Issuu on Google+

www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาวธรรม

www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาวธรรม คําบรรยายธรรม ประจําวันเสาร ป พ.ศ.๒๕๑๖ ในสวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๖ ของ

พุทธทาสภิกขุ

www.buddhadasa.info จัดพิมพดวยทุนบริจาค ทาง “สวนอุศมมูลนิธิ” เปนอันดับสองแหงทุนนี้ เปนการพิมพครั้งแรก อันดับที่ ๑๔ ก บนพื้นแถบสีแดง ของหนังสือชุด ธรรมโฆษณ จํานวน ๑,๕๐๐ ฉบับ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ (ลิขสิทธิ์ไมสงวนสําหรับการพิมพแจกเปนธรรมทาน , สงวนเฉพาะการพิมพจําหนาย)


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


คําปรารภ การสรางหนังสือชุดธรรมโฆษณ ขึ้นไวในพระพุทธศาสนา การจั ด พิ ม พ ห นั งสื อ ชุ ด ธรรมโฆษณ อั น ดั บ ที่ ๑๔ ก. บนพื้ น แถบสี แดง เล มนี้ มี ชื่ อว า ปรมั ตถสภาวธรรม. สวนอุ ศมมู ลนิ ธิ จั ดทํ าขึ้ นเป นอั นดั บที่ ๒. ต อจาก ธรรมปาฏิ โมกข โดยได รั บ ฉั น ทานุ มั ติ ข องท า นอาจารย “พุ ท ธทาสภิ ก ขุ ” ให ใช เงิ น บริ จ าคเป น ทุ น ของสามอุ บ าสิ ก า คื อ อุ บ าสิ ก า ประกอบ โปษยนั น ทน , ประดั บ โปษยนั นทน และอุ บาสิ กา ประยู ร เศวตเศรนี ร วมกั นถวายแด ท านอาจารย เพื่ อจั ด พิ ม พ คํ าบรรยาย “ชุ ดธรรมโฆษณ ” เรื่ องใดเรื่ องหนึ่ งตามประสงค ของท าน โดยขอตั้ ง ชื่อทุนนี้วา “ทุน ประกอบ – ประดับ - ประยูร” อุทิศสวนกุศลถึง พระพรหมปริญญา (โกย โปษยานันทน) กับ พระอโศกมนตรี (เรียม เศวตเศรณี) การดํ าเนิ นงานจั ดพิ มพ , แจกจ าย, หรื อจํ าหน าย, คงจั ดทํ าตามความมุ งหมาย และหลั กการปฏิ บั ติ ทุ กประการ ของธรรมทานมู ลนิ ธิ ทั้ งนี้ เพื่ อ ช วยแบ งเบางานของ ธรรมทานมู ลนิ ธิ และช วยรวบรวมคํ าบรรยายขององค บรรยายไว ให ครบถ วน สะดวกแก การคนควา และเผยแพรไปใหทันแกเวลา ที่มีอยูนอย สําหรับงานอันมีอยูเปนจํานวนมาก. หากท านผู ใดศรั ทธาจะบริ จาคเงิ นสมทบทุ น ร วมกั บ สวนอุ ศมมู ลนิ ธิ และ ธรรมทานมู ลนิ ธิ เพื่ อวัตถุ ประสงค ดั งกล าวมาแล วนั้ นอี ก ก็ ดี หรือหากมี เงินรายได พิ เศษ ใดๆ จากการรั บบริ จาค ก็ ดี , จากการจํ าหน ายหนั งสื อนี้ “ในราคาที่ เอากุ ศลเป นกํ าไร” บ า งก็ ดี , สวนอุ ศ มมู ล นิ ธิ จะได นํ า เงิ น นั้ น รวมสมทบทุ น ไว เพื่ อ จั ด พิ ม พ ห นั งสื อ ชุ ด นี้ ในอันดับอื่นอีกตอไป

www.buddhadasa.info สวนอุศมมูลนิธิ ๗๗ สุขุมวิท ซอย ๑๐๓ กรุงเทพ ฯ ๑๑.


สารบาญ ปรมัตถสภาวธรรม ๑.ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” ๒.ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ) ๓.ธาตุเกี่ยวของกัน จนถึงความดับทุกข ๔.ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ ๕.ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง ๖.หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” ๗.พระอรหันต กับสิ่งที่เรียกวา ธาตุ-อายตนะ-ขันธ ๘.ธาตุที่อยูในรูปอายตนะ ๙.ความสําคัญของการสัมผัสทางอายตนะ ๑๐.อายตนสัมผัส ใหเกิดสิ่งที่เรียกวา ขันธ ๑๑.อาการที่เกิดไดและเกิดไมไดแหงปญจุปาทานักขันธ โดยวิธีปหงปฏิจจสมุปบาท ๑๒.ภาวะพื้นฐาน ของสิ่งที่เรียกวา “คน” ๑๓.ประโยชนแหงการเขาถึง ปรมัตถสภาวธรรม พระบาลีปรมัตถสภาวธรรม บทสวดมนตแปล ธาตุปจจเวกขณปาฐะ

หนา ” ” ” ” ” ” ” ” ”

๔๑ ๖๗ ๑๐๑ ๑๓๓ ๑๖๓ ๑๙๗ ๒๒๙ ๒๖๓ ๒๙๗

” ” ” ” ”

๓๒๙ ๓๖๑ ๓๘๙ ๔๓๕ ๔๕๕

www.buddhadasa.info

โปรดดูสารบาญละเอียดในหนาตอไป [๑]


สารบาญละเอียด ปรมัตถสภาวธรรม -----------------------

๑.ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา ธาตุ การบรรยายธรรมะนี้ เปนงานประจําวันเสารแรกของป ๒๕๑๖ …. …. ๑ เหตุผลที่บรรยายเพราะ ขอ ๑.ใครทําใหธรรมะเปนเครื่องชวยตานทานมิคสัญญี ๒ ขอ ๒.ปรับปรุงสมรรถภาพของพุทธบริษัททั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ …. …. …. ๓ ขอ ๓.ปริยัติธรรมยังไมเพียงพอในความละเอียด,ตองชวยเผยแผ …. …. ๓ ขอ ๔.พุทธบริษัทตองทําการเผยแผธรรมะ เปนงานประจํา …. …. …. ๔ ขอ ๕.ปริยัติธรรมเปนรากแกว จึงจําเปนตองมีปริยัติอันถูกตอง …. …. ๔ เลือกพูดเรื่องธาตุกอน เพราะธาตุเปนทุกสิ่ง ทั้งในและนอกกาย …. …. ๕ “ธาตุ” เปนปจจัยในขั้นรากฐานของทุกสิ่ง มนุษยควรรูจัก …. …. …. ๖ ศึกษาเรื่องธาตุใหเขาใจ แลวจะเห็นจริงในเรื่องอนัตตา, สุญญตา …. …. ๗ พูดอยางสั้นมีธาตุ : สัพพสังขาร กับอมต หรือรูป, อรูป, นิโรธเทานั้น …. ๘ การคบหาก็คบกันตามธาตุ : เลวกับเลว, ดีกับดี …. …. …. …. …. ๙ ในบาลีแบงธาตุอีกอยางเปน หีนะ มัชฌิม ปณีต-เลว กลาง ประณีต ก็มี ๑๐ มนุษย สัตว เทวดา แมจะเลือกคู ก็เลือกกันตามธาตุที่ถูกกัน …. …. ๑๑ สิ่งที่เรียกวาธาตุ นี้เปนเรื่องสําคัญ ที่ควรจะตองศึกษา …. …. …. …. ๑๒ ธาตุ แปลวาทรงไว : ทรงอยูไดไมสลายไป, มีลักษณะกําหนดได …. …. ๑๓ ธาตุ มาจาราชาศัพท ธ-ร คือทรงตัวเอง, ทรงสิ่งอื่น, ถูกสิ่งอื่นทรง …. …. ๑๔ คําวา “ธรรม” นี้ก็มาจาก ธ-า-ตุ คือสิ่งที่ทรงผูปฏิบัติไว …. …. …. …. ๑๕

www.buddhadasa.info

[๒]


[๓] ธาตุ ในภาษาอังกฤษ ภาษาละติน ก็มีความหมายตรงกันวา “ทรงอยู” …. ๑๖ ธาตุ ในภาษาทางวัตถุ เขาเล็งถึงตัวธาตุ ที่เปนวัตถุโดยตรง …. …. …. ๑๗ ในพุทธศาสนาตองการพูดถึงธาตุทางนามธรรม คือ คุณสมบัติของวัตถุ ๑๘ วัตถุธาตุทุกชนิดมีคุณสมบัติที่ทรงไวในตัวมัน …. …. …. …. …. ๑๙ ในสวนตาง ๆ ของรางกายมี ธาตุดิน น้ํา ไฟ ลม ผสมกันอยูตามมากนอย ๒๐ ธาตุที่เปนตัวเองโดยเด็ดขาด เรียกวา อสังขตะ, ที่อาศัยกันเรียก สังขตะ ๒๑ พึงศึกษาใหเขาใจวา ธาตุคืออะไร มาจากอะไร เปนสังขตะ หรืออสังขตะ ๒๒ ธาตุมีเพื่อประโยชนอะไร ก็เพื่อมนุษยจะตองชนะใหได จึงตองศึกษามัน ๒๓ จะเอาชนะได โดยมีสัมมาทิฏฐิ : อยาไปยึดมั่นถือมั่นจนตกเปนทาสของธาตุ ๒๔ ดูใหดีใหรูวา ธาตุขางนอกกระทบกับขางใน เกิดธาตุที่ ๓ มีอวิชชาดวยก็เปนทุกข ๒๕ ธาตุแทๆ เปนคุณคาอยางใดอยางหนึ่งที่แสดงออกมาจากทางวัตถุนั้น ๒๖ พวกนามธาตุมีจิตเปนที่แสดงออก, นิพพานธาตุแสดงออกทางธัมมารมณ ๒๗ ธาตุแบงเปนกลุมได ๓ : รูป อรูป นิโรธ …. …. …. …. …. …. ๒๘ ธาตุฝายสังขตะจะปรากฏตอเมื่อมีเหตุ ปจจัย และโอกาสปรุงแตง …. ๒๙ รูป หรือ อรูปธาตุปรากฏ ตองมีปจจัย โอกาส และการปรุงแตง …. …. ๓๐ เมื่อสิ้นโลภะ โทสะ โมหะ แลว อสังขตธาตุจะปรากฏ …. …. …. …. ๓๑ ทุกสิ่งเปนธาตุ จะแสดงคุณคาออกมา เมื่อถึงโอกาสไดปจจัยและปรุงแตง ๓๒ คนยุคปจจุบันรูแตเรื่องวัตถุธาตุ ไมรูจักธาตุทางนามธรรม …. …. …. ….๓๓ พุทธบริษัทควรตองรูจักทั้งวัตถุธาตุ รูปธาตุ อรูป และนิโรธธาตุ …. …. ๓๔ ธาตุมิใชมีเพียงวัตถุ ยังมีธาตุ มโน วิญญาณ จิต นําสุข ทุกขมาใหอีก …. ๓๕ พุทธบริษัทจะตองศึกษาเรื่องธาตุใหละเอียดทั้งวัตถุธาตุ และนามธาตุ …. ๓๖ ดูธาตุใหรูจัก แมมีที่เสนผมวามีธาตุอะไร เพื่อเกิดความไมยึดมั่นฯ …. ๓๗ คน กับ ธาตุ เปนอยางเดียวกัน มีสวนประกอบตางๆ เชนเดียวกับรถยนต ๓๘ รูหลักทั่วๆ ไปเกี่ยวกับ “ธาตุ” ไวกอน เมื่อฟงตอไปจะเขาใจไดงาย …. …. ๓๙

www.buddhadasa.info


[๔]

๒.ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ) ขอใหทานทําความเขาใจเกี่ยวกับธาตุโดยทั่วๆ ไปกอน …. …. …. ๔๑ ทุกสิ่งเปนธาตุ และ “ธาตุ” ไมใชตัวตน มีคําสอนดังเรื่องธาตุปจจเวกขณ ๔๒ ทุกสิ่งเปนสักวา ธาตุ หรือ ธรรมชาติ หรือเปนธรรมลวนๆ ไมใชสัตว บุคคล ๔๓ แตละธาตุยังประกอบดวยธาตุอื่นอีก, ถาไปยึดมั่นเปนตัวตน ก็มีความทุกข ๔๔ คนประกอกดวยธาตุ ๕ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ …. …. ๔๕ รูปธาตุประกอบดวย ธาตุ ดิน น้ํา ลม ไป เปนพื้นฐานที่จะเปนขันธตอไป ๔๖ ธาตุทั้ง ๕ จะทําหนาที่เปนขันธ ตอเมื่อสัมผัสกับสิ่งภายนอก …. …. ๔๗ พอธาตุขางในกระทบกับขางนอก วิญญาณธาตุทําหนาที่ ธาตุ ๕ ก็เปนขันธ ๕ ขึ้น๔๘ เมื่อธาตุทําหนาที่เปนขันธยังไมทุกข ตอมีอวิชชาเขาผสมปรุงเปนอุปาทานจึงทุกข๔๙ เรื่องดับทุกขจะตองรูจักธาตุทั้ง ๕ และสําเหนียกไววา ทุกสิ่งสักวาเปนธาตุ ๕๐ พึงพิจารณาทุกสิ่งสักวาธาตุตามบทสวดมนต “ธาตุปจจเวกขณปาฐะ” ๕๑ พิจารณาใหเห็นคุณลักษณะของธาตุ ๔ มีอยูในรูปธาตุ …. …. …. ๕๒ รูปธาตุ กับ นามธาตุ พบกันจะปรุงแตงเปนธาตุอื่นๆ อีก …. …. …. ๕๓ ปญหาเกี่ยวกับความทุกขจะมีแกคนมีชีวิต มีธาตุรูสึกคิดนึกได …. …. ๕๔ ความสัมพันธของธาตุมาปรุงแตงกันตองมีแนนอน “คน” จึงเกิดขึ้น …. ๕๕ ถาไมรูจักโทษของอวิชชาธาตุ เผลอสติ อวิชชาผสม เปนอกุศล ก็เปนทุกข ๕๖ ถาเผลอขาดสติประมาท อวิชชาก็เขาผสมทันที …. …. …. …. …. ๕๗ เราควบคุมกิเลสไมได ก็เพราะไมรูจักธาตุหมดทุกธาตุ …. …. …. ๕๘ ธาตุมีชื่อเรียกตางๆ กันทั้งฝายสังขตะและอสังขตะ แยกออกไปเปนอันมาก ๕๙ การผสมระหวางธาตุ ฝายวัตถุก็ยังยักยายเปลี่ยนไปไดมาก …. …. …. ๖๐ ธาตุปรุงแตงทั้งหลายมีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู-ดับไป ไหลเวียนอยูเสมอ …. ๖๑ การเกิดขึ้น-ตั้งอยูแหงธาตุนั้น ก็คือ เกิดขึ้น-ตั้งอยูแหงทุกข …. …. …. ๖๒

www.buddhadasa.info


[๕] “เกิดขึ้น” หมายถึงเกิดทางนามธรรม ไมใชเกิดทางวัตถุ …. …. …. ภาษาธาตุ มีการเกิด-ดับ หรือตายอยูวันละหลายๆ หน, ขณะดับเปนนิโรธธาตุ ถาพบกันกับนิโรธธาตุจะหยุดการปรุงแตง กรณีนั้น ๆ ก็ดับขณะนั้น …. ใหรูสึกวาเปนสักวาธาตุ จะเปนอานิสงสใหถึงนิโรธธาตุ ทุกขดับได ….

๖๓ ๖๔ ๖๕ ๖๖

๓.ธาตุเกี่ยวของกัน จนถึงความดับทุกข เรื่องธาตุเปนรากฐานของทุกเรื่อง แตไมใครเขาใจจึงไมสนใจ …. …. …. การปฏิบัติตามมรรคมีองค ๘ ก็ควรตองศึกษาลึกถึงรากฐานคือเรื่องธาตุ ความทุกขเกิดขึ้นไดเพราะยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งไมรูวาเปนเพียงธาตุ เรียนพุทธศาสนาก็ใหรูวา ทุกอยางสักวาเปนธาตุ จะไดไมยึด ไมทุกข …. คนประกอบอยูดวยธาตุ ๖ เปนพื้นฐาน สัมพันธกันปรุงเปนนั่นเปนนี่ …. ทุกธาตุอาศัยกันและกันเปนฐานที่ตั้ง มีธาตุที่สําคัญคือ วิญญาณธาตุ …. ธาตุทั้งหมดมีการปรุงแตงเรียกสังขตะ, ที่ไมมีการปรุงแตงเรียกอสังขตะ ประเภทสังขตะแบงได ๒ พวก: ดิน น้ํา ลม ไฟ เปนรูป, เวทนา-วิญญาณเปนอรูป รูปธาตุแยกไดเปนคูๆเชน ตา-รูป,หู-เสียง,จมูก-กลิ่น,ลิ้น-รส,กาย-สัมผัส …. แตละธาตุที่กายมีประสาทใหเกิดความรูสึก แลวทําตามหนาที่ของมัน …. ตัวอยาง จักขุกับกับรูปธาตุทําหนาที่กระทบกัน เปนจักขุ กับรูปอายตนะขึ้น อายตนะคูหนึ่งทําหนาที่แลว จะเกิดวิญญาณธาตุ, ๓ อยางนี้พบกันเรียกผัสสะ ผัสสะเกิดทําใหเวทนาธาตุที่มีอยูกลายเปนเวทนา สัญญา สังขารขันธ ความคิดนึกเกิดเปนสาย นับแตมี สัญญา-สัญญเจตนา-ตัณหา-วิตก-วิจาร ขันธ ๕ พอมีอวิชชาธาตุปรุงกลายเปนอุปาทานขันธ แลวมีทุกข …. …. ธาตุทั้งปวงปรุงแตงกันทําใหเกิดทุกข, วิญญาณชวยทําหนาที่หลายตอน ธาตุฝายสังขตะจะปรุงแตงเรื่อย จะดับตอเมื่อพบนิโรธธาตุ …. ….

๖๗ ๖๘ ๖๙ ๗๐ ๗๑ ๗๒ ๗๓ ๗๔ ๗๕ ๗๖ ๗๗ ๗๘ ๗๙ ๘๐ ๘๑ ๘๒ ๘๓

www.buddhadasa.info


[๖] ทางที่จะใหนิโรธธาตุมาดับทุกข ตองเจริญภาวนาใหเกิดปญญา …. …. ๘๔ นิโรธธาตุเมื่อถึงขั้นสูงสุดเรียกวานิพพานธาตุ เกิดไดดวยเจริญวิปสสนา …. ๘๕ ตองรูสึกอยูเสมอวา “ไมมีอะไรที่ไมใชธาตุ” ทั้งเห็นดวยตา และไมเห็น …. ๘๖ ทุกธาตุมีอยูตามธรรมชาติ จะแสดงตัวเมื่อไดปจจัยปรุงแตง …. …. ๘๗ ความทุกขก็เปนธาตุเพราะเปนเวทนา ซึ่งเปนธาตุอยางใดอยางหนึ่ง …. ๘๘ ความทุกขเกิดขึ้นเปนเวทนาธาตุ เมื่อดับลงเปนนิโรธธาตุ หรือนิพพานธาตุ ๘๙ ทุกธาตุจะเกิดขึ้นในเมื่อไดทําหนาที่ของธาตุนั้นๆ …. …. …. …. ๙๐ ธาตุในและนอกกับวิญญาณพบกันทําใหมี ๑๘ ธาตุ อยูเปนประจําชีวิต ๙๑ สัญญาเปนความจําหมาย พอสําคัญวาเปนอะไร นี่เปนสัญญาขันธ …. ๙๒ “ความสําคัญ” นี้เปนตัวการใหเกิด สุภสัญญา-อัตตสัญญา-สําคัญวาเปน ฯลฯ ๙๓ สัญญาของคนจะผิดอยูมากคือ เห็นตรงกันขามกับที่เปนจริง เปนสัญญาวิปลาส ๙๔ คนธรรมดายึดมั่นมาก จึงมีทุกขมาก ถามีแตสติปญญาจะไมทุกข …. ๙๕ ยิ่งเรียนมากยิ่งหันหลังใหศาสนา ไมเห็นวาทุกอยางสักวาเปนธาตุจึงมีทุกข ๙๖ ธาตุตามธรรมชาติเปนไปตามเหตุตามปจจัยอยูเนืองนิจ …. …. …. ๙๗ ธาตุที่ปรุงผิดทาง อวิชชาแทรก จะทําใหเกิดวัฏฏสงสาร …. …. …. ๙๘ ใหรูจักธาตุทั้งหลายแลวควบคุมใหอยูในทางไมทุกข ทุกขจะดับได …. ๙๙ จําเปนหลักไววา ธาตุปรุงแตงไปมาก ไปยึดมั่นเขาจะเปนตัวทุกข …. ๑๐๐

www.buddhadasa.info ๔.ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ รูเรื่องธาตุมุงหมายใหไมยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเปนตัวตน-ของตน …. …. ใหมีสติสัมปชัญญะ รูสึกตัวอยูทุกเวลาวา “ไมมีอะไรที่ไมเรียกวาธาตุ” มีความฉลาดรูใ นธาตุ และทําในใจใหแยบคาย นี้จะเปนการตั้งอยูแหงพุทธศาสนา พระพุทธเจาตรัสยืนยัน ที่เปนสัมพุทธะ เพราะรูเรื่องธาตุดวย …. ….

๑๐๑ ๑๐๒ ๑๐๓ ๑๐๔


[๗] ถาเขาใจเรื่องธาตุไมถูกตรง ทําใหยึดมั่น ฯ ไมชวยใหเกิดความสงบ …. ๑๐๕ “เปนสักวาธาตุ” ถาเขาใจผิดจะเปนมิจฉาทิฏฐิ ทําอะไรตามกิเลส …. ๑๐๖ “ธาตุเทานั้น” ถาเขาใจผิดจะเปนอันตรายขนาดไมรับผิดชอบใด ๆ ก็ได ๑๐๗ ที่พูดเรื่อง “ธาตุเทานั้น” มุงหมายไมใหยึด ฯ เพื่อไมเกิดกิเลส …. …. ๑๐๘ รูเรื่องธาตุใหถูกตองวา ประกอบเปนนรก-สวรรคก็ได ในจิตใจ …. …. ๑๐๙ เรื่องขางในใจนั้นตั้งตนจากขางนอก แลวเกิดวิญญาณ ฯลฯ สังขาร ไมมีดีเลย ๑๑๐ การปรุงแตงของธาตุ สรางนรกหรือสวรรคขึ้นในจิตใจเอง …. …. ๑๑๑ เดือดรอนเปนนรก, พอใจเปนสวรรค ไปรวมอยูที่เวทนาธาตุ …. …. ๑๑๒ การเห็นรูปดวยตาบางทีสุข บางทีทุกข ซึ่งลวนมีธาตุตาง ๆ ผสมกันมาก ๑๑๓ ตากับรูปกับวิญญาณธาตุ ทําใหเกิดผัสสะ ซึ่งเปนสวนหนึ่งของเวทนาธาตุ ๑๑๔ ผัสสะที่เนื่องกับวิญญาณธาตุเปนสังขารธาตุ, อีกสวนหนึ่งเปนเวทนาธาตุ ๑๑๕ ในขณะแหงผัสสะ ถาวิชชา หรืออวิชชาเขาผสม ผัสสะก็เปนไปตามที่ผสม ๑๑๖ เวทนาเปนธาตุหนึ่ง ยังไมแสดงตัวจนกวาจะมีสัมผัสระหวางธาตุนอกในกับวิญญาณ๑๑๗ เวทนาเกิดแลว เกิด “ความสําคัญวา” ธาตุ สัญญาจึงปรากฏ …. …. ๑๑๘ ในขณะแหงสังขารธาตุเกิด, ผสมอวิชชา จะเกิดธาตุกุศล อกุศลก็ได ๑๑๙ อกุศลธาตุก็แจกออกเปนธาตุ กาม พยาบาท วิหิงสา …. …. …. ๑๒๐ กามธาตุสงใหเกิด กามสัญญา ฯลฯ-กามปริฬาหะ, รอนเปนนรก …. ๑๒๑ พยาบาท และวิหิงสา เปนอกุศลทําใหเปน นรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ๑๒๒ ฝายกุศลธาตุ ตรงกันขามกับอกุศล มีผลเปนสวรรค …. …. …. ๑๒๓ ถารูจักผสมธาตุใหถูกตอง จะไดสวรรคที่นี่และเดี๋ยวนี้ …. …. …. ๑๒๔ เมื่อเกิดความยึดถือแลวตองเปนทุกข เพราะมีอวิชชาทําใหยึดมั่น …. ๑๒๕ ฉลาด โง��� มืด บอด ไมงาม ก็เปนธาตุที่เนื่องอยูกับรูป …. …. …. ๑๒๖ ธัมมารมณ-รูสึกดวยใจยังแยกเปนธาตุเวทนา สัญญา หรือเปนขันธ …. ๑๒๗

www.buddhadasa.info


[๘] สังขารธาตุ หรือสังขารขันธ อยูในฐานะเปนธรรมธาตุ ใหเกิดมโนวิญญาณ เอาภาวะของรูป หรืออสังขตธาตุมาเปนอารมณของมโน ก็ได …. …. ธาตุมีอยูทั้งในฐานะเปนเหตุและเปนผล สับเปลี่ยนกันก็มี …. …. การรูจักธาตุ ก็เพื่อใหเห็นสุญญตา-ความไมมีตัวตน …. …. …. ถาเห็น “ธาตุเทานั้น” อยางถูกตองแลว จะไมยึดมั่นจนเกิดกิเลส ….

๑๒๘ ๑๒๙ ๑๓๐ ๑๓๑ ๑๓๒

๕.ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง ใหอดทนศึกษาเรื่องธาตุ เพราะเปนรากฐานของทุกอยาง …. …. พิจารณาใหเห็นวา ธาตุเปนสวนยอยๆ ที่ประกอบกันเปนสิ่งใดๆ …. ความปรากฏของธาตุนี่แหละคือความเกิดขึ้นแหงทุกข …. …. …. ธาตุ ทุกข ปรากฏแลว ก็มีความตั้งอยูแหงโรค คือทุกข …. …. …. ธาตุปรุงแตงเปนสัตว บุคคล จนเกิดความรูสึกทุกข นี้ควรศึกษาใหรูไว ธาตุในตัวคนที่ปรุงแตงไมหยุด นี้พึงศึกษาใหรูจัก …. …. …. นามธาตุ ที่เปนธาตุแกงวงนอนได ก็มี เชน อารัมภธาตุ …. …. ธาตุแกงวงนอน กําจัดถีนมิทธะได มีอยูในอีงคุตตรนิกาย …. …. สังขตธาตุปรุงแตงกันเรื่อย แตอสังขตธาตุ ไมปรุงและหยุดปรุง …. …. ธาตุหมวดเกี่ยวกับตา-ใจ ๖ หมวดๆ ละ ๓ ธาตุ มี ๑๘ ธาตุ …. …. กิริยาของธาตุปรุงแตงเปนไปตามหลักของปฏิจจสมุปบาท …. …. การสัมผัส เวทนา ตัณหา หรือขันธ ๕ ลวน เปนธาตุ จับกลุมเปนอุปาทานขันธ เมื่อจิตถูกปรุงแตงอยูดวยกามธาตุ เรียกวาอยูในกามภพ …. …. การปรุงแตงจากรูปธาตุสัมพันธกันอยางยอ ๆ สืบไป ๖ ระยะ …. …. ถาปรุงอยางละเอียด จะเคลื่อนไหวไปถึง ๙ ระยะ …. …. …. จากรูปเปนสัญญา-ครุนคิด-สัมผัส-เวทนา-พอใจ-เรารอน-แสวงหา-ไดผล

๑๓๓ ๑๓๔ ๑๓๕ ๑๓๖ ๑๓๗ ๑๓๘ ๑๓๙ ๑๔๐ ๑๔๑ ๑๔๒ ๑๔๓ ๑๔๔ ๑๔๕ ๑๔๖ ๑๔๗ ๑๔๘

www.buddhadasa.info


[๙] พิจารณาอีกวิธีหนึ่ง ธาตุที่สัมพันธกันอยูจะมี กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ คนธรรมดาบางเวลาก็เกี่ยวกับกามธาตุ หรือรูปธาตุ อรูปธาตุบาง …. กามธาตุมีอยูทั่วไป เมื่อโอกาสมีก็แสดงตัวในจิตของมนุษย …. …. การแสดงตัวของกามธาตุ ก็มีอาการปรุงทํานองเดียวกับรูปธาตุ …. ครั้นไดกามลาภะก็เปนเหตุใหไดอื่นเปน : ตัณหา-อุปทาน-กามภพ …. ธาตุตามธรรมชาติถูกเอามากระทําใหไดเปนวัตถุของสัญญา จึงมีความหมาย กามธาตุใหผลเปนกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ได …. …. …. …. มนุษยทุกระดับจิตใจมีธาตุที่มุงจะไดกามธาตุเปนอารมณทั้งนั้น …. มนุษย เทวดา มารก็ตองการกามธาตุมาปรุงแตงบริโภคกาม …. …. ถาเปนพรหมไมชอบกาม ไปเอารูปธาตุ อรูปธาตุมาปรุงภพก็ได …. …. ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ลวนยังเปนอุปธิ แบกไวเพื่อทุกข …. …. คน เปนกลุมของธาตุ ๖ พอมีอวิชชาก็ไปทําสิ่งที่ไมนาทํา …. …. การศึกษาตัวพุทธศาสนาไมใชทองจํา ตองรูจักการปรุงแตงของธาตุ …. ใหพยายามมีความฉลาดในธาตุ, ฉลาดทําในใจเกี่ยวกับธาตุ จะไมผิดทาง

๑๔๙ ๑๕๐ ๑๕๑ ๑๕๒ ๑๕๓ ๑๕๔ ๑๕๕ ๑๕๖ ๑๕๗ ๑๕๘ ๑๕๙ ๑๖๐ ๑๖๑ ๑๖๒

www.buddhadasa.info ๖.หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

ที่บรรยายมาแลว ตองการใหรูจักวา ธาตุคืออะไร ปรุงแตงกันอยางไร ครั้งนี้ใหรูจักหลักปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุใหถูกตอง …. …. …. พุทธบริษัทควรจะรูจักปรมัตถสภาวธรรมตามสมควร …. …. ปรมัตถสภาวะมีอยูในทุกสิ่งทั้งวัตถุ กาย จิต …. …. …. แมกฎเกณฑตัวธรรมชาติ ก็เปนปรมัตถ เรียกวา ธรรมธาตุ …. รางกายประกอบดวยธาตุ ๔ หรือ ๖ ก็มีคุณสมบัติเปนปรมัตถ …. ตองรูจักคุณลักษณะของของแตละธาตุ เชน อาโป มีลักษณะเกาะกุม

…. …. …. …. …. …. ….

๑๖๓ ๑๖๔ ๑๖๕ ๑๖๖ ๑๖๗ ๑๖๘ ๑๖๙


[๑๐] วาโยธาตุ ระเหย เคลื่อนที่ได, อากาสธาตุ ทําใหมีที่วาง …. …. …. ตองรูจักธาตุที่ประกอบขึ้นมาเปนคนๆ หนึ่ง เพื่อแกปญหาเรื่องทุกข …. เพราะจะแกปญหาเรื่องทุกข จึงจําเปนตองรูวาธาตุคืออะไร …. …. ตองรูจักธาตุเทาที่จําเปนตองรูคือฝายกระทํา กับถูกกระทํา …. …. ฝายกระทําเปนฝายแรกที่ไปสัมผัสกับธาตุฝายตรงกันขาม …. …. ธาตุไหนก็ตามปรุงแตงแลว มีอวิชชา ตัณหา อุปทาน ก็ไปสูทุกขทั้งนั้น นอกจากนิพพานธาตุแลว ทุกธาตุเปนที่ตั้งแหงความยึดมั่น …. …. เมื่อเปนเรื่องยึดมั่นถือมั่นแลว จะตองเปนทุกขทั้งนั้น …. …. …. การปฏิบัติเกี่ยวกับธาตุ ตองไมยึดมั่นในธาตุนั้นๆ …. …. …. ตองมองลงไปใหเห็นชัดวาเปนอยางไรจึงยึดมั่นไมได …. …. …. จงมองใหเห็นความจริงวา ทุกสิ่งเปนสักวาธาตุไปหมด …. …. …. เมื่อใดเขาไปยึดถือในธาตุใดแลว ก็เทากับธาตุนั้นเกิดขึ้นแลว …. …. ระยะแรกตองรูจักละกามธาตุวามันเผาลน ผูกพัน ครอบงําอยางไร …. ระยะตอมาไปพอใจในรูปธาตุตางๆ ซึ่งก็เปนที่ตั้งแหงทุกข …. …. พนเรื่องรูปธาตุไปติดอรูปธาตุ หนักเขา ก็ดับไมเหลือ ไมได …. …. ถารอบรูธาตุกาม รูป อรูป แลว นิโรธธาตุจะแสดงตัวเอง …. …. …. ตองถอนจิตออกมาเสียจากธาตุปรุงแตง นอมจิตไปยังอมตธาตุ …. บรรดาอุปธิคือของหนัก ตองสลัดปลอยไป …. …. …. …. …. แมบุญ กุศล ความดี ตองรูจักในลักษณะที่ไมกลายเปนอุปธิ …. …. ถอยจากความไมยึดถือ แลวหันไปหาธาตุที่ดับความยึดถือ …. …. ทําอานาปานสติโดยกําหนดวา “เปนธาตุตามธรรมชาติ” ไมใชเรา-ของเรา เมื่ออยูตามธรรมดา ก็ทําความรูสึกใหจิตใจเปนเหมือนธาตุทั้ง ๖ …. ผูปฏิบัติถูกตองยอมมองเห็นความไมมีสาระของทุกภาวะตลอดจนธาตุ พิจารณาจนเห็นอนัตตา แลวสลัดคืนได, สิ้นความยึดมั่นถือมั่น …. ….

๑๗๐ ๑๗๑ ๑๗๒ ๑๗๓ ๑๗๔ ๑๗๕ ๑๗๖ ๑๗๗ ๑๗๘ ๑๗๙ ๑๘๐ ๑๘๑ ๑๘๒ ๑๘๓ ๑๘๔ ๑๘๕ ๑๘๖ ๑๘๗ ๑๘๘ ๑๘๙ ๑๙๐ ๑๙๑ ๑๙๒ ๑๙๓

www.buddhadasa.info


[๑๑] “สลัดคืน” คือคืนใหธรรมชาติ อันเปนเจาของเดิม …. …. …. ๑๙๔ เมื่อเห็นอยูรูอยู จิตก็พนอาสวะ เพราะไมยึดมั่นธาตุ …. …. …. ๑๙๕ สรุปวาตองดูความเปนธาตุ วาเปนไปตามปจจัย ไมใชสัตวบุคคล …. ๑๙๖

๗.พระอรหันต กับ สิ่งที่เรียกวา ธาตุ-อายตนะ-ขันธ การบรรยายวันนี้พองวันมาฆบูชา จึงพูดเนื่องกันกับวันนี้ …. …. ใหสังเกตวา เรายึดมั่นถือมั่นตอเมื่อเราโง มิใชยึดตลอดเวลา …. …. ถายึดมั่นขึ้นทีไร ก็เปนทุกข เหมือนตกนรกทั้งเปน …. …. …. ถาไมยึดมั่นก็ไมมีความทุกขเลย นี้เปนกฎธรรมดา …. …. …. ทําการงานใดๆ ใหทําตามหนาที่ ทําดวยสติปญญา ไมยึดมั่นก็ไมทุกข เราชินกันแตจะยึดมั่น เพราะอบรมแวดลอมอยางเปนตัวตน - ของตน ความยึดมั่นในธาตุทําใหจิตรูสึกเปนนรก หรือสวรรคก็ได …. …. การบรรยายวันนี้จะดูธาตุเกี่ยวกับพระอรหันต …. …. …. …. พระอรหันตทั้งหลายทานรอบรูในสังขตธาตุ วาเปนสักวาธาตุ …. ทานมีสติตลอดกาลตอธาตุในระดับที่เปนอายตนะ …. …. …. ทานไมมีความยึดมั่น, ไมมีอวิชชา, มีแตทุกขตามธรรมชาติ …. …. คนธรรมดาจะเจ็บปวย ๒ ชั้นทั้งกายใจ, ผูสิ้นอาสวะเจ็บชั้นเดียว …. พระอรหันตมีแตทุกขกาย และไมมีความยึดมั่นในทุกขนั้น …. …. แมอสังขตธาตุ-ไมมีปจจัยปรุงแตง พระอรหันตก็มิไดยึดมั่น …. …. ธาตุที่ทําใหเปนพระอรหันตนัยที่ ๑. อรหันต วิมุตติ, หรือนิสสรณะ …. นัยที่ ๒. เรียกนิจจธาตุ อิสสรธาตุ หรือ อมุสาธาตุ …. …. …. นัยที่ ๓. เรียกนิพพานธาตุ นิโรธธาตุ สันติธาตุ ���ขมธาตุ ทีปธาตุ …. นัยที่ ๔. ชื่อ สุญญตา อมต อนันต โลกุตตร ปฏินิสสัคค อนุตตร ….

๑๙๗ ๑๙๘ ๑๙๙ ๒๐๐ ๒๐๑ ๒๐๒ ๒๐๓ ๒๐๔ ๒๐๕ ๒๐๖ ๒๐๗ ๒๐๘ ๒๐๙ ๒๑๐ ๒๑๑ ๒๑๒ ๒๑๓ ๒๑๔

www.buddhadasa.info


[๑๒] พระอรหันตไมมีอุปาทาน เพราสิ้นอาสวะแลว …. …. …. …. บุญ บาป สุข ทุกข ฯลฯ ไมเปนที่ตั้งแหงความยึดมั่นแกพระอรหันต …. พระอรหันตไมมีอวิชชา จึงอยูเหนือสุข เหนือทุกข …. …. …. สภาวธรรมของพระอรหันต กลาวไดเพียงเปนคําสมมติมีหลายคํา …. ภาวะของความเปนพระอรหันตมีคําเดียววา “วาง” หรือพูดวาอะไรไมได การจะสอนเรื่องความเปนอรหันตก็ไดแตบอกวิธีประพฤติปฏิบัติ …. อุปมาเหมือนเสียงของมือที่ตบขางเดียว เพราะเปนเสียงสงบ …. อยากรูภาวะของพระอรหันตตองหัดคิดอยาง “ตบมือขางเดียว” …. การพูดเรื่องปรมัตถสภาวธรรม นี้มุงจะใหรูเรื่องที่ลึกเห็นยาก …. …. รูเรื่องธาตุ ก็คือที่ตัวตน และสิ่งแวดลอมซึ่งประกอบดวยอวิชชา …. มองเห็นโดยความเปนธาตุ เพื่อถึงความวาง และไมเปนทุกข …. …. ขอใหมีความรูในธาตุทั้งปวง และมีสติเกี่ยวของกับธาตุ …. …. ไมมีอะไรเหนือความสามารถของผูตั้งใจจริง, นิพพานก็ไมเหลือวิสัย

๒๑๕ ๒๑๖ ๒๑๗ ๒๑๘ ๒๑๙ ๒๒๐ ๒๒๑ ๒๒๒ ๒๒๓ ๒๒๔ ๒๒๕ ๒๒๖ ๒๒๗

www.buddhadasa.info ๘.ธาตุที่อยูในรูปอายตนะ

ครั้งนี้จะพูดกันถึงธาตุที่เปลี่ยนรูปมาเปนอายตนะ …. …. …. ยกตัวอยาง ตากับรูปอาศัยกัน ทําหนาที่เห็น, ตากลายเปนจักขุอายตนะ ถาเห็นปรมัตถสภาวธรรม ตองเห็นลึกวา “ตัวกู” คือธาตุประชุมกันอยู ลักษณะของปรมัตถก็คือใหเห็นจริงลึกลงไปจนทําใหไมยึดมั่น …. ตองพยายามเห็นแจงจนวางเฉยไดในสิ่งที่เขามากระทบ …. …. ใหทุกคนพยายามที่จะรู ทั้งภาษาคน ภาษาธรรม และปรมัตถใหถูกตอง ถารูจริงยอมมีผลเปนความหลุดพนจากความยึดมั่น ฯ …. …. …. คนยังไมหลุดพนจากความมืด, ปรุงแตงและผูกพัน, ก็ยังมีทุกข ….

๒๒๙ ๒๓๐ ๒๓๑ ๒๓๒ ๒๓๓ ๒๓๔ ๒๓๕ ๒๓๖


[๑๓] จะหลุดออกจากการผูกพัน ตองรูแจงในปรมัตถสภาวธรรม …. …. ๒๓๗ ธาตุเดิมเมื่อมาอยูในรูป ลักษณะ หนาที่ ของอายตนะ จึงไดชื่อเปนอายตนะ ๒๓๘ อายตนะใชไดทั้งวัตถุและนามธรรม หมายถึงสิ่งที่รูสึกได …. …. ๒๓๙ ความทุกขเปนตัวเรื่อง บอเกิดของมันคือ อายตนะ ๖ …. …. …. ๒๔๐ พระพุทธเจาตรัสวา “สมุทร” ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ …. …. ๒๔๑ อายตนะนอก-ในทําหนาที่ปรุงแตง จึงเปนสมุทรขึ้นมา …. …. ๒๔๒ กามคุณ ๕ เกิดขึ้นมา ก็เพราะอายตนะเปนบอเกิดแหงเรื่อง …. …. ๒๔๓ เพราะมีอายตนะมีการสัมผัส จึงเกิดนามธรรมทั้งหลาย …. …. ๒๔๔ เพราะมีอายตนะสัมผัสจึงเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ …. ๒๔๕ อายตนะมีไดทั้งสังขตะ, อสังขตะซึ่งไดแกนิพพาน …. …. …. ๒๔๖ ธาตุฝายนิพพานเปนอสังขตะ, ฝายสังขารเปนสังขตะ …. …. …. ๒๔๗ ธาตุเมื่อเปนอายตนะหมายถึงมันทําหนาที่รับการเกี่ยวพัน …. …. ๒๔๘ มีหนาที่ของอายตนะที่ไหน เมื่อไร เมื่อนัน้ มีไดทั้งนรกหรือสวรรค …. ๒๔๙ นรกหรือสวรรคเกิดไดในลักษณะอุปปาติกะผลุงขึ้นมาเลย …. …. ๒๕๐ การบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ตองอาศัยความเปนไปทางอายตนะ ๒๕๑ ไมตองการทุกข ตองมีสติควบคุมอายตนะนั้นเสีย …. …. …. ๒๕๒ “ดับอายตนะ” คือ ใชวิชชา-ปญญาเห็นแจง ไมยึดมั่นในสิ่งใด …. ๒๕๓ เมื่อฆาอายตนะพวกสังขตะได อสังขตะจะปรากฏ …. …. …. ๒๕๔ ใหพิจารณาเห็นอายตนะนี้นากลัวเหมือนภัยในมหาสมุทร …. …. ๒๕๕ ตองมีสติหยุด “อายตนะเวคะ” คือกําลังของการปรุงแตงของอายตนะเสียใหได ๒๕๖ ประโยชนจากการรูปรมัตถสภาวธรรม จะเขาสูสังขตธาตุได …. …. ๒๕๗ ทบทวนใหรูวามองดูนรกสวรรคที่อายตนะ อยารอดูที่โลกอื่นเลย …. ๒๕๘ เราเปนทาสของธาตุ เพราะมีอวิชชาหลงรสเสนหของอายตนะ …. ๒๕๙

www.buddhadasa.info


[๑๔] โลกเปนทาสของอายตนะมากขึ้น เพราะไมรูปรมัตถสภาวธรรม …. ธาตุเปลี่ยนรูปมาเปนอายตนะ นี่ยิ่งเปนพิษแกเรายิ่งขึ้น …. ….

๒๖๐ ๒๖๑

๙.ความสําคัญของการสัมผัสทางอายตนะ ปรมัตถสภาวธรรมเปนเรื่องซ้ําซากไมชวนฟง, ตองทนฟงเปนธรรมดา เรารูเรื่องปรมัตถอยางที่พระพุทธเจา รูจักได เห็นได …. …. …. ที่อายตนะ ๖ นี่แหละ มีสภาพเปนนรกบาง สวรรคบาง …. …. ตองรูจักธาตุดังที่วา เหลียวไปทางไหนรูสึกชัดวา “สักวาธาตุ” …. ธาตุสังขตะ ปรุงแตงขึ้นเปนวิญญาณธาตุเนื่องกันไปจนเปนอื่นๆ …. ตอมาเปลี่ยนหนาที่เปนอายตนะ จะเปนที่ของการสัมผัสตอไป …. ตา+รูป+จักขุวิญญาณ นี้เปนผัสสะ; จะปรุงตอไปตามลําดับ …. ไมมีอะไรสําคัญรายกาจ ยิ่งไปกวา เรื่องผัสสะ …. …. …. ความประจวบกัน ดังตา-รูป-จักขุวิญญาณ นี้ตองจําใหแมน …. …. ผัสสะคือการกระทบมี ๓ ๑.ปกติสัมผัส คือสัมผัสตามธรรมชาติ ๒.อวิชชาสัมผัส มีความโง ไมมีสติสัมปชัญญะควบคุมจิต ๓.มีสติสัมปชัญญะ มีความรู สัมผัสดวยวิชชา …. …. การสัมผัสดวยวิชชาเปนลักษณะของพระอริยเจา …. …. …. อวิชชาสัมผัสเปนอันตราย ทําใหรัก กลัว เกลียด …. …. …. ถาขาดสัมผัสแลว “โลก” ไมมีความหมาย …. …. …. …. “โลก” ไดแกสัตวโลก และสัตวโลกคือโลกของกิเลส …. …. …. อีกอยางหนึ่งสังขารโลกคือ การปรุงแตงไมรูหยุด …. …. …. สังขารโลกฝายจิตปรุงดวยอวิชชา ปราศจากสติ ไปสุดที่ทุกข …. …. โลกทั้ง ๓ ประเภทมีขึ้นไดดวยอํานาจของผัสสะ …. …. ….

๒๖๓ ๒๖๔ ๒๖๕ ๒๖๖ ๒๖๗ ๒๖๘ ๒๖๙ ๒๗๐ ๒๗๑

www.buddhadasa.info ๒๗๒ ๒๗๓ ๒๗๔ ๒๗๕ ๒๗๖ ๒๗๗ ๒๗๘ ๒๗๙ ๒๘๐


[๑๕] พิจารณาโลกแยกตามที่พระพุทธเจาตรัส เรื่องที่ ๑. คือ กา-มะ …. กามคุณ ๕ ทานตรัสเรียกวาโลก ในอริยวินัยนี้เกิดจากผัสสะ …. …. เรื่องที่ ๒. กรรมคือการกระทําดวยเจตนา ก็มาจากผัสสะ …. …. กรรมทั้งหลายมาจากผัสสะ ไมมีผสั สะก็ไมมีเจตนาทํากรรม …. …. เรื่องที่ ๓-๔ เวทนา-สัญญา ก็มีมูลมาจากผัสสะ …. …. …. เรื่องที่ ๕. ทิฏฐิ-ความเห็น ความเชื่อ มาจากผัสสะ …. …. …. ถาผัสสะประกอบดวยวิชชาเปนสัมมา, ประกอบดวยอวิชชาก็เปนมิจฉา เรื่องที่ ๖. กิเลสที่เกิดเปนโลภะ โทสะ โมหะ ก็มาจากผัสสะ …. …. โลภะ โทสะ โมหะ มีลักษณะเนื่องกันคือ ดึงเขามา, ผลักไป, สงสัยลังเลอยู เรื่องที่ ๗. อาสวะ อนุสัย คือความเคยชินของกิเลสก็มาจากผัสสะ …. เรื่องที่ ๘. ทุกขทั้งหลายโดยแทจริง มาจากผัสสะ …. …. …. ทุกอยางไปรวมจุดที่ผัสสะ เกิดเปนปญหาไมพึงปรารถนาก็มีมาก ผัสสะในแงดีนั้น เปนสัมมาทิฏฐิ เพราะมีวิชชาสัมผัส …. …. …. ถาจิตสัมผัสตอความวางจากกิเลสไดก็เรียกวา สุญญตาสัมผัส …. ถาไมมีสัมผัสเสียอยางเดียว ก็เทากับไมมีอะไรในจักรวาล …. ….

๒๘๑ ๒๘๒ ๒๘๓ ๒๘๔ ๒๘๕ ๒๘๖ ๒๘๗ ๒๘๘ ๒๘๙ ๒๙๐ ๒๙๑ ๒๙๒ ๒๙๓ ๒๙๔ ๒๙๕

www.buddhadasa.info ๑๐.อายตนสัมผัส ใหเกิดสิ่งที่เรียกวา ขันธ

การบรรยายเรื่องนี้ทําความเขาใจกันในเรื่องธาตุ อายตนะ และขันธ …. ๒๙๗ เพื่อกันความสับสน ใหรูจักธาตุวา ตั้งอยูเปนพื้นฐาน :…. …. ๒๙๘ ธาตุ อายตนะ ขันธ มีชื่ออยางเดียวกัน สับสนกันอยู :ธาตุ -สิ่งที่มีรูป, มีอาการแตกทําลาย, อายตนะ -ธาตุมาสัมผัสกับคูของมัน, ขันธ -ทําหนาที่ปรุงกันขึ้นมาเปนสวนสําคัญ …. …. ๒๙๙


[๑๖] ปญหายุงยากอยูที่ อายตนะนอกในกระทบกันเกิดวิญญาณธาตุ …. แลวเกิดผัสสะ เกิดเจตนาที่เปนตัวกรรม และอื่นๆ ตามลําดับ ผัสสะทําใหเกิดขันธ พอไปยึดมั่น ขันธก็เปนอุปาทานขันธ ขันธคือกลุมของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เปนของลมๆ แลงๆ ยิ่งกวาอายตนะ ขันธนี่หลอกลวงเรามาก “เรา” คือจิตที่โงไปสําคัญขันธเปนตัวตน ผัสสะทําใหเกิดเวทนาและอื่นๆ ตอนที่เปนขันธนี้ปรุงกันหลายซอน เมื่ออายตนะ ๒ ฝายพบกัน แลวทําหนาที่เต็มตั้งแต รูป-วิญญาณ ขันธ ๕ เขาเรียงไวเปนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ถูกตองแลว แตละขันธเกิดทยอยกัน ปรุงแตงไปเรื่อย ไมเกิดพรอมกัน ขันธจะไดชื่ออยางนั้นๆ ตอเมื่อมันทําหนาที่ของขันธนั้นๆ เปนขันธแลว ถายึดมั่นก็เปนทุกข ไมยึดมั่นก็ไมเปนทุกข ในบางขณะขันธไมทําหนาที่เชนหลับอยู ขณะนั้นยังไมเปนขันธ ธาตุ ๖ มีตลอดเวลานี้ถูก แตมีขันธ ๕ ตลอดเวลา นี้เปนไปไมได เมื่อธาตุทําหนาที่เปนอายตนะ ก็ทําทีละอยาง เพราะผัสสะมีทีละอยาง ขันธ ๕ มีเมื่อธาตุปรุงกันตามหนาที่ พออวิชชาผสมจึงเปนอุปาทาน ขันธ ๕ ยังไมทุกข ตอเปนอุปาทานขันธจึงเปนทุกข รูจักขันธใหชัดใจวา เกิดเมื่อทําหนาที่สมบูรณทีละขันธ เพื่อความเขาใจถูก ตองรูวาเมื่อไรเกิดอายตนะ ขันธ อุปาทานขันธ เมื่อเปนอุปาทานขันธ สังเกตไดวาเปนไปกับดวยอาสวะกิเลส เชน ๑.ปญจุปาทานขันธมีลักษณะประกอบดวยสักกายทิฏฐิถึง ๒๐ อยาง ๒. ในบาลีบางแหงระบุวามีฉันทะเปนมูล ก็เปนอุปาทานขันธ ๓. บางแหงวาขันธเปนอุปาทาน เพราะสัมผัสดวยอวิชชา ๔. ถาสังเกตที่เขียนเชน รูปูปาทานักขันโธ นี่ขันธถูกยึดดวยอุปาทานแลว

๓๐๐ ๓๐๑ ๓๐๒ ๓๐๓ ๓๐๔ ๓๐๕ ๓๐๖ ๓๐๗ ๓๐๘ ๓๐๙ ๓๑๐ ๓๑๑ ๓๑๒ ๓๑๓ ๓๑๔ ๓๑๕ ๓๑๖ ๓๑๗ ๓๑๘ ๓๑๙ ๓๒๐ ๓๒๑ ๓๒๒

www.buddhadasa.info


[๑๗] ๕. ถาขันธไหนรูสึกวาหนัก นั่นคืออุปาทานขันธ ตัวอยางเชนเห็นลูกหลานนาเอ็นดู, รูปนั้นก็เปนอุปาทานักขันธแลว ในกรณีที่จิตประกอบดวยอวิชชา ขณะนั้นสมุทัยไดตั้งขึ้นแลว ๗. ทุกขเกิดขึ้นเพราะขันธใด ขันธนั้นนับเปนปญจุปาทานักขันธ ตัวอยางวันหนึ่งๆ จะถูกศรอยูเรื่อย ถามีอุปาทานเมื่อไรก็เปนทุกข ที่แนนอนที่สุดคือ ขันธไหนเปนทุกข ขันธนั้นเปนปญจุปาทานักขันธ

๓๒๓ ๓๒๔ ๓๒๕ ๓๒๖ ๓๒๗ ๓๒๘

๑๑.อาการที่เกิดได และเกิดไมได แหง ปญจุปาทานักขันธ โดยวิธีแหงปฏิจจสมุปบาท การบรรยายครั้งนี้เกี่ยวกับธาตุ ฯลฯ กระทั่งถึงทุกขละเอียดขึ้น ตองรูจักตัวเองกับความทุกข วาตางกันอยางไรเสียกอน ปญหายุงยากมาจากคําวา “ตัวตน” นี้มีในขั้นศีลธรรม ไมมีในขั้นปรมัตถ ตัวตนมีเฉพาะเวลาที่คิดวาเปนตัวตน นอกนั้นไมมี ความทุกขมีความหมายกวางที่สุด คือ นาเกลียด อุปาทานขันธเปนทุกข หมายถึงตองทนทรมานอยางใดอยางหนึ่ง ขันธเฉยๆ ไมเที่ยง เปนเพียงนาเกลียด พอมีอุปาทานก็เปน ๒ นาเกลียด ถาไมยึดถือจะเปนขันธเฉยๆ ถายึดถือจะเปนอุปาทานและทุกข ตองรูเปนหลักวาขันธอุปาทานขันธ มิใชสิ่งเดียวกัน เมื่อใดเปนกลุมธาตุ ขณะนั้นแทบจะไมมีความรูสึกนึกคิดอะไร เมื่อเปนอายตนะ ก็กอเกิดการกระทบ จนปรุงตอไป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นตามลําดับจากการปรุง การคิดใดๆ ถาไมมุงมาถึงเปนตัวเรา-ของเรา ก็ไมใชอุปาทานักขันธ เมื่อใดมีฉันทราคะในขันธ ขันธนั้นก็เปนอุปาทานักขันธ

๓๒๙ ๓๓๐ ๓๓๑ ๓๓๒ ๓๓๓ ๓๓๔ ๓๓๕ ๓๓๖ ๓๓๗ ๓๓๘ ๓๓๙ ๓๔๐ ๓๔๑ ๓๔๒

www.buddhadasa.info


[๑๘] อวิชชามีอยูทุกหนทุกแหง พรอมที่จะเขาผสมไปในผัสสะ อวิชชาจะเขาผสมไดเมื่อมีโอกาส เปนที่ตั้งแหงอาสวะ เมื่อขันธเปนที่ตั้งแหงอาสวะ จะเกิดอวิชชาสัมผัสเต็มที่ เปนอุปาทานักขันธ เมื่อคิดไปตามความรูสึกยังไมเปนอุปาทานักขันธ ไมทุกข ถามีทุกขขึ้นมา ควรศึกษาคนวาเปนปญจุปทานักขันธอยางไร สิ่งตางๆ เปนไปตามอํานาจของจิต+อวิชชา+สัมผัส ตองพยายามรูจักตัวเรา โดยศึกษาจากขางในเริ่มแตธาตุ ฯลฯ การปองกันมิใหเกิดอวิชชาสัมผัส ตองมีสติสัมปชัญญะนําวิชชามาทันทวงที ถาไมมีสติสัมปชัญญะ อวิชชาไดโอกาส ก็เปนอวิชชาสัมผัส ตองศึกษาจนเขาใจ และรูจักควบคุมการกระทบ รูทัน วาผิดหรือถูก การเกิดกิเลสจนทุกขก็เพราะยังไมมีสติสัมปชัญญะขนวิชชามาทัน การทําใหกาย วาจา มีสีลขันธเปนพื้นฐาน จะมีสมาธิ ปญญาขันธไดงาย พิจารณาธาตุรูป นอกกับในพบกันเปนรูปขันธ แลวปรุงตอไปเปนนามขันธ วิญญาณขันธมีนามรูปเปนปจจัย นี้เขาใจยาก ตองคอยๆ ศึกษา “วิญญาณ” ไมใชสิงเขาราง แตหมายถึงมีเหตุปจจัย ทําใหเกิดธาตุนี้ขึ้น ถารูจัก “วิญญาณ” ดังกลาวมา เราจะควบคุมไมใหปฏิสนธิเปนอุปาทานได อุปาทานักขันธ จะเกิดหรือไมเกิด ตองดูตามกรรมวิธีของปฏิจจสมุปบาท ใหมีสติสัมปชัญญะ เปนวิชชาสัมผัส นี้เปนวิปสสนาที่ตองทําตลอดเวลา

๓๔๓ ๓๔๔ ๓๔๕ ๓๔๖ ๓๔๗ ๓๔๘ ๓๔๙ ๓๕๐ ๓๕๑ ๓๕๒ ๓๕๓ ๓๕๔ ๓๕๕ ๓๕๖ ๓๕๗ ๓๕๘ ๓๕๙ ๓๖๐

www.buddhadasa.info ๑๒.ภาวะพื้นฐาน ของสิ่งที่เรียกวา “คน” การบรรยายปรมัตถสภาวธรรม มุงหมายใหพุทธบริษัทเห็นธรรมชาติ ที่เราดับทุกขไมได เพราะไมรูพอสมควร ที่จะดับทุกขได รูปธรรมมิใชเปนเพียงเรื่องตื้นๆ มีสวนเปนปรมัตถเหมือนกัน

๓๖๑ ๓๖๒ ๓๖๓


[๑๙] ในรางกายก็ยังมีสวนเปนปรมัตถมาก แตมีปญหาทางจิตใจ จงดูสวนนี้ ปรมัตถสภาวธรรมสวนจิตมีผลเปนสมาธิ และปญญา ปรมัตถสภาวธรรมมีมาก แตรูเพียงเทาที่จําเปนจะดับทุกขไดก็พอ ไมใครมีผูทนศึกษาเรื่องธาตุ ขันธ ทั้งที่เปนเรื่องเดียวที่จะเอาตัวรอด ถาคิดวาดับทุกขไดดวยเรื่องปรมัตถสภาวธรรม คงจะสนใจกันบาง เรื่องของคน นี้ควรตองศึกษากันอยางละเอียดลออ “คน” บางเวลาเปนธาตุ, เปนอายตนะ, ขันธ, มีกิเลส เปนทุกข เปรียบสวนประกอบของคนกับรถยนตจะมีสภาพคลายกัน ทุกคนมักไมสนใจตัวเอง ไปสนใจแตเรื่องใหเกิดทุกข ปรมัตถสภาวธรรมจริงนั้นเปนวิชชาที่จะชวยแกโง พระพุทธเจาตรัสเรียก “สิ่งทั้งปวง” ในชื่ออาตนะ ๖ คู ตรัสเรียก รูป เสียงฯ ที่นาปรารถนานั้นวา “สมุทร” ตรัสวา อยามีตัวตนอะไรกันนัก ใหมีแตความรูสึกเปนธาตุฯ เพราะ “มี” ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงมีทุกข ปลอยวางเสียทุกขไมมี จะตกนรกขึ้นสวรรค ก็อยูที่อายตนะ ๖ ถาจิตทําไวดี อะไรๆ ก็จะเปนที่ถูกใจไปได รูตามที่เปนจริงเสียวา อายตนะ ๒ ฝายเปนเหตุ, ไมยึดถือก็ไมตกสมุทร คน ยังไมเปนอิสระตองอบรมจนมีความรู ไมตกสมุทร ถาจิตมิไดรูสึกอะไร ก็เทากับวา ไมมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปุถุชนทั่วไปตกอยูในกามาวจรมากที่สุดกวาพวกอื่น เราพยายามรูปรมัตถเพื่อถอนตนออกจากวัฏฏะ, ขึ้นบกไปทีละชั้น ถาทําใหขันธไมปรุงเปนอุปาทาน ก็หยุดทุกขได จะทําลายทุกขไดก็ตองอยูใหถูกตองตามมรรคมีองค ๘

๓๖๔ ๓๖๕ ๓๖๖ ๓๖๗ ๓๖๘ ๓๖๙ ๓๗๐ ๓๗๑ ๓๗๒ ๓๗๓ ๓๗๔ ๓๗๕ ๓๗๖ ๓๗๗ ๓๗๘ ๓๗๙ ๓๘๐ ๓๘๑ ๓๘๒ ๓๘๓ ๓๘๔ ๓๘๕ ๓๘๖

www.buddhadasa.info


[๒๐] ใหรูจักพื้นฐานของ “คน” แลวมองดูจนเกิดญาณทัสสนะรูทั้งสวนกาย ใจ รูจัก “คน” ในวาระ สถานะตางๆ กัน แลวเขาใจปรมัตถฯ ดีขึ้น

๓๘๗ ๓๘๘

๑๓.ประโยชนแหงการเขาถึง ปรมัตถสภาวธรรม การบรรยายปรมัตถสภาวธรรม จะทําสิ่งที่ทอดทิ้งใหเปนประโยชน แตตองทําเอามายัดเยียดใหคนรับเอาไป โลกจะฉิบหายเพราะไมสนใจปรมัตถสภาวธรรม ธาตุท���าหนาที่เปนอายตนะ เปนขันธอยูประจําวัน ตัองรูและจํา คนไมสนใจเรื่องธาตุ เพราะไมรูวาจะดับทุกขไดโดยวิธีนี้ ถาอุปาทานขันธเกิดได ทุกขก็เกิดขึ้นมา พระพุทธเจาทรงถือเปนเรื่องสําคัญ อุปาทานขันธทั้ง ๕ เปนตัวทุกขเพราะยึดมั่นถือมั่น พระองคไมทรงสอนเรื่องอืน่ นอกจากทุกขกับดับทุกข ในรางกายมีโลกฯ..จนความดับสนิทของโลก นี้คือตัวปรมัตถธรรม ปญหาการศึกษาพุทธศาสนามัก “ฟงไมศัพทจับไปกระเดียด” ที่เขาใจผิดกัน เชนเรื่องกรรม สอนกันวาใหผลทันทีชาตินี้ชาติหนา แตขั้นปรมัตถถือวาขณะจิตตอมาจากการทํากรรมก็ไดผลไปตามนั้น ขณะที่ทําผิดทางอายตนะยอมเกิดนรก ทําถูกก็เกิดสวรรค ทันที นรก สวรรค ไมใชเรื่องนอกเหนือ แตเปนวิทยาศาสตรของพระพุทธเจา วิทยาศาสตรของพระพุทธเจาพิสูจนใหเห็นได ประโยชนของการถึงปรมัตถมี ๓. ๑.รอบรูปริยัติถูกตามเปนจริง ๒.การปฏิบัติจะทําไปไดไมผิด ๓.รับผลไดไมมีทุกขเลย เมื่อรูวาอะไรเปนอะไรแลว ไมยึดมั่น ทําใหหายโง รูปรมัตถแลว ทําใหหายตื่น หายหลง รูจักสิ่งที่ควรหยุด มนุษยตองเกี่ยวดวยเรื่องกาย จิต วิญญาณใหถูกตองจะดับทุกขได

๓๘๙ ๓๙๐ ๓๙๑ ๓๙๒ ๓๙๓ ๓๙๔ ๓๙๕ ๓๙๖ ๓๙๗ ๓๙๘ ๓๙๙ ๔๐๐ ๔๐๑ ๔๐๒ ๔๐๓ ๔๐๔ ๔๐๕ ๔๐๖ ๔๐๗ ๔๐๘

www.buddhadasa.info


[๒๑] ความรูของทั้ง ๓ เรื่องขางตน เรียกวาปรมัตถสภาวธรรม=เปนอยางนั้นเอง ๔๐๙ ความรูปรมัตถตรงตามจุดหมายที่แทจริงของสิ่งมีชีวติ ๔๑๐ พอรูเรื่องปรมัตถจะเขาถึงอสังขตะ ไมเกิดตัวกู-ของกู ๔๑๑ เดี๋ยวนี้มนุษยจิตใจไมสูง มุง ไปหาความทุกขยาก ยิ่งขึ้นทุกที ๔๑๒ ถารูปรมัตถสภาวธรรมจะสามารถจัดใหตัวมีความตองการนอย ๔๑๓ พระพุทธเจาตรัสวา คิดวา “ตัวกู” ทีหนึ่ง นี่เทากับชาติหนึ่ง ๔๑๔ รูปรมัตถสภาวธรรมจะชวยใหไมมีทุกข ในกรณีของสิ่งที่เปนคู ๔๑๕ ทรงหวังใหทุกคนถึงโลกุตตระโดยอาศัยปรมัตถสภาวธรรม ๔๑๖ เรามีความทุกขเพราะโงไปยึดมั่นอะไรเขา ๔๑๗ ที่วา “นิพพานเปนสุขอยางยิ่ง” นี้พูดเพื่อศีลธรรม ปรมัตถไมพูดวาสุข ๔๑๘ มีอะไรก็ได แตถาไปยึดมั่นเขาแลว มันจะกัดเอาทันที ๔๑๙ เพราะไมรูปรมัตถสภาวธรรมจึงสลัดความทุกขออกไปไมได ๔๒๐ พึงมีสติสมั ปชัญญะในการเกิดขึ้น ตั้งอยู ดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก ๔๒๑ ถาควบคุมเวทนา สัญญา วิตก ไมได ก็ไมมีสติสัมปชัญญะ ๔๒๒ ศีลธรรมแกปญหาทางจิตไมได ตองอาศัยปรมัตถสภาวธรรม ๔๒๓ คนในโลกศีลธรรมไมดี เพราะมีศรัทธาในพระรัตนตรัยไมถูก ๔๒๔ คนเห็นแกตัวจัดยิ่งขึ้น เพราะหลงวัตถุเนื้อหนัง ๔๒๕ คนหลงเปนทาสเนื้อหนังเพราะโง ไมสนใจปรมัตถฯและประมาทมานาน ๔๒๖ ถารูจักปรมัตถฯ จิตจะเปนอิสระ มีเมตตา ไมเห็นแกตัว ๔๒๗ โลกตองการเมตตาสามัคคีธรรม แตมีไมได เพราะมีปรมัตถแตทางวัตถุ ๔๒๘ ทุกศาสนายิ่งเลอะเทอะเพราะไปเอาสมมติธรรมมาแทนปรมัตถ ๔๒๙ ถาทุกขศาสนารวมมือกันมีปรมัตถตรงกัน คือไมเห็นแกตัว จะชวยได ๔๓๐

www.buddhadasa.info


[๒๒] อยาติดอยูในศาสนาสมมุติ เขาถึงปรมัตถแลว ทุกศาสนาจะแกทุกขได ๔๓๑ คนรูจักแตรสอรอยของกิเลส ไมรูจักอรอยแทจริง ที่ธรรมะมอบให ๔๓๒ ขอใหตื่นจากหลับคืออวิชชา รูสิ่งทั้งหลายตามเปนจริง; จบคําบรรยายเทานี้ ๔๓๓ พระบาลีปรมัตถสภาวธรรม ๔๓๕-๔๔๘ ธาตุปจจเวกขณปาฐะ ๔๔๙-๔๕๔ บทสวดมนตแปล ธัมมปหังสนปาฐะ ๔๕๕-๔๕๗

www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาวธรรม

๑ ๖ มกราคม ๒๕๑๖

ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะประจํ า วั น เสาร ได เวี ย นมาถึ ง เข า อี ก ในรอบป ใ หม นี้ ซึ ่ ง จะมี ท ุ ก วั น เส าร เ รื ่ อ ยๆ ไป จน กว า จะถึ ง ฤดุ ฝ น , รวม เวล าที ่ บ รรยายนี้ ๙ เดือ น ตอ ปห นึ ่ง ; เวน ไว ๓ เดือ น ฤ ดูฝ น . วัน นี ้เ ปน วัน ตั ้ง ตน วัน เส าร แรกของปใหม ๒๕๑๖ นี้ เปนสิ่งที่เราไดทํากันมาเปนประจํา

ทําไมจึงมีการบรรยายประจําวันเสารในทํานองนี้? www.buddhadasa.info ขอบอกกล าวแก ผู ที่ ยั งไม ทราบอี กครั้งหนึ่ ง, และขอย้ํ าความเข าใจแก ผู ที่ ทราบอยูแลวอีกครั้งหนึ่ง; เพื่อจะไดทําในใจใหถูกตอง, แลวก็มีการกระทําที่มันมี


ปรมัต ถสภาวธรรม

ความหมาย, ไม ใ ช ทํ า เป น พิ ธี รี ต อง. เวลานาตั้ ง ป อ าจจะลื ม เลื อ นไปบ า ง; ก็ ต อ ง ฟนความจํากันใหม วาทําไมจึงมีการบรรยายวันเสาร ทํานองนี้ เราอาจจะมองดู เห็นเหตุผลที่จะเปนคําตอบไดมากมายหลายสถานทีเดียว. ข อที่ ๑ จะพู ดอย างหยาบคายที่ สุ ด ก็ จะพู ดว า โลกกํ าลั งจะฉิ บหาย คื อ ยุคที่เรียกวา สัตถันตรกัปป : ความนิยมยินดีในการใชอาวุธฆากันอยางมิคสัญญี นี่ แหละ มั นกํ าลั งมา, ที่จะมาถึงอยางที่ กล าวไวในพระคั มภี ร; และเราก็เห็ นๆกันอยู ว า ถ าจะปล อยกั นไปในรู ปนี้ มั นก็ ต องถึ งแน ๆ. เพราะฉะนั้ นจะต องช วยกั นต านทาน ตามแต ที่ จ ะต า นทานได ; แม จ ะเป น การต า นทานอย า งช ว ยกั น ตี ป อ งตี แ ป ง ช ว ย พระจั นทรที่ ถู กราหู จั บ; อย างนี้ มั นก็ ยั งดี กว าจะไม ทํ าอะไรเสี ยเลย. ถ าจะเปรียบกั นแล ว เราทํ าอย างนี้ มั นอาจจะถู กหั วเราะเยาะ ว ามั นมี ค าเท ากั บติ๊ ป บตี กระป อง ช วยพระจั นทร ในวั นจั นทรคราส ซึ่ งเป นเพี ยงพิ ธี รี ตอง; แม อย างนี้ ก็ ยั งพอใจ เพราะว าเราได มี ความ รู สึ ก มี ความคิ ดความนึ ก ความพยายาม ที่ จะทํ าหน าที่ ของเรา : กล าวคื อ ธรรมะนี้ เปนเครื่องชวยตานทานความฉิบหายของโลก.

www.buddhadasa.info เราจะใชธรรมะเปนเครื่องตานทาน มันก็ตองทําใหธรรมะนี้เปนที่ปรากฏ ออกไป, ให เป นที่ รูกั นทั่ วๆ ไปมากขึ้ น ก็ จะมี ส วนช วยให โลกนี้ ลื มหู ลื มตาขึ้ นมาบ าง; หรื อว าถ าบั งเอิ ญ เป นไปได มากๆ มั นก็ จะหมุ นกลั บได . ดั งนั้ นเรามี สติ ป ญ ญา มี ความ สามารถเทา ไร เราก็ทํ า กัน เทา นั ้น : อยา งทํ า กัน ที ่นี ่, มีผู ฟ ง เทา นี ้, และยัง จะ เผยแพร เป น ลายลั กษณ อั กษรต อ ไปอี ก, มั น ก็ ค งจะมี ผ ลบ าง; แม อ ย างน อ ย ก็ ทํ าให ผู อื่ นเกิ ดความสนใจ, ไม ดู ดาย. ถึ งจะเรียกว า ช วยกั นตี ประป องกระแป งช วยพระจั นทร ในทํ า นองนั้ น ก็ ยั ง เป น ที่ น า พอใจ; หรื อ มี เหตุ ผ ลอยู . แปลว า ไม ดู ด าย ไม เฉยเมย ในสิ่ งที่ เป นความทุ กข รอนของเพื่ อนมนุ ษย ด วยกั น. นี้ เป นข อหนี่ ง ที่ เราจั ดการบรรยาย ธรรมะ ในวั น เสาร ซึ่ ง เป น เหตุ ใ ห เกิ ด การพิ ม พ เป น ลายลั ก ษณ อั ก ษร เพื่ อ อยู เป น หลักฐานตอไปอีก.


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

ข อ ที่ ๒. มองดู อี ก ทางหนึ่ ง ฝ า ยภายในของพวกพุ ท ธบริ ษั ท เรา; มั น ก็ เป น การปรับ ปรุ งพวกพุ ท ธบริ ษั ท เรา ให มี ส มรรถภาพเพิ่ ม ขึ้ น . ท านทั้ ง หลายอย า ได อวดดี ทั้ งในฝ ายปริ ยั ติ และปฏิ บั ติ ; ในฝ ายปริ ยั ติ ก็ ยั งมื ดมั ว ยั งสลั วอยู มาก, ในฝ าย ปฏิ บั ติ ก็ ยั งโลเลเหลาะแหละอยู ม าก; นี่ เรี ย กว าไม มี ส มรรถภาพ ทั้ งในฝ ายปริ ยั ติ และ ฝ ายปฏิ บั ติ . เราจะต อ งปรั บ ปรุ งพุ ท ธบริ ษั ท เราให มี ส มรรถภาพเพิ่ ม ขึ้ น ในข อ นี้ ; ดั งนั้ น จึ งได พยายาม ให มี การบรรยายในวั นเสาร เช นนี้ ด วยการเลื อกเอา ในสิ่ งที่ เห็ นว ายั งไม เคยฟ��� ง บ า ง, หรื อ ว า ได ฟ ง แล ว เข า ใจผิ ด ๆ กั น อยู บ า ง, เอามาบรรยายเป น การเพิ่ ม ความรู บ า ง, เป น การชํ า ระสะสางความรู ที่ มี อ ยู แ ล ว บ า ง, ให มั น สํ า เร็ จ ประโยชน ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อันนี้ก็เปนเหตุผลอันหนึ่ง ที่ทําใหเรามีการบรรยายวันเสารในทํานองนี้. ข อ ที่ ๓. ถ าจะดู อี ก ที ห นึ่ ง มั น เป น หน า ที่ ข องพุ ท ธบริ ษั ท ที่ ต อ งทํ าการ เผยแผ ธ รรมะอยู เป น งานประจํ า . ลองไปคิ ด ดู เถิ ด ว า ความเป น พุ ท ธบริ ษั ท นี้ นอก จากจะปฏิ บั ติ ส วนตนแล ว ก็ ยั งมี หน าที ที่ จะต องช วยกั นเผยแผ ธรรมะหรื อพระพุ ทธศาสนา; เพราะว า ข อ นี้ ก็ เป น พุ ท ธประสงค อ ย า งยิ่ ง ด ว ยเหมื อ นกั น . พระองค ท รงส ง สาวกไป ประกาศพระศาสนา ในทั น ที ที่ อ าจจะส ง ได แล ว ก็ ส ง ไปเรื่ อ ยๆ : ให ไ ปแสดงธรรม, ให ไปประกาศพรหมจรรย มี ค วามไพเราะทั้ งเบื้ อ งต น ท ามกลาง เบื้ อ งปลาย, ให เป น ประโยชน แก สั ตว ทั้ งหลาย ทั้ งเทวดาและมนุ ษ ย . นี้ เป นเหมื อนกั บ คํ าสั่ ง หรื อคํ าขอร อ ง หรื อ คํ า อ อ นวอนของพระพุ ท ธเจ า . ฟ ง ดู ต ามสํ า นวนนี้ แ ล ว มี ลั ก ษณะเป น ได ทั้ ง คํ า ออนวอน และคําสั่งพรอมกันไป.

www.buddhadasa.info ขอที่ ๔. ปริยัติธรรมยังไม เพี ยงพอในความถูกตอ ง ในความละเอี ยด ลออ; เรายั ง ต อ งช ว ยกั น ในข อ นี้ ให ก ารเผยแผ นี้ มี ค วามถู ก ต อ งมากพอ, และมี ค วาม ละเอียดลออมากพอ ที่จะเขาใจและปฏิบัติไดจริง.


ปรมัต ถสภาวธรรม

ถาจะสรุปอีกทีหนึ่งก็อาจจะกลาวไดวาความกาวหนาในกิจการทางพระพุทธศาสนานี้ ก็อยูที่ การเผยแผ, การบรรยายธรรมก็เปนหัวใจของความกาวหนาในการ เผยแผ , หรือ อาจจะเรี ยกว า เป น หั วใจของปริยั ติ ซึ่ งคนโบราณเขาถื อ กั น . สํ าหรั บ สมัยนี้แลว ปริยัตินั้นเปนรากแกวของศาสนา; เพราะวา เมื่อไมมีพระพุทธเจาแลว ไมรูจะไปถามใครที่ไหน. ขอที่ ๕. เราหวังอยูแตปริยัติอันถูกตอง อยางที่พระพุทธองคไดตรัสเมื่อจะ ปรินิ พ พานนั้ น ว า : “ธรรมะที่ แสดงแล ว วิ นั ย ที่ บั ญ ญั ติ แล ว จั ก อยู เป น ศาสดาของ พวกเธอ หลั ง แต ก าลล ว งลั บ ไปแล ว แห งเรา”. เราจึ งได ถื อ กั น เป น หลั ก ว า ปริ ยั ติ ธรรมนี้จะเปนรากแกว, หรือความคงอยูของพุทธศาสนาในสมัยปจจุบันนี้ ฉะนั้น จึงตองมีปริยัติที่ถูกตอง และก็ตองละเอียดลออเพียงพอดวย; เพียงเทานี้ มันก็เปน เหตุ ผลที่ เพี ยงพอ สํ าหรับพวกเราที่ จะเหน็ ดเหนื่ อย ที่ จะหมดเปลื อง สํ าหรับการเผยแผ แมแตดวยการบรรยายประจําวันเสาร อยางวันนี้. ทําไมจึงพูดเรื่องธาตุ และเรียกวา ปรมัตถสภาวธรรม

www.buddhadasa.info เรื่ อ งที่ อ ยากจะบอกต อ ไปก็ คื อ ว า ในภาคมาฆบู ช า ๓ เดื อ น คื อ เดื อ น มกราคม กุมภาพั นธ มีนาคม นี้ จะไดบรรยายโดยหัวขอใหญ เรียกวา ปรมั ตถสภาวธรรม ที ่เกี ่ย วกับ ธาตุ. ทํ า ไมจึง เรีย กวา ปรมัต ถสภาวธรรม? นี ้เปน ภาษาบาลี ฟ งไม ค อยจะรู เรื่ อง. ถ าเป นภาษาไทย ก็ จะมี ใจความว า : พู ด ถึ งเรื่ อ ง สภาวธรรม ที ่ม ีอ รรถอัน ลึก ซึ ้ง . สภ าวธรรม ก็ค ือ ธรรมที ่ม ัน เปน ไปเอง เปน อยู เ อง, เป น ธรรมทั้ งปวงที่ เป น เองไปตามธรรมชาติ ; ปรมั ต ถ แปลวา มี อ รรถอั น ซึ้ ง. คํ าว า ปรมัต ถสภาวธรรม ก็คือ เรื่อ งของธรรมชาติที่ม ีค วามหมายอัน ลึก ซึ้ง. นี่คือ ความหมายของคํ า ที่ เอามาใช เป นชื่ อของการบรรยายในรอบนี้ ; และในรอบ ๓ เดื อน, มาฆบูชานี้จะไดกลาวปรมัตถสภาวธรรม ในสวนที่เรียกวา ธาตุ, ธา-ตุ หรือ ธาตุ.


ขอ ควรทราบกอ น เกี่ ย วกับ สิ่ง ที่เรี ยกวา ธาตุ

ทําไมจึงเลือกเอาเรื่องสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” มาพูดกอนเรื่องอื่น? ถา ทานทั้งหลายสังเกตดูสักเล็กนอย ก็จะเขาใจได วาทําไมจึงเลือกเอาเรื่องธาตุมาพูดกอน เรื่องอื่น. คําตอบในขอนี้มีไดหลายแงหลายกระแส; นับตั้งแตวา : สิ่งที่เรียกวา ธาตุ นั้นแหละ มันคือทุกสิ่ง; ที่กําลังเปนตัวเราอยูในกายเรา, หมายความวาภายในเรา ภายในตัวเรานี้ ก็คือสิ่งที่เรียกวา ธาตุ; และทุกสิ่งที่อยู ภายนอกเรา ที่แ วดลอ มเราอยู ก็เ รีย กวา ธาตุอีก นั่น เอง. ที่เ ปน ภายในตัว เรา ก็ เรียกวา ธาตุ อันเป นภายใน : มีจักขุธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหาธาตุ กายธาตุ มโนธาตุ , ธาตุ คื อ ตา ธาตุ คื อ หู ธาตุ คื อ จมู ก ธาตุ คื อ ลิ้ น ธาตุ คื อ กาย ธาตุ คื อ ใจ; คือ อายตนะ ๖ นั่นเอง. แตเมื่อมันยังไมทําหนาที่เปนอายตนะนั้นๆ; เราเรียกวา ธาตุ; ตอเมื่อมันทําหนาที่รับอารมณ จึงจะเรียกวาอายตนะ, แตเมื่อมันอยูตามธรรมชาติ เรียกวา ธาตุ. ภายในเราก็มี ธาตุ ๖ : คือ ธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ. ภายนอกตัวเราก็มีธาตุ ๖ ซึ่งมันคูกัน : คือรูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐั พพธาตุ ธัมมธาตุ , คื อธาตุ รูป ธาตุ เสี ยง ธาตุ กลิ่ น ธาตุ รส ธาตุ โผฏฐั พพะ ธาตุ ธัมมารมณ มั นอยูขางนอก แล วมั นก็จะเขาสั มผั สกับธาตุ ขางใน; ถ ามั นยังไม ถู ก สัมผัส, มันมีอยู ก็เรียกวาธาตุ; ถามีการสัมผัสเกี่ยวของกันจึงจะเรียกวาอายตนะ ภายนอก.

www.buddhadasa.info ธาตุภายใน ที่เปนตัวเรา กับธาตุภายนอก มีการสัมผัสกัน ก็มีผลแหง การสั ม ผั ส, มี กิ ริยาอาการแห งการสั มผั ส; ผลเหล านั้ นก็ เรี ยกว า ธาตุ คื อมั นเกิ ด เป น ความทุ กข ความสุ ข เป นเวทนา สั ญ ญา สั งขาร อะไรก็ เรียกว าธาตุ , จะเป น ความเป น ความตาย นี้ ก็ เรี ย กว า ธาตุ . ผลอั น ใด ที่ มั น เกิ ด ขึ้ น จากการกระทบกั น ระหวางธาตุภายใน กับธาตุภายนอก นั้นก็คือธาตุที่เปนผล.


ปรมัต ถสภาวธรรม

พึงเห็นไดเสียทีหนึ่งกอนวา สิ่งที่เรียกวาธาตุนั้ นมันคือตัวเรา, คือสิ่งที่ ครอบงําตัวเรา, คือสิ่งที่เปนปญหาทุกอยางที่มันเกี่ยวกับตัวเรา. ถาเราไมสนใจกับสิ่ง เหล า นี้ เราก็ เป น คนโง เต็ ม ที ; ไปสนใจแต เรื่ อ งเงิ น เรื่ อ งทอง เรื่ อ งข า ว เรื่ อ งของ เรื่อ งลู ก เรื่องผั ว ก็โงไป, เพราะวานั้ น ก็ เป น เพี ย งสั ก วาธาตุ ; แต มั น เป น ธาตุ ที่ ยั่ ว ให เกิ ดการเกี่ ยวข อง หรือยึ ดมั่ นถื อมั่ นมากกว า. แต แล วมั นก็ ยั งเป นธาตุ ตามธรรมดา ซึ่งเราจะไดกลาวกันโดยละเอียดในการบรรยายขางหนา. ถ าจะพู ดอี กที หนึ่ ง คํ าว า “ธาตุ ” นั้ น ขอให จํ าไว เป น ประโยคสั้ น ๆ ว า: คื อ ป จ จั ย ในขั้ น รากฐานของสิ่ ง ทุ ก สิ่ ง มั น เป น มู ล หรือ เป น เหตุ หรือ เป น ป จ จั ย เรียกวาเป นป จจั ยก็ แล วกั น; ในชั้นที่ เป นรากฐานลึ กสุ ดของสิ่ งทุ กสิ่ ง หมายความวาสิ่ ง ทุกสิ่ งมั นตั้ งรากฐานอยูบนสิ่งที่ เรียกวาธาตุ . ธาตุหลายๆ ธาตุ ประกอบกันขึ้นหลายๆ ซั บ หลายๆ ซอน ก็มาเปนสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา; แตวา ธาตุที่แทจริงนั่น คือสิ่งแรกที่สุด ที่ เป นป จจัยในชั้นแรกที่ สุ ด เป นชั้นรากฐานที่ สุ ดของสิ่ งทุ กสิ่ ง ไม วาทางรูปธรรม และ ทางนามธรรม. นี้ ก็ เรียกว า มั น มี ความสํ าคั ญ อย างยิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย จะต อ งรูจั กต น เหตุ , มูลเหตุอะไรของทุกสิ่ง, จึงจะแกปญหาของสิ่งเหลานั้นได.

www.buddhadasa.info สิ่งที่ไมมีชีวิต ก็เปนธาตุ, มีชีวิต ก็เป นธาตุ, เปนวัตถุมีแตรูป ก็เปนธาตุ, เปนจิตเปนใจก็เรียกวา ธาต, แมที่สุดแตพระนิพพานก็เรียกวาธาตุ คือนิพพานธาตุ. สิ่งเหล านี้ มี อยูในส วนลึ กตามธรรมชาติ จึงเรียกวา สภาวธรรม; ���ต เมื่ อมี เหตุ ป จจั ย โอกาสเหมาะสม ก็ จะแสดงตั วออกมา. ที่ พู ดอย างนี้ ก็ เรียกวาพู ดตามภาษาธรรม หรือ ภาษาสภาวธรรม; เชน วา นิพ พานธาตุ ความดับ สนิท แหง ความทุก ขนี ้ เดี ๋ย วนี้ ไมป รากฏ; ตอ เมื ่อ ใด มีก ารประพฤติก ระทํ า ถูก ตอ ง เปน ปจ จัย และมีโ อกาส มั นก็ ปรากฏ. อย างนี้ ท านก็ เรียกวา เป น ธาตุ , นิ พพานนั้ นเป นธาตุ ที่ มี อยู ตามสภาพ ตามธรรมชาติ สามารถทําใหปรากฏออกออกมาอยางนี้; แมนิพพานก็ถูกจัดวา เปน ธาตุ.


ขอ ควรทราบกอ น เกี่ ย วกับ สิ่ง ที่เรี ยกวา ธาตุ

ทีนี้ จะดูกันอีกมุ มหนึ่ง การพู ดกั นเรื่องธาตุ . บรรยายเรื่องธาตุใหเขาใจ แจมแจงนี้, มันตรงกับจุดประสงคอันเปนความมุงหมายของพระพุทธศาสนา. พระพุท ธศาสนาตอ งการจะใหท ุก คน ไมย ึด มั ่น ถือ มั ่น ในสิ ่ง ใด โดยความเปน ตัวกู ของกู, ใหม องเห็น ตามที่เปน จริงวา มัน เปน แตสัก วา ธาตุ ; คื อ ธาตุ ม ตฺ ต โก -สั ก แต ว า ธาตุ หรื อ ธาตุ ม ตฺ ตํ เอว-มั น เป น สั ก แต ว า ธาตุ เทานั้นเอง. ถามองเห็นขอนี้ มั นไมมี ทางจะเกิดกิ เลส ไม มี ทางจะเกิดความยึดมั่ นถือมั่ น ไมมีทางที่จะเปนทุกข; ฉะนั้นการที่บรรยายเรื่องธาตุ ใหมองเห็นความจริงขอนี้ จึงเป นสิ่ งที่ สํ าคั ญ ที่ควรกระทําอยางยิ่ง ที่ ทํ าให เห็นเรื่องอนัตตา เรื่องสุญ ญตา วา เปน ธาตุ มตฺต โก-สัก วา ธาตุ นิส ฺส ตฺโ ต-ไมใ ชส ัต ว, นิช ฺช ีโ ว-ไมใ ชช ีว ะ, สุ ฺโ วางเปลาจากความหมายแหงความเปนตัวตน. ถาเรามาศึกษาเรื่องธาตุจนเขาใจกันดีแลว ก็จะมองเห็นความจริง ขอนี้ คื อ เรื่ อ งอนั ต ตา, หรื อ เรื่ อ งสุ ญ ญตา; เหตุ ผ ลเพี ย งเท า นี้ ก็ พ อแล ว สํ า หรั บ ที่ จ ะ ตอบวา ทํ าไมจึ งเอาเรื่องธาตุ นี้ มาพู ดกั นก อน เป นจุดตั้ งต น, เป นเหมื อนชนวนที่ จะ ตั้ ง ต น ไปยั งเรื่ อ งทั้ ง หลายอื่ น ที่ เกี่ ย วเนื่ อ งกั น เป น ลํ า ดั บ ไป. ดั งนั้ น ในระยะแรกๆ ของการบรรยายนี้ เราจะตองพูดกันเรื่องธาตุ.

www.buddhadasa.info ความสําคัญของสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” ที่ตองสนใจ สํ าหรับวั นนี้ จะบรรยายแต เพี ยงโดยหั วข อวา : “เรื่องที่ ควรทราบก อน” เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ; เพราะยังไมสามารถจะพูดถึงเรื่องตัวธาตุโดยตรง อยาง ละเอียด เปนธาตุๆ ไปได; จะตองพูดถึงเรื่องที่ควรทราบกอนเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ.


ปรมัต ถสภาวธรรม

มั นคล ายกั บวาเรามองดู คราวๆ ทั่ วไปให รูที่ เราเรียกกั นวา back ground :ภู มิ หลัง ของ สิ่งที่ เรียกวาธาตุ ; ทั้งภู มิ หนาภู มิ หลัง เท าที่เกี่ยวกับมนุษยเรานี้แหละ เพื่ อให เกิดความ สนใจกันเสียกอน. วันนี้ แม วาจะพู ดเรื่องธาตุ แต ก็ พู ดได เพี ยงวา “เรื่ องที่ ควรทราบก อน” เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา ธาตุ; ไมสามารถจะบรรยายเรื่องธาตุโดยตรงโดยละเอียด ทีละ ธาตุ ที ละธาตุ ได ซึ่ งจะต องบรรยายกั นหลายคราว จึ งจะจบเรื่องธาตุ ซึ่ งมี อยู มากมาย เหลือเกิน; เพราะมันเปนเรื่องครอบหมดไมยกเวนอะไร อย างเช น สิ่ งทุ กสิ่ งที่ มี ในฝ ายโลกเรานี้ ก็ เรี ยกว า สพฺ พสงฺ ขารธาตุ -ธาตุ คื อ สั ง ขารทั้ ง ปวงนี้ ก็ พ รรณนากั น ไม ไ หวแล ว มั น มาก มั น เป น ทุ ก สิ่ ง ; แล ว ที่ ต รง กั นข ามก็ คื อ อมตธาตุ ซึ่ งหมายถึ งนิ พ พาน ก็ เลยหมด เลยไม มี อะไรเหลื อ ที่ จะไม เรีย กว า ธาตุ ห รือ ไม เกี่ ย วกั บ ธาตุ . ในที่ บ างแห ง ท า นแบ งไว เป น รูป ธาตุ อรูป ธาตุ แล ว ก็ นิ โรธธาตุ , เพี ย ง ๓ ชื่ อ เท า นั้ น แหละ มั น ก็ ห มด คื อ ว า หมดเลย หมดทั้ ง จักรวาล และหมดทุกฝายดวย.

www.buddhadasa.info รูป ธาตุ ก็ค ือ ธาตุที ่ม ีร ูป รา ง, อรูป ธาตุ ก็ค ือ ธาตุที ่ไ มร ูป ไมม ีร า ง คื อ เป น นามหรือ เป น จิ ต , นิ โรธธาตุ ก็ คื อ ธาตุ เป น ที่ ดั บ ของสิ่ งทั้ งสองขางต น ก็ คื อ นิ พ พาน. พู ด เพี ย ง ๓ คํ าเท านี้ มั น หมดไม มี อ ะไรเหลื อ ; เราจะบรรยายกั น ในเวลา ครั้งเดียว สองครั้ง มันทําไมได, มันกตองเอาไวพูดกันไปทีละอยางละอยางตามลําดับ.

อิทธิพล หรือ คาของธาตุ เกี่ยวกับมนุษย สําหรับ เรื่อ งที่ ค วรทราบก อ น เกี่ ย วกั บ สิ่ งที่ เรียกวาธาตุ นี้ มั น ก็มี มาก เหมื อนกั น ถ าจะพู ดกั นให หมดแล วก็ พู ดไม จบได ในการบรรยายคราวเดี ยว; แต จะ ลองพยายาม เทาที่วาจะใหเกิดความสนใจเปนพิเศษกันในสิ่งที่เรียกวาธาตุนี้.


ขอ ควรทราบกอ น เกี่ ย วกับ สิ่ง ที่เรี ยกวา ธาตุ

สัตวทั้งหลายยอมคบหาสมาคมกันตามธาตุ ตัวอยางอั นที่ หนึ่ ง พระพุ ทธเจาทานตรัสวา : ธาตุโส ว ภิ กฺขเว สตฺตา สํ ส นฺ ท นฺ ติ สเมนฺ ติ -ดู ก อ นภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย สั ต ว ทั้ ง หลาย ย อ มคบหาสมาคมกั น ตามธาตุ . ที่ พระพุ ทธเจ าตรัสวาสั ตวทั้ งหลายจะคบหาสมาคมกั นแต ตามธาตุ : ธาตุ โส-โดยธาตุ , ว-เท านั้ น, ธาตุ โส ว- โดยธาตุ หรือตามธาตุ เท านั้ น. สั ตวที่ มี จิ ตใจเลว ก็ จ ะคบหาสมาคมกั น แต สั ต ว ที่ มี จิ ต ใจเลว -หี น าติ มุ ตฺ ติ ก า หี น าติ มุ ตฺ ติ เกหิ สทฺ ธึ สํสนฺ ทนฺ ติ สเมนฺ ตี ติ ; แลวสั ตวที่มี จิตใจดี ก็จะคบสมาคมกันแตพวกสัตวที่ มี จิตใจดี เป น บาลี ว า -กลฺ ย าณาธิ มุ ตฺ ติ ก า กลฺ ย าณาธิ มุ ตฺ ติ เกหิ สทฺ ธึ สํ ส นฺ ท นฺ ติ สเมนฺ ตี ติ ก็ ได ความว าคนที่ คบหาสมาคมกั นนี้ คบกั นตามธาตุ . นี้ เราอาจจะไม นึ ก หรือไม เคย สังเกต หรือไมเคยใชคําๆ นี้. ที่วาคบหาสมาคมกันตามธาตุนี่ ในบาลีสังยุตตนิกาย ระบุไวสองอยาง: คื อธาตุ เลว กั บธาตุ ดี . พวกธาตุ เลวมั นก็ คบกั นแต พวกธาตุ เลว พวกธาตุ ดี ก็ คบกั น แต พ วกธาตุ ดี ; ใช คํ า ว า หี น ะ แปลว า เลว; กั ล ยาณะ แปลว า ดี . นี้ ย อ มมอง เห็ น กั น ได แล วว า คนดี จะคบกั น แต พ วกคนดี , คนเลวคบกั น แต พ วกคนเลว; เพราะ มั นมี อะไรตรงกั น; แม ว าคนเลวมั นจะคิ ดว า เลวนั้ นคื อดี . มั นก็ มี ความเห็ นตรงกั นว า เลวนั้นแหละคือดี; มันก็คบกันไดตามเลว; และโดยคิดวาดี.

www.buddhadasa.info ถ าจะถื อตามบาลี แห งอื่ น เช นบาลี ที ฆนิ กาย ก็ แบ งธาตุ ออกไปเป น อย าง ละ ๓ : เปน ฝา ยอกุศ ลกอ น; อกุศ ล คือ กามธาตุ พยาบาท วิหิง สาธาตุ นี้ ธาตุ อกุ ศล : ความรูสึ กนึ กคิ ด หรือสั นดานอะไรก็ ตามที่ มั นหมกมุ นในกาม, หมกมุ น ในความพยาบาท, หมกมุ นในความเบี ยดเบี ยน; นี้ เป นอกุ ศลธาตุ . พวกที่ มี อกุ ศลธาตุ มันก็พอใจแตจะคบพวกที่มีอกุศลธาตุดวยกัน


๑๐

ปรมัต ถสภาวธรรม

สวนกุศลธาตุนั้น ทานระบุเปน เนกขัมมธาตุ อัพยาปาทธาตุ อวิหิง สาธาตุ . เนกขัมมธาตุ คือ ไมติดอยูในกาม หลีกออกจากกาม ไมเปนผูลุมหลงในกาม; แล วก็ ไม พยาบาท; ไม เบี ยดเบี ยน; ธาตุ นี้ เรียกวา กุ ศลธาตุ . พวกที่ มี กุ ศลธาตุ ก็ พอใจ คบกั น แต พวกที่ มี กุ ศลธาตุ ด วยกั น ; ยกมาให เป นตั วอย างเท านั้ น ไม อ าจจะอธิ บ าย โดยละเอียด เฉพาะธาตุนั้นๆ ได. ธาตุ อี กหมวดหนึ่ งในที่ มาเดี ยวกันนั้ น แบ งไวงายเหลือเกินวา หี นธาตุ ธาตุเลว มัชฌิ มธาตุ-ธาตุขนาดกลาง ปณี ตธาตุ-ธาตุอันละเอียดประณี ต. หีนธาตุ ธาตุ เลวนั้ น ได แ ก : กามธาตุ คื อ มี สั น ดานที่ ห มกมุ น อยู ใ นกาม, มั ช ฌิ ม ธาตุ นั้ น คื อ รูป ธาตุ ไม เกี่ ย วกั บ กาม หมกมุ น อยู ในรูป ที่ บ ริสุ ท ธิ์, ปณี ต ธาตุ -ธาตุ อั น ละเอี ย ด ได แก อรูปธาตุ ไม เกี่ ยวกับกาม ไม เกี่ ยวกั บรูป ไปหมกมุ นอยู ในอรูปอันละเอี ยด; แต นี้ ยั งไม ถึ งนิ พพาน เพราะที่ ว าเป นอย างเลว อย างกลาง อย างประณี ต. นี้ เป นเรื่องฝ าย โลกๆยั ง ไม ถึ ง นิ พ พาน; เพราะว า ถ า บรรลุ นิ พ พานแล ว ไม ต อ งพู ด กั น ถึ ง เรื่ อ งการ คบหาสมาคม มันอยูเหนืออะไรทั้งหมด.

www.buddhadasa.info คบก็คบกันตามธาตุ สัตวก็คบกันตามธาตุ

ที่นี้ อยากจะพูดแตวา คนมีธาตุเลว หมกมุนอยูในกามนี้ มันก็คบกันแต คนที่มีธาตุเลวดวยกัน คนที่มีธาตุขนาดกลางคือรูปธาตุนี้ ก็คบหาสมาคมกันแลวแตพวกที่ พอใจในรู ป ธาตุ ; เช น ฤาษี ชี ไพร ตั้ งหน าตั้ งตาเจริ ญ สมาธิ พอใจอยู ในความสุ ขอั น เกิ ดแต รูปสมาบั ติ . คนพวกนี้ ก็ พอใจจะคบกั นแต คนพวกเดี ยว จะมาคบกั บชาวบ าน ที่ ห มกมุ น อยู ในกามได อ ย างไร. เราจะเห็ น ได ทั น ที ดั งที่ พ ระพุ ท ธเจ าตรั ส ไว ชั ด เจน วา : สัตวทั้งหลายจะคบหาสมาคมกันแตโดยธาตุเทานั้น.

ฝายคนที่ ไปไกล ถึ งขนาดเป นพวกที่ ได อรูปสมาบั ติ ก็มี ลั กษณะคล ายจะดู หมิ่ นคนต่ํ าๆ, ไม อยากจะมาสนทนาคบหากั นกั บคนต่ํ าๆ. พวกอรูปสมาบั ติ ก็ คบหา สมาคมกันแตพวกที่อยูในชั้นสูง มีจิตใจสูง พอใจในอรูปสมาบัติดวยกัน


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกวา ธาตุ

๑๑

นี่ เห็ นได ชั ดว า มนุ ษย ย อมชอบคบกั นแต ผู ที่ มี ธาตุ อย างเดี ยวกั น; แม เป น เทวดาก็ ตาม เป นเทวดาชั้ นไหน มี กามธาตุ ชั้ นไหน เทวดาที่ มี กามธาตุ ชั้ นนั้ น ก็ คลุ กคลี กั น แต กั บ เทวดาในกามธาตุ ชั้ น นั้ น ; ถ า มั น มี . หรื อ ถ า ว า เป น พรหม, ในพรหมโลก ที่มีพรหมเหลานั้น พรหมก็จะคบหาสมาคมกันแตตามธาตุหรือตามภูมิตามชั้น. เดี๋ ย วนี้ เราเอาจิ ต ใจที่ มี ค วามรู สึ ก จริ ง ๆกั น อยู , ที่ เห็ น ๆกั น อยู นี้ แ หละ เป น หลั ก : คนที่ มั ว เมาในกาม ก็ ย อ มคบคนที่ มั ว เมาในกาม, คนที่ พ อใจในรู ป สุ ข ความสุขอันเกิดแตรูปอันบริสุทธิ์ ก็ยอมพอใจ จะคบกันแตคนที่มีจิตใจอยางนั้น. ทีนี้ แมไมตองพูดถึงคนแลว แมแตสัตวเดรัจฉาน มันก็ยังคบกันตามธาตุ, มั น จั บ คู กั น ตามธาตุ . แม แ ต น กหนู อ ย า งนี้ มั น ก็ เลื อ กคู แ ต ที่ มั น ถู ก อารมณ ข องมั น , มั น พอใจของมั น ; ถ าดู ผิ ด ท าผิ ด ทาง แล วมั น ไม เล น ด ว ย. หรื อ ว ามั น จะต อ งเหมื อ น มัน พอใจของมัน ; ถา ดูผ ิด ทางแลว มัน ไมเ ลน ดว ย. หรือ วา มัน จะตอ งเหมือ น กั นอย างน อย เช นว า ควายก็ เข าฝู งควาย, วั วก็ เข าฝู งวั ว, ม าก็ เข าฝู งม า; มั นจะไปกั น ตามธาตุอยางนี้. แมมันจะคบหากันจะจับคูกันมันก็ทําไปตามธาตุแมแตสัตวเดรัจฉาน.

www.buddhadasa.info จะดู ให ล ะเอี ย ด ให ใกล เข า มาว า คนเรานี่ แ หละ, ที่ เป น ผั ว เมี ย รั ก กั น ปานจะกลื น กั น นั้ น ก็ เพราะมั น ถู ก กั น โดยธาตุ อย า งพระพุ ท ธเจ า ตรั ส . ถ า ผั ว เมี ย คู ไ หนธาตุไ มถ ูก ัน เลย มัน ตอ งอยา กัน แน, หรือ ถา ขนากพอทนได มัน ก็ม ีส ว น ที่เรียกวามีธาตุตรงกันบาง มันจึงทนกันอยูได.

หี น ธาตุ -ธาตุ ห ยาบ ธาตุ เ ลว ธาตุ ไ พร ; คิ ด ดู ซิ กั บ ปณี ตธาตุ ธาตุ ประณี ต ดี ธาตุ ผู ดี . ธาตุ ไพร มั น ก็ ยากจะคบกั บ ธาตุ ผู ดี , ธาตุ ผู ดี ก็ ยากที่ จ ะคบกั น ได กั บ ธาตุ ไพร ; เพราะอั น หนึ่ งเป น หี นธาตุ อี กอั น หนึ่ งเป น ปณี ต ธาตุ . ถึ งแม ว าเป นธาตุ ชื่ อเดี ยวกั น แต ถ าต างระดั บกั นนั ก คื อเลวมากเกิ นไป มั นก็ คบกั บพวกที่ เลวน อยไม ได มันตองมีอะไรพอดีๆ กัน จึงจะคบกันได.


ปรมัต ถสภาวธรรม

๑๒

แมที่สุดแตวาศิษยกับอาจารย บางทีไมอยากจะสนใจกันและกัน เพราะวา มั น มี ธาตุ ไม ต รงกั น ; เท าที่ เห็ น มาบางสํ านั ก นี้ จะเอาศิ ษ ย ไปฝาก ต อ งดู เดื อ นดู วั น ดู ป ตามโหราศาสตร ว าธาตุ มั น พอจะไปกั น ได ไหม? ถ าดู แ ล ว ตั วเลขมั น บอกว า พอจะไปกันไดจึงจะรับไวอยางนี้ก็มี. นี่ก็เรียกวากลัวมากหรือวาเชื่อถืออยางนี้มาก. บ า วกั บ นาย ก็ เหมื อ นกั น แหละ ถ า ธาตุ ไม กิ น กั น แล ว มั น อยู กั น ไม ไ ด คนหนึ่ งเป น นาย คนหนึ่ งเป น บ าว มั น ก็ ยั งรั บ ใช กั น ยาก; ถ าว าธาตุ อ ะไรบางอย าง มั น ไม กิ น กั น . เพื่ อ นกั บ เพื่ อ น นี้ ยิ่ งชั ด มากที เดี ย ว; ถ า มั น มี อ ะไรที่ ไม ต รงกั น แล ว จะเปนเพื่อนกันไมได. แม แตวาพ อแม กับลู ก : พ อแมฝายหนึ่งกับลูกฝายหนึ่ง; ถามีธาตุอะไร ไกลกันเหลือเกินแลวมันก็ไมรัก หรือไมรักมาก. มันสําคัญอยูที่วามีธาตุตรงกันนั่นแหละ จึ งจะมี ความรั ก มาก; ไม ใช เพี ย งแต ว าคลอดออกมาเองแล วก็ จ ะรัก . มั น ก็ ค งจะรั ก กั น บ า งในส ว นนั้ น ; แต มั น จะเท า กั น ไม ไ ด . ถ า ลู ก คนไหนมี ธ าตุ ต รงกั น กั บ พ อ แม พ อ แม จ ะรั ก มาก, ลู ก คนไหนมั น ดื้ อ กระด า ง มั น เกเร พ อ แม ก็ รัก น อ ย, หรือ บางที อาจจะไมรักเลย.

www.buddhadasa.info นี้ คื อเหตุ ผลที่ เป นตั วอย างที่ ว า แม การสั งคมมั นก็ เป นไปตามธาตุ , โดย ส วนป จเจกชน ส วนคนหนึ่ งๆ มั นก็ เป นไปตามธาตุ ประกอบอยู ด วยธาตุ . พอจะไป สังคมกันอีก มั นก็ยังตองอาศั ยสิ่งที่ เรียกวาธาตุ นั่ นเอง; ดั งนั้ น ควรจะยุ ติ กันได ที หนึ่ ง แลววา สิ่งที่เรียกวาธาตุนี้เปนเรื่องสําคัญ เปนสิ่งสําคัญที่ควรจะศึกษา.

คําวา ธาตุ ในทางพุทธศาสนา เอาละที นี้ จ ะได พู ด กั น ต อ ไปถึ ง คํ า ว า “ธาตุ ”; สํ า หรั บ คํ า นี้ เมื่ อ เป น ที่ คุนหูแกเรา ก็เรียกวา ธาตุนั้น ธาตุนี้ กันอยูมากแลว; แตก็ไดแตพูดไปตามๆ กัน


ขอ ควรทราบกอ น เกี่ ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกวา ธาตุ

๑๓

หรือเท าที่ เขาพู ดกั นอยู ที่ ลึ กซึ้ งกว านั้ นยั งไม รู. เดี๋ ยวนี้ เราต องการจะพู ดธรรมะในทาง พุ ทธศาสนา ต องการจะพู ดอย างละเอี ยดลออ ก็ ต องพู ดกั นมากหน อย แม แต สํ าหรั บ คําวา “ธาตุ” เพียงคําเดียว. ขอให ตั้ ง ใจฟ งให เข าใจ คํ า ว า ธาตุ . ถ า คํ า อธิ บ ายอั น ใดเป น ส ว นเกิ น สํ าหรับคนธรรมดาสามั ญ ก็ ต องเห็ นใจบ าง เพราะคนที่ อยากจะรูอย างละเอี ยดลอออย าง ทั่ ว ถึ ง นั้ น ก็ มี อ ยู ; มั น ไม เกิ น สํ า หรั บ ผู ที่ มี ส ติ ป ญ ญา สามารถจะรู ใ ห ล ะเอี ย ดลออ เพราะฉะนั้น อาตมาจะขอโอกาสพูดถึงคําวาธาตุนี้อยางละเอียดลออสักหนอย เพื่อ เปนการพูดคราวเดียวเสร็จไปเลย ไมตองพูดถึงอีก. คํ า ว า ธาตุ ; ธอ ธง สระ อา ตอ เต า สระ อุ , ในบาลี อ อกเสี ย ง ว า ธา-ตุ , ภาษาไทยว าธาตุ . คํ าๆ นี้ เป น คํ าที่ ต รงกั น ทั้ งบาลี และสั น สกฤต; ฉะนั้ น จึงพูดถึงนัยะแหงภาษาบาลีและสันสกฤต กอน. คํ าว า ธา-ตุ หรื อ ธาตุ นี้ มาจากธาตุ ศั พท หรื อรากศั พท ว า ธร คื อ ธอ ธง รอ เรื อ . ธร ธาตุ มี ค วามหมายว า ธารเณ คื อ ทรงไว ; มี ค วามหมายว า อวิ ทฺ ธํ ส เน คื อ ไม สลายไป; มี ความหมายว า อวตฺ ถาเน คื อการ กํ าหนดได ทั้ ง ๓ ความหมายนี้ เนื่ องกั น : ถ ามั น ทรงตั วอยู ได มั นจึ งจะ ไม สลาย; เมื่ อมั นทรงตั วอยู อย างไม สลาย มั นจึ งเป นสิ่ งที่ กํ าหนดได ว าอะไรเป นอะไร. รวมความทั้ ง ๓ ความหมาย มั นก็ เป น คําวา ธาตุ : คือสิ่งที่ทรงตัวอยูไดไมสลายไป, มีลักษณะที่อาจจะกําหนดไดวา เปนอยางนั้น อยางนี่.

www.buddhadasa.info ถ า จะตอบให สั้ น ที่ สุ ด คํ า ว า ธาตุ ธาตุ นี้ “แปลว า ทรงไว ”; แต ถึ ง อยางนั้น มันก็แยกความหมายออกไปไดหลายอยาง : ทรงตัวเองไวก็มี ก็เรียกวา ธาตุ,


๑๔

ปรมัต ถสภาวธรรม

แลวก็ทรงสิ่งอื่นไวก็มี, และก็ถูกสิ่งอื่นทรงไวอีกทีหนึ่งก็มี. คําวา “ทรง” เพียงคําเ���ียว มันทรงตัวเองก็ได ทรงสิ่งอื่นก็ได และถูกสิ่งอื่นทรงไวก็ได; ดังคําบาลีวา นิพฺพานํ นิจฺจํ ธรติ -พระนิ พพานอั นเป นของเที่ ยงย อมทรงอยู ; แปลว านิ พพานนั้ นทรงอยู ; นิ พพาน นั้ นเป นธาตุ อั นหนึ่ งทรงตั วเองอยู แต ถ า พู ด ว า ธาเรติ สตฺ ถุ สาสนํ -ย อ มทรงไว ซึ่ ง ศาสนาของพระศาสดา อยางนี้. นี้มั นทรงสิ่งอื่นอยู มั นมีผูใดผูหนึ่งทรงสิ่งใดสิ่งหนึ่ งอยู; สาวกยอมทรงไว ซึ่งศาสนาของพระศาสดา คื อยอมดํารงศาสนาของพระศาสดาใหยังคงอยู. คําวา ทรง ในรูปนี้ มันหมายถึงทรงสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว. ทีนี้ อันสิ่งใดสิ่งหนึ่งทรงไว หรือทรงอยู เชน ภูเขา เรียกวา : ภูธโร -อั นแผ นดิ นทรงไว ภู ธร แปลว า อั นแผ นดิ นทรงไว , ศั พท เดิ มหมายถึ งภู เขา จะหมาย ถึ งพระราชา หมายถึ งอะไรก็ ได แล วแต มั นจะเล็ งถึ งอะไร แต ต องมี สิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดทรงไว เชน พระราชานี้ ต องมี ราษฎรทรงไว, หรือพระเจาอย างนี้ เรียกวา ภู ธร ก็ ได แต ต องมี สาวกหรือ ผู นั บ ถื อ ทรงไว . คํ าแรกที เดี ย ว ภู ธร, ภู ธโร นี้ แปลว าภู เขา : ภู แปลว า แผ น ดิ น , ธร ทรงไว, ภู ธระ อั น แผ น ดิ น ทรงไว. นี้ หมายถึ งภู เขา, แต แ รกที เดี ย ว เขาใหหมายถึงภูเขามากกวาอยางอื่น.

www.buddhadasa.info ยกตั วอย างทางธรรม ทางภาษามาให ฟ ง คงจะลํ าบากสํ าหรับผู ที่ ไม สนใจ. แต ขอใหจับใจความใหไดวา “คําวา ธาตุ นี้ มาจากรากศัพทวา ทรง” ทรงตัวเอง ก็ได, ทรงสิ่ ง อื่ น ก็ ได , ถู ก สิ่ ง อื่ น ทรงไว ก็ ได , เรี ย กว า ธาตุ ทั้ ง นั้ น . ธาตุ จึ ง มี ม าก มี ค รบ ทุกอยาง ทุกสิ่ง ทุกอยาง เรียกวา ธาตุ. ทีนี้จะตองไมลืมก็คือวาธาตุ กับคําวาธรรมะนี้ มูลธาตุเปนธาตุเดียวกัน ธาตุ ทรงไว ทรงสิ่งอื่น หรือถูกสิ่งอื่นทรงก็ตาม.


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกว า ธาตุ

๑๕

คําวา ธาตุ หรือ ธรรม ตามภาษาบาลี คํ าวา ธรรม ที่ เราเรียกกั นวา พระธรรมนี้ ก็ มาจากธาตุ ที่ วาทรงเหมื อน กั น, ธรรมะคื อ สิ่ งที่ ทรงตั วไวหรือวา สิ่ งที่ ทรงผู ปฏิ บั ติ ไว ไม ให ตกไปในที่ ชั่ ว อย างนี้ เป น ต น . ธา-ตุ กั บ ธมฺ ม นั้ น เป น ธาตุ เดี ยวกั น คื อ ธาตุ ท รงด วยกั น . ธาร ที่ ม าใน หมวด จุ ธาตุ นี้ แจกได รูปเป น ธมฺ ม, ธร ธาตุ ที่ มาในหมวด ภู ธาตุ แจกรูป ได เป น ธาตุ. นี ่ม ัน ยุ ง ทางไวยากรณ  ไมต อ งพูด ก็ไ ด; เอาความหมายวา :- ธาตุก ็ดี ธรรมะนี้ก็ดี มีคําแปลวา ทรง, ทรงตัวเองดวย, ทรงสิ่งอื่นดวย ถูกสิ่งอื่นทรงไวดวย นี้เป นภาษาบาลี มองดูสิ่งที่เรียกวาธาตุ ตามหลักเกณฑ แหงภาษาบาลีจะไดความอยางนี้: วามั นเป นสิ่ งที่ มี อยู , หรือทรงอยู โดยตั วมั นเอง แล วมั นก็ ทรงสิ่ งอี่ นด วยก็ ได , หรือวา มันถูกสิ่งอื่นทรงดวยก็ได, เปน ๓ ความหมายอยูดังนี้.

คําวา ธาตุ ตามความหมายภาษาอังกฤษ ถ าสํ าหรับภาษาอั งกฤษ แปลคํ าวาธาตุ ธา-ตุ นี้ เป นภาษาอั งกฤษว า element แปลว าส วนที่ เป นรากฐาน. ถ าจะให คํ านิ ยามให มั นชั ดๆ ต องพู ดว า “ส วน ประกอบ, ส ว นสุ ด ท า ยที่ เป น ขั้ น รากฐาน ที่ ถู ก ต อ งและจํ า เป น เพื่ อ ประกอบเป น สิ่ งสมบู รณ ขึ้ น มาสิ่ งหนึ่ งๆ”. ความหมายของคํ าว า element ในภาษาอั งกฤษ คื อ ส วนประกอบส วนสุ ดท าย; หมายความว าเราแยก ส วนประกอบ แยกออกไป จนแยก ออกไปไมไดอีก.

www.buddhadasa.info สวนประกอบสวนสุดทาย ที่เปนขั้นรากฐาน ที่ถูกตอง; หมายความวา ถูกตองสําหรับจะเปนอยางนั้น, ที่จําเปนที่จะเปนอยางนั้น, เพื่อประกอบใหเปนสิ่งสมบูรณ ขึ้นมาสักสิ่งหนึ่ง. นี้ก็หมายความวา สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งสําเร็จรูปมาไดแลวนี้แหละ จะตองประกอบอยูดวยสิ่งที่เรียกวาธาตุ หรือ element เปนสวนสุดชั้นลาง ขั้นพื้นฐาน


๑๖

ปรมัต ถสภาวธรรม

ที่ ถู ก ต อ ง และจํ า เป น ให คํ า นิ ย ามสั้ น ๆ ว า Ultimate constituent of a whole-ส ว น ประกอบที่จําเปนอยางเด็ดขาด สําหรับสิ่งทั้งหมด เรียกวา element หรือตรงกับคําวาธาตุ. ถ าเราดู เราก็ จะเห็ นว า เป นความถู กต องอย างนั้ น, มี ความหมายถู กต อง อย างนั้ น . สิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งแยกออกไปเป น ส วนๆ, แยกออกไปอี ก เป น ส ว นๆ จึ งถึ งส ว น สุ ดท าย; แต ละส วนละส วน ที่ จํ าเป นจะต องมี , จะต องมี อย างถู กต อง, สํ าหรับจะประกอบ กันขึ้นมาเปนสิ่งนี้. ยกตั ว อย า งเช น คนๆ หนึ่ ง แยกออกไปดู มั น ก็ จ ะเป น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ดิ น ธาตุ ลม ธาตุ ไฟ ธาตุ อากาส ธาตุ วิ ญ ญาณ; ก็ เลยถื อว าส วนนั้ นแต ละส วนละส วนนั้ น คื อส วนประกอบชั้ นสุ ดท าย ในขั้ นลึ กที่ เป นรากฐานที่ จํ าเป นอย างยิ่ ง ที่ จะต องมี ; และจะ ต องมี อย างถู กต อง; แล วคนๆ หนึ่ งจึ งจะมี ขึ้ นมาได . ภาษาบาลี มี อยู เป นหลั กเดิ มอย างนี้ , ถ ายออกไปเป นภาษาอื่ นโดยความหมายเดิ ม. ในภาษาอั งกฤษ ผู รูภาษาก็ ใช คํ าว า element คือรากฐานเบื้องตน ที่ถูกตอง และจําเปน สําหรับสิ่งสมบูรณสิ่งหนึ่ง.

www.buddhadasa.info คําวาธาตุ ตามความหมายในภาษาละติน

มี นั ก ศึ ก ษาบางคน ที่ ค งแก เรี ย นเขาสอบสวนแล ว ; เขาบอกว า คํ า ว า ธา-ตุ นี้ มั นตรงกั บภาษาละติ นว า conditor, คํ า conditor นี้ ตรงกั บคํ าว า “ธร ธาตุ ” ในภาษาบาลี . คํ า นี้ แ ปลว า เนื่ อ งกั น อยู และทรงกั น ไว ; แสดงความหมายเด น ขึ้ น ไปอี ก ว ามั น แยกกั น ไม ได , มั น ต อ งเนื่ อ งกั น อยู มั น เนื่ อ งกั น อยู ผู กพั น กั น อยู , มั น จึ ง ทรงตั ว กั น ไว ไ ด . อย า งว า คนเรานี้ ป ระกอบด ว ยธาตุ ๖; ธาตุ ทั้ ง ๖ ต อ งเนื่ อ งๆ กั น อยู ต อ งสั ม พั น ธ กั น อยู . ถ ามั น เกิ ด แยกกั น มั น ก็ ส ลาย, มั น ต อ งเนื่ อ งกั น อยู มั น จึงจะทรงตัวไวได ก็เปนความหมายวามันทรงไวนั่นเอง, คือ “ทรงอยู” นั่นเอง.


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกว า ธาตุ

๑๗

นี่ เรียกวา “ธาตุ ” ตามตั วหนั งสื อ ตามความหมาย ตามตั วหนั งสื อของภาษา ต างๆ, ขื น พู ด ไปมั น ก็ ไม รูจั ก จบจั ก สิ้ น . แต ส รุ ป ความได ว า ทุ กชาติ ทุ กภาษา จะมี ความหมายที่ ต รงกั น สํ า หรั บ คํ า ๆ หนึ่ ง คื อ คํ า ว า ธาตุ ซึ่ ง ส ว นประกอบ, ส ว น รากฐานที่ สุ ด ของสิ่ งทั้ งปวง; มี ด วยกั น ทุ ก ชาติ ทุ กภาษา ทุ ก ลั ท ธิ ทุ ก ศาสนา มั น ต อ งมี สิ่ ง ๆ นี้ . พู ด ไปทางภาษามั น ก็ เป น เรื่ อ งเวี ย นหั ว แต เมื่ อ ถื อ เอาความหมาย มั นก็ยิ่ งได ชั ดเจนขึ้ น วาถ ามี สิ่ งที่ ทรงตั วเองได และสั มพั นธกั นอยู ก็ ทรงหมู หรือทรง กลุมนั้นไวได นี่ก็คือคําวาธาตุ.

ธาตุในภาษาวัตถุ ถาวาจะดูสิ่งที่เรียกวาธาตุใหชัดเจนอีก ก็จะตองดูกันในแงที่วา เปนภาษาวัตถุ หรือวาเปนภาษานามธรรม; ถาเปนภาษาวัตถุ มันก็หมายถึงตัววัตถุ อยางภาษาเคมี หรือแม แต ภาษาฟ สิ คส . คํ าวา element หรือธาตุ มั นหมายถึ งวัตถุ , หมายถึ งตั ววัตถุ . พวกที่เรียนวิทยาศาสตรมาแลว ก็จะรูวาเคมีนี้แหละเขาเล็งถึงตัวธาตุตางๆ ที่เปนธาตุแท เชน ไฮโดร-เจน ไนโตรเจน อะไรทํ า นองนี ้. มัน ก็เ ปน สิ ่ง หนึ ่ง ซึ ่ง เปน วัต ถุ แล วก็ ไม มี อะไรปน เรี ยกว าธาตุ แท หนึ่ งๆ ซึ่ งเดี๋ ยวนี้ เขาว ามี ตั้ ง ๑๐๘ : ธาตุ ทางเคมี ธาตุ แ ท ห ลายๆ ธาตุ ม าผสมกั น เข า จนกระทั่ ง สํ า เร็จ เป น วั ต ถุ นี้ , เป น ยาขนานนั้ น เปนยาขนานนี้ อันนี้มันเปนวัตถุธาตุ. พุ ทธศาสนาไมไดพู ดถึงสิ่งนี้ ; อยาเขาใจวา พุ ทธศาสนามุ งจะพู ดถ��� งวัตถุ ธาตุ อย างนี้ นั้ นเป นเรื่องทางวัตถุ ทางชาวบ านที่ เขาค นพบ เขาปรับปรุง เขาอะไรตออะไรกันไป แตก็เรียกวาธาตุไดอยูนั่นเอง.

www.buddhadasa.info ถ าพู ด ทางฟ สิ ค ส แม แต แสงสว าง ก็ เป นธาตุ ชนิ ดหนึ่ ง, เสี ยงที่ ได ยิ น ก็เปนธาตุชนิดหนึ่ง, ความรอนก็เปนธาตุชนิดหนึ่ง; เพราะมันระบุอยูแลววา : มัน


ปรมัต ถสภาวธรรม

๑๘

มี รูปธาตุ นั่ นแหละคื อแสง มี สั ททธาตุ นั่ นแหละคื อเสี ยง, มี เตโชธาตุ เป นต น นั่ นแหละ ความรอน. วัตถุ ล วนๆ ก็ เป นธาตุ แล วยั งจะหมายถึ งตั ววัตถุ ก็ ได , ตั วกิ ริยาอาการแห ง วัตถุ ก็ได , ตัวปฏิ กิ ริยาอาการที่ เกิดขึ้นก็ได , เรียกวาธาตุ ทั้ งนั้ น จึงเป นรูปธาตุ ได ทั้ งนั้ น. อย างน อยที่ สุ ดก็ เพราะมั นแสดงให เห็ นได สั มผั สได ทางตา ทางหู ทางลิ้ น ทางกาย นี้ ก็ เรียกวาวัตถุ ธาตุ . พุ ทธศาสนาไม ต องการจะสอน ไม ต องการจะพู ดถึ ง, ถ าพู ดถึ ง ก็พูดถึงในฐานะไวเปนธาตุทั้งปวง ไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา.

ธาตุในภาษานามธรรม ในทางพุทธศาสนา ตองการจะพูดถึงธาตุ ในภาษานามธรรม ไมใช ภาษาวัตถุ, เป นภาษาจิตใจ; แม จะเรียกวารูปธาตุ ก็หมายถึ งนามธรรม คื อคุ ณสมบั ติ ที่มีอยูในวัตถุ : ธาตุ ดิ น, ปฐวีธาตุ วัตถุนี้ มี ลักษณะแข็ง คํ าวาแข็งคือมั นไม ยอมให สิ่งอื่ น มากินเนื้อที่ของมัน. มันกินเนื้อที่อยูเรื่อย, ของแข็งมันกินเนื้อที่, มีความหมายสําคัญวา มันกินเนื้อที่ นั่นแหละคือของแข็ง. ของแข็ง เรียกวาธาตุดิน แตมิไดหมายถึงตัวดิน; หมายถึงคุณสมบัติที่มีอยูในดิน เปนตน ที่มันเปนของแข็ง และกินเนื้อที่. ตองพูดวา ความที่ มั น แข็ ง และกิ น เนื้ อ ที่ นั่ น แหละคื อ ธาตุ ดิ น ; มิ ได เล็ ง ถึ ง ตั ว ดิ น . เข า ใจกั น เสียอยางนี้กอนวา พุทธศาสนาไมไดเรียกดินวาธาตุดิน; แตเรียกคุณสมบัติที่มี อยูในธาตุดินนั้นวาดิน.

www.buddhadasa.info ทีนี้ มาถึงธาตุน้ํา อาโปธาตุ นี้ มิไดเล็งถึงน้ํา แตเล็งถึงคุณสมบัติของน้ํา คือ ออ นตัว ได; แตเ กาะกุม กัน อยู  มัน จึง ไหลไปได มัน เกาะกัน อยู  มัน ดึง กัน ไว มันจึงไหลไปได. มันกุมเกาะกันอยู มันหมายความวามันจะรวมกันอยู มันไมยอมแยกกัน


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ

๑๙

จนกวาจะมีเหตุสุดวิสัย, อาการนี้เรียกวาธาตุน้ํา; แตมิไดหมายถึงตัวน้ํา. คุณสมบัติ อันนั้นเรียกวาธาตุน้ํา ธาตุไฟก็เหมือนกัน หมายถึงคุณสมบัติที่รอนที่เผาไหม, ที่ทําใหสิ่งอื่น ไหมไปได นี้แหละธาตุไฟ; แตมิไดหมายถึงตัวเปลวไฟ. ธาตุลม ก็หมายถึงคุณสมบัติ ที่มันระเหยได เคลื่อนได ลอยได นี่แหละธาตุลม; แตมิไดหมายถึงตัวลม; หมายถึงคุณสมบัติที่เปนอยางนั้นๆ. การพูดถึงคุณสมบัติอยางนี้เรียกวาพูดถูกกวาหรือพูดสูงกวา คือไมไดหมายถึง ตัววัตถุ แตหมายถึงคุณสมบัติในวัตถุ; เชนวา ดินกอนหนึ่ง สวนที่มันเปนของแข็ง กินเนื้อที่นั้น เปนคุณสมบัติของธาตุดิน; ที่ในดินไมวาดินชนิดไหน มันมีน้ํา มันมี ความชื้น รวมอยูในนั้นดวย, และดินไมวาดินชนิดไหนมันมีธาตุไฟ มีอุณหภูมิระดับใด ระดับหนึ่งรวมอยูดวย, แลวดินไมวาดินชนิดไหนมันก็มีแกส ซึ่งกําลังระเหยอยูตลอดเวลา. ยกตัวอยางเชน เมื่อเราหยิบดินมากอนหนึ่งแลวบอกวานี้ธาตุดิน อยางนี้มัน ไมถูก; เพราะในดินกอนหนึ่งมีธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลมดวย. แตถาระบุวา ธาตุดินนั้นคือคุณสมบัติ หรือํานาจ หรืออะไรก็ตาม ที่มันกินเนื้อที่ เปนของแข็ง, ของแข็งที่กินเนื้อที่; นั่นแหละคือธาตุดิน. ฉะนั้น ในน้ําก็มีธาตุดิน เพราะวาน้ํา ก็มีของแข็งที่ละเอียด ที่มันกินเนื้อที่; ในน้ําก็มีธาตุไฟ เราะวาน้ําก็มีอุณหภูมิระดับใด ระดับหนึ่ง; ในน้ําก็มีธาตุลม เพราะวามีคุณสมบัติที่กําลังระเหยอยูตลอดเวลา.

www.buddhadasa.info คุณสมบัติ ที่ทรงไวในตัวมัน และทรงสิ่งอื่นไว ในฐานะเปนรูปธาตุ ขอใหเขาใจกันเสียใหมวา คําวา ธาตุในพระพุทธศาสนานั้น ไมไดเล็ง ถึงตัววัตถุ; แมจะเรียกวารูปธาตุ ธาตุที่มีรูป ก็เถอะ ไมไดเล็งถึงเนื้อวัตถุนั้นๆ;


๒๐

ปรมัต ถสภาวธรรม

แต เล็ งถึ งคุ ณ สมบั ติ ที่ มี อยู ในวั ตถุ นั้ นๆ. วั ตถุ บางอย าง ส วนมากมี ครบทั้ งสี่ ธาตุ อย าง ก อนหิ นอย างนี้ มั นก็ มี ธาตุ ดิ นเป นส วนใหญ . จะเห็ นได งาย แต มั นก็ มี ธาตุ น้ํ า มี ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม อะไรอยู ในก อ นหิ น นั้ นด วยเหมื อนกั น; ฉะนั้ น เราจะต องระบุ ไปที่ คุ ณ สมบั ติ ของมัน แลวก็เรียกวาธาตุนั้นๆ. ที นี้ อยากจะพู ดกั นเสี ยเลยว า ที่ สอนกั นอยู ในโรงเรี ยนนั กธรรมนั้ น ใช คํ าผิ ด เช น : จะพู ด ว า ปฐวี ธ าตุ , ธาตุ ดิ น มี ลั ก ษณะแค น แข็ ง มี อ ยู ในกายนี้ ได แ ก ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง เป นต น นี้ เรี ยกว าธาตุ ดิ น. ได แต ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง เรี ยกว า ธาตุ ดิ น นี้ อย างนี้ พู ดชนิ ด ที่ ไม เป น logic, มั น เป น ill-logical คื อ ว ามั น ขั ดต อ เหตุ ผล; เพราะวาในผม เส น หนึ่ งนั้ น ส วนที่ เป น ธาตุ ดิ น คื อ แข็ งนั้ น ก็ มี , ในผมเส น หนึ่ งนั้ น มีน้ํา, มีน้ํามัน, เสนผมก็มีอุณหภู มิคือธาตุไฟ ระดับใดระดับหนึ่ง, ผมก็มีสวนที่จะ ระเหยเป น แก ส หายไปอยู ต ลอดเวลา; ดั งนั้ น ในเส น ผมเส น หนึ่ งมี ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุไ ฟ ธาตุล ม. ในขนเสน หนึ ่ง ในสว นอื ่น ๆ ก็เ หมือ นกัน ในเล็บ ฟน ในหนัง ก็เหมือนกัน ถาพูดวาธาตุดินไดแกผม ขน เล็บ ฟน หนัง นี้ไมถูก.

www.buddhadasa.info ควรจะพูดเสียใหมวาธาตุดิน ในรางกายเรานี้ จะสังเกตเห็นไดงาย ที่ “ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง ” อย า งนี้ ไม มี ท างค า น. ปฐวี ธ าตุ -ธาตุ ดิ น เป น ของแข็ ง ในร างกายนี้ จะสั งเกตเห็ นได ที่ ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง เพราะเอาสิ่ งที่ มั นมี ลั กษณะแข็ ง เห็ นได งายมาเป นตั วอย า แต ต องไม ใช คํ าว า “ได แก ” เพราะเราเคยสั งเกตเห็ นได แต ที่ ผม ขน เล็บ ฟน หนัง เราก็เอาแตสวนเหลานี้ เพราะมันแข็ง เห็นงาย.

อาโปธาตุ ธาตุ น้ํ า เป น ของเหลว, ไหลได . ในร างกายเรานี้ เห็ น ได ง าย ที่ เลื อ ด หนอง น้ํ า ลาย น้ํ า มู ก น้ํ า ตา อย า งนี้ ได . แต ถ า จะพู ด ว า อาโปธาตุ ธาตุ น้ําไดแก เลือด หนอง น้ํามูก น้ําตา; นี้มันผิดไปแลว เพราะในเลือด ในหนอง


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกว า ธาตุ

๒๑

น้ํ ามู ก น้ํ าตา นั้ น มั นมี ธาตุ ดิ นอยู ด วย, มี ธาตุ ไฟอยู ด วย, มี ธาตุ ลมอยู ด วย. ควรจะ ไปพูดกันเสียใหมใหใชคําวา “เห็นไดงายในรางกายนี้ก็ไดแก” ผม ขน เล็บ ฟน หนัง , ไดแ ก น้ํ า เลือ ด น้ํ า เหลือ ง น้ํ า มูก น้ํ า หนอง ก็เ พราะวา สว นที ่ม ัน เห็น ไดงายเทานั้นเอง. นี้ คื อ รู ป ธาตุ ใ นทางพุ ท ธศาสนา ไม ใ ช วั ต ถุ ธ าตุ ; วั ต ถุ ธ าตุ เป น ภาษา ชาวบ าน ภาษานักวิทยาศาสตร และป จจุบั นที่เปนชาวบ าน; เขาเรียกวาวัตถุธาตุ หมายถึง ไฮโดรเจน ออกซิเจน ธาตุเหล็ก ธาตุทองธาตุกํามะถัน คารบอน เปนสวนมาก. ธาตุ ห นึ่ งๆ ในภาษานั กวิ ท ยาศาสตร นั้ น เป น วั ต ถุ ธาตุ แต ในทางธรรมะ ในทางศาสนาจะเรียกเสียวารูป ธาตุ แลวไมไดหมายถึงสิ่งเหลานั้น; แตห มายถึ ง คุณสมบัติ หรือคา หรืออํานาจอะไรก็แลวแต ที่มีอยูในสื่งเหลานั้น, ที่มีอยูในธาตุ ดิน น้ํา ลม ไฟ อะไรอยางนี้, หรือแมมี อยูในธาตุตางๆตามภาษาป จจุบั นนี้. รูปธาตุ มี คุ ณ สมบั ติ อ ย า งนี้ มั น ทรงตั ว เองไว ได ;ดั งนั้ น จึ งเรีย กว า ธาตุ , รูป ธ า ตุ ที่ มี คุ ณ ลักษณะอยางนี้ มันทรงดํารงสิ่งอื่นไวดวยก็ได นั่นก็คงเรียกวาธาตุ.

www.buddhadasa.info ธาตุที่มีความเปนตัวเองโดยเด็ดขาด เรียกวา อสังขตธาตุ

ถ าว ามั นเป นตั วมั นเองโดยเด็ ดขาด ไม มี อะไรมากระทํ าแก มั นได ; นี้ ก็ เลย เรียกเป นพวกที่ ตรงกั นข ามอี กพวกหนึ่ ง ก็ เรียกวา อสั งขตธาตุ . ในเมื่ อเรียกสิ่ งนอกนั้ น วาสังขตธาตุ เราก็เรียกสิ่งที่ตรงกันขามนี้วา อสังขตธาตุ, หรือสุญญธาตุ-ความวาง, หรือ นิพ พานธาตุ นิโ รธธาตุ ก็แ ลว แต; มีค วามหมายในทางนามธรรมทั ้ง นั ้น . สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ ในพุ ท ธศาสนา มิ ได ห มายเอาก อ นเนื้ อ หรื อ วั ต ถุ นั้ น เป น ตั ว ธาตุ ; แต หมายเอาคุ ณสมบั ติ , และยั งหมายเอาคุ ณสมบั ติ ที่ ถู กยึ ดถื อว า เป นตั วกู -ของกู นั้ น เปนสวนสําคัญ; มันยิ่งเปนนามธาตุมากขึ้น.


ปรมัต ถสภาวธรรม

๒๒

ขอให ศึ ก ษาไว เรื่ อ ยๆ เกี่ ยวกั บ คํ าว า “ธาตุ ” โดยละเอี ย ดลออให เข าใจ อยางนี้:-

ขอที่ ๑ ความหมายของคําวา “ธาตุ” คืออะไร? สรุปความทั้งที่วามันจะเปนความหมายทางตัวหนังสือก็ดี, จะเปนตัวหนังสือ ก็ดี , จะเป นความหมายของตั วหนั งสือ ของคํ าพู ดก็ ดี ; มั นหมายถึ งสิ่ งที่ มั นทรงตั วเอง ไว ได , และทรงสิ่ ง อื่ น ไว ด ว ย, หรื อ ถู ก สิ่ ง อื่ น ทรงด ว ย. นี้ คื อ ความหมายของคํ า ว า ธาตุ อยู ใ นรูป ที ่เ ปน วัต ถุก ็ไ ด, ในคุณ สมบัต ิที ่อ ยู ใ นวัต ถุก ็ไ ด, เปน นามธรรมก็ ได;สู งสุ ดอยู เพี ยงนิ พพาน คื อเป นอสั งขตธาตุ ที่ แท จริง ไม หลอกลวง และทรงตั วเอง โดยไมมี สิ่งใดมาชวยทรง. นี้คือคําอธิบายของคําวา ธาตุ มันคืออะไร; แลวก็ดูวามั น จะเป น อย างไร เป น ส วนใหญ คื อ ลั กษณะของมั น ไม เที่ ย ง เป น ทุ ก ข เป น อนั ต ตา จะเป นอสั งขตธาตุ หรือสั งขตธาตุ ก็ ตามใจ ยั งคงเป นอนั ตตา. เราจะศึ กษากั นให รูว า ธาตุนี้คืออะไร? คืออยางนี้เปนขอที่ ๑

www.buddhadasa.info ขอที่ ๒ ธาตุมาจากอะไร?

ธาตุนี้มันมาจากอะไร? ถาเปนสังขตธาตุ คือธาตุที่มันมีปจจัยปรุงแตง มันก็มาจากปจจัยบวกกับวิวัฒนาการตามกฎแหงอนิจจัง มันก็มีเหตุมีปจจัย มันบวกกัน กั บ วิ วั ฒ นาการ; คื อ ป จ จั ย นั้ น มิ ได อ ยู นิ่ ง มั น เปลี่ ย นแปลง. ความเปลี่ ย นแปลงนั้ น มั นต องบวกกั น เท ากั บกฎแห งการเปลี่ ยนแปลง เช นกฎแห งอนิ จจั ง เป นต น. นี้ มั นเป น ต น ตอที่ ม า ของธาตุ ทั้ งหลาย ที่ เป น สั งขตธาตุ : มี เหตุ ป จจั ยของมั น , แล วก็ มี ก าร วิ วั ฒ นาการ, แล ว ก็ มี ก ฎแห ง วิ วั ฒ นาการ เช น กฎอนิ จ จั ง เป น ต น ; รวมกั น ได แ ล ว มันจึงจะปรากฏเป นธาตุประเภทสังขตะ อยางใดอยางหนึ่ งออกมา. แตที่ มันเป นประเภท อสังขตธาตุ นี้ไมตองมีเหตุ ไมตองมีปจจัย; นั่นแหละ คือความหมายที่แทจริง


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

๒๓

ของคํ าว าธาตุ คื อทรงตั วอยู ได เอง แล วก็ เป นนิ รันดร เป นอนั นตกาล ไม เกี่ ยวกั บเวลา. แตถามันเปนสังขตธาตุ มันตองเกี่ยวกับปจจัย เกี่ยวกับเวลา แลวก็ชั่วเวลา ระยะเวลา ไมเปนนิรันดร. ถาใครจะถามวา ธาตุมาจากอะไร? เราก็ตอบเขาไดเลยวา ถาเป นสังขตธาตุ ก็มาจากปจจัยนั้นๆ. ถาเปนอสังขตธาตุ มันเปนอยูในตัวมันเอง โดยไมตอง มาจากอะไร.โดยอย าลื มเสี ยว าได บอกแล วแต ที แรกวา ความหมายของคํ าว า “ธาตุ ” นี้ แปลวา ทรงไว : ทรงตั วเองก็ ได โดยไม ต องมี อะไรมาช วย คื อพวกอสั งขตธาตุ . ที่ ว า ทรงสิ่งอื่นไว หรือถูกสิ่งอื่นทรงนี้ คือพวกสังขตธาตุ.

ขอที่ ๓ ธาตุมี เพื่อประโยชนอะไร? ตามหลั ก logic เราจะพู ดวามั นเพื่ อประโยชน อะไรกั นธาตุ ทั้ งหลายนี้ ? ตอบ ไดวา มีไวเพื่ อใหมนุษยเอาชนะใหได ให ม นุ ษ ยไดรับ สิ่งที่ ดีที่ สุด ที่ มนุ ษ ยควรจะ ไดรับ มนุษยจะตองชนะธาตุทั้งหลาย, ถามนุษยพายแพแกธาตุทั้งหลาย เปนบาว เป นทาส เป นขี้ขาของธาตุ ทั้ งหลายแล ว มนุ ษย ก็ไม เป นมนุ ษย ไม ได สิ่ งที่ ดี ที่ สุ ดที่ มนุ ษย ควรจะได.

www.buddhadasa.info ขอใหยอมรับวา ธาตุ ทั้งหลายนี้มั นมี ไวเพื่ อให มนุ ษย เอาชนะให ได , หรือ ชนะได แ ม มั น เป น สั ง ขตธาตุ อย าไปหลงไปโง กั บ มั น ; หรื อ มั น เป น อสั ง ขตธาตุ เช น นิ พพาน เป นต น ก็ ต องเอามาให ได ในฐานะเป นสิ่ งที่ ดี ที่ สุ ดที่ มนุ ษย ควรจะได . ดั งนั้ น เราจึงถือวา ธาตุทั้ งหลายมี ไวเพื่ อให มนุษยชนะ, และให มนุ ษยได รับสิ่ งที่ ดีที่ สุด ที่ มนุษย ควรจะได . นี้ เราควรจะคิ ด ดู สั ก หน อ ย ว าเรากํ าลั งพ ายแพ ห รื อ เรากํ าลั งชนะ หรื อ ว า เรากํ าลั งได อ ะไร ในฐานะเป น สิ่ งที่ ดี ที่ สุ ด ที่ ม นุ ษ ย ค วรจะได . ดู ยั งจะเหลวอยู ทั้ งนั้ น ยังจะไมไดอะไร ก็ได จึงตองศึกษามัน ใหรูจักมัน เอาชนะมันใหได; เพราะวาธาตุ


๒๔

ปรมัต ถสภาวธรรม

ทั้ งหลาย มี ม าเพื่ อให ม นุ ษ ย เอาชนะให ได มนุ ษ ย จะได สิ่ งที่ ดี ที่ สุ ด ที่ ม นุ ษ ย ค วรจะได ไมเสียชาติเกิดมาเปนมนุษย นั่นเอง.

ขอที่ ๔ ธาตุนี้เอาชนะมันไดโดยวิธีใด? พู ด อย าง logie ข อ ที่ ๔ นี้ ก็ อ ยากจะพู ด เสี ย เลย ว าโดยวิ ธี ใด จะได ม า โดยวิ ธี ใ ด? ก็ ต อบว า โดยสั ม มาทิ ฏ ฐิ , มี สั ม มาทิ ฏ ฐิ เ ท า นั้ น แหละพอ; เพราะว า สั ม มาทิ ฏฐิ จะนํ าไปสู การปฏิ บั ติ ที่ ถู กต อง คื อมั นรูวา ธาตุ นี้ คื ออะไร, ธาตุ นี้ มาจาก อะไร, ธาตุ นี้ เพื่ อ ประโยชน อ ะไร. สั ม มาทิ ฏ ฐิ มั น รู มั น เห็ น มั น เข า ใจ อย า งถู ก ต อ ง แล วมั นยั งรู ว าควรทํ าอย างไร มั นก็ ทํ า เท านั้ นแหละ; ฉะนั้ นเราจึ งใช สั มมาทิ ฏฐิ นี้ แหละ ให เ ป น เครื่ อ งบั น ดาล ให ช นะสิ่ ง ทั้ ง ปวง ให ไ ด สิ่ ง ที่ ดี ที่ สุ ด ที่ ค วรจะได . พู ด อย า ง ตรงไปตรงมา ก็ ว า อย า ไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น “อย า ไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น จนตกไปเป น ทาส ของธาตุ นะโวย” . คํ าว าเป นทาสของธาตุ นี้ ฟ งให ดี ; เป นทาสก็ คื อเป นขี้ ข าของธาตุ ทั้ งหลาย. สัมมาทิฏฐิจะชวยให ไมไปยึดมั่นถือมั่น นั่นนี่ จนตกไปเปนทาสของธาตุทั้งหลาย; เช น ตกไปเป น ทาสของกามธาตุ ก็ ไปบ า กามอยู อ ย า งนี้ ; เรี ย กว า มั น ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น , ตกไปเป น ทาสของธาตุ ที่ เรี ยกว ากามธาตุ . หรื อแม แต ฤาษี มุ นี บางพวกก็ ตกไปเป น ทาสของรู ป ธาตุ หลงใหลในความสุ ข เกิ ด แต รู ป เรี ย กว า “จํ า ศี ล กิ น วาตา เป น ผาสุ ก ทุ ก คื น วั น ” นี้ ก็ เพราะว าหลงใหลเหมื อ นกั น . แม จ ะไปในชั้ น อรู ป มั น ก็ อ ย างเดี ย วกั น นั้นแหละ; ถานิพพานไมได มันก็ยังใชไมได เพราะมันตองไปจนถึงนิพพาน.

www.buddhadasa.info สัมมาทิฏฐิจะชวยใหไดสิ่งที่ดีที่สุดจากการมีธาตุ เราจะต อ งมี สั ม ม าทิ ฏ ฐิ รู ว า : ธาตุ คื อ ะไร? ม าจากอะไร? เพื่ อ ประโยชนอะไร? แลวก็โดยวิธีใด? จึงจะไดรับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษยควรจะไดรับจาก


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ ง ที่เรี ยกว า ธาตุ

๒๕

การที่ มั นมี ธาตุ อยู ในโลกนี้ . เมื่ อดู ให ดี แล วก็ จับใจความให ได วา; ในตั วเราก็ คื อธาตุ , นอกตัวเราก็คือธาตุ, แลวมาพบกัน เกิดปฏิ กิริยามี ผลอะไรขึ้นมา นั้นมันก็คือธาตุ , เชน เวทนาธาตุ เปน ตน ; มัน หลีก ไมพ น . เนื ้อ ตัว ของเรา���ปน ธาตุภ ายใน; ของตา งๆ อยู ข างนอกเป นธาตุ ภายนอก พอมาสั มพั นธ กระทบกั นเข า มาสั มผั สกั นเข า มั นก็ มี การปรุ งแต ง ก็ เกิ ดธาตุ ที่ ส าม : เช น เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั งขารธาตุ เป น ต น . ถาอวิชชาธาตุ เขามาครอบงําด วยก็เป นทุ กข; แต ถาวิชชาธาตุ เขามาเกี่ ยวของด วยก็ไม เปนทุกข. มั น ยั งมี วิ ช ชาธาตุ -ธาตุ วิ ช ชา, อวิ ช ชาธาตุ -ธาตุ อ วิ ช ชา, อยู เป น สอง แผนก. ถาพูดวา สัมมาทิฏฐิก็ตองหมายถึงมีวิชชาธาตุ; เพราะฉะนั้นอวิชชาธาตุ เขาไม จุ, เขาไม จุในสัมมาทิ ฏฐิ. เดี๋ ยวนี้ เรามี สั มมาทิ ฏฐิ ความรูก็ดํ าเนิ นไปๆ จนกระทั่ ง เอาชนะธาตุทั้งหลายได ชนะธาตุสุดทายก็คือชนะนิพพานธาตุ ทํานิพพานธาตุให ปรากฏแกเรา ก็ไดสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษยควรจะได. นี้แหละปญหาที่เราจะตองสะสาง หรือแกไข เกี่ยวกับธาตุ; ก็คือใหรู กั น เสี ย ให แ น น อนว า : ธาตุ นั้ น คื อ อะไร? ธาตุ นั้ น มาจากไหน? ธาตุ นั้ น เพื่ อ ประโยชน อั นใด? แล วก็ ธาตุ นั้ นจะสํ าเร็จได โดยวิ ธีใด? ก็ เรียกว ามี ความรูพอสมควร แล ว เกี่ ย วกั บ ธาตุ . ถ า รูเท า นี้ ก็ พ อแล ว มั น ก็ โดยนั ย อั น เดี ย วกั บ การรู อ ริ ย สั จ จ . อริ ย สั จ จ ทั้ ง ๔ เราต อ งรู คื อ อะไร? มาจากอะไร? เพื่ อ ประโยชน อ ะไร? แล วก็ โดย วิธีใด? ถารูและปฏิบัติไดตามที่รูนี้ ก็เปนอันวา หมดปญหาเกี่ยวกับความทุกข.

www.buddhadasa.info ธาตุแทๆ นั้นมันคืออะไร ทีนี้ จะได พู ดกันตอไปตามลําดับ อยากจะพู ดเน นถึงตั วสิ่ งที่ เรียกวาธาตุ นั้ น ใหชัดยิ่งขึ้นไปอีก โดยจะตั้งหัวขอวา ตัวธาตุแทๆ นั้นมันคืออะไร.


๒๖

ปรมัต ถสภาวธรรม

จะพู ดกั นตามหลั กธรรมในฝ ายพุ ทธศาสนา แล วจะไม พู ดถึ งเรื่ องชาวบ าน ไมพูดถึงเรื่องของฝรั่งมังคาที่หมายถึงวัตถุทั้งนั้น. ถาเมื่อถามวาตัวธาตุแทๆ นั้นมันคือ อะไร ก็ต อ งบอกวา คุณ สมบัต ิห นึ ่ง ๆ, หรือ วา คา , คุณ คา อยา งหนึ ่ง ๆ, ที ่แ สดง ออกมาจากวั ต ถุ ห นึ่ ง ๆ. ไม ใ ช วั ต ถุ ไม ใ ช เนื้ อ วั ต ถุ นั้ น ; แต ว า เป น คุ ณ ค า อย า งใด อยางหนึ่งที่มันแสดงออกมาจากวัตุนั้น; นั่นแหละคือธาตุ. ถ าเอาธาตุ อย างธรรมดาสามั ญ มา ก็ ต องรู ให ได ว า เช นว า ธาตุ อ อกซิ เจน มี คุ ณ ค าอย างไร, ไฮโดรเจนมี คุ ณ ค าอย างไร, คารบอนมี คุ ณ ค าอย างไร หรือธาตุ พวก ประเภทโลหะมี คุ ณค าอยางไร, ธาตุประเภทอโลหะมี คุ ณค าอยางไร? คุ ณค านั้ นๆคื อ ตั ว ธาตุ ; มิ ได ห มายถึ งตั ววั ต ถุ คุ ณ ค าทางธรรมต างกั น อย างนี้ ไม ใช อ ย างชาวบ าน; มั นเป นคุ ณ ค าอั นหนึ่ งที่ มี อยู ในวั ตถุ หนึ่ งๆ, คิ ดดู เถิ ดว ามั นมี ปรากฏการณ หรื อมี วั ตถุ นั้นๆ แหละเปนเครื่องแสดง. คุ ณ ค าทั้ งหลายเป น นามธรรม; ที นี้ มั น ไม รูว าจะแสดงออกมาทางไหน มันก็ตองแสดงมาทางวัตถุนั้น; คือทางปรากฏการณที่เราเห็นไดจากวัตถุนั้นๆเชน:-

www.buddhadasa.info ความรอนเปนคุณสมบัติอันหนึ่ง เปนนามธรรม มันแสดงออกมาทาง ไม ฟ น หรื อ ถ า นไฟ, หรื อ ปรากฏการณ ที่ ไ ฟกํ า ลั ง ลุ ก อยู ที่ ไ ม ฟ น หรื อ ถ า นไฟ; ไม ฟ น หรือ ถา นไฟ หรือ แมแ ตเ ปลวไฟก็ย ัง มิใ ชธ าตุไ ฟโดยตรง. ธาตุไ ฟโดยตรงก็ค ือ คุ ณสมบั ติ ที่ เผาไหม สิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งได , ทั้ งที่ มั นไม ต องแสดงเปลวไฟ, ทั้ งที่ มั นไม ต องการ ถานและฟน, มันก็รอนไดและเผาได; จึงตองกลาววามันมีปรากฏการณ.

วัตถุมีคุณคาที่แสดงออกมาทางปรากฏการณ ของวัตถุนั้นๆ; เชนวัตถุใด ที่เรียกวาธาตุนี้แหละ; มันก็มีคุณสมบัติแข็ง อยางธาตุดิน, คุณสมบัติเหลวอยาง


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ ง ที่เรี ยกว า ธาตุ

๒๗

ธาตุ น้ํ า, คุ ณ สมบั ติ ไหม เผาอยางธาตุ ไฟ, คุ ณ สมบั ติ ลอยระเหยอยางธาตุ ลม; นี้ เป น รูปธาตุ.

การแสดงออกของนามธาตุ ถาวามันเปนนามธาตุ มันมีจิตเปนที่แสดงออก; สวนวารูปธาตุ ธาตุไฟ อย างนี้ มั นมี คุ ณ สมบั ติ ของไม ฟ น มี ถ าน มี เปลวโพลงๆเป นเครื่องแสดงออก. แต ถาเปนนามธาตุเชนความรูสึกความคิดดความนึก ความจํา สติปญญา อยางนี้เปนนามธาตุ; นี้เรียกวามันมีสิ่งที่เรียกวา จิตเปนที่แสดงออก. ถาจะเปรียบ ก็เปรียบเหมือนไมฟน หรือถ านไฟ ให สิ่ งที่ เรียกวานามธาตุ ในรูปของสติ ป ญญา ความคิ ด ความนึ ก ความจํ า อะไร แสดงออกมา; สิ่งทั้งหลายทั้งหมดนี้เปนเรื่องธาตุที่มีเหตุมีปจจัย.

การแสดงออก ของนิพพานธาตุ ถาเปนนิพพานธาตุ ตัวแทของนิพพานธาตุ มิไดขึ้นอยูกับเหตุปจจัย; มันก็เลยตองมีการแสดงออกอีกแบบหนึ่ง คือทางธัมมารมณ อันเปนสิ่งที่รูไดทางจิต รูได แตเพียงปรากฏการณ หรือปฏิกิริยาที่แสดงออกมา. ตัวธาตุนิพพานแทๆ ไมมีทางจะ ทราบได ไม มี ท างจะสั ม ผั ส ได ; แตวาปฏิ กิริยาที่ สิ่งนั้ นกระทําแกจิต นี้ เมื่ อ จิ ต มั น หลุ ด พ น จากเครื่องผู ก มั ด แลว สิ่ งนั้ น สั ม ผั ส กั บ จิ ต แล ว มี ค วามรูสึ ก ได ทางจิ ต นั้ น ; มันก็ใหความรูสึกที่ไมมีความทุกขเลย. นี้เรียกวานิพพานธาตุแสดงออกมาทางจิต; แต วาจิตนั้ นก็ ไม ใชนิ พพาน หรือวาความรูสึ กนั้ นปรากฏการณ นั้ นก็ไม ใชนิ พพานธาตุ . แตหากวามันมาจากนิพพานธาตุที่มันแสดงออกมาทางจิต, หรือทางปรากฏการณทางจิต.

www.buddhadasa.info พูดไปเทาไรก็ตองสรุปความไดแตเพียงแคนี้วา : ตัวธาตุแทๆ นั้น มันมี คุณสมบัติอันหนึ่ง แสดงมาทางวัตถุ บาง ทางจิต บาง แลวแตวามันเปนธาตุชนิดไหน.


ปรมัต ถสภาวธรรม

๒๘

ธาตุ แบงกลุมไดเปน ๓ ความหมายของคํ าว า “ธาตุ ” ถ าจะจํ าแนกให มั นเป นเค าๆ, ก็ จํ าแนกอย าง พระท านสวดเมื่ อตะกี้ นี้ ว า : ธาตุ มี อยู ๓ ธาตุ ๑. รู ปธาตุ ธาตุ ที่ ทํ าให ปรากฏเป นรู ป ธรรมขึ้ น มา. ๒.อรู ป ธาตุ ธาตุ ที่ ทํ า ให ป รากฏเป น อรู ป ธรรมขึ้ น มา. ๓.นิ โ รธธาตุ ธาตุที่ทําใหปรากฏความดับแหงธาตุทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมา. มีอยู ๓ ธาตุเทานั้น. ธาตุ ที่ ๑ รูปธาตุ นี้ เราคุ นเคยกั นมาก ทั้ งในแงของวัตถุ และทั้ งในแง ของคุ ณ สมบั ติ ที่ มี อ ยู ใ นวั ต ถุ นั้ น ; นี้ เรี ย กว า รู ป ธาตุ ห รื อ สั ง ขตธาตุ , หรื อ เรี ย กอี ก อย างหนึ่ งก็ เรียกวารูปธรรมก็ ได . เมื่ อตะกี้ นี้ ได บอกแล วว า คํ าว า ธาตุ ,ธา-ตุ กั บคํ าว า รู ป ธรรม, พู ด ว า รู ป ธรรมก็ คื อ รู ป ธาตุ . แต เดี๋ ย วนี้ เรากํ า ลั ง พู ด กั น ด ว ยคํ า ว า ธาตุ , พูดดวยคําวารูปธาตุ. ธาตุที่ ๑ คือรูปธาตุ ที่ทําใหเกิด รูปธรรมทั้งหลาย. ธาตุที่ ๒ เรียกวา อรูปธาตุ ที่ทําใหเกิดอรูปธรรมทั้งหลาย. ธาตุนี้ เรียกวา สังขตธาตุ.

www.buddhadasa.info ธาตุที่ ๓ เรียกวา นิโรธธาตุ หรืออสังขตธาตุ คือธาตุที่จะเปนที่ดับเสีย ทั ้ง แกรูป ธรรม และอรูป ธรรม. ธาตุม ีเ ทา นี ้ ไมม ีม ากไปกวา นี ้; ตั ้ง แตขี ้ฝุ น เม็ ดหนึ่ ง สู งขึ้ นไปจนถึ งเทวดา พระเจ า จนกระทั่ งถึ งนิ พพาน รวมได เป น สามอย าง เทานั้นเอง คือรูป อรูป และนิโรธ.

การปรากฏแหงธาตุอันเปนนามธรรมจะปรากฏอยางไร ที นี้ จะดู กั นในแง ที่ ว ามั นจะปรากฏอย างไร? เพราะสิ่ งที่ เรี ยกว า ธาตุ นั้ น มิ ใช ตั ววัตถุ ; ในทางธรรมะในทางศาสนาถื อวาคุ ณ สมบั ติ แห งวัตถุ แห งสิ่ งที่ เรียกว า ธาตุนั้น มันเปนนามธรรม; แลวมันจะปรากฏอยางไร?


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

๒๙

ก���รปรากฏแหงธาตุ ที่เปนสังขตะ คือมีเหตุมีปจจัยปรุงแตงนี้ มันปรากฏ ไดต อ เมื ่อ มีเ หตุ มีป จ จัย , แลว ก็ม ีโ อกาสแหง การปรุง แตง . ถา มีแ ตป จ จัย ไม มี โอกาส มั น ไม มี ท างจะปรุ ง แต ง ได ; ต อ งมี ป จ จั ย ด ว ย และมี โอกาสที่ จ ะทํ า การ ปรุ ง แต ง นั้ น ด ว ย. เหมื อ นว า เรามี ดิ น เหนี ย ว มั น เป น หม อ ไม ได ; มั น ก็ ต อ งมี โอกาส หรือสามารถ ที่ จะป นดิ นเหนี ยวให กลายเป นหม อได . บรรดาธาตุ ทั้ งหลายที่ เป นสั งขตะ คื อ ต อ งอาศั ย ป จ จั ย ปรุ ง แต งแล ว, มั น ต อ งมี ป จ จั ย ด ว ย, แล วก็ ต อ งมี โอกาสแห งการ ปรุงแตงนั้นดวย.

การปรากฏของกามธาตุ ยกตั วอย างเช น กามธาตุ คื อธาตุ อั นหนึ่ ง ซึ่ งถ าแสดงออกมาแล ว ก็ ทํ าให เกิ ด ความรู สึ ก ทางกามระหว างเพศ. นี้ เรี ย กว า กามธาตุ ต อ งมี ป จ จั ย แห งกามธาตุ เช นเพศตรงกั นข าม พรอมอยู , แล วต องมี โอกาสแห งการสั มผั สทางอายตนะ ระหว าง สิ่ ง ทั้ ง สองนั้ น , แล ว ก็ ด ว ยอํ า นาจของอวิ ช ชา; นั้ น แหละเรี ย กว า โอกาส, แล ว ก็ มี การปรุงแต งไปตามกฎเกณฑ ของปฏิ จจสมุ ปบาท; กามธาตุ ก็ สํ าเร็จประโยชน ตามความ หมายของกามธาตุ : มี ก ารบริ โภคกาม หรื อ ว า มี ป ฏิ กิ ริ ย า มี วิ บ ากอะไรเกิ ด ขึ้ น มา จากกามนั้นๆ.

www.buddhadasa.info นี่ ส วนที่ เป น กามธาตุ ต อ งมี เหตุ ป จจั ยของกามธาตุ เช น เพศตรงกั น ข าม ต อ งมี โอกาสแห งการสั ม ผั ส ทางอายตนะ เพราะความโง ; แล วต อ งมี ก ารปรุ งแต งไป ตามลําดับในลักษณะปฏิจจสมุปบาท เชน กระทบ เกิดวิญญาณ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน อยางนี้เปนตน เรียกวาสมบูรณฺ; นี้เปนสวนกามธาตุ.

การปรากฏของรูปธาตุ ในส วนรู ปธาตุ หรื ออรู ปธาตุ ก็ เหมื อนกั นอี ก; แต มั นไม เกี่ ยวกั บกามธาตุ หรือเรื่องระหวางเพศ. มันไมตองมีกามตัณหา สําหรับรูปธาตุ; แตมันก็ตองมี


ปรมัต ถสภาวธรรม

๓๐

ภวตั ณหา หรือวิ ภวตั ณหาอย างใดอย างหนึ่ ง ตามแต ว าจะไปพอใจในรูปล วนๆ ไม เกี่ ยว กั บ กาม; หรื อ เกลี ยดกาม เช น รู ป ฌาน และอรู ป ฌานอย างนี้ มั น ก็ ต อ งมี ภ วตั ณ หา, หรื อ มี วิ ภ วตั ณ หา คื อ ความรั ก หรื อ ความเกลี ย ดสิ่ ง ตรงข า ม ด ว ยความโง ความ หลงในสิ่ งนั้ น. เหมื อนว าคนเราจะไปหลงนกเขา หลงปลากั ด หลงต นบอน หลงอะไรที่ เป น วั ต ถุ ล ว นๆ; นี้ มั น ก็ ต อ งมี ตั ณ หาชนิ ด หนึ่ ง แม ไ ม ใ ช ก ามตั ณ หา. นี้ เ ป น เรื่ อ ง ของรูปธาตุ ที่มันจะแสดงตัวออกมา จะตองมีปจจัยนั้นๆ. หรื อว า จะยกตั วอย างด วยเรื่ อง เล นต นบอน หรื อเล นเครื่ องแก วเจี ยระไน อย างนี้ มั นก็ ต องมี วั ตถุ นั้ นเป นอารมณ , ก็ ต องมี โอกาสที่ จะได สั มผั ส ที่ จะได เกี่ ยวข อง, แล วก็ มี การปรุ งแต งในจิ ตใจ จนกระทั่ งเกิ ดความรั กความหลง, รู ปธาตุ จึ งจะแสดงตั ว ออกมา.

การปรากฏของอรูปธาตุ จะยกตั วอย าง เรื่ อ งเกี ย รติ ย ศชื่ อ เสี ย ง ซึ่ งบ า ซึ่ งหลงใหลกั น นั ก ซึ่ งเป น ของไม มี รูป มั นก็ต องมี เหตุ ป จจั ย แม ไม มี รูป; ก็เอานามธรรมที่ นึ กเห็ นมาเป นป จจัย และมี โอกาสที่ จ ะได รั บ ได รู สึ ก ว า มี เกี ย รติ อ ะไรอย า งนี้ มั น ต อ งมี ; มั น ก็ ต อ งปรุ ง แต งไปตามกฎเกณฑ ของปฏิ จจสมุ ปบาท จึ งเกิ ดตั ณหา อุ ปาทาน. นี้ เรียกว าอรูปธาตุ มันแสดงออกมาแลว หรือมันทําพิษแลว.

www.buddhadasa.info ดั ง ที่ ก ล า วมาแล ว จะเรี ย กว า กามธาตุ หรื อ รู ป ธาตุ อรู ป ธาตุ อย า งใด อย างไหนก็ ตามเถอะ การที่ จะปรากฏออกมานี้ มั นจะต องมี ลั กษณะอย างเดี ยวกั น : คือตองมีปจจัย แลวก็มีโอกาส แลวก็มีการปรุงแตงตามกฎเกณฑ. สามคํานี้จะตอง จําไวใหดี จะตองมีปจจัย ตองมีโอกาส แลวตองมีการปรุงแตงตามกฎเกณฑ; สิ่ง ที่เรียกวากาม วารูป วาอรูป จะเกิดขึ้น


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ง ที่ เรียกว า ธาตุ

๓๑

นี้ ฝ ายสั งขตธาตุ มั นเป นอย างนี้ ; ยกเว นแต ฝ ายอสั งขตธาตุ คื อพระนิ พพาน หรือนิโรธธาตุ ซึ่งไมตองเปนอยางนี้.

การปรากฏของฝายอสังขตธาตุ ที นี้ สํ าหรับฝ ายอสั งขตธาตุ ที่ จะปรากฏออกมาได จะเป นอย างไร? เพราะว า พระนิ พพานไม มี ป จจัย, พระนิ พพานไมอยูใตอํานาจป จจัย. มั นก็ตองโอนมาเป นเรื่อง ของฝ ายสั งขตธาตุ โอนมาเป นเรื่องของจิ ต, มั นเป นเรื่องของจิ ตที่ เป นฝ ายสั งขตธาตุ ; ไมใชเรื่องของนิพพานซึ่งเปนอสังขตธาตุ. แตวาเราจะสามารถไดรับประโยชนจาก พระนิพพาน ดวยการที่เราอบรมจิตใหดี ใหถูกตอง ตามวิธีที่พระพุทธเจาทานได ตรัสไววา กิเลสและอาสวะทั้งหลาย มันจะสิ้นไปไดอยางไร? เมื่อกิเลสและอาสวะทั้งหลายออกไป มันก็นิพพานนั่นแหละ, หรือ อย างน อยก็ รสของพระนิ พพาน คื อความไม มี ทุ กข เลย นั่ นแหละ ก็ ปรากฏแก จิ ต. มั น ทํ าได เพี ยงเท านี้ ; เพราะวา กายและจิ ต นี้ มั นเป นสั งขตธาตุ . แต สามารถจะปรับปรุง ใหไ ดร ับ ประโยชน ไดร ับ ผลจากธาตุ ที ่เ ปน อสัง ขตธาตุ; ไมใ ชค วามหมดกิเ ลส โดยตรงจะเป นตั วธาตุ . มั นมี อะไรอี กอั นหนึ่ ง ซึ่ งซ อนอยู หลั งนั้ น ซึ่งอยูหลั งนั้ นไปอี ก ทีหนึ่ง ; คือ วาเมื่อหมดกิเลส ธาตุนี้จึงจะปรากฏ แตเวลาพูดก็พูดไมไดอยางนั้น; ก็ ต องพู ดเอาว า ความที่ สิ้ นโลภะ โทสะ โมหะ นั้ นเป นอสั งขตธาตุ . นี่ คํ าอธิ บายใน บาลี พบอย างนี้ ; แม ไม ใช พุ ท ธภาษิ ต ก็ พ บอย างนี้ ; เพราะว าเราไม ส ามารถจะพู ด อยางอื่นได.

www.buddhadasa.info ที่ แ ท ค วรจะพู ด ว าภาวะอะไรอั น หนึ่ ง ซึ่ งปรากฏออกมา เมื่ อ สิ้ น โลภะ โทสะ โมหะ แล ว นั ่ น แหละ เป น อสั ง ขตธาตุ ; แต ไ ม เ ห็ น ท า นพู ด อย า งนี้ ทานพูดวา สิ้นโลภะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นั้นเปนอสังขตธาตุ มันก็ตองเอาความที่,


ปรมัต ถสภาวธรรม

๓๒

หรือลักษณะ หรือภาวะ หรืออะไร ที่สิ้นโลภะ โทสะ โมหะ นั่นแหละ เปนอสังขตธาตุ; นี่การปรากฏแหงธาตุเปนอยางนี้ ทั้งฝายสังขตะและฝายอสังขตะ.

ทุกสิ่งเปนธาตุ สรุป สั ้น ๆ ขอ ความนี ้ ก็จ ะไดว า ทุก สิ ่ง เปน ธาตุ; นี ่แ หละขอ แรก. จะต อ งมองให เห็ น ให เข า ใจชั ด เลย ไม ต อ งเชื่ อ ใคร ว า ทุ ก สิ่ ง ไม ว า อะไร สั ง ขตะ หรืออสั งขตะ หรืออะไรก็ ตาม เป นธาตุ ; แต วาธาตุ นั้ นๆ ไม อาจจะแสดงคุ ณ หรือค า หรือคุ ณสมบั ติ ออกมาจนกวาจะถึ งโอกาส. หมายความวาธาตุ นั้ นๆ จะเป นสั งขตธาตุ หรืออสังขตธาตุก็ตาม แตยังไมแสดงคุณคา หรือคุณสมบัติออกมาจนกวาจะถึงโอกาส; เมื่ อมั นได ป จจั ยเฉพาะ ได โอกาสแห งการปรุงแต ง ปรับ ปรุงถู กต อ ง มั นจึ งจะแสดง คุณคาอันแทจริงออกมา. ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม ก็ เหมื อ นกั น โอกาสเหมาะ มั น จึ ง แสดงคุณคานั้นออกมาได; ไมใชตัววัตถุนั้นๆ. ถึงแมแตนิพพานธาตุก็เหมือนกัน ต องมี การปรั บปรุง กาย วาจา ใจ ครบถ วนถู กต องพรอมแล ว มั นจึ งจะแหวกออกมา ให “เห็ น”; อย างที่ นิ พพานธาตุ แสดงออกมาเป นความสุ ข นั้ นไม ใช ตั วนิ พพาน; มั น เปนเพียงปฏิกิริยาที่ออกมา จากการที่จิตสัมผัสกับนิพพานธาตุ หรือคุณคาของนิพพานธาตุ. ผลคือความสุขนั้น มันก็เปนธาตุ เรียกวา เวทนาธาตุ.

www.buddhadasa.info เรื่องที่ เกี่ ยวกั บพระนิ พพานนี้ ขอให ไปศึ กษาเรื่องนิ พพานธาตุ สองอย าง : สอุ ป าทิ เสสนิ พ พานธาตุ , อนุ ป าทิ เสสนิ พ พานธาตุ . อั น สู ง สุ ด เรี ย กว า อนุ ป าทิ เส���นิพ พานธาตุ ไดแ ก : “ภิก ษุนั ้น มี ราคะ โทสะ โมหะ สิ ้น แลว , มีอ าสวะ สิ้ น แล ว, มี กิ จควรทํ า ทํ าเสร็จแล ว, เวทนาทั้ งหลายของเธอนั้ น จั กเป นของเย็ น” ; นี่คือลักษณะของอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ มีความเย็นอะไรอันหนึ่งแสดงออกมาใน


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

๓๓

เวทนาทั้ งหลาย คื อไม มี เวทนาที่ เป นของรอนอี กต อไป. นี้ เรียกว าการปรากฏแห งธาตุ ทั้งที่เปนสังขตะและเปนอสังขตะ.

การเปรียบเทียบ ระหวางธาตุกับคน ชั่ วเวลาที่ เหลื ออยู เล็ กน อยนี้ จะพู ดเพื่ อความเข าใจชั ดขึ้ น โดยการเปรี ยบ เทียบระหวางสิ่งที่เรียกวาธาตุ กับสิ่งที่เรียกวาคน. เดี๋ ยวนี้ เราจะมองโลกในป จจุ บั น กั น ก อน เพื่ อ ให รู จั กคํ าว า “คน” ในโลก ป จ จุ บั น นี้ . เราจะได รู ว า คน ในโลกป จ จุ บั น นี้ มั น เกี่ ย วข อ งกั บ สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ ในลัก ษณ ะอยา งไร; แลว เราจะรู จ ัก ไดเ องวา คนคือ อะไร, ธาตุค ือ อะไร, เพราะคนในโลกป จ จุ บั น นี้ เราก็ เคยวิ จารณ กั น มามากแล ว ว ามั น เป น ยุ ค อะไรก็ ไม รู ไมอ ยากจะเรีย ก. มัน เปน ยุค ปจ จุบ ัน นี ้ ที ่ค นหลงใหลกัน แตว ัต ถุ. คนหลงใหล กัน แตว ัต ถุ, รู จ ัก กัน แตว ัต ถุ; รู จ ัก แตเ นื ้อ หนัง รู จ ัก แตค วามสุข ทางเนื ้อ หนัง ; ไม รู จั กนามธรรม จิ ตใจ วิ ญ ญาณ ธรรมะ พระเจ า นี้ ไม รู , ไม เอาใจใส สลั ดทิ้ งไปเสี ย; ไม มี พระเจ า พระเจ าตายแล ว ศาสนาไม จํ าเป น ธรรมะไม มี ประโยชน ซื้ อของกิ นไม ได อย า งนี้ เป น ต น : คนโดยเฉพาะในยุ ค ป จ จุ บั น นี้ เขารู เรื่ อ งแต ฝ า ยวั ต ถุ ธ าตุ ที่ เป น ตัววัตถุ.

www.buddhadasa.info คนสมั ยป จจุ บั นสามารถเอาวั ตถุ เอาตั ววั ตถุ มาประดิ ษฐ เป นอุ ปกรณ สํ าหรั บ ให ความสุ ข สนุ กสนานทางเนื้ อหนั งกั นถึ งที่ สุ ด, หรื อว าเพื่ อจะใช สอยสะดวกอย างใด อย างหนึ่ งจนถึ งที่ สุ ด. แต ว าทั้ งหมดนั้ นเป นไปเพื่ อความสุ ขทางเนื้ อหนั งกั นทั้ งนั้ น คื อเพื่ อ กามธาตุ ทั้ งนั้ น; แม ว าจะมี วิ ชาไปโลกพระจั นทรไปอะไรได แต ผลมุ งหมายปลายทางมั นก็ เพื่ อเนื้ อหนั ง, เพื่ อความสุ ขทางเนื้ อหนั ง เพื่ อกามธาตุ ทั้ งนั้ น, เขาจึงรูแต ฝ ายวัตถุ ธาตุ แลวก็เพื่อสงเสริมกิเลสแระเภทตัวกู-ของกู ใหมากขึ้นๆ. เราเลยเรียกพวกนี้วา


๓๔

ปรมัต ถสภาวธรรม

พวกวัตถุ นิ ยม, เป นไปแต เรื่องวัตถุ , วัตถุ ธาตุ . มั นต างจากพวกพุ ทธบริษั ทที่ แท จริง; พุทธบริษัทที่แทจริงจะรูแตอยางนั้น จะทําอยางนั้นไมได.

พุทธบริษัทจะตองรูทั้งวัตถุธาตุ กระทั่งนิโรธธาตุ พุ ทธบริษั ทนี่ จะตองรูทั้ งวัตถุธาตุ ทั้งรูปธาตุ ทั้งอรูปธาตุ กระทั่งทั้ง นิ โรธธาตุ ; ในเมื่ อคนธรรมดาสามั ญ ในโลกนี้ รูจั กกั นแต เรื่องวั ตถุ ธาตุ เรื่องกามธาตุ . พุ ท ธบริ ษั ท จะต อ งรู ห มด: เรื่ อ งกามธาตุ เรื่ อ งรู ป ธาตุ เรื่ อ งวั ต ถุ ธ าตุ อรู ป ธาตุ ก็ รู แล วต องรูนิ พพานธาตุ ด วย จึ งจะเรียกว าเป นพุ ทธบริษั ท; ต องมี ความรูที่ จะขจั ดตั วกู ของกู ออกเสี ย. ขจั ดธาตุ ที่ เป นป จจัยแห งความทุ กข ออกเสี ย, แล วก็ ปรับปรุงธาตุ ที่ เป น ปจจัยแหงความดับทุกข ใหมันเจริญ กาวหนา. สรุ ปแล วพุ ทธบริ ษั ทต องไปจบที่ นิ พพาน; ดั งนั้ นพวกเราพุ ทธบริ ษั ทจึ งพู ด กั นแต เรื่องนิ พพานอยู เป นประจํ า ในเมื่ อพวกอื่ นเขาพู ดกั นแต เรื่องวั ตถุ และความสุ ขทาง เนื้ อหนั งเท านั้ นเอง. พวกที่ รู จั กแต วั ตถุ มั นก็ กลายเป น วั ตถุ นิ ยม; พวกพุ ทธบริษั ท รูหมด ก็กลายเปนพวกรูความจริงเปนสัจจนิยม ธรรมนิยม อะไรไป.

www.buddhadasa.info พวกวั ต ถุ นิ ย มรู แ ต วั ต ถุ ; เขาเลยถื อ ว า ไม มี ธาตุ อื่ น แล ว มี แต ธาตุ วั ต ถุ นั่ นแหละ, ธาตุ อื่ นจากวั ตถุ ไม มี . ถ าไปถามเขาว า แล วจิ ตใจของคนเราที่ คิ ดนึ กได นี้ มั น เป นอะไร มั นเป นธาตุ อะไร? เขาบอกว ามั นเป นผลิ ตภั ณ ฑ ของวั ตถุ , เนื้ อหนั งร างกาย เป นวั ตถุ . พอมี อะไรมากระทํ าให เกิ ดปฏิ กิ ริยา มั นก็ เป นปฏิ กิ ริยา ออกมาเป นจิ ตเป นใจ เป นความรูสึ กนึ กคิ ด; ธาตุ ที่ แท จริงสํ าหรับเป นจิ ตเป นใจ นั้ นไม มี เป นเพี ยงปฏิ กิ ริยาจาก วัตถุ . เช นเดี ยวกั บว า พอมั นเกิ ดการถู หรือการหมุ นวั ตถุ กระแสไฟฟ าก็ เกิ ดขึ้ น อย างนี้ เปนตน.


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

๓๕

ยกตั วอย างง ายๆ เอาวั ตถุ สองอย าง มี ศั กดิ์ ต างกั นมาถู เกิ ดกระแสไฟฟ าขึ้ น หรื อ ทํ า เป น ขดลวดไดนาโมให ห มุ น ปฏิ กิ ริ ย าก็ อ อกมาเป น กระแสไฟฟ า ; เขาเห็ น ว า มี แ ต วั ต ถุ ธ าตุ อั น แท จ ริ ง นอกนั้ น ไม ใช ไม มี ; ดั งนั้ น ที่ เรี ย กว าจิ ต วิ ญ ญาณอะไรนี้ เป นเพี ยงปฏิ กิ ริยาออกมาจากวัตถุ . เขาจึ งสรุปความว า : เพราะฉะนั้ นจิ ตใจนี้ อยู ภายใต อํ า นาจวั ต ถุ ; เมื่ อ จิ ต ใจอยู ใต อํ า นาจวั ต ถุ เราก็ ไม ต อ งไปสนใจกั บ จิ ต ใจ, เราสนใจ แตเรื่องวัตถุ แลววัตถุก็จะสรางจิตใจไปตามที่เราตองการ. นี้ เรี ย กว าวั ต ถุ นิ ย ม ซึ่ งจะต อ งรู ไว อย า ให ไปเข าพวกเขาโดยไม ทั น รู ตั ว เดี๋ยวนี้โลกมันกําลังถูกครอบงําดวยวัตถุธาตุมากขึ้น.

พุทธบริษัท ตองรูสูงถึง นิพพาน พวกพุ ทธบริษัทเห็ นตรงกันขาม วา มันมีธาตุประเภทนามธาตุ วิญญาณธาตุ มโนธาตุ อะไร ตามที่ พระพุ ทธเจ าได ตรัสไว , แล วยั งแถมมี อสั งขตธาตุ คื อไกลลิ บ ไปถึ ง สู ง สุ ด เป น นิ พ พานโน น . แต ใ นระดั บ ทั่ ว ไปนี้ ถื อ ว า มี ม โนธาตุ วิ ญ ญาณธาตุ จิ ต ธาตุ อะไรนี้ แหละเป น ตั วสํ าคั ญ ,เป น ตั วประธาน ซึ่ งมี อํ านาจนํ า หรื อ บั งคั บ วั ต ถุ . มั นกลั บตาลป ตรกั นอย างสิ้ นเชิง ในเมื่ อฝ ายนี้ ถื อวา จิ ตนี้ มั นเป นธาตุ เป นตั วเองอยางหนึ่ ง แลว นํ า หรือ บัง คับ วัต ถุทั ้ง หลาย, บัง คับ รูป ธรรมทั ้ง หลาย; ดัง นั ้น สุข หรืท ุก ข ขึ้นอยูกับมโนธาตุ มิไดขึ้นอยูกับวัตถุเลย. นี้แหละถาวาคนเขารูเรื่องนี้กันแลว ก็ไม เกิดวัตถุนิยม ก็ไมเกิดคอมมูนิสต ไมเกิดนายทุน กรรมกรขึ้นมาได.

www.buddhadasa.info เขาไปหลงบู ช าวั ต ถุ นิ ย ม; มั น ก็ เ กิ ด คอมมู นิ ส ต ซึ่ ง เป น dialectic materialism คือเปนวัตถุนิยมที่สามารถแสดงใหเห็นแจมแจงไดดวยเหตุผล ก็เรียกวา


๓๖

ปรมัต ถสภาวธรรม

dialectic materialism ซึ่ งกํ าลั งเป นป ญ หายุ งยากลํ าบากเหลื อประมาณ ในโลกเวลานี้ . เพราะว าไปเอาวั ตถุ เป นหลั ก; ไม ได เอาจิ ตใจเป นหลั ก จึ งไม ยอมเสี ยสละวั ตถุ , ยอมตาย เพื่อวัตถุ; ก็เลยไดฆากันเพราะวัตถุ. พวกพุ ท ธบริ ษั ท มี ค วามรู เรื่ อ งธาตุ ; นี้ ห มายความว า เป น พุ ท ธบริ ษั ท จริ ง ๆ ไม ใ ช พุ ท ธบริ ษั ท เก . ต อ งมี ค วามรู เรื่ อ งธาตุ รู วั ต ถุ ธ าตุ รู รู ป ธาตุ รู อ รู ป ธาตุ รู นิ โ รธธาตุ , หรื อ สรุ ป ความสั้ น ๆ ก็ ว า รู ทั้ ง สั ง ขตธาตุ และอสั ง ขตธาตุ ; นี้ แ หละ จึงจะเปนพุทธาบริษัท. ที นี้ ก็ เหลื อ แต ว า เราจะทํ าไปตามวิ ถี ท างของเราอย างไร? คื อ หมาย ความวา เราไมไปตามกนฝรั่งแลว; เราจะไปตามวิถีทางของพุทธบริษัท : ก็ตอง ศึ ก ษาเรื่ อ งธาตุ อย า งที่ ว า มาแล ว ให ล ะเอี ย ดลออให ยิ่ ง ขึ้ น ไป, ให รู ว า เรื่ อ งธาตุ อย า งชาวบ า นเป น วั ต ถุ นั้ น อย า งหนึ่ ง , เรื่ อ งธาตุ อ ย า งทางธรรมะอย า งพุ ท ธบริ ษั ท นี้ อย างหนึ่ ง. แต เรื่องธาตุ นี้ ก็ มี กฎเกณฑ บางอย าง ที่ ยั งคล ายๆ กั นอยู มาก ทั้ งฝ ายวั ตถุ และฝายนามธรรม.

www.buddhadasa.info เปรียบเทียบ ธาตุ ฝายวิทยาศาสตร กับฝายธรรม

จะพู ดกั นด วยธาตุ ทางวิ ทยาศาสตร : เรื่องธาตุ แท ; ธาตุ ที่ เดี๋ ยวนี้ เขาพบ กั นว ามี ตั้ ง ๑๐๘ อย างแล วกระมั ง. ส วนหนึ่ งเป นอโลหะ, ส วนหนึ่ งเป นโลหะ. ส วนใด มี คาร บอนมากเรี ยกว า organic นี้ มั นก็ เป นที่ ตั้ งแห งชี วิ ต, เป นที่ ตั้ งแห งธาตุ จิ ตตธาตุ เป น ชี วิ ต . อี ก พวกหนึ่ ง เป น อโลหะ เป น inorganic เป น อโลหะ นี่ ก็ ไ กลจากการ ที่จะเปนชีวิต; แตแลวมันก็ยังตองปนกันผสมปนเปกัน.


ข อ ควรทราบกอ น เกี่ย วกับ สิ่ ง ที่เรี ยกว า ธาตุ

๓๗

อย างเช นในเส นผมของเราเส นเดี ยว มั นก็ มี ธาตุ นั บไม ไหว, ในผมเส นเดี ยว มี ธาตุ นั บ ไม ไหว; แต ค รูนั กธรรมในโรงเรียนจะสอนลู ก ศิ ษ ย ว า ในผมเส น หนึ่ งก็ เป น เพี ยงธาตุ ดิ นเพี ยงพาตุ เดี ยว. อย างนี้ มั นน าหั วเราะ เพราะในผมเส นหนึ่ งของคนเรา ที่ยังเป น ๆ อยู; ถ าพู ดทางฝ ายวัตถุธาตุ เท านั้ นแหละ ผมเส นหนึ่ งมั นก็มี ธาตุ คารบอน มีธาตุกํามะถัน มีธาตุเหล็ก มีธาตุอะไรอีกหลายธาตุ ประกอบๆ กันขึ้นมาเปนผมเสนหนึ่ง; นี้แหละฝายวัตถุธาตุ. ทีนี้ ธาตุฝายทางธรรม ฝายรูปธาตุ มันก็มีคุณสมบัติแหงธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุ ไ ฟ ธาตุ ล มอยู ใ นผมเส น เดี ย วนั้ น : ความที่ มั น แข็ ง เป น ธาตุ ดิ น , ความที่ มั น มี น้ํ าปนอยู เป นธาตุ น้ํ า, ความที่ มั นอุ ณ หภู มิ ปนอยู เป นธาตุ ไฟ, ความที่ มั นระเหยได เป น ธาตุ ล ม. ที นี้ ข อ ที่ มั น เป น ผมเส น หนึ่ ง นี้ มั น ต อ งเป น สั ง ขตธาตุ คื อ มี เหตุ ป จ จั ย มี โอกาสปรุงแต ง มั นจึงมาอยูในรูปของเส นผมอย างนี้ ; แตถ ามองดู อีกอันหนึ่ งมั นก็เป น รู ป ธาตุ ; เพราะมั น มี สิ่ ง แสดงออกให เห็ น ได ท างตา จึ ง ได เรี ย กว า รู ป ธาตุ . โอ ย , เยอะแยะไปเลย ในผมเส นเดี ยวนั้ นมี ธาตุ ตั้ งยี่ สิ บ สามสิ บอย าง. นี้ เรียกว า วิ ถี ทาง พุทธบริษัท มองดูธาตุอยางนี้ เพื่อจะเกิดความไมยึดมั่นถือมั่น.

www.buddhadasa.info ทุกสิ่ง มีแต กลุม แหงธาตุ

ดั งนั้ น เราดู ให ครบวา ธาตุ ทั้ งหลายที่ ประกอบกั นขึ้ นเป นผมเส นหนึ่ ง เป น เล็ บ เป น ฟ น เป น เนื้ อ เป น หนั ง เป น เอ็ ด เป น กระดู ก นั้ น แหละ มั น คื อ ธาตุ แ ท ๆ รวมกั น ครบหมดแล ว. ทํ าไม เราไปเรียกมั นวาคน? ก็ ลองตั้ งป ญหาถามดู วา : อั นไหน เป นคน? อั นไหนเป นธาตุ ? หรือว าสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ กั บ สิ่ งที่ เรียกว าคน นั้ นมั น ต าง กันอยางไร?


๓๘

ปรมัต ถสภาวธรรม

เราจะพบกฎเกณฑ อั น หนึ่ งซึ่ งเขาเรี ย กว า : ถ าพู ด กั น ตามความจริ ง คื อ ปรมั ต ถ นี่ อ ย างหนึ่ ง, ถ าพู ด ตามสมมติ ตามที่ ค นรู สึ ก ด วยอวิ ช ชาของตั วเองนี้ ก็ ไปอี ก อย า งหนึ่ ง . ถ า รู สึ ก ด ว ยอวิ ช ชาด ว ยการอบรมกั น มา อย า งอวิ ช ชากั น แต อ อ นแต อ อก มั น ก็ พู ด วาคน. แต ถ าศึ ก ษาอย างละเอี ย ด ตามวิถี ท างของพระอริย เจ า ก็บ อกวา กลุ ม แหง ธาตุ มิใ ชค น, กลุ ม แหง ธาตุแ ลว ก็ม ิใ ชค น. คนหนึ ่ง พูด วา คน แลว ก็ ไม พ ยายามที่ จ ะรู เรื่ อ งธาตุ หรื อ ไม เข า ใจสิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ . สิ่ ง ที่ เรี ย กว า คน กั บ สิ่ ง ที่ เรีย กวา ธาตุที ่แ ทม ัน สิ ่ง เดีย วกัน ; แตถ ูก มองในลัก ษณ ะตรงกัน ขา มเสีย เลย. คนก็ไปอยาง ธาตุก็ไปอยาง แตที่แทมันสิ่งเดียวกัน. นี่ พุ ท ธบริ ษั ท จะต อ งเข าใจสิ่ งที่ เรี ยกว าคน กั บ สิ่ งที่ เรียกว าธาตุ นี้ ให ถู ก ต อ ง; แล ว ก็ จ ะได รั บ ประโยชน จ ากการที่ เ ป น พุ ท ธบริ ษั ท , หรื อ ว า เป น คนที่ ไ ม มี ความทุ ก ข นั่ น แหละ. ถ า มิ ฉ ะนั้ น แล ว ต อ งปล อ ยไปตามธรรมดาสามั ญ : ต อ งเป น คน มี ค วามทุ ก ข แล ว ก็ ต ายไป โดยไม มี ค วามหมาย ไม มี ค า อะไร ในการที่ เกิ ด มาที ห นึ่ ง . ถ าจะให คนมี ค าเป นมนุ ษย จะให สู งสุ ดหรื ออะไรขึ้ นมา, รู จั กแก ป ญ หาต าง ๆ ได , ก็ ต อง รู จั ก ธาตุ แทนที่ จ ะรู จั ก คน. เหมื อ นคนชาวบ า นรู จั ก รถยนต ก็ รู จั ก คั น หนึ่ ง เท า นั้ น . แต พ วกนายช าง พวก technician ทั้ งหลาย เขาไม ได รู จั กรถยนต ห นึ่ งคั น , เขารู จั กอะไร ทุ ก ชิ้ น ที่ ป ระกอบกั น ขึ้ น เป น รถยนต แล ว ยั งรู อ ะไรมากไปกว า นั้ น อี ก . นี่ แ หละสายตา มันตางกันอยางนี้.

www.buddhadasa.info ขอใหพุท ธบริษัท เรามีส ายตาแบบที่เ ห็น เปน ธาตุ อยา เห็น เปน คน. คนทั่ ว ไปเขาเห็ น เป น คน ตามความรู สึ ก ของเขา ก็ ต ามใจเขา แตเราจะเห็นเปนธาตุ.


ขอ ควรทราบก อ น เกี่ย วกั บ สิ่ง ที่ เรี ยกวา ธาตุ

๓๙

นี้คือความรู รูเรื่องที่ควรทราบกอน เป นหลักทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับสิ่งที่ เรี ย กว า ธาตุ ที่ อ าตมาได เอามาบรรยายเป น วั น แรก เป น ครั้ ง แรก; เรี ย กว า เรื่ อ งที่ ควรรูคราว ๆ ทั่ ว ๆ ไปก อน เกี่ ยวกั บสิ่ งที่ เรียกวาธาตุ ; แล ววันหลั งก็ จะได พู ดถึ งตั วธาตุ โดยเฉพาะ เป น พวก ๆ เป น หมู ๆ เป น ชั้ น ไป เป น ลํ าดั บ จะเข าใจได ง าย. เชื่ อ ว า ทานทั้งหลาย คงจะมีความสนใจในสิ่งที่เรียกวาธาตุขึ้นมาพอ สมควรแลว.

โอกาสวันนี้ก็หมดแลว คือเวลาหมดแลว, จึงขอยุติไวเพียงเทานี้กอน.

www.buddhadasa.info


www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาธรรม

- ๒ ๑๓ มกราคม ๒๕๑๖

ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่ อ ง ปรมั ต ถสภาธรรม เป น ครั้ ง ที่ ๒ นี้ ก็ ยั ง เป น เรื่ อ ง เกี ่ย วกับ ธาตุต อ ไปตามเดิม เพราะวา ยัง ไมจ บ. แมจ ะเปน เรื่อ งเกี ่ย วกับ ธาตุ ก็ย ัง ไมไ ดก ลา วถึง สิ ่ง ที ่เ รีย กวา ธาตุ โดยเฉพาะ; ไดก ลา วถึง แตเ รื ่อ งที ่ค วร ท รา บ กอ น ทั ่ว ๆ ไป เกี ่ย ว กับ สิ ่ง ที ่เ รีย ก วา ธ า ตุเ ทา นั ้น ; ทั ้ง นี ้ ก็เ พื ่อ จ ะ ให เขา ใจสิ ่ง ที ่เ รีย กวา ธาตุ ได โดยสะดวก โดยงา ย หรือ โดยชัด เจนทีห ลัง . ฉะนั ้น จึง ขอใหตั ้ง ใจทํ า ความเขา ใจ เกี ่ย วกับ เรื ่อ งควรทราบกอ นทั ่ว ๆ ไป เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ.

www.buddhadasa.info

๔๑


ปรมัตถสภาวธรรม

๔๒

ในครั้งที่ แลวมา ก็ไดพู ดโดยใจความที่สรุปไดวา ธาตุ คื อทุ กสิ่ งที่ กํ าลั ง เปน ตัวเราในภายใน และเปน ทุกสิ่งภายนอกตัวเรา; ธาตุจะเปน ทุกสิ่งที่เกี่ย ว ของกันระหวางภายนอกและภายในตัวเรา จึงเปนอันวา ไมมีอะไรที่ไมใชสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”. แตแลวเราก็ไปเขาใจ เปนตัวตนบุคคลไปเสีย ไมเขาใจวาเปนแตเพียงสักวาธาตุ โดยแท จริง; เช น นี้ เรียกว า ยึ ด ถื อเอาธาตุ แท ๆ ตามธรรมชาติ นี้ ว า เป น ตั วเป นตน. ดังนั้น เมื่อคนจะเขามาบวชในพุทธศาสนา จึงสอนกันเปนเรื่องแรก ใหเขาใจ สิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” วาไมใชตัวตน. พอคนเข าวัดวันแรก ก็ ให เรียนเรื่องธาตุ หรือธาตุ ป จจเวกขณ มี บทท องว า ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ ยทิ ทํ จีวรํ ตทุ ปภุ ฺชโก จ ปุคฺ คโล ธาตุ มตฺ ต โก, อธิ บายเป น นิ สฺ สตฺ โต นิ ชฺ ชี โว สุ ฺ โ ฯลฯ นี่ คื อ เรื่อ งที่ บอกให รูว า จี วร หรือคนที่ใชสอยจีวรนั้นก็ตาม เปนสักแตวาธาตุ มิใชสัตว หรือบุคคล ซึ่งจะถือ วาเปนการวางจากบุคคล เรียกวาธาตุ. ในขออาหารก็เหมือนกัน : อาหารก็ดี ผูกิน อาหารก็ดี เป นสักแตวาธาตุ, เปนไปตามธรรมชาติ วางเปลาจากบุคคล. ที่ อยู อาศัย และผูที่เขาไปอยูอาศัยก็เปนสักวาธาตุ ดวยกันทั้งสองฝาย ไมใชสัตวบุคคล วางจากสัตวบุคคล. แมแตยาแกไขและคนเปนไขบริโภคยาเขาไป ทั้งสองอยางนี้ ก็ไมใชสัตวหรือบุคคล หรือตัวตนอะไร เปนสักแตวาธาตุ.

www.buddhadasa.info ทุกสิ่งเปนสักวา ธาตุ

ขอใหถือวานี่เปนหัวใจของพุทธศาสนา ที่แสดงใหเห็นวา ทุกสิ่งเปนสัก วาธาตุ; ทั้งนี้ก็เพื่อไมใหไปหลงสําคัญผิดวา เปนสัตวเปนบุคคล. ถาเกิดเปนตัวเปนตน ขึ้นมา : เปนเราพวกหนึ่ง เปนเขาพวกหนึ่ง เปนของเราอยางหนึ่ง เปนของเขา


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๔๓

อย า งหนึ่ ง ; อย า งนี้ เรี ย กว า มื ด มนเต็ ม ที ที่ ไม เห็ น ว า “เป น สั ก แต ว า ธาตุ ” ไปเห็ น เป น ตัวตน. อยางนี้ก็มีเรื่องธาตุนี้เรื่องเดียวที่เปนหัวใจของธรรมะในพุทธศาสนา. ถายังเห็ นวาเป นธาตุ อยู ไม ยึ ดมั่ นวาเป นตั วตน ก็ ไม เห็ นแก ตน และไม มี ของตน; แล ว ก็ จ ะไม เ กิ ด กิ เ ลส และไม เ กิ ด ทุ ก ข . พอเห็ น ว า เป น บุ ค คล : สํ า คั ญ ไปว า ร า งกายนี้ จิ ต ใจนี้ เป น บุ ค คล เป น ตั ว เป น ตน; ฝ า ยนี้ เป น เราขึ้ น มา ฝ า ยโน น ก็ เป น เขาขึ้ น มา; เป น ของเราของเขาขึ้ น มา. ความเห็ น แก ต นของแต ล ะฝ า ยทํ า ให เกิ ด เบี ย ดเบี ย นกั น ก็ ได ; แม ฝ า ยเดี ย วก็ ยั ง เป น ทุ ก ข เป น รอ น เพราะกิ เลสที่ เกิ ด ขึ้ น เพราะความเห็ นแต ตนนั้ นก็ ได . ขอให เข าใจเรื่ องเป นพื้ นฐานทั่ ว ๆ ไปเกี่ ยวกั บสิ่ งที่ เรี ยก วาธาตุ อยางนี้กอน. ที นี้ ก็ มี ป ญ หาที่ เ ราจะดู กั น ต อ ไป ว า ทั้ ง หมดนี้ มั น เป น สั ก ว า ธาตุ อยา งไร? เรื ่อ งนี ้ต อ งขออภัย ขอโอกาสที ่จ ะพูด ซ้ํ า ๆ ซาก ๆ ทํ า ใหบ างคนเบื ่อ ทนไมคอยจะได ในเมื่อพูดกันซ้ํา ๆ ซาก ๆ เรื่องมิใชตัวมิใชตน.

www.buddhadasa.info เรื่ อ งมิ ใ ช ตั ว มิ ใ ช ต น นี้ อ ธิ บ ายได ห ลายอย า ง : อธิ บ ายเป น สั ก ว า ธาตุ ก็ไ ด เปน ธรรม ชาติก ็ไ ด เปน ธรรม ลว น ๆ ก็ไ ด อะไรก็ไ ด; แตใ น ที ่นี ้เ ราจ ะ อธิบายวาเปนธาตุ คือเปนสักวาธาตุ ไมใชสัตวบุคคล.

มนุษยรูเรื่องธาตุมาตั้งแตกอนพุทธกาล ขอให นึ ก ถึ ง คํ า ว า “โลกธาตุ ”, หมื่ น โลกธาตุ ในบางครั้ ง ก็ ห วั่ น ไหว. โลกธาตุ คื อ ธาตุ ที่ ป ระกอบกั น เป น โลกนี้ กล า วไว ว า มี ตั้ ง หมื่ น โลกธาตุ ; จะจริ ง หรื อ ไม จ ริ ง ก็ สุ ด แท . ในที่ นี้ ข อแต เพี ย งว า มนุ ษ ย ก็ รู เรื่ อ งธาตุ อ ยู ไ ม น อ ย ถึ ง กั บ บั ญ ญั ติ กัน แลว กอ นพระพุท ธเจา เกิด วา มีโ ลกธาตุตั ้ง หมื่น โลกธาตุ. ถา มีอ ะไรพิเ ศษ รุนแรงก็ไหว หวั่นไหวไป กระทั่งหมื่นโลกธาตุ.


ปรมัตถสภาวธรรม

๔๔

เราได ยิ นบาลี ธั มมจั กกั ปปวั ตตนสู ตรตอนท ายว า หมื่ นโลกธาตุ หวั่ นไหว เพราะ การประกาศธรรมจั กรของพระพุ ทธเจ านั่ นแหละ ค อยรูกั นต อไปวา โลกธาตุ อั นแท จริ ง นั้นคืออะไร?

ธาตุ คือสิ่งที่เปนพื้นฐานที่สุด เดี๋ ยวนี้ จะดู กั นเกี่ ยวกั บเรื่องเบื้ องต นนี้ ก อน : สํ าหรับสิ่ งที่ เรียกว า “ธาตุ ” นั้ น ก็ได อธิบายแล ว ในการบรรยายครั้งที่ แลวมา; ตามความหมายทางตั วหนั งสื อนี้ ก็ คื อ สิ่ งที่ เป นรากฐาน ชั้ นพื้ นฐานที่ สุ ด สํ าหรับที่ จะประกอบกั นขึ้น เป นสิ่ งต าง ๆ ต อมา. สิ่ ง ๆ หนึ่ งต องประกอบอยู ด วยส วนหลายส วน, แต ละส วนเป นธาตุ ทั้ งนั้ น อย างนี้ เป นต น. คําวา “ธาตุ ” จึงเปนคําที่เล็งถึง สิ่งซึ่งอยูในชั้นรากฐานชั้นตนที่สุด และเป นหน วยยอย หนวยหนึ่ง ที่จะประกอบกันขึ้น เปนหนวยใหญ ทั้งหมด คือทั้งหมดของหนวยใหญ ประกอบอยูดวยธาตุหนึ่ง ๆ. ทีนี้ ธาตุหนึ่ง ๆ ก็ยังประกอบกันขึ้น เปนธาตุอื่นไดหลาย ๆ ธาตุ จนกระทั่งเกิดเปนธาตุจิต ธาตุใจขึ้นมา แลวไปยึดมั่นถือมั่น “ธาตุ” นั้นเอง วาเป นตัว เปนตน มันก็เกิดเปนความคิดขึ้นวาเปนตัวเปนตนโดยสําคัญผิด แลวก็มีความทุกข.

www.buddhadasa.info มนุษยมีความทุกข เพราะไมรูเรื่องธาตุ

ในที่ นี้ จ ะพู ด ต อ ไปถึ ง สิ่ ง ที่ เราเรี ย กกั น ว า คน ว า สั ต ว คื อ สิ่ ง ที่ มี ชี วิ ต นี้ ป ระกอบอยู ด ว ยธาตุ อ ย า งไร. บางส ว นของเรื่ อ งนี้ ก็ ไ ด ก ล า วไปแล ว ในการ บรรยายครั้งกอน. ในครั้งนี้ก็จะกลาวเพื่อสรุปความบางสวนนั้น ใหมาอยูในที่เดียวกัน. ปญหาเรื่องความทุกขนี้ มันมีแตแกสิ่งมีชีวิต หรือสัตวที่มีชีวิต; ถาไมมี ชีวิตแลวก็ไมมีปญหาอะไร ที่จะพูดกันถึงความทุกข. เดี๋ยวนี้เรากําลังพูดถึงสิ่งที่มีชีวิต


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๔๕

โดยเฉพาะก็คื อมนุ ษย หรือคน ที่ กําลังมี ความทุ กขก็เพราะไม รูเรื่องธาตุ ไปยึ ดถื อกลุ ม แหงธาตุวาเปนตัวตนเขา.

สิ่งมีชีวิตชั้นมนุษย ประกอบดวยธาตุ ๕ อยาง สํ าหรั บ คน ๆ หนึ่ ง ๆ มี ห ลั ก ที่ จะแบ งออกได เป น ๕ ส วน สํ าหรั บ การศึ ก ษาเรื่ อ งนี้ . ในพระบาลี ที่ จ ะไม ค อ ยพบเห็ น กั น นั ก มี อ ยู แ ห ง หนึ่ ง คื อ พวก ขันธสังยุตต สังยุตตนิกาย นี้ชี้ระบุไววา สิ่งที่จะประกอบกันขึ้นเปนคนหนึ่ง ๆ นั้น ประกอบด วยธาตุ ๕ : รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญ ญาธาตุ สังขารธาตุ วิญ ญาณธาตุ , ที่ เ ราเคยเรี ย กกั น ว า ขั น ธ ๕ ; รู จั ก เรี ย กกั น แต ว า ขั น ธ ๕. ส ว นธาตุ ๕ ที่ มี ชื่ อ อย างเดี ยวกั บขั นธ ๕ นี้ ไม ค อยรูจั ก ไม ค อยได พู ดกั น; ฉะนั้ นขอให รูเสี ยว า เมื่ อมั น ยังไมเปนขันธ ก็เรียกวาธาตุ เชน รูปธาตุ.

คุณสมบัติของรูปธาตุแบงยอยออกไปไดอีก เมื่อยังไมประกอบขึ้นเปนขันธอยูตามธรรมชาติแท ๆ ก็เรียกวารูปธาตุ คื อ ธาตุ ที่ เป น วั ต ถุ ,ที่ ป ระกอบด วยคุ ณ สมบั ติ ของวั ต ถุ และเล็ งถึ งคุ ณ สมบั ติ ของวั ต ถุ นั้ น ๆ ก็ เรี ยกว ารู ปธาตุ . นี้ ยั งจะอยู ในลั กษณะที่ อาจแบ งย อยออกไปว า เป นปฐวี ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ.

www.buddhadasa.info ธาตุที่มีลักษณะหรือคุณสมบัติ แข็ง กินเนื้ อที่ นี้ก็เรียก ปฐวีธาตุ-ธาตุดิน. ธาตุ ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ไ หลได แต ก็ ยั ง เกาะกุ ม กั น อยู มั น จึ ง พากั น ไหลไปได ; อย า งนี้ ก็ เรียกวา อาโปธาตุ หรือธาตุน้ํา. ธาตุที่มีคุณสมบั ติรอน หรือตัวคุ ณสมบั ติ รอน ที่มี อยู ใ นวั ต ถุ ใ ดก็ ต าม นี้ ก็ เรี ย กว า เตโชธาตุ คื อ ธาตุ ไ ฟ ธาตุ ค วามร อ น. ส ว นที่ มั น ระเหยลอยไปได กระจายตัวเรื่อย ก็เรียกวา วาโยธาตุ คือธาตุลม. ทั้งหมดนี้มิได


๔๖

ปรมัตถสภาวธรรม

หมายความถึ งตั ววั ตถุ หรือลั กษณะวั ตถุ ข างนอก; แต ห มายถึ งคุ ณ สมั บั ติ ในธาตุ นั้ น เสมอไป. ยกตั ว อย า งให ฟ งง า ย ๆ เช น ว า เราหายใจออกมา; ลมหายใจนี้ ถู ก หายใจออกมา เป น ลมหายใจ. ในลมหายใจนั้ น มี ส ว นที่ เป น ธาตุ ดิ น คื อ ส วนที่ เป น อณู น อย ๆ ที่ มั นแข็ งหรือมั นกิ นเนื้ อที่ แต ละเอี ยดดู ไม ค อยเห็ น; อย างนี้ ก็ เรียก ว า ธาตุ ดิ น มั น จะออกมากั บ ลมหายใจนั้ น . และมี ธ าตุ น้ํ า อาโปธาตุ ก็ อ อกมากั บ ลมหายใจนั้ น เพราะมั น มี ส วนที่ เป น น้ํ า; ในลมหลายใจมี ส วนที่ เป น น้ํ า ซึ่ งน อ ยมาก หรื อ ละเอี ย ดมาก. และลมหายใจนี้ ก็ ยั ง อุ น ; หมายความว า ยั ง ร อ ยอยู ร ะดั บ หนึ่ ง มี ธ าตุ ไฟ เตโชธาตุ อยู ระดั บ หนึ่ ง ติ ด ออกมากั บ ลมหายใจ. และลมหายใจนี้ ก็ เป น วาโยธาตุ คื อมี ธาตุ ลมอยู ในตั วแล ว มี ส วนที่ มั นระเหยกระจายตั วออกลอยได นี้ ก็ เป น ธาตุลม. แมแตในลมหายใจก็มีครบทั้ง ๔ ธาตุดังกลาวมา. ทีนี้ ตัวอยางในของที่หยาบลงไปอีก เชน ในเลือด ก็มีสวนที่เปนธาตุดิน, ธาตุน้ํ า , ธาตุไ ฟ คือ ความรอ น, และธาตุล ม คือ สิ ่ง ที ่ร ะเหยเปน ไอไปได. แม ในเนื้ อ ก อ นหนึ่ ง เชื อ ดออกมาจากคน นี้ ก็ มี ทั้ ง ธาตุ ดิ น คื อ ส ว นที่ เป น ของแข็ ง กิ น เนื้ อ ที่ , ธาตุ น้ํ า คื อ มี น้ํ า อยู ใ นเนื้ อ นั้ น , มี ธ าตุ ไ ฟ คื อ ความอบอุ น ความร อ น ระดั บใดระดั บหนึ่ ง อยู ในเนื้ อก อนนั้ น, ก็ มี ธาตุ ลม คื อส วนที่ จะระเหยลอยไปได . ก็ เรียก ไดวามีทั้ง ๔ ธาตุ; นี้คือธาตุทั้ง ๔ ที่ประกอบกันขึ้นเปนรูปธาตุ เปนพื้นฐาน มีอยู สําหรับที่จะเปนรูปขันธในเมื่อถึงโอกาส.

www.buddhadasa.info มีรูปธาตุแลวยังมีธาตุอื่นสําหรับประกอบเปนขันธตามโอกาส ธาตุที่ จะทํ าความรูสึ ก ก็เรียกวา เวทนาธาตุ ที่ยังไม ทั นจะทํ าหน าที่เป นเวทนา; แตมีไวสําหรับที่จะปรากฏตัวออกมาเปนเวทนา สําหรับเปนเวทนาขันธ ในเมื่อถึงโอกาส.


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๔๗

สั ญญาธาตุ ธาตุที่ ทํ าให จําได นี่ ก็คือธาตชนิ ดหนึ่ ง ซึ่งยังไม ทํ าหน าที่ เป น สัญญาขันธ กวาจะถึงโอกาส ที่จะเปนสัญญาขันธ. สั งขารธาตุ ก็เหมื อนกัน ธาตุ ที่เป นธาตุ แห งความคิด เรียกวาสังขารธาตุ , ซึ่งจะเปนสังขารขันธ เมื่อถึงโอกาส. ธาตุที่เปนวิญญาณธาตุ คือธาตุรู ซึ่งจะเปนวิญญาณขันธ เมื่อถึงโอกาส. ธาตุ ทั้ ง ๕ เหล านี้ เมื่ อยั งไม ถึ งโอกาสยั งไม เป นขั นธ ห าได ก็ ยั งเป นธาตุ ทั้งหาอยูนั่นแหละ : รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ.

ธาตุทั้งหลายเกี่ยวของกันอยางไร. บางคนจะไมเขาใจเรื่องของพุทธศาสนา ในขอที่วาธาตุนั้นคืออะไร ถาเป นทางวิทยาศาสตรสมัยใหมทางวัตถุ พู ดวา “ธาตุ ” ก็เล็งถึงวัตถุธาตที่ แท; สวน พระพุทธศาสนานี้เล็งถึงคุณสมบัติอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่งแทเหมือนกัน ซึ่งอยูใน วัต ถุธ าตุนั ้น ๆ. เมื ่อ ใดธาตุทั ้ง ๕ มีรูป ธาตุเ ปน ตน นี้ จะทํ า หนา ที ่เ ปน ขัน ธ, มันทําตอเมื่อสัมผัสกันกับสิ่งภายนอก; เชนวา วิญญาณธาตุ ขางใน ที่ทําหนาที่ ทางตา ทางหู ทางจมู ก เปนตน, และก็ไดสั มผั สกับสิ่ งภายนอก คือรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐั พ พะ เป น ต น . หมายความว า วิ ญ ญาณธาตุ จะทหน า ที่ วิ ญ ญาณขั น ธ ตอเมื่อายตนะขางในสัมผัสกับอายตนะขางนอก.

www.buddhadasa.info สิ่งที่มีชื่อวา อายตนะขางใน กับขางนอก ก็เปนรูปธาตุดวย ธาตุ ข างนอกกั บข างในกระทบกั นตามหน าที่ จะประกอบเป นอื่ น ๆ ขึ้ นต อไป ท านจึ งเรียก อายตนะภายในว า จั กษุ ก็ เป นธาตุ ตา ก็ เป นธาตุ หู ก็ เป นธาตุ ฯลฯ คือเปนธาตุขางในชนิดหนึ่ง ซึ่งทําหนาที่ตามหนาที่ของอวัยวะนั้น. ทีนี้ รูป เสียง


๔๘

ปรมัตถสภาวธรรม

กลิ่ น รส ฯลฯ ข า งนอกก็ เ ป น รู ป ธาตุ : ธาตุ รู ป ธาตุ เ สี ย ง ธาตุ ก ลิ่ น ธาตุ ร ส; เปนธาตุขางนอกมีสําหรับจะทํานหนาที่เปนอารมณ หรือเปนวัตถุสําหรับสัมผัสของ ธาตุ ข างใน. แสดงให เห็ นวา อายตนะทั้ ง ๖ ข างในก็ เป นธาตุ ๖ อยู , อายตนะข าง นอกทั้ง ๖ ก็เปนธาตุ ๖ อยู. เมื่ อไรได อาศั ยกั น : จักษุ ธาตุ อาศั ยกับรูปธาตุ วิญญาณธาตุ ก็เกิดขึ้น แล วทํ าหน าที่ ; นี่ มั นจะเกิ ด วิญ ญาณขั น ธ ขึ้น มา. วิญ ญาณธาตุเป น วิญ ญาขัน ธได ก็ตอเมื่อทําหนาที่; ถาอยูเฉย ๆ เราเรียกวาธาตุ คือไมไดทําหนาที่อะไรของตนเลย.

ธาตุตาง ๆ เมื่อทําหนาที่จึงเกิดอาการขันธโดยลําดับ ทุก สิ่งที่ เรียกวา เป น ธาตุ มี รออยู เป น พื้ น ฐาน พอทํ าหน าที่ ก็ ก ลาย เปนขันธ : พอมีตาเห็นรูป วิญ ญาณธาตุเกิดเปนวิญ ญาขันธ, รางกายนี้ก็กลาย เป น รู ป ขั น ธ ขึ้ น มาประกอบกั น . เพราะว าตาก็ เป น รูป อั น หนึ่ ง ก็ อ าศั ยวิ ญ ญาณธาตุ ทางตา และประกอบเข ากั บรูปธาตุ ข างนอก ก็ เกิ ดเป นความเห็ นทางตา และสั ญญาธาตุ ที่ ยั งเป นสั ญญาธาตุ จะลุ กขึ้ นมากลายเป นสั ญญาขั นธ ทํ าหน าที่ รูสึ กได วา มั นรูปอะไร ดวยความจําหรือดวยความรูสึกอะไรก็ตาม สัญญาธาตุเลยกลายเปนสัญญาขันธ.

www.buddhadasa.info ที นี้ รู สึ กได ว า มั นเป นของเย็ น ของร อน ของอะไรก็ แล วแต ว า จะเห็ นได , สวยหรือไมสวยอยางนี้ และเรียกวา เวทนาธาตุก็กลายเปนเวทนาขันธขึ้นมา. ถามี ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นเกิดขึ้น สังขารธาตุก็กลายเปนสังขารขันธขึ้นมา.

สรุ ป ความว า ธาตุ ทั้ ง ๕ ซึ่ งมี พ ร อ มอยู เสมอ คื อ รู ป ธาต เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุนี้ เดี๋ยวนี้ก็ไดกลายเปนขันธทั้ง ๕ ขึ้นมา ในชั่ว ขณะที่ตา เปนตน กระทบรูปขางนอก เปนตน และมีการปรุงแตงกันขึ้นเปนขันธ


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๔๙

ทั้ ง ๕ ชั่ วเวลานี้ เท านั้ น . ถ าไม ทํ าหน าที่ อ ย างนี้ ก็ ก ลายเป น ธาตุ ต ามเดิ ม , อยู เป น ธาตุ ไปตามเดิ ม . ฉะนั้ น เราจึ งได ห มวดแรก เป น รูป ธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญธาตุ สังขารธาตุ วิญ ญาณธาตุ ๕ ธาตุ; พอทํ าหน าที่ ก็จะกลายเปน ขัน ธ : รูปขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ วิญญาขันธ ๕ ขันธขึ้นมา. ตอนที่ เป นขันธ นี้ ยั งไม ถื อวาเป นทุ กข ; จะเป นทุ กข ต องเป นในกรณี ที่ มี อ วิ ช ชา-ความหลง ความไม รูจ ริงเข า ไปผสมด วย. เมื่ อ มี อ วิช ชาความคิ ด อั น เป น สังขารขันธก็เกิ ดคิ ดปรุงแต งเป นอุ ปาทาน ยึ ดมั่ นวา เราเห็ นแล ว, เราเห็ น, เราเห็ นสวย, เราอยากจะได ; มั น ก็ เลยกลายเป น : รู ปู ป าทานั ก ขั น ธ -รู ป ขั น ธ ที่ ถู ก ยึ ด มั่ น ด ว ย อุ ป าทาน, เวทนู ป าทานนั ก ขั น ธ -เวทนาขั น ธ ที่ ถู ก ยึ ด มั่ น โดยอุ ป าทาน,สั ญ ญาขั น ธ กลายเป น สั ญ ู ป าทานั ก ขั น ธ - สั ญ ญาขั น ธ ซึ่ งถู ก ยึ ด มั่ น โดยอปาทาน, แม แ ต สังขารขันธ ก็กลายเปนสังขารูปาทานักขันธ, วิญญาณกลายเปนวิญญาณูปาทานักขันธ.

ธาตุปรุงเปนเรื่องอื่น ๆ ไดอีก ๓ ชุด

www.buddhadasa.info เมื่อธาตุทําหนาที่ตาง ๆ นี้ ก็เลยไดปญจุปาทานักขันธ ๕ คือขันธที่มีอุปาทาน ๕ ขึ้ น มา;ซึ่ ง กล า วได เป น ๓ ชุ ด : ชุ ด แรกเป น เพี ย งธาตุ ๕, ชุ ด ที่ ๒ เป น เพี ย ง ขันธ ๕, ชุดที่ ๓ เปนอุปาทานขันธ ๕ เปนขันธที่มีอุปาทาน.

เมื่อยังเปนธาตุ : รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ ฯลฯ ดูเหมือนกับ วามันยังนอนอยูนิ่ง ๆตามธรรมชาติ พรอมอยูตามธรรมชาติ, หรือวาเมื่อมีเหตุ ปจจัย ก็เป นสักวาธาตุอยูอยางนั้นแหละ ไมปรุงอะไรกอน; จะกวาจะทําหนาที่อายตนะ ธรรมขางนอก ขางใน ธาตุขางนอกกับธาตุขางใน ในรูปของอายตนะ ๖ เกิดสัมผัส


๕๐

ปรมัตถสภาวธรรม

กันเขา ก็กลายสภาพ จากธาตุเปนขันธขึ้นมา เปนรูปขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ วิญญาขันธ. ถาโงดวยอวิชชา ก็กลายเปน อุปาทานนักขันธขึ้นมา : รูปที่ถูกยึดมั่น ถือ มั่น วา กูห รือ ของกูก็ได. เวทนาจะถูก ยึด มั่น วากูห รือ ของกูก็ได. สัญ ญานี ่ก็ ไม ใ ช เ ล น สํ า คั ญ นั ก คื อ รู สึ ก นึ ก คิ ด อะไรได นี้ จํ า อะไรได นี้ ; ยึ ด ว า กู นี่ ถ า ไม มี กู ทํ าไมจะจําได รูสึกได จึงยึ ดสั ญ ญาวากู วาของกู อะไรกั นขึ้นมา. สั งขารเป นตั ว ผู ค ิด นี ้ก ็ยิ ่ง ไปใหญเลย มัน คิด ไดนี ่ ทํ า ไมจะวา ไมใ ชต ัว ตน; มัน ก็เปน กูค ิด อยู นี่ ก็เกิดสั งขารที่เป น สั งขารูปทานนั กขันธ ขึ้นมา ในวิญ ญาณที่ รูแจ ง ทางตาเป นต น รวมทั้งทางหู ทางอื่นดวย; นี่ก็ควรจะเปนตัวกูอีกเหมือนกัน กูเห็นนี่. ขอใหจํา ๓ ชุดนี้ไวใหดี ๆ วาที่เปนเพียงสักวาธาตุ ตามธรรมชาตินั้น เดี๋ยวนี้ไดกลายเปนขันธ และจากนั้นก็จะกลายเปนอุปาทานนักขันธ.

รูจักธาตุทั้ง ๕ ไวเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดับทุกข

www.buddhadasa.info ธาตุใหญ ๆ ที่จะเปนปญหา สําหรับการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทุกข เรื่องดับ ทุกข นี้จะตองถือเอา ๕ ธาตุ นี้แหละเปนหลัก : รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สั งขารธาตุ วิ ญ ญาณธาตุ ก อน; แล วมั นก็ อยู ตามหน าที่ เช นว า วิ ญ ญาณธาตุ ก็ จะ ทํ าหน าที่ เป นวิญญาณขั นธ โดยทางตา ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย ทางใจนี้ แหละ. หรือวา รูปขางนอก เสียงขางนอก กลิ่นขางนอกที่มันเปนเพียงสักวาธาตุ มันก็ จะเขามาสัมผัสกับขางใน และก็ปรุงใหเปนสัมผัสเปนวิญญาณ เกิดเวทนาอะไรได.

พึงสําเหนียกวาทุกอยางเปนเพียงสักวา “ธาตุ” นี่แหละขอใหมองดูวา โดยหลักสวนใหญนั้น มันก็เปนเพียงสักวาธาตุ ไปทั้งนั้น; พูดอยางธรรมดาสามัญ ก็วา กายนี่มันก็เปนรูปธาตุ ที่ประกอบอยูดวย


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๕๑

ธาตุ ดิ น น้ํ า ลม ไฟ อะไร ๆ อี กหลาย ๆ ธาตุ . ความรูสึ กนึ กคิ ด ของเราก็ เป น ธาตุ ทางฝ ายนามธรรมทางจิ ต ซึ่ งมั นมี ความสามารถ มี คุ ณ สมบั ติ ของมั นอย างนั้ นเอง, ตามประสาของสิ่ งที่ เป นนามธาตุ หรือจิ ตตธาตุ หรือวิ ญ ญาณธาตุ ก็ ตาม; ไม อย างนั้ น ก็ไม เรียกวา จิ ตตธาตุ หรือนามธาตุ . ยิ่ งเป นความคิ ด นึ ก รูสึ ก ความจํ า ความ เห็นแจง ทางตา หู จมูก ก็เรียกวาธาตุทั้งนั้นเลย ไมมีอะไร ที่จะไมถูกเรียกวา เปนธาตุ.

หมั่นพิจารณาใหรูจักธาตุ เหมือนดังภิกษุสวดปจจเวกขณ ขอให พิ จารณาดู อยู เสมอ ที่ เรี ยกว า ธาตุ ป จจเวกขณ ; โดยเฉพาะ ภิ กษุ สามเณ ร ที ่พ ิจ ารณ าวา จีว รและผู ใ ชส อยจีว ร เปน สัก วา ธาตุ ไมใ ชต ัว ตน. อาหารบิณ ฑบาตและผู บ ริโ ภค ก็เ ปน สัก วา ธาตุ ไมใ ชต ัว ตน. ที ่อ ยู อ าศัย และผู อยู อาศั ย ก็ สั กว าธาตุ ไม ใช ตั วตน. หยู กยาและคนเจ็ บไข ที่ กิ นเข าไป หลาย ๆ อย าง ก็สักวา ธาตุ ไมใชตัวตน.

www.buddhadasa.info ที นี้ ไม เฉพาะแต ภิ ก ษุ สามเณร แม แ ต ช าวบ า น ก็ ต อ งมี เครื่ อ งนุ ง ห ม มี อ าหาร มี ที่ อ ยู อ าศั ย เมื่ อ มี ก ารเจ็ บ ไข ต อ งใช ห ยู ก ยา ก็ ใ ห รู แ ต ว า เป น เพี ย งสั ก วาธาตุ เปนไปตามเหตุ ตามปจจัยของธรรมชาติ ก็ไมมีตัว ที่จะเปนตัวกู-ของกู แล ว ก็ จ ะไม เกิ ด ความโลภ ความโกรธ ความหลงไปได . ฉะนั้ น การพิ จ ารณาเห็ น เป น สั ก ว า ธาตุ ไม ใช สั ต ว บุ ค คล นี้ เป น หลั ก ธรรมชั้ น สู ง สุ ด ในพุ ท ธศาสนา; แต เรื่ อ ง เชนนี้ไมนาสนใจหรืออยางไร จึงไมคอยมีใครสนใจกัน.

เรื่องธาตุ เป นเรื่องไม สนุ กสนานที่ จะไปสนใจ เพราะไปสนุ กสนานที่ จะมี ตั วกู -ของกู ยึ ดมั่ นถื อมั่ น สนุ กสนานไปด วยกิ เลส ก็ เลยไม สนใจที่ จะพิ จารณาเรื่องธาตุ ; เรื่องธาตุก็เลยเปนหมัน ไมเปนประโยชนอะไร แมแกพุทธบริษัทตามสมควรที่จะเปน.


๕๒

ปรมัตถสภาวธรรม

ที นี้ มั นยิ่ งกวานั้ นก็ คื อวา ถ าใครเกิ ดอยากจะสนใจขึ้นมาบ าง ก็ ไม รูจะสนใจอยางไร, ไม รู จะไปเรี ย นที่ ไหน, ธาตุ มี ลั ก ษณะอย างไรก็ ไม ท ราบ, และก็ ยั งจะพู ด กั น มาบางอย าง ผิดพลาด ไมตรงตามที่พระพุทธเจาตรัสไวก็มี เปนเสียอยางนี้. ถ า พู ด ดั ง เช น ว า ปฐวี ธ าตุ ชี้ ไ ปที่ ดิ น , อาโปธาตุ ชี้ ไ ปที่ น้ํ า , อย า งนี้ มั นลวก ๆ หรือวามั นคราว ๆ เกิ นไป. ต องดู ให รู วาแม แต ในดิ นมั นก็ มี ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม, แม แ ต ในน้ํ า มั น ก็ มี ธ าตุ ดิ น ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม; แม แ ต ในลมมั น ก็ มี ธ าตุ ดิ น ธาตุ ไ ฟและธาตุ น้ํ า อย า งนี้ เป น ต น ; อย า งที่ ย กตั ว อย า งให ดู แ ล ว เราหายใจออก มาครั้งหนึ่ง ก็ยังประกอบดวยธาตุทุกธาตุ.

พิจารณาดูสวนประกอบของสิ่งที่มีชีวิต จะเห็นคุณลักษณะของธาตุ เราดู ค นต อ งดู ให ห มด : ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง เนื้ อ เอ็ น กระดู ก เยื่ อ ในกระดูก กระทั่งตับ ไต ไส พุ ง อะไรตาง ๆ แตละสวน ๆ จะประกอบอยูดวยธาตุ ทั้ ง ๔. ที่ เป น ของเหลว เช น น้ํ า เลื อ ด น้ํ า หนอง น้ํ า ตา น้ํ า มู ก น้ํ า ลาย น้ํ า เหงื่ อ อะไรก็ต าม ก็ลว นแตป ระกอบดว ยธาตุทั้ง ๔ ทั้งนั้น , หรือ แมแตวา ความอุน ที่ เป น ธาตุ ไฟนี้ มั น ก็ มี ธ าตุ ทั้ ง ๔ อยู ได ; ไม มี อ ะไรที่ จ ะขาดจากธาตุ ทั้ ง ๔ แล ว มัน จะทรงอยู ไ ด. ใหเ ราพิจ ารณาอยา งนี ้ ใหถ ูก ยิ ่ง ขึ ้น กวา เดิม ; แมผ มเสน หนึ ่ง ก็ ประกอบด วยธาตุ ทั้ ง ๔. พิ จารณาอย างนี้ ซึ่ งไม คอ ยจะได คิ ดกั นนั ก ให เห็ นชั ดว าธาตุ ทั้ง ๔ เปนรากฐานของทุกสิ่ง ที่มีรูปมีรางเสียกอน.

www.buddhadasa.info พิจารณาอีกวิธีหนึ่งจะเห็นธาตุในวนที่เปนนามกับรูป ยังมี รูปธาตุ ชนิ ดที่ วาดู เห็ นไม ได ด วยตา แต รูสึกได โดยความรูสึกทางอื่ น ก็มี มันก็ยังมีอีกหลายธาตุ. เราจับกลุมใหเปนธาตุไปเสียเปนสองสวน สวนหนึ่ง


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๕๓

เรี ยกว ารู ป : เป นของมี รู ปร าง, สั มผั สได โดย ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย นี้ . อี กส วนหนึ่ ง เป นนาม เป นจิ ต, สั มผั สไม ได โดยตา หู จมู ก ลิ้ น กาย โดยตรง; แต สั มผั สด วยจิ ต คื อ มโนธาตุ หรื อ จิ ต ตธาตุ :สิ่ งใดที่ รู ได ด ว ยจิ ต ด ว ยมโนธาตุ สิ่ ง นั้ น เรี ย กว า ธรรม หรือธัมมารมณ.

ธาตุรูปกับธาตุนามทําหนาที่แลวปรุงเปนธาตุอื่นอีก ตาคู กั บ รู ป หู คู กั บ เสี ย ง จมู ก คู กั บ กลิ่ น , ลิ้ น คู กั บ รส กายคู กั บ สิ่ ง ที่ มาสั ม ผั ส ผิ ว หนั ง มโน - ใจ คู กั บ สิ่ ง ที่ ม ารู สึ ก ได ท างจิ ต ใจ; สองฝ า ย ๆ ละ ๖ ก็ เป น ๑๒ เรี ย กว า เป น ธาตุ ก็ เป น ๑๒ ธาตุ . ๖คู อ ย า งนี้ ก็ เป น การแบ ง เสี ย ที ห นึ่ ง ว า ธาตุข า งใน ตา หู จมูก ลิ ้น กาย ใจ และธาตุข า งนอก รูป เสีย ง กลิ ่น รส โผฏฐั พ พะ ธั ม มารมณ ; พอมาพบกั น เข า ก็ ป รุ ง แต ง เป น พวกมโนธาตุ วิ ญ ญาณ ธาตุอะไรขึ้นมา, กระทั่งเปนเวทนาบาง เปนสัญญาบาง เปนสังขารบาง เปนวิญญาณเองบาง. ไม มี อะไรเลยที่ จะไม เกี่ ยวกั บธาตุ ; แม แตแสงสวางที่ เราเห็ นไดด วยตา, แสงแดดที่ มากระทบตา ก็ เป นธาตุ ชนิ ดหนึ่ งที่ ต องสมทบเอาไว ในรู ปธาตุ ที่ จะเห็ นได ด วยจั กษุ . นี่ เรี ยกว าแม สิ่ งที่ ไม ได มาเกี่ ยวข อ งกั บคนที่ มี ชี วิ ตอยู โดยตรง, แม เป นสิ่ งที่ ไม มี ชี วิ ต , เป น วั ต ถุ ก็ ล ว นแต เป น ธาตุ , และเป น ธาตุ ที่ เห็ น ง า ย ที่ เรี ย กว า มั น ยั งไม มี ค า อะไรทางความรู สึ ก เช น เป น ไม เป น ดิ น เป น หิ น เป น ภู เขา อะไรพวกนี้ มั น ก็ ยั งเป นธาตุ ; แต ธาตุ วั ตถุ นั้ น ๆ ไม มี ความหมาย ไม มี ป ญ หาอะไรเกี่ ยวกั บ ความทุ กข หรือดับทุกข.

www.buddhadasa.info คนมีปญหา เรื่องดับทุกข จึงตองพิจารณาธาตุที่เกี่ยวกับจิตกอน เดี๋ ยวนี้ เราจะพู ดกั นเกี่ ยวกั บส วนที่ เกี่ ยวกั บจิ ตใจก อน สิ่ งที่ มี จิ ตใจและมี ความ รูสึก จึงจะมีปญหาเกี่ยวกับความทุกข หรือดับทุกข. เหมือนดังบาลีที่พระสวด


๕๔

ปรมัตถสภาวธรรม

เมื่อกี้นี้วา : สําหรับสัตวซึ่งมีความรูสึกตอเวทนาอยู เราตถาคตจึงจะบ���ญญั ติทุกข เปนอยางนี้ ๆ, เหตุใหเกิดทุกขเปนอยางนี้ ๆ, ความดับทุกขเปนอยางนี้ ๆ, ทางให ถึ งความดั บทุ กข เป นอย างนี้ ๆ. แปลวาเรื่องนี้ พู ดกั นได กั บสิ่ งที่ มี ชี วิต ซึ่ งมี ความรูสึ ก เกี่ ย วกั บ เวทนาอยู ; ถ า ไม รู สึ ก ก็ พู ด ไม รู เ รื่ อ ง. เป น อั น ว า เรื่ อ งนี้ เ ป น เรื่ อ งจะพู ด สําหรับคนที่มีชีวิต รูสึกคิดนึกได. สิ่งมีชีวิตที่เปนสัตวนั้น ก็มีธาตุในลักษณะเดียวกับคน แตมันยังไมได เป นป ญหา. ให รูไววาสั ตวก็มี เรื่องหลั กเกณฑ อยางสิ่งที่ มี ชีวิต และเป นธาตุ เหมื อน ๆ กั น แต ยั งไม เป นป ญหา เพราะยังไม ใช คน ที่ จะเกิ ดความรูสึ กอย างคน; เวนไวแต จะศึ กษา ให มากออกไป. เรารูวาสั ตวเหมื อนกั นกั บคน แต มั นอยู ในระดั บที่ ต่ํ ากวา ยั งอ อนกวา ยังดิบ ๆ อยู ไมรุงเรือง ไมรูสึกเหมือนกับคน. สิ่งมีชีวิตที่เปนตนไม ที่เราถือวาไมมีวิญญาณมาแตเดิมนั้น ถาดูใหดีมันก็มี ความรูสึ ก มี หลั กเกณฑ อย างเดี ยวกั บสิ่ งที่ มี ชี วิตทั้ งหลาย; แต วามั นยั งต่ํ ามาก มั นยั ง ไม แ สดงชั ด . คนเราเลยไปถื อ ว าไม มี วิ ญ ญาณ ไม มี อ ะไร; ที่ แ ท มั น ก็ มี ห ลั ก เกณฑ อยางเดียวกัน ที่จะมีความรูสึก แมกระทั่งวา ตองดิ้นรนตอสูเพื่อจะใหรอดอยู.

www.buddhadasa.info ทุกสิ่งเปนธาตุ แตระวังจะสับสนที่คําพูด

ทีนี้ ดูตอไปอีกหนอยหนึ่งวา สิ่งที่จะทําใหสับสน ฟงไมคอยรูเรื่อง เข าใจไม ได ทั น ที ในขณะที่ ได ยิ น นี้ ก็ ยั งมี อ ยู . นี้ คื อ คํ า พู ด ที่ ไม ค อ ยจะแน น อน : บางที ในพระพุ ท ธภาษิ ต นั่ น เอง ตรั ส เรี ย กสิ่ งที่ เป น ธาตุ นั้ น ธาตุ นี้ ; แต ไม ได ต รั ส ใช คํ า ว า ธาตุ ; เช น คํ า ว า รู ป อรู ป นิ โ รธ นี้ บ า ง. ที่ ต รั ส ถึ ง ธาตุ หมายถึ ง ที่ เป น ธาตุ โดยไมไดต รัส วา รูป ธาตุ อรูป ธาตุ นิโ รธธาตุ ก็มี; แตที่แ ทก็คือ ธาตุ เปน รูป ธาตุ อรูป ธาตุ นิโ รธาตุ. เมื ่อ อา นแตห นัง สือ ก็ไ มรู เ รื ่อ งอยา งนี ้, ไมรู จ ริง ขอนี้, แลวก็จะสับสนไปหมด วานี้เปนอะไร เปนธาตุหรือไม?


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๕๕

บางที เราพู ด กั น ว า ดิ น น้ํ า ลม ไฟ เราไม ถื อ ว า เป น ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ล ม ธาตุ ไ ฟ ก็ มี ; แต มั น ก็ ห มายถึ ง ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไ ฟ ธาตุ ล ม. เพราะ ถึ งแม จะหมายถึ งดิ น น้ํ า ไฟ ลม หรือเป นสิ่ งปรากฏอยู อย างนี้ ก็ หมายถึ งส วนที่ เป นธาตุ มี คุ ณสมบั ติ ที่ เป นธาตุ รวมกั นในสิ่ งนั้ นนั่ นแหละ. ขอให ทราบไว ด วยว าคํ าว า “ธาตุ ” นี้ บางทีก ็พ ูด ถึง ตอ ทา ยชื ่อ นั ้น ๆ, บางทีก ็ไ มพ ูด ถึง คํ า วา ธาตุ; อยา งไรก็ด ีข อให เขาใจวา ทุกสิ่งเปนธาตุหนึ่ง ๆ. ที นี้ ยั ง มี ธ าตุ ที่ เจื อ กั น จะบริ สุ ท ธิ์ ห รื อ ไม บ ริ สุ ท ธิ์ , เป น ธาตุ เดี ย ว หรื อ หลายธาตุ เจื อ กั น ก็ มี .ธาตุ บ ริสุ ท ธิ์ ในที่ นี้ เราจะให คํ า วา ไม มี ธ าตุ อื่ น เจื อ , ยั งไม มี ธาตุ อื่ น เจื อ ; เป น วั ต ถุ ธ าตุ ล ว น ๆ สิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ ง ยั ง ไม มี ธ าตุ อื่ น เจื อ . ธาตุ บ ริ สุ ท ธิ์ นั้ น ๆ เมื่ อไม มี สิ่ งอื่ นเจื อ นี้ หมายความว า ไม มี การปรุ งแต ง เป นสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งขึ้ นมา. ฉะนั ้น ในการที ่ ธาตุจ ะเจือ กัน จะสัม พัน ธั ์ก ัน จะปรุง แตง กัน เปน ของที่ ต อ งมี แ น น อน; ไม อ ย า งนั้ น เรื่ อ งก็ ค งไม มี แม ก ระทั่ ง ชี วิ ต มั น ก็ จ ะไม เกิ ด อย า งนี้ เป น ต น . อย างหลั ก ในพระพุ ท ธภาษิ ต ที่ พ ระสวดเป น บทแรก ดั งได บ รรยายไปแล ว ในคราวกอนนั้นแหละ.

www.buddhadasa.info ธาตุตาง ๆ ยอมเจือและปรุงแตงเปนอยางอื่นอีกมาก

โดยสวนใหญแลวคน ๆ หนึ่งประกอบดวยธาตุ ๖ คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิ ญญาณธาตุ ; นี่ ดู กั นแต หยาบ ๆ คื อมี ตั้ งแต ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุลม ธาตุ ไฟ ธาตุ อากาส ธาตุ วิญญาณ ในหนึ่ งคนก็มี ธาตุ ๖. ถ าธาตุ นั้ น ๆ แยกกันอยู แตละอัน แตละธาตุ ๆ คนก็เกิดขึ้นไมได, สิ่งที่เรียกวาคนก็เกิดขึ้นไมได. แต เมื่ อธาตุ มารวมกั น ทํ าหน าที่ ด วยกั น ก็ จะเกิ ดคน, เกิ ดสิ่ งที่ เรี ยกว า “คน” ขึ้ นมา; ครั้นแยกเปนธาตุ ก็กลายเป นธาตุ แตละอยางไป, ถาทําหนาที่รวมกันก็เป นของใหม ขึ้นมาสิ่งหนึ่ง ซึ่งสมมติเรียกวาคน หรือวาสัตวก็แลวแตจะเรียก.


ปรมัตถสภาวธรรม

๕๖

นี่จะเห็นวาแมแตเรียกวาธาตุหนึ่งแลว ก็ยังประกอบดวยสวนอื่นอีกหลาย ธาตุ , และมั น ยั งมี ก ารแบ ง ออกเป น กุ ศ ลธาตุ อกุ ศ ลธาตุ คื อ ธาตุ ที่ ดี ธาตุ ที่ ไม ดี อยางนั้น อยางนี้ ยังมีอีก.

ธาตุที่เจืออยูดวยอวิชชาธาตุก็มีอยู นี่คงจะแปลกสําหรับคนทั่วไป ที่พระพุ ทธเจาท านตรัสวา : อวิชชาธาตุ ก็ มี อ ยู , ใจก็ มี อ ยู , ธั ม มารมณ ทั้ ง หลายที่ ใจจะรู สึ ก ก็ มี อ ยู . นี่ แ สดงว า อวิ ช ชาธาตุ ก็มีอยู คําพูดนี้เปนพระพุทธภาษิต ที่เปนหลักโดยตรง และสําคัญที่ควรจะทราบ. ทีนี้พระพุทธเจาทานมองไป ในทางที่จะเกิดกุศลขึ้นมา ก็มาตรัสเทศน ใหฟงวา : ใจหรือมโนนี้ก็มีอ ยูธาตุหนึ่ง เรียกวา มโนธาตุ, สิ่งตาง ๆ ที่ใจจะ รูสึกได ก็มีอยูเรียกวาธัมมารมณหรือธัมมธาตุ, และยังแถมมีสิ่งที่ ๓ คืออวิชชาธาตุ. ถ าอวิชชาธาตุ เข ามาปนเข ากั บใจ และธั มมารมณ แล ว ความรูสึ กนึ กคิ ดที่ เป นอกุ ศล, เป นอวิ ชชาโดยตรงนี้ ก็ เกิ ดขึ้ น; เพราะมั นเป นอวิ ชชา มั นไม รู. ฉะนั้ น สิ่ งที่ เรียกว า อวิชชาธาตุนั้น เปนสิ่งที่มีอยูตามธรรมชาติ เหมือนกับธาตุอื่น ๆเหมือนกัน, และก็ พรอมทีจะพลัดเขามาปรุงอยูในจิตใจ ในเมื่อไดโอกาส.

www.buddhadasa.info ถาสัตวนั้น ๆ ไมเคยรูจักโทษของอวิชชามากอน ไมเคยถูกมากอน ยัง เผลอสติ อยู อวิชชาธาตุ ก็จะเขาผสมเขาไปในขณะที่ ปรุงแต ง : เชน ตาเห็ นรูป เป นต น, จะมี การปรุงแต งทางจิ ต แล วก็ เผลอสติ เป นช องให อวิชชาธาตุ เข าไปผสมกั นพอดี ทํ า ใหเปนอกุศลและเปนทุกข. ขอให รูจั ก ระวั งอวิ ช ชาธาตุ คล า ยกั บ ว า ผี ป ศ าจอั น หนึ่ ง ซึ่ งมี อ ยู ใ น ทุกหนทุกแหง; เผลอไมได, ไมมีสติ ไมมีความรู ไมมีปญญา เปนไมได;


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๕๗

ถาเผลอ อวิชชาธาตุจะเขามาผสมความคิด หรือการกระทําอันนั้น ใหมันเกิดทุกขขึ้นมา จนได. ยกตัว อยา งเชน เด็ก เล็ก ๆ เกิด ขึ้น มาใหม ไมรูเรื่อ งอะไร ไมรูจัก อะไร ก็เ รีย กวา ยัง ไมม ีว ิช ชา; พอพบเห็น ไฟเปน สิ ่ง ที ่น า สนใจ ก็เ อามือ ไปขยํ า ไฟดู ไปจั บไฟดู เด็ กก็ มี ความรูเกิ ดขึ้ นมาทั นที . ที แรกไม มี ค วามรู มี แต อวิ ชชา : ลู กตา เห็ นไฟ มโนธาตุ ที่ จะทํ าให สั กแต ว ามองเห็ น ก็ มี , ธั ม มารมณ ก็ มี , ก็ ไปจั บ เอาไฟเข า เพราะมันมีอวิชชา ไมรู เขามาชวยดวย. ทีนี้ พอถูกไฟเขาทีหนึ่งมือพองก็เกิดวิชชาขึ้นมา เปนความรูวา สิ่งชนิดนี้ มัน รอ น หรือ มัน เปน อยา งนี ้, จะเรีย กวา มัน เปน อะไรก็ไ มรู ; แลว สัญ ญามัน ก็ ช วยจํ าไว . ครั้งที่ สองพอมาเห็ นไฟอย างนี้ ก็ ไม จั บแล ว นี่ ก็ คื อมั นไม มี โอกาส แห ง อวิชชาชนิดนั้นแลว. เมื่อมีวิชชาเขามาแทนแลว ก็มีปญ ญา มีความรู มีสัญ ญา มี ความจํ า วาอย างนี้ ไปจับเขาไม ได . แม แต สั ตวเดรัจฉาน ที แรกก็ ยั งเป นอย างที่ ไม ร��� อะไร; อย า ว า แต ค น ซึ่ ง เด็ ก ๆ ยั ง ไม มี ค วามรู ใ นเรื่ อ งอะไร; ก็ ทํ า ไปโดยอวิ ช ชา เกี่ ย วกั บ เรื่ อ งนั้ น . พอถู ก เข าเป น อย างนั้ น อย างนี้ ทํ า ให ค อ ย ๆ จํ าได และก็ รู เอง ที่เปนความเจ็บความปวดก็คอย ๆ รูจัก และไมทําอีกตอไป.

www.buddhadasa.info ถาเผลอ อวิชชาธาตุจะเขาผสมปรุงแตจิตทันที

อวิชชาจะเขาผสมหรือไม, นี้มันเหลืออยูแตวา จะเผลอหรือไมเผลอ; ถ าเผลอเป น เรื่อ งของไม มี ส ติ เป น เรื่อ งประมาท เป น เรื่ อ งไม มี ส ติ : เช น ทั้ งที่ รูอ ยู ว า รอนก็ยังเผลอไปจับเขา นี่เปนเรื่องขาดสติ.

ตัวอยางดังกลาวมาขางตนจะเห็นวา อวิชชาธาตุนี่พรอมเสมอที่จะผสม เขาไปในการปรุงแตงทางจิตไมวาในกรณีใด ตั้งแตลูกทารกเด็ก ๆ ขึ้นมา เปนเด็ก เดินได เปนวัยรุน เปนหนุมสาว เปนพอบานแมเรือน คนเฒา คนแก; ลวนแตมีอวิชชา


๕๘

ปรมัตถสภาวธรรม

ซึ่ ง พร อ มที่ จ ะเข า ไปผสมโรง แทรกแซงในทุ ก กรณี . ต อ เมื่ อ เจ็ บ ปวดเป น ทุ ก ข ขึ้ น มา ที ห นึ่ ง ก็ จ ะรู จั ก เข็ ด หลาบ คอยระวั ง ไว ; ไม เ ผลอก็ แ ล ว ไป ถ า เผลอก็ ม าอี ก สั ก สองสามหน แลวก็ไมเผลออีกในเรื่องนั้น. ทีนี้ ยังมีปญหาเหลือในเรื่องธาตุที่ปรุงเปนกิเลส ซึ่งระวังยาก เขาในยาก. ไฟคื อกิ เลสนี่ เราจั บกั นแล วจั บกั นอี ก; กิ เลสไม เหมื อนอย างถ านไฟแดง ๆ ซึ่ งเหยี ย บที ห นึ่ งแล วก็ ไม เหยี ย บอี ก . เรื่ อ งทางกายทางวั ต ถุ นั้ น เห็ น ง าย; แต เรื่ อ งทาง จิ ตในนี้ เห็ นยาก เพราะจิ ตมี ความไว ควบคุ มยาก และเป นเรื่องลึ กซึ้ งขึ้ นไปทุ กที , ลึ กซึ้ ง ยิ่ งขึ้ นไปทุ กที . เรื่องงาย ๆ ต่ํ า ๆ เราค อย ๆ รูโดยลํ าดั บ แล วฉลาดเข าไปทุ กที ; ค นไป ๆ ๆ เมื่อคนเขาไป ติดในชั้นลึก ๆ จึงจะรูวาเขาใจยาก ดังเชนวา : ทํ า ไมเราจึ ง ควบคุ ม ความโลภ ความรั ก ความอะไรไม ไ ด ? ทํ า ไม ควบคุม ความโกรธ หรือ บัน ดาลโทสะก็ไ มไ ด, กระทั ่ง วา ทํ า ไมควบคุม ความโง ก็ไมได? นี่เปนปญ หายากอยางนี้; ก็เพราะวามันมีธาตุชนิดที่ละเอียด ๆ ไปตาม ลําดับ ; แมแตความโง ก็ยังมีอยางหยาบ อยางกลาง อยางละเอียด.

www.buddhadasa.info ปญหาที่ควบคุมกิเลสไมได เพราะรูจักธาตุไมเพียงพอ

นี่เปนปญหาที่คนเราจักตองรู วาสิ่งที่ เรียกวาธาตุ - ธาตุนั้นมันมีอยู หลายชั้ น มี อ ยู ห ลายอย าง, พรอ มกั น นั้ น ยั งเจื อ ปนกั น ให ยุ งไปหมด แทบจะสางไม ออกวา มันเปนเรื่องของธาตุอะไร. ทีนี้ดูใหดีวา ยังมีความยากลําบากที่ทําใหเขาใจ เรื่ อ งธาตุ นี้ ไ ม ไ ด อ ยู อี ก หลายอย า ง; สํ า หรั บ พุ ท ธบริ ษั ท เรานี่ แ หละ ก็ นั บ ว า ยั ง ไม เคยได ยิ น ชื่ อ ธาตุ บ างธาตุ ที่ มี อ ยู แม ใ นพระไตป ฎ ก. พู ด อย า งนี้ ไ ม ใ ช จ ะตํ า หนิ ติ เตี ย น หรื อ ว าจะโยนความผิ ด ไปให ใคร; แต ป รากฏชั ด อยู ว า แม พุ ท ธบริ ษั ท เรานี่ ก็ไมรูจักธาตุทุกธาตุ ไมเคยไดยินเรื่องธาตุบางธาตุ แมที่มีอยูในพระไตรปฎก.


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๕๙

ตองศึกษาชื่อของธาตุที่ควรรูไวบาง ธาตุ มี ชื่ อ เรี ย กต า ง ๆ กั น เช น สั ง ขตธาตุ อสั ง ขตธาตุ ก็ ยั ง ยากที่ จ ะรู . รู ป ธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั ง ขารธาตุ วิ ญ ญาณธาตุ ก็ ยั ง ยากที่ จ ะได ยิ น . ธาตุ ที่ ลึ ก ยิ่ ง ไปกว า นั้ น อี ก เช น กุ ศ ลธาตุ อกุ ศ ลธาตุ ก็ ไ ม เ คยรู ; เพราะเคยได ยิ น แตก ุศ ลธรรม อกุศ ลธรรม; ไมเ คยไดย นิว า กุศ ลธาตุ อกุศ ลธาตุ. แมธ าตุที ่จ ริง เป นสั จจธาตุ อมุ สาธาตุ นี้ ก็ จะไม เคยได ยิ น คื อธาตุ ที่ ไม เคยโกหก ซึ่ งหมายถึ งอสั งขตะ หมายถึ งนิ พพานเท านั้ นแหละที่ จะเป นอมุ สาธาตุ , ธาตุ นอกนั้ นเป นมุ สาธาตุ ซึ่ งหลอก ลวงเปลี่ยนแปลง ไมเที่ยงไมแนนอน. เราอาจพู ด ได แม ว า ธาตุ อ บาย ธาตุ ส วรรค หรื อ ธาตุ สั ต ว เดรั จ ฉาน; พู ด ได อ ย างนี้ เพราะว ามี ธาตุ ช นิ ด หนึ่ ง หรื อ สิ่ งหนึ่ ง ที่ ทํ าให เกิ ด ความหมายเป น สั ต ว เดรั จ ฉาน หรื อ เป น สั ต ว ม นุ ษ ย หรื อ เป น อบาย หรื อ เป น สวรรค ขึ้ น มา. นี่ ก็ คื อ พวก กุศล พวกอกุศล พวกสังขตะ พวกอสังขตะ ความสุข ความทุ กขเหลานี้ก็เป นธาตุ คือเปนเวทนาธาตุ.

www.buddhadasa.info ที นี้ ธาตุ หนึ่ ง ๆ มี อยู อย างแท จริ ง; นี้ ก็ ยั งไม เคยเรี ยกว าธาตุ แต ไปเรี ยกเสี ย อย างอื่ นอย างนี้ มั นก็ ยิ่ งเข าในยาก; เพราะว าในธาตุ หนึ่ ง ๆ ในทางวั ตถุ ธรรมดาแท ๆ นี้ ก็ยังเรียกชื่อไดหลายอยาง ผู ที่เรียนวิทยาศาสตรแลวเขาจะยิ่งรู. ผูที่ เรียนวิทยาศาสตรอยาง ป จ จุ บั น ทางวั ต ถุ นี้ จ ะรู ดั ง เช น : ธาตุ ถ า น ที่ เรีย กว า คารบ อนเป น ธาตุ ห นึ่ ง แน เป น ธาตุแทธาตุหนึ่งแน; แตถามันอยูในลักษณะที่หลวมๆ มันก็เปนถานไฟ สําหรับ ติ ด ไฟหุ งข าว หรือ วาติ ด ไฟเพื่ อ อะไรก็ ได . แต วาถ ามั น อั ด ตั วกั น แน น ถึ งที่ สุ ด กลั บ เรีย กวาเพชร; คิดดู ถายังไมรูก็รูเสีย วาสิ่งที่ เรียกวาเพชร ซึ่งแพงนัก ที่ จ ริงก็ คื อ ถ านไฟ แต ว าอั ดกั นแน น จนแปรสภาพเป นอย างนั้ น. นี่ ถ าไม เคยเรียนวิ ทยาศาสตร ก็ไมเชื่อ และก็ไมรูวาเปนอะไรกัน; เพียงแตบอกใหรูวา ถานไฟก็คือ คารบอนบริสุทธิ์;


๖๐

ปรมัตถสภาวธรรม

เพชรนั้ น ก็ คื อ คาร บ อนหรื อ ธาตุ ถ า นที่ บ ริ สุ ท ธิ์ อย า งนี้ เป น ต น ; เท า นี้ ก็ ทํ า ให ง ง หรือวามันหลอก หรือเปนอวิชชา หนักมากอยูแลว. เคยถามพวกที่เขาเรียนวิทยาศาสตร เขาก็บอกวามันนาหัวเราะอยางนี้แหละ. น้ําตาลที่เรากินอยูนี้ ก็คือคารบอน ผสมกันไฮโดรเจน ลูกกลม ๆ เหม็น ๆ ใส ตู ห นั งสื อ กั น มด นั่ น ก็ คื อ คาร บ อนผสมกั บ ไฮโดรเจน มั น เป น ไฮโดรเจน กั บ คาร บ อนด ว ยกั น ทั้ ง นั้ น . อั น หนึ่ ง อยู ใ นสภาพ เป น น้ํ า ตาล กิ น ได อั น หนึ่ ง อยู ใ น สภาพที่เปนกอนขาวๆกลมๆ ใสตูยากันแมลง เหม็น กินไมลง เรื่องของธาตุนี้ ให ถือวา การผสมระหวางธาตุ นี่ ยั ก ย ายไปได , และ แม แต ธาตุ เดี ยว ถ าอยู ในสภาพไม เหมื อนกั น เช นแน น เช นหลวม เช นรอน เช นเย็ น ก็กลับเปนคนละอยาง ที่ ใหคุณสมบั ติต างกัน นี่ มันแลวแต วากําลังอยูในสภาพอยางไร ในเวลาอย า งไร, คื อ มั น มี เหตุ ผ ล ที่ ทํ า ให เป น อย า งไร มี อ ะไรเปลี่ ย นแปลงออกไป ก็เลยทําใหภาษาที่พูดนั้นสับสน.

www.buddhadasa.info เดี๋ยวนี้เราจะศึกษาใหเขาใจเรื่องธาตุ ก็ตองรู เชน : พวกหนึ่งมีธาตุดิน ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม. พวกหนึ่ งมี ธาตุ ตา ธาตุ หู ธาตุ จมู ก ธาตุ ลิ้ น ธาตุ กาย ธาตุ ใจ. พวกหนึ่ งมี ธาตุ รูป ธาตุ เสี ยง ธาตุ ก ลิ่ น ธาตุ รส ยั งมี ธาตุ ที่ จะกล าวแยกได อี ก เช น : สีเขียว สีแดง นี้ก็เปนธาตุสี, เสียง เสียงนก เสียงกา เสียงอะไร มันก็เปนธาตุเสียง, กลิ่นตางๆ ก็เป นธาตุ กลิ่น ซึ่งมี บาลีเรียกชัดๆ ทั้งนั้น. รสเปรี้ยว รสเค็ม รสหวาน ที ่ถ ูก กับ ลิ ้น นี ่ ก็เ รีย กวา ธาตุ : ธาตุเค็ม ธาตุเปรี้ย ว ธาตุอ ะไร. แมสิ ่ง ที ่ม าถูก ผิวหนั ง เป นรอน เปนเย็น เปนแข็ง เป นนิ่มนวลอะไรพวกนี้ ก็เปนสภาวะที่เรียกวา ธาตุอยางหนึ่งๆ, ก็เปนอันวา ไมมีอะไรเลย ที่ไมใชธาตุ.


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๖๑

www.buddhadasa.info


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๖๑

ลองคิ ด ดู อ ะไรบ างที่ จ ะไม ���ช ธ าตุ : ขี้ ฝุ น ตามพื้ น ดิ น ก็ เรี ย กว าธาตุ ชนิ ด หนึ่ ง, แล วมั น ก็ ป รุ งแต งเป น นั่ น เป น นี่ ได กระทั่ งดอกไม ใบไม ที่ เห็ น ๆ นี่ มั น ก็ มี ธาตุ อยู หลายธาตุ : มี ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ าธาตุ ไฟ ธาตุ ลม, กระทั่ งธาตุ สี ที่ ว าเป นอยู ในรูป ธาตุ ; ทุ กอย างไม มี อะไรที่ ไม ใช ธาตุ ที่ กล าวมานี้ คื อความมุ งหมายที่ จะบอกว า ไม มีอะไรที่ไมใชธาตุ การที่จะสรุปก็สรุปไดเปนหมวด ๆ แลวแตเราจะมีความมุงหมาย อย างไรกั นแน ; แต ที่ สรุปนั่ น ก็ สรุปไปตามลั กษณะอาการก็ มี , ตามหน าที่ การงานก็ มี ตามปจจัยที่ปรุงแตก็มี. ธาตุที ่ม ีป จ จัย ปรุง แตง ก็ห มายความวา มีห ลายสว น ปรุง กัน เขา ; ซึ่งเรียกวาธาตุที่มีการปรุง มีเหตุปจจัยปรุง. ถาไมมีการปรุงก็เรียกวา ธาตุแท ไมมี ปจจัยปรุง; บาลีเรียกวา “สังขตะ” กับ “อสังขตะ”. อสั ง ขตธาตุ นั้ น บางที ก็ เรี ย กว า นิ พ พาน หรื อ นิ โ รธ, นิ โ รธธาตุ นิ พ พานธาตุ ก็ มี . นี่ จะเข าใจไว ก อ นก็ ได และได เคยพู ด มาแล วหลายหนแล ว ว าแม แต นิ พพานนี่ ก็ เป นธาตุ : ธาตุ เป นที่ ดั บแห งธาตุ อื่ น เรียกว า สอุ ปาทิ เสสนิ พพานธาตุ อนุ ป าทิ เสสนิ พ พานธาตุ ; มี อ ยู ๒ นิ พ พาน. ธาตุ นิ พ พาน บางที ก็ เรี ย กว า ธาตุ นิโรธ; ธาตุนิโรธก็เปนที่ดับแหงธาตุทั้งหลายที่มันปรุงแตง.

www.buddhadasa.info ธาตุปรุงแตงทั้ งหลายตองมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู ดับไป. ที่ดับไปก็คือ เ มื่ อ ถึงกันเขากับนิโรธธาตุ; ดังนั้น ความทุกข จึงเปนสิ่งที่ดับได. อยาไดกลัว อยาได เข าใจ ลั งเลอะไรเลยกั บ ความทุ กข ; ความทุ กข ก็ เป น ธาตุ อั นหนึ่ ง เป นสั งขตธาตุ มาในรูปของเวทนาธาตุ . เมื่ อเป นสั งขตธาตุ ก็ เป นสิ่ งที่ ดั บได , สิ่ งที่ ดั บได คื อ นิ โรธธาตุ . นิ โรธธาตุ นั้ นจะออกมา โดยอํ านาจของป ญ ญาของความรู ข อไหนก็ สุ ดแท แต ; ถ าออก มาได ก็เปนที่ดับของธาตุที่มีการปรุงแตง มีเหตุปจจัย ใหไหลใหเวียน อยางนี้เปนตน.


๖๒

ปรมัตถสภาวธรรม

www.buddhadasa.info


๖๒

ปรมัตถสภาวธรรม

นิโรธาตุเปนที่ดับแหงทุกขทั้งหมด ธาตุอะไรที่จะปรุงแตงใหเปนความทุกขละก็ นิโรธธาตุก็สามารถดับได เปนการดับทุกขดวย.

พิจารณากันใหเขาใจถึงสิ่งที่เขาใจยาก คือการเกิดของธาตุ เวลาเหลื อเล็ กน อย ก็ อยากจะพู ดถึ งสิ่ งที่ เข าใจได ยากต อไปอี ก ว าพระพุ ทธภาษิ ต ที่ ต รั ส ไว นั้ น บางที เราเข า ใจไม ได ในข อ ที่ ว า “เมื่ อ ใดธาตุ ป รากฏขึ้ น ปรากฏ ออกมา, เมื่ อ นั้ น คื อ การปรากฏออกแห งความทุ ก ข ”; นี่ ฟ งดู ให ดี พระพุ ท ธเจ า ท า น ได ต รั ส ไว เหมื อ นกั บ บทสวดที่ พ ระสวดเมื่ อ ตะกี้ นี้ . การเกิ ด ขึ้ น การตั้ งอยู , หรื อ การ บังเกิด การปรากฏออกมา แห งธาตุทั้งหลายแมธาตุห นึ่ง ๆนั้นก็คือ การเกิดขึ้น การตั้ ง อยู การปรากฏ ออกมาแห งทุ ก ข . ถ า ฟ งไม ดี จ ะเข า ใจว า ตั ว ธาตุ นั้ น เป น ตัวทุกขอยูแลว. แม ว า พระพุ ท ธเจ า ท า นจะตรั ส ว า “ปรากฏขึ้ น บั ง เกิ ด ขึ้ น ” นี่ ห มาย ความวา ธาตุ ทํ าหน าที่ ของมั นเสมอไป; เบญขขันธนี้ ถาไมทํ าหน าที่ ก็ยังไม เรียกวา มี เ บญ จขั น ธ . ที่ เ ราเข า ใจกั น ว า รู ป เวทนา สั ญ ญ า สั ง ขาร วิ ญ ญ าณ ที่ เ รามี อยู ต ลอดเวลานั ้น เราเขา ใจผิด ; ที ่แ ทเปน แต รูป ธาตุ เวทนาธาตุ สัญ ญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ เทานั้นแหละที่พอพูดไดวา มีอยูตลอดเวลา.

www.buddhadasa.info ทํ า ไมพระพุ ท ธเจ าไม ต รั ส ว า มั น เกิ ด ขึ้ น ? ก็ เพราะมั น ยั งไม ทํ าหน า ที่ . ถามัน “ทํ าหน าที่ในลักษณะแห งขันธ หรืออุปาทานขันธ” นั่ นแหละคือเกิดขึ้นจริง, เรีย กวา ไดเ กิด ขึ ้น จริง และก็เ ปน ทุก ข; ทํ า นองเดีย วกับ ธาตุด ิน ธาตุน้ํ า ธาตุไ ฟ ธาตุ ลม ๔ อยาง งาย ๆ นี้. ถาพู ดกันอยางหลักธรรมแลว ก็ถือวา ธาตุ นั้ น ๆ ยังไม ได เกิ ด ขึ้ น เพราะไม ไ ด เกิ ด หน า ที่ ไม ไ ด ทํ า หน า ที่ ; ไม ไ ด เกิ ด ขึ้ น เป น ไปตามความ หมายวา มันมีคุณสมบัติอยางไร มีหนาที่อยางไร. ตอเมื่อไดทําหนาที่นั้น มีคุณ


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๖๓

สมบั ติ อย างนั้ น; เมื่ อนั้ น จึ งจะเรี ย กว าได เกิ ด ขึ้ น . แต ถ าอย างอยู ตามธรรมดาสามั ญ อยางนี้เหมือนกับวาธรรมชาติ ที่ยังอยูตามธรรมชาติอยางนี้; ยังไมไดเกิดขึ้น. ธรรมชาติ ที่ เป นธาตุ ใดก็ ดี อย างหนึ่ ง ๆ จะเกิ ดขึ้ น ต อเมื่ อเกิ ดทํ าหน าที่ แสดงหน าที่ แสดงคุ ณ สมบั ติ แสดงผล หรื อแสดงปฏิ กิ ริ ยาอะไรออกมาแล ว; อย างนี้ จึ ง เรี ย กว า สิ่ ง นั้ น ได เกิ ด ขึ้ น . พู ด ว า ธาตุ ดิ น ได เกิ ด ขึ้ น ธาตุ น้ํ า ได เกิ ด ขึ้ น ธาตุ ไ ฟได เกิ ด ขึ้ น ธาตุ ล มได เกิ ด ขึ้ น ; อย า งนี้ ก็ พู ด ได คื อ มั น ได เกิ ด ขึ้ น ทํ า หน า ที่ เป น ร า งกายนี้ สํ าหรั บจะเป นที่ รองรั บวิ ญ ญาณธาตุ สํ าหรั บทํ าหน าที่ ทางตา ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย; ดั งนั้ น ทางธรรมจึ งพู ด ได ดั งเช น ว า เราเห็ น รู ป ด ว ยตาครั้ งหนึ่ ง เกิ ด จั ก ขุ วิ ญ ญาณสั ม ผั ส จนกระทั่ ง มี ค วามคิ ด เกี่ ย วกั บ เรื่ อ งนี้ แ ล ว นั่ น แหละจึ ง จะเรีย กว า ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม อะไรก็ เกิ ด ขึ้ น พร อ มกั น เลย. เมื่ อ ก อ นนี้ ไม ได เกิ ด คือไมไดชวยกันทําหนาที่ทั้งหมด. คํ า ว า “เกิ ด ขึ้ น ” ของพระพุ ท ธเจ า ส ว นมากเป น อย า งนี้ ทั้ ง นั้ น เกิ ด ขึ้ น โดยหน า ที่ เกิ ด ขึ้ น ทางนามธรรม ที่ ไม ได ม องเห็ น ตั ว ; ไม ใช เกิ ด อย างวั ต ถุ หรือ เกิ ดคลอดออกมาจากพ อแม ทางวั ตถุ อย างนี้ . เกิ ดอย างที่ เกิ ดทางวั ตถุ นี้ ไม มี ป ญหาอะไร เกิดทีเดียวก็เลิกกันและก็หมดกันแลว.

www.buddhadasa.info ส วนการเกิ ดทางนามธรรมอย างนี้ เกิ ดอยู เรื่ อย ๆ ไป : เช นเกิ ดเป นตั วกู ขึ้ น มา เรี ย กว า เป น อวิ ช ชา เป น อุ ป าทานขึ้ น มา. เมื่ อ ตาเห็ น รู ป ก็ ต อ งได จั ก ษุ ธ าตุ รู ปธาตุ เวทนาธาตุ เอามารวมกั นเข า มี ความรู สึ กครบ ๕ อย าง, และยึ ดมั่ นด วยธาตุ กิ เ ลส อวิ ช ชาธาตุ ธาตุ ตั ว กู ; ขณ ะนั้ น มั น จะมี ธ าตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไ ฟ ธาตุ ล ม ลุกขึ้นมาใหม เกิดขึ้นมาใหม.


๖๔

ปรมัตถสภาวธรรม

ถาพูดวาเกิดอยูตลอดเวลา นี่ก็พูดอยางภาษาธาตุ ที่ไมมีความรูสึก เปน ธาตุ ดิ น ธาตุ ก อนหิ น อะไรก็ ตาม ในความหมายที่ เกี่ ยวกั บความทุ กข แล ว จะต องหมาย ถึ ง เมื่ อ ทํ า หน า ที่ อ ยู ; พอทํ า หน า ที่ เสร็จ แล ว มั น ก็ ดั บ ลงไปอี ก . นี่ เป น เหตุ ให พู ด ว า แมแตคนเรานี้ เกิดตาย-เกิดตายอยูวันละหลาย ๆ หน : อุปาทานหรืออวิชชา เกิด ขึ้ น ว า ตั ว กู ที ห นึ่ ง ของกู ที ห นึ่ ง เกิ ด ที ห นึ่ ง เดี๋ ย วก็ ดั บ ไปอี ก . ธาตุ แ ต ล ะธาตุ : รู ป เวทนา สั ญ ญา สั ง ขาร วิ ญ ญาณ เดี๋ ย วก็ เ กิ ด ขึ้ น เดี๋ ย วก็ ดั บ ไป อยู ใ นรู ป ธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ ฯลฯ. แม แ ต ในรู ป ธาตุ เมื่ อ แจกออกเป น ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ลมแล ว; ก็ ยั งถื อว า แม แต ธาตุ ดิ นก็ เพิ่ มเกิ ด ชั่ วขณะที่ มั นไปทํ างานร วม กันกับขันธทั้ง ๕ เหมือนกัน, ธาตุน้ําก็เพิ่งเกิด, ธาตุไฟก็เพิ่งเกิด, ธาตุลมก็เพิ่งเกิด. นี่ แหละคื อข อที่ เข าใจยาก จะเขาในพุ ทธภาษิ ตยากอยูที่ ตรงนี้ ถ าไม เขาใจ ที่ ต รงนี้ ก็ เป น อั น ไม ต อ งเข าใจเลย. ทํ า ไมไม เข าใจ? ก็ เพราะว ามั น ไม เข าใจที่ ต รงนี้ ตรงเ���ื่ อ เกิด หรือ ตั้ งอยูห รือ ปรากฏออก; ตรงนี้ไมเขาใจ ก็เลยไม เขาใจวานิ โรธ นิโรธคือดับลงนี้ก็มี.

www.buddhadasa.info ทุกคราวที่มีความดับลงดวยเหตุผลอะไรก็ตามแต มันก็เปนนิโรธของธาตุ ที ่ป รุง กัน ชั ่ว คราวๆ; มิใ ชด ับ กิเลสโดยตรงโดยถาวร. นิโ รธนี ้จ ึง ดับ ทุก ขชั ่ว คราว ชั่ ว ขณะ : เกิ ด ตั ว กู ขึ้ น มา ร อ นเป น ไฟ ขณะหนึ่ ง ไม กี่ น าที บางที ไ ม ถึ ง ชั่ ว โมง ก็ ดั บเย็ นลงไป, เป นนิ โรธชั่ วขณะ นิ โรธชั่ วคราว; แต ถึ งอย างไรก็ ดี เราก็ ต องเรียกว านิ โรธ. นิโรธธาตุเขามา กิเลสคือความรอนนี้จึงดับลงไดชั่วขณะ ๆ. การเกิ ดขึ้นก็เกิดขึ้นแห ง ธาตุ การดับ ลงก็ดับ ลงแหง ธาตุ และสิ่ง ที่มีม าทํา การชว ยดับ ลงนี้ก็เปน ธาตุ. นี่ คื อเรื่ องที่ ต องเข าใจก อน. ขอให ท านทั้ งหลายทุ ก ๆ คนเข าใจเรื่ องทั่ ว ๆ ไป เกี่ ยวกั บการ ศึกษาเรื่องธาตุไวในลักษณะอยางนี้.


ขอควรทราบกอน เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ” (ตอ)

๖๕

สรุ ป ความว า ไม มี อ ะไรที่ ไ ม ใ ช ธ าตุ ข า งในเราทั้ ง หมดนี่ ก็ เป น ธาตุ , นอกเราทั้ งหมดก็ เป นธาตุ , ข างใน ข างนอก ทั้ งหมดมาพบกั น ปรุ งแต ง อะไรเกิ ด ขึ้ น ใหม ๆ เป นรูปก็ ดี เป นความคิ ดทางนามก็ ดี ก็ เป นธาตุ ; ดั งนั้ น จึ งเป นอั นว าหมดกั นเลย ไม มี อ ะไรที่ ไม เป น ธาตุ ที่ เกี่ ย วกั บ คนนี้ . ให พิ จ ารณามองเห็ น สิ่ ง เหล า นี้ โดยความ เปน ธาตุ มิใ ชส ัต วบ ุค คลตัว ตนเราเขา; อยา งนี ้เรีย กวา เห็น เปน ธาตุ เมื ่อ เห็น เปนธาตุก็ไมเห็นเปนอัตตา คือเห็นเปนอนัตตา หรือเรียกอีกทีหนึ่งซึ่งคนกลัวมาก ก็เรียกวาสุญญตา คือวาง : วางจากตัว วางจากตน ซึ่งไมมีใครชอบ. ที นี้ แม แ ต สุ ญ ญตาหรื อ ความว า งก็ เป น ธาตุ เป น ธาตุ พ วกนิ โรธธาตุ พวกอสั งขตธาตุ . ความว าง-สุ ญ ญตานี่ ก็ ยั งเป นธาตุ อยู นั่ นแหละ ไม ใช อะไร; หลั บตา มองใหเห็น พิจารณาอยูบอย ๆ, หลับตามองใหเห็น วามิใชอะไรอื่นนอกจากธาตุ. ธาตุที่มีเหตุปจจัยปรุงแตง ก็แตงกันไปแตงกันมา เปนนั่นเปนนี่ขึ้นมา; ในเมื่อธาตุหนึ่งไมมีเหตุ ไมมีปจจัย, ก็ไมปรุงแตง ไมเปลี่ยนแปลง ไมไหลเวียน. สวนที่ปรุงแตงไปนั่นแหละ ถาไดมาพบกันเขากับนิโรธธาตุแลว จะหยุดปรุงแตง; ดั บ ไปในกรณี นั้ น ๆ. ถ าเป น เรื่อ งกิ เลส เรื่อ งความทุ ก ข ก็ ต อ งเป น นิ โรธชนิ ด ที่ จ ะ ต องดั บกั นให ถาวร คื อต องสราง วิ ชชา ป ญญา แสงสว าง ในเรื่องธาตุ นี้ มาให ถึ งที่ สุ ด ให สู งสุ ดถึ งที่ สุ ด ที่ เรี ยกว า ญาณ : มรรคญาณ ผลญาณ อะไรทํ านองนี้ จึ งจะดั บ หรือหยุดเรื่องความทุกข เรื่องกิเลสนี้ได.

www.buddhadasa.info สําหรับผูที่จะปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ศึกษาเรื่องธาตุใหเขาใจก็เพื่อปอง กั นอย าได ไปหลงใหล เรื่องที่ ทํ าให รัก และที่ ทํ าให เกลียด ให โกรธ; ซึ่งมี อยู ๒ ขาง ๒ ฝ ายเท านั้ น : เรื่ อ งหนึ่ งมั น ทํ าให รั ก ให ต อ งการ ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในทางที่ จะรั กจะ ต องการ, อี กทางหนึ่ งมาทํ าให โกรธ ให เกลี ยด ยึ ดมั่ นถื อมั่ นในทางที่ จะเกลี ยด จะโกรธ จะทําลาย; เชนนี้ เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง, เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง อยูอยางเปนบาในโลกนี้.


ปรมัตถสภาวธรรม

๖๖

ความรูสึกในจิตใจ ก็ ให รูสึ กวาเป น สั กวาธาตุต ามธรรมชาติ เท านั้ น เมื่ อรู สึ ก “สั กว าเป นธาตุ ตามธรรมชาติ เท านั้ น” ก็ คงจะไม หลงรั กเกิ นไป ไม หลงเกลี ยด เกิ นไป, แล วก็ ค อยซาลง ๆ จนไม รักไม โกรธ อย างนี้ เป นต น. นี่ เป นความมุ งหมาย เปนอานิสงสของการที่จะทําใหถึงนิโรธธาตุ หรือความดับลง สนิท แหงความทุกข ทั้งปวง. ข อสุ ดท ายนี้ คื อข อที่ แสดงให เห็ นว า สิ่ งที่ เราเข าใจไม ได ว า เป น ธาตุ ก็เพราะมี อะไรบางอยางเป นเหตุ เชนวาภาษาบ านนอก แสดงออกมาไม ตรงตามที่ ควรจะเรี ย กบ าง, แม แ ต พ ระพุ ท ธภาษิ ต ได ต รั ส ไว โดยภาษาธรรมโดยเฉพาะ. เรามา พู ดกั นอย างภาษาคน ตี ความหมายอย างภาษาคน อย างเช นคํ าว า “เกิ ด” ในภาษาคน ใชไมไดในตอน “เกิด” ในภาษาธรรม ก็เวียนหัว.

เอาละ พอกันที สําหรับวันนี้.

www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาวธรรม

-๓๒๐ มกราคม ๒๕๑๖

ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื ่อ งปรมัต ถสภาวธรรม เปน ครั ้ง ที ่ ๓ นี ้ จัก ได กล า วด ว ยเรื ่ อ งธาตุ ใ ห ช ั ด เจนยิ ่ ง ๆ ขึ ้ น ไป. เรื่ อ งที ่ เ กี ่ ย วกั บ ธาตุ เป น เรื่ อ ง ที ่ล ึก ซึ ้ง ซึ ่ง เรีย กวา เปน เรื ่อ งรากฐานของทุก เรื ่อ ง แตเ ราก็ไ มค อ ยจะเขา ใจ กัน อยา งนั ้น จึง ไมไ ดส นใจ; ดัง นั ้น จึง ตอ งใชเ วลาหรือ ความพยายามอยา ง มาก ใน การที ่จ ะใหเ ขา ใจเรื ่อ งนี ้ใ หจ น ได. มัน เปน เรื ่อ งที ่ช วน เบื ่อ ชวน ให งว งนอ น สํ า ห รับ ผู ที ่ไ มอ ยากจะศึก ษ าโดยลึก ซึ ้ง ; แ ตเ ราก็ไ มม ีท างห ลีก เลี ่ย งที ่จ ะไมพ ูด กัน ถึง เรื ่อ งนี ้ ซึ ่ง ทา นทั ้ง หลายก็ท ราบดีอ ยู แ ลว วา ความ มุ ง หมายของการบรรยายประจํา วั น เสาร นี้ ก็ ป รารภเหตุ ส ว นใหญ คื อ

www.buddhadasa.info

๖๗


๖๘

ปรมัตถสภาวธรรม

ตอ งการที ่จ ะทํ า การศึก ษาของพุท ธบริษ ัท ใหมั ่น คง ใหถ ึง ที ่ส ุด ใหเ ปน ที่ เขาใจกันอยางทั่วถึง. ที่ แล วมา ไม เรี ยกว า เป นที่ เข าใจกั นอย างทั่ วถึ ง โดยเฉพาะอย างยิ่ งในเรื่ อง ธาตุ นี้ นี้ เรี ยกว าพุ ทธบริ ษั ท ยั งไม ใช พุ ทธบริ ษั ทก็ ได เพราะยั งไม ได รู จริ งตามความหมาย ของคํ าว า “พุ ทธ”. พุ ท ธก็ รู กั นอยู แล วว า แปลว า รู ; เมื่ อ ถามว าเรื่ องอะไรที่ จะต องรู ? มั น ก็ มี เป น ลํ าดั บ ๆ ไป ตั้ งแต เรื่ อ งง าย ๆ ผิ วเผิ น ที่ สุ ด จนถึ งเรื่ อ งที่ ลึ กที่ สุ ดที่ จะทํ าให ดับทุกขทั้งปวงได.

เรื่องที่จะทําใหดับทุกขทั้งปวงไดโดยสิ้นเชิงนั้น ก็คือ ตองรูเรื่องธาตุโดยตรง แม ว าในที่ อื่ นจะได กล าวว า ทุ กข เกิ ดมาจากตั ณ หา และจะต องรู เรื่ องความ ทุ ก ข และเหตุ ให เกิ ด ทุ ก ข คื อ ตั ณ หา และวิ ธี ดั บ เสี ย ให ได ; พึ งทราบเถิ ด ว า ในคํ าพู ด เหล า นั้ น ได ร วมคํ า ว า “ธาตุ ” อยู พ ร อ มมู ล เพราะว า จะต อ งเล็ ง กั น ถึ ง อุ ป าทานขั นธ ทั้ ง ๕ มี รู ป เวทนา สั ญ ญา สั งขาร วิ ญ ญาณ ที่ เป นที่ ตั้ งแห งความยึ ดถื อ; และ นั่นแหละคือธาตุ.

www.buddhadasa.info ถ าจะรู เพี ยงว าปฏิ บั ติ ในมรรคมี องค ๘ เป นอยู ให ถู กต องแล ว ก็ ไม เกิ ดตั ณหา ไม เกิ ดทุ กข อย างนี้ ก็ ได เหมื อนกั น แต มิ ได ลึ กซึ้ งถึ งที่ สุ ด และบางที จะไม เป นการทํ าให งายหรือ เร็วได . เราจึ งตอ งศึ ก ษาให ลึ ก ลงไปถึ งส ว นที่ เป น รากฐาน คื อ เรื่ อ งสิ่ งที่ เรียกวา ธาตุ.

ท านทั้ งหลายที่ เป นผู สู งอายุ แล ว คงจะเคยได ยิ นได ฟ ง คนสมั ย ปู ย า ตา ยาย พูดเรื่องธาตุ ไดมากกวาคนสมัยนี้ คือ มักจะพลั้งปากออกไปวา “มันเปนเพียง


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๖๙

สั ก วาธาตุ ” “ไม มี อ ะไรมากไปกว าธาตุ ”; หรือ บางที ก็ จ ะพู ด เป น ทํ า นองขบขั น ตลก ว า “ไม มี อ ะไร นอกจากธาตุ มั น กระทบกั น ”, มี ก ารกระทบกั น ระหว า งธาตุ นั้ น ธาตุ นี้ จึ งทํ า ให ค นเราเกิ ด ความรู สึ ก อย า งนั้ น อย า งนี้ ; นี้ มั น ก็ ถู ก ต อ ง แต ว า พู ด ไปโดยที่ ยั งไม รู ชั ด เจน. ส ว นลึ ก ที่ ค วรต อ งรู มี อ ยู ว า ต อ งการให ม องเห็ น ช��� ด ลงไปว า ไม มี สิ่ ง ที่เรียกวาตัวตน มีแตสักวาที่เปน “ธาตุ”. แต ที นั้ มี ธ าตุ บ างชนิ ด ในหลาย ๆ ชนิ ด นั้ น มี บ างชนิ ด ที่ รู สึ ก ได ; เมื่ อ ธาตุ นั้ นกระทบกั นเข ากั บธาตุ ใด ได ป จจั ยปรุงแต งครบถ วนแล ว ก็ เกิ ดความรูสึ กอย างที่ เรากําลังรูสึก อยูในใจ. มโนธาตุเปน สิ่งที่รูสึก คิด นึก ได ในเมื่อ ไดธ าตุภ ายนอก เชน รูปธาตุเปน ตน ก็เกิด ความรูสึก ขึ้น มาวาเราอยางนั้น เราอยางนี้; คนนั้น ก็ เลยคิด ไปวา มีต ัว ตน มีต ัว กู-ของกู, มีเ รา-มีเ ขา; มิไ ดรู ส ึก วา ความรู ส ึก วาตน วาเรา วาเขานั้น มันเป นเพี ยงปฏิกิริยา ของสิ่งที่ เรียกวาธาตุเทานั้น. เมื่อไมรู อยู อย างนี้ ก็ ย อมไปยึ ดถื อเอาส วนใดส วนหนึ่ ง ของธาตุ ใดธาตุ หนึ่ ง, หรื อทั้ งกลุ มก็ ได ว าเป นตั วเรา; ก็ เลยมี่ ความยึ ดมั่ นถื อมั่ น เป นตั วเรา ก็ เกิ ดความทุ กข ขึ้ น. ความทุ กข จึงเกิดมาเพราะความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเราไมรูวาเปนเพียงธาตุ.

www.buddhadasa.info ยกตั วอย างเช น บางที ก็ ยึ ดเอา วิ ญญาณธาตุ ที่ รู ทางตา ทางหู ได นี้ ว า เป น ตั วเราก็มี . บางที ก็ เอาสั ญ ญา รูสึ ก นึ ก ได จํ าได สํ าคั ญ มั่ น หมายเอาได วา อะไรเป น อะไร เราเป น อะไร อย า งนี้ ขึ้ น มาเป น ตั ว ตนก็ มี ; ที่ แ ท มั น ก็ เป น เพี ย ง สัญญาธาตุ. บางทีเอาความคิดนึกอยางนั้นอยางนี้ที่เกิดขึ้นมาใหมวาเปนตัวเราก็มี เพราะเราคิดนึกได นี่ก็เปนเพียง สังขารธาตุ.

ธาตุทั้งหลายอาศัยกันแลวจึงเกิดความรูสึกขึ้นมา ขอให เข า ใจว า ในบรรดาธาตุ ทั้ ง หลาย ซึ่ ง ไม ใ ช ตั ว ตนขึ้ น เมื่ อ มั น ได อาศัยซึ่งกันและกัน ไดเหตุไดปจจัยครบถวนแลว มันจึงเปนความรูสึกขึ้นมา


๗๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ไดวา ตัวฉัน ตัวเรา ตัวกู ซึ่งเปนตัวตนขึ้นมาทีเดียว. ถามันไมไดเหตุปจจัย ไมได อาศัยธาตุอื่น ๆ ปรุงแตงแลว ก็ไมเกิดความรูสึกอยางนี้เลย. การที่ จ ะให รู ว า สิ่ งที่ จ ะรู สึ ก ขึ้ น มาเป น ตั ว ตน นั้ น ไม ใช ตั วตน นี้ เป น ของ ยากลํ าบาก; เพราะฉะนั้ น เราจึ งต องเรี ยนเรื่ องธาตุ นี้ กั นให มากเป นพิ เศษ อย างที่ เคย บอกให ฟ งวา : สมั ยก อน ท านถื อกั นเป นระเบี ยบธรรมเนี ยม เครงครัดวา มาบวชนี้ เพื่อมาเรียน เพื่อใหรูเรื่องธาตุ วาสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เปนสักวาธาตุ ไมใชตัวตน. เรื่ อ งแรกที่ ให เรี ย นก็ คื อ ยถาปจฺ จ ยํ ปวตฺ ต มานํ ธาตุ ม ตฺ ต เมเวตํ ซึ่ ง ได ยิ นกั นอยู โดยเฉพาะผู ที่ เคยบวชแล ว, ก็ บ วชเพื่ อให รู ว า “เรา” ที่ เรี ยกว าตั วเรา ผู กิ น อาหาร ผู นุ งห ม ผู อ ยู อ าศั ย ผู เจ็ บ ไข รั ก ษาความเจ็ บ ไข นี้ ก็ ดี สิ่ งที่ เรารั บ ประทาน ใชส อย นุ ง หม อะไรก็ด ี ลว นแตส ัก วา ธาตุ. อยา ไดถ ือ สว นใดวา เปน ตัว เรา หรือวาเป นของเรา, หรือวาจิตอยาไดยึดมั่ นถือมั่ นวา เป นตัวเรา และก็ไม มี ความทุ กข ไม มี ความหนั ก เพราะวาไม ได ยึ ดมั่ นถื อมั่ นนั่ นเอง; ก็ แปลวาเมื่ อยั งไม ได เรียนพุ ทธศาสนา ก็ยังไมรูเรื่องนี้. เมื่อมาเรียนพุทธศาสนา ก็คือมาเรียนใหรูวา ทุกอยางเปนสักวา ธาตุ ไมใชตัวเรา และจะไดไมยึดมั่นถือมั่น และไมเปนทุกข. ไมยึดมั่นถือมั่นนี้ เปนความฉลาดอยูแลว จึงสามารถจะทําอะไรไปได ตามที่จิตรูอยูวาจะตองทําอยางไร.

www.buddhadasa.info ธาตุ ทําใหเกิดความรูสึกเปนตัวตนไดอยางไร

ที นี้ เราจะศึ กษาเรื่ องนี้ ให ละเอี ยดยิ่ งไปกว าครั้ งที่ แล วมา แม ว ามั นเป นเรื่ อง ที่ไมนาสนุก หรือวาเปนเรื่องชวนใหงวงนอน ก็ตองขอรองใหชวยศึกษากันตอไปอีก เพื่อใหเห็นวา สิ่งที่เรียกวา ธาตุ ไมใชตัวไมใชตนนี้ มันทําใหเกิดความรูสึก ที่เปนตัวเรา เปนตัวตน เปนของตนขึ้นมาไดอยางไร, กระทั่งเกิดความทุกข และ กระทั่งความทุกขดับไป.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๗๑

ความทุ ก ข นั้ น ก็ เป น ธาตุ ความดั บ ทุ ก ข นั้ น ก็ เป น สั ก ว า ธาตุ ; ไม มี อ ะไร ที ่ไ มใ ชธ าตุ. เมื ่อ ไดย ิน ครั ้ง แรกอาจจะไมเ ชื ่อ วา “ไมม ีอ ะไรที ่ไ มใ ชธ าตุ”, คิด วา จะมี ยกเว นอะไรไว บางอย าง. แต เมื่ อได ศึ กษาพิ จารณา ศึ กษาไปจนละเอี ยดถึ งที่ สุ ดแล ว ก็จะรูเองไดทันทีวา ไมมีอะไรที่จะไมใชธาตุ, ลวนแตเปนธาตุ, อยางใดอยางหนึ่งทั้งนั้น. คํ า ว า “ธาตุ ” หมายถึ ง อะไร? เราก็ ไ ด พู ด กั น โดยละเอี ย ดแล ว ในตอน บรรยายครั้ งที่ ๑ ที่ ๒ ที่ แล วมาว า ธาตุ เป นสิ่ งที่ มี อยู ตามธรรมชาติ ; แต มั นต างกั นตรงที่ จะมาดู ค ราวเดี ย วหมด ให รูจั ก สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ ในฐานะเป น พื้ น ฐาน ที่ จ ะปรุ ง เป นนั่ นเป นนี่ ขึ้ นมาให ได โดยอาศั ยธาตุ ช วยกั นเอง สํ าหรับจะเป นคนขึ้ นมาสั กคนหนึ่ ง; อยางพระบาลีที่พระไดสวดไปแลวเมื่อตะกี้นี้ วาคนเราประกอบอยูดวยธาตุ ๖ ธาตุ. คํ าว า คนเราประกอบอยู ด วยตรง ๖ ธาตุ นี้ หมายความว า สิ่ งที่ มี ชี วิ ต ละก็ จะต องประกอบอยู ด วยธาตุ ๖ ธาตุ . ส วนที่ เป น โครงร างนี้ ก็ เรี ยกว า ธาตุ ดิ น น้ํ า ลม ไฟ ๔ ธาตุ แต ละอย าง เป นธาตุ หนึ่ ง ๆ คื อ ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม. อี ก ธาตุ ห นึ่ งก็ คื อ อากาส หรื อ ที่ ว า งสํ า หรั บ เป น ที่ ตั้ ง ที่ อ าศั ย แห ง ธาตุ เหล า นั้ น ; แล ว อี ก อย า งหนึ่ ง ก็ คื อ วิ ญ ญาณธาตุ , นี่ คื อ ธาตุ ใ จ ที่ จ ะปรุ ง กั น ขึ้ น เป น จิ ต เป น ใจ เป น ความรูสึกคิดนึกได.

www.buddhadasa.info ก อนแต ที่ ไม ปรุ งอะไร ก็ เรี ยกเป นสั กว า ธาตุ , เป นสั กว าธาตุ ใจ หรื อธาตุ จิ ต หรื อธาตุ วิ ญ ญาณ; ยั งไม ได เหตุ ไม ได ป จจั ยมาปรุ งแต ง ธาตุ นี้ ก็ ยั งรู สึ กคิ ดนึ กไม ได แล ว จะไม ป รากฏให เห็ น ด วยซ้ํ าไป. ดั งนั้ นจึ งเห็ น ได ว า ในคนเราที่ ประกอบด วย ธาตุ ๖ คื อ ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม ฯลฯ นี้ ยั งจะต อ งอาศั ย สั ม พั น ธ กั น และก็ ไม ได แ ยก จากกัน; ไมมีสวนใดของสิ่งที่มีชีวิต ที่จะไมประกอบอยูดวยธาตุเหลานี้,


๗๒

ปรมัตถสภาวธรรม

อนึ่ ง อย าลื มว าได เคยขอให สั งเกต สนใจเป นพิ เศษว า คํ าว า ธาตุ ดิ น นั้ น มิ ได หมายเอา ดิ น, ธาตุ น้ํ า ก็ มิ ได หมายเอา น้ํ า, ธาตุ ไฟ ก็ มิ ได หมายเอาตั ว ไฟ, หรือ ธาตุลม ก็มิไดหมายเอาตัว ลม; แตหมายถึงคุณสมบัติอยางใดอยางหนึ่ง ที่ตางกัน เชน : - ธาตุ ดิ น มี คุ ณสมบั ติ คื อกิ นเนื้ อที่ ทั้ งยั งปรากฏอาการเป นของแข็ ง. อย าง เนื้ อ หนั ง กระดู ก อะไรเหล า นี้ มี อ าการที่ กิ น เนื้ อ ที่ เป น ของแข็ ง ลุ ก เนื้ อ ที่ ; นี้ ก็ เลย ยกเอาว านี้ เป นธาตุ ดิ น ที่ จะเห็ นได โดยง าย. แต ดู ให ดี จะเห็ นว าในเนื้ อหนั งเป นต นนั้ น ก็มีทั้งธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม รวมอยูดวย. - ในธาตุ น้ํ าที่ ระบุ ไปยั งเลื อด หนอง น้ํ าลาย น้ํ ามู ก นี้ ก็ เหมื อนกั น มั นมี ส วนที่ เป นของเหลว เป นคุ ณสมบั ติ ของธาตุ น้ํ า คื อเกาะกลุ มกั นแล วก็ จะไหลไปได ดึ งกั น ไปได ก็ เรี ย กว า ธาตุ น้ํ า ; แต ว า ในเลื อ ด ในน้ํ า มู ก น้ํ า ลาย น้ํ า เหลื อ ง อะไรที่ เป น ธาตุน้ํานี้ มันก็ยังมีธาตุดิน และก็ยังมีธาตุไฟ คือมีอุณหภูมิดวย. ทุ กธาตุจะต องสัมพั นธกันอยู จนเปนวาแตละธาตุมันแยกออกได; แตละ อย าง ๆ หรือส วนประกอบอย างหนึ่ งในร างกายของคนเรานี้ มั นจะต องประกอบอยู ด วย ธาตุ ทั้ ง ๔ นี้ . ในลมที่ หายใจออกมา ก็ ยั งมี อุ ณ ภู มิ ที่ เป น ธาตุ ไฟ, มี วั ตถุ ห รื ออนุ ภ าค เล็ ก ๆ ซึ่ งเป นธาตุ ดิ นนี้ ก็ มี ส วนที่ เป นน้ํ าอั นละเอี ยดรวมอยูด วย. เป นอันวาไม มี ธาตุ ใด ที่จะอยูไดตามลําพัง มันตองมีการอาศัยซึ่งกันและกัน เปนฐานเปนที่ตั้ง.

www.buddhadasa.info ที่ เป น ส ว นโครงสร า ง ที่ เป น ร า งกาย ก็ ต อ งมี ที่ ว า งให มั น อยู ไม เช น นั้ น มัน จะอยู ไ ดอ ยา งไร ถา ไมม ีที ่ว า ง; สว นที ่เ ปน ที ่ว า งนี ้ ก็เ รีย กวา ธาตุว า ง หรือ อากาสธาตุ. มี ธาตุ อี กอั นหนึ่ ง ที่ สํ าคั ญมากคื อ ธาตุ วิ ญญาณ หรือวิญญาณธาตุ ธาตุ นี้ จะเปนสวนจิตใจ แตเมื่อยังไมไดอาศัย ปจจัยที่เหมาะ มันก็ไมปรากฏ ไมแสดง


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๗๓

ให เ ห็ น . ที นี้ ใ นธาตุ ทั้ ง ๖ นี้ ยั ง อาจกระจายออกไปได ม าก เช น วิ ญ ญาณธาตุ นี้ ยังกระจายออกไปไดอีกมาก ซึ่งเราจะไดพิจารณากันตอไป.

ธาตุทั้งหมด แบงเปนกลุมใหญ มีสองกลุม : สังขตะ, อสังขตะ เดี๋ ยวนี้ อยากจะบอกให ทราบ ก อนว า ใน ๖ ธาตุ นั้ น เป นพวกสั งขตธาตุ คื อธาตุ มี ป จจัยปรุงแต ง แลวก็ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไป. ธาตุ จะอยูในลักษณะที่ มี รูป ก็ ดี เช น ดิ น น้ํ า ลม ไฟ อย า งนี้ , หรื อ ไม มี รู ป เป น อรู ป ก็ ดี ; เช น วิ ญ ญาณหรื อ อากาสอย างนี้ ก็ เป นสั งขตธาตุ คื อธาตุ ที่ มี อะไรปุ รงแต ง ส งเสริมให เกิ ดขึ้ น เจริ ญ ขึ้ น งอกงามต อ ไป, แล วก็ ป รุ งแต งสิ่ งอื่ น ต อ ไปอี ก . ธาตุ ทั้ งหมดนี้ จ ะกี่ สิ บ ธาตุ ห รื อ จะแยก ไปไดกี่รอยธาตุ ก็เปนสังขตธาตุหมด. ที นี้ มี ธาตุ ที่ ตรงกั นข าม คื อไม เป นอย างนั้ น เรียกว า อสั งขตธาตุ : คื อ เติม ตัว อะ เขา ไป แปลวา ไม หรือ วา ไมใ ช, ก็ค ือ ไมใ ชส ัง ขตธาตุ. ธาตุนี ้ไ มมี เหตุไม มี ป จ จัย ปรุงแตง ฉะนั้ น จึ งไม มี ก ารเกิ ด หรือ การเปลี่ ย นแปลง จะถือ ได วา เป นของที่ มี อยู ก อนสิ่ งใดก็ ได เพราะว ามั นไม ได มี การเกิ ด มิ ได มี การเปลี่ ยน มาตั้ งแต แรกเริ่ ม เดิ ม ที . ส ว นสั ง ขตธาตุ ทั้ ง หลายนั้ น มี ก ารเกิ ด ขึ้ น – ตั้ ง อยู - ดั บ ไป, เกิ ด ขึ้ น ตั้งอยู - ดับไป, ไมมีที่สิ้นสุด.

www.buddhadasa.info ในชั้ นแรกนี้ เราจะต องเห็ นว า ในบรรดาธาตุ ทั้ งหลาย จะมี อยู จํ านวน เทา ไรก็ต าม แยกออกไปไดเ ปน สองฝา ย สองพวก กอ น คือ สัง ขตธาตุ กับ อสั งขตธาตุ : ที่ เป นสั งขตธาตุ ซึ่ งจะแยกเป นร างกาย หรือเป นจิ ตใจส วนไหน ก็ ยั ง เปนสังขตธาตุ เพราะยังมีการเกิดขึ้น – ตั้งอยู - ดับไป; สวนที่ตรงกันขาม เปน


๗๔

ปรมัตถสภาวธรรม

ธรรมชาติ อั นหนึ่ ง ซึ่ งแม จะเห็ นไม ได ง าย ๆ หรื อบางคนจะไม เข าใจว ามี มั นก็ ได มี อยู โดยแท คือ อสังขตธาตุ บางทีเรียกวา นิโรธธาตุ. เมื่ อเราจะกล าวสรุป ให เหลื อ เพี ยง ๒ ธาตุ นี้ ได แก : สั งขตธาตุ คื อ ธาตที่ มี เหตุ มี ป จจัย ปรุงแต งนี้ อย างหนึ่ ง, และอสั งขตธาตุ คื อธาตุ ที่ ไม มี เหตุ ไม มี ปจจัยปรุงแตง นี้อีกอยางหนึ่ง. ทีนี้ สวนประเภทที่มีเหตุปจจัยปรุงแตง อาจแยกเปน ๒ อยาง : คือ เป น รู ป ธาตุ -มี รู ป ปรากฏ, และอรู ป ธาตุ -ไม มี รู ป ปรากฏ ซึ่ ง เป น นามหรื อ เป น จิ ต . ถ าจะดู ฝ ายที่ เป นรู ปธาตุ คื อที่ เป นธาตุ ดิ น น้ํ า ไฟ ลม นี้ เป นรู ปธาตุ มี รู ปปรากฏ. ที่ เป น อรู ป ธาตุ ก็ เช น วิ ญ ญาณธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั ง ขารธาตุ นี้ ล ว น แต เป น นาม เป น ฝ า ยจิ ต เป น ความรู สึ ก คิ ด นึ ก ของจิ ต ไม มี รู ป ร า งปรากฏ. ข อ นี้ ได เคยแนะให ฟ งแล วว า บางคนอาจจะไม เคยได ยิ นว า รู ปธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั งขารธาตุ วิ ญ ญาธาตุ ; อย างนี้ ไม เคยได ยิ น เพราะเคยได ยิ นแต ว า รูปขั นธ เวทนาขั น ธ สั ญ ญาขั น ธ สั ง ขารขั น ธ วิ ญ ญาณขั น ธ ; หรื อ บางที ก็ ได ยิ น แต ว า รู ป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อยางเฉย ๆ ยังไมเคยไดยินคําวาธาตุ.

www.buddhadasa.info ขอให ได ยิ น ได ฟ ง ให ทราบไววา พระพุ ทธเจ าท านก็ ได ตรัสสิ่ งทั้ ง ๕ นี้ ไว ใ นฐานะที่ ว า เป น ธาตุ : เรี ย กว า รู ป ธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั ง ขารธาตุ วิญ ญาณธาตุ ตามลํ าดั บขั้นธ ๕ นั่ นเอง. แต ทํ าไมยั งไม เรียกวา ขั นธ เพราะมั น ยังไมไดปรุงแตงกันขึ้นมา เพื่อจะเปนขันธกลุมใดกลุมหนึ่ง มันจึงยังเปนเพียงธาตุ.

ธาตุ ปรุงแตง เปนขันธ เมื่อมีโอกาส ธาตุ ที่ เ ป น พื้ น ฐานนี้ เป น รู ป ธาตุ ที่ จ ะปรุ ง แต ง รู ป ขั น ธ ก็ ดี . ที่ เ ป น เวทนาธาตุ ที่ จะปรุ งแต งเวทนาขั นธ ก็ ดี , ที่ เป นสั ญ ญาธาตุ ที่ จะปรุงแต งเป นสั ญ ญาขันธก็ดี, ที่เปนสังขารธาตุ ที่จะปรุงแตงเปนสังขารขันธก็ดี, ที่เปนวิญญาณธาตุ


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๗๕

ที ่จ ะปรุง แตง เปน วิญ ญาณขัน ธก ็ด ี, มัน เปน สัก วา ธาตุ; ไดโ อกาสเมื ่อ ไรก็จ ะ ปรุงแตงเปนขันธนั้น ๆ ขึ้นมา. ที นี้ ธาตุ พื้ นฐานนี้ ต องอาศั ยอะไร ที่ จะปรุ งแต งได ? ก็ ต องอาศั ยธาตุ แรก ๆ ซึ่ งจะอยู เป นพื้ นฐานก อน ก็ คื อรู ปธาตุ ; รู ปธาตุ นี้ มั นจะแยกออกไปตามประเภท หรื อ ตามลั กษณะที่ มั นจะทํ าหน าที่ เป น ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย ก อ น; และต องมี ของคู กั น คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ : - ตา เรียกวา จั กขุ ธาตุ คู กับรูปที่ เห็นดวยตา เรียกวา รูปธาตุ อีกชื่อหนึ่ ง ซึ่งมันพองกันกับชื่อรวมของมัน. - หู เรียกวา โสตธาตุ ซึ่ งคู กั บ เสี ยง ซึ่ งทํ าให ได ยิ น เรียกวา สั ททธาตุ -ธาตุเสียง. - จมูก เรียกวา ฆานธาตุ ซึ่งคูกันกับกลิ่น คือ คันธธาตุ ซึ่งเปนกลิ่น. - ลิ้น ก็เรียกวา ชิวหาธาตุ ซึ่งตองคูกันกับรส คือ รสธาตุ. - กาย นีก้ ็เรียกวา กายธาตุ คูกันกับ โผฏฐัพพธาตุ ที่มากระทบกาย.

www.buddhadasa.info ที นี้ จะดู ที เดี ย วหมดก็ : ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย นี้ คื อ จั ก ขุ ธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ ชิ วหาธาตุ กายธาตุ . บางคนอาจจะสงสั ย เช น ว า ตาเป น ธาตุ ได อ ย างไร? นี้ ขอให ศึ กษาต อไปตามหลั กธรรมนี้ แล วก็ ถื อวาเป นธาตุ อั นหนึ่ ง ซึ่ งมั นเป นรูปธาตุ ก็ จริง แต มิ ได หมายถึ งส วนที่ เป นก อนเนื้ อของลู กตา หรืออะไรทํ านองนั้ น; แต หมายถึ งธาตุ อัน หนึ ่ง ซึ ่ง อยู ใ นลัก ษณะที ่อ าจจะรูส ึก อะไรได ทางตา หรือ ทางลูก ตา. ที ่เปน บาลีใชคําวา ปสาท, ประสาท แปลวา สิ่งที่ทําใหรูสึกได : จั ก ขุ ป ระสาท สิ่ ง ที่ ทํ า ให รู สึ ก ทางตาได นั่ น แหละคื อ จั ก ษุ ธ าตุ , หรื อ จักขุธาตุ-ธาตุทางตา.


๗๖

ปรมัตถสภาวธรรม

ธาตุ ท างหู ก็ หมายถึ งประสาทที่ ทํ าให เกิ ด ความรูสึ กได ทางหู . สิ่ งนี้ มั น เป นรูป แต วาดูไมเห็นดวยตาธรรมดา จึงจัดวา แมแตโสตประสาทก็ยังจัดไวในพวกรูป, รูปธรรม. จมู ก ก็เรียกวา ฆานประสาท; หรือใชคํ าวา ธาตุ ก็ ดี กวา ฆานธาตุ คื อ ทํ าให เกิดความรูสึกไดทางจมูก เรียกวาฆานธาตุ หรือธาตุจมูก. ลิ้น ก็เรียกวา ชิวหาธาตุ ธาตุ ลิ้น คือประสาททางลิ้น ตั้งอยูในฐานะเป น สิ่ งพื้ นฐานอั นหนึ่ ง เรียกวา ธาตุ สํ าหรับทํ าให เกิ ดความรูสึ กทางลิ้ น; ส วนนี้ เรียกวา ชิวหาธาตุ. กายธาตุ นี่ ก็หมายถึงประสาทที่ มี อยูทั่ วผิ วหนั ง ทั่ วกาย ทั่ วไป ที่ จะทํ าให เกิ ดความรูสึ กทางผิ วกาย แต ก็ มิ ได หมายถึ ง ตั วเนื้ อหนั งโดยตรง. ���ต หมายถึ งธาตุ อันหนึ่ง ที่จะอาศัยเนื้อหนังนั้นแลวทําความรูสึกตามหนาที่ของมันได.

www.buddhadasa.info ธาตุนั้น ๆ ยังไมอาจจะรูสึกได จนกวาจะมีอีกอันหนึ่งเขามาชวย

เช น ตาจะต องมี ธาตุ ช วย ซึ่งจะต องอาศั ยสิ่ งที่ เรียกวารูปข างนอก ที่ จะมา กระทบตา. สิ่ ง ที่ จ ะมากระทบตาก็ เรี ย กว า รู ป ; ในบาลี ใ ช คํ า ว า วั ณ ณนิ ภ า ซึ่ ง ตามตั วหนั งสื อก็ แปลวา รัศมี ของสี ทั้ งหลาย, หมายความวา สิ่ งที่ เป นสี เขี ยว สี แดง ที่ เราจะได เห็ นอยู ในโลกนี้ ซึ่ งวิ ทยาศาสตรว าจะออกมาจากดวงอาทิ ตย ก็ ตาม; มั นมี รัศมี คื อเป นกระแสที่ ซานออกมา สําหรับจะกระทบตาเรียกวา วัณณนิภา แลวแต วามั น จะนิ ภาของวัณณะอะไร. ถามั นเป นนิ ภาของวัณณะสีแดง ก็เห็นเป นสี แดง, เป นนิ ภาของ วัณณะสีเขียว ก็เห็นเปนสีเขียวอยางนี้เปนตน. นิภาเหลานี้ตองมากระทบตา; แตเรา


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๗๗

เรี ยกกั นตามธรรมดาว ารู ปเฉย ๆ จะเป นเขี ยว แดง ดํ า เหลื อง ก็ สุ ดแท กระทั่ งมั นจะเป น รู ปทรงอย างไรก็ สุ ดแท มั นมาโดยอาศั ยการเป นรั ศมี ของสิ่ งนั้ น ๆ ที่ เข ามาสู ตา; อย างนี้ เรียกวารูป และก็เรียกวาธาตุ อยูนั้นแหละ.

ดูตัวอยางธาตุตา+รูป+วิญญาณธาตุ เปนวิญญาณขันธ ยกตัว อยางคูแ รก ประสาทที ่จ ะรูส ึก ไดท างตานี ้ เรีย กวา จัก ขุธ าตุ -ธาตุจักษุ หรือธาตุตา; รูปที่จะมากระทบตาไดนี้ เรียกวา รูปธาตุ. ที นี้ ตากั บรู ป อาศั ยกั นแล ว จึ งจะเกิ ดสิ่ งที่ เรี ยกว า การเห็ นทางตา คื อจั กขุ วิญญาณ พระบาลี จะกล าวไว ชั ดว า จกฺ ขุ ญจฺ ปฏิ จฺ จ รูเป จ อุ ปฺ ปชฺ ชติ จกฺ ขุ วิ ฺาณํ -อาศั ยตาด วย อาศั ยรู ปด วย ย อมเกิ ดจั กขุ วิ ญ ญาณขึ้ นมา; แม จั กขุ ซึ่ งเป นเพี ยงธาตุ เดี๋ ยวนี้ ก็ ได ทํ าหน าที่ เป น ฝ ายหนึ่ ง ซึ่ งจะกระทบ ก็ เลยเรี ย กว าอายตนะขึ้ น มา ที่ เคย เรี ยกที แรก เป นพื้ นฐานที่ สุ ดว า จั กขุ ธาตุ เท านั้ น มั นกลายเป นจั กขุ อายตนะขึ้ นมาแล ว. ที นี้ ที่ มั น เป น เพี ย ง รู ป ธาตุ หรื อ วั ณ ณนิ ภ าต าง ๆ ที่ จ ะมากระทบตา ซึ่ งเราเรี ย กว า รูปธาตุ นั้ น เดี๋ ยวนี้ ก ลายเป น รู ป อายตนะขึ้ นมา, พอเป นรูปอายตนะขึ้ นมา, ก็ เลย ได เป นคู สํ าหรับที่ จะกระทบกั น : จากจั กขุ ธาตุ มาเป นจั กขุ อายตนะ และก็ จากรูปธาตุ มาเปนรูปายตนะ; อยางที่ ๑ เปนอายตนะขางใน, อยางที่ ๒ อายตนะขางนอก.

www.buddhadasa.info อายตนะสองอย าง นี้ อาศั ยกั นเข าแล ว ย อมจะเกิ ดสิ่ งที่ เรียกวา วิญญาณ; ดั งนั้ น มั นจึงเกิ ดจั กขุ วิญญาณ. จั กขุ วิญญาณนี้ ก็ ออกมาจากวิญญาณธาตุ ซึ่ งตามปกติ ทรงตั วอยู ในลั กษณะเป นวิ ญญาณธาตุ ยั งไม เป นจั กขุ วิ ญญาณ หรือวิ ญญาณอะไรหมด จนกว าจะมากระทํ าหน าที่ ทางตา สํ าเร็จแล ว จึ งจะเกิ ดจั กขุ วิ ญญาณ เพราะตาอาศั ยกั บรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ.


๗๘

ปรมัตถสภาวธรรม

ลองยอนไปดู อีกที วา ที แรกก็เป นเพี ยงธาตุ เปนจักขุธาตุ เป นรูปธาตุ พอทําหนาที่ก็กลายเปนจักขุอายตนะ, รูปายตนะ. พออายตนะนี้ทําหนาที่ก็กลาย เปนจักขุวิญ ญาณขันธขึ้นมา. ของเดิมมีแตเพียง ๓ อยาง : จักขุธาตุ อยางหนึ่ง, รูป ธาตุ อย างหนึ่ ง, วิ ญ ญาณธาตุ อย างหนึ่ ง; ๓ ธาตุ เท านั้ น . วิ ญ ญาณธาตุ นี้ จะกลายเปน วิญญาณขันธ อะไรขึ้นมาได ก็ตองอาศัย จักขุธาตุ กับ รูปธาตุ ได อ าศั ย กั น เสี ย ก อ น ดั ง นั้ น จึ ง ต อ งมี ธ าตุ ทั้ ง ๓ คื อ จั ก ขุ ธ าตุ -ธาตุ ต า, รูป ธาตุ ธาตุ รูป, และก็ วิญญาณธาตุ -ธาตุ จิต; พบกั นแล วจึงจะเกิ ด วิญญาณ ขึ้ นทางตา หู จมู ก ลิ้น กาย แลวแตกรณีไหน.

อาการที่ธาตุ ตา+รูป+วิญญาณธาตุ นี้เรียกวาผัสสะ ที นี้ ธาตุ ๓ อย างนี้ พบกั น ท านเรี ยกว าผั สสะ; พระพุ ทธเจ าท านตรั สว า ติณฺ ณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส - ความพบกันประจวบกันระหวางสิ่งทั้ง ๓ คือ ตากับรูป และวิญญาณ ทางตานี่. ตากับรูปและวิญญาณทางตา ๓ อยางพบกันแลว เรียกวา ผัสสะ. ผัสสะนี้ ดูโดยเนื้อแทก็เปนธาตุ สงเคราะหอยูในพวกเวทนาธาตุ เพราะวา นั บ ตั้ งแต ผั ส สะนี้ ไป จะเป นเวทนาขัน ธ. ที่ วาผั ส สะนี้ ก็ คื อ การกระทบ; กระทบ ระหวางอะไร? ระหวางสิ่งทั้ง ๓ คือตากับรูป และจักขุวิญ ญาณ. วิญ ญาณขันธ เกิ ดขึ้ นเป นจั กขุ วิญญาณแล ว ที นี้ อาศั ยทั้ ง ๓ อย างนี้ กระทบกั น จึงจะเรียกวาผั สสะ ไดเกิดขึ้น.

www.buddhadasa.info ที่จริงผัสสะก็เปนแตเพียงอาการ แตเปนความรูสึกไดที่จิตใจ ก็เลย สงเคราะหเขาไวในฝายเวทนาขันธ; ผัสสะเกิดขึ้นแลวเปนปจจัย ก็ยอมเกิดเวทนา โดยตรง อยางบาลีวา ผสฺสปจฺจยา เวทนา-เพราะผัสสะเปนปจจัย จึงเกิดเวทนา.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๗๙

ผัสสะ + เวทนาธาตุ ออกมาเปนเวทนขันธ เวทนานี้ ม าจากไหน? ที่ แ ท มั น ก็ เป น เวทนาธาตุ อั น หนึ่ ง ซึ่ งมี อ ยู เป น พื้ นฐาน ประจํ าอยู ตลอดเวลา เป นสั กว าธาตุ เวทนา แต มั นไม ได ออกมา จนกว าจะมี ผั สสะ อย า งที่ ว า . พอออกมาก็ ล ะจากความเป น เวทนาธาตุ มาเป น เวทนาขั น ธ ที่ กํ า ลั ง ทํ าหน าที่ อยู นี่ เราจึ งเปลี่ ยนชื่ อจากเวทนาธาตุ มาเป นเวทนาขั นธ , เพราะมี อยู เป นกลุ มๆ : เวทนาทางตา ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย แม ก ระทั่ ง ทางใจ มั น เป น กลุ ม ขึ้ น มา จึ ง เรี ย กว า เวทนาขั น ธ . เวทนาธาตุ ที่ ยั ง ไม ถู ก ปรุ ง บั ด นี้ ถู ก ปรุ ง ขึ้ น มาแล ว เปน เวทนาขัน ธ; รูป ขัน ธ ก็เ กิด แลว , วิญ ญาณขัน ธ ก็เ กิด แลว , เวทนาขัน ธ ก็เกิดแลว.

พอเวทนาขันธเกิด จะปรุงแตงเปน สัญญา-สังขารตามลําดับ ที นี้ เวทนานี้ เกิ ดขึ้ นแล ว จะปรุงแต งให เกิ ดความรูสึ กทางจิ ตใจขึ้ นตามลํ าดั บ ในอั น ถั ด ไป :จะมี สั ญ ญาขั น ธ ก อ น, เวทนาเกิ ด ขึ้ น เป น สุ ขเป น ทุ ก ข เป น อทุ ก ขมสุ ข อย างไรก็ ตาม จะต องมี ความรูสึ กสํ าคั ญวามั นเป นอะไร สํ าคั ญวาเป นสุ ข สํ าคั ญวาเป น ทุ กข สํ าคั ญ ว าเป นอทุ กขมสุ ข. สิ่ งสํ าคั ญ ยิ่ งไปกว านั้ นที่ จะเป นกิ เลส ก็ คื อ สํ าคั ญ ว า เที่ ยง สํ าคั ญ ว าของเรา, สํ าคั ญ ส วนใดส วนหนึ่ ง ที่ เป นแต เพี ยงสั กว า ความรู สึ กนั้ นว า ตั วเรา วาของเรา นั่ นแหละสั ญญาเกิ ดขึ้ นเป นอั ตตสั ญญาวาเรา เรารูสึ กได : ในเวทนานั้ น เรารูสึกได คื อรูสึ กวาเรานั้ นต องมี ตั วเรา ก็ เลยเกิดเป นอัตตสั ญญาขึ้นมา เป นสั ญญาขันธ ที่ ทํ าหน าที่ รุนแรงที่ สุ ด ในบรรดาสั ญญาขั นธ ทั้ งหลาย. สั ญญาว าเที่ ยง สั ญญาว าไม เที่ ยง สัญญาวาสุขวาทุกข นี่ไมรุนแรงเทากับสัญญาวา “เรา”, วาอัตตสัญญา.

www.buddhadasa.info หลังจากเวทนาเกิ ดแล ว จะมี ความสํ าคั ญในเวทนานั้ นวาเป นอยางไร อยางใด อยางหนึ่ง จะกระทั่งสําคัญวาเปนเวทนาของเรา; จึงเห็นไดวาสัญญาขันธไดเกิดขึ้น


ปรมัตถสภาวธรรม

๘๐

แลว สําคั ญวาเป นอยางนั้นอยางนี้ขึ้นมาแล ว ที นี้ หลั งจากสั ญญาขั นธ แลว ยอมเกิ ด สั งขารขั นธ ก็ มาจากสั งขารธาตุ อย างที่ กล าวแล วข างต น; เพราะมั นมี อยู เป นรากฐาน พื้นฐาน ในที่ทั่วไป จนกวาจะไดโอกาสจึงจะแสดงตัวออกมา. ทีนี้เมื่อสัญญาธาตุกลายเปนสัญญาขันธ สําคัญอยางนั้นอยางนี้แลว สังขารธาตุก็กลายเปนสังขารขันธ : รูสึกคิดนึกอยางนั้นอยางนี้ขึ้นมา ; ดังนั้นจากความคิดนึก เหล านั้ นมั นก็ มี เป นสายไป นั บตั้ งแต วามี สั ญญาวา “เรา” แล วมั นก็ มี สั ญเจตนา ที่ จะทํ า, ที่เราจะทําอยางใดอยางหนึ่ง; นี่เรียกวามีสัญเจตนา, แลวก็มี ตัณหา. จากสัญเจตนา ก็ จะเกิ ดตั ณ หา เกิ ดความอยากอย างใดอย างหนึ่ ง ตามสั ญ เจตนา; แล วก็ จะเกิ ดวิ ตก แลวก็จะเกิดวิจาร. กลุมนี้ เป น สั งขารขั นธ ทั้ งนั้ น มันก็มีรวมกันหมดเรียกวา สังขารขันธ นับตั้งแตเกิดสัญเจตนา เกิดตัณหา เกิดวิตกวิจาร ตามลําดับ; นี้รวมทั้งหมดแลว ก็ เรี ยกว าสั งขารขั นธ . นั บตั้ งแต มี เจตนาไปตามสั ญ ญา แล วเกิ ดตั ณ หา ความต องการ และก็ วิ ต ก ไปตามความต อ งการ, และได ม า ก็ วิ ต กไปตามที่ ไ ด ม า, และก็ วิ จ ารคือวาผูกพันธหลงใหล รูสึกอยูในสิ่งนั้น. กลุมที่เรียกวา สังขารขันธนี้ก็เลยมีมาก หลายอาการ เรียกวา สังขารขันธ ทั้งนั้น, รวมแลวครบ ๕ ขันธ.

www.buddhadasa.info ทบทวนอาการที่ธาตุปรุงกัน

ถ าลื มไปบ างก็ ทบทวนเสี ยใหม : เมื่ อ ตา พบกั บรู ป ได อาศั ย กั นกั บรู ป ยอ มเกิด จัก ขุว ิญ ญาณขึ ้น มา; นี ่ร ูป ขัน ธเ กิด ขึ ้น แลว วิญ ญาณขัน ธก ็เ กิด แลว . ระหวางตากับรูป กับวิญญาณขันธนั้น เมื่อมาสัมพั นธกันแลวก็เรียกวาผัสสะ, จาก ผัส สะก็ เกิด เวทนา คือเวทนาขัน ธ; จากเวทนาขั น ธก็ทํ าใหสําคัญ อยางนั้น อยางนี้ ในเวทนาขั น ธ มั น ก็ เป น สั ญ ญาขั น ธ เกิ ด ขึ้ น มาว า เป น อะไร เพื่ อ จะยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในขั้นตอไป ซึ่งเรียกวา สังขารขันธ.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๘๑

ธาตุ ป รุ งกั น มั น จึ งเกิ ด รู ป ขั น ธ วิ ญ ญาณขั น ธ เวทนาขั น ธ สั ญ ญาขั น ธ สังขารขันธ ครบทั้ง ๕ ขันธดังนี้. เมื่อยังไมทําหนาที่ปรุงอยางนี้ ก็ยังเรียกวาธาตุ: คื อ รู ป ธาตุ วิ ญ ญาณธาตุ เวทนาธาตุ สั ญ ญาธาตุ สั งขารธาตุ มี ๕ ธาตุ พอได ทํ า หน า ที่ ตามหน า ที่ ที่ จ ะต อ งทํ า ในชี วิ ต ประจํ า วั น เมื่ อ ได อ ารมณ ข า งนอก ก็ เกิ ด เป น รูปขันธ วิญญาณขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ ขึ้นมา.

ขันธทั้ง ๕ + อวิชชา จะเปนอุปาทานขันธ ตอนที่ เป นขั นธ นี้ ก็ แยกออกเป น ๒ ฝ าย : ถ าไม มี อวิ ชชาธาตุ ธาตุ เหล านั้ น ก็ทําหนาที่ขันธลวน ๆ ตามเดิม; ถามีอวิชชาธาตุ ความโงเขลาเขาไปปรุง ปนอยูดวย มัน ก็ก ลายเปน อุป าทานขัน ธ; ไมใ ชข ัน ธเฉย ๆ ตอ งเปน อุป าทานขัน ข. รูป ก็เปน รูปู ปาทานขั นข ที่ เป นเวทนาก็ เป นเวทนู ปาทานขั นธ ที่ เป นสั ญญาก็ เป นสั ญู ปาทานขั นธ ที่ เป นสั งขารก็ เป นสั งขารูปาทานขั นธ และที่ เป นวิ ญญาณก็ เป นวิ ญญาณู ปาทานขั นธ ก็ เกิ ด อุปาทานขันธ ๕ ขึ้นมา. เมื่อเปนอุปาทานขันธสมบูรณอยางนี้แลว ก็คือตัวความทุกข ที่ มี อ ยู ใ นนั้ น ; เพราะความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น เป น เรา-เป น ของเรามี อ ยู แ ล ว ตั้ ง แต มี สั ญญาขั นธ ในรูปของสั ญญาขั นธ กระทั่ งมาอยู ในสั งขารขั นธ คิ ดนึ กอยู เต็ มที่ เป นอุ ปาทาน เปนภพขึ้นมาแลว.

www.buddhadasa.info ถ าถื อตามหลั กปฏิ จจสมุ ปบาท จะเข าใจได ง าย โดยเริ่ มขึ้ นมาว า จกฺ ขุ ฺจ ปฏิ จฺจ รูเป จ อุปฺ ปชชติ จกฺ ขุวิฺาณํ - อาศั ยตากับรูปเกิ ดจักขุวิญญาณ ติ ณฺ ณํ ธมฺ มานํ สงฺ ค ติ ผสฺ โส ๓ อย างนี้ รวมกั น เรี ย กว าผั ส สะ. ผสฺ ส ปจฺ จยา เวทนา -เพราะผั ส สะ เปนปจจัยจึงเกิดเวทนา. ขอให สั ง เกตดู ใ ห ดี ว า รู ป ขั น ธ ได เกิ ด ขึ้ น แล ว ในขณะตากระทบรู ป , วิญญาณขันธเกิดขึ้นเพราะอาศัยตากระทบรูป. แมผัสสะกับเวทนานั้นคือเวทนาขันธ


๘๒

ปรมัตถสภาวธรรม

ที่ เกิ ด มาในรองลํ าดั บ : ผสฺ ส ปจฺ จ ยา เวทนา; จากเวทนาปจฺ จ ยา ตณฺ ห า -เวทนา เป นป จจั ยให เกิ ดตั ณหา นี่ มั นรวมกั นที เดี ยวหมดเลย : จากเวทนานั้ น ก็ จะเป นสั ญญา แล วก็ เป นสั ญญา เจตนา เป นตั ณหา เป นวิ ตก เป นวิ จาร รวมอยู ในคํ าเดี ยวกั บตั ณหา. จากเวทนาเปนปจจัย ยอมเกิดตัณหา กระทั่งมาถึงอุปาทาน นี่ก็ยังอยู ในพวกสังขารขั น ธ , กระทั่ งเป น ภพ ชนิ ด ที่ เป น กั ม มภพ ความรู สึ ก คิ ด นึ ก ที่ ส มบู รณ เป น นั่ น เป น นี่ นี้ ก็ ยั ง เป น สั ง ขารขั น ธ ; ก็ เลยเกิ ด ทุ ก ข . สั ง ขารขั น ธ ป รุง แต งเป น ความทุ ก ข ขึ้ น มา โดยสมบูรณ คือเปนชาติ ชรา มรณะ. ในกระแสแหงปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง เราจะพบความเปนขันธ ๕ เกิดขึ้นมาจากธาตุ ทั้ง๕; และขันธ ๕ นั้น ถูกกระทําใหเปน อุปาทานขันธ ๕ เลยเปนทุกข.

พุทธบริษัทตองเขาใจเรื่องธาตุปรุงกันใหเกิดทุกข ถาเขาใจเรื่องนี้ ก็ เป นอั นวาเขาใจเรื่องธาตุ ทั้ งปวงที่ มี อยู ปรุงแต งกั นจน เกิ ด เป น ความทุ ก ข ขึ้ น มา, เป น ความรูอ ย างเดี ย วที่ เรีย กว า เป น ความรูจ ริง รูแ จ ง ของคนที่ เป นพุ ทธบริ ษั ท. ดั งนั้ น ขอให พยายามทํ าความเข าใจ ให เข าใจจนได ในเรื่ อง ธาตุ ทั้ งหลาย ปรุ งแต งขึ้ น มาจนเป น อายตนะนอก อายตนะใน; การพบกั น ระหว า ง อายตนะนอกกั บอายตนะใน ก็ เกิ ดวิ ญญาณขึ้ นมา ระหว าง ๓ สิ่ งนั้ นรวมกั นเข า ก็ เรี ยกว า ผัสสะ ขึ้นมา, แลวก็เปนเวทนาขึ้นมา เปนสัญญาขึ้นมา เปนสังขารขึ้นมา.

www.buddhadasa.info วิญ ญาณนั้ นอาจจะทํ าหน าที่ ได หลายตอน ตอนตากระทบรูปก็ เรียกวา จั ก ขุ วิ ญ ญาณนี้ วิ ญ ญาณก็ เกิ ด แล ว ; พอเวทนาเกิ ด ขึ้ น ในจิ ต ในความรู สึ ก ของจิ ต มโนก็ ทํ าหน าที่ มโนวิญญาณได เป นวิญญาณ; หรือกํ าลั งคิ ดนึ กอยู ถ ามั นเกิ ดความรูสึ ก อะไรขึ้นมา มันก็เปนมโนวิญญาณได. ฉะนั้นวิญญาณจะมีไดหลาย ๆ หน โดยอาศัย


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๘๓

เวทนาเป น อารมณ ก็ ได , กลายเป น ธั ม มารมณ ข างใน สํ า หรับ จิ ต กระทบและรูสึ ก หรือจะเอาสัญญาเปนอารมณก็ได เอาสังขารเปนอารมณเองก็ได. ยิ่ งพิ จารณาไปจะยิ่ งเห็ นว า ไม มี อะไรที่ ไม ใช ธาตุ แม จะกิ นเวลามากจน น าเบื่ อที่ สุ ดอย างไร ก็ ยั งขอรองให ท านทั้ งหลาย พยายามทํ าความเข าใจให จงได . ค อย ๆ เข า ใจไปที ล ะนิ ด ๆ ก็ ยั ง ดี , จะพู ด กั น สั ก กี่ ค รั้ ง หรื อ กี่ สิ บ ครั้ ง ก็ ยั ง ดี . อาตมาผู พู ด ก็ ไม รูสึ กเหนื่ อย เพราะว าต องพู ดไปจนรูเรื่อง เกรงแต ว าท านทั้ งหลายจะไม อดทนพอที่ จะ ทํ าความเข าใจ เรื่ อ งสิ่ งที่ เรี ย กว าธาตุ ซึ่ งมี อ ยู เป น พื้ น ฐาน และปรุ งขึ้ น มาเป น ความ รู สึ ก คิ ด นึ ก ว า เรา ว า ของเรา จึ ง เกิ ด ความทุ ก ข และก็ จ ะดั บ ไป. ถึ ง แม จ ะดั บ ไป มันก็ตองดับดวยธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกวานิโรธธาตุ หรือนิพพานธาตุก็ตาม.

ธาตุฝายสังขตะ จะปรุงแตงเรื่อย จะดับตอเมื่อพบกับธาตุฝายอสังขตะ สรุปความอี กที หนึ่ งว า ธาตุ ทั้ งหลายนี้ ฝ ายสั งขตะ จะเกิ ดขึ้ น ๆ ๆ ปรุงแต ง ให เกิ ด ขึ้ น จะเป น รู ป ธาตุ ก็ ได อรู ป ธาตุ คื อ นามธาตุ ก็ ไ ด , มั น จะปรุ ง แต ง กั น ขึ้ น จนเป นวิญ ญาณ จนเป นผัสสะ เวทนา ครบขันธ ๕ ; แต แล ว ที่ สุ ดมั นจะดั บลงไป ดว ยธาตุอ ีก ธาตุห นึ ่ง ซึ ่ง เรีย กวา นิโ รธธาตุ ซึ ่ง เปน ฝา ยอสัง ขตะ. ฉะนั ้น ความดั บ นี่ มั น มิ ได โดยธาตุ ข องความดั บ ที่ เรี ย กว า นิ โรธธาตุ ; ไม อ ย า งนั้ น มั น ดั บ ไมได.

www.buddhadasa.info จะยกตั วอย างทางวั ตถุ เหมื อนอย างไฟ กว ามั นจะเกิ ดเป นไฟขึ้ นมาได มั น ตองอาศั ยหลาย ๆ ธาตุ , กวาไฟจะลุ ก เป น ไฟขึ้ น มาได ต อ งอาศั ย ธาตุ นั้ น ธาตุ นี้ ธาตุ โน น ตามธาตุ ทางวั ตถุ ทางวิ ทยาศาสตร ซึ่ งก็ รูกั นได ดี ว า ไฟจะเกิ ดขึ้ นได อย างไร. มันตองมีเชื้อเพลิง เชนไมฟน หรือน้ํามัน นี้ก็ตาม, มันก็จะตองมีความรอน มีธาตุ


๘๔

ปรมัตถสภาวธรรม

ที่ ห ล อ เลี้ ย งไฟเป น อ็ อ กซิ เจน หรื อ อะไรก็ สุ ด แท , และยั งต อ งมี อ ะไรอี ก บางอย า งมา ชวยกัน ไฟจึงจะลุกเปนไฟขึ้นมา. ทีนี้เมื่อจะดับไป ก็ตองไปตามกฎที่วา เหตุปจจัย นั ้น มัน สิ ้น , เหตุป จ จัย จะสิ ้น จนทํ า ใหไฟดับ นี ้ ปจ จัย สิ ้น หมดเองไปก็ไ ด เชน วา น้ํ ามั นมั นหมด ไฟมั นก็ ดั บ อย างนี้ เรียกว า เหตุ ป จจั ย ที่ ทํ าให ไฟลุ กนั้ นหมดเสี ยแล ว; ไฟก็ ดั บเองด วยเหตุ ผล เพราะเหตุ ป จจัยมั นสิ้นเอง. ที นี้ ถ าป จจัยไม สิ้ นเอง แต มี อํ านาจ อันใดอันหนึ่งมาทําใหไฟดับก็ได เชนวา ถาไฟที่มันดับไดดวยน้ํา ก็เอาน้ําสาดเขาไป หรื อ เอาแผ น อะไรทั บ เสี ย ไฟก็ ต อ งดั บ โดยที่ มี อ ะไรแทรกแซงเข า มา; ไม ใ ช ดั บ เพราะว าป จ จั ย ค อ ย ๆ สิ้ น ไปเอง; ทั้ งหมดนี้ เรี ย กว า ความดั บ . จะต อ งมี ค วามดั บ ที่ เป น พื้ น ฐานอยูอีกอั นหนึ่ ง มั น จึ งจะปรากฏเป น ความดั บ ออกมาได; ในทางธรรม ถื อเป นอย างนี้ . ฉะนั้ นความทุ กข ที่ เกิ ดขึ้ นเพราะป ญ จุ ปาทานั กขั นธ ทั้ งหลาย มั นจะถึ ง ความดับ ก็โดยเมื่อมีนิโรธธาตุเขามา:ดั บ เพราะว า เหตุ ป จ จั ย สิ้ น สุ ด ลง ตามธรรมชาติ ตามโอกาส; ตั ว อย า ง เช นว า : ตาเห็ นของที่ น ารั ก น าพอใจ จนเกิ ดกิ เลส จนยึ ดมั่ นถื อมั่ นจนเป นความทุ กข แต มั น จะอยู อ ย างนั้ น ตลอดวั น ตลอดเดื อ นตลอดป ไม ได ; เหตุ ป จ จั ย ส วนใดส วนหนึ่ ง มั นเปลี่ ยน มั นรอยหรอ มั นก็ หยุ ดไปได , คื อว าหยุ ดทรมานด วยการหลงรักหลงอะไรได . นี้ เรี ยกว าดั บไป ตามโอกาส หรื อการสิ้ นสุ ดของป จจั ยตามธรรมชาติ ; อย างนี้ ก็ เรี ยกว า ดับชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งไมใชฝไมลายมืออะไรของคนนั้นนัก.

www.buddhadasa.info แต ยั งมี ทาง หรือวิธี ที่ จะปฏิ บั ติ ให นิ โรธธาตุ เข ามาดั บทุ กข นี้ ได โดยเร็วไปตาม ต องการ ยิ่ งกวานั้ น; นี่ คื อดั บความทุ กข นี้ ด วยสติ ป ญญา ที่ เจริญภาวนา เช นวิ ป สสนาภาวนา เป นตน . นี่เราทํ าให เกิ ด สติ ป ญ ญา ที่ เป น วิป ส สนาเขามา ก็ เลยหายโง หายหลงรัก หายยึดมั่นถือมั่นที่นั่นเดี๋ยวนั้นทันทีก็ได.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๘๕

ที นี้ ถ าจะพู ดอี กที หนึ่ งก็ พู ดว า ทุ กข ดั บเพราะว ามั นมาพบกั นเข ากั บนิ โรธธาตุ เชนนิพพานธาตุเปนตน. นิโรธธาตุนี้เมื่อถึงขั้นสูงสุด เขาจะเรียกเปนวานิพพาน ธาตุ : เจริ ญ วิ ป สสนาอยู เป นประจํ าจนกระทั่ งว า เกิ ดความรู แจ ง เห็ นแจ ง มรรคญาณ ผลญาณ นิ พพิ ทา วิ ราคะ วิ มุ ตติ ไปตามลํ าดั บ จนกระทั่ ง นิ พพานธาตุ ชนิ ดสอุ ปาทิ เสสนิ พพาน หรื ออนุ ปาทิ เสสนิ พพานก็ ดี ปรากฏขึ้ น สั งขารทั้ งปวงก็ ดั บ; ไม มี ทางจะปรุ งแต ง เปนนี่เปนนั่น เพื่อจะเปนอุปาทานขันธอีกตอไป; นี้ก็เรียกวานิโรธธาตุโดยแทจริง นิ พพานนี้ ก็ เป นธาตุ ครั้งสุ ดท าย สู งสุ ดกว าเขาหมด แล วก็ ยั งคงเป นธาตุ ; คื อ ธา-ตุ , ก็ เรี ย กว า นิ พ พานธาตุ บ าง นิ โรธธาตุ บ าง อสั งขตธาตุ บ าง อมตธาตุ บ าง; แลวแตจะเรียก. นี่คือ ธาตุแหงความดับซึ่งมาถูกเขากับสังขาร หรือสังขารมาถูกเขา กั บธาตุ แห งความดั บแล ว มั น ก็ ต องดั บ . ที่ เห็ นได งาย ๆ เชนวา ไฟมั นลุ กโพลงอยู พอมันถูกเขากับน้ํา มันก็ดับลง เพราะมันเปนธรรมชาติตรงกันขามอยู.

พิจารณาใหดี ไมมีอะไรที่ไมใชธาตุ

www.buddhadasa.info เอาละที นี้ ก็ ต องย้ํ าหรื อขอร องให พิ จารณาย้ํ า ให ซ้ํ า ให ดู ใหม ว า : ตั้ งแต ต น จนถึง ที ่ส ุด นั ้น มัน มีอ ะไรที ่ม ิใ ชธ าตุ? คือ นับ ไดตั ้ง แตค วามทุก ข ยัง มิไ ดเ กิด ขึ ้น จนกระทั่ งความทุ กข เกิ ด ขึ้ น และเป น ไป เป น ทุ ก ข ท รมานไป จนกว าทุ ก ข นั้ นจะดั บ ลง หมดสิ้ น . นี่ มั น มี อ ะไรส ว นไหนที่ มิ ใช ธ าตุ ? แม แ ต ตั ว วั ต ถุ มั น ก็ ธ าตุ และตั ว กริ ย า อาการที่ เปลี่ ยนแปลงไป มั นก็ เป นธาตุ คื อเป นสั งขตธาตุ หรื อเป นสั งขารธาตุ ก็ สุ ดแท ; กระทั่ ง มั น ดั บ ลง มั น ก็ เ ป น นิ โ รธธาตุ หรื อ นิ พ พานธาตุ . ถ า มั น ดั บ ชั่ ว คราว ก็ เป น นิโรธธาตุปรากฏชั่วคราว มิไดปรากฏอยูตลอดเวลา หรือเด็ดขาดลงไปได. ขอใหด ูว า วัน หนึ ่ง กี ่ว ัน กี ่เ ดือ น กี ่ป ; ในวัน หนึ ่ง ๆ ในเรื ่อ งหนึ ่ง ๆ ก็ไมมีอะไรที่มิใชธาตุ : ลมหายใจก็คือธาตุ, รางกายนี้ก็คือธาตุ, การปรุงแตงกันระหวาง


๘๖

ปรมัตถสภาวธรรม

สิ่ ง นี้ ก็ คื อ ธาตุ , ความรู สึ ก เกิ ด ขึ้ น ก็ คื อ ธาตุ , กิ ริ ย าอาการที่ มั น ปรุ ง แต ง กั น ก็ เ ป น อาการของธาตุ ที่ เรี ยกว า สั งขตธาตุ , ส วนที่ ว ามั นจะหยุ ดไปดั บไป ก็ เพราะธาตุ คื อ นิโรธธาตุ. ตอ งขอโอกาสย้ํ า แลว ย้ํ า อีก วา ไมม ีอ ะไรที ่ไ มใ ชธ าตุ. ถา จะแจก รายละเอี ยดก็ จะแจกได ม ากมาย คน ๆ หนึ่ ง เรานี่ แหละไม ต องใครละ; ตรงไหนบ าง ที่ ไ ม ใ ช ธ าตุ ? ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง ที่ เป น พวกเดี ย วกั น นี้ , และก็ น้ํ า เลื อ ด น้ํ า หนองน้ํ ามู ก น้ํ าลาย นั่ นก็ เป นส วนธาตุ , และความรอน ชนิ ดใดชนิ ดหนึ่ ง ที่ อยู ในรางกายนี้ เหล านี้ ก็ เป นส วนธาตุ , และส วนที่ เป นแก ส เป นความระเหยอยู ที่ เรี ยกว า ธาตุ ลม นั้ น ก็ คื อ ธาตุ ; เพราะว า วั ต ถุ อาศั ย ๔ ธาตุ นี้ ประกอบกั น เข า เป น โครงร า ง เนื้ อ หนั ง ของมนุษย; ทุกสวนเปนธาตุหมด. ผมเส น หนึ่ ง เอามาดู ก็ ป ระกอบอยู ด ว ย ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ และ ธาตุ ล ม. นี่ ก็ พ อจะเข าใจได ว า ผมก็ มี ความเป น ของแข็ ง, ในผมก็ มี น้ํ า ที่ จ ะบี บ คั้ น ออกมาได , และก็ มี อุ ณ ภู มิ ธาตุ ไฟอยู ระดั บ ใดระดั บ หนึ่ ง, ในผมเส น เดี ยวนั้ น แหละ ก็ มี ล ม ธาตุ ล ม คื อ ส ว นที่ ร ะเหยไปได , มี อ ากาศมี ที่ ว า ง ที่ จ ะให ผ มเส น นี้ ตั้ ง อยู ไ ด ถาไมมีที่วาง ผมก็ตั้งอยูไมได. นี่เรียกวา ในผมเสน หนึ่ งก็มี แตความเปน ธาตุลวน แตเปนฝายรูปธาตุ. ยิ่งไปพิจารณาเล็บ ฟน หนัง กระดูก เลือก เนื้อ หมดทุกสวน ของร างกาย ล วนเป นธาตุ ทั้ ง ๔ รวมกั นอยู ในรูปใดรูปหนึ่ ง; เป นอั นวา ส วนรางกาย ไมม ีอ ะไรที ่ไ มใ ชธ าตุ. แมแ ตเ นื ้อ ที ่ว า ง มัน ก็เ ปน ธาตุ. สว นที ่ก ิน หรือ ครอง เนื้อที่วางอยู มันก็ลวนแตเปนธาตุใดธาตุหนึ่ง.

www.buddhadasa.info ทีนี้ สวนจิตใจมันเริ่มขึ้นมาเปนความคิดนึกได ก็เพราะวา รูปธาตุนี้ ทํา หนาที่ของธาตุ; ตาก็เปนรูปธาตุ รูปขางนอกก็เปนรูปธาตุ อาศัยกันเขาแลวก็เปนอายตนะ


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๘๗

สํ าหรั บ กระทบกั บ ตา ข างใน รู ป ข างนอก. ตาก็ เป น รู ป ธาตุ รู ป ก็ เป น รู ป ธาตุ อ ยู แล ว แม ว าจะเป นสิ่ งละเอี ยด เห็ นไม ได ด วยตา ก็ ยั งคงเป นธาตุ ; เช น ความรู สึ กต าง ๆ นี้ ก็เปนธาตุ แตวาเห็นดวยตามไมได. ถารูสึกที่ตาได นั่นก็เรียกวา จักขุธาตุ. ที นี้ รู ป ที่ ม ากระทบตา ก็ เป น ธาตุ เป น ส วนที่ จั บ ไม ได แต เห็ น ได ก็ มี เช นว ารั ศมี หรื อวั ณ ณนิ ภาของคลื่ นแสงต าง ๆ ที่ มากระทบตา เราจั บ มั นไม ได แต มั นก็ ยั งเห็ น ได ด วยตา ด วยความรู สึ ก ที่ ต า นี้ ก็ คื อ ธาตุ . ส วนรู ป ธาตุ อยู ในฝ ายนี้ เรี ย กว า จั ก ขุ ธ าตุ , ฝ า ยโน น เรี ย กว า รู ป ธาตุ อาศั ย กั น เกิ ด วิ ญ ญาณขึ้ น มาจากธาตุ ที่ เป น วิญญาณธาตุ ซึ่งมีอยูเปนปกติตามธรรมชาติ เหมือนกับธาตุอื่น ๆ นั่นแหละ.

ทุกธาตุมีอยูตามธรรมชาติ มีโอกาสเมื่อไร ก็แสดงตัว ไมวาธาตุไหน ลวนมีอยูอยางนั้น ตามธรรมชาติ คลาย ๆ กับวา รออยู อย างนั้ น จนกว าจะมี โอกาส ที ค จะแสดงตั ว คื อ ได ป จจั ยที่ ป รุงแต ง เมื่ อได ป จจั ย ที่ ปรุ งแต ง ก็ แสดงตั วออกมาอี กที หนึ่ ง. เมื่ อเรากํ าลั งมี ความคิ ดนึ กอยู ในใจ ความคิ ดนึ ก นั้ น มั น เป น สาย หรื อ ว า เป น วิ ถี ข องการที่ ป รุ ง แต ง กั น มาทางจิ ต โดยอํ า นาจของสิ่ ง ที่ เรี ยกว า นามธาตุ นั บ ตั้ งแต พ อเห็ นก็ เป นวิ ญ ญาณ แล วก็ เป นผั สสะ แล วก็ เป นเวทนา แล วก็ เป นสั ญ ญา แล วก็ เป นสั งขาร ไม มี ส วนไหนที่ มิ ใช ธาตุ , แล วก็ ยั งหาส วนที่ มิ ใช ธาตุไมพบ แมแตที่วางก็เปนอากาสธาตุ.

www.buddhadasa.info ตั ว ตนจะมี อ ยู ที่ ไ หน; ตั ว ตนก็ เป น เพี ย งสั ง ขารธาตุ ที่ ถู ก ปรุ ง ด ว ย อวิชชาออกมาเปน สังขารขันธ เปนความคิดนึกอยางนั้นอยางนี้ และอาจจะมีได ปรุงได ตั้งแต พอมีเวทนาขึ้นมาโดยสมบูรณแลว ก็จะเกิดสัญญา ก็ปรุงเปน เรารูสึก


๘๘

ปรมัตถสภาวธรรม

อย างนั้ น เรารู สึ กอย างนี้ ในเวทนา; และสํ าคั ญ เวทนาว าเป นอย างนั้ นอย างนี้ . ต อมา เมื่ อเกิ ดวิ ญญาณ รูสึ กในสิ่ งเหล านี้ หลายซั บหลายซ อนขึ้น แล วก็ ไปคว าเอาวิญญาณขันธ นั้ น มาเป น ตั ว ตนก็ ได , หรื อ บางที เพราะเหตุ ที่ มั น อาศั ย สิ่ ง เหล า นี้ เป น เครื่ อ งรู สึ ก ได รวมกั นในรูป เวทนา สั ญญา สั งขาร วิ ญญาณ ทั้ ง ๕ อย างนี้ ; คนที่ ยั งรูน อย ยั งไม ฉลาด ยังโงอยูบาง อาจจะไปควาเอารูปขันธ มาเปนตัวตนก็ได. พระพุ ท ธเจ าท านได ต รั ส ไว ทั้ ง ๕ ขั น ธ เลย ว า “เอารู ป เป นตั วตนก็ มี เวทนาเป นตั วตนก็ มี สั ญ ญาเป นตั วตนก็ มี สั งขารเป นตั วตนก็ มี วิ ญ ญาณเป นตั วตน ก็ มี ” ; แล วแต ว า คน ๆ นั้ นมั นกํ าลั งโง อยู อย างไร. หรื อถ าพู ดให ถู กว านั้ นก็ แล วแต ว า กลุ มธาตุ หรือกลุ มขั นธ กลุ มนั้ น มั นยั งโง อยู ในระดั บไหน; ซึ่ งจะเอารูปเป นตั วตนก็ ได เอาเวทนาเป นตั วตนก็ ได สั ญ ญาเป นตั วตนก็ ได สั งขารเป น ตั วตนก็ ได วิ ญ ญาณเป น ตั ว ตนก็ ไ ด . เหมื อ นที่ ส วดท อ งเวลาไหว พ ระสวดมนต อ ยู ทุ ก เช า ทุ ก เย็ น ว า “รู ป ง อนิ จจั งเวทนา อนิ จจา เรื่อยไปกระทั่ งวา รูป ง อนั ตตา เวทนา อนั ตตา”. นี่ เป นคํ าบอก ของพระพุ ทธเจ าว า ทุ กอย างเป นอนั ตตาทั้ งนั้ น ในทั้ ง ๕ นั่ นแหละ; พอโง ไปยึ ดมั่ นว า มิใชอนัตตา แตเปนอัตตา เปนตัวเราหรือของเราก็ตาม ความทุกขก็เกิดขึ้น.

ความทุกข ก็เปนธาตุ เพราะเปนพวกเวทนาธาตุ www.buddhadasa.info ที นี้ ตั วความทุ กข ที่ เกิ ดขึ้ นนี้ เป นธาตุ หรื อ มิ ใช ธาตุ ? ใครที่ ได เรี ยนมาแล ว อย างไร? แตหนหลั ง มี ความรูมาเท าไร? ความทุ กขเกิดขึ้น ตั วความทุ กข นั้ นคื อธาตุ หรือมิใชธาตุ? และก็คงลืมเสียอีกวา ความทุกขนี้ เปนเวทนา เวทนาก็ตองเปน ธาตุ คื อ เป นเวทนาธาตุ , ความสุ ขก็ เป นธาตุ เพราะเป นเวทนา และเป นเวทนาธาตุ . ที นี้ เวทนาธาตุ จะแบ งเป น สุ ขธาตุ ทุ กขธาตุ อทุ กขมสุ ขธาตุ ก็ ได ; แต ไม ต องแบ งก็ ได เพราะเวทนาทั้งหลายเปนธาตุอยูแลว.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๘๙

นี้เรียกวา ความทุกขที่เกิดขึ้นก็เปนธาตุ คือเปนเวทนาธาตุ; หรือวา ความทุก ขจ ะดับ ลง ก็ตอ งเปน นิโรธธาตุ หรือ เปน นิพ พานธาตุ ชั่วขณะ ๆ เป นนิ โรธธาตุ โดยส วนรวมเรี ยกได ว า เป นนิ โรธธาตุ . เมื่ อทุ กข เกิ ดขึ้ นเป นเวทนาธาตุ ; เมื่ อ ทุ ก ข ดั บ ลง ก็ เป น นิ โรธธาตุ คื อ ความดั บ แห ง เวทนาธาตุ นั้ น เอง; จะเหลื อ เนื้ อ ที่ ตรงไหนไว ที่วาจะมีสิ่งไรที่มิใชธาตุ มันก็ไมมีแลว. ขอใหทบทวนอยางนี้เรื่อยไป : ในสวนรูปก็ไมมีอะไรที่มิใชธาตุ ตั้งแต ผม ขน เล็ บ ฟ น หนั ง แม ก ระทั่ ง ขี้ มู ก น้ํ า ลาย น้ํ า ตา ล ว นเป น ธาตุ ไปทั้ ง นั้ น , ส วนฝ ายจิ ต ก็ มี ผั สสะ เวทนา ตั ณหา วิ ตก วิจาร จนกระทั่ ง เป นทุ กข เป นต นไปเลย ก็ เป นธาตุ . กลั วแต วาจะไม มองเห็ นอย างนี้ ; จะไปเข าใจวา มี อะไรเหลื ออยู บางอย าง ซึ่ งมิ ใช ธาตุ คื อนอกเหนื อไปจากธาตุ ตามธรรมชาติ แล วก็ จะไปเอาอั นนั้ นแหละมาเป น ตั วตนเข าอี ก. บางคนเป นเอามาก จนถึ งกั บว ายอมรั บว า รู ป เวทนา สั ญ ญา สั งขาร วิ ญ ญาณ ทั้ ง ๕ นี้ ก็ เป น ธาตุ , นั่ น ถู ก แล ว ; แต จ ะมี อ ะไรที่ น อกไปจากนั้ น อี ก ; ซึ่ ง เขาไปเรี ยกว าจิ ตบ าง จิ ตอมตะบ าง มั นไม ถู ก; ถ าเป นจิ ตมั นก็ ต องรวมอยู ในขั นธ ๕ นี้ ถ า เป น อมตะมั น เป น อมตธาตุ มั น อยู ฝ า ยนิ โรธธาตุ โน น ; นี่ ก็ เลยไม มี อ ะไรที่ ไ ม ใ ช ธาตุ.

www.buddhadasa.info ธาตุ เกิดมีเมื่อไร ทุกขปรากฏขึ้นเมื่อนั้น ทีนี้ก็มีสิ่งที่ตองทราบตอไปวา เมื่อไร ธาตุเกิดขึ้น ตั้งอยู หรือปรากฏ ออกมา เมื่อนั้น เปนความเกิดขึ้น ตั้งอยู หรือปรากฏแหงทุกข. นี่ขอใหเขาใจวา ในพระบาลี อ ย า งนี้ จะมี ม าก : เมื่ อ ใด ตา หู ฯลฯ เกิ ด ขึ้ น , เมื่ อ ใดธาตุ เกิ ด ขึ้ น , หรื อ เมื่ อ ใดขั น ธ ใ ดขั น ธ ห นึ่ ง , ธาตุ ใ ดธาตุ ห นึ่ ง เกิ ด ขึ้ น . นี้ ท า นหมายความว า เมื่ อ ธาตุ ทํ าหน าที่ ปรุงแต งจนถึ งขนาดที่ เป นที่ ตั้ งแห งความยึ ดมั่ นถื อมั่ น ว าตั วกู - ว าของกู เขาแลว เชนวา รูปธาตุของกู เวทนาธาตุของกู สัญญาธาตุของกู สังขารธาตุของกู


๙๐

ปรมัตถสภาวธรรม

วิญญาณธาตุ ของกู จนไปติ ดมั่ นยึ ดมั่ นในธาตุ นั้ นๆอย างใดอย างหนึ่ งเข าแล ว; ก็ คิ ดดู ซิ วา ความทุกขจะไมเกิดขึ้นอยางไรได. เรื่ อ งดั ง กล า วมานี้ ใ ห ค วามหมายลึ ก ลึ ก มากขนเข า ยากตรงที่ ว า : สิ่ ง ทั้งหลายจะเปนธาตุใด ธาตุไหน ก็ตาม ถายังมิไดอยูในการทําหนาที่ของธาตุแลว จะไม เรียกวาธาตุ เกิ ดขึ้ น; ดั งนั้ นจึ งถื อวา ตายังมิ ได เกิดขึ้นอยางตามธรรมดานี่ จน กวาเมื่อใดนัยนตาทําหนาที่เห็น จึงเรียกวาเกิดขึ้น. แมรูปที่ตาเห็น ก็เหมือนกัน; ถื อว า ยั งมิ ได เกิ ดขึ้ น จนกว าเมื่ อใดรู ป นั้ นถู กเห็ นด วยตา ปรากฏเป นรู ปอะไรแล วนั้ น จึ ง จะเรี ย กว า รู ป เกิ ด ขึ้ น . จั ก ขุ วิ ญ ญาณก็ เหมื อ นกั น ก อ นหน า นั้ น ไม รู ว า อยู ที่ ไ หน จนกวาเมื่อไรทําหนาที่ดวยการเห็นทางตา เมื่อนั้นจึงจะเรียกวา จักขุวิญญาณ เกิ ด ขึ้ น . พอเสร็ จ หน า ที่ ข องการเห็ น ทางตา เมื่ อ นั้ น จึ ง จะเรี ย กว า จั ก ขุ วิ ญ ญาณ เกิ ด ขึ้ น . พอเสร็ จ หน า ที่ ข องการเห็ น ทางตา จั ก ขุ วิ ญ ญาณนั้ น ก็ ดั บ ไป; เพราะได เกิ ด ผั ส สะ เกิ ด เวทนา ตั ณ หา อะไรขึ้ น มาแทนเสี ย แล ว . ฉะนั้ น จึ ง มี ก ารเกิ ด ขึ้ น ตามลําดับ, ดับลงไปตามลําดับ.

www.buddhadasa.info ในกรณี ข องตาเป น อยางไร, ในกรณี ของหู จมู ก ลิ้ น กาย ก็ เป น อย า งนั้ น ; ในกรณี ข องจิ ต นั้ น ก็ ยิ่ ง เร็ ว มากในการที่ จ ะเป น อย า งนั้ น . ฉะนั้ น เราจึ ง ได ธ าตุ ที่ จ ะแจกออกไปได เป น หมวด ๆ ในฝ า ยธาตุ ที่ จ ะเป น พื้ น ฐาน โดยแท จ ริ ง แจกออกไดเปนหมวด ๆ : หมดวตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.

หมวดตา นี้ ก็ เป น ตั วตา เป น ตั วรู ป , เป น ตั ววิ ญ ญาณทางตา, จั กขุ +รู ป , แล วก็ +จั กขุ วิ ญ ญาณ. ที นี้ หู ก็ มี โสต คื อ หู ก็ มี เสี ยง และก็ มี โสตวิ ญ ญาณ-วิ ญ ญาณ ที่ ���ู แจ งทางหู . มี อ ย างนี้ จนครบทั้ ง ๖ อายตนะแยกอย างละ ๓ ก็ เลยได ๑๘ ธาตุ : จั ก ขุ ธ าตุ +รู ป ธาตุ +จั ก ขุ วิ ญ ญ าณ ธาตุ ; และก็ ยั ง มี โ สต+สั ท โท คื อ เสี ย ง+โสตวิญญาณคือวิญญาณทางหู; ไปแจกเอาเองก็ได ไมใชลึกลับอะไร:-


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๙๑

- ตา แลวก็ รูป แลวก็วิญญาญสําหรับเห็นรูปทางตา. - หู แลวก็มีเสียง วิญญาณสําหรับรูสึกตอเสียงทางหู. - จมูก แลวก็มีกลิ่น แลวก็มีวิญญาณสําหรับรูกลิ่นทางจมูก. - ลิ้ น แล วก็ มี รส ที่ จะมากระทบลิ้ น แล วก็ มี วิ ญญาณที่ จะรูจั กรสนั้ นทางลิ้ น. - กาย กั บ สั ม ผั ส คื อ ส ว นที่ ม าถู ก กาย และก็ มี วิ ญ ญาณสํ า หรั บ รู สึ ก สัมผัสที่มาถูกกาย. - ใจหรื อมโนกั บ ธั ม มารมณ คื อ สิ่ งที่ จะเข ามาถู กใจได แล วก็ มี วิ ญ ญาณ สําหรับจะรูจักสิ่งนั้นทางมโน หรือโดยมโน. เราก็ ท อ งกั น บ อ ย ๆ เป น ๑๘ ธาตุ : จั ก ขุ ธาตุ รู ป ธาตุ จั ก ขุ วิ ญ ญาณธาตุ, โสตธาตุ สัท ทธาตุ โสตวิญ ญ าณ ธาตุ, ฆ านธาตุ คัน ธธาตุ ฆ านวิ ญ ญาณธาตุ , ชิ ว หาธาตุ รสธาตุ ชิ ว หาวิ ญ ญาณธาตุ , กายธาตุ โผฏฐั พ พธาตุ กายวิ ญ ญาณธาตุ , มโนธาตุ ธั มมธาตุ มโนวิ ญ ญาณธาตุ . ทั้ งหมดมี อยู ๖ อายตนะ เอา ๓ คูณเขาไป จนะเปน ๑๘ ธาตุ.

www.buddhadasa.info ใครรู จั ก ๑๘ ธาตุ นี้ โดยชั ด เจนโดยละเอี ย ด ว า คื อ อะไร? อยู อ ย า งไร? มี เมื่ อ ไร? ในอาการอย า งไร? ก็ เรี ย กว า รู จั ก ธาตุ อย า งละเอี ย ด อย า งดี ที่ สุ ด โดย หลักอยางที่กลาวมาแลววา : คลายกับ วา ชีวิต วัน หนึ่ ง ๆ นี้ วนเวีย นอยูแต เรื่อ ง ธาตุ ๑๘ นี้ ไมมีอะไรมากไปกวานี้ จนกระทั่งจะเกิดเปน ธาตุ ที่เปนความทุกข อะไรขึ้นมา แลวก็ดับลงไปเรื่องหนึ่ง. ชีวิตแตละวัน มีแตธาตุเกิดขึ้น แลวธาตุดับลง เมื่อธาตุปรุงเสร็จเรื่องนี้แลว เรื่องใหมก็มาอีก : เดี๋ยวมาทางตา เดี๋ยว มาเรื่องทางหู เดี๋ยวมาทางจมูก. ถาไมมีเรื่องอะไร จากขางนอก มันก็เอาใจ เปน


๙๒

ปรมัตถสภาวธรรม

ตั ว รู เรื่ อ งที่ เคยผ า นมาแล ว แต ห นหลั ง มาคิ ด มานึ ก ได ; แม จ ะคิ ด เรื่ อ งอนาคตก็ ต อ ง เอาเรื่องแตหนหลังแตอดีต มาเปนรากฐาน เปนวัตถุสําหรับจะคิดตอไปขางหนา. สวนที่เรียกวาสัญญา ที่เปนความจํา นั่นก็ชวยใหจิตนี้ สรางอารมณ ภายในขึ้ น มา; มโนก็ ไ ด ธั ม มารมณ ขึ้ น มา เป น มโนวิ ญ ญาณ ปรุ ง แต ง คิ ด นึ ก ได . แม ว า เราจะป ด ตา ป ด หู ป ด อะไร ไม ทํ า อะไร จิ ต ก็ ยั งเอาอารมณ ในอดี ต มาทํ า ได . สัญญาอยางนี้เปนเพียงสัญญา จําหมาย ไมไดเปนความหมายอันแทจริง ของ คํ าวา สั ญ ญาขั นธ ; สั ญญาขันธ จะต องหมายความ สํ าคั ญ วามั นเป นอะไร เรียกว า สัญญาขันธ. สัญญาที่ จําได วาเปนอะไร นี่มันยังไม ถึงกับสําคัญดวยอํานาจกิเลสตัณหา; เพี ยงแต วา เป นความจํ าตามธรรมดา อันสั ญ ญาประเภทนี้ ต องมากอนสั มผัส หรือ ก อ นวิ ญ ญาณด ว ยซ้ํ า ไป. เช น ตาเห็ น รู ป เข า ความจํ า แต ห นหลั ง มั น รู ว า รู ป อะไร? ตนไม หรือใบไม หรือดอกไมหรือลูกไม; นี่จะเปนการเห็นทางตาที่สมบูรณ. สั ญญาอย างนี้ ไม ใช สั ญญาสํ าคั ญมั่ นหมาย ที่ จะเอาเป นตั วเป นตนได ก อน; มัน ยัง ไมถ ึง . มัน ตอ งเกิด เวทนากอ น : เปน สุข หรือ ทุก ข หรือ เปน อทุก ขมสุข ; ทีนี้จะสําคัญมั่นหมายในเวทนานี้ ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ที่จะยึดมั่นถือมั่น. เช นสุ ข สํ าคั ญวาสุ ข เรียกว า สุ ขสั ญญา เกิ ดขึ้ น; หมายมั่ นป นมื อที่ จะเอาสุ ขนี้ เวทนานี้ ไว ให ได ; หรื อ แม แ ต ว า ลึ ก ลงไปกว านั้ น อี ก ก็ ว า สุ ข เวทนาอั น นี้ จ ะต อ งเที่ ย ง, จะต อ ง เป นของเที่ ยง เป นนิ จจสั ญ ญา ในสุ ขเวทนานั้ น; อย างนี้ เรี ยกว า สั ญ ญาที่ หมายมั่ น ดวยอวิชชา นี่คือสัญญาขันธ.

www.buddhadasa.info เมื่ อเรามี ความหมายมั่ นได เพราะว ามี สั ญ ญา ลงไปในสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ ง; และ บางทีก็ผิด อยางตรงกันขามเลย: เชนสิ่งนี้มันไมเที่ยงเลย แตสัญญานี้ มันสําคัญไปตาม


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๙๓

อวิ ช ชา มั น ว า เที่ ย ง, สํ าคั ญ เอาเองว าเที่ ย ง, สํ าคั ญ เอาเองว าเป น สุ ข , สํ าคั ญ เอาเอง ว าเป นตั วตน. พอสํ าคั ญ ว าเป นตั วตน ไม ใช ธาตุ ไม ใช ขั นธ ไม ใช อะไรตามธรรมชาติ แลว ก็เรียกวาสัญญานี้ผิดอยางยิ่ง ผิดขนาดที่จะเปนทุกขรอยเปอรเซ็นตเต็มที่.

เรื่องของ “สัญญา” สําคัญมาก ถาสัญญาวิปลาสตองเกิดทุกข ขอให ระวั งสุ ภ สั ญ ญา-สํ าคั ญ ว างาม ในสิ่ งที่ มั น ไม งาม, นิ จ จสั ญ ญาสํ า คัญ วา เที ่ย ง ในสิ ่ง ที ่แ ทจ ริง มิไ ดเ ที ่ย ง, ในสุข สัญ ญา - สํ า คัญ วา เปน สุข ซึ่งแทจ ริง มัน มิไดเปน สุข เลย, อัต ตสัญ ญา - สําคัญ วา ตัว ตนที ่แ ทจ ริง แลว ไมมี อะไรที ่เ ปน ตัว ตน. “ความสํ า คัญ ” นี ้เ ปน ตัว การที ่จ ะทํ า ใหเ กิด สัง ขารขัน ธเ ปน อะไรขึ้ น มา เป น รู ป อะไรขึ้ น มา, เป น ภพ เป น ชาติ เป น มึ ง เป น กู อย า งนั้ น อย า งนี้ ขึ้นมาก็ดวยอาศัยสัญญานี้ทั้งนั้น. พระพุ ทธเจ าท านจึ งเรี ยงลํ าดั บว า : เวทนา สั ญ ญา สั งขาร ๓ อย างนี้ ; เวทนาทําใหเกิดสัญญา ในเวทนานั้น, สัญญานั้นทําใหเกิดสังขาร-ความคิดที่จะ เปนตัวเปนตนขึ้นมา สําหรับจะยึดมั่นถือมั่นและเปนทุกข. พอเปนทุกขก็กลับไป เปนเวทนาอีก เวทนานั้นก็จะชวยใหเกิดความคิดนึก ที่เปนสังขารอยางใดอยางหนึ่ง ตอไปอีก.

www.buddhadasa.info ดั ง นั้ น สั ง ขารในบางรู ป ก็ คื อ ลั ก ษณ ะของกรรม หรื อ มโนกรรม; การ กระทํ าทางจิ ต ใจ ก็ มี ผ ลออกมาเป น ทุ ก ข เป น เวทนาอี ก ; ซึ่ งวนกั น อยู อ ย างนี้ เพราะ ความสําคั ญผิด ด วยอํานาจของสั ญญาที่ มี มาตามอวิชชา ไมรูวาอันนี้เปนอยางไร; จึงเรียกวา สัญญานี้จะวิปลาสอยูเปนสวนมาก.


๙๔

ปรมัตถสภาวธรรม

สั ญ ญาของคนเรานี้ จะผิ ดอยู เป นส วนมาก เชน เห็ นของสกปรกวาไม สกปรก, เห็น ของไมเ ที ่ย งวา เที ่ย ง, กระทั ่ง เห็น สิ ่ง ที ่ไ มใ ชต ัว ตน ก็ว า ตัว ตน. เมื ่อ เปน อยู อ ยา งนี ้ เคยชิน อยู แ ตอ ยา งนี ้ ก็เ ปน สิส สัย เปน อาสวะ เปน อนุส ัย , เห็ นอย างไรอี ก มั นก็ ยั งโงอยู อย างนั้ นแหละ; ยั งไม ค อยฉลาดขึ้ นมาได ก็ เลยหลงในของ ไม เที่ ยง ว าเที่ ยง, ของเป นทุ กข ว าสุ ข, ของไม ใช ตั วตนว าตั วตน; อย างนี้ เป นสั ญ ญา วิ ปลาสอั น ใหญ ห ลวง อยู ในจิ ต ใจ. ถ าไม มี สั ญ ญาวิ ป ลาสนี้ แ ล ว กิ เลสก็ เกิ ด ไม ได เพราะไม เป นที่ ตั้ งแห งความอยาก หรื อความต องการอย างใดอย างหนึ่ ง ในขณะแห ง สั งขารขั น ธ พอเกิ ด สั ญ ญาแล ว จะเกิ ด สั งขารขั น ธ ; ตอนนี้ จ ะมี ก ารปรุ งแต งทางจิ ต หลาย ๆ ชั้ น และก็ รวมเรี ย กว าสั งขารหมด. ฉะนั้ น หลั งจากสั ญ ญาขั น ธ แล ว ก็ เกิ ด สั ง ขารขั น ธ , ในรู ป ของสั ญ เจตนาบ า ง ตั ณ หาบ า ง วิ ต กบ า ง วิ จ ารบ า ง; นี่ เป น การ กระทํ า กรรมอยู โดยมโนกรรมแล ว , ก็ เลยปรุ ง เป น ภพ เป น ตั ว กู - ของกู อ ะไรขึ้ น มา ไดเปนทุกข เรียกวาสิ้นไปกรณีหนึ่ง. ความเป นทุ กข นี้ กว าจะหมดไปเรื่ องหนึ่ ง ทุ กข ก็ เข ามาในรู ปอื่ นอี ก; วั นหนึ่ ง เกิดตาย - เกิดตาย โดยสัญญาวิปลาส หรือยึดมั่นถือมั่นอยางนี้ หลาย ๆ หน เดี๋ยว เข า มาเพราะเหตุ ท างตา เดี๋ ย วเข ามาเพราะเหตุ ท างหู . ถ าผู ใดได ยิ น ได ฟ ง คํ าของ พระพุ ทธเจ า ของพระอริยเจ า สอนให เห็ นมาตั้ งแต ที แรก คื อให เห็ นวา : นี��� เป นสั กว า ธาตุตามธรรมชาติ เขามาแลวพบกัน แลวเปนอยางนั้น ๆ , นับตั้งแตทีแรกแลว มั นก็ ไม ต องเป นอย างนี้ ซิ วัน หนึ่ ง ๆ จะไม ต องมี ความทุ กข . เมื่ อยั งไม รู ก็ ปรุงเป น วิ ญ ญาณ เวทนา สั ญ ญา สั งขารอยู เรื่ อยไป, ขั น ธ ๕ เกิ ดขึ้ น แล วก็ ดั บ ไป. และใน บางกรณี ขัน ธ ๕ กลายเปน อุป าทานขัน ธ คือ ถูก ยึด มั ่น ถือ มั ่น แลว ก็เ ปน ทุก ข จนหมดอํ านาจสุ ด เหวี่ ย งแล ว ก็ ดั บ ไป; มั น ก็ มี อ ยู แ ต อ ย า งนี้ . นี่ แ หละคื อ คนธรรมดา ที่ เวี ยนว ายอยู ในกองทุ กข หมายความว าอย างนี้ ; ก็ เลยวนเป นทะเลวน เป นวั ฏฏสงสาร เปนโอฆะ อันใหญหลวงอยูที่นี่.

www.buddhadasa.info


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

คนธรรมดา วนอยูในทุกข เพราะยึดมั่นถือมั่นผิด

๙๕ ๆ

คนธรรมดาเที่ยวอยูในความวนเวียน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ได รู ป เสี ย งกลิ่ น รส โผฏฐั พ พะ ธั ม มารมณ ผสมปรุ ง แต ง สร า งนรก สร า งสวรรค สร างอะไรขึ้ น ที่ นี่ , สร า งโลกทั้ งปวงกั น ขึ้ น ที่ นี่ : ที่ ต า หู จมู ก ลิ้ น กาย ใจ; ทั้ งที่ มั นไม มี เลย. ไม มี นรก สวรรค ไม มี อะไร มั นมี แต ธาตุ ธาตุ ตามธรรมชาติ เป นไปอยู : เป นรูปธาตุ เวทนาธาตุ สั ญญาธาตุ สั งขารธาตุ วิญญาณธาตุ . แต คนปุ ถุ ชนไม อาจ จะรูได ; เพราะเห็ นเป นตั วตน เป นนรก เป นสวรรค เป นคนเป นอะไร ก็ แล วแต เถอะ ลวนแตวาจะสําคัญไปอยางไร ก็ลวนแตวายึดมั่น แลวเปนความทุกขทั้งนั้น. ถาไมยึดมั่นแลว จะไมมีความทุกข มีแตสติปญญา รูวาจะทําอยาง ไ ร ควรทํ าอย างไร : ตาเห็ นรูป เกิดความรูสึกอะไรขึ้น ก็รูวาอะไรเป น อยางไร, อะไร เป น อย างไร, ก็ ไม เกิ ด ความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในสิ่ งเหล า นั้ น ไม ว า ในระยะไหน ไม ได เกิ ดความยึ ดมั่ นถื อมั่ น; แล วก็ ทํ าไปตามที่ ควรจะทํ า; เรื่องอาหาร ก็ หากิ นโดยไม ต อง ยึดมั่นถือมั่นในเวทนา เชนความอรอย เปนตน.

www.buddhadasa.info ถา ยิ ่ง ยึด มั ่น ถือ มั ่น เกง ก็ยิ ่ง มีค วามทุก ขม าก. ขอใหส ัง เกตวา คนที่ยึดมั่นถือมั่นมากจะมีความทุกขมาก คนที่ไมคอยจะยึดมั่นถือมั่นก็ไมมีความทุกข กระทั่งไมยึดมั่นถือมั่นเลย ก็ไมมีความทุกขเลย; ถาถึงที่สูงสุดอยางนั้น ก็เรียกวา พระอรหันตไปเสียเลย.

พระอรหั นต ท านเป นผู ที่ ไม อาจจะมี ความทุ กขได อี กต อไป; แต ในคนปุ ถุ ชน เรานี่ แหละ ถ าคนไหนยึ ดมั่ นถื อมั่ นเก ง หรือมาก ก็ ต องเป นทุ กขมาก; สู สุ นั ขก็ ไม ได มันยึดมั่ นถือมั่ นน อยกวาคน มั นไม เป นทุ กขมากเหมื อนคน. นี่ ไม ใชจะแกลงพู ดประชด ประชัน หรือวาจะแกลงดาแกลงวา; พูดเพื่อจะชี้ตัวอยางใหเห็นงาย ๆ วาใครยึดมั่น


๙๖

ปรมัตถสภาวธรรม

ถื อมั่ นมาก ก็ ย อมเป นทุ กข มาก, ยิ่ งอบรมจิ ตไปในทางยึ ดมั่ นถื อมั่ นมาก แล วมั นก็ เป น ทุกขมาก เหมือนอยางคนสมัยนี้.

คนสมัยนี้ มีทุกขมาก เพราะยึดมั่นมาก ขอให ดู ใ ห ดี คนสมั ย นี้ เป น ทุ ก ข มากกว า สมั ย ปู ย า ตา ทวด ของเรา ใช ไหม? เพราะวาคนสมั ยนี้ ถู กหลอกให ยึ ดมั่ น ถื อ มั่ น มาก, ถู กหลอกให โงมากกว า คนชั้ น ปู ย า ตา ยาย ของเรา ในทางที่ จ ะยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น . ฉะนั้ น คนสมั ย นี้ ที่ เป น ลู กหลานมี ความทุ กข มาก เพราะว ายึ ดมั่ นถื อมั่ นมากกว ารุ นบิ ดามารดา ปู ทวด ยายทวด ขึ้นไปทางโนน ซึ่งเขายึดมั่นถือมั่นนอย. การเรี ย นในสมั ย นี้ แม จ ะก า วหน า วิ เศษอย า งไร ส ว นใหญ ก็ เรี ย นเพื่ อ ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น จึ งได เป น ทุ ก ข ม ากทั้ งที่ เรี ย นมาก, มี อั น ธพาลมาก ทั้ งที่ ก ารศึ ก ษาใน โลกนี้ เจริญ , มี การรบราฆ าฟ นเบี ยดเบี ยนกั นมาก ทั้ งที่ ว าการศึ กษาในโลกนี้ กํ าลั งเจริ ญ , ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งหันหลังใหพระเจา ยิ่งหันหลังใหศาสนาที่สอนวาอยายึดมั่นถือมั่น, ยิ่ งเรี ยนมากมั นยิ่ งยึ ดมั่ นถื อมั่ นเก งจนไม ดู หน าใคร จนไม เห นแก ศาสนา หรื อไม เห็ นแก หลักธรรมหรือพระเจาอะไรเลย. นี่คือความที่ไมเห็นวา ทุกอยางเปนสักวาธาตุ.

www.buddhadasa.info พิจารณาเห็น “สักวาธาตู” จะไมเปนทุกข

ที่ ส วยทางตา ก็ สั ก แต ว า ธาตุ , ไพเราะทางหู ก็ เป น สั ก ว า ธาตุ , ที่ ห อม ทางจมู ก ก็ สั ก แต ว า ธาตุ ; แต เ ขาไม นึ ก กั น อย า งนี้ นึ ก แต เ ป น ของที่ ถู ก ใจของกู , พอใจเป น ตั ว ตน ของกู เป น ของของตั ว ตนของกู เป น ทรั พ ย ส มบั ติ ข องกู เป น อะไร ของกูไปหมด. นี้คือโทษของการที่ไมเห็นวาเปนธาตุเทานั้น ใจความสําคัญ มันก็ มีเทานี้.


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๙๗

นี่ ขอให ใคร ครวญดู ให ดี ก็ จะรู จั ดสิ่ งที่ เรี ยกว า “ธาตุ ตามธรรมชาติ เป นไป ตามเหตุ ตามป จจั ยอยุ เนื องนิ จ” ซึ่ งอุ บาสก อุ บสิ กา ภิ กษุ สามเณร สวดทุ กเช าทุ กเย็ น ก็ยังเหมื อนกับนกแก ว นกขุนทองอยู อีก : “สิ่ งเหล านี้ เป นสั กวาธาตุ ตามธรรมชาติ เปนไปตามเหตุ ตามปจจัย อยูเนืองนิจ; ไมใชสัตว ไมใชบุคคล ไมใชตัวตน เป นของวางจากความหมายแห งตั วตน”. ทํ าไมวาแตปาก? ก็เพราะวาไม รูจักคําวา “ธาตุ ” ไม รูจั กสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ หรือเป นสั กแต ว าธาตุ ; แล วก็ ลํ าบากยุ งยาก อยู ตรงที่ เวทนา, เวทนามีรส มี กําลังมาก และเพราะเวทนามีรสรุนแรงมากที่จะทํ าให คนหลง จนไมสามารถที่จะมองเห็นวา “นี่สักวาธาตุ” ซึ่งเกิดขึ้นมาหยก ๆ จากการพบกันระหวาง ธาตุตามธรรมชาตินั่น นี่ ก็ปรุงกันขึ้นมาเปนวิญญาณ เปนผัสสะ เปนเวทนา เทานั้นเอง. วั น หนึ่ ง ครั้ ง หนึ่ ง ของการบรรยายนี้ ยรรยายอะไรไม ไ ด ม ากไปกว า นี้ สํ าหรับทั้ งผู พู ดและผู ฟ ง ดั งนั้ นจึ งต องค อยบรรยายไปตามลํ าดั บ ตามลํ าดั บ ของเรื่อง หนึ ่ง ๆ เชน เรื ่อ งธาตุ ขอใหค ิด ดูว า เราไดพ ูด ถึง เรื ่อ งธาตุก ัน ครั ้ง ละชั ่ว โมงเศษ มา ๒ ครั้ งแล ว และก็ ๓ ครั้ งนี้ ก็ มี แ ต ข อ เดี ย วนี้ ที่ จ ะชี้ ห รื อ อธิ บ าย หรื อ แยกแยะ ใหเห็นวา เปนแตสักวาธาตุตามธรรมขาติเทานั้น.

www.buddhadasa.info ทีนี้อาศัยที่เราเรียนกันกอน ๆ สอนกันมาแตกอน ๆ นั้น รวบรัดเกินไปบาง และผิดพลาดไปบ าง; แมแตคําวาธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม อยางนี้ ก็ยังอธิบาย กั น ผิ ด ๆ จนเข าใจไม ได : ว าเนื้ อ เป นธาตุ ดิ น เลื อดเป นธาตุ น้ํ า แต แล วทํ าไม ในเนื้ อ มี น้ํ าเล า? ทํ าไมในเนื้ อมี อุ ณภู มิ คื อความรอน? ทํ าไมในเนื้ อมี ธาตุ ลมที่ ระเหยอยู เรื่อย? ก็ตอบไมได; อยางนี้ ก็คือการอธิบายที่ไมถูกตองถึงที่สุดนั่นเอง.

ขอให มารูเสี ยใหม ว า ธาตุ ๔ นี้ เขาเล็ งถึ งคุ ณสมบั ติ หนึ่ ง ๆ ที่ มี อยู ในวั ตถุ สิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ ง .วั ต ถุ สิ่ ง เดี ย วมี ค รบทั้ ง ๔ ธาตุ สํ า หรั บ สิ่ ง ที่ มี ชิ วิ ต ; ใช คํ า ว า สิ่ ง ที่ มี ชีวิตนี้ สวนใดสวนหนึ่ง ของสิ่งนั้นจะครบอยูทั้ง ๔ ธาตุ, ยิ่งรวมกันหมดก็ยิ่งครบ


๙๘

ปรมัตถสภาวธรรม

ทั ้ง ๔ ธาตุ. ธาตุที ่เปน วัต ถุ ไดโ อกาสเมื ่อ ไร ก็ป รุง ใหธ าตุว ิญ ญาณแสดงตัว ออกมา, ธาตุ จิ ต ธาตุ วิ ญญาณ ธาตุ มโน แสดงตั วออกมา แล วก็ ปรุงตั วมั นเองเรื่อยไป จนเป น ความทุ ก ข ได โดยที่ ไม ต อ งเป น ตั ว ตน, แล ว จะไม เกิ ด ทุ ก ข ดั บ ทุ ก ข ล งไปได เมื่อเปนไปถูกกฏเกณฑของมัน โดยที่ไมตองมีตัวตน.

ธาตุที่ปรุงไปตามอํานาจอวิชชาธาตุ จะทําใหเกิดวัฏฏสงสาร ถ าจะมี อ ะไรเป น ผู ส ร างทุ ก ข ขึ้ น มา ก็ คื อ ธาตุ ที่ ป รุ งไปผิ ด ทาง เพราะ เหตุ ว าอวิ ช ชาธาตุ นี้ เข ามาแทรก เป นเจ ากี้ เจ าการเสี ยเรื่อย. ความไม รูนี้ ก็ เป นธาตุ ความรู ก็ เป นธาตุ อวิ ชชาก็ เป นธาตุ วิ ชชาก็ เป นธาตุ ; จะสงเคราะห ไปในสั ญ ญาขั นธ หรือสั งขารขั นธ หรื ออะไร ก็ แล วแต รูปรางของมั นที่ จะอยู ในลั กษณะอย างไร และอย าง นอยก็เปนพวกมโนธาตุ หรือวาที่เนื่องกันอยูกับมโนธาตุ คือธัมมธาตุ. เป น อั น ว า วั น นี้ เราพู ด กั น ได เ พี ย งเค า โครงคร า ว ๆ พอให ม องเห็ น ได ไปที ห นึ่ งก อ น แม ไม ชั ด เจนและละเอี ย ด ว าทุ ก สิ่ งไม มี อ ะไรที่ ไม ใช ธ าตุ : จะเป น ฝ ายโลกิ ยะ ฝ ายสั งขตะ นี้ ก็ เป น ธาตุ , เป น ฝ ายโลกุ ต ตระ เป น ฝ ายดั บ ฝ ายนิ พ พาน นี ้ก ็ย ัง คงเปน ธาตุ; เพราะสรุป รวมได เปน สัง ขตธาตุ กับ อสัง ขตธาตุ หรือ นิโ รธธาตุ นั ่น เอง, ตั ้ง ตน ดว ยธาตุ ที ่ทํ า ใหเ กิด ขึ้น และก็ไ ปจบลงดว ยธาตุ ที่ทําใหดับลง.

www.buddhadasa.info วั ฏ ฏสงสาร จะเป น อย างนี้ ตั้ งต น ด วยการเกิ ด ขึ้ น แห งสั งขารที่ ป ระกอบ ด ว ยอวิ ช ชา ไปจนถึ ง ที่ สุ ด แล ว ; หมดฤทธิ์ ของสั ง ขตธาตุ แ ล ว ก็ เป น โอกาสแห ง นิโ รธธาตุที ่จ ะทํ า ใหด ับ ลง; มัน ก็ม ีอ ยู อ ยา งนี ้ จะเปน ชั ่ว คราวก็ต าม จะทํ า ให เด็ดขาดถาวรก็ตาม. ดังนั้น อยาไดเขาใจผิดในเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งเปนตัวธาตุแท ๆ


ธาตุเกี่ยวของกันจนถึงความดับทุกข

๙๙

หรือ เป น กฎของธรรมชาติ ซึ่ งมี อํ านาจบั งคั บ ให ธ าตุ ทั้ งหลายทั้ งปวงนี้ เปลี่ ย น แปลงปรุงแตงกันไป ตามกฎเกณฑ ของธรรมชาตินั้น ๆ และเมื่อมีผลออกมาก็สัก วาธาตุ แลวในที่สุดดับไปก็สักวาธาตุ ของความดับไป; นี่สรุปความก็เปนอยางนี้.

ธาตุแยกไปไดมากชนิด แตรวมแลวมีเพียงสอง ขอย้ํ า อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ว า ธาตุ แ บ ง ได เป น ๒ ชนิ ด : เป น สั ง ขตธาตุ ที่ จ ะ ปรุงแต งกั น ขึ้ น เกิ ดนั่ นนี่ ขึ้ นมาอั นหนึ่ ง, อี กอั นหนึ่ งก็ เป นอสั งขตธาตุ จะไม ปรุงแต ง อะไร และจะดั บลง หรือสิ้ นสุ ดลง; มี เท านี้ เอง. เดี๋ ยวนี้ ธาตุ กํ าลั งเป นอย างไร : ในทาง ฝายวัตถุก็ เป นไปอยางหนึ่ ง ไม ค อยสําคั ญ เพราะไม ใชความทุ กขโดยตรง; ฝ ายจิ ตใจนี่ ถาปรุงในลักษณะของสังขตะธาตุแลว ก็เปนความทุกขเกิดขึ้น จนกวาจะมีการ จั ดการทํ าที่ ถู กต อง ให เกิ ดธาตุ ที่ เป นอสั งขตะ หรือเป นนิ โรธธาตุ ปรากฏออกมา, ความ รูสึกเปนทุกข ในจิตนั้นก็ดับไป. ที่ เรียกวา เป นเรื่องสํ าคั ญของพระศาสนาก็ มี วา ความทุ กข เกิ ดขึ้ นก็ คื อ เรื่ อ งธาตุ นี้ , ความทุ ก ข ดั บ ลงก็ คื อ เรื่ อ งธาตุ นี้ ; ผู รูที่ มี ส ติ ป ญ ญาในเรื่อ งนี้ ก็ คื อ พระพุท ธเจา ที ่แ ทจ ริง , กฎเกณฑอ ัน นี ้ ความจริง อัน นี ้ ก็ค ือ พระธรรมอัน แทจ ริง , ผูปฏิบัติอันมีสติปญญาเกิดขึ้นตอสูอยูนั้น ก็คือพระสงฆที่แทจริง ดังนี้.

www.buddhadasa.info ขอใหเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ จริงอยูขางใน คือการรูจัก ธาตุทั้งหลาย และก็ควบคุมใหเปนไปแตในทางที่จะไมทุกข จะดับทุกขไดเพราะ เหตุ นี้ . คํ าว า ธาตุ คํ าเดี ยวก็ จะขยายออกไปได เป นธรรมทั้ งหมด ในพระพุ ทธศาสนา ได เหมื อนกั น. ฉะนั้ น ขอให ฟ งสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ ไว ในลั กษณะอย างนี้ ที ก อน ซึ่ งเราจะ ไดพูดถึงคําวาอายตนะ วาขันธ วาอุปาทานขันธ ใหละเอียดตอไปอีก.


๑๐๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ข อ ให จํ าไว เป น ห ลั ก ว า พื้ น ฐ าน แ ท ๆ คื อ คํ าว าธ าตุ เมื่ อ ถู ก ป รุ งแ ต งขึ้ น ม าแล ว มั น ก็ จะสํ าเร็ จรู ป ม าเป น อายต น ะ จากธาตุ จะม ากลายเป น อายต น ะ อายต น ะน อก อ า ย ต น ะ ใ น ; จ า ก อ า ย ต น ะ ได ป รุ ง แ ต ง กั น แ ล ว มั น ก็ จ ะ เกิ ด พ ว ก ขั น ธ คื อ เป น ห มู ๆ ขึ้ น ม า ห มู ต า ห มู หู ห มู จ มู ก ห มู ลิ้ น ห มู อ ะ ไรขึ้ น ม า ; ถ า ไป เกิ ด ยึ ด มั่ น เข า ห มู ขั น ธ นั้ น ก็จะกลายเปนหมูอุปาทานขันธขึ้นมา คือตัวทุกข.

สําหรับวันนี้ก็ขอยุติการบรรยายเรื่องธาตุไวแตเพียงเทานี้กอน.

www.buddhadasa.info


ปรมัตถสภาธรรม

-๔๒๗ มกราคม ๒๕๑๖

ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจํ า วัน เสารใ นครั ้ง ที ่ ๔ นี ้ เปน การบรรยายในชุด ที ่ เ รี ย กว า ป รมั ต ถส ภ าวธรรม , และในตอนต น ๆ ของการบรรยายชุ ด นี้ ไดก ลา วถึง เรื ่อ งธาตุ; ในวัน นี ้ก ็ย ัง จะได กลา วถึง เรื ่อ งธาตุ อีก นั ่น เอง. อาตม าคิด วา คงจะเปน ที ่รํ า คาญ แกค นบ างคนก็ไ ด; แตก ็ไ มก ลัว วา จะ เปน ที ่รํ า คาญ เพราะไมม ีท างจะหลีก เลี ่ย ง; แตสํ า หรับ ผู ที ่ส นใจ แลว ก็จ ะ ไมรูสึกรําคาญ.

www.buddhadasa.info เรื่องธาตุนี้เปนเรื่องที่มีความมุงหมายสวนใหญ คือจะใหไมมีความ ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใดโดยความเปนตัวตน หรือเปนของของตน.

๑๐๑


๑๐๒

ปรมัตถสภาวธรรม

เพราะไม รู เรื่ องธาตุ จึ งได ยึ ดมั่ นถื อมั่ นในธาตุ บางสิ่ งบางอย างนั้ น ว าเป น ตัว ตนหรือ ของตน ดังที่ ได กล าวมาแล วตั้ งแต ต น วา ไม มี อ ะไรที่ จ ะไม เรีย กวาธาตุ ; ถ า เรารู ว า มั น เป น ธาตุ ความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ก็ จ ะเกิ ด ขึ้ น ไม ได ; เพราะไม รู ว า เป น ธาตุ โดยแท จริง จึ งเกิ ดความยึ ดมั่ นถื อมั่ น. นี้ เป นความประสงค ส วนใหญ สํ าหรับการศึ กษา ของพุทธบริษัท ซึ่งมีหลักไปในทางที่วา “ใหมีสติสัมปชัญญะ รูสึกตัวอยูทุกเวลา”.

ทุกสิ่งที่เกี่ยวของกันอยูเปนธาตุทั้งนั้น ให รูไว วาทุ กสิ่ งทุ กอย าง ที่ แวดล อมเราอยู เกี่ ยวของกั บเราอยู หรือเกิ ดขึ้ น ในจิ ต ใจเราก็ ต าม ทุ ก อย า งเป น สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ ทั้ ง นั้ น . ฉะนั้ น ชื่ อ ของธาตุ จึ ง มี มากมายหลายสิ บชื่ อ : เป นชื่ อธาตุ ที่ เป นหมวดใหญ ๆ ก็ มี , เป นรายละเอี ยดก็ มี และ ที่ เกี่ ยวกั บคนอยู เป นประจํ านั้ น ก็ หมายถึ งธาตุ ๑๘ อย าง จํ าแนกไปตามอายตนะคื อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมีอยู ๖ อยาง. เรื่ องนี้ ก็ เคยพู ดกั นมาแล ว ที่ เรี ยกว า จั กขุ ธาตุ – ธาตุ สํ าหรั บรู อะไรทางตา, รูปธาตุ - ธาตุ ที่ มี รู ป สํ าหรับจั กษุ จะได รู ได ทางตา, และจั กขุ วิ ญญาณธาตุ – วิ ญญาณธาตุ ที่ จะเกิ ด ทางจั ก ษุ ; ในเรื่ อ งตามี ๓ อย าง ในเรื่ อ ง หู จมู ก ลิ้ น กาย ใจ แต ล ะ อยางก็มี ๓ อยาง นั้นจึงเปน ๑๘ อยาง

www.buddhadasa.info ที่ เป น ๑๕ อย างตอนต น หมวดนั้ น เป นพวกรู ปธาตุ ห รื อเกี่ ยวกั บ รู ป ธาตุ ที ่เ ห็น ไดช ัด เปน สว นใหญ; ๓ อยา งขา งทา ย เปน นามธาตุ คือ ธาตุท างจิต ใจ; ก็ เลยได เป นธาตุ ๑๘ อย างใน ๑๘อย างนั้ นมั นแยกออกไปได . โดยเฉพาะธาตุ ที่ จิ ตใจ จะรูนั้ นแยกออกไปได อี กมามาย ซึ่ งเราจะคอ ย ๆ พิ จารณากั นไปตามลํ าดั บ จนกระทั่ งรูว า รอบตัวเราไมมีอะไร ที่มันไมใชธาตุ.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๐๓

เนื้ อ หนั งร างกายนี้ ก็ เป น ธาตุ แ ต ล ะอย าง ๆ, อาหารที่ รั บ ประทานเข าไป ก็ สั ก ว า ธาตุ , เครื่ อ งนุ ง หุ ม ที่ นุ ง ห ม อยู นี้ ก็ สั ก ว า ธาตุ หลาย ๆ ธาตุ ป ระกอบกั น อยู , บ านเรือนที่ เราอยู อาศั ย มั นก็ สั กวาธาตุ ความเจ็ บไข ก็ เกิ ดมาจากธาตุ เป นธาตุ ยาแกไข ก็เปนธาตุ อยางนี้เปนตน. ขอใหรูวาไมมีอะไรนอกจากธาตุตาง ๆ ที่กําลังเปลี่ยนแปลงไปตามปจจัย คือ ตามเหตุข องมัน ; แมแ ตต ัว ใจเองนั ้น ก็เ ปน ธาตุ, และก็ไ ดอ ะไรมาปรุง แตง ก็ ล วนแต เป นธาตุ ; ที่ เราคิ ดนึ กว าเป นตั วเรา เป นของเราเหล านี้ มั นก็ กลายเป นอวิ ชชาธาตุ คื อ ธาตุ แ ห ง อวิ ช ชาขึ้ น มา; ธาตุ อ วิ ช ชาไม เคยปรากฏ เดี๋ ย วนี้ ก็ ป รากฏออกมา. นี่ คื อ ความสํ าคั ญที่ ต องขอร องให ท านทั้ งหลายทนฟ ง เรื่ องธาตุ เราจะถื อเป นโอกาสพู ดเรื่ องนี้ ใหละเอียดลออ ใหจบไปเสียสักเรื่องหนึ่ง.

พุทธบริษัท ตองรูเรื่องธาตุใหตรงกัน พระสารีบุ ตรไดกลาววา ความฉลาดในธาตุ กับความฉลาดในการกระทํ า ในใจเรื่องธาตุนี้ เปนสิ่งสําคัญที่พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสไว เพื่อไมใหเราถือ ผิด ๆ กัน จนทะเลาะวิวาทกัน แลวจะไดเปนการตั้งอยู อยางถูกตองของพระ สัทธรรม คือของพระพุทธศาสนา ชนิดที่จะเปนประโยชนแกโลกทั้งหลายได.

www.buddhadasa.info นี่ ขอให ล องคิ ด ดู ทบทวนดู อี ก ครั้ งหนึ่ งว า “ความเป น ผู ฉ ลาดในเรื่ อ งธาตุ และเรื่ องการทํ าในใจโดยแยบคายเกี่ ยวกั บธาตุ ” เป นสิ่ งที่ พระผู มี พระภาคเจ าได ตรั สไว เพื่ ออย าให พุ ทธบริ ษั ททั้ งหลายถื อผิ ด ๆ แผก ๆ แตกต างกั นไป ให รู ตรงกั น ถื อตรงกั น นั่ น แหละจะเป น การตั้ ง อยู แ ห ง พระพุ ท ธศาสนา ชนิ ด ที่ อ าจจะเป น ประโยชน แ ก สั ต ว ทั้งหลายได.


๑๐๔

ปรมัตถสภาวธรรม

พอเขาใจผิดเรื่องธาตุก็ถือไมตรงกัน มีความรูไมตรงกัน ก็เลยสอนผิด ออกไปนอกลู นอกทางพุ ทธศาสนา จนพุ ทธศาสนาไม เป นประโยชน แก ใครเลย อย างนี้ เป นต น. เราจึ งพยายามกั นอย างยิ่ ง ในการจะให มี ความก าวหน าในทางการศึ กษาในที่ นี้ ก็คือ การรูเรื่องธาตุใหถูกตอง. พระพุ ทธเจาเองท านก็ตรัสยืนยันวา : ที่กลาปฏิญ ญาวา เป นสัมมาสั ม พุ ท ธะ บั น ลื อ สิ ง หนาท ในท า มกลางบริ ษั ท ทั้ ง หลาย แล ว ประกาศธรรมจั ก ร หรื อ พรหมจั ก รให เป น ไปในโลกนี้ ก็ เพราะอํ า นาจแห ง ความรู ๑๐ ประการ, ใน ๑๐ ประการนั้ น มี ค วามรู เรื่ อ งธาตุ อ ยู ด ว ย; เรี ย กว า มี ค วามรู ถู ก ต อ งตามที่ เป น จริ ง ซึ่ งโลกอั นประกอบด วยธาตุ เป นอเนก ต าง ๆ กั น ที่ เรี ยกว า นานาธาตุ ญ าณ เรี ยกสั้ น ๆ วา นานาธาตุญาณ - ญาณของพระพุทธเจาที่รูแจมแจงในเรื่องธาตุตาง ๆ. นานาธาตุ ญ าณ ขยายความออกไปก็ วา : โลกนี้ ประกอบไปด วยธาตุ เปน อเนก ประกอบดว ยธาตุต า ง ๆ ตา ง ๆ กัน ; มิใ ชห นึ ่ง ธาตุ แลว ยัง แปลก ๆ กั น อี ก ด ว ย. นี้ ห มายความว า “ถ า ไม ท รงมี ญ าณในเรื่ อ งนี้ แ ล ว ก็ จ ะไม ป ระกาศ พระองค เองว า เป น พระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ”. นี่ จึ งไม ต อ งพู ด ถึ งเรา ซึ่ งเป น สาวกของ พระสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ที่ จ ะไม ต อ งรู เรื่ อ งธาตุ ; แม แ ต พ ระพุ ท ธเจ า เองท า นก็ ยั ง ตรั ส อยางนั้น.

www.buddhadasa.info เพราะรูเรื่องธาตุไมตรงกัน การประพฤติปฏิบัติจึงตางกัน ขอที่ สัตวทั้งหลายไม มี ค วามเข าใจ ในเรื่อ งธาตุ อยางถูกตอ งนี้; พระพุ ท ธเจ า ท า นตรั ส ว า เป น เหตุ ใ ห เกิ ด มี ก ารกล า ว หรื อ การยื น ยั น การประพฤติ ปฏิ บั ติ ต า งกั น ; เลยทํ า ให คํ า พู ด ต า งกั น มี ศี ล ต า งกั น มี ค วามพอใจต า งกั น มี ก าร ยืนยันตางกัน, นี่ก็พอจะเห็นไดโดยทั่วไปวา ทําไมจึงพูดเรื่องธรรมะไมตรงกัน


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๐๕

แม ในวงพุ ท ธบริ ษั ท เอง ก็ พู ด ไม ต รงกั น , ก็ เพราะเข า ใจความหมายของธาตุ ไม ถู ก ต อ ง เป น ไปอย างนั้ น เป น ไปอย างนี้ . แต นี้ ก็ ยั งไม สํ าคั ญ มากนั ก เท า กั บ ที่ ว า ในโลกนี้ เกิ ด มี ศาสนาต าง ๆ กั นขึ้ นมา ก็ เพราะว า ไปยึ ดถื อในเรื่ องธาตุ โดยนั ยต าง ๆ กั นไป; พอตั วมี ความเขาใจอยางไรก็ยื นยันวา “อิ ทเมว สจฺจํ โมฆมฺ  - นี่ เท านั้ นจริง ที่ คนอื่ นวา นั้ น ไม จ ริ ง ” แล ว ก็ ท ะเลาะกั น . ฉะนั้ น การที่ โ ลกจะต อ งมี ศ าสดาต า งกั น มี คํ า สอน อะไรตาง ๆ กันนี่ ก็เพราะวาเขาใจเรื่องธาตุไมตรงกัน. ถาจะสรุป ให สั้นที่สุดก็คือวา เพราะรูจักโลกนี้ไมถูกตอง จึงมีเรื่องที่ พู ด ออกไปไม ต รงกั น ; ถ า สมมติ ว า แต ล ะคนรู จั ก โลกนี้ ถู ก ต อ ง ก็ พู ด เหมื อ นกั น และก็ ไม มี ความคิ ดเห็ นต างกั น ไม ต องวิ วาทกั นทางวาจาหรื อว าทางร างกายที่ ต องทํ าร ายกั นนั้ น. ไม เฉพาะแต คํ าสอนทางศาสนา แม แต ลั ทธิ อื่ น ๆ ที่ ไม เกี่ ยวกั บทางศาสนามั นก็ อาศั ยเรื่ อง ธาตุ นี้ . ที่ เป น อยู ในครอบครั วหนึ่ ง ๆ พู ด กั น ไม รู เรื่ อ ง พู ด ไปคนละทิ ศ ละทาง นี้ ก็ เพราะ เขาใจสิ่งที่เรียกวาธาตุนี้ ไมเหมือนกัน ไมตรงกัน จึงทําใหยึดมั่นถือมั่น หลงรัก หลงพอใจอะไรต า งกั น ไปหมด; ไม เป น ไปในทางที่ จ ะช ว ยให เกิ ด ความสงบ หรื อ ดั บความโกลาหลวุ นวายเสี ยได . เมื่ อเข าใจต างกั น ทํ าให พู ดก็ ต างกั น มี ระเบี ยบปฏิ บั ติ ยึดถือก็ตางกัน, เพราะชอบใจในสิ่งที่ตางกัน จึงตองขัดแยงกันอยูเสมอ.

www.buddhadasa.info การเขาใจผิดในเรื่องธาตุยอมกอความไมสงบ ที นี้ ม าถึ งตอนนี้ ก็ อยากจะพู ด ออกไปให ชั ดอี กอย างหนึ่ งว า การเข าใจเรื่ อ ง ธาตุ นี้ นอกจากจะแตกต างกั น จนพู ดผิ ด ๆ แตกต างกั นแล ว ยั งมี ผลบางอย าง ที่ ร ายแรง ไปกว า นั้ น ก็ มี คื อ ว า เข า ใจผิ ด เรื่ อ งธาตุ อย า งที่ ส อนหรื อ ที่ พู ด อยู นี้ , แต เข า ใจผิ ด ไปในทางที่ ว าไม มี อะไรเสี ยเลย ก็ คื อความคิ ดนึ กหรือความรูสึ กที่ เรียกวาเป นอั นธพาล เรื่องจิตวางอยางอันธพาลก็หมายถึงเรื่องนี้. เมื่อสักวาธาตุเทานั้นแลวก็เลยไมตอง


๑๐๖

ปรมัตถสภาวธรรม

มี บุ ญ ไม ต อ งมี บ าป; แม ก ระทั่ ง แต เ รื่ อ งชกต อ ยกั น ก็ ไ ม มี บ าปอะไร เป น สั ก ว า ธาตุ เท า นั้ น ชกต อ ยกั น , หรื อ กิ จ กรรมทางเพศระหว า งเพศ ก็ ถื อ ว า ธาตุ เท า นั้ น ไม มี อะไร ไม มี ศี ล ธรรมที่ จ ะต อ งยึ ด ถื อ ; แล ว ก็ เลยประพฤติ อ ย างอั น ธพาลเข า ข างตั วเป น อย า งอั น ธพาล, ไม ต อ งมี ระเบี ย บไม ต อ งมี วั ฒ นธรรม; นี้ เป น เรื่ อ งของการที่ เข า ใจ คํ าว าธาตุ ผิ ด โดยที่ คํ าพู ดนั้ นเหมื อนกั น; คํ าพู ดนี้ ก็ คื อคํ าพู ดที่ พู ดสั้ น ๆ ว า “มั น เป น สักวาธาตุเทานั้น”. พระพุ ท ธเจ า ก็ ต รั ส อย า งนี้ , หลั ก เกณฑ ก็ มี อ ยู อ ย า งนี้ ที่ ว า “มั น เป น สั กว าธาตุ เท านั้ น” นี้ เกิ ดมี ความหมาย ๒ อย าง : อย างหนึ่ ง จะไม ยึ ดถื อเพื่ อจะไม เกิดกิเลส และไมเกิดทุกข นี้ก็ถูกตอง; อีกอยางหนึ่งจะกลายเปนโอกาส ที่จะ ทํ าอะไรตามกิ เลส คื อไม ยอมรับ ผิ ดชอบ ว ามี สั ตว มี บุ ค คล มี อ ะไรที่ จะต อ งผิ ด จะ ต องถู ก จะต องดี หรื อจะต องชั่ ว ก็ เลยเป นอั นธพาล; หมายความว า กิ เลสออกมารั บเอา “ความเป น สั ก ว า ธาตุ เท านั้ น ” ก็ เพื่ อ ให ค นที่ มี กิ เลส เป น เจ า ของกิ เลสนั้ น ทํ า อะไรไป ตามอํานาจของกิเลส โดยไมรับผิดชอบ.

www.buddhadasa.info เรื่ อ งอนั ต ตา เรื่ อ งสุ ญ ญตา หรื อ “เรื่ อ งธาตุ เท า นั้ น ” นี้ ก็ เหมื อ นกั น ถ า ถือเอาความผิดไปแล ว นั้ นก็ เป นมิ จฉาทิ ฏฐิ. พอวา “ธาตุเทานั้น” แลวก็ไมตองนึก ตองคิดอะไร; นี่เปนมิจฉาทิฏฐิ.

เจาลัทธิพองสมัยไดเคยสอนเรื่องธาตุตาง ๆ กันมา ที่ เคยมี มาแล วแต ก อนในครั้ งพุ ทธกาล พร อม ๆ กั นกั บพระพุ ทธเจ านั้ น ก็ มี เจ าลั ทธิ ที่ สอนอย างนี้ ว ามี แต “ธาตุ เท านั้ น” ดั งนั้ นจึ งไม มี ���ุ ญไม มี บาป; การถื ออย างนี้ จึ งเป นลั ทธิ ศาสนาขึ้ นมาเป นศาสนาหนึ่ ง. เจ าลั ทธิ นั้ นเป นศาสดาชื่ อว า ปกุ ธะกั จจายนะ เปนคูแขงกับพุทธศาสนาดวย, สมัยนั้นเขาเรียกกันวา ครูทั้ง ๖; ในครูทั้ง ๖


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๐๗

มี คนชื่ อนี้ รวมอยู ดวย ก็ เลยสอนในทํ านองวา “ธาตุ เท านั้ น” แล วก็ ไม ต องมี ความรับ ผิดชอบเรื่องบุญเรื่องบาป. ลั ทธิ นี้ เขาสอนว ามี ธาตุ อยู ๗ อย าง ซึ่ งอะไร ๆ ก็ ทํ าไม ได เปลี่ ยนแปลง ไม ได แก ไขไม ได เป นของตายตั วอยู อย างนั้ น. ที นี้ การที่ เกิ ดการฆ าการฟ นกั นขึ้ นนั้ น ก็ไม มี ความหมายอะไร ธาตุ ๗ อยางนั้ นเรียกวา ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ : คื อ ดิ น น้ํ า ไฟ ลม แล ว ก็ มี เรื่ อ งสุ ข เรื่ อ งทุ ก ข เรื่ อ งชี ว ะ. ความรู สึ ก เป น สุ ข เป นทุ กข เหล านี้ เป นธาตุ ที่ ตายตั วเปลี่ ยนแปลงไม ได ; ชี วะคื อชี วิ ต หรืออาตมั น นี่ ก็ เปลี่ ยนแปลงไม ได เป น ๗ ธาตุ อยู ด วยกั น; ไม มี อะไรทํ าขึ้ นหรือไม มี อะไรทํ าให เปลี่ ยน แปลงได . ฉะนั้ นการที่ ว าคนจะเอาดาบมาฟ นคอคนให ขาดไป นี้ ก็ ไม มี ความหมายอะไร ไม มีบุ ญ ไมมี บาปอะไร เพราะ “สั กวาธาตุ เท านั้ น ” มั น ผานไป ในระหวางธาตุ . อย างนี้ เรีย กวาเป น มิ จ ฉาทิ ฎ ฐิ ซึ่งในพุ ทธศาสนา ไม อธิบายคําวา “ธาตุเทานั้น ” ในลั กษณะอย างนี้ ซึ่งเราก็ จะต องศึ กษากั นต อไป. มี ครูอี กคนหนึ่ งใน ๖ คนนั้ น ซึ่ ง ชื่อวา อชิตเกสกัมพลี เขาสอนวาบุ รุษนี้ ประกอบด วยธาตุ ๔ เท านั้น พอตายปฐวีธาตุ ก็ ไปหาปฐวี ธาตุ อาโปธาตุ ก็ ไปหาอาโปธาตุ เตโชธาตุ ก็ ไปหาเตโชธาตุ วาโยธาตุ ก็ ไปหาวาโยธาตุ; ฉะนั ้น ไมม ีป ระโยชนอ ะไรในการทํ า บุญ ทํ า ทาน การบูช ายัญ ที่ เรี ย กกั น ว า ดี , แล ว ก็ ไม มี ผ ลอะไรที่ เรีย กกั น ว า ชั่ ว หรื อ บาป. นี้ มี ป รากฏชั ด อยู ใน พระคัมภีร โดยเฉพาะพระบาลีในพระไตรปฎก.

www.buddhadasa.info “ธาตุเทานั้น” เขาใจผิดก็เปนอันตราย ขอใหเขาใจวา คําวา “ธาตุเทานนั้น” ถาเขาใจผิดก็เปนอันตราย กลาย เปนมิจฉาทิฏฐิ ไปก็ได คือไปถือวาไมมีตัวไมมีตน แลวก็ไมตองรับผิดชอบอะไร. ทีนี้ ที่พวกเราศึกษาหรือฟ งกันอยูเรื่อย ๆ มานี้ หลั กเกณฑ ก็ อยูในความ หมายอันนี้วา “ธาตุเทานั้น” ไมใชสัตว ไมใชบุคคล. ถาไปถือตามที่เขาวาใคร


๑๐๘

ปรมัตถสภาวธรรม

จะไปตกนรก ใครจะไปขึ้ น สวรรค ใครจะบรรลุ ม รรคผลนิ พ พาน มั น ก็ ไ ม มี ใ ครไป ใครบรรลุ เพราะว า เป น สั ก ว า “ธาตุ เท า นั้ น ”, และโดยเฉพาะคนที่ เขายึ ด มั่ น ใน เรื่ อ งโลกหน า ตายแล วไปเกิ ด ใหม เป น นั่ น เป น นี่ ไปตามดี ต ามชั่ ว ตามบุ ญ ตามบาป ก็ จะพลอยไม มี ใครผู ไปด ว ย; เพราะเห็ น ว า มั น “สั ก ว า ธาตุ เท า นั้ น ” ไม มี ใครกระทํ า ไมมีใครรับผลของการกระทํา : อยางนี้มันก็ผิดไปมาก. สําหรับพวกเราที่นี่ พูดเรื่องธาตุกันนี้ มุงหมายความไมยึดมั่นถือมั่น เพื ่อ จะไมเ กิด กิเลส, และก็บ อกใหเห็น วา “เปน สัก วา ธาตุ ธาตุ เทา นั ้น ” ไมไ ด มุ งหมายจะยกเลิ กเรื่องดี เรื่องชั่ ว เรื่องบุ ญ เรื่องบาป หรือเรื่องนรก เรื่ องสวรรค ; ยั งไม ได พู ด ยั งไม ได บ อกว า ตายแล ว ไม เกิ ด , ยั งไม ได บ อกว านรกหรื อ สวรรค ไม มี ; หาก แตวา ใหมาสนใจกันที่นี่กอน ใหรูจักวาอะไรมีอยูที่นี่ และก็มีนรก หรือมีสวรรค ชนิ ด อื่ น ในความหมายอี ก อย า งหนึ่ ง ซึ่ งอยู ที่ นี่ ซึ่ งจะเห็ น อยู ชั ด ๆ นี่ และถ า ไม ต ก ก็ไมตกไดที่นี่ หรือถาจะเอาใหไดเชนสวรรคเปนตน ก็จะเอาไดที่นี่.

การสอน “เรื่องธาตุเทานั้น” ตองการใหรูจักความจริงอันมีประโยชน

www.buddhadasa.info การเรีย นเรื่อ งธาตุ ที่ มี ป ระโยชน ที่ ถู ก ต อ ง จะทํ า ให เห็ น นรกที่ นี่ ที่ จ ะ หลีกเลี่ยงไมตกได, และเห็นสวรรคที่นี่ ถาตองการแลวก็ทําใหได ใหถึงที่นี่ได, และถาตองการจะพนจากนั้นไปอีก จะเปนมรรคผลนิพพาน ก็ยังทําใหสําเร็จ ไดที่นี่และเดี๋ยวนี้; เพราะความรูเรื่องเกี่ยวกับธาตุ.

อาตมาพู ดว า “ที่ นี่ และเดี๋ ยวนี้ ” บ อย ๆ เข า บางคนก็ เลยพาลหาเอาว า ยกเลิ ก เรื ่อ งนรกสวรรคโ ลกหนา . ฉะนั ้น ขอใหถ ือ วา ไมไ ดพ ูด ถึง เรื ่อ งยกเลิก อะไรเลย ไมไดยกเลิก หรือไมไดสนับสนุนอะไรในที่นี้; เพียงแตวาขอใหมาดู เรื่องนรก


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๐๙

ที่จริงกวา เรื่องสวรรคที่จริงกวา “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ก็ได, และก็ดูเรื่องมรรค ผล นิพพาน “ที ่นี ่แ ละเดี ๋ย วนี ้” ก็ไ ด. แตถ า เมื ่อ ที ่นี ่ไ มต กนรกหรือ ไดส วรรคแ ลว ; สมมติว า ถ า ตายไปแล ว มี ไปเกิ ด ใหม มี น รกสวรรค ก็ ไม ต อ งตกนรก, และก็ จ ะได ส วรรค อ ยู นั่ นเอง. แต ถ ามั วสนใจเรื่องนรกสวรรค ข างหน าซึ่งอยู ที่ ไหนก็ ไม รู ก็ จะกลายเป นเรื่อง งมงายอยูเรื่อ ย ๆ จะไมรูจัก สิ่ง ที ่เรีย กวา นรกสวรรคก็ได; ฉะนั ้น มารูเรื่อ งธาตุ ให ถู ก ต อ ง ที่ ป ระกอบกั น อยู เป น ชีวิต จิ ต ใจของมนุ ษ ย และก็ เข ามาประกอบกั น อยูเปนความรูสึกในจิตใจ ที่เรียกวานรกก็มี ที่เรียกวาสวรรคก็มี. นี่เปนสิ่ง ที่จะต องสนใจมาก อย างยิ่ง เป นพิ เศษที่ นี่ เพื่ อจะแกป ญหาได ตลอดกาลไปเลย; เพราะ ฉะนั้ น จึ งเห็ นว าจะต องทนหน อย การที่ จะศึ กษาให เข าใจนี่ ต องทนหน อย ทนศึ กษา เรื่องธาตุนี้เรื่อย ๆ ไป. เรื่ องธาตุ เป นเรื่องที่ ซั บซ อนกั นมาก พู ดคราวเดี ยวเข าใจไม ได จํ าต องพู ด หลาย ๆ หน, พู ดหลายหนก็ต องมี ซ้ํากันด วยเรื่องเดียวกัน. แต วาอธิบายให เห็ นความต าง โดยรายละเอียดแยกออกไป แยกออกไป จนกวาจะเขาใจได ด วยการฟ งในไม กี่ ครั้งนั ก; ไม ใ ช จ ะต อ งพู ด กั น ตั้ ง ร อ ยครั้ ง พั น ครั้ ง แต มั น ก็ ค งจะ ๔-๕ ครั้ ง ๙ ครั้ ง ๑๐ ครั้ ง ก็เปนได. ขออยาใหเขาใจผิดวา ทําไมจึงพูดแตเรื่องธาตุ - ธาตุ ไมรูจักจบจักสิ้น.

www.buddhadasa.info ธาตุที่แวดลอมเรา ปรุงแตงกันอยูตลอดเวลา ที นี้ ก็ มาถึ งหลั กสั้ น ๆ ที่ เคยเตื อนไว เสมอ หรื อให ถื อเป นหลั กว า “ไม มี อะไรนอกจากธาตุ”, ธาตุเทานั้น ที่แวดลอมเราอยู ที่ปรุงแตงรางกายชีวิต จิตใจนี้ อยู ที่เปนความรูสึกนึกคิด เปนความสุข เปนความทุกขอยู; ก็หมายความวา ไม มี อะไรที่ เกี่ ย วขอ งกั น อยูกั บ มนุ ษ ยนี้ แลว ที่ จะไม ใชธาตุ นั้ น ไม มี . เราจะต อ งรูว า ธาตุ เหล านี้ เป นอยู กั นอย างไร; ก็เคยกลาวมาแลวสั้น ๆ วา ธาตุมี การปรุงแต งกั น อยางไร ในเรื่องประจําวันของคนเรา.


๑๑๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ในวั น หนึ่ ง ๆ คนเราก็ มี เรื่ อ งทางหู ทางตา ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย; ๕ เรื่ องนี้ เป นส วนที่ ถู กเรี ยกว า “ข างนอก”, และมี เรื่ องทางใจที่ เรี ยกว า “ข างใน”. เรื่ อง ทางใจนี้ ตองอาศัยเรื่องขางนอก จนกลาวไดวาเรื่องต าง ๆ ตั้ งต นจากข างนอกแล วจึ ง เข าไปข างใน. เมื่ อ ตาเห็ น รูป รู ป ก็ อ ยู ข างนอก ตานี้ ก็ เป น เนื้ อ หนั ง, ประสาทนี้ เป น เรื่ อ งของรู ป ธรรมอยู ข างนอก. ตาเห็ น รู ป จึ งเกิ ด ความคิ ด หรื อ ความรู สึ ก ไปตามลํ าดั บ เชนตาเห็นรูปก็เรียกวาจักขุวิญญาณ เห็นแลวก็จะไดวาอะไร ก็มีความคิดนึกตอไป. เรื่ องข างในนั้ นเกิ ดที หลั ง เรื่ องข างนอกตั้ งต นก อน; หรื อจะเรี ยกว าตั้ งต น ที่รูปธรรม ตามเห็นรูป ก็จะเกิดจักขุวิญญาณที่เปนนามธรรม. ความประจวบกัน นี ้ก ็เ รีย กวา ผัส สะ ซึ ่ง เปน เหตุใ หเกิด เวทนา; รู ส ึก หรือ ทุก ข นี ้ก ็เ ปน นามธรรม แล วสํ าคั ญมั่ นหมายเอาเวทนานี้ เป นของกู บ าง เวทนานี้ เที่ ยงแท ถาวรบ าง. นี่ เป นสั ญญา ขึ้ น มา นี้ ก็ เป น นามธรรม; เมื่ อ มี สั ญ ญาอย างไรแล ว ก็ มี ค วามคิ ด อย างนั้ น อย า งนี้ จะจั ด การกั บ สิ่ งนั้ น ที่ รั ก หรื อ ไม รั ก ที่ ช อบหรื อ ไม ช อบนี้ เรีย กว าสั งขาร สั งขารก็ เป น นามธรรม เป นความคิ ดของจิต, ก็ ทํ าให เกิ ดมโนกรรม คื อความคิ ดที่ จะกระทํ าอยางนั้ น อย า งนี้ จนกระทั่ งแยกออกไปได เป น ดี ห รื อ ชั่ ว . ที่ เรี ย กว า ดี ห รื อ ชั่ ว นี้ ไม ใช เรื่ อ งของ ธรรมชาติ โดยแท เป นเรื่ องของมนุ ษ ย เรา เรารู สึ กว าอย างไหนมั นเป นประโยชน แก เรา ไม ทํ าให เรายุ งยากลํ าบาก เราก็ ว าดี ; ส วนอั น ไหนทํ าให เรายุ งยากลํ าบาก เป น ทุ ก ข เราก็วาไมดี.

www.buddhadasa.info เรื่องดีเรื่องไมดีนี้ เปนเรื่องของมนุษยบัญญัติขึ้นตามความรูสึก หรือ ความต อ งการของตน; ส วนธรรมชาติ นั้ นมี แต วา ถ าลองกระทํ าลงไปอย างนี้ ผลก็ ต องเกิ ดออกมาอย างนี้ ก็ เลยมี เรื่อ งที่ ดี ไม ดี ขึ้ นมา; แล วก็ จะมี นรกและสวรรค ขึ้ นมา ทั นที เหมื อนกั น : ที่ ไม ดี ไม ชอบและเป นทุ กข นั้ นเป นนรกขึ้ นมาทั นที และเห็ นได ชั ดเจน เห็นไดงาย หรือเห็นไดประจักษเลย, ถาเปนเรื่องดี ทําใหสบายใจ ก็เปนสวรรคขึ้นมา.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๑๑

สวรรค หรือ นรก ก็ตาม เรามองเห็นชัดใจความคิดที่ถูกปรุงขึ้นมา จาก การที่ ตาเห็ นรูปบ าง จากการที่ หู ได ยิ นเสี ยงบ าง จมู กได ดมกลิ่ นบ าง ลิ้ นได สั มผั สรสบ าง ผิ ว หนั งได สั ม ผั ส ทางผิ วหนั งบ า ง, แล ว ใจก็ เอาไปคิ ด ไปปรุ ง . ที นี้ ในบางกรณี ที่ ไม ได เกี่ ยวกั บ ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย; ใจก็ ไปเอาความจํ าเดิ ม ๆ ที่ ได มาทางตา หู จมู ก ลิ้ น กาย แต เก าก อน ซึ่ งยั งจํ าได อยู ยั งยึ ดถื ออยู นั้ น เอามาทํ าเป นอารมณ ของใจล วน ๆ ก็ ได . เหมื อนอย างในความฝ น ก็ มี ความคิ ดนึ กรู สึ กอะไรได ทั้ งที่ ตาก็ ไม ได ลื ม หู ก็ ไม ได ยิ น นี่เพราะวาใจเก็บสะสมเอาไวสําหรับเปนเรื่องทางจิตใจ.

การปรุงแตงของธาตุ สรางนรกสวรรคขึ้นก็ได เมื่ อกล าวใจความย อก็ คื อว าวั นหนึ่ ง ๆ ความเป นไปในทางจิ ตใจ นั้ นย อม มี ก ารปรุงแต งเป น นรกเป น สวรรค ขึ้นมาได. ถาเราอยาตกนรกอยางนี้ ตายแลวก็ ไม ตกนรกชนิ ดไหน ถ าเราอยากจะได สวรรค ก็ ให ได สวรรค ชนิ ดนี้ เถิ ด ตายแล วก็ ต อง ได ส วรรค ช นิ ด เดี ย วกั น อี ก . ป ญ หามี อ ยู ที่ ว า จะต อ งจั ด การกั น ที่ เรื่ อ งจริ ง ตั ว จริ ง ให ถู กต อง ไม ใช สั กแต ว าคิ ด ๆ นึ กปรารถนาเอา หรื อว าอ อนวอนเอา; และในบรรดา สิ่งเหลานี้ ก็เรียกวาธาตุทั้งนั้น, ธา-ตุ หรือธาตุ ทั้งนั้น ไมยกเวนอะไร.

www.buddhadasa.info ที่ เป น ความเลว ความชั่ ว ความผิ ด นั้ น ก็ เรี ย กว า อกุ ศ ลธาตุ . หรื อ ธาตุอ กุศ ล, ที ่เ ปน ดี เปน ถูก ตามความตอ งการ ที ่จ ะไมทํ า ใหเ ปน ทุก ข นี ้ก็ เรี ย กว า กุ ศ ลธาตุ . ธาตุ เหล านี้ มี อ ยู เป น ปกติ เหมื อ นกั บ ธาตุ ทั้ งหลายอื่ น หากแต ยั ง ไม ปรากฏออกมา ยั งไม ปรากฏแก จิ ตใจหรือความรูสึ ก จนกว าจิ ตนั้ นรวมกั บรางกายนั้ น ได กระทํ าลงไปทางใดทางหนึ่ ง อย างใดอย างหนึ่ ง สํ าหรั บ เรื่ องนั้ น เพื่ อสิ่ งนั้ น จึ งจะ ปรากฏออกมาเป นกุ ศลธาตุ เป นอกุ ศลธาตุ แล วแต กรณี ที่ ว าจะเป นนรกสวรรค ได ที่ นี่ . ฉะนั้น นรกหรือสวรรคนั้นก็ไมมีอะไรมากไปกวาธาตุ.


๑๑๒

ปรมัตถสภาวธรรม

แต ม องดู กั น ให ลึ ก แล ว มั น ไปรวมกั น อยู ที่ คํ าว า “เวทนาธาตุ ” เวทนาก็ เปน สัก วา ธาตุ; ความรู ส ึก ที ่เ ปน ทุก ข เดือ ดรอ น ก็เ ปน เวทนาธาตุ. เราใหชื ่อ ยี่ ห อ ว า นรก. ที่ ไ ม เ ป น ทุ ก ข ไม เดื อ ดร อ นและเป น ที่ พ อใจของคนทั้ ง หลาย นี้ ก็ เรี ย กว า เวทนาธาตุ แต เราไปให ชื่ อ ว า สวรรค ; เพราะว า คํ า ว า นรก หรื อ คํ า ว า สวรรค นี้ เป น คํ าสมมุ ติ ไม ได ก ล าวเป น คํ าจริ ง หรื อ ภาษาปรมั ต ถ . นี้ เป น เค าคร าว ๆ เปนเคา ๆ แสดงเปนแนวพอใหรูวา เรื่องธาตุมีอยูอยางนี้ ในคนเราประจําวัน.

พิจารณาดูธาตุที่ปรุงกันเปนประจํา ที นี้ ก็ มาดู ให ชั ดยิ่ งขึ้ นไปอี ก ในเรื่ องเดี ยวกั นนี้ จะยกเอาคู แรกเป นตั วอย าง ก อ น ดู คู ต ากั บ รู ป ให ทุ กคนสั งเกตเอาเองด วยตั วเอง ในเรื่ องของตั วเอง ให เข าใจว า เราเห็นรูปดวยตา แลวมันก็มีผลเกิดขึ้น อยางนอยก็เปน ๓ ชนิดดวยกันคือ : ๑. เห็ น รู ป แล ว ก็ เ ลิ ก กั น ไป แม จ ะรู ว า รู ป อะไร หรื อ กระทั่ ง รู ว า สวย ไม ส วยด ว ยซ้ํ า แล ว ก็ เลิ ก กั น ไป; ความคิ ด ไม ไ ด ไ ปมากกว า นั้ น . เช น ว า ทุ ก คนนั่ ง อยู ที่ นี่ เวลานี้ ก็ ยั งลื มตา แล วตาก็ ยั งดี อยู ยั งไม บอด ยั งมองเห็ นรู ปภาพทั้ งหลาย เห็ น ตน ไม ฯลฯ; ภาพที ่เ ห็น อยู ด ว ยตานี ้ ก็เ ห็น ทํ า ไมจะไมเ ห็น . แตใ นกรณีอ ยา งนี้ พอเห็ น พอรู ว า มั น เป น อะไร หรื อ ว า ภาพอะไร แล ว ก็ เลิ ก กั น ไป; การเห็ น หยุ ด เสี ย เพียงเทานั้นก็ไมเกิดเปนนรก หรือเปนสวรรคขึ้นมา.

www.buddhadasa.info ๒. ในกรณี ที่ เห็ น รู ป คราวอื่ น หรื อ มั น มี อ ะไรผิ ด ธรรมดาไป : เราไปมี การปรุ งแต งในทางจิ ต ใจที่ เป น กิ เลส จนเกิ ดตั ณ หา อุ ป าทาน อะไรอย างนี้ ก็ เป น ทุ ก ข ห รื อ เป น นรกไป; เรี ย กว า เป น ทุ ก ข ห รื อ ตกนรกเพราะการเห็ น รู ป นั้ น ทํ า ให เกิ ด เปนทุกข ที่เรียกวาตกนรกก็ได. ๓. บางที ไ ด เห็ น รู ป นั้ น แต ค วามคิ ด เดิ น ไปอี ก ทางหนึ่ ง ได ค วามเข า ใจ ได ค วามฉลาด ไม เกิ ด กิ เลส แต เกิ ด ความรู สึ ก ที่ เป น บุ ญ เป น กุ ศ ล การที่ เห็ น รูป นั้ น ก็ทําใหไดความไมมีทุกข หรือไดความรู ไดความฉลาด ไดบุญ ไดกุศล ไดความสุข


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๑๓

สรุปสั้น ๆ ก็วา ในการเห็นรูปดวยตานี้ บางทีก็ใหก็มีความสุข บางทีก็ให ความทุ กข และบางทีก็ไมไปถึงนั้ น เลิกกันเสียครึ่งทาง; แตถึงอยางนั้นก็ตองเรียกวา ในกรณี ที่ ตานั้ นเห็ นรูปเหมื อนกัน. จะยกตั วอย างกรณี ตาเห็ นรูปนี้ ให เขาใจชัดยิ่ งขึ้ น วามาเปนธาตุ ลวนแตธาตุทั้งนั้น ไมมีอะไร.

ดูตัวอยางในกรณี ที่ตาเห็นรูป ; ธาตุตางผสมกันมากมาย วันก อน ๆ ได กล าวแล ววา ส วนที่ เป นรางกายของคนเรานี้ เป นเนื้ อเป นหนั ง เปนรางกาย ในตัวคนนี้ ก็ประกอบอยูดวยธาตุตางๆ ฝายวัตถุ คือธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม, และธาตุ อากาส คื อความวาง สํ าหรับให ธาตุ ต างๆ ตั้ งอยู ได ; เพราะ ถ า ไม มี ที่ ว า ง ก็ ไ ม มี อ ะไรตั้ ง อยู ได ; ก็ แ ปลว า ร า งกายซึ่ ง รวมก อ นลู ก ตานี้ อ ยู ด ว ย ก็ เป น รู ป ธาตุ , แม ใยเส นประสาท ทํ าความรูสึ กทางตา นั้ นก็ จั ดไวเป นพวกรูป ธาตุ เป น รู ป ธรรม. เราจึ งได รู ป ธาตุ เป น ๒ ฝ า ย รู ป ธาตุ หรื อ รู ป ธรรม นี่ เป น ๒ ฝ า ย : ฝายหนึ่ งอยูขางในตัวเรา คือลูกตา กอนลูกตา รวมทั้งเสนประสาท, อี กฝายหนึ่ ง คืออะไรก็ตามซึ่งอยูขางนอก ที่ตามันจะเห็นนั้น ก็คือรูปธรรมขางนอก.

www.buddhadasa.info บัด นี้เกิด เป นรูป ธรรมขางใน คื อดวงตา, รูป ธรรมข างนอก คื อ รูป ที่ มองเห็ น ; และก็ ห ลี ก ไม พ น ที่ ว า ทั้ ง รู ป ธรรมข า งใน และรู ป ธรรมข า งนอกนี้ มั น ก็ ประกอบอยู ด วยธาตุ ดิ น น้ํ า ลม ไฟ และอากาสธาตุ เป นต น. เดี๋ ยวนี้ มั นสํ าเร็จมา เป นจักขุธาตุ -คื อธาตุ สําหรับจะทํ าความรูสึ กทางตา หรือจักษุ ประสาท อันนี้ เป นต น; คื อ รูปธาตุ ที่ จะสํ าเร็จการเห็ นทางตา และรูปธาตุ ข างนอก ที่ จะทํ าให การเห็ นทางตา สํ า เร็ จ ได คื อ จะถู ก เห็ น : ตามั น จะเป น สิ่ ง ที่ เห็ น , รู ป ข า งนอกก็ จ ะเป น สิ่ ง ที่ จ ะถู ก ตาเห็น, เรียกวาเปนธาตุทั้ง ๒ ฝาย. เป น รู ป ธาตุ ด ว ยกั น ทั้ ง ๒ ฝ า ย ต า งแต อั น หนึ่ ง อยู ข า งใจ อั น หนึ่ ง อยู ขางนอก; โดยเหตุที่อันหนึ่งทําหนาที่อยูขางใน เราจึงเรียกวา อายตนะภายในคือตา


๑๑๔

ปรมัตถสภาวธรรม

สวนอีกอันหนึ่งทําหนาที่อยูขางนอก เราก็เรียกวาอายตนะภายนอก คือรูป, ทั้งสอง อายตนะนี้ก็คือธาตุ อันหนึ่งเรียกวาจักขุธาตุ อีกอันหนึ่งเรียกวารูปธาตุ. ที นี้ เมื่ อ เราลื ม ตามองเห็ น อะไร เราก็ ไม มี ค วามรู สึ ก ว าธาตุ เรารูสึ ก ว า มองเห็ น นั่ น นี่ เป น รู ป ร างอย างนั้ น อย างนี้ ไปเสี ย เลย. เดี่ ย วนี้ ต อ งการให รู ว ายั งไม มี อะไร มี แต ว าตา จั กขุ ธาตุ คื อธาตุ ทํ าให เห็ นทางตา และก็ รู ปข างนอกเป นรู ปธาตุ คื อ เป น ธาตุ สํ าหรับ ที่ ต าจะได เห็ น ; พอ ๒ ธาตุ นี้ เกิ ด ถึ งกั น เข า ที่ เรีย กว ากระทบ หรื อ อาศัยกัน ก็เกิดจักขุ วิญญาณธาตุ -คือวิญญาณธาตุทางตา. อั นนี้ กลายเป นนามธรรม เป น เรื่ อ งของจิ ต ที่ อ าศั ย รู ป ธรรมเกิ ด ขึ้ น : อาศั ย ตากั บ รู ป แล ว ก็ เกิ ด วิ ญ ญาณธาตุ ที่ เป นเรื่ องทางจิ ตขึ้ นมา. แต โดยเหตุ ที่ มั นอาศั ย ตา จึ งเลยให ชื่ อมั นว า วิ ญ ญาณธาตุ ทางตา นี้เรียกวาธาตุที่ ๓ ซึ่งเปนเรื่องสําคัญ เกิดขึ้นแลว คือวิญญาณธาตุ. ที่ใชคําวา “เกิด” นี้ หมายความวา กอนนี้มันแสดงตัวออกมาไมได จนกวาจะไดมี ตากับรูป มาเนื่องกันกอน วิญญาณธาตุนี้จึงจะแสดงออกมาได.

www.buddhadasa.info ตากับรูปกับวิญญาณธาตุ ทําใหเกิดผัสสะ

ที นี้ ต ากั บ รู ป และวิ ญ ญาณธาตุ ได ๓ ธาตุ แล ว จั ก ขุ ธ าตุ รู ป ธาตุ วิญญาณธาตุ รวม ๓อยางนี้ เกิดมาพรอมกัน มาถึงพรอมกัน มาประจวบกันเขา ก็เ กิด ธาตุอ ัน ใหม ที ่เ รีย กวา ผัส สะ; ผัส สะที ่แ ปลวา การกระทบ; บางทีก ็เ รีย ก เต็ ม ๆ ว า สั ม ผั ส . ถ า เป น การกระทบที่ ส มบู ร ณ แล ว ก็ เรี ย กว า สั ม ผั ส . เรื่ อ งสั ม ผั ส นี้ ก็ เป น ธาตุ สิ่ ง ที่ ม าสั ม ผั ส นี้ ก็ เป น ธาตุ ; ทั่ ว ๆ ไปเขาอธิ บ ายว า เป น สั ง ขารธาตุ : คื อ การกระทบ การปรุ ง การทํ าให เป น ขึ้ น เรี ย กว าสั งขารธาตุ อย างนี้ ก็ มี . แต ถ า เราดู จากบาลี โดยตรง ก็ มี อยู หลายแห งเหมื อนกั นที่ แสดงวา ผั สสะไม ใช สั งขารธาตุ แตเปนเวทนาธาตุ, หรือเปนสวนหนึ่งของเวทนาธาตุ.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๑๕

ผัสสะปรุงเปนสังขารธาตุก็ได เปนเวทนาธาตุก็ได ผั สสะนี้ น าจะถู กแบ งออกเป น ๒ ซี ก ซี กที่ ยั งเนื่ องอยู กั บวิ ญญาณธาตุ นั่ นก็ เป น สั ง ขารธาตุ ไ ปได คื อ การพบกั น กระทบกั น แล ว ปรุ ง เป น อะไรขึ้ น มา; ส ว นอี ก ซี ก หนึ่ ง มั น เนื่ อ งอยู กั บ เวทนาธาตุ เพราะฉะนั้ น ผั ส สะนี้ จะต อ งเรี ย กส วนนี้ ว าเป น เวทนาธาตุ. ธรรมะชื่ อ เดี ยวข อเดี ย ว จะต อ งผ าตรงกลาง เอาซี กหนึ่ งไว ฝ ายโน น เอา ซี ก หนึ่ ง ไว ฝ า ยนี้ ก็ มี อ ยู เหมื อ นกั น ไม ใ ช เฉพาะเรื่ อ งนี้ เรื่ อ งเดี ย ว. ยกตั ว อย า งเช น เรื่ อ งอุ ป าทาน ให เกิ ด ภพ, ภพให เกิ ด ชาติ . ภพนั้ น ซี ก แรกอยู ฝ า ยอุ ป าทาน มั น ก็ เป น กรรมไป, อี ก ซี ก หนึ่ ง อยู ฝ า ยชาติ ก็ ก ลายเป น วิ บ ากไป; ภพนั้ น เป น ได ทั้ ง กรรมและวิบาก. สิ่ งที่ เรี ยกว าผั สสะ คื อการกระทบระหว างตากั บรู ป และจั กขุ วิ ญ ญาณนี้ ก็ เหมื อ นกั น มี ลั ก ษณะที่ จ ะถู ก แบ ง ครึ่ง แรกนี้ ไว เป น สั ง ขาร, การมาพรอ มกั น เข า ปรุงอั นนี้ ขึ้นเรียกวาสั งขาร หรือสั งขารขันธ หรือสั งขารธาตุ ที นี้ ส วนที่ มั นมี ความรูสึ กได นี้ เพื่ อ มาอยู ฝ ายข างล าง เป น เวทนาธาตุ สงเคราะห ไว ในเวทนา; เพราะว าเวทนานั้ น ก็ ยั งมี พระบาลี ตรัสว า อุ ปฺ ปนฺ นา มนาปา อมนาปา ผสฺ สา -ผั สสะทั้ งหลายที่ เป นที่ ชอบใจ และไมเปนที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแลว.

www.buddhadasa.info ฟ งดู ให ดี ผัสสะ ซึ่งมี ลั กษณะ เป นที่ ชอบใจ คือ มนาปา, อมนาปา คื อไม ชอบใจ; อยางนี้มันเปนลักษณะของเวทนาเกิดขึ้นแลว มันก็จะครอบงําจิตตั้งอยู. พระพุ ทธเจ าตรั ส สอนพระราหุ ลว า : ถ าเราทํ าจิ ต เจริ ญ จิ ต นี้ ให เหมื อ น กับแผนดิน ใหมันเฉยเหมือนกับแผนดิน แลวผัสสะทั้งหลายที่เกิดขึ้นเปนมนาปะ


๑๑๖

ปรมัตถสภาวธรรม

หรื อ อมนาปะ ก็ ดี จะไม ค รอบงํ า จิ ต ของเธอแล ว ตั้ ง อยู . ลั ก ษณะอย า งนี้ แ สดงว า เป น เวทนาชั ด ๆ เลย. หรื อ แม แ ต คํ าของพระสารี บุ ต ร ที่ ว า อ างคํ าของพระพุ ท ธเจ า ไปกล าวอี กที หนึ่ ง ก็ ยั งมี คํ าที่ กล าววา ผสฺ โส สาสโว อุ ปาทานิ โย -ผั ส สะนั้ น เป น ไปดวยอาสวะ และเปนที่ตั้งแหงอุปาทาน ถาเปนที่ตั้งแหงอุปาทาน ตองเปนเวทนา จะเปนสังขารไมได อยางนี้เปนตน. เรารูกันเสียวา ผัสสะนี้ ซีกหนึ่งจะเปนสังขารธาตุ อีกซีกหนึ่งจะเปน เวทนาธาตุ ; แม ไม มี คํ าที่ ระบุ ไว ชั ด เราจะต องศึ กษาเอาเอง; เพราะว าคํ าที่ ระบุ ไว ชั ด แสดงไว แต ลั ก ษณะของผั ส สะว า : เป น มนาปะ และอมนาปะ คื อ เป น ที่ พ อใจ และ ไม เ ป น ที่ พ อใจได , หรื อ เป น ที่ ตั้ ง แห ง อุ ป าทานได ; นี่ เ ป น ลั ก ษณะของความเป น เวทนา. ตากับ รูป กับ จัก ขุว ิญ ญาณ พบกัน แลว เกิด ผัส สะขึ ้น มา; ผัส สะนี้ เปนสังขารธาตุในระยะแรก และเปนเวทนาธาตุในระยะหลัง; ฉะนั้น ผัสสะก็สัก วาธาตุอยูนั่นแหละ.

ระหวาง มีผัสสะ เปนโอกาสที่วิชชา หรืออวิชชาธาตุผสมก็ได

www.buddhadasa.info ในระหว างที่ มี ผั ส สะนั้ น มั น จะต างกั น ไปอี ก ว า ในขณะแห ง ผั ส สะนั้ น ถาเป นโอกาสแห งอวิชชาธาตุ เข ามาผสมได หรือวา ให เกิดอวิชชาธาตุขึ้นมาได ผัสสะ นั้ น ก็ เป น ผั ส สะของอวิ ช ชา คื อ ผั ส สะโดยอวิ ช ชาธาตุ เรี ย กว า อวิ ช ชาสั ม ผั ส ; แต ถ า เผอิ ญ ในขณะนั้ น มี ส ติ สั ม ปชั ญ ญะดี อวิ ช ชาไม เกิ ด คงเป น ความรู สึ ก ตั ว มี ส ติ สัมปชัญญะอยู ก็เรียกวามีวิชชาธาตุ ประกอบอยูในสัมผัสนั้น. ดังนั้น การสัมผัสจึง แยกออกเปน ๒ ชนิด วาสัมผัสดวยอวิชชาก็ได สัมผัสดวยวิชชาก็ได. ในกรณี ที่ จะเป นเรื่องกิ เลส เป นเรื่องความทุ กขแล ว ก็หมายถึงอวิชชาธาตุ เขามาประกอบกับผัสสะ ก็เลยเปนการสัมผัสดวยอํานาจของอวิชชาไปเลย. ทีนี้ก็เกิด


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๑๗

เวทนา เป น รู ป ขึ้ น มา เป นเวทนาธาตุ ที่ มาจากการสั ม ผั สด วยอวิชชา; แล วเวทนา นั้ นก็ ถู กปรุ งขึ้ นด วยอํ านาจของอวิ ชชาอยู ส วนหนึ่ ง เวทนานี้ ก็ เรี ยกว า เวทนาธาตุ . เรา รูสึกเปนสุข เปนทุกข เปนไมสุข ไมทุกขก็ตาม นี้เรียกวาเวทนา ก็ยังสักแตวาเปนธาตุ.

ธาตุใดก็ตามมีอยูแตยังไมแสดงตัว คนที่ ไม เคยได ฟ งมาแต ก อน จะไม เข าใจหรื อไม ยอมรับถื อว าเวทนาเป นสั กว า ธาตุ ก็ เ���ยเห็ นเวทนาเป นอะไรก็ ไม รู เห็ นเป นดี ที่ สุ ด เป นตั วเราเป นของเราไปเสี ยเลย. แตพระพุทธเจาทานตรัสวา เวทนาเปนธาตุอันหนึ่งเหมือนกับเปนธาตุทั้งหลายที่มีอยู ในโลกนี้; แตยังไมแ สดงตัว ออกมา จนกวาจะมีการสัม ผัส ระหวางสิ่งทั้ง ๓ เช น ในตั วอย างนี้ คื อตา และรูป และจั กขุ วิ ญญาณ-วิญญาณทางตา มี ผั สสะอย างนี้ แล ว ก็ เวทนาจะออกมา. นี้ จะเรี ยกว าเกิ ดขึ้ นก็ ได และโดยที่ แท แล วต องใช ว าปรากฏออกมา กอนนี้มันไมปรากฏออกมา. จะยกตัวอยางเหมือนวาเอาเหล็กมาตีลงไปที่หินเหล็กไฟ ก็เกิดประกายไฟ ออกมา; เราจะพู ด ว า ประกายไฟนั้ น เพิ่ ง เกิ ด หรื อ ว า ประกายไฟนั้ น มี อ ยู เป น ธาตุ ชนิ ดหนึ่ ง อยู ตามธรรมชาติ ในโลกนี้ แต มั นยั งไม ปรากฏออกมา จนกว าจะมี การกระทํ า ชนิ ดที่ ให มั น ปรากฏออกมา; ซึ่ งในกรณี นี้ ได แก การที่ เอาแท งเหล็ ก ไปฟาดเข าที่ หิ น ประกายไฟจึงปรากฏออกมา.

www.buddhadasa.info ประกายไฟจะเรี ยกว า เป นธาตุ ไฟก็ ได หรื อจะเรี ยกว า ธาตุ ความร อนก็ ได อุ ณ หภู มิ ความรอนก็ ได นี้ มี อยู ; แต ยั งไม แสดงตั วออกมา หรือมั นจะแสดงออกมามาก หรือน อยก็ ตาม ก็ต อเมื่ อมี เหตุ ป จจัย ที่ จะทํ าให ธาตุ ไฟสามารถแสดงตั วออกมาได . ถ าเรา เล็ งอย า งนี้ ก็ จ ะเห็ น ว า มี ธ าตุ ช นิ ด หนึ่ ง อยู ต ลอดเวลาในโลกนี้ ยั งไม แ สดงตั ว จนกวาจะไดเหตุปจจัยหรือโอกาสที่จะแสดงตัวออกมา; นี่คือความหมายที่คอน ขางจะเรนลับ หรือคําอธิบายที่วา ทําไมพระพุทธเจาทานจึงตรัสสิ่งเหลานี้เปน ธาตุไปหมด.


๑๑๘

ปรมัตถสภาวธรรม

แมแตที่เรารูสึกพอใจ ไมพอใจ เปนสุขเปนทุกข นี้ก็เปนธาตุอยางหนึ่ง แต เป น ธาตุ ท างจิ ตใจ ธาตุ ฝ ายจิ ตใจ ธาตุ ฝ ายนามธรรม. เกิ ดเวทนาซึ่ งเป นธาตุ ชนิ ด หนึ่ ง ขึ้ น มา ก็ พู ด ได เพราะพู ด อย า งมองข า งนอก มั น เพิ่ ง เกิ ด เดี๋ ย วนี้ . เวทนาธาตุ ปรากฏออกมาพู ดอย างนี้ ก็ ได ; เพราะว ามั นอาศั ยเหตุ ป จจั ยอั นหนึ่ งเป ดโอกาสให มั นปรากฏ ออกมา; ก็เอาเปนวาเวทนาธาตุ ไดเกิดขึ้นแลว ปรากฏแลว แสดงตัวออกมาแลว.

เวทนาเกิดแลว ปรุงใหเกิดสัญญาธาตุ ที นี้ ในความรู สึ กของจิ ตต อไป ก็ จะเกิ ดสั ญ ญาธาตุ คื อความรู สึ กสํ าคั ญ มั่ นหมาย อย างใดอย างหนึ่ งในเวทนานั้ น เช นเรารู สึ กเวทนาว าเป นสุ ข ก็ สํ าคั ญมั่ นหมาย ว า เป น สุ ข . อย า งนี้ เขาเรี ย กว า สุ ข สั ญ ญา เห็ น รู ป สวย เห็ น รู ป คนที่ เรารั ก เราพอใจ ก็ ส บายตา มี สุ ข เวทนา แล ว เกิ ด ความสํ า คั ญ มั่ น หมายว า ของเรา ว า คนรั ก ของเรา. ถ าเห็ นคนเกลี ยด ก็ มี สั ญ ญาว าเกลี ยด ไม ชอบคนที่ เป นข าศึ กศั ตรู ของเรา; ความสํ าคั ญ มั่ น หมายที่ เกี่ ยวกั บ ตั วเรา ก็ เกิ ด สั ญ ญาขึ้ น ว าความสุ ขความสบาย ความเอร็ ด อร อ ย สนุ ก สนานของเรา หรื อ ความเจ็ บ ปวดรวดร าว ความไม พ อใจของเรา. หรื อ ถ าสั ญ ญา มาในรู ป ของบุ ค คล ก็ ก ลายเป น บุ ค คล ที่ เรารั ก หรื อ เราไม รั ก อย างนี้ เป น ต น ; สํ าคั ญ ว าเขาเป น ศั ต รู สํ าคั ญ ว าเขาเป น คู รั ก อย างนี้ ก็ เรี ยกว า สั ญ ญาทั้ งนั้ น . ความสํ าคั ญ มั่ น หมายลงไปอย างนี้ นี่ ก็ เรียกว าธาตุ ซึ่ งมี อยู แล วในโลกนี้ ซึ่ งมี อยู แล วในที่ ทั่ วไป เหมื อนกั บธาตุ ทั้ งหลาย แต ยั งไม ปรากฏออกมาเป นธาตุ จนกว าจะได โอกาสเช นมี เวทนามา ใหสําหรับเปนที่สําคัญมั่นหมาย

www.buddhadasa.info เมื่ อ ใดเราสํ าคั ญ ว า นี่ ข องเรา นี่ เราชอบ นี่ เป น สุ ข แม แ ต นี้ เป น ได กํ าไร นี้เปนขาดทุนอะไรก็ตาม นี้เรียกวาสัญญาทั้งนั้น, ธาตุสัญญาปรากฏออกมาอยางนี้.

สัญญาธาตุ ปรากฏแลวเกิดสังขารธาตุ เมื่อธาตุสัญญาปรากฏแลว อยางนี้แลว ก็จะมีธาตุที่ถัดไป คือสังขารธาตุ; สังขารธาตุนี้คือความคิดที่ปรุงแตงออกมาจากสัญญานั้น เชน สัญญาวา สวย สัญญาวาดี


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๑๙

สั ญญาว าน ารั ก สั ญญาว าคนที่ เรารั ก ฯลฯ สั งขารก็ จะเกิ ดขึ้ น เกิ ดเป นความคิ ดที่ ปรุ งแต งว า เราจะทํ า อย า งไร หรื อ เราจะต อ งการอย า งไร เราจะต อ งทํ า อย า งไร. ส ว นที่ เรี ย กว า ความคิดที่ประกอบกันขึ้นมาเต็มรูป ตามความหมายของคําวาสังขาร พระพุทธเจา ท านก็ ตรั สให เป นธาตุ . แม แต สั งขาร-ความคิ ดว าอย างนี้ ๆ ก็ ยั งเป นธาตุ เรียกว าสั งขาร ธาตุ , ในขณะแห งสั งขารธาตุ นี้ จะซอยให ละเอี ยดออกไปได เรี ยกว าสั ญ เจตนา, ที แรก เมื่ อ มี สั ญ ญาว าเป น อะไรแล ว ก็ จ ะเกิ ด เจตนาที่ จ ะทํ าอะไรกั บ สิ่ งนั้ น ;เจตนานี้ ก็ เรี ย กว า สั ง ขารธาตุ . เมื่ อ เจตนาแล ว ก็ มี ตั ณ หา ที่ อ ยากจะทํ าลงไปอย างนั้ น ต อ งการอย างนั้ น อย างที่ ท นอยู ไม ได แม ตั ณ หานี้ ก็ เป น สั งขารธาตุ ; แล วก็ มี สิ่ งที่ เรี ย กว า วิ ต ก-ตริ ต รึ ก , วิจาร -ใครครวญโดยละเอียด อันนี้ก็เปนสังขารธาตุ.

สวรรคหรือนรกเกิดได เพราะมีอวิชชาธาตุในขณะที่มีสังขารธาตุ ในขณะที่ สั งขารธาตุ หรื อสั งขารขั นธ ป รากฏขึ้ นนี้ เราจะมองดู มั นในรู ปของ สั ญ เจตนาก็ ไ ด ตั ณ หาก็ ไ ด วิ ต กก็ ไ ด วิ จ ารก็ ไ ด ก็ ร วมเรี ย กว า สั ง ขารหมด; และ ตอนนี้เองที่จะไดนรกหรือสวรรคกัน แลวแตวาสังขานนั้น จะถูกปรุงไปในลักษณะ อย า งไร. จะได น รกหรื อ สวรรค ต อ งนึ ก ถึ ง ธาตุ ๒ ธาตุ ที แ รก คื อ อวิ ช ชาธาตุ กั บ วิ ช ชาธาตุ ที่ จ ะเข ามาปรุ งในขณะของการสั ม ผั ส . ถ าอวิ ช ชาธาตุ เข า มาปรุ งแล ว ก็ เป น ไปในทางกิ เลสในทางผิ ด ที่ ต อ งเป น ไปในทางอกุ ศ ล, ถ า วิ ช ชาธาตุ เข า มาแทน ก็ ป รุ ง ไปในทางถูกหรือที่เรียกวา กุศล.

www.buddhadasa.info สังขารธาตุผสมวิชชาหรืออวิชชาจะเกิดกุศล อกุศลธาตุตาง ๆ ในขณะแห งสั งขารธาตุ ปรากฏออกมาผสมวิ ชชาหรื ออวิ ชชานั้ น ก็ เลยถู ก จําแนกออกไปเปนกุศลธาตุ หรืออกุศลธาตุ อีกทีหนึ่ง.


๑๒๐

ปรมัตถสภาวธรรม

เราเคยได ยิ นกั นแต คํ าว ากุ ศลหรืออกุ ศลเฉย ๆ ไม ใช คํ าวาธาตุ ; เพราะวาเรา ไม พู ด กั น เป น ภาษาปรมั ต ถ หรื อ ภาษาอภิ ธรรม, เราพู ด ภาษาธรรมดา ก็ พู ด ว ากุ ศ ล อกุ ศลเฉย ๆ ก็ ได คื อดี หรื อชั่ วเท านั้ น. แต ถ าพู ดให เป นปรมั ตถธรรม ที่ ลึ กซึ้ งถึ งที่ สุ ด ก็ กลายเป น ว า ไม ใช อะไร ที่ มากไปกว ากุ ศ ลธาตุ และอกุ ศ ลธาตุ . เมื่ อ อวิ ชชาเข าไป ปนอยู แล ว ในขณะแห งการสั ม ผั ส ; พอมาถึ งตอนสั งขารนี้ มั น ก็ กลายเป น อกุ ศ ลธาตุ ปรากฏออกมา. ที นี้ อกุ ศ ลธาตุ นี้ ก็ แ จกออกไปได เป น กามธาตุ พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ: ๑. ออกมาเป นกามธาตุ คื อ ธาตุ ที่ ทํ าให เกิ ดความรูสึ กเป นกามหรือความ ใคร ไปตามความหมายของกาม โดยเฉพาะอย างยิ่ ง ก็ เป นเรี่ องระหว างเพศ; ความรู สึ ก อั นนี้ เรี ยกว ากามธาตุ ซึ่ งมี อยู แล วเป นปกติ ธรรมดา เหมื อนกั บธาตุ ทั้ งหลายอื่ น, เดี๋ ยวนี้ เพิ่งปรากฏออกมา เพราะไดโอกาสไดเหตุไดปจจัย กามธาตุก็แสดงออกมา.

www.buddhadasa.info ความคิ ด ครั้ ง หนึ่ ง เป น เรื่ อ งของกามธาตุ ก็ ได หรือ จะเป น เรื่อ งของ พยาบาท คื อ เกลี ย ดชั ง ก็ ไ ด , หรื อ เป น เรื่ อ งของวิ หิ ง สา คื อ เบี ย ดเบี ย นก็ ไ ด . ถ า สมมติ ว าเป นเรื่องที่ ทํ าให เกิ ดความใคร ในทางกามก็ ว า กามธาตุ ปราฏกออกมา แสดง ตั วออกมา; แล วมั นก็ ทํ าให มี ความสํ าคั ญมั่ นหมายในสิ่ งที่ ตั วรักตั วใคร อย างนี้ ก็ เรียกว า กามสัญ ญาอีก ทีห นึ ่ง . เปน เรื ่อ งสัญ ญาขึ ้น มา อีก ทีห นึ ่ง มั ่น หมายเปน กาม เปนกามของเราอะไรขึ้นมา กามธาตุก็ใหเกิด กามสัญญา.

กามสั ญ ญา คื อ สํ าคั ญ มั่ น หมาย ในกามนี้ ก็ ให เกิ ด กามสั งกั ป ปะ หรื อ ตริ ต รึ ก ไปแต ใ นเรื่ อ งกามของเรานั้ น กามสั ง กั ป ปะก็ ทํ า ให เ กิ ด กามฉั น ทะ-พอใจ หลงใหลในกามนั้น กามฉันทะก็ทําใหเกิด กามปริเยสนา -แสวงหาซึ่งกามนั้น


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๒๑

แม ด ว ยลํ า พั ง จิ ต ใจล ว น ๆ หรื อ จะออกมา ทางกาย ทางวาจา ด ว ยก็ ได ; ในที่ สุ ด ก็เกิด กามปริฬ าหะ -คื อ ความเรารอ น เหมื อ นกั บ ถู ก เผาไฟ เพราะอํ านาจแห ง กามนั้น. นี่ คิ ด ดู ว า กามธาตุ เป น สั ง ขารธาตุ ช นิ ด หนึ่ ง แต อ ยู ใ นรู ป ที่ ทํ า ให เกิ ด ความรัก ความต องการ ซึ่ งเป นอกุ ศลธาตุ ; หมายความว า ธาตุ ฝ ายผิ ด ฝ ายบาป ฝ าย ที่ จ ะทํ าให เกิ ด ทุ ก ข . กามธาตุ -ให เกิ ด กามสั ญ ญา-เกิ ด กามสั งกั ป ปะ-เกิ ด กามฉั ท ะเกิ ด กามปริ เยสนา-เกิ ด กามปริ ฬ าหะ; ดั งที่ ได ก ล าวไปแล ว . นี่ คื อ นรก ที่ นี่ ใช ห รื อ ไมใช? ใชคําวา ปริฬาหะ นี่หมายความวา รอนจนไมมีคําอะไรจะพูด จะวัดได คื อวา รอนถึ งที่ สุ ด ถ าจะถื อวา อย างนี้ เป นสวรรค นั้ นก็ ได สํ าหรับผู ที่ เขาไม มองกั น ไปในแงร อ น เขามองไปในแงข องกิเ ลส เพราะวา เปน ทาสกามเสีย แลว ก็ไ ด; มั นแล วแต ความรู สึ กของคนนั้ นจะเป นอั นธพาล สั กกี่ มากน อย, หรื อว า จะเป นบั ณฑิ ต สั กกี่ มากน อย. นี้ เรียกว า อกุ ศลธาตุ อย างที่ หนึ่ งแสดงตั วออกมา เป นกามธาตุ และก็ มี ความเปนไปอยางนั้น.

www.buddhadasa.info ๒. ออกมาเป น พยาปาทธาตุ หรื อ มั น ตรงกั น ข า มกั บ กาม; โกรธ ไมชอบนึกตรงกันขามกับกาม เขาเรียกวา พยาปาทธาตุ นี้ไมรักไมพอใจ มุงแตจะ ทํ าลาย มุ งแต ที่ จ ะผลั ก ออกไป. ถ าเป น เรื่อ งของกามธาตุ ก็ จ ะดึ งเข า มาหา, ถ า เป นเรื่องของพยาปาทธาตุ ก็ จะผลั กออกไป คื อมั นไม ชอบ; มั นก็ มี สั ญ ญา อย างเดี ยว กั นอี กนั่ นแหละ. เมื่ อมี พยาปาทธาตุ แล ว ก็ มี สั ญญาด วยพยาบาทนั้ น : เป นศั ตรู ของกู เปนอะไรของกู; ในที่สุดก็อยากจะทําลายมันเสีย ก็มีความเรารอนเพราะขอนี้อีก.


๑๒๒

ปรมัตถสภาวธรรม

๓. ถ า ว า ออกมาเป น วิ หิ งสาธาตุ . นี้ อ าศั ย โมหะ อาศั ย ความโง ก็ คิ ด ทํ าการเบี ยดเบี ยนผู อื่ นไปโดยไม ได เจตนา; ถ าพยาปาทธาตุ นี้ เบี ยดเบี ยนด วยเจตนา ด วยความรู สึ กสํ านึ ก; ถ าเป นเรื่องของกาม ก็ ไม เบี ยดเบี ยนใคร จะเอาเข ามา ดึ งเข ามา เปนของเรา. ทีนี้ ทั้งกามธาตุก็ดี พยาปาทธาตุก็ดี วิหิงสาธาตุก็ดี เปนอกุศลทั้งนั้น เมื่อสําเร็จตามหนาที่ของมันแลว ก็ทําใหเกิด นรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย อยางใด อยางหนึ่ง ที่เรียกวา อบาย.อบายที่นี่ และเดี๋ยวนี้. ในกรณี นี้ ที่ ยกมาเป นตั วอย าง โดยอาศั ยตากั บรู ป, ในกรณี อื่ น เวลาอื่ น อาจอาศั ยหู กั บเสี ยง, ในเวลาอื่ น ก็ อาจจะอาศั ย กลิ่ น กั บ จมู ก, อาศั ยลิ้ นกั บรส, อาศั ย ผิ วกายกั บ สิ่ งที่ ม ากระทบผิ วกาย. ยกตั วอย างแต เพี ยง ทางตา ให ฟ ง นอกจากนั้ น ก็ ศึ กษาเอาเอง : ดั งเช น ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย : หู ได ยิน เสี ยงที่ น ารัก ก็ เกิ ดความปรุ งแต ง ทํ านองเดี ยวกั นกั บกามธาตุ ; หู ได ยิ น เสี ยง ที่ ไม ชอบ น าเกลี ยด เป น ศั ต รู เป น การที่ เราเกลี ย ด มั น ก็ ป รุ ง แต ง เป น พยาปาทธาตุ . จมู ก ก็ เหมื อ นกั น ลิ้ น ก็ เ หมื อ นกั น , ผิ ว หนั ง ก็ เ หมื อ นกั น ; ไม มี เ วลาพอที่ จ ะแจก และแจกก็ ไ ม มี ประโยชนอะไรมันรําคาญเปลา ๆ.

www.buddhadasa.info รวมใจความแตเพียงวา ถาในขณะนั้น การสัมผัสมีมูลมาจากอวิชชาแลว ก็ตองปรุงเปนสังขาร ชนิดที่เปนกุศลธาตุ เกิดกามธาตุ พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ; แลวก็เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผูอื่น นี่เปนนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้.

ที นี้ สมมติ ว ามั นตรงกั นข าม คื อสั มผั สนั้ นได อาศั ยสติ สั มปชั ญญะบ างตาม สมควร หมายความวา มี วิชชาอยู แทนอวิชชา ตอนที่ ปรุงมาจนถึงเวทนา ถึ งสั ญญา ถึงสังขาร นี้ก็เปนโอกาสที่ กุศลธาตุ จะเกิดขึ้น. กุศลธาตุก็ไมมีอะไร นอกจากตรง กันขามกับ ๓ อยาง ที่วามาแลว ;


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๒๓

คู ที่ ๑ ถ าเป น อกุ ศล ก็ เกิ ด กามธาตุ , ถ าเป น กุ ศล ก็ เกิ ด เนกขั มมธาตุ คือหลีกออกมาเสียจากกาม ไมโง ไมหลง ในเรื่องกาม. คู ที ่ ๒ ถา เปน อกุศ ล ก็อ อกมาเปน พยาปาทธาตุ, แตถ า เปน กุศ ล ก็ออกมาเปน อพยาบาท คือไมพยาบท แตรักใคร พอใจยินดีดวย. คู ที่ ๓ ถ า เป น อกุ ศ ล ก็ อ อกมาในรู ป ของ วิ หิ ง สาธาตุ -ธาตุ แ ห ง ความ เบี ย ดเบี ย น, ถ าเป น กุ ศ ล ก็ อ อกมาในรู ป ของอวิ หิ งสาธาตุ ระมั ด ระวั งที่ จ ะไม ก ระทบ กระทั่ง ที่จะทําใครใหเดือดรอนแมโดยไมเจตนา. เนกขัมมธาตุ ก็ดี อพยาปาทธาตุ ก็ดี อวิหิ งสาธาตุ ก็ดี นี้ทานเรียกวาเป น กุ ศ ลธาตุ . เมื่ อกระทํ าไปแล วมั นก็ ต องให เกิ ดสวรรค ; สิ่ งที่ เรี ยกว าสวรรค คื อความสุ ข ความพอใจ จะเป นสวรรค อย างกามาวจรก็ ได อย างรู ปาวจร ก็ คื อพวกพรหมมี รู ปก็ ได , อยางอรูปาวจร คือพวกพรหมไมมีรูปก็ได นี่ก็ลวนแตเรียกวาเปนสุคติชั้นสวรรค.

www.buddhadasa.info เรื่ อ งพรหมมี รู ป พรหมไม มี รู ป นี้ ค อ ยอธิ บ ายกั น ที ห ลั ง อย า เพ อ เข า ใจ ไปเอง. ถ าเข าในเอาเองก็ ต องเข าใจเหมื อนที่ เขาพู ดกั น : อยู ที่ โลกไหนก็ ไม รู , เป นสั ตว เปน คนมีร ูป รา งก็ม ี ไมม ีร ูป รา งก็ม ี. เปน พรหมนั ้น เปน พรหมที ่ย ัง ไมท ัน จะเห็น อยูที่ไหนก็ยังไมรู.

ถากุศลธาตุ แสดงตัวออกมา ผลจะเปนสวรรคที่นี่เดี๋ยวนี้ เดี๋ ยวนี้ เราจะดู กั นที่ นี่ ก็ คื อวา ถ ากุ ศลธาตุ แสดงตั วออกมา เป นเนกขั มมธาตุ, เปน เนกขัม มธาตุห ลีก ออกจากกามก็ด ี ไมห ลงใหลในกามก็ด ี, หรือ วา เปนอพยาปาทธาตุ ไมกระทบกระทั่งผูใดโดยเจตนาก็ดี, เปนอวิหิงสาธาตุ ไมกระทบ


๑๒๔

ปรมัตถสภาวธรรม

กระทั่ ง ผู ใ ด แม โ ดยไม เจตนาก็ ดี ; อย า งนี้ ก็ เป น สวรรค คื อ ไม มี ก ารเบี ย ดเบี ย น, อยู เป น ความสงบสุ ขสํ าหรั บ คนทั่ วไป ซึ่ งจะให ค วามพอใจ เป น ที่ พ อใจในตั วเอง ให ชี วิ ต ของตัวเองก็ได. โดยการกระทํ าอย างมี กุ ศลธาตุ นี้ จะทํ าให สามารถหลี กตั วออกไปจากชุ มนุ มชน ไปแสวงหาความสุ ขจากรูปฌาน ทํ าสมาธิ ให เกิ ดฌานประเภทรูปฌาน อย างที่ เคยได ฟ ง กั น อยู เสมอในคํ า อธิ บ ายของสั ม าทิ ฏ ฐิ ก็ ยิ่ ง มี สุ ข ในรู ป ฌานที่ สู ง ไปกว า สุ ข อย า ง ชาวบา น. ถา ยิ ่ง ไปกวา นั ้น อีก ก็ถ ึง กับ ทํ า อรูป ฌาน ฌานที ่ไ มม ีรูป เปน อารมณก็ ยิ่ งมี ค วามสุ ข ที่ สู งละเอี ย ดยิ่ งขึ้ น ไปอี ก ก็ แปลว า จะเป น สวรรค กามาวจร สวรรค รูปาวจร หรื อสวรรค อรู ปาวจร ก็ สรางเอาได ที่ นี่ เดี๋ ยวนี้ ในเมื่ อรู จั กทํ าสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ นั้ น ใหถูกตอง. พู ดอย างสมั ยนี้ พู ด หรื อว าพู ดอย างภาษาวั ตถุ ก็ จะพู ดได เลยว า ถ ารู จั กผสม ธาตุ ให ถู กต อง แล วจะได สวรรค ทั้ งกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ที่ นี่ และเดี๋ ยวนี้ โดยผ านทางตา ทางหู ทางจมู ก ฯลฯ นี่ คื อเป นเรื่ องของฝ ายกุ ศลธาตุ มี เพราะธาตุ ที่ วิ ชชาธาตุ เข าไปผสมกั บการปรุ งแต งของจิ ต ในขณะที่ กํ าลั งเป นผั สสะคื อ เป นสั งขาร ธาตุ หรือเวทนาธาตุ ก็ ตาม. ฉะนั้ นเราจะต องระวั งกั นที่ สุ ดก็ ตรงที่ มี ผั สสะ ตากั บรูปหู กั บเสี ยง จมูกกับกลิ่น เปนตน.

www.buddhadasa.info ขณะที ่ม ีก ารกระทบ ที ่เรีย กวา ผัส สะนั ้น จะตอ งระวังกัน ที ่ต รงนั ้น ; ถ า เป น โอกาสของอวิ ช ชามั น ก็ ไ ปทางอกุ ศ ลและมี ทุ ก ข , ถ า เป น ในทางวิ ช ชาก็ เป น ฝา ยกุศ ลและไมต อ งทุก ข; เพราะวา ในขณะแหง ผัส สะที ่ม ีว ิช ชานั ้น ก็ค ือ รูส ึก ตัว มีส ติสัม ปชัญ ญะอยู  ไมเผลอ ไมห ลง อวิช ชาก็ไ มไ ดเขา มาแทรกแซงมัน ก็มี สติ ป ญ ญา ทํ า ให สํ า เร็ จ ประโยชน ใ นหน า ที่ ก ารงาน ที่ เราจะต อ งทํ า ในเวลานั้ น หรือเมื่อไรก็ตามใจ.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๒๕

หน าที่ การงานอะไรที่ เราจะต องทํ า ย อมต องทํ าด วยการเกี่ ยวข องกั นกั บเรื่ อง ทางตา ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ น ทางกาย เหล า นี้ ทั้ ง นั้ น . นี้ ก็ ห มายความว า ไม เป น ทุ กข ด วย หน าที่ การงานก็ สํ าเร็ จด วย และยั งแถมเป นการประพฤติ ธรรมอยู ในตั วด วย. มี ผัส สชนิ ด นี้ มั น ไม เป น อาสวะ ไม มี อ าสวะ ไม เป นที่ตั้งแหงกิเลสตัณ หา นั่ น คื อ ผั ส สะของผู ป ฏิ บั ติ ธ รรมอย า งถู ก ต อ งแล ว . จะเป น ตาเห็ น รู ป ก็ ดี หู ได ยิ น เสี ย งก็ ดี จมู กได กลิ่ น ก็ ดี ทุ ก ๆ คู ไป มั น ก็ เป น ผั ส สะที่ ไม เป น ช อ ง ไม เป นโอกาสของกิ เลส หรื อ อาสวะและก็ไมเปนที่ตั้ง แหงอุปาทาน ที่จะไปยึดถือใหเกิดความทุกข. ที นี้ ถ ามั นตรงกั นข าม มั นก็ ให เกิ ดความยึ ดถื อแล วก็ ต องเป นทุ กข ทุ กข อย าง ที่ เรี ย กว า : เมื่ อ มี อุ ป าทานแล วก็ ต อ งมี ภ พ-เมื่ อ มี ภ พแล วก็ มี ชาติ มี ชรา มรณะ โสกะ ปริ เทวะ; ซึ่ ง ล ว นแต เป น ชื่ อ ของความทุ ก ข ทั้ ง นั้ น ; เพราะว า มั น มี อ วิ ช ชาทํ า ให ยึ ด มั่ น ถือมั่น เปนกระแสแหงความผิด คืออกุศลทั้งนั้น มันก็ตองเปนทุกข. นี่ ลองคิ ดดู ซิ ว า อะไรที่ ไม ใช ธาตุ จนกระทั่ งเป นทุ กข มั นก็ เป นเวทนาธาตุ ; อย างเป นอุ ปาทานอย างนี้ มั นก็ อยู ในพวกที่ เป นสั งขารธาตุ : เรามี ความเข าใจผิ ด มี ความ คิ ดผิ ด รู สึ กผิ ด มั น ก็ เป น ธาตุ ใดธาตุ ห นึ่ ง ในพวกสั งขารธาตุ ทั้ งนั้ น ซึ่ งเราไม เคยได ฟ ง กั นอย างนี้ ว า อะไร ๆ มั นก็ ธาตุ ทางฝ ายวั ตถุ นี้ ก็ ธาตุ ทางฝ ายจิ ตใจ นามธรรมมั นก็ ธาตุ และมี ตั้ งมากมายหลาย ๆ ธาตุ ที่ ออกชื่ อไปว า รู ป าวจร อรู ป าวจร มั นยั งมี ธาตุ อยู อี ก เยอะแยะ เช นอรู ปาวจรก็ ยั งมี อากาสานั ญจายตนธาตุ วิ ญญาณั ญจายตนธาตุ อากิ ญจั ญญายตนธาตุ เนวสั ญ ญานาสั ญ ญาตนธาตุ ซึ่ งเราเคยได ยิ น แต คํ า ว าฌาน พระพุ ท ธเจ า จะตรัสไวในลักษณะที่เปนธาตุ ตามธรรมชาติที่มันมีอยู.

www.buddhadasa.info เมื่ อ ใดคนไปทํ าถู ก วิธี ถู ก เรื่อ งถู ก ราวของมั น ก็ เป น โอกาสให ธ าตุ นั้ น แสดงตัวออกมา เชนวา อากาสานัญจายตนธาตุ ก็จะไดแสดงตัวออกมาเปนอากาสานัญ-


๑๒๖

ปรมัตถสภาวธรรม

จายตนะฌานอย างนี้ เป นต น กระทั่ งมี ชื่ อธาตุ แปลก ๆ ที่ ว า อาภาธาตุ คื อธาตุ สว าง ธาตุฉ ลาด ธาตุไ มโ ง ก็ต รงขา มกับ อัน ธการธาตุ คือ ธาตุโ ง ธาตุม ืด ธาตุบ อด, หรือสุภธาตุ-ธาตุซึ่งงามซึ่งนาดู ก็มีตรงกันขามกับ อสุภธาตุ-ไมงาม ไมนาดู. แมแตความงาม ความไมงามนี้ มันก็เปนธาตุ แลวก็เปนธาตุที่เนื่องอยู กั บ รูป จึ งยั งไม จั ด ว าเป นนามธรรมแท เป น รูป ธาตุ ที่ แฝงอยู ที่ รูป หยาบ. ความงาม ความไมงามก็แฝงอยูที่ รูปธรรม อยางใดอยางหนึ่ง; เชนความงามอยูที่ ดอกไม ตัวดอกไม ก็ เป นรูป ธาตุ โดยตรง, ความงามนั้ นก็ เป น รูปธาตุ โดยอ อ ม. ที นี้ ความงามก็ ดี ความ ไม งามก็ ดี ก็ ล วนแต เป นธาตุ เรื่อยไป กระทั่ งถึ งวา ดั บเสี ยซึ่ งสั ญ ญาก็ เป น สั ญ ญาเวทยิตนิโรธ ก็เปนธาตุ. แมแตนิ พพานก็เป นธาตุ เรียกวานิพพานธาตุ มีอยู ๒ ชนิด หรือบางที ก็ เรี ย กว า “อมตธาตุ ” -คื อ ธาตุ ที่ ไ ม รู จั ก เกิ ด ไม รู จั ก ตาย, หรื อ บางที ก็ เรี ย กว า อสังขตธาตุ - คือธาตุที่ไมมีปจจัยปรุงแตง นี่ออกชื่อธาตุอยางนี้ตั้งหลายสิบหรือตั้ง รอยสองรอย ล วนแต ใช คํ าวาธาตุ เสมอกั น ถื อ ว ามี อยู ต ามธรรมชาติ จนกว าเมื่ อไร จะมีโอกาส มีเหตุปจจัยใหปรากฏออกมา.

www.buddhadasa.info ที นี้ ที่ วามั นไม มี อะไรที่ ไม เป นธาตุ หรือไม เกี่ ยวกั บธาตุ ก็ ไปทบทวนเอาเอง เถอะ อธิบายมาอย างละเอี ยด ก็ เป นตั วอย าง เฉพาะตากั บรูป นอกนั้ นเรื่องหู กั บเสี ยง กลิ่นกับจมูก ฯลฯ ไปทบทวนไดเองเหมือนกันเลย.

ปญหาที่เขาใจยากอยูที่คูสุดทาย คือใจกับธัมมารมณ คนที่ เขาเรี ยนนั กธรรมมาในโรงเรี ยนแล ว ก็ เข าใจคํ าคู ๆ นี้ แล ว ตากั บรู ป แลวก็หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสัมผัสผิวหนัง แลวก็ใจกับธัมมารมณ.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๒๗

ใจคือมโน อารมณ ของมโนเรียกวา “ธรรมหรือธัมมารมณ ” ก็แลวแตจะเรียก. สําหรับ ธั มมารมณ นี้ เคยเข าใจกั นว าอย างไร? ผู ที่ เคยเล าเรี ยนธรรมะในโรงเรี ยนนั กธรรมกั น มาแล ว เข าใจว าอะไร? ก็ คงจะเข าใจสรุ ปสั้ น ๆ ว า ส งที่ รูสึ กได ด วยใจ และเมื่ อถามว า มีอะไรบาง? ก็คงจะวากันไปตามี่วาใจมันจะนึกได. พวกที่ ๑. สําหรับธรรมที่เปนอารมณของใจหรือเรียกวาธัมารมณก็ตาม นี้ก็แบงเปนพวก ๆไป คือเวทนาธาตุ สัญ ญาธาตุ สังขารธาตุ, จะมาเปนธรรม ธัมมารมณ สําหรับเปนอารมณของใจได. อยางที่ ๑. เวทนารูสึกเปนสุขเปนทุกข กําลังรูสึกอยู นี่เกิดขึ้นมาจากการ ปรุ ง แต ง ตั้ ง แต ตาหรื อ หู อะไรก็ สุ ด แท แ ต เดี๋ ย วนี้ เป น เวทนา รู สึ ก เป น สุ ข อยู ; ที นี้ ในก็สัมผัสลงไปบนอารมณ คือเวทนาที่กําลังรูสึกเปนสุขอยูอยางนี้ ก็เรียกวา เวทนานั้นเปนธัมารมณของใจ. เรากํ า ลั ง รู สึ ก เป น สุ ข สนุ ก สนาน เอร็ ด อร อ ย เพิ ล ดเพลิ น อะไรอยู นั้ น เรียกวามีเวทนา, แลวใจสัมผัสลงไปบนเวทนานั้น นี่เรียกวา มีมโนวิญญาณเกิดขึ้น. คือมี การสัมผั สระหวางมโนวิญญาณกั บธัมมารมณ , แลวมโนกั บธัมมารมณ กับมโนวิญญาณ ก็ ปรุงแต งต อไปได ; เมื่ อเป นมโนวิ ญญาณขึ้ นมาแล วก็ ปรุงเป นสิ่ งที่ เรียกว า ผั สสะ เวทนา สัญญา สังขาร จนกระทั่งเกิดทุกขไปไดเหมือนกัน.

www.buddhadasa.info อยางที่ ๒. เรียกวา สั ญญาธาตุ หรือสัญญาขันธ -ความจําได หมายรู; เราหลั บหู หลั บตาป ดหมด ใจก็ นึ กถึ งความหนหลั งจํ าอะไรได เอามาเป นอารมณ สํ าหรั บ มโนจะสัมผัสลงไปบนสัญญานั้น. ลองนึ กคิ ดถึ งเหตุ การณ หนหลั ง ที่ เรายั งจํ าได ดี อยู ว าเมื่ อเด็ ก ๆ เป นอย างไร, เมื่อเด็กเล็ก ๆ เปนอยางไร, เคยทําอะไรผิดถูกที่ไหน, เอาอันหนึ่งมาเปนอารมณ


๑๒๘

ปรมัตถสภาวธรรม

สํ าหรั บใจจะสั มผั สลงไปบนสั ญ ญานั้ น ก็ จะปรุ งแต งเป นมโนวิ ญ ญาณ เกิ ดเป นเวทนา สัญญา สังขาร จนเปนทุกขไดอีกเหมือนกัน. อย างที่ ๓. สํ าหรั บ สั งขาร สั งขารธาตุ หรื อ สั งขารขั น ธ คื อ ความคิ ด ที่ กําลังปรุงแต งอยู รูสึกอยู เวลานี้ ก็เป นอารมณ ของจิต ที่ จะสั มผั สทั บลงไป อี กที หนึ่ ง ก็ ไ ด ; คิ ด ดี คิ ด เลว คิ ด ชั่ ว อยู ใ นใจ ใจก็ สั ม ผั ส ลงไปจนรู ว า อ า ว, นี่ คิ ด ดี คิ ด เลว คิ ด ชั่ วคิ ด ถู ก อะไรอยู ก็ ได ; นี่ ก็ เรี ย กว าสั งขารนั้ น เป น อารมณ ของใจ. สั งขารธาตุ ห รื อ สั งขารขั ���ธ ในที่ นี้ ตั้ งอยู ในฐานะเป นธรรมะหรื อธรรมธาตุ ที่ เป นอารมณ ของใจกระทบ แลวเกิดมโนวิญญาณธาตุได. อย างว า อยากมาวั ดนี้ ก็ ลองคิ ดดู : ทํ าไมจึ งรู สึ กเกิ ดอยากมาวั ดนี้ ? นี่ ก็ อาศั ย สั ญ ญาหรื อ สั ง ขาร อย า งใดอย า งหนึ่ ง ; รู เรื่ อ งดี ว า มาวั ด นี้ ทํ า อะไร, มานั่ ง ตรงนี้ มาทํ าอะไร, ได ผ ลอะไร, นี่ เป น สั ญ ญาอั น หนึ่ งหรื อ สั งขารอั น หนึ่ ง. จิ ต ที่ รู สึ ก ต อผลอั นนี้ แล วมั นก็ ปรุ งแต งเป นมโนวิ ญ ญาณ; เกิ ดความคิ ดที่ รู สึ กพอใจ แล วก็ อยาก จะมา แลวก็มาวัดนี้ มานั่งอยูที่นี่.

www.buddhadasa.info หรื อแม ที่ สุ ดแต ว าเราอยากจะไปไหน ไปทํ าอะไรที่ ไหน ไปหาเงิ นหาทอง คาขายอะไรที่ไหน ก็ตองอาศัยนามธรรมเหลานั้นแหละเป นอารมณ ของใจ ที่จะคิดนึก ที่ จ ะทํ า ไป. นี้ ห มายความว า ไม ต อ งอาศั ย ทางตา ทางหู ; เพราะว า เราอาจจะนอน ก ายหน าผาก อยู ในที่ นอนกลางคื น ไม เห็ นอะไรแต คิ ดนึ กคิ ดถึ งการ ถึ งงาน ที่ กรุงเทพฯ ที่เมืองอื่น จังหวัดอื่น ก็ได; มันเปนอารมณของใจไดอยางนี้.

แม ที่ สุ ดแต ว าเกิ ดอยากดี อยากเด นขึ้ นมา อยากยกหู ชู หางขึ้ นมา; นี่ มั นก็ ตองมีเวทนาหรือสัญญา หรือสังขาร อันใดอันหนึ่งเปนอารมณของใจ ก็เกิดมโนวิญญาณ เกิดปรุงแตงมาก็อยากจะออกทาเปนยกหูชูหางเปนดีเปนเดน เปนอะไรขึ้นมา.


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๒๙

อย างนี้ ไม ต อ งอาศั ย รู ป ธรรมในขั้ น ต น ๆ ก็ ได ; เพราะว าสั ญ ญานั้ น มี อ ยู ระลึ ก จํ าได สํ าคั ญ มั่ นหมายขึ้ นมาใหม ก็ ได . อย างนี้ เรียกว าคู สุ ดท ายคื อใจกั บธั มมารมณ ที่ อาศั ย เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ. พวกที่ ๒ ในกรณี ที่ ผิ ด ไปจากนั้ น ก็ ยั งอาศั ย รูป ธรรม ชนิ ด ละเอี ย ด ชนิ ดสุ ขุมที่ ไม ใช นามธาตุ ; แต วาเป นรูปธาตอั นละเอี ยด เชนความงาม ความไม งาม เป น ต น ที่ มี อ ยู ในรู ป ธาตุ ใด อั น นี้ เขาก็ ส งเคราะห ไว ในฝ ายธั ม มายตนะ เหมื อ นกั น . เช นดอกไม ก็ เป นรู ปธาตุ เป นอารมณ ของตา แต ว าความงามนั้ นกลายเป นธั มมายตนะ เป นอารมณ ของใจ นี้ ก็ เป นธั มมารมณ พ วกที่ ๒ คื อภาวะของรู ป หรื อภาวะของอะไร ก็ตาม ที่มันไมใชตัวรูปอันแทจริง. ทีนี้ถาผิดไปจากนี้อีกก็พวกอสังขตธรรมทั้งหลายมาเปนอารมณของใจได เชนจะคิ ดถึ งพระนิ พพานเป นอารมณ พิ จารณาอยูถึงพระนิ พพาน เป น เอตํ สนฺ ตํ เอตํ ปณี ตํ -นั่ นสงบระงั บยิ่ ง นั่ นประณี ตยิ่ ง, นั่ นเป นที่ สงบระงั บของสั งขารทั้ งหลาย เป นที่ สิ้ นสุ ดอุ ปธิ ทั้ งหลาย เป นที่ สิ้ นตั ณหา เป นที่ จางคลาย แห งความยึ ดมั่ นถื อมั่ น เป นความ ดั บ แห ง กิ เลส เป น นิ พ พาน. อย า งนี้ เป น อารมณ ข องใจได โดยเอาลั ก ษณะของ อสั งขตธาตุ ม าเป นอารมณ หรื อว าได บ รรลุ ม รรคผลนิ พ พานจริ ง ๆ อยู ในใจ อั น นั้ น ก็ เป น อารมณ . อารมณ อ ย างนี้ ก็ ก ลายเป น ธรรม หรื อ ธั ม มารมณ สํ าหรั บ มโนธาตุ ด วย เหมือนกัน; ก็รวมเรียกสั้นๆ วาอสังขตธาตุ.

www.buddhadasa.info อสังขตธาตุนี้เอามาเปนอารมณของมโน ก็ได จะเรียกอมตธาตุ ก็ได. ก็ เลยเป นว าธั มมารมณ นี้ มี พวกเจตสิ กธรรม เช น เวทนา สั ญญา สั งขาร ก็ เป นธั มมารมณ และรู ปธรรมอั นละเอี ยดจะต องมาสงเคราะห ไว ฝ ายธั มมายตนะนี้ ก็ เป นธั มมารมณ , และ อสังขตธาตุในแงไหนก็ตาม ก็เปนธัมมารมณสําหรับใจสัมผัสอันนี้คนธรรมดายิ่งเห็นยาก


๑๓๐

ปรมัตถสภาวธรรม

และบางอย างไม เกี่ ยวข องกั น; ที่ เกี่ ยวข องกั นคื อความรู สึ กคิ ดนึ ก ที่ เราไม ต องอาศั ยตา หู จมู ก ลิ้ น กายอี ก แล ว, อาศั ย สั ญ ญาเก า หรื อ อาศั ย เวทนาที่ กํ าลั งรู สึ ก อยู แ ล วนั้ น ไม ต อ งตั้ ง ต น อี ก . หรื อ ความคิ ด นึ ก ที่ กํ า ลั ง ปรุ ง แต ง อยู แ ล ว นั้ น ระวั ง ให ดี , ที่ ว า เป น อารมณ ของมโน เกิ ด มโนวิ ญ ญาณ แล วก็ ป รุ งไปหากิ เลสและความทุ กข ได เหมื อ นกั น ตามลักษณะของปฏิจจสมุปบาท.

ธาตุมีอยูมาก ปรุงแตงเนื่อง ๆ กัน เกิดผลทั้งกุศล, อกุศล นี่คือสิ่งที่เรียกวา ธาตุ ธาตุ มี มากถึ งขนาดนี้ : ในฐานะที่ เป นเหตุให เกิ ด สิ่ ง อื่ น ก็ มี , ในฐานะที่ เป น ผล ที่ เกิ ด มาจากสิ่ ง อื่ น ก็ มี . ครั้ ง เป น ผลแล ว มั น กลาย เป นเหตุ ทํ าหนาที่เป นเหตุ อีก, แล วให เกิ ดผลอี กไม มี ที่ สิ้ นสุ ด; มีลักษณะเปนเหมื อน กับวากระแสไหนไปเป นเกลียว ของสิ่งที่เรียกวาธาตุทั้งหลายอยางนี้ นับตั้งแตจักษุ ธาตุ รู ปธาตุ วิ ญญาณธาตุ , ผั สสะ ซึ่ งเป นสั งขารธาตุ ผั สสะซึ่ งเป นเวทนาธาตุ แล วก็ สั ญญาธาตุ สั งขารธาตุ จนกระทั่ งเป นกุ ศลธาตุ อกุ ศลธาตุ เกิ ดขึ้ นเป นความสุ ขหรื อความทุ กข เป น นรก หรื อ เป น สวรรค ; ซึ่ ง ล ว นแต เป น ธาตุ ทั้ ง หลายที่ ร อคอยอยู แ ล ว ได โ อกาส เมื่ อไรก็ แสดงตั วออกมา, และนี่ คื อข อที่ ว า ถ าเรารู เรื่ องธาตุ ดี เหมื อนคํ าพู ดธรรมดา ๆ ว า ถ าเรารูจั กผสมธาตุ ดี หรือเป น แล วเราจะได นรกที่ นี่ ก็ ได หรือทางตรงกั นข ามจะได สวรรค ที่ นี่ ก็ ไ ด นรกชั้ น ไหนก็ ไ ด สวรรค ชั้ น ไหนก็ ได เราอาจจะผสมขึ้ น มาได เหมื อ น กั บ การผสมธาตุ . ที่ เรี ย กว า สวรรค ก็ มี ม ากมายหลายชนิ ด ล ว นแต เป น ธาตุ ทั้ ง นั้ น ออกชื่อธาตุใหหมดก็คงจะเวียนหัว คือวาจําไมไหว ควรจะไวพูดกันเปนคราว ๆ.

www.buddhadasa.info เป นอั นว าในครั้ งนี้ เราก็ พู ดกั นเรื่ องธาตุ อี กนั่ นแหละ แต แสดงพฤติ หรื อ ว า กรรมวิ ธี ข องมั น ในลั ก ษณะที่ ล ะเอี ย ดยิ่ ง ขึ้ น ไปกว า ครั้ ง ที่ แ ล ว ; โดยเฉพาะต อ งการ จะใหส ัง เกตในขอ ที ่ว า คํ า วา “ธาตุเ ทา นั ้น ” ไมม ีอ ะไรมากกวา ธาตุ. ธาตุ เทานั้นแหละ, ระวังใหดี เปนมิจฉาทิฏฐิเมื่อไรก็ได ตอเมื่อทําถูกตองตามวิธี


ความเนื่องกันระหวางกลุมธาตุ

๑๓๑

เท านั้ นจึ งจะเป นสั มมาทิ ฏฐิ เดิ นไปถู กทาง และก็ ดั บทุ กขได ไม ทํ าให ผู อื่ นลํ าบาก. พอเข าใจผิ ดทางรูผิ ดทาง ทํ าผิ ดทาง ก็ เป นมิ จฉาทิ ฏฐิ ทํ าตั วเองให ลํ าบาก ทํ าผู อื่ น ใหลําบาก เรื่องธาตุก็มีอยางนี้.

การใหเห็นเรื่องธาตุ ก็คือใหเห็นสุญญตา ความไมมีตัวตน ถ า รู จั ก ธาตุ ถู ก เห็ น ถู ก ก็ ไม เป น ไร, พอเห็ น ผิ ด ก็ เป น สุ ญ ญตาอั น ธพาล; สุ ญ ญตาไม รั บผิ ดชอบอะไร เอาแต กิ เลส เอาแต ประโยชน ส วนตั ว ก็ มี บ างเหมื อนกั น; แม กระทั่ งคํ าว า “จิ ตว าง” ก็ ยั งมี ความหมายว า ว างที่ ถู กต อง หรื อว างอย างอั นธพาล. ถ าเห็ นวาเป นสุ ญญตาธาตุ จริงแล ว ก็ ไม เป นไร เพราะถู กต องและเป นสั มมาทิ ฏฐิ ไม ทํ า อันตรายใคร. ถาเป นสุ ญญตาธาตุ ที่ ปลอม เก ไม จริง ก็ไม ใชสุญญตาธาตุ; เป นเรื่อง ว าเอาเอง เหมาเอาเอง เข าใจผิ ดเอาเอง ก็ เป นอั นธพาลขึ้ นมา; เช นเดี ยวกั บตั วอย าง ที่ ยกขึ้ นมาเรื่องครูทั้ ง ๖. เขาสอนเรื่อง สุ ญญตาอั นธพาลอยู อย างที่ ปกุ ธะกั จจายนะ กล าวว า มี ธาตุ อยู ๗ หมู ; ฉะนั้ นการที่ มนุ ษย เอาดาบฟ นคอกั น ก็ ไม มี บาปหรือบุ ญอะไร เพราะเป นสั กว าธาตุ ผ านไปในระหว างธาตุ ; นี่ เป นอั นธพาลสั กกี่ มากน อย. อั นธพาล ที่ ไม ยอมรั บผิ ดชอบเรื่ องกามารมณ เรื่ องอะไรต างๆ ถื อ “สั กว าธาตุ เท านั้ นแหละ” นี่ ก็ เป นอั นธพาลอย างยิ่ ง, เป นอั นธพาลที่ สกปรก หรือเป นอั นธพาลที่ จะทํ าทุ กฝ ายให มั น เดือ���รอน. นี่ขอใหเขาใจไวอยางดวยวาเรื่องธาตุเทานั้น มันเปนไดถึงอยางนี้.

www.buddhadasa.info พระพุ ทธศาสนามุ งหมายสอนเพื่ อจะให รู ว า “ธาตุ เท านั้ น” ไม ใช สั ตว บุ คคล ตั วตน เรา เขา; พอบวชเข ามาวั น แรกก็ ให เรียน ยถาปจฺ จยํ ปวตฺ ต มานํ ธาตุ เมตฺ ต เมเวตํ วา “นั่นแหละธาตุเทานั้น กําลังเปนไปตามเหตุตามปจจัยอยูเนืองนิจ”. คนที่กําลังทําอะไรอยู หรือสิ่งที่ถูกกระทําอยูนั้นก็ธาตุมตฺตโก นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุฺโ


ปรมัตถสภาวธรรม

๑๓๒

นี้ คื อ ว า เป น สั ก ว า ธาตุ ไม ใช สั ต ว ไม ใช ชี ว ะ ไม ใช บุ ค คล ว า เปล า จากความหมาย แหงความเปนตัวตน. คนที่ บ วชเข ามาพอเรี ยนวั นแรก จะรู อ ย างไรก็ ไม ท ราบ จะเข าใจอย างไรก็ ไม ทราบ อาจจะเป นอั นธพาลไปก็ ได ; เว นไว แต ว าครู บาอาจารย จะช วยทํ าความเข าใจดี ๆ. ที่ เรามาบวชนี่ เรี ยน ยถาปจฺ จยํ นี่ ก็ เพื่ อจะให รู จั ก “ธาตุ เท านั้ น” อย างถู กต อง, และ เราจะได ไ ม มั่ น หมายสิ่ ง ใด จนเกิ ด กิ เลส เกิ ด โลภะ โทสะ โมหะ. ถ า เห็ น ว า “ธาตุ เท า นั้ น ” เห็ น อย า งถู ก ต อ งแล ว ; ไม เ กิ ด ความโลภได เ พราะเป น “ธาตุ เท า นั้ น ”ไม เกิด ความโลภ ; และ “ธาตุเ ทา นั ้น ” ก็ไ มโ กรธได, ไมโ กรธไดจ ริง เพ ราะเปน สักวา “ธาตุเทานั้น”. ผู ที่ ม าชกปากเรา หรื อ ว า เราถู ก เขาชกปาก นี่ ก็ ธ าตุ เ ท า นั้ น ; แต แ ล ว อาจจะเกิ ด ความคิ ด ว า “ธาตุ เท า นั้ น ” แล ว ชกสวนกลั บ ไป เราก็ ช กเขาบ า ง เพราะ วา “ธาตุเทานั้น”; อยางนี้ก็ไมสําเร็จประโยชนที่ถูกตองกลายเปนอันธพาลเสียอีก.

www.buddhadasa.info ที่จ ริง เขาตอ งการจะใหรูใ นลัก ษณะที ่ไ มเ กิด กิเ ลส ไมวา ชนิด ไหน ไมมีความโลภ ไมมีความโกรธ ไมมีความโงเกิดขึ้น เพราะวาเห็นธาตุ เหลานี้ อยูอยางถูกตอง ตามที่เปนจริง.

สํ าหรั บวั นนี้ ก็ สรุ ปความว า ให เข าใจคํ าว า “ธาตุ เท านั้ น” ยิ่ งขึ้ นไปอี ก อย าง ที่ เห็ น ได ชั ด ถึ ง ขนาดที่ จ ะสร า งนรก สวรรค เมื่ อ ไรก็ ได หรื อ ว า ถ า ไม ต อ งการ แล ว ก็ จะใหพนไปเสียจาก นรกสวรรค ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ได. เอาละเปนอันวาพอกันทีสําหรับวันนี้.


ปรมัตถสภาวธรรม

-๕๓ กุมภาพันธ ๒๕๑๖

ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย, ก ารบ รรย าย เรื ่อ งป รม ัต ถ ส ภ าวธรรม ใน ค รั ้ง ที ่ ๕ นี ้ ก็ย ัง ค งเป น เรื ่อ งที ่เ กี ่ย วกับ สิ ่ง ที ่เ รีย กวา ธาตุต อ ไปอีก . อาตมาเคยขอรอ งในการบ รรยาย ครั ้ง ที ่แ ลว ๆ มาวา ขอใหอ ดทนศึก ษาเรื ่อ งธาตุนี ้ใ หม ากเปน พิเ ศษ แมว า จะ เปน เรื ่อ งที ่ไ มช วนฟง ชวนงว งนอนก็ต ามที แตก ็ม ีค วามสํ า คัญ มาก เพราะวา ทุกอยางมีรากฐานอยูที่สิ่งที่เรียกวาธาตุ.

www.buddhadasa.info เราไม ค อยจะได ยิ นได ฟ งเรื่ องธาตุ ทั้ งหมดตามที่ มี อยู ในพระบาลี แม ในพระไตรปฎก จะไดยินไดฟงก็แตเรื่อง ดิน น้ํา ลม ไฟ อะไรทํานองนี้เทานั้น; แตเมื่อสํารวจ

๑๓๓


๑๓๔

ปรมัตถสภาวธรรม

ดู แล วยั งมี ธาตุ มากมายหลายสิ บชื่ อ ล วนแต เกี่ ยวข องหรื อแวดล อมกั นอยู กั บมนุ ษย . ถ า ไม รู จั ก สิ่ งเหล านั้ น ก็ เท ากั บ ว าไม รู จั ก ตั วมนุ ษ ย นั่ น เอง เพราะตั วมนุ ษ ย นั้ น ก็ เป น ธาตุ หลาย ๆ ส วนประกอบกั น ; สิ่ งที่ เกี่ ย วข อ ง เกิ ด ขึ้ น ปรุ งแต งอยู ในร างกายมนุ ษ ย เรื่อย ๆ ไป ตอไปอีก ๆ ตลอดเวลานั้นก็คือสิ่งที่เรียกวาธาตุ. สิ่ ง แวดล อ มอยู ร อบ ๆ มนุ ษ ย ทั่ ว ไปในโลกนี้ ก็ คื อ สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ ; แม ที่ สุ ดแต สิ่ งที่ มนุ ษย จะใช ติ ดต อกั นกั บสิ่ งนอกตั ว คื อสิ่ งที่ เป นสื่ อ เช น ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย เปนตนนี้ ก็ยังคงเปนสิ่งที่เรียกวาธาตุอยูนั่นเอง. ขอรบเร าเซ าซี้ ให ท านทั้ งหลายสนใจกั บคํ าว าธาตุ นี้ ให ละเอี ยดลออเป นพิ เศษ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกทีจนกวาจะเพียงพอ.

จับใจความใหไดเสียกอนวาธาตุคืออะไร เท าที่ กล าวมานี้ ท านทั้ งหลายก็ คงจะพอจั บใจความได ว า สิ่ งที่ เรี ยกว าธาตุ นั่นคืออะไร? โดยตัวหนังสือ คําวา “ธาตุ” ก็แปลวา สิ่งที่ เปนสวนยอยที่สุด ที่ทรง ตัว มัน เองอยูไ ด แลว ก็ป ระกอบกัน ขึ้น เพื ่อ จะเปน สิ ่ง ใดสิ่ง หนึ ่ง โดยสมบูร ณ ; หรือจะกล าวอี กที หนึ่ งก็ คื อว า ความสมบู รณ อย างหนึ่ ง ๆ มั นก็ ประกอบอยู ด วยสิ่ งที่ เรียกว า ธาตุ นั้ น หลาย ๆ ธาตุ ด วยกั น ; ดั งนั้ น จึ งไม มี อ ะไรที่ เรี ย กว าไม ใช ธ าตุ จะเป น เรื่ อ งทาง วั ตถุ ก็ ดี เป นเรื่ องทางจิ ตใจก็ ดี แม ที่ สุ ดเป นเรื่ องที่ ว างหมด ไม มี ร างกาย ไม มี จิ ตใจก็ ดี ก็ยังคงเปนสิ่งที่เรียกวาธาตุนั่นแหละ.

www.buddhadasa.info ขอให หลั บตามองด วยสติ ป ญ ญา ให เห็ นกว างขวางและลึ กซึ้ งออกไป จะเห็ น ว า ไม มี อ ะไรที่ ไ ม เรี ย กว า ธาตุ , ที่ พ ระพุ ท ธเจ า ท า นได ต รั ส ไว ในลั ก ษณะที่ ค วรจะ สนใจ; หรือถึงขนาดที่เรียกวาควรจะตกใจเหมือนกับบทที่พระสงฆไดสวดคณะสาธยาย


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๓๕

ออกไปแลว เมื ่อ ตะกี ้นี ้ ก็ค ือ พระพุท ธภาษิต ที ่ว า : ดูก อ นภิก ษุทั ้ง หลาย, ภาวะ อัน ใดเปน ความเกิด ขึ้น ความตั้ง อยู ความปรากฏออก ของธาตุทั้ง หลาย ๖ นั่น แหละคือ ความเกิด ขึ้น แหงทุก ข นั่น แหละคือ ความตั้งอยูแ หง โรค นั่น แหละคือความปรากฏของชราและมรณะ. พระพุ ทธภาษิ ตเพี ยงเท านี้ ก็ มี ใจความสํ าคั ญ ที่ จะต องเข าใจมากที่ เดี ยว; แต ก็ เป นเพี ยงคํ าที่ ผ านไปผ านมา ไม มี ใครสนใจที่ จะเข าใจ. เมื่ อไรเข าใจก็ คิ ดว าไม จริง, หรื ออย างน อยก็ คิ ดว าไม จํ าเป นสํ าหรั บว าเราที่ จะต องรู; เพราะว าเราไม เข าใจ. เดี๋ ยวนี้ ก็ พ ยายามที่ จะให ท านทั้ งหลายทราบยิ่ ง ๆ ขึ้ นไป, ได รบเร าให ทราบเรื่ องธาตุ นี้ มาเป น เวลาหลายสัปดาหแลว. ขอที่พระพุทธเจาทานตรัสวา “ความปรากฏออกมาของสิ่งที่เรียกวาธาตุ นั้นแหละคือความเกิดขึ้นแหงทุกข นั่นแหละคือความตั้งอยูแหงโรค คือความ ปรากฏออกของชราและมรณะ”; ขอนี้มีใจความสําคัญอยูตรงที่วา สิ่งที่เรียกวาธาตุนั่น เมื่ อ ไรจึ งจะปรากฏออกมา? หมายความว าธาตุ ใด ๆ เหล านั้ น ถ าไม ได อ าศั ย ผสม ปรุงแตงซึ่งกันและกันแลว มีคาเทากับมิไดปรากฏออกมา; เชนวา ธาตุ ดิน น้ํา ลม ไฟ อากาสธาตุ ที่ จะปรุ งเป นร างกายมนุ ษย นี่ ไม ได ปรากฏออกมา จนกว าเมื่ อไรจะ มี การปรุ งกั นขึ้ นมา เป นร างกายของมนุ ษย . เมื่ อปรุ งออกมาเป นร างกายของมนุ ษย ได อยางนี้ เรียกวา ปรากฏออกมา; กอนนี้ไมไดปรากฏออกมา.

www.buddhadasa.info นี่ แหละธาตุ ล วน ๆ แท ๆ ยั งมิ ได ปรากฏละก็ ยั งไม มี เรื่ อง; ธาตุ ตามธรรมดา เป นส วนย อยส วนหนึ่ ง จึ งยั งไม ปรากฏ เวนไวแต เมื่ อมาประกอบกั นเข าเป นสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ ง จึงจะเรียกวา “ปรากฏ”. นี้ คื อลั กษณะของสั งขตธาตุ คื อธาตุ ที่ มี เหตุ ป จจั ยปรุงแต ง หมุนเวียนเปลี่ยนไปเปนอยางนี้ทั้งนั้น; ดังนั้น เมื่อใดธาตุปรากฏออกมานั่นแหละ


๑๓๖

ปรมัตถสภาวธรรม

คื อ ความปรากฏแห งทุ ก ข ; ข อ นี้ ห มายความว า ถ าธาตุ ป รากฏออกมาอย างเป น คน เป นสั ตว อย างที่ เราเห็ นกั นอยู นี้ ก็ มี ลั กษณะแห งความทุ กข แสดงออกมา. เมื่ อยั งเป น ธาตุ ล วน ๆ ธาตุ ใด���าตุ หนึ่ งอยู ยั งแสดงเป นความทุ กข ออกมาไม ได ; เพราะยั งไม พร อม ที่ จะรูสึ ก คิ ดนึ ก หรือรูสึกอยางนั้ นอย างนี้ ได . เมื่ อปรากฏออกมาเป นความทุ กข แล ว ก็ม ีพ ระบาลีที ่ต รัส วา “นั ่น แหละคือ ความตั ้ง อยู แ หง โรค” คํ า วา “โรค” ในที ่นี้ ก็ห มายถึง สิ ่ง ที ่เ สีย บแทงใหเ จ็บ ปวด. คํ า วา “โรค” นี ้แ ปลวา แทง คือ แทงให เจ็ บ ปวด; ไม ว า โรคอะไร ถ า ไม มี ก ารแทงให เกิ ด การเจ็ บ ปวดอย า งใดอย า งหนึ่ ง แล ว ก็ไมเรียกวาโรค. เมื่ อ ธาตุ ป รากฏออกมาในลั ก ษณะที่ ทํ า อะไรได ทํ าให เป น สั ต ว เป น คน อย า งที่ เรี ย กกั น นี้ ได แ ล ว ก็ มี ค วามทุ ก ข ป รากฏออก มี ค วามตั้ ง อยู แ ห ง โรค; คื อ ว า ตลอดชี วิ ต นั้ น จะมี ก ารเสี ย บแทง ไม ท างกายก็ ท างใจ; ทางกายก็ เจ็ บ ปวดป ว ยเป น โรคไปตามประสาของกาย, แต ก็ ไม ร ายแรงเท า กั บ ความเจ็ บ ป ว ยเสี ย บแทงในทางจิ ต ซึ่ งละเอี ยดกวา สุ ขุ มกว า และมากลั กษณะกวา. ดั งนั้ นจึ งถื อว า ความปรากฏออกแห ง ธาตุ นั่ นแหละ คื อความปรากฏแห งชราและมรณะ; เมื่ อเป นธาตุใดธาตุหนึ่ งล วน ๆ ก็ ไม มี ชราและมรณะปรากฏ. ต อเมื่ อธาตุ ป ระชุ มกั นเข า แสดงตั วออกมาได ก็ เกิ ดเป น สิ่ ง ที่ จ ะต อ งเปลี่ ย นแปลง เกิ ด ขึ้ น -ตั้ ง อยู -ดั บ ไป จึ ง ปรากฏอาการที่ เรี ย กว า ชรา และ มรณะออกมา.

www.buddhadasa.info ที นี้ เราก็ พิ จารณาดู ว าความทุ ก ข หรื อ โรค หรื อ ความชรา และความตาย นี่ ไม เคยมี ก อนแต ที่ ธาตุ ทั้ งหลายจะประชุ มกั นแล วปรากฏออกมา; ฉะนั้ น ขอให เข าใจ กันเสียวา ธาตุทั้งหลายเหลานี้ ถามิไดประชุมกันจนปรากฏออกมาแลว เราก็จะ ไม มี ป ญ หา เรื่ อ งความทุ ก ข เรื่ อ งโรค เรื่ อ งชรา และมรณะ เป น ต น . หมายความว า ความทุกขทั้งหลายจะไมปรากฏได ในเมื่อธาตุทั้งหลายจะมิไดประชุมกัน ทําหนาที่ของ


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๓๗

ตั ว แล วแสดงออกมา; แม ตั วความทุ ก ข นั่ น เอง ตั วโรคนั่ น เอง ชราและมรณะนั่ น เอง ก็เปนธาตุอันหนึ่ง ซึ่งเรียกวา สังขตธาตุ มีอาการที่ถูกปรุงแตง แลวก็เปลี่ยนไป. ทีนี้ ธาตุปรุงแตงจนถึงขนาดที่เรียกวา เปนสัตว เปนคน ที่ มี ความรูสึกได ก็ เลยมี ค วามรู สึ ก ที่ เป น ทุ ก ข ไ ด ; ถ า ปรุ ง แต ง เป น ก อ นหิ น ก อ นดิ น อย า งนี้ ก็ ไ ม มี ทางจะรูสึ กเป นทุ กข ได . แม แต จะปรุงแต งขึ้ นมาเป นต นไม ก็ รูสึ กต อความทุ กข ได น อย ที่ สุ ด; พอเป นสั ตวเดี ยรัจฉานขึ้ นมา ก็ จะมี ความรูสึ กที่ เรียกวาเป นความทุ กขนั่ นมากขึ้ น; แต พอมาเป นมนุ ษย แล ว ความทุ กข จะมากขึ้ นตั้ งหลายรอยเท าพั นเท าที เดี ยว เพราะ มนุ ษย นี้ สู งด วยจิ ตใจ คิ ดเก งจํ าเก ง รูสึ กได เก ง อะไรได เก งไปหมดด วยจิ ตใจ; ฉะนั้ น จึ งจํ าเป นอยู เองที่ ต องรูสึ กต อความเปลี่ ยนแปลง หรือความเป นทุ กข นั้ นมากกว า. ดั งนั้ น ถ อยคํ าเหล านี้ ที่ พระผู มี พระภาคเจ าได ตรัสไว ท านเล็ งถึ งสั ตว ที่ เรียกว ามนุ ษย , และก็ ยั งเป นมนุ ษ ย ที่ เป น ๆ คื อไม ตาย แล วก็ ยั งมี ความรู สึ กได ตามปกติ ไม ใช เป นอั มพาต เป น ต น . จึ งหมายถึ งมนุ ษ ย ที่ ยั ง มี ชี วิ ต มี จิ ต ใจ พร อ มทั้ ง สั ญ ญา สมปฤดี ต า ง ๆ ; นี่ แหละคื อมนุ ษย ที่ เป นเจาของป ญหาต าง ๆ ที่ เราต องเอามาพู ด มาเทศน มาปรึกษาหารือกั น ในลักษณะอยางนี้.

www.buddhadasa.info เท าที่ พู ดมานี้ ก็ พอจะแสดงให เห็ นได แล วว า เรื่ องธาตุ นี่ เป นเรื่ องที่ จํ าเป น จะตองรู; ธาตุบางอยางก็มีลักษณะที่นาหวาดเสียว คือวาเปนเหตุ เปนที่ตั้งแหง ความทุกขโดยตรง.

สํ าหรั บในครั้ งนี้ จั กได บ รรยายเรื่ องธาตุ โดยหั วข อว า “ลั กษณะอาการที่ ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง”. ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงธรรม คือ สิ่งทั้งปวง แมวาเราจะไดเคย กลาวมาแลวในการบรรยายครั้งที่ ๓ แหงชุดนี้วา ธาตุใหเกิดอายตนะ ขันธ อุปาทานขันธ


๑๓๘

ปรมัตถสภาวธรรม

และความทุ กข ได อย างไรมาครั้ งหนึ่ งแล วก็ จริ ง; แต นั่ นเป นการกล าวโดยเค าโดดหมวด หรือเรียกวากลาวอยางคราว ๆ.

ในตัวคน มีแตเรื่องของธาตุปรุงแตงกันไมรูหยุด ในวั นนี้ จะได กล าวถึ งกิ ริ ยาอาการและลั กษณะโดยละเอี ยด ของการที่ ธาตุ แต ละอย าง ๆ นั้ น จะปรุ งแต งธรรม คื อ สิ่ งทั้ งปวงขึ้ น มาอย างไร; และก็ ห ลี กไม พ น ไปได จากภาวะต าง ๆ, อาการต าง ๆ ที่ เป น อยู ในร างกายและจิ ต ใจของเรา. พู ด โดยสมมติ ก็ วา เป นเรื่ องในคนเรา ที่ เรียกวาเรา ๆ กั นตามธรรมดานี่ แหละ มี แต เรื่องของสิ่ งที่ เรีย กวา ธาตุแ ตง กัน อยา งนั ้น อยา งนี ้ไ มรู ห ยุด ; เปน ไปอยา งละเอีย ดลึก ซึ ้ง ยากที่ จะเข า ใจ, และมี อ ยู ในจิ ต ใจของมนุ ษ ย เราเป น ประจํ า วั น ตลอดวั น หรื อ ว า ตลอดคื น ; เป น เรื่ องที่ เป น ไปในจิ ตใจนั้ นมากกว า สํ าคั ญ วา เป นป ญ หากว า ที่ จะเป นเรื่องของ รางกาย. การศึ กษาในทํ านองนี้ ดู ๆ ก็ คล ายกั บว า จะเป นเรื่ องของจิ ตวิ ทยาอยู มาก แต ก็ ยั ง มี สิ่ ง ที่ จํ า เป น ที่ จ ะต อ งศึ ก ษา; เพราะว า เรื่ อ งที่ เกี่ ย วกั บ จิ ต หรื อ จิ ต วิ ท ยาใน พุ ทธศาสนาที่ เป นไปตามแบบของพุ ทธศาสนา ไมใชจิตวิทยาอยางวิชาจิตวิทยา ป จจุ บั น . จิ ต วิ ท ยานั้ น มี ความหมายกว างไปในทํ านองที่ ว า ถ าเรื่ อ งใดเกี่ ย วข อ งกั น กั บ จิ ต ที่ เราจะต อ งทราบ ต อ งรู ก็ เรี ย กว าจิ ต วิ ท ยาทั้ งนั้ น ; แต ในพุ ท ธศาสนานั้ น มุ งกั น แตจิตวิทยา ในแงเพื่อใหรูจักจิต ใหรูจักควบคุม รูจักจัดแจงเกี่ยวกับสิ่งที่เรียก วาจิ ต จนกระทั่ งไม มี ความทุ กข ; จํากั ดไวชั ดเจนหรือแคบได ในขอบเขตเพี ยงเท านี้ . ฉะนั้ น เราจึ งยิ นดี ที่ จะศึ กษาในฐานะที่ แม จะเป นจิ ตวิ ทยา, แต ไม ใช จิ ตวิ ทยาที่ จะดํ าเนิ น การงานแก สั ง คม หรื อ แก ป ระโยชน อ ะไรจากสั ง คม; แต เป น จิ ต วิ ท ยา ที่ จ ะจั ด การ แกไขปองกันกับเรื่องภายในตนเอง ไมใหเกิดความทุกขขึ้นมาได, ใหอยูเปนปกติสุข

www.buddhadasa.info


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๓๙

แล วก็ ยั งแถมให มี สมรรถภาพในการที่ จะทํ าอะไรได ดี ด วยจิ ตนั้ น ๆ ที่ เราศึ กษาดี แล วอบรม ดีแลวเปนตน. สํ าหรับสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ ทั้ งหลายนั้ น ทํ าอะไรไม ได มาก หรือทํ าอะไรไม ได เลยตามลํ าพั งตั งเอง เวนไวแต จะเขามาเกี่ ยวของ หรือเข ามาปรุงกั นจนกลายเป น เรื่อ งของจิ ต ไปเสี ย ก อ นเท า นั้ น ; ฉะนั้ น คํ าว า ธาตุ ล ว น ๆ ในทางวั ต ถุ ล ว น ๆ ก็ ไม เป นป ญหาอะไร แต เดี๋ ยวนี้ มาเป นที่ ตั้ งที่ อาศั ยของธาตุ ประเภทที่ เป นจิ ต คื อประเภทที่ เป น นาม. มั น มาเข าคู กั น ทั้ งรู ป ธาตุ และนามธาตุ ก็ เลยได ทั้ งรางกายและจิ ต ใจ ปรุง แตง เขา เปน อัน เดีย วกัน จนทํ า หนา ที ่อ ยา งใดอยา งหนึ ่ง ได; นี ่แ หละจึง จะ เกิดเปนปญหาขึ้นมา.

ธาตุที่มีชื่อแปลก ๆ ก็ควรตองศึกษา ขอให ทราบไว ว า เรื่ องธาตุ เป นสิ่ งที่ ลึ กลั บ น าอั ศจรรย หรื อลึ กซึ้ ง; สํ าหรั บ สิ ่ง ที ่เรีย กวา ธาตุ ไมม ีอ ะไรที ่ไ มใ ชธ าตุ; แมที ่ส ุด แตธ าตุที ่ม ีชื ่อ แปลก ๆ ซึ ่ง ทา น ทั้งหลายก็อาจจะยังไมเคยไดยินคือวา “ธาตุ ที่แกงวงนอนได”. เดี๋ยวนี้ใครกําลังงวงนอน แล วก็ จะต องมี ธาตุ หนึ่ งที่ จะแก ความง วงนอนนั้ นได เป นธาตุ ที่ พระพุ ทธเจ าท านได ตรั ส ไวเอง เรียกวา อารัมภธาตุ หรือนิ กกมธาตุ หรือปรั กกมธาตุ สามชื่อนี้ เป นธาตุ ที่ ตรัสไว กําจัดสิ่งที่เรียกวา ถีนะมิทธะได.

www.buddhadasa.info ถีน ะมิท ธะ คือ ความซึม เซางว งนอน ละเหี ่ย ออ นเพลีย ; นี ่เ รีย กวา ถี น ะมิ ท ธะ โดยเฉพาะอย า งยิ่ ง ก็ คื อ ความมึ น ความง ว ง; นี่ ก็ เ ป น ธาตุ อั น หนึ่ ง เหมื อ นกั น . ธาตุ ที่ ต รงกั น ข า มที่ เรี ย กว า อารั ม ภธาตุ นั้ น คื อ เมื่ อ ธาตุ นี้ เกิ ด ขึ้ น แล ว ทํ าให เกิ ดความรู สึ กชนิ ดที่ สลั ดความง วงนอนออกไปได เพื่ อจะเริ่ มเรื่ องอะไรอื่ นที่ ตรง กันขาม.


๑๔๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ลองคิ ดดู ว าบางเวลาเราก็ ง วงนอนไม อยากทํ าอะไร อยากจะนอนต อไปอย างที่ เรี ยกว าขี้ เกี ยจก็ แล วกั น; แต ถ ามี อะไรเกิ ดแทรกแซงเข ามา ทํ าให สะดุ ง ตาสว างขึ้ นมา ทั นที ลุ กขึ้ นไปทํ านั่ นทํ านี่ ทั นที นอนอยู ไม ได ; นี่ คื อธาตุ ประเภทที่ เรียกวาอารั มภธาตุ คือธาตุที่ทําใหเราลุกขึ้นปรารภเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมงวงนอนอยูได. บางทีก็เรียกวา นิกกมธาตุ คือกาวออกไปบางหนา ก็หมายความวากาวออกมาจากความงวงนอน มึนชา ซบเซา. บางทีก็เรียกวา ปรักกมธาติ ธาตุเปนเครื่องกาวไปสูความเบื้องสูง. นี่ เป นสิ่ งที่ น าแปลกหรื อไม สํ าหรั บคํ าว าธาตุ ; แม แต ธาตุ ที่ ทํ าให ง วงนอน และธาตุ ที่ จะกํ าจั ดความง วงนอน ไม ให ถี นมิ ทธะที่ ยั งไม ได เกิ ด เกิ ดขึ้ นมาได , และให ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแลวนั้นสลายตัวไป. ที่ ยกมาให ฟ งเป นตั วอย างนี้ เพื่ อให ทราบว า เรื่ องสิ่ งที่ เรี ยกว าธาตุ นี่ มี อะไร มากมายถึ งอย างนี้ . ข อความที่ กล าวไว ในพระคั มภี ร เช นเรื่องนี้ มี อยู ในอั งคุ ตตรนิ กาย หมวดที่ ๑ ก็ ไม ค อยจะมี ใครเอามาพู ดกั นในฐานะที่ เป นธาตุ หนึ่ งที่ แก ง วงนอนได . เราจะ แก ง ว งนอนด ว ยเหตุ อั น ใดก็ ต าม ด ว ยวิ ธี ใดก็ ต าม; ถ าธาตุ ชื่ อ นี้ ไม เข า มา ไม เกิ ด ขึ้ น ไม ผ สมเข าไปด วยกั น แล ว ไม ห ายง วงนอนได ; ถ าธาตุ ชื่ อ นี้ เข ามาเกี่ ยวข อ งด วยแล ว มันก็จะสะดุงหายงวงนอน ลุกขึ้นไปทําอะไรไดอยางกระปรี้กระเปราตอไปอีก.

www.buddhadasa.info นี่เรียกวาเปนตัวอยางที่แสดงไดยิ่งขึ้นไปอีก วาไมมีอะไร ที่เกี่ยวกับมนุษย เราแล วจะไม เรียกวาธาตุ ได, คือสามารถจะเรียกวาธาตุไดทั้งนั้น ไมวาจะเป นอะไร ในแง ใดแง ห นึ่ ง ในมุ ม ใดมุ ม หนึ่ ง ; คล า ย ๆ กั บ ว า พุ ท ธศาสนานี้ ไม ได พู ด อะไรเลย นอกจากจะพูด เรื ่อ งธาตุ; นี ้เ ปน ความจริง อยา งยิ ่ง . นับ ตั ้ง แตขี ้ฝุ น สัก อณูห นี ่ง ก็ เ ป น ธาตุ ขึ้ น มา เป น ก อ นหิ น ก อ นดิ น ต น หญ า ต น บอน ต น ไม สั ต ว มนุ ษ ย กระทั่งมีจิต ความคิด ความนึก ความทุกข ความสุข กระทั่งถึงนิพพานนั้น แตละ


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๔๑

อย า งละอั น ก็ ล ว นแต เป น ธาตุ ; แม แ ต นิ พ พานก็ เป น ธาตุ ดั งที่ เคยพู ด ให ฟ ง มาแล ว . เราจะตองรูวาธาตุเหลานี้มีการปรุงแตงกันอยางไร จึงเกิดเปนนั่นเปนนี่ขึ้นมา.

ธาตุแมมีมาก กลาวโดยสรุปมีเพียงสอง : สังขตะ, อสังขตะ เมื่ อ กล า วโดยสรุ ป แล ว ก็ มี ก ารกล า วไว แ ต เพี ย งว า สิ่ ง สองสิ่ ง ที่ ค วรรู อยางยิ่งดวยปญญานั้น ก็คือสังขตธาตุ และอสังขตธาตุ. สั งขตธาตุ คื อ ธาตุ ที่ ป ระกอบกั น เป น สิ่ งนั่ น สิ่ งนี่ ปรุงแต งกั นเรื่อ ยไป ไม มี ห ยุ ด ; ถ า ยั ง มี ก ารเกิ ด ขึ้ น -ตั้ ง อยู -ดั บ ไป ของสิ่ ง อะไรในกายเรา นอกกายเรา อะไรก็ ตามนี้ เรียกว า สั งขตธาตุ หมด. คํ าว าสั งขตธาตุ จึ งรวม ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม ธาตุ ทั้ ง หลายต า ง ๆ แม แ ต ธ าตุ ที่ ว า แก ง ว งนอน เอาไว ด ว ยเสร็ จ เป น พวก สังขตธาตุ แปลวา ธาตุที่มีปจจัยปรุงแตง. อีกธาตุหนึ่งเรียกวา อสังขตธาตุ แปลวา ธาตุที่ไมมีปจจัยปรุงแตง ก็ตรง กั นข ามและก็ เป นที่ สุ ด ที่ ดั บ แห งการปรุ งแต งของสั งขตธาตุ ด วย. จิ ตใจของมนุ ษ ย นี้ ลุ ถึ ง สิ่ ง ที่ เรี ย กว า อสั ง ขตธาตุ แ ล ว ก็ ห ยุ ด การปรุ ง แต ง ; ดั ง นั้ น จึ ง ได แ ก สิ่ ง ที่ เรี ย กว า นิ พ พาน หรือ นิ พ พานธาตุ ธาตุ คื อ นิ พ พาน, บางที ก็ เรีย กว า อมตธาตุ คื อ ธาตุ ที่ ไม รูจักตาย, หรือจะเรียกวานิ โรธธาตุ ธาตุ ที่ เป นที่ ดั บแห งสังขตธรรม คือสิ่ งปรุงแต ง ทั้ งหลายอย า งนี้ . นี่ มั น เป น ส ว น ๆ หนึ่ งที่ ต รงกั น ข า ม; เรี ย กว า อสั ง ขตธาตุ มี อ ยู อยางเดียว แตเรียกชื่อไดมากอยาง.

www.buddhadasa.info ทีนี้ในสังขตธาตุนี้ แยกออกไปมากมายทีเดียว จนนับไมไหววาจะเปน ธาตุอะไรบาง ซึ่งเราจะไดศึกษากันตอไป.


๑๔๒

ปรมัตถสภาวธรรม

ในการบรรยายครั้ งที่ แล วได พู ดแล วพู ดอี กถึ งธาตุ ที่ จั ดไว เป นหมวด ๆ เรี ยกว า ธาตุ ๑๘ ธาตุ : หมวดที่เกี่ยวกับตา ก็ไดแก จักขุธาตุ แลวก็รูปธาตุที่จะมากระทบกับตา และจักขุวิญญาณธาตุ คือความรูแจงที่เกิดขึ้นทางจักษุ. จับเคาเงื่อนใหไดเสียกอนวา เรานั้นประกอบอยูดวย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อยาง; ทีนี้แตละอยางนั้น เราจะ ดูกัน ๓ สวนเสมอไป เชน : ตา ก็ดูกันที่ตาและรูปที่จะมากระทบตา มาพบกันแลว ก็เกิดวิญญาณทางตาขึ้นมา นี่หมวดนี้ก็มี ๓ ทุกหมวดมี ๓. หมวดหู ก็มีหู แลวก็มีเสียงที่จะมากระทบหู หูกับเสียงกระทบกันแลว ก็เกิด วิญญาณธาตุทางหู คือไดยินทางหู เรียกวารูแจงทางหู. หมวดจมูกก็มีจมูก คือที่เรียกวาฆานธาตุ แลวก็กลิ่นที่มากระทบจมูก เรียกวาคันธธาตุ กระทบแลวก็เกิดสิ่งที่เรียกวา ฆานวิญญาณธาตุ เปนการรูแจงทางจมูก; มันจะมี ๓ อยางนี้ทั้งนั้น.

www.buddhadasa.info หมวดลิ้น ก็มีลิ้นซึ่งเรียกวา ชิวหาธาตุ ก็มีรสธาตุ รสที่มากระทบลิ้น เรียกวารสธาตุ กระทบแลวก็มีชิวหาวิญญาณธาตุ การรูแจงทางลิ้น.

หมวดกาย ก็มีกาย เรียกวากายธาตุ ก็มีสิ่งที่มากระทบกาย เรียกวา โผฏฐัพพธาตุ, อะไรจะมากระทบกาย ทําใหเกิดความรูสึกขึ้น อันนั้นเรียกวา โผฏฐัพพธาตุ; ธาตุโผฏฐัพพะมากระทบแลวก็เกิดกายวิญญาณธาตุความรูแจงทางกาย ขึ้นมา นี่ก็ ๓ อีก. หมวดสุดทาย หมวดใจ หรือมโนก็เรียกวา มโนธาตุ เปนธาตุอันหนึ่ง; สิ่งที่มากระทบใจเรียกวา ธัมมารมณ เรียกสั้น ๆ วาธรรมธาตุ ธรรมธาตุนี้กระทบแลว ก็เรียกวา เกิดมโนวิญญาณธาตุ ธาตุนี้ทําความรูแจงทางมโน หรือทางใจ.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๔๓

รวมเปน ๖ หมวด ๆ ละ ๓ ก็เลยเปน ๑๘. ธาตุ ๑๘ นี้ เป นแม บทที่ จะต องศึ กษาเกี่ ยวกั บสั งขตธาตุ และที่ เกี่ ยวกั บมนุ ษย โดยตรง. เราจะต อ งจํ า ไว ใ ห แ ม น ยํ า ว า มี อ ยู โ ดยหลั ก ทั่ ว ไปอย า งนี้ , เป น ความ สั ม พั น ธ กั น ครบถ ว นหมด ทั้ ง ระหว า งรู ป ธาตุ แ ละนามรู ป ธาตุ คื อ ทั้ ง กายและจิ ต . เช นว า จั กขุ ธาตุ อย างนี้ ธาตุ ตานี้ ก็ ไม หมายความแต เพี ยงก อนเนื้ อลู กตา แต หมายถึ ง ประสาทที่ อ าจจะมี ค วามรู สึ ก ทางตารวมอยู ด ว ย ไม ใช ก อ นเนื้ อ ล ว น ๆ. ที นี้ รู ป ที่ จ ะ มากระทบตานั้ น ก็ เป น รู ป แม โดยทั่ ว ไปแล ว ก็ ไม ใช เป น วั ต ถุ ล วน ๆ ต อ งมี อ ะไรอยู ในสิ่ ง ที่ เรี ย กว า รู ป นั้ น ที่ ทํ า ให เคลื่ อ นไหว ให มี ค วามหมายอะไรต า ง ๆ; นี่ จึ ง จะเกิ ด เปนปญหาขึ้นมาได. จักขุวัญญาณธาตุนั้น ยิ่งเห็นไดชัดวา เปนเรื่องทางจิตใจ.

ดูวิธีการปรุงแตงของธาตุ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท การที่เราจะมาดูวา ธาตุปรุงแตงใหเกิดสิ่งทั้งปวงนี้มีกิริยาอาการอยางไร; นี่ดูไดหลายแบบ ดูไดมากแบบ. ที่เปนหลักทั่วไปนั่นก็คือหลักของปฏิ จจสมุปบาท ที่ เคยพู ดกั นมาอย างละเอี ยดลออที่ สุ ดแล ว ตั้ งแต ป ก อนโน น. ถ าใครยั งจํ าได ก็ จะเข าใจได ทั น ที เมื่ อ เอามาพู ด ในฐานะที่ เป น เรื่ อ งธาตุ ; ขอให ล องกํ า หนดสั ง เกตดู อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ดังนี้ :-

www.buddhadasa.info เรามี จั ก ขุ ธ าตุ ธาตุ ต า, แล ว ก็ มี รู ป ธาตุ คื อ ธาตุ ที่ เป น รู ป ที่ จ ะเห็ น ได ทางตา ที่ มากระทบตา, กระทบแล วเกิ ดจั กขุ วิ ญ ญาณธาตุ ธาตุ วิ ญญาณที่ อาศั ยจั กษุ ; สามอย างนี้ เกิ ด ขึ้ น พร อ มกั น แล ว; แล วสามอย างนี้ ก็ เรี ย กว าจั ก ขุ สั ม ผั ส . จั ก ขุ สั ม ผั ส นี้ จะจัดไว เปนสังขารธาตุก็ได เวทนาธาตุก็ได แลวแตจะเอาระยะไหนเปนหลัก.


๑๔๔

ปรมัตถสภาวธรรม

การสั มผั สทางตานี้ ก็ ยั งเป นธาตุ . เมื่ อมี การสั มผั สทางตาแล ว ก็ เกิ ดเวทนา ที่ ม าจากการสั ม ผั ส ทางตา; เวทนานี้ ก็ เรี ย กว าเวทนาธาตุ . เวทนาเกิ ด แล วก็ ทํ าให เกิ ด ความอยากอยางนั้นอยางนี้ ที่เรียกวา ตัณหา, เวทนา เปนปจจัยใหเกิดตัณหา. ตั ณหานี้ ก็ เป นธาตุ จะเรี ยกว าธาตุ ตั ณหาเฉย ๆ ก็ ได แต ถ าถื อตามหลั กแล ว มั น เป น สั ง ชารธาตุ , เป น ธาตุ ห นึ่ ง ในธาตุ ทั้ ง ๕ ที่ มี ชื่ อ คล า ยกั บ ขั น ธ . ข อ นี้ ต อ งไม ลืม เสีย วา รูป เวทนา สัญ ญา สัง ขาร วิญ ญาณ ๕ คํ า นี ้ บางทีเรีย กวา ขัน ธ บางที เ รี ย กว า ธาตุ บางที ก็ เ รี ย กว า อุ ป าทานขั น ธ ก็ มี . ในที่ นี้ มุ ง หมายจะให เป น ธาตุ อั น หนึ่ ง เป น ส ว นประกอบส ว นหนึ่ ง เป น ธาตุ ล ว น ๆ; ถ า เป น ขั น ธ มั น จั บ กลุ ม กั นมากกว านั้ น; ถ าเป นอุ ปาทานขั นธ จะจั บกลุ มกั นยิ่ งกว านั้ นอี ก คื อมี อุ ปาทานเข าไป แทรกดวย. เดี ยวนี้ เราเรี ยกว าตั ณหา ความอยากเกิ ดขึ้ นเป นสั งขารขั นธ ก็ คื อสั งขารธาตุ ; แล ว ก็ เกิ ด อุ ป ทาน ความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในสิ่ ง ที่ เป น อารมณ ข องตั ณ หานั่ น หรื อ ตั ว ตั ณ หาเองก็ ได ก็ เลยเรี ย กว า สั ง ขารธาตุ เหมื อ นกั น ; กระทั่ ง ไปถึ ง ภพ ซึ่ ง ส ว นหนึ่ ง ก็ เปนกรรม สวนหนึ่งก็เปนวิบาก.

www.buddhadasa.info เมื่อเรามีความอยากอยางไรแลว ยึดมั่นในความอยากนั้นอยางไรแลว ก็ มี ส ว นที่ จ ะเป น ความรู สึ ก เป น ตั ว กู -ของกู ขึ้ น มาเต็ ม ที่ แ ล ว ; เพราะที่ เรี ย กว า อุ ป าทานนั่ น ก็ คื อ ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ที่ เอี ย งไปในทางจะเป น เรา เป น ของเราขึ้ น มาแล ว ; เสร็ จแล วก็ เป นภพ เรี ยกว าภพใด ภพหนึ่ ง อย างที่ เรากํ าลั งเป นอยู นี้ . ถ าจิ ตมั่ นหนั กไป ในทางกาม เพราะว ามี กามธาตุ เข ามาปนอยู มาก อุ ปาทานและภพนั้ นก็ เป นไปในทางกาม เพราะอยูในกามภพ.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๔๕

ขณะที่มนุษยมีจิตใจถูกปรุงแตงอยูดวยกามธาตุเต็มที่ ก็เรียกวาอยูใน กามภพ; หรื อว าถ ามี รู ปธาตุ อรูปธาตุ อย างอื่ นมาปรุงแต งเต็ ม ที่ ก็ เรียกเป น รูป ภพ อรูปภพ ไปได. แตถึงอยางไรก็ตาม เมื่อเปนภพอยางนี้แลวก็เกิดสิ่งที่เรียกวาชาติ คือความเบิกบานเต็มที่ ปรากฏออกมาเต็มที่ แหงสิ่งที่ประชุมปรุงแตงกันขึ้นดวยธาตุ ทั้งหลาย ที่นี้ ก็มี ป ญหาเรื่องแก เรื่องเจ็บ เรื่องตาย เอามาคิ ดมานึ กให เป นเรื่องตั ว เรื่องของตัว สําหรับจะมีความทุกขนานาชนิด; นี่ทุกขทั้งหลายมันเกิดขึ้นไดอยาง นี้ . นี้คือลักษณะอาการอันหนึ่งที่เรียกวา ตั้งตนขึ้นมาดวยจักขุธาตุ คือธาตุตา. ก็ เมื่ อมองกั นในแงนี้ ก็ หมายความวา เอาธาตุ ตานี้ เป นหลั ก แล วเกิ ดการ เห็ นรู ป เกิ ดวิ ญ ญาณ เกิ ดผั สสะ เกิ ดเวทนา เกิ ดตั ณ หา เกิ ดอุ ปาทาน ภพ ชาติ เป น ตั วฉั น กลั ดกลุ มอยู ด วยกามธาตุ เป นต น; เรียกว าอยู ในกามภพเวลานั้ น นี้ เอาจั กขุ ธาตุ เปนของเริ่มตน แลวก็เล็งไปตามหลักของจักขุธาตุ.

www.buddhadasa.info พิจารณาโดยเริ่มตนจากรูปธาตุก็สัมพันธกัน ๖ ระยะ

ทีนี้ถาเราจะเอารูปธาตุ เปนขอเริ่มตน การปรุงแตงก็จะมีไปอีกแนวหนึ่ง ในอี ก รู ป หนึ่ ง ; ที่ เป น อย า งหยาบ ๆ คร า ว ๆ. พระพุ ท ธเจ า ตรั ส ไว ในธาตุ สั งยุ ต ต นั้ น เปน ๖ ระยะ; ๖ ระยะนี้ก็คือ :-

๑. รู ป ธาตุ -ธาตุ ที่ เ ป น รู ป นี้ หมายถึ ง มี รู ป เป น ลั ก ษณะของธาตุ นั้ น . รูปธาตุนี้ยอมจะกอใหเกิดรูปสัญญา สัญญาวารูป หมายถึงรูป ที่จะเห็นทางตานี้ก็ได : มีรูปธาตุ แลวก็จะกอใหเกิด รูปสัญญา ความสําคัญวารูป.


๑๔๖

ปรมัตถสภาวธรรม

นี่ เป น เรื่ องทางจิ ตใจ; ขอให เข าใจไว ตลอดเวลาว า ที่ กํ าลั งพู ด นี้ เป น เรื่ อ ง ทางจิตใจ. ๒. รูปธาตุ มี อยู ในที่ ทั่ วไป; แตพอเขามาเกี่ ยวของกับจิตใจ รูปธาตุ นั้ น ก็ทําใหเกิดความรูสึกที่เรียกวา รูปสัญญา รูสึกตอรูป สําคัญในรูป มั่นหมายในรูป, เปนรูปสัญญาขึ้นมา. ๓. พอมี รูปสั ญ ญาอย างไรแล ว จะมี “รูป สั งกั ป ปะ” คื อความครุ นคิ ด ใครครวญ ครุนคิ ด เกี่ ยวกั บรูปสั ญญา นั่ นแหละ. ตั วมี ความสํ าคั ญมั่ นหมายว านั่ นรู ป อะไร ก็จะมีสังกัปปะ -ความครุนคิดเกี่ยวกับรูปนั้น ในลักษณะอยางนั้น อยูในใจ. ๔. จากรูป สั งกั ป ปะ ก็ จ ะเกิ ด รู ป ฉั น ทะ-พอใจในรู ป สั ญ ญา ที่ เอามา กระทํ าเป น รูป สั งกั ปปะอยู ; ไม ต อ งมี รูป เข ามาทางตาก็ ยั งได เพราะว า รูปทางตาแต ก อน ๆ ที่ เคยผ านมาแล ว อยู ในความจํ าหมายก็ มี หรื อจะอาศั ยรู ป ในป จจุ บั นนี้ ก็ ได . แต ในที่ นี้ โดยส วนใหญ แ ล ว ก็ ห มายถึ งรู ป ที่ อ ยู ในความจํ าที่ ล วงมาแล วแต ห นหลั ง; เพียงแตเรามาคิดก็ใครครวญได ใครครวญ ๆ แลวเกิดทอใจขึ้นมาก็ได.

www.buddhadasa.info ๕. เมื ่อ มีร ูป ฉัน ทะ พอใจในรูป นั ้น แลว , ก็ม ีไ ดแ มแ ตร ูป ปริฬ าหะ คือความเรารอน กระวนกระวายเพราะรูป ที่เนื่องมาจากความพอใจในรูป.

๖. พอมี ค วามกระวนกระวาย ก็ ท นอยู ไม ได ก็ เกิ ด ปริ เยสนา คื อ ต อ ง แสวงหาโดยทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็ ออกแสวงหารู ป จนได รู ปนั้ นเป นวั ตถุ เป น ของเฉพาะหน า หรือเป นของป จจุ บั นขึ้ นมา หรือแม แต เพี ยงความรูสึ ก ที่ รูสึ กว าได มา ซึ่งรสอรอย หรืออะไรของรูปนั้น ตามที่ตัวตองการอยูในใจนี้ ก็เรียกวาเปนเรื่องที่


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๔๗

แสวงหาอยู ในใจ ถ าออกแสวงหาทางกายก็ ทํ าอะไรที่ เป นการแสวงทางกาย หรื อแสวงหา โดยใชวาจาเปนเครื่องมือ ก็มีการแสวงหาทางวาจา. ธาตุ ปรุ งกั นกล าวอย างย อ ๆ พระพุ ทธเจ าท านตรั สไว ๖ ระยะอย างนี้ ; ถ า ทบทวนอี ก ครั้ งหนึ่ งก็ คื อ ว า รู ป ธาตุ : ให เกิ ด รู ป สั ญ ญา-สํ าคั ญ มั่ น หมายในรู ป นั้ น , รูป สัญ ญาใหเ กิด รูป สัง กัป ปะ-ดิ ้น รนใครค รวญครุ น คิด ในรูป นั ้น , รูป สัง กัป ปะ ใหเ กิด รูป ฉัน ทะ-พอใจในรูป ที ่ต นรู ส ึก อยู นั ้น ในเวลานั ้น , รูป ฉัน ทะ-แลว ก็ต อ ง เกิ ด รู ป ปริ ฬ าหะ-ความกระวนกระวายใจ เรารอ น นิ่ งอยู ไม ได , รู ป ปริ ฬ าหะ ก็ ให เกิดรูปปริเยสนา แสวงหา. นี่ คิ ด ดู เถิ ด ว า การที่ อ อกแสวงหาในส ว นที่ เป น รู ป ก็ มี ลั ก ษณะอย า งนี้ ; แม วาเราจะแสวงหารูปอะไร ก็ มี ลั กษณะอยางนี้ , ที นี้ มั นยั งมี เสียง มี กลิ่ น มี รส มี สั มผั ส มีอะไรตอไปอีกที่แสวงหากัน ขอใหทราบไดวามันเปนลักษณะเดียวกันกับรูปนี้.

รูปธาตุ ปรุงอยางละเอียดมี ๙ ระยะ

www.buddhadasa.info ที นี้ ที่ ได ตรั สไว อย างละเอี ยดนั้ น ขยายออกไปอี กสามเป น ๙ ระยะ : ครั้ ง แรกที่สุดก็รูปธาตุอีกนั่นแหละ ๑. เริ่มดวยรูปธาตุ. ๒. รูปธาตุก็ให เกิดรูปสัญ ญา เหมือนกับที่แลวมา. ๓. รูปสัญญาก็ใหเกิดรูปสังกัปปะ-ความตริตรึกไปในเรื่องรูป.

๔. เรื่ อ งนี้ เป น เรื่ อ งทางจิ ต ใจ คื อ ทํ าการเคลื่ อ นไหวไปในทางจิ ต ใจ หรื อ ทางมโนทั้ง นั้น ; เมื ่อ เอารูป มาตริต รึก เปน รูป สัง กัป ปะอยูก็ไ ดสัม ผัส กับ รูป นั ้น ก็เลยมี สิ่ งที่ แทรกเขามาตรงนี้ อย างละเอี ยดอี กอั นหนึ่ ง เรียกวา รูปสั มผั ส หลั งจากรู ป สังกัปปะแลวก็มีรูปสัมผัส.


๑๔๘

ปรมัตถสภาวธรรม

เมื่ อ มี รู ป สั ม ผั ส ในทางจิ ต ใจ คื อ ใครค รวญรูป ใดอยู ครุ น คิ ด รู ป ใดอยู นั่ น เป น สั ง กั ป ปะ คื อ เป น สั ง ขารขั น ธ อั น หนึ่ ง จึ ง เป น อารมณ ข องจิ ต ที่ จ ะเอารู ป ใน สั งกั ปปะนั้ นมาเป นอารมณ ของสั มผั สในที่ นี้ เป นเรื่ องทางใจล วน ๆ แต สั มผั สรู ป ที่ กํ าลั ง เป น อารมณ ของรูป สั งกั ป ปะ จึ งเรี ยกว า มี รู ป สั ม ผั ส ที่ ต รงนี้ ได ; แต มิ ได ห มายสั มผั ส ข างนอก ถ าสั ม ผั ส ด วยตาข างนอก เขาเรี ย กว าจั ก ขุ สั ม ผั ส มิ ได เรี ย กว ารู ป สั ม ผั ส เลย เดี๋ยวนี้เปนเรื่องรูปทั้งนั้น. ๕. จากรูป สั ม ผั ส นั้ น ก็ ให เกิ ด รูป สั ม ผั ส สชาเวทนา-คื อ เวทนาอั น ใหม ที่ จิ ตรู ได โดยการสั มผั สข างใน, ในสั มผั สรู ปที่ เป นอารมณ ของสั งกั ปปะ ก็ เกิ ดรูปสั มผั สสชา เวทนา. ๖. หลั งจากนั้ นก็ เกิ ด รู ป ฉั น ทะอย างเดี ยวกั บ หมวดที่ แล วมา คื อ พอใจใน รูปนั้น เพราะมันเปนที่ตั้งแหงเวทนา ก็ตองหมายถึงเปนสุข หรือพอใจละ. ๗. ที นี้ รู ป ฉั น ทะ ก็ ทํ า หน า ที่ ต อ ไป ให เกิ ด รู ป ปริ ฬ าหะ-เร า ร อ นกระวน กระวายใจเพราะรูป.

www.buddhadasa.info ๘. ร อ นใจทนอยู ไม ไ ด ก็ เกิ ด รู ป ปริ เยสนา-แสวงหารู ป กระทั่ ง ออกมา เปนทางการกระทํา ทางกาย ทางวาจา ทางใจก็ได. ๙. รู ป ปริ เยสนา ก็ ให เกิ ด ต อ ไปอี ก ชั้ น หนึ่ ง เรี ย กว า รู ป ลาภะ -คื อ การ ไดมาซึ่งรูป. ถ า จะจํ า ก็ จํ า ให ดี ดั ง จะทบทวนอี ก ครั้ ง หนึ่ ง : ๑. รู ป ธาตุ -ธาตุ คื อ รู ป ก อ ให เ กิ ด ๒. รู ป สั ญ ญ า-ความสํ า คั ญ มั่ น หมายในรู ป . ๓. รู ป สั ญ ญ าให เ กิ ด รู ป สัง กัป ปะ-คือ ครุ น คิด ในรูป . ๔. รูป สัง กัป ปะ ใหเ กิด รูป สัม ผัส สะ-คือ ไดส ัม ผัส กับรูป ในอารมณของรูป สังกัปปะ. ๕. รูปสัมผัสสะใหเกิด รูปสัมผัสสชาเวทนา


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๔๙

-ความรู สึ กเป นเวทนา สุ ข ทุ กข อุ เบกขา ออกมาจากรู ปสั มผั สสะ. ๖. รู ปสั มผั สสชาเวทนานี้ ให เกิ ด รู ป ฉั น ทะ-ความพอใจในรู ป ที่ กํ า ลั ง เกิ ด เป น อารมณ อ ยู นั่ น . ๗. รู ป ฉั น ทะนี้ ให เกิ ด รู ป ปริ ฬ าหะ-เร า ร อ นกระวนกระวายทนอยู ไม ได เพราะรู ป ฉั น ทะนั่ น เปน เหตุ. ๘. รูป ปริฬ าหะนี ้ก ็ทํ า ใหเ กิด ลุก ขึ ้น แสวงหา เรีย กวา รูป ปริเ ยสนา ๙. การแสวงหาในที่ สุ ด ก็ ต อ งได ; ไม ไ ด ใ นครั้ ง แรก ก็ ต อ งได ใ นครั้ ง หลั ง ก็ ต อ งได อะไรอย างใดอย างหนึ่ ง ได รู ปนั้ นมาก็ ตาม. ได สิ่ งที่ เกี่ ยวข องกั บรู ปก็ ตามหรื อได สิ่ งซึ่ ง มี รู ป นั้ น เป น เหตุ แม แ ต ค วามทุ ก ข ก็ เรี ย กว า เป น การได ; นี่ เรี ย กว า เป น ๙ ระยะ อยางนี้. ทีนี้ในเรื่องของเสียง, กลิ่น เปนตน แตละอยางก็มีระยะอยางเดียวกันนี้.

พิจารณาธาตุสัมพันธอีกวิธีหนึ่งเริ่มทางใจลวน ๆ ที่ กล าวมานี้ เพื่ อจะชี้ ให เห็ นว า กิ ริ ยาอาการลั กษณะโดยละเอี ยด ที่ ว าสิ่ งที่ เรี ยกว า ธาตุ ธาตุ เฉย ๆ ที่ ป รุ งแต งธรรมทั้ งปวงขึ้ นมาได อ ย างไร. ในที่ นี้ ก็ เห็ น ได ชั ด แล ว ว า รู ป ธาตุ ซึ่ ง เป น ธาตุ อั น หนึ่ ง นี่ ก็ ป รุ ง แต ง สั ญ ญา สั ง กั ป ปะ ผั ส สชาเวทนา ฉันทะ ปริฬาหะ ปริเยสนา กระทั่งลาภะ คือการไดขึ้นมา.

www.buddhadasa.info ที นี้ จะยกตั วอย างด วย หมวดที่ ชั ดขึ้ นมาอี ก ให เห็ นใกล ชิ ดตามที่ เป นอยู จริ ง ในเราคนหนึ่ งๆ วั น หนี่ ง ๆ โดยะจยกเอาเรื่ อ งของสิ่ งที่ เรี ย กว า กาม หรื อ กามะขึ้ น มา. แต ว าจะขอให ทุ กคนนึ กถึ งการบรรยายในครั้งที่ แล วมา ที่ เราได ฟ งกั นมาแล วว า ถ าจะ แบ งแยกธาตุ ออกเป น ๓ หมวด อีกชนิ ดหนึ่ ง ก็ มี ได วา กามธาตุ -ธาตุ ที่ เป นกาม, รู ป ธาตุ -ธาตุ ที่ เป น รู ป บริ สุ ท ธิ์ ไม เจื อ ด ว ยกาม. อรู ป ธาตุ -ธาตุ ที่ ไม มี รู ป ไม เจื อ ด ว ย กาม แล วก็ ไม มี รู ปด วย; นี่ มี อยู ๓ ธาตุ อย างนี้ . เมื่ อตะกี้ นี้ พระสงฆ ก็ สวดบทนี้ ว ามี อยู ๓ ธาตุ ที่ จะเป นเครื่ องวั ดภาวะ หรื อสถานะอะไรของจิ ต : กามธาตุ อย างหนึ่ ง รู ปธาตุ อยางหนึ่ง อรูปธาตุอยางหนึ่ง.


๑๕๐

ปรมัตถสภาวธรรม

คนที่ จิ ตตกไปในทางความรั ก ความใคร โดยเฉพาะอย างยิ่ งเกี่ ยวกั บเพศ อาศั ยสิ่ งที่ เรียกว า กามธาตุ . บางคนจะด วยอะไรก็ ต ามใจเถอะ เขาไม ได ส นใจใน สิ่ งที่ เรี ย กว ากาม; เขาไปสนใจเรื่ อ งที่ เรี ยกว ารู ป ล วน ๆ บริ สุ ท ธิ์ ไม เกี่ ย วกั บกาม, ก็ มี สิ่ ง ที่ เรี ย กว า รู ป ธาตุ เป น ที่ ตั้ ง . บางคนไปไกลกว า นั้ น รู ป นี่ ก็ ยั ง เกะกะนั ก เอาที่ ไมมีรูปดีกวา พอใจอยูในสิ่งที่ไมมีรูปอะไร ไมมีความหมายแหงกามดวย; นี่ก็เรียกวา อรูปธาตุ. คนธรรมดาหมกมุ นอยู กั บกามธาตุ เชนเรื่องเพศ แต ถึงอยางนั้ น บาง เวลาก็ ไม ไหวเหมื อ นกั น มั น เบื่ อ มั น ระอา แม ไม ต ลอดไปก็ เบื่ อ เป น ครั้งคราว แล ว ไปสนใจในรู ป ธรรมอั น ใดอั น หนึ่ ง ซึ่ ง ไม เกี่ ย วกั บ กาม; แต ว า พระฤาษี โยคี มุ นี เขาไปหาวิธีที่จะใชรูปบริสุทธิ์เปนอารมณของสมาธิ ทําใหเกิดฌาน ไมเกี่ยวกับกาม ก็ เป น สุ ข อยู กั บ รู ป ธรรมเหล า นั้ น ได . ฤาษี มุ นี โยคี บ างหมู ไปไกลกว า นั้ น : ไม เอา แล ว รู ป นี่ เห็ น ว า ยั ง เกะกะนั ก หยาบนั ก กระทบกระทั่ ง ได ด ว ย; จึ ง ไปเอาสิ่ ง ที่ ไ ม เป นรู ป ไม มี รูป คื อเป นนามล วน ๆ เช นธาตุ จิ ต หรื อธาตุ วิ ญ ญาณ หรื อว าเอาความ ไมมีอะไรเปนตนมาเปนอารมณสําหรับทําจิตใหเปนสมาธิ แลวเกิดความสุข พอใจ อยูดวยอรูปธาตุ ชนิดนั้น.

www.buddhadasa.info นี่เราก็ไดเปนกามธาตุอยางหนึ่ง รูปธาตุอยางหนึ่ง อรูปธาตุ อยางหนึ่ง เป น ๓ อยางในหมวดนี้ อย างแรกที่ เรียกวา กาม หรือกามธาตุ นี้ เราอาจจะศึ กษาได จากหลั กที่ พระพุท ธเจา ทา นไดต รัส ไวใ นธาตุส ัง ยุต ต อยา งเดีย วกัน อีก ; แตแ ลว ก็ยัง อยาก จะให มองเห็ น ให ชั ดมากออกไปอี กบางอย าง หรื อบางระยะ บางขณะที่ มากไปกว าที่ พระองคไดตรัสไว และเราเห็นไดวามันมีอยูจริง


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๕๑

ทีนี้ก็จะเริ่มขึ้นดวยสิ่งที่เรียกวาตัวอยาง อันนี้จะเริ่มขึ้นดวยสิ่งที่เรียกวา กามธาตุ : ธาตุ ก าม ธาตุ เป น ที่ ตั้ งแห งกาม ธาตุ ป รุ งแต งกาม ธาตุ เป น ไปเพื่ อ กาม เป นผลในที่ สุ ดอะไรก็ ต ามเพื่ อ ความหมาย เราเรี ยกสั้ น ๆ ว า กามธาตุ . ความรู สึ ก ที่ เป นกามธาตุ นี้ จะมี อยู เหมื อนกั บว ามี อยู ทั่ วไป ในบรรยากาศ หรือว านอกบรรยากาศ ในสากลจั กรวาล ธาตุ นี้ ก็ มี อยู แต ยั งไม มี โอกาสจะแสดงตั วอะไรอ���กมา จนกว าจะมี โอกาส มี ที่ ตั้ ง มี อ ะไร คื อ มี จิ ต ของมนุ ษ ย มี อ ะไรให โอกาส มี อ ารมณ ให โอกาส; กามธาตุ ที่มีอยูในที่ทุกหนทุกแหงนี่ ก็แสดงตัวออกมาในจิตใจของมนุษยคนนั้น ในขณะนั้น. เหมื อนอย างที่ ได เคยยกตั วอย างในการบรรยายครั้ งก อน ๆ ว า ธาตุ ไฟ ความ รอนก็ มี อยู ในที่ ทุ กหนทุ กแห ง ที่ เราจะหาพบได ; ไฟธรรมดาก็ดี ไฟฟ าก็ดี ไฟอะไรก็ดี มันจะแสดงออกมาไดก็ตอเมื่อมีโอกาส มีการกระทํา มีอะไร; แมที่สุดแตวาเอาเหล็ก มาโขกลงไปบนหิ น เกิ ด เป น ประกายไฟ มี ทั้ ง ความร อ น มี ทั้ ง แสง มี ทั้ งอะไรขึ้ น มา ธาตุไฟจึงจะปรากฏออกมา; เรื่องกามธาตุก็มีนัยอยางเดียวกัน.

www.buddhadasa.info บางคนจะคิ ดไปว า ธาตุ ไฟเพิ่ งสร างขึ้ นมา ด วยการโขกเหล็ กลงไปบนหิ น อยา งนี ้; แตท างหลัก ธรรมะ เขาไมถ ือ อยา งนั ้น . เขาถือ วา ธาตุไ ฟ หรือ ความ ร อนนั้ น มั นมี อยู ตลอดเวลาเป นธาตุ ๆ หนึ่ ง แต มั นไม แสดงออกมา จนกว าจะได โอกาส ไดเหตุ ไดปจจัย.

ธาตุ ไฟเป นอย างไร กามธาตุ นี้ ก็ เหมื อนกั น จะต องมี คน และจะต องมี คน ที่ โตพอสมควรที่ จะรูค วามหมายอั น นี้ . เด็กทารกแรกคลอด ยังไม สามารถจะรูได เต็ ม รู ป อย า งนี้ ; ต อ งโตขึ้ น มาพอสมควร แล ว ก็ ต อ งได อ ารมณ ซึ่ ง มี ก ารปรุ ง แต ง ตามกระแส ของสิ่งที่เรียกวา กามธาตุ.


๑๕๒

ปรมัตถสภาวธรรม

๑. เมื่ อ ใดมี อ ารมณ แ ห งกามธาตุ ที่ จ ะแสดงตั ว ในจิ ต ใจของมนุ ษ ย ได กามธาตุจึงแสดงตัว, ๒. กามธาตุ นั้ นก็ ให เกิ ดสิ่ งที่ เรี ยกว า กามสั ญ ญา, ลํ าดั บนี้ คล ายกั นมาก ซ้ํ า ๆ กั น . กามธาตุ ทํ าให เกิ ด กามสั ญ ญา-สํ าคั ญ มั่ น หมายว ากาม ว าของรั ก ของใคร รู สึ ก ของรั ก ของใคร รู สึ ก กระสั น ได ด ว ยอํ า นาจของกิ เลสชื่ อ นี้ . กามธาตุ ทํ า ให เกิ ด กามสัญญา-สําคัญวา ของใคร ของรัก สําคัญวากาม. ๓. กามสั ญ ญาก็ ทํ าให เกิ ด กามสั งกั ป ปะ-ความครุ งคิ ดในกาม; ครุ นคิ ด ใครครวญในกาม เรียกวากามสังกัปปะ; มีกามสังกัปปะ ก็ทําใหเกิด กามสัมผัส. ๔. เมื่ อมี ความหมายของกามธาตุ หรือตั วกามธาตุ มาทํ าสั งกั ปปะอยู จิ ต ก็ สั ม ผั สกามธาตุ นั้ น หรือกามนั้ น ; อย างนี้ เรี ย กว ากามสั ม ผั ส สะ. มิ ใช ทางเนื้ อหนั ง ระหวางบุคคล แตเปนเรื่องจิตใจเทานั้น, จิตใจของบุคคลกําลังเปนไปอยางนั้น.

www.buddhadasa.info ๕. กามสั มผัสสนั้ นทํ าให เกิ ดกามสัมผัสสะชาเวทนา คือความรูสึกเวทนา สนุ กอยู ในใจ เป นสุ ขอยู ในใจ อะไรก็ ตามที่ เรี ยกว าเวทนา ซึ่ งเนื่ องมาแต กามสั มผั สสะ ที่เปนภายใน เปนสักวากระแสแหงความครุนคิดปรุงแตง.

๖. เวทนานั้ น ทํ า ให เ กิ ด กามฉั น ทะ ความรู สึ ก ที่ พ อใจในกาม. แม ไ ม ได เกี่ ยวข องกั บบุ คคลที่ สอง บุ คคลเดี ยวภายในใจของบุ คคลนั้ น ก็ มี สิ่ งที่ เรียกว า กามฉั นทะ เกิดได โดยอาศัยเหตุปจจัยตาง ๆ ขางตน. ๗. เมื่ อ มี ก ามฉั น ทะ ก็ ใ ห เกิ ด กามปริ ฬ าหะ คื อ ความเรา รอ นกระวน กระวายเหมือนไฟเผา, เนื่องมาแตกามนั้น. ๘. มี กามปริ ฬาหะ ก็ ให เกิ ดกามปริ เยสนา คื อการแสวงหากาม แสวงหา อยู ด วยจิ ตใจข างใน หรื อออกมาข างนอก เป นการกระทํ าทางกาย วาจา หรื ออะไรก็ ตาม มันเปนการแสวงหากาม.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๕๓

๙. กามปริ เยสนา แสวงหากามนี้ ก็ ทํ า ให เกิ ด กามลาภะ, กามลาโภ กามลาภะ,แลวแตจะเรียก คือไดมาซึ่งกาม. ที นี้ เราก็ ดู เอาเองต อจากรายชื่ อในพระบาลี ที่ ตรั สไว เราก็ อาศั ยหลั กพระบาลี ที่อื่นมาชวยประกอบกัน ทําใหเขาใจไดวา : เมื่ อ มี ก ามลาภะ การได ม าซึ่ ง กาม ต อ ไปก็ มี ก ามโภคะ คื อ การบริ โภค ซึ่ ง กามนั้ น . เมื่ อ มี ก ารบริ โภค แล ว มั น ก็ จ ะต อ งมี ค วามรู สึ ก ต อ ไป เช น กามตั ณ หา โดยตรง, มี ค วามอยาก... ที่ เ กิ ด ขึ้ น เพราะเวทนาในระยใหม ระยะหลั ง นี้ อี ก เป น กามตั ณ หา. จากกามตั ณ หาก็ เป นกามุ ปาทาน-ความยึ ดมั่ นถื อมั่ น ในฐานะที่ เป นกาม เรี ย กว า กามุ ป าทาน ซึ่ ง ทุ ก คนก็ มี ค วามรู สึ ก เป น กามุ ป าทาน ตามวิ สั ย ของปุ ถุ ช น คนธรรมดา; เมื่ อ มี ก ามุ ป าทานอย า งนี้ อ ยู ใ นใจ เมื่ อ นั้ น ภาวะอั น นั้ น ก็ เ ป น กามภพของบุ ค คลนั้ น คื อบุ ค คลนั้ น ในเวลานั้ น เขาอยู ในกามภพ, ตั้ งอยู ในกามภพ หรื อเป นอยู อย างกามภพ; เขาได มี ภพอั นหนึ่ งขึ้ นมา เป นกามภพ จนกว าความรู สึ กอั นนี้ จะหายไป จะเปลี่ยนเปนเรื่องอื่น.

www.buddhadasa.info บางเวลาจะเป น กามภพมาอี ก ในรู ป ใหม อารมณ อื่ น ก็ เป น กามภพได , อยู ในกามภพ หรื อ จะเปลี่ ย นเป น รู ป ภพ อรู ป ภพบ า งก็ ยั ง ได ; แต ถ า วิ สั ย คนธรรมดา สามั ญ แล ว ก็ จะซ้ํ าซากกั นอยู แต ในลั กษณะของกามภพ. เป นอั นว ามี ภพโดยอาศั ยกาม เป นไปเพื่ อกาม เป นอยู ด วยกาม กํ าลั งมี ผลเป นกามอยู อย างนี้ เรี ยกว ากามภพ ที่ นี่ และ เดี๋ยวนี้ไมตองรอตอตายแลว เรียกวาคนนั้นกําลังอยูในกามภพแลว.

ที นี้ ก็ ไม มี อะไรนอกจากที่ จะเป นไปตามหลั กทั่ วไปว า มี ภพแล วก็ มี ชาติ คื อ ตนเองมีความเปนอยางนั้นขึ้นมาเต็มที่ เกิดเปนอยางนั้นแลวในเวลานั้น.


๑๕๔

ปรมัตถสภาวธรรม

ต อ ไปก็ มี ป ญ หาเกี่ ย วกั บ ชรา มรณะ โสกะ ปริ ท วะ ทุ ก ขะ โทมนั ส อุ ป ายาส ไม ได อ ย า งใจ พลั ด พรากของรั ก กระทบของไม รั ก ; สรุ ป แล ว ก็ คื อ ความ ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ในขั น ธ ใ ดขั น ธ ห นึ่ ง แล ว ความทุ ก ข ก็ เกิ ด ขึ้ น ; นี่ เรี ย กว า ความทุ ก ข ทั้งปวงเกิด ขึ้น แลวโดยสมบูรณ. ขอใหพิจารณาดูวา “ธาตุ” คําเดีย วทําใหเกิด อะไรขึ้นมา กี่อยาง ๆ จนธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเปนความทุกขทั้งปวง ความทุกข ทั้งมวลเกิดขึ้นมาไดอยางนี้.

ธาตุตามธรรมชาติ มีความหมายเพราะ “สัญญา” โดยหลั กนี้ เราก็ พอจะสรุปความได ว า ที่ เรียกว าเป น “ธาตุ ”, ธาตุ มี อยู ตาม ธรรมชาตินั้น ถาไมถูกนํามากระทําเปนสัญญาขึ้นในใจ ก็ไมมีความหมายอะไร มันก็เปนธาตุตามเดิม. แตจิตที่ประกอบดวยอวิชชาธาตุ คือความโงนั่นแหละไปเอา ธาตุ ล วน ๆ โดยเฉพาะอย าง “กามธาตุ ” นี้ มากระทํ าเป นกามสั ญญา-สํ าคั ญมั่ นหมายว า เปนกาม ที่มีความหมายวา จะใหคุณคาแกตน แกกิเลสตัณหาของตน. ธาตุตามธรรมชาติถูกเอามากระทําใหเปนวัตถุของสัญญา อารมณของ สั ญ ญา สํ าคั ญ อย างนั้ น อย างนี้ , มี สั ญ ญาอย างนี้ แล ว ก็ ทํ าให มี สั งกั ป ปะ ครุ น คิ ด ใครครวญอยู , สั งกั ปปะอย างนี้ ทํ าให เกิ ดสั มผั ส คื อจิ ตสั มผั สกั บสิ่ งนั้ นถึ งที่ สุ ด, สั มผั ส อย างนี้ ให เกิ ดเวทนา รูสึ กเป นไปในทางที่ วา สุ ข ทุ กข ชอบใจ หรือไม ชอบใจอย างนี้ . เวทนาให เกิ ดฉั นทะขึ้ นมา ฉั นทะให เกิ ดปริ ฬาหะเรารอนขึ้นมา ปริฬาหะเรารอนทน อยู ไม ได ก็ ให เกิ ด ปริ เยสนา คื อ แสวงหา มี แสวงหาแล ว ก็ มี ได ได แ ล ว ก็ มี บ ริ โภค บริโภคแลวก็มี ตั ณหาในเวทนาที่ มาจากการบริโภค ก็เลยเกิ ดอุ ปาทาน ยึดมั่ น ถือมั่ น ก็เกิดเปนภพนี้ขึ้นมาอยางใดอยางหนึ่ง.

www.buddhadasa.info สรุปแล วในกรณี ก าม ก็ เรียกว ากามภพ, ในกรณี รู ป ก็ เรียกวารู ป ภพ, ในกรณีอรูปก็เรยกวาอรูปภพ. สิ่งที่เรียกวารูปภพ อรูปภพนี้ก็มีไดที่นี่และเดี๋ยวนี้


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๕๕

ในลั กษณะอย างนี้ คื อปรุ งจากธาตุ ล วน ๆ ขึ้นมาเป นความรูสึ กทาง���ิต เป นจิต เป น เจตสิก เป นการกระทําทางจิต เกิดวิบากทางจิต; นี่เป นอยางที่ เรากําลังรูสึกวาเป น ความทุกข.

กามธาตุปรุงเปนภพสามก็ได คําวา “กามธาตุ” ให ผลในที่ สุดท ายเป นกามภพ; ความเป นอยางนั้ น จะเรียกว าเป นกามาวจรภพ หรือกามาวาจรภู มิ ก็ ได . ถ าหมายถึ งชั้ นหรือลํ าดั บก็ เรียกว า กามาวจรภู มิ คื อจิ ตที่ กํ าลั งตั้ งอยู ในระดั บของกาม; ถ าหมายถึ ง “ความเป น” อั นนั้ น ก็ เ รีย กวา กามาวจรภพ คือ จิต เปน จิต ที ่วุ น อยู แ ตใ นเรื ่อ งกาม; ถา เปน เรื ่อ งรูป ไม เกี่ ยวกั บเรื่ องกาม ก็ เรี ยกว ารู ปาวจรภู มิ รู ปาวจรภพ อย างที่ เราได ยิ นได ฟ งบ อย ๆ แล วก็ ไมคอยจะรูวา เปนอะไร. จิ ต อยู ในรูป าวจรภู มิ ก็ คื อ จิ ต นี้ ไม ต กลงไปในกาม จิ ต นี้ ไปเกี่ ยวขอ ง พั วพั นอยู กั บสิ่ งที่ เรียกว ารูปล วน ๆ รูปบริสุ ทธิ์ ล วน ๆ; เมื่ อยึ ดมั่ นแล วก็ เกิ ดเป นรูปสั ญญา สั งกั ปปะ ผั สสะ เวทนา ฉั นทะ ปริ ฬาหะ ปริ เยสนา ลาภะ บริ โภค ตั ณ หา อุ ปาทาน กระทั่งเปนภพไดเหมือนกัน.

www.buddhadasa.info แมในอรูป ที่วาจิตเอาสิ่งที่ไมมีรูปเทานั้นมาเปนอารมณ เปนอรูปธาตุ มาเป นอารมณ ก็ เกิ ดสั ญญา เกิ ดสั งกั ปปะ ฯลฯ ขึ้ นในสิ่ งนั้ น จนในที่ สุ ดก็ มาได หลงใหล อยูในสิ่ งที่ ไม มี รูปนั้ น. จิตอยางนี้ ก็ เรียกวา เป นอรูปาวจรภู มิ ก็ ยังเป นความบ าเท าเดิ ม คื ออารมณ เปลี่ ยนจากกามไปเป นรู ป จากรู ปเป นอรู ป; ภาวะอย างนั้ นก็ เรี ยกว า อรู ปาวจรภู มิ ซึ่ งย อ มมี ได แ ม ที่ นี่ แ ละเดี๋ ย วนี้ . เผอิ ญ ว า ใครสั ก คนหนึ่ ง ได ห ลงใหลในสิ่ งที่ ไม มี รู ป ซึ่ งเป น นามธรรมล วน ๆ; อย างเช น เกี ย รติ ย ศชื่ อ เสี ย งอย างนี้ ไม เล็ งถึ งผลที่ จะได มาจากเกี ยรติ ยศชื่ อเสี ยง อย างไปหลงเกี ยรติ ยศชื่ อเสี ยงก็ จั ดเป นอรู ปได แล วก็ มี ความทุกขได เหมือนกับกามหรือรูป.


๑๕๖

ปรมัตถสภาวธรรม

มนุ ษ ย เรานี่ จึ งมี ธาตุ ๓ ธาตุ นี้ เป นรากฐานที่ จะปรุ งแต งให เป นอย างนั้ น อยางนี้; ธาตุ ๓ ธาตุ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ. มนุษยเราสวนใหญ ปุถุชน ทั่ วไป ก็ ลุ ม หลงอยู ในกามธาตุ เรี ย กว าตกอยู ในกามาวจรภู มิ เป น กามาวจรภพอยู . แม จะมองลงไปถึ งสั ตว เดรัจฉาน มั นก็ มี ส วนที่ เป นอย างนี้ อยู เหมื อนกั น แต ว าไม เต็ มที่ เหมือนมนุษยเทานั้น ฉะนั้นจึงมีความทุกขนอยกวามนุษย.

พิจารณาดูธาตุของสัตวโลกทั้งหลาย ที นี้ มองมาถึ งมนุ ษ ย ชั้ น ต่ํ า ชั้ นเลวที่ เรียกวา อยู ในอบาย ในกองทุ กข นรก เปรต อะไรก็ ตาม จิ ตใจก็ ยั งมี ธาตุ ที่ มุ งหมายจะได กาม อยูนั่ นแหละ; แม วา ในขณะนั้ น จะทํ าการแสวงหากาม หรื อ บริ โภคกาม เต็ ม ที่ ไม ได ; แต จิ ต ใจก็ ยั งเป น อยางเดียวกัน. สมมุติวาอยูในนรก อยางที่เขาพูดกันวาในนรก หรือพู ดวาจะอยูในนรกปจจุบั น เช น คุ กตะราง ถู กกั ก ถู กขั ง ถู กล าม ถู กอะไรอยู จิ ตของเขาที่ อยู ในวิสั ยแห งกามาวจรภูมินี้ เขาอาจจะทํ าได ต ลอดสาย : เขานึ ก ถึงกามธาตุ ม าเป น อารมณ แลวก็ทํ า กามสัญญา กามสังกัปปะ กามสัมผัสสะ กามเวทนา กามฉันทะ กามปริฬาหะ อยู ใ นใจเรื่ อ ย ทั้ ง ที่ ว า มั น ถู ก ขั ง อยู ใ นนรก หรื อ ในคุ ก . นี่ คื อ วิ สั ย ของสั ต ว ที่ เป น ไป ในกาม.

www.buddhadasa.info ถ าเป น มนุ ษ ย อิ ส ระ ไม ถู กขั ง ไม เป น สั ตว นรก เป นมนุ ษ ย เต็ ม ที่ ส บายดี ก็ อ ย า งเดี ย วกั น นั่ น แหละ. เมื่ อ ยู ในวิ สั ย แห ง กามาวจรภู มิ แล ว เขาก็ เอากามธาตุ มาทํ าเป นกามสั ญญา กามสั งกั ปปะ กามสั มผั สสะ เป นเวทนา ฉั นทะ ปริฬาหะ ปริเยสนา เรื่อยมา จนถึงที่สุด.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๕๗

ถ าเป นเทวดา ที่ เรี ยกว า ชั้ นกามาวจร ๖ คื อฉกามาวจร, เทวดาประเภทนี้ เขาบริโภคกาม ก็มีธาตุที่ทําอยางเดียวกับมนุษย ผิดกันแตวาเทวดานั้นไดสะดวกดาย ได ไวได ชนิ ดที่ ไม ต องแลกเอาด วยเหงื่ อเท านั้ น; นี่ เรี ยกว าสวรรค แล ว สวรรค ชั้ นเทวดา ชั้นเทพ. ที นี้ สวรรค ชั้ นมาร ก็ คื อยอดของเทวดาประเภทนี้ นี้ ก็ ต องเข าใจกั นเสี ย ใหม ว ามาร วสวั ตตี มาร ที่ ลงมาผจญพระพุ ทธเจ าที่ ต นโพธิ์ ที่ เรียกว าวสวั ตตี มาร มาจาก สวรรค ชั้ น ปรินิ มมิ ตวสวั ตตี ; นี่ คื อสวรรค ในอั นดั บสู งสุ ดของกามาวจรภู มิ มี กามธาตุ มาเป นเครื่องปรุงแต ง ไดกาม แล วก็ ไดอยางที่ เรียกวาสะดวกดายที่ สุ ด เต็ มที่ที่ สุ ด มี คน ประคบประหงม ชั้นสูงสุดของพวกกาม เขาเรียกวาชั้นมาร มารโลก. จากมนุ ษย โลกถึ งเทวโลก เทวโลกนี้ มี ยอดสุ ดอยู แค มารโลก พอเลยมารโลก ก็ จ ะเป น พรหมโลก; สภาพของพรหมโลกนี้ ไม เกี่ ย วกั บ กามเลย. ถ า เอารู ป ธาตุ เป นอารมณ เป นธานที่ ตั้ ง ก็ เกิ ดเป นรูปาวจรภู มิ หรือพรหมโลกชนิ ดที่ มี รูป เป นรากฐาน ขึ้นมา เปนพรหมอยางมีรูป; ถาเลยนั้นไปก็เปนพรหมอยางเปนอรูป.

www.buddhadasa.info นี่ก็เปนอันเห็นไดวา บรรดาสิ่งที่มีชีวิต แลวก็จะตองเกี่ยวของพัวพันผูกมัด รัดรึงกันอยูกับธาตุทั้ง ๓ นี้ ไดแกกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ แลวก็แจกออกไปเถอะ ไม มี ที่ สิ้ น สุ ด . สั ต ว น รกกี่ ช นิ ด เปรตกี่ ช นิ ด ต างต อ งการกามธาตุ นี้ ป รุ งแต ง, มนุ ษ ย กี่ ชนิ ด กี่ ยุ คกี่ สมั ย ก็ ต องการกามธาตุ นี้ ปรุงแต งเป นส วนใหญ , ที่ เป นเทวดา กามาวจร หรือเป นชั้ นมาร ชั้ นสู งสุ ด ก็ ต องการกามธาตุ นี้ ; ที่  ผิ ดไปจากนั้ น ไปชั้ นพรหมก็ คื อ รูปธาตุอยางหนึ่ง กับอรูปธาตุ อีกอยางหนึ่ง; จะเห็นไดวามันเนื่องอยูใน ๓ ธาตุนี้.

สัตวโลกทุกประเภท มีจิตประกอบดวยธาตุทั้ง ๓ ถ าเราจะถื ออย างที่ เขาถื อกั นโดยมาก เข าใจกั นว ามั นอยู กั นคนละโลก ก็ ตาม ใจเขาซิ; เขาถือวาตายแลวจึงจะไปเปนเทวดา ไปเปนเปรต เปนพรหม ตายแลวจึง


๑๕๘

ปรมัตถสภาวธรรม

จะไปเป น นั่ น นี่ ตายอี กกี่ ห นจึ งจะไปเป น ก็ ต ามใจเขาซิ . แต ว าหลั กธรรมะนี้ ไม ต องการ อยางนั้น; หลักธรรมนี้ตองการที่นี่และเดี๋ยวนี้ วาจิตใจกําลังเปนอยางไร. ถ าเดี๋ ยวนี้ จิ ตใจกํ าลั งจั บเอากามธาตุ มาทํ าเป น กามสั ญญา กามสั งกั ปปะ กามสั มผั สสะ กามเวทนา กามฉั นทะ กามปริ ฬาหะ เรื่ อยไปจนถึ งกามภพแล ว ก็ ต องเป น ที ่นี ่ เดี ๋ย วนี ้ ทัน ที; อ ยา งเลวก็เ ปน ของม นุษ ย, อยา งดีก ็เ ปน ขอ งเท วดา, สูงสุดก็เปนของชั้นมาร คือจอมเทวดา. ถ า เป น พรหมก็ เหมื อ นกั น อี ก บางคน บางเวลา บางโอกาส ไม ช อบ เรื่ อ งกาม ก็ ไ ปคว า เอารู ป ธาตุ ม าปรุ ง เป น รู ป สั ญ ญา รู ป สั ง กั ป ปะ รู ป สั ม ผั ส สะ รู ปสั มผั สสชาเวทนา รู ปฉั นทะ รู ปปริ ฬาหะ รู ปปริ เยสนา รู ปลาภะ รู ปบริ โภค รู ปตั ณ หา รูป อุป าทาน รูป ภโวรูป ภพ; ซึ ่ง เปน ไดที ่นี ่ และเดี ๋ย วนี ้ไ ด. พิจ ารณ าอยา งนี ้เ ห็น ได ชั ด ไม ต อ งเชื่ อ ตามคนอื่ น , ไม ต อ งฝากใจกั บ เหตุ ผ ลอะไรที่ ไ หนอี ก แล ว , รู สึ ก ชัดแจงอยูในใจอยางนี้.

www.buddhadasa.info ถ า ว า ใครเก ง ไปกว า นั้ น ก็ ไ ปเอาสิ่ ง ที่ ไ ม มี รู ป เอาอรู ป ธาตุ ม าทํ า เป น อรู ปสั ญ ญา อรู ปสั งกั ปปะ อรู ปสั มผั สสะ อรู ปสั มผั สสชาเวทนา อรู ปฉั นทะ อรู ปปริ ฬาหะ อรู ป ปริ เยสนา อรู ปลาภะ มั น ก็ เป นไปได ในที่ สุ ดเป นอรู ปภพ อยู อย างอรู ป คื อไม สนใจ กับรูป จิตใจไมสนใจกับรูป สนใจแตสิ่งที่ไมมีรูป.

มโ���ธาตุ ไปควาเอาธาตุอะไรมาปรุงแตงจิตจนทุกขก็ได เป น อั น ว า เรื่ อ งธ าตุ นี่ มี อ ยู พ ร อ ม พ รั่ งร อ บ ตั ว เร า ทุ ก ห น ทุ ก แ ห ง; จิ ต ซึ่ งก็ เป น ธาตุ อั น ห นึ่ ง เรี ย ก ว า ม โน ธาตุ นี้ มั น ยั งไป ค ว าเอ าธาตุ ไห น ม า ไป ค ว าเอ าก าม ธาตุ ม า รู ป ธ า ตุ ม า อ รู ป ธ า ตุ ม า แ ล ว ก็ มี ก า ร ป รุ ง แ ต ง ใ น ใ จ จ น เป น อ ย า ง นี้ ม า ก ม า ย ห ล า ย ชื่ อ จนกระทั่งไดเปนทุกข เพราะเหตุนี้.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๕๙

ตั้งแตเบื้องตนจนที่สุด คือความทุกขนี้ จะมีลักษณะอยางที่กลาวมานี้ จะเปน อยา งนี ้เ รื ่อ ยๆ ๆ ซ้ํ า ๆ ซาก ๆ คือ เกิด แลว เกิด อีก , เกิด แลว เกิด อีก ; แลว ก็อ ยา ลืมวา มันมีคําวา “ปริฬาหะ” อยูคําหนึ่งแลว. ทีแรกความเผาลนจากกาม ความ เผาลนจากรูป จากอรูปา คือความกระหาย แลวก็มาถึงตัณ หาในสิ่งนั้น. มาถึง อุ ป าทานในสิ่ งนั้ น มั น ก็ เป น เรื่อ งหนั ก เรื่อ งทุ ก ข : อุ ป าทานก็ แ บก ไว เหมื อ นกั บ แบกของหนั ก ๆ อยู ; พวกแรกก็ เอากามมาแบกไวเป นของหนั ก เรียกวา กามู ป ธิ , พวกอื่ นก็ เอารู ป อรู ปบ าง เป นขั นธู ปธิ เป นอุ ปธิ คื อของหนั กด วยกั นทั้ งนั้ น. รวม ความวา ถายังติดอยูในกาม ในรูป ในอรูปแลว จะกลายเปนของหนักมาสําหรับให แบกไวโ ดยจิต ใจ จิต ใจมัน ก็ห นัก ; หนัก อยูก็เ ปน ทุก ข. อุป ธิ แปลวา แบก, แปลวาเขาไปทรงไวขางใต ก็คือแบกทูนไว แบกไว. อาการแบกมาจากกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ซึ่ งได มาเป นก อนหิ นหนั ก กดอยู บนหั วของคน ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สลั บ สั บ เปลี่ ยนกั นไป; ตามธรรมดาโดยมากก็ เป นกามภพ แบกกามมาเป นก อนหิ น กดอยู บ นหั ว . สิ่ ง ทั้ ง หลายทั้ ง ปวง ธรรมทั้ ง ปวงที่ เป น ไปเพื่ อ ทุ ก ข เกิ ด ขึ้ น มาใน ลักษณะอยางนี้.

www.buddhadasa.info คนทํากรรมทั้งกุศล อกุศล เพราะโง ถูกธาตุกิเลสบังคับ

ทีนี้ลองดูตัวเรา ที่วาเราตองทําการงานเพราะกิเลส ตัณหา บังคับใหทํา ก็ เพราะว าเราโง ทํ าผิ ด เรื่องธาตุ จึ งได ผ ลมาตามลํ าดั บ จนได เป นทุ กข . ในชั้ น แรก เราไม รู อะไรเลย เราก็ ต องทํ าไปตามธรรมดาสามั ญ ที่ เขาทํ า ๆ กั น จึ งได ปรารถนากาม แสวงหากาม, กามปริเยสนาโดยตรงบ าง โดยทางอ อมบ าง โดยสลั บซั บซ อนหลายชั้ น บ าง; แต โดยเนื้ อแท ก็ คื อ กามปริเยสนา สํ าหรับมนุ ษย ธรรมดา ที่ เป นไปในกามภพ หรือกามภูมิ. เมื่อมีปริเยสนา ก็มีการทํากรรมเพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งนั้น.


๑๖๐

ปรมัตถสภาวธรรม

กรรมนี้ ก็ ทํ ากั นอยู เห็ นกั นอยู หลาย ๆ แบบ ทางกายก็ มี ทางวาจาก็ มี ทางใจ ก็ มี ; กายกรรม วจี ก รรม มโนกรรม นี้ ก็ ทํ า กั น อยู เพราะอํ า นาจของกามปริ เยสนา บั งคั บ ให ทํ า ซึ่ งมี เป นชนิ ด ว า ชนิ ด กุ ศ ล ชนิ ด อกุ ศ ล คื อ ดี หรื อ ชั่ ว แล วก็ ชนิ ด ที่ ยั งไม อาจจะกลาวไดวา ดีหรือชั่ว คืออัพยากฤต นี้ก็มี. การทํ ากรรมเพื่ อให ได มาซึ่ งสิ่ งนั้ นก็ มี นานาแบบ, เพื่ อผลอั นนี้ ก็ นานาแบบ : บางคนก็ ทํ านา บางคนก็ ค าขาย บางคนก็ รั บ จ าง ทํ าไปตามที่ จะทํ าได , อย างนี้ ไม ผิ ด ที่ เรี ยกว าไม ผิ ดกฏหมาย. ที นี้ บางคนไม ได อย างใจ ก็ ทํ าสิ่ งที่ ผิ ดกฎหมาย ไปปล น ไปฆ า ไปขโมย ไปอะไรก็ ต ามใจ ซึ่ ง เป น กรรมเพราะกามปริ เยสนา มาบั ง คั บ ทั้ ง นั้ น แหละ. ขอใหไปดูอาชญากรรมตาง ๆ ลวนถูกบังคับใหกระทําขึ้นมาโดยกามปริเยสนา บางที ก็โดยตรง บางทีก็โดยออม บางทีก็ซับซอนหลายชั้น. กรรมนั้ น บางที ก็ เบี ย ดเบี ย นตนเอง, บางที ก็ เบี ย ดเบี ย นผู อื่ น , บางที ก็ เบียดเบียนทั้งตนเองและทั้งผูอื่น; นี่เปนทุกข เกิดมาจากการกระทํ ากรรม ที่กระทํ า ไปเพราะกามปริ เยสมา ซึ่ งมั น ก็ ไม ใช อ ะไรเลย นอกจากว าหลงเข าไปในสิ่ งเรีย กว า “ธาตุ ” ตามธรรมชาติ ที่ มี อ ยู ต ามธรรมชาติ ; ที่ ตั ว มนุ ษ ย ก ลุ ม นี้ ซึ่ งประกอบอยู ด ว ย ธาตุ ๖.

www.buddhadasa.info มนุ ษ ย ค นนี้ เป น กลุ ม ของธาตุ ๖ นี่ ; ในธาตุ นั้ น มี อ วิ ช ชาธาตุ รวมอยู ด วย จึ งเห็ นผิ ด ๆ ไปในเรื่ องที่ ไม รู , ไม รู แล วก็ เห็ นไปว าเป นเรื่ องที่ น าทํ า ควรทํ าไปเลย; อาการที่ ไปเอากามธาตุ มาปรุ งเป นกามสั ญญา กามสั งกั ปปะ กามสั มผั สสะ ฯลฯ อะไรต าง ๆ ก็เกิดขึ้น จนไดมีความทุกขเปนปกติเกี่ยวกับกามนั้น ๆ ที่เรียกวาเขาอยูในกามาวจรภูมิ.

ที่ กล าวมาเป นตั วอย างสํ าหรั บวั นนี้ ที่ แสดงให เห็ นว าธาตุ แท ๆ นี้ มั นปรุ งแต ง ๆ โดยละเอี ยด โดยกิ ริ ยาอาการลั กษณะอย างนั้ น อย างนั้ น ๆ จนเกิ ดสิ่ งทั้ งปวง คื อธรรม ทั้งปวงขึ้นมา ทั่วไปหมดในที่ทุกหนทุกแหง.


ลักษณะอาการที่ธาตุปรุงแตงสิ่งทั้งปวง

๑๖๑

ถาถือตามหลักพระพุทธศาสนา : ไมไดสอนใหดูขางนอก. ไมตองไปดู ขางนอก, ใหดูในจิตใจเรื่อย หรือวาอยางนอยก็ดูอยูที่กาย วาจา ใจ ของเรานี่ ที่กายที่วาจานี่ก็เรียกวาขางนอกหนอย แตมันก็เนื่องอยูกับใจ; ฉะนั้นก็เปนการดูขางใน. ขอให ดู จนเปนที่เขาใจ ดูทุกวัน ดูทุ กคราวที่ มั นเกิดเรื่องเกิดราวนี้ขึ้น; พอเข าใจสิ่ งนี้ ก็ จ ะเห็ น ธรรมทั้ งปวง จะเห็ น ธาตุ ทั้ งปวง; เห็ น ธรรมทั้ งปวงแล ว จะ แทงตลอดธาตุทั้งปวง แลวก็จะเขาถึงอมตธาตุได. วันนี้เราไมมีเวลาพอที่จะกลาว ถึ งในเรื่องนั้ น จะกล าวแต เพี ยงว า นี่ แหละคื อธาตุ ทั้ งปวง คื อธรรมทั้ งปวง ธาตุ ทั้ งปวง ปรุง แตง เปน ธรรมทั ้ง ปวง. ธรรมทั ้ง ปวงก็ไ มม ีอ ะไรนอกจากธาตุ ซึ่ง เพีย งแต ผสมผสานกันไปเรื่อย ๆ อยางนั้น อยางนี้ จนมีสิ่งทั้งปวงอยางนี้. ถ าเรามองเห็ นความจริ งข อนี้ ธรรมทั้ งปวงมี แต เรื่องของธาตุ นี้ ก็ คื อการแทง ตลอดธรรมธาตุ ม ากขึ้ น ๆ ๆ จนกว าจะสมบู รณ ; เมื่ อ เป น อย างนี้ ก็ เรี ยกว าเราเข าใจ พระพุ ทธศาสนา อยางอื่ นไม มี หนทางที่ จะเข าใจและเห็ นแจ งแทงตลอดพระพุ ทธศาสนา. การศึกษาที่ไดแตทอง ๆ จํา ๆ พระพุ ทธศาสนาไวตามตัวหนั งสือเชนนั้น ไมใชตัว พระพุทธศาสนาที่แทจริง เวนเสียแตวา เราจะทําในใจโดยแยบคายที่สุด จนแจมแจง ซึมซาบอยูในใจ ถึงลักษณะอาการอันละเอียดที่วา “ธาตุมันปรุงแตงขึ้นมาเปนธรรม ทั้ งปวงอย างไร” โดยนั ยที่ ได กล าวมาแล วตลอดวันนี้ ; ที่ แสดงวันนี้ มี วา ธาตุ ปรุงแต ง ใหเกิดธรรมทั้งปวงขึ้นมาไดอยางไร.

www.buddhadasa.info ศึกษาเรื่องธาตุใหแจมแจง เพื่อไมตกเปนทาสของวัตถุ เราศึ กษาพระพุ ทธศาสนาจากการศึ กษาว า “การที่ ธาตุ ปรุ งแต งสิ่ งทั้ งปวง ขึ้น มาในจิต ใจ เป น ลําดั บ ๆ อยางไร” นี้เรียกวาเปน ผูฉลาดในธาตุดวย เป น ผู ฉลาดในมนสิการดวย, สมตามลักษณะความฉลาดที่พระสารีบุตร อางเอาคําของ


๑๖๒

ปรมัตถสภาวธรรม

พระพุ ท ธเจ า มากล า ว ว า ความฉลาดนั้ น มี อ ยู ๒ อย า ง : ธาตุ กุ ส ลตา - เป น ผู ฉ ลาด ในเรื่ อ งของธาตุ , มนสิ ก ารกุ ส ลตา - ความฉลาดในการกระทํา ในใจ คื อ ทํ าในใจในเรื่ องธาตุ เข าใจเรื่ องธาตุ ถู กต องจนเกิ ดความไม ยึ ดมั่ นถื อมั่ น ในธาตุ ทั้ งปวง. ความฉลาด ๒ อยางนี้ เปนสิ่งที่พุทธบริษัทจะตองฝกฝนศึกษา ซักซอมอยาให ผิดได; ความเปนพุทธบริษัทก็จะปลอดภัย ถูกตอง หรือวาดีดวยกันแกทุก ๆ ฝาย. ขอให พ ยายามทํ าให สุ ด ความสามารถของตน ในการที่ จะมี ธ าตุ กุ ส ลตาความฉลาดในธาตุ , มนสิ ก ารกุ ส ลตา - ความฉลาดในการกระทํา ในใจใน เรื่องที���เกี่ยวกับธาตุ, ใหถูกตองครบถวนทุกประการ. ถ ายั งพู ด ผิ ด กั น อยู ถื อ ผิ ด กั น อยู ค านกั น อยู ก็ ต อ งมี ค วามโง อ ย างใด อย า งหนึ่ ง ของคนใดคนหนึ่ ง ในเรื่ อ งที่ เกี่ ย วกั บ ธาตุ ทั้ ง นั้ น จึ งได เกิ ด หลายลั ท ธิ หลายศาสดา, หรื อแม ว าในศาสนาเดี ยวกั น ยั งเช าใจขั ดแย งกั น ก็ เพราะไม เข าใจเรื่ อง ธาตุ โดยถู ก ต อ ง. เรื่ อ ง “ธาตุ ” นี้ เป น สิ่ ง ที่ รู แ จ ง ได ด ว ยจิ ต ใจแล ว ไม ต อ งใช เหตุ ผ ล อยางอื่น เพราะวาเปนเรื่องที่รูสึกดวยใจจริง ๆ.

www.buddhadasa.info ขอให พยายามกระทํ าไปเถิ ด ไม มี ทางที่ จะผิ ดได มี แต ว าจะช าหรื อเร็ วเท านั้ น ที่ เราจะรู แ จ ง ในสิ่ งที่ เรี ย กว า ธาตุ ที่ ป รุ งแต งกั น จนเป น อั น ทํ า นั่ น ทํ า นี่ ขึ้ น มา จนเป น ปญหายุงยากไปหมด จนกระทั่งมันจะดับลงไปไดดวยธาตุที่ตรงกันขาม คืออสังขตธาตุ. ที่ เราพู ด ทั้ ง หมดนี้ เป น สั ง ขตธาตุ -ธาตุ ที่ มี ป จ จั ย ปรุ ง แต ง ทํ า ไปก็ เกิ ด ความเบื่ อหน ายความเอื อมความระอา; เมื่ ออวิชชาค อย ๆ หมดไป จิ ตก็ ค อย ๆ เดิ นไปสู ธาตุ ที่ ต รงกั น ข า ม คื อ อสั ง ขตธาตุ ซึ่ ง จะทํ า ให นิ พ พานธาตุ ป รากฏออกมา หรื อ ว า อมตธาตุปรากฏออกมา. เป น อั น ว า วั น นี้ พ อสมควรแก เวลา ขอให พ ระสงฆ ส วดธรรมเป น ที่ ตั้ งแห ง ศรัทธา ปสาทะ วิริยะ เพื่อการศึกษาและปฏิบัติตอไป.


ปรมัตถสภาวธรรม

-๖๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๑๖

หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

ทานสาธุชนผูสนใจในธรรมทั้งหลาย,

การบ รรยายวัน เส ารใ น ชุด ป รมัต ถสภ าธรรมนี ้ ไดดํ า เนิน ม าเปน ครั ้ง ที ่ ๖ แลว ใน วัน นี ้.ใน ๕ ค รั ้ง ที ่แ ลว ม า ก็ไ ดก ลา วถึง แตเ รื ่อ งที ่เ กี ่ย วกับ ธาตุ; แมใ น วัน นี ้ก ็จ ะไดก ลา วถึง เรื ่อ งที ่เ กี ่ย วกับ ธาตุเ ปน ค รั ้ง สุด ทา ย โด ย หัวขอวา หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา ธาตุ.

www.buddhadasa.info การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องธาตุนี้ ไดแสดงให เห็ นในแงใดแงหนึ่ งมาทุกครั้ง นับตั้งแตวาสิ่งที่เรียกวาธาตุนั้นคืออะไร ใหทราบไวกอนแตที่จะทราบเรื่องอื่นตอไป เปนลําดับมา, จนกระทั่งใหทราบวา สิ่งที่เรียกวาธาตุลวน ๆ นั้นปรุงใหเกิดสิ่งที่เรียกวา

๑๖๓


๑๖๔

ปรมัตถสภาวธรรม

อายตนะ หรื อ ขั น ธ หรื อ อุ ป าทานขั น ธ กระทั่ ง ความทุ ก ข ทั้ ง ปวง ขึ้ น มาได อ ย า งไร; ยั งได แสดงได เห็ นถึ งความเนื่ องกั น ระหว างธาตุ นานาชนิ ด หรื อนานากลุ มเป นกลุ ม ๆ ไป. ในครั้งสุด ท ายของวัน ที่ แล วมานั้ น แสดงถึงอาการที่ ธาตุ ป รุงแต งกัน ใหเกิดสิ่งที่ เรียกวาธรรม หรือธรรมทั้งปวง. ในวันนี้จะไดกลาวถึง หลั กปฏิ บั ติ เกี่ยวกั บสิ่ งที่ เรียกวาธาตุ ให ถู กต อง ตามธรรมชาติ ของสิ่งที่เรียกวาธาตุ เพื่ออยาใหความทุกขเกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกวา ธาตุ . ถ าสรุ ปความก็ อาจจะกล าวได ว า เรามี วิ ธี ปฏิ บั ติ ไม ให ความทุ กข เกิ ดขึ้ นจากการ ยึดถือธาตุ แมธาตุใดธาตุหนึ่ง วาเปนตัวเรา หรือเปนของเรานั่นเอง. สิ่งที่เรียกวาธาตุแลว ยอมเปนของธรรมชาติ เปนไปตามธรรมชาติ ตั้ งอยู ตามธรรมชาติ ; แม ที่ สุ ดแต จะเป นอสั งขตธาตุ หรือนิ พ พานธาตุ ก็ ตาม ก็ คงถื อ ว าเป นธรรมชาติ จะเอามาเป น ตั วเราไม ได จะเอามาเป นของเราไม ได . ถ าใครคิ ด ไป รูสึ ก ไป ในทํ านองเป น ตั วเรา เป น ของเรา นั้ น ก็ เป นความคิ ด ที่ ผิ ด แล วก็จ ะต อ ง เกิด ความทุก ขขึ้น เพราะความคิด ที่ผิด นั้น ไมวาในธาตุไหน. นี่เปนหลักใหญที่ จะต องปฏิ บั ติ เกี่ ยวกั บสิ่ งที่ เรี ยกว าธาตุ ; แต เพื่ อจะให ทราบโดยละเอี ยดยิ่ งขึ้ นไป ก็ มี การ พิ จ ารณาในส ว นที่ ลึ ก ซึ้ ง เรี ย กว า “ปรมั ต ถสภาวะ” ซึ่ ง เป น หั ว ข อ บรรยายของการ บรรยายชุ ด นี้ . ดั งนั้ น เราจะทํ า ความเข า ใจ เป น การทบทวนถึ งสิ่ งที่ เรี ย กว า ปรมั ต ถสภาวะนี้ กั น อี ก สั ก ครั้ งหนึ่ ง พอสมควรแก ก ารที่ จ ะทํ า ความเข า ใจเกี่ ย วกั บ การปฏิ บั ติ เรื่องธาตุ.

www.buddhadasa.info ทําความเขาใจเรื่องธาตุตามแนวปรมัตถสภาวะกอน คําวา ปรมั ต ถะ นี่ ก็แปลวา มี อั ต ถ อั น ลึ ก ซึ้ ง อั น สู งสุ ด หรือ อย างยิ่ ง; เมื่อพูดถึงลักษณะอาการ ก็สูงสุดอยางยิ่ง, พูดถึงประโยชนก็สูงสุดอยางยิ่ง แลวแตวา


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๖๕

จะมองกั นในแงไหนก็ เป นเรื่องสู งสุ ดอย างยิ่ ง; เรียกว าปรมั ตถสภาวะ คื อเป นสภาพตามที่ เป นอยู เอง และเป นอยู จริง ตามธรรมชาติ ในส วนที่ ลึ ก. เดี๋ ยวนี้ เราไม ค อยจะทราบ ถึง สว นที ่ล ึก ก็เ พราะไปคิด เสีย วา ไมค อ ยจะจํ า เปน . ความจํ า เปน มัน อยู ที ่ว า จะทํ าอย างไรกั นก อนกั บสิ่ งเหล านั้ น. จะยกตั วอย างให เห็ นง าย ๆ ว าเรามี ร างกายและ จิ ต ใจ เราก็ ใ ช ร า งกาย หรื อ จิ ต ใจของเรานี้ ใ ห ทํ า นั่ น ทํ า นี่ เป น ไปอย า งนั้ น อย า งนี้ โดยที่ เกื อบจะไม รูเรื่องปรมั ตถ ของรางกายและจิ ตใจเลย. ต องขออภั ยที่ จะยกตั วอย าง ดวยสัตวเดรัจฉานอีกตามเคย :จงมองดู ที่ สั ตว เดรั จฉานมั นเกิ ดขึ้ นมา มั นเจริ ญเติ บโต มั นกิ น มั นวิ่ ง มั นทํ า ทุ กอย างเป นไปตามธรรมชาติ โดยที่ มั นไม ต องรู ว ารางกายนี้ ประกอบด วยอะไร, จิ ตใจนี้ ประกอบด วยอะไร, หรื อโดยละเอี ยดถี่ ยิ บขึ้ นไป ที่ เรี ยกว าปรมั ตถธรรม หรื อปรมั ตถสภาวะ ปรมั ตถลั กษณะ; สั ตว เดรัจฉานเป นอย างนี้ . คนเราก็ เหมื อนกั นอี ก พอเกิ ด มาแลว ก็ทําอะไรไป ตามที่ ความรูสึกตองการใหทํา ใหกิน ใหเลน ใหทําอะไร ทุ กอย างที่ มนุ ษย ธรรมดาเขาทํ ากั น โดยที่ ไม ต องรูวา รางกายหรือจิ ตใจนี่ ประกอบอยู ด วย อะไรที่เปนสวนลึกซึ้ง; คนเราจึงไมคอยรูจักสวนที่เปนปรมัตถสภาวะ.

www.buddhadasa.info ป ญ หาก็ มี บ างว า เราควรจะรู จั กหรื อจะไม รู จั กกั นดี , หรื อถ าจะรู จั กก็ ควร จะรูจักสักเทาไร. สําหรับพุทธบริษัทเรา ถือกันวาควรจะรูจักปรมัตถสภาวธรรม ตามสมควร.

เรารู จั กวั ตถุ เครื่ องใช ในบ านในเรื อนของเราน อยมาก เพี ยงเท าที่ จะใช มั นได : เรามี น าฬิ ก าใช เราก็ ใช มั น เท า นั้ น เรื่ อ งลึ ก ซึ้ ง ของนาฬิ ก า ที่ มั น เกิ ด ขึ้ น มา มั น ปรุ ง ขึ้ น มา ทํ า กั น มาอย า งไร ไม รู . ถ า ไปเปรี ย บกั น กั บ พวกที่ เขาประดิ ษ ฐ น าฬิ ก าขึ้ น มา เขารูกวาเรามากมายเหลือที่จะคํานวณได; หรือวาเราไปซื้อรถยนตมา พอรับคําอธิบาย


๑๖๖

ปรมัตถสภาวธรรม

นิ ด หน อ ย ฝ ก ฝนกั น บ างนิ ด หน อ ย แล วก็ ขั บ ไปได ใช ป ระโยชน ได โดยที่ รู เรื่ อ งรถยนต นั้ น น อ ยมาก; ไม เ หมื อ นกั บ ผู ที่ เ ขาผลิ ต รถยนต ขึ้ น มา. นี่ ข อให นึ ก ดู ถึ ง ส ว นนี้ ว า ธรรมดาเราก็ไมค อยไดสนใจสวนที่ ลึกซึ้งเป นปรมั ตถ เราก็ใชรางกายนี้ตามแตที่จะใช ไปวันหนึ่ง ๆ. สิ ่ง ที ่เ รีย กวา “ป รมัต ถสภ าวะ” หรือ “ป รมัต ถลัก ษ ณ ะ” นี ้ม ีไ ด ในทุกสิ่ง นับตั้งแตวัตถุลวน ๆ :หมวดที่ ๑ วั ต ถุ ล ว น ๆ; เช น ในก อ นหิ น ก อ นดิ น อย า งนี้ มั น ก็ เ ป น วั ต ถุ ล ว น ๆ. แต อ ย า ลื ม ว า มั น มี ส ว นที่ ลึ ก ซึ้ ง ที่ เข า ใจไม ไ ด อ ยู อี ก มาก; ต อ งเป น ผู ที่ ศึ กษาเฉพาะทางนี้ จึ งจะรู เรื่ องนี้ โดยละเอี ยด และลึ กซึ้ งถึ งที่ สุ ด ราวกั บ ว าเขาจะสร าง ก อ นหิ น หรื อ สร า งอะไรขึ้ น มาได . ���ี่ ท างวั ต ถุ ล ว น ๆ ก็ ยั งมี ส ว นที่ เป น ปรมั ต ถสภาวะ; แต เมื่ อเราไม จํ าเป น เราก็ ไม ต องรู พวกที่ เขาจํ าเป นจะต องรู เขาก็ ต องรู เขาจึ งจะสามารถ ทํ า ก อ นหิ น ก อ นดิ น อะไรต า ง ๆ ให เป น ประโยชน ม ากที่ สุ ด ได ; นี้ ส ว นหนึ่ ง เรี ย กว า สวนวัตถุลวน ๆ.

www.buddhadasa.info หมวดที่ ๒ คือเนื้ อหนั งรางกายของคนเรา ก็ เป นวัตถุ เหมื อนกั น แต เป น วั ต ถุ ที่ แปลกไปจากก อ นหิ น ก อ นดิ น ; เพราะว าร างกายนี้ เป น ของสด เป น ที่ ตั้ งของชี วิ ต จึ งมี ค วามลึ ก ซึ้ ง เป น ปรมั ต ถลั กษณะมากขึ้ น ไปอี ก . เราก็ ไม ค อ ยรู เรื่ อ งร างกาย เช น ว า ร างกายนี้ ประกอบอยู ด วยธาตุ อะไรกี่ อย าง, ปรุ งแต งกั นอย างไร จึ งจะเกิ ดเป นความรู สึ ก ทางตา หู เปนตน ขึ้นมาได; นี้เรื่องทางกายแท ๆ ก็ยังรูนอยมาก. สู งขึ้ น ไปอี ก เป น หมวดที่ ๓ เรื่ อ งทางจิ ต ซึ่ งรวมทั้ งเรื่ อ งเจตสิ ก คื อ ความ รู สึ ก คิ ด นึ ก ที่ จ ะปรุ ง แต ง จิ ต ; เรื่ อ งจิ ต นี้ ก็ ยิ่ ง ละเอี ย ดลึ ก ซึ้ ง รวดเร็ ว ยิ่ ง ขึ้ น ไปอี ก เป น ปรมัตถที่มากขึ้นไปอีก กวาเรื่องของกอนดิน.


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๖๗

และในที่สุด หมวดที่ ๔ มี ธาตุ ที่ เรียกวา ธรรมธาตุ ที่ มีความหมายเป น กลาง ๆ หมายถึ งตั วธรรมชาติ ตั วธรรมดาอะไรต าง ๆ เหล านี้ , ก็ ยิ่ งมี ความลึ กซึ้ งยิ่ งขึ้ น ไปกว า เรื่ อ งจิ ต เรื่ อ งเจตสิ ก อะไรเสี ย อี ก ; เช น เรื่ อ งนิ พ พาน หรื อ ว า เรื่ อ งธรรมธาตุ อื่ น ๆ ที่ เป นกฎเกณฑ ตามธรรมชาติ ธรรมดาเป นต น ที่ จะทํ าให ร างกายหรื อจิ ตใจของ มนุษยนี้ เปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑนั้น ๆ; กฎเกณฑ นั้น ๆ ก็เปนธาตุอันหนึ่งดวย เหมือนกัน ยิ่งมีความลึกซึ้งมาก. เมื่อเปนดังนั้นแลว เราจะมองเห็นไดบางวา ความลึกซึ้งนั้ นมีอยูในทุกสิ่ง : จะเป นวั ตถุ ล วน ๆ ก็ มี ความลึ กซึ้ ง; อย างเข าใจวั ตถุ ล วน ๆ ว าไม มี ความลึ กซึ้ งอะไร มั นก็ มี ความลึ กซึ้ งพอๆ กั น กั บสิ่ งที่ มี ชี วิ ตจิ ตใจไปตามแบบของมั น. พวกที่ เขามี ความเข าใจ ลึ ก ซึ้ ง ในเรื่ อ งวั ต ถุ ล ว น ๆ นี่ เขาทํ า อะไรได ม าก อย า งไม น า เชื่ อ ยิ่ ง ขึ้ น ทุ ก ที ; อย า ง พลั งปรมาณู นี้ เป นเรื่ องวั ตถุ ล วน ๆ แต ว าลึ กซึ้ งถึ งที่ สุ ด เราเอามาใช เป นกํ าลั งงานก็ ได ใช เป นลู กระเบิ ดร ายแรง ทํ าให คนตายที ละแสน ที ละล านก็ ได ; คิ ดดู เรื่ องวั ตถุ ล วน ๆ มีความลึกลับอยูอยางนี้.

www.buddhadasa.info ยกตัวอยางมานี้ก็เพื่อจะใหเขาใจคําวาปรมัตถลักษณะนี้มีอยูแมในสิ่งที่เปน วั ต ถุ ล วน ๆ และสู งขึ้ น มาถึ งเรื่อ งร างกายมนุ ษ ย เรื่ อ งจิ ตใจของมนุ ษ ย กระทั่ งเรื่อ ง ธรรมชาติเรื่องกฎธรรมชาติ.

ที นี้ เราพุ ทธบริษั ทกํ าลั งศึ กษาธรรมะกั นอยู ในลั กษณะอย างนี้ ต องการจะรู เรื่องของปรมัตถสภาวธรรมตามที่ควร. เมื่อถือเอาตามหลักคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ท านก็ แนะเรื่องธาตุ ขึ้ นมาก อน ซึ่ งก็ มี ความเป นปรมั ตถ มาก รายละเอี ยดบางอย างก็ ได พู ดกั นมาแล วทุ ก ๆ คราวที่ พู ดใน ๕ ครั้ งที่ แล วมา; ในครั้ งนี้ ก็ จะได สรุ ป ความให สั้ น วา มีสิ่งที่เปนปรมัตถสภาวะอยูในทุก ๆ สิ่ง.


๑๖๘

ปรมัตถสภาวธรรม

รางกายประกอบดวยธาตุนี้ก็เปนปรมัตถสภาวะ อย างว า ในร างกายเราคนหนึ่ งนี่ เมื่ อพู ดถึ งเรื่ องส วนร างกายล วน ๆ ก็ ว ามี อยู ถึ ง ๕ธาตุ ด วยกั น : ปฐวี ธาตุ ที่ เราชอบเรียกกั น ว า ธาตุ ดิ น , อาโปธาตุ ที่ ชอบ เรีย กกัน วา ธาตุน้ํ า ,เตโชธาตุ - ธาตุไ ฟ, วาโยธาตุ-ธาตุล ม, อากาสธาตุธาตุอากาส คือความวาง. เราไมคอยจะไดทราบกัน ไม คอยจะไดนึกกันวา รางกายนี้ ประกอบอยู ด วย ๕ ธาตุ อย างนี้ ; แต เรามั กจะได ยิ น ได ฟ งเมื่ อเขาพู ด หรือเมื่ อมี การแสดงธรรม ก็ พู ดถึ งเรื่ องว า ร างกายนี้ ประกอบด วยธาตุ สี่ ดิ น น้ํ า ลม ไฟ กั นบ าง; บางที ก็ บอก กั น ไปถึ ง ๕ ว าอากาศด ว ย, บางที ก็ บ อกไปถึ ง ๖ ว า มี วิ ญ ญาณธาตุ อี ก ธาตุ ห นึ่ ง . ที นี้ เอาแต ว าธาตุ เป นวั ตถุ มหาภู ต เช นธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม; เราก็ มั กจะ ฟ ง ไปในทางที่ มั น เป น ดิ น เหมื อ นกั บ ดิ น ข า งนอก, เป น น้ํ า เหมื อ นกั บ น้ํ า ในบ อ มอง ไปยั งลั ก ษณะนั้ น ทั้ งนั้ น ; แต ธ าตุ ในร างกายเรานั้ น มี ค วามละเอี ย ดลึ ก ซึ้ งยิ่ ง กว านั้ น เชนวา :-

www.buddhadasa.info ธาตุ ดิ น มั กจะระบุ กั นไปที ขน ผม เล็ บ ฟ น หนั ง อย างนี้ ก็ อาจจะคล าย กันกั บดินขางนอกก็ได จริงเหมื อนกัน; แตตามความมุ งหมายอั นแท จริงนั้ น คํ าวา ธาตุ ดิ น หรือปฐวีธาตุ นี้ หมายถึ งอะไรก็ ตาม ที่ มี คุ ณ สมบั ติ เป นของแข็ ง ใช เป น โครงร า งหรื อ โครงสร า งได . ธรรมดาของแข็ ง ก็ ต อ งกิ น เนื้ อ ที่ จึ ง จะเป น รู ป เป น โครง อะไรขึ้ นมา เพราะมั นแข็ ง; ฉะนั้ นสิ่ งใดก็ ตามที่ มี คุ ณ สมบั ติ แข็ ง ใช เป นโครงร างสร าง อะไรขึ้ น มาได นี้ ก็ เรี ย กว า ธาตุ ดิ น เช น จะสร า งเป น เส น ผม เส น ขน เล็ บ ฟ น หนั ง กระดู กอะไรขึ้ น มา ต องมี ส วนที่ เป น ของแข็ งนั้ น ยื น อยู เป น โครงร าง แล วเราก็ เรี ยกว า ธาตุดินได.


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๖๙

ส วนอาโปธาตุ นั้ น คื อ ธาตุ ที่ ช วยให เกิ ด การเกาะกั น ยึ ด กั น หรื อ ให เป น ความสด สํ าหรับเลี้ ยงสิ่ งที่ มี ชี วิ ต. เราพอจะเข าใจได ว า สิ่ งที่ สดเขี ยวอยู ได รอบตั วเรา เช นต นไม เป นต น ก็ เพราะมี อาโปธาตุ เลี้ ยงอยู . ส วนร างกายภายในของเราก็ เหมื อนกั น ที่ จะสดชื่ นอยู ได ก็ เพราะมี สิ่ งที่ เรียกว าอาโปธาตุ เลี้ ยง. ในรางกายเราไม ใช เป นก อนหิ น; แต มี เซลล เล็ ก ๆ ที่ มี ชี วิ ตต องการความชื้ น ต องการน้ํ า. ชี วิ ตนี้ ตั้ งต นในน้ํ า เกิ ดในน้ํ า ก็ตองมีน้ํา อันเปนสวนสําคัญแกการที่จะเลี้ยงชีวิตนั้นใหสดชื่น. เนื้ อ หนั งของคนเรานี่ เมื่ อ แยกออกเป น เซลล เล็ ก ๆ เป น ตั วเล็ ก ๆ เรี ย กว า เซลล ห นึ่ ง ๆ, เป น โครงสร า งขึ้ น มาด ว ยของแข็ ง ; แต ว า มั น เล็ ก ละเอี ย ดมาก แล ว ในนั้ น มี เ ยื่ อ วุ น ที่ ส ด ที่ มี ชี วิ ต ซึ่ ง ต อ งการธาตุ น้ํ า ที่ ห ล อ เลี้ ย เซลล นี้ ไ ว เป น ส ว น ย อยที่ สุ ดของเนื้ อหนั งเรี ยกว าเซลล หนึ่ ง มี โปรโตปลาสซึ มอยู ข างใน สดอยู ใได เพราะมี น้ํ าเลี้ ยง. ถ าไม มี น้ํ าเลี้ ยงเซลล ก็ ตายหมด รางกายก็ เลยตาย ด วยอย างนี้ เป นต น; ฉะนั้ น อาโปธาตุนั่น คือสวนที่จะชวยเลี้ยงใหเกิดความสด. และชวยใหเกิดการเกาะกุม ยึดหนวงกันไวได.

www.buddhadasa.info คํ าว า “น้ํ า” นี่ มี ลั กษณะเกาะกุ ม คื อมั นจะวิ่ งเข าหากั นเรื่ อย ไม ยอมจาก กั นตามปกติ เว นไว แต จะมี อะไรมาทํ าให แยกออกจากกั น แต แล วมั นก็ พยายามที่ จะกลั บ เข ารวมกั น มั นจึ งมี การเกาะกุ มเป นน้ํ าอยู ได แล วก็ เลี้ ยงสิ่ งต าง ๆ ให สดอยู ได ; คุ ณสมบั ติ อั น นี้ เองที่ เรี ย กกั น ว า ธาตุ น้ํ า . ไม จํ า เป น จะต อ งระบุ ที่ น้ํ า เลื อ ดน้ํ า หนอง; น้ํ า อะไรก็ ไดเพราะมีทั่วไปหมด ที่จะเปนธาตุน้ํา ที่จะหลอเลี้ยงสวนนอย สวนเล็กที่สุดของ เซลลที่ประกอบกันเปนชีวิต แลวก็ประกอบกันเปนรางกายเรานี้. เตโซธาตุ คือ ธาตุไ ฟ ถา ไปนึก ถึง ไฟขา งนอกไมถ ูก เพราะในที ่นี้ ในภายในคนนี่ก็มีธาตุไฟ; หมายถึงอุณหภูมิห���ือความรอนระดับหนึ่ง ซึ่งจําเปน;


๑๗๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ร อ นมากก็ ไม ได ร อ นน อ ยก็ ไม ได ; ต อ งร อ นเท านี้ สิ่ งที่ เรี ย กว าน้ํ า มั น จึ งจะทํ างานได , สิ่ งที่ เรี ยกว าดิ นจึ งจะทรงอยู ได , เป น อุ ณ หภู มิ ในระดั บ ที่ พ อเหมาะแก สิ่ งต าง ๆ ตั้ งอยู ได และเจริ ญ งอกงามออกไป กระทั่ งทํ าให สิ่ งที่ ควรจะสลายไป ก็ ได สลายไป เปลี่ ยนอั นใหม ขึ้ น มา นี่ เ ตโชธาตุ หรื อ ธาตุ ไ ฟ ทํ า หน า ที่ อ ย า งนี้ ; คุ ณ สมบั ติ ใ ดที่ ทํ า หน า ที่ อ ย า งนี้ เราเรียกคุณสมบัตินั้นวา ธาตุไฟ - เตโชธาตุ ที่อยูขางในรางกาย. วาโยธาตุ ห รื อ ธาตุ ล ม ก็ มี คุ ณ สมบั ติ อี ก ทางหนึ่ ง คื อ จะต อ งระเหยได จะต อ งเคลื่ อ นย ายได จะต อ งยื ด หยุ น ได ; เพราะอาศั ย คุ ณ สมบั ติ ของธาตุ ล ม เราจึ ง มี ค วามไหลเวี ย นในร างกาย มี ยื ด หยุ น ได มี ก ารระเหยออกมาได หรื อ ดู ด ซึ ม เข าไปได เป นหน าที่ ของส วนที่ เรี ยกว าเป นวาโยธาตุ . วาโยธาตุ นี้ ไม เฉพาะแต จะเล็ งถึ งลมหายใจ อย างเดี ยว; นั้ น มั นง ายเกิ น ไป. ยั งมี วาโยธาตุ อย างอื่ น ๆ ที่ ลึ กลั บ ซั บ ซ อนละเอี ยด ที่ จะ ทําใหรางกายนี้มีชีวิตอยูได ประกอบกันดวยธาตุอื่นหลาย ๆ ธาตุ. คํ า ว า ธาตุ ล มนี้ หมายถึ ง ความลอยไปได ระเหยไปได ซึ่ ง จะเป น สื่ อ อะไร ที่ จะทํ าให ร างกายนี้ มี การถ ายเข า ถ ายออก ด วยของที่ ละเอี ยด คื อรั บเอาธาตุ อากาส ภายนอกเข า ไปภายใน, ภายในออกมาภายนอก ได ทั่ ว ทั้ ง ตั ว ; ไม เ ฉพาะแต ก าร หายใจ แม แต ในเนื้ อ ในหนั งก็ ต อ งมี ก ารระเหย มี การเปลี่ ย นแปลงในลั กษณะนี้ อ ยู ด วย เปนหนาที่ของวาโยธาตุ.

www.buddhadasa.info อั น สุ ด ท ายที่ เนื่ องกั น อยู กั บ ร างกาย ก็ เรี ย กว า อากาสธาตุ ; อากาสธาตุ นี้ ก็ ห มายถึ ง ที่ ว า ง มี ห น า ที่ มี คุ ณ สมบั ติ คื อ ให เนื้ อ ที่ , ให เนื้ อ ที่ ที่ ธ าตุ อื่ น ๆ จะได ตั้ ง อยู , หรื อ จะเจริ ญ งอกงามออกไป. นี่ เป น สิ่ ง ที่ จ ะต อ งพิ จ ารณาดู ว า ถ า ไม มี ที่ ว า ง ให แล ว สิ่ งต าง ๆ จะมาปรากฏได อ ย างไร. ที่ ดู กั นอย างหยาบ ๆ ง าย ๆ เหมื อ นเช น ว า ถาไมมีที่วางเราจะเดินมาไดอยางไร หรือจะนั่งลงไดอยางไร; มันตองมีที่วางให.


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๗๑

คุณสมบัติที่ใหเนื้อที่อยางนี้ เรียกวาอากาสธาตุ ก็มีสวนที่ประกอบกัน อยู ในร างกายนี้ ให ผม ขนเล็ บ ฟ น หนั ง เป นต น ได มี เนื้ อที่ ได ตั้ งอยู , ให ธาตุ อื่ น ๆ ทุ ก ๆ ธาตุ ที่ ทํ าหน าที่ ของแต ล ะธาตุ นั้ น มี เนื้ อ ที่ สํ าหรั บ เกิ ด ขึ้ น สํ าหรั บ ปรุ งแต งกั น และสําหรับเปนไปได; นี่เปนหนาที่ของอากาสธาตุ. ถาพูดอยางปรมัตถ เขาก็พูดกันวาอากาสธาตุ นี้ เปนฐานสําหรับรองรับ ธาตุ อื่ น ๆ. พู ด อย า งนี้ ค นก็ จ ะฟ ง ไม เข า ใจ; อากาสมั น ว า ง แล ว ก็ ไ ม ใ ช ข องแข็ ง อะไร, แล ว มั น จะเป น ฐานรองรั บ ธาตุ อื่ น ๆ ได อ ย า งไร. นี่ ห มายความว า พู ด กั น อยางปรมัตถ ทุกสิ่งทุกอยางจะตองวางอยูบนอากาสธาตุ หรือบนที่วาง, แมวาเรา จะนั ่ง อยู บ นพื ้น ดิน พื ้น ดิน นี ้ก ็ย ัง บนสิ ่ง ที ่ม ัน รองรับ พื ้น ดิน , ใตล งไปเปน โลก ใต โลกทั้ ง โลกนี้ ก็ เป น ที่ ว า ง. ที นี้ ไม ต อ งคิ ด อย า งนั้ น แม ที่ นี่ ในที่ เฉพาะแห ง เล็ ก ๆ น อ ย ๆ นี่ ก็ ต อ งมี สิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ ง ซึ่ ง วางอยู บ นที่ ว า งทั้ ง นั้ น ; ไม มี ที่ ว า งแล ว ธาตุ ดิ น ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ไมมีที่จะตั้ง ไมมีที่จะวาง ไมมีที่จะอาศัย.

เราจําเปนตองรูจักธาตุ เพื่อแกปญหาเรื่องทุกข

www.buddhadasa.info นี้ จึ งถื อว า แม แต สิ่ งที่ เรี ยกว าธาตุ ที่ ประกอบกั นขึ้ นเป นเรา คนหนึ่ ง ๆ นี่ เราก็ รู จั ก มั น น อ ย; เมื่ อ ไม จํ า เป น เราไม รู จั ก ก็ ได ; แต ถ า เกิ ด ป ญ หา เป น ความทุ ก ข ขึ้นมา เราก็ตองรูจัก เทาที่จะแกไขความทุกขนั้นได.

พระพุทธเจาทานไดตรัสไววา เมื่อใด ธาตุถูกปรุงแตงใหเกิดขึ้น (ใหมี คาเทากับเกิดขึ้น ใหมีคาเทากับออกมา) เมื่อนั้นเปนความทุกข; ขอนี้กินความ ทั้งทางวัตถุ ทั้งทางจิตใจ. ที่วา “ธาตุใ ดจะเกิด ขึ้น มา ปรากฏออกมา” ก็เพราะวา มนุษ ยไป ยึดถือมันเขา วาธาตุดินของฉัน ธาตุน้ําของฉัน ธาตุไฟของฉัน, หรือวาทั้งหมดนี้เปน


๑๗๒

ปรมัตถสภาวธรรม

ของฉั น อะไรก็ ต ามใจ; พอไปมี ค วามยึ ด ถื อ อย า งนี้ เข า สิ่ ง ที่ เรี ย กว า ธาตุ นั้ น ก็ มี ลั ก ษณะเหมื อ นกั บ “ออกมา”; ก อ นนี้ เหมื อ นกั บ ไม ได อ อกมา เพราะไม มี ใครไป สนใจมั น . พอมี ก ารยึ ด ถื อ ก็ เหมื อ นกั บ ออกมาปรากฏขึ้ น หรื อ ว า ตั้ งอยู ด วยความ ยึดถือของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ไมมีสติปญญาอันถูกตอง ก็เลยเปนทุกขขึ้นมา. ทีนี้ เพื่อจะแกไขความทุกขนี้ เราก็เลยจําเปนขึ้นมาทีเดียว ที่จะตอง รูเรื่องสิ่ งที่ เรียกว าธาตุ : วาธาตุ นั้ นคื ออะไร? มี ความมั่ นหมายวาเป นเราเป นของเรา หรือไม? เลยทําใหตองมีความรูในขั้นที่เรียกวา ปรมัตถธรรมขึ้นในสิ่งที่เรียกวาธาตุ. ต อไปอี กก็ ยิ่ งมี การปรุ งละเอี ยดออกไปอี ก ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม อากาสธาตุ กระทั่งวิญญาณธาตุ เมื่อเปนธาตุอยางธรรมดานั่น ยังทํ าหน าที่ อะไรไม ได ก็ไมม ีป ญ หาอะไร; แตพ อธาตุทํ าหนาที่ข องมัน ไดเมื่อ ไร ก็ม ีป ญ หาเมื่อ นั้น . เช น ธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ล ม ได เหตุ ได ป จ จั ย ปรุ งแต ง กั น ขึ้ น เป น ร า งกาย เป นที่ ตั้ งที่ อาศั ยของจิ ต ของวิญญาณ ก็ ทํ าให เกิ ดธาตุ สํ าหรับรูทางตา สํ าหรับรูทางหู สํ าหรั บรู ทางจมู ก สํ าหรั บรู ทางลิ้ น ทางผิ วหนั ง ทางใจเอง ขึ้ นมา เหมื อนอย างที่ พ ระ ท านสวดเมื่ อตะกี้ นี้ . เดี๋ ยวก็ มี ป ญหาเกิ ดขึ้ นมาทางตา ทางหู ทางจมู ก ทางลิ้ นทางกาย ทางใจ; เรียกวาธาตุ ทําใหเกิดปญหาขึ้นมา.

www.buddhadasa.info บางที เราก็ ไปยึ ด ถื อ เอาตรงที่ ธ าตุ . บางที ก็ ไปยึ ด ถื อ เอาตรงสิ่ งที่ ธ าตุ ปรุง แตง ขึ ้น มา; เชน วา เนื ้อ หนัง เปน ที ่ตั ้ง แหง ความสัม ผัส ทางกาย มีค วามอบอุ น มี ความนิ่ มนวล อะไรต าง ๆ ซึ่ งเมื่ อบุ คคลไม รูสึ กว าเป นธาตุ แล ว ก็ ไปหลงใหลในเนื้ อหนั ง นั้นได. ถามีความรูถูกตองอยูวา เปนเพียงสักวาธาตุ ก็คงจะไมหลงใหล หรือ วาจะยับยั้งได ไมถึงกับหลงใหล.

นี่ก็คือขอที่ เป นป ญหา และเป นความลึกลับซอนเรนอยู จนตองเรียกชื่อ กันวา ปรมัตถธรรม คือธรรมชั้นปรมัตถ, หรือปรมัตถลักษณะ ลักษณะในชั้น


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๗๓

ปรมั ตถ ; เป นเหตุ ให ต องรู ส วนที่ ลึ กที่ ละเอี ยด ที่ เป นปรมั ตถ นี้ ตามสมควร. ถ าจะรู หมด มัน ก็รู ไ มไ ด สํ า หรับ คนธรรมดา; แมจ ะรู ไ ดม ัน ก็เ กิน จํ า เปน , ไมม ีป ระโยชนอ ะไร คือไมจําเปนจะตองไปรูสวนที่ไมเปนปญหา. ป ญ หาในที่ นี้ คื อ ความทุ ก ข , เมื่ อ จะแก ค วามทุ ก ข ไ ด นั่ น แหละ เป น ส ว นที่ ค วรรู ; ถ า นอกไปจากนั้ น แล ว เราไปนอนเสี ย ไม ดี ก ว า หรื อ จะไปทํ า ให ลํ า บาก ทํ า ไม หรื อ ทํ า ไปมั น เกิ น ; พอมั น เกิ น ก็ จ ะสร า งความทุ ก ข แ บบอื่ น ขึ้ น มาก็ ได . นี่ ต อ ง ถื อ หลั ก ที่ ว าพอเหมาะพอดี หรื อ มั ช ฌิ ม าปฏิ ป ทาอยู นั่ น เอง. เราจะรู จั ก สิ่ งทั้ งปวงสั ก เท าไร? เราก็ ต อบว า ���ท าที่ จ ะแก ป ญ หาได , คื อ ว า พอเหมาะพอดี ที่ จะแก ป ญ หาได ไมตองมากกวานั้น แลวก็ตองไมนอยกวานั้น. ที นี้ เราก็ ดู สํ า หรั บ เรื่ อ งธาตุ ว า เราจะต อ งรู กั น สั ก เท า ไร; เมื่ อ คนบางคน เขาไม มี ป ญ ญาจะรู ไ ด ก็ ไ ม ต อ งรู ม าก. คนที่ อ าจจะรู ไ ด ก็ รู ก็ ค งจะมี ป ระโยชน บ า ง ไม ม ากก็ น อ ย; แต ทุ ก คนจะต อ งรู เ ท า ที่ จํ า เป น จะต อ งรู คื อ ที่ จ ะดั บ ทุ ก ข ไ ด . ที่ จ ะ ต องรู เป นส วนสํ าคั ญที่ สุ ด ก็ คื อรู การที่ สิ่ งที่ เรี ยกว าธาตุ นั่ น ว าจะปรุ งแต งให เกิ ดความทุ กข ขึ้นมาไดอยางไร.

www.buddhadasa.info ถา เราจะมองดูทั ้ง หมดในบรรดาธาตุทั ้ง หมด ก็พ อจะแยกออก ไปไดเ ปน สองฝา ยดว ยกัน : ธาตุพ วกหนึ ่ง เปน ธาตุที ่ม ีห นา ที ่สํ า รหับ กระทํ า , หรื อเป น ฝ ายกระทํ า เช น ตา หู จมู ก ลิ้ น กาย ใจ ๖ อย างนี้ ก็ ล วนแต เป น ธาตุ ห นึ่ ง ๆ เรี ย กว า จั ก ขุ ธ าตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ อะไรเป น ต น อย า งนี้ ; ธาตุ ฝ า ยนี้ มั น เป น ฝ า ย ที่จะกระทํา. ธาตุ อี ก ฝ า ยหนึ่ ง จะเป น ฝ า ยที่ ถู ก กระทํ า ; นี่ ก็ คื อ รู ป เสี ย ง กลิ่ น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ ก็เรียกวา รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ กระทั่ง


ปรมัตถสภาวธรรม

๑๗๔

โผฏฐัพพธาตุ และธรรมธาตุ ๖ อย างนี้ เป นฝ ายที่ จะถู กอี กฝ ายหนึ่ งกระทํ า ฝ ายที่ กระทํ าก็ คื อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ๖ ธาตุนี้เปนธาตุ ฝายที่จะกระทําตออีกฝายหนึ่งที่เปนคูกัน.

พิจารณาฝายที่เปนผูกระทํา ยกตั ว อย า งธาตุ แ รกก็ คื อ จั ก ขุ ธ าตุ -ธาตุ ต า ก็ ก ระทํ า แก ธ าตุ ฝ า ยที่ ถู ก กระทําคือรูป ที่จะเห็นดวยตา, แลวจะเกิดธาตุที่เรียกวา วิญญาณธาตุขึ้นมาทางตา, การเห็ น ทางตา หรื อ จั ก ขุ วิ ญ ญาณ; อั น นั้ น เรี ย กว า ผั ส สะ : หรื อ ลั ก ษณะ ๓ ธาตุ พบกั น ก็ เรี ย กว า ผั ส สะ. ผั ส สะให เกิ ด เวทนา-เวทนาให เกิ ด ตั ณ หา-เกิ ด อุ ป าทานเกิ ด ภพ-เกิ ดชาติ -แล วก็ เป น ทุ ก ข ทั้ งปวง. นี่ อ าศั ยธาตุ ฝ ายแรกคื อ จั กขุ ธาตุ ที่ จะเป น ผูกระทํา; นี่เรามองในสายฝายนี้ ฝายที่เปนผูกระทํา.

พิจารณาฝายที่ถูกกระทํา ที นี้ เรามองจากทางสายฝ ายที่ ถู กระทํ า คื อรูปธาตุ ; รูปธาตุ นี้ ทํ าอะไร เองไมได ตองมี จักขุธาตุ เป นผูกระทํา; แลวรูปธาตุ-ธาตุสําหรับตาเห็น, สําหรับตา -จัก ษุ เห็น . เมื ่อ ตาไดเ ห็น แลว , รูป ธาตุนี ้ก ็ใ หเ กิด รูป สัญ ญ าขึ ้น มา สํ า คัญ มั่ นหมายวา รูปอะไร; แล วเกิ ดรู ปสั งกั ป ปะขึ้ นมา คื อความใคร ความดํ าริในรูปนั้ น; แล ว เกิ ด รู ป สั ม ผั ส คื อ สั ม ผั ส ต อ รู ป ในทางมโน ในทางมโนคติ ในทางภาพ ในทาง ภายใน สัมผั สรูป นั้ นเป นรูปสั มผัส; แลวเกิดเวทนาขึ้นมา เป นรูปสั มผั สสชาเวทนา ขึ ้ น ม า; ก็ เ กิ ด รู ป ฉั น ท ะ-ค วาม พ อ ใจใน รู ป นั ้ น ; เกิ ด รู ป ป ริ ฬ าห ะ-เร า ร อ น ทนอยู ไ ม ไ ด เพราะรู ป นั้ น ; เกิ ด รู ป ปริ เ ยสนา -ขวนขวายเพื่ อ จะให ไ ด ม าซึ่ ง รู ป นั้ น ; เกิ ด รู ป ลาภะ การได ม าซึ่ ง รูป นั้ น ; แล ว เกิ ด การบริ โภคซึ่ ง รู ป นั้ น ก็ เป น รู ป ปริ โภคะ; แลว ก็ต อ งเกิด รูป ตัณ หา ในรูป นั ้น , เกิด อุป าทานในรูป นั ้น , เกิด ภพในรูป นั ้น , เกิดชาติในรูปนั้น, เกิดทุกขทั้งปวงในรูปนั้น; มันไปจบลงอยูที่ทุกขทั้งปวง.

www.buddhadasa.info


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๗๕

ถ าตั้ งต นมาจากตา มั นก็ มาในแนวของปฏิ จจสมุ ปบาทแบบหนึ่ ง จนกระทั่ ง เกิ ด ความทุ ก ข ทั้ ง ปวง; ถ า ตั้ ง ต น มาจากรู ป ที่ ม ากระทบตา มั น ก็ เกิ ด กระแสแห ง ปฏิ จจสมุ ปบาทอี กแบบหนึ่ ง เพราะว าเล็ งเอาทางฝ ายรู ปเป นหลั ก เกิ ดสั ญ ญา สั งกั ปปะ ผั ส สะ เวทนา เป น ต น จนในที่ สุ ด ก็ เ กิ ด ตั ณ หา อุ ป าทาน และเกิ ด ภพ เกิ ด ชาติ คือทุกขทั้งปวงอีกเหมือนกัน. นี้ เป น ตั ว อย า งที่ แ สดงให เห็ น ว า ธาตุ ไหนก็ ต ามเถอะ ถ า ไปเกิ ด ปรุ ง แต ง กั นขึ้ น แล วมี ความสํ าคั ญมั่ นหมายด วยอวิ ชชา ด วยตั ณหา อุ ปาทาน ละก็ นํ าไปสู ความ ทุ ก ข ทั้ ง นั้ น . ดั ง ที่ พ ระพุ ท ธเจ า ท า นตรั ส ว า การเกิ ด ขึ้ น แห ง ธาตุ คื อ การเกิ ด ขึ้ น แหง ทุก ข, หรือ การตั ้ง อยู แ หง โรค (คือ ความตอ งทนทรมาน), หรือ การ ปรากฏออกมาแหง ชาติ ชรา มรณะ คือ ความทุก ขทั ้ง ปวง. ถา เราไมศ ึก ษา อย างนี้ เราก็ ไม เข าใจคํ าที่ พระพุ ทธเจ าท านตรั สไว ดั งคํ าที่ พระสงฆ เอามาสวดเป นข อแรก ตั้งแตการบรรยายชุดนี้ไดเริ่มแรกมาคือเรื่องธาตุ.∗ พิ จ ารณาดู จ ะเห็ น ว า จากธาตุ ทั้ ง ปวงที่ มี อ ยู ไม ว า ธาตุ ไหนหมด ตั้ งต น ที่ นั่ น แล ว มาจบลงที่ ค วามทุ ก ข ไ ด ทุ ก ธาตุ เลย; จากที่ รูป ก็ ได ที่ เสี ย งก็ ได ที่ ก ลิ่ น ที่รสก็ได ที่ตา หู จมูก ลิ้น ที่กายอันไหนก็ได.

www.buddhadasa.info พิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นมา

บางที ก็ ไ ม ร ะบุ ไ ปยั ง ตั ว ธาตุ ที่ เป น ฝ า ยกระทํ า หรื อ ฝ า ยถู ก ระทํ า ; แต ไ ป ระบุ เ อาธาตุ ที่ เ ป น ผล ที่ เกิ ด มาจากการกระทํ า หรื อ การถู ก กระทํ า ก็ มี ; ถ า อย า งนี้ ก็ใช คํ าเรียกไปอี กอย างหนึ่ ง เรียกวา กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ นี่ หมายถึ งความรู สึกที่เกิดเปนสุขขึ้นมาในใจ หรือวาจะเปนทุกขก็แลวแต.

(ดูคําสวดเรื่องธาตุทายเลม)


๑๗๖

ปรมัตถสภาวธรรม

ที่ เป นกามธาตุ ก็ คื อ ว า ให เกิ ค วามใคร ในทางกาม ทางสามั ญ สั ตว ที่ มี ความรูสึ กทางกาม; หรื อถ าเป นรู ป ธาตุ ก็ เป นความสุ ข ที่ ไม เกี่ ยวกั บกาม แต มี รู ปเป น ที่ตั้งแหงความเปนสุข. ที นี้ ถ าละเอี ยดไปกว านั้ นก็ มี เป นอรู ปธาตุ ไม ต องมี รู ป แต เป นที่ ตั้ งความ รู สึ ก คิ ด นึ ก ก็ ทํ า ให เ กิ ด ความรู สึ ก เป น สุ ข ยึ ด มั่ น ในอรู ป ธาตุ นั้ น ได เหมื อ นกั น . ฉะนั้ น กามธาตุ ก็ เป นที่ ตั้ งแห งความยึ ดมั่ นถื อมั่ น, รู ปธาตุ ก็ เป นที่ ตั้ งแห งความยึ ดมั่ น ถือมั่น, อรูปธาตุ ก็เปนที่ตั้งแหงความยึดมั่นถือมั่น, ทั้งหมดมันมีไดเทานี้เพียง ๓ ธาตุ. ถาพ นจากนี้ ก็ จะเป นนิ พพานธาตุ ซึ่งไม เป นที่ ตั้งแห งความยึดมั่ นถือมั่ นได แต ว า ใครห า มใครไม ได . ใครจะไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ก็ ได ; แต ที่ แ ท เป น สิ่ ง ที่ ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ไม ไ ด เพราะว า ถ า ไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ก็ ไ ม มี นิ พ พ าน ไม มี นิ พ พ านธาตุ ไม เ ป น นิ พพานธาตุ . ฉะนั้ น ธาตุ เหล านี้ ก็ เป นที่ ตั้ งแห งความยึ ดมั่ นถื อมั่ น จะเป นกามหรื อเป นรู ป เป น อรู ป แล ว ก็ เป น ทุ ก ข ในที่ สุ ด . นิ พ พานไม เป น ที่ ตั้ งแห ง ความยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ; ใครขื น ไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น เข า ก็ เป น ความทุ ก ข อี ก แบบหนึ่ ง ไม มี ป ระโยชน อ ะไร ก็ แ ปลว า ธาตุ ทุกธาตุ ไมควรยึดมั่นถือมั่น.

www.buddhadasa.info พึงศึกษาใหเขาใจวาธาตุทุกธาตุ ไมควรยึดมั่นถือมั่น แม จะแยกเป นสั งขตธาตุ -ธาตุ มี ป จจั ยปรงุ แต งทั้ งหมดทั้ งสิ้ ง มี มากมายนั บ ไม ไ หว นี่ ก็ ไ ม ค วรยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ; แม เป น อสั ง ขตธาตุ ไม มี อ ะไรเป น ป จ จั ย ปรุ ง แต ง และมี เพี ยงอย างเดี ยว นี่ ก็ ไม ควรยึ ดมั่ นถื อมั่ นอยู นั่ นแหละ. พึ งถื อว า ธรรมทั้ งปวงไม ควร ยึดมั่นถือมั่น วาเราก็ตาม วาของเราก็ตาม ไมวาจะเปนสังขตธาตุ หรืออสังขตธาตุ. ทั้ งหมดนี้ เป น การสรุ ป ใจความให สั้ น ๆ ย อ ๆ เข ามาอี ก ครั้ งหนึ่ ง จากการ บรรยายหลาย ๆ ครั้ง วา ธาตุทั้งปวงนี้ ไมเปนที่ตั้งแหงความยึดม���่นถือมั่นตาม


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๗๗

ธรรมชาติ ; แตคนเราก็ไปยึดมั่ นถือมั่ นเอาจนได เพราะอํ านาจของความไม รูวานี้ ไม ควรยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น . ลั กษณะหรื อภาวะที่ ไม ค วรยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น นั้ น ลึ กเกิ น ไป, คื อ เป น ปรมั ต ถสภาวะ ซึ่ งลึ ก เกิ น ไป มองไม เห็ น จึ งได ไปหลงรั ก หลงยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น . หรื อ ว า โกรธด วยยึ ดมั่ นถื อมั่ น, หรือไปสงสั ย ไปพั วพั นด วยความยึ ดมั่ นถื อมั่ น. พู ดกลั บกั นอี ก ที่หนึ่ งวาไปยึดมั่ นถือมั่ น สําหรับจะรักก็ มี, ยึดมั่นถือมั่ นสําหรับจะเกลียดก็มี , สําหรับจะ กลัวก็มี สําหรับจะพะวงสงสัยลังเลก็มี; เปนเรื่องความยึดมั่นถือมั่นแลวก็จะตองเปน ทุกขทั้งนั้น. ถ าเรามารู ว า เราไม ต องยึ ดมั่ นถื อมั่ น เพื่ อจะเป นทุ กข อย างนั้ น ๆ; เราต อง การอะไรก็ ทํ าไป ตามที่ ควรจะต องการ ให สํ าเร็จประโยชน ที่ จํ าเป นที่ จะต องการ; เช น จะกิน จะอยู  จะนุ ง จะหม อะไรก็ทํ า ไป โดยที ่วา ทุก สิ ่ง เปน ธาตุธ รรมชาติ อยา ไปยึ ดมั่ นถื อมั่ น. นี่ เริ่มแสดงให เห็ นวา การปฏิ บั ติ ธรรมนี้ จํ าเป นอย างไร ที่ เราจะต อง ไมยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง จึงจะไมมีความทุกข. ทีนี ้เ รามองดูต อ ไปวา เราตอ งอ ยู ด ว ยเห ตุ ปจ จัย แวดลอ ม ปรุงแตง ตามที่จําเปนอยางไร.

www.buddhadasa.info ข อ นี้ รั บ รู กั น ทั่ วไปแล ว ว า ถ า สํ า หรั บ ชี วิ ต ล ว น ๆ เราจะต อ งมี อ าหารกิ น เราจะต องมี เครื่ องนุ งห ม เราต องมี ที่ อยู ที่ อาศั ย เราจะต องมี หยู กยา หรื อการบํ าบั ด โรคภั ยไข เจ็ บ นี่ อย างน อยก็ ๔ อย างแล ว. สี่ อย างดั งกล างนั้ น ถ าดู ให ดี ก็ เป น ธาตุ ทั้ ง นั้ น แหละ : อาหาร ก็ เป น ธาตุ ใดธาตุ ห นึ่ ง ประกอบกั น ขึ้ น เป น อาหาร, เสื้ อ ผ า เครื่อ งนุ งห ม ชนิ ด ไหนก็ ต ามใจ ชนิ ด ไหนก็ ล วนแต เป นธาตุ ช นิ ด หนึ่ ง , ที่ อ ยู ที่ อ าศั ย บ านเรือน เครื่ องใช ไม สอยรอบตั วเราก็ เป นธาตุ เป นธาตุ ใดธาตุ หนึ่ งซึ่ งประกอบกั นอยู สักวาธาตุเทานั้น, ยาสําหรับแกโรคภัยไขเจ็บ ก็ยิ่งเปนธาตุที่เห็นไดชัด ๆ วาประกอบ ขึ้นดวยธาตุนั้นธาตุนี้; ทุกสิ่งลวนเปนธาตุ.


๑๗๘

ปรมัตถสภาวธรรม

ปจจัยสี่อยางนี้ประกอบอยูดวยธาตุ เปนธาตุ; แตเราก็ไมเคยคิดอยางนั้น เราไปยึ ดมั่ นถื อมั่ น ขนาดที่ ว าจะต องเกิ ดความรั กขึ้ นมา ความโกรธขึ้ นมา อะไรขึ้ นมา จนเปนทุกขไดดวยกัน ทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้น ถาใครจะทําไดดวยตนเอง อยาใหเกิด ความทุ กข ยาก ลํ าบากใจขึ้ นมา เพราะการกิน การนุ ง การห ม การอยู การเจ็บไข แลว; คนนั้นก็เรียกวา มีธรรมะในพระพุทธศาสนา หรือปฏิบัติตามคําสอนของ พระพุทธเจาไดถูกตองในเรื่องธาตุ. นี่ เป นการแสดงให เห็ นแล วขึ้ นมารูปหนึ่ งว า การปฏิ บั ติ ที่ เกี่ ยวกั บสิ่ งที่ เรียกว า ธาตุนั้น จะตองมีอะไรบาง. การปฏิบัติที่เราพุทธบริษัท จะพึงปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุนี้ มีได หลายแบบ หรือหลายสิบแบบ; แตรวมความแลว ตองเล็งถึงความไมยึดมั่นถือมั่นใน ธาตุ นั้ น ทั้ ง นั้ น . หลั ก เกี่ ย วกั บ การปฏิ บั ติ ที่ มี ชื่ อ ต า ง ๆ กั น ก็ เช น คํ า ว า : ธาตุ ป จ จเวกขณ - พิจ ารณาที ่เ กี ่ย วกับ ธาตุ, ธาตุว วัต ถานะ – การกํ า หนดกับ สิ ่ง ที่ เรีย กวา ธาตุ, เหลา นี ้เ ปน ชื ่อ ของกัม มฐานวิป ส สนา หรือ การปฏิบ ัต ิท างจิต ใจ. ปจ จเวกขณ กํ า หนดเกี ่ย วกับ ธาตุ เปน คํ า ที ่ใ ชอ ยู ทั ่ว ไปในหมู ผู ป ฏิบ ัต ิ; ดัง นั ้น จึงถือเอาอันนี้เปนขอปฏิบัติหมวดแรก ที่จะเอามาอธิบาย.

www.buddhadasa.info หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ

การปฏิ บั ติ เกี่ ยวกั บธาตุ หรื อเกี่ ยวกั บอายตนะอื่ นใดก็ ดี ในที่ นี้ เราจะพู ดกั น เฉพาะเรื่องธาตุกอนวามันเหมือนกัน จะแบงออกไปเปน ๒ ระยะ : ระยะทีแรกนั้น ก็ใหเห็นความจริงหรือปรมัตถธรรมของธาตุนั้นกอน; ระยะที่สอง จะเกิดความคลี่คลายจากการยึดมั่นถือมั่น : ตองทําใหเห็นความจริง


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๗๙

พิ จารณาให เห็ นความจริง ให รูจั กความจริงก อน แล วจึ งจะเกิ ดเป นความคล ายจากความ ยึดมั่นถือมั่น; เปน ๒ ระยะอยางนี้. ถ าเราไม มี ความเข าใจเห็ นแจ งเกี่ ยวกั บความจริงของสิ่ งนั้ น ๆ แล ว เราไม อาจจะปล อยวางสิ่ งเหล านั้ นได , คื อไม อาจจะคลายจากความยึ ดมั่ นถื อมั่ นในสิ่ งเหล านั้ นได . การที่ บ อกว า ไม ค วรยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น แล ว คนก็ รั บ ปากว า “ไม ยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น ” อย า งนี้ มัน เปน ไปไมไ ด; ดัง นั้น ตอ งมองลงไปใหชัด วา มัน เปน อยา งไร เราจึง ยึด มั่น ถื อ มั่ น ไม ได , หรื อ ขื น ไปยึ ด มั่ น ถื อ มั่ น เข าจะเป น ทุ ก ข ขึ้ น มาโดยแน น อน. ธาตุ ป จ จเวกขณ คื อพิ จารณา หรือธาตุ ววั ตถานะ คื อกํ าหนดรูก็ ตาม ก็ มุ งหมายอย างนี้ มุ งหมาย ใหรูวาธาตุนั้นเปนอยางไร, แลวจิตก็คลายถอยออกมาจากความยึดมั่นถือมั่น.

ตอนที่ ๑ เรียกวาธาตุปจจเวกขณ เรื่ องธาตุ ป จจเวกขณ นี้ คุ นเคยกั บเรามาก เพราะเราได ยิ น ได ฟ ง ได สวด อะไรกั น อยู : ยถาปจฺ จ ยํ ปวตฺ ต มานํ อย า งนี้ เ ป น ต น . พระเณรก็ ต อ งสวดได พิ จารณาได , ชาวบ านก็ ได ยิ น ได ฟ ง. มาอยู วั ด วั นแรกเขาให เรี ยนบทนี้ ก อ น ในฐานะ ที่ เป นหั วใจของพระพุ ทธศาสนา แล วจึ งจะเรียนบทอื่ น สํ าหรับจะบวชเป นพระ เป นเณร อีก ตอ ไป. หมวดธาตุป จ จเวกขณ : ยถาปจฺจ ยํ ปวตฺต มานํ ธาตุม ตฺต เมเวตํ ยทิท ํ ตทุป ภุฺช โก จ ปุค คโล ธาตุม ตฺต โก นิส ฺส ตฺโ ต นิช ฺช ีโ ว สุ ฺโ  เทานี้แหละ เปนบทธาตุปจจเวกขณสําหรับจีวร หรือเครื่องนุงหม.

www.buddhadasa.info ในตอนแรก ยถาปจฺ จ ยํ ปวตฺ ต มานํ นี้ ก็ คื อ บอกให รู ค รึ่ ง หนึ่ ง ก อ นว า สิ่งเหลานี้มัน เปน แตสัก วาธาตุที่เปน ไปตามเหตุ ตามปจจย ตามธรรมชาติที่ ปรุง แต ง กั น อยู เนื อ งนิ จ ; ยกเอาอาหารขึ้ น มาก อ นก็ ได : ว า ตั ว อาหารนั้ น คื อ สิ่ ง ที่ เปนธาตุ เปนไปตามปจจัยอยูเนืองนิจ; คนที่กินอาหารนั้น ก็คือสักวาธาตุ; คน ๆ หนึ่ง


๑๘๐

ปรมัตถสภาวธรรม

ประกอบด ว ยธาตุ และสั ก ว า ธาตุ แล ว เป น ไปตามเหตุ ตามป จ จั ย อยู เนื อ งนิ จ . อาหารก็ ดี คนกิ นอาหารก็ ดี สั กว าธาตุ เท านั้ นเป นไปตามเหตุ ตามป จจั ย อยู เนื องนิ จ; นี่บอกครึ่งหนึ่งกอนอยางนี้. อีกครึ่งหนึ่งบอกวา เพราะฉะนั้นมันจึงเปนนิสสัตโต-ไมใชสัตวบุคคล ตัว ตน, ไมใ ชช ีโ ว - ไมใ ชช ีว ะ เจตภูต วิญ ญาณตัว ตน, สุญ โญ ก็ค ือ วา ง จากตัวตน วางจากสิ่งที่ควรถือวาเปนตัวตน. นี้เปนหลักใหญเกี่ยวกับการปฏิบัติ ซึ่งเนื่องกันอยูกับสิ่งที่เรียกวาธาตุ; เราเอาสิ่ งที่ จําเป น ที่ มนุ ษย จะต องเกี่ยวของเป นประจําวันนั้ นมาเป นวัตถุ สํ าหรับพิ จารณา: เอาอาหาร เอาเครื่ องนุ งห ม เอาที่ อยู อาศั ย เอายาแก โรค เหล านี้ มาเป นหลั กสํ าหรั บ พิ จารณา ว าสิ่ งนั้ น ก็ ดี คนที่ บ ริ โภคใช ส อยสิ่ งนั้ น ก็ ดี เป น สั ก ว าธาตุ . สํ าหรั บ บุ ค คล คนหนึ่ ง ก็ ได พู ดมาแล วหยก ๆ นี้ ว า ประกอบอยู ด วยธาตุ ดิ น ธาตุ น้ํ า ธาตุ ไฟ ธาตุ ลม อากาส วิ ญ ญาณ นี่ สั ก ว าธาตุ ; ที นี้ ตั วสิ่ งต าง ๆ เหล านั้ น คื ออาหาร เครื่อ งนุ งห ม บานที่อยูอาศัย หยูกยา ก็ยิ่���เปนสักวาธาตุ ไมมีชีวิตดวย ไมมีวิญญาณธาตุดวย.

ตอนที่ ๒ พิจารณาเห็นความจริงจะปลอยวางได www.buddhadasa.info ขอให อุต ส าห พิ จ ารณา จนมองเห็ น รอบด านวา เป น สั ก แต วาธาตุ เปน ธาตุ – ธาตุ – ธาตุ ไปหมด, เหลีย วไปทางไหนก็เ ห็น แตส ัก วา ธาตุ. เมื ่อ เป นดั งนี้ ก็ ได ผลคื อวา ความยึ ดมั่ นถื อมั่ น หมายมั่ นจะเอาเป นเรา เป นตั วเรา เป น ของเรา จะค อ ย ๆ สลายไปเอง; ถ า ไม เห็ น อั น นี้ มั น ก็ จ ะหมายมั่ น ป น มื อ เป น เรา เป นของเรา เป นทรัพ ย สมบั ติ ของเรา เป นสิ่ งที่ จะช วยให เรามี ความสุ ขสบาย; หลงรั ก หลงพอใจกั นอย างยิ่ ง จนเกิ ดวิ ตกกั งวล จนเกิ ดเป นทุ กข แล วเป นทุ กข ชนิ ดล วงหน า ดวย; เปนทุกขลวงหนา ในสวนที่อยากจะไดมา, เมื่อเปนที่พอใจอยากจะไดมา ก็เปน


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๘๑

ทุ กข ล วงหน า กระทั่ งว าเป นทุ กข ล วงหน าว า สิ่ งนั้ นจะตายไป จะวิ บั ติ พลั ดพรากตาย จากไป ก็ เป น ทุ ก ข ล วงหน า, หรื อ บางที จะเป น ทุ ก ข ล วงหน าว า สิ่ งนั้ น จะสู ญ หายไป ก็เปนทุกขลวงหนา. อาการทุ กข ทั้ งหมดล วนแต มาจากความยึ ดมั่ นถื อมั่ นทั้ งนั้ น ว าธาตุ ว าสิ่ งนั้ น เป นของเรา; เราไม ไดเรียกวาธาตุ แล ว ถ าเรารักขึ้ นมาเราไม เรียกวาธาตุ แล ว; เรา จะเรี ยกว านั่ น นี่ โน นเป นของกู ๆ. ถ าเรี ยกว าธาตุ แล ว ก็ หมายความว าเรารู จั กขึ้ นมาแล ว มั นก็ เป นของกู ไม ได . ถ าที นี้ ไม รูจั กว าเป นธาตุ ตามธรรมชาติ ก็ ยึ ดถื อว าของกู เนื้ อหนั ง ของกู อะไรของกู ผ านุ งของกู ผ าห ม ของกู อาหารของกู บ านเรื อ นของกู ทุ ก อย าง ที่ จํ าเป นแก ชี วิ ตก็ ล วนแต ของกู ๆ; ที่ เกิ นกว าความจํ าเป นก็ ของกู ยิ่ งขึ้ นไปอี ก เพราะว า มันมาใหความถูกอก ถูกใจ. นี่ คื อ การปฏิ บั ติ ที่ เกี่ ยวกั บ คํ าว า “ธาตุ ” เป น หลั กใหญ ในเบื้ อ งต น . เมื่ อ บุคคลเขาไปยึด ถือในธาตุใดแลว ก็เทากับ ธาตุนั้น ไดเกิดขึ้น แลว ไดตั้งอยูแลว ได ปรากฏออกมาแล วสํ าหรับบุ คคลนั้ น ก็ เป นความทุ กข สํ าหรับบุ คคลนั้ น; ถ าบุ คคลนั้ น มิไดยึดถือ ธาตุก็มิไดเกิดขึ้น สําหรับที่จะเปนที่ยึดถือสําหรับบุคคลนั้นเพื่อที่จะเปนทุกข. เห็นความจริงขอนี้แลว ก็จะละวางเสียได.

www.buddhadasa.info ตอนที่ ๓ ในการปลอยวางจะเจาถึงนิโรธธาตุได

ที นี้ ก็ ไม มี อะไรที่ จะเป นหลั กแปลกออกไป ก็ เหลื อแต ข อปลี กย อย ที่ จะ ชวยใหเห็นมากขึ้นวา เราจะตองปฏิบัติกันอยางไร. เพราะยึดมั่น ในธาตุโดยความ เป นตั วเราแล ว ความยึ ดมั่ นนั้ นจะทํ าให ไม สิ้ นสุ ด จะมี การยึ ดต อ ต อ ต อ ต อกั นไปยั ง ธาตุ อื่ น ๆ ที่ เกี่ ยวข องกั นอยู อี ก โดยเฉพาะอย างยิ่ งก็ เรื่ องกามธาตุ รู ปธาตุ อรู ปธาตุ . เพราะไมรูเรื่องกามธาตุ ก็ไปยึดมั่นในกามธาตุ; ถารูกามธาตุเขา ก็ไปยึดที่รูปธาตุ,


ปรมัตถสภาวธรรม

๑๘๒

รูรูปธาตุเขาอีกก็ไปยึดที่ อรูปธาตุ, จนกวาจะรูห มดแล วก็ ไม ยึ ด ในสิ่ งใด; นี่เรียกวา ไปถึงเขากับ นิโรธธาตุ. ฉะนั้น การปฏิบัติก็มุงเพื่อใหลุถึงนิโรธธาตุ คือธาตุที่ จะเปนที่ดับความยึดมั่นถือมั่น ทั้งปวงเสีย. เรื่อ งแรก จะตอ งรูจัก กามธาตุ วาเปน เครื่อ งเผาลนอยางไร; แลว ก็รูจั กรูปธาตุ ที่ สู งขึ้นมา กวากามธาตุ วาก็ ยังผู กพั นให หลงใหลอย างไร; กระทั่ ง ในอรู ปธาตุ ซึ่ งมี ความพอใจละเอี ยด ประณี ตสู งสุ ดขึ้ นไปอี ก ก็ รูวามั นผู กพั นอย างไร ยึ ดถื ออย างไร. พอเห็ นอย างนี้ แล ว ส วนที่ เรียกว านิ โรธธาตุ นั้ นก็ จะแสดงตั วออกมาเป น ความดับความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหลานั้นเสีย. การปฏิบัติประจําวันของคนเราก็คือ ดูวา ธาตุอะไรมันกําลังกระทํา หรือวาครอบงํา หรือวาติดอยูในจิตใจของเรา.

ปญหาแรก คือการละกามธาตุ เรื่องกามธาตุ สํ าหรับผู ที่ ยั งมี วั ย มี อายุ น อย ที่ ยั งเป นที่ ตั้ งแห งกามธาตุ มาก กามธาตุรบกวนมาก; ก็พิจารณาเห็น โดยที่วามัน เปน สัก วาธาตุ; พอธาตุนี้เกิด มาแล ว ก็ ทํ าให เกิ ด อาการอย างนั้ น ความรู สึ ก อย างนั้ น , รู สึ กอย างนั้ น เหมื อ นที่ เรา กํ าลั งหลงใหลพอใจอยู หรื อเดื อดร อนอยู หรื อน้ํ าตาไหลอยู เพราะเหตุ อั นนั้ นแหละ. การปฏิ บั ติ ก็ มี อย างนั้ นเอง จนกระทั่ งรูจั กเห็ นว าสิ่ งนั้ นมั นเป นอย างนั้ น; เราไม เคยรู จั ก ไม เคยทราบว า เขาเรี ย กกั น ว า กามธาตุ เราก็ ไ ปหลงใหลบู ช าเป น ของดิ บ ของดี ของวิเศษ ของทิพย ของสวรรคอะไรไป.

www.buddhadasa.info เหมื อนกั บที่ ว าในโลกนี้ ในเวลานี้ เขากํ าลั งทํ าให หลงอย างนี้ กั นมาก แม แต การศึ ก ษานั้ น ก็ ยั ง ทํ า ให ค นหลงในเรื่ อ งของกามธาตุ นี้ เป น อย า งมาก; แล ว สิ่ ง ประเล าประโลมใจทั้ งหลาย เรื่ องบทเพลง เรื่ องอะไรต าง ๆ เต็ ม ไปทั้ งโลกนี้ ที่ ส งออก ทางวิทยุทั้งโลก นี่ก็ลวนแตสงเสริมกามธาตุใหไดโอกาสที่จะแสดงออกมา เปนไฟเผา


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๘๓

จิ ตใจของคนทั้ งโลกอยู . เมื่ อทั้ งโลกเขานิ ยมกั นไปอย างนั้ นแล ว โดยระบบก็ เอาคนทั้ ง โลกเป นส วนใหญ แล วก็ เลยจมลงไปในกามธาตุ ได มี ความลุ มหลงเดื อนดร อน แล วก็ เปนทุกขหลายซับหลายซอนทีเดียว. โลกนี้กําลังลําบากเดือดรอนอยูเพราะอํานาจของ สิ่งที่เรียกวา กามธาตุ. ที นี้ ก็ น าสงสารน าเห็ นใจคนหนุ มคนสาวทั้ งหลาย; ไม มี ใครจะมาสอนเรื่องนี้ . เขามั วแต จะหลอกจะลวงให หลงใหลในกามธาตุ หรื อวั ตถุ ป จจั ยเป นที่ ตั้ งแห งกามธาตุ ยิ่ ง ๆ ขึ้ น ไป; ก็ น า เห็ น ใจ น า สงสารเด็ ก ๆ วั น รุ น . ขอให คิ ด ดู เ ถิ ด ว า จะต อ งทํ า อยางไร; จะไปโทษใครก็ไมได.

ละกามธาตุไดตองพิจารณาละรูปธาตุ ครั้นวั ยล วงกาลมาตามลํ าดั บจนในเรื่องกามธาตุ ไม ค อยมี โอกาส หรือว าไม เปนที่ตั้งแหงโอกาสแลว ก็มาปะทะกับสิ่งที่สอง คือรูปธาตุ คือความพอใจในสิ่งอัน เป นที่ ตั้ งแห งความพอใจ แต มิ ใช เป นกามารมณ . เมื่ อก อนนี้ เราพอใจในเงิ น เพราะว า เงิ นซื้ อกามารมณ ได ; แต พอต อมาเมื่ อไม ต องการในกามารมณ แล วก็ ยั งพอใจในเงิ นเพราะ วาเงินนี้ อาจจะให ความสนุ กความสบายอย างอื่น ซื้ อทรัพยสมบั ติ สะสมทรัพย สมบั ติ หรือ อะไรก็ ได ซึ่ งไม ใช กามารมณ แต เอาไว เลี้ ยงลู ก เลี้ ยงหลานก็ ได อะไรก็ ได แม ไม ใช กามารมณ โดยตรง; ก็ เป นป ญ หาเป นที่ ตั้ งแห งความทุ กข อยู ด วยรู ปธรรมล วน ๆ เช น ทรัพยสมบัติลวน ๆ เปนตน ไมเกี่ยวกับกามารมณ.

www.buddhadasa.info ละรูปธาตุแลวพิจารณาละอรูปธาตุ ถารอดไปไดในสวนรูปธาตุ ก็ไปติดสวนที่เปนอรูปธาตุ ไมใชรูป คือ ไมมีรูป จะเปนความละเมอเพอฝนก็ได จะเปนบุญเปนกุศล เปนเกียรติยศ เปนชื่อเสียง


๑๘๔

ปรมัตถสภาวธรรม

อะไรก็ได ซึ่งไม มี รูป ก็ แลวกัน ฝ งแน น อยู ที่ นั่ น ก็ มี ป ญ หา มี ค วามทุ ก ข ได ; แต เป น ดานสุดทาย. ถาออกไปจากดานนี้ได ก็จะตองไปหาความดับสนิท คือนิโรธธาตุ.

ถาวาอยาใหมีอะไรเขามาแทรกแซง ยั่วยุมากนัก มนุ ษย เราก็ จะเป นไปเองตามลํ าดั บนี้ : เกิ ดมาเป นเด็ กวั ยรุ นขึ้ นแล วก็ มี ป ญหา เฉพาะหนา คือตอสูกันกับกามธาตุที่มันจะมาลาก���อไป. พนวัยรุนขึ้นมา เปนพอบาน แมเรือนก็ตอสูกับเรื่องรูปธาตุ จะตองมีทรัพยสมบัติ มีนั่น มีนี่ ตอมาก็พนไปเปลาะหนึ่ง. ในวาระสุดท ายเป นเรื่องหวังในสิ่งที่ ไม มีรูป ก็เปนความหวังจะยึดนั่น ยึดนี่ ยึดโนน ต อไปอี กแม แต ความดี ล วน ๆ อะไรก็ ตาม แม แต ความไม มี อะไรก็ ตามเถอะ มั นก็ เป นที่ ตั้ ง แห ง ความยึ ด ถื อ ได . ถ า ว า ยั ง มี ชี วิ ต ต อ ไปอี ก ก็ เอื อ มระอาเหมื อ นกั น ที่ จ ะยึ ด ถื อ สิ่ ง เหล านั้ นเป นอั นสุ ดท ายแล วจึ งจะปล อยวาง ว าเราจะไม ต องการอะไร. ถ าสั งเกตจะเห็ น พระบาลี ที่ พระพุ ทธเจ าทรงสั่ งสอน หรื อแนะนํ าสาวกสั่ งสอน, คนที่ จะตาย คนแก ที่ กํ าลั ง จะตายนี่ ท านจะสอนอย างนี้ ทั้ งนั้ น ว า อย างนี้ ละแล วหรื อยั ง, กามธาตุ ละแล วหรื อยั ง? ละแลว , รูป ธาตุล ะแลว หรือ ยัง ? ละแลว ; อรูป ธาตุล ะหรือ ยัง ? ก็สั ่น หัว . ถา สั่นหัวเรื่อย ๆ ไปก็นอมไปสูนิโรธธาตุ คือดับไมเหลือได.

www.buddhadasa.info ถ าว ามนุ ษ ย เราไม มี อ ะไรมาแทรกแซงมากนั ก ก็ อ าจจะเป น ไปได อ ย างนี้ : เดี๋ ยวนี้ เป นบาปกรรม หรือว าอะไร ก็ แล วแต จะเรียก ของมนุ ษย สมั ยนี้ มั นมี อั นนี้ อั นโน น มาแทรกแซงเรื่อย จนคนแกแลวก็ยังพนดานของกามธาตุไปไมไดสําหรับชนสมัยนี้; แตครั้งคนสมัยนี้พนกามธาตุไปได ยิ่งไปติดรูปธาตุ อรูปธาตุ หนักอยูที่นั่น; ออกไป ไม ได จนวาระสุ ดท ายก็ สลั ดทิ้ งอะไรไม ได มี ยุ งเรื่ องนุ งนั งอยู ด วยเหตุ อย างใดอย างหนึ่ ง จึ งดั บ ไม เหลื อ ไม ได เป น นิ โรธธาตุ ไม ได . เกี่ ยวกั บ เรื่ อ งนี้ ก็ มี คํ าสอนว า ฝ ายที่ ไปไม รอด นั่นก็เพราะวา ไปของอยูกับกาม; พอออกจากกามไดแลวก็ไปของ


หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ธาตุ”

๑๘๕

อ ยู ก ับ รูป , อ อ ก จ า ก รูป ไดแ ลว ก็ไ ป ติด อ ยู ที ่อ รูป แ ลว ก็ไ ม เ ค ย รู เ รื ่อ ง นิโ ร ธ เสี ยเลย. นี่ แหละสั ตวทั้ งหลาย สั ตวชนิ ดนี้ ย อมเวี ยนมาหาการเกิ ด ใหม - เกิ ด ใหม - เกิด ใหม อยู ใ นสิ ่ง ที ่ต ัว กํ า ลัง ยึด มั ่น ถือ มั ่น อยู นั ่น แหละ. บางคนก็ต าย หรือ ยึ ด มั่ น จนตายในกามธาตุ , บางคนก็ ยึ ด มั่ น จนตายในรู ป ธาตุ เป น ปู โสมเฝ า ทรั พ ย ไป, บางคนมั นก็ ยึ ดมั่ นในอรู ปธาตุ เรื่ องดี เรื่ องเกี ยรติ เรื่ องอะไรไป ก็ ดั บไม ได ก็ มาเกิ ดอย างนี้ อี ก เรื่ อ ยไป; จะเป น การเกิ ด หลั ง จากเข า โลงแล ว หรื อ ว า เกิ ด ที่ นี่ เดี๋ ย วนี้ ซ้ํ า ซากก็ ต าม ลวนมีหลักเกณฑอยางนี้ทั้งนั้น.

ฝายที่ตรงกันขาม ฝ ายที่ ต รงกั น ข ามก็ คื อ สั ต ว ที่ รู ว า กามธาตุ เป น อย างไร, รอบรู ก ามธาตุ ว า เป น อย า งไร, ว า รู ป ธรรม ที่ ไ ม เกี่ ย วกั บ กามเป น อย า งไร; แม ใ นอรู ป ธรรมที่ ล ะเอี ย ด ประณี ต ก็ ไม เข า ไปติ ด ไม เข า ไปหมายมั่ น ก็ เลยออกมาได ด ว ยอํ า นาจของนิ โรธธาตุ . เพราะถากามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ไมมาขวางอยูแลว นิโรธธาตุก็แสดงตัวไดเอง; เมื่ อมี อะไรมาขวาง คื อความยึ ดมั่ น ถื อ มั่ น ป ดบั ง ก็ ไม มี โอกาสที่ ความปล อยวางนั้ น จะ แสดงออกมา.

www.buddhadasa.info นี่ เห็ น ได ว า ไม ใช เรื่ อ งของใครที่ ไหน เป น เรื่ อ งของคนทุ ก คนทั้ ง ที่ นั่ ง อยู ที่ นี่ และไม ได ม านั่ งอยู ที่ นี่ ; พอมาติ ด อยู ในบ วงเหล านี้ ของกามธาตุ ของรู ป ธาตุ ของอรู ป ธาตุ เวีย นวนอยู ใ นวัฏ ฏสงสารนี ้ มีภ พใหมเรื่อ ยในธาตุเหลา นี ้แ ลว เมื ่อ ไรจะ ออกไปได . ธรรมชาติ ก็ จํ า กั ด เวลาให เอ า , ให มี อ ายุ ป ระมาณ ๑๐๐ ป ก็ เดิ น มาซิ , เดิ น จากกามธาตุ มาหารู ป ธาตุ อรู ป ธาตุ แล ว ก็ พ อเหมาะที่ ว า วั ย สุ ด ท า ยของชี วิ ต นี้ จะพบกับความสลัดทิ้งออกไปหมด ไมเหลือสักธาตุเดียว; นี่ก็เปนนิโรธธาตุ.

อย า ง