเจ้าตาก เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘   ไปสิ้นสุดในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ (ภาพจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์)

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๗

ซึ่งการนำข้อมูลมาทำเป็นเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการครั้งนั้น อาจจะนำมาจากการ สำรวจทางโบราณคดีเป็นหลัก ดังนั้นในรายละเอียดจึงเน้นการสำรวจทางกายภาพที่อาจหลงเหลือปรากฏ เช่น เนินดิน โบราณวัตถุ ลำน้ำและเส้นทางน้ำที่ใช้ในการเดินทางโบราณสถานและศาสนสถานหลากหลาย สมัยตามในวัดที่ปรากฏชื่อในเส้นทางต่างๆ โดยพรรณาอย่างละเอียด รวมทั้งคำบอกเล่าของผู้อาวุโสหรือ ผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับผู้ศึกษาในภายหลัง แต่รายงานชิ้นนี้ก็ไม่ได้ สรุปเนื้อความที่เกี่ยวกับเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินอย่างชัดเจนแต่อย่างใด เพราะน่าจะเป็น บทความสำรวจภูมินามหรือสถานที่ต่างๆ ตามเส้นทางเดินทัพและเส้นทางเดินทางค้าขายแลกเปลี่ยนตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยาดังที่เสนอไว้ในชื่อรายงานการศึกษาครั้งแรก ส่วนเอกสารอีกฉบับที่เป็นการสำรวจพื้นที่ตามเส้นทางเดินทัพในจังหวัดระยองของ หน่วยอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดระยอง เรื่อง “สมเด็จพระเจ้าตากสินกับแผ่นดินระยอง” (๒๕๔๕) เน้นการยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยการรวบรวมเนื้อความการเดินทางสู่หัวเมืองภาค ตะวันออกเพื่อกู้กรุงศรีอยุธยาจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการสำรวจ สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเดินทางของพระยาตากหรือเจ้าตากหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อ ผ่านเมืองระยองโดยมีเนื้อความส่วนหนึ่งจากพระราชพงศาวดาร ตำนานการบอกเล่าของคนในท้องถิ่น ความเชื่อและศรัทธาต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน เกร็ดประวัติของสิ่งของสำคัญที่เก็บรักษาไว้ตามสถานที่ ต่างๆ เช่น ตู้ลายรดน้ำ, ดาบ, พระอุโบสถ, ศาล ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพียงชิ้นเดียวที่สำรวจพบในการนำ มาประกอบการศึกษาเรื่องเมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ผู้ที่ศรัทธาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ร่วมกันจัดโครงการเทิดพระ เกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยมี พลเรือเอกวสินธ์ สาริกะภูติ เป็นประธานผู้จัดกิจกรรม “ตาม รอยพระบาท ๒๔๘ ปี เส้นทางสายอิสรภาพ” ด้วยการขี่ม้าและขบวนรถยนต์ ออกเดินทางแรกเริ่มจาก วัดพิชัย ที่ปัจจุบันคือวัดพิชัยสงคราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ถือ กันว่าเป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมไพร่พลทำพิธีสัตยาธิษฐานต่อองค์พระประธาน เพื่อขอให้ได้ชัยชนะ ก่อนที่จะฝ่าวงล้อมพม่าหนีออกมา ผ่านบริเวณสำคัญ ๘ จังหวัด จุดหมายปลายทาง อยู่ที่ พระบรมราชานุสรณ์อู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรีเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ และมีการจัดการพูดคุยเชิงวิชาการด้วยและทราบว่าได้รับผลสำเร็จในระดับ หนึ่งโดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมรับฟังพอสมควร เห็นได้ว่าความสนใจของผู้คนในเรื่องราวการ กอบกู้อิสรภาพโดยมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นผู้นำ ยังคงเป็นเรื่องราวและเนื้อหาที่ประทับใจและ กินใจในความเสียสละของพระองค์ในการรักษาบ้านเมืองแก่คนรุ่นปัจจุบันเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นกลุ่มไม่ ใหญ่นัก แต่ก็มีอยู่อย่างสม่ำเสมอและกลุ่มผู้สนใจเหล่านี้สามารถสืบทอดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชได้ตลอดมา ดังนั้น การศึกษาเรื่อง “เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” จึ ง จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาจากภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจอย่างละเอียดในพื้นที่ ประกอบกับคำบอกเล่า ตำนานความเชื่อต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ถึงความเชื่อจาก “คนใน” ที่มีต่อสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งรายละเอียดของสถานที่ต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เกี่ยวเนื่อง กับเส้นทางการเดินทางเพื่อกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองระยอง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


บทที่ ๑

ข้อมูลจากเอกสาร : เส้นทางพระยาวชิรปราการหรือพระยาตากออก จากกรุงศรีอยุธยาหลังวิกฤตการณ์เสียกรุงฯ การศึกษาเส้นทางเดินทัพของพระยาตากหรือเจ้าตากที่หลบหนีกองทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา เท่าที่ผ่านมามักอ้างอิงอยู่กับข้อมูลจากพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ โดยถือเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกใช้อ้างอิง จนกลายเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เอกสารจากพระราชพงศาวดารคือการจดบันทึกความทรงจำของผู้คนที่ได้รับการบอกเล่าสืบต่อ มาแบบมุขปาฐะ [Oral tradition] ซึ่งอาจใช่หรือไม่ใช่บุคคลร่วมสมัย หรืออาจจะไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ต่างๆ กรณีของเส้นทางเดินทัพที่ใช้หลบหนีกองทัพพม่าในช่วงกรุงฯ แตก ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพัน จันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งน่าจะเป็นผู้มอบต้นฉบับให้กับหอพระสมุดวชิรญาณที่เก็บรวบรวมเอกสารเก่า รวบรวมขึ้นจัดพิมพ์เป็นหมวดหมู่ในกลุ่มพระราชพงศาวดารต่างๆ ขึ้นในภายหลัง การเขียนต้นฉบับพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีนั้น นอกจากฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) แล้ว ต้นฉบับที่ถูกวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นต้นฉบับที่ถูกคัดลอกมาก่อนหน้านั้นคือ ฉบับบริติช มิวเซียมที่สำนวน เก่ากว่า อย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารคือเอกสารที่ถูกเขียนคัดลอกสืบต่อกันมาจากผู้คนร่วมสมัยที่ บอกเล่ าข้อมูลต่า งๆ และน่ าจะเขียนขึ้นมาในภายหลั งจากบุ ค คลที่อ าจจะไม่ ไ ด้ ร่ ว มหนี อ อกจากกรุ ง ศรีอยุธยาร่วมไปด้วยกับกองกำลังพระยาตากในช่วงกรุงฯ แตก ดังนั้นรายละเอียดในบันทึกการเดินทาง อาจจะใช่หรือไม่ใช่เส้นทางตามที่เป็นข้อเท็จจริงก็ได้ การสำรวจในงานวิจัยครั้งนี้คือการตรวจสอบข้อมูลจากบันทึกจากเอกสารเช่นพระราชพงศาวดาร และการตรวจสอบจากการเดินทางสำรวจในเส้นทางจากพื้นที่ศึกษาจริง ซึ่งผลการศึกษามีความแตกต่างใน สภาพข้อเท็จจริงบางประการ และจะนำเสนอต่อผลการศึกษาในบทต่อๆ ไป สำหรั บ ข้ อ มู ล จากการประมวลในการพิ จ ารณาจากข้ อ มู ล เอกสารโดยเฉพาะจากพระราช พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และจากฉบับบริติช มิวเซียมและการศึกษาโดยนักวิชาการ จำนวนหนึ่ง และผลการศึกษามีดังต่อไปนี้ พระยาตากหรือพระยาวชิรปราการในคราวเมื่อกำลังจะเสียกรุงศรีอยุธยานั้นรวบรวมพลพรรค จำนวนไม่มากนัก แล้วตัดสินใจตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกจากพระนครศรีอยุธยาในระหว่างสงครามครั้ง สุดท้ายที่กำลังแตกสลาย มุ่งไปทางตะวันออก ผ่านทุ่งกว้างเพื่อไปทางด่านเมืองนครนายกและเดินทางเลียบ ชายดง ศรีมหาโพธิที่มีเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ตั้งอยู่คือ “เมืองศรีมโหสถ” แล้วมุ่งสู่หัวเมือง ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกก่อนพระนครสูญเสียต่อทัพพม่าราว ๓ เดือน เป็นการกระทำเพื่อสะสมผู้คนและ จัดทัพเตรียมเสบียง เพื่อย้อนกลับไปกู้บ้านเมืองอีกครั้ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๙

การเดินทางก่อนพักระดมกำลังและสร้างพาหนะกระบวนเรือที่หัวเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเล ตะวันออกที่เมืองจันทบุรี สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ช่วงตามลำดับคือ ๑. จากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนต่อเมืองนครนายก ๒. จากนครนายกผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ สู้รบกลางทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดานกับ ทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่บริเวณปากน้ำเจ้าโล้ ที่บางคล้า แล้วเดินทางเข้าเส้นทางแม่น้ำบางปะกงและปากน้ำเจ้า โล้ที่บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ๓. จากฉะเชิงเทรามุ่งสู่พัทยา นาจอมเทียน สัตหีบ และแขวงเมืองระยอง ๔. หาพันธมิตรที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วมุ่งสู่เมืองจันทบูรและตราด โดยมีรายละเอียดดังนี้ จากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนเมืองนครนายก มีการบันทึกในช่วงวันจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีเช่น ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่ า วันเสาร์ราวเที่ยงคืน ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๑๒๘ ตรงกับวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙ เกิดเพลิงไหม้ในพระนครตั้งแต่ท่าทรายติดลามมาถึงสะพานช้างวงแถบคลองข้าวเปลือก แล้วข้าม

ศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย เป็นชุมชนชาวจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยาใต้วัดพนัญเชิงซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวจีน เก่าแก่และใหญ่โตที่สุดในกรุงศรีอยุธยา และน่าจะถิ่นฐานชุมชนชาวจีนของพระยาตาก

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๐

มาติดย่านป่ามะพร้าว ย่านป่าโทน ย่านป่าถ่าน ย่านป่าทอง ย่านป่ายา มาถึงวัดราชบูณะ ข้ามมาวัดมหาธาตุ วัดฉัททันต์ กล่าวกันว่าไฟไหม้ติดไปทั้งกุฎิวิหารต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนราษฎรกว่าหมื่นหลังคาเรือน ไฟไหม้ยั ง ไม่ทั นดั บ ช่วงนี้ที่พระยาตากนำไพร่พลจำนวนไม่มากนัก แต่เอกสารในพระราช พงศาวดารกรุงธนบุรีว่าเป็น “พลไทยจีน” กว่า ๕๐๐ นาย ที่ตั้งค่ายสู้รบอยู่นอกกำแพงพระนครหรือ นอกเกาะเมืองทางค่ายวัดพิชัย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมือง (ปัจจุบันชื่อว่าวัดพิชัยสงคราม ตั้ง อยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตรงข้ามเกาะเมืองฯ) นำกองกำลังที่มีผู้คนมีปรากฏชื่อเป็นขุนนางร่วมรบและขุนนาง ในสมัยกรุงธนบุรีต่อมา เช่น พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยอาสา หลวงราชสเน่หา ขุนอภัย ภักดี ตีฝ่าทัพพม่าออกมาด้วย

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดพิชัยสงคราม พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบัน

ทิศทางที่นำพลพรรคออกมาคือ มุ่งไปทางตะวันออกของพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสามารถเดินทาง ไปได้ทั้งหัวเมืองฝ่ายเขมร ฝ่ายอีสาน และหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก แต่การที่จะกลับไปยังเมืองตาก หรือกำแพงเพชรที่ตนเป็นเจ้าเมืองอยู่นั้นไม่สามารถไปได้แน่ เพราะฝ่ายทัพพม่าทางเหนือก็ควบคุมทั้ง หัวเมืองและเส้นทางไว้หมดแล้ว ส่วนหัวเมืองทางอีสานก็เดินทางไปไกลมากเกินไป แต่ทางหัวเมืองทางฝั่งตะวันออก เช่น เมืองระยองและจันทบูรจนถึงตราด ชายฝั่งทะเลด้านนี้ ปลอดจากกองทัพพม่า มีประชากรจำนวนมากและมีคนทั้งเชื้อสายเวียดนาม เขมร และจีนที่น่าจะเป็น เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๑

ฐานชุมชนหัวเมืองที่อาจจะช่วยเหลือกองกำลังกู้บ้านกู้เมืองได้ เป็นหัวเมืองชายฝั่งทะเลทีส่ ามารถใช้เรือ ใบเรือสำเภาเดินทางตัดข้ามอ่าวไปยังหัวเมืองปากใต้เป็นเส้นทางปกติด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า พ้นจากเมืองชลบุรีหรือบาง ปลาสร้อยไปแล้วก็พ้นกองทัพพม่าแล้ว (จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๘๑) และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ภาพซ้าย ศาลเจ้าแม่โพธิ์สาวหาญที่ตำบลโพสาวหาญ ชาวบ้านปั้นประดิษฐานไว้กราบไหว้ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา ภาพขวา ตามตำนานของชาวบ้าน “เฒ่าคำ” หรือ “พรานนก” ชาวบ้านที่ส่งเสบียงสนับสนุนกองกำลังของพระยาตากเมื่อครั้งสู้รบกับพม่าที่ทุ่งโพสังหาร ในเขตทุ่งพระอุทัยหรือบริเวณอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน

กองกำลังของพระยาตากออกเดินทางจากค่ายวัดพิชัยมาจนถึง บ้านหันตรา บ้านธนู ที่ห่างไปราว ๓ กิโลเมตร ทัพพม่ายกทัพเร่งมาทันจึงสู้รบกัน แต่ทัพพม่าตีแตกไม่ได้จึงถอยทัพกลับไป ก่อนจะเดินทาง มาถึง บ้านข้าวเม่า บ้านสามบัณฑิต ในเวลาสองยามเศษ ในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อมองกลับไป เห็นแสงไฟไหม้กรุงอย่างชัดเจน แล้วจึงให้ทัพหยุดพักที่นี่ จนรุ่งเช้าเป็นวันอาทิตย์ พระยาตากจึงเดินทางต่อไปยัง บ้านโพสังหารหรือบ้านโพสาวหาญ ที่อยู่ ห่างจากกรุงศรีอยุธยาไปทางตะวันออกราว ๒๐ กิโลเมตร พม่าส่งกองทัพติดตามมาอีกจึงได้รบกันจนพม่า แตกพ่ายไป แล้วเดินทัพต่อไปจนถึง บ้านพรานนก จึงหยุดพักแรม แล้วให้ทหารออกไปลาดตระเวณพบว่ า ทัพพม่ายกมาจากทางบางคางหรือเมืองปราจีนเก่า พระยาตากและพลพรรคใช้ม้าเพียง ๔ ม้า สู้กับทัพม้า ๓๐ ม้าของทัพพม่าแตกพ่ายไปอีกครั้ง ถือเป็นการสู้รบบนหลังม้าที่ดุเดือดและใช้ความกล้าหาญ เด็ดขาด และเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๒

ช่วงเวลาแห่งการสู้รบเพื่อหนีจากทัพพม่าที่อยู่ประชิดเมืองและสู้รบตามรายทาง ในพระราช พงศาวดารบันทึกไว้ว่าใช้เวลาราว ๒-๓ วัน จึงเดินทางเข้าเขตทุ่งนาเริ่ง แขวงเมืองนครนายก จากนครนายกผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ สู้รบกลางทุ่งใกล้ ลำน้ำท่ากระดานกับทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่ ณ ปากน้ำเจ้าโล้ที่บางคล้า เมืองฉะเชิงเทราแล้วเดินทางเข้าเส้นทางแม่น้ำบางปะกง ก่อนเข้าเมืองนครนายก ขุนชำนาญไพรสนฑ์กับนายกองช้างมาขอร่วมทัพและมอบช้างพลายช้าง พัง ๖ ช้าง แล้วอาสานำทางต่อไปยัง บ้านกง (หรือบ้านดง) เมืองนครนายก จึงหยุ ดทัพในย่านนี้ มีข้อน่า สังเกตว่าบริเวณอำเภอบ้านนาต่อกับอำเภออุทัยในปัจจุบันยังคงพบบ้านโรงช้างและวัดโรงช้างตั้งอยู่ และมี ตำนานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนสมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเป็นสถานที่ตั้งของโรงช้างหรือใช้พักช้างจากการคล้องจาก ป่าในเขตแนวเขาที่ต่อกับเทือกดงพญาเย็นเป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมา

ชายดง ศรีมหาโพธิ บริเวณทุ่งนาบ้านคู้ลำพัน เส้นทางเลียบริมน้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกงตอนบน เมื่อเดินทางผ่านบริเวณนี้แล้ว จะเข้าสู่เขตทุ่งแถบอำเภอบ้านซ่องและพนมสารคามในปัจจุบัน บริเวณใกล้กับลำน้ำท่ากระดาน เป็นจุดที่พระยาตากและพลพรรคสู้รบกองกำลังของพม่าที่มาจากค่ายปากน้ำโจ้โล้

เมื่อสั่งให้ขุนนางใหญ่น้อยในท้องถิ่นทั้งหลายยอมอ่อนน้อมเพื่อรวบรวมเป็นกำลังสู้ศึก แต่ไม่ สำเร็จ กลับมีการท้าทายจึงต้องมีการปราบ แล้วตั้งค่ายเพื่อจะสู้รบ แต่ทัพพระยาตากตีแตกในคราวรุ่งขึ้น เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๓

เสียก่อน เมื่อเดินทัพมาถึง ตำบลหนองไม้ ชุ่มหรือหนองไม้ซุง ตามเส้นทางสู่เมืองนครนายก แล้วหยุดพัก ก่อนออกเดินทัพต่อราวสองวันจึงถึง บ้านนาเริ่ง เขตเมืองนครนายก เมื่อเดินทางออกจากบ้านนาเริ่ง ประมาณ ๑ วันจึงถึงเมืองปราจีนบุรี จึงข้ามแม่น้ำบางปะกงไปที่ฝั่งประจันตคามที่เรียกว่า ด่านกบแจะ แล้วหยุดพัก ก่อนจะเดินทางข้ามทุ่งไปจนจรดเย็นก็ถึง ชายดงศรีมหาโพธิ แล้วหยุดพักรอสมัครพรรคพวก ที่ยังเดินตามไม่ทันในระยะเวลา ๓ วัน ที่บ้านคู้ลำพัน ในบริเวณอำเภอศรีมหาโพธิในปัจจุบัน เมื่อเสร็จสิ้น การรบแล้วจึงเดินทางมาพักแรมตั้งค่ายที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

แผนที่เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากการศึกษาของนักโบราณคดี สังกัดกรมศิลปากร จารึก วิไลแก้ว ซึ่งสำรวจไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยระบุแนวเส้นทาง การเดินทัพตามพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีและการสำรวจร่องรอย ของชุมชนโบราณต่างๆ ในบริเวณที่ถูกระบุเพื่อหาความเชื่อมโยงกับยุคสมัย ครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๔

ระหว่างรออยู่นั้นกลุ่มพระเชียงเงินอยู่นั้น กองกำลังของพระยาตากได้ปะทะกับกองทหารพม่าทั้ง จากกองเรือและกองกำลังทางบกซึ่งตั้งทัพดักรอคุมเชิงอยู่บริเวณ ปากน้ำเจ้าโล้หรือโจ้โล้ เมืองบางคล้า ฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีการสร้างอนุสรณ์สถานพระเจ้าตากก่อสร้างขึ้นบริเวณปากน้ำโจ้โล้ ซึ่งเป็นปากลำน้ำ ท่ากระดานเชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกง และมีพระเจดีย์ที่มีประวัติการก่อสร้างในรุ่นราวไม่เกินช่วงต้นกรุง รัตนโกสินทร์ และไม่ได้สัมพันธ์กับเหตุการณ์รบหรือตั้งทัพพม่าของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แต่อย่างใด ทัพพม่าตามมาทันและตั้งทัพบกอยู่ที่ “บ้านท่าข้าม” ส่วนพระยาตากสั่งให้ตั้งแนวรับที่ “สำนัก หนองน้ำ” ขุดหลุมเพลาะ วางปืนตับ เรียงหน้ากระดาน ยิงจนทัพพม่าแตกไปและได้ชัยชนะ อย่างไรก็ตาม จากคำบอกเล่าภายหลังมีผู้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมีการตั้งค่ายรบพม่าที่วัดโพธิ์ บางคล้าซึ่งมีร่องรอยสิ่งก่อสร้าง เช่น สระหลวงและคำบอกเล่าเหลืออยู่ แต่นักวิชาการในท้องถิ่นบาง กระแสก็กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ช่วงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อครั้งเสียกรุงฯ แต่อย่างใด แต่เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาและต่อเนื่องที่มีชุมชนลาวและจีนมาตั้ง ถิ่นฐานแถบบางคล้าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา การรบที่สำนักหนองน้ำเป็นศึกหนักครั้งหนึ่งหลังจากออกจากกรุงศรีอยุธยามาแล้ว จากนั้นจึงเดิน ทางมุ่งไปยัง บ้านหัวทองหลาง บ้านตะพานทองหรือพานทอง ที่นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าน่าจะเป็น อำเภอพานทองทุกวันนี้ บางปลาสร้อย ซึ่งก็คือเมืองชลบุรีในปัจจุบันตามลำดับ การหนีพ้นทัพพม่าที่ติดตามมา และจากการปะทะที่ปากน้ำโจ้โล้นี้เองนักวิชาการหลายท่าน สันนิษฐานว่าทำให้พระยาตากเปลี่ยนใจ จึงปรับเปลี่ยนการเดินทัพตามชายป่าดงมาเป็นเดินทัพเลียบ ชายฝั่งทะเล แทน จากฉะเชิงเทรามุ่งสู่พัทยา นาจอมเทียน สัตหีบ และแขวงเมืองระยอง พระยาตากก็นำทัพเดินทางบกมาทาง บ้านหัวทองหลาง, ตะพานทอง, บางปลาสร้อย ถึงบ้านนา เกลือหรือบางละมุง ที่บ้านหนองไผ่ที่บ้านนาเกลือพบว่านายกล่ำเป็นหัวหน้าชุมนุมคุมกองกำลังอยู่ที่นี่ และคิดวางแผนลอบทำร้ายจึงใช้ช้างวางรางปืนบุกเข้าไปในกลางวงที่นายกล่ำอยู่กับไพร่พล นายกล่ำจึง ต้องยอมแพ้ แล้วนายกล่ำอาสานำทัพไปยัง พัทยา หยุดพักแรม (เมืองพัทยาในปัจจุบันยังใช้รูปสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าเป็นสัญลักษณ์ของเมือง) รุ่งขึ้นไป นาจอมเทียน ทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ แห่งละ คืน ชายทะเล บ้านหินโขงหรือหินโด่งและบ้านน้ำเก่า แล้วจึงเดินทางเข้าแขวงเมืองระยอง ในระหว่างทาง เมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รับรู้รับทราบจึงได้กองกำลังผู้คนเริ่มเข้าร่วมในทัพของพระยาตากเป็นอันมาก หลังจากทัพพระยาตากยึดเมืองระยองได้จึงตั้งค่ายพักอยู่บริเวณ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล ปัจจุบันอยู่ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ตั้งค่ายพักที่วัดลุ่ม ๒ วันมีการจัดเตรียมเสบียงอาหารและขุด ค่ายคูพร้อมรับศึกอย่างไม่ประมาท ต่อมาการบรรยายในช่วงนี้เป็นการนำเสนอภาพของความมีบุญญาธิการอันสืบเนื่องต่อไปจะได้เป็นผู้นำการกู้กรุงฯ และพระมหากษัตริย์ในภายหน้า พระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อเดินทัพออกจากวัดพิชัยที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒๓ วัน หรือเพียง ในเวลาเพียงไม่ถึงเดือนก็สามารถยึดเมืองระยองและรวบรวมกำลังพลได้จำนวนหนึ่ง และตั้งปณิธานว่า เมื่อรวบรวมไพร่พลได้มากพอ จะกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาให้ได้ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๕

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ หน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา

แล้วจึงเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์พายุหมุนจนบิดต้นตาลเป็นเกลียวโดยไม่คลายตัว ซึ่งชาวบ้านเรียก ว่า ตาลขด ดังนั ้นฝ่ายทหารทั้งหลายและพลพรรคจึงยกพระยาตากเป็น “เจ้าตาก” ปัจจุบันอยู่ในบริเวณ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ภายในวัดยังมีต้นสะตือใหญ่ต้นหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเคย เป็นที่เจ้าตากผูกช้างทรง การประกาศตนเป็นเจ้าตากหรือพระเจ้าตาก น่าจะทราบสถานการณ์ในช่วงก่อนเสียกรุงฯ เล็กน้อย ได้เป็นอย่างดี และน่าจะเล็งเห็นว่ากรุงศรีอยุธยา พระนครรวมทั้งราชวงศ์บ้านพลูหลวงอันเป็นศูนย์กลาง ของอาณาจักรไม่น่าจะรอดพ้นจากกองทัพอันมีกำลังของพม่าไปได้ การตั้งตนเองเป็นเจ้านั้นทำให้กอง กำลังไพร่พลของเจ้าตากแตกต่างไปจากกองกำลังที่เป็นชุมโจรทั่วไปที่คงมีอยู่มากในช่วงเวลานั้น แม้แต่ เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองหัวเมืองทางฝ่ายตะวันออกก็ยังเป็นกองกำลังของคนท้องถิ่นที่ปลดปล่อยจาก อำนาจรัฐส่วนกลางในช่วงเวลานั้นไปหมดแล้ว ขณะนั้นมีผู้แจ้งเหตุว่า มี “ขุนราม หมื่นซ่อง นายทองอยู่นกเล็ก ขุนจ่าเมือง” เป็นต้น คบคิดกันนำ ผู้คนจำนวนหนึ่งจะหมายทำร้ายสังหารเจ้าตาก จึงวางแผนปราบปรามจนราบคาบกองกำลังล้มตายยับเยิน แล้วจึงหยุดอยู่ที่เมืองระยองราว ๗-๘ วัน แล้วมีดำริให้คนไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจันทบูรให้ออกมายอม อ่อนน้อม แต่พระยาจันทบูรผัดผ่อนเรื่อยมา แต่ในระหว่างรอพระยาจันทบูรยอมอ่อนน้อม พวกขุนราม หมื่นซ่องและนายทองอยู่นกเล็ก ที่แตกหนีไปจากเมืองระยอง ก็แอบเข้ามาลักฝูงสัตว์ เช่น โค กระบือ ช้างม้าไปตลอดเวลา เจ้าตากจึงนำกองกำลังออกจากเมืองระยองเพื่อจะไปตีเมืองจันทบูร โดยเดินทางผ่าน ชุมชนที่น่าจะมีรายชื่ออยู่ตั้งแต่บ้านประแสไปจนถึงเมืองแกลง อันเป็นสถานที่ขุนราม หมื่นซ่อง ตั้งกอง กำลังของตนเองอยู่ เมื่อออกปราบปรามก็แตกหนีไปอยู่กับพระยาจันทบูร จึงรวมพลต่างๆ ที่หนีไปอยู่ตาม ป่าดงกลับเข้ามาอยู่เมืองระยองเป็นจำนวนมาก แล้วตั้งทัพรอคำตอบจากพระยาจันทบูรอยู่ที่เมืองระยอง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๖

ภาพบนและภาพล่าง ต้นสะตือใหญ่ และช้างทรงศึกที่ชาวบ้านเชื่อว่าผูกช้างทรงที่ใต้ต้นสะตือนี้ ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง วัดลุ่มเป็นสถานที่ซึ่งพระยาตากประกาศตนเป็น “เจ้าตาก” เพื่อยืนยันปณิธานกู้ชาติอย่างเป็นทางการ

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๗

รวมแล้วท่านใช้ฐานเมืองระยองเป็นค่ายที่พักเพื่อรวบรวมไพร่พลอยู่ถึง ๔ เดือน เมืองระยองและผู้คนที่นี่ จึงถือเป็นฐานกำลังพันธมิตรสำคัญในแถบหัวเมืองภาคตะวันออก มีข้อมูลการสำรวจจาก “กรมแผนที่ทหาร” เป็นรายงานชื่อสถานที่และหมู่บ้านต่างๆ ที ่น่าจะอยู่ใน เส้นทางเดินทัพของเจ้าตากในพื้นที่แขวงเมืองระยอง ซึ่งเป็นข้อมูลสันนิษฐานมีรายชื่อบ้าน ชื่อสถานที่ดังนี้ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล, เจ็ดลูกเนิน, บ้ านตะพงนอก, บ้ านช้างชน, บ้ านในไร่, บ้ านเพ, บ้ านหัวแหลม แกลง, บ้านมาบเหลาชะโอน, ตะกาดหมาหิว, บ้านสะพานยายเหม, บ้านแหลมทองหลาง, บ้านกลาวน, บ้าน หนองอีแหละ, บ้านกร่ำ, บ้านพงฆ้อ, เนินทราย, วัดราชบัลลังค์, แม่น้ำประแส, บ้านแหลมเมือง, บ้านนาชา, บ้านปากดง, บ้านเกาะลอย, บ้านพังราด, บ้านกองดิน

แผนที่จากกรมแผนที่ทหาร แสดงเส้นทางเดินทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ บริเวณจังหวัดระยอง

ซึ่งชื่อบ้านนามเมืองเหล่านี้เมื่อสำรวจตามสภาพพื้นที่จริงแล้วพบว่า ไม่ได้อยู ่ใกล้ชิดหรือติดกัน ตามลำดับในเส้นทางการเดินทางแต่โบราณนัก โดยเริ่มจากวัดลุ่มในตัวเมืองระยอง แต่ผ่านช่องเขาใน ตำแหน่งที่สูงบริเวณเจ็ดลูกเนิน แล้ววกกลับลงมายังบ้านตะพงนอก เพื่อเลียบชายฝั่งทะเล เป็นต้น เส้นทางจากการสำรวจของกรมแผนที่ทหารดังกล่าว ถือเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับ หลักฐานข้อมูลที่ค้นพบภายในบริเวณเมืองระยองหรือลุ่มน้ำระยองที่มีการสำรวจเพื่องานวิจัยชิ้นนี้ และจะมีการอธิบายเพิ่มเติมในบทอื่นๆ ต่อไป

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๘

หาพันธมิตรที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วมุ่งสู่เมืองจันทบูร และตราด เมื่อเจ้าตากทราบว่า นายทองอยู่นกเล็ก หนีไปรวมพรรคพวกตั้งอยู่ที่เมืองชลบุรี คอยข่มเหง ชาวบ้านเป็นเนืองนิตย์ จึงยกไพร่พลไปปราบและวัตถุประสงค์ที่สำคัญกว่านั้นคือการเข้าตีหัวเมืองขนาด ใหญ่กว่าเมืองระยองซึ่งคือเมืองบางปลาสร้อยหรือชลบุรีและเมืองจันทบูรและตราด ซึ่งจะได้กำลังพล มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน การกอบกู้บ้านเมืองก็น่าจะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น จึงออกเดินทัพไปทาง บ้านหนองมน หยุดทัพที่ วัดหลวง โดยรออยู่และให้เพื่อนของนายทองอยู่ นกเล็กไปเกลี้ยกล่อมก่อน แล้วนายทองอยู่นกเล็ก ยอมแพ้นำทัพและเจ้าตากเข้าเลียบเมืองชลบุรี โดยมี กรมการเมืองอ่อนน้อม ภายหลังเจ้าตากแต่งตั้งนายทองอยู่นกเล็กเป็น “พระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร” ซึ่ง เมืองชลบุรีหรือบางปลาสร้อย นี้ถือเป็นฐานกำลังหรือเป็นเมืองที่เข้มแข็งหนึ่งในสองเมืองของหัวเมื อง ชายฝั่งตะวันออกที่เจ้าตากจำเป็นต้องพึ่งพากองกำลังจากเมืองนี้ ส่วนอีกเมืองหนึ่งคือ เมืองจันทบูร เมื่อเจ้าตากกลับไปสู่ฐานทัพที่เมืองระยองแล้ว พระยาจันทบูรเชื่อคำยุยงของ ขุนราม หมื่นซ่อง ที่ ทำอุบายให้พระสงฆ์มาเชิญเจ้าตากไปเมืองจันทบูร แล้วให้จับเจ้าตากเสีย แต่เจ้าตากก็เสด็จพร้อมกองกำลังตามพระสงฆ์ที่มาเชิญไปถึง บ้านพลอยแหวน ก็ทราบว่าเป็น กลอุบาย มีทัพรอลอบทำร้ายอยู่ เจ้าตากท่านจึงให้กองกำลังล้อมวัดรออยู่ที่ วัดแก้ว ริมเมืองจันทบูร ซึ่ง ปัจจุบันมีแนวกำแพงดินเก่า ๒ ชั้นที่อยู่ห่างไปราว ๒๐๐ เมตร แล้วให้พระยาจันทบูรออกมาอ่อนน้อมเสีย โดยส่ง ขุนราม หมื่นซ่อง คืนมาก่อนจึงจะเข้าไปในเมื อง นอกจากจะไม่คืนทั้งสองนาย หากล่อหลอกครั้ง แล้วครั้งเล่า เจ้าตากจึงประกาศต่อกองกำลังที่มาด้วยกัน มีข้อความพรรณนาอยู่ในพระราชพงศาวดาร กรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่เป็นการรับรู้ในเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ทั่วกันว่า “สั่งให้หุงข้าวแจกจ่ายแบ่งปันให้ทั่วกัน หากเหลือให้เททิ้งเสีย ทุบหม้อข้าวหม้อแกงให้หมด สิ้นในคืนนี้ จะตีเอาเมืองจันทบูรให้ได้ แล้วไปหาเอาข้าวเช้ากันในเมือง แต่ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ให้ตายเสีย พร้อมกัน” ดึกคืนนั้น เจ้าตากพร้อมกองกำลังพลพรรคทั้งมวลบุกเข้าโจมตีเมืองจันทบูรทุกด้าน ส่วนพระยา จั น ทบู ร พาลู ก เมี ย หนี ล งเรื อ เดิ น ทะเลเลี ย บชายฝั่ง ไปยั ง เมื อ งพุ ท ไธมาสหรื อ เมื อ งฮ่ า เตี ย นในประเทศ เวียดนามปัจจุบัน ต่อจากนั้นจึงออกไปตีเมืองตราดและมีการรบทางน้ำกับเรือสำเภาจีนที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและใช้ ปืน ใหญ่ไล่ยิง จึงรบกันอยู่ถึงราวครึ่งวันที่บริเวณปากน้ำเมืองตราด ต่อเมื่อเมื่อยอมแพ้แล้วจึงนำทัพเรือกลับ ไปยังจันทบูร มีการวิเคราะห์ว่าทั้งเจ้าเมืองที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรีและเมืองจันทบูรในขณะนั้น ที่มี ขุนราม หมื่นซ่อง นายทองอยู่ นกเล็ก ร่วมด้วย น่าจะไม่ใช่เจ้าเมืองที่ตั้งอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกรุง ศรีอยุธยาดังที่เคยปฏิบัติมา แต่เป็นคนที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นในท้องถิ่นในช่วงที่สงครามกับพม่ากำลัง ประชิดกรุงฯ และเกิดความระส่ำระสายไปทั่วจนไม่สามารถคุมอำนาจจากรัฐส่วนกลางอย่างเช่นในเวลา ปกติได้

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๒๙

ภาพบน เมืองจันทบุรีมองจากเขาพลอยแหวน ซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนแต่เดิมที่บางกะจะ ภาพล่าง กำแพงเมืองจันทบุรี ปัจจุบันอยู่ภายในค่ายตากสิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ

การศึกกับเจ้าเมืองเหล่านี้ของเจ้าตาก จึงเป็นการข่มและสมยอมกับเจ้าเมืองระยอง และการศึก เพื่อช่วงชิงฐานกำลังพลและหัวเมืองที่น่าจะมีผู้สวามิภักดิ์ในช่วงบ้านเมืองกำลังเปลี่ยน และยังไม่เห็น หนทางจะไปทางใดได้นั่นเอง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๐

ภาพบน วัดโยธานิมิต อำเภอเมือง จังหวัดตราด ชื่อตั้งขึ้นตามวัดโยธานิมิตร จังหวัดจันทบุรี แต่รูปแบบอาคารและ ศิลปกรรมกลับกลายเป็นแบบอาคารแบบ ล้านนาหรือล้านช้าง ตามตำนานของคน เมืองตราดเล่าว่า เจ้าตากเมื่อเข้าตีเมือง ตราดนำไพร่พลเข้ามาพักอยู่ ณ วัดโยธา นิมิตนี้ จึงมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อยู่ที่วัดนี้ด้วย ภาพล่าง พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เลียนแบบจาก พระบรมราชานุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นรูปแบบพระบรมรูปแบบเดิมๆ แตกต่างไปจากจังหวัดจันทบุรีที่มีรูปแบบ การบูชาสมเด็จพระเจาตากสินฯ ที่หลากหลายรูปแบบกว่า ประดิษฐานอยู่ ณ วัดสำคัญของเมือง ตราดคือวัดบุปผาราม

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๑

หลังจากนั้นจึงได้เดินทัพผ่านเมืองระยองและเข้าตีเมืองจันทบูรแล้ว และได้ไปจนถึงเมืองตราด จึงพักอยู่ที่เมืองจันทบูรอันเป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนตกหนักไปทั่วภูมิภาคตะวันออกนั้นเพื่อต่อเรือไว้ใช้ สำหรับกองกำลังใช้เพื่อเป็นเรือโดยสารและเรือรบมุ่งกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาโดยสันนิษฐานไว้ว่า น่าจะต่อ ไว้ราว ๑๐๐ ลำเศษ และเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๓ พบว่ามีซากเรือไม้จมอยู่ชายตลิ่งจำนวนหลายลำ จึงสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่เป็นอู่ต่อเรือซ่อมเรือของเจ้าตากที่บริเวณปากแม่น้ำจันทบุรีที่เรียกกันว่า “อู่ต่อเรือพระเจ้าตากเสม็ดงาม” จากนั้นได้กองเรือสำเภาจีนกองเรือหนึ่งก็จัดทัพทางเรือและกำลังผู้คนราว ๔,๐๐๐ นาย เดินเรือ แล่นเลียบชายฝั่ง แต่เมื่อผ่านไปทางเมืองชลบุรีหรือบางปลาสร้อย นายทองอยู่นกเล็ก หรือที่เจ้าตากตั้งให้ เป็นพระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร นั้นยังทำการข่มเหงผู้คน ปล้นสดมถ์ชาวบ้านที่เดินทางผ่านอยู่เป็นนิจ เมื่อทัพเรือเดินทางผ่านจึงให้ไปจับมาประหารชีวิตเสีย แต่เป็นผู้มีวิชายิงฟันไม่เข้า จึงจับมัดมือมัดเท้าแล้ว เอาลงถ่วงน้ำทะเลจนถึงแก่กรรม การสงครามและการตัดสินอย่างเด็ดขาดก็เป็นส่วนหนึ่งในความเป็นผู้นำ สำหรับกองทัพที่คิดการใหญ่แตกต่างไปจากชุมนุมเจ้าอื่นๆ ที่คิดสู้รบเพื่อการกู้ชาติและพลิกฟื้นกรุง ศรีอยุธยาขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราชกู้กรุงศรีอยุธยา เมื่อยกทัพกลับมาที่ค่ายโพธิ์สามต้น ท้องพระโรงกรุงธนบุรี เมืองโบราณ สมุทรปราการ

จึงมีบันทึกในเอกสารอื่นๆ ว่าในเวลานั้นมีบรรดาขุนนางเดิมจากกรุงศรีอยุธยาที่หลบหนีไปยังที่ ต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาร่วมรบและสวามิภักดิ์กับกองกำลังเจ้าตากที่เมืองจันทบูรตั้งแต่เมื่อพักรบเพื่อต่อเรือซ่อม เรือและรอไพร่พลทั้งจากในท้องถิ่น ฝ่ายข้าหลวงเดิมในราชวงศ์บ้านพลูหลวง เช่น “นายบุญมา” หรือ กรม พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช น้องชายของ “นายทองด้วง” หรือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ซึ่งไปหลบอยู่ที่บ้านเดิมคือสวนนอก เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๒

บางช้าง แขวงอัมพวาก็แนะนำให้นายบุญมาถวายตัวแก่เจ้าตาก ซึ่งในห้วงเวลานั้นน่าจะเป็นกองกำลังที่เป็น ความหวังเพื่อกู้ชาติที่สำคัญที่สุด เข้มแข็งที่สุด และน่าจะมีจุดมุ่งหมายที่ประกาศอย่างเด่นชัดและชัดเจนใน การกลับมากู้กรุงฯได้มากกว่าชุมนุมอื่นๆ นายบุญมาเดินทางติดตามทัพมาร่วมสู้รบกับกองกำลังของเจ้า ตากที่เมืองจันทบูรและกลายเป็นนายทหารคนสำคัญในเวลาต่อมา ปณิธานที่เด่นชัดของเจ้าตากในครั้งนั้นทำให้มีการรวบรวมกำลังคนที่หนีพม่าออกจากกรุงฯ รวมถึงไพร่พลเมืองที่ไม่ได้ถูกกวาดต้อนไปยังพม่าเข้ามาร่วมสู้รบจนกลายเป็นฐานของการกลับมากู้กรุงฯ เพื่อให้กลับเป็นกรุงศรีอยุธยาดังเดิม เจ้าตากยกทัพเป็นกองเรือเดินทางเลียบชายฝั่งทะเล แล้วเข้าปากน้ำเจ้าพระยาที่เมืองปากน้ำและ เร่งเข้าตีเมืองธนบุรี และขึ้นบกรบกับนายทองอินทร์ที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ที่ยังมีกองกำลังที่ฝ่ายพม่าให้รักษา เมืองไว้ พวกกรมการเมืองบางคนส่งข่าวไปยัง “สุกี้พระนายกอง” นายทัพชาวมอญที่รักษาค่ายโพธิ์สามต้น ก็ออกมารับทัพเจ้าตากที่เพนียดโดยกองเรือ แต่ก็พ่ายหนีไป เจ้าตากจึงยึดค่ายโพธิ์สามต้นนอกเมือง พระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จ จึงถือว่าเป็นการกู้กรุงศรีอยุธยาได้จากฝ่ายพม่าได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นทัพใหญ่ กองทัพพม่ายกทัพกลับไปแล้วโดยมาก เนื่องจากมีเหตุศึกทางจีนและมองโกลเข้ามาเข้าโจมตีพม่าแล้ว กรุงศรีอยุธยากลับมาอยู่ในการควบคุมอีกครั้งเมื่อคำนวนแล้วคือวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๓๑๐ และการเดินทัพในเส้นทางกู้กรุงฯ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาราว ๗ เดือน หลั ง จากนั้น เจ้ า ตากจึ ง เชิ ญ เสด็ จ พระบรมศพพระเจ้ า อยู่หั ว สุ ริ ย าศน์ อ มริ น ทร์ แ ห่ ม า ณ โพธิ์สามต้น แล้วถวายพระเพลิง ส่วนเจ้าตากพิจารณาเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาทรุดโทรมเกินจะบูรณะได้ และ ยังมีการบันทึกบางกระแสว่า เจ้าตากทรงพระสุบินไปว่า อดีตพระมหากษัตริย์ในฝันไม่ยอมให้ท่านตั้งเมือง ใหม่อยู่ ณ ที่เดิม อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านเปลี่ยนพระนครและศูนย์กลางอำนาจ ทางการเมืองมาที่เมืองธนบุรี เจ้าตากประกอบพิธีราชาภิเษกเป็น “สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔” หรือสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชในกาลต่อมา เมื่อวันอังคาร เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ พระชนม์ ๓๓ พรรษา

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


บทที่ ๒ การสำรวจภาคสนามเส้นทางเดินทัพและรวบรวมไพร่พล เพื่อกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากพระนครศรีอยุธยาจนถึงเมืองตราด สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งยังเป็นพระยาตากหรือพระยาวชิรปราการ เดินทางหนีทัพ พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาของก่อนกรุงฯ แตก รวบรวมพลพรรคทหารชั้นผู้น้อยเท่าที่มีอยู่จำนวนไม่มาก นัก ตัดสินใจตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกจากพระนครศรีอยุธยาในระหว่างสงครามครั้งสุดท้ายที่กำลังแตก สลายลงไปแล้วมุ่งไปทางตะวันออก เพื่อไปทางด่านเมืองนครนายกและเลียบชายดงศรีมหาโพธิเข้าสู่ที่ราบ ลุ่มแม่น้ำบางปะกง แล้วมุ่งสู่หัวเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในช่วงก่อนพระนครสูญเสียต่อทัพพม่าราว ๓ เดือน และเป็นการกระทำเพื่อสะสมผู้คนและจัดทัพเตรียมเสบียงเพื่อย้อนกลับไปกู้บ้านเมืองอีกครั้ง จากการสำรวจข้อมูลเอกสารและรายงานการศึกษาตลอดจนบทความต่างๆ ที่แสดงไว้ในบทที่ ๑ ทำให้เห็นว่า นักวิชาการศึกษาเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้สร้างสมมติฐานแนวทางการเดินทัพของ พระยาตากเพื่อรวบรวมไพร่พลแสดงไว้ โดยการเดินทางในแต่ระยะสามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ช่วงตาม ลำดับคือ ๑. จากกรุงศรีอยุธยาสู่ชายเขตแดนต่อเมืองนครนายก ๒. จากนครนายกผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ สู้รบกลางทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดานกับ ทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่บริเวณปากน้ำเจ้าโล้ ที่บางคล้า แล้วเดินทางเข้าเส้นทางแม่น้ำบางปะกงและปากน้ำเจ้า โล้ที่บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ๓. จากฉะเชิงเทรามุ่งสู่พัทยา นาจอมเทียน สัตหีบ และแขวงเมืองระยอง ๔. หาพันธมิตรที่บางปลาสร้อยหรือเมืองชลบุรี แล้วมุ่งสู่เมืองจันทบูรและตราด อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ออกสำรวจและพิจารณาความเป็นไปได้ในสภาพภูมิประเทศและข้อมูล ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่างๆ ในระยะรายทางกลับพบว่า มีข้อมูลความน่าจะเป็นที่แตกต่าง ไปจากการสันนิษฐานแต่ดั้งเดิมอยู่มาก “โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับทางเขตเมืองระยอง” ซึ่งเป็นพื้นที่ ของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ การเดินทัพเพื่อหลบหนีกองทัพพม่าจากกรุงศรีอยุธยา สู่ชายเขตแดนเมืองนครนายก น่าจะเป็นไปตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ เช่น ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ ฉบับบริติช มิวเซียม เป็นต้น ซึ่งบรรยายสรุปความว่า เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๔

ราววันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙ เกิดเพลิงไหม้ในพระนคร ลามไปยังวัดต่างๆ กุฎิ วิ หารต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนราษฎรกว่าหมื่นหลังคาเรือน และไฟไหม้ยังไม่ทันดับ ช่วงนี้ที่พระยาตากนำไพร่พล จำนวนไม่มากนัก แต่เอกสารในพระราชพงศาวดารสมัยหลังว่าพลไทยจีนกว่า ๕๐๐ นาย ที่ตั้งค่ายสู้รบ

พระบรมราชานุสาวรีย์และศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีรูปปั้น “หมื่นราชเสน่หา” และทหารท่านอื่นๆ ที่หลบหนีออกจากค่ายวัดพิชัยมาด้วยกัน วัดพิชัยสงคราม ฝั่งนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๕

อยู่นอกกำแพงพระนครหรือนอกเกาะเมืองทาง “ค่ายวัดพิชัย” ซึ่งปัจจุบันชื่อว่าวัดพิชัยสงคราม ริม แม่น้ำป่าสักทางด้านทิศตะวันออกของเมือง นำกองกำลังที่มีผู้คนมีปรากฏชื่อเป็นขุนนางร่วมรบและขุนนาง ในสมัยกรุงธนบุรีต่อมา เช่น พระเชียงเงิน, หลวงพรหมเสนา, หลวงพิชัยอาสา, หลวงราชสเน่หา, ขุน อภัยภักดี ตีฝ่าทัพพม่าออกมาด้วยกัน

“ทุ ่ง ชายเคื อ ง” บริ เ วณริ ม คลองข้ า วเม่ า ซึ ่ง เป็ น เส้ น ทางต่ อ จากทุ ่ง หั น ตราเพื ่อ เดิ น ทางเลี ย บชายทุ ่ง ไปยั ง ทุ ่ง พระอุ ทั ย ปั จ จุ บั น องค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นจั ง หวั ด พระนครศรี อ ยุ ธ ยาทำเป็ น เส้ น ทางศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ เ พื ่อ การท่ อ งเที ่ย ว โดยมี

ป้ า ยติ ด ริ ม ทางอธิ บ ายถึ ง เหตุ ก ารณ์ แ ละคำบอกเล่ า ของชาวบ้ า นท้ อ งถิ ่น ในสถานที ่ต่ า งๆ แต่ น่ า เสี ย ดายที ่เ มื ่อ พ้ น เขต จั ง หวั ด พระนครศรี อ ยุ ธ ยาไปแล้ ว ก็ ไ ม่ มี ป้ า ยเส้ น ทางอื ่น ใดเพราะเข้ า เขตจั ง หวั ด อื ่น

ทุ่งนาที่บ้านสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การเดินทางเพื่อหนีทัพพม่าครั้งแรกนั้น พระยาตากคงเพียงตั้งใจตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าเพื่อหนี เอาตัวรอดจากพระนครไปก่อนเท่านั้น ไม่ได้คิดที่จะนำทัพจากท้องถิ่นต่างๆ กลับมาเพื่อกอบกู้บ้านเมืองแต่

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๖

อย่างใด เพราะเหตุการณ์ช่วงกำลังเสียกรุงฯ ค่อนข้างร้ายแรงจะจวนตัวจะเพลี้ยงพล้ำถูกจับตายหรือจับเป็น เชลยจากกองทัพที่มียุทธวิธีและการรบพุ่งที่เด็ดขาดโหดเหี้ยมหมายเอาเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ทิศทางที่นำพลพรรคออกมาคือ มุ่งไปทางตะวันออกของพระนครศรีอยุธยา และทางหัวเมืองทาง ฝั่งตะวันออก เช่น เมืองระยองและจันทบูรจนถึงตราด ชายฝั่งทะเลด้านนี้น่าจะปลอดจากกองทัพพม่า และมีประชากรจำนวนมากและมีคนทั้งคนท้องถิ่น คนเชื้อสายเวียดนาม เขมร และจีนที่อาจจะใช้เป็น กองกำลังสนับสนุนที่สำคัญ กองกำลังของพระยาตากออกเดินทางจากค่ายวัดพิชัยมาจนถึง บ้านหันตรา บ้านธนู ที่ห่างไปราว ๓ กิโลเมตร ทัพพม่ายกทัพเร่งมาทันจึงสู้รบกัน ชาวบ้านในบริเวณนี้มีตำนานเล่ากันถึง “ทุ่งชายเคือง” ซึ่ง มี “คลองชนะ” ที่ต่อกับคลองข้าวเม่า ส่วนปลายคลองหายลงทุ่งชายเคือง ชาวบ้านกล่าวว่าเป็นสถานที่สู้รบ กับกองกำลังพม่า และตีแตกไม่ได้จึงถอยทัพกลับไป และต่อมาเดินทางไปยัง บ้านสามบัณฑิต ซึ่งตั้งอยู่ โดดเดี่ยวกลางทุ่งพระอุทัยในเวลาสองยามเศษ ในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อมองกลับไปเห็นแสง ไฟไหม้กรุงอย่างชัดเจน แล้วจึงให้ทัพหยุดพักที่นี่

ภาพซ้าย ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดสามบัณฑิต ภาพขวา เฒ่าคำหรือพรานนกที่วัดพรานนกใกล้กับทุ่งโพสังหารหรือโพสาวหาญ

จนรุ่งเช้าเป็นวันอาทิตย์ พระยาตากจึงเดินทางต่อไปยัง บ้านโพสังหารหรือบ้านโพสาวหาญ ที่อยู่ ห่างจากกรุงศรีอยุธยาไปทางตะวันออกราว ๒๐ กิโลเมตร พม่าส่งกองทัพติดตามมาอีกจึงได้รบกันจนพม่า แตกพ่ายไป บริเวณบ้านโพสาวหาญชาวบ้านสร้างศาลเจ้าแม่โพสาวหาญทั้งสองคนไว้ที่วัดโพสาวหาญด้วย

ศาลพรานนก เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราช

ที ่บ้ า นพรานนก

อำเภออุ ทั ย จั ง หวั ด พระนครศรี อ ยุ ธ ยา


๓๗

แล้วเดินทัพต่อไปจนถึง บ้านพรานนก จึงหยุดพักแรม แล้วให้ทหารออกไปลาดตระเวณพบว่า ทัพพม่ายกมาจากทางบางคางหรือเมืองปราจีนเก่า พระยาตากและพลพรรคใช้ม้าเพียง ๔ ม้า สู้กับทัพม้า ๓๐ ม้าของทัพพม่าแตกพ่ายไปอีกครั้ง ถือเป็นการสู้รบบนหลังม้าที่ดุเดือดและใช้ความกล้าหาญและ

ภาพบน ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดพรานนก ภาพล่าง ทุ่งโพสังหารหรือโพสาวหาญ ด้านหลังวัดโพสาวหาญ เนินดินที่เป็นดงสูง มีศาสนสถานเก่า สมัยอยุธยาปรากฏอยู่ ชาวบ้านแถบนี้สามารถชี้จุดบริเวณทุ่งโพสังหารได้ทุกคน เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๓๘

เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง บริเวณนี้พบว่ามีร่องรอยของซากศาสนสถานกลางทุ่งและสถานที่ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็น ทุ่งโพสังหารหรือโพสาวหาญ ซึ่งทั้งเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่สามารถชี้จุดบริเวณที่เชื่อว่าเป็นสถานที่สู้รบกันได้ ทุกคน ถือเป็นความทรงจำตกทอดสืบต่อกันมาอย่างชัดเจน เมื่อตัดถนนในเขตฝั่งธนบุรีหลังจากสร้าง สะพานพุทธยอดฟ้าฯ พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็มีการขนานนามถนนเพื่อเป็นเกียรติและที่ระลึกคือ “ถนนพรานนก” และ ศูนย์การทหารม้า สระบุรี ซึ่งยังใช้วันที่ ๔ มกราคมดังกล่าว เป็นวันทหารม้าต่อมาในทุกปี องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันสร้างป้ายหรือเส้นทางบอกเส้นทางการเดินทัพของพระยา ตากโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ทำป้ายแบบมาตรฐานของกรมทางหลวง แสดงจุด หรือเส้นทางเดินทัพประกอบ ซึ่งเป็นการสนับสนุนเพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ โดยอธิบาย รายละเอียดจากพระราชพงศาวดารซึ่งเขียนแต่งเติมขึ้นในภายหลังและนำเสนอว่าเป็น “เส้นทางศึกษา ประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต ชาวชนบทกรุงเก่า” และน่าเสียดายที่ไม่มีการสร้างพื้นที่เพื่อการศึกษาเช่นนี้นอก เหนือไปจากเขตการปกครองภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงเวลาแห่งการสู้รบเพื่อหนีจากทัพพม่าที่อยู่ประชิดเมือง และสู้รบตามรายทางใช้เวลาราว ๒-๓ วันจึงเดินทางเข้าเขตเมืองนครนายก จากนครนายก เดินทางสู่ลำน้ำปราจีนบุรีผ่านด่านกบแจะและชายดง ศรีมหาโพธิ แล้วรบกับพม่าที่ตั้งทัพอยู่ที่ปากน้ำโจ้โล้บริเวณบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา รบกันบริเวณทุ่งใกล้กับลำน้ำท่ากระดาน จากการสำรวจครั้งนี้พบว่า จากบริเวณบ้านพรานนกซึ่งอยู่ในกลุ่มบ้านโพสาวหาญ เป็นทุ่งกว้าง อันเป็นรอยต่อระหว่างท้องทุ่งในเขตอำเภออุทัยทางใต้ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาทางเหนือ และอำเภอเมือง จังหวัดนครนายกทางตะวันออก เมื่อทัพพระยาตากเลียบเขาผ่านบ้านนาเริ่ง ซึ่งน่าจะเป็น พื้นที่บริเวณอำเภอบ้านนา ซึ่งแต่เดิมชื่ออำเภอท่าช้าง เพราะบริเวณนี้มีวัดโรงช้างหรือบ้านโรงช้างซึ่งเคย เป็นชุมชนโพนช้างเพื่อจับช้างป่าตามแถบเทือกเขาดงพญาเย็นสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามพระราชพงศาวดาร กล่าวว่า “ขุนชำนาญไพรสน” นายกองช้างที่นี่นำช้างมอบให้พระยาตาก ๖ ช้าง จากที่นี่จึงเดินทางไปตาม เส้นทางที่มุ่งไปยังเมืองปราจีนบุรีเก่าที่อยู่ริมแม่น้ำปราจีนที่ “ด่านกบแจะ” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำปราจีนบุรีฝั่ง เหนือ บริเวณนี้ชาวบ้านในท้องถิ่นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณวัดกระแจะ บริเวณตำบลท่างามใน อำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนบ้านด่านหนึ่งในชุมชนด่านที่สามารถเดินทางไปยังภาคอีสานผ่านทางช่องเขา บรรทัดในเขตเขาใหญ่ หรือเดินทางตามลำน้ำปราจีนบุรีเพื่อผ่านไปยังกัมพูชาทางด่านหนุมาณและด่านพระ ปรง ที่เป็นชุมชนบ้านด่านมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรืออีกประการหนึ่งก็สามารถข้ามลำน้ำช่วง นี้เพื่อตัดตรงพาทัพไปยังภาคตะวันออกทางชายฝั่งทะเลได้โดยใช้เส้นทางเลียบทุ่งในช่วงปลายหน้าน้ำ เดิน ทางเลียบชายดง ศรีมหาโพธิที่เป็นป่าใหญ่ต่อกับท้องทุ่งที่ลุ่มน้ำท่วมถึงในหน้าน้ำไปยังแม่น้ำท่ากระดานเข้า สู่เขตป่าเขาในดงของป่าต้นน้ำระบม-สียัดได้อีกทางหนึ่ง ทัพพระยาตากเดินทางข้ามแม่น้ำปราจีนบุรีที่ด่านกบแจะ เดินทางเลียบชายดง ศรีมหาโพธิ ผ่าน บ้านคู้ลำพัน ซึ่งมีเส้นทางน้ำคู้ลำพันไหลจากบริเวณที่สูงในอาณาบริเวณของเขตเมืองโบราณสมัยทวารวดี ทุน่งมหาราช กว้ า งต่ อ ชายเนิ น ดง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสิ

ศรี ม หาโพธิ

ที ่บ้ า นคู ้ล ำพั น จั ง หวั ด ปราจี น บุ รี


๓๙

ภาพบน แม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกงช่วงที่ไหลผ่านหน้าวัดบางคาง ซึ่งเป็นริเวณเมืองปราจีนบุรี เก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา และทัพพม่าตั้งทัพควบคุมหัวเมืองแห่งนี้ด้วย ภาพล่าง

อนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วัดบางคาง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี

ที่ปัจจุบันเรียกว่า “เมืองศรีมโหสถ” บริเวณคู้ลำพันนี้มีชุมชนสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือบริเวณต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ซึ่งมีชุมชนชาวพวนที่ถูกอพยพมาในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่อาศัยเป็น ชุมชนใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน พระยาตากอาจจะพักทัพที่แห่งนี้ แล้วคงชั่งใจว่าจะเดินทางต่อไปทางลำน้ำ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๐

บางปะกงเพื่อออกปากน้ำไปยังบางปลาสร้อยที่เป็นจุดเริ่มต้นของบ้านเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ ไม่ แต่น่าจะมีทัพพม่าและกรมการเมืองที่เข้ากับฝ่ายพม่แล้วตั้งรอรับอยู่

เจดีย์ที่ปากน้ำโจ้โล้ที่ถูกบูรณะใหม่และถูกเชื่อว่าสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อยู่ปากน้ำท่ากระดานสบกับลำน้ำบางปะกง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยตั้งกลุ่มทัพรอกลุ่ม “พระเชียงเงิน” ที่ไปลาดตระเวณและพบว่ามีทัพพม่ากองทัพใหญ่ตั้งทัพ อยู่ที่ ปากน้ ำ เจ้ า โล้ ห รื อ โจ้ โ ล้ บางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา และทัพพม่าตามมาทันและตั้งทัพอยู่ที่บ้านท่าข้าม จึงรบกันเป็นการรบใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากหนีออกจากพระนครในบริเวณทุ่งใกล้ลำน้ำท่ากระดาน ซึ่งเป็นลำน้ำที่ไหลมารวมกับแม่น้ำปราจีนบุรีหรือแม่น้ำบางปะกงที่ปากน้ำโจ้โล้นั่นเอง แต่ในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ฉะเชิงเทราจำนวนหนึ่งไม่เชื่อว่าเจดีย์ที่ปากน้ำโจ้โล้จะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินสร้างภายหลังขึ้นครองราชย์แล้ว เพราะสามารถ สืบค้นประวัติศาสตร์ภายในท้องถิ่นได้ว่า สร้างขึ้นครั้งราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคหบดีท้องถิ่นนั่นเอง และในช่วงนั้นยังไม่มีการระลึกและฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าตากของ ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ มากเท่ากับในปัจจุบันนี้ เจดีย์ที่ปากน้ำโจ้โล้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เคยมีศาลเจ้าจีน และมีการสร้างเจดีย์ในภายหลัง ซึ่งเป็นปกติของสถานที่เช่นบริเวณปากน้ำที่สบกันและเกิดเป็นชุมชน โดย เฉพาะบริเวณนี้ก็มีผู้คนเชื้อสายจีนอยู่มาก โดยเฉพาะในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นจึ งน่ า จะเป็ น ไปได้ว่ า พระยาตากไม่ ได้ น ำกองกำลั ง มารบกั บทั พ พม่ า บริ เ วณปากน้ ำนี้ แต่เป็นการรบใกล้ลำน้ำท่ากระดานในท้องทุ่งที่ลุ่มกว้างใหญ่ ซึ่งปัจจุบันน่าจะอยู่บริเวณเขตอำเภอ พนมสารคามและอำเภอบ้านซ่อง ต่อเนื่องกับชุมชนบริเวณท่าขนุนในบริเวณลุ่มน้ำท่ากระดานนั่นเอง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ศาลเจ้ า พ่ อ พญาเร่ ที ่อ ำเภอบ่ อ ทอง


๔๑

การรบที่บริเวณทุ่งระหว่างทางปากน้ำโจ้โล้และลำน้ำท่ากระดานครั้งนี้เป็นศึกหนักครั้งหนึ่งหลัง จากออกจากกรุงศรีอยุธยามาแล้ว จากนั้นจึงเดินทางมุ่งไปยัง บ้านหัวทองหลาง บ้านตะพานทอง และ สำนักหนองน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ในเขตภายในบริเวณลุ่มน้ำท่าลาดในเขตเมืองพนมสารคามในเวลาต่อมา บริเวณนี้ติดต่อกับเขตที่สูงและป่าเขาทางของต้นน้ำแควระบม-สียัด ซึ่งมีต้นน้ำมาจากทางป่าเขาอ่างฤไน ที่ อยู่ในรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน การวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลจากพงศาวดารฉบับต่างๆ รวมทั้งฉบับบริติชมิวเซียม และฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเขียนขึ้นมาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว และผ่านพ้นสมัยกรุงธนบุรีไปในระยะเวลาหนึ่ง ต่างบันทึกไว้ในทิศทางเดียวกันว่า เจ้าตากมุ่งหน้าสู่บางปลาสร้อย ซึ่งอยู่ในบริเวณเมือง “ชลบุร”ี ใน ปัจจุบัน แต่จากการสำรวจพบว่า พระยาตากไม่น่าที่จะเดินทางไปยังบางปลาสร้อยที่ตั้งอยู่ใกล้กับ ปากน้ำบางปะกงและทางบ้านท่าข้ามซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเดินทางต่อไปยังคลองสำโรงเพื่อต่อ ไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงศรีอยุธยา บริเวณนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพพม่าต้อง ควบคุมอย่างใกล้ชิด ดังเห็นได้จากการมีกองทัพชุดหนึ่งที่มีจำนวนไพร่พลไม่น้อยตั้งเฝ้าระวังอยู่ที่ บริเวณปากน้ำโจ้โล้เพื่อควบคุมการคมนาคมสำคัญทางฝั่งตะวันออก และคงมีทัพพม่าตั้งเป็นระยะใน บริเวณลำน้ำบางปะกงตลอดจนบางปลาสร้อยที่เป็นปากน้ำสำคัญ และสามารถควบคุมเจ้าเมืองหรือ ผู้คนสำคัญทางฝ่ายบางปลาสร้อยไว้ได้ทั้งหมด ดังปรากฏชื่อ “นายทองอยู่ นกเล็ก” ที่พระยาตากต้อง นำกำลังไปปราบในเวลาต่อมา ในพงศาวดารกล่าวถึงการเดินทางมายัง “นาจอมเทียนและทุ่งไก่เตี้ยและสัตหีบ” ก่อนจะเข้าสู่แถบ “ชายทะเล บ้านหินโด่ง และบ้านน้ำเก่า” แล้วจึงเข้าสู่เขตเมืองระยอง “ข้อเสนอเส้นทางใหม่” เมื่อรบพม่าที่แถบทุ่งลุ่มน้ำท่ากระดาน บริเวณเมืองพนมสารคามในปัจจุบัน แล้วจึงใช้เส้นทางโบราณ เดินทางสู่เมืองพนัสนิคมและอำเภอบ่อทองและตัดเข้าสู่ ที่ราบลุ่มลำน้ำระยองที่อำเภอบ้านค่าย บริเวณเส้นทางภายในนี้ ผู้คนในปัจจุบันไม่คุ้นเคยเท่ากับเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล ตามพระราช พงศาวดารนั้นกล่าวว่า หลังจากยกกำลังพลไปยังบ้านทองหลาง ตะพานทอง บางปลาสร้อยที่หมายถึง เมืองชลบุรีบริเวณใกล้ปากแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแล้ว จึงเดินทางมาถึงบ้านาเกลือ พบนายกล่ำและสู้รบจนนายกล่ำยอมสวามิภักดิ์ แล้วไปถึงยัง “ถึงพัทยา” ซึ่งในเอกสารที่เก่ากว่าเขียนว่า “ถึงทัพ” มิได้เขียนว่า “พัทยา” แต่อย่าใด รุ่งขึ้นไปยังนาจอมเทียนและ “ทัพไก่เตี้ย” และ “สัตหีบ” “หิน โด่ง” “น้ำเก่า” แล้วผู้รั้งเมืองระยองและกรมการเมืองจึงชวนกันมารับ ซึ่งแต่ละแห่งบันทึกไว้ว่าใช้เวลา เดินทางเพียงหนึงวันเท่านั้น บริเวณเส้นทางเดินทางที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนั้น เป็นเส้นทางห่างไกลและใช้เวลาใน การเดินทางมากและยังเป็นบริเวณที่ไม่มีเมืองสำคัญหรือชุมชนสำคัญใดๆ ตั้งอยู่ในรายทาง อีกทั้ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๒

แผนที่เพื่อเปรียบเทียบแสดงเส้นทางเดินทัพเพื่อกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แบบเดิม และข้อสันนิษฐานใหม่จากการทำงานวิจัยสำรวจภาคสนามครั้งนี้

บริเวณเมืองบางปลาสร้อยซึ่งอยู่บริเวณ “ท่าข้าม” ซึ่งเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่กองทั พพม่าไม่น่า จะพลาดโดยไม่ มี ก องกำลั ง ควบคุ ม อยู่ ซึ่ง เมื อ งบางปลาสร้ อ ยหากตี ค วามตามเนื้อ หาในพระราช พงศาวดารแล้ว เจ้าเมืองหรือผู้รั้งเมืองบางปลาสร้อย เช่นนายทองอยู่ นกเล็ก ก็เข้ากับฝ่ายกองกำลัง พม่าไปแล้ว บริเวณนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่กองกำลังของพระยาตากที่เพิ่งรบกับพม่าครั้งใหญ่ควรหลีกเลี่ยง อย่างยิ่ง นอกจากนี้บริเวณต่างๆ ตามรายทางเหล่านี้น่าจะเป็นการบันทึกของผู้ที่ไม่รู้จึกหรือเข้าใจสภาพ ภูมิประเทศในท้องถิ่น เพราะพื้นที่ดังกล่าวห่างไกล ผู้คนเบาบางเพราะอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลที่ไม่อยู่ในเส้น ทางเดินทางบกที่มีลำน้ำเชื่อมต่อภายในแผ่นดิน แม้แต่การเดินทางจากชลบุรีมายังเมืองระยองเมื่อไม่ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๓ แผนที่แสดงบริเวณลุ่มน้ำสียัดที่มีบ้านท่าคานต้นกำเนิดเรื่องเล่าทหารชาวบ้านของพระยาตากที่กลายเป็น “เจ้าพ่อเขากา” ที่อำเภอท่าตะเกียบ และลุ่มน้ำพานทองซึ่งเป็นเส้นทางโบราณภายในมาตั้งแต่สมัยทวารวดี โดยมีเมืองโบราณคือเมืองพระรถที่พนัสนิคมและเมืองพญาเร่ที่บ่อทอง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๔

นานมานี้ก็ไม่เดินทางวกเข้าไปเลียบชายฝั่งบริเวณพัทยา นาจอมเทียน สัตหีบมายังบ้านฉางแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า “งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เชื่อว่ากองกำลังของพระยาตากเดินทางผ่านไป ยังเมืองบางปลาสร้อย พัทยา นาจอมเทียนและสัตหีบแต่อย่างใด” หากแต่บริเวณเส้นทางภายในทางตะวันออกของแม่น้ำบางปะกงมายังลุ่มน้ำท่ากระดานและลุ่ม น้ำพานทองมีผู้คนตั้งถิ่นฐานกันอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยทวารวดี คือ “เมืองพระรถ” เพราะเป็นบ้านเมืองภายในที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลำน้ำบางปะกงที่สามารถออกไปยังชายฝั่งทะเลได้ อีกทั้ง สามารถติดต่อกับบ้านเมืองหรือชุมชนภายในที่อยู่ในเขตป่าเขา แล้วเดินทางตามทางโบราณสู่เมืองโบราณ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ภายในคือ “เมืองพญาเร่” ที่อยู่ในเขตอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน แล้วข้ามช่อง เขาเตี้ยๆ สู่เมืองระยองที่มีชุมชนเก่าแก่ในที่ราบลุ่มลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองที่อำเภอบ้านค่าย บริเวณเมืองพระรถหรือเมืองพนัสนิคมในเวลาต่อมา เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างปากน้ำ บางปะกงราว ๒๕ กิโลเมตร และอยู่ในเขตลุ่มน้ำพานทองซึ่งอยู่ในพื้นที่ภายใน ซึ่งสะดวกแก่การเดินทาง ข้ามทุ่งและข้ามลำน้ำท่ากระดานมายังแถบนี้ และน่าจะปลอดจากกองทัพพม่าพอสมควร เพราะในพระราช พงศาวดารเองก็ระบุถึงการเดินทางมายัง บ้านหัวทองหลาง บ้านตะพานทอง และสำนักหนองน้ำ ซึ่งนัก วิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณ “บ้านหัวสำโรง” ในเขตอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทราใน ปัจจุบัน ที่เป็นชุมชนเก่ามีร่องรอยสืบเนื่องในสมัยกรุงศรีอยุธยาและมีผู้อยู่อาศัยมีเชื้อสายในกลุ่มชาติพันธุ์ เขมร ตั้งห่างจากลำน้ำพานทองไม่เกิน ๘ กิโลเมตร ส่วนคำว่า “สำนัก” ซึ่งใช้กันโดยมากในภูมิภาคตะวันออกนี้ พบว่าเป็นคำใช้เรียกชื่อบ้านหรือ ชุมชนขนาดหย่อมบ้านที่มีลักษณะเป็นบ้านห่าง [Homestead] พบการเรียกชื่อชุมชนเช่นนี้มากในบริเวณ เมืองระยองและชลบุรี โดยเฉพาะในบริเวณเขตภายในแผ่นดินที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากชุมชนใหญ่ทาง ฝั่งชายทะเลหรือชุมชนใหญ่ในระดับเมืองภายใน อย่างไรก็ตาม การสำรวจบริเวณชุมชนตามเส้นทางที่สันนิษฐานว่า พระยาตากน่าจะเดินทางเพื่อ หลบหนีทัพพม่าในเส้นทางน้ำบางปะกงตามที่พงศาวดารบันทึกไว้ว่าเดินทางไปยังบางปลาสร้อย แต่คณะ สำรวจคาดว่าไม่น่าจะเดินทางไปในทิศทางนั้น เพราะทั้งทัพพม่าและเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองเมืองต่างน่าจะ เข้ากับทัพพม่าไปแล้ว ดังเห็นได้จากการที่พระยาตากต้องเตรียมการเพื่อปราบกลุ่มนายทองอยู่ นกเล็ก ใน ครั้งที่เดินทางไปยังเมืองระยองแล้ว และจับประหารในครั้งเดินทางด้วยทัพเรือกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาหลัง จากเวลาผ่านไปราว ๗ เดือนแล้ว ทัพพระยาตากน่าจะเดินทางตามลำน้ำพานทองจากชุมชนแถบพนัสนิคมขึ้นมาตามลำน้ำพานทอง และเข้าสู่พื้นที่ภายในบริเวณอำเภอบ่อทองที่มีเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดเล็กคือ “เมืองพญาเร่” ตั้งอยู่ จากการสำรวจพบว่า มีศาลที่ชาวบ้านเชื่อว่าเคยเป็นทหารเอกของพระยาตากที่ต่อสู้บริเวณ สนามรบในแถบทุ่งริมลำน้ำท่ากระดานที่เรียกว่า “เจ้าพ่อเขากา” ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นทหารของพระยาตาก ไม่ทราบถิ่นกำเนิดว่าอยู่ที่ใด  เมื่อกองทัพตั้งค่ายอยู่ที่ “บ้านท่าคาน” เจ้าพ่อเขากาป่วยและเสียชีวิตลงที่บ้าน ท่าคาน จึงสร้างศาลไว้ใกล้กับที่ฝังศพ ต่อมาชาวบ้านท่าคานก็ร่วมกันจัดงานเซ่นไหว้พร้อมกันในวันขึ้น  ๓ ค่ำ  เดือน  ๓  รวมเป็นประเพณี  เผาข้าวหลามของชาวพวนที่อพยพเข้ามาในภายหลัง แล้วยังบนโดยใช้  เหล้า  ยาสูบ  (บุหรี่)  หัวหมู  เป็นของเซ่น หลังจากสร้างเขื่อนสี ยัดน้ำท่วมบ้านท่ าคาน จึงมีการสร้างศาล เจ้าพ่อเขากาไว้ที่สันเขื่อนสียัดใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๕

เจ้าพ่อเขากาที่บ้านท่าคาน ซึ่งตั้งภายในแผ่นดินและห่างไกล เชื่อว่าเป็นทหารของกองกำลังพระยาตากที่เป็นไข้เสียชีวิต ระหว่างรบและหลบหนีไปยังหัวเมืองภาคตะวันออก

ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อเขากาเดิมถูกน้ำท่วมจึงนำมาประดิษฐาน ที่สันเขื่อนอ่างเก็บน้ำแควสียัด อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

บริเวณบ้านท่าคานเป็นถิ่นฐานของชาวบ้านคนหนึ่งที่เคยไปร่วมรบกับทัพพระยาตากครั้งสู้รบกับ พม่าในเขต “ลำน้ำท่ากระดาน” ซึ่งเป็นลำน้ำสายย่อยที่ต่อเนื่องกับทั้ง “แควระบมและสียัด” เมื่อตายไปแล้ว จึงกลายเป็นเจ้าพ่อผู้พิทักษ์ [Gardian spirit] ของชาวบ้านบริเวณภายในติดกับแนว “เทือกเขาอ่างฤไน” ซึ่งอยู่ห่างเข้าไปในแผ่นดินและห่างไปจากเส้นทางเดินทัพเพื่อมุ่งไปทางบางปลาสร้อยอย่างชัดเจน ศาลในปัจจุบันของเจ้าพ่อเขากานั้น เป็นศาลใหม่ที่สร้างขึ้นภายหลังและมีอิทธิพลความเป็นจีน ปรากฏอยู่ชัดเจน ซึ่้งก็มักปรากฏที่ศาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสินฯ อยู่เสมอ อาจจะมีข้อยกเว้นที่ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๖

บริเวณศาลของเฒ่าพรานนกและศาลเจ้าแม่โพสาวหาญที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่บ้างที่ ไม่มีสัญลักษณ์ในรูปแบบของจีนอยู่เลย เพราะเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องของคนท้องถิ่นแถบนั้นมากกว่า นอกจากนี้ที่อำเภอบ่อทองซึ่งอยู่ติดต่อกับบริเวณลุ่มน้ำระบบและสียัดในอำเภอท่าตะเกียบอันเป็น ที่ตั้งของบ้านท่าคาน ถือเป็นเส้นทางเดินทัพที่ได้รับการสันนิษฐานใหม่นั้นก็ยังพบว่า ชาวบ้านมีความเชื่อ เกี่ยวกับ “เจ้าพ่อพญาเร่” ว่าเป็นทหารของพระยาตากที่เดินทัพผ่านในบริเวณนี้ โดยเล่ากันว่า เจ้าพ่อพญา เร่นั้นเคยเป็นคนเขมรบนทางเมืองศรีษะเกษ เมื่อรบและตายลงจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ [Gardian spirit] ของ

ศาลพญาเร่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เมือง โบราณพญาเร่ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็ก อายุสมัยทวารวดี และอยู่ในเส้นทางเดิน ทางภายในลุ่มน้ำพานทองที่เชื่อมต่อกับ เมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ที่ เมืองพระรถ อำเภอพนัสนิคม เล่ากันว่า เจ้าพ่อพญาเร่เป็นทหารของ พระยาตากที่เดินทัพผ่านในบริเวณนี้ โดย เล่ากันว่า เจ้าพ่อพญาเร่นั้นเคยเป็นคน เขมรบนทางเมืองศรีษะเกษ เมื่อรบและ ตายลงจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ [Gardian spirit] ของเมืองบ่อทอง ในปัจจุบัน

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๗

เมืองในปัจจุบัน และสร้างเรื่องราวให้สัมพันธ์กับ “บ้านอมพนม” ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับบ่อทอง ศาลเจ้าพ่อ พญาเร่อยู่ในบริเวณโรงเรียนอนุบาลบ่อทองในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ติดกับเชิงเนินที่สูงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมือง โบราณพญาเร่ จากบริเวณเมืองพญาเร่ หากเดินทางตัดลงทางใต้ผ่านช่องเขาเตี้ยๆ ซึ่งแนวเขานี้มีความสูงราว ๓๐๐-๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลผ่านลงสู่อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรีในปัจจุบันนี้และเดินทางสู่ ต้นน้ำคลองใหญ่ที่อยู่ในเขตอำเภอปลวกแดงในปัจจุบัน ลำน้ำนี้ผ่านเข้าสู่ที่ราบลุ่มลำน้ำคลองใหญ่หรือ ที่ราบลุ่มน้ำระยอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ที่มีชุมชนหมู่บ้านตั้งอยู่จำนวนไม่น้อย และเป็นชุมชนที่ อยู่ภายในแผ่นดินของบ้านเมืองชายฝั่งทะเล ที่มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ใกล้บริเวณปากแม่น้ำที่เรียกว่า "เมืองระยอง" อย่างไรก็ตาม ในพระราชพงศาวดารไม่ได้กล่าวถึงการเดินทัพผ่านทางแถบอำเภอบ้านค่ายแต่ อย่างใด แต่กลับใช้เส้นทางนาจอมเทียนและสัตหีบที่สันนิษฐานกันว่าน่าจะตัดขึ้นเข้ามาทางอำเภอบ้านฉาง ซึ่งแม้แต่ความทรงจำของผู้คนในปัจจุบันก็จะจำได้ว่า ไม่ใช้เส้นทางจากสัตหีบผ่านทางบ้านฉางจนเข้าเมือง ระยองแต่อย่างใด เพราะจะใช้เส้นทางจากนาจอมเทียนตัดตรงมาทางระยองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านสัตหีบ หรือทุ่งไก่เตี้ย และไม่มีเหตุผลใดจะเป็นการเดินทางเพื่อเสียเวลาในการเดินทางเลียบริมฝั่งทะเลดังแนวทาง ที่พระราชพงศาวดารกล่าวถึง นอกเสียจากเป็นเส้นทางเดินเรือทะเลเลียบชายฝั่ง ซึ่งเป็นเส้นทางขากลับไปกู้ กรุงศรีอยุธยาของพระเจ้าตากฯ รายละเอียดของชุมชนและการอยู่อาศัยในบริเวณอำเภอบ้านค่ายและในบริเวณที่ราบลุ่มเมือง ระยองนั้น จะกล่าวถึงโดยสังเขปในหัวข้อต่อไป ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ทัพพระยาตากยึดเมืองระยองได้ ตั้งค่ายพักอยู่บริเวณ “วัดลุ่ม” ตั้ง ค่ายพักที่วัดลุ่มหรือวัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในปัจจุบัน ๒ วัน บริเวณวัดลุ่มฯ อยู่ในบริเวณที่ลุ่มนอกย่านการค้าริมน้ำที่น่าจะเป็นตัวเมืองระยองเดิม ซึ่งอยู่เข้ามาจากปากน้ำระยองที่ออก สู่ชายฝั่งทะเลตามความคดเคี้ยวของลำน้ำใกล้ชายฝั่งราว ๕-๖ กิโลเมตร นอกจากบริเวณวัดลุ่มฯ ซึ่งเป็น วัดประจำเมืองชายฝั่งที่ระยองแล้ว ยังมีวัดป่าประดู่ซึ่งยังคงมีศาสนสถานที่นิยมสร้างแบบสมัยอยุธยาตอน กลางถึงตอนปลายคือพระพุทธรูปปางลิไลยก์และพระนอนขนาดใหญ่ ซึ่งประดิษฐานแตกต่างไปจากพระ นอนหรือปางไสยาสน์ที่อื่นๆ คือตะแคงขวามิได้ตะแคงด้านซ้าย นอกจากนั้นคงเป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ที่ มีทั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมและเจ้าปุ้นเถ้ากงเถ้าม่าที่เป็นของคนจีนเชื้อสายไหหลำและชาวจีนแต้จิ๋ว การบรรยายในช่วงนี้เป็นการนำเสนอภาพของความมีบุญญาธิการอันสืบเนื่องต่อไปจะได้เป็นผู้นำ การกู้กรุงฯ และพระมหากษัตริย์ในภายหน้า พระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อเดินทัพออกจากวัดพิชัย กรุง ศรีอยุธยาแล้ว ๒๓ วัน ในเวลาเพียงไม่ถึงเดือนก็สามารถยึดเมืองระยองและรวบรวมกำลังพลได้จำนวน หนึ่ง และเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์พายุหมุนจนบิดต้นตาลเป็นเกลียวโดยไม่คลายตัว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ตาลขด” พระยาตากรวมทั้งฝ่ายทหารทั้งหลายและพลพรรคจึงยกพระยาตากเป็น “เจ้าตาก” ภายในวั ด ยังมีต้นสะตือใหญ่ต้นหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเคยเป็นที่เจ้าตากผูกช้างทรง การประกาศตนเป็น “เจ้าตาก” หรือ “พระเจ้าตาก” นั ้น ก็ เพราะน่าจะทราบสถานการณ์ในช่วง ก่อนเสียกรุงฯ เล็กน้อยได้เป็นอย่างดี การตั้งตนเองเป็นเจ้านั้น ทำให้กองกำลังไพร่พลของเจ้าตากแตกต่าง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๘ ภาพซ้ายบน พระปางลิไลยก์ นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนกลาง และปลาย วัดป่าประดู่

ภาพขวาบน พระนอนหรือปางไสยาสน์ ตะแคงขวา วัดป่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

ภาพซ้ายล่าง ศาลเจ้าแม่ทับทิม ริมแม่น่ำระยองหรือคลองใหญ่ ย่านริมน้ำเมืองระยองเก่า

ภาพขวาล่าง ศาลเจ้าปุ้นเถ้ากงเถ้าม่าของชาวแต้จิ๋ว อยู่ห่างจากริมน้ำเล็กน้อย

ไปจากกองกำลังที่เป็นชุมโจรทั่วไปที่คงมีอยู่มากในช่วงเวลานั้น แม้แต่เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองหัวเมือง ทางฝ่ายตะวันออกก็ยังเป็นกองกำลังของคนท้องถิ่นเท่านั้น การสถาปนาตนเองเป็นผู้นำของรัฐที่ล่มสลายไปแล้วจึงเกิดขึ้นที่เมืองระยอง อั นเป็นเมือง ที่มีผู้คนประชากรอยู่มาก และมีรากฐานของบ้านเมืองที่ตั้งมั่นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอย่าง ชัดเจน พระเจ้าตากคงรวบรวมผู้คนได้จำนวนมากจากเมืองระยองนี่เอง ขณะนั้นมีผู้แจ้งเหตุว่า มี “ขุนราม หมื่นซ่อง นายทองอยู่นกเล็ก ขุนจ่าเมือง” เป็นต้น คบคิดกันนำ ผู้คนจำนวนหนึ่งจะหมายทำร้ายสังหารเจ้าตาก จึงวางแผนปราบปรามจนราบคาบกองกำลังล้มตายยับเยิน แล้วจึงหยุดอยู่ที่เมืองระยองราว ๗-๘ วัน แล้วมีดำริให้คนไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจันทบูรให้ออกมายอม อ่อนน้อม แต่พระยาจันทบูรผัดผ่อนเรื่อยมา แต่ในระหว่างรอพระยาจันทบูรยอมอ่อนน้อม พวกขุนราม เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๔๙

ภาพบน สะตือเสี่ยงทาย ที่วัดลุ่มมหาชัย ชุมพล เมืองระยอง ภาพล่าง รูปปั้นช้างพังคีรีกุญชร ช้างที่พระยาตากผูกไว้ใต้ต้นสะตือใหญ่ที่ วัดลุ่ม สถานที่เสี่ยงทายและพักทัพและ สถาปนาตนขึ้นเป็น “เจ้าตาก” เพื่อบัญชาการรบและรวบรวมไพร่พลใน การกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยา

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๐

หมื่นซ่องและนายทองอยู่นกเล็กที่แตกหนีไปจากเมืองระยอง ก็แอบเข้ามาลักฝูงสัตว์ เช่น โค กระบือ ช้างม้าไปตลอดเวลา เจ้าตากจึงนำกองกำลังออกจากเมืองระยองเพื่อจะไปตีเมืองจันทบูร โดยเดินทางผ่าน ชุมชนที่น่าจะมีรายชื่ออยู่ตั้งแต่เมืองระยองไปจนถึงเมืองแกลง อันเป็นสถานที่ขุนราม หมื่นซ่อง ตั้งกอง กำลังของตนเองอยู่ เมื่อออกปราบปรามก็แตกหนีไปอยู่กับพระยาจันทบูร จึงรวมกำลังพลต่างๆ ที่หนีไปอยู่ตามป่าดงกลับเข้ามาอยู่เมืองระยองเป็นจำนวนมาก แล้วตั้งทัพ รอคำตอบจากพระยาจันทบูรอยู่ที่เมืองระยอง รวมแล้วท่านใช้ฐานเมืองระยองเป็นค่ายที่พักเพื่อรวบรวม ไพร่พลอยู่ถึง ๔ เดือน เมืองระยองและผู้คนที่นี่จึงถือเป็นฐานกำลังพันธมิตรสำคัญในแถบหัวเมืองภาคตะวันออก อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลการสำรวจจากกรมแผนที่ทหารเป็นรายงานชื่อสถานที่และหมู่บ้านต่างๆ ที่น่าจะอยู่ในเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตากในพื้นที่เมืองระยอง มีรายชื่อสถานที่ดังนี้ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล, เจ็ดลูกเนิน, บ้านตะพงนอก, บ้านช้างชน, บ้านในไร่, บ้านเพ, บ้านหัวแหลม แกลง, บ้านมาบเหลาชะโอน, ตะกาดหมาหิว, บ้านสะพานยายเหม, บ้านแหลมทองหลาง, บ้านกลาวน, บ้าน หนองอีแหละ, บ้านกร่ำ, บ้านพงฆ้อ, เนินทราย, วัดราชบัลลังก์, แม่น้ำประแส, บ้านแหลมเมือง, บ้านนาชา, บ้านปากดง, บ้านเกาะลอย, บ้านพังราด, บ้านกองดิน ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่าน่าจะใช้การกำหนดจุดชุมชนจากการใช้แผนที่โดยสันนิษฐานแนวทางการเดิน ทางให้เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่งตั้งแต่ตัวเมืองระยองเก่าไปจนถึงตำบลปากน้ำประแสและวัดเนินกองดิน ที่สันนิษฐานกันไปว่าจะเป็นกองดิน (ปืน) เป็นต้น

แผนที่จากการสำรวจของกรมแผนที่ทหาร แสดงชุมชนที่เจ้าตากเดินทางผ่านเพื่อไปยังจันทบูร

แต่พบว่าสถานที่ที่ถูกอ้างอิงจากแผนที่ของกรมแผนที่ทหารหลายแห่งนั้น ไม่ได้มีประจักษ์ พนายหรือความทรงจำเกี่ยวกับพระเจ้าตากยกทัพผ่านไปยังเมืองจันทบูรแต่อย่างใด และหลายแห่งก็ มีการสร้างตำนานขึ้นมาใหม่เมื่อมีความนิยมเดินทางกราบไหว้สักการะสมเด็จพระเจ้าตากฯ ของผู้คน ในยุคปัจจุบัน ส่วนสถานที่หลายแห่งมีประวัติและความทรงจำเกี่ยวข้องกับทัพพระยาตากอย่าง ชัดเจนเช่นกัน

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๑

การสำรวจบริเวณลุ่มน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง จากต้นน้ำพานทองหรือคลองหลวงซึ่งมีกำเนิดจากที่สูงภายในแผ่นดิน บริเวณอำเภอบ่อทองใน ปัจจุบัน อันเป็นชุมชนเก่าที่มีเมืองพญาเร่ตั้งอยู่ และน่าจะมีกลุ่มคนผู้อยู่อาศัยมาจนกระทั่งสมัยปลายกรุง ศรีอยุธยา

แผนที่แสดงที่ราบลุ่มน้ำระยองหรือคลองใหญ่ ใช้ปลูกข้าวได้ดีและเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณจำนวน มากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ระหว่างเขตที่สูงซึ่งถูกปรับเป็นพื้นที่ทำไร่ในปัจจุบัน

ต้นน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองเกิดจากลำน้ำหลายสายและหลายทิศทางจากแนวเขาที่สูงทางเขต ชลบุรีและฉะเชิงเทรา ทางฝั่งตะวันตกมีลำคลองดอกกรายและลำน้ำสายอื่นๆ จากทางอำเภอปลวกแดง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๒ แผนที่แสดงที่ราบลุ่มลำน้ำต่างๆ ตั้งแต่ลำน้ำระยองหรือคลองใหญ่ ลำน้ำแกลง ลำน้ำประแส ลำน้ำพังราด ซึ่งเป็นลำน้ำสายสั้นๆ และคดเคี้ยวจากที่สูงภายในไหลลงทะเล บริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งมีชุมชนจำนวนมาก

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๓

ทางด้านเหนือมีคลองหนองปลาไหล คลองหนองอ้ายรื่น คลองหมามุ่ย คลองป่าหวาย ฯลฯ จากแนวเขา ต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกมีลำน้ำสายสั้นๆ หลายสายจากแนวเขาตะเคียนงาม ทั้งหมดนี้ไหลมารวมเป็นแนว ลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง ซึ่งไหลผ่านอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยองในปัจจุบันไปออกทะเล ที่ปากน้ำระยอง ตัวเมืองระยองที่ตั้งอยู่ชายฝั่ง ลำน้ำสายสำคัญของเมืองระยองสายนี้ ทำให้เกิดพื้นที่ราบ ลุ่มกว้างกว่าพื้นที่ตามลำน้ำสายต่างๆ ของบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำประแส ลำน้ำพังราด ลำน้ำจันทบูร และลำน้ำตราดเป็นพื้นที่แอ่งปลูกข้าวที่สำคัญ และในส่วนที่เนินชายขอบก็มีการ ทำสวนที่พัฒนาจนกลายเป็นสวนในเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา

ทุ่งนาที่ราบลุ่มกว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ในเขตอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐาน เก่าแก่แห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออก และมีชุมชนที่มีอายุตั้งแต่สมัยอยุธยาปรากฏอยู่หลายแห่ง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๔

พื้นที่ราบและเป็นแอ่งปลูกข้าวที่สำคัญ ทำให้มีการตั้งบ้านแปลงเมืองของชุมชนจำนวนมากมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างชัดเจน เมืองระยองที่ตั้งอยู่ใกล้กับปากน้ำกลับเป็นเมืองระยองที่มีคนจีนเข้า มาตั้งถิ่นฐานจับจองพื้นที่เพื่อต่อเรือเดินทะเล ทำผลผลิตจากทะเล เช่น น้ำปลา เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ และเป็นพื้นที่เมืองเนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง ในขณะที่พื้นที่ภายใน แถบอำเภอบ้านค่ายต่อเนื่องถึงอำเภอเมืองนั้นเป็นเขตชุมชนหนาแน่น มีศูนย์กลางของชุมชนบ้านขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดบ้านค่ายในทุกวันนี้ และยังมีชุมชนเก่าอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตอุดมสมบูรณ์นี้ และที่สำคัญ บริเวณอำเภอบ้านค่ายหลงเหลือร่องรอยความทรงจำเกี่ยวกับทัพพระเจ้าตากหลายแห่ง จนกระทั่งมีการ เปลี่ยนชื่อ “อำเภอไผ่ล้อม” เป็น “อำเภอบ้านค่าย” ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีผู้ใดสามารถสันนิษฐานได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าในท้องถิ่นเกี่ยวกับทัพพระเจ้า ตากอย่างแน่ชัดเพียงใด แต่ก็ถือว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะภายหลังมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์หรือศาลโดยคนท้องถิ่นไว้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัพพระเจ้าตากในอำเภอ บ้านค่ายด้วย

วัดละหารไร่ และมีวังสามพญา สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองระยอง

อย่างไรก็ตาม บริเวณชุมชนในแถบอำเภอบ้านค่ายไม่ได้ถูกระบุไว้ในเส้นทางกู้ชาติของ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ แต่อย่างใด ในเขตลุ่มน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยองที่บ้านละหาร ซึ่งมีหนองน้ำใหญ่ซึ่งเป็นที่ลุ่มเต็มไปด้วย หนองน้ำมากมาย ภายใน “วัดละหารไร่” มีหนองน้ำที่เรียกว่า “วังสามพญา” เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ของ เมืองระยองที่เคย นำน้ำจากสระแห่งนี้ไปใช้ในพระราชพิธีมรุธาภิเษกร่วมกับการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่ อื่นๆ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจาก จะมีพระดีคือ “หลวงปู่ทิม” ที่คนทั่วไปกราบไหว้บูชา โดย เฉพาะเหรียญหลวงปู่ทิมก็ยังมีตำนานที่หลวงปู่ทิมเล่าไว้ให้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนว่าวังสามพญานั้น

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๕

เกี่ยวข้องกับกองทัพและทหารผู้เสียชีวิตของพระเจ้าตากเมื่อครั้งพักทัพ ช้างศึกของพระเจ้าตากฯ ลงอาบน้ำ บริเวณบึงใหญ่ ที่มีน้ำใต้ดินไหลซึมอยู่ตลอดเวลา ภายหลังชาวบ้านจึงเรียกบึงนี้ว่า “วังสามพญา”

บริเวณที่เนินแนวคันดินที่ถูกปรับพื้นที่ไปแล้ว ชาวบ้านบอกเล่าว่าเคยเป็นคันดินขนาดใหญ่ เป็นแนวยาวหลายกิโลเมตรที่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง ปัจจุบันชาวบ้านค่ายสร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในบริเวณดังกล่าว และยังพอเห็นร่องรอยว่าเป็นที่สูงกว่าที่ลุ่มรอบๆ

ต่ำลงมาจากบ้านละหารไร่คือที่ตั้งของ “วัดบ้านค่าย” ในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าตัวอำเภอบ้านค่าย ในปัจจุบันนี้ราว ๒ กิโลเมตร วัดนี้ชาวบ้านเล่าว่าเคยมีศานสถานใหญ่โตที่ถูกรื้อไปแล้วจนไม่พบร่องรอย ศาสนสถานรุ่นเก่า เช่น โบสถ์ขนาดใหญ่ พระเจดีย์ราย ๓ องค์ มีสระน้ำขนาดใหญ่ภายในวั ด ทางตะวัน ออกเฉียงเหนือเล่าว่ามีแนวคันดินยาวระยะทางมากกว่ากิโลเมตรขึ้นไปและเป็นสันสูงและกว้างจนผู้คนต่าง สันนิษฐานกันว่าเป็น “ค่าย” ตามชื่อบ้านค่าย หรือ “ถนนโบราณ” ซึ่งลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็น “ทำนบ” สำหรับชักน้ำสู่ทุ่งข้าวกว้างใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของคลองใหญ่ที่มีแนวเทือกเขาและพื้นที่สูงซึ่งต่อเนื่องจาก เขตอำเภอเขาชะเมาในจังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ โบราณวัตถุที่พบจากวัดบ้านค่ายยังเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ควรเก็บรักษาให้ดีขึ้น กว่าเดิม เพราะพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายในสมัยอยุธยา ซึ่งน่าจะมีอายุในช่วงต้นกรุงฯ อาจจะอยู่ใน รูปแบบศิลปะแบบอู่ทองที่พระพุทธรูปมีพระพักต์กลมมนและแนวสันหน้าแข้งยังไม่ปรากฏที่เรียกว่าแข้งคม พบพระพุทธรูปยืนปางรำพึงหรือประทานอภัย ซึ่งไม่เคยพบการแกะสลักพระพุทธรูปหินทรายในรูปแบบ เช่นนี้ แต่จะนิยมทำพระพุทธรูปปางดังกล่าวจากการหล่อโลหะสำริด เป็นต้น นอกจากซากพระพุทธรูปหินทรายแล้ว ยังพบ “ใบเสมา” ทำจากหินทราย และมีลวดลายประดับ แตกต่างไปจากที่เคยพบจากที่อื่นๆ สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุสมัยรุ่นเดียวกับการสร้างพระพุทธรูปชุดที่ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๖

กล่าวมาแล้ว บางชิ้นที่สำคัญมีลวดลายคล้ายลายแบบจีนประดับอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าชุดใบเสมาที่วัดบ้านค่ายนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเป็นลักษณะแบบท้องถิ่น

พระพุทธรูปหินทรายแดง น่าจะมีอายุสมัยอยุธยาตอนกลาง และพระพุทธรูปยืนทำปางประทานอภัยหรือ ปางรำพึงทำจากหินทรายซึ่งปกติจะพบว่านิยมทำจากโลหะสำริด และใบเสมาหินทราย อายุสมัยราวอยุธยา ตอนกลาง ลักษณะเป็นเอกลักษณ์เด่นด้วยลวดลายประดับแบบจีน ที่วัดบ้านค่าย เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๗

ใกล้กับวัดบ้านค่าย ยังพบว่าชาวบ้านตั้งศาลหลักเมืองให้กับ “เจ้าแม่หลักเมืองบ้านค่าย” ซึ่งถือว่า ประหลาดกว่าที่อื่นๆ เพราะเป็นหลักเมืองที่เป็นเพศหญิงและชาวบ้านทั่วไปยังคงสงสัยในระเด็นดังกล่าว เพราะความเข้าใจโดยทั่วไปนั้น ความเป็นหลักเมืองมักแสดงออกเป็น “เพศชาย” ซึ่งมีหน้าที่ในการเพื่อการ รักษาคุ้มครองมากกว่า อีกทั้งหลักเมืองของเมืองใหญ่ในเขตภูมิภาคตะวันออกปัจจุบันนี้ก็ถูกแปรสภาพ กลายเป็นศาลเจ้าจีนไปแทบทั้งหมดแล้ว

ศาลเจ้ า แม่ ห ลั ก เมื อ ง บ้ า นค่ า ย ตั ้ง อยู ่ก่ อ น ถึ ง ทางเข้ า วั ด บ้ า นค่ า ย ซึ ่ง เป็ น วั ด ใหญ่ กลางเมื อ ง ใกล้ แ ม่ น้ ำ ระยองหรื อ ลำน้ ำ คลองใหญ่

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๘

ร่องรอยจากศาลเจ้าแม่หลักเมืองนี่เองที่แสดงถึงความเก่าแก่ของชุมชนบริเวณวัดบ้านค่ายและ เมืองในเขตบ้านค่าย เพราะกลุ่มคนชาติพันธุ์ “ชอง” นั้น เคยอยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ภายในของภูมิภาค ตะวันออกมาก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปอยู่ในเขตป่าและภูเขาลึกภายในแถบอำเภอเขาชะเมาหรือแก่งหางแมว ในจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน และเป็นกลุ่มที่นับถือผู้นำฝ่ายหญิง ดังเช่นที่ปรากฏจากเรื่อง “เจ้าแม่กาไว” ตำนานเจ้าแม่ผู้คุ้มครองเมืองพะเนียดที่เชิงเขาสระบาป ในจังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ บริเวณฝั่งตะวันตกของของคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง ในแนวเหนือวัดบ้านค่ายเล็ก น้อย มีลำน้ำที่เรียกว่า “ฉนวน” ซึ่งเป็นแนวลำน้ำขนาดเล็กต่อกับหนองน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “หนอง น้ำขาว” ชาวบ้านก็เล่าสืบต่อกันมาว่า ที่ได้ชื่อหนองน้ำขาวเพราะไพร่พลในทัพของพระเจ้าตากฯ แวะพักหุง หาอาหาร และหุงข้าวโดยเทน้ำข้าวลงในหนองจนน้ำกลายเป็นสีขาว การเล่าประวัติของชื่อบ้านนามเมือง สืบทอดกันมาเช่นนี้ ถือว่ามีความผูกพันที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติจากตำนานการเดินทัพและพักทัพใน บริเวณบ้านค่ายของทัพพระเจ้าตากที่เดินทางจากทางบ้านเมืองภายในมากทีเดียว และเป็นบันทึกความทรง จำที่อยู่นอกเหนือเส้นทางในพระราชพงศาวดารที่ใช้วิเคราะห์กันอยู่ในทุกวันนี้อย่างเด่นชัด

“หนองน้ำขาว” ชาวบ้านก็เล่าสืบต่อกันมาว่า ที่ได้ชื่อหนองน้ำขาวเพราะไพร่พลในทัพของพระเจ้าตากฯ แวะพักหุงหาอาหาร และหุงข้าวโดยเทน้ำข้าวลงในหนองจนน้ำกลายเป็นสีขาว

ต่ำจากบริเวณวัดบ้านค่ายลงมาราว ๔ กิโลเมตร มี “วัดบ้านเก่า” ที่อยู่ริมลำน้ำคลองใหญ่หรือ แม่น้ำระยอง บริเวณนี้มีพื้นที่ราบริมลำน้ำค่อนข้างน้อยและดูเป็นชุมชนใหญ่ในภายหลัง จากวัดบ้านเก่าก็มี วัดตาขัน ซึ่งอยู่ใกล้กันแต่อยู่ในเขตอำเภอเมืองระยองแล้ว จากบริเวณนี้ในทิศทางต่ำลงไปริมลำคลองใหญ่ และมีหนองน้ำใหญ่ตั้งอยู่มี “วัดนาตาขวัญ” และบ้านนาตาขวัญ ทางทิศตะวันออกใกล้เชิงเขามี “วัดแลงและ บ้านแลง” ซึ่งต่อเนื่องไปจนถึง “วัดตะพงใน” ซึ่งมีชุมชนบ้านตะพงในทางตะวันออกของทุ่งราบลุ่มน้ำ คลองใหญ่ ซึ่งมี “วัดทับมา” อยู่ทางตะวันตกสุดของทุ่งราบแห่งนี้ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๕๙

วัดบ้านเก่า อยู่ริมลำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าวัดบ้านค่ายลงมาราว ๔ กิโลเมตร ยังมีเจดีย์ประธานรูปแบบท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้บูรณะ โบสถ์ถูกตัดพาไลออกไปและมีสภาพทรุดโทรม ส่วนหอไตรกลางน้ำยังไม่ได้บูรณะเช่นกัน ยังคงมีลายแกะไม้ ซึ่งน่าจะเป็นของเดิมที่หน้าบันทั้งสองด้าน

วัดนาตาขวัญ สภาพในปัจจุบันที่กำลังบูรณะปฏิสังขรณ์และสภาพก่อนการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ฃ์ รูปแบบมีพาไล ด้านหน้าโบสถ์และเจดีย์มีมาลัยเถาเป็นฐาน องค์ระฆัง ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรมทางพุทธศาสนาแบบสมัยอยุธยา ตอนกลางถึงตอนปลายที่พบทั่วไปในชุมชนที่ราบลุ่มลำน้ำระยอง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๐

วัดแลงที่บ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บูรณะปฏิสังขรณ์แทบทุกอาคารศาสนสถาน ในวัดแล้ว สภาพสมบูรณ์และยังคงอนุรักษ์ ศิลปกรรมแบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี โดยมี

โบสถ์ที่อาจจะขุดคูน้ำล้อมรอบในภายหลัง มี

พาไลเป็นหลังคาพาดด้านหน้า คันทวยไม้แบบ เรียบง่าย และใบเสมาหินชนวน ซึ่งคล้ายกับที่ พบ ณ วัดราชบัลลังก์ อำเภอแกลง

เจดีย์ยอดแบบปรางค์คล้ายคลึงกับเจดีย์

ปรางค์ที่วัดพลับ บางกะจะ จังหวัดจันทบุรี

และหอไตรกลางน้ำรูปทรงเช่นเดียวกับที่พบ ที่วัดบ้านเก่า หากแต่ได้รับการบูรณะสภาพ

สมบูรณ์และงดงามมาก วัดบ้านแลงถือว่าเป็น วัดที่งดงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง

วัดตะพงในหรือวัดตะพง ซึ่งเป็นชุมชนเก่าในเขตที่ราบลุ่มน้ำระยอง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว โบสถ์ที่มีหลังคาพาไลพาดด้านหน้าและเจดีย์องค์ระฆังที่มีมาลัยเถาและบัวปากระฆัง อันเป็นเจดีย์รูปแบบที่นิยมสร้างกันในเขตนี้

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๑

ทุกวัดที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีรูปแบบของศาสนสถานแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันอย่างที่เรียกว่า เป็นแบบแผนเดียวกันทั้งหมดคือ มีโบสถ์ขนาดย่อมๆ และมีหลังคา “พาไล” พาดคลุมอยู่ด้านหน้า บริเวณ

ภาพบน วัดทับมา วัดในสมัยอยุธยาที่อยู่ทางตะวันตกสุดของที่ราบลุ่มน้ำระยอง รูปแบบโบสถ์ที่มีพาไลด้านหน้าเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ภาพล่าง อาคารวิหารเก่าที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล น่าจะเคยเป็นอาคารรูปแบบเดียวกับโบสถ์ร่วมสมัยอยุธยา ที่พบในเขตที่ราบลุ่มน้ำระยอง แต่ถูกปรับปรุงรูปแบบไปหมดแล้วก็เป็นได้

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๒

โบสถ์เดิม ปัจจุบันถูกปรับเป็นวิหารหลวงพ่อองค์หวายที่ “วัดราชบัลลังก์” กล่าวว่าแต่เดิมเป็นอาคารไม้ แล้วปรับมาเป็นปูน โดยมีการทำลวดลายประดับกรอบประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้นแบบจีนรวมทั้งแท่นฐานชุกชี ที่น่าจะทำในคราวเดียวกัน ด้านหน้ามีพาไลหลังคาคลุม อาจจะมีการบูรณะมาโดยตลอดและสืบเนื่อง ในศิลปกรรมทางพุทธศาสนาแบบเมืองระยองที่ส่งมาถึงแถบเมืองแกลง ในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย

ภูมิภาคชายฝั่งทะเลตะวันออกมักมีฝนตกอยู่เสมอ ดังนั้นพื้นที่ภายในพาไลจึงป้องกันฝนได้ดีในช่วงเวลาทำ พิธีกรรมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าไปในโบสถ์อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บางแห่งก็ถือคติที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปด้าน ใน เพราะเป็นพื้นที่สังฆกรรมอีกด้วย มีหอไตรกลางน้ำที่มักสร้างอยู่ในสระขนาดย่อมๆ แต่มีความลงตัวสวยงาม หอไตรกลางน้ำนี้พบ แทบทุกวัดที่ปรากฏชื่อข้างต้น มีเจดีย์แบบย่อมุมหรือบางแห่งเป็นพระปรางค์ขนาดเล็กๆ ที่มีฐานแบบย่อ มุม เช่นที่วัดแลง รูปแบบทางศิลปกรรมเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงตอนปลาย แต่ดู มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เป็นรูปแบบเฉพาะแบบเมืองระยอง เพราะไม่พบรูปแบบที่ชัดเจนเช่นนี้ในเขตพื้นที่ ลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น บางปะกง จันทบูร หรือที่เมืองตราด อาจจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปกรรมเนื่องในพระพุทธ ศาสนาที่เป็นวัดแบบ “เมืองระยอง” ได้เลยทีเดียว ดังนั้นศาสนสถานที่ปรากฏตลอดจนลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่มีรากเหง้าความเป็นมา ตั้งแต่อาจจะถึงสมัยอยุธยาตอนต้น และมีความหนาแน่นอย่างมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย และแทบจะ เป็นพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคตะวันออกของหัวเมืองชายฝั่งทะเลที่มีการตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่อย่างหนา แน่น และไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของทัพพม่าที่เข้ายึดครองกรุงศรีอยุธยาเวลานั้น ทำให้ทัพของพระยา ตาก ลงหลักปักฐานตั้งมั่นอยู่บริเวณตัวเมืองที่อำเภอบ้านค่ายในปัจจุบัน แล้วเดินทัพเข้ายึดเมืองระยองที่ ปากน้ำตั้งทัพอยู่ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “เจ้าตาก” เพื่อควบคุมกำลังไพร่พล เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๓

สะสมกองกำลัง เรือรบ และเสบียงอาหาร และน่าจะใช้เมืองระยองเป็นฐานกลางในการควบคุมหัวเมือง ชายทะเลตะวันออกนี้ไว้ในช่วงรอเวลาหน้าฝนให้ผ่านพ้นและรวบรวมสรรพกำลังดังที่กล่าวไปแล้วอยู่ที่นี่ไม่ ต่ำกว่า ๔-๕ เดือนหลังรอนแรมหนีทัพใหญ่ของพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามา

คลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง บริเวณปากน้ำระยอง

เมืองระยองจึงเป็นฐานที่มั่นสำคัญอย่างยิ่ง และข้อพิสูจน์นี้ได้ค้นพบจากการสำรวจและ วิเคราะห์ประเมินหลักฐานที่ปรากฏดังกล่าว โดยไม่เพียงใช้แต่ข้อมูลจากพงศาวดารแหล่งเดียว เท่านั้น การข้ามลำน้ำประแสที่บ้านทะเลน้อย เป็นไปได้อย่างยิ่งเมื่ออยู่ที่เมืองระยอง เจ้าตากได้จัดตั้งที่พักทัพเพื่อรวบรวบรวมไพร่พล ชาวบ้าน และชาวเมืองรวมทั้งข้าหลวงเดิมผู้แตกพ่ายหนีจากกรุงศรีอยุธยา กองกำลังต่างๆ รวมทั้งจัดเตรียมต่อเรือ เพื่อเดินทางเลียบชายฝั่งทะเลกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อกอบกู้บ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ที่เมืองระยองนี้เองในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า หลังจากยึดเมืองระยองผู้รั้งและกรมการเมือง ยอมเข้ามาสวามิภักดิ์แล้ว เจ้าตากเดินทางไปยังเมืองบางปลาสร้อยหรือชลบุรีในเวลาต่อมาเพื่อจัดการ ปราบปราบกลุ่มหรือก๊กนายทองอยู่ นกเล็ก ที่ดูจะตั้งตนข่มเหงรังแกและไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าตาก รวมทั้งเดิน ทางไปยังหัวเมืองใหญ่ที่ “เมืองจันทบูร” อันเป็นเมืองใหญ่แห่งเดียวที่มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบมีคูน้ำ คันดินมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ หรือก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นหัวเมืองการค้าของป่าที่สำคัญ และมีชาวจีนตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่น้อย เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๔

ช่วงเวลานี้จึงถือเสมือนเป็นการปราบเพื่อหาพันธมิตรรวมทั้งหากำลังพล ขยายกำลังทัพกลับไป กู้บ้านเมือง อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพพม่าไม่ได้ตั้งกองกำลังเพื่อควบคุมหัวเมืองทางภูมิภาค ตะวันออก จะยกเว้นก็อาจมีเพียงทางเมืองบางปลาสร้อยและท่าข้ามที่สามารถเดินทางได้สะดวกเข้าสู่ปากน้ำ เจ้าพระยาและกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น

แผนที่แสดงบริเวณที่ตั้งบ้านทะเลน้อยและวัดราชบัลลังก์ ลำน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๕

ลำน้ำประแสบริเวณที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็น ท่าข้ามของกองกำลังสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ครั้งยกไปจะตีเมืองจันทบูร ลำน้ำประแสเป็น ห้วงน้ำกว้างที่สุดในเขตนี้ที่พระองค์จะต้อง นำทัพข้ามผ่าน ชาวบ้านยังจดจำเรื่องเล่าที่คน เฒ่าคนแก่เล่าสืบทอดกันมาได้ดีจะคำนึงถึง ช่วงเวลาน้ำขึ้น น้ำลง และจุดข้าม ตามเรื่องเล่า กล่าวว่า ทัพข้ามลำน้ำประแสบริเวณ “ท่าบน” และ “ท่าล่าง” ทั้งสองแห่งมีศาลตั้งอยู่ บริเวณนี้หากน้ำลงหรือน้ำแห้งจะเห็นเป็น ชายหาดทรายพื้นดินแน่นกว่าบริเวณ ป่าชายเลนอื่นๆ คนแถบนี้เรียกกัน ในภาษาท้องถิ่นว่า “กรอกตากสิน” หรือ “ตรอกตากสิน”

เจ้าตากเดินทางจากวัดลุ่มเมืองระยองผ่านไปยังเมืองแกลงระยะทางราว ๓๕ กิโลเมตร และจาก เมืองแกลงไปยังริมน้ำประแส บริเวณบ้านทะเลน้อยราว ๒๕ กิโลเมตร เพื่อข้ามลำน้ำใหญ่ที่ประแส ซึ่งมี การพิจารณาพื้นที่เพื่อข้ามลำน้ำกันหลายแห่ง แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและการเดินทางของชาวบ้านท้องถิ่น ชาวบ้านทะเลน้อยซึ่งเป็น เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๖

ภาพเปรียบเทียบในอดีตและปัจจุบันพระเจดีย์ และพระุโบสถวัดราชบัลลังก์ พระเจดีย์มีชั้นมาลัยเถาสูงชะลูดรองรับ องค์ระฆังแบบเรียวสูง ฐานสูงสี่เหลี่ยมน่าจะ มีอายุรุ่นเก่ากว่าเจดีย์ฐานมาลัยเถาและ บัวปากระฆังที่พบว่านิยมสร้างทั่วไป ในภูมิภาคนี้ ส่วนพาไลของพระอุโบสถแบบเดิมทำเป็นสัน หลังคาหน้าจั่วแตกต่างไปจากปัจจุบัน ก่อนจะ ซ่อมให้เป็นพาไลแบบที่พบกันทั่วไปในเขตนี้

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๗

สันทรายเก่าหรือ [Sand dune] ที่เป็นที่อยู่อาศัยมาแต่โบราณบริเวณ “ตรอกตากสิน”

พื้นที่ตั้ง “วัดราชบัลลังก์” เล่าว่า การข้ามลำน้ำประแส คนท้องถิ่นจะคำนึงถึงช่วงเวลาน้ำขึ้น น้ำลง และจุด ข้าม ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าเจ้าตากข้ามลำน้ำประแสบริเวณ “ท่าบน” และ “ท่าล่าง” ทั้งสองแห่งมีศาลตั้งอยู่ บริเวณนี้หากน้ำลงหรือน้ำแห้งจะเห็นเป็นชายหาดทรายพื้นดินแน่นกว่าบริเวณป่าชายเลนอื่นๆ ซึ่งแถบนี้ เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า “กรอกตากสิน” ตำว่า “กรอก” หรือ “ตรอก” กลับหมายถึงพื้นที่ซึ่งมีความ กว้างเว้าเข้าไป แตกต่างไปจากความหมายของคำว่า “ตรอก”ที่ใช้เรียกช่องหรือทางขนาดเล็กที่มีบ้านเรือน อยู่อาศัยที่คุ้นเคยกันในย่านเมือง ภายในกรอกตากสินมีเนินดินที่เป็นสันทรายขนาดใหญ่และมีชุมชนเก่าที่ มีเศษภาชนะดินเผาหลงเหลืออยู่และมีการตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มอยู่บนสันทรายกว้างริมลำน้ำประแส ในดง ยางใหญ่ล้อมรอบด้วยท้องทุ่งนาที่กลายเป็นสวนและนากุ้งเสียมาก ที่บ้านทะเลน้อยมีวัดเนินสระ หรือวัดราชบัลลังก์ในเวลาต่อมาเพราะเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อดำรงสมณศักดิ์พระสุคุณคุณาภรณ์ ผู้อำนวยการศึกษา มณฑลจันทบุรีรับรู้มาจากชาวบ้านว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่นำมาถวาย ไว้ที่ “วัดเนินสระ” และเห็นว่าเป็นแท่านที่ประทับฝีมือช่างชั้นสูงที่ผสมผสานกับศิลปะจีนชัดเจน จึงได้นำไป เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๘

ภาพบนซ้าย ใบเสมาหินเก่าของพระอุโบสถหลังเดิมที่ สวดถอนเสมาและเปลี่ยนเป็นวิหารหลวงพ่อองค์หวาย ทำจากหินชนวนและเป็นของเก่าครั้งสมัยอยุธยา ปัจจุบันใช้เป็นเสมาของพระอุโบสถหลังใหม่ ภาพบนขวา หลวงพ่อองค์หวายในวิหารวัดราชบัลลังก์ สภาพปัจจุบันเมื่อบูรณะแล้ว ภาพล่างซ้าย หลวงพ่อองค์หวายเมื่อมีครั้งสภาพ หักพังและทำให้เห็นโครงภายในที่ขึ้นรูปด้วยหวายและ พอกปูนทับแล้วลงรักปิดทองอีกชั้นหนึ่ง

เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และยังคงเก็บรักษามาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ที่วัดราชบัลลังก์ยังมีโบสถ์เก่าที่เป็นรูปแบบเช่นเดียวกับเมืองระยองคือ มีขนาดย่อมๆ และมีพาไลด้านหน้า กล่าวกันว่าเคยสร้างจากไม้ก่อนที่จะมาสร้างโดยการก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายปูน ปั้นที่มีอิทธิศิลปะจีนอย่างชัดเจน และมีใบเสมาที่ทำจากหินชนวนและมีลวดลายคล้ายคลึงกัน น่าจะเป็นของ ที่ทำขึ้นในสมัยอยุธยา ซึ่งแตกต่างไปจากวัดเก่าที่เมืองระยองซึ่งเป็นใบเสมาหินทราย นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นวัดของเจ้าคณะแขวง ที่มีพระสงฆ์สำคัญผู้เป็นพระ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๖๙

ภาพซ้ า ยตู ้พ ระไตรปิ ฎ ก อายุ ร าวร้ อ ยปี แ ล้ ว แต่ ยั ง มี ส ภาพสมบู ร ณ์ แ ละสี สั น สดใส ภาพขวา ผื น เสื ่อ พระราชทานมี ต ราอาร์ ม หรื อ ตราแผ่ น ดิ น ในสมั ย รั ช กาลที ่ ๕

แท่นประทับนั่งนำมาจากวัดเนินสระหรือวัดราชบัลลังก์ในเวลาต่อมา เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน ลวดลายแบบจีนผสมอยู่ทุกส่วน ลงรักปิดทอง ฝีมือช่างชั้นสูง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๐

ภาพบนซ้ายขวาและภาพ กลาง แท่นที่ประทับที่ถูก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น ของบุคคลชั้นสูง พระราชทานมาให้แก่วัด และถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ยังหอพระสมุดวชิรญาณแล้วจึงมาเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร ลวดลาย แบบจีนงดงามและซับ ซ้อนด้วยฝีมือช่างชั้นสูง ชาวบ้านทะเลน้อยเชื่อถือ กันสืบมาว่าเป็นของ พระราชทานของสมเด็จ พระเจ้าตากสินฯ หลัง ทรงครองราชย์แล้ว ส่วนภาพ ล่างคือตั่งวาง เท้าขนาดเล็กที่อยู่คู่กับ แท่นประทับซึ่งไม่ได้ถูก นำไปพระนครด้วย แสดงให้เห็นว่ารูปแบบ งานฝีมือเดียวกันน่าจะ เป็นฝีมือช่างชุดเดียวกัน

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๑

อุปัชฌาย์ถึง ๔ รูป นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุสิ่งของสำคัญ เช่น ตู้พระไตรปิฎก ผืนเสื่อพระราชทาน พระพุทธรูปสานจากหวายที่มีการพอกปูนลงรักปิดทอง เป็นต้น บริเวณบ้านทะเลน้อย มี เส้นทางเดินทางที่ชาวบ้านใช้กันเป็นประจำเพื่อจะไปเมืองจันทบุรี คือเดินทางผ่านท่าช้างข้าม เพื่อข้าม “ลำน้ำพังราด” ซึ่งไม่ได้กว้างเท่ากับลำน้ำประแส แล้วผ่านไปยัง วัดหนองไซ วัดโขดหอย ไปยังวัดสนามชัย ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็น่าจะเดินทัพกองกำลังเพื่อเข้าตีเมือง

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดราชบัลลังก์ ซึ่งมีรูปปั้นพระยาพิชัยดาบหักอยู่ด้วย

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๒

จันทบูร โดยข้ามลำน้ำประแสที่นี่และเดินทางไปยังแถบทุ่งสนามชัยและวัดสนามชัยในเส้นทางดัง กล่าวเช่นกัน จากสนามชัย พักทัพวัดพลับบางกะจะเพื่อเข้าตีเมืองจันทบูร เมื่อข้ามแม่น้ำประแสซึ่งกว้างใหญ่กว่าลำน้ำสายอื่น เส้นทางที่ชาวบ้านยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน ผ่าน บริเวณที่เรียกว่า “ท่าช้างข้าม” หรือ “บ้านช้างข้าม” ในปัจจุบันเพื่อข้ามลำน้ำพังราดที่ลำน้ำไม่ได้กว้างใหญ่ เท่ากับลำน้ำประแส ผ่านย่านวัดหนองไซ และวัดโขดหอย เพื่อไปยังวัดสนามชัยหรือทุ่งสนามชัย บริเวณ เหล่านี้อยู่ในระนาบของการเดินทางข้ามทุ่งและข้ามลำน้ำไม่ไกลชายฝั่งทะเล และมีชุมชนเก่าตั้งอยู่เป็น ระยะๆ ตามรายทาง เส้นทางสายนี้ชาวบ้านเล่าว่าเป็นที่นิยมสำหรับการเดินทางไปยังเมืองจันทบุรีหรือ ชุมชนอื่นๆ ทางตะวันออกโดยไม่ต้องใช้เรือเดินทางทะเลและที่สำคัญไม่ได้ใช้เส้นทางที่ผ่านป่าฝ่าดงใน

แผนที่แสดงตำแหน่งสันนิษฐานในเส้นทางเดินทัพของกองกำลังเจ้าตากที่บุกเข้าตีเมืองจันทบูร

แนวทางด้านเหนือ ชุมชนด้านเหนือขึ้นไปมักอยู่ตามเส้นทางสัญจรทางน้ำและเป็นย่านศูนย์กลางติดต่อกับ ลำน้ำหลายสายและสามารถเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ชุมชนภายในที่มักเรียกชื่อนำหน้าชุมชนว่า “สำนัก” ชุมชนย่านตลาดริมน้ำที่สำคัญเช่นที่ “สามย่าน” ซึ่งเป็นตลาดเก่าของเมืองแกลงแห่งหนึ่งและมีคนเชื้อสาย จีนทำการค้าตั้งแต่เป็นชุมทางน้ำจนถึงชุมทางบกเมื่อมีการตัดถนนสุขุมวิทผ่าน เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๓

ที่วัดกองดินมีการสร้างอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อย่างใหญ่โต และถูกเชื่อว่าเป็นค่ายตั้งกองดินปืนเพื่อเตรียมบุกเมืองจันทบูร

ภายในบริเวณทุ่งสนามชัยหลังวัดสนามชัยในวงล้อมของเนินเขาขนาดย่อม ถือเป็นชัยภูมิ พักทัพที่สำคัญเพราะสามารถเห็นภูมิประเทศโดยรอบได้อย่างทั่วถึง บริเวณกลางทุ่งพบว่า มีเนินที่อยู่อาศัยโบราณ [Mound settlement] ขนาดใหญ่ที่ถูกปรับพื้นที่ไปมากแล้วในปัจจุบัน

ดังนั้นตามเรื่องเล่าหรือตำนานท้องถิ่นที่มีชื่อใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในการยกกองกำลังเข้าไปตี เมืองจันทบูรของเจ้าตากในระยะนั้นที่มีชื่อ “บ้านกองดิน” ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำพังราดและเหนือระนาบเส้นทาง เดินทางเก่าไปมาก ที่ผูกกับเรื่องเล่าดังกล่าวจนกลายเป็น “กองดินปืน” น่าจะมีการเขียนและสร้างเรื่องเล่า ให้คล้อยตามกับเรื่องราวในการเดินทัพของเจ้าตากโดยคนท้องถิ่นในเวลาต่อมา จนมีการสร้างวัดและ อนุสรณ์สถานจากผู้ศรัทธาจนกลายเป็นอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินฯที่ใหญ่โตอีกแห่งหนึ่งใน ภูมิภาคตะวันออก บริเวณวัดสนามไชยนี้อยู่ในวงล้อมของภูเขาขนาดย่อมๆ และเป็นทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ โดยมีเนิน เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๔

บริเวณทุ่งสนามชัย เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่อยู่ใน วงล้อมของแนวเขาขนาดย่อม ส่วนบริเวณกึ่งกลางมี เนินดินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่พบเศษภาชนะดินเผา จำนวนหนึ่ง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสถานที่พักทัพของ เจ้าตากเมื่อจะเดินทางไปตีเมืองจันทบูร ปัจจุบันชาวบ้านสนามชัยใช้เนินดินกลางทุ่งเป็นที่ แข่งว่าวซึ่งเป็นงานประจำปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ในช่วงหน้าแล้ง

ดินขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่ประทับพักแรมของเจ้าตาก ก่อนเดินทางโดยใช้ “ช่องเขาตะอุก”, “คอ เขาตอม่อ” ตัดผ่าน “ห้วยขโมง” “ลำน้ำโตนด” ซึ่งต่อมาจากปากน้ำแขมหนู เพื่อเดินทางไปยังแถบชุมชน “ท่าใหม่” และ “เขาพลอยแหวน” และ “บางกะจะ” ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนเก่าแก่ทั้งไทยและจีน เพราะเป็น จุดที่มีการทำพลอยมาตั้งแต่โบราณและมีการทำสวนพริกไทยมาแต่เดิม บริเวณนี้เป็นย่านชุมชนชาวจีนเก่า ของเมืองจันทบูร ซึ่งมีวัดพลับบางกะจะ อันเป็นแหล่งทำพลอยมาแต่โบราณและเป็นชุมชนจีนเก่าดั้งเดิมของเมือง จันทบุรีทำสวนทำประมงในบริเวณนี้ และคงพักทัพที่วัดพลับ ตามตำนานการบอกเล่าของชาวบ้านที่ยังคงมี ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าตากพักทัพก่อนจะเข้าตีเมืองจันทบูร “วัดพลับบางกะจะ” เป็นวัดที่มีศาสนสถานรูปแบบเดียว รุ่นเดียวกับวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอน กลางจนถึงปลายที่เมืองระยอง เพราะพบทั้งหอไตรกลางน้ำ พระเจดีย์แบบยอดปรางค์ที่มีการบูรณะอย่าง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๕

ภาพบน เมืองจันทบุรีมองจากเขาพลอยแหวน ภาพกลางซ้ายขวา ศาสนสถานในวัดพลับบางกะจะ ยังคงพบหอไตร

กลางน้ำและเจดีย์ทรงปรางค์รูปแบบเดียวกันกับที่พบรูปแบบศิปลกรรม แบบเมืองระยองโดยเฉพาะที่วัดแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

ภาพล่างซ้ายขวา ศาลเจ้าจีนเก่าแก่ที่บริเวณชุมชนปากน้ำบางกะจะ

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๖

กำแพงเมืองจันทบูรเก่า ปัจจุบันตั้งอยู่ ภายในค่ายตากสิน กองพันนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เป็นเมืองเก่าที่อยู่ริมน้ำท่าช้าง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำจันทบุรี

ต่อเนื่อง ส่วนโบสถ์นั้นปรับเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว การเข้าตีเมืองจันทบูร ตามพระราชพงศาวดารอาจจะถือว่าเป็นด่านสุดท้ายที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๗

ของทัพเจ้าตาก ที่มีฐานกองทัพอยู่ ณ เมืองระยอง เพราะจากการเปรียบเปรยว่า “ให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้สิ้น เพราะจะไม่มีการกลับมาอีก” หมายถึงความมุ่งมั่นในการเข้าตีเมืองจันทบูรที่เป็นเมืองมีคูน้ำคันดิน และอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ บนที่เนินสูงกว่าบริเวณโดยรอบ ปัจจุบันเมืองจันทบูรเก่าที่อยู่ริมลำน้ำท่าช้าง อันเป็นสาขาของลำน้ำจันทบูร อยู่ในบริเวณค่าย ตากสิน หน่วยนาวิกโยธินของกองทัพเรือ และเปิดให้ผู้ศรัทธาและต้องการศึกษาความรู้เข้าเยี่ยมชม หลังจากตีเมืองจันทบูรแล้วจึงยึดเอากองเรือของพ่อค้าจีนที่ปากน้ำเมืองตราด ก่ อนจะรอช่วงเวลา ให้พร้อมสรรพ แล้วจึงกลับไปกู้บ้านกู้เมืองที่กรุงศรีอยุธยา โดยใช้เส้นทางเดินเรือเลียบชายฝั่ง ซึ่งต้องผ่าน ทั้งสัตหีบ เกาะคราม เกาะสีชัง นาเกลือ บางปลาสร้อย ไปยังปากแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางการกู้ชาติของเจ้าตากใช้เวลาราว ๗ เดือน นับแต่สิ้นกรุงศรีอยุธยา

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สร้าง ณที่ราบลุ่มทุ่งนาเชย นอกเมืองจันทบูรเก่า ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อย่างใหญ่โต

เมื่อตั้งอยู่ที่เมืองระยองในระยะเวลา ๔ เดือนนั้น พระเจ้าตากทราบว่า นายทองอยู่ นกเล็ก หนีไปรวมพรรคพวกตั้งอยู่ที่เมืองชลบุรี คอยข่มเหงชาวบ้านจึงยกไพร่พลไปปราบและวัตถุประสงค์ที่ สำคัญกว่านั้นคือ การเข้าตีหัวเมืองขนาดใหญ่กว่าเมืองระยองซึ่งคือเมืองบางปลาสร้อยหรือชลบุรีและเมือง จันทบูรและตราด ซึ่งจะได้กำลังพลมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน การกอบกู้บ้านเมืองก็น่าจะมีโอกาสสำเร็จ มากขึ้น เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๘

จึ ง ออกเดิ น ทั พ ไปทาง บ้านหนองมน หยุดทัพที่ วัดหลวง โดยรออยู่และให้เพื่อนของนายทองอยู่ นกเล็ก ไปเกลี้ยกล่อมก่อน แล้วนายทองอยู่นกเล็ก ยอมแพ้นำทัพและเจ้าตากเข้าเลียบเมืองชลบุรี โดยมี กรมการเมืองอ่อนน้อม ภายหลังเจ้าตากแต่งตั้งนายทองอยู่นกเล็กเป็น “พระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร” ซึ่ง เมืองชลบุรีหรือบางปลาสร้อย นี้ถือเป็นฐานกำลังหรือเป็นเมืองที่เข้มแข็งหนึ่งในสองเมืองของหัวเมือง ชายฝั่งตะวันออกที่เจ้าตากจำเป็นต้องพึ่งพากองกำลังจากเมืองนี้ ส่วนอีกเมืองหนึ่งคือ “เมืองจันทบูร”

ภาพบนซ้าย ปากน้ำแหลมสิงห์หรือ ปากแม่น้ำจันทบุรี ภาพบนขวา พระราชานุสาวรีย์ที่ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่บ้านเสม็ดงาม ซึ่งถูกขนานนามว่า เป็นสถานที่ “อู่ต่อเรือพระเจ้าตาก” ซึ่งเป็นอู่หรือคานเรือสำเภาโบราณ ภาพล่างซ้าย “วัดไผ่ล้อม” น่าจะเป็นวัดเก่ามาตั้งแต่สมัย อยุธยา ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ จันทบุรีและเมืองจันทบูร

เมื่อเจ้าตากกลับไปสู่ฐานทัพที่เมืองระยองแล้ว พระยาจันทบูรเชื่อคำยุยงของ ขุนราม หมื่นซ่อง ที่ ทำอุบายให้พระสงฆ์มาเชิญเจ้าตากไปเมืองจันทบูร แล้วให้จับเจ้าตากเสีย

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๗๙

แต่เจ้าตากก็เสด็จพร้อมกองกำลังตาม พระสงฆ์ที่มาเชิญไปถึง “บ้านพลอยแหวน” ที่ “เขาพลอย แหวน” บริเวณนี้ซึ่งต่อเนื่องกับปากน้ำบางกะจะเป็นแห่งที่ตั้งของชุมชนจีนเก่าดั้งเดิมของเมืองจันทบูรที่ทำ มาหากินในการทำสวนไม่ใช่การค้าขายตามปากน้ำหรือจับสัตว์น้ำเช่นในปัจจุบัน เช่น สวนพริกไทย ที่มี การค้าขายเป็นเครื่องเทศส่งออกอย่างหนึ่งในเขตนี้ ก็ทราบว่าเป็นกลอุบาย มีทัพรอลอบทำร้ายอยู่ เจ้าตากจึงให้กองกำลังล้อมวัดรออยู่ที่ “วัดแก้ว” ริมเมืองจันทบูร ปัจจุบันเมืองจันทบูรหรือจันทบุรีเดิมคงเหลือแนวกำแพงดินเก่า ๒ ชั้น ตั้งอยู่ริมลำน้ำ ท่าช้าง สาขาของลำน้ำจันทบูร ซึ่งอยู่บนเนินสูงเป็นที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่า แล้วให้ พระยาจันทบูรออกมาอ่อนน้อมเสีย โดยส่ง ขุนราม หมื่นซ่อง คืนมาก่อนจึงจะเข้าไปในเมือง นอกจากจะ ไม่คืนทั้งสองนาย หากล่อหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าตากจึงประกาศต่อกองกำลังที่มาด้วยกัน มีความ พรรณนาอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ที่เป็นการรับรู้ในเนื้อหาทาง ประวัติศาสตร์ทั่วกันว่า สั่งให้หุงข้าวแจกจ่ายแบ่งปันให้ทั่วกัน หากเหลือให้เททิ้งเสีย ทุ บหม้อข้าวหม้อแกงให้หมดสิ้น ในคืนนี้ จะตีเอาเมืองจันทบูรให้ได้ แล้วไปหาเอาข้าวเช้ากินในเมือง แต่ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ให้ตายเสีย พร้อมกัน จ้าตากพร้อมกองกำลังพลพรรคทั้งมวลบุกเข้าโจมตีเมืองจันทบูรทุกด้านในดึกคืนนั้น และยึด เมืองจันทบูรได้ ส่วนพระยาจันทบูรพาลูกเมียหนีลงเรือเดินทะเลเลียบชายฝั่งไปยังเมืองพุทไธมาศหรือ บันทายมาศหรือเมืองฮ่าเตียนในประเทศเวียดนามปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นอิสระอยู่เพราะเป็นหัวเมือง ชายทะเลที่มีเจ้าเมืองเป็นชาวจีนเชื้อสายกวางตุ้งตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาคือ พระยาราชาเศรษฐีญวน ที่เป็นบุตรชายของมักกั๋วที่มีศาลเจ้าใหญ่อยู่ที่เมืองฮ่าเตียนในปัจจุบันและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญสำหรับบ้าน เมืองชายฝั่งทะเลในภูมิภาคนี้ ยึดเมืองตราด เจรจากับบันทายมาศหรือพุทไธมาศ และสร้างกองกำลัง เรือสำเภาจีน ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า หลังจากตีเมืองจันทบูรได้ จากนั้นจึงออกไปตีเมืองตราด และมี การรบทางน้ำกับเรือสำเภาจีนที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและใช้ปืนใหญ่ไล่ยิง จึงรบกันอยู่ถึงครึ่งวันตรงบริเวณ ปากน้ำเมืองตราด เมื่อยอมแพ้จึงนำทัพเรือสำเภาจีนส่วนหนึ่งกลับไปยังจันทบูร หลังจากนั้นจึงได้เดินทัพผ่านเมืองระยองและเข้าตีเมืองจันทบูรแล้ว และได้ไปจนถึงเมืองตราด จึ ง พักอยู่ที่เมืองจันทบูรอันเป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนตกหนักไปทั่วภูมภิ าคตะวันออกนั้นเพื่อต่อเรือไว้ใช้สำหรับกอง กำลังใช้เพื่อเป็นเรือโดยสารและเรือรบมุ่งกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาโดยสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะต่อไว้ราว ๑๐๐ กว่าลำ และเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๓ พบว่ามีซากเรือไม้จมอยู่ชายตลิ่งจำนวนหลายลำ จึงสันนิษฐานว่าเป็น สถานที่หนึ่งที่เป็นอู่ต่อเรือซ่อมเรือของเจ้าตากที่บริเวณปากแม่น้ำจันทบุรีที่เรียกกันว่า “อู่ต่อเรือพระเจ้า ตากเสม็ดงาม”

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๐

โดยมีตำนานความเชื่อเรื่องพระเจ้าตากติดพื้นที่ โดยสร้างเป็นศาลขนาดเล็กๆ และร่องรอยแนว คันดินที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นแนวค่ายของพระเจ้าตากในบริเวณบ้านเสม็ดงาม ก่อนที่จะพบหลักฐานการมี สถานที่ต่อเรือสำเภาจีนหรืออู่ต่อเรือเก่าดังกล่าว

ภาพบน บริเวณบ้านเสม็ดงาม ซึ่งอยู่บริเวณ ลำน้ำสาขาของแม่น้ำจันทบุรี บริเวณริมตลิ่ง พบว่ามีคานเรือหรืออู่ต่อเรือสำเภาจีนโบราณ จมอยู่และขุดค้นพบหลักฐานในร่องรอย การเดินเรือสำเภาเลียบชายฝั่งจำหนวนหนึ่ง ในสมัยอยุธยา ภาพล่าง นิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ใน พื้นที่พบซากเรือสำเภาที่บ้านเสม็ดงาม เกี่ยวกับการเตรียมกองเรือของสมเด็จ พระเจ้าตากสินฯ

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๑

วัดโบสถ์หรือวัดโยธานิมิต จังหวัดตราด ตั้งอยู่ห่างจากริมลำน้ำที่เป็นย่านตลาดเล็กน้อย มีอาคารวิหารแบบล้านนาหรือล้านช้างที่แสดงถึงกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ที่เมืองตราดในช่วงรัชกาลที่ ๓ น่าจะเป็นในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวแต่ไม่มีหลักฐานยืนยัน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเป็นสถานที่พักทัพ มูลดินสร้างวัดในช่วงที่เจ้าตากยกทัพมาเพื่อยึดเรือสำเภาจากพ่อค้าชาวจีนและมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ตั้งอยู่

ที่เมืองตราด แม้จะไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดในพระราชพงศาวดารมากนัก กล่าวแต่เพียงว่า “เจ้าตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อม โดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีน เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๒

ภาพบนซ้ายขวา ศาลหลักเมือง ที่จังหวัดตราด รูปแบบจีนผสม ผสานกับวัฒนธรรมแบบ กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมี การนำเอาศิวลึงค์ที่พบในท้องถิ่น มาประดิษฐานเป็นเสาหลักเมือง อีกสิ่งหนึ่งด้วย ภาพล่างซ้าย พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จำลอง แบบที่พระบรมราชานุสาวรีย์ที่ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี ประดิษฐานที่ วัดบุปผาราม

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๓

ขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงนำกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน เจ้าตากก็ ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก” ที่เมืองตราดมีตำนานเล่ากันว่า เจ้าตากมาตั้งทัพอยู่ที่วัดโบสถ์หรือวัดโยธานิมิตในปัจจุบัน โดยให้ กำลังพบขนมูลดินจนกลายเป็นวัดเกิดขึ้น แต่เมื่อดูตามหลักฐานศาสนสถานและศิลปกรรมที่ปรากฏในวัด โยธานิมิตพบว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ก่อสร้างช่วงหลังโดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๓ ลงมา ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับรูป แบบวิหารซึ่งมีลักษณะการสร้างวิหารขนาดใหญ่แบบล้านนาหรือล้านช้างอย่างเห็นได้ชัด เมืองตราดในช่วงเวลาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกับธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นหัวเมือง ชายฝั่งทะเลที่อยู่ภายในแม่น้ำตราดและลำน้ำสาขา มีคนจีนตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นผู้รั้งหรือเจ้าเมืองซึ่งเป็น เช่นเดียวกับเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกแห่งอื่นๆ เช่น บันทายมาศหรือพุทไธมาศ ซึ่งปัจจุบันคือเมือง ฮ่าเตียน ในประเทศเวียดนาม ซึ่ีงเป็นหัวเมืองที่มีการรบเพื่อแย่งชิงพื้นที่และความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ การทหารหลายครั้งในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๓ และเมืองตราดเป็นหัวเมืองการค้าที่ตั้ง อยู่ภ ายในเช่ น กั น และมี ชุ ม ชนจำนวนไม่ น้ อ ยบางแห่ ง ตั้ง อยู่ห่ า งจากเมื อ งหรื อ ตลาดชายน้ ำ เช่ น ที่ “วัดบุปผาราม” ซึ่งอยู่ห่างไกลเมืองริมน้ำบนเนินเขาที่เป็นชุมชนแบบชาวสวน

ศาสนสถานที่วัดบุปผาราม ถือเป็นวัดนอกเมืองบนเนินเขาที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนามีรูปแบบคล้ยคลึงกับศาสนสถานในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่นเดียวชุมชนแถบจังหวัดเพชรบุรีและร่วมสมัยกับรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะศาลาการเปรียญจำนวนหลายหลังที่มีสภาพสมบูรณ์และสวยงาม เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


บทที่ ๓ ความสำคัญของเมืองระยองทางประวัติศาสตร์ และในฐานะที่ตั้งมั่นของชุมนุมเจ้าตาก 
 ในการสำรวจศึกษาเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในพื้นที่หัวเมืองชายทะเลที่ นับเนื่องเป็นภาคตะวันออกของประเทศไทย ทำให้ได้เข้าใจในหลายเรื่องถึงพัฒนาการและการเติบโตของ หัวเมืองชายทะเล ที่พอจะสรุปให้เห็นได้ดังนี้ พัฒนาการของชุมชนก่อนสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย บริเวณพื้นที่ชายทะเลฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นพื้นที่ห่างไกลเป็นชายขอบของ ราชอาณาจักร มีแหล่งชุมชนบ้านเล็กเมืองน้อยกระจายอยู่ตามเวิ้งอ่าวเป็นระยะห่างๆ กัน ที่ส่วนมากเป็น ชุมชนชาวประมงและเป็นแหล่งท่าเรือจอดเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า มีเมืองโบราณที่เป็นเมืองใหญ่อยู่ ๒ แห่ง คือ เมืองศรีพะโล บนเนินสูงชายฝั่งทะเลในเขตตำบล หนองไม้แดง และ บางปลาสร้อย ที่ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลายรวมเรียกเป็น เมืองชลบุรี

วัดทองทั่วและเขาสระบาป เมืองจันทบุรี

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๕

เมืองศรีพะโลมีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าของนครรัฐภายในที่อยู่บริเวณต้นลำน้ำ พานทองที่เป็นเมืองสมัยทวารวดี-ลพบุรี ที่ปัจจุบันคนเรียกว่า เมืองพระรถ เมืองนี้เป็นนครรัฐที่สัมพันธ์ กับเมืองภายในที่เรียกว่า เมืองพญาเร่ ในเขตตำบลบ่อทอง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในเขตภูเขาบนเส้นทางบกจาก อำเภอพนัสนิคมไปยังระยองและจันทบุรี อาณาเขตทางชายฝั่งทะเลของนครรัฐโบราณแห่งนี้ กินพื้นที่ตั้งแต่ ปากลำน้ำพานทองผ่านเมืองศรีพะโล อีกเมืองหนึ่งที่เป็นนครรัฐเช่นเดียวกันคือ เมืองจันทบุรีที่ตีนเขาสระบาปเป็นเมืองใหญ่เป็นทั้งเมือง ท่าและเมืองการปกครองที่มีกษัตริย์ปกครอง ที่มีอายุแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ลงมา เป็นแหล่งของ สินค้าป่าและการแลกเปลี่ยนทางทะเลที่สัมพันธ์กับชนชาติจามอันเป็นพ่อค้าระยะไกลทางทะเล และชนชาติ ซองคนพื้นเมืองในตระกูลภาษามอญ-เขมร เป็นพวกรวบรวมของป่า เช่น เร้วและกระวาน ขายเป็นสินค้า ในสมัยก่อนเมืองพระนครที่เรียกว่า สมัยเจนละ เมืองจันทบุรีนี้ได้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายของรัฐ เจนละในกัมพูชา จึงพบศิลาจารึกและโบราณวัตถุที่มีพระนามของกษัตริย์เจนละที่เมืองนี้ เมืองจันทบุรีอยู่ สืบมาแต่สมัยทวารวดี-เจนละ จนถึงลพบุรี พอถึงสมัยอยุธยาก็ย้ายตำแหน่งเมืองมาอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรีบนที่สูงทางฟากเขาเนินวง เขาพลอย แหวน และลำน้ำท่าช้างซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำจันทบุรีทางฝั่งตะวันออกและคนละฝั่งกับเมืองเพนียดที่เชิงเขา สระบาป เมืองนี้มีพัฒนาการเป็นเมืองใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นเมืองกึ่งอิสระที่มีพ่อค้าคนจีนและ ชาวมุสลิมเป็นเจ้าเมืองตามยุคสมัย เช่น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บาทหลวงตาชาร์ดบันทึกไว้ ว่า เจ้าเมืองที่เมืองจันทบูรเก่านี้เป็นชาวมุสลิมและไม่ได้ระบุอย่างแน่ชัดถึงรายละเอียดในการปกครองเมือง

บริเวณเมืองเพนียดที่เชิงเขาสระบาป พบว่าเป็นเมืองที่มีโบราณวัตถุเนื่องในอิทธิพลเขมรและจาม จำนวนมาก ซึ่งน่าจะสืบเนื่องมาจากการติดต่อการค้าทางทะเลและการค้าขายสินค้าป่าต่างๆ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๖

แถบนี้แต่อย่างใด แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับราชอาณาจักรอยุธยาแบบหลวมๆ เพราะเป็นหัวเมืองห่างไกลแต่ สามารถควบคุมพื้นที่ชายทะเลตั้งแต่แต่เมืองจันทบุรีไปถึงเมืองตราด และจากจันทบุรีไปยังเขตเมืองระยอง ทั้งเมืองชลบุรีและเมืองจันทบุรีคือเมืองชายขอบที่เริ่มพัฒนาเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นหลายแห่งใน สมัยอยุธยาตอนปลายคือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ลงมา อันเป็นผลพวงมาจากความรุ่งเรืองทางการค้าของ กรุงศรีอยุธยามาแต่รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรฯ เมืองระยองมีการตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มแม่น้ำระยอง มาแต่อย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนต้น ในประวัติศาสตร์ของเมืองระยองมักอ้างว่ามีการกล่าวถึงเมืองระยองในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา บางฉบับในช่วงรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา ในช่วงที่พญาละแวกยกทัพเรือเข้ามารบมายังกรุง ศรีอยุธยาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเป็นช่วงศึกสงครามกับพม่าที่ทำให้เกิดการเสียกรุงฯ และอยู่ในการ ควบคุมของรัฐพม่าต่อมาเป็นเวลาหลายปี เมืองระยองเก่าในระยะแรกน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณวัดบ้านค่าย ที่เคยมีอาคารศาสนสถาน ใหญ่โตหลายแห่ง แต่ชาวบ้านกล่าวว่าถูกรื้อลงและสร้างขึ้นใหม่แทบหมดแล้ว แต่ยังพอหลงเหลือหลักฐาน

อาคารโบสถ์ขนาดย่อมๆ ที่วัดแลงหรืออาจะเรียกว่าแบบสามห้องที่มีใบเสมาหินชนวน มีหลังคาพาไลพาดด้านหน้า ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของพุทธสถานที่สืบเนื่องมาจาก สมัยอยุธยาตอนกลางถึงปลายในเขตที่ราบลุ่มน้ำระยอง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๗

ภาพล่างขวา เจดีย์ทรงระฆังมีฐานเป็นมาลัยเถา อัตลักษณ์เด่นของเจดีย์ในแถบเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด ภาพบน หอไตรกลางน้ำที่วัดแลง ภาพล่างซ้าย ใบเสมาหินทรายที่วัดบ้านค่าย มีการแกะ ลวดลายแบบจีนผสมไทย เช่นที่ด้านบนคล้ายลายใบไม้แบบจีน ลายกระจังที่อกและฐาน ลายใบผักกูดที่ไหล่ด้านล่าง เป็นต้น ฝีมือเป็นแบบช่างท้องถิ่นในที่ราบลุ่มน้ำระยองอย่างยิ่ง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๘

สำคัญหลายอย่าง เช่น ใบเสมาหินทรายขนาดย่อม แกะสลักลวดลายแปลกตาศิลปะแบบจีนที่เป็นลายใบไม้ ลายผักกูด ผสมกับลายแบบไทย ดูเป็นฝีมือเฉพาะท้องถิ่น และชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายที่เป็นทั้ง พระพุทธรูปยืนและนั่งแบบปางสมาธิ ที่ดูจะมีอายุเก่าถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง ซึ่งหลักฐานดังกล่าวไม่พบ ในวัดอื่นใดในแถบนี้ นอกจากนี้ รูปแบบอาคารศาสนสถานในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำระยอง ยังมีแบบแผนที่เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน ตามวัดในชุมชนเก่าจะมีอาคารที่เป็นโบสถ์ขนาดย่อมๆ ทำหลังคาด้านหน้าหรือ “พาไล” ยื่นออกมาคลุมพื้นที่ด้านหน้าโบสถ์เพื่อไว้เป็นที่หลบฝนหรือที่พักสำหรับเพศหญิงที่อาจจะไม่สามารถเข้า พื้นที่ในโบสถ์เมื่อทำพิธีกรรมได้ มีใบเสมาขนาดย่อมทำด้วยหินทรายและหินชนวน มีเจดีย์สองรูปแบบคือ แบบองค์ระฆังที่มีฐานเป็นมาลัยเถาและอาจมีบัวปากระฆัง ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปในเขตวัฒนธรรม ทางระยอง จันทบุรีและตราด อีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ขนาดเล็ก สิ่งสำคัญในวัดอีกประการหนึ่งก็คือ “หอไตรกลางน้ำ” ซึ่งสร้างได้รูปทรงสมส่วน แม้จะดูเป็นงาน ช่างของคนท้องถิ่นและมีความงดงามลงตัวในสภาพแวดล้อมตามวัดต่างๆ ที่พบในเมืองระยองหลายแห่ง นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังพบว่ามี “ศาลหลักเมือง” บ้านค่ายที่ชาวบ้านนับถือ “เจ้าแม่ หลักเมือง” ซึ่งเป็นเพศหญิง สันนิษฐานว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มชาวพื้นเมืองที่เคยอาศัยอยู่ใน บริเวณนี้มาก่อนคือ “คนชอง” คล้ายกับศาลเจ้าแม่กาไวที่พบในเมืองเพนียด ซึ่งชาวชองน่าจะเคยอยู่อาศัย ทั้งในที่ราบลุ่มและมีความชำนาญในการหาของป่าบนภูเขาสูงในบริเวณนี้มาก่อน และเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มมีเนินที่สูงและลำน้ำสายสั้นๆ จำนวนมากที่ไหลจากที่สูงทางฝั่ง ตะวันออก บริเวณนี้จึงมีการสร้างแนวทำนบขนาดใหญ่ระยะทางยาวหลายกิโลเมตรทางฝั่งตะวันออก

ย่านการค้าริมแม่น้ำระยอง บริเวณที่น่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองระยองแถบปากน้ำมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ปัจจุบันคือบริเวณถนนยมจินดา เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๘๙

ของวัดบ้านค่าย แต่ปัจจุบันถูกลบทิ้งไป ส่วนทางตะวันตกของลำน้ำคลองใหญ่ยังมีแนวคลองขุดที่เรียกว่า “ฉนวน” ตั ด เชื่อ มลำน้ ำ สายเล็ ก อี ก ด้ ว ย สิ่ง เหล่ า นี้เ ป็ น หลั ก ฐานถึ ง การมี ร ะบบการจั ด การน้ ำ ที่มี ประสิทธิภาพสำหรับการทำนาทดน้ำและการแบ่งน้ำสู่พื้นที่ราบลุ่มต่างๆ ทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก ตลอดจนด้านทางใต้ที่ต่ำลงมาในพื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำระยองหรือคลองใหญ่ พื้นที่บริเวณบ้านค่ายมาจนจรดพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในอดีตจนปัจจุบันจึงมีร่องรอย ของการเป็นแอ่งที่ราบเพื่อปลูกข้าวอันอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง และใหญ่กว่าแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำต่างๆ ในเขต ภูมิประเทศในแถบภาคตะวันออกทั้งหมด นับแต่แถบลุ่มน้ำระยอง แกลง ประแส พังราด โตนด จันทบูร เวฬุ จนถึงแม่น้ำตราด จะหาพื้นที่ลุ่มเพื่อทำนาปลูกข้าวผืนใหญ่มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเช่นนี้ไม่มีเทียบ เท่ากับ “ที่ราบลุ่มแม่น้ำระยอง” ในราวอยุธยาตอนกลางตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นต้น มา ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับการเกิดขึ้นของเมืองสมัยอยุธยาที่ริมน้ำท่าช้างคือเมืองจันทบูรเก่า มีการตั้งถิ่นฐาน ภายในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำระยองหรือคลองใหญ่นี้อย่างเห็นได้ชัด โดยมีชุมชนที่มีศูนย์กลางบริเวณแถบ วัดบ้านค่ายดังที่กล่าวมาแล้ว เมืองระยองในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อเนื่องจนมาถึงตอนปลายและในช่วงเมื่อครั้งเสียกรุง ศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ศูนย์กลางของชุมชนจึงน่าจะสืบเนื่องอยู่ที่บริเวณวัดบ้านค่าย ซึ่งเป็นเมืองภายใน ส่วน เมืองระยองที่มีผู้รั้งและกรมการเมืองนั้นน่าจะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำระยองใกล้กับปากน้ำที่เป็นศูนย์กลางการ ค้าและย่านค้าขายของคนจีน อู่ต่อเรือสำเภา เรือประมง การทำน้ำปลา โดยมีวัดป่าประดู่และวัดลุ่มที่อยู่ทาง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำระยองเป็นวัดและชุมชนในสมัยอยุธยา จึงแสดงว่าย่านเมืองปากน้ำที่เป็นศูนย์กลาง ทั้งการปกครองและค้าขาย ซึ่งอาจจะมีเจ้าเมืองเชื้อสายจีนตั้งอยู่ที่ใกล้กับปากน้ำเพื่อสะดวกสำหรับเรือเดิน ทะเลเลียบชายฝั่งและการติดต่อค้าขายหรือการคมนาคม ดังเช่นเกิดเมืองใกล้ปากน้ำขึ้นมากมายในสมัย กรุงศรีอยุธยานั่นเอง การเติบโตของบ้านเมืองในภูมิภาคตะวันออกทวีความเจริญขึ้น อย่างมากในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี การที่เจ้าตากพากำลังคนหนีจากอยุธยาเข้ามาตั้งเป็นที่มั่นในการรวบรวมคนให้เป็นกองทัพทั้งทาง บกและเรือขึ้นในเขตหัวเมืองชายทะเลนี้ ได้ทำให้มีการเติบโตของชุมชนบ้านเมืองขึ้นที่มาจากการรวมกลุ่ม คนหลายชาติพันธุ์ ทั้งฟากพ่อค้าคนจีน คนญวน คนไทยและคนพื้นเมือง โดยเฉพาะชุมชนเมืองท่าชายทะเล นั้นเกิดขึ้นหลายแห่งที่เป็นกลุ่มคนจีนที่มีทั้งสัมพันธ์กับการเป็นทหารของเจ้าตาก และเป็นพ่อค้าจากแดน ไกลที่มีมาแต่เดิม ดังเช่นชุมชนที่ “บ้านคลองขุด” ในเขตจังหวัดจันทบุรี ก็มีผู้เชื ่อว่าตนเองมาจากกลุ่มคนจีนทีเ่ ป็น ทหารของเจ้าตาก และเมื่อเจ้าตากเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว ทำให้ความเป็น บ้านเมืองชายทะเลที่เคยเป็นบ้านเล็กเมืองน้อยเป็นเมืองชายขอบกลายเป็นบ้านเมืองที่เป็นปึกแผ่นและมีอยู่ ในทำเนียบของราชอาณาจักรไทยสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๐

พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ บริเวณศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ หน้าค่ายตากสิน อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ในส่วนเมืองระยองนั้น การเดินทัพผ่านแต่เมืองพนัสนิคมตามเส้นทางเดินบกไปจันทบุรี แต่แยก ลงมาที่ระยองและตั้งค่ายฐานทัพที่อำเภอบ้านค่าย อันเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งเสบียงที่สำคัญที่ดี กว่าที่อื่นๆ นั้น ได้ทำให้ระยองกลายเป็นเมืองฐานทัพที่เหมาะสมและปลอดภัยแก่เจ้าตากในการเป็นที่ประชุมพล เพื่อการเคลื่อนย้ายกองทัพทั้งทางบกและทางทะเลไปปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อขับไล่กองทัพพม่าที่โพธิ์สามต้น ผลที่ตามมาได้ทำให้เมืองระยองกลายเป็นเมืองสำคัญที่มีทั้งพื้นที่ชายทะเล และพื้นที่ภายในที่ โดดเด่นกว่าบรรดาเมืองชายทะเลอื่นๆ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดชุมชนทั้งชายฝั่งทะเลและ ชุมชนภายในที่ทำนาทำสวนและทำไร่มากมาย ชุมชนที่เกิดแต่สมัยเจ้าตากรวมพลดังกล่าวนี้หลายแห่ง มี การสร้างศาล สร้างตำนานเกี่ยวกับเจ้าตากให้มีฐานะเป็นผู้นำวัฒนธรรม [Culture hero] และการสร้าง ศาลขนาดใหญ่น้อยต่างๆ เพื่อความมั่นคงทางจิตใจและสังคม


เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๑

“เมืองระยอง” คือศูนย์กลางที่ตั้งมั่นและรวบรวมกำลังพลในหัวเมือง ชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อการกอบกู้บ้านเมืองของชุมนุมเจ้าตาก หลังจากตีเมืองจันทบูรได้แล้ว พระเจ้าตากน่าจะกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่ “เมืองระยอง” ดังเดิม เพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมทั้งเป็นสถานที่สถาปนาตนเองขึ้น เป็น “เจ้าตาก” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรวบรวมกำลังผู้คน เตรียมเรือสำเภาเพื่อเดินทางเข้า สู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อกู้ชาติและรบกับทัพพม่าที่เหลืออยู่ การสงครามและการตัดสินอย่างเด็ดขาดก็เป็นส่วนหนึ่งในความเป็นผู้นำสำหรับกองทัพที่คิดการ ใหญ่แตกต่างไปจากชุมนุมเจ้าอื่นๆ ที่คิดสู้รบเพื่อการกู้ชาติและพลิกฟื้นกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาอีกครั้ง จึงมีบันทึกจากเอกสารอื่นๆ ว่า ในเวลานั้นมีบรรดาขุนนางเดิมจากกรุงศรีอยุธยาที่หลบหนีไปยังที่ ต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาร่วมรบและสวามิภักดิ์กับกองกำลังเจ้าตากที่เมืองจันทบูรตั้งแต่เมื่อพักรบเพื่อต่อเรือซ่อม เรือและรอไพร่พลทั้งจากในท้องถิ่นต่างๆ ฝ่ายข้าหลวงเดิมในราชวงศ์บ้านพลูหลวง เช่น “นายบุญมา” หรือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในภายหลัง น้องชายของ “นายทองด้วง” หรือ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ซึ่งไปหลบอยู่ที่สวนนอกบางช้าง แขวงอัมพวา ก็แนะนำให้นายบุญมาเดินทางมา ถวายตัวแก่พระเจ้าตาก ซึ่งในห้วงเวลานั้นน่าจะเป็นกองกำลังที่เป็นความหวังเพื่อกู้ชาติที่สำคัญที่สุด เข้มแข็งที่สุด และน่า จะมีจุดมุ่งหมายที่ประกาศอย่างเด่นชัดและชัดเจนในการกลับมากู้กรุงฯได้มากกว่าชุมนุมอื่นๆ นายบุญมา เดินทางติดตามทัพมาร่วมสู้รบกับกองกำลังของเจ้าตากที่เมืองจันทบูรและกลายเป็นนายทหารคนสำคัญใน เวลาต่อมา ปณิธานที่เด่นชัดของเจ้าตากในครั้งนั้นทำให้มีการรวบรวมกำลังคนที่หนีพม่าออกจากกรุงฯ รวม ถึงไพร่พลเมืองที่ไม่ได้ถูกกวาดต้อนไปยังพม่าเข้ามาร่วมสู้รบ จนกลายเป็นรากฐานกำลังพลในการกลับมา กู้กรุงฯ ในระยะต่อมา กรุงศรีอยุธยากลับมาอยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทยอีกครั้งราววันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๐ และการเดินทัพในเส้นทางกู้กรุงฯ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาราว ๗ เดือน

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๒

บทสรุป สมเด็จพระวีรมหาราชเจ้าตากสิน
 เมื่อหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาพร้อมกำลังพลจำนวนไม่มากนัก การเดินทางจากนครนายกไป ปราจีนบุรีที่มี ดงป่าใหญ่ ศรีมหาโพธิ เป็นพื้นปลอดภัยกว่า เป็นเส้ นทางและทิศทางที่จะหนีไปยังชายแดน กัมพูชาแถบจังหวัดสระแก้วปัจจุบันได้ ด้วยความเข้าใจในสภาพภูมิศาสตร์บ้านเมืองดี พระยาตากจึงได้ ทำให้นำกองทหารและผู้คนผ่านชายแดนลง ศรีมหาโพธิอันเป็นพื้นที่มีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ รวมผู้คนหนีผ่าน ชายทุ่งนาและป่า ลงมาทาง อำเภอพนมสารคาม ที่มี ลำน้ำท่ากระดาน ไหลผ่านไปออกแม่น้ ำบางปะกงใน เขตอำเภอบางคล้า บริเวณปากน้ำนี้เรียกตำบลเจ้าโล้ มีค่ายพม่าตั้งอยู่ จึงเกิดการสู้รบกัน เมื่อเจ้าตากได้ชัยชนะแล้วก็พาไพร่พลผ่านทุ่งนาไปยัง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี พนัสนิคมเป็นเมืองเก่าโบราณมาแต่สมัยทวารวดี-ลพบุรี อยู่ต้น ลำน้ำพานทอง อันเป็นลำน้ำสำคัญที่ไหล ผ่านพื้นที่ราบ มีชุมชนเรียงรายไปจนออกทะเลที่อ่าวบางปะกง และติดต่อกับบรรดาชุมชนชาวประมงและ พ่อค้าที่ตั้งอยู่ที่เมืองศรีพะโล เมืองบางปลาสร้อย และบางละมุงที่เป็นย่านเมืองที่มีผู้คนอยู่มาก ห่างจาก การเข้ามาของกองทัพพม่า เป็นย่านชุมชนที่มีการรวมตัวของคนในท้องถิ่นที่ไม่มีความแน่นอนในการจะสู้ รบกับพม่าหรือเข้าด้วยกับพม่า เพราะเป็นเมืองที่อยู่ชายขอบ เจ้าตากไม่เลือกนำกองกำลังและผู้คนหนีไปชลบุรี แต่หากผ่านขึ้นเนินเขาและช่องเขาไปตาม ทางน้ำที่เป็นต้นน้ำของลำน้ำพานทองไปทาง เมืองพญาเร่ เมืองโบราณสมัยทวารวดีเขตอำเภอบ่อ ทอง ที่เป็นเส้นทางบกผ่านป่าเขาและช่องเขาไปยังเมืองระยองและจันทบุรี แต่เจ้าตากไม่ไปเมืองจันทบุรี เมื่อผ่านต้นน้ำพานทองผ่านช่องเขาถึงทางแยกไปเขตชายทะเลที่ เมืองระยอง ก็หักลงใต้ผ่านตำบลหนองละหารและหนองบัว มายัง อำเภอบ้านค่าย ที่เป็นชุมชนบ้านเมือง เก่ามาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นบริเวณที่เป็นที่ลุ่มหนองบึงและธารน้ำอันเป็นต้นน้ำของ คลองใหญ่ ที่ไหล ลงไปเป็นแม่น้ำระยอง ออกทะเลที่เมืองระยอง การสำรวจศึกษาทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา พบว่าบริเวณพื้นที่เป็น เมือง ระยอง นั้น มีลักษณะแตกต่างไปจากบรรดาเมืองทั้งหลายทางฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย โดย เฉพาะชลบุรีและจันทบุรีที่เป็นเมืองตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเว้าเป็นอ่าว และมักมีทางน้ำออกทะเล กว้างตอนปากน้ำในลักษณะที่เป็นลากูนหรือใกล้กับปากแม่น้ำหรือลำน้ำไปออกทะเล โดยอาศัยเวิ้งอ่าวเป็น ที่หลบลมและคลื่น เมื่อผ่านฟากแม่น้ำลำน้ำเข้ามาในลากูนก็เป็นแหล่งจอดเรือใหญ่น้อยที่มีทั้งเรือประมงเรือสินค้า รวมทั้งการตั้งชุมชนเมืองอยู่ภายในลากูนนั้นๆ การเกิดชุมชนบ้านและเมืองจึงอยู่ภายในลากูนและตาม ชายฝั่งทะเลของอ่าว พื้นที่เป็นบ้านเป็นเมืองเกือบส่วนใหญ่จึงอยู่เฉพาะบริเวณใกล้ฝั่งทะเลและห่างทะเล เข้าไปในดินแดนภายในแทบไม่เกิน ๓-๔ กิโลเมตรจากชายฝั่ง บริเวณเช่นนี้มักเป็นบ้านเมืองที่ไม่มีพื้นที่ ภายในที่เป็นฐานทางเกษตรกรรมปลูกข้าวและพืชผักเพื่อการกินอยู่ของคนเมือง สภาพเช่นนี้เห็นได้ทั้ง ชลบุรีและจันทบุรี ชลบุรีอยู่ใกล้ปากอ่าวบางปะกงพื้นที่เป็นทะเลตม ไม่มีชายหาดมีแต่ตลิ่งสูงและเมืองไม่

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๓

ว่า ศรีพะโลและบางปลาสร้อย ล้วนตั้งอยู่บนเนินสูงที่มีเขาสามมุขอยู่ด้านหลัง มีสภาพเป็นเมืองท่าค้าขาย และการประมง ในขณะที่จันทบุรีตั้งอยู่บริเวณที่ปากแม่น้ำออกทะเลเป็นลากูนขนาดใหญ่ ซึ่งมีดอนและที่ลุ่มเสมอ น้ำสลับกันไป รวมทั้งภูเขาโดดและทิวเขาอยู่เบื้องหลัง ไม่มีพื้นที่ราบลุ่มภายในเพื่อการเพาะปลูก ต่างกัน กับเมืองระยองที่มีพื้นที่ทั้งชายทะเลที่เป็นปากน้ำและพื้นที่ภายในเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อการเพาะปลูกที่ทำให้ ความเป็นเมืองของระยองกินเลยจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลเข้ามาร่วม ๑๐ กิโลเมตร พื้นที่ภายในของเมืองระยองที่เรียกได้ว่าเป็นลุ่มน้ำนั้น กินพื้นที่ทางเหนือซึ่งลาดลงจากทิวเขา บรรทัดมายังหนองละหารและหนองบัว อันเป็นต้นน้ำของคลองใหญ่ที่มีลำน้ำใหญ่น้อยไหลลงสู่ที่ราบลุ่มที่ เป็นหนองและบึง ทำให้ลักษณะพื้นของอำเภอบ้านค่ายที่อยู่ตอนบนและพื้นที่ใกล้ทะเลของอำเภอเมือง ระยองมีลักษณะเป็นแอ่งที่มีที่สูงจากอำเภอเมืองไปอำเภอบ้านฉางทางตะวันตก และเนินเขาและทิวเขาอยู่ ทางตะวันออกที่กั้นเขตอำเภอเมืองระยองออกจากพื้นที่สูงของอำเภอแกลง ความเป็นบ้านเมืองภายในของระยองอยู่ที่ อำเภอบ้านค่าย บริเวณที่ลำน้ำหลายสายมารวมเป็น คลองใหญ่ มีชุมชนที่ทำการเพาะปลูกทั้งทำสวนและทำนาเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ไปโดยที่ทางน้ำผ่านถึงแทบ ทุกแห่ง ชุมชนที่เก่าที่สุดเห็นจะได้แก่ชุมชนบ้านเก่าที่มีวัดโบราณอันประกอบด้วย พระสถูปเจดีย์ โบสถ์ และหอไตรกลางสระน้ำ ที่มีอายุแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมา คือตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลงมา วัด โบราณที่มีรูปแบบทางศิลปสถาปัตยกรรมแบบวัดบ้านเก่านี้กระจายอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของอำเภอ บ้านค่ายมาจนติดพื้นที่อำเภอเมือง ได้แก่ วัดบ้านเก่า วัดนาตาขวัญ วัดแลง วัดตะพงใน วัดทับมา เป็นต้น การเกิดและการกระจายอยู่ของชุมชนที่มีวัดเก่าเป็นศูนย์กลางชุมชนเหล่านี้ เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความ เป็นบ้านเป็นเมืองที่มีมาก่อนสมัยที่เจ้าตากจะเดินทัพผ่านเข้ามาและใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งด้วยเป็น ฐานทัพ ดังมีร่องรอยให้เห็นที่ วัดบ้านค่าย ซึ่ง ณ บริเวณนี้ก็มีศาลเจ้าแม่ หลักเมืองตั้งอยู่ ให้เป็นสถานที่ สำคัญควบคู่ไปกับค่ายของเจ้าตาก ความเชื่อในเรื่องของศาลเจ้าแม่หลักเมืองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของคนในท้องถิ่นแต่เดิมว่า เคยเป็นบ้านเป็นเมืองที่มี เจ้าเมืองเป็นสตรี ซึ่งประเพณีความเชื่อเก่านี ้พบในกลุ่มของ คนชอง อันเป็นคน พื้นเมืองในเขตป่าเขาของจังหวัดจันทบุรีที่เชื่อในเรื่อง นางกาไว ที่เป็นกษัตริย์เมืองพะเนียดที่เชิงเขาสระ บาปที่เป็นเมืองโบราณมาแต่สมัยทวารวดี เท่าที่ทราบก็มีเชื้อสายของคนซองในเขตเมืองระยองกระจายไปตามเนินเขาบรรทัดข้ามไปถึงพื้นที่ ต้นน้ำของลำน้ำท่ากระดานในเขตตำบลเกาะขนุน และอำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบ เพราะฉะนั้นอาจอนุมานได้ว่า เมืองระยองมีความเป็นบ้านเมืองอยู่สองบริเวณ ตอนล่างตรง ปากน้ำระยองเป็นเมืองท่าค้าขายและการประมง ในขณะที่ตอนบนเป็นเมืองทางเกษตร มีไร่นาที่สวนที่อุดม สมบูรณ์ที่ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คน และการเดินทัพเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นค่ายเป็นฐานทัพของเจ้าตาก ที่บ้านค่ายนี้น่าจะเป็นตำแหน่งในทางยุทธศาสตร์ที่เจ้าตากเปลี่ยนความตั้งใจจากการพา ผู ้ค นหนี ต ายมาอยู่ท างชายทะเลอัน ห่ า งไกลภั ย จากพม่ า มาเป็ น ปั ก หลั ก สู้แ ละรุ ก กลั บ เพื่อ กู้ พระนครศรีอยุธยา เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๔

บ้านค่ายคือพื้นที่ทางเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ เลี้ยงคนและทหารได้ดีกว่าการไปตั้งหลักแหล่ง ในที่อื่น เช่น ชลบุรีและจันทบุรี และจากทิศทางประวัติศาสตร์หลังจากเจ้าตากปักหลักมั่นคงที่บ้านค่ายแล้ว

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ หน้าค่ายตากสิน อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

จึงขยายกองกำลังตั้งค่ายเข้าครอบครองเมืองระยองทางปากแม่น้ำ อันเป็นเมืองที่มีผู้คนมากและมีเจ้าเมือง ปกครองที่ก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้าตาก เพื่อความเป็นเอกภาพในการปกครองและการสร้างเมืองระยองให้เป็นเมืองสำคัญในการทำศึก เจ้าตากคงได้ทำพิธีกรรมปราบดาภิเษกตนเองเป็นเจ้าที่มีอำนาจเหนือบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายในภูมิภาคนี้ ที่มีอำนาจจากการยอมรับโดยสมบูรณาฉันทามติของผู้นำบ้านเมืองในภูมิภาคตะวันออก ที่จะยอมให้เจ้า ตากรวบรวมกำลังพลสร้างฐานทัพและกองทัพเพื่อกู้พระนครศรีอยุธยาในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เจ้าตากใช้เวลาปราบปรามกลุ่มคนที่แข็งข้อและขัดขืนตามบ้านเมืองต่างๆ ให้เข้ามาสวามิภักดิ์อยู่ ภายใต้อำนาจ ทำให้อาณาเขตของเมืองระยองกินไปถึงเมืองชลบุรีและฉะเชิงเทรา แต่ยังติดอยู่ที่เมือง จันทบุรีอันเป็นหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ชายขอบราชอาณาจักรที่อำนาจการปกครองจากศูนย์กลางควบคุมเข้าไป เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๕

ไม่ถึง ในทำนองเดียวกันกับเมืองสงขลาและพัทลุงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่ต้องส่งกองทัพออกไป ปราบปรามสู้รบเป็นแรมปีจึงจะตีได้สำเร็จ จันทบุรีเป็นเมืองท่าชายทะเลที่ใหญ่โตและแข็งแรง มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองต่างจากเมืองระยอง และชลบุรี ตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในทางภูมิประเทศ และมีป้อมปราการค่อนข้างแข็ง แรง ผู้คนพลเมืองมีความหลากหลายทั้งจีน ญวน ไทย คนพื้นเมือง และบรรดาพ่อค้าวานิชหลายชาติหลาย ภาษา โดยเฉพาะเจ้าเมืองก็เป็นคนจีนที่เป็นพ่อค้าแบบเดียวกันกับ เมืองบันทายมาศหรือโจฎก ตรงปาก แม่น้ำโขงในเวียดนามที่อยู่อย่างเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นการที่เจ้าตากจะชักชวนให้เข้ามาร่วมมือในการกู้ พระนครศรีอยุธยาจึงไม่ใช่เป็นของง่าย แต่การจะปล่อยให้เป็นไปตามแบบเดิมก็เป็นไปไม่ได้กับการรวม ผู้คนทางเจ้าตาก เพราะอยู่ในฐานะของเมืองใหญ่และตำแหน่งของขุนนางในระดับเสมอกันหรือสูงกว่าตาม ตำแหน่งของเมือง ดังนั้นการยกกองทัพไปตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าตากสะสมกำลังพลอยู่ที่เมืองระยองจนเกิดความพร้อมแล้วก็ยกออกจากระยองไปจันทบุรี โดย เริ่มแต่การรวมทัพประชุมพลที่ วัดลุ่มชัยมหาชุมพล อันอยู่ในท้องทุ่งทางเหนือของเมืองระยอง เคลื่อนทัพ ข้ามแม่น้ำระยองไปตามที่ลาดเชิงเขา ผ่านเมืองแกลงไปยังประแส พักทัพที่ วัดราชบัลลังก์ ใกล้กับลำน้ำ ประแสที่บ้านทะเลน้อย แล้วเคลื่อนต่อไปยัง ลุ่มน้ำพังราด ในเขตตำบลนายายอาม ตั้งฐานทัพเตรียมเสบียง และสรรพอาวุธ จากนั้นก็เคลื่อนลงที่ลุ่มต่ำทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำพังราด เข้าเส้นทางใกล้ทะเลไปตั้งทัพ อยู่ที่ เนินดินกลางทุ่งใกล้กับวัดสนามชัย อันเป็นบริเวณชายขอบของเมืองจันทบุรี เข้าใจว่า ค่ายพักที่ทุ ่งสนามชัย คือแหล่งประชุมพลที่สำคัญก่อนที่จะเคลื่อนทัพผ่านเขาเตี้ยริมทะเล ลงสู่ที่ราบลุ่มแถบอำเภอท่าใหม่ ข้ามเนินเขาลงสู่บริเวณย่านชุมชนชาวจีนเดิม บริเวณเขาพลอยแหวนและ วัดพลับบางกะจะ นอกเมืองจันทบุรี แต่แยกเข้าคลองแกลบไปหัวเมืองจันทบุรีที่ตั้งอยู่บนเนิน แล้วตั้งนำทัพ ปิดล้อมเมืองที่นับว่าตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นชัยภูมิที่ดี โดยทางพระยาจันทบุรีใช้เมืองเป็นที่มั่นที่ทาง กองทัพเจ้าตากทำอะไรไม่ได้ และขณะเดียวกันก็โต้กลับด้วยการระดมยิงจากเชิงเทินและกำแพงเมือง ทำความเสียหายให้กับกองทัพเจ้าตาก ทำให้ในที่สุดก็ต้องทุ่มกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อบุกเข้าเมืองให้ได้ การเข้าตีเมืองจันทบุรีครั้งสุดท้ายนี้ เจ้าตากอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวในการคิดกอบกู้ เอกราชเพราะถ้าหากไม่สำเร็จก็จะล้มเหลวทั้งหมดโดยสิ้นเชิง สงครามครั้งเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นสงครามที่แสดงถึงความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ในฐานะ เป็นนักรบที่สะท้อนให้เห็น จากตำนานการเข้าตีเมืองจันทบุรีที่เริ่มแต่การสั่งให้แม่ทัพนายกองและ ทหาร ทุบหม้อข้าวทิ้งหลังอาหารมื้อสุดท้ายเพื่อตีเมืองเพื่อไปกินอาหารมื้อใหม่ในเมือง โดยที่ในการ บุกเข้าโจมตี เจ้าตากนั้นทรงขี่ช้างนำหน้ากำลังพลเข้าทำลายประตูเมืองที่ต้องฝ่ากระสุนปืน ลูกธนู หอก จากกองกำลังป้องกันเมืองของฝ่ายพระยาจันทบุรี นับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทำให้ควาญช้าง พยายามยั้งข้าศึกไว้ไม่ให้เข้าไปใกล้อันตรายเป็นเหตุให้เจ้าตากโกรธและหันมาจะฟันควาญช้างที่ พยายามขัดขวาง

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๖

พระบรมราชานุสาวรีย์ที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

แต่ด้วยบุญบารมีของเจ้าตากทำให้ปลอดภัยและพังประตูเมืองเข้าเมืองจันทบุรีได้ และเป็น ชัยชนะที่ทำให้เจ้าตากเป็นใหญ่เหนือบรรดาเจ้าเมืองใหญ่น้อยทั้งหลายทางชายทะเลภาคตะวันออก ทั้งหมด และเกิดเป็นก๊กใหญ่ก๊กหนึ่งที่จะทำการกู้กรุงศรีอยุธยา แต่เจ้าตากก็หาได้เข้าไปปกครองเมือง จันทบุรีแทนที่พระยาจันทบุรีไม่ หากใช้เมืองจันทบุรีเป็นฐานกำลังทางน้ำเพื่อการสร้างกองทัพเรือ และแผ่ อำนาจเข้าไปยังเมืองบันทายมาศในเขตกัมพูชาและเวียดนามในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเวลานั้นเมืองบันทายมาศมี เจ้าเมืองเป็นพ่อค้าคนจีนเช่นเดียวกับทางเมืองจันทบุรี เมืองเหล่านี้อยู่ในสภาพอิสระไม่ขึ้นกับศูนย์กลางแต่มักสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อการ ป้องกันตนเองและการมีอำนาจทางทะเล จำเป็นที่เจ้าตากต้องนำมาเข้าไว้ให้อยู่ในอำนาจ แต่ ฐ านทั พ ใหญ่ซึ่ง เป็ นทั พ ของเจ้ า ตากคงอยู่ที่เมื อ งระยองที่น่า จะเป็ นที่บริ เ วณอำเภอ บ้านค่าย ซึ่งเป็นฐานความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องเสบียงอาหารเลี้ยงกองกำลังได้อย่างมั่นคง เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๗

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทุ่งนาเชย อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

จากระยองเจ้าตากหันมาปราบปรามบรรดาบ้านเล็กเมืองน้อยทางเมืองพัทยาและชลบุรีที่ขัดขืน และเข้าด้วยกับพม่าเช่นที่เมืองชลบุรีจนสิ้นเสี้ยนหนาม เมื่อได้เวลาก็เคลื่อนทัพทั้งทางบกและทางทะเลมายังแม่น้ำเจ้าพระยา ยึดเมืองธนบุรีได้เรียบร้อยก็ ยกกำลังขึ้นตามลำน้ำเจ้าพระยาไปตีค่ายโพธิ์สามต้นอันเป็นศูนกลางของอำนาจทางฝ่ายพม่าที่มีสภาพ เหมือนกับเป็นเมืองอยุธยาใหม่ ที่พม่าตั้งให้สุกี้พระนายกองที่เป็นคนมอญในเมืองไทยมาเข้าด้วยกับพม่า และมีส่วนที่ทำให้พม่าตีกรุงศรีอยุธยาได้ สุกี้พระนายกองที่พม่ามอบหมายให้มีอำนาจนั้นมีหน้าที่สำคัญเพื่อการทำลายล้างเมืองไทยเพียง อย่างเดียว คือปล้นฆ่าเผาผลาญชุมชนและกวาดต้อนผู้คน ขนทรัพย์สมบัติของบ้านเล็กเมืองน้อย วัดวา อารามส่งไปพม่า ทำให้เมืองไทยไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของพม่าเช่นสมัยการเสียกรุง ศรีอยุธยาตอนต้น เมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองที่อยู่ในกติกาของการเป็นจักรพรรดิราช ต่างกันกับ พระเจ้ามังระและกษัตริย์ในราชวงศ์คองบองที่อำมหิตไม่มีศีลธรรม ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะเกิดก๊กใหญ่ขึ้นเป็นจำนวนมากที่ต้องการกู้พระนครศรีอยุธยา แต่ก็ดูขาดสติ ปัญญาไม่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเท่ากับเจ้าตาก เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้านายและ เจ้าเมืองที่ไม่มีใจกับการทำศึกสงครามและสู้รบ เพียงรักษาตั้งไว้ให้รอดจากการสู้รบกับพม่าและรอเวลาให้ พม่าล่าถอยไปเอง เลยทำให้สถานการณ์บ้านแตกสาแหรกขาดยังดำเนินอยู่ได้

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๘

การยกกองทัพขึ้นมาตีค่ายโพธิ์สามต้นนั้นหาใช่เพื่อเป็นการกู้เอกราชกู้กรุงศรีอยุธยาที่คนส่วน ใหญ่คิดกันเองไม่ เพราะกรุงศรีอยุธยาในนั้นไม่เหลืออะไรที่จะให้กู้ ถูกรื้อทำลายเพื่อค้นหาสมบัติทั้งจาก กองกำลังของข้าศึกและคนชั่วร้ายในประเทศเอง หากการตีค่ายโพธิ์สามต้นของเจ้าตากนั้นก็เพื่อการปลด ปล่อยบรรดาคนไทยที่ถูกคุมขังและกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่พม่า และขับไล่กองกำลังของพม่าที่ยังคง ทำลายล้างบ้านเมืองอยู่เรื่อยๆ นั้นให้สิ้นซากไป ผลของชัยชนะของเจ้าตากได้ทำให้คนไทยที่ถูกทำลายร้างมีที่พึ่ง จึงได้หันมาพึ่งเจ้าตากกันจาก แทบทุกแห่งหน ทำให้เจ้าตากมีกำลังมากขึ้นและพร้อมที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหา กษัตริย์แห่งสยามประเทศ โดยหันมาพัฒนาพื้นฟูชุมชนบ้านเมืองชายทะเลทางตะวันออกจากจันทบุรี ระยอง ตราด ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มาจนถึงเมืองธนบุรี สร้างเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีขึ้นมาแทนกรุง ศรีอยุธยา เจ้าตากปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสยามประเทศ ณ เมืองธนบุรี สร้าง พระราชวังและวัดวาอารามที่สำคัญ รวมทั้งป้อมปราการกำแพงเมืองให้เมืองธนบุรีมีสภาพและฐานะเป็น กรุงราชธานีแทนกรุงพระนครศรีอยุธยา จึงทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงได้รับการ ยกย่องจากคนทั้งประเทศให้เป็นพระวีรมหาราชที่ยิ่งใหญ่ของประเทศเช่นเดียวกันกับสมเด็จพระนเรศวรฯ ความต่างกันของสมเด็จพระมหาราชเจ้าทั้ง ๒ พระองค์นี้อยู่ที่ สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงกอบกู้ อิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาจากกันเป็นเมืองขึ้นของพม่าให้กลับมาเป็นราชธานีที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่เหนือ นานาประเทศที่เป็นรากฐานของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การเมือง และศิลปวัฒนธรรม จนเป็น ศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ที่สำคัญคือการทำ สงครามของราชอาณาจักรทำลายล้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพม่า ณ กรุงหงสาวดี อันเป็นราชธานีของพระเจ้า สิบทิศบุเรงนองจนสิ้นสภาพความเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักร ทำให้พม่าแตกแยกต้องย้ายราชธานีหนี ไปอยู่ ณ กรุงอังวะแทน แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงเป็นมหาราชในทางตรงข้าม คือทรงเป็นผู้ปลดปล่อยบ้านเมืองที่ แตกสลายให้ประชาชนที่บ้านแตกสาแหรากขาดพ้นทุกข์ มีที่อยู่ บ้านเมืองมั่นคง และเป็นปึกแผ่นปลอดภัย จากการรุกรานทำลายร้างของข้าศึก โดยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ต้องทรงตรากตรำพระวรกายและสติ ปัญญา ทำสงครามทั้งภายนอกและภายใน สงครามจากภายนอกคือจากพม่านั้นยืดเยื้อและก่อกวนตลอดรัชกาล เพราะไทยไม่สามารถทำลาย อำนาจพม่าที่เมืองหลวงให้หมดศักยภาพได้ เมื่อหมดศึกจากภายในก็สู้รบขับไล่พม่าและยึดคืนบรรดาบ้าน เมืองภายในราชอาณาจักรที่พม่าเข้าครอบครอบกลับคืน ไม่ว่าทั้งทางล้านนาและล้านช้าง จนถึงสงครามพม่าครั้งสำคัญคือ ศึกอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งพม่ายกกำลังมามากมาย และมีแม่ทัพที่เกรียง ไกรสงครามคือ อะแซหวุ่นกี้ ที่สามารถตีเมืองพิษณุโลกแตกและกำลังเคลื่อนทัพลงมายังเมืองหลวงที่ ธนบุรี แต่เผอิญเกิดความวุ่นวายเสียก่อนที่เมืองพม่าและอะแซหวุ่นกี้ถูกเรียกทัพกลับไป กรุงธนบุรี ปลอดภัยและไทยมีเวลาฟื้นตัว แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกรำศึกอ่อนล้า เป็นเหตุให้ทรงหันมาฟื้นฟูวัดและศาสนาและ ปฏิบัติธรรม อันเป็นเหตุต่อมาที่ทำให้เกิดการกบฏวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจและสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถูกสำเร็จโทษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทได้ขึ้นครองราชย์ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๙๙

ย้ายพระนครมาสร้างกรุงเทพฯ ทางซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาแทน บ้านเมืองเข้มแข็งกว่าเดิม แต่ก็ไม่ร้างศึก พม่าที่ยังมีกำลังเหนือกว่าอยู่จนกระทั่งเกิด สงครามลาดหญ้าและท่าดินแดง ซึ ่งรั ชกาลที ่ ๑ และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสามารถขับไล่พม่าให้พ้นดินแดนไทยและเข็ดหลาบไม่กล้าเข้ามารุกรานอีก ความยิ่งใหญ่ของวีรกรรมและพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงให้แก่ ประชาชนชาวสยามทั้งประเทศ หาได้อยู่ที่ทรงกู้บ้านกู้เมืองให้เป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้นของพม่าเช่น เดียวกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หากยังทรงช่วยให้บ้านเมืองที่เรียกว่าสยามประเทศไม่ให้ แตกสลาย ประชาชนสิ้นแผ่นดินอยู่อาศัยเช่นเดียวกันกับการล่มสลายของอาณาจักรใหม่ๆ ใน ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จามปาและมอญ จนสยามก็ยังคงเป็นสยามที่กลายมาเป็นไทยในทุกวันนี้ พระคุณของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าพระองค์นี้ได้รับการถ่ายทอดและซึมซับในหมู่ ประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นล่างที่เป็นไพร่ฟ้าประชากรอย่างไม่มีวันลืม ซึ่งสะท้อนมาจาก การสร้างศาล ตามท้องถิ่นต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เคยเสด็จและไม่เคย พร้อมทั้งสร้างตำนานเกี่ยวกับพระองค์ไว้ ให้คนได้สักการะบูชาในฐาน “มเหสักข์” หลักบ้านหลักเมืองของประเทศ เพราะในยามที ่บ้ า นเมื อ งเกิ ด ความขั ด แย้ ง สมเด็ จ พระเจ้ า ตากสิ น ฯ ก็จะเสด็จกลับมาให้เ ป็ น สัญลักษณ์ของพลังการต่อสู้ที่ให้ความเป็นธรรมและร่มเย็นแก่บ้านเมือง


เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


๑๐๐

บรรณานุกรม กิติพงษ์ ศรีนันทลักษณ์. ตามรอยกู้ชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา. ปีที่ ๑, ฉบับที่ ๑, ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๓. ขจร สุขพานิช. ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยบางกอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๑. จารึก วิไลแก้ว. เส้นทางกู้บ้านกู้เมืองของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. สมาคมจดหมายเหตุสยาม, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๓. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ,. พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ. ๑๑๒๙ ถึง ๑๑๘๑ เป็นเวลา ๓๕ ปี. กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา, ๒๕๕๒. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ, ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๖. นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๓๙. ปรมินทร์ เครือทอง บรรณาธิการ. ปริศนาพระเจ้าตากฯ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๕. รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์, พล.โท., สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยอดนาวิกโยธินไทย, ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๑๔, เล่มที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๕. วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. จากอยุธยาสู่เมืองจันทน์ ตามรอยทัพชาติพระเจ้าตากสินมหาราช, สารคดี. ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕๗, มีนาคม ๒๕๔๑. ศิริ ศิริรังษี ปฏิบัติการตามแนวลำน้ำของพระเจ้าตากสิน. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๗, เล่มที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๙. ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา. กรุงเทพฯ, ๒๕๔๘. สุจิตต์ วงษ์เทศ. สามกรุงศรี, The spirit of three kingdoms. กรุงเทพฯ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๔๐. สุเนตร ชุตินธรานนท์. พม่ารบไทย ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๕. สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ศึกษาจากพงศาวดารพม่า ฉบับราชวงศ์คองบอง. พิมพ์ครั้งที่ ๙, กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๕. สุเนตร ชุตินธรานนท์. พม่ารบไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๔. หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดระยอง. สมเด็จพระเจ้าตากสินกับแผ่นดินระยอง. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดระยอง โรงเรียนระยองวิทยาคม. ระยอง :ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดระยอง, ๒๕๔๕?. หนุมาน กรรมฐาน, บรรณาธิการ. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) : จดหมายรายวัน ทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษและเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, ๒๕๕๑. ....... ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม ๓ เรื่อง : คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ ทรงธรรม คำให้การขุนหลวงหาวัด. กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๕๓.

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


เ มื อ ง ร ะ ย อ ง ใ น เ ส้ น ท า ง กู ้ช า ติ ข อ ง ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า ต า ก สิ น ม ห า ร า ช

สมเด็ จ พระวี ร มหาราช เจ้ า ตากสิ น

ศ รี ศั ก ร

วั ล ลิ โ ภ ด ม

ว ลั ย ลั ก ษ ณ์

เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ท ร ง ศิ ริ

และคณะ

รายงานฉบับสมบูรณ์ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  

ศรีศักร วัลลิโภดม วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และคณะ โดยการสนับสนุนการศึกษาจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

รายงานฉบับสมบูรณ์ เมืองระยองในเส้นทางกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  

ศรีศักร วัลลิโภดม วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และคณะ โดยการสนับสนุนการศึกษาจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

Advertisement