Page 1

หลวงปูมั่น ภูริทัตตมหาเถระ (1) ๑ ชาติกําเนิดและการอุปสมบท ทาน กําเนิดในสกุลแกนแกว บิดาชื่อคําดวง มารดาชื่อจันทร เพียแกนทาวเปนปู นับถือ พุทธศาสนา เกิดวันพฤหัสบดีเดือนยี่ ปมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ บานคําบง ตําบลโขงเจียม อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีมีพี่นอง รวมทองเดียวกัน ๗ คน ทานเปนบุตรคนหัวปทานเปนคนรางเล็ก ผิวขาวแดงแข็งแรง วองไวสติปญญาดีมาตั้งแตกําเนิดฉลาดดี เปนผูวานอนสอนงายไดเรียนอักขรสมัยในสํานักของอา คือเรียนอักษรไทย นอย อักษรไทย อักษรธรรมและอักษรขอมอานออกเขียนไดนับวาทานเรียนไดรวด เร็ว เพราะมีความทรงจําดี และมีความขยันหมั่นเพียรชอบการเลาเรียนศึกษา เมื่อ ทานอายุได ๑๕ ป ไดบรรพชา เปนสามเณรในสํานักวัดบานคําบง ใครเปน บรรพชาจารยไมปรากฏ ครั้นบวชแลวไดศึกษาหาความรูทางพระศาสนามีสวดมนต และสูตรตางๆ ในสํานักบรรพชาจารย จดจําไดรวดเร็ว อาจารยเมตตาปรานีมาก เพราะ เอาใจใสในการเลาเรียนดี ประพฤติปฏิบัติเรียบรอย เปนที่ไวเนื้อเชื่อใจได เมื่อ อายุทานได ๑๗ ป บิดาขอรองใหลาสิกขาเพื่อชวยการงานทางบานทานก็ไดลา สิกขาออกไปชวยงาน ของบิดามารดาเต็มความสามารถ ทานเลาวาเมื่อลาสิกขาไปแลว ยังคิดที่จะบวชอีกอยูเสมอไมลืมเลย คงเปนเพราะอุปนิสัยในทางบวชมาแตกอนอยาง หนึ่งอีกอยาง หนึ่งเพราะติดใจในคําสั่งของยายวา พระอริยกวี ( ออน ) พระอุปฌายของหลวงปู "เจาตองบวชใหยาย เพราะยายก็ไดเลี้ยงเจายาก" พระครูวิเวกพุทธกิจ หลวงปูเสาร กันตสีลมหาเถร พระอาจารยกรรมฐาน คําสั่ง ของยายนี้ คอยสะกิดใจอยูเสมอ ครั้นอายุทานได ๒๒ ป ทานเลาวามีความ อยากบวชเปนกําลัง จึงอําลาบิดา มารดาบวชทานทั้งสองก็อนุญาตตามประสงคทานได


เขาศึกษาในสํานักพระอาจารยเสาร ( หลวงปูเสาร ) กันตสีโล วัดเลียบ เมือง อุบล จังหวัดอุบลราชธานี อุปสมบท เปนภิกษุภาวะในพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม)อําเภอ เมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอริยกวี (ออน) เปนพระ อุปฌายะ พระครูสีทาชยเส โน เปนพระกรรมวาจาจารย พระครูประจักษอุบลคุณ ( สุย ) เปนพระอนุสาวนาจารย เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖ พระอุปชฌายะขนานนามมคธใหวา "ภูริทัตโต" แปลวา "ผูใหปญญา ผูแจกจายความ ฉลาด" เสร็จอุปสมบทกรรมแลว ไดกลับมาศึกษาวิปสสนาธุระกับพระอาจารยเสาร กันตสีโล ณ วัดเลียบตอไป เมื่อแรกอุปสมบททานพํานักอยูวัดเลียบ โดยไดเรียน กรรมฐานจากพระอาจารยเสารเมื่องอุบลเปนปกติ และไดออกไปอาศัยอยูวัดบูรพา ราม เมือง อุบลราชธานีเปนครั้งคราว ใน ระหวางนั้นไดศึกษาขอปฏิบัติเบื้องตน อันเปนสวน แหงพระวินัย คือ อาจาระ ความประพฤติมารยาท อาจริยวัตร และอุปชฌายวัตรปฏิบัติไดเรียบรอยดีจนเปนที่ ไววางใจของพระอุปชฌาจารย และไดศึกษาขอปฏิบัติอบรมจิตใจคือเดินจงกรมนั่งสมาธิ กับการสมาทานธุดงควัตรตางๆ

คัดลอกจาก : http://www.geocities.com/luangpumun/his1.html ๒ บําเพ็ญเพียร ใน สมัยตอไปไดแสวงหาวิเวกบําเพ็ญสมณธรรมในที่ตางๆ ตามราวปา ปาชา ปาชัฏ ที่แจง หุบเขา ซอกเขา หวย ธารเขา เงื้อมเขา ทองถ้ํา เรือนวางทางฝงซายแมน้ําโขง บาง ทางฝงขวาแมน้ําโขงบาง แลวลงไปศึกษากับนักปราชญทางกรุงเทพ จําพรรษาอยูที่ วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับธรรมเทศนากับเจาคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ( จันทร ) ๓ พรรษา แลวออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลาง คือถ้ําสาริกา เขา ใหญ นครนายก ถ้ําไผขวาง เขาพระงามและถ้ําสิงหโตลพบุรีจนไดรับความรูแจมแจง ในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัยในสัตถุศาสนา จึงกลับมาภาคอีสานทําการอบรม


สั่งสอนสมถวิปสสนา แกสหธรรมิกและอุบาสกอุบาสิกาตอไป มีผูเลื่อมใสปฏิบัติตาม มากขึ้นโดยลําดับ มีศิษยานุศิษยแพรหลายกระจายทั่วภาคอีสาน ในกาลตอมาไดลงไปพักจําพรรษาที่วัดประทุมวนาราม กรุงเทพฯ อีก ๑ พรรษาแลว ไปเชียงใหม กับเจาพระคุณอุบาลี ( จันทร ) จําพรรษาวัดเจดียหลวง ๑ พรรษาแลวออก ไปพักตามที่วิเวกตางๆ ในเขตภาคเหนือหลายแหง เพื่อสงเคราะหสาธุชนในที่นั้นๆนาน ถึง ๑๑ ป จึงไดกลับมาจังหวัดอุบลราชธานีพักจําพรรษาอยูที่วัดโนนนิเวศนเพื่อ อนุเคราะหสาธุชนในที่นั้น ๒ พรรษาแลวมาอยูในเขตจังหวัดสกลนครจําพรรษาที่วัด ปาบานนามน ตําบลตองโขบ อําเภอเมืองสกลนคร ( ปจจุบันคืออําเภอ โคกศรีสุพรรณ ) ๓ พรรษา จําพรรษาที่วัดปาหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม ๕ พรรษา เพื่อสงเคราะหสาธุชนในถิ่นนั้น มีผูสนใจในธรรมปฏิบัติไดติดตามศึกษา อบรมจิตใจ มากมาย ศิษยานุศิษยของทานไดแพรกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยังเกียรติคุณ ของทานใหฟุงเฟองเลื่องลือไป ๓ ปจฉิมวัย ใน วัยชรานับแต พ.ศ.๒๔๘๔ เปนตนมาทานหลวงปูมั่นมาอยูที่จังหวัดสกลนคร เปลี่ยนอิริยาบถ ไปตามสถานที่วิเวกผาสุกวิหารหลายแหง คือ เสนาสนะปาบานนามน ตําบลตองโขบ อําเภอเมือง ( ปจจุบันเปนอําเภอโคกศรีสุพรรณ ) บาง แถวนัน้ บาง ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงยายไปอยูเสนาสนะปาบานหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอ พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปสุดทายแหงชีวิต ตลอดเวลา ๘ ปในวัยชรานี้ทาน ไดเอาธุระอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษยทางสมถวิปสสนาเปนอันมาก ไดมีการเทศนาอบรม จิตใจศิษยานุศิษยเปนประจําวันศิษยผูใกลชิด ไดบันทึกธรรมเทศนาของทานไวและได รวบรวมพิมพขึ้นเผยแพรแลวใหชื่อวา "มุตโตทัย" มาถึงป พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งเปนปที่ทานมีอายุยางเขา ๘๐ ป ทานเริ่มอาพาธเปน ไข ศิษยผูที่อยูใกลชิด ก็ไดเอาธุระรักษาพยาบาล ไปตามกําลังความสามารถ อาการ อาพาธก็สงบไปบางเปนครั้งคราวแตแลวก็กําเริบขึ้นอีก เปนเชนนี้เรื่อยมา จนจวนออก พรรษา อาพาธก็กําเริบมากขึ้น ขาวนี้ไดกระจายไปโดยรวดเร็ว พอออกพรรษา ศิษยานุ ศิษยผูอยูใกลไกล ตางก็ทยอยกันเขามา ปรนนิบัติ พยาบาล ไดเชิญหมอแผนปจจุบันมา


ตรวจ และรักษาแลวนํามาพักที่เสนาสนะปาบานภู อําเภอพรรณานิคม เพื่อสะดวกแก ผูรักษา และศิษยานุศิษยที่จะมาเยี่ยมพยาบาล อาการอาพาธมีแตทรงกับทรุดลงโดยลําดับ ครั้น เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ไดนําทานมาพักที่วัด ปาสุทธาวาส อ.เมือง เมืองสกลนคร โดยพาหนะรถยนตของแขวงการทาง มาถึงวัดเวลา ๑๒.๐๐น. เศษ ครั้นถึงเวลา ๒.๒๓ น. ของ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ปเดียวกันทานก็ไดถึงมรณภาพดวยอาการสงบใน ทางกลางศิษยานุศิษยทั้งหลาย มีเจาพระคุณพระธรรมเจดียเปนตน สิริชน มายุของทานอาจารยได ๗๙ ป ๙ เดือน ๒๑ วันรวม ๕๖ พรรษา ซึ่งทานหลวงตามหาบัว ญาณสัมปนโน ไดเลาถึงเหตุการณในเวลานั้น ไวใน "ประวัติทานพระอาจารยมั่นฯ" ไววา "องคทาน เบื้องตนนอนสีหไสยาสน คือ นอนตะแคงขางขวา แตเห็นวาทานจะ เหนื่อยเลยคอย ๆ ดึงหมอนที่หนุนอยู ขางหลัง ทานออกนิดหนึ่ง เลยกลายเปนทานนอน หงายไป พอทานรูสึกก็พยายามขยับตัวกลับคืนทาเดิม แตไมสามารถทําได เพราะหมด กําลัง พระอาจารยใหญก็ชวยขยับหมอนที่หนุนหลังทานเขาไป แตดูอาการทานรูสึก เหนื่อยมาก เลยตองหยุด กลัวจะกระเทือน ทานมากไป ดังนั้น การนอนทานในวาระ สุดทายจึงเปนทาหงายก็ไมใช ทาตะแคงขางขวาก็ไมเชิง เปนเพียงทาเอียง ๆ อยู เทานั้น เพราะสุดวิสัย ที่จะแกไขไดอีก อาการทานกําลังดําเนินไปอยางไม หยุดยั้ง บรรดาศิษยซึ่งโดยมากมีแตพระกับเณร ฆราวาสมีนอย ที่นั่งอาลัยอาวรณ ดวย ความหมดหวังอยูขณะนั้น ประหนึ่งลืมหายใจไปตาม ๆ กัน เพราะจิตพะวาพะวังอยูกับ อาการทาน ซึ่งกําลังแสดง อยางเต็มที่ เพื่อถึงวาระสุดทายของทานอยูแลว ลมหายใจ ทานปรากฏวา คอยออนลงทุกทีและละเอียดไปตาม ๆ กัน ผูนั่งดู ลืมกระพริบตา เพราะ อาการทานเต็มไปดวยความหมดหวังอยูแลว ลมคอยออนและชาลงทุกทีจนแทบไม ปรากฏ วินาทีตอไปลมก็คอย ๆ หายเงียบไป อยางละเอียดสุขุม จนไมมีใครสามารถรูได วา ทานไดสิ้นไปแลวแตวินาทีใด เพราะอวัยวะทุกสวน มิไดแสดงอาการผิดปกติ เหมือนสามัญชนทั่ว ๆ ไปเคยเปนกัน ตางคนตางสังเกตจองมองจนตาไม กระพริบ สุดทายก็ไมไดเรื่องพอใหสะดุดใจเลยวา "ขณะทานลาขันธ ลาโลกที่เต็มไป ดวยความกังวลหมนหมองคือขณะนั้น " ดังนี้


พอเห็นทาไมไดการ ทานเจาคุณพระธรรมเจดีย พูดเปนเชิงไมแนใจขึ้นมาวา "ไมใชทานสิ้นไปแลวหรือ " พรอมกับยก นาฬิกาขึ้นดูเวลา ขณะนั้นเปนเวลาตี ๒ นาฬิกา ๒๓ นาที จึงไดถือเวลามรณภาพของทาน พอทราบวาทานสิ้นไปแลวเทานั้น มองดูพระเณรที่นั่งรุมลอมทานอยูเปนจํานวนมาก เห็นแตความโศกเศราเหงาหงอย และ น้ําตาบนใบหนาที่ไหลซึมออกมา ทั้งไอทั้งจาม ทั้งเสียงบนพึมพํา ไมไดถอยไดความ ใครอยูที่ไหน ก็ไดยินเสียงอุบอิบพึมพํา ทั่วบริเวณนั้น บรรยากาศเต็มไปดวยความเงียบ เหงาเศราใจ อยางบอกไมถูก เราก็เหลือทน ทานผูอื่นก็เหลือทน ปรากฏวาเหลือแตราง ครอบตัวอยูเวลานั้น ตางองคตางนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ราวกับโลกธาตุไดดับลง ในขณะ เดียวกับขณะที่ทานอาจารยลาสมมติคือขันธกาวเขาสูแดนเกษม ไมมีสมมติความกังวล ใด ๆ เขาไปเกี่ยวของวุนวายอีก ผูเขียนแทบหัวอกจะแตกตายไปกับทานจริง ๆ เวลานั้น ทําใหรําพึงรําพัน และอัดอั้นตันใจไปเสียทุกอยาง ไมมีทางคิดพอขยับขยายจิตที่กําลัง วาวุน ขุนเปนตม เปนโคลนไปกับการจากไปของทาน พอใหเบาบางลงบาง จากความ แสนรัก แสนอาลัยอาวรณที่สุดจะกลาว ที่ทานวาตายทั้งเปนเห็นจะไดแกคนไมเปนทา คนนั้นแล ดวงประทีปที่เคยที่เคยสวางไสวมาประจําชีวิตจิตใจไดดับวูบสิ้นสุดลง ปราศจาก ความอบอุนชุมเย็นเหมือนแตกอนมา ราวกับวาทุกสิ่งไดขาดสะบั้นหั่นแหลกเปนจุณไป เสียสิ้น ไมมีสิ่งเปนที่พึ่งพอเปนที่หายใจไดเลย มันสุด มันมุด มันดาน มันตีบตันอั้นตู ไปเสียหมดภายในใจ ราวกับโลกธาตุนี้ ไมมีอะไรเปนสาระ พอเปนที่เกาะของจิตผูกําลัง กระหายที่พึ่ง ไดอาศัยเกาะพอไดหายใจ แมเพียงวินาทีหนึ่งเลย ทั้งที่สัตวโลกทั่วไตรภพ อาศัยกันประจําภพกําเนิดตลอดมา แตจิตมันอาภัพอับวาสนาเอาอยางหนักหนา จึงเห็น โลกธาตุ เปนเหมือนยาพิษเอาเสียหมดเวลานั้น ไมอาจเปนที่พึ่งได ปรากฏแตทานพระ อาจารยมั่นองคเดียว เปนชีวิตจิตใจ เพื่อฝากอรรถ ฝากธรรม และฝากเปนฝากตายทุก ขณะลมหายใจเลย ......" ตลอดชีวิตขององคหลวงปู ดวยความที่ทานหวัง เพื่อใหเปนประโยชนแกชนเปน อันมาก เหตุนั้นทานจึงไมอยูเปนท ี่เปนทางหลักแหลง เฉพาะแหงเดียว เที่ยวไปเพื่อ ประโยชน แกชนในสถานที่นั้น ๆ ดังนี้ 1. ณ กาลสมัยนั้น (พ.ศ.2447) ทานอาจารยมั่น ฯ อยูวัดเลียบมานาน จึงไดเขาไปจํา พรรษาที่วัดปทุมวนาราม (วัดสระปทุม) กรุงเทพฯ และทางเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี


จนถึง พ.ศ.2457 ครั้นแลวทานจึงมาหาสหธรรมทางอุบลราชธานี จําพรรษาที่วัดบูรพาใน จังหวัดนั้น เมื่อป พ.ศ.2458 ทานมีพรรษาได 25 พรรษา 2. พ.ศ.2459 จําพรรษาที่ภูผากูด บานหนองสูง อําเภอคําชะอี จังหวัดนครพนม 3. พ.ศ.2460 จําพรรษาที่บานดงปอ "หวยหลวง" อําเภอเพ็ญ จ.อุดรธานี 4. พ.ศ.2461 จําพรรษาที่ถ้ําผาบิ้ง จังหวัดเลย 5. พ.ศ.2462 จําพรรษาที่บานคอ อําเภอบานผือ จังหวัดอุดรธานี 6. พ.ศ.2463 จําพรรษาที่อําเภอทาบอ จังหวัดหนองคาย 7. พ.ศ.2464 จําพรรษาที่บานหวยทราย อําเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม 8. พ.ศ.2465 จําพรรษาที่ตําบลหนองลาด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 9. พ.ศ.2466 จําพรรษาที่วัดมหาชัย อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดหนองบัวลําพู 10. พ.ศ.2467 จําพรรษาที่บานคอ อําเภอบานผือ จังหวัดอุดรธานี 11. พ.ศ.2468 จําพรรษาที่อําเภอทาบอ จังหวัดหนองคาย (วัดอรัญวาสี ปจจุบัน) 12. พ.ศ.2469 จําพรรษาที่บานสามผง อําเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม 13. พ.ศ.2470 จําพรรษาที่บานหนองขอน อ.บุง (ปจจุบัน อ.หัวตะพาน) จังหวัด อํานาจเจริญ 14. พ.ศ.2471 จําพรรษาที่กรุงเทพฯ วัดปทุมวนาราม หรือวัดสระปทุม 15. พ.ศ.2472-2482 จําพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม 16. พ.ศ.2483-2482 จําพรรษาที่วัดโนนนิเวศน อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 17. พ.ศ.2485 จําพรรษาที่เสนาสนะปาบานโคก อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร 18. พ.ศ.2486 จําพรรษาที่เสนาสนะปาบานนามน อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร 19. พ.ศ.2487 จําพรรษาที่เสนาสนะปาบานโคก อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร


20. พ.ศ.2488-2492 จําพรรษาอยูที่บานหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ. สกลนคร มรณภาพ ณ ที่วัดปาสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2492 เวลา 02.23 น. สิริชนมายุรวมได 80 ป คัดลอกจาก : http://www.geocities.com/luangpumun/his2.html และ http://www.geocities.com/luangpumun/his3.html ๔ พระธาตุ หลังองคหลวงปูมั่นลาขันธเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงไดมี การจัด ถวายพระเพลิงศพหลวงปู ณ วัดปาสุทธาวาส จ.สกลนครในวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จแลว อัฐิขององคหลวงปูไดถูกแบงแจกไปตาม จังหวัดตางๆ และประชาชนไดเถาอังคารไป ตอมาปรากฏวาอัฐิธาตุขององคหลวงปูที่แจกจายไปยังที่ตางๆ ก็กลายเปน พระ ธาตุไปหมด แมแตเสนผมของทาน ที่มีผูเก็บไปบูชา ในที่ตางๆ ก็กลายเปน พระธาตุ ได เชนเดียวกับอัฐิของทาน ปญหาเรื่องอัฐิหลวงปูมั่นกลายเปนพระธาตุนี้ พระธรรมวิสุทธิมงคลหรือ หลวง ตามหาบัว ญาณสัมปนโน วัดปาบานตาด จ.อุดรธานี ศิษยขององคหลวงปู รูปหนึ่งได อธิบายไววา "อัฐิพระอรหันตก็ดี ของสามัญชนก็ดี ตางก็เปนธาตุดินเชนเดียวกัน การที่อัฐิกลายเปน พระธาตุไดนั้น ขึ้นอยูกับใจหรือจิตเปนสําคัญ อํานาจจิตของพระอรหันต ทานเปนอริย จิตเปนจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส เครื่องโสมมตางๆ อํานาจซักฟอกธาตุขันธใหเปน ธาตุบริสุทธิ์ ไปตามสวนของตน อัฐิจึงกลายเปนพระธาตุไปได แตอัฐิหรือกระดูกสามัญ ชนทั่วไป แมจะเปนธาตุดินเชนเดียวกัน แตจิตสามัญชนทั่วไป เต็มไปดวยกิเลส จิตไม มีอํานาจและคุณภาพที่จะซักฟอกธาตุขันธของตนใหบริสุทธิ์ได อัฐิจึงจําตองเปนสามัญธาตุไปตามวิสัยจิตของคนมีกิเลส จะเรียกไปตามภูมิของจิตภูมิ ของธาตุวา อริยจิต อริยธาตุ และสามัญจิต สามัญธาตุ ก็คงไมผิด เพราะคุณสมบัติของ


จิต ของธาตุ ระหวางพระอรหันต กับสามัญชน ยอมแตกตางกันอยางแนนอน ดังนั้นอัฐิ จึงจําเปนตองตางกันอยูดี ผูสําเร็จอรหันตทุกองค เวลานิพพาน อัฐิตองกลายเปนพระธาตุดวยกันหมด ทั้งสิ้นหรือเปลานั้น ขอนี้ยังเปนเรื่องนาสงสัย ไมแนใจวาจะเปนไปไดอยางนั้นทุกๆ องค เพราะวาระหวางกาลเวลาที่บรรจุอรหันต จนถึงวันนิพพานนั้น พระอรหันตแตละ องค มีเวลาสั้นยาว แตกตางกัน พระอรหันตที่บรรลุธรรมวิเศษแลว มีเวลาทรงขันธอยู นานป เวลานิพพานนานถึง อัฐิยอมมีทาง กลายเปน พระธาตุ ไดโดยไมมีปญหา เพราะ ระยะเวลาที่ทรงขันธอยูนาน เชนเดียวกันกับความสืบตอแหงชีวิต ดวยการทํางานของระบบตางๆ ภายใน รางกาย มีลมหายใจเปนตน มีการเขาสมาบัติประจํา อิริยาบถเสมอ ซึ่งเปนการซักฟอก ธาตุขันธใหบริสุทธิ์ไปตามสวนของตนทุกวันทุกคืนโดยลําดับ ครั้นถึงเวลานิพพานอัฐิจึงกลายเปนพระธาตุไป เมื่อผสมกันเขากับธาตุดิน น้ํา ลม ไฟ ซึ่งแผกระจายอยูทุกอณูบรรยากาศของโลก สวนพระอรหันตที่บรรลุอรหัตผลแลวมิไดทรงขันธอยูนานเทาที่ควร เมื่อถึงเวลา นิพพาน อัฐิจะกลายเปนพระธาตุ เหมือนพระอรหันต ที่ทรงขันธอยูนานหรือไมนั้น ยัง เปนปญหาที่ตอบไมสนิทใจ พระอรหันตที่เปนทันธาภิญญา คือผูรูไดชาคอยเปนคอยไป เชน บําเพ็ญไปถึงขั้น อนาคามิผล แลวติดอยูนานกวาจะกาวขึ้น อรหัตภูมิได ตองพิจารณาทองเที่ยวไปมา อยู ในระหวางอรหัตมรรค กับอรหัตผล จนกวาจิตจะชํานิชํานาญและมีกําลังเต็มที่จึงผาน ไปได ในขณะที่กําลังพิจารณาอยูในขั้นอรหัตมรรค เพื่ออรหัตผลนี้ เปนอุบายวิธีซักฟอก ธาตุขันธไปในตัวดวย เวลานิพพาน อัฐิอาจกลายเปนพระธาตุได สวนพระอรหันตที่ เปนขิปาภิญญาคือ รูไดเร็ว บรรลุอรหันตไดเร็ว และนิพพานไปเร็ว พระอรหันต ประเภทนี้ ไมแนใจวาอัฐิจะเปนพระธาตุไดหรือไมประการใด เพราะจิตบริสุทธิ์ของ ทานเหลานี้ ไมมีเวลาทรงและซักฟอกธาตุขันธอยูนานเทาที่ควร" ๕ ปฏิปทาทานพระอาจารยมั่น


"ธุดงควัตรที่ทานถือปฏิบัติเปนอาจิณ ๔ ประการ ๑. บังสุกุลิกงั คธุดงค ถือนุงหมผาบังสุกุล นับตั้งแตวันอุปสมบทมา ตราบ จนกระทั่งถึง วัยชรา จึงไดพักผอน ใหคหบดีจีวรบางเพื่ออนุเคราะหแกผูศรัทธานํามา ถวาย ๒. บิณฑบาตกังคธุดงค ถือภิกขาจารวัตร เที่ยวบิณฑบาต มาฉัน เปนนิตย แม อาพาธ ไปในละแวกบานไมได ก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั่งอาพาธ ลุก ไมได ในปจฉิมสมัยจึงงดบิณฑบาต ๓. เอกปตติกังคธุดงค ถือฉันในบาตร ใชภาชนะใบเดียวเปนนิตย จนกระทั่ง ถึงสมัยอาพาธหนักจึงงด ๔. เอกาสนิกงั คธุดงค ถือฉันหนเดียว เปนนิตยตลอดมา แมถึงอาพาธหนักใน ปจฉิมสมัยก็มิไดเลิกละ สวนธุดงควัตรนอกนี้ ไดถือปฏิบัติเปนครั้งคราว ที่นับวาปฏิบัติไดมาก ก็คือ อรัญญิกกังคธุดงค ถืออยู เสนาสนะปาหางบานประมาณ ๒๕ เสน หลีกเรนอยูในที่สงัด ตามสมณวิสัยเมื่อถึงวัยชราจึงอยูใน เสนาสนะ ปาหางจากบานพอสมควร ซึ่งพอเหมาะ กับกําลังที่จะภิกขาจารบิณฑบาตเปนที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนยําเกรงไม รบกวน นัยวาในสมัยที่ทานยังแข็งแรง ไดออกจาริกโดดเดี่ยวแสวงวิเวกไปในดงพงลึก จน สุดวิสัยที่ศิษยานุศิษย จะติดตามไปถึงไดก็มี เชนในคราวไปอยูทางภาคเหนือเปนตน ทานไปวิเวกบนเขาสูง อันเปนที่อยูของพวกมูเซอร ยังชาวมูเซอรซึ่งพูดไมรูเรื่องกันให บังเกิดศรัทธาในพระศาสนาได" พระอริยคุณคุณาธาร วัดเขาสวนกวาง จ.ขอนแกน เรียบเรียง "...พอแมครูอาจารยมั่น ทานพาดําเนินอยางถูกตองแมนยํา ถือเอาธุดงควัตร ๑๓ ("...ธุดงค 13 แตละขอ มีความหมายในการปราบปราม กิเลสทุกประเภทไดอยาง อัศจรรย ยากที่คาดใหทั่วถึงไดดังนี้ 1.บิณฑบาตเปนวัตร 2.บิณฑบาตตามลําดับบาน 3. ไมรับอาหารที่ตามสงทีหลัง 4.ฉันในบาตร 5.ฉันหนเดียวในวันหนึ่งๆ 6.ถือผาสาม ผืน 7.ถือผาบังสุกุล 8.อยูรุกขมูลรมไม 9.อยูปา 10.อยูปาชา 11.อยูกลางแจง 12.อยูใน ที่เขาจัดให 13.ถือไมอยูอิริยาบถนอน...") นี้เปนพื้นเพในการดําเนิน และการประพฤติ


ปฏิบัติ จิตใจของทาน ก็เปนไปโดยสม่ําเสมอ ไมนอกลูนอกทาง ทําใหผูอื่นเสียหาย และ ริจะทําเพื่อความเดนความดัง อะไรออกนอกลูนอกทาง นั้นไมมี เปนแนวทางที่ราบรื่นดี งามมาก นี่ละเปนที่นอนใจ เปนที่ตายใจ ยึดถือไวได โดยไมตองสงสัย ก็คือปฏิปทา เครื่องดําเนินของทาน นี่ครูบาอาจารยที่เปนลูกศิษยลูกหาของทาน ก็มีจํานวนมาก พากันดําเนินมา ยึดถือหลักนัน้ แหละ มาปฏิบัติไดแพรหลาย หรือกระจายออกไปแกบรรดาลูกศิษย ทั้งหลายเปนแขนงๆ หรือแผลงๆ อะไรออกไปใหเปนที่สะดุดตา ไมแนใจอยางนี้ไมมี ทานดําเนินอะไรเปนที่เหมาะสมทั้งนั้น คือมีแบบมีฉบับเปนเครื่องยืนยันไมผิดเพี้ยนไป เลย นี่เพราะเหตุไร เพราะเบื้องตนทานก็ตะเกียกตะกายก็จริง แตตะเกียกตะกายตาม หลักธรรมหลักวินัย ไมไดนอกเหนือไปจากหลักธรรมหลักวินัย หลักวินัยคือกฎของพระ ระเบียบของพระ ทานตรงเปงเลย และหลักธรรมก็ยึดธุดงค๑๓ ขอนี้เปนทางดําเนิน ไมไดออกนอกลูนอกทางนี้ไปอยางทางอื่นบางเลย นี่จึงเปนที่นาอนุโมทนาเปนอยางยิ่ง มาตั้งแตขั้นเริ่มแรกของทาน ตอจากนั้นทานก็ปรากฏเห็นผลขึ้นมาโดยอันดับอําดา ดังเคยเขียนไวแลวใน ประวัติของทานจนกระทั้งเปนผูทรงมรรคทรงผลโดยสมบูรณในหัวใจทาน แลวก็ ประกาศสั่งสอนธรรมแกบรรดาศิษยทั้งหลายพรอมทั้งปฏิปทาเครื่องดําเนินดวยความ องอาจกลาหาญ ไมมีคําวาสะทกสะทานแมนิดหนึ่งเลย นี่เพราะความแนใจในใจของ ทานเอง ทั้งฝายเหตุทั้งฝายผล ทานเปนที่แนใจทั้งสองแลว พวกบรรดาลูกศิษยลูกหาทั้งหลายที่เขาไปศึกษาอบรมกับทาน จึงไดหลักไดเกณฑ จากความถูกตองแมนยําที่ทานพาดําเนินมา มาเปนเครื่องดําเนอนของตน แลวถายทอด ไปโดยลําดับลําดา ไมมีประมาณเฉพาะอยางยิ่งภิกษุบริษัท มีกวางขวางอยูมากสําหรับลูก ศิษยของพอแมครูอาจารยมั่นแตกกระจายออกไปการที่ไดปฏิปทาเครื่องดําเนินจากทาน ผูรูผูฉลาดพาดําเนินมาแลวเชนนี้ เปนสิ่งที่หาไดยากมาก นี่ละเปนที่ ใหตายใจนอนใจ อุนใจได ผิดกับเราเรียนมาโดยลําพัง และปฏิบัติโดยลําพังเปนไหนๆ ยกตัวอยางไมตองเอาที่อื่นไกลที่ไหนเลย ผมเองนี่แหละเรียน จะวาอวดหรือไม อวดก็ตามก็เรียนถึงมหา แตเวลาจะหาหลักหาเกณฑมายึดเปนเครื่องดําเนินดวยความอุน


แนใจตายใจสําหรับตัวเอง ไมมีจะวายังไงนั่น มันเปนอยางนั้น จิตเสาะแสวงหาแตครู อาจารยอยูตลอดเวลาเฉพาะอยางยิ่งพอแมครูอาจารยมั่น..." พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนโน) วัดปาบานตาด จ.อุดรธานี ( จากหนังสือ"หยดน้ําบนใบบัว") "...ที่ผมไดความรูความฉลาด จนไดมาแบงปนพวกทานทั้งหลายนั้น ก็เพราะผมได ไปกราบครูบาอาจารยมั่น...ไปพบทาน แลวก็เห็นสภาพวัดวาอารามของทาน ถึงจะไม สวยงาม แตก็ สะอาดมาก พระเณรตั้งหาสิบหกสิบ เงียบ! ขนาดจะถากแกนขนุน (แกน ขนุนใชตมเคี่ยว สําหรับยอมและซักจีวร) ก็ยังแบกเอาไปฟนอยูโนน.. ไกล ๆ โนน เพราะกลัววาจะ กอกวนความสงบของหมูเพื่อน... พอตักน้ําทํากิจอะไรเสร็จ ก็เขาทาง จงกรม ของใครของมัน ไมไดยินเสียง อะไร นอกจากเสียงเทาที่เดินเทานั้นแหละ บางวัน ประมาณหนึ่งทุม เราก็เขาไปกราบทานเพื่อฟงธรรม ไดเวลาพอ สมควรประมาณสี่ทุม หรือหาทุมกกลับกุฏิ เอาธรรมะ ที่ไดฟงไปวิจัย... ไปพิจารณา เมื่อไดฟงเทศนทาน มันอิ่ม เดินจงกรมทําสมาธินี่... มันไมเหน็ดไมเหนื่อย มันมีกําลังมาก ออกจากที่ประชุมกันแลว ก็เงียบ! บางครั้งอยูใกล ๆ กัน เพื่อนเขาเดิน จงกรมอยูตลอดคืนตลอดวัน จนไดยองไปดู วาใครทานผูนั้นเปนใคร ทําไมถึงเดิน ไมหยุดไมพัก นั่น... เพราะจิตใจมันมีกําลัง..." พระโพธิญาณเถร ( หลวงปูชา สุภัทโธ ) วัดหนองปาพง อุบลราชธานี ( จากอัตตโนประวัติหลวงปูชา ) คัดลอกจาก : http://www.geocities.com/luangpumun/his4.html และ http://www.geocities.com/luangpumun/his5.html หลวงปูมั่น ภูริทัตตมหาเถระ (4) บันทึกสวนตัว หลวงปู อุน ชาคโร คัดลอกมาจากหนังสือ ชาคโรบูชา โพสทในลานธรรมเสวนา กระทูที่ 006500 - โดยคุณจากคุณ : (อิ_อิ) [ 23 ก.ย. 2545] เนื้อความ :


หลังจากที่หลวงปูอุน ไดมรณภาพแลว ทางพระเณรที่วัดปาหนองคํา (ดอย บันไดสวรรค) ไดพยายามรวบรวมสิ่งของและบริขารเครื่องใชตาง ๆ ของหลวงปูที่ เคยใชในชวงมีชีวิตอยูโดยเขาไปจัดเก็บสิ่งของที่กุฏิหลวงปู และไดพบสมุดบันทึก สวนตัวของหลวงปูโดยบังเอิญซึ่งเปนขอมูลที่หลวงปูไดบันทึกเหตุการณในชวงที่ อยูกับ พระอาจารยใหญมั่น ภูริทัตโต ทางลูกศิษยไดรวมกันหารือ แลววาเห็นควร จัดพิมพ เพื่อใหเปนประโยชนกับลูกศิษยและผูสนใจทั่วไป อีกทั้งเปนการปองกัน ไมใหขอมูลในสวนนี้ไดสูญหาย ทางลูกศิษยไดถายภาพหนาแรกมาใหดูพอเปน สังเขป สําหรับขอความและตัวอักษรไดถายทอดจากตนฉบับมาพิมพไวในหนังสือ เลมนี้..ผมไมสามารถนําภาพถายหนาแรกมาลงใหไดตองขออภัยมา ณ ที่นี้ดว ยครับ การนําเสนอในครั้งนี้หวังวาคงจะเปนประโยชน สรางศรัทธาและเปนกําลังใจ แกนักภาวนาใหมีความเพียรในการปฏิบัติไมมาก ก็นอย นะครับ เชิญอานเพื่อ ประเทืองปญญา นะครับ สาธุ บันทึกสวนตัวของ หลวงปู อุน ชาคโร เปดเผยความลึกลับ ของทานอาจารยมั่น ภูริทัตตเถระ ขาพเจาเกิดมาในชาตินี้ รูสึกวาเสียใจมากที่ไดไปอยูรวมจําพรรษากับทาน อาจารยมั่นเพียงปเดียวทานก็มานิพานจาก แตกภ็ าคภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนมนุษย ได ไปฟงเทศนอยูรวมอุปฏฐากทานผูมีจิตรบริสุทธิ์ นึกวาไมเสียทีประการหนึ่ง ครั้ง สมัยนั้นเปนป พ.ศ. ๒๔๙๑ ขาพเจาอยูวัดอรัญญวาสีทาบอกับทานอาจารยเทสก เทส รังสี ทานไดพูดวา พระเณรรูปใดจะไปฟงเทศน อาจารยมั่น ก็ไปเสียเดี๋ยวจะไมเห็น ทานเพราะทานไดทํานายชีวิตทานไวแลววา อายุผมจะถึงเพียง ๘๐ ปเทานั้น แต เดี๋ยวนี้อายุทานก็ ๗๙ จะเขามาแลวพวกคุณจะเสียดายในภายหลังวา ไมไดฟงธรรม จากพระอรหันตอยางทานอาจารย ครั้งนั้นก็ไดนมัสการลาทานอาจารยเทสก ทานก็ อนุญาตและสงทางดวยเมื่อเดินทางไปถึงวัดปาบานหนองผือ ไดเขาไปนมัสการทาน ๆ ก็ยินยอมรับอยูในสํานักทาน นึกวาบุญเรามากเหนือหัว แตนั้นก็ตั้งใจปฏิบัติ อุปฏฐากทาน ฟงเทศนฟงธรรมจากทานเรื่อย ๆ มาตลอดศึกษาเรื่องภายในจิตรที่ เปนไปตาง ๆ นานา


๑. ความลึกลับที่มีอยูภายในทาน ก็ถูกเปดเผยออกมาที่จําไดคือ ขาพเจากราบ เรียนทานอาจารยมั่นวากระผมขอโอกาสกราบเรียน การนิมิตเห็นดวงหฤทัย (หัวใจ) ของคน ตั้งปลายขึ้นขางบนนั้น เปนอะไร ทานเลยอธิบายไปวา ที่จริงดวงหฤทัยของคนนั้น ก็ตั้งอยูธรรมดา ๆ นี้แหละ อันมันเปนตาง ๆ นานา ตามเรานิมิตเห็นนั้น มันเปนนิมิตเทียบเคียงคือ ปฏิภาคนิมิต นั้นเอง ที่ทานวามันตั้งชันขึ้นนั้น แสดงถึงจิตรของคนนั้นมีกําลังทางสมาธิ ถาจิตร นั้นตั้งขึ้นและปลายแหลม กกใหญคลายกับดอกบัวตูมกําลังจะเบงบานนั้น แสดงวา จิตรคนนั้นมีกําลังทางสมาธิและปญญาแลว ถาน้ําเลี้ยงดวงหฤทัยมีสีตาง ๆ กันนั้น หมายถึงจิตรของคน เชน โทสจริตนั้นดวงหฤทัยแดง ถาราคะจริตน้ําเลี้ยงหฤทัยแดง เขม ๆ ถาจิตรของคนที่หลุดพนไปแลวเปน น้ําหฤทัยขาวสะอาดเลื่อมเปนปภัสสร เหมือนทองหลอมแลวอยูในเตา เลื่อมอยางนั้นแหละ ถาดวงหฤทัยเหี่ยว ๆ แหง ๆ นั้นหมายถึง จิตรของคนนั้นไมมีกําลังทางจิตร คือ ศรัทธาพลัง วิริยะพลัง สติพลัง สมาธิพลัง ปญญาพลัง ถาธรรมทั้ง ๕ อยางนี้ไมมี ในจิตรแลว ทานวาอบรมไมขึ้น ไมเปนไป จะสั่งสอนทรมานสักปานใด ไมมี ประโยชนเลย ถาดวงหฤทัยคนนั้นมีกกเบงบานเหมือนดอกบัว อบรมสั่งสอนไปไดผลตาม คาดหมายจริง ๆ ทานวา ผมเองเคยเพงดวงหฤทัยของผมเอง เห็นเลื่อมเปนแสงเลย ทีเดียว เพงไปเพงมาปรากฏแตกใสดวงตา นี้คําพูดของทาน ทานจึงอธิบายวา คนใน ประเทศไทยนี้ ดวงหฤทัยตางหมูอยูสามองคคือ ดวงหฤทัยปรากฏวามีจานหรือแทน รองสวยงามดี พระสามองคนี้ องคหนึ่งคือ ทานสมเด็จพระมหาวีรวงค (ติสโส อวน) ทานตายไปแลวสวนอีก ๒ องคนั้นยังอยู ทานอาจารยมั่นพูดวา บุญวาสนาบารมีพระ สามองคนี้แปลก ๆ หมูเพื่อนมากนี้ นึกวาทานอาจารยนี้ทานดูคนไมใชดูแตหู ชิ้นตา หนัง เหมือนคนเราทานสั่งสอนลูกศิษยลูกหาตองดูดวยตานอกตาใน เสียกอนไม เหมือนปุถุชนเรา อยางพวกเรานี้มาเอาแตกิเลสมาสั่งมาสอนบังคับไมวาใครเปน อยางใด ฉะนั้นจึงเกิดสงครามกันบอย ๆ ระหวาง อาจารยกับลูกศิษยจึงวุนวายกันอยู ทั่วโลก สวนอาจารยมั่น นั้นทานสั่งสอนไปมันก็ไดผลจริง ๆ อยางวาคนจริตไมมี ธรรม ๕ ขอก็คือ คนอินทรียไมแกกลานั้นเอง อยางนี้โดยมากทานไมรับเอาไวใน สํานักของทาน มานใชอุบายวาควรไปอยูแหงนั้นแหงนี้หรือกับคนโนนดีคนนี้ดี


๒. ครั้งหนึ่งขาพเจาตั้งใจปรึกษาทานดวยจิตรคือ กุฏิของทานอยูไมหางไกล กับกุฏิของขาพเจา ขาพเจาไดเขาสมาธิทําจิตรใหสงบดิ่งลงถึงจิตรที่เคยเปนมา แลว นึกถามทานวา จิตรของขานอยตั้งอยูอยางนี้แหละ ขานอยขอกราบเรียนวา จิตรของ ขานอยตั้งอยูอยางไร และเรียกวาจิตรอะไร จึงขอนิมนตครูบาอาจารยจงไดเมตตา บอกขานอยดวย นึกแลวก็พยายามรักษาจิตรอยางนั้นไวจนกวาทานอาจารยมั่น เลิก เดินจงกรม เมื่อทานเลิกเดินจงกรมแลวทานก็ขึ้นไปกุฏิ และลูกศิษยผูเคยปฏิบัติ อุปฏฐากทานคือ ทานอาจารยวัน ก็ขึ้นไปนั่งอยูกับทาน ขาพเจาไดขึ้นไปนมัสการทานแลวนั่งอยู โดยไมไดพูดอะไร ๆ กับทานเลย ทานพูดเอยมาวาจิตรของทานอุนเปนอยางนั้น ๆ ตั้งอยูอยางนั้น ๆ เรียกวาจิตรอันนั้น ๆ ทีเดียวขาพเจานั่งตัวแข็งเลย พูดอะไร ๆ ไมออก ทั้งดีใจ ทั้งเสียใจและทั้งกลัว ทาน ละอายทาน ถาจะกราบเรียนทานอยางอื่น ๆ ไปก็กลัวทานจะเลนงานเราอยาง หนัก แตทุกวันนี้คิดเสียดายเมื่อภายหลังวา เรานี้มันโงถึงขนาดนี้จริง ๆ จะเรียนทาน วาจิตรเปนอยางนั้น แลวขานอยจะทําอยางไรอีกจิตรจึงเจริญหลุดพนไปได สมกับคํา โบราณวา อายครูบฮู อายชูบดี คํานี้มันถูกเอาเสียจริง ๆ ๓. ครั้งสมัยทานกําลังแสดงธรรมเรื่อง ความหลุดพนและอริยสัจธรรม ๔ ขาพเจาไดนั่งอยูตรงหนาตรงตาของทาน ตั้งจิตรสํารวม สงไปตามกระแสธรรมของ ทานพรอมทั้ง กําหนดพิจารณาไปดวย จิตรขาพเจาเลยรวมลงพับเดียวปรากฏวาดวง จิตรของขาพเจานี้คลายกับเครื่องนาฬิกากําลังเดินหมุนเวียนอยู พอนิมิตแลวจิตรก็ ถอนออกมาพอดี ถูกทานเทศนใหญเลยวา จิตรพระอรหัตตทั้งหลายนั้น จิตรทานไมหมุนเวียน อีก ไมหันตอไปอีก จึงไดนามวาอะระหัน แปลวา ไมหัน ทานเหลานั้นจะ เอา อะ ไปไสแลว ไมเหมือนเรา เรามีแตหันอยางเดียวไมหยุดไมหยอน พระ อรหันตนั้นทานตัดกงหันไดแลว ทานทําลายกงสังสารจักรขาดไปแลวดวย อรหัตตมรรค ขาพเจานั่งฟงอยูครั้งนั้นจึงเกิดความมหัศจรรยอยางใหญหลวง ทานอาจารยมั่น นั้นไมแสดงธรรมดวยหูหนังตาหนังเหมือนพวกเราทานจก (ลวง) เอาหัวใจผูฟงมาแสดงจริง ๆ ธรรมของทานที่แสดงจึงถึงจิตรถึงใจของผูฟง อยางพวกเราแสดงใหกันฟงอยูทุกวันนี้มีแตคนตาบอด ผูแสดงบอด ผูฟงก็บอด บอด ตอบอดจูงกันไมรูวาจะไปถึงไหน จะไปโดนเอาหลักเอาตอ ตกเหว ตกขุม ที่ไหนไม


ทราบกันเลย ผูเทศนก็มีกิเลส ผูฟงก็มีกิเลสกันทั้งนั้น ผูเทศนเลาก็หวังเอาแตกัณฑ เทศน ไมเทศนเอาคน มันจึงไกลกันแสนไกล สมกับพระพุทธเจาวา ธรรมของสัต ตบุรุษกับธรรมของอสัตตบุรุษไกลกันเหมือนฟากับแผนดิน คําหนึ่งวา ดูกรอานนท ถาธรรมของเราตถาคตไปสิงในจิตรของพระอรหันตผูสิ้นจากกิเลสแลว ธรรมของ เราก็เปนธรรมแทไมปลอมแปลง ถาเมื่อใดธรรมของตถาคตนี้ไปสิงอยูในจิตรปุถุชน ผูมีกิเลส ธรรมของเราก็กลายเปนธรรมปฏิรูปคือ ธรรมปลอมแปลง ถาผูเขียนนี้เขียน ไปมาก ๆ ก็เหมือนดูวาเทศนไปอีกแหละ มันเปนการเอามะพราวมาขายสวนไปจึง ขอเขียนเรื่องทานอาจารยมั่นตอไป ๔. วันหนึ่งตอนเชากําลังฉันจังหัน พระเณรกําลังแจกอาหารลงใสในบาตร และพระผูอุปฏฐากทานก็กําลังจัดอาหารหวานคาวลงใสในบาตรทานอาจารยมั่น ถา เปนอาหารของแข็งหรือใหญ ตางองคก็ตางเอามีดหั่น หรือโขลกดวยครก ตางคนตาง กระทําดวยความเคารพจริง วันนั้นขาพเจาไดมองไปเห็นพระทานทํา ก็นึกเกิดปติ ขึ้นมาดวยความเลื่อมใสปลอยใจเลื่อนลอยไปวา แหม…พระลูกศิษยลูกหาของครูบา อาจารยนี้ตั้งใจปฏิบัติอุปฏฐากดวยความเคารพเลื่อมใสจริง เอะ…ครั้งพุทธกาล โนน บรรดาพระสาวกทั้งหลายนั้น จะมีสานุศิษยปฏิบัติอุปฏฐากดี ๆ อยางนี้ไหมหนอ คิดแลวก็ไมนึกไมฝนเลยวา เราเปนบาคิดเรื่องราวใหไปกระทบกระทั่งจิตรใจของ ทาน ครั้นตอมาในวันหลังบรรดาสานุศิษยทั้งหลายที่เคยปฏิบัติอุปฏฐากทาน ก็เขา ไปจะปฏิบัติ ถูกทานหามอยางใหญวา หยุดอยามาทํานะ วันนั้น ทานดุเอาจริง ๆ ครั้นตอมาวันหลังอีก จะเขาไปปฏิบัติ ทานเลนงานอยางใหญอีกวา ทําไมหามไม ฟงเดี๋ยวถูกคอนตีเอาแหละ แลวทานก็บนวา มันมาดูถูกกัน การปฏิบัติอุปฏฐากอยาง นี้ ในครั้งพุทธกาลโนน พระสาวกไมมีดอก วันนั้นไมมีใครเขาไปใกลทานไดเลย การจัดสิ่งของลงในบาตร ทานจัดเอง การอุปฏฐากทานนั้นจําเปนตองงดไปหลายวัน ตอมาทานอาจารยมหาบัว ทานเปนลูกศิษยอาวุโสกวาหมู พรรษาทานขณะนั้น คงไดในราว ๑๖ พรรษา จึงไดเรียกบรรดาสานุศิษยรุนนอย มีทานอาจารยวัน ทาน อาจารยเนตร อาจารยคําพอง อาจารยสุวัจน อาจารยจันโสม บานนาสีดา และขาพเจา พรอมอีกหลาย ๆ รูป ไปประชุมกันทีก่ ุฏิทานอาจารยมหาบัว วาเรื่องนี้เปนใครหนอ ไดนึกไดคิดอยางวานี้ เปนเหตุใหครูบาอาจารยเดือดรอน ผมเองวาพิจารณาเห็นวาคง


ไมมีไครดอก เพราะวาใคร ๆ ที่ไดมาอยูก็ไดมอบกายถวายชีวิตกับทานแลว ตางคน ก็ตางเคารพนับถือทาน ผมวาจะเปนอุบายทานอาจารยทรมานพวกเราเฉย ๆ ดอก ตามที่ผมไดอยูกับทานมาหลายป ผมเองเคยถูกทานทรมาน ดูวาเรานี้จะปฏิบัติ อุปฏฐากทานเอาจริง เอาจังไหม หรือสักแตวาทําเพื่อแกเกอเฉย แตนี้ไปพวกเราตอง เขาไปทําปฏิบัติทานเลย ทานจะฆาจะแกงจะตมอยางไรเราก็ยอม เสียสละ นีท้ าน อาจารยมหาบัวแนะนําสานุศิษยรุนเล็ก ๆ ตอมาก็เลยเขาไปอุปฏฐากทาน ครั้งนี้ทานไมวาอะไร เพราะจะหามไวก็ไมฟง เปนหนาที่ขอวัตรของสานุศิษย ผูหวังดีจะทํากัน แตนั้นมาก็ไมมีใครปรารภเรื่องนี้อีก แมแตทานอาจารยมั่น ก็ไมวา อะไรตลอดถึงวันทานนิพานของทานยังปดบังไว ครั้นตอมาประมาณ ๒๐ กวาป ขาพเจาจึงมารําลึกถึงบุญคุณ ของทานอาจารยมั่นดู จึงนึกขึ้นมาไดวา เมื่ออยูกับทาน อาจารยมั่น ถูกทานเทศนกัณฑใหญ สมัยนั้นเราผูที่ไมมีสตินี้แหละ เปนเหตุทําให หมูเพื่อนครูบาอาจารยองคอื่น ๆ เดือดรอนไปตามกัน เมื่อมานึกทวนจิตรรูมันก็สาย เสียแลว จะทําอยางไรดี จะไปขอขมาโทษคารวะทาน ทานก็ไมอยูในโลกไหนภพ ไหน จึงนึกคิดขึ้นมาไดวาเหลืออยูแตโอวาทคําสอนของทานนี้แหละใหเราเราตอง ขอขมาโทษเคารพนักถือธรรมของทานที่ใหไวนี้แหละ นึกขึ้นไดแลวก็เบาใจ ตอมา นี้แหละ ทานผูอานทั้งหลาย คนเรานี้แมแตจิตรของตัวเราเองนี้ นึกคิดไปแลวก็ยังไม รูวาขณะนี้เราคิดเรื่องอะไร มันจะไปรูจิตรนึกคิดคนอื่นไดอยางไร ทั้งวันทั้งคืนทั้งป ทั้งเดือนผานไปผานไปหมดไปเฉย ๆ ไมไดทบทวนตรวจดูการดูจิตรของตน เลย อยางทานอาจารยมั่นนั้นทานเคยพูดใหไดยินบอยวา ผมเองพิจารณาเห็นจิตร เห็นกายอยูทุก ๆ เวลาเชน เห็นกายเปนรางกระดูกอยางนั้นแหละ เอาผามาหมมา คลุมก็เห็นเอาผามาคลุมรางกระดูกอยูอยางนั้น ทานอานเรื่องนี้แลวจงระวัง อยาให เปนดังจิตรของขาพเจาผูเขียนนี้เลย เรื่องนี้ขาพเจาผูถูกมาเองจึงอดปดบังไว ไมได เปนของอัศจรรย ขอหนึ่งที่เคยประสบเหตุการณมากับทานอาจารยมั่น จริง ๆ ๕. วันหนึ่งตอนบายทานอาจารยมั่นจะสรงน้ํา ตามธรรมดาเวลาสรงน้ํามีพระ ปฏิบัติทานอาจารยในราวสัก ๓ รูปไมขาด ครั้งนั้น มีพระรูปหนึ่งทานองคชอบหัว ดื้อหนอย และชอบทดลองสิ่งตาง ๆ ดวย พระองคนั้นจึงคิดทดลองดูวาทานอาจารย มั่นนี้จะรูไหม จึงคิดในขณะไปสีขาใหทานวา กกขา (ตนขา) นี้ขาวเหมือนขาผูหญิง เลย พอนึกเทานั้น ทานอาจารยมั่นจึงพูดขึ้นวา เอะ ทานนี้เปนบาจริง ๆ เวย แลว


พระองคนั้นก็ถอยออก จึงมานึกวาเอะ….ทานอาจารยจะรูจริง ๆ หรืออยางไร หนอ แกยังสงสัยอยู พอวันหลังก็มาปฏิบัติเวลาทานอาบน้ําอีก พอสีเหงื่อไคลขา ทานก็ลองนึกดูอีก ครั้งนี้ทานดุเอาอยางใหญเลยวา ทานนี้ออกหนี อยามาทําเลย ไป หนี ๆ ไลใหญ อันนี้ขาพเจาผูเขียนก็ไดไปปฏิบัติทานอาจารยในเวลานั้น เหมือนกัน อันนี้นึกวาทานอาจารยมั่นนั้นทานชํานาญทางปรจิตวิชาจริง ๆ จึงหาได ยากอีกในโลกอันนี้ ๖. สมัยหนึ่งเปนเวลาออกพรรษาแลวนายวัน และนางทองสุข รานศิริผล นครราชสีมา ไดมาถวายกฐิน ครั้งนั้นมีครูบาอาจารยผูหลักผูใหญ นายวันนิมนตมา ดวยมากองค เชน ทานอาจารย สิงห ใหญ อาจารยฝน อาจารยสีโห วัดปาสุมนามัย บานไผ ทานอาจารยองคนี้ ไมเคยมาและไมเคยเห็นทานอาจารยมั่นเลย ไดไปพักอยู กุฏิเล็ก ๆ หางจากกุฏิทานอาจารยมั่น ประมาณ ๔ เสน ขณะนั้นทานอาจารยสีโห อาบน้ํา ขาพเจาและพระอื่น ๆ มาปฏิบตั ิทานขณะนั้นทานอาจารยสีโห จึงพูดกับ ขาพเจาขึ้นเบา ๆ วา เอะ ทานอาจารยมั่นนี้ รูปรางหนาตาเหมือนผมนิมิตเห็นทานไม ผิดเลย วาลักษณะทานคน นอย ๆ คางแบน ๆ บัดนี้เราจะไดฟงเทศนทาน เรานี้อยาก ใหเทศนจริง ๆ วา เรานี้มนั คาอยูอะไร ทําไมจึงไมเห็นตนคา วาแลวก็ผลัดเปลี่ยนผา ขาพเจาก็เลยไปกุฏิพอตอนค่ําครูบาอาจารยตางก็ไปชุมนุมที่กฏุ ิทานอาจารยมั่น ทาน อาจารยสีโหก็อยูนั่นแหละ ทานอาจารยมั่นก็ทักทายปราศรัยกับทานอาจารยองคนั้น องคนี้ไป พอทานมองไปเห็นทานอาจารยสีโห นั่งอยู ทานเลยพูดขึ้นวา ทานสีโหนี้ก็ มีแตไปหากินขาวตมขนมเขาอยูแตในเมืองนี่นา ทําไมไมเห็นเขาปาไปภาวนาเลา วา แลวทานหัวเราะ ใครก็หัวเราะกัน เพราะเปนเรื่องขบขัน ผูฟงเพลินดูคลายกับวาทาน พูดเลน แตที่จริงทานพูดตามเหตุที่ทานรูทางจิตร ๗. ครั้นตอมาอีกเชา เวลาฉันจังหัน ครั้งนั้นครูบาอาจารยที่เปนพระแขก ติดตามมากับองคกฐินนายวัน แมทองสุข เชน อาจารยสิงห อาจารยสีโห อาจารย ออน อาจารยฝน และพระอื่น ๆ อีกมาก ไดไปรวมกันฉันที่ศาลาหลังใหญเพราะที่ หอฉันที่ไมเพียงพอ จึงฉันอยูที่หอฉันก็มีแตพระเณรเจาถิ่นเทานั้น ครั้งนั้นบันดา อาหารหวานคาว พวกโยมทั้งหลายเลยเอาขึ้นไปแตหอฉันที่อาจารยมั่นอยู ไมมีใคร แบงไปศาลาใหญเลย พระผูแจกอาหารเชนอาจารยวัน อาจารยทองคํา และขาพเจา ผูเขียนนี้ดวย ก็บังเอิญลืมแบงไปจริง ๆ พอฉันเสร็จแลวไมมีใครวาอะไรอีกครูบา


อาจารยทั้งหลายที่ฉันอยูศาลาหลังใหญก็ฉันแต อาหารที่ไดมาในบาตร ไมมีใครพูด อะไร เพราะกลัวความกระทบกระเทือนจะไปถึงทานอาจารยใหญ พอตื่นเชาวันหลัง เทานั้นแหละ ทานอาจารยมั่นเลยวา โยมชาวบานหนองผือเลยวา พวกโยมทําอาหาร มาใหพระฉันกันอยางไร อาตมาไดยินวา ทานอาจารยสิงห บนวาอาหารจาง อาหาร จางอยู พระพวกภัตตุเทศที่แจกอาหารเลย สืบถามดูความจริงแลว ลืมแบงอาหารไป ศาลาหลังใหญปลอยใหครูบาอาจารยฉันแตขาวที่ไมมีอะไร ๆ กันทั้งนั้น จึงเปนเหตุ ใหทานอาจารยมั่นรูเรื่องราวโดยไมมีไครบอก อันนี้เปนของอัศจรรยขอหนึ่งตาม ขาพเจาเคยผานเหตุการณมาในเรื่องทานอาจารยมั่น ๘. เรื่องอดีตชาติกอนทานอาจารยมั่นพูดวา สมัยพระโสณะกับพระอุตตระมา เผยแผพระพุทธศาสนาในแควนสุวรรณภูมิ คือ นครปฐมเดี๋ยวนี้ ทานอาจารยมั่นนี้ได เปนสามเณรนอยมาดวย ทานวาสมัยนั้นทาน ของคาอยูในการปรารถนาพุทธภูมิทาน จึงไมไดสําเร็จมรรคผลอะไร ทานกลาววาสมัยนั้นน้ําทะเลขึ้นไปจรดกับจังหวัด สระบุรี หรือเขาวงพระจันทร สวนพระโสณะและพระอุตตระนั้นชอบใชไมเทา ทาง กกเปน ๘ เหลื่อม ทางปลายนั้นเปน ๑๖ เหลื่อม ทานวาเมืองไทยเรานี้มีคนมีบุญ วาสนามากมาเกิดบอย ๆ และเปนที่ชุมนุมของเทวดามเหศักดิ์ผูมีฤทธิ์มาก ทัง้ สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เชน พระบรมสารีริกธาตุก็เสด็จมาอยูในเมืองไทย ประเทศอินเดียไมคอยมี เพราะเมืองไทยเรามีพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองกวาประเทศอื่น ฉะนั้นเมืองไทย เรา จึงเปนเมืองแสนสงบสุข อุดมสมบูรณเปนเอกราชมานาน เพราะเปนดินแดนที่ เกิดของนักปราชญทั้งหลาย พูดถึงตอนนี้เปนเหตุใหเราคนไทยที่เปนเจาของประเทศ ภาคภูมิใจมาก และ ภาคภูมิใจที่ไดมาเกิดในเมืองไทยที่มีครูบาอาจารยผูวิเศษมา โปรดนี้ไดยนิ จาก ทานพระครูสีลขันธสังวร (อาจารยออนสี) วัดพระงาม ทาบอ พูด ใหฟง เพราะอาจารยองคนี้ทานไดอยูกับทานอาจารยมั่นตั้ง ๖ ป ทานรูดีเรือ่ งอาจารย มั่น ใครสนใจไปเรียนถามทานก็ได ๙. เรื่องเขาสมาธิเวทยิตนิโรธสมาบัติ ทานอาจารยออนสี วัดพระงาม เลาให ขาพเจาฟงวา เรื่องเขาเวยิตนิโรธนี้ เคยมีครูบาอาจารยผูใหญกราบเรียนทานอาจารย มั่น ทานตอบวา พระอรหันตจําพวกไดอภิญญา ๖ และ ปฏิสมั ภิทา ๔ จิตรถึงจตุตถ ญาณแลวจึงเขาไดอยางพระมหาสารีบุตร พระมหากัสสป ทานเขาไดถึง ๗ - ๘ วัน จําพวกพระอรหันตสุกขวิปสโก เตวิโช อันนี้เขาไมได ทานอาจารยมั่นพูดวา เอานา


เชื่ออายเฒาเถอะนา และทานเคยเตือนลูกศิษยวา อยาไปคิดมันเลยเรื่องนี้ วาแตสิ้น กิเลสตัณหาก็พอ พวกเรานี้มันหมดยุคผูมีบุญวาสนามากแลว วาสนาของสัตวโลก นับวันแตจะดอยลงไปทุกทียิ่งเลย ๒๕๐๐ ป ไปแลวคนที่จะสําเร็จมรรคผลเพียงแค แตพระโสดาบันนี้ก็ยาก ทานวาดังนั้น อยาอยากดีอยากดังเกินไปมันจะไมพนทุกข นี้ ทานเตือนสานุศิษย อยางทานอาจารยลี วัดอโศการามก็เคยพูดบอย ๆ วา เลย ๒๕๐๐ ไปแลวคนจะทําความดีไดยาก มีแตคนชั่วเอาความชั่วมาทับถมกัน จริงอยูคํา นี้สมัยทุกวันนี้พระทานถือธุดงคไปเจริญสมณธรรมอยูปาอยูเขา ไกลแสนไกล สูง แสนสูงเทาใด คนยังไปรบกวนถามบัตรถามเบอรทาน ไมถามเรื่องบุญเหมือนสมัยที่ ทานอาจารยมั่นยังมีชีวิตอยู ถามกันแตเรื่องเบอรทั้งนั้น พระสมัยนี้ก็แสวงหาแตอยาง นั้นเหมือนกัน แลวมันจะดีขึ้นไดอยางไร ใครก็หาแคมนุษยสมบัติ ไมหานิพพาน สมบัติ พระทานผูหวังจะขามจากโลกก็พลอยลําบากไปดวย เพราะโลกเขาไมอยาก ใหขามไปเลย ขาพเจาไดคนดูหนังสือโบราณคือ หนังสืออุรังคธาตุตอนหนึ่งวา พระ มหากัสสปเถระเจาไดสรางพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ทางฝายฆราวาสมีพระยา คําแดง พระยาเมืองอินทปตถานคร พระยานันทเสน พระยาปงคราช พระยาสุมิตถา นคร โปรดใหเขียนรูปมาอัสดรใสพระธาตุ โดยผินหนาไปทางทิศเหนือแมน้ําโขง ผินหางไปทางทิศใตแมน้ําโขง แลวพระมหากัสสปเถระเจาจึงทํานายพยากรณไววา ตอไปครั้งหนาศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจา เมื่อถวายสรอย ศาสนาแถบแมน้ําโขงนี้ จะเจริญรุงเรือง จะมีพระอรหันตเกิดขึ้นแถบสายแมน้ําโขง อันนี้ขาพเจาบอกตรง ๆ เลยวามันตองเปนสมัยอาจารยมั่น ทานอาจารยเสารนี้ไมมีผิดจริง ๆ เพราะพระทั้ง สององคทานนี้ก็เปนคนชาวอุบลซึ่งมีเขตตจรดกับแมน้ําโขง และเวลาทานสององค นี้เที่ยวเทศนาโปรดประชาชนก็เทียวโปรดตามสายแมน้ําโขง นี้เปนคําสันนิษฐาน ของขาพเจา จะผิดหรือถูกประการใด ขอพิจารณาดูเถิดและใหอภัยแกขาพเจาผูเขียน ดวย อีกตอนหนึ่งในหนังสือพุทธทํานายวา ใกลศาสนา ๒๕๐๐ จะมีผูมีบุญวาสนา มาเกิด มี พระยาธรรมมิกราชมาปกครองบานเมือง ฝายพระศาสนาจะมีพระอรหันต มาเทศนโปรดบานเมืองจะเจริญรุงเรืองวัฒนาถาวร พระศาสนาของพระสัมมาสัม พุทธเจาจะเจริญเรื่องทางดานปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม เรื่องนีไ้ ดมีครู


บาอาจารยบางรูปไดยินทานอาจารยมั่น เคยพูดวามันเจริญมาแลวแตพระเจาแผนดิน รัชการที่ ๔ ทานก็เปนจอมปราชญ ปกครองบานเมือง ไดปรับปรุงทางคณะ สงฆ และไดปรับปรุงบานเมืองใหเจริญ จนมาถึงรัชการที่ ๕ บานเมืองไดเจริญถึง ขีด ทานวาดังนั้น สวนฝายพระศาสนาก็มีสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิร ญาณวโรรส พระองคทานก็ไดปรับปรุงดานการศึกษาปริยัติธรรมนี้ขึ้นมาจนถึงสมัย ทุกวันนี้ ดานปฏิบัติปฏิเวธธรรมอันนี้มันเจริญอยูกับผูปฏิบัติ ผูไมปฏิบัติก็ไมเห็น ความเจริญ มันไมใชทั่วไป ผูใดปฏิบตั ิเห็นมรรคผลนิพพาน ก็วามรรคผลนิพพานยัง อยูเหมือนเดิม ไมไปไหน พระพุทธเจาปรินิพพานไป ทานไมไดเอามรรคผลนิพพาน ไปดวยคงอยูตามเดิม ( เอสะ ธัมโม สะนันตะโน ) พระธรรมเปนของมีมาแตดั่งเดิม ไมไปไหน พระพุทธเจาตรัสไวแลววา ดูกรอานนท เมื่อใดภิกษุในพระศาสนานี้ยัง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู พระอรหันตจะไมวางจากโลก อันนี้คําพูดของทานผูเห็น ธรรมแลวหลุดพนแลวพูด ทีนี้เราผูมืดมนและของคาอยู มาพูดกันตามความเห็นแลว วา พระผูวิเศษคือ พระอรหันต จะมาเที่ยวเทศนาโปรดประชาชนนั้น ขาพเจาวาไมใช อื่นไกลคือ ทานเจาคุณอุบาลี ซึ่งเปนนักเทศนเอกในประเทศไทยและทานอาจารย เสาร ทานอาจารยมั่น นี้แหละ ไมใชทา นเหาะมาทางอากาศ มาประกาศวา ขาพเจานี้ คือพระอรหันตจะมาโปรดทานเนอ อยางพวกเรานึกคิดกัน ทานไดสําเร็จแลวก็แลว กันไป หลุดพนแลวก็แลวกันไป ไมใชวาจะหามแขงหามเสงเหมือนกลองยาว เคยมี พระบางพวกหามไปเขาสมาธิใหคนดู อันอยางนั้นมันไมมีในพระสาวกเสียแลว และ พระพุทธเจาก็ไมปรากฏวาพระองคเขานิโรธสมาบัติแลวใหสาวกหามไปใหคนดูวา มาเนอ มาดูเราเขานิโรธ อยางนี้ไมมี พระวินัยก็ปรับอาบัติไวแลววา ภิกษุใดบอก อุตตริมนุสสธรรมแกชาวโลกเขาปรับอาบัติปาจิตตีย ดังนี้ ทานผูมีจิตรหลุดพนแลว ทานไมโออวด ไมอยากดังเหมือนพวกเราที่มีกิเลสอยูดอก ถึงบอกไปคนอื่นเขาจะ เชื่ออยางไร เขาไมเห็นดวย มีแตเขาจะวาทานนี้บาแลวกระมัง ฉะนั้นการบอกเปดเผย ธรรมวิเศษที่มีในตนนี้ นอกจากอาบัติแลว ก็ไมมีประโยชนผลได นอยกวาผลเสีย จะ ประสาอะไรแตสาวกของพระพุทธเจา แมแตพระองคเองไดประกาศวา เราเปน สยุมภูผูตรัสรูเอง คนอื่นก็ยังเชื่อยากทั้งตําราพวกพราหมณก็ทํานายกันทั้งประเทศ อินเดียวาพระพุทธเจาจะมาตรัสรูในโลก เมื่อพระองคเที่ยวประกาศพระศาสนา คน บางจําพวกก็ยังไมเชื่อพระองค จนไดแขงฤทธิ์แขงเดชกับพระองคจะเอาอยางไรกับ


มนุษยผูมืดหนา ฉะนั้นเรื่องอาจารยมั่นนี้ก็เหมือนกัน ตองถูกปดบังไวตั้ง ๒๐ กวาป จึงมีวี่แววขึ้นเดียวนี้เอง……………………… จากคุณ : (อิ_อิ) [ 23 ก.ย. 2545]

ความคิดเห็นที่ 7 : (อภิสิทธิ์) สาธุ ขอบพระคุณนะครับ หลวงปูอุนทานเปนลูกศิษยหลวงปูเทสกและหลวง ปูเทสกไดฝากใหทานมาปฏิบัติกับหลวงปูมั่นกอนที่หลวงปูมั่นจะนิพพาน หลวงปู อุนทานมรณะเมื่อปที่แลว 2544 อายุ 79 ป กระดูกทานกายเปนพระธาตุ ในงาน พระราชทานเพลิงศพเดือนกรกฎาคม 2545 หลวงตาบัวไดเปนประธาน และมี หลวงปูเหรียญ หลวงปูทอ น หลวงปูตาง ๆ หลายรูปก็ไดมารวมงานนี้ ตอนที่หลวงปู อุนอยูทานไดสรางเจดียเพื่อระลึกถึงหลวงปูมั่นที่วัดดอยบันไดสวรรค บานหนองคํา ต.อูบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดร มีพระทีท่ านปฏิบัติดีหลายทานที่เรายังไมรู ทานไม คอยแสดงตัวเทาไหรแลวแตวาใครจะมีโอกาสไดพบทานเหลานั้น จากคุณ : อภิสิทธิ์ [ 23 ก.ย. 2545]

ประวัติ1 - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  

http://www.openbase.in.th/files/1_23.pdf

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you