Page 1

ปีที่ 1 ฉบับที่ 4

กรกฎาคม - กันยายน 2555

4

สาระประกันภัย

: กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ความคุ้มครองใหม่ด้านประกันภัย สัมภาษณ์ : สมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เรื่องเด่นประจ�าฉบับ : น�้าพริก...คุณค่าแห่งครัวไทย

Asean  Economics  Community

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

AEC

free! http://www.viriyah.co.th/m

วิริยะประกันภัย  พร้อม !


· º ÃóҸԡÒÃ

º

65 ปีของวิริยะประกันภัย มุ่งมั่นสร้างการบริการด้วยมาตรฐานที่เหนือระดับ  ด้วยความเป็นธรรม ด้วยจรรยาบรรณที่จะดูแลผู้เอาประกันภัย  ดิฉันในฐานะที่เป็นพนักงานคนหนึ่ง ก็อดภูมิใจกับองค์กรตัวเองไม่ได้ที่วิริยะประกันภัยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งเท่ากับเป็นการ ตอกย�้าถึงความมั่นคงของบริษัทฯ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้มากขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ดิฉันต้องขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่าการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน  มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และเป็นไปตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ส�าหรับ V magazine ฉบับนี้ ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาสาระที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มครอง ภัยใกล้ตัวที่จะเกิดกับเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บอกกล่าวไปอย่างนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงตระหนักถึงภัยน�้าท่วมขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดีภัยเหล่านี้เราสามารถบรรเทาและลดความเสี่ยงลงได้ด้วยระบบประกันภัย ซึ่งเนื้อหา สาระในฉบับนี้คงช่วยให้ท่านสามารถท�าความเข้าใจและสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตรงต่อ ความต้องการของท่านได้เป็นอย่างดี ช่วงหน้าฝนนี้อย่าลืมดูแลและตรวจตราความพร้อมรถของท่าน...เพื่อความปลอดภัยนะคะ

   

ด้วยความขอบคุณ

(กานดา วัฒนายิ่งสมสุข)

วี แมกกาซีน วารสารราย 3 เดือน เจาของ  :  กองบรรณาธิการ  :              จัดทําโดย  :  แยกสี/เพลต  :  พิมพที่  : 

c

บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) เลขที่ 121/28, 121/65 อาคารอาร์เอสทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก  แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2641-3500  โทรสาร 0-2641-3900 ส�านักพิมพ์สารคดี (ในนามบริษัทวิริยะธุรกิจ จ�ากัด) เอ็น. อาร์. ฟิล์ม  โทรศัพท์ 0-2215-7559 บริษัททวีวัฒน์การพิมพ์ จ�ากัด โทรศัพท์ 0-2720-5014

        ภาพ ขอเขียน หรือบทความใน V magazine ขอสงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย ทานที่นําไปตีพิมพ์ อางอิง หรือประโยชน์อันใดในสิ่งพิมพ์อื่น กรุณาขออนุญาตลวงหนา


วารสารราย 3 เดือน

กรกฎาคม-กันยายน 2555

ÊÒúÑÞ

¡Í§·Ø¹Ê‹§àÊÃÔÁ ¡ÒûÃСѹÀѾԺѵÔ

ÊÒÃÐ »ÃСѹÀÑÂ

เรื่อง : วิไล ปรีชาภรณ์         ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

¤ÇÒÁ¤ØŒÁ¤ÃͧãËÁ‹´ŒÒ¹»ÃСѹÀÑÂ

05        08        12   

   

15  16 

   

18    20  26  28  29 

สาระประกันภัย  กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 

ความคุ้มครองใหม่ด้านประกันภัย

เรื่องจากปก  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 

: AEC วิริยะประกันภัย...พร้อม สัมภาษณ์  มิติใหม่ของงานบริการ   ภายใต้การขับเคลื่อนของ สมชัย ศิริวัฒนโชค    อธิบดีกรมการขนส่งทางบก    รอบรั้ววิริยะประกันภัย    ศูนย์ซ่อมฯ/ตัวแทน  บริการอย่างมืออาชีพ   ด้วยมาตรฐานเดียวกัน เปาหมายที่ต้องพุ่งชน...   ชมรมตัวแทนภาค 6    CSR  วิริยะ 65 ปี รวมพลังความดี : คิดดี ท�าดี...เพื่อสังคม    จากต้นธารความคิด...สู่ฝันที่เป็นจริง    เรื่องเด่นประจ�าฉบับ  น�้าพริก...คุณค่าแห่งครัวไทย    เรื่องเก่าเล่าอดีต  ตลาดน�้า   รู้รักษ์สุขภาพ  กินถูกจาน ลดพลังงาน ลดอ้วน   ไอที   Rudy Bike สองล้อไฟฟาแห่งอนาคต

30    32        34        36        39    40    42       

                 

45 46 48   49 4

รักลูกให้ดี   เด็กๆ และการพนัน เยือนลานธรรม  เรียนรู้วิถีแห่งพุทธวัชรยานที่ ขทิรวัน 

ศูนย์ปฏิบัติธรรมแบบทิเบตแห่งแรกในไทย วิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี   ดินถล่ม-โคลนถล่ม ธรณีพิบัติภัยที่คนไทยต้องรู้จัก ท่องเที่ยวกับวิริยะ    ล่องแก่งน�้าเข็ก ท้าวัดใจความสามัคคีกลางสายน�้า วิริยะชวนชิม  อิ่มอร่อยหลากบรรยากาศที่เมืองสองแคว ดวงชะตาราศี พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด  

กรุงเทพฯ-เบญจรัตนนคร (3) “สร้างความจริงให้ประจักษ์  รู้รักสามัคคีที่ริมขอบฟา” ผลิตภัณฑ์   วิริยะ 2+, 3+ เอ็กซ์ตร้า หมดกังวล !...ภัยน�้าท่วม ขับขี่ปลอดภัย  ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน ไขข้อข้องใจปญหาประกันภัย   เหตุระเบิดที่หาดใหญ่ ประกันภัยรับผิดชอบหรือไม่ ? CRM  ช็อปและพัก...ที่วิริยะ เดอะมอลล์ บางแค

ทุกวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าบางครั้งธรรมชาติก็ท�าให้เกิดความหายนะและความสูญเสียให้แก่มนุษยชาติ ได้อย่างมหาศาลเกินความคาดคิด หากนับย้อนไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติและนิวซีแลนด์  น�้าท่วมใหญ่ที่ออสเตรเลีย สึนามิที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหวที่ตุรกี จนกระทั่งเหตุการณ์น�้าท่วมในประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา

5

กรกฎาคม- กันยายน 2555


จากเหตุการณ์ทั้งหลายที่กล่าวมาท�าให้ธุรกิจประกันภัย ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนมีผลให้บริษัทรับประกันภัยต่อ  (ซึ่งเป็นผู้จ่ายสินไหมสุดท้าย) หลายบริษัทต่างทบทวนการพิจารณา รับประกันภัยใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประกันภัยธรรมชาติ จากเดิมที่ไม่ เคยก�าหนดวงเงินความคุ้มครอง (กล่าวคือ มูลค่าทุนประกันภัย ทรัพย์สินเท่ากับเท่าไหร่ก็ให้ความคุ้มครองภัยจากธรรมชาติตาม มูลค่าเดียวกัน) กลับกลายเป็นยกเว้นอย่างสิ้นเชิง ชนิดที่เรียกว่า เข็ดขยาดกับภัยธรรมชาติทีเดียว  บริษัทประกันภัยทั้งหลายจึงต้องแสวงหาการ ประกันภัยต่อแบบความเสียหายส่วนเกิน (Excess of  Loss) เพื่อหาทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมี มาก่อน 

อย่างไรก็ตามการประกันภัยต่อแบบความเสียหายส่วนเกิน  (Excess of Loss) ก็ได้ส่งผลต่อต้นทุนการรับประกันภัยของบริษัท ประกันภัยแต่ละบริษัทถ้วนหน้า และบริษัทประกันภัยยังคงรับ ประกันภัยธรรมชาติแบบมีข้อจ�ากัดตามความเหมาะสมของความ เสี่ยงและการประกันภัยต่อที่บริษัทได้ซื้อไว้  ในขณะที่ความต้องการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติทั้งภาค ประชาชน (ที่อยู่อาศัย) และภาคธุรกิจเอกชนมีมากเกินกว่าที่ธุรกิจ ประกันภัยโดยรวมจะสนองได้ ท�าให้รัฐบาลซึ่งต้องการสร้างความ เชื่อมั่นให้เกิดกับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทั้งหลาย  จึงได้ออกพระราชก�าหนดเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น  โดยจัดตั้งเป็นกองทุน เรียกว่า พระราชก�าหนดกองทุนส่ง เสริมการประกันภัยพิบัติ  พ.ศ. 2555 เพื่อช่วยเหลือ ประชาชนและผู้ประกอบการให้ได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินและ กิจการของบุคคลดังกล่าวที่อาจเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต  มูลค่า 50,000 ล้านบาท  ทั้งยังให้สมาคมประกันวินาศภัยโดยคณะกรรมการประกันภัย ทรัพย์สินร่างกรมธรรม์และเอกสารต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องเพื่อขอรับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการก�ากับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยมี บมจ. ไทยรับประกันภัยต่อ เป็นผู้ จัดการดูแลระบบการประกันภัยต่อด้วย ทั้งนี้ได้มีการลงนามสัญญาข้อตกลง (MOU) แล้วเมื่อวันที่ 28  มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากติดขัดด้านการด�าเนินการ หลายข้อท�าให้บริษัทประกันภัยโดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรับ ประกันภัยพิบัติได้ตามข้อตกลง 

6

แต่ในทีส ่ ด ุ หลายบริษท ั รวมถึงวิรย ิ ะประกันภัย  ก็เริ่มรับประกันภัยพิบัติได้เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม นี้เอง 

ส�าหรับทุนประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ทางคณะ กรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติได้ก�าหนดไว้สาม ประเภทตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ความคุ้มครอง ประชาชนในสามกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มภาคครัวเรือนซึ่งหมายถึง บ้านที่อยู่อาศัย กลุ่มธุรกิจ SME และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม โดยกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองด้วยทุนประกันภัย ไม่เกิน 1 แสนบาท เคาะราคาเบีย้ ประกันอยูท่  ี่ 0.5% จากทุนประกัน กลุ่ม SME มีทุนประกันภัยทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้านบาท  ในราคาเบี้ยประกัน 1.0% จากวงเงินความคุ้มครอง (แต่จ�ากัด ความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย) เช่นเดียวกับกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มอุตสาหกรรม มีทุนประกันภัย ทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป เบี้ยประกันภัยอยู่ที่ 1.25% จาก วงเงินความคุ้มครอง (แต่จ�ากัดความคุ้มครองไม่เกิน 30% ของ ทุนประกันภัย) อย่างไรก็ตามต้องท�าความเข้าใจกันเพิ่มเติมว่า แม้จะเข้าข่าย ภัยพิบัติตามสามเงื่อนไขที่ก�าหนดไว้ แต่การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ยังไม่เข้าข่ายจ่ายเต็มเพดานตามทุนประกันภัยที่ก�าหนดสูงสุด   ทั้งนี้ทางคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติได้ ก�าหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ว่า ในกลุ่มที่อยู่อาศัย กรณีน�้าท่วมจะชดใช้ตามระดับน�้าท่วม  ซึ่งก�าหนดไว้สี่ระดับ คือ น�้าท่วมเข้าสู่อาคาร จ่าย 30%   น�้าท่วมระดับ 50 เซนติเมตรจากพื้นอาคาร จ่าย 50%   น�้าท่วมระดับ 75 เซนติเมตรจากพื้นอาคาร จ่าย 75% และน�้าท่วมในระดับ 100 เซนติเมตรจากพื้นที่อาคาร จ่าย 100%   ส่วนกรณีภัยจากวาตภัยหรือธรณีพิบัติภัยจ่ายตามความเสียหายจริง ในสองกลุ่มที่เหลือคือกลุ่ม SME และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม  จะชดใช้ตามความเสียหายที่แท้จริง ไม่เกินจ�านวนเงิน จ�ากัดความ รับผิดชอบที่เอาประกันภัย 

ในขณะที่ส�านักงานคณะกรรมการก�ากับและส่งเสริมการ ประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต่างระดมสรรพก�าลังเดินสายไปทัว่ ภูมิภาคเพื่อให้ความรู้เรื่องกองทุนประกันภัยพิบัติกันอย่างเข้มแข็ง

ทัง้ นีเ้ พือ ่ ให้รแ ู้ ละเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือความหมาย ของ “ภัยพิบต ั ”ิ  และอะไรคือ “ความคุม ้ ครองประกันภัย”

โดยภัยพิบัติตามความหมายของคณะกรรมการกองทุนส่งเสริม การประกันภัยพิบัติ อันเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ ก�าหนดไว้สามภัยด้วยกัน คือ ภัยจากอุทกภัย วาตภัย และธรณี พิบัติภัย อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดภัยทั้งสามประการที่ว่าแล้ว กลไกความ คุ้มครองด้านประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติจะเริ่มให้ ความคุ้มครองต่อเมื่อภัยที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่คณะ กรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติก�าหนดไว้สามเงื่อนไข  คือ เงือ ่ นไขแรกต้องเป็นภัยที่คณะรัฐมนตรีได้ประกาศ สถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรงตามค�าแนะน�าของกระทรวงมหาดไทย  โดยกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ถ้ายังไม่ประกาศ แต่ภัยที่เกิดเข้าข่ายเงือ ่ นไขที ่ 2  คือจ�านวน ค่าสินไหมทดแทนรวมของผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกัน ภัยพิบัติมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายใน 60 วัน โดยมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่สองราย ขึ้นไป  ทั้งนี้มูลค่าความเสียหายให้เป็นไปตามข้อมูลที่ได้รายงานไป ยังส�านักงานคณะกรรมการก�ากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ส่วนเงือ ่ นไขสุดท้ายไม่ต้องรอให้รัฐประกาศหรือเข้าข่าย เงื่อนไขที่ 2 เพียงแต่ภัยที่เกิดนั้นมีความรุนแรงในระดับที่ก�าหนดไว้ โดยกรณีธรณีพิบัติภัย ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป หรือกรณีวาตภัย ความเร็วของลมพายุตั้งแต่ 120  กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ย�้ากันอีกครั้ง ภัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแต่ไม่เข้าข่าย

อย่างไรก็ตามรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง หรืออื่นๆ อาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะ สมต่อความเสี่ยงและความต้องการความคุ้มครองอีก  ซึ่งเปลี่ยนเมื่อไหร่จะน�ามาบอกกล่าวกันอีกหน   

.

ทั้งสามเงื่อนไขที่ว่านี้  ความคุ้มครองจะไม่ท�างาน  เช่น ภัยแล้ง พายุลูกเห็บ ภัยจากน�้าท่วมในพื้นที่ที่มี น�้าท่วมขังจากฝนตกตามปกติ  ฯลฯ

7

กรกฎาคม- กันยายน 2555


àÃ×èͧ ¨Ò¡»¡ กองบรรณาธิการ

✱ กระแสตื่นตัวการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community : AEC) เริ่มเข้าสู่ภาวะเขื่อนแตก  ✱ อันเป็นผลมาจากข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมสู่สมองคนในชาติ เกิดความตระหนัก ว่า AEC คือสิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ✱ ปี พ.ศ. 2558 อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้คนใน 10 ประเทศประมาณ 600 ล้านคน สามารถเดินทางไปท�ามาหากินได้อย่างเสรี  ✱ ชีวิตจะ เปลี่ยนแปลงขนาดไหนเมื่อบัตรเอทีเอ็มเพียงใบเดียวสามารถท�าธุรกรรมทางการเงินได้ทั้ง 10 ประเทศ  ด้วยระบบเอทีเอ็มพูล  ✱ แน่นอนโอกาสสร้างรายได้ย่อมสูงเป็นเงาตามตัวไปด้วย เพราะประเมินกันว่า การค้าจะขยายตัวมากขึ้นถึง 25% และส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศไทย  ✱ ด้วยเหตุผลส�าคัญสุด... ที่ตั้งของประเทศไทยคือไข่แดงอาเซียน

»ÃЪҤÁàÈÃÉ°¡Ô¨ÍÒà«Õ¹ : Asean  Economics  Community

AEC ÇÔÃÔÂлÃСѹÀÑÂ...¾ÃŒÍÁ

ส�าหรับอุตสาหกรรมประกันภัย ตามกรอบข้อตกลงระบุว่า

ต้องเปิดเสรีภายในปี พ.ศ. 2563 แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะเร็วกว่า นั้น ด้วยแรงกดดันจากกลุ่มมหาอ�านาจทางการเงินที่ต้องการเข้ามา ท�าก�าไรในตลาดการเงินอาเซียน อย่างไรก็ตามในแวดวงอุตสาหกรรมประกันภัยไทยก�าลังตั้ง ค�าถามกันว่า... บริษัทประกันภัยไทยจะยืนอยู่ตรงไหนใน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการ

ก�ากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ให้ สัมภาษณ์สื่อมวลชนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า 

8

ถ้าวัดถึงศักยภาพอุตสาหกรรมประกันภัยของประเทศต่างๆ ใน อาเซียนทั้ง 10 ประเทศแล้ว มีสามประเทศเท่านั้นที่ถือว่าเป็นผู้น�า คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียเพราะอีกเจ็ดประเทศที่เหลืออยู่ เหนือไทยขึ้นไป หากประกันภัยในสิงคโปร์และมาเลเซีย จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเหล่านั้น ต้องมาตั้งฐานที่ เมืองไทย ขณะที่เราขยายไปได้ทันที” นายประเวชกล่าว

“ในอาเซียนเรามีอุตสาหกรรมประกันภัยที่แข็งแรง มาก มีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นเพราะเราอยู่ในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีจีดีพีโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีจีนและ อินเดียเป็นผู้น�า ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปเศรษฐกิจยังมี ปญหาอยู่   ในแง่ภูมิภาคเราเป็นผู้น�าโลก ส่วนในแง่ ประเทศเราก็แข็งแรงอยูใ่ นกลุม ่ ผูน ้ า� ของ AEC อีกเช่นกัน “ถ้าดูตามแผนที่เราตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ

จากมุมมองของเลขาธิการ คปภ. ย่อมท�าให้เกิดมุมที่ต้องมอง  อันเป็นเหรียญอีกด้านหนึ่ง เมื่อมีการเข้ามาตั้งฐานที่มั่นในเมืองไทย ย่อมท�าให้อุตสาหกรรมประกันภัยอยู่ในภาวะถูกคุกคามจากบริษัท ประกันภัยยักษ์ใหญ่ระดับโลกทันทีเช่นกัน เพราะกลุ่มบริษัทนี้ได้ แฝงตัวในบริษัทประกันภัยของประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมา เนิ่นนาน

9

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ด้วยหลักสูตรต่างๆ ที่จะทยอยอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   คุณกฤตวิทย์มั่นใจว่าจะท�าให้พนักงานของบริษัทฯ มีความผูกพัน กับบริษัทมากขึ้น หรือกล่าวได้ว่าเกิดสุขภาวะในที่ท�างานนั่นเอง นอกจากสร้างความพร้อมในการรับปัญหาสมองไหลแล้ว   ในส่วนการด�าเนินงานด้านอืน่ ๆ มิได้อยูใ่ นความหมายทีว่ า่  “ตัง้ รับ”  แต่ได้เปิดเกมรุกมาก่อนหน้านั้นแล้ว ด้วยยุทธศาสตร์การแสวงหา  ความร่วมมือ เป็นความร่วมมือที่มิใช่เข้าไปแข่งขันกับบริษัท ประกันภัยท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

กฤตวิทย์ ศรีพสุธา

อย่างเช่นการจับมือร่วมกันให้บริการด้านประกันภัยกับบริษัท  ประกันภัย สปป. ลาว (Allianz General Laos : AGL) ซึ่งได้มี  การลงนามร่วมกันให้บริการมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน ล่าสุดวิริยะประกันภัยขยับการให้บริการไปอีกก้าวหนึ่งคือ การ ได้รับอนุญาตจากส�านักงาน คปภ. ให้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง (Carrier’s Liability Insurance  Policy) โดยให้ขยายอาณาเขตการรับประกันภัยกินพื้นที่ครอบคลุม  ไปยังประเทศพม่า ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และ/หรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน คุณวิญญู  อังศุนิตย์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะ ประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) ได้เปิดเผยกับ V magazine ว่า วิริยะ  ประกันภัยได้เตรียมการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC มานานแล้ว โดยเริม่ จากการให้บริการประกันภัย  รถยนต์ภาคสมัครใจ และล่าสุดขยับมาให้บริการด้านประกันภัย  Non - Motor ให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ในเรื่องของการขนส่งสินค้า 

โดยปรากฏการณ์แรกที่จะเกิดขึ้นนั้นคือปัญหาสมองไหล  ในอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ซึ่งคุณกฤตวิทย์  ศรีพสุธา  กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด  (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ และได้รับการ  ตีพิมพ์ในฉบับที่ 1304 ประจ�าวันที่ 30 พฤษภาคม-1 มิถุนายน  ว่า ทันทีที่มีการเปิดเสรีจะเกิดสงครามแย่งชิงบุคลากร เพราะนัก ลงทุนต่างชาติที่เข้ามามีแต่เม็ดเงิน เทคโนโลยี แต่ไม่มีบุคลากรที่จะ ท�างานให้ ต้องแย่งชิงคนในอุตสาหกรรม กลุ่มคนที่มีโอกาสจะถูก แย่งตัวมาก คือ สายวิชาชีพ สายบริหารในทุกธุรกิจ และหนักที่สุด คือธุรกิจการเงินและประกันภัย “ต่างชาติรุกเราเร็วกว่าเรารุกเขา เขามีความพร้อม เขามองว่าบ้านเราคนท�าประกันน้อยอยากจะเข้ามา  อยู่แล้ว คนเป็นหัวใจของการท�าธุรกิจ” คุณกฤตวิทย์กล่าว

วิญญู อังศุนิตย์

ส�าหรับวิริยะประกันภัยเองมีพนักงานกว่า 4,000 คน มีการ  เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรมาระยะหนึง่ แล้ว ด้วยการเปิดอบรม  หลักสูตรต่างๆ เช่น หลักสูตรก้าวสู่จุดสุดยอดด้วยพลัง Pro Active  หลักสูตรผู้น�าทีมที่มีประสิทธิผล ฯลฯ

10

ข้ามแดน ด้วยการไปเปิดความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยใน  ประเทศนั้นๆ ซึ่งได้เริ่มด�าเนินการไปแล้วที่ สปป. ลาว ด้วยการ  ร่วมมือกับบริษัท AGL

กฤษณ์ หิญชีระนันทน์

“หลักความร่วมมือไม่ซับซ้อนยุ่งยากอะไรมากนัก  และที่ส�าคัญทั้งสองบริษัทเปิดความร่วมมือในเรื่อง ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมานานแล้ว ทั้งนี้ รถยนต์หรือสินค้าที่ขนส่งไปถ้าเกิดความเสียหายจาก อุบต ั เิ หตุ  ทางบริษท ั ประกันภัยลาว AGL จะเข้าไปบริการ  เคลมประกันภัยแทนบริษัทวิริยะประกันภัยทันที” ส่วนประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนั้น คุณกฤษณ์    หิญชีระนันทน์  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท วิริยะประกันภัย 

จ�ากัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับบริษัท  AGL เป็นไปในลักษณะที่ว่าต่างคนต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่า  จะเป็นงานทางด้านรับประกันภัยและการเคลมสินไหม ด้วยวิธีการในการร่วมมือที่ค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกันมาอย่าง ต่อเนื่อง ท�าให้ระบบความคุ้มครองด้านประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัย จะได้รับบริการอยู่ในภาวะลื่นไหล ไม่เกิดความรู้สึกว่าความ คุ้มครองนั้นได้ถูกส่งต่อจากกรมธรรม์หนึ่งสู่กรมธรรม์หนึ่ง    อันเป็นผลมาจากฐานของกฎหมายควบคุมแตกต่างกัน

ที่จะไปทั้งสองประเทศนี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เส้นทางผ่าน ประเทศลาว ในขณะที่ประเทศพม่า ทางวิริยะประกันภัย ได้เริ่มเข้าไปประสานงานเพื่อสร้างความร่วมมือใน ลักษณะเดียวกัน” คุณกฤษณ์กล่าว

“เมื่อเป็นความร่วมมือที่มีรูปแบบที่ชัดเจน สอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศที่ควบคุมอยู่  ความร่วมมือนี้จะเป็นต้นแบบในการขยายความร่วมมือ ในการรับประกันภัยไปยังประเทศที่  3 โดยเฉพาะ  เวียดนามและกัมพูชา เพราะเส้นทางการเชื่อมโยง 

อีกทั้งเมื่อถึงเวลาเปิดเสรีอย่างเป็นทางการปี  พ.ศ.  2558 ค�าประกาศวิริยะประกันภัยที่คนไทยจ�ากันแม่น  “ทุกที่ทั่วไทย วิริยะประกันภัยอยู่ใกล้คุณ” ย่อมเปลี่ยน  แปลงไปโดยปริยาย เป็น “ทุกที่ทั่วอาเซียน วิริยะ  ประกันภัยอยู่ใกล้คุณ” 

นั่นก็หมายความว่า แม้การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่วันนี้วิริยะประกันภัยพร้อมแล้วที่ จะให้บริการด้านประกันภัยเพื่อรองรับการเดินทางไปมาหาสู่ ไม่ว่า จะเป็นการท่องเที่ยว การขนส่งสินค้า ฯลฯ

.

11

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ÊÑÁÀÒɳ กองบรรณาธิการ

ที่ผานมาผูที่ไปใชบริการที่กรมการขนสงทางบกคงสัมผัสไดหรือสังเกตเห็นความ เปลี่ยนแปลงในงานดานบริการวามีการพัฒนาขึ้นอยางตอเนื่อง ไมวาจะเปน เรื่องการขยายการใหบริการหรือเรื่องความรวดเร็วในการดําเนินการ V magazine ไดรับเกียรติจากคุณสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนสงทางบก มาพูดคุยถึงเปาหมายของการพัฒนางานดานการบริการวามีทิศทางอยางไรตอไป

ÁÔµÔãËÁ‹¢Í§§Ò¹ºÃÔ¡Òà ÀÒÂ㵌¡ÒâѺà¤ÅÍ×่ ¹¢Í§

ÊÁªÑ ÈÔÃÔÇѲ¹âª¤ ͸Ժ´Õ¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡

ÁÕÃٻẺºÃÔ¡ÒÃÍÐäúŒÒ§·Õ่¶×ÍÇ‹Ò໚¹ÁÔµÔãËÁ‹ã¹ª‹Ç§ 1-2 »‚·Õ่¼‹Ò¹ÁÒ

ÀÒáԨ¢Í§¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡´ŒÒ¹ºÃÔ¡ÒûÃЪҪ¹ ÁÕâ¤Ã§¡ÒÃËÃ×Í¡Ô¨¡ÃÃÁã´ºŒÒ§·Õ่¶×ÍÇ‹Ò໚¹ÁÔµÔãËÁ‹

มีเรื่องการตอทะเบียนรถขนสงทั่วไทย ซึ่งไดปรับปรุงโปรแกรม ระบบงานคอมพิวเตอรใหสํานักงานขนสงทุกแหงสามารถรับตรวจสภาพรถ และชําระภาษีรถขนสงไดทั่วประเทศ ทําใหผูประกอบการขนสง หรือเจาของรถที่นํารถไปใชงานอยูในจังหวัดอื่นไดรับความสะดวกและ ประหยัดคาใชจาย โดยไมตองนํารถกลับไปตรวจสภาพและตออายุทะเบียน ณ สํานักงานขนสงจังหวัดที่รถนั้นจดทะเบียนอยู บริการนี้เริ่มตั้งแตวันที่ 1 มีนาคม 2555 เปนตนมา นอกจากนี้ยังใหบริการแจงเตือนวันครบกําหนดชําระภาษีรถ ประจําปแกเจาของรถผานทาง SMS เพราะบางครั้งเจาของรถอาจจะ หลงลืม จึงเกิดบริการนี้ขึ้นเพื่อใหเจาของรถมาชําระภาษีไดทันตาม กําหนดเวลา โดยจัดทําโปรแกรมการบันทึกขอมูลหมายเลขโทรศัพท เคลื่อนที่ของเจาของรถ ซึ่งเริ่มบันทึกขอมูลตั้งแตเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 เปนตนมา และเริ่มสงขอมูล SMS ตั้งแตวันที่ 9 กุมภาพันธ 2555 ผานเครือขายโทรศัพทบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (DTAC) ในระยะแรกใหบริการแกเจาของรถตามกฎหมาย รถยนต เฉพาะรถ รย. 1 รย. 2 และ รย. 3 ที่จดทะเบียนในเขต กรุงเทพมหานคร และมีอายุรถไมเกิน 10 ป สําหรับเรื่องการชําระภาษี ก็ไดเพิ่มชองทางการชําระภาษี ผานเคานเตอรเซอรวิส ผานทางเซเวน-อีเลฟเวนทั่วประเทศตลอด

กรมการขนสงทางบกไดพฒ ั นางานดานบริการมาอยางตอเนือ่ ง นับแตรับโอนงานดานทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายวาดวยรถยนต และกฎหมายวาดวยลอเลื่อน จากกองทะเบียน กรมตํารวจ ตั้งแต 23 กรกฎาคม 2531 โดยไดพัฒนางานดานบริการใหสะดวกขึ้น เชน 1. การใหบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (one stop service) 2. การเพิ่มชองบริการใหเพียงพอกับปริมาณประชาชนที่มาใช บริการ 3. การรับชําระภาษีรถผานชองทางรับชําระภาษีโดยผูรับบริการ ไมตอ งลงจากรถ หรือ เลือ่ นลอตอภาษี (Drive Thru For Tax) 4. รับชําระภาษีผานหางสรรพสินคาบิ๊กซีในวันเสาร-อาทิตย (Shop Thru For Tax) 5. การชําระภาษีรถตามหนวยงานอื่นที่กรมการขนสงทางบก ประสานความรวมมือไว เชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณการเกษตร (ธกส.) ศาลาวาการกรุงเทพมหานคร และสํานักงานเขตทุกเขตในกรุงเทพมหานคร หรือที่ทําการ ไปรษณียทุกแหงทั่วประเทศ 6. การใหบริการผานทางอินเทอรเน็ตผานเว็บไซต www.dlte.serv. in.th โดยพิมพใบแจงหนี้และนําไปชําระที่ธนาคาร หรือ เคานเตอรเซอรวิสที่มีกวา 8,000 แหงทั่วประเทศ

12

24 ชั่วโมง บริการนี้เปดใหบริการเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 วิธีการชําระก็คือเจาของรถนําใบคูมือจดทะเบียนรถ (เฉพาะรถ รย. 1 รย. 2 รย. 3 ที่มีอายุการใชงานไมเกิน 7 ป และ รย. 12 ที่มีอายุการ ใชงานไมเกิน 5 ป) พรอมหลักฐานการทําประกันภัยคุมครองผู ประสบภัยจากรถไปติดตอขอชําระภาษีรถประจําปที่จุดบริการ เคานเตอรเซอรวิส พรอมกับชําระเงินคาไปรษณียและคาบริการของ เคานเตอรเซอรวิส จํานวน 60 บาท หลังจากนั้นทางกรมฯ จะจัดสง ใบเสร็จรับเงินและเครื่องหมายการเสียภาษีประจําป (ปายวงกลม) ใหแกเจาของรถทางไปรษณียลงทะเบียนภายใน 3 วันทําการ

งานไมผิดพลาด โดยคํานึงถึงประโยชนของทางราชการควบคูกันไป ดวย เชน ความประหยัด ความคุมคาในการปฏิบัติภารกิจ และ ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีรถ เปนตน งานดานบริการประชาชนนับเปนพันธกิจที่สําคัญและเปน จุดแข็งของกรมการขนสงทางบกเลยก็วาได เพราะวางรากฐานมาเปน เวลานานและมีการพัฒนาอยางตอเนื่อง ไมวาจะเปนรูปแบบชอง ทางการใหบริการที่หลากหลาย นวัตกรรมใหมๆ จนสงผลใหกรมการ ขนสงทางบกไดรับ “รางวัลคุณภาพ การใหบริการประชาชน” จากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึง 9 ป ติดตอกัน ทางกรมฯ ไดจัดวางกลยุทธดานบริการประชาชนไวสอง แนวทาง คือ 1. รักษามาตรฐานของงานบริการเดิมที่มีคุณภาพ 2. มุงสรางนวัตกรรมการบริการออกสูประชาชนอยางตอเนื่อง ทัง้ นีเ้ พือ่ ตอบสนองความตองการของประชาชนใหไดมากยิง่ ขึน้

¹âºÒ·Õ่Ç‹Ò “¡ÒÃÁØ‹§ÊÙ‹¤ÇÒÁ໚¹àÅÔÈ ã¹§Ò¹´ŒÒ¹ºÃÔ¡Òà »ÃЪҪ¹” ·Ò§¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡ÇÒ§¾Ñ¹¸¡Ô¨¹Õ้ änj͋ҧäà ทางกรมฯ มุงเนนเปาหมายใหประชาชนพึงพอใจในคุณภาพ ของบริการที่ไดรับ คือ ความสะดวก รวดเร็ว โปรงใส เปนธรรม และ

13

กรกฎาคม- กันยายน 2555


จึงมุงเนนการใหบริการอยางกาวหนา (Progressive Service) และการใหบริการอยางตอเนื่อง (Continuous Service)

ÁÕá¹Ç·Ò§¡ÒôํÒà¹Ô¹¡ÒÃÍ‹ҧäúŒÒ§

ทางกรมฯ ไดวางแนวทางไวสามระยะคือ ระยะเรงดวน ระยะสั้น และระยะยาว สําหรับระยะเรงดวนนั้น เราไดเรงพัฒนา ระบบคอมพิวเตอรและเทคโนโลยีสารสนเทศใหมีสมรรถนะสูงขึ้นเพื่อ รองรับปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงนวัตกรรมการบริการรูปแบบ ใหมๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนรองรับการเชื่อมโยงขอมูลกับ หนวยงานที่เกี่ยวของ เชน กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สํานักงาน มาตรฐานอุตสาหกรรม บริษัทประกันภัย ไดอยางมีประสิทธิภาพ โครงการทางดานนี้ที่ตองทําอยางเรงดวนก็คือ โครงการ ปรับปรุงโครงสรางพื้นฐานอาคารศูนยเก็บเอกสารใหเปนศูนย สารสนเทศหลัก และโครงการจัดหาและพัฒนาระบบฐานขอมูลกลาง เพื่อบูรณาการขอมูลสนับสนุน สวนแนวทางระยะสั้นมีสามเรื่อง คือ เรื่องการเพิ่มศักยภาพ บุคลากร โดยพัฒนาองคความรูเกี่ยวกับงานบริการใหมีมาตรฐาน เดียวกัน เรื่องบูรณาการการใหบริการกับหนวยงานภาครัฐและภาค

เอกชน เพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร ลดการทํางานที่ซํ้าซอนหรือเพิ่ม ชองทางและเพิ่มความสะดวกใหแกประชาชน เรื่องสุดทายคือพัฒนา งานบริการประชาชนโดยมุงไปสูการบริการแบบทั่วไทย แนวทางระยะยาวนั้นมีเปาหมายวาดวยการปรับเปลี่ยน วัฒนธรรมองคกรใหเปนองคกรแหงการสรางสรรคนวัตกรรม โดย พัฒนาสงเสริมการเรียนรูของบุคลากรทุกระดับ และสรางเวทีหรือ สรางโอกาสในการนําเสนอแนวคิดหรือนวัตกรรมใหมๆ อยางตอเนื่อง และจริงจัง อีกเรื่องคือพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามแผน แมบทการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมฯ เพื่อสนับสนุนระบบ การบริหารจัดการ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพการใหบริการ ประชาชนของงานดานตางๆ ทั้งนี้กรมฯ ไดวางเปาหมายในการพัฒนางานบริการ โดยมุง หวังที่จะกาวไปสูรางวัลบริการภาครัฐแหงชาติ (Thailand Public Service Awards) ในประเภทรางวัลการบริการภาครัฐยอดเยี่ยม ซึ่งเปนรางวัลที่พิจารณาจากผลการดําเนินการพัฒนาการใหบริการที่มี ความโดดเดนครบทั้งสามดาน ไดแก ดานมาตรฐานการบริการ ดานบูรณาการการบริการ และดานนวัตกรรมการบริการ ซึ่งจะนําไปสู การขอรับรางวัลระดับนานาชาติ คือ รางวัลคุณภาพการใหบริการ ประชาชนขององคการสหประชาชาติ (United Nations Public Service Award)

¡ÃÁ¡Òâ¹Ê‹§·Ò§º¡ áÅÐÇÔÃÔÂлÃСѹÀÑ ËÇÁó礏¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂ㹡ÒâѺ¢Õ่ â¤Ã§¡Òà “ͺÃÁàÊÃÔÁ ¤ÇÒÁÃÙŒãˌᡋ¼ÙŒ¢ÍÃѺ㺠͹ØÞÒµ ¢ÑºÃ¶Â¹µ”

บริษัท วิริยะประกันภั กรมการขนสงทางบกจัดโค ย จํากัด (มหาชน) รวมกับ รงกา ที่ถูกตอง เพื่อชวยแกปญหา รนี้ขึ้นเพื่อใหผูเขารับการอบรมไดพัฒนาทักษะกา รขับ จร เกยี่ วกบั พ.ร.บ. รถยนตและ าจร และลดอุบัติเหตุ ตลอดจนสรางความรูความเ ขี่ ขาใจ กฎจราจร โดยผทู ผี่ า นการ อบรมจะไดร บั วุฒบิ ตั รและ ทั้งนี้โครงการดังกลาวจัดขึ ใบขับ ้นตั ประชาชนทั่วไปที่ขับรถเป ้งแตป 2533 จนถึงปจจุบัน เพื่ออํานวยความสะดวก ขีท่ นั ที นแล ให เสาร-อาทิตย ทั้งในสวนก วแตยังไมมีใบอนุญาตขับรถยนต ซึ่งจะเปดการอบร กับ ลางและสวนภูมิภาคมาอย มใ นวัน างตอเนื่อง สําหรับในป 2555 นี้บริษ ัท วิริยะประกันภัย จํา จัดโครงการดังกลาวจํานว นหารุน ไดแก ในสวนกลา กัด (มหาชน) รวมสนับสนุนการ ง (กรุงเทพฯ) สามรุน แล ภูมิภาคสองรุน คือ จ. พิษ ะในส ณุโลก และ จ. นครปฐม สําหรับผูที่ผานการอบรมทั วน ทฤษฎี (ขอเขียน) และภาค ้งภาค ปฏ กันในวันเดียว ปจจุบันกร ิบัติ (ขับรถ) จะไดรับวุฒิบัตรและใบอนุญาตขับรถ ยนตพรอม มการขนสงทางบกไดจัดอบ รม มีผูผานการอบรมทั้งในสว นกลางและสวนภูมิภาคมา ไปแลวทั้งสิ้น 360 รุน กกวาสี่หมื่นคน â¤Ã§¡Òà “µÃǨö¡‹Í

¹ãªŒ »ÅÍ´ÀÑÂṋ¹Í¹

.

â¤Ã§¡Òõ‹Ò§ æ ´ŒÒ¹¡ÒÃ

ÃͺÃлÑéÇÃСѹÀÑ ÇÔÃÔ ÇÔÃÔÂлÃСѹÀÑ ¤ÇŒÒÃÒ§ÇÑÅ “The Best Insurance Company 2012” µÔ´µ‹Í¡Ñ¹à»š¹»‚·Õ่ 9 หมอมราชวงศพงษสวัสดิ์ สวัสดิวัตน รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล “The Best Insurance Company 2012” แกนายบุญเลิศ กุศลเพิ่มพูล ผูชวยกรรมการผูจัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จํากัด (มหาชน) ภายในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 33 โดยมีนายอโณทัย เอี่ยมลําเนา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังดปรีซ อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด รวมเปนเกียรติ ณ หองรอยัล จูบิลี่ บอลรูม เมืองทองธานี

ʹѺʹعâ¤Ã§¡ÒõÃǨàÂÕ่ÂÁʶҹյํÒÃǨˋҧä¡Å·Øáѹ´Òà นายณัฐพงศ บุญเย็น รองผูจัดการฝายปฏิบัติการภาค 2 บริษัท วิริยะประกันภัย จํากัด (มหาชน) มอบเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล กรวยจราจร และเครื่องทํานํ้าเย็น แก สภ. แนงมุด อ. กาบเชิง จ. สุรินทร และ สภ. คําผักกูด อ. กุดชุม จ. ยโสธร เพื่อรวมสนับสนุน “โครงการตรวจเยี่ยมสถานีตํารวจหางไกล ทุรกันดาร” โดยมี พล.ต.ท. ภาณุ เกิดลาภผล ผูบัญชาการตํารวจภูธรภาค 3 ใหเกียรติเปนผูรับมอบ ณ สถานีตํารวจภูธรแนงมุด

ó礏¤ÇÒÁ»ÅÍ´À

ʹѺʹعâ¤Ã§¡Òà ʧ¡ÃÒ¹µ»ÅÍ´ÀÑ µÒÂ໚¹Èٹ ÑÂ

บริษัทฯ โดยความรวมม คมนาคม กรมการขนสงทา ือกับองคกรพันธมิตร เชน กระทรวง งบ กองบังคับการตํารวจทางหล ก กองบังคับการตํารวจจราจร วง กองสารนิเทศ สํานักงา ชาติ มูลนิธิเมาไมขับ ฯลฯ นต รวมกันจัดกิจกรรมและโคร ํารวจแหง งก ตางๆ อยางตอเนื่อง เพื่อ ารรณรงค ปลุก คํานึงถึงความปลอดภัย ใน จิตสํานึกและกระตุนเตือนใหทุกคน กา ไทยเปนหลัก ผานกิจกรรม รใชรถใชถนนรวมกันของคนในสังคม ตางๆ มา กิจกรรมการเตือนภัยและก กมาย เชน าร เทศกาลปใหม สงกรานต รณรงคการใชรถใชถนนในชวง กิจกรรมตามโครงการ “ส งเสริ ขามถนนบริเวณทางขาม” มวินัยจราจรใหผูใชทางมาลาย การรวมเดินรณรงคและออ กบ “วันปองกันอุบัติภัยแหงชา ูทในงาน ติ” การเขา รวมโครงการ “รกั วั วให เพื่อสนับสนุนปแหงการรณ ผ กู รักลูกใหส วมหมวกกันน็อก” รง การเปดตัวตุกตารณรงคค คสวมหมวกกันน็อก 100% วามปลอดภัย “เมาไมขับ งวงไ และขับไมโทร” เพื่อใชเปน สื่อในการรณรงคความปลอ มขับ ดภัย

พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท องคมนตรีและประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท รับมอบเงินจํานวนสามแสนบาท จาก น.ส. วกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ผูจัดการฝายสื่อสารองคกร บริษัท วิริยะประกันภัย จํากัด (มหาชน) เพื่อรวมสนับสนุนกิจกรรมรณรงคลดอุบัติเหตุ โครงการสงกรานตปลอดภัย ตายเปนศูนย ณ หองประชุมมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท

ÇÔÃÔÂлÃСѹÀÑÂËÇÁ§Ò¹¾Ø·¸ªÂѹµÕ เนื่องในโอกาสครบ 2600 ป แหงการตรัสรูของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ในวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาววิริยะประกันภัยเขารวมงาน “พุทธชยันตีบูชา พระบรมสารีริกธาตุสี 50 ป เมืองโบราณ” ดวยการเขารวมขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประทับบนรถแหบุษบกจาก พิพิธภัณฑชางเอราวัณไปประดิษฐาน ณ พระธาตุบังพวน พิพิธภัณฑเมืองโบราณ เพื่อใหประชาชน กราบสักการะตอไป

.

ใหบริการประชาชนในก และสงกรานต บริษัทฯ จึ ารตรวจสภาพรถยนตกอนการเดินทางในชวงเทศก งได าลปใหม ขนสงทางบก โดยใหบริการ รวมโครงการ “ตรวจรถกอนใช ปลอดภัยแนนอน” กับกร ตร เพื่อรณรงคใหประชาชนตร วจสภาพรถยนต ณ ศูนยซอมมาตรฐานของวิริยะป มการ ระกันภัย ะหนักถึงความปลอดภัย แล พรอมใชงานกอนการเดิน ทางทุกครั้ง โดยใหบริการ ะเตรียมพาหนะใหอยูในสภาพที่ ตรวจฟรี 20 รายการ

15

กรกฎาคม- กันยายน 2555


วันนั้น...วันนี้ ! สุพร จันทรโภคาไพบูลย ประธานชมรมตัวแทนภาค 6

Èٹ«‹ÍÁÏ/µÑÇá·¹

สุพร จันทรโภคาไพบูลย ประธานชมรมตัวแทนภาค 6 วิริยะประกันภัย เกิดที่เมืองหาดใหญ จ. สงขลา ไปเติบโตที่ จ. พัทลุง จากนั้นเดินทางเขาสูกรุงเทพฯ เพื่อเขาเรียนในระดับมัธยมตนที่โรงเรียนศึกษานารี ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา สําเร็จระดับปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในคณะวิทยาศาสตร แลวบินไปศึกษาตอตางประเทศ จนไดปริญญาโทดานบริหารธุรกิจจาก Western Michigan University ชีวิตการทํางานเริ่มตนที่ธนาคาร OCBC (Oversea Chinese Banking Corporation) ประเทศสิงคโปร กอนยายมา ประจําสาขาในประเทศไทย หลังทํางานได 2 ป ตัดสินใจลาออกมารวมงานกับ Flynow รับผิดชอบงานดานตลาดตางประเทศ เริม่ พบเห็นลูท างในการประกอบกิจการสวนตัวจึงตัดสินใจลาออกมาเปดบริษทั PTL multicor ทําธุรกิจสงออกดอกไมประดิษฐ และเกิดความคิดแวบขึ้นมาวาตองการใหพนักงานของบริษัทฯ มีรายไดเสริมดวยการขายประกัน พ.ร.บ. เพียงแคแวบความคิดจากวันนั้น ที่ขายเบี้ยประกันภัยไดตอเดือนหมื่นเศษ จนวันนี้ผานมา 10 ปเศษๆ เบี้ยประกัน พุงพรวดถึงเดือนละ 3 ลานบาท

กองบรรณาธิการ

หลังจากที่ชมรมตัวแทนภาค 6 วิริยะประกันภัยไดมีการ เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม และคุณสุพร จันทรโภคาไพบูลย ไดรับเกียรติใหดํารงตําแหนงประธานชมรม ดูเหมือนวาในแวดวงวิชาชีพตัวแทน-นายหนาประกันภัย ตางจับจองความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการชุดใหมนี้ อยางเกาะติด

ที่สําคัญธุรกิจสงออกดอกไมประดิษฐยังเติบโตควบคูไปดวยเหมือนเดิม

เพราะทางคณะกรรมการชุดกอนไดลงรากฐานเอาไวมาก โดยเฉพาะการเปดโลกแหงการเรียนรูใหแกสมาชิกในสังกัดใหมี ความคิดเชิงบวกและพรอมทํางานเปนทีม และแนนอนเพียงแคขยับ ปรับความคิดสูการปฏิบัติ ผนวกกับศักยภาพเดิมที่มีอยู มรรคผลของความสําเร็จไมตองหาตัวเลขอะไรมาชี้วัด แคเสียง ชมเชยจากผูเอาประกันภัยที่เหลาตัวแทนผนึกกําลังเขาไปมีสวนรวม บรรเทาทุกข บรรเทาภัยใหเมื่อครั้งเกิดมหาอุทกภัย ก็เพียงพอที่จะ วัดความสําเร็จ

นี้คือ...เปาหมายที่ตองพุงชนของคณะกรรมการชุด ใหมชมรมตัวแทนภาค 6

คุณสุพร จันทรโภคาไพบูลย ประธานชมรมตัวแทนภาค 6 วิริยะประกันภัยไดเปดเผยตอ V magazine วาชมรมตัวแทนภาค 6 ไดวางเปาหมายในการทํางานไวสามประการดวยกันคือ 1. สราง ความสามัคคี ทุกหนวยงานจะเติบโตไดตองมีความสามัคคีเปน พื้นฐาน 2. การสื่อสารสองทาง และ 3. เรื่องสิทธิประโยชน “อยากใหตัวแทนมองวาบทบาทที่แทจริงของชมรมนั้น คือ การพัฒนาศักยภาพทางดานวิชาชีพ ไมใชมุงเนนในเรื่องของสิทธิ ประโยชนเปนหลัก อีกทั้งตัวแทนและนายหนาในสังกัดวิริยะประกัน ภัยมีความรูความสามารถ มีจุดเดนที่แตกตางกัน “ดังนั้นถาไดมีการแลกเปลี่ยนความรู แลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกัน และกันโดยมีชมรมเปนศูนยกลาง จะเกิดประโยชนมหาศาล โดย เฉพาะการไดมาซึ่งขอมูลความคิดเห็นที่จะสะทอนไปถึงบริษัทฯ ใหรับรูถึงความตองการของผูเอาประกันภัย” คุณสุพรกลาว

ทีมงานเปนเยี่ยม...บริการเปนยอด ยอมเกิดความ ยั่งยืนในการเลือกใชบริการ

เฉกเชนเดียวกันกับนโยบายของคณะกรรมการชมรมตัวแทน ภาค 6 ชุดใหมยอมวางเปาหมายการทํางานตอยอดไปจากนโยบาย เดิม เมื่อเปนทีมสปริตแหงมืออาชีพ กระบวนการสรางความพึง พอใจสูงสุดใหแกผูเอาประกันภัยก็ตองขับเคลื่อนไปดวยมาตรฐาน เดียวกัน

ºÃÔ¡ÒÃÍ‹ҧÁ×ÍÍÒªÕ¾

ทั้งนี้ประธานชมรมตัวแทนภาค 6 คนใหมหมายมั่นวา เมื่อ ขอมูลอันเปนความตองการที่แทจริงทั้งของผูเอาประกันภัยและ ตัวแทนในสังกัดมีไปถึงบริษัท กอเกิดการบูรณาการรวมกันในอันที่ จะทําใหผูเอาประกันภัยเกิดความพึงพอใจสูงสุด “นอกจากรวมกันแสดงความคิดเห็นแลว นโยบายของชมรม ตองการใหสมาชิกทุกคนรวมกันเรียนรูดวย เพราะตนมีความคิดวา ตัวแทนที่ดีควรตองมีความสามารถรอบดาน พรอมทั้งไอคิว อีคิว “ประกอบกับเจาหนาที่ของวิริยะประกันภัย ทั้งผูบริหารระดับ ตนและระดับสูงทุกคนมีความเชี่ยวชาญและเขาใจธุรกิจประกันภัย อยูแลว จึงสามารถเปนวิทยากรเพื่อใหความรูกับตัวแทนไดเปน อยางดี และที่สําคัญวิริยะประกันภัยมีศูนยฝกอบรมและพัฒนา นักประกันภัยรองรับ ดังนั้นโอกาสการเรียนรูของตัวแทนจึงเปนไป อยางไมมีขอบเขตและเรียนรูไดทันที” คุณสุพรกลาว นอกจากชมรมตัวแทนภาค 6 จะมุงเนนเปดโลกแหงการเรียนรู ใหแกสมาชิกแลว กระบวนการพัฒนาดานการสื่อสารเปนอีกภารกิจ หนึ่งที่มีความสําคัญดังกลาวมาขางตน ซึ่งภารกิจในสวนนี้ประธาน ชมรมตัวแทนภาค 6 ชี้แจงวา วัตถุประสงคหลักเพื่อสรางความ เขมแข็งใหแกชมรมตัวแทนสาขา เพราะถาชมรมตัวแทนสาขาซึ่งมีอยู ทั้งหมด 14 สาขามีความเขมแข็ง ชมรมใหญยอมเขมแข็ง ตามไปดวย

´ŒÇÂÁҵðҹà´ÕÂǡѹ ໇ÒËÁÒ·Õ赌ͧ¾Ø‹§ª¹...ªÁÃÁµÑÇ á·¹ÀÒ¤ 6 16

โดยเงื่อนไขสําคัญที่จะทําใหเกิดความเขมแข็งนั้นก็คือ จะทํา อยางไรใหเกิดระบบการสื่อสารสองทางที่เชื่อมโยงกันทั้ง 14 สาขา ซึ่งแนนอนวิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือการสื่อสารผานเว็บไซต “ในอนาคตอันใกลชมรมตัวแทนภาค 6 จะมีทั้งเวทีแลก เปลี่ยนความคิดเห็น เปนหองเรียนที่เหลาสมาชิกสามารถเขามา ศึกษาขอมูลไดอยางรอบดาน ทั้งเทคนิคการขาย ขอมูลสถิติประกัน ภัย ขอมูลเศรษฐกิจในภาพรวม สังคมและวัฒนธรรม ฯลฯ” จากวิสัยทัศนและเปาหมายที่ตองพุงชนที่ประธานชมรม ตัวแทนภาค 6 กลาวมาทั้งหมดนี้ แมมิใชเปนมิติใหมที่จะสราง ปรากฏการณแปลกใหมใหแกวิชาชีพตัวแทนขายประกันวินาศภัย แตยอมเปนแบบฉบับใหคนในวิชาชีพไดตระหนัก

.

อะไร คือเงื่อนไขสําคัญที่สรางความยั่งยืนในวิชาชีพ... การบริการหรือการขาย

17

กรกฎาคม- กันยายน 2555


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> >>>>>>>> เรื่อง : กองบรรณาธิการ ภาพ : นาวี แสงวิฑูร

วิริยะ 65 ปี รวมพลังความดี  : คิดดี ท�ำดี...เพื่อสังคม จำกต้นธำรควำมคิด...สู่ฝันที่เป็นจริง 

V magazine เมื่อฉบับที่ผ่านมาได้น�าเสนอบทความเรื่อง “จิตอาสา : ปรากฏการณ์ในสังคมยุคดิจิทัล” และเนื้อหาบางส่วน  ได้กล่าวถึงกิจกรรมการประกวดแผนกิจกรรมเพื่อสังคมของวิริยะประกันภัย ภายใต้ชื่อโครงการ “วิริยะ 65 ปี  รวมพลังความดี  :  

คิดดี  ท�าดี...เพื่อสังคม” 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระที่บริษัทฯ ด�าเนินธุรกิจเป็นปีที่ 65 โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัทฯ ทั่วประเทศ  เขียนโครงการและสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมแผนงานปฏิบัติงานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างยั่งยืน  โครงการฯ ดังกล่าวได้เริ่มด�าเนินการพร้อมเปิดรับแผนงานตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีพนักงานจากทุกภาคส่วนสนใจ  ส่งแผนงานเข้าประกวด และผ่านเกณฑ์พิจารณาในเบื้องต้นรวมทั้งสิ้น 14 แผนงาน ได้แก่  โครงการราชาผ้าไหมเมืองช้าง โดย เอนก หมั่นมา ศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน นครปฐม  โครงการบ้านสวย  และครอบครัวดีเด่น โดย สิทธิชัย ธรรมโหร สาขาขอนแก่น  โครงการพัฒนาบุคคลสามวัยใส่ใจสุขภาพและทักษะชีวิต  โดย มณี วรรณารักษ์ ศูนย์ฯ ก�าแพงเพชร โครงการห้องสมุดสาธารณะ โดย ประเสริฐ อ่องลออ สาขาปู่เจ้าสมิงพราย  โครงการทดแทนคุณผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน  โดย อ้อ ธรรมแสง ฝ่ายการตลาด  โครงการชุมชนกับธรรมะ โดย  ดาระนีย์ มากบ้านบึง ศูนย์ฯ บางพลัด    โครงการสร้างฝาย ปลูกป่า รักษาต้นน�้าปิง ปานจิตต์ วาฤทธิ์ ในนามสาขาและศูนย์ฯ เชียงใหม่ โครงการอุ้มผาง...อุ้มชีวิต โดย ชัยพฤกษ์ อุลุชาฎะ ฝ่ายส�านักงาน  โครงการคืนน�้าใสให้เกษตร โดย ไพศาล คล้ายสุวรรณ  ศูนย์ฯ ลุมพินี  โครงการผลิตเก้าอี้  Paper Mache เพื่อน้องๆ ผู้พิการ  โดย ยุพเรศ อัศวภาณุกุล ฝ่ายบัญชี โครงการปันน�้าใจจากพี่สู่น้อง โดย ศุภกิจ เอี้ยวตระกูล ในนามสาขาและศูนย์ฯ นครปฐม  โครงการศูนย์  ส่งเสริมสาธารณสุขมูลฐานประจ�าหมู่บ้าน โดย นาฏยา โปร่งจิต ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1557  โครงการสานฝันปันน�้าใจ IT  

18

สู่เด็กและชุมชนบ้านร่องกล้า โดย สมถวิล จันทรคณา ในนามสาขาและศูนย์ฯ พิษณุโลก  และ โครงการธนาคารขยะทองค�า-  ลดมลพิษให้แผ่นดินเกิด โดย ไพลิน ล�าพาย จากฝ่ายสารสนเทศ

คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณากลั่นกรองทั้ง 14 โครงการอีกครั้งเพื่อคัดเลือกให้เหลือห้าแผนงานเพื่อเข้าสู่เวทีประชันต้นธาร  ความคิดกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้ตัดสินไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา  ผลปรากฏว่า โครงการปันน�้าใจจากพี่สู่น้อง ซึ่งเป็นแผนงานที่เหล่าพนักงานในสังกัดสาขาและศูนย์ฯ นครปฐม น�าเสนอ  สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ หอบฝันกลับบ้านไปด�าเนินแผนงานเพื่อสานฝันให้แก่เด็กๆ ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โครงการสร้างฝาย ปลูกป่า รักษาต้นน�า้ แม่ปงิ  จากศูนย์ฯ เชียงใหม่    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โครงการศูนย์ส่งเสริมสาธารณสุขมูลฐานประจ�าหมู่บ้าน จากศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์   1557 และรางวัลชมเชยสองรางวัล ได้แก่ โครงการสานฝันปันน�้าใจ IT สู่เด็กและชุมชนบ้านร่องกล้า จากศูนย์ฯ พิษณุโลก   และโครงการทดแทนคุณผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน จากฝ่ายการตลาด ตามล�าดับ ในการนี ้ คุณสุวพร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) ได้ให้เกียรติมามอบรางวัลพร้อมกับมอบ นโยบายให้ฝ่ายสื่อสารองค์กร น�าแผนงานทั้งห้าแผนงานไปด�าเนินการสร้างฝันให้เป็นความจริงโดยเฉพาะแผนงานที่ชนะเลิศ ที่ถูกระบุให้ เป็นแผนต้นแบบ เพื่อน�าไปด�าเนินการในพื้นที่ต่างๆ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย อย่างไรก็ตามการประกวดแผนงานกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ถือเป็นการเบิกโรง...เปิดเวทีส�าหรับจุดเริ่มต้นกับ “วิริยะจิตอาสา”   ในการปลูกจิตส�านึกให้ผู้บริหารและพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วประเทศของบริษัทฯ ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชนและสังคม  ด้วยความสมัครใจ  นี้คือเป้าหมายใหม่...วิริยะจิตอาสา : รวมพลคนคิดดี  ท�าดี  

.

19

กรกฎาคม- กันยายน 2555


เรื่องเด่น ประจ�ำฉบับ เรื่อง : ปณัสย์ พุ่มริ้ว ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ ฝ่ายภาพนิตยสาร สารคดี

โป๊ก... โป๊ก... โป๊ก... เสียงโขลกน�้าพริกดังกังวานมาจากก้นครัว ส�าหรับใครหลายคนมันช่างคุ้นหู   ทั้งเสียงต�าและกลิ่นพริกหอมอ่อนๆ ที่โชยมาตามลม ชวนย้อนไกลไปถึงอดีต คิดถึงบ้านเกิด  อันอบอุ่น ห้องครัว และรสมือแม่ที่คุ้นเคย...ไม่ว่ายากดีมีจน เราทุกคนล้วนเคยกินน�้าพริกมาไม่มาก ก็น้อย น�้าพริกเป็นอาหารระดับพื้นๆ ที่สุด แต่ด้วยรสจัดจ้านถูกปาก และวิธีท�าเรียบง่ายเข้ากับวิถี ชีวิต ท�าให้น�้าพริกอยู่คู่ครัวไทยตลอดมา ตั้งแต่ห้องเครื่องฝ่ายในในรั้ววังถึงครัวตาสีตาสา ล้วนปรุง น�้าพริกออกมารับใช้ความหิวโหยและการแสวงหาความอร่อยมาหลายร้อยปี จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น อาหารที่แนบชิดกับชีวิตคนไทยมากที่สุด ยังไม่นับคุณค่าอาหารมากมายที่ซ่อนอยู่  ด้วยเหตุผลทั้ง หลายเหล่านี้จึงสามารถยกให้ “น�้าพริก” เป็นอาหารระดับทรงคุณค่าของครัวไทยได้อย่างไม่ขัดเขิน โลกเปลี่ยน กาลผ่าน น�้าพริกถ้วยเดิม ทว่าคุณค่าและความหมายอาจไม่เหมือนเดิม   V magazine ฉบับนี้ขอชวนท่านผู้อ่านกลับสู่โลกของน�้าพริก ในห้วงเวลาที่เราก�าลังขมวดคิ้วกับ  ปัญหามากมายรอบตัว มาต�าน�้าพริกกันสักหนึ่งครก หยอดความรักและเอาใจใส่ลงไป บางทีชีวิต  ที่ขมปร่าอาจจะมีรสชาติขึ้นมาบ้าง 

น�้ำพริกไทย และกำรเดินทำงของพริก

ไม่ว่าภาคเหนือ-ใต้-อีสาน-ตะวันออก-ตก ต่างท�าน�้าพริกสูตรของ ตัวเอง ประยุกต์ไปตามรสนิยมและทรัพยากรในท้องที่ กลายเป็น  น�้าพริกต่างๆ เช่น คนเหนือมักท�าให้เครื่องปรุงสุกก่อน และตั้งชื่อ  น�้าพริกตามสิ่งที่น�ามาต�า อย่างน�้าพริกหนุ่ม น�้าพริกถั่วเน่า น�้าพริกปู หรือ “น�้าปู๋”  คนอีสานเรียกน�้าพริกว่า “แจ่ว” และ “ป่น” มักมีปลาร้า เป็นส่วนประกอบส�าคัญ เช่น ป่นปลาช่อน แจ่วบอง แจ่วแมงดา    คนใต้เรียกว่า “น�้าชุบ” คล้ายกับน�้าพริกกะปิ กินกับผักสดเต็มถาด   ส่วนคนภาคกลางได้รบั อิทธิพลจากอาหารชาววังจึงนิยมรสกลมกล่อม  มีทั้งเค็มเผ็ดเปรี้ยวหวาน เช่น น�้าพริกกะปิ น�้าพริกลงเรือ น�้าพริก มะขาม  เป็นไปได้วา่ คนไทยอาจมีสตู รน�า้ พริกถึงกว่า 500 สูตร   บ้างว่ามีมากที่สุดในโลก  จริงหรือไม่ไม่อาจทราบ แต่ถ้าร่ายชื่อ น�้าพริกทั้งหมดคงนับนิ้วกันจนเมื่อย  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยแต่งเรื่องสะท้อนความหลาก หลายนี้ไว้ในหนังสือ น�้าพริก ว่า กาลครั้งหนึ่งมีพระราชาอยู่ องค์หนึ่ง พระองค์โปรดปรานการบรรทมกับสนมคืนละหนึ่ง คน พอรุ่งเช้าก็ประหารเสีย  นางสนมผู้หนึ่งรักชีวิต จึงคิดเล่า

  น�้าพริกคืออะไร ถามใครก็ตอบได้ แต่ไม่ง่ายนักเมื่อต้องนิยามค�า ว่า “น�้าพริก” ให้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อถาม กฤช เหลือลมัย เจ้าของ คอลัมน์ “ท้ายครัว” ในนิตยสาร สารคดี ผู้ผูกพันกับน�้าพริกรสมือแม่ มาตั้งแต่จ�าความได้ เขาตอบว่า... “น�้าพริก คือ ‘ความเผ็ดที่ได้ดุลยภาพกับความเค็ม’ เป็นการเอา ของเค็มมาตัดกับความเผ็ดของพริก เพื่อนผมเคยถูกหมอสั่งให้กินเผ็ด อย่างเดียวห้ามกินเค็ม กินแทบไม่ได้เลยเพราะมันเผ็ดโด่ เวลากินน�้า พริกก็ต้องเอาผักจิ้ม ตอนท�าต้องต�าหรือขย�า ไม่เหมือนกับเครื่องหลน ที่หลนใช้ความร้อน  ...เวลาพูดถึงน�้าพริกคนมักนึกถึงภาคกลาง น�้า พริกกะปิ แต่จริงๆ แล้วมีหลากหลายมาก” ส่วนส�าคัญของน�้าพริกคือรสเค็มและความเผ็ดร้อน โดยมีกลิ่น หอมจากเครื่องเทศมาประกอบ พริกเป็นตัวยืนฝ่ายความเผ็ด เป็นของ ที่ขาดไม่ได้ ฝ่ายรสเค็มมักเป็นกะปิ ถ้าไม่มีกะปิอย่างในภาคเหนือและ 

น�้ำพริก... คุณค่ำแห่งครัวไทย

การสาธิตการต�าน�้าพริกของชาวล้านนา

เรื่องน�้าพริกยื้อไว้ก่อน เล่าไปเล่ามาพระราชาทรง อยากเสวยจึงไว้ชีวิตแล้วสั่งให้ไปต�ามา นางจึงเล่า เรื่องน�้าพริกเอาตัวรอดไปแต่ละคืน  เวลาผ่านไปหลายปีนัก สุดท้ายนางก็ตาย แต่ ไม่ได้ตายเพราะต�าน�้าพริกไม่ถูกพระโอษฐ์ …นางสนมผู้นั้นแก่ตาย  ก่อนจะบอกสูตรน�้าพริกได้หมด - - เรื่องนี้คงสะท้อนความหลากหลาย ของน�้าพริกได้อย่างดี 

อีสานที่ไกลทะเล ใช้ตัวตายตัวแทนคือปลาร้า ไม่ก็ถั่วเน่า (ถั่วที่ทิ้งให้ รากินจนหมดไขมันแล้วน�าไปตากแดด) ซึ่งให้รสเค็มเหมือนกัน น�ามา ต�าโดยประโคมเครื่องเทศ เช่น หอม กระเทียม ข่า ฯลฯ และใส่ส่วน ผสมอื่นลงไป เช่น แมงดา มะดัน ฯลฯ สุดแต่ชอบ และมักกินกับผักที่ หาได้ใกล้บ้าน  ก่อนจะถึงเรื่องน�้าพริก การเดินทางของ “พริก” น่าสนใจไม่แพ้ กัน ด้วยความคุ้นชินท�าให้คนส่วนใหญ่คิดว่าพริกเป็นของไทย แต่ จริงๆ แล้วต้นก�าเนิดของพริกอยู่ที่ทวีปอเมริกา กระทั่งคริสต์ศตวรรษ ที่ 16 หรือ 500 ปีก่อน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสน�าพริกมาปลูกที่  อินโดนีเซีย  ความเผ็ดร้อนของมันถูกใจคนหมู่มาก ท�าให้พริกแพร่ หลายไปตามเส้นทางการค้าทางทะเล จากชวา สู่มะละกา ปีนัง พม่า  เขมร ไปถึงจีน อินเดีย รวมถึงแผ่นดินสยามของเรา มีการน�าไปปรุง อาหารหลายชนิดรวมถึงต�าเป็นน�้าพริก  น�้าพริกจึงเป็นอาหารที่พบ ทั่วไปในดินแดนอุษาคเนย์ ไม่ใช่ของไทยเพียงชาติเดียว เดิมทีคนไทยใช้พริกไทย มะแขว่น ดีปลี เติมรสเผ็ดในอาหาร  และต�าพริกไทยกับเกลือเป็นเครื่องจิ้มข้าวเหนียวและเนื้อสัตว์    เมื่อพริกแบบใหม่ที่สมัยนั้นเรียกว่า “พริกเทศ” (Chilli) เข้ามาในสมัย  อยุธยาตอนกลาง รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถก็เหมือนปฏิวัติวงการ อาหารไทยทั้งหมด ด้วยรสชาติเผ็ดออกหวาน ไม่มีกลิ่นฉุน ท�าให้ต�า น�้าพริกได้อร่อยกว่าเดิม  เมื่อบวกกับกระแส “เห่อ” รสชาติใหม่ของ ยุคนั้น และวิธีการท�าที่ง่าย เอื้อให้พลิกแพลงเอาของที่อยู่ใกล้บ้าน  มาท�ากินได้อร่อยขึ้น ล้วนท�าให้พริกและน�้าพริกแพร่หลายไปทั่ว แผ่นดิน

20

น�้ำพริก...เพื่อนยำก น�้าพริกยังเป็นเหมือนเพื่อนยากของคนไทย คนไทยชนบทกิน  น�้าพริกกับผักปลาใกล้บ้าน ไม่มีเงินสักบาทก็อยู่ได้  คนไทยในต่าง แดนไม่น้อยพกกระปุกน�้าพริกเผาไว้กับตัว พอเจออาหารรสชาติไม่ ถูกปากก็ควักขึ้นมาป้ายขนมปังเอาตัวรอดไปมื้อหนึ่ง  ปัจจัยเหล่านี้  คงท�าให้คนไทยรู้สึกผูกพันกับน�้าพริก  ครั้งหนึ่ง อาภัสรา หงสกุล  นางงามจักรวาล ให้สัมภาษณ์ว่าชอบกินน�้าพริกปลาทู อ. ประยูร   อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ ชมว่าเป็นค�าตอบที่ตรงจุดตรงใจ  คนไทยจ�านวนมาก หากจะวิเคราะห์ว่าท�าไมน�้าพริกจึงถูกใจคน จนเป็นสัญลักษณ์ หนึ่งของครัวไทยมากว่า 5 ศตวรรษ นอกจากปัจจัยข้างต้น ยังอาจมี  หลายเหตุผลสนับสนุน  “เรากินข้าวเป็นอาหารหลัก อย่างอื่นเป็นรอง ถึงเรียกว่า   ‘กับข้าว’ ทีนี้ข้าวมันจืด อาหารจึงต้องรสจัด นอกจากนี้สมัยก่อนเรา

21

กรกฎาคม- กันยายน 2555


บรรยากาศการล้อมวงกินข้าวกับน�้าพริก ในครัวนั้นช่างอบอุ่น

จิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุทัศนเทพวราราม  สะท้อนว่าน�้าพริกอยู่คู่ครัวไทยมาแต่อดีต

กินมือด้วย ฉะนั้นสิ่งที่กินกับข้าวก็ต้องคลุก การกินคลุกเปิดทางให้  น�้าพริกกินสะดวกที่สุด กินกับผักในค�าเดียวกันเลย” อ. เนาวรัตน์   พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ผูกพันกับวัฒนธรรมน�้าพริกมา  ตั้งแต่เกิด ตั้งข้อสังเกต “คนไทยเป็นคนกลุ่มที่ดัดแปลงเก่ง พอพริกเทศเข้ามา เราก็น�า มาท�าน�้าพริกมาปรุงกับกะปิ ปลาร้า ซึ่งเป็นรสชาติที่เราชอบและคุ้น เคยอยู่แล้วได้อร่อยขึ้น” ดวงพร ทรงวิศวะ พิธีกรสาว รายการ   “กิน อยู่ คือ” ช่องไทยพีบีเอส สะท้อนมุมมอง นอกจากรสชาติถูกปาก น�้าพริกยังเข้ามาอุดช่องว่างการถนอม อาหารในยุคโบราณที่ไม่มีตู้เย็น ดังที่ อ. เนาวรัตน์จ�าได้ว่าต้องต�า  น�้าพริกเก็บไว้ก้นตู้ เมื่อจะแกง พล่า ย�า ก็ไปหยิบน�้าพริกถ้วยนั้นมา ปรุง  ยิ่งกว่านั้นกฤชยังวิเคราะห์ว่าในสังคมชาวนาที่อาหารและน�้าท่า ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ตลอดปี ไม่มีเวลามานั่งประดิดประดอยกับข้าว นอกจากช่วงงานบุญ  วิธีถนอมอาหารก็มีจ�ากัดจ�าเขี่ย และยังต้องการ อาหารที่ให้พลังงานมากเพื่อท�างานในแต่ละวัน  การกินน�้าพริกจึง ตอบโจทย์ทุกข้อ ทั้งมีสารแคปไซซิน (Capsaicin) กระตุ้นให้กินข้าว  ได้มาก พกพาสะดวก เก็บรักษาได้นาน และแปรรูปเป็นกับข้าวแบบ  อื่นๆ ได้หลายแบบ เหตุผลดังกล่าวท�าให้น�้าพริกกลายเป็นอาหารเอกของคนไทย    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเคยส�ารวจในปี พ.ศ. 2549 พบว่า  คนไทยร้อยละ 98 นิยมบริโภคน�้าพริก และกว่าร้อยละ 64.1 จัดให้  น�้าพริกเป็นอาหารประจ�าครอบครัวที่ขาดไม่ได้

แม้ในอดีตเรานิยมกินน�้าพริกกันมาก... แต่ปัจจุบันมีอาหารให้ เลือกหลากหลาย แถมฐานะเศรษฐกิจคนก็ดีขึ้น ดูเหมือน “คุณค่า”  ของน�้าพริกจะลดน้อยถอยไปเป็นแค่ “น�้าพริกถ้วยเก่า” ด้วยว่ามันช่าง ดาษดื่นไม่หรูหราเอาเลย  เคยมีนักวิจัยไปขอสูตรน�้าพริกในชนบท  แล้วชาวบ้านบอกว่า “เอาท�าไมน�้าพริก เอาสูตรแกงดีกว่า” เหมือน  บ่งบอกว่าแค่ระดับสากพื้นๆ ก็ต�าได้ หรือภาษิต “ได้แกง เทน�้าพริก”  หมายถึง ได้ใหม่ ลืมเก่า ก็สะท้อนทัศนคตินี้ได้แจ่มชัด ไม่ต้องนับอีกนานาเหตุผลที่ท�าให้คนรุ่นใหม่ไม่กินน�้าพริก เช่น   ขี้เกียจล้างจานหลายใบ หรือกลัวว่ากินแล้วจะมีกลิ่นปากรุนแรง หรือ มองว่าเป็นของไม่อร่อย เนื่องจากคนรุ่นแม่รุ่นยายไม่ได้ต�าน�้าพริกดีๆ  ให้กินกันแล้ว ไปจนถึงเรื่องนิยาม “ความอร่อย” ที่เปลี่ยนไป บางคน ว่าลิ้นคนยุคนี้โหยหารสหวาน จนหมางเมินรสเผ็ดเค็มของน�้าพริก แต่ถ้าถามคนที่ยังกินน�้าพริกอยู่ด้วยความรัก และยังต�าน�้าพริก อยู่อย่างมีความสุข พวกเขาจะบอกว่า... “อย่างแรก ผมชอบทีม่ นั กินได้หลายแบบ ค�าหนึง่ กินกับมะเขือพวง   อีกค�าจิ้มดอกแค อีกค�าไข่ต้ม สมมุติจานหนึ่ง 15 ค�า คุณกินแต่ละค�า  ได้ไม่ซ�้ากันเลย  เราท�าไม่ได้กับแกง ไข่พะโล้ ที่ต้องกินรสเดียวจนหมด   นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของน�้าพริก อย่างที่ 2 มันกินง่าย สะดวก   น�้าพริกเผากระปุกเดียวไปได้ทั่วโลกแล้ว” กฤชว่าด้วยรอยยิ้ม “มันท�าง่าย พริกก็ปลูกข้างบ้าน พอแดงเอามาตากแห้ง พืชผัก เก็บเอาข้างบ้าน ไม่ต้องซื้อหา หอมกระเทียมซื้อมาห้อยไว้ที่ชายคา  กะปิก็เป็นของคู่ครัวอยู่แล้ว  ผมเคยเขียนว่า พริกแห้งเผา หอมเผา 

22

ร้านน�้าพริกต�าสดเริ่มมีมากขึ้นในปัจจุบัน  ลูกค้าสามารถเลือกชนิดน�้าพริกและเจาะจงรสชาติได้ครกต่อครก

น�้ำพริกอร่อยคู่คอนโดฯ สูตร 

กฤช เหลือลมัย

กฤชโตในครอบครัวที่ชอบกินน�้ำพริก บ้ำนเขำถึงกับมีค�ำพูดว่ำ  ถ้ำเริ่มต้นกินน�้ำพริก กับข้ำวอื่นก็แทบไม่มีควำมหมำย   เขำยังเป็นนักประยุกต์ตัวยง ขยันสร้ำงสูตรใหม่ ๆ และนี่คือสูตรน�้ำพริกที่เขำน�ำมำฝำก  ท�ำได้ง่ำย รวดเร็ว เหมำะกับชีวิตชำวคอนโดฯ อย่ำงยิ่ง

น�้าพริกปลา 

น�้าพริกงา  

เตรียมหอมแดง พริกชี้ฟ้า ถ้าชอบเผ็ดให้เพิ่มพริกขี้หนูนิดหน่อย น�ามาอบ ด้วยเตาอบหรือไมโครเวฟให้ไหม้นิดๆ ส่งกลิ่นหอม  จากนั้นแกะเปลือก  ส่วนที่ไหม้ออก น�ามาโขลกรวมกัน น�าปลาทู ปลาดุกย่าง ที่อาจซื้อมาจาก  ข้างทาง เอามาแกะเนื้อต�ารวมกัน ปรุงรสด้วยน�้าปลาและมะนาวให้ถูกใจ   จะได้น�้าพริกปลาอร่อยๆ หนึ่งครก กินกับผักที่ชอบ

หั่นพริกแห้งเม็ดใหญ่ให้เป็นท่อนหนาๆ เด็ดก้านพริกแห้งเม็ดเล็ก (ไม่ต้องใช้ มาก) ปอกเปลือกกระเทียมให้เกลี้ยง เจียวพริกแห้งให้เกรียม ตักใส่ถ้วย  และรอสักพักให้เนื้อพริกกรอบ  จากนั้นต�าพริกกับเกลือ กระเทียม จนเกือบ ละเอียด ใส่งาขาวคั่วบดลงไปแล้วต�าให้เข้ากัน เติมน�้ามันงา (ชนิด Cold   Press) ให้มีน�้ามันลอยหน้าสีแดงสวย ชิมรสให้ออกเค็มๆ มันๆ คลุกข้าวกิน  กับไข่เจียว ปลาสลิดทอด ไข่ต้ม แตงกวา ขมิ้นขาว เข้ากันอย่างดี

น�้าพริกหมูหย็อง  

คั่วหมูหย็องในกระทะเปล่าด้วยไฟอ่อนจนกรอบหอม ต�าหอมแดง กระเทียม ทีละอย่าง จากนั้นน�าไปเจียวด้วยไฟกลางทีละอย่างจนเหลือง ตักใส่ถ้วยให้ สะเด็ดน�้ามัน หั่นพริกแห้งตามขวางไม่ต้องหนามากและเจียววิธีเดิม ระวัง พริกไหม้  จากนั้นผสมทุกอย่างรวมกันในชาม โรยน�้าตาลและเกลือเล็กน้อย  เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน รสหวานๆ เค็มๆ เคี้ยวกรุบๆ ถูกใจเด็กๆ

นอกจากนี้กฤชยังแนะน�าวิธีกินน�้าพริกให้สนุกขึ้น เช่น ลองใช้มือเปิบ  จะสัมผัสได้ถึง “จังหวะกิน” ใหม่ๆ หรือทดลอง “กลับหัวกลับหาง” เช่นท�า  แกงป่าให้กลับมาเป็นน�้าพริก และเขายังแนะน�าว่าถ้าใครไม่มีเวลา ซื้อน�้าพริก ส�าเร็จมาปรุงเองก็ไม่ผิดกติกา 

23

กรกฎาคม- กันยายน 2555


“ที่คนรุ่นใหม่ไม่กินน�้าพริก เราคิดว่าเพราะโดยภาพรวมน�้าพริก อร่อยน้อยลง  ตอนนี้แม่ ยาย ไม่ค่อยต�าน�้าพริกกันแล้ว  ถ้าท�าให้ลูกหลานกิน เขาจะใช้ของดีที่สุด ท�าให้น�้าพริกอร่อย แต่พอเป็น น�้าพริกส�าเร็จ คงไม่มีแม่ค้าคนไหนเอากะปิกิโลละ 300 มาต�าขาย มันไม่คุ้ม   พอน�้าพริกไม่อร่อยคนก็ไม่ประทับใจ ไม่อยากกินต่อแล้ว   “คนรุ่นใหม่สนใจสิ่งที่อยู่ภายนอกมากกว่า อาจอยากได้กระเป๋าสวยๆ  จนลืมคิดไปว่า อาหารก็เป็นสิ่งส�าคัญ เพราะกินเข้าไปแล้วมันไปอยู่ในกระดูก  ในเลือด ในร่างกายของเรา เราไปซื้อเครื่องดื่มเพื่อความงามขวดละ 20 บาท  ได้ เราก็น่าจะรณรงค์ว่ากินน�้าพริกก็ลดความอ้วนได้ เพราะคุณกินผักมาก  แถมได้คุณค่าอาหารครบถ้วนด้วย”

ดวงพร ทรงวิ ศ วะ : น�้ำพริกกับคนรุ่นใหม่  โบ-ดวงพร ได้รับกำรยกย่องว่ำ เป็นเชฟรุ่นใหม่ที่น่ำจับตำมอง  เธอสนใจค้นคว้ำเรื่องอำหำรไทย หลังจำกท�ำวิทยำนิพนธ์เรื่องอำหำรไทย ขณะเรียนอยู่ต่ำงประเทศ   โบเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังต�ำน�้ำพริกกินเอง  และเปิดร้ำนอำหำรไทยชื่อ โบ.ลำน ใน ซ. สุขุมวิท 26

น�้าพริกเป็นของคนทุกชนชั้น ดังเห็นได้จากมีน�้าพริกนานาชนิด ขายในห้างหรูใจกลางกรุง

การต�าน�้าพริกซึ่งท�าได้ง่าย รวดเร็ว และแทบไม่รบกวนใครจึงเหมาะ สมที่สุด  ในที่นี้ขอแนะน�าการท�า น�้าพริกกะปิ น�้าพริกธรรมดาสามัญ ที่เป็นแม่บทของสูตรอื่นๆ ใครต�าน�้าพริกกะปิเป็นแล้ว ย่อมพลิกแพลง ไปต�าน�้าพริกอื่นได้ไม่ยาก ขั้นแรกเตรียมอุปกรณ์คือครก สาก หากไม่มีอาจใช้เครื่องปั่น  ผลไม้แทน แต่กลิ่นจะไม่หอมเท่า  ส่วนวัตถุดิบนั้น กูรูน�้าพริกพูดตรง กันว่าใช้ของดีมีชัยไปกว่าครึ่ง พริกต้องเป็นพริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กรส เผ็ดจัด  เกลือต้องเป็นเกลือทะเล  กะปิมีหลายแบบให้เลือกตามชอบ  หากเป็นกะปิคลองโคน สมุทรสงคราม เนื้อจะนิ่ม กลิ่นไม่แรง รสไม่ เค็มจัด  ขณะที่กะปิปักษ์ใต้และแถบชายทะเลตะวันออก เช่น ระยอง  จันทบุรี จะมีเนื้อแน่น กลิ่นฉุนกว่า  ส่วนกระเทียมให้พยายามใช้ กระเทียมไทย กลิ่นจะหอมกว่ากระเทียมจีน โดยเฉพาะกระเทียม ศรีสะเกษจะดีที่สุด  ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุดิบแบบดั้งเดิมที่รับประกัน ความอร่อยมาแต่โบราณ  อีกสิ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีกว่าผงชูรส คือ  ความใส่ใจ ดังที่ อ. เนาวรัตน์ว่า ใส่ใจ ใส่จาน ทุกจานอร่อย   อาจหาลูกมือสักคน ไม่พี่น้องเพื่อนฝูงก็ลูกหลาน มาช่วยปอก กระเทียม ช่วยลุ้น หรือกรณีเมื่อยก็ผลัดเปลี่ยนกันต�า ยิ่งท�าให้ บรรยากาศครื้นเครงยิ่งขึ้น  เริ่มต้นให้ใส่เกลือ 1 ช้อนชา โขลกกับ  กุง้ แห้ง 3 ช้อนโต๊ะ กุง้ แห้งจะเพิม่ กลิน่ หอม  พอละเอียดก็ใส่กระเทียม  ลงไปโขลกเข้าด้วยกัน กระเทียมควรมีเท่าๆ กับกะปิ เพราะกระเทียม ช่วยลดกลิ่นคาวกะปิ ขณะที่กะปิลดกลิ่นเผ็ดปร่าของกระเทียม   อย่างไรก็ดีจ�านวนกระเทียมอาจส่งผลต่อกลิ่นปาก หากต้องสนทนา พาทีกับแขกควรเพลากระเทียมลง  โขลกไปเรื่อยๆ พอละเอียดแล้วใส่กะปิลงครกโขลกต่อ หากกลัว

กระเทียมเผา เอาลงโขลกคลุกเคล้า ผสมผสาน กะปิเผา มะขามเปียก  น�้าปลา น�้าตาล น�้าพริกเผาเมืองกาญจน์ บ้านฉันเอง จะเห็นว่าท�าง่าย และท�าไปพร้อมกับกับข้าวอื่นๆ ได้  ถ้าได้สะเดามาฟาดไฟให้ขมน้อย ลง จิ้มกินด้วยจะวิเศษ มันเข้ากับความเผ็ดและหวานของน�้าพริก   หรือเอาคลุกข้าวแล้วโรยด้วยปลาป่น แย้ป่น ก็วิเศษเหมือนกัน”   อ. เนาวรัตน์บรรยายได้ชวนน�้าลายไหล นอกจากมีคุณค่าอาหารทั้งโปรตีนจากกะปิ คาร์โบไฮเดรตจาก ข้าว น�้าพริกยังช่วยให้กินผักได้มาก ผักอุดมด้วยวิตามินเกลือแร่และไป ช่วยเจือจางรสจัด  ถ้ากินน�้าพริกอย่างเดียวทุกวันมีหวังเป็นโรค กระเพาะและโรคไต หรือจะเลยไปถึงว่า “กินน�้าพริก รักษาโลก” ก็ได้ เช่นกัน เพราะน�้าพริกท�าให้เราเห็นคุณค่าความหลากหลายของผักพื้น บ้าน ทั้งแทบไม่ใช้ความร้อนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน และอาจช่วยให้ เกิดความยั่งยืนของชุมชน เพราะคนไม่ต้องใช้เงินก็หาผักปลามา  ท�ากินได้ แต่จะกี่เหตุผลคงไม่น่าสนใจเท่าได้ลองต�าน�้าพริกกินสักครก  แล้วพบค�าตอบเหล่านั้นด้วยตัวเอง

มำต�ำน�้ำพริกกันเถอะ ยุคที่เราอาศัยในคอนโดมิเนียมกันมากขึ้น การท�าอาหารในห้อง ต้องระวังไม่ให้รบกวนส่วนรวม ดังนัน้ จะแกงคงไม่ได้เพราะมีควันโขมง  

24

น�้าพริกเผาเมืองกาญจน์  บ้าน อ. เนาวรัตน์ ปรุงจากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น  และของที่มีอยู่คู่ครัว

ชีวิตวัยเด็กของกวีเอกผู้นี้เต็มไปด้วยประสบกำรณ์  “แสบ เผ็ด”  เพรำะถูกแม่ใช้ให้ต�ำน�้ำพริกบ่อย ๆ  อ. เนำวรัตน์ต�ำไปร้องไห้ไปเพรำะทั้ง  พริกเข้ำตำและขี้เกียจต�ำ แต่เมื่อโตขึ้นก็พบว่ำ น�้ำพริกรสมือแม่นั้น   คือตัวแทนของควำมผูกพันในบ้ำน

“รสแท้  รสแม่ท�ำ”

ไม่สะอาดให้ห่อกะปิด้วยใบตอง ปิ้งด้วยไฟแรงปานกลางพอหอม   จากนั้นใส่พริกขี้หนูและมะเขือพวงบุบพอแตกตามลงไป ปรุงรสด้วย น�้าตาลปี๊ปให้มีรสหวานหน่อยๆ  เหยาะน�้าปลา บีบมะนาว ให้มีรส เผ็ดน�า เค็มตาม เปรี้ยว และหวานตามมาห่างๆ  ระหว่างนี้ใช้ให้ ลูกมือทอดปลาทู มะเขือยาว หรือชะอมชุบไข่ทอด เป็นเครื่องเคียง    เมื่อโขลกส่วนผสมทั้งหมดละเอียดเป็นเนื้อเดียวเรียบร้อย ใช้ช้อนตัก น�้าพริกลงถ้วย กินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็เหมือนสวรรค์อยู่ในปาก    ตักแล้วคลุกข้าวลงไปในครกก็อร่อยอีกแบบ ยิ่งได้ผักข้างรั้วหรือริม ระเบียงที่ปลูกเองมาแนมด้วยยิ่งยอดเยี่ยม จากน�้าพริกกะปิสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นน�้าพริกอื่นๆ ได้ ไม่ยาก เช่น ถึงหน้ามะม่วง มะม่วงมีเยอะและราคาถูก ให้ซอยมะม่วง ใส่ลงโขลกกับกะปิจะได้ น�้าพริกมะม่วง  หรือใช้มะขามเปียกแทน มะนาว ต�าพริกแห้งแทนพริกสด จะออกมาเป็น น�้าพริกมะขามเปียก รสเปรี้ยว กินกับหมูหวานเข้ากันดี  ถ้าใส่กากหมูลงไปต�าด้วยและผัด กับน�้ามันหมูก็มีรสวิเศษไปอีกแบบ  พืชผักที่ให้รสเปรี้ยวยังมีอีกหลาย อย่าง เช่น ตะลิงปลิง มะปราง มะดัน มะขามสด ล้วนนิยมน�ามาต�า น�้าพริกทั้งสิ้น  ใครเบื่อกะปิ ให้หาลูกหน�าเลี้ยบมาแกะเนื้อใส่แทน จะได้รสเค็ม แปลกอีกแบบ หรือจะใส่เต้าหู้ยี้ เต้าเจี้ยวแทนกะปิก็จะได้น�้าพริกครก ใหม่  หากอยากได้รส “แซบ” แบบอีสานแท้ ใช้ปลาร้าแทนกะปิ ปรุง รสให้จัดจ้าน  เพียงเท่านี้ก็รับรองว่าได้น�้าพริกอร่อยหลายสูตรกินไม่มี เบื่อ  บรรยากาศในครัวจะมีชีวิตชีวามากขึ้น ลูกอาจเริ่มสนใจท�า อาหาร เพื่อนฝูงอาจพากันมาฝากท้องไว้ เป็นภรรยาก็เรียกว่ามีเสน่ห์ ปลายสาก ผัวรักจนวันตาย  

อ. เนำวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ “เมืองกาญจน์มีน�้าพริกขึ้นชื่อสองอย่าง คือแกงป่าและน�้าพริกเผา  ผมคุ้นชิน  กับสองรสนี้มาตลอด ต้องต�าใส่ก้นตู้คู่ครัวไว้ เรียกว่าเป็นรสแท้รสแม่ท�า   พอโตมาคิดถึงรสแบบนี้แต่หากินไม่ได้ ก็เลยต้องต�ากินเองจนอยู่มือว่ารสนี้แน่    “แม่จะเป็นคนถ่ายทอดการบ้านการเรือนให้ลูกสาว ผู้หญิงทุกคนต้อง ท�าครัวเป็น คนสมัยโบราณถึงให้แอบมาฟังเสียงต�าน�้าพริก เพราะถ้าต�าดี  หมายถึงขยันขันแข็ง น่าขอมาเป็นแม่เรือน  น�้าพริกยังเกี่ยวโยงกับครอบครัว  เพราะครอบ หมายถึงที่อยู่ ครัว หมายถึงที่กิน ครอบครัวจึงหมายถึงที่อยู่ที่กิน   ทุกบ้านต้องมีครัวเพราะความเป็นครอบครัวอยู่ตรงนั้น  เสียงต�าน�้าพริกเป็น เสียงของครัว เสียงของบ้าน เหมือนเสียงกลองสะบัดชัย หรือเสียงระฆังของวัด  เป็นเสียงทีม่ เี สน่หม์ าก ท�าให้รวู้ า่ คนมาล้อมวงกินข้าวกัน ไม่มใี ครต่างคนต่างกิน  ทุกคนกินน�้าพริกถ้วยเดียวกัน  แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว พริกก็กลายพันธุ์   คนก็ไปกินข้าวนอกบ้านเพราะสะดวกสบายกว่า เดี๋ยวนี้จึงมีแต่ครอบ ไม่มีครัว  ความเป็นครอบครัวก็เปลี่ยนไป  แม่ก็ไม่ได้ท�าอาหารแล้ว  รสแท้ รสแม่ท�า ก็หายไป”

.

25

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ตลาดน�้าในคลองโพหักหรือคลองบัวงาม ตรงข้ามวัดปราสาทสิทธิ์หรือวัดหลักห้า   อ. ด�าเนินสะดวก จ. ราชบุรี   เอนกถ่ายเมื่อ อา4กย2520 ขาวด�าสแกน 0093-008

เรื่องเก่า เล่าอดีต เอนก นาวิกมูล

ตลาดน�้า ตลาดคือสถานที่จับจ่ายซื้อขายข้าวของ ซึ่งมีทั้งแบบของทั่วไป 

ตลาดน�้าวัดไทร เขตบางขุนเทียน โปสต์ การ์ดยุค 2500  ซีดี133-094

เรือนแพและตลาดน�้าสมัยอยุธยาน่าจะหมดไปเพราะสงคราม ท�าให้คนกระจัดกระจาย และบ้านเมืองก็รกร้างอยู่เป็นเวลานาน ท้าย ทีส่ ดุ ก็มาเหลือทีห่ น้าวังจันทรเกษมแล้วหดหายไป  ส่วนทางกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ก่อนแล้วในนาม “บางกอก” ก็ควรมีตลาดน�้าอยู่ ตามชุมชนใหญ่บ้างไม่มากก็น้อย  ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1   ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2325 บางกอกหรือกรุงเทพฯ   ก็ค่อยๆ เจริญขึ้น ดังเกิดวัดใหญ่ๆ เป็นศรีสง่าแก่พระนครขึ้น  ทั้งอยู่ริมน�้าและบนบกหลายแห่ง เช่น วัดสุทัศน์ วัดสระเกศ ซึ่งอยู่ใน แผ่นดิน  วัดราชบูรณะ (ปากคลองตลาด) วัดอรุณราชวราราม   วัดโพธิ์ (ท่าเตียน) วัดประยุรวงศ์ วัดกัลยาณมิตร ซึ่งอยู่ริมแม่น�้า เจ้าพระยา กับวัดสุวรรณาราม ปากคลองบางกอกน้อย บริเวณหน้าวัดเหล่านี้มีตลาดน�้าและเรือนแพ นาวาคับคั่ง เห็น ได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์ฯ ที่วาดในสมัยรัชกาล  ที่ 4-5  วัดเบญจมบพิตรที่วาดในปลายรัชกาลที่ 5  บันทึกของฝรั่ง  ซึ่งมักเขียนถึงตลาดน�้าและบ้านลอยน�้าด้วยความแปลกประหลาดใจ บ่อยๆ และภาพถ่ายจ�านวนมากในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ส่วนนิราศของกวีไทยสมัยเก่าก็เขียนถึงสั้นบ้างยาวบ้างหลาย ส�านวน จะยกตัวอย่างมาแสดงสักหนึ่งส�านวน คือ นิรำศพระปฐม ของมหาฤกษ์ แต่งเมือ่ สมัยรัชกาลที ่ 4 เขียนถึงตลาดน�า้ บางกอกน้อยว่า          ที่เรือพายขึ้นล่องนั้นของสวน       “ดูชาวแพแซ่ซ้องขนของขาย

และของเฉพาะอย่างเช่นตลาดวัว ที่ดอนโก จ. สุโขทัย  ตลาดควาย   ที่หนองหญ้าปล้อง จ. อุทัยธานี  ตลาดปลา ที่ จ. สมุทรสาคร    ตลาดสินค้ามือสอง จ. สระแก้ว หรือที่รู้จักกันในนามตลาดโรงเกลือ   ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าย่านบ้านหม้อ เป็นต้น ตลาดส่วนใหญ่มักอยู่บนบกซึ่งไม่ถือเป็นของแปลก ตลาดที่  ผู้เขียนเห็นว่าแปลกและมีชีวิตชีวากว่าคือ ตลาดน�้า ที่นิราศหรือ  คนเก่าๆ เรียกว่า “ตลาดท้องน�้า” เพราะพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งคนซื้อ  ต่างพายเรือฉวัดเฉวียนกันอยู่บนน�้าน่าดูน่าชมยิ่งนัก เมืองทีเ่ คยมีตลาดน�า้ ได้ยนิ คุน้ หูมเี พียงไม่กแี่ ห่ง คือ พระนครศรี-  อยุธยาในอดีต กรุงเทพฯ-ธนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม    เมืองอื่นๆ ในบริเวณภาคกลางอย่างอ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี  ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ฯลฯ เคยมีตลาดน�้าหรือไม่ ไม่ทราบ  ท�าไมจึง มีหรือไม่มี ไม่ค่อยเห็นใครสนใจพูดถึงหรือสืบสวนให้รู้แน่ชัด จึงเป็น หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่พึงหาค�าตอบมาแสดงให้ กระจ่าง พระนครศรีอยุธยาซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่า บัดนี้ไม่เหลือ ตลาดน�้าให้เห็นแม้แต่น้อย  ตลาดน�้าอันเก่าแก่ของอยุธยาเคยมีหลัก ฐานกล่าวถึงอยู่ในหนังสืออธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเขียน เมื่อช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หนังสือเล่มนั้นบอกว่านอกก�ำแพงเมืองมีตลำดบก 32 แห่ง  มีตลำดท้องน�้ำ 4 แห่ง เป็นตลาดท้องน�้าที่ใหญ่โต ตลาดเหล่านี้อยู่  ตามล�าน�า้ ส�าคัญ เช่น แม่นา�้ ลพบุร ี แม่นา�้ ป่าสัก และแม่นา�้ เจ้าพระยา   ส่วนในก�าแพงพระนครก็มีตลาดขายสินค้าอีกหลายสิบแห่ง น่า เสียดายที่เราไม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับตลาดน�้าสมัยอยุธยา ให้เห็นเลยแม้แต่ภาพเดียว ภาพวาดตลาดที่เห็นในพระวิหารวัดหน้าพระเมรุกับโบสถ์  วัดเชิงท่า อยุธยานั้น ล้วนเป็นภาพแม่ค้าขายของแบบแบกะดินและ นั่งขายของบนนั่งร้านทั้งสิ้น ภาพของสองวัดนี้วาดในสมัยรัชกาลที่ 3 

ทั้งเรือทุ่นเรือทอดจอดเป็นพรวน ทั้งสองแถวแจวไปมิใคร่ตลอด ทั้งไทยเจ๊กจีนแขกแปลกแปลกแล ขายเครื่องแก้วเครื่องทองของทั้งหลาย เสื้อกระเป๋าขาวม้าผ้าสะบง ล้วนสาวสาวน้อยน้อยนั่งร้อยเข็ม ไม่เจ็บหลังนั่งเพียรทั้งเจียนเล็บ

26

ตลาดล้วนจ่ายจัดออกอัดแอ ต้องเลี้ยวลอดหลีกลัดฉวัดแฉว พวกชาวแพสารพันจะบรรจง ทั้งผ้าลายม่วงแพรแลระหง ที่รูปทรงส�าอางเป็นช่างเย็บ ฝีมือเม้มมิดเม้นไม่เห็นตะเข็บ ประกอบเก็บไรจุกเหมือนตุก๊ ตา...”

เจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น  และเจ้าหญิงมิชิโกะ พระชายา   ทอดพระเนตรตลาดน�้าวัดไทร เมื่อเช้าวันที่ 17 ธันวาคม 2507   ภาพโดย “วีรศักดิ์”  นิตยสาร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  ฉบับวันอาทิตย์ที่  3 มกราคม 2508   ห้องสมุดเอนก นาวิกมูล ซีดี0090-10

ไปทอดพระเนตรตลาดน�้าวัดไทรในเช้าวันที่ 17 ด้วย (ดูพระบรม-  ฉายาลักษณ์ ฉายโดย “วีรศักดิ์” ในนิตยสาร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม 2508) ต่อมาเมื่อมีเรือเครื่องเข้าไปในตลาดน�้ามากขึ้น พ่อค้าแม่ขายก็ เริ่มร�าคาญใจคลื่นจากเรือแขกแปลกหน้า ที่สุดตลาดน�้าก็หายไปจาก กรุงเทพฯ โดยสิ้นเชิง ต่อจากนี้คณะทัวร์ก็นั่งรถตามไปดูตลาดน�้าที่หน้าวัดปราสาทสิทธิ์ หรือวัดหลักห้า ริมคลองด�าเนินสะดวก อันเป็นแดนต่อระหว่าง  อ. บ้านแพ้ว จ. สมุทรสาคร กับ อ. ด�าเนินสะดวก จ. ราชบุรี จนถึงยุค  2530 ตลาดน�้าหลักห้าก็ร่วงโรยไปอีกแห่ง แต่กลับไปโผล่ที่คลอง  ต้นเข็มในตัวอ�าเภอด�าเนินสะดวก และคลองลัดพลีซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ตลาดน�้ายุคหลังท�าในลักษณะ “จัดตั้ง” คือมีผู้จัดตลาดและ ท่าน�้าขึ้นส�าหรับนักท่องเที่ยวโดยตรง มีเรือรับจ้างของเจ้าของท่า   พานักท่องเที่ยวพายไปรอบๆ เป็นที่ส�าราญใจราว 1 ชั่วโมง หรือ   2 ชั่วโมงก็กลับ  พอพ้นวันเสาร์และอาทิตย์ไปแล้ว ตลาดน�้าก็เงียบ ในยุค 2540 มีการฟื้นฟูตลาดเก่าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้น  อีกครั้ง เริ่มจากตลาดหน้าวัดดอนหวาย อ. สามพราน จ. นครปฐม  เป็นประเดิม (คนแห่ไปกันอย่างถล่มทลาย) หลังจากนั้นการออกเที่ยว ตลาดเก่าก็เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่คนไทยนิยมกัน แต่ตลาดเก่า  เหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะเป็น “ตลาดริมน�้า” หรือโป๊ะกินอาหาร ริมน�้ามากกว่า

ตลาดน�้าริมแม่น�้าเจ้าพระยาหมดไปเมื่อใดไม่ทราบ แปลกที่ ไม่มีใครพูดถึง จะว่ามนุษย์ต่างดาวมากวาดเอาไปจัดแสดงที่โลกอื่นก็ ไม่น่าเป็นไปได้  เข้าใจว่าเพราะกรุงเทพฯ มีถนนมากขึ้น คนจึงขึ้นมา อยู่บนบกกันมาก ท�าให้เรือนแพร้านค้าริมน�้าหายไป  แต่แม้กระนั้น ตลาดน�้ากรุงเทพฯ ก็ใช่ว่าจะหมดไปเสียเลยทีเดียว เพราะยังคงมี ตลาดน�้าตามสี่แยกหรือวัดริมคลองหลงเหลืออยู่บ้างบางแห่ง คือ - บริเวณสี่แยกมหานาค หรือตลาดโบเบ๊ ใกล้วัดบรมนิวาส  (เคยมีการชุมนุมเรือเพื่อถ่ายภาพยนตร์เรื่อง อั๊กลี่อเมริกัน ซึ่ง ม.ร.ว.  คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมแสดง)  - บริเวณหน้าวัดไทร บางขุนเทียน  - บริเวณหน้าวัดนิมมานรดี ริมคลองภาษีเจริญ บางแค - บริเวณหน้าวัดนก คลองบางแวก (ถ. จรัญสนิทวงศ์ 13   หรือ ซ. พาณิชย์ธน) - และบริเวณสี่แยกเล็กๆ ใกล้วัดชัยฉิมพลี คลองบางแวก   ไม่ไกลจากบ้านภรรยาของผู้เขียน ซึ่งยังทันเห็นตลาดน�้าในยุคใกล้  พ.ศ. 2510 อยู่ ตลาดน�้าเหล่านี้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงยุค 2500-2510 ก็เริ่ม  ร่วงโรย เพราะถนนหนทางสะดวกขึ้น คนนิยมไปไหนมาไหนด้วยรถ  และซื้อของจากร้านบนบกมากขึ้น ในระยะนั้นพวกมัคคุเทศก์นิยมพา นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่งนั่งเรือแท็กซี่หรือเรือหางยาวไปดู ตลาดน�้าที่หน้าวัดไทรกันมาก  แม้เมื่อเจ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น (บัดนี้คือพระ จักรพรรดิ) และเจ้าหญิงมิชิโกะ พระชายา เสด็จมาเยือนประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงพาทั้งสองพระองค์ 

.

เพราะไม่มีเรือของชาวบ้านมาพายซื้อขายของเหมือน  “ตลาดน�้า” ในอดีต 

27

กรกฎาคม- กันยายน 2555


กินถูก¨าน  ลดพลังงาน  ลดอ้วน

รู้รักษ์ สุ¢ภาพ เรื่อง : ธิษณา จรรยาชัยเลิศ ภาพประกอบ : เซมเบ้

ของฝากสําหรับผูกําลังควบคุมนํ้าหนัก

หกวิธีกินลดพลังงาน ลดอวน

1. กินอาหารประเภทตม ตมยํา นึ่ง ยาง อบ ใหบอยครั้ง แทนอาหารทอด หรือผัดนํ้ามัน 2. กินผักใบมากๆ เพราะไมใหพลังงาน มีใยอาหารชวยใหอิ่มเร็ว แถมอุดมดวยวิตามินที่มีประโยชน 3. กินเนื้อสัตวไขมันตํ่า เชน ปลา กุง หรือเนื้อสัตวไมติดหนัง ไมติดมัน 4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกะทิ เชน แกงกะทิ ขนมหวานที่มีกะทิ 5. หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดนํ้ามันลอย เชน เปาะเปยะทอด ปาทองโก ไกทอด 6. จํากัดตัวเองในการกินอาหารทอดและมีสวนประกอบของกะทิ โดยใน 1 วันเลือกกินเพียงอยางใดอยางหนึ่ง

เป็นที่ทราบกันดีว่า กินอาหารที่ให้พลังงานสูงบ่อยๆ  ท�าให้อ้วนได้ง่ายๆ ยิ่งใครกินเสร็จแล้วนอนผึ่งพุงหรือนั่งจุมปุกอยู่กับที่ พลังงาน ส่วนเกินที่ไม่ถูกเผาผลาญก็จะแปรสภาพเป็นไขมันสะสมตามผนัง หลอดเลือด ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง กว่าจะรู้ตัวอีกที เอวขยาย  ไขมันพอกพูน อวบอ้วนจนโรคร้ายรุมเร้า  โดยทั่วไปหญิงและชายวัยท�างานต้องการพลังงานจากอาหาร วันละ 1,600-2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน แต่หากกินอาหารเพียงจาน เดียวก็ให้พลังงานสูงเกือบครึ่งของพลังงานที่ร่างกายต้องการทั้งวันเสีย แล้ว  กินแบบนี้บ่อยๆ ทั้งมื้อหลัก มื้อรอง ไม่นานน�้าหนักพุ่งเพิ่มไม่ หยุดแน่ๆ ครัง้ นีจ้ งึ ชวนผูอ้ า่ นมาคิดใหม่ กินใหม่ หากใครกินอาหารนอกบ้าน บ่อยครั้ง แนะน�าให้เลือกกินเลือกซื้ออาหารที่ให้พลังงานต�่าเสมอ  และหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง หรือกินนานๆ ครั้ง โดยเฉพาะ อาหารจานเดียวที่ให้พลังงานสูง 400-600 กิโลแคลอรี  หากใครกินได้ตามค�าแนะน�ารับรองน�้าหนักไม่เพิ่ม เผลอๆ  กลับลดลงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว  อาหารจานไหนให้พลังงานมากน้อย เท่าไหร่ ควรกินหรือควรหลีกเลี่ยงมาดูกันค่ะ

ส่วนประกอบทีท่ า� ให้อาหารมีพลังงานสูงส่วนใหญ่ คือ น�า้ มันพืช  ไขมันจากเนื้อสัตว์ และกะทิ ทั้งนี้ขอเตือนส�าหรับผู้ที่ก�าลังควบคุม น�้าหนัก หากชอบสั่งไข่ดาวหรือไข่เจียวชนิดฟูกรอบเพิ่มพร้อมอาหาร  อาจต้องเตรียมตัวรับพลังงานเพิ่มความอ้วนอีก 125-253 กิโลแคลอรี เลยทีเดียว (คิดง่ายๆ ว่ากินไข่เจียวเพิ่มหนึ่งฟอง เท่ากับกินโจ๊กหมู เพิ่มอีกหนึ่งชาม) 

.

มาเลือกกินอาหารพลังงานต�่ากันค่ะ เพราะนอกจากช่วย ควบคุมน�้าหนัก ยังท�าให้มีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย 

Rudy Bike สองล้อไ¿¿‡าแห่งอนาคต ตอนนีไ้ ม่ใช่เพียงรถยนตเท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาเครื่องยนต

พลังงานไฟฟาจนสามารถใช้งานได้จริง จักรยานยนตก็เปนเปาหมายที่ นักพัฒนาหลายรายกําลังมุ่งมั่นสร้างเครื่องยนตขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ไฟฟามาแทนที่เครื่องยนตซดนํ้ามันแบบเดิม ๆ ให้สิงหนักบิดได้ซิ่งแบบ เปนมิตรต่อสิง่ แวดล้อม เช่น หนึง่ ในกลุม่ ผูพ้ ฒ ั นาเหล่านัน้ คือ ริชารด หยู (Richard Yu) และ โรดอลโฟ คอสโซวิช (Rodolfo Cossovich) สองผู้สร้างสองล้อพลังงานไฟฟาในชื่อ Rudy Bike แรกเริ่มเดิมที Rudy Bike ประกอบขึ้นจากอุปกรณอิเล็กทรอนิกส ราคาถูกทีห่ าได้ทวั่ ไปในเซีย่ งไฮ้ ประเทศจีน ซึง่ เปนฐานทีม่ นั่ ในการสร้าง โดยใช้งบประมาณ 300 เหรียญสหรัฐ ทําความเร็วได้เพียง 15 ไมล ต่อชั่วโมงเท่านั้น ทว่า เจ้าสองล้อหน้าตาทะมึนๆ คันนี้เองก็เปนแรง บันดาลใจให้ทงั้ สองคนพัฒนาเครือ่ งยนต Rudy Bike ให้ยอดเยีย่ มยิง่ ขึน้ Rudy Bike รุ่นถัดมาขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนตไฟฟาขนาด 5 กิโลวัตต ซิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 60 ไมลต่อชั่วโมง และไปได้ไกลถึง 50 ไมลต่อการชารจไฟหนึ่งครั้ง ซึ่งการชารจไฟในแต่ละครั้งใช้เวลา ประมาณ 4 ชั่วโมง ที่สําคัญทั้งสองยังได้ผนวกสมารตโฟนที่ทํางาน ด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด (Android) เชื่อมต่อเข้ากับสมองกล ของรถ โดยมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Brain Bike คอยประมวลผลการ ทํางานของเครื่องยนต วางแผนการเดินทาง เพื่อการใช้พลังงานอย่าง มีประสิทธิภาพ

น�้าหนัก (กรัม)  พลังงาน (กิโลแคลอรี)

ข้าวต้มกุ้ง  บะหมี่ต้มย�า  เส้นใหญ่เย็นตาโฟ  ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหมู  ข้าวขาหมู  ข้าวราดหน้ากะเพราไก่  ข้าวไข่เจียวหมูสับ  ผัดมักกะโรนี  ข้าวหมกไก่  ข้าวหมูแดง  ข้าวผัดหมูใส่ไข่  ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยใส่ไข่  ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่  ข้าวคะน้าหมูกรอบ  ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วใส่ไข่ 

                             

280  420  494  354  289  265  380  350  316  320  315  244  314  270  350 

                             

< สมองกลเชื่อมต‹อ

> Rudy Bike ตัวตŒนแบบ ผลงานของหยู และคอสโซวิช

Brain Bike เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณสมองกลของรถ ด้วยระบบ bluetooth โดยจะสื่อสารกับผู้ขับขี่ผ่านทาง หน้าจอแสดงผล (Dashboard) ของสมารตโฟน ไม่ว่า จะเปนความเร็วในขณะขับขี่ ค่าพลังงานคงเหลือของ แบตเตอรี่ ระบบแผนที่นําทางที่ทํางานร่วมกับ Google Maps และหากกําลังไฟของเครื่องยนตตํ่าลง Brain Bike ยังสามารถค้นหาสถานีชารจพลังงานที่ใกล้เคียงที่สุดได้ อีกด้วย ปจจุบัน Rudy Bike และ Brain Bike ยังอยู่ใน ช่วงต่อยอดไปสู่ความสมบูรณแบบ หากใครสนใจเจ้า Rudy Bike ลองเข้าไปที่เว็บไซต www.rudybike.com เพื่อสั่งผลิตได้ในราคาคันละ 2,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้นักพัฒนาทั้งสองยังคงมองหานักลงทุนใจถึง ที่พร้อมให้เงินทุนพวกเขาพัฒนาต่อไปจนสามารถผลิต Rudy Bike ในเชิงพาณิชยได้ 

.

ริชารด หยู (Richard Yu) และ โรดอลโฟ คอสโซวิช (Rodolfo Cossovich) สองผูŒสรŒาง Rudy Bike สองลŒอพลังงานไฟฟ‡าแห‹งอนาคต

เขŒากับสมารตโฟน ดŒวยสัญญาณ Bluetooth

305 310 352 397 438 478 500 514 535 537 557 578 594 620 679

ที่มา : วงศ์ทิพย์ ทิตยสถาน. อาหารไทย-อาหารสุขภาพ. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต  สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล 2542.

บัณฑิต ภิรมย์น้อย

>

ตารางแสดงปริมาณพลังงานในอาหารหนึ่งจาน (เรียงล�าดับพลังงานจากต�่าไปสูง) อาหารจานเดียว 

ไอที

> หนŒาป˜ดของ

Rudy Bike หลังจากเชื่อมต‹อกับ สมารตโฟนแลŒว

28

29

กรกฎาคม- กั กรกฎาคม- กันนยายน ยายน  2555 2555


รักลูก ให้ดี

ผู้เสพยาเสพติดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน หรือ ยาบ้า มีลักษณะร่วมกันที่ส�าคัญคือใช้แล้วมีความสุข เมื่อขาดยามีความ ทุกข์ เกิดอาการถอนยาหรือที่เรียกว่าเสี้ยนยามากบ้างน้อยบ้าง และ พยายามทุกวิถีทางแม้ว่าจะผิดกฎหมายหรือเป็นอันตรายต่อตัวเองที่จะหา ยาเสพติดมาเสพต่อให้จงได้  แต่ส�าหรับผีพนันนั้นต่างออกไป ผีพนันเล่น แล้วมีความสุข เล่นได้ยิ่งมีความสุข แม้เสียแล้วก็ยังมีความสุข ผีพนันคือคนที่มีความสุขกับการเสียพนัน แม้ว่าภายนอกอาจจะแลดู เป็นทุกข์และกระเสือกกระสน แต่พยาธิสภาพทางจิตของเขาท�าให้เขามี ความสุขกับการเสีย คล้ายๆ กับเด็กผู้หญิงมีความสุขกับการถอนผม  นักวางเพลิงมี ความสุขกับการจุดไฟ  ดารานักแสดงมีความสุขกับการเสี่ยงอันตรายหยิบ ของในห้างสรรพสินค้า  ความสูญเสียที่เกิดขึ้นน�ามาซึ่งความเจ็บปวดใน ลักษณะที่เรียกว่า sado-masochism ซ�้าเติมรอยแผลทางใจในวัยเด็กที่  เคยได้รับจากพ่อแม่หรือการละเมิดที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก ยังมีเหตุผลทางวัฒนธรรมอธิบายปรากฏการณ์ผีพนันด้วย   นอกเหนือจากเหตุผลทางการแพทย์หรือที่องค์การอนามัยโลกว่ามา กล่าวคือครอบครัวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวในชนบทเป็น ครอบครัวที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เวลานักพนันบ้านเราหมดตัวกลับบ้านแม้ว่า ลูกเมียอาจจะทิ้ง แต่บ้านยังมีแม่และพี่น้องคอยโอบอุ้มช่วยเหลือเสมอ   คนเป็นแม่มักให้เงินทองไปเล่นการพนันต่อด้วยความรักที่มีต่อลูก    ส่วนพี่น้องแม้จะดุด่าซ�้าเติมแต่ดีชั่วอย่างไรก็เจียดที่ดินสักผืนให้นักพนันที่ หมดตัวแล้วได้ปลูกกระต๊อบอยู่อาศัย  และดังที่ทราบกันว่าชนบทบ้านเรา ยังอุดมสมบูรณ์ตามสมควร คนจ�านวนมากสามารถหาของกินได้ตาม  ป่าละเมาะ ท้องนา หรือหนองน�้าโดยไม่ต้องใช้เงินทองแต่อย่างใด     นี่ต่างหากคือวัฒนธรรมไทย สถิติการฆ่าตัวตายของนักพนันบ้านเราน้อยกว่าต่างประเทศ   เพราะจะมากจะน้อยครอบครัวไทยก็ช่วยเหลือกัน มิได้ต้อนใครคนใด  คนหนึ่งจนมุมได้โดยง่าย อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องผี  เมื่อนักพนันถูกผีเข้าสิงแล้วจึงเป็นผีพนัน   เสมือนพระนลไม่ล้างเท้าก่อนเข้านอนจึงถูกผีพนันเข้าสิง  ฉะนั้นจะเห็น ว่าพยาธิสภาพมาจากภายนอกคือผี และเป็นที่ทราบกันว่าผีพร้อมจะเข้า สิงคนที่ไม่มีสุขภาวะอยู่ก่อนแล้วนั่นคือกินไม่พอ นอนไม่พอ จิตใจขุ่นมัว เพราะเสียพนัน  ตอนแรกอาจจะเป็นแค่นักเล่น แต่ไม่นานก็จะเป็นผี ผีต่างหากที่เป็นวัฒนธรรมไทย ผีมีประโยชน์ต่อสังคมเมื่อท�าหน้าที่ ควบคุมกติกาสังคมบางประการ  เวลาขับรถผ่านยอดเขาสูงหรือบริเวณที่ ร�่าลือว่าศักดิ์สิทธิ์มีผีเจ้าป่าเจ้าเขาคอยคุ้มครอง  นักขับรถทางไกลมัก แสดงความเคารพผีด้วยการบีบแตร ขับช้าลงและมีสติ  เพียงเท่านี้ อุบัติเหตุก็ลดลงไปส่วนหนึ่ง พวกที่ไม่เคารพผีขับรถผ่านศาลไปด้วย ความเร็วสูง ลงเขาด้วยเกียร์ห้าหรือสี่จึงมักไปอยู่กับผีเสียมาก  ผีท�าหน้าที่

เรือ่ ง : นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์       ภาพประกอบ : เซมเบ้

เกมและการพนันมิได้เพียงท�าให้เด็กนิสัยเสีย แต่ท�าลายสมอง และวิธีคิดของเด็กๆ อย่างถาวร องค์การอนามัยโลกจัดหมวดหมู่โรคทางจิตเวชเกี่ยวกับการพนัน เอาไว้เรียกว่า Pathological Gambling แปลตรงตัวว่าการ  เล่นพนันที่มีพยาธิสภาพ หมายความว่า เล่นการพนันเพราะมีจิตใจที่ เสียหาย มิได้แปลว่าเล่นแล้วจิตใจเสียหาย ที่น่าแปลกใจคือองค์การอนามัยโลกได้จัดให้การเล่นพนันที่มี พยาธิสภาพนี้ไว้ในหมวดหมู่ที่เรียกว่า Impulse Control  Disorders หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ขาดความยับยั้งชั่งใจไม่สามารถ ควบคุมแรงผลักดันจากภายในได้ ประกอบด้วยสี่โรค คือ Trichotillomania คือชอบถอนผม  Pyromania คือชอบจุดไฟ  Kleptomania  คือชอบลักขโมย  และ Pathological Gambling คือชอบเล่นการพนัน เด็กนักเรียนหญิงบางคนชอบถอนผมจนกระทั่งเส้นผมบางอย่าง เห็นได้ชัด  คนบางคนชอบจุดไฟหรือแม้กระทั่งวางเพลิงเพียงเพื่อดู เปลวไฟที่เต้นไหวสีแดงฉานนั้นอย่างมีความสุข  ดารานักแสดงบางคน มีข่าวชอบหยิบของตามห้างสรรพสินค้าเพียงเพื่อความตื่นเต้น แม้มี เงินจ่ายแต่ไม่จ่าย อีกทั้งมิได้มีความอยากได้หรือจ�าเป็นต้องใช้สินค้า นั้น  เหล่านี้เป็นความผิดปกติของการควบคุมแรงผลักดัน การพนันก็เช่นกันมิได้ถูกจัดหมวดหมู่ไว้ในกลุ่มยาเสพติด  (Addiction) แต่จัดเป็นความผิดปกติของการควบคุมแรงผลักดันจาก  ภายใน

เด็กๆ และการ  พนัน 30

หักคอคนชั่วและคุ้มครองบ้านทุกบ้าน เช่นนี้จึงว่าผีเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมไทย  เมื่อนักพนันถูกผีสิง นักพนันจึงพ้นจากความผิด การได้เสียในการพนันมีหลายระดับ เปรียบเหมือนเหล้ามีดีกรีของ แอลกอฮอล์แตกต่างกัน  บ้างจิบนิดก็เมาบ้างกินได้นานโดยเมาไม่มาก   (แต่อย่างไรก็เมา)  การพนันบางชนิดเล่นแล้วอย่างไรก็ต้องแพ้  การพนัน บางชนิดเล่นแล้วแม้ว่าจะแพ้ก็ไม่หมดตัวรวดเร็ว (แต่อย่างไรก็ต้องแพ้) ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม เราพบว่าคนเรามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ไปเพราะแรงเสริม (re-inforcement) สี่ลักษณะคือ 1 fixed interval fixed ratio หมายถึง ระยะเวลาและ  ปริมาณรางวัลที่จะได้รับคงที่ เช่น การพิจารณาความดีความชอบด้วยการ ให้สองขั้นในระบบราชการแต่เดิม  เดิมทีหน่วยราชการหลายแห่งไม่มีเกณฑ์ พิจารณาความดีความชอบตามผลงานที่ชัดเจน ท�าให้ผู้บังคับบัญชามักใช้วิธี ให้สองขั้นแก่ทุกคนโดยเรียงล�าดับไปคนละปี เฉลี่ยก็จะได้สองขั้นกันทุก  5-7 ปี โดยเป็นที่ท�านายได้ล่วงหน้าว่าปีไหนใครจะได้  การให้รางวัล   (reward) หรือแรงเสริมเช่นนี้ไม่ช่วยให้ข้าราชการเปลี่ยนพฤติกรรมไปใน  ทางที่ขยันมากขึ้น เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเมื่อไรที่ตนจะได้และรู้ด้วยว่า  จะได้เท่าไร 2 fixed interval variable ratio  หมายถึง ระยะเวลาคงที่ แต่ปริมาณรางวัลไม่คงที่ เช่น การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลทุก 15 วัน    การเสริมแรงวิธีนี้ท�าให้คนไทยเปลี่ยนไปทุก 15 วัน กล่าวคือเมื่อถึงวันที่  14 ก็จะไม่เป็นอันท�างานท�าการคอยแต่จะซื้อเลขซื้อหวยด้วยความคึกคัก    ทั้งนี้เพราะตัวรางวัลนั้นไม่คงที่บ้างจะถูกรางวัลที่ 1 บ้างจะถูกรางวัล  เลขท้ายลดหลั่นกันไป การตกรางวัลวิธีนี้มีผลมากกว่าวิธีแรก 3 fixed ratio variable interval  หมายถึง ปริมาณรางวัล คงที่แต่ระยะเวลาไม่คงที่ เช่น การส่ง sms ไปตามรายการหน้าโทรทัศน์  หรือเคเบิลทีวีเพื่อหวังว่าข้อความของเราจะได้ขึ้นหน้าจอกับเขาบ้าง    จะเห็นว่ารางวัลคือได้ขึ้นหน้าจอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ขึ้นแล้วก็คงจะชื่นใจ ว่าล�าปางหนาวมาก  แต่ระยะเวลาที่จะได้รางวัลนั้นไม่แน่นอน บ้างได้ขึ้น  บ้างไม่ได้ขึ้น และที่แท้แล้วเกือบทั้งหมดไม่ได้ขึ้น คนส่วนใหญ่เสียค่าส่ง เปล่าๆ  อย่างไรก็ตามการตกรางวัลวิธีนี้ก็ยังสามารถดึงดูดให้คนหลายคน นั่งหน้าจอเพื่อรอส่งข้อความได้เสมอๆ และบางคนติดมากถึงกับคอยส่ง เป็นระยะๆ ตลอดเวลา  จะเห็นว่าระยะเวลาที่ไม่คงที่นี้เองสามารถเปลี่ยน พฤติกรรมคนได้มาก 4 variable interval variable ratio หมายถึง ระยะเวลา ไม่คงที่และปริมาณรางวัลก็ไม่คงที่ด้วย นั่นคือการพนัน  ในการเล่นไพ่   (ที่ไม่โกง) ของขาไพ่สี่ขา ไม่มีใครรู้ว่าจะชนะเมื่อไรและได้เงินรางวัลกอง กลางมากน้อยเท่าไร  ตัวแปรทั้งสองสามารถกระตุ้นให้นักพนันสามารถ  นั่งเล่นไพ่ได้ตลอดระยะเวลา 3 วัน 3 คืน เพราะนี่คือการตกรางวัลที่ได้ผล ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์มากที่สุด ค�าอธิบายอีกหนึ่งคือค�าอธิบายว่าด้วยความเร็ว  ปัญหาวัยรุ่นทุกวันนี้ ไม่พ้นเรื่องติดเกม ติดยา เพศสัมพันธ์ และความรุนแรง  ทั้งสี่อย่างมี  ตัวร่วมประการหนึ่งคือความเร็ว คือความเร็วในการหาความสุข

.

เกมและการพนันมิได้เพียงท�าให้เด็กนิสัยเสีย แต่ท�าลายสมอง และวิธีคิดของเด็กๆ อย่างถาวร 

31

กรกฎาคม- กันยายน 2555


เยือน ลาน ¸รรม เรื่อง : “กนก” ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

เรียนรู้วิถีแห่งพุท¸วัชรยานที่ ¢ทิรวัน ศูนย์»¯ิบัติ¸รรมแบบทิเบตแห่ง แรกในไทย

คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าการนอนราบหมอบกราบของชาวทิเบตเพื่อให้แปดส่วนของร่างกาย สัมผัสพื้นดิน หรือที่เรียกว่าการกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์นั้น ก็เพื่อแสดงความเคารพสักการะ อย่างสูงสุดต่อพระรัตนตรัย อันเป็นวิถีของผู้ที่นับถือ “พุทธวัชรยาน” ปฏิบัตินั่นเอง   ในฉบับนี้ขอพาคุณผู้อ่านมุ่งสู่หัวหิน ไปท�าความรู้จักและเรียนรู้วิถีปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนา วัชรยาน หรือเรียกว่า พุทธทิเบต อันเป็นนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนาและเป็นส่วนหนึ่งของ มหายาน ที่มีค�าสอนพื้นฐานไม่แตกต่างจากนิกายอื่นในพุทธศาสนา แต่เน้นเป็นพิเศษคือการตั้งจิต แบบพระโพธิสัตว์ และการปฏิบัติธรรมเพื่อให้สามารถเข้าถึงการหลุดพ้นได้ในชาตินี้เพื่อช่วยเหลือ ผู้อื่นต่อไป   สถานปฏิบตั ธิ รรมแห่งนีม้ ชี อื่ ว่า ศูนย์ขทิรวัน ถือเป็นศูนย์ปฏิบตั ธิ รรมตามแบบพุทธวัชรยาน ของทิเบตแห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างโดยมูลนิธิพันดารา องค์กรการกุศลที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาษาและศิลปวัฒนธรรมของทิเบต/หิมาลัย  โดยมีผู้ที่เป็นก�าลังส�าคัญในการ ก่อตั้งมูลนิธิพันดาราและศูนย์ขทิรวันก็คือ อ. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ซึ่งอุทิศตัวในการศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และภาษาทิเบตอย่างลึกซึ้ง  นอกจากนี้ทางศูนย์ขทิรวันมีโครงการก่อสร้าง พระศานติตารามหาสถูป สถูปพุทธศิลปแบบ วัชรยานองค์แรกของไทย เพือ่ ให้เป็นทีป่ ระดิษฐานสิง่ ศักดิส์ ทิ ธิแ์ ทนกาย วาจา ใจ ของพระพุทธเจ้า   ชื่อสถูปองค์นี้มีความหมายว่า พระมหาสถูปของพระแม่ตารา (หนึ่งในพระโพธิสัตว์ของวัชรยาน  และเป็นพระโพธิสตั ว์แห่งความเมตตากรุณา) โดยองค์พระแม่ตาราประดิษฐานอยูใ่ นศาลาเตวาวัฒนา ที่อยู่ใกล้กับทางเข้าศูนย์ฯ นั่นเอง การได้ลองศึกษาเรียนรู้วิถีปฏิบัติต่างไปจากสิ่งที่เคยคุ้น หากเปิดใจให้กว้างก็นับว่าได้เรียนรู้สิ่ง ใหม่ๆ เพิ่มเติม ไม่แน่ว่าอาจเป็นหนทางเข้าถึงการรู้แจ้งที่ค้นหาอยู่ก็เป็นได้ 

.

ศูนย์ขทิรวัน ตั้งอยู่บ้านมะค่าสีซอง ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ สอบถามรายละเอียดการเข้าปฏิบัติธรรมที่ http://thousandstarsfoundation.blogspot.com/  http://www.thousand-stars.org/2012web/index.php และทางเฟซบุ๊ก พิมพ์ มูลนิธิพันดารา หรือ โทร. 08-7829-9387, 08-3300-8119 ท�าความรู้จักและเรียนรู้พุทธวัชรยานได้ที่ มูลนิธิพันดารา  ถ. ลาดพร้าว ซ. ลาดพร้าว 11 เข้าซอยประมาณ 100 เมตร บ้านอยูส่ ดุ ซอย  ทางมูลนิธฯิ  เปิดคอร์สจัดอบรมการปฏิบตั ใิ นแนวทางนีอ้ ยูเ่ ป็นระยะ การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางทีจ่ ะไป จ. ประจวบคีรขี นั ธ์ โดยเลือกทางบายพาส  เมือ่ ถึงแยกหนองพลับ วิง่ ตรงไปทาง ที่จะไปน�้าตกป่าละอู ประมาณ 7 กิโลเมตร สังเกตซ้ายมือจะเห็นแนวธงหลากสีแบบทิเบตปักอยู่บนรั้วของศูนย์ฯ

32

33

กรกฎาคม- กันยายน 2555


วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ E-mail : buncha2509@gmail.com Facebook : www.facebook.com/buncha2509

ปัจจุบันสื่อมวลชนไทยให้ความส�าคัญกับภัยพิบัติค่อนข้างมาก 

  อยู่ติดภูเขาและใกล้ล�าห้วย   อยู่บนเนินเขาหน้าหุบและเคยมีโคลนถล่มมาบ้าง   ถูกน�้าป่าไหลหลากและท่วมบ่อย   มีร่องรอยดินไหลหรือดินเลื่อนบนภูเขา   มีรอยแยกของพื้นดินบนภูเขา   มีก้อนหินขนาดเล็กขนาดใหญ่อยู่ปนกันตลอดท้อง        น�้าและพื้นห้วย   มีกองหิน เนินทรายปนโคลน และต้นไม้ในห้วย        หรือใกล้หมู่บ้าน

  ถ้าดิน (หรือหินผุ) เลื่อนไหลลงมาจากไหล่เขาอย่างช้าๆ         ก็เรียกว่า ดินไหล (earth flow) แต่ถ้าปริมาณน�้ามากจน        เคลื่อนได้เร็วขึ้น เรียกว่า โคลนไหล (mud flow) ซึ่งอาจ        เร็วถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ดีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของคนไทยส่วนใหญ่เกี่ยวกับ  ภัยพิบัติยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก เพราะสื่อส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นให้ ข้อมูลในแง่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ ไป  ส่วนหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แม้จะท�างานอย่างเต็มที่แล้ว แต่ด้วยข้อจ�ากัดบาง ประการท�าให้ยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่ผมคิดว่าเราคนไทยน่าจะ รับรู้และเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ ธรณีพิบัติรูปแบบหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในบ้านเราก็คือ ดินถล่มและ โคลนถล่ม ซึ่งมักมาพร้อมกับฤดูฝน และมีค�าอธิบายกันง่ายๆ ว่า   ดินถล่มและโคลนถล่มเกิดจากการที่ฝนกระหน�่าลงมาอย่างหนักบน ภูเขาที่มีการตัดไม้ท�าลายป่า ท�าให้ดินอุ้มน�้าไม่ได้มากและไม่มีราก ต้นไม้คอยยึดเกาะเอาไว้ ค�าอธิบายที่ว่ามานี้ แม้จะไม่ผิดแต่ก็ยังไม่ครบ เพราะยังขาด  มุมมองทางธรณีวิทยาและปฐพีวิทยา  ค�าว่า “ดินถล่ม” และ “โคลน ถล่ม” ที่สื่อมวลชนและกรมทรัพยากรธรณีชอบใช้นั้นเป็นค�าพูดง่ายๆ  ขณะทีน่ กั ธรณีวทิ ยามีศพั ท์วชิ าการเรียกเหตุการณ์ลกั ษณะแบบนีร้ วมๆ   ว่า การย้ายมวล (mass wasting) ซึ่งหมายถึงการที่ดิน  โคลน หรือหินเคลือ่ นทีจ่ ากทีส่ งู ลงสูท่ ตี่ �่าเนือ่ งจากแรงโน้มถ่วงของโลก   ส่วนค�าว่า แผ่นดินถล่มหรือแผ่นดินเลือ ่ น (landslide) นัน้ มีความหมายกว้างกว่า โดยหมายถึงการย้ายมวล + การเคลือ่ นไหว  ของแผ่นดินในรูปแบบอื่นๆ เช่นแผ่นดินไหวเข้าไปด้วย อย่างไรก็ดีค�าว่าการย้ายมวลนั้นก็ยังค่อนข้างกว้าง เพราะถ้าจะ ให้ชัดขึ้นก็ต้องบอกว่า มวลของอะไร ย้ายอย่างไร และเร็วแค่ไหน  ตัวอย่างเช่น   ถ้าหินร่วงหล่นจากหน้าผาอย่างรวดเร็วก็เรียกว่า เศษหินหล่น         (rock fall)    ถ้าพื้นผิวบริเวณกว้างตามลาดเขายุบตัวไถลโค้งเลื่อนลงไป        อย่างช้าๆ ก็เรียกว่า การไถลตัว (slump)

รับมือดินถล่ม-โคลนถล่มอย่างไร ให้ถูกหลักการ

เมื่อพิจารณาจนทราบชัดเจนว่าตนเองอาศัยอยู่ใน พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม-โคลนถล่ม (หรือจ�าเป็นต้องเดินทาง เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว) คุณก็ควรปฏิบัติตนดังนี้   ติดตามข่าวและประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง         โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหนักซึ่งมีความเสี่ยงสูงใน        การเกิดดินถล่ม-โคลนถล่ม   เฝ้าระวังสัญญาณบอกเหตุดินถล่ม-โคลนถล่ม         ได้แก่     - ฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง         เป็นเวลานาน - ระดับน�้าในล�าห้วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว - น�้าเปลี่ยนสีเหมือนสีดินบนภูเขา - มีเสียงดังอู้ อื้ออึงมากผิดปกติบนภูเขาและใน              ล�าห้วย เนื่องจากการถล่มและเลื่อนไหลของ              หินและดิน และต้นไม้ล้ม - ปฏิบตั ติ ามแผนทีไ่ ด้ซกั ซ้อมไว้กบั ชุมชนตนเอง               เช่นจะหนีไปที่ไหนระหว่างเกิดเหตุดินถล่ม-              โคลนถล่ม และจะกลับมาได้เมื่อไหร่

ลักษณะพื้นที่เสี่ยงภัย ดินถล่ม-โคลนถล่ม

แล้วพื้นที่แบบไหนจึงจะมีโอกาสเกิดดินถล่ม-โคลนถล่ม ลองมา  ดูลักษณะหลักๆ ก่อนดังนี้ ลักษณะแรกสุดคือ พื้นที่ต้องเอียงมากพอ โดยยิ่งเอียงมาก  โอกาสถล่มก็ยิ่งมาก อย่างถนนที่ลัดเลาะไปตามหุบเขานั้นมีโอกาส เกิดดินถล่มมาก เพราะว่าเหนือภูเขาส่วนบนที่อยู่เหนือส่วนที่ถูกแซะ ออกไปนั้นดูสูงชันขึ้นไปมาก และไม่มีอะไรมาแบกรับน�้าหนัก จึงมี โอกาสไถลลงมาได้ง่าย  นอกจากนี้หากมีชั้นดินหนาซึ่งวางตัวอยู่บนชั้นหินที่ผุง่ายและ  สูญเสียความแข็งแกร่งไป ก็มีโอกาสเกิดการถล่มได้ง่าย  หินที่ผุง่าย  ดังกล่าวนี้ เช่น หินดินดาน หินเถ้าภูเขาไฟผุ และหินแกรนิตผุ แล้วต้นไม้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดดินถล่ม-โคลนถล่มได้หรือ เปล่า ค�าตอบคือช่วยได้บ้าง เพราะต้นไม้ช่วยดูดซับน�้าและรากก็ช่วย ยึดเหนี่ยวดินไว้ แต่ถ้าฝนกระหน�่าอย่างหนักจนมีน�้ามากเกินไป  ประกอบกับพื้นที่ลาดชันมากและเนื้อดินยึดเกาะกันไม่แข็งแกร่งพอ   ก็อาจเกิดดินถล่มได้เช่นกัน คราวนี้จะยิ่งแย่เพราะต้นไม้อาจจะถูก ถอนรากถอนโคนและเลื่อนไหลลงมาพร้อมๆ กับดิน (หรือโคลน)  เป็นของแถมด้วย กล่าวโดยสรุปคือ ลักษณะของพื้นที่เสี่ยงภัยจากดินถล่ม-โคลน ถล่มมักมีสภาพทั่วไปดังนี้

34

เมื่อคุณได้ทราบข้อมูลพื้นฐานที่ส�าคัญเช่นนี้แล้ว   ก็หวังว่าจะปฏิบัติตนได้ถูกต้องหากต้องเสี่ยงภัยหรือได้รับ การแจ้งข่าวเตือนภัยดินถล่ม-โคลนถล่ม และช่วยกัน  เผยแพร่ความรู้นี้ไปยังคนอื่นๆ รอบตัวเพื่อจะได้เป็น ประโยชน์ในการรับมือภัยจากดินถล่ม-โคลนถล่ม... 

.

35

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ล�าน�้าเข็กหรือแม่น�้าวังทองเกิดจากคลองเข็กน้อยและคลองเข็กใหญ่ไหลมารวมกัน 

ท่องเที่ยว กับวิริยะ เรื่อง: ระพีพร ตันตราภิรมย์ ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

ซึ่งมีต้นก�าเนิดมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขต อ. เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์  เส้นทางที่ล�าน�้าสายนี้ ไหลผ่านเต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่สวยงามนัก โดยเฉพาะบ้านทรัพย์ไพรวัลย์ อ. วังทอง  จ. พิษณุโลก ล�าน�้าจะไหลเลาะเลียบทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) ตั้งแต่ หลักกิโลเมตรที ่ 46 จนถึงกิโลเมตรที ่ 53 ซึง่ เป็นช่วงทีเ่ ต็มไปด้วยเกาะแก่งกลางสายน�า้ มากมาย และนับเป็นอันดับต้นๆ ที่นักผจญภัยให้ความสนใจเดินทางมาล่องแก่งเป็นประจ�าทุกปี ไม่เพียงแค่กายพร้อมใจพร้อมแล้วจะหิ้วเรือยางลงไปล่องแก่งได้เลย คุณต้องกรอก หนังสือยินยอมเพือ่ รับรองว่าสมัครใจในการล่องแก่งครัง้ นี ้ พร้อมเบอร์โทรศัพท์และผูต้ ดิ ต่อกลับ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เป็นกฎกติกาอันรัดกุมที่ทางชมรมล่องแก่งพิษณุโลกให้ความ ส�าคัญเป็นอย่างยิ่ง  แต่คุณจงอย่าหวั่นใจแล้วทิ้งเรือยางหันหลังกลับไปซะก่อน ขอบอกว่า บนเรือยางทุกล�าจะมีเจ้าหน้าที่ประจ�าเรือถึงสองคนที่ผ่านการฝึกฝนจนช�านาญในการล่องแก่ง น�้าเข็กและคุ้นเคยกับร่องน�้าเป็นอย่างดี ในการล่องแก่งจงจ�าไว้ว่าหากไม่อยากลงไปลอยคอแช่น�้าก่อนถึงจุดหมาย คุณต้องฟัง เสียงคนคัดหัวและท้ายเรือให้ดี พร้อมกับปฏิบัติตามทุกค�าสั่ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะฝึกเทคนิคให้ ก่อนลงสนามจริง ทั้งการยึดตัวเองกับล�าเรือเพื่อไม่ให้ร่วงลงน�้า การจับพาย การเก็บพาย 

เมื่อล่วงเข้าฤดูฝนราวเดือนมิถุนายน นอกจากล�าน�้าเข็กจะกระหึ่ม ไปด้วยเสียงของสายน�้าที่เชี่ยวกรากแล้วนั้น ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเสียงเฮฮา ของเหล่าบรรดานักผจญภัยที่ตะโกนก้องออกมาแข่งกับเสียงค�าราม ของเกาะแก่งต่างๆ เป็นสัญญาณให้รู้ว่า ฤดูกาลล่องแก่งน�้าเข็กมาถึงแล้ว

ท้าวัดใ¨ความสามัคคีกลางสายนí้า


วิริยะ ชวนชิม

มาเยือนเมืองสองแควทั้งที นอกจากไหว้พระให้อิ่มใจแล้ว ต้องหา  ของอร่อยให้อิ่มท้อง เด็ดสุดริมแม่น�้าน่านห้ามพลาดเด็ดขาดเห็นจะเป็น เมนูก๋วยเตี๋ยว จะเลือกอร่อยแบบนั่งห้อยขาหรือลงไปกินในแพ  รับลมเย็นๆ ก็ตามแต่ชอบ แต่ถ้าได้ไปล่องแก่งย่าน อ. วังทอง  ก็มีร้านอาหารบรรยากาศร่มครึ้มให้นั่งทอดอารมณ์อยู่หลายร้าน  รับประกันทริปนี้อร่อยแน่จ้า

เรื่อง : พรเพ็ญ วงศ์ศุภชัยนิมิต ภาพ : ฝ่ายภาพสารคดี

ที่ เมืองสองแคว

“พร้อม ไม่พร้อม” ลุย !…

นพเก้าลอยแก้ว เมนูหวานๆ ประจ�าร้าน

เรนฟอเรสท์

ริมทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) อ. วังทอง เปิด 08.00-21.00 น. โทร. 0-5529-3085-6 www.rainforestthailand.com

ปลาทับทิมทอดขมิ้น เมนูแนะน�าของร้าน

ภารกิจในครั้งนี้มีระยะทางราว 7-8 กิโลเมตร ผ่านเกาะแก่ง  กว่า 10 แห่งด้วยกัน รวมระยะเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มีความ  ยากทุกระดับตัง้ แต่ 1-5  ในช่วงแรกคุณจะเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์  สองฝั่งล�าน�้าเป็นระยะๆ ก่อนจะเริ่มออกแรงกันที่แก่งท่าข้าม   อันเป็นแก่งแรกของเส้นทางที่สามารถผ่านไปได้สบายๆ  จากนั้นจึง เข้าสู่แก่งมรดกป่า ต่อด้วยแก่งปากยาง แก่งหินลาด และแก่ง  วังตะเคียน ช่วงนีก้ ระแสน�า้ เริม่ ไหลเชีย่ วพอเรียกเสียงกรีด๊ ได้บา้ งแล้ว  แต่ไม่ทันจะสิ้นเสียงก็จะเข้าสู่แก่งยาง แก่งรัชมังคลา และแก่งซาง  ซึ่งเป็นแก่งที่คุณต้องเผชิญกับความรุนแรงของสายน�้าที่เหมือน น�้าตกต่างระดับกันสี่ชั้น ท�าให้น�้าเข้ามาเต็มล�าเรือ  ยิ่งเมื่อถึง  กลางแก่ง คุณจะได้ยินแต่เสียงคลื่นกระทบก้อนกินดังครื้นครั่น  บริเวณนี้คนคัดหัวและท้ายเรือจะออกค�าสั่งเป็นระยะๆ เพื่อให้  10 คนบนล�าเรือท�าตามค�าสัง่ อย่างพร้อมเพรียงกัน  บอกได้คา� เดียว  ว่าคุณมีแรงเท่าไรให้ใส่ไปไม่ยั้ง แบบว่าสุดแรงเกิดเลยก็ว่าได้  ผ่านแก่งซางมาพอหายเหนื่อยก็ต้องออกแรงกันอีกครา   เพราะข้างหน้าคือสามแก่งสุดท้าย ได้แก่ แก่งโสภาราม แก่งนางคอย   และแก่งยาว ซึ่งมีแก่งปราบเซียนอยู่ที่แก่งนางคอย คุณจะได้ใช้ เทคนิคที่ฝึกก่อนลงเรือทุกกระบวนท่า และออกแรงฮุย…เล…ฮุย   สุดก�าลัง เพราะความยากจัดอยู่ในระดับ 5 ซึ่งคว�่านักล่องแก่ง  มืออาชีพมาแล้วหลายล�า  ยิ่งเสียงค�ารามของแก่งนางคอยดัง บึ้ม… บึม้ …บึม้  ยามเรือลอยเข้าใกล้ อาจยิง่ ทอนก�าลังใจจนอยากหันหลังกลับ   แต่หากทุกคนในเรือรวมใจกันเป็นหนึ่งและปฏิบัติตามค�าสั่งอย่าง พร้อมเพรียงก็สามารถพิชิตเกลียวคลื่นอันดุดันของแก่งนางคอยได้ ส�าเร็จ เป็นประสบการณ์กลางสายน�้าที่สุดแสนประทับใจยิ่ง เต็มไป ด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจ หวาดเสียว และอีกหลากหลาย ความรู้สึกจนยากจะบรรยาย แต่มันจะท�าให้คุณรู้ซึ้งถึงค�าว่า  “สามัคคี” 

.

อิ่มอร่อยหลากบรรยากาศ

สั่งเต้าเจี้ยวหลน มากินคู่เข้ากันสุดๆ ดื่มด�่ากับ บรรยากาศร่มรื่น ที่เรนฟอเรสท์

<

<  ร้านนี้ต้องนั่งห้อยขา ถึงจะเข้าบรรยากาศ      เครื่องเครามีเยอะ จะเลือกใส่กี่อย่างก็ได้ ตามชอบ

Did you know

38

ก๋ ว ยเตี๋ ย วห้ อ ยขา  พิ ษ ณุ โ ลกสองแคว ใกล้วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถ. พุทธบูชา อ. เมือง เปิด 09.00-16.00 น. โทร. 08-1379-2150

เป็นร้านดังที่ใครต่อใครต้องไม่พลาด ทั้งเรื่องรสชาติที่ติดอกติดใจจนบรรดา  นักชิมทั่วประเทศแห่แหนกันมาลิ้มลอง และด้วยเอกลักษณ์ของร้านที่ตั้งริมแม่น�้า น่าน จึงจัดที่นั่งให้ลูกค้านั่งห้อยขาสบายๆ หันหน้ารับลมชมทิวทัศน์ไปเพลินๆ  พร้อมลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยที่มีทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มย�า ก๋วยเตี๋ยวต้มจืด ก๋วยเตี๋ยว น�า้ ตกหมู-เนือ้  และก๋วยเตีย๋ วต้มย�าน�า้ ตก ทีม่ เี ครือ่ งเคราให้เลือกสัง่ ทัง้ หมูแดง หมูสบั   หมูหมัก ตับหมู ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ เนื้อสด และเนื้อเปื่อย จะใส่กี่อย่างก็ได้ตาม ชอบ หรือจะสั่งแบบรวมมิตรก็ไม่ว่ากัน 

.

ช่วงเวลาของการล่องแก่งล�าน�้าเข็กคือประมาณ ต้นเดือนมิถุนายนจนถึงปลายเดือนตุลาคม  ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่  ททท. ส�านักงานพิษณุโลก  โทร. 0-5525-2742-3, 0-5525-9907

รีสอร์ตเล็กๆ ริมล�าน�้าเข็กหรือแม่น�้าวังทองที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณ    ยิ่งช่วงฤดูฝนมาเยือนบรรยากาศจะชุ่มฉ�่า เย็นสบาย อากาศบริสุทธิ์แบบที่คนเมือง อย่างเราสูดเข้าได้เต็มปอดแล้วชื่นไปถึงหัวใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง เมนูเด่นประจ�าร้านเป็นปลาสดๆ สารพัดชนิดและผักพื้นบ้านตามฤดูกาล  อย่างปลาทับทิมทอดขมิ้นเป็นจานแรกที่ขอแนะน�า ปลาทับทิมสดๆ   ตัวอวบอ้วนคลุกเคล้าขมิ้นและเครื่องปรุง แล้วน�าลงทอดในน�้ามันร้อนๆ จน  ้ วหลน  เหลืองกรอบ กินแบบไม่จมิ้ น�้าจิม้ ก็อร่อย ไม่เหม็นคาว  อีกเมนูเป็นเต้าเจีย ถ้วยนี้ต้องยกนิ้วให้ เพราะเขาหลนได้หวานมันข้นเข้ม เครื่องเคราแน่นล้นถ้วย   ทั้งหมูสับ หอมแดงซอย และพริกชี้ฟ้า กินคู่กับปลาทับทิมทอดขมิ้นเข้ากันดี ย�าผักพื้นบ้านเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด เพราะอุดมไปด้วย  ยอดฟักแม้ว ต�าลึง และผักหวาน คลุกเคล้ากับเครื่องย�ารสแซบ  นอกจากนี้ยังมี  ไหลบัวแกงส้มกุ้ง หมูพันตะไคร้ และไข่เจียวเขียวหวาน เป็นเมนูชูรส ที่ทางร้านยกให้เป็นอาหารแนะน�า ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย อิ่มจากของคาวแล้วยังมีของหวานชื่อไพเราะว่า นพเก้าลอยแก้ว ให้ชิม  ปิดท้าย ยกขบวนผลไม้ถึงเก้าชนิดมาลอยแก้ว ตักกินหอมหวานชื่นใจ เผลอแผล็บ เดียวทั้งน�้าทั้งเนื้อหมดเกลี้ยง

TIPS

     ส�าหรับนักผจญภัยที่ออกแรงไปกับการล่องแก่ง อย่าลืมแวะจิบกาแฟแก่งซองเป็นเครื่องดื่มเรียกพลัง เพราะช่วงฤดู  ของการล่องแก่งนั้น ตลอดริมทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงเส้นทางล่องแก่งจะเต็มไปด้วยร้านกาแฟสดให้คุณได้แวะชิมตลอดทาง   ซึ่งกาแฟแก่งซองเป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่ปลูกมากอยู่ที่ ต. แก่งโสภา อ. วังทอง นับเป็นกาแฟรสชาติดีและได้รับความนิยม ของคอกาแฟที่ต่างติดใจในรสชาติอันกลมกล่อมและเข้39มข้นถึงใจ  กรกฎาคม- กันยายน 2555


ดวงชะตา ราศี  

 ราศีมังกร 

 (เกิดวันที่ 16 ม.ค. - 15 ก.พ.)

ช่วงเดือนกรกฎาคม ดาวเสาร์ยังเดินร่วม กับดาวอังคาร และโดนมฤตยูเล็ง ท�าการ ใดช่วงนี้มักไม่ราบรื่น ต้องประสบอุปสรรค ตลอด แถมยังมีอารมณ์ร้อนวู่วามควบคุม ตัวเองไม่ค่อยได้  ต้องเลยไปช่วงสิงหาคม ถึงค่อยผ่อนคลายขยับขยายบ้าง เรียกว่า พอหายใจได้เฮือกหนึ่ง  ครั้นพอเข้าเดือน กั น ยายน อุ ป สรรคก็ จ ะย้ อ นกลั บ มาอี ก  เพราะดาวเสาร์เจ้าเรือนตนุลัคน์ ย้ายราศี มาราศี ตุ ล ย์ ร่ ว มกั บ อั ง คารเหมื อ นเดิ ม  การเงินมีเหตุให้ต้องใช้จ่ายมากมาย  บุตร บริ ว ารพออาศั ย ไหว้ ว านได้    แต่ อ าจไม่ ค่ อ ยสบายเจ็ บ ไข้ ไ ด้ ป่ ว ย สุ ข ภาพไม่ ดี ใ น ระยะนี้  ด้านการงาน ช่วงเดือนสิงหาคม ให้ระวังอาจมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้ง กับเพื่อนร่วมงาน หรือมีผู้ไม่หวังดีมาป่วน ให้งานต้องวุ่นวายเสียหาย  

ราศีกุมภ์ 

(เกิดวันที่ 16 ก.พ. - 15 มี.ค.)

คนราศีกุมภ์ยังมีปัญหาระหองระแหงกับ คุณแฟน ต้องรอถึงเดือนกันยายนไปแล้ว สถานการณ์ เ ริ่ ม ดี ขึ้ น  จนอาจปรั บ ความ เข้ า ใจกั น ได้   ความรั ก จะเริ่ ม แจ่ ม ใสขึ้ น  เพื่ อ นฝู ง มิ ต รสหายช่ ว งนี้ ใ ห้ คุ ณ ดี   คอย ช่วยเหลือสนับสนุน  ด้านการงานให้ระวัง การใส่รา้ ยป้ายสี ได้ขอ้ มูลผิดๆ หรือหลงผิด  จนอาจท�าให้การงานเสียหาย  บุตรบริวาร ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง พอเอาตัวรอดได้  การเงินก็พอหาใช้คล่อง เพียงระวังอย่าใช้ จนเกินตัวจะล�าบากภายหลังเอาได้

ราศีมีน

(เกิดวันที่ 16 มี.ค. - 15 เม.ย.)

ยังคงต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไกล ไม่จบไม่สน้ิ  จนคุณแฟนชักเคืองออกอาการ ไม่ ค่ อ ยสบอารมณ์   งอแงเรี ย กร้ อ งความ สนใจเหมื อ นเด็ ก  ควรท� า ความเข้ า ใจ  เอาใจ หรือปรับความเข้าใจกันบ้าง  ส่วน การงานจะได้เพื่อนฝูงมิตรสหายช่วยเหลือ ให้ค�าแนะน�าสนับสนุน แต่ต้องระวังโดน นินทาให้ร้ายลับหลัง จนท�าให้เสียชื่อเสียง  ช่วงนี้ควรเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ท�าตัวเด่นดัง นัก อาจพาลดับเอาได้ง่ายๆ  

ราศีเมษ

(เกิดวันที่ 16 เม.ย. - 15 พ.ค.)

คนราศีเมษดูมีความสุขกับการหาเงินที่มี สภาพคล่องเป็นพิเศษในช่วงนี้  แต่ก็ควร เก็บหอมรอมริบไว้บ้าง อย่าให้รั่วไหลออก ไปมากนัก ไม่ตามใจตัวเองหรือหลงระเริง ว่าจะหาเงินมาชดเชยได้ อาจล�าบากภาย หลังได้ง่ายๆ  ช่วงเดือนสิงหาคมให้ระวัง เป็นปากเป็นเสียงกับคุณแฟน  การงานพึง ระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าไว้วางใจให้ใคร ท�าแทนหรือมอบหมายให้ไปก็ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสีย หายได้   หุ้นส่วนหรือคู่ค้าระยะนี้ไว้ใจไม่ ค่อยได้  หรือหากจะร่วมหุ้นกับใครขอให้ ชะลอไว้ก่อน อย่าเพิ่งท�าสัญญาใดๆ อาจ เสียเปรียบหรือโดนโกงโดยไม่รู้ตัว

40

ทํานายทายทัก กรกฎาคม - กันยายน 2555 เรื่อง : “ลูกโหร”

   

ราศีพฤษภ 

(เกิดวันที่ 16 พ.ค. - 15 มิ.ย.)

คนราศี นี้ ดู จ ะลั้ น ลามี ค วามสุ ข กว่ า ใครๆ  จนเป็ น ที่ ริ ษ ยาหรื อ หมั่ น ไส้ ข องคนรอบ ข้าง  การงานไปได้สวย ถึงมีปัญหาบ้างแต่ ก็ไม่เกินความสามารถ และผู้ใหญ่ให้การ สนับสนุนดี  ขณะที่การเงินจะฟุ่มเฟือยใช้ เงินเกินตัวไปหน่อย หนี้สินบานเบอะ  คู่ ครองไม่ลงรอย มีเหตุให้ไม่เข้าใจกัน ถึง ขั้นอาจตีจากไป หรือคุณแฟนสร้างปัญหา  ไม่ก็ภาระให้ปวดเศียรเวียนเกล้า ต้องตาม สะสางแก้ไขตลอดเวลา อาจรุนแรงถึงขั้น เลิกรากันได้

   

ราศีกรกฎ

(เกิดวันที่ 16 ก.ค. - 15 ส.ค.)

คนราศีกรกฎควรระมัดระวังการเดินทาง  หมั่นตรวจสภาพยานพาหนะให้ดีเสียก่อน  ไม่ควรขับรถเร็ว อาจเกิดอุบัติเหตุได้  การ เงิ น คล่ อ งตั ว หมุ น เวี ย นดี ใ นระยะนี้   ไม่ มี อะไรน่าหนักใจ แต่ต้องระวังบุตรบริวาร จะสร้างปัญหา สร้างความเสียหายให้ต้อง ตามแก้ ไ ข หรื อ ดื้ อ ดึ ง ให้ ต้ อ งหนั ก ใจ  คู่ ครองก็อาจมีเหตุให้ทะเลาะหรือผิดใจกัน บ้าง  การงานมีเรื่องวุ่นวาย หรือประสบ ปัญหามากมาย ควรรอบคอบมิฉะนั้นจะ พลาดถึ ง ขั้ น เสี ย หาย หรื อ รี บ สะสางท� า ให้เสร็จ อย่าทิ้งไว้ให้พอกหางหมู จนเกิด เสียหายตามมา

ราศีเมถุน

(เกิดวันที่ 16 มิ.ย. - 15 ก.ค.)

ช่วงนี้ธุรกิจการงานของชาวเมถุนต้องเดิน ทางไกลตลอดเวลา เหน็ดเหนื่อยกับการ ท�างาน แต่จะได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า ความเหนื่อยยาก แล้วก็ควรหมั่นรายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จะได้ไม่หมางเมิน หรือเข้าใจผิดเอาได้  ให้ระวังสุขภาพของ ญาติผู้ใหญ่ไว้ด้วย หมั่นไปเยี่ยมเยียนดูแล ใกล้ชิด  กับคู่ครองหรือคุณแฟนไม่ค่อยได้ เจอะเจอพบปะดูห่างเหินกันมาก อาจเป็น ด้วยธุรกิจการงานหรือต่างฝ่ายต่างเบื่อๆ  เซ็งๆ กันเองก็ได้

   

ราศีสิงห์

(เกิดวันที่ 16 ส.ค. - 15 ก.ย.)

สิ ง ห์ ห นุ่ ม สิ ง ห์ ส าวจะฮึ ก เหิ ม เป็ น พิ เ ศษ ในเดือนเกิดของตนเอง การงานก็ไปได้ดี  ประสบความส�าเร็จ  บุตรบริวารเป็นก�าลัง ช่ ว ยงานให้ ลุ ล่ ว ง ผู้ ใ หญ่ ถู กอกถู ก ใจ แต่ อย่ า เผลอวางใจหรื อ ย่ า มใจจนเกิ น ไป มิ ฉะนั้นอาจตายตอนจบ  การเงินไม่ค่อยดี รายจ่ายมากกว่ารายรับ หนี้สินรุงรัง พ้น ช่วงสิงหาคมไปแล้วพอมีลู่ทางหารายได้ มาชดเชยหรื อ ลดหนี้ ไ ด้ บ้ า ง  คุ ณ แฟน สุขภาพไม่ค่อยดี  ส่วนคนไม่มีแฟนก็ต้อง ร้างต่อไป ด้วยยังหาคนถูกใจไม่ได้เสียที

ราศีกันย์

(เกิดวันที่ 16 ก.ย. - 15 ต.ค.)

คนราศีนี้อึดอัดเหน็ดเหนื่อยมาตลอด 2 ปี ท�าอะไรเจออุปสรรคติดขัดไปหมด  ช่วง กรกฎาคม-สิงหาคมสภาวะยังเหมือนเดิม  ต้ อ งรอถึ ง กั น ยายนไปแล้ ว  ดาวเสาร์ จ ะ ย้ า ยออกจากราศี กั น ย์   ปั ญ หาต่ า งๆ จึ ง เริ่มคลายตัว พอมีลู่ทางขยับขยายได้  แต่ ปัญหาด้านการเงินยังไม่ทุเลาเบาบาง ยัง คงคาราคาซังส�าหรับคนราศีนต้ี อ่ ไป  คูค่ รอง คุณแฟนก็ยังมีเรื่องขัดใจไม่ลงรอยกันเช่น เดิม ยังดีมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ค้�าชูดี  ช่วงเดือนสิงหาคมอาจได้โชคลาภ จากการเสี่ ย งโชค หรื อ ได้ ล าภแบบไม่ คาดฝั น  แต่ อ ย่ า หมกมุ่ น หรื อ ทุ่ ม เงิ น นั ก  จะหมดตัวได้ง่ายๆ

     

ราศีตุลย์

(เกิดวันที่ 16 ต.ค. - 15 พ.ย.)

คนราศีตุลย์ควรดูแ ลสุขภาพของตัวท่าน เอง มิ ฉ ะนั้ น อาจถึ ง ขั้ น เจ็ บ ไข้ ล้ ม หมอน นอนเสื่ อ เอาได้    อี ก ทั้ ง อารมณ์ ผั น แปร ร้อนรนวู่วามเกิดเหตุ ปากเสีย จะพูดจะจา ควรยับยั้งชั่งใจคิดให้รอบคอบก่อน ระยะ นี้ผู้ใหญ่ไม่ให้คุณ ทั้งยังอาจโดนต�าหนิติติง  ความรักจะดีหรือเลวเป็นสวรรค์หรือนรกก็ อยู่ที่ลมปากของตน  บุตรบริวารไว้ใจไม่ได้ ต้องดูแลใกล้ชิด  การเงินยังรั่วไหลใช้จ่าย ไม่ ห ยุ ด  ทางที่ ดี เ ข้ า วั ด ท� า บุ ญ  สวดมนต์ นั่งสมาธิให้อารมณ์เย็น สงบ ก็ดีนะ 

41

ราศีพิจิก

(เกิดวันที่ 16 พ.ย. - 15 ธ.ค.)

ดาวราหูยังเบียดอยู่ในราศีพิจิก ท�าสิ่งใด กลับมีอุปสรรคขัดขวาง คิดอะไรก็ดูตีบตัน หาทางออกไม่ ไ ด้    ช่ ว งเดื อ นกรกฎาคมสิงหาคมดูจะเป็นช่วงวิกฤตช่วงหนึ่งของ ท่าน ซึ่งต้องรอบคอบระมัดระวังอย่าวู่วาม  ควรเข้ า หาผู้ ใ หญ่ ใ ห้ ช่ ว ยเหลื อ  อย่ า แก้ ปัญหาล�าพัง  การงานช่วงเดือนสิงหาคม เป็นช่วงที่ดีที่สุด มีผลงานดีๆ ออกมาช่วง นี้ คู่ครองคุณแฟนเป็นเพื่อนคู่คิดคอยช่วย เหลือเป็นอย่างดี 

ราศีธนู

(เกิดวันที่ 16 ธ.ค. - 15 ม.ค.)

ชาวราศีธนูยังอยู่ในช่วงต้องเหน็ดเหนื่อย  ท�าอะไรไม่ได้ดั่งใจ หุ้นส่วนคู่ค้าก็ดูไม่ช่วย เหลือ แถมยังคอยเรียกร้องผลประโยชน์ให้ หนักใจอีก  แต่ช่วงเดือนสิงหาคมน่าจะมี โอกาสดีด้านการงานพอที่จะให้ลงทุนหรือ ขยายธุรกิจได้แต่ต้องด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง  การเงินยังคงพอหาได้ไม่ถึง กับฝืดเคืองนัก  ด้านความรักช่วงสิงหาคม ความรักสดใส พอให้ชื่นใจมีก�าลังใจขึ้นมา บ้างเล็กน้อย  

.

กรกฎาคม- กันยายน 2555


พอเพียง เพื่อแผ่นดินเกิด ฅนเมือง

กรุงเทพฯ-เบญจรัตนนคร (3) 

“สร้างความจริงให้ประจักษ์ รู้รักสามัคคีที่ริมขอบฟ้า”

หากกล่าวถึงเบญจรัตนนคร (กลุ่มเมืองโบราณ) เรามีปรัชญาร่วมกันอย่างหนึ่ง

เมื่อเรามีวัตถุประสงค์คือสร้างความจริงให้ประจักษ์จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และส่งเสริมความรู้รัก สามัคคีของบุคลากรภายในองค์กรแล้ว  กลุ่มเมืองโบราณยังได้ตอกย�้าให้บุคลากรในองค์กรมีความตระหนัก  ถึงเหตุและผลของการท�างาน ให้มีความคิด ความเพียร และความเห็นชอบในการปฏิบัติหน้าที่  ทั้งนี้จึงอยาก  เชิญชวนท่านผู้อ่านให้ร่วมสร้างบรรยากาศการท�างานด้วยหลัก 3 ค. คึกคัก คล่องแคล่ว และครื้นเครง    หลักการง่ายๆ แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ ขณะเดียวกันสถานการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันยังเป็นส่วนส�าคัญที่เราต้องเฝ้าติดตามและรู้เท่าทันความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลที่เราได้รับทั้งจากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ในปัจจุบัน  จะท�าให้เราสามารถเห็นภาพรวมของเรื่องราวที่ด�าเนินอยู่และเห็นสิ่งที่ก�าลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังตารางด้าน ล่างที่แสดงความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่มีผลสืบเนื่องกันไป 

คือ “การสร้างความจริงให้ประจักษ์” เพื่อหยุดยั้งการท�าลายโลกของมนุษย์  (ยุติ-ท�า) โดยมีผู้แม่นประวัติศาสตร์ที่สามารถตีแผ่และบอกความจริงได้ว่า สิ่งที่เคยเกิด ขึ้นนั้นคืออะไร เพราะเหตุใด โดยใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร (เอาให้ครบ) แล้วความ จริงที่ว่านี้จะได้ใช้ขจัดคนไขสือซึ่งมักอ้างว่า “โลกมันใหญ่ ทรัพยากรเยอะแบ่งๆ กันไป  ท�าลายเสียหายบ้างเดี๋ยวก็ฟื้นตัวเอง” แถมยังมีมุมมองในแง่ดีแบบเทพนิยาย และไม่ ยอมรับรู้ปัญหาที่เป็นไปต่างๆ บนโลก   จึงเป็นที่มาของ “วัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการ (Management  by Objective)” ที่เบญจรัตนนครใคร่น�าเสนอเพื่อการพิจารณาประกอบการชี้แจง  ตามตาราง ดังนี้  จุดยืน              หลักการ 

  กรอบการ ท�างาน                             วัตถุประสงค์                                  

เพื่อประชาชน ทั้งปวง

ระบบการลงทุน Investment (สังคมสงเคราะห์)

แบ่งกันท�า (ลาย) (win-win) ใช้ความเป็นธรรม เพื่อแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ร่วมกันท�า (ลาย) ความเป็นธรรม ควบคุมคนไม่ดี จากทรัพยากร/สิ่งแวดล้อม

ระบบการค้า Trade (ใครมือยาวสาวได้สาวเอา)

ยุติการท�า (ลาย) ห้ามท�า (ลาย)

ระบบเศรษฐกิจ Economics (ภาษีที่เป็นธรรม)

(win-lose) ยุติธรรม

ใช้ความจริง ขจัดคนไขสือ

เพื่อสร้างความจริงให้ประจักษ์ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

1. ใช้หลักการคุณธรรมใน ระบบการลงทุน ซึ่งเหมาะส�าหรับสังคมที่คนส่วนใหญ่  มีคุณธรรม โดยผู้ลงทุนไม่ได้มุ่งหวังผลก�าไรเป็นทรัพย์สินหรือเงินทอง แต่ใช้ความรู้และ คุณธรรม เพื่อสร้างให้ผู้ร่วมลงทุนมีความเข้าใจถึงสิ่งส�าคัญอื่นๆ ที่จะได้รับมากกว่ามุ่ง เน้นที่ตัว “เงิน” 2. ใช้หลักการความเป็นธรรมใน ระบบการค้า ซึ่งเหมาะสมกับสังคมที่คนส่วน  น้อยมีคุณธรรม คือต้องสร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนมีอ�านาจต่อรองกับนายทุน ที่จะท�าการ ค้าให้ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนหรือได้ผลก�าไรจากการค้านั้น อย่างเท่าเทียมกัน 3. ใช้หลักการความยุติธรรมใน ระบบเศรษฐกิจ เหมาะส�าหรับสังคมที่คนมี  คุณธรรมมากบ้างน้อยบ้างปะปนกัน โดยให้คนในเข้าใจพื้นที่ เพื่อการจัดการและร่วมใจ กันรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยระบบภูมิปัญญาในอดีต ให้ได้รับประโยชน์ จากเศรษฐกิจตามความเหมาะสม

42

สังคมนิยมข้ามยุคสมัย (The Communist Manifesto) (Karl Heinrich Marx)

ทุนนิยมข้ามชาติ (Wealth of Nations) (Adam Smith)

ทานนิยมข้ามภพ Sufficiency Economy (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)

การเมือง

เผด็จการโดยจารีต

เผด็จการโดยกฎหมาย

ประชาธิปไตยโดยธรรม

สังคม

ท้องถิ่นวิวัฒน์

โลกาภิวัตน์

ปัญญาวิวัฒน์

วัฒนธรรม

หายนธรรม 

เศรษฐกิจ

➔ ➔ ➔

คุณน่ะท�า (ลาย)     (lose-lose)  ใช้ความดี ผมไม่ท�า (ลาย)      คุณธรรม  เอาชนะใจคนดี

ระบบ

หายนธรรม 

  อารยธรรม

ความพยายามในการรักษาอารยธรรมอันดีงามของเราไว้จึงมิใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการทวนกระแสของ ระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมในโลกปัจจุบัน แต่ความตอนหนึ่งจากบทพระราชนิพนธ์  พระมหาชนก ได้เตือนสติให้เรามีความเพียรไว้ว่า “...ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลาง มหาสมุทร โภคะทั้งหลาย มิได้ส�าเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น...” ซึ่งกลุ่มเมืองโบราณได้น้อมน�ามาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างสมดุล ดังค�าขวัญประจ�าปี 2555 ที่ว่า “อนุรักษ์  วิริยะ พัฒนา”   ซึ่งขยายความได้คือ   “อนุรักษ์วิถีกลุ่มเมืองโบราณ  พัฒนาช้างสามเศียรขจรไกล   

สานต�านานวิริยะอันยิ่งใหญ่ เป็นคนไทยต้องไปเมืองโบราณ”

เพราะว่า...   “น�้าใส ต้นไม้งาม ห้องน�้าสะอาด อากาศดี  ทุกที่มีแสงไฟ”   พบกันที่เมืองโบราณครับ 

.

43

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ผลิตภัณฑ์

วิริยะ 2+, 3+ เอ็กซ์ตร้า 

้ํ วม หมดกังวล !...ภัยนาท่ มหาอุทกภัยยังเป็นฝันร้ายที่เฝ้าหลอกหลอนคนไทยอยู่ทุกวินาที โดยเฉพาะเจ้าของ

รถยนต์ด้วยแล้ว...ถึงขั้นหลับตาไม่ลง   ต้องคิดอยู่ทุกคนึงนิจ น�้ามาจะย้ายรถหนีไปไว้ที่ไหน อีกทั้งถ้าเกิดหนีไม่ทันจะท�า อย่างไร แถมความคุ้มครองด้านประกันภัยก็มีแต่กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1  เท่านั้น แต่วันนี้...ความกังวลเรื่องภัยน�้าท่วมหมดไปโดยพลัน !

เมื่อวิริยะประกันภัยออกกรมธรรม์ประเภทใหม่มารองรับ ซึ่งเป็นการ พัฒนามาจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ นัน่ ก็คอื         “วิรย ิ ะ 2+ เอ็กซ์ตร้า คุ้มครองภัยน�้าท่วม” และ     “วิริยะ 3+ เอ็กซ์ตร้า คุ้มครองภัยน�้าท่วม” เงือ่ นไขความคุม้ ครองของทัง้ สองกรมธรรม์นนี้ อกจากความคุม้ ครองหลัก  คือ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งความเสียหายต่อชีวิตบุคคลและ ทรัพย์สิน อุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาลครอบคลุมทั้งผู้ขับขี่และผู้ โดยสาร และประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญาแล้ว “วิริยะ 2+ เอ็กซ์ตร้า” ยังเน้นความคุ้มค่าด้วยเบี้ยประกันภัยราคา  ประหยัด ที่ให้ความคุ้มครองกรณีรถหาย ไฟไหม้ และการเฉี่ยวชนกับยาน พาหนะทางบกที่มีคู่กรณีสูงถึง 200,000 บาท/ครั้ง และยังให้คุ้มครองความ เสียหายของรถยนต์ที่เกิดขึ้นจากภัยน�้าท่วมด้วย ซึ่งผู้เอาประกันสามารถเลือก วงเงินคุม้ ครองในส่วนนีไ้ ด้ระหว่าง 100,000 บาท/ครัง้  เบีย้ ประกันภัยเริม่ ต้น  10,300 บาท หรือวงเงินคุม้ ครอง 200,000 บาท/ครัง้  เบีย้ ประกันภัยเริม่ ต้น  10,800 บาท  ส่วน “วิริยะ 3+ เอ็กซ์ตร้า” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะส�าหรับ  รถยนต์ที่มีอายุเกินเงื่อนไขในการท�าประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 แต่ยังต้อง  การความคุ้มครองทั้งจากอุบัติเหตุเฉี่ยวชนและน�้าท่วม เพราะให้ความคุ้มครอง ความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะที่มีคู่กรณีสูงถึง 200,000 บาท/ครั้ง  และยังคุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากภัยน�้าท่วม โดยผู้เอาประกัน สามารถเลือกวงเงินคุ้มครองได้ระหว่าง 100,000 บาท/ครั้ง เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 9,400 บาท หรือ 200,000 บาท/ครั้ง   เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 9,900 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2239-1557 หรือติดต่อได้ที่ศูนย์ฯ   และสาขาของวิริยะประกันภัย 124 แห่งทั่วประเทศ “วิริยะ 2+ เอ็กซ์ตร้า” และ “วิริยะ 3+ เอ็กซ์ตร้า” เป็นอีกหนึ่งความห่วงใยจากวิริยะประกันภัยที่ต้องการมอบความ  อุ่นใจให้แก่ประชาชนทั้งในขณะขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน พร้อมกับช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายของรถยนต์ที่อาจ เกิดขึ้นในขณะที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ   

.

45

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ขับขี่ ปลอดภัย เรื่อง : “ดาบฯ แช่ม” ภาพประกอบ : เซมเบ้

ขับร¶ปลอดภัย ในหน้า½น

ปีนี้ฤดูฝนมาถึงตรงตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ไว้ แต่จะตกมากตกน้อย ก็คงต้องแล้วแต่ธรรมชาติกันละ ฝนมาชาวนาก็ชื่นใจ 

แต่ส�าหรับคนใช้รถใช้ถนนแล้ว ฝนมาทีไร ใจก็ได้แต่ลุ้นว่าน�้าจะท่วมถนนไหมหนอ หรือกังวลว่าจะขับรถลุยฝนกันอย่างไร  แน่นอนว่าเมื่อฝนตก ถนนเปียกลื่น ทัศนวิสัยไม่ดี โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ต้องมีมากขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรามีสติและใช้ความระมัดระวัง มากกว่าตอนถนนแห้ง หากต้องขับรถลุยฝนก็ไม่ใช่เรื่องยาก ฉบับนี้ขอแนะน�าวิธีขับรถที่ถึงฝนจะตกก็ “เอาอยู่”

1 2 3

      ตรวจสอบอุปกรณ์ท�าความสะอาดกระจกหน้าและกระจกหลัง (ถ้ามี) ได้แก่ ยางใบปัดน�้าฝนและน�้าฉีดล้างกระจก ตรวจดูว่า         ยางใบปัดฉีกขาดหรือหมดสภาพหรือยัง ถ้าปัดแล้วกระจกเป็นปนไม่สะอาดก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว ส่วนน�้ายาฉีดล้างกระจก ควรเติมให้เต็ม  สิ่งส�าคัญอีกอย่างคือยางรถยนต์ ควรมีร่องยางลึกไม่น้อยกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร เพื่อให้ยางรีดน�้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ หมั่นตรวจสอบลมยางให้อยู่ในค่ามาตรฐานเสมอ        เปิดไฟหน้ารถเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้อื่นมองเห็นรถเรา ควรใช้ไฟต�่า เพราะแสงจากไฟสูงจะสะท้อนสายฝนมากเกินไป จนท�าให้        มองเห็นทางล�าบากขึ้น และยังเป็นการรบกวนผู้ขับรถคันอื่น อย่าเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินที่เรียกกันแบบบ้านๆ ว่าไฟผ่าหมาก  เพราะจะท�าให้ผู้ขับรถคันอื่นสับสนระหว่างรถที่จอดเสียกับรถที่ก�าลังวิ่งอยู่         ลดความเร็วลง โดยเฉพาะช่วงฝนตกใหม่ๆ เนื่องจากถนนจะลื่นยิ่งกว่าช่วงฝนตกหนักไปสักพักแล้วเสียอีก เพราะน�้าฝน       เมื่อผสมกับฝุ่นบนถนนจะกลายเป็นเลนลื่นๆ  นอกจากนี้น�้าบนพื้นถนนยังท�าให้รถเกิดอาการที่เรียกว่า “การเหินน�้า” คืออาการที่หน้ายางไม่สัมผัสถนน เพราะมีน�้าแทรกระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน ยิ่งขับเร็ว โอกาสรถเสียหลักก็มากขึ้น

4 5

      อย่าขับรถชิดคันหน้ามากจนเกินไป เพราะหาก      คันหน้าเบรกกะทันหันคุณจะหยุดไม่ทัน  นอกจากนี้ ละอองน�้าที่ปลิวมาจากรถคันหน้ายังลดทัศนวิสัยลงด้วย       อย่าฝนขับ ถ้าฝนตกหนักมากๆ หาจุดแวะพัก     ที่ปลอดภัยจอดรอจนกว่าฝนซาดีกว่าจะไปเครียดกับ การขับรถลุยฝนต่อไป 

46

.


CRM   ช็อปและพัก... ที่    เดอะมอลล์ บางแค

จากที่ประชาชนจ�านวนมากสอบถามเกี่ยวกับภัยก่อการร้ายของกรมธรรม์ประเภท 1 บริษัทคุ้มครองหรือไม่ 

  เรื่อง : “บัวสีน�้าเงิน”  ภาพ : นาวี แสงวิฑูร  

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่คุ้มครอง เพราะเนื่องจากเข้าข้อยกเว้น หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3. การยกเว้น  ทั่วไปของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความเสียหายหรือความรับผิดอันเกิดขึ้นเป็นผลโดยตรง หรือโดยอ้อม  เข้าเงือ่ นไขยกเว้น ข้อ 3.3.2 สงครามกลางเมือง การแข็งข้อของทหาร การกบฏ การปฏิวตั  ิ การ 

วิริยะ

ต่อต้านรัฐบาล การยึดอ�านาจการปกครองโดยก�าลังทหาร หรือโดยประการอื่น ประชาชนก่อความ วุ่นวายถึงขนาดหรือเท่ากับการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล

ไขข้อข้องใจ ปัญหา ประกันภัย เรื่อง : “มิสเตอร์ 1557” ภาพ :  REUTERS

บริษัทขอแนะน�ากับผู้เอาประกันภัย หากต้องการความคุ้มครองต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม ซึ่งกรมธรรม์ ประเภท 1 จะมีเอกสารแนบท้าย (รย. 30) ระบุข้อยกเว้นภัยก่อการร้าย (รย. 30) มีข้อความดังต่อไปนี้ “ถ้าข้อความใดในเอกสารนี้ขัดหรือแย้งกับข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัย หรือสลักหลังใดๆ ให้เป็น ที่ตกลงกันว่า กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญเสีย ความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็น สาเหตุโดยตรง หรือโดยอ้อม เป็นผลมาจากหรือเกี่ยวเนื่องมาจากการกระท�าก่อการร้าย ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุ หรือเหตุการณ์ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง หรือมีล�าดับเหตุการณ์เป็นอย่างไรส�าหรับความสูญเสียนั้น “โดยจุดประสงค์ของข้อยกเว้นนี้ การกระท�าก่อการร้ายให้หมายความรวมถึงการกระท�าซึ่งใช้ก�าลังหรือความ รุนแรง และ/หรือมีการข่มขู่โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นการกระท�าเพียงล�าพัง การกระท�าการแทน  หรือที่เกี่ยวเนื่องกับองค์กรใด หรือรัฐบาลใด ซึ่งกระท�าเพื่อผลทางการเมือง ศาสนา ลัทธินิยม หรือจุดประสงค์ที่ คล้ายคลึงกัน รวมทั้งเพื่อต้องการส่งผลให้รัฐบาล และ/หรือสาธารณชน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสาธารณชนตกอยู่ ในภาวะตื่นตระหนก หวาดกลัว

เหตุระเบิดที่หาดใหญ่   ประกันภัยรับผิดชอบหรือไม่ ? “ข้อยกเว้นนี้ไม่คุ้มครองความสูญเสีย   ความเสียหาย ค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุโดยตรง  หรือโดยอ้อม เป็นผลมาจาก หรือมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ  การกระท�าใดๆ ที่ต้องกระท�าขึ้นเพื่อควบคุม ป้องกัน   หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการ  กระท�าก่อการร้าย  “ในกรณีที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อยกเว้นนี้ไม่สามารถ น�ามาใช้บังคับได้ให้ถือว่าส่วนที่เหลือยังคงมีผลบังคับ”  (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2555) หากประสงค์ที่จะได้รับความคุ้มครองขอให้ผู้  เอาประกันภัยติดต่อตัวแทนของท่านเพื่อซื้อความ คุ้มครองเพิ่ม ตามสาขาที่ออกกรมธรรม์

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ 

.

หากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของประกันภัย ให้กด 1557  สอบถามเข้ามาได้ทันที หรือฝากค�าถามไว้ที่ suwats@viriyah.co.th   ก็จะได้รีบน�าค�าตอบมาบอกกล่าวให้ทราบ

48

เรื่องวันเวลาเผลอไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ ! เผลอไปแป๊ปเดียวเข้าสู่

ฐานะอย่างเป็นทางการของสถานที่แห่งนี้เรียกกันอย่างเต็มองค์ ทรงเครื่องว่า...บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) สาขาย่อย  เดอะมอลล์ บางแค  โดยต�าแหน่งที่ตั้งหาไม่ยากค่ะ เพราะอยู่บริเวณชั้น 1   เห็นชัดเจน บรรยากาศภายในสะดวกสบายน่าเอกเขนก พักเหนื่อย แล้วไปช็อปต่อ หรือจะใช้เป็นแหล่งนัดพบทัง้ นัดหมายส่วนตัวของผูเ้ อาประกันภัย  ทั้งนัดหมายกับตัวแทนหรือตัวแทนนัดหมายผู้เอาประกันภัยได้ทั้งนั้น

ครึ่งปีหลังแล้ว  ส่วนวันเวลาของ V magazine ย่างก้าวเป็นฉบับที่ 4  ซึ่ง “บัวสีน�้าเงิน” ยังท�าหน้าที่บอกข่าวความเคลื่อนไหว ถึงเอกสิทธิ์ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่วิริยะประกันภัยมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย

แทนค�าขอบคุณ...ภาษาฮิตทางธุรกิจที่ใช้ขอบคุณ ลูกค้านั้นแล !

ส�าหรับกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ในช่วงนี้คงมีเรื่องมาบอกกล่าวถึง กิจกรรมที่วิริยะประกันภัยจัดให้แก่ผู้เอาประกันภัยมาทุกปี...

แถมมีเจ้าหน้าที่คอยอ�านวยความสะดวกให้อีก  ต่างหาก

โครงการ วิริยะเติมรัก ร้อยใจสานสายใย แม่ลูก ปี  2

อันเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ และ  รูปแบบปีนี้วิริยะประกันภัยจะให้ผู้เอาประกันภัยคู่แม่ลูกเติมรักร้อยใจ สานสายใยซึ่งกันและกันในบรรยากาศเพลินวันวาน ย้อนยุคในสมัยแม่ เทีย่ วด้วยรถไฟ  และเทีย่ วครานีเ้ รียกได้วา่ เป็นเส้นทางศักดิส์ ทิ ธิล์ ะค่ะ  โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-แปดริ้ว

แต่ถ้าต้องการท�าธุรกรรมด้านประกันภัย ที่นี่ให้บริการอย่างครบ วงจรกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการบริการรับประกันภัย การแจ้งต่อ อายุกรมธรรม์ประกันภัย การแจ้งเคลมประกันภัย หรือแม้แต่การขอ ค�าปรึกษาด้านประกันภัย ฯลฯ  เปิดให้บริการโดยไม่มวี นั หยุดราชการ  วันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 11.00-19.30 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ เวลา 10.30-19.30 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ โทร. 0-2454-8491-2

บรรยากาศจะเปี่ยมรักอย่างไรนั้นฉบับหน้าจะมา รายงานให้ทราบเจ้าค่ะ !

ในขณะที่สาระเนื้อหาฉบับนี้ “บัวสีน�้าเงิน” ขอแนะน�าให้ท่าน  ผู้อ่านโดยเฉพาะผู้เอาประกันภัยได้รู้จักกับศูนย์บริการวิริยะประกันภัย แห่งใหม่ บอกไว้ก่อนเลยสถานที่แห่งนี้อารมณ์การใช้บริการไม่ได้อยู่เพียง แค่ท�าธุรกรรมประกันภัยเท่านั้นค่ะ แต่อยู่ในความหมาย....ช็อปและ

.

รับรู้แล้ว...อย่าลืมแวะไปใช้บริการกันนะคะ 

พัก...ที่วิริยะ เดอะมอลล์  บางแค

49

กรกฎาคม- กันยายน 2555


ใบตอบรับสมาชิก

http://www.viriyah.co.th/m

ชื่อ-นามสกุล (นาย/นาง/นางสาว)................................................................................................... วัน/เดือน/ปีเกิด.............................................................................................. อายุ.......................ปี ที่อยู่เลขที่......................... อาคาร/หมู่บ้าน................................................ชั้นที่........... ห้อง............. หมู่ที่............ ซอย..................................... ถนน.............................. แขวง/ต�าบล............................ เขต/อ�าเภอ..........................................จังหวัด.................................... รหัสไปรษณีย์...................... โทรศัพท์บ้าน............................................. โทรศัพท์มือถือ.............................................................. โทรศัพท์ที่ท�างาน............................. โทรสาร.............................. อีเมล............................................ เลขทะเบียนรถ............................................ 

ความสุขในยามว่าง

กิจกรรมที่ท่านท�าเป็นประจ�า หรือที่สนใจอยากจะท�าเมื่อมีโอกาส (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)            

ท่องอินเทอร์เน็ต/เล่นเกม  งานประดิษฐ์และของสะสม  ฟังเพลง/ดูคอนเสิร์ต  ชอปปิง  กิจกรรมเพื่อสังคม  กิจกรรมเพื่อสุขภาพ 

อ่านหนังสือ  เลี้ยงสัตว์  ชมภาพยนตร์  ท่องเที่ยวในประเทศ  วาดภาพ  ความสนใจด้านการเงิน 

ท�าอาหาร/ท�าขนม ตกแต่งบ้านและสวน รับประทานอาหารนอกบ้าน กีฬา/ฟิตเนส ความสนใจด้านธรรมะ อื่นๆ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อที่เราจะรู้จักกันมากขึ้น  แล้วส่งกลับมาที่แผนกบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ากัด (มหาชน) โทร. 0-2641-3500 ต่อ 7450  อีเมล crm_vmag@viriyah.co.th 

ใบอนุญาตเลขที่ ปน. (น.) 1360 ปณจ. ลาดพร้าว ถ้าฝากส่งในประเทศไม่ต้องผนึกตราไปรษณียากร

บริการธุรกิจตอบรับ

บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ำกัด (มหำชน)

ตู้ ปณ. 64  ปณจ. ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

10310

V-Magazine ปีที่ 1 ฉบับที่ 4  

V-Magazine Issue 4

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you