Issuu on Google+

life

DRAFT V1


*FREIBU INLAND TRAVEL

* TRAVEL * หากจะเอ่ยถึงเมืองท่องเที่ยวในแถบเยอรมนีตอนใต้ (Süddeutschland) แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโพลสำ�นักไหนๆ คงต้องมีชื่อเมืองไฟรบวร์ก (Freiburg) ติดอยู่อันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องคาดเดา ไฟรบวร์กอยู่ที่ไหน มีความ สวยงามและมีเสน่ห์แค่ไหน วันนี้ ผมขออาสาพาท่านเยี่ยมชมเมืองเองครับ ไฟรบวร์ก อิม ไบรสเกา (Freiburg im Breisgau) หรือที่ใครๆ เรียกกัน ว่า ไฟรบวร์ก ตั้งอยู่ใต้สุดของแคว้นบาเดน เวือร์ทเทมแบร์ก (BadenWürttemberg) ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี เมืองตั้งอยู่ติดกับป่าดำ� (EN - Black forest, DE - Schwarzwald) ไฟรบวร์กนั้นเป็นเมืองมหาวิทยาลัยและมีชื่อเสียงในฐานะเมืองท่องเที่ยว ที่สวยงามอีกเมืองหนึ่ง หากเราคิดที่จะมาเที่ยวในเมืองไฟรบวร์กแล้ว แทบจะไม่ต้องใช้ระบบขนส่งรถรางหรือ Tram ในเมืองเลยครับ เพราะ ว่า สถานีรถไฟอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ถนนคั่นเท่านั้นเอง เรียกได้ว่า สะดวกมากทีเดียวครับ สิ่งแรกที่จะเห็นเมื่อมาถึงไฟรบวร์ก คือ คูนํ้าเล็กๆ ที่ไหลผ่านทั่วทั้งเมือง คูนํ้าเล็กๆ นี้ ชาวไฟรบวร์กเรียกว่า Bächle (อ่านว่า เบ็ช-เล่ Bach แปลว่า คูเมือง, -le เป็นภาษาถิ่น แปลว่า เล็กๆ เหมือนคำ�


URG เมืองป่าดำ� มนต์เสน่ห์

ว่า -chen ใน Hochdeutsch) คูนํ้านี้ ในสมัยก่อนเคยใช้เป็นคูลำ�เลียงนํ้า สำ�หรับนํ้าใช้ (ไม่ใช่สำ�หรับดื่มกินนะครับ) ใช้ในงานบ้าน, โรงงานต่างๆ และ ยังใช้ดับไฟเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้อีกด้วย เวลาเดินรอบๆ เมืองก็อย่าเผลอ เดินตกคูน้อยนี้เชียวนะครับ เพราะมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ถ้าหากใครเผลอเดิน พลัดตกลงไปในคูล่ะก็ จะมีเหตุให้ได้แต่งงานกับคนเมืองไฟรบวร์ก กลาย เป็นเขยและสะใภ้เมืองไฟรบวร์กไปเลย

ที่มีถึง 12 ประตู เมื่อครั้งเริ่มสร้างเมืองไฟรบวร์ก และหากเราไม่เดินชมตึกรามบ้านช่องที่สวยงามอย่างเพลิดเพลินจนลืม สังเกตบนพื้นทางเท้าหน้าร้านค้าต่างๆ ของเมือง เราจะพบความน่ารักของ เหล่าภาพโมเสกจากหินก้อนเล็กๆ ที่ถูกจัดเรียงอย่างบรรจงประณีตเป็น รูปภาพหรือสัญลักษณ์ของร้านค้านั้นๆ อย่างเช่น ร้านดอกไม้ก็จะมีโมเสก บนพื้นหน้าร้านเป็นรูปดอกไม้ นับว่าเป็นความโรแมนติกของชาวเมือง ไฟรบวร์ก ที่น่ารักมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีจุดชมวิวที่สามารถมอง หากเราเดินต่ออีกหน่อยมาจนถึงใจกลางเมืองเราจะพบกับสาวงามประจำ� เห็นเมืองไฟรบวร์กได้ทั้งเมืองเลย นั่นก็คือ เขาชลอสแบร์ก (Schlossเมืองที่ชาวไฟรบวร์กรักนักรักหนา นั่นก็คือ Münster หรือมหาวิหารของ berg) ซึ่งเดิมทีนั้น เป็นที่ตั้งของป้อมปราการใช้ป้องกันศัตรู แต่ด้วยกาล เมืองนั่นเอง มหาวิหารหลังนี้สร้างในปี ค.ศ.1200 เสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1513 เวลาและผ่านศึกสงครามมาหลายครั้ง ก็ทำ�ให้เหลือเพียงแค่ซากรากฐาน (โอ้โห นานจัง) สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าและชวนให้แปลกใจของมหาวิหารหลัง ของตัวป้อมให้ได้ศึกษากันเท่านั้น บนเขานั้นจะมีหอคอยที่สามารถจะมอง นี้ก็คือ นาฬิกาเรือนโตบนหอคอยที่มีเพียงเข็มบอกชั่วโมงเพียงเข็มเดียว ลงมาชมเมืองไฟรบวร์กและมหาวิหารได้ชัดเจน นับเป็นจุดชมวิวที่พลาด ซึ่งในสมัยก่อนนั้นผู้คนมีจังหวะชีวิตที่ไม่ได้เร่งรีบถึงขั้นต้องทราบเวลาเป็น ไม่ได้เลยสำ�หรับการมาเยือนไฟรบวร์ก นาที เพียงแค่ให้รู้ว่าเวลากี่โมงยามก็เพียงพอแล้ว ถัดจากมหาวิหาร จะพบ กับอาคารสีแดงอิฐสวยงามที่เรียกว่า Historisches Kaufhaus ที่ตกแต่ง มนต์เสน่ห์แห่งป่าดำ�นั้น ถ้าคุณอยากจะสัมผัส ก็ต้องลองไปเยี่ยมไฟ ประดับประดาด้วยรูปปั้นและกระเบื้องหลากสีสวยงาม ในอดีตเป็นร้านค้า รบวร์กสักครั้ง แล้วคุณจะรักไฟรบวร์กแบบถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนใคร เก่าแก่ตั้งแต่ ค.ศ.1500 โน้นเลยครับ เมืองไฟรบวร์กจะมีซุ้มประตูเมือง หลายๆ คน ;) อยู่ด้วยกัน 2 ประตู นั่นคือ ซุ้มประตูเมืองมาร์ตินส์ทอร์ (Martinstor) และ ชวาเบนทอร์ (Schwabentor) เป็น 2 ประตูที่หลงเหลือให้เห็นจากในอดีต


*

ถ้าหากใครเผลอเดินพลัดตกลงไปในคูล่ะก็ จะ มีเหตุให้ได้แต่งงานกับคนเมืองไฟรบวร์ก กลาย เป็นเขยและสะใภ้เมืองไฟรบวร์กไปเลย

* EAT*

หลังจากชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบของเมืองและสัมผัสกับสถาปัตยกรรม อันเก่าแก่กันอย่างเต็มอิ่มแล้ว จะปล่อยให้ท้องหิวก็คงกระไรอยู่ เพราะ ขนาดนโปเลียนยังบอกเลยว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” จึงอยากจะขอ แนะนำ�เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินสักหน่อย ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตเบียร์ มาเที่ยวไฟรบวร์กทั้งที ถ้าไม่ ได้ลองลิ้มชิมรสเบียร์ท้องถิ่นของไฟรบวร์ก ก็คงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า มาถึงไฟรบวร์กแล้วจริงๆ โรงเบียร์สดในเมืองไฟรบวร์กที่มีชื่อเสียงและ

เป็นที่นิยมของนักดื่มนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่สำ�หรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ค่อย ชำ�นาญถนนหนทางในเมืองแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คงเป็น 2 แห่งนี้ คือ มาร์ตินส์บรอย (Martins Bräu) และไฟเออร์ลิง (Feierling) มาร์ตินส์บรอยตั้งอยู่ใจกลางเมืองติดกับซุ้มประตูมาร์ตินส์ทอร์ มีเบียร์ สดให้เลือกชิมหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นพิลส์ (Pils), เบียร์ดำ� (dunkles Bier) หรือไวส์เบียร์ (Hefeweizen) ซึ่งจะมีลักษณะขุ่น เนื่องจากไม่ได้ กรองยีสต์ออก นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นหลากหลายเมนูไว้บริการ ลูกค้า อาทิเช่น ขาหมูรมควันไส้กรอกย่างขนาดยาว 1 เมตรและชนิท เซล (Schnitzel) หรือหมูทอดสไตล์เยอรมันที่จะเลือกให้เสิร์ฟกับเครื่อง เคียงได้หลายอย่าง จะเป็นสลัดผักสดกับน้ำ�สลัดใสหรือสลัดมันฝรั่งใน แบบฉบับของเยอรมันตอนใต้ คือจะปรุงรสด้วยน้ำ�มันมะกอกน้ำ�ส้มสายชู


หมักธรรมชาติและเครื่องเทศสูตรเฉพาะเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างกับสลัดมัน ฝรั่งทางเยอรมันตอนเหนือที่มักจะปรุงด้วยครีมข้นและมายองเนส แต่ หากไม่ชอบรับประทานสลัด จะสั่งเป็นชเปทซเล่ (Spätzle) หรือคเนอฟเล่ (Knöpfle) ก็ได้ ลักษณะจะคล้ายพาสต้าสดทำ�จากแป้งสาลีและไข่นวดให้ เข้ากันแล้วผ่านเครื่องกดลงในน้ำ�เดือดเพื่อให้แป้งสุก กรรมวิธีคล้ายคลึง กับการทำ�ลอดช่องน้ำ�กะทิบ้านเรา ซึ่งทั้งชเปทซเล่และคเนอฟเล่จัดได้ว่า เป็นอาหารท้องถิ่นของแถบบาเดน (Baden) (สังเกตได้จากการลงท้ายคำ� แบบภาษาถิ่นด้วย –le เช่นเดียวกับคูน้ำ� Bächleนั่นเอง) สำ�หรับคอเบียร์ที่ ถูกใจในรสชาติจะซื้อเบียร์สดกลับบ้าน ทางร้านก็มีเบียร์พร้อมถังจำ�หน่าย มีทั้งขนาด 2 ลิตรและ 5 ลิตร ให้เลือกหิ้วกลับบ้านกลับไป ดื่มหมดแล้ว เกิดติดใจ จะหิ้วถังกลับมาเติมเบียร์ ก็มีส่วนลดค่าถังให้อีกต่างหาก ส่วนโรงเบียร์ไฟเออร์ลิงนั้นอยู่ถัดจากมาร์ตินส์บรอยมาทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ในบริเวณเอากุสทิเนอร์พลัทซ์ (Augustinerplatz) ซึ่งเป็นที่นิยม มากในช่วงฤดูร้อน เพราะทางร้านจะเปิดลานเบียร์กลางแจ้งให้ลูกค้าได้ดื่ม เบียร์ไปพร้อมกับอาบแสงแดดสดใสในยามบ่าย เพลิดเพลินไปกับเสียง สายน้ำ�ไหล ด้วยร้านนี้ตั้งอยู่ติดกับลำ�คลองขนาดเล็กที่มีชื่อแสนน่ารักว่า ลำ�น้ำ�สวรรค์หรือฮิมเมลส์บัค (Himmelsbach) ที่ไหลผ่านบริเวณตอนใต้ ของไฟรบวร์ก แม้ไฟเออร์ลิงจะมีอาหารให้เลือกไม่มากชนิดเท่ากับที่มาร์ ตินส์บรอย คือจะเน้นไปทางสลัดและไส้กรอกเบาๆ ไว้ทานเล่นแกล้มกับ เบียร์ แต่ด้วยรสชาติของเบียร์ที่นุ่มลิ้นดื่มง่ายและบรรยากาศที่งดงาม ก็ ทำ�ให้ไฟเออร์ลิงมีลูกค้าทั้งขาประจำ�และขาจรจำ�นวนไม่น้อยเลยทีเดียว

อิ่มจากอาหารคา���แล้วก็ต้องตบท้ายด้วยขนมหวานถึงจะครบเครื่อง ถ้าจะให้พูดถึงขนมที่ขึ้นชื่อและมีถิ่นกำ�เนิดมาจากดินแดนแถบป่าดำ� แล้วนั้น คงจะไม่พ้นเค้กเชอรี่ที่เรียกว่า ชวาร์ซเวลเดอร์ เคียร์ชทอร์เทอ (Schwarzwälder Kirschtorte) หรือเค้กป่าดำ� ซึ่งคนไทยจะรู้จักในชื่อ เค้กแบล็คฟอเรสต์ (black forest cake) มีขายตามร้านเบเกอรี่ชื่อดังทั่ว ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น S & P, in & out หรือแม้แต่ในรูปแบบของเค้ก ไอศกรีมที่ร้านSwensen’s (อันนี้ผู้เขียนไม่ได้ค่าโฆษณาจากร้านมีชื่อดัง กล่าวแต่ประการใด เพียงแต่ยกตัวอย่างให้ผู้อ่านได้ทราบ เผื่อว่าถ้าไม่เคย เห็นจะได้ไปแอบดู) ทั้งนี้ ที่ได้ชื่อว่าเค้กป่าดำ�ไม่ใช่แค่เพราะว่าเป็นเค้กที่มี ถิ่นกำ�เนิดมาจากป่าดำ�เท่านั้น หากแต่ส่วนผสมต่างๆ ก็ยังเรียกได้ว่าเป็น เอกลักษณ์ของป่าดำ�อย่างแท้จริง ด้วยมีลักษณะเป็นเค้กช็อคโกแลตเนื้อนุ่มซ้อนกันอย่างน้อย 3 ชั้น มาตรฐาน สอดไส้ด้วยแยมเชอร์รี่ ซึ่งเชอร์รี่พันธุ์ผลใหญ่สีม่วงเกือบดำ� รสชาติหวานหอมเต็มปากเต็มคำ�หรือที่เรียกว่า เชอร์รี่จักรพรรดิ (Kaiserkirsch) นั้น มีปลูกมากในเขตป่าดำ�และเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ตัวเค้ก ปาดทับด้วยวิปครีมขาวฟูที่ผสมบรั่นดีเชอร์รี่ (Kirschwasser) ตกแต่ง อย่างหรูหราด้วยเกล็ดช็อคโกแลตที่เข้ากันได้อย่างดีกับความนุ่มของตัว เค้ก ความหวานของครีมและไส้เชอร์รี่รสหวานอมเปรี้ยว ซึ่งความแตก ต่างของเค้กป่าดำ�ที่มีขายอยู่ในเมืองไทยกับเค้กป่าดำ�สูตรต้นตำ�รับนั้น ก็ อยู่ตรงที่บ้านเราไม่นิยมใส่เหล้าลงในเค้ก ไม่ว่าจะเป็นด้วยไม่คุ้นเคยกับ รสเหล้าในขนมหวานหรือจะด้วยความที่เป็นเมืองพุทธและการเสพสุรานั้น ผิดศีล 5 ก็ตามที แต่ในยุโรปมีฤดูหนาวอันทรมาน การกินของหวานที่ให้ พลังงานสูงผสมกับเหล้าจะช่วยทำ�ให้ร่างกายอบอุ่น การผสมเหล้าลงใน ขนมหวานก็ดี หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์ไปพร้อมกับ อาหารก็ดี จึงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง อันมีรากเหง้ามาจากการที่มนุษย์ ต้องต่อสู้กับลักษณะภูมิอากาศอันรุนแรง ทั้งนี้และทั้งนั้น ใครที่เคยได้รับ ประทานเค้กป่าดำ�สไตล์ไทยแล้วก็อยากให้ลองมาสัมผัสกับเค้กป่าดำ�สไตล์ ป่าดำ�แท้ๆ ดูบ้าง หรือใครที่ไม่เคยรู้จักเค้กป่าดำ�มาก่อน เมื่อได้มาเยี่ยมไฟ รบวร์กแล้ว ก็ขอแนะนำ�ให้ลองชิมเค้กป่าดำ�ดูสักที เผื่อว่ากลับเมืองไทย แล้วไปเห็นเค้กป่าดำ�ที่ไหนจะได้บอกคนอื่นได้ว่า “ผมไปกินเค้กป่าดำ�ที่ป่า ดำ�มาแล้วนะ”


ลืมกุญแจ Fix-it ช่วยได้

โดยปกติเวลาเราออกจากบ้านเรามักจะเช็คของกันเสมอว่าเราลืมอะไรไหม

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ กุญแจห้องหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จำ�เป็นต้องพกติดตัว ถ้าหากลืมอะไรไว้ เราก็ยังสามารถกลับมาเอาที่บ้านได้ แต่... ถ้าเป็นกุญแจล่ะ นั่นไง คนที่เคยลืมกุญแจในประเทศเยอรมนีก็คงจะรู้ว่า ความซวยมาเยือนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติ หลายคนอาจยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงนี้ ไม่เคยนึกด้วยซ้ำ�ว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย จริงอยู่มันไม่ใช่ ปัญหาใหญ่โตอะไร แต่มันก็เป็นปัญหา เพราะเราจะต้องเสียเวลาและเงินโดยที่ไม่ควรจะมาเสียอะไรในเรื่องแบบ นี้ บางคนอาจถึงกับเซ็งตนเองด้วยซ้ำ� ยิ่งถ้าวันที่เราลืมกุญแจห้องเป็นช่วงวันธรรมดาเวลาค่ำ�ๆ วันเสาร์ค่ำ�ๆ หรือวัน อาทิตย์ เราก็คงหนีไม่พ้นคำ�ถามที่ว่า ทำ�อย่างไรดี? เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า นั่นไม่ใช่เวลาทำ�งาน โดยเฉพาะคนดูแล หอพักหรือเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า เฮาส์ไมส์เตอร์ (Hausmeister) ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับผู้อ่าน หรือจะไม่เกิดขึ้นกับผู้อ่านอีก ขอให้โชคดี

เฮ้อ

หอพักนักเรียน-นักศึกษาหรือบ้านเช่า หากเราอยในกรณีที่เราลืมกุญแจไว้ในห้องเฉยๆ โดยกุญแจ ไม่ได้เสียบคาประตู ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เราสามารถโทรแจ้งผู้ ดูแลหอพักได้ หรือหากเราอยู่บ้านเช่าก็ให้ใช้วิธีเดียวกันคือแจ้ง เจ้าของบ้าน โดยเราอาจต้องรอประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง ผู้ ดูแลหอพักจะมาไขประตูให้โดยใช้กุญแจสำ�รองและเสียค่าใช้จ่าย ประมาณ 50 ยูโร

ไม่สามารถติดต่อผูด้ แู ลหอพัก หรือผู้ให้บริการกุญแจได้ ก็คงทำ�อะไรไม่ได้และหนีไม่พ้นที่จะต้องรอ รอ รอ และ รอ… บางทีอาจต้องรอถึงเช้าวันถัดไปหรือเช้า วันทำ�งานกันเลยก็เป็นได้


หากเป็นไปได้ไม่ควรเสียบกุญแจคาประตู เพราะการ เสียบกุญแจคาประตูก็ไม่ใช่วิธีการป้องกันการลืม กุญแจที่ถูกต้องมากนัก การมีสติก่อนออกจากห้อง จะช่วยป้องกันการลืมกุญแจได้มากกว่า

ลืมกุญแจไว้ในห้องโดยที่กุญแจเสียบคาประตู เราสามารถเรียกผู้ให้บริการกุญแจเองได้โดยตรง หรือที่เรียกเป็นภาษา เยอรมันว่า ชลึสเซลดีนสท์ (Schlüsseldienst) ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เพราะ ทางผู้ดูแลหอพักจะไม่สามารถไขห้องเราได้หากมีกุญแจเสียบคาประตูอยู่ โดยเราต้องหาเบอร์ผู้ให้บริการกุญแจเอง หรือในกรณีที่หาเบอร์ผู้บริการ กุญแจไม่ได้จริงๆ เราสามารถสอบถามได้ที่ผู้ดูแลหอพัก ซึ่งในการเรียกผู้ ให้บริการกุญแจเราอาจต้องรอถึง 2 ชั่วโมง โดยทางบริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่ มาตามที่อยู่ที่เราแจ้งพร้อมด้วยอุปกรณ์ของเขาที่สามารถไขประตูที่มี กุญแจเสียบคาอยู่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 นาที น่าทึ่งมากๆ และค่าใช้จ่ายอาจสูง ถึง 150-250 ยูโรเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นนักเรียน-นักศึกษาสามารถต่อรอง ราคาได้ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัว


EU Travel

3


3 ท่ามกลางความร้อนระอุของยุโรปในช่วงนี้ หลายๆ คนคงจะนึกถึงเครื่องปรับอากาศใน เมืองไทย ตามด้วยน้ำ�แข็งหรืออะไรเย็นๆ ดับความร้อนอยู่ไม่น้อย...

TSVD Magazine เล่มนี้ จึงขออาสาพาพวกเราไปสัมผัสความเย็นติดลบของขั้วโลกเหนือ เผื่อจะคลายความร้อนรุ่มได้บ้าง แถมด้วยการชมปรากฏการณ์ที่ปกติจะมีแต่ชาวขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่ได้ชม นั่นคือ ปรากฏการณ์แสงเหนือ (Northern Light) หรือที่รู้จักกันในนามว่า ปรากฏการณ์แสงออโรรา (Aurora Borealis) นั่นเอง...


ปรากฏการณ์แสงเหนือในยุโรปจะสามารถเห็นได้ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียตอนบน (ทางเหนือ ของนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์) รัสเซีย กรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ แต่เมื่อคำ�นึงถึงความสะดวกใน การเดินทางประกอบกับค่าใช้จ่ายแล้ว เราจึงเลือกจุดหมายปลายทางการดูแสงเหนือที่เมืองคิรูนา (Kiruna) และหมู่บ้านอบิสโก (Abisko) ในเขตลัปป์ลันด์ (Lappland) ประเทศสวีเดน เนื่องจากมี เครื่องบินจากเยอรมนีไปลงกรุงสตอกโฮล์มอยู่มากมาย เราตัดสินใจเดินทางไปตามล่าแสงเหนือในช่วงวันหยุดปีใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งในช่วงดัง กล่าวของปีจะเกิดปรากฏการณ์ Polar Night (มีกลางคืนมากกว่า 24 ชั่วโมง) ควบคู่ไปด้วย ปกติ แล้วเราสามารถเดินทางจากสตอกโฮล์มไปเมืองคิรูนาได้สองวิธี นั่นคือ การนั่งรถไฟ 17 ชั่วโมง ซึ่ง มีทั้งเที่ยวกลางวันและกลางคืน และแบบที่สองคือนั่งเครื่องบิน 1 ชั่วโมงครึ่งไปลงที่สนามบินคิรู นา เนื่องจากเราอยากทดลองประสบการณ์ทั้งสองแบบ จึงเริ่มต้นทริปด้วยการบินไปลงสตอกโฮล์ม แล้วนั่งรถไฟข้ามคืน ซึ่งจะไปถึงตอนเช้าที่เมืองคิรูนาพอดี โดยรถไฟจะมีที่นั่งหลายประเภทให้เลือก ได้แก่ แบบ Seat คือเก้าอี้นั่ง (ตลอดทาง) แบบ Couchette คือมีเตียงพับหกเตียง มีห้องน้ำ�อยู่ตรง โถง ซึ่ง���ีให้เลือกทั้งแบบเป็นหญิงล้วนหรือแบบคละเพศ หากมากันสี่คนขึ้นไป สามารถจองเป็นห้อง ส่วนตัวได้ แต่หากต้องการห้องแบบไม่ถึงสี่คนและสะดวกสบายมากขึ้น ก็สามารถเลือกห้อง Sleeping car (ราคาจะสูงกว่าแบบ Seat และ Couchette มาก) ซึ่งมีสองแบบ ได้แก่ Sleeping car with WC/shower คือมีห้องน้ำ�และห้องอาบน้ำ�ส่วนตัวในห้อง นอนได้สองคน และ Sleeping car compartment นอนได้สามคน มีอ่างล้างหน้าอยู่ในห้อง และใช้ห้องน้ำ�และที่อาบน้ำ�รวมที่อยู่ตรง โถง ครั้งนี้คณะของเราเลือกห้องแบบ Couchette สำ�หรับหกคน ช่วงที่ยังไม่นอนก็สามารถนั่งปกติ เหมือนห้องในรถไฟธรรมดาได้ ซึ่งจากประสบการณ์ เราขอแนะนำ�ให้หาสมาชิกไปให้ครบหกเพื่อ ความเฮฮาแบบเป็นส่วนตัว แถมประหยัดเงินได้เเยะกว่าห้องชนิดอื่นๆ หากต้องการความประหยัด ดังกล่าว ควรจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน (ถูกจริงจัง) ที่ www.sj.se ส่วนขากลับ เรานั่ง เครื่องบินกลับจากคิรูนาไปลงที่สนามบินอาร์ลันดา (Arlanda) ของสตอกโฮล์ม

Travel Tips หลายๆ คนคงสนใจว่าเรากินอยู่กัน อย่างไรในทริปหนาวๆ ทริปนี้ อันนี้ มีที่มาที่ไป… อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีค่าครอง ชีพค่อนข้างสูง (นอร์เวย์ เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ ตามลำ�ดับ) เราจึง ตัดสินใจที่จะดำ�เนินตามวิถีของคน ท้องถิ่นด้วยการประกอบอาหารกันเอง ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แถมได้ ปริมาณที่มากกว่าในภัตตาคารอย่าง มากมาย เรียกว่าอิ่มกันถ้วนหน้า แม้ มาเที่ยว แถมยังสามารถอิ่มอร่อยแบบ รสชาติไทยๆ ได้ไกลถึงเกือบจะสุด ขั้วโลกเหนือด้วย... เนื่องจากชาวเรา แบกกล่องมาม่าตั้งแต่ออกเดินทางจาก สตอกโฮล์มเพื่อเป็นหัวใจของการกิน อยู่ในทริปนี้


"เมื่อรถไฟเข้าเทียบท่าชานชาลา Kiruna C เราก็รู้สึกได้ถึงความ หนาวที่สุดของชีวิตที่น้อยครั้ง จะมีโอกาสได้มาสัมผัสที่กว่า -30 ถึง -40 องศาเซลเซียส"


โรงแรมน้ำ�แข็งแห่งนี้เป็นแห่งที่ ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของโลก ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับ ประเทศหนาวๆ อื่นๆ ยิ่งขึ้นไปทางเหนือ อุณหภูมิภายนอกรถไฟก็ยิ่งติดลบลงเรื่อยๆ เราสามารถรับรู้ถึงความหนาวที่ กำ�ลังเข้ามาเยือนได้ทันที สังเกตได้จากเวลาที่เดินออกไปเข้าห้องน้ำ�จะเห็นก้อนน้ำ�แข็งเกาะอยู่ตาม ประตูรถไฟ (เหมือนที่เราเห็นในหนังสิ้นโลกของต่างประเทศหลายๆ เรื่อง) และในที่สุดเมื่อรถไฟ เข้าเทียบท่าชานชาลา Kiruna C เราก็รู้สึกได้ถึงความหนาวที่สุดของชีวิตที่น้อยครั้งจะมีโอกาสได้ มาสัมผัสที่กว่า -30 ถึง -40 องศาเซลเซียส (นึกแล้วยังหนาวจนทุกวันนี้...) มาเมืองนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการไปชมโรงแรมน้ำ�แข็งในหมู่บ้านยุคคัสเยร์วี (Jukkasjärvi) ที่เลื่องชื่อ (อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร) ซึ่งสามารถเดินทางไปด้วยรถบัสหรือรถ แท็กซี่ (หากมากันเป็นหมู่คณะ) ว่ากันว่าโรงแรมน้ำ�แข็งแห่งนี้เป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่ง แรกของโลก ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศหนาวๆ อื่นๆ ในโลก ให้สร้างโรงแรมน้ำ�แข็ง ตามอีกมากมาย เมื่อเข้ากลางเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปี สถาปนิกและนักออกแบบจากทั่วโลก จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อตัดก้อนน้ำ�แข็งจากแม่น้ำ�ทอร์เนอ (Torne) ที่อยู่ใกล้เคียง มาเนรมิตเป็น ห้องพักในรูปแบบต่างๆ โรงแรมน้ำ�แข็งแห่งนี้จะเปิดสองลักษณะคือ ช่วงกลางวันจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมภายใน (ราคานักเรียน 200 SEK หรือ 23 EUR) เมื่อตกเย็นก็จะเปิดให้แขกของโรงแรมเข้าพัก สนนราคา ต่อคืนต่อคนประมาณ 1250 - 3500 SEK (141 - 395 EUR) ขึ้นอยู่กับการตกแต่งภายในห้อง โดยภายในห้องจะถูกปรับอุณหภูมิไว้ให้อยู่ระหว่าง -5 ถึง -8 องศาเซลเซียส ซึ่งทีเด็ดไม่ว่าจะเข้า ชมหรือเข้าพักโรงแรมน้ำ�แข็งอีกอย่างหนึ่ง คือการลองนอนบนหนังกวางเรนเดียร์ (ที่มีกลิ่นเป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ไม่น้อย...) ซึ่งวางคลุมบนเตียงน้ำ�แข็งอีกทีหนึ่ง กวางเรนเดียร์เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำ�คัญต่อชาวซอมิ (Sami) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในแคว้นลัปป์ลัน ด์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะสามารถนำ�ทุกส่วนในร่างกายมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมื่อยังมีชีวิตและ ไม่มีชีวิต โดยตอนยังมีชีวิต ชาวซอมิจะใช้กวางเรนเดียร์เพื่อลากขนย้ายสิ่งของบนพื้นหิมะ ปัจจุบัน นี้ยังสามารถเห็นกวางเรนเดียร์ตามธรรมชาติได้ทั่วไป และเมื่อมาถึงดินแดนแห่งนี้ เนื้อกวางเรน เดียร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องลิ้มลอง ซึ่งเมนูยอดฮิตคือ Sautéed reindeer หรือเรนเดียร์ผัด นั่นเอง


Kiruna

เมืองคิรูนา (Kiruna) เป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ ที่อยู่เหนือที่สุดในประเทศสวีเดน มีความสำ�คัญเพราะเป็นเมืองที่ผลิต แร่เหล็กที่มีชื่อของประเทศ (เขาว่ากันว่า.. เหล็กดีต้องที่สวีเดน) บริษัทเหมืองเหล็กชื่อดังของสวีเดน LKAB (LuossavaaraKiirunavaara Aktiebolag) ได้เปิดพิพิธภัณฑ์เหมืองเหล็กใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้เยี่ยมชม ส่วนที่ให้เข้าชมจะอยู่ลึกลงไป ประมาณ 540 เมตร โดยจะต้องไปกับทัวร์ที่มีไกด์นำ�ไปจากศูนย์นักท่องเที่ยวเท่านั้น ค่าเข้าชมราคานักเรียนจะอยู่ที่ 195 SEK หรือประมาณ 22 EUR (มิถุนายน 2555) ซึ่งภายในเหมืองอันใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ มีการจัดแสดงสภาพการทำ�งานของ ชาวเหมืองที่แท้จริงให้เห็นตั้งแต่สมัยอดีตจนกระทั่งทุกวันนี้


เราต้องออกไปตามล่าหาแสง เหนือตามพื้นที่ที่ห่างออกมาจาก ในเมือง โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธี ออกเดินไปตามทางที่เป็นทุ่งกว้างๆ หรือตามถนนที่ไม่มีไฟ และแล้ว...


Light & Night คนส่วนใหญ่มักจะสับสนการเรียก แสงเหนือระหว่าง Northern Light และ Polar Night ซึ่งจริงๆ แล้วทั้ง สองชื่อเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Northern Light คือชื่อเรียก ปรากฏการณ์แสงเหนือ (ปลายก.ย. ถึงกลางเม.ย.) หากแต่ Polar Night (กลางพ.ย. ถึงราวๆ กลางม.ค.) จะ ใช้เรียกช่วงเวลาที่มีกลางคืนมากกว่า 24 ชั่วโมง โดยปรากฏการณ์นี้จะ เกิดขึ้นในเขตขั้วโลกเท่านั้น (ถ้าอยู่ ขั้วโลกเหนือจะเรียกว่า Arctic Circle และขั้วโลกใต้คือ Antarctic Circle) ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นตรงกัน ข้ามกับ Polar Day (กลางพ.ค. ถึง ราวๆ กลางส.ค.) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ พระอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าเป็นเวลา มากกว่า 24 ชั่วโมง หรือที่รู้จักกัน ทั่วไปว่าพระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) นั่นเอง

จะว่าไปโรงแรมน้ำ�แข็งแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ที่พักเท่านั้น หากแต่ยังมีบาร์น้ำ�แข็ง Absolut Ice Bar Jukkasjärvi ไว้ให้ผู้เข้าชมได้ตระการตาไปกับต้นกำ�เนิดบาร์น้ำ�แข็งทั่วโลก ซึ่งบาร์ที่อื่นๆมักจะจำ�กัดเวลา การเข้าไว้ประมาณ 40 นาที หากแต่ที่นี่ เราสามารถใช้เวลาอยู่ภายในบาร์น้ำ�แข็งได้นานตามต้องการ แถมยังมีวอดก้ายี่ห้อดังของสวีเดน คือ Absolut Vodka จำ�หน่ายให้คอทองแดงได้ดื่มด่ำ�ควบคู่ไป กับการนั่งอยู่บนเก้าอี้น้ำ�แข็งที่มีเบาะหนังเรนเดียร์รองไว้อีกด้วย และแล้วก็ได้เวลาหกโมงเย็นพอดี ถึงเวลาที่เราจะออกตามล่าหาพระเอกของทริป คือแสงเหนือ นั่นเอง โดยปกติแล้วแสงเหนือจะปรากฏให้เห็นได้ช่วงฤดูหนาว (ปลายก.ย. ถึงกลางเม.ย.) เวลาที่ดี คือตอนฟ้ามืด ช่วงหกโมงเย็นจนถึงประมาณตีหนึ่งตีสอง แต่ช่วงที่จะเห็นได้ชัดที่สุดคือสี่ทุ่มถึงห้า ทุ่มเนื่องจากแสงเหนือจะปรากฏให้เห็นไม่แน่นอน ถึงแม้จะอยู่ในฤดูที่มักจะปรากฏให้เห็นแล้วก็ตาม (ต้องเรียกว่าแล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ) นอกจากนั้นยังต้องอาศัยคืนที่ฟ้���มืด และบริเวณที่ไม่มี แสงจากหลอดไฟถนนหรือแสงจากในเมืองมารบกวน เราจึงต้องออกไปตามล่าหาแสงเหนือตามพื้นที่ ที่ห่างออกมาจากในเมือง โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีออกเดินไปตามทางที่เป็นทุ่งกว้างๆ หรือตามถนน ที่ไม่มีไฟ และแล้ว ไม่ทันคาดคิด... เราก็โชคดีเหลือบไปเห็นแสงเหนือน้อยๆ ที่พาดผ่านอยู่เหนือ เหมืองเหล็ก LKAB อยู่ไกลๆ พอหอมปากหอมคอ พวกเราก็รีบคว้ากล้องกันมาชักภาพทันทีทันใด (เพราะกลัวไม่ทัน) ก่อนที่แสงเหนือจะร่ำ�ลาจากเราไปจริงๆ รอบนี้แสงเหนือปรากฏให้เห็นรำ�ไรแบบ เรียกน้ำ�ย่อยอยู่ไม่ถึงสี่นาที เนื่องจากยังตามล่าหาแสงเหนือได้ไม่จุใจ ในวันถัดมาเราจึงตัดสินใจเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่ อยู่สูงกว่าคิรูนา คือหมู่บ้านอบิสโก ซึ่งห่างไปจากเมืองคิรูนา เกือบ 100 กิโลเมตร นั่งรถไฟประมาณ หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย หลายๆ คนมักจะสับสนกับป้ายรถไฟที่นี่ เนื่องจากที่นี่มี 2 ป้าย 2 สถานี นั่นคือ Abisko Östra และ Abisko Turiststation (ห้ามงง) เนื่องจากจุดหมายปลายทางของเราคือ การเข้าหมู่บ้าน (เล็กๆ) เพื่อไปหากิจกรรมแบบหนาวๆ ทำ� เราจึงลงที่ป้าย Abisko Östra ในขณะที่ อีกป้าย Abisko Turiststation จะเป็นจุดหมายของคนที่ซื้อทัวร์ (แพงนะ) ขึ้นหอคอยไปดูแสงเหนือ โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามต้องบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า แสงเหนือเห็นได้ไม่ยาก ไม่จำ�เป็นต้องเสียเงินซื้อ ทัวร์ราคาแพง ตราบใดที่เราสามารถเดินหาพื้นที่ที่มืดได้เองและเป็นช่วงเวลาที่แสงเหนือโผล่ขึ้นมา พอดี เพราะฉะนั้นคิดให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ชมแสงเหนือต่างๆ ที่แพงเกินไป ซึ่งโฆษณาอยู่ทั่วไป ตามแหล่งท่องเที่ยวแถบนี้ เมื่อมาถึงอบิสโก ก็จัดแจงเข้าที่พัก ซึ่งเราติดต่อไว้ล่วงหน้าเป็นแพ็คเกจราคานักเรียน รวมที่พัก รองเท้าและชุดกันหนาว (ลักษณะเหมือนชุดมนุษย์อวกาศหรือชุดหมี) อุปกรณ์เล่นสกีครอสคันทรี (Cross-Country Skiing) และที่สำ�คัญที่สุดคือกิจกรรมหมาลากเลื่อน (Dog Sledding) ที่ใครมาถึง ดินแดนลัปป์ลันด์แล้ว ต้องลองสักครั้งหนึ่ง...


เมื่อพักเหนื่อยหายแล้ว... ถึงเวลาดี (ประมาณสี่ห้าทุ่มเป็นต้นไป) พวกเราจึงเริ่มได้ทีออกตามล่า หาแสงเหนือกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เราเลือกไปตรงบริเวณที่มีทะเลสาบ (ซึ่งน้ำ�ในทะเลสาบก็แข็ง เนื่องจากอุณหภูมิติดลบ...) เพราะจะปราศจากแสงรบกวน แล้วก็รอ... ร้อ... รอ... จนในที่สุด เขาก็ มา… เป็นประสบการณ์ที่อึ้ง... ทึ่ง... เสียว... อยู่ไม่น้อย เพราะเราจะเห็นเหมือนมีม่านสีเขียวไหลพริ้ว อยู่ตรงหน้า ขยับไปมาใกล้บ้าง ไกลบ้าง เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ก็ไม่ใช่... มาปรากฏอยู่แล้วก็หาย ไป แล้วก็มาใหม่ เมื่อหายไป พวกเราก็ตามเพ่งหากันทั่วฟ้า เมื่อไหร่ที่ใครเห็นอะไรแปลกๆ ใช่หรือ ไม่ใช่แสงเหนือ ก็เรียกกันดูจ้าละหวั่น พอโผล่มาสักครั้งก็ต้องรีบชักภาพเก็บไว้แทบจะไม่ทันกันเลย ทีเดียว... เช้าวันถัดมาเราตระเตรียมแต่งตัวกันเต็มที่ (กันหนาว) เพื่อมาลองกิจกรรมฤดูหนาวแถบลัปป์ลันด์ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การบังคับหมาลากเลื่อน โดยหมาพันธุ์ที่ชาวซอมิใช้กันอย่างแพร่หลายก็ คือพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี (Siberian Husky) เพราะอดทนต่อความหนาวเย็นได้สูง แถมยังถูกฝึกมา โดยเฉพาะในการลากเลื่อนบรรทุกของบนพื้นน้ำ�แข็งและพื้นหิมะ โดยขั้นแรกเจ้าของคอกแนะนำ�เรา ว่า ให้ทำ�ความรู้จักกับเจ้าไซบีเรียน ฮัสกีที่จะใช้ลากเลื่อนของเรา ด้วยการเข้าไปลูบหัว แล้วนำ�แต่ละ ตัวมาผูกกับเชือกที่ต่อลากเลื่อนด้วยตนเอง ซึ่งจะใช้หมาทั้งหมด 4 ตัว ต่อการลากเลื่อนหนึ่งคนที่เราต้องบังคับเอง โดยตัวแรกจะต้องมีทักษะ ที่จะนำ�ตัวอื่นๆ (มีแรงเยอะ) และมีความกล้าที่จะนำ�ฝูงไปข้างหน้าในที่ที่ไม่มีใครนำ�อยู่ได้ การลาก เลื่อนนี้เราจะต้องบังคับตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งกับเลื่อนและเจ้าหมา โดยบังคับให้วิ่งไปในทิศทาง เดียวกัน และคอยบังคับการเบรกเมื่อใกล้จะถึงเลื่อนของคนข้างหน้า (เป็นที่เหยียบแบบเหล็ก ฟันปลาอยู่ที่เท้าขวา ไว้ครูดกับพื้นน้ำ�แข็งเมื่อต้องการให้หยุด) ซึ่งในหลายชั่วโมงนี้ ก็ได้เห็นชาวเรา ล้มลุกคลุกคลานเพราะบังคับเลื่อนไม่ทัน หรือเสียหลักล้มไปมาจากการตีวงเลี้ยวมากอยู่ แถมบาง ครั้งก็เกิดเรื่องตลกคือหมาบางตัวเกิดถ่ายมูลขณะที่กำ�ลังวิ่งอยู่ (ปวดพอดี... ห้ามได้ยาก) ทั้งบางตัว ก็ผายลมออกมาให้สับสนกันเองว่าเป็นฝีมือของคนหรือเจ้าหมากันแน่... ประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งที่น่าลิ้มลองก่อนที่สังขารจะไม่ไหว คือการลองมีชีวิตอยู่ภายใต้อุณหภูมิ ติดลบกว่าสามสิบถึงสี่สิบองศาภายนอกอาคาร ซึ่งบอกได้เลยว่าหนาวแบบไม่มีคำ�บรรยายใดๆ จริงๆ โดยเราสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกอาคารได้ด้วยชุดกันหนาวที่ดูเหมือนชุดของมนุษย์อวกาศ หรือชุดหมีที่ทางที่พักจัดไว้ให้ นอกจากนั้นก็ต้องหาหมวกไหมพรมหรือผ้าพันคอมาพันหน้าพันตา กันเอง เพราะหากอยู่ข้างนอกนานๆ จะเกิดอาการน้ำ�แข็งกัด (Frostbite) และเกาะได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่ง จะเกิดอาการแสบคันตามบริเวณที่เย็นมาก หากอาการหนัก ผิวหนังอาจจะลอกออกมาได้ อย่างที่เรา เดินไปมาอยู่ข้างนอกประมาณ 5 นาที ก็มีน้ำ�แข็งมาเกาะที่ผมและขนตา หนักจนเกือบกะพริบตาไม่ ขึ้น แถมยังเป็นสีขาว แลดูเหมือนคนมีอายุอีกต่างหาก นอกเหนือจากกิจกรรมหลักๆ ดังกล่าว คนส่วนใหญ่ที่มาเยือนดินแดนนี้ในฤดูหนาวมักจะซื้อทัวร์ หรือเช่ารถสโนว์โมบิล (Snowmobile) ขับลุยพื้นหิมะท่องไปในดินแดนลัปป์ลันด์ โดยคนขับจะ ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถ (สำ�หรับคนไทยสามารถนำ�ใบขับขี่สากลมาใช้ได้) หนึ่งคันจะสามารถนั่งได้ สองคน (รวมคนขับ) นอกจากนั้นการตกปลาจากทะเลสาบน้ำ�แข็งก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเจาะพื้น

การลากเลื่อ ส่วนหนึ่งกับ ไปในทิศทาง เมื่อใกล้จะถ


อนนี้เราจะต้องบังคับตนเองให้เป็น บเลื่อนและเจ้าหมา โดยบังคับให้วิ่ง งเดียวกัน และคอยบังคับการเบรก ถึงเลื่อนของคนข้างหน้า


ทะเลสาบลงไปเป็นรูไม่เล็กไม่ใหญ่ หย่อนเบ็ดลงไป แล้วก็ “รอ” ซึ่งเป็นส่วนสำ�คัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าได้ปลาเมื่อไหร่ คนตกก็จะตื่นเต้นระคนภาคภูมิใจมากกว่าการตกปลาในช่วงเวลาปกติเป็น ไหนๆ การเล่นสกีครอสคันทรีก็เป็นอีกหนึ่งกีฬาเบาๆ ที่สามารถหาเล่นได้ในแถบนี้ โดยส่วนใหญ่จะเล่น บนทางราบและเนินหิมะเล็กๆ ให้พอกระชุ่มกระชวย ซึ่งสามารถหาเช่าอุปกรณ์ได้ทั่วไปในเมือง หรือ บางทีอาจมาพร้อมกับแพ็คเกจที่พักและกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนั้นใครที่อยากผ่อนคลายจากกิจกร รมหนักๆ ระหว่างวัน ชาวซอมิมีการเซาว์น่าแบบพื้นเมืองของตนเองที่เรียกว่า Swedish Mountain Sauna ซึ่งคนที่อยากลอง ต้องแก้ผ้าผ่อนให้หมดและมีความกล้าเป็นอย่างสูงเพราะเป็นเซาว์น่าแบบ ไม่แยกเพศ ชาวเราจึงตัดสินใจส่งหนุ่มๆ ในคณะลงไปประลอง ซึ่งหนุ่มๆ ผู้กล้าทั้งหลายก็ดูจะพึง พอใจและผ่อนคลายกับกิจกรรมนี้อยู่มากโข... นี่ก็เข้าใกล้ฤดูแสงเหนือมาเยือนโลกแล้ว หวังว่าหลายๆ คนคงจะหาโอกาสดีๆ ไปยลแสงเหนือกัน ถ้วนหน้านะคะ... จริงอยู่ว่า หลายๆ คนคิดว่าการเดินทางไปดูแสงเหนือในแถบประเทศสแกนดิเน เวียนั้นยาก อาจเพราะการเดินทางที่ลำ�บากเนื่องจากค่อนข้างไกล และที่สำ�คัญคือคิดว่ามีราคาแพง มาก จึงตัดสินใจล้มเลิกโอกาสดีๆ ดังกล่าวในที่สุด แต่���ี่จริงแล้ว การเดินทางไปดูแสงเหนือทุกวันนี้ ค่อนข้างสะดวก เป็นระบบ ยิ่งถ้าหากเราตระเตรียมการเดินทาง ทั้งจองที่พัก กิจกรรมฤดูหนาวต่างๆ และตั๋วเดินทางไว้ล่วงหน้า 2-3 เดือน ก็จะลดค่าใช้จ่ายจริงไปได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการซื้อใน เวลาปกติ นอกจากนั้นการจองล่วงหน้ายังเกิดผลดีแก่ผู้เดินทาง เพราะที่พักดีๆ ราคาถูกมักจะหายาก และถูกจองไปล่วงหน้าแล้ว โดยยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายจริงที่ชาวเราไปผจญภัยนั้น 6 วัน ประมาณ 550 ยูโร (22,000 บาท) ต่อคน ซึ่งถือว่าคุ้มมากมายกับการได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมการดำ�เนินชีวิตของชาวขั้วโลกเหนืออีกด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งสำ�คัญ ที่สุดในการเดินทางไปดูแสงเหนือคือ “ใจ” ที่ตั้งมั่นในการชมแสงเหนือ เพราะบางครั้งการเฝ้ารอ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะปรากฏขึ้นไม่แน่นอนในแต่ละวัน ประกอบกับความหนาวเย็นสุดขั้ว อาจ ทำ�ให้เราเกิดความ “ท้อ” ในการรอคอยได้ แต่หากว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาฟ้าเปิด ไร้เมฆ มืดมิดพอที่ จะเห็นแสงเหนือได้ ประกอบกับเรามีจิตตั้งมั่นพอว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้ แสงเหนือที่ว่าพบเห็น ได้ยาก ก็มักจะไม่ทำ�ให้คนที่เฝ้ารอต้องผิดหวังและกลับบ้านมือเปล่าอย่างแน่นอน...


สิ่งสำ�คัญที่สุดในการเดินทางไปดู แสงเหนือคือ “ใจ” ที่ตั้งมั่น


เคล็ดลับเด็ดๆ

น ิ ห ด ุ ส อ ื น ห เ ง การถ่ายภาพแส ISO:400+ Blub

การแต่งกาย ควรเตรียมเครื่องแต่ง กายให้เหมาะสมและอบอุ่นเพียงพอ ซึ่งไม่ควรมองข้ามระยะเวลาที่ต้อง รอแสงเหนือในอากาศที่หนาวเย็น จัดเป็นเวลานาน

ควรมองหาสถานที่ที่เหมาะสมใน เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ขาตั้ง ช่วงเวลากลางวันหรือก่อนท้องฟ้า กล้องและการตั้งค่าของตัวกล้อง จะมืดสนิทไว้ล่วงหน้า เพื่อกลับมา ดูแสงเหนือตอนฟ้ามืดแล้ว ควร เป็นบริเวณที่ห่างไกลจากเมือง เพื่อ หลีกเลี่ยงแสงไฟและหมอกควันจาก อุตสาหกรรมต่างๆ

ในขณะที่รอดูแสงเหนือนั้น ควรเก็บ กล้องถ่ายรูปไว้ในกระเป๋ากล้อง เพื่อ ป้องกันตัวกล้องจากความเย็นของ สภาวะแวดล้อม หากตัวกล้องไม่ ได้อยู่ในกระเป๋า ควรหันหน้าเลนส์ ลงพื้นเพื่อป้องกันน้ำ�แข็งเกาะบริเวณ หน้าเลนส์

อุปกรณ์ที่จำ�เป็นในการถ่ายภาพแสงเหนือ

F 2.8 กล้องถ่ายภาพที่สามารถตั้ง ความเร็วของชัตเตอร์ได้

เลนส์มุมกว้างและมีค่า F ต่ำ�

ขาตั้งกล้อง

รีโมทแบบมีสายลั่นชัตเตอร์ ไฟฉาย ใช้ในการนำ�ทางและเตรียม อุปกรณ์ (ดูไม่สำ�คัญ... แต่สำ�คัญ มาก)


การตั้งค่าของตัวกล้อง 1. ตั้งค่าความไวแสง (ISO) ประมาณ 400 - 800 ไม่ควรตั้งค่า ISO ให้สูงมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสัญญาณ รบกวน (Noise) ในจุดที่เป็นที่มืดในภาพ 2. ความเร็วของชัตเตอร์ควรตั้งเป็นโหมด Bulb และหากมีสายลั่นชัตเตอร์ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการถ่าย ภาพมากขึ้นในการล็อกชัตเตอร์ 3. เลือกระบบโฟกัสแบบ Manual และตั้งระยะโฟกัสที่ Infinity หรือเปิดระบบ Auto Focus แล้วทำ�การโฟกัสไป ที่ดวงจันทร์ แล้วจึงค่อยเปิดเป็นระบบ Manual Focus เวลาที่จะถ่ายภาพแสงเหนือ 4. ควรมีแบตเตอรี่สำ�รองอย่างน้อย 1 ก้อน โดยเก็บแบตเตอรี่สำ�รองไว้ในกระเป๋าหรือบริเวณที่อุ่น เนื่องจากที่ อุณหภูมิต่ำ� อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะสั้นกว่าอุณหภูมิปกติ และการเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานในขณะถ่าย ภาพ ตัวกล้องจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มากกว่าปกติ 5. ในกล้องบางรุ่นอาจมีฟังก์ชัน Long Exposure Noise Reduction ควรเปิดฟังก์ชันนี้เพื่อลดสัญญาณรบกวน ในกรณีที่ถ่ายภาพโดยเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานาน 6. ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอ LCD บนกล้องในระดับต่ำ� เพราะในสภาวะแวดล้อมที่มืดมิด จอ LCD ที่สว่างเกิน ไป อาจทำ�ให้ภาพที่เห็นบนจอผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง หากเป็นไปได้ ให้ดู Histogram ของภาพเป็นหลัก 7. ขาตั้งกล้องที่ใช้ควรสูงเพียงพอและมีความมั่นคง เหมาะสมกับน้ำ�หนักของตัวกล้องและเลนส์ และควรจะมีหัว ที่ทำ�การปรับมุมเงยได้ 8. ควรถอดฟิลเตอร์ทุกชนิดออกจากหน้าเลนส์ขณะทำ�การถ่ายภาพ

ขณะถ่ายภาพ

- หลังจากเห็นปรากฎการณ์แสงเหนือแล้ว ควรรีบถ่ายภาพการเกิดปรากฎการณ์แสงเหนือ “เผื่อไว้” ในทุกครั้ง เพราะแต่ละครั้งจะเกิดในระยะเวลาที่ไม่แน่นอน อาจเกิดเพียงแค่ไม่กี่นาที และควรคำ�นึงถึงระยะเวลาที่เริ่มถ่าย และระยะเวลาที่กล้องทำ�การเปิดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพด้วย - ระยะเวลาในการเปิดชัตเตอร์นั้น ขึ้นอยู่กับความสว่างของตัวเลนส์ (F-Stop) และความสว่างของแสงเหนือเอง ด้วย ที่ความสว่างของแสงเหนือปกติ ความเร็วของชัตเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น ความสว่างของเลนส์ F 2.8 ความเร็วชัตเตอร์ ประมาณ 30 วินาที ที่ ISO 400 ความสว่างของเลนส์ F 3.5 ความเร็วชัตเตอร์ ประมาณ 45 วินาที ที่ ISO 400 - ควรระมัดระวังการหายใจในบริเวณที่ใกล้กับตัวกล้อง เนื่องด้วยในสภาวะอากาศหนาวเย็น ลมหายใจจะมีไอน้ำ� ปะปนอยู่ในปริมาณสูง - หากต้องการถ่ายรูปบุคคลกับแสงเหนือ สามารถทำ�ได้โดยการเปิดแฟลช โดยให้โฟกัสที่ตัวบุคคล - หลังจากกลับเข้าที่พัก ไม่ควรนำ�กล้องออกจากกระเป๋าทันที ควรเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อให้ความเย็นของตัวกล้อง ค่อยๆ กลับเข้าสู่อุณหภูมิห้องอย่างช้าๆ เสียก่อน


VINTAGE

FUNK


ขอขอบคุณ นางแบบ นายแบบ ภาพโดย


Special Scoop!

นรก สวรรค์ หรือ ภาพลวงตา

คนไทยในกองทัพนาซี


หลังจากอาศัยในบรัสเซลส์ได้เดือนเศษ สงครามระหว่างเยอรมนีและโปแลนด์ก็เริ่ม ต้นขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 และต่อ ด้วยสงครามเยอรมนีบุกนอร์เวย์ พันเอกวิชาเป็นนักเรียนเทคนิคทหารบกที่สอบชิงทุนกระทรวง กลาโหมได้ไปศึกษาวิชาทหารในทวีปยุโรป โดยออกเดินทางจาก

ในขณะนั้น มีนักเรียนและข้าราชการไทยอาศัยอยู่ในกรุงบรัสเซลส์พอ สมควร ทุกคนสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี พันเอกวิชาได้ ประเทศไทยพร้อมคณะนักเรียนไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทหารและ เข้าศึกษาในสถาบันมิโชต์ มงเฌนาสต์ (Institute Michot Mongenast) แพทย์ที่ไปศึกษาต่อในประเทศต่างกันไปตามสาขาของแต่ละคน กล่าวคือ ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939 ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนนายร้อยจากเมือง ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม โดยตัวพันเอกวิชาได้ ไทยมาศึกษาอยู่ตลอด จึงคุ้นเคยกับคนไทย หลังจากอาศัยในบรัสเซลส์ ทุนไปศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยทหารบก ประเทศเบลเยี่ยม ทั้งหมดออก ได้เดือนเศษ สงครามระหว่างเยอรมนีและโปแลนด์ก็เริ่มต้นขึ้นในเดือน เดินทางในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) (ก่อนเยอรมนียึด กันยายน ค.ศ. 1939 และต่อด้วยสงครามเยอรมนีบุกนอร์เวย์ ในขณะ โปแลนด์ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นสงครามโลก นั้นเบลเยี่ยมยังวางตัวเป็นกลางจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จนกระทั่ง เช้าของวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 เยอรมนีส่งเครื่องบินรบติด ครั้งที่สองอย่างเป็นทางการเพียงสองเดือน - ผู้เขียน) การเดินทางในยุค สมัยนั้นเริ่มจากรถไฟที่หัวลำ�โพง มุ่งหน้าออกทิศตะวันตกทางนครปฐม- เครื่องหมายสวัสติกะเข้าโจมตีกรุงบรัสเซลส์ จึงทำ�ให้เบลเยี่ยมประกาศกฎ อัยการศึกในวันเดียวกัน ทางฝ่ายนักเรียนไทย ในวันรุ่งขึ้นก็ได้รับโทรเลข เพชรบุรี แล้ววกลงใต้ผ่านภาคใต้ของประเทศไทย เข้ามาเลเซียโดยผ่าน จากรัฐบาลให้รายงานตัวที่ปารีส ทำ�ให้ทุกคนต้องหยุดการเรียนและเดิน ปีนัง แล้วสิ้นสุดที่สิงคโปร์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรือเดินสมุทรเพื่อเดินทาง ต่อ จากสิงคโปร์เรือจะเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย วกขึ้นทิศเหนือทางทะเลแดง ทางตามคำ�สั่ง ผ่านคลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ ก่อนเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านน่าน ในขณะที่นักเรียนไทยเดินทางถึงปารีสกลางเดือนพฤษภาคม ฝรั่งเศส น้ำ�ของประเทศอิตาลีในปัจจุบัน และเข้าเทียบท่าที่มาร์เซยล์ (Marseille) ยังไม่ได้ทำ�การรบ เพียงตรึงกำ�ลังกันอยู่ เนื่องจากเยอรมนีแบ่งกำ�ลัง ประเทศฝรั่งเศส แล้วแยกย้ายเดินทางต่อไปยังประเทศจุดหมายของแต่ละ ไปใช้ส่วนอื่นและกองทหารฝรั่งเศสไม่พร้อมกับการรบ แต่หลังจากเริ่ม คน กลุ่มนักเรียนไทยที่จะไปเบลเยี่ยม หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมือง โจมตีเบลเยี่ยมแล้ว เยอรมนีก็ใช้กองทัพรถถัง Panzer division เข้า โจมตีฝรั่งเศสทางป่าอาร์เดน ผลคือ ยึดได้โดยสะดวก แล้วเริ่มขยาย ที่มาร์เซยล์ ก็เดินทางต่อโดยรถไฟสู่ปารีส และจากปารีสสู่บรัสเซลส์

บทความนี้เขียนขึ้นโดยสรุปจากหนังสือ “คนไทยในกองทัพนาซี” เขียนโดยพันเอกวิชา ฐิต วัฒน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับชีวิตนายทหารในกองทัพ นาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงหาข้อมูลเพิ่มเติมในบางส่วนเพื่อขยายความ เชื่อมโยง และเปรียบเทียบยุคสมัยของสงครามและชีวิตของกลุ่มนักเรียนไทยในเยอรมนี


ผลเข้ายึดเมืองต่างๆของฝรั่งเศสต่อไป ด้วยเหตุผลของความ ปลอดภัย สถานทูตไทยในปารีสจึงส่งนักเรียนไทยจากที่ต่างๆ ในยุโรปที่มารวมตัวอยู่ที่ปารีสในขณะนั้นไปหัวเมืองทางใต้ ของฝรั่งเศสเช่น ปัวติเยร์ส์ (Poitiers) โกญัค (cognac) บอร์ โดซ์ (Bordeaux) เป็นต้น ตัวพันเอกวิชาโดนส่งตัวไปที่ปัวติ เยร์ส์ แต่แล้วเมื่อเบลเย่ียมประกาศขอสงบศึก ปารีสโดนล้อม ปัว ติเยร์ส์ก็เริ่มถูกโจมตีทางอากาศ จนในที่สุด จอมพลเปแตงของ ฝรั่งเศสก็เจรจาขอสงบศึกเพราะเห็นว่าไม่อาจสู้ได้ เยอรมนีก็ เข้าครอบครองส่วนสำ�คัญของฝรั่งเศสรวมถึงปัวติเยร์ส์ เมื่อ เวลาผ่านไประยะหนึ่ง กองทัพนาซีรุกคืบจน ครองครองพื้นที่มหาศาล

อาหารและการใช้จ่ายของชาวเมืองทุกคน ซึ่งคำ�นวณกันอย่างละเอียด เช่น บุคคลที่อายุเกิน 18 ปีและไม่เจ็บป่วยจะได้รับอาหารวันละ 2,400 แคลอรี เด็กอายุ 3-14 ปี และ 14-18 ปี ก็ได้รับในปริมาณต่างกันไป และด้วย เทคโนโลยี รัฐบาลพยายามผลิตอาหารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น เนย กาแฟ แยม และนม เป็นต้น เสื้อผ้าก็มีบัตรเสื้อผ้า โดยบัตรนี้จะมี 50 จุดสำ�หรับ หนึ่งปี เสื้อเชิ้ตมีค่า 25 จุด เสื้อกางเกงหนึ่งชุด 100 จุด เสื้อคลุม 120 จุด กล่าวคือ ถ้าชาวเยอรมันจะซื้อเสื้อคลุมใหม่ต้องรอถึงปีที่สามโดยไม่ซื้อ เสื้อผ้าเลย จากบันทึกของพันเอกวิชา พลเมืองเบอร์ลินมีระเบียบวินัยมาก สถานที่ต่างๆ สะอาดเป็นระเบียบ มีระบบซับซ้อนต่างๆ และมีเทคโนโลยีที่ นำ�สมัยกว่าประเทศอื่นในยุโรป เช่น บันไดเลื่อนที่หยุดเองได้เมื่อไม่มีการ ใช้งานและทำ�งานเองเมื่อมีคนเดินผ่านตัวตรวจจับ รถไฟ S-Bahn และ U-Bahn ก็เดินรถตรงตามตารางเวลา คนไทยที่อาศัยในเบอร์ลินขณะ นั้น นอกจากคณะทูต ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยประจำ�เบอร์ลินก็คือ พระ ประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) (หนึ่งในสี่หัวหน้าคณะราษฎร - ผู้เขียน) ก็ สถานการณ์ใน ยังมีนักเรียนทหาร นักเรียนพลเรือน นายแพทย์และคนไทยที่ไปตั้งรกราก ยุโรปเริ่มทรงตัว รัฐบาล ในเยอรมนี ทั้งหมดประมาณ 20-30 คน ไทยก็มีคำ�สั่งให้นักเรียนทั้งหลายกลับเข้า วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1940 พันเอกวิชาก็ย้ายไปลิคเตอร์เฟลเดอ (Liเรียนต่อโดยเปลี่ยนสถานที่ โดยขึ้นอยู่กับ chterfelde) ชานเมืองเบอร์ลิน (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน - ผู้ ข้อตกลงของรัฐบาลไทยและรัฐบาลของประ เขียน) แต่ต้องเข้ามาศึกษาภาษาเยอรมันในตัวเมือง ความเป็นอยู่ค่อนข้าง เทศนั้นๆ นักเรียนบางคนต้องกลับไทย ที่เหลือก็ ลำ�บากเพราะทุกอย่างถูกจำ�กัด เงินจากรัฐบาลก็ถูกส่งมาไม่สม่ำ�เสมอ การ แยกย้ายกันไปประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา โจมตีทางอากาศจากกองทัพอังกฤษก็มีแทบทุกคืน ต้องคอยลงหลุมหลบ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และเยอรมนี นี่ ภัยจนแทบไม่ได้นอน เครื่องบินจะผ่านช่วงตีหนึ่งเสมอเพื่อจะเข้าไปทิ้ง จึงเป็นจุดสำ�คัญให้นักเรียนไทยกลุ่มหนึ่งเดินทาง ระเบิดในใจกลางกรุงเบอร์ลิน การลงหลุมหลบภัยก็ต้องนำ�เอกสารและ ไปเบอร์ลิน และแน่นอนที่สุดพันเอกวิชา ฐิตวัฒน์ เสื้อผ้าไปด้วยเสมอเผื่อบ้านที่อาศัยถูกไฟไหม้ คือหนึ่งในนักเรียนไทยกลุ่มนั้น การเข้าศึกษาต่อวิชาทหารในเยอรมันโดยผ่านการเจรจาของรัฐบาลเป็นไป วันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1940 คณะนักเรียนไทย ได้ยาก เพราะประเทศไทยยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่พันธมิตรกับเยอรมนี ออกเดินทางจากปารีสเข้าสู่เบอร์ลิน ในขณะนั้น และฝ่ายอักษะ ในเบื้องต้นนักเรียนทหารไทยจึงได้รับคำ�สั่งจากกระทรวง อังกฤษเริ่มโจมตีเบอร์ลินทางอากาศแล้ว ในเมือง กลาโหมให้สมทบในกองบังคับการทูตทหารไทย แล้วหาโอกาสดูงานตาม อยู่ในสภาพสงคราม มีการพรางไฟเวลากลางคืน สมควร ซึ่งก็ไม่สามารถรู้ถึงรายละเอียดได้ นักเรียนทหารไทย เมื่อไม่มีทาง เริ่มการใช้บัตรอาหารและสินค้า เพื่อจำ�กัดปริมาณ เลือกอื่น ไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ จึงตัดสินใจช่วยตัวเองโดยยื่นใบ


ตัวพันเอกวิชาโดนส่งตัวไปที่ปัวติ เยร์ส์ แต่แล้วเมื่อเบลเย่ียมประกาศ ขอสงบศึก ปารีสโดนล้อม ปัวติ เยร์ส์ก็เริ่มถูกโจมตีทางอากาศ


ในปีนั้นจึงมีนักเรียนนายร้อยไทยในกองทัพ เยอรมันสี่คน ประกอบด้วย คุณบุญช่วย ทอง ปรีชา เป็นทหารรถถัง คุณชายน้อย โกมารกุล ณ นคร เป็นทหารรถถัง คุณบุญเรือนเป็นทหารราบ และพันเอกวิชาเป็นทหารสื่อสาร อาสาสมัครเป็นทหารเยอรมัน โดยไม่มีการเจรจาทางการทูต ข้อบังคับผู้เข้า รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนนายทหารมีสามข้อคือ ไม่มีเลือดยิว สำ�เร็จชั้น มัธยมบริบูรณ์ และผ่านการตรวจสอบจิตวิทยา การสอบคัดเลือกใช้เวลา สามวัน วันแรกเป็นการตรวจสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อดูความคล่อง ตัวและการควบคุมร่างกาย วันที่สองทดสอบการรับรู้เช่น ตรวจปฏิกิริยา สำ�หรับการขับขี่ ประสาทสัมผัส รวมถึงมีการเล่นหมากรุก วันสุดท้าย ทดสอบจินตนาการและภาษา โดยต้องแต่งเรียงความ เขียนภาพ โต้วาที เพื่อดูว่ามีความสามารถตรงตามเหล่าที่ต้องการศึกษาหรือไม่ โรงเรียนนาย ร้อยเยอรมันในยุคนั้นต่างจากโรงเรียนนายร้อยในประเทศอื่น คือ ต่าง เหล่าต่างผลิตทหารของตนเอง เท่ากับต้องเรียนโรงเรียนเหล่าใหม่ตั้งแต่ ต้น แม้จะผ่านการอบรมมาเป็นสิบปีก็ตาม ถ้ายังไม่ผ่านโรงเรียนเหล่าของ ตน ก็ยังไม่สามารถเป็นนายทหารได้ ผลจากการสอบครั้งนั้น คนไทยที่

เข้ารับการคัดเลือกสอบผ่านทุกคน ในปีนั้นจึงมีนักเรียนนายร้อยไทยใน กองทัพเยอรมันสี่คน ประกอบด้วย คุณบุญช่วย ทองปรีชา เป็นทหารรถ ถัง คุณชายน้อย โกมารกุล ณ นคร เป็นทหารรถถัง คุณบุญเรือนเป็นทหาร ราบ (ไม่สามารถหาข้อมูลชั้นยศของแต่ละท่านได้ จึงขอใช้คำ�นำ�หน้าว่าคุณ - ผู้เขียน) และพันเอกวิชาเป็นทหารสื่อสาร พันเอกวิชาถูกส่งเข้าโรงเรียนที่ฮันโนเวอร์ แหล่งผลิตทหารสื่อสาร ก่อน จะเข้าโรงเรียนเหล่าในเยอรมนี ในขณ���นั้นมีหลายแห่ง แต่ที่ฮันโนเวอร์ มีชื่อเสียงที่สุด อีกทั้งเหมาะกับชาวต่างประเทศเพราะเป็นเมืองที่พูดภาษา เยอรมันถูกสำ�เนียงมาตรฐานที่สุด กองพันที่พันเอกวิชาเข้าสังกัดมีชื่อ ทางทหารว่า NAA 13 (Nachrichten Ausbildungsabteilung) ตั้งอยู่ ในกรมซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่เรียกว่า โรงทหารฮินเดนบวร์ก พันเอกวิชาระบุ ว่า มีขนาดประมาณหกเท่าของกระทรวงกลาโหม นักเรียนแยกพักห้องละ


หนึ่งหมู่ คือ 10-12 คน มีเตียงนอนสองชั้นหกเตียง และเตียงชั้นเดียวหนึ่ง เตียงสำ�หรับสำ�หรับผู้บังคับหมู่ที่เป็นนายสิบ มีโต๊ะกลางขนาดใหญ่ ทหาร หนึ่งคนมีตู้ประจำ�ตัวสำ�หรับทุกอย่าง ซึ่งทุกคนต้องจัดในลักษณะเดียวกัน เครื่องแบบทหารมีหลายชุดประกอบด้วย ชุดออกสนาม ชุดหัด ชุดเข้า ห้องเรียน ชุดทำ�งานโยธา ชุดเล่นกีฬา ชุดอาบน้ำ� ชุดนอนและเครื่องแบบ ออกเที่ยว นักเรียนทหารสื่อสารที่ NAA 13 นอกจากพันเอกวิชาที่ไม่ใช่ชาวเยอรมัน แล้ว มีอีกสามคนที่เป็นคนโรมาเนีย ระเบียบวินัยทหารเยอรมันขึ้นชื่อว่า เคร่งครัดมาก นอกจากความรวดเร็วเมื่อเรียกตื่น เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย จัดของ ความสะอาดเครื่องแต่งกาย ห้องนอน และปืนประจำ�ตัวแล้ว ก็ ยังมีการตรวจหลายอย่างที่เคร่งครัด เช่น ตะปูรองเท้าต้องมีครบ 25 ตัว เสมอ ถอดหมวกตรวจว่าหวีผมเรียบร้อยหรือไม่ ทหารเยอรมันบังคับให้ ไว้ผมพอหวีได้ไม่ใช่สั้นเกรียนเหมือนทหารส่วนใหญ่ในหลายๆ ประเทศ ในกระเป๋ามีผ้าเช็ดหน้าตามระเบียบหรือไม่ สะอาดเพียงใด โกนหนวด เรียบร้อยหรือไม่ ถ้าไม่เรียบร้อยอาจโดนสั่งให้โกนใหม่ทั้งหมู่ซ้ำ�แล้วซ้ำ�อีก จนแสบคาง ที่สำ�คัญทุกเช้าเมื่อรวมแล้ว ครูฝึกจะขึ้นไปตรวจห้องพัก ดู ความเรียบร้อยของเตียงและตู้ ถ้ามีเตียงไม่เรียบร้อยจะโดนรื้อให้จัดใหม่ ทั้งห้อง ถ้าใครลืมล็อกตู้ประจำ�ตัวจะโดนรื้อของออกมาทั้งหมดแล้วต้องจัด

ให้เหมือนเดิม ซึ่งต้อง หน้าที่ในหมู่มีสี่เวร ซึ่ง คือ 1. เวรเลี้ยงอาหาร และแจกบัตรอาหาร หนึ่งใบแลกอาหารได้ ห้อง 3. เวรกวาด ส้วม

ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง การแบ่ง ทุกคนต้องทำ�ผลัดกันไป กล่าว ทำ�หน้าที่ขนอาหารมาให้เพื่อน ในมื้อกลางวัน เป็นกฎให้ใช้บัตร หนึ่งมื้อ 2. เวรทำ�ความสะอาด นอกชาน และ 4. เวรห้องน้ำ�และ

ทุกมื้อกลางวัน ไปรับประทานอาหาร เพื่อจะได้คุ้นเคยกับ บังคับบัญชา สำ�รวม ในเรื่องการกิน คือ ทหารจนถึงนายพล ต่างตรงที่ในสโมสร เท่านั้น อัตราการปัน ทหารในสนามรบได้ รับบาดเจ็บในช่วงพัก

นักเรียนนายร้อยต้องผลัดกัน ที่สโมสรนายทหารวันละ 12 คน ธรรมเนียมเข้าสังคม ชินกับผู้ แต่ไม่ลนลาน สิ่งที่น่าสนใจมาก ในกองทัพเยอรมันตั้งแต่พล ล้วนได้รับอาหารเหมือนกันหมด นายทหารจะใส่ภาชนะที่ดีกว่า ส่วนอาหารแบ่งตามหน้าที่ พวก มากที่สุด รองมาคือทหารที่ได้ ฟื้น รองมาคือทหารที่รับการ


ฝึก และสุดท้ายทหารที่ทำ�งานตามกระทรวงจะได้รับส่วนแบ่งเท่าพลเรือน ทั่วไป อาหารหลักคือขนมปังดำ� มีส่วนผสมของข้าวเปลือกและฝุ่นที่บด จากฟางข้าวหรือขี้เลื่อยเพื่อให้หนักท้อง ทหารใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ สูบบุหรี่ ต้องผ่านสามเดือนแรกจึงสามารถสูบได้ แต่เฉพาะหลัง 18 นาฬิกา การสาบานธงก็เป็นธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ของทหาร กล่าวคือ ทุกคนจะ ต้องกล่าวคำ�สาบานเมื่อเข้ากรมมาได้ประมาณหนึ่งเดือน คำ�สาบานจะจบ ด้วยประโยคที่ว่า “ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังไม่หมดลมหายใจ ชีวิตและเลือด เนื้อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอเตรียมพร้อมที่จะสละให้ปิตุภูมิและท่านผู้นำ�” (ผู้นำ�ในที่นี้มาจากคำ�ว่า Führer ซึ่งหมายถึงฮิตเลอร์นั่นเอง - ผู้เขียน) แต่สำ�หรับทหารที่ไม่ใช่เยอรมัน จะเปลี่ยนเป็น “ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังรับ ราชการอยู่ในกองทัพบกเยอรมัน...” แทน เรื่องความหนักของการฝึกและเรียนนั้น พันเอกวิชาถึงกับ บันทึกไว้ว่า แค่ช่วงเดือนแรกก็รู้สึกว่ามากกว่าโรงเรียน นายทหารในประเทศไทยที่ฝึกมาทั้งปีเสียอีก นอกจากวิชาสื่อสารซึ่งเป็นวิชาหลักแล้ว ยังต้องเรียนขี่ม้า ขับยานยนต์ต่างๆ ตั้งแต่จักรยานจนถึงรถบรรทุก เรียนเข้าตี เรียนการใช้อาวุธ ฯลฯ เรื่องการลงโทษก็ไม่ ยิ่งหย่อน มีการสั่งหมอบ บางวันอาจถึงร้อยครั้ง วิธี ลงโทษที่นิยมมากที่สุดคือ pumpen หรือ pump ใน ภาษาอังกฤษ (คล้ายแทง ปลาไหลของไทย แต่แขน


“ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังไม่หมดลมหายใจ ชีวิต และเลือดเนื้อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอเตรียม พร้อมที่จะสละให้ปิตุภูมิและท่านผู้นำ�” เหยียดตรงไปข้างหน้า บางครั้งก็ต้องถือของในมือ เช่นปืนประจำ�ตัว - ผู้ เขียน) และสารพัดวิธีสร้างสรรค์การลงโทษซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ครบ เมื่อจบการฝึก นักเรียนต้องเข้าสนามรบจริง เบื้องต้นพันเอกวิชาจะถูก ส่งไปรัสเซีย (ในขณะนั้นรัสเซียกับเยอรมนีประกาศเป็นศัตรูกันแล้ว ฮิต เลอร์ประกาศโจมตีรัสเซียในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 - ผู้เขียน) แต่ ถูกเปลี่ยนเป็นไปกองพลทหารราบที่ 326 ที่ยึดครองฝรั่งเศสอยู่แทน เพราะสามารถพูดฝรั่งเศสได้ดี และเสนาธิการเกรงว่าจะไม่ชินกับสภาพ อากาศหนาวของรัสเซีย ที่เมืองนาร์บอน (Narbonne) และแปร์ปิญง (Perpignon) พันเอกวิชารับตำ�แหน่งผู้บังคับหมู่โทรศัพท์สนาม มีผู้ใต้ บังคับบัญชา 20 คน พันเอกวิชาได้รับแต่งตั้งเป็นจ่านายสิบ ก่อนจะกลับ เข้าโรงเรียนทหารสื่อสารในปี ค.ศ. 1942 (เป็นช่วงที่สงครามปะทุหนักแล้ว เพราะสหรัฐอเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังเหตุ การณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 - ผู้เขียน) โรงเรียนเหล่าสื่อสารของเยอรมนีมีแห่งเดียว ตั้งอยู่ที่ไลพ์ซิก เพื่อนร่วม

รุ่นจาก NAA 13 กลับมาไม่ถึง 20 คน เสียชีวิตไปหลายคน ส่วนอีกหลาย คนยังอยู่ในสมรภูมิที่รัสเซีย การศึกษาที่นี่เป็นไปอย่างเข้มข้น มีวิทยุและ อุปกรณ์ทันสมัยด้านการสื่อสารแทบทุกอย่าง เรียนและปฏิบัติอย่างแทบ ไม่มีเวลาว่าง สอนกันอย่างละเอียด ผู้สอนซักถามและต้อนกันอย่างไม่ไว้ หน้า ในเวลานั้นไลพ์ซิกถูกโจมตีทางอากาศแล้ว เป็นผลให้เวลากลางคืนก็ ต้องลงหลุมหลบภัยเป็นประจำ� ทำ�ให้เวลาพักผ่อนน้อยลงไปอีก ในปี ค.ศ. 1943 ก็จบหลักสูตร หลังจากบรรจุเป็นนายร้อยได้หนึ่งวัน ก็มีคำ�สั่งลับให้ กลับมาที่โรงเรียนห้ามติดต่อกับภายนอก จัดของสำ�หรับค้างหนึ่งคืน และ เตรียมตัวสำ�หรับการเดินทางทางรถไฟ แล้วบ่ายวันนั้นเอง ทหารใหม่ทุก คนก็เดินทางด้วยรถด่วนไปทางตะวันออก ไปหยุดที่ชานเมืองเบรสเลา (Breslau - ปัจจุบันคือเมืองวโรสลัฟ (Wroclaw) ในประเทศโปแลนด์ - ผู้ เขียน) เดินเท้าอีกระยะหนึ่ง แล้วเข้าพักในโรงทหาร วันรุ่งขึ้นก็เดินเท้าต่อ มาสิ้นสุดที่หออนุสรณ์ศตพรรษ (Centennial Hall) ในเมืองเบรสเลา มี ทหารจากทุกเหล่าทัพซึ่งมาจากคนละที่เข้าร่วมประมาณ 20,000 นาย เวลา


9:00 นาฬิกา ฮิตเลอร์ก็ปรากฏตัวให้โอวาทเป็นเวลาสองชั่วโมง พันเอก วิชาบรรยายว่า ฮิตเลอร์มีความสามารถในการพูดสูงมาก มีการปลุกใจให้ เชื่อมั่นในลัทธินาซี หลังจากนั้นก็มีการเลี้ยงอาหาร และแยกย้ายกันกลับ ในตอนบ่ายอย่างรวดเร็ว แม้จะบรรจุเป็นนายทหารแล้ว แต่การฝึกยังคงมีอยู่ นอกจากทหารใหม่ แล้วการฝึกจะทำ�ในภูมิประเทศจริงทั้งสิ้น มีการฝึกทนความหนาวสองถึง สามคืนติดต่อกัน โดยไม่ให้ใส่ถุงมือ ไม่ปิดหูปิดคอ และนอนกลางแจ้��� (อากาศในสมรภูมิที่รัสเซียในฤดูหนาวปกติจะต่ำ�กว่า -30 องศา แต่ใน บางครั้งลงไปต่ำ�ถึงเกือบ -50 องศา เช่น ที่สตาลินกราด ที่เยอรมนีแพ้ – ผู้ เขียน) พันเอกวิชาอยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาแล้ว จากบันทึกไม่ปรากฏว่ามี การกระด้างกระเดื่องของผู้ใต้บังคับบัญชา พันเอกวิชาสามารถออกคำ�สั่ง ลงโทษได้เหมือนนายทหารเยอรมันทุกประการ ทั้งนี้เป็นเพราะได้รับการ ฝึกมาอย่างเดียวกับทหารเยอรมัน อีกทั้งแม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ไม่เคย ได้หรือเสียสิทธิ์ต่างจากทหารเยอรมันจึงเสมือนว่าเป็นพวกเดียวกันอย่าง สิ้นเชิง พันเอกวิชาเคยได้รับการผ่าตัดจมูก ก็ได้รับสิทธิ การปฏิบัติ และ สิทธิการพักฟื้นไม่ต่างจากทหารในกองทัพเยอรมัน ชาวไทยอีกสามคนก็สำ�เร็จการศึกษาในเวลาไล่เลี่ยกัน ทหารไทยใน กองทัพนาซีทั้งสี่คนปฏิบัติหน้าที่เหมือนทหารเยอรมัน แต่หลังจาก นั้นมีเรื่องน่าเศร้าประการหนึ่งคือ คุณบุญช่วย ทองปรีชา ทำ�การ อัตวินิบาตกรรม โดยสาเหตุไม่แน่ชัด ในเวลานั้น แสนยานุภาพของกอง ทหารเยอรมันอ่อนด้อยลงแล้ว ทหารโดยเฉลี่ยตัวเล็กลง เพราะพวก “ดี ประเภทหนึ่ง” ต่างพลีชีพในสนามรบหมดแล้ว กองทัพนาซีแพ้แก่รัสเซีย ที่สตาลินกราดโดยเสียกองทัพที่ 6 ไปทั้งกองทัพ รัฐก็เกณฑ์ทหารเพิ่มไม่ หยุดยั้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าผู้ชายทุกคนที่ไม่ชราหรือทุพพลภาพกลาย เป็นทหารทั้งหมด (ในช่วงนี้จะมีกองอาสาจากต่างประเทศเข้ามา เช่น กอง อาสาจากอินเดีย ซึ่งเป็นกองทหารสังกัดสุภาษ จันทร โพส หรือเนตาจี หนึ่งในหัวหน้าผู้ร่วมกับคานธีเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ – ผู้เขียน) แต่

สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้นดังที่ทราบกัน เริ่มมีการต่อต้านฮิตเลอร์ทางการเมือง ทหารบางหน่วยที่มั่นใจว่าไม่มีโอกาสชนะสงครามก็หวังให้ฝ่ายอังกฤษกับ อเมริกายึดที่มั่นตนเองได้ก่อนรัสเซีย เพราะตระหนักดีว่าการเป็นเชลยของ รัสเซียจะมีสภาพที่แย่กว่ามาก (อังกฤษกับอเมริกาโจมตีเข้าทางตะวันตก ส่วนรัสเซียมาทางตะวันออก จากสภาพภูมิประเทศที่ตั้ง – ผู้เขียน) ช่วงสุดท้ายก่อนเยอรมนีแพ้สงคราม พันเอกวิชากลับเข้ามาศึกษาเพิ่มที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเบอร์ลิน เงินมาร์คอ่อนค่ามาก แต่สิ่งที่มีค่า มากในเวลานั้น คือ กาแฟ เพราะชาวเบอร์ลินไม่มีโอกาสได้ดื่มกาแฟจริง ได้รับแต่กาแฟสังเคราะห์เท่านั้น สำ�หรับนักเรียนไทยได้รับเงินจากรัฐบาล ไทยเป็นฟรังค์สวิส ที่ถึงแม้จะได้เพียงหนึ่งในสี่จากที่ควรจะได้ แต่ด้วย สกุลเงิน ทำ�ให้สามารถซื้อของจากสวิตเซอร์แลนด์ได้ รวมถึงกาแฟจาก สวิสที่มีค่ามากกว่าเงินในเบอร์ลิน ด้วยเหตุนี้ พันเอกวิชาและเพื่อนจึงใช้ กาแฟต่างเงินดำ�รงชีวิตในช่วงปลายสงคราม ครั้งหนึ่งถึงกับใช้กาแฟแลก วิทยุมาฟังข่าวสงคราม ก่อนเบอร์ลินแตกสองสัปดาห์ คณะทูตไทยและคนไทยที่ตกค้างอยู่ก็เดิน ทางหนีออกทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านสาธารณรัฐเชค สู่เมืองซังต์กิล เกน (St. Gilgen) ประเทศออสเตรีย แต่ลี้ภัยอยู่ได้ไม่นาน พันเอกวิชาก็ ถูกลวงจับไปเข้าค่ายกักกันเชลยศึก เปลี่ยนค่ายกักกันหลายครั้ง จนผ่าน การประกาศยอมแพ้ของญี่ปุ่นไปประมาณสามเดือนถึงได้รับการปล่อยตัว กลับซังต์กิลเกน (ญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 แต่ลงนามอ ย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายนปีเดียวกัน – ผู้เขียน) หลังจากถูกปล่อย ตัว คนไทยที่เหลือส่วนใหญ่ก็เดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์ และในที่สุด การเจรจาและระเบียบการทางการทูตก็บรรลุผล พันเอกวิชาสามารถกลับ ประเทศไทยได้พร้อมกับคนไทยอีกหลายคน โดยลงเรือชื่อ ฟิโอเนีย จาก ท่าที่มาร์เซยล์ ประเทศฝรั่งเศส ย้อนกลับทางเก่าที่เดินทางมายุโรป และถึง พระนครในปีพ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) หลังจากจากบ้านไปเจ็ดปี


พันเอกวิชาสามารถกลับประเทศไทยได้พร้อมกับ คนไทยอีกหลายคน โดยลงเรือชื่อ ฟิโอเนีย จาก ท่าที่มาร์เซยล์ ประเทศฝรั่งเศส ย้อนกลับทางเก่า ที่เดินทางมายุโรป และถึงพระนครในปีพ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) หลังจากจากบ้านไปเจ็ดปี


13 July draft