Page 1

การศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อสายสามัญและสายอาชี พ Opinions of the students towards in General program and Vocational program

บรรหาญ ชุมภูกุล

Bunhan Chumpookul1

ธีรนาท เสถียรวุฒิไกร อินทร์ ธิรา คาภีระ

Theeranat Sathenwuttikrai2 Inthira kampeera3

1,2

นักศึกษาปริ ญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ภาควิชาครุ ศาสตร์โยธา คณะครุ ศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3 อาจารย์ที่ปรึ กษาโครงงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บทคัดย่ อ : การศึกษาโครงงานในครั้งนี้ มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษาการศึกษาความคิดเห็นของผูเ้ รี ยนที่มีต่อสายสามัญและสาย อาชี พ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็ นผูเ้ รี ยนในกลุ่มสายสามัญและสายอาชีพได้แก่ 1)โรงเรี ยนวัดนวลนรดิศ รัชมังคลา กาญจนาภิเษก 2)โรงเรี ยนมัธยมวัดศรี จนั ทร์ประดิษฐ์วทิ ยาคม 3)วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 4)วิทยาลัยเทคนิ คสมุทรปราการ จานวน 120 คนผลการศึกษาพบว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 และผูเ้ รี ยนสายอาชีพ ระดับ ปวช.ชั้นปี ที่ 1มี ความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อสายที่เรี ยนดังนี้ 1)ด้านความภาคภูมิใจต่อสายที่เรี ยน อยูใ่ นระดับสู ง ( = 4.27, SD = 1.76) ( = 4.03, SD = 1.69) ตามลาดับ 2)ด้านความคิดเห็นต่ออนาคตจากการเรี ยนในสาขาวิชาที่เรี ยนในปั จจุบนั ระดับปานกลาง ( = 3.07, SD = 0.73) ( = 3.45, SD = 1.61) ตามลาดับ 3)ด้านความคิดเห็นต่อบุคคลที่มีอิ ทธิพลในการตัดสิ นใจศึกษาต่อใน สถานศึกษาระดับ สูง ( = 3.07, SD = 0.73) ( = 3.83, SD = 1.35) ตามลาดับ 4)ด้านความคิดเห็นต่อบรรยากาศต่อการเรี ยนรู ้ใน สถานศึกษา ระดับ สูง ( = 3.77, SD = 2.32) ( = 3.89, SD = 0.92) ตามลาดับ 5)ด้านความคิดเห็นต่อการทาหน้าที่ของนักเรี ยน ระดับ สูง ( = 3.70, SD = 2.18) ( = 3.82, SD = 0.95) ตามลาดับ จากการทดสอบค่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของความ คิดเห็นของผูเ้ รี ยนทั้งสองกลุ่ม (t-test) พบว่าผูเ้ รี ยนสายสามัญและผูเ้ รี ยนสายอาชี พมีความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อการ เรี ยนรู ้ในสถานศึกษาไม่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ 0.01 แต่ในหัวข้อ ความคิดเห็ นต่อบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการ ตัดสิ นใจในการเรี ยนต่อในสถานศึกษาของผูเ้ รี ยนสายอาชีพและผูเ้ รี ยนสายสามัญมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ 0.01 และยังพบอี กว่าผูเ้ รี ยนสายอาชีพและผูเ้ รี ยนสายสามัญมี ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรี ยนที่ทาให้เกิดผลกระทบต่อการเรี ยน ใกล้เคียงกัน ผูเ้ รี ยนสายอาชีพมีพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์การศึกษาทางด้านทักษะพิสัยมากกว่าผูเ้ รี ยนสาย สามัญ แต่ผเู ้ รี ยนสายอาชีพมีพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์การศึกษา ทางด้านจิตพิสัยและพุทธพิสัยน้อยกว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ คาสาคัญ : ความพึงพอใจ /ปั ญหาการเรี ยนรู ้ / พฤติกรรมการเรี ยนรู ้ /พุทธพิสยั / จิตพิสัย / ทักษะพิสยั


1.บทนา จากพระราชบัญ ญัติ การศึ กษาแห่ ง ชาติ พศ.2542 ได้แ บ่ ง การศึกษาออกเป็ น 3 ระบบ ได้แก่ ในระบบ นอกระบบ และ ตามอัธยาศัย ซึ่ งการศึกษาในระบบ เป็ นการศึกษาที่กาหนด จุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสู ตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล การศึกษานอกระบบ เป็ นการศึกษาที่ มีความยืดหยุ่นในการกาหนดจุดมุ่ งหมาย รู ปแบบ วิธีการ จัด การศึ ก ษา ระยะเวลาของการศึ ก ษา การวัด และ ประเมินผล ซึ่ งเป็ นเงื่อนไขสาคัญของการสาเร็ จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้อง กับสภาพปั ญหาและความต้องการ การศึกษาตามอัธยาศัย เป็ นการศึกษาที่ให้ผูเ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้ด้วยตนเอง ตามความ สนใจ ศัก ยภาพ ความพร้ อ ม และโอกาส โดยศึ ก ษาจาก บุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่ อ หรื อแหล่ง ความรู ้ อื่ น สถานศึ ก ษาอาจจัด การศึ ก ษาในรู ป แบบใด รู ปแบบหนึ่งหรื อทั้งสามรู ปแบบก็ได้ ให้มีการเทียบโอนผล การเรี ยนที่ผเู ้ รี ยนสะสมไว้ในระหว่างรู ปแบบเดียวกัน หรื อ ต่า งรู ปแบบได้ ไม่ ว่า จะเป็ นผลการเรี ย นจากสถานศึ ก ษา เดียวกันหรื อไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรี ยนรู ้นอกระบบ ตาม อัธยาศัย การฝึ กอาชีพ หรื อจากประสบการณ์การทางาน จาก มาตราที่ 16 กล่ าวไว้ว่าการศึกษาในระบบมี สองระดับ คือ การศึ ก ษาขั้น พื้ น ฐาน และการศึ ก ษาระดับ อุ ด มศึ ก ษา การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่ งจัดไม่น้อย กว่า สิ บสองปี ก่ อ นระดับ อุ ดมศึกษา การแบ่งระดับ และ ประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็ นไปตามที่กาหนด ในกฎกระทรวง การศึกษาระดับอุ ดมศึกษาแบ่งเป็ นสอง ระดับ คือ ระดับต่ากว่าปริ ญญา และระดับปริ ญญา การแบ่ง ระดั บ หรื อการเที ย บระดั บ การศึ ก ษานอกระบบหรื อ การศึ ก ษาตา มอั ธ ยาศั ย ให้ เ ป็ น ไปตามที่ ก าหนดใน กฎกระทรวง มาตราที่ 17 กล่าวถึงให้มีการศึกษาภาคบังคับ จานวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่ งมีอายุยา่ งเข้า ปี ที่เจ็ด เข้าเรี ยนใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุยา่ งเข้าปี ที่สิบหก เว้นแต่สอบ ได้ช้ นั ปี ที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการ นับอายุให้เป็ นไปตามที่กาหนดในกฎกระทรวง มาตราที่ 18 กล่าวถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพืน้ ฐานให้

จัดใน สถานศึกษา มาตราที่19 กล่ าวถึ งการจัดการศึกษา ระดับ อุ ด มศึ ก ษาให้จ ัด ในมหาวิท ยาลัย สถาบัน วิท ยาลัย หรื อ หน่ ว ยงานที่ เ รี ย กชื่ อ อย่า งอื่ น ทั้งนี้ ให้เ ป็ นไปตาม กฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายว่า ด้วยการจัดตั้งสถานศึ กษานั้น ๆ และกฎหมายที่ เกี่ ย วข้อ ง มาตราที่ 20 กล่าวถึงการจัดการอาชีวศึกษา การฝึ กอบรม วิชาชีพ ให้จดั ในสถานศึกษา ของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรื อโดยความร่ วมมื อระหว่ า ง สถานศึกษากับสถานประกอบการ มาตราที่ 21 กล่ าวถึ ง กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่ วยงานอื่นของรัฐ อาจจัด การศึ ก ษาเฉพาะทางตามความต้อ งการและความ ชานาญของหน่ วยงานนั้นได้ โดยค านึ งถึ ง นโยบายและ มาตรฐานการศึกษาของ (พรบ. การศึกษาแห่งชาติ, 2542) จากการจัด การศึ ก ษาของส านั ก งานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษาได้จดั ทาหลักสู ตรสาหรับการเรี ยนสายอาชีพ ซึ่ ง ผูส้ าเร็ จการศึกษาสามารถนาวุฒิการศึกษาไปสมัครงานได้ โดยตรงตามสาขาวิชาที่เรี ยน และมีโอกาสเข้ารับทางานสู ง กว่าสายสามัญ ตลอดจนสามารถประกอบอาชี พส่ วนตัวได้ ตามความสามารถและประสบการณ์การเรี ยนสายอาชีพมีให้ เลื อ กหลายสาขาวิช าเป็ นหลัก สู ต รระดับประกาศนี ยบัต ร วิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อ พัฒนากาลังคนระดับ ฝี มือ ให้มีความชานาญเฉพาะด้าน มีคุณธรรม บุคลิกภาพ และเจตคติที่เหมาะสม สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตาม ความต้อ งการของตลาดแรงงานและการประกอบอาชี พ อิสระสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับ ท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่ งระบบการศึกษาของการศึกษาไทยยังไม่ค่อ ยสอดคล้อ ง กับการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนทั้งสายสามัญและสายอาชี พทาให้ เกิดปั ญหาในการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนขึ้น ซึ่ งปั ญหาการเรี ยน เป็ นปั ญหาที่พ่อ แม่ นามาปรึ กษาบ่อ ย ที่สุดปั ญหาหนึ่ ง เนื่ องจากการแข่งขันทางการเรี ยนที่มีมาก ในปั จ จุ บ ัน ผูเ้ รี ย นที่ มี ปั ญ หาการเรี ย นมัก จะเกิ ด ปั ญ หา พฤติกรรมอื่นตามมา ทางกลุ่ มโครงงานจึ ง ได้ จ ั ด ท าโครงงานวิ จ ั ย นี้ เพื่ อ ท าการศึ ก ษาความคิ ด เห็ น ของผู ้เ รี ย นสายอาชี พ และสาย


สามัญ ที่มี ต่อ สาขาวิชาที่เรี ยน (อ้างถึ ง ทะนงศักดิ์ ประสบ กิตติคณ, 2548 หน้า 53-54) ดังนั้น ความพึงพอใจต่อ การ เรี ย น ปั ญ หาที่ มี ผ ลกระทบต่ อ การเรี ย นและพฤติ ก รรมที่ ผูเ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุปรสงค์การศึกษาทั้ง 3 ด้าน จึงมี ความสาคัญอย่างยิง่ ต่อการถ่ายทอดความรู ้ ทางคณะผูจ้ ดั ทา โครงงานจึ งได้เ ห็ น ถึ ง ความส าคัญ ความคิ ดเห็ น ที่มี ค วาม แตกต่างกันเพื่อที่จะนาผลที่ไ ด้จากการศึกษาไปเป็ นข้อ มู ล ส าหรั บ อาจารย์แ ละช่ ว ยในการสนับ สนุ น รวมทั้ง ใช้เ ป็ น แนวทางในการพัฒนาการเรี ยนการสอน ให้มีประสิ ทธิภาพ ต่อไป

2.วัตถุประสงค์ ของโครงงาน 1.เพือ่ ศึกษาความคิดเห็นของผูเ้ รี ยนทีมีต่อสายอาชีพและ สายสามัญ 2.เพื่ อ ศึ ก ษา พฤ ติ ก รรม ที่ ผู ้ เ รี ยน แสดงอ อก ด้ า น วัตถุ ประสงค์การศึ กษาของผูเ้ รี ยนสายสามัญ และสาย อาชีพ คือ ทักษะพิสยั จิตพิสยั และพุทธพิสยั 3.เพือ่ ศึกษาปั ญหาที่กระทบต่อการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนสาย สามัญและสายอาชีพ 4.เปรี ยบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อสายที่เรี ยน ปั ญหาที่มี ผลกระทบต่อการเรี ยนและพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออก ด้านวัตถุประสงค์การศึกษาของผูเ้ รี ยนสายอาชีพและสาย สามัญ

3.ตัวแปรทีศ่ ึกษา ตัวแปรต้ น คือ กลุ่ มผูเ้ รี ยนสายอาชีพและสายสามัญ ซึ่ ง จาแนกได้ดงั นี้ เพศ อายุ เกรดเฉลี่ย จานวนนักเรี ยนในห้อ ง สาขาวิชาที่เรี ยน 2. ตัวแปรตาม คือ ความพึงพอใจต่อการเรี ยนรู ้ใน สถานศึกษาและปัญหาที่มีผลกระทบต่อการเรี ยนของผูเ้ รี ยน และพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์ การศึกษาของผูเ้ รี ยนสายสามัญและสายอาชีพทางด้าน ทักษะพิสยั จิตพิสัยและพุทธพิสยั 1.

4.ประโยชน์ ทคี่ าดว่ าจะได้ รับ ผูส้ อนสามารถนาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาความพึงพอใจ ต่อ การเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา ปั ญหาที่ มีผลกระทบต่อ การ เรี ย นของผูเ้ รี ย นและพฤติ ก รรมที่ ผูเ้ รี ย นแสดงออกด้า น วัตถุประสงค์การศึกษา ของผูเ้ รี ยนสายสามัญและสายอาชีพ ไปออกแบบแผนการสอนให้สอดคล้อ งและเหมาะสมกับ พฤติกรรมที่ผูเ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุ ประสงค์การศึกษา ของผูเ้ รี ยน ทั้ง ทางด้านทักษะพิสยั จิตพิสยั และ พุทธพิสยั 2. เป็ นแนวทางในการพัฒนาการสอน ให้มีป ระสิ ท ธิ ภาพ ยิง่ ขึ้น 3. ผลที่ได้จากการประเมินข้อมูลย้อนกลับ สามารถ ช่วยในการพัฒนาทักษะการเรี ยนของนักเรี ยนให้ดีข้ นึ 4. รู ้ ถึ ง ปั ญ หาที่ มี ผ ลกระทบต่ อ การเรี ย นรู ้ ข องผูเ้ รี ย นสาย สามัญและสายอาชีพ 1.

5.ขอบเขตการศึกษา 1. ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา คือ นักศึกษา ปวช. ชั้นปี ที่1ของนักศึกษาสายอาชี พ และนักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 4 ของนักเรี ยนสายสามัญ ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2553 2. กลุ่มตัวอย่ าง

นักศึกษาระดับ ปวช. ชั้นปี ที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธา และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ รวม 60 คน 2 . นักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4โรงเรี ยนวัดนวลนรดิศ วิทยาคม รัชมังคลากาญจนาภิเษกและโรงเรี ยนมัธยมวัดศรี จันทร์ประดิษฐ์วทิ ยาคม 60 คน 1.

6.วิธีการดาเนินงาน เครื่องมือที่ใช้ ในการทาโครงงาน 1. ขั้นตอนการสร้ างเครื่องมือ 1) ศึ ก ษาเอกสารและงานวิ จ ั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ พฤติ ก รรมที่ ผู ้เ รี ยนแสดงออกด้ า นวัต ถุ ป ระสงค์ ท าง การศึกษาเพือ่ นามาเป็ นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม


2) ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการสร้างแบบสอบถาม แบบมาตราส่ ว นประมาณค่ า 5 ระดับ ตามวิธี ของ ลิ เ คิ ร์ ท (Likert. 1932: 1-55) และแบบสอบถามแบบปลายเปิ ด เพือ่ ใช้เป็ นแนวทางในการสร้างแบบสารวจ แบบทดสอบ 3) ทาการสร้างเครื่ องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบส ารวจความคิด เห็ น ความพึง พอใจต่อ การเรี ยนรู ้ ของผูเ้ รี ยนสายอาชีพและสายสามัญ 4) ทาการสร้างเครื่ องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสารวจปั ญหาที่มีผลกระทบต่อการเรี ยนของผูเ้ รี ยน สายอาชีพและสายสามัญ 5) ทาการสร้างเครื่ องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คื อ แบบทดสอบพฤติ ก รรมที่ ผู ้ เ รี ยนแสดงออกด้ า น วัตถุ ประสงค์ทางการศึ กษาของผูเ้ รี ยนสายอาชี พและสาย สามัญ 6) นาเสนอแบบสอบถามที่สร้างขึ้นต่ออาจารย์ที่ ปรึ กษาโครงงาน เพื่อทาการตรวจสอบความถู กต้อ ง และ ความสอดคล้อ งของข้อ คาถาม และความครอบคลุ มของ เนื้อหา 7) พิจารณาตรวจสอบเครื่ องมือและความถูกต้อ ง ของเนื้ อ หา ตลอดจนความเหมาะสมของภาษาและการใช้ ถ้อยคา โดยผูเ้ ชี่ยวชาญ จานวน 3 ท่าน ได้แก่ 1. รศ.จริ ยา เหนี ยนเฉลย อาจารย์ประจาภาควิชา เทคโนโลยีการสื่อสารและการศึกษา 2. ผศ.ดร.พรประภัสสร ปริ ญชาญกุล อาจารย์ ประจาภาควิชาเทคโนโลยีการสื่อสารและการ สื่อสาร 3. ดร.อัม เรศ เนตาสิ ท ธิ์ ผูเ้ ชี่ ย วชาญทางด้า น จิตวิทยา สานักบัณฑิตและกิจการนานาชาติ 8) ทาการปรับปรุ งแก้ไขข้อคาถามตามคาแนะนา ของผูเ้ ชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน แล้วนาเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึ กษา เพื่อ ตรวจสอบความถู กต้อ งอีกครั้งก่อนนาไปใช้เก็บข้อมู ล จากกลุ่มตัวอย่าง

7. ลักษณะของเครื่องมือทีใ่ ช้ ในการศึกษา ชุดที่ 1 เป็ นแบบสารวจความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการ เรี ยนรู ้ในสถานศึกษา การวิเคราะห์ขอ้ มูลจะวิเคราะห์เป็ นค่า

ร้อยละ (Percentage) ซึ่งลักษณะของแบบทดสอบแบ่ง ออกเป็ น 2 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 เป็ นข้อมูลทัว่ ไปของนักเรี ยน 1. เพศ 2. สาขาที่เรี ยน 3. เกรดเฉลี่ย 4. อายุ 5. จานวนผูเ้ รี ยน ตอนที่ 2 เป็ นแบบสารวจความคิดเห็นของนักศึกษา ที่ มี ต่ อ การเรี ยนรู ้ ใ นสถานศึ ก ษา วิ เ คราะห์ โ ดยการหา ค่าประมาณการค่าเฉลี่ ย ค่าประมาณความคลาดเคลื่ อ น มาตรฐานค่าเฉลี่ย SD และค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ ย ttest มีท้ งั หมด 5 หัวข้อ ประกอบไปด้วย 1. ความคิดเห็นที่มีต่อสาขาวิชาที่เรี ยน 2. ความคิดเห็นต่ออนาคตจากการเรี ยนในสาขาวิชา ที่เรี ยนในปั จจุบนั 3. บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการตัดสินใจใน การเรี ยนต่อในสถานศึกษา 4. การเดินทางจากบ้านมาสถานศึกษา 5. การทาหน้าที่ของนักเรี ยน ตอนที่ 3 ปั ญ หาที่เ กิ ด ขึ้น ระหว่างการเรี ย นที่ ท า ให้ผลการเรี ยน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) การวิเคราะห์ขอ้ มูลจะวิเคราะห์เป็ นค่าร้อยละ (Percentage) และค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยทั้งสองกลุ่ม t-test ชุดที่ 2 เป็ นแบบทดสอบพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยน แสดงออกด้านวัตถุประสงค์ทางการศึกษาของผูเ้ รี ยนของ ผูเ้ รี ยนสายอาชีพและสายสามัญ มีท้งั หมด 30 ข้อ 3 ตัวเลือก การวิเคราะห์ขอ้ มูลจะวิเคราะห์เป็ นค่าร้อยละ (Percentage) ตอนที่ 1 เป็ นข้อมูลทัว่ ไปของนักเรี ยน 1.เพศ 2. สาขาที่เรี ยน 3.เกรดเฉลี่ย 4.อายุ 5.จานวนผูเ้ รี ยน


ตอนที่ 2 เป็ นแบบทดสอบพฤติ ก รรมที่ ผูเ้ รี ย น แสดงออกด้านวัตถุ ประสงค์ทางการศึกษาของผูเ้ รี ยนของ ผูเ้ รี ย นสายอาชี พ และสายสามัญ การวิ เ คราะห์ ข ้อ มู ล จะ วิเคราะห์เป็ นค่าร้อยละ (Percentage)

ร้อยละ = จานวนผูท้ ี่ตอบแบบสอบถามชุดนั้น x 100 จานวนผูต้ อบแบบสอบถามทั้งหมด 4.2) ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) สูตรค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean หรื อ)

8.การเก็บรวบรวมข้ อมูล 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรและกลุ่มตัวอย่าง พร้ อ มตัว อย่ า งแบบสอบถามไปยัง ผู ้อ านวยการแต่ ล ะ สถานศึกษา มีท้งั หมด 4 สถานศึกษาประกอบด้วย 1. โรงเรี ยนวัดนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลากาญจนา ภิเษก ที่อยู่ แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุ งเทพมหานคร 2. โรงเรี ยนมัธยมวัดศรี จนั ทร์ ประดิษฐ์วิทยาคม ที่อ ยู่ ตาบลบางปูใหม่ อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 3. วิทยาลัยเทคนิ คราชสิ ทธาราม ที่อยู่ แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุ งเทพมหานคร 4. วิทยาลัยเทคนิ ค สมุ ทรปราการ ที่อ ยู่ ตาบลบางปู ใหม่ อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 2. การเก็ บ รวบรวมข้อ มู ล โดยประสานกับ หั ว หน้ า กลุ่ ม บุคลากรทางการศึกษา ผูท้ าการวิจยั ต้องสารวจตรวจสอบ เบื้องต้นระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อให้ดาเดินการเก็บข้อมู ล ผิด พลาดน้อ ยที่ สุ ด โดยการเก็ บ ข้อ มู ล ทั้ง หมด 120 ชุ ด แบ่งเป็ นสายสามัญ 60 ชุด สายอาชีพ 60 ชุด 3. แจกแบบสารวจความคิดเห็นและแบบทดสอบพฤติกรรม ให้คนละ 1 ชุด 4. ท าการเก็ บ แบบส ารวจความคิ ด เห็ น และแบบทดสอบ พฤติกรรม

9.การวิเคราะห์ ข้อมูล ผูศ้ ึกษาได้ทาการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. การหาค่าร้อยละ (Percentage) 2. การหาค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) 3. ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และค่าความแตกต่าง ของคะแนนเฉลี่ยทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง t-test 4) สถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ได้แก่ 4.1) ค่าร้อยละ (Percentage) สูตรค่าร้อยละ (Percentage)

x N

เมื่อ ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จานวนของกลุ่มตัวอย่าง 4.3) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

สูตรความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรื อ S.D) n

SD =

(X i 1

i

 X )2

N 1

เมื่อ N แทน จานวนของกลุ่มตัวอย่าง Xi แทน คะแนนของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่ า เฉลี่ ย ของคะแนนของกลุ่ ม ตัวอย่าง 4.4) ค่าความแตกต่างระหว่างค่าคะแนนเฉลี่ย ของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ที่เป็ นอิสระจากกัน โดยการ ทดสอบค่าที (t-test) สูตรหาค่าความแตกต่างระหว่างค่า คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม t=

เมื่อ df

=

2  2   s1  s 2   n1 n2  2

2

2

 2  2  s1   s2   n1   n2   n1  1 n2  1

เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้พจิ ารณาใน t-distribution และ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2 และ แทน ความแปรปรวนของคะแนนในกลุ่ม ตัวอย่าง ที่ 1 และกลุ่มที่ 2


แทน จานวนคนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 และ กลุ่มที่ 2 df แทน ชั้นแห่ งความเป็ นอิสระ (Degree of freedom)

10.ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล การวิเคราะห์ขอ้ มูลในส่ วนนี้ เป็ นการวิเคราะห์ขอ้ มูลทัว่ ไป ของผูเ้ รี ยนสายสามัญและสายอาชีพ

สายสามัญ ข้ อที่

กราฟที่ 1 แสดงร้ อยละของข้อ มู ล ทั่วไปของผูเ้ รี ย นสาย สามัญ พบว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ เป็ นเพศชายทั้งหมด คิดเป็ นร้อยละ 27 เพศ หญิง คิดเป็ นร้อ ยละ 73 ส่ วนใหญ่เรี ยนในสาขาวิชา วิทยาคณิ ต คิดเป็ นร้อ ยละ 58 ส่ วนใหญ่ เกรดเฉลี่ ยอยู่ระหว่า ง 2.01-2.50 คิดเป็ นร้อยละ ส่วนใหญ่ อายุ 16 ปี คิดเป็ นร้อยละ ส่ วนใหญ่มี จานวนผูเ้ รี ยนในห้อ งแต่ล ะห้อง จานวน 21-30 คน คิดเป็ นร้อยละ 60

กราฟที่ 2 แสดงร้อยละของข้อมูลทัว่ ไปของผูเ้ รี ยนสายอาชีพ พบว่า พบว่า ผูเ้ รี ยนสายอาชีพส่วนใหญ่ เป็ นเพศชาย คิดเป็ นร้อยละ 62 เรี ยนในสาขาวิชา ช่ างก่ อ สร้าง คิดเป็ นร้อ ยละ 26 ยาน ยนต์ คิด เป็ นร้อ ยละ 38 สถาปั ตยกรรม คิด เป็ นร้อ ยละ 36 ส่ ว นใหญ่ เกรดเฉลี่ ย 2.01-2.50 คิ ดเป็ นร้ อ ยละ 55 ส่ ว น ใหญ่อายุ 16 ปี คิดเป็ นร้อยละ ส่ วนใหญ่ มีจานวนผูเ้ รี ยนใน ห้องแต่ละห้อง จานวน 11-20 คน คิดเป็ นร้อยละ 82 ตารางที่ 1.ความคิด เห็ น ความพึ ง พอใจต่ อ การเรี ย นรู้ ใน สถานศึกษาของผู้เรียนสายสามัญ นักศึกษา (n =60)

รายการสารวจ

SD

ความ หมาย

1

สาขาวิชาที่เรียนของผู้เรียน

3.88

1.76

สู ง

2

อนาคตจากการเรียนใน สาขาวิชาที่เรียนในปัจจุบัน

3.07

0.73

ปาน กลาง

3

บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่ อ การตัดสิ นใจในการเรียนต่ อ

3.71

1.16

สู ง

4

บรรยากาศสภาพแวดล้ อมใน สถานศึกษา

3.77

2.32

สู ง

5

การทาหน้ าที่ของนักเรียน

3.70

2.18

สู ง

3.63

1.63

สู ง

รวม

จากตารางที่ 1 พบว่ า ความพึ ง พอใจต่ อ การเรี ย นรู ้ ใ น สถานศึกษาระหว่างผูเ้ รี ยนสายสามัญ พบว่า ศึกษามีความพึง พอใจต่อการเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา ( = 3.80, SD = 1.30)


ตารางที่ 2.ความคิด เห็ น ความพึ ง พอใจต่ อ การเรี ย นรู้ ใ น สถานศึกษาของผู้เรียนสายอาชีพ สายสามัญ ข้ อที่ 1 2 3 4 5

นักศึกษา (n =60)

รายการสารวจ สาขาวิชาที่เรียนของผู้เรียน อนาคตจากการเรียนใน สาขาวิชาที่เรียนในปัจจุบัน บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุด ต่ อการตัดสิ นใจในการเรียน บรรยากาศสภาพแวดล้ อม ในสถานศึกษา การทาหน้ าที่ของนักเรียน รวม

ความ หมาย

4.03

SD 1.69

3.45

1.61

3.83

1.35

สู ง

3.89

0.92

สู ง

3.82

0.95

สู ง

3.63

3.80

1.30

สู ง ปาน กลาง

จากตารางที่ 2 พบว่ า ความพึ ง พอใจต่ อ การเรี ย นรู ้ ใ น สถานศึกษาระหว่างผูเ้ รี ยนสายอาชีพ พบว่า ศึกษามีความพึง พอใจต่อการเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา ( = 3.63, SD = 1.30) ตารางที่ 3. ลาดับของคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นต่ อปัญหาที่ เกิดขึน้ ที่มีผลกระทบต่ อการเรียนรู้ ในสถานศึกษา ลาดับ

1 2

3

4

5

6

7

สายสามัญ เรียนไม่ เข้ าใจ อ่ านหนังสื อแล้ ว ไม่ จา วอกแวก เหม่ อลอยในขณะการ เรียน(สมาธิส้ ั น) ทาให้ ผลการ เรียนมักต่ากว่ าที่ควรจะเป็ น

สายอาชีพ เรียนไม่ เข้ าใจ อ่ านหนังสื อแล้ วไม่ จา

ความวิตกกังวลในเรื่องต่ างๆ เกิด อาการเครียดทาให้ ขาดสมาธิในขณะ เรียน หลบเลี่ยงปัญหาอยู่เสมอ เมื่อเจอ ปัญหาอุปสรรคในการเรียนก็จะไม่ ส้ ู เบื่อเซ็งไม่ อยากเรียนหนังสื อ ไม่ ใช้ ความสามารถของตนเองอย่าง เต็มที่ วอกแวก เหม่ อลอยในขณะการเรียน มีปัญหาเฉพาะด้ าน เช่ น การอ่ าน (สมาธิส้ ั น) ทาให้ ผลการเรียนมักต่า การเขียน กว่ าที่ควรจะเป็ น ความวิตกกังวลในเรื่องต่ างๆ เกิด อาการเครียดทาให้ ขาดสมาธิ เบื่อเซ็งไม่ อยากเรียนหนังสื อ ในขณะเรียน ท่ านไม่ สามารถเรียนรู้และแก้ ไข มีปัญหาเฉพาะด้ าน เช่ น การอ่ าน ปัญหาได้ เท่ าเทียมกับผู้อื่นที่อยู่ใน การเขียน วัยเดียวกัน หลบเลี่ยงปัญหาอยู่เสมอ เมื่อเจอ ท่ านไม่ สามารถเรียนรู้และแก้ ไข ปัญหาอุปสรรคในการเรียนก็จะ ปัญหาได้ เท่ าเทียมกับผู้อื่นที่อยู่ในวัย ไม่ ส้ ู ไม่ ใช้ ความสามารถของ เดียวกัน ตนเองอย่างเต็มที่

จากตารางที่ 3 ลาดับของคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นต่อปั ญหา ที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบต่อการเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา พบว่า ผูเ้ รี ย นสายสามัญ และสายอาชี พ มี ปั ญ หาในการเรี ย นไม่ เข้าใจ อ่ านหนังสื อแล้วไม่จา มากที่สุดเป็ นอันดับแรก คิด เป็ นร้ อ ยละ 76.70 ทั้ ง สองกลุ่ ม ปั ญหาที่ น้ อ ยที่ สุ ด ที่ มี ผลกระทบต่อการเรี ยน คือ หลบเลี่ยงปั ญหาอยูเ่ สมอ เมื่อเจอ ปั ญหาอุ ปสรรคในการเรี ยนก็ จะไม่ สู้ ไม่ ใช้ความสามารถ ของตนเองอย่างเต็มที่ คิดเป็ นร้อยละ 10 ผูเ้ รี ยนสายอาชีพมีปัญหาเรี ยนไม่เข้าใจ ปั ญหาที่น้อยที่สุดที่ มี ผ ลกระทบต่ อ การเรี ย น คื อ ท่ า นไม่ สามารถเรี ย นรู ้ แ ละ แก้ไขปั ญหาได้เท่าเทียมกับผูอ้ ื่นที่อยูใ่ นวัยเดียวกัน คิดเป็ น ร้อยละ 15.00 ตารางที่ 4 แสดงการเปรี ย บเที ย บพฤติ ก รรมที่ ผู้ เ รี ย น แสดงออกด้ านวัตถุประสงค์ ทางการศึ กษาระหว่ างผู้ เรี ย น สายอาชีพและสายสามัญ พฤติกรรมที่ ผู้เรียน แสดงออก ด้ าน วัตถุประสงค์ การศึกษา ทักษะพิสัย จิตพิสัย พุทธพิสัย รวม

สายสามัญ N= 30

N= 30

คน

คน

ร้ อย ละ

ร้ อย ละ

41.33 30.33 28.33 100

31.67 36.33 32..00 100

รวม เฉลี่ย ร้ อย ละ 36.50 33.33 30.17 100

สายอาชีพ N= 30

N= 30

คน

คน

ร้ อย ละ

ร้ อย ละ

40.00 31.00 29.00 100

40.00 31.00 29.00 100

รวม เฉลี่ย ร้ อย ละ 40.00 31.00 29.00 100

จากตารางที่ 4 แสดงการเปรี ยบเทียบพฤติ กรรมที่ผูเ้ รี ย น แสดงออกด้านวัต ถุ ประสงค์ทางการศึกษาระหว่า งผูเ้ รี ย น สายอาชีพและสายสามัญ พบว่า 1. ผู เ้ รี ย นสายสามัญ มี พ ฤติ ก รรมที่ ผู เ้ รี ย นแสดงออกด้า น วัตถุประสงค์ทางการศึกษาทางด้านทักษะพิสัย คิดเป็ นร้อ ย ละ 36.50 มีพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์ ทางการศึ ก ษาทางด้า นจิ ต พิ สั ย คิ ด เป็ นร้ อ ยละ 33.33 มี พฤติ ก รรมที่ ผู ้เ รี ยนแสดงออกด้ า นวัต ถุ ป ระสงค์ ท าง การศึกษาทางด้าน พุทธพิสยั คิดเป็ นร้อยละ 30.17 2.ผู เ้ รี ย นสายอาชี พ มี พ ฤติ ก รรมที่ ผู ้เ รี ย นแสดงออกด้า น วัตถุประสงค์ทางการศึกษาทางด้านทักษะพิสัย คิดเป็ นร้อ ย ละ 40.00 มีพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์


ทางการศึ ก ษาทางด้า นจิ ต พิ สั ย คิ ด เป็ นร้ อ ยละ 31.00 มี พฤติ ก รรมที่ ผู ้เ รี ยนแสดงออกด้ า นวัต ถุ ป ระสงค์ ท าง การศึกษาทางด้าน พุทธพิสยั คิดเป็ นร้อยละ 29.00

อภิปรายผล 1. ความคิดเห็นความพึงพอใจต่ อการเรียนรู้ ใน สถานศึกษา จากความคิดเห็นความพึงพอใจต่อการเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา พบว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 และผูเ้ รี ยนสาย อาชี พ ระดับ ปวช.ชั้นปี ที่ 1 มี ความคิดเห็ นและความพึง พอใจต่ อ สายที่เรี ย นดังนี้ 1) ด้า นความภาคภู มิใจต่ อ สายที่ เรี ยน อยูใ่ นระดับสู ง ( = 4.27, SD = 1.76) ( = 4.03, SD = 1.69) ตามลาดับ จากหลักสู ตรการศึกษาได้เปิ ดโอกาสให้ ผูเ้ รี ย นที่จ บการศึ ก ษาในระดับ ชั้น มัธ ยมศึ ก ษาชั้น ปี ที่3 ได้ ตัดสินใจเลือกการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นแล้วว่าจะเลือกต่อ มัธยมศึกษาชั้นปี ที่ 4 เป็ นสายสามัญหรื อเลือกต่อสายอาชีพ 2)ด้านความคิดเห็ นต่อ อนาคตจากการเรี ยนในสาขาวิชาที่ เรี ยนในปั จจุบนั ระดับปานกลาง ( = 3.07, SD = 0.73) ( = 3.45, SD = 1.61) ตามลาดับ จากหลักสู ตรการศึกษาได้ กาหนดแนวทางการศึกษาต่อ ไว้ให้ผเู ้ รี ยนได้ตดั สิ นใจเลือ ก เรี ยนต่อซึ่งเชื่อมโยงกับหลักสู ตรที่ได้เรี ยนในสายสามัญ ทา ให้ผูเ้ รี ยนส่ วนมากได้กาหนดแนวทางว่าจะเลือ กการศึกษา ต่อในระดับสูงขึ้น 3)ด้านความคิดเห็นต่อบุคคลที่มีอิทธิพล ในการตัดสินใจศึกษาต่อในสถานศึกษาระดับ สู ง ( = 3.07, SD = 0.73) ( = 3.83, SD = 1.35) ตามลาดับ จากทฤษฎี แรงจูงใจและการตัดสินใจของ ฟรอยด์ ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อ การตัด สิ น ใจศึ ก ษาต่ อ ในระดับ อุ ด มศึ ก ษาของนั ก เรี ย น มัธยมศึกษาชั้นปี ที่ 4 แบ่งเป็ น 3 ส่ ว น คือ ปั จ จัยทางด้า น ลักษณะประชากรศาสตร์ ปั จจัยด้านทัศนคติที่มีต่อการศึกษา และปั จ จัย ด้า นการรั บ รู ้ ศ ัก ยภาพของตนเอง แรงจู ง ใจใฝ่ สัมฤทธิ์ และความเชื่อมัน่ ในตนเอง ผูเ้ รี ยนจะมีแรงจูงใจใฝ่ สัม ฤทธิ์ จะมี ก ารตั้ง เป้ าหมายในการศึ ก ษาท าให้ เ กิ ด แรง บันดาลใจและพยายามหาวิธีที่จะไปถึ งจุดหมาย มี ความมุ มานะพยายามเพือ่ ให้ตนเองประสบความสาเร็ จในการศึกษา และ ผู ้ เ รี ยนจะมี ค วาม เชื่ อ มั่ น ในตน จะตระหนั ก ถึ ง

ความสามารถของตนและพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่าง เต็มที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาในระดับสูงขึ้น 4)ด้ า นความคิ ด เห็ น ต่ อ บรรยากาศต่ อ การเรี ยนรู ้ ใ น สถานศึกษา ระดับ สู ง ( = 3.77, SD = 2.32) ( = 3.89, SD = 0.92) ตามลาดับ จุรีรัตน์ กัณหาวงษ์ การจัดบรรยากาศใน การเรี ยน เป็ นสิ่ งสาคัญในการช่ วยส่ งเสริ ม การเรี ยนรู ้ของ ผูเ้ รี ยนและส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนสามารถรับผิดชอบควบคุมดู แล ตน เอ ง ไ ด้ ใ น อ น า ค ต ก า รจั ด บ รร ยา ก า ศมี ทั้ งด้ า น กายภาพ เป็ นการจัดสภาพแวดล้อ มในห้องเรี ยนทั้งการจัด ตกแต่งในห้องเรี ยน ในโรงเรี ยน จัดที่นั่ง จัดมุมเสริ มความรู ้ ต่างๆ ให้สะดวกต่อการเรี ยนการสอน ทางด้านจิตวิทยา เป็ น การสร้างความอบอุ่น ความสุ ขสบายใจให้กบั ผูเ้ รี ยน ผูส้ อน ควรจัดบรรยากาศทั้ง 2 ด้านนี้ให้เหมาะสม 5) ด้านความคิดเห็นต่อการทาหน้าที่ของนักเรี ยนระดับ สู ง ( = 3.70, SD = 2.18) ( = 3.82, SD = 0.95) ตามลาดับ ) ทั้งนี้จากเนื้อหาวิชาที่เรี ยนของผูเ้ รี ยนสายสามัญนั้นส่ วนมาก เป็ นเนื้ อ หาทฤษฎี ซ่ ึ ง จ าเป็ นต้อ งอาศัย การทบทวนอย่า ง สม่ าเสมอจึงจะทาให้การเรี ยนนั้นประสบความสาเร็ จ และ ต้อ งอาศัย การการตั้ง ใจเรี ย นในขณะที่ ด้ว ยเรี ยน และจาก เนื้ อ หาวิช าที่ เ รี ย นของผูเ้ รี ย นสายอาชี พ นั้น ส่ ว นมากเป็ น เนื้อหาที่ตอ้ งลงมือปฏิบตั ิหลังจากเรี ยนทฤษฎีซ่ ึ งจากผลของ งานวิจยั ของกลุ่ม ได้สรุ ปว่าผูเ้ รี ยนสายอาชีพชอบการเรี ยนที่ เป็ นการลงมือปฏิบตั ิ ด้วยผลนี้ทาให้สรุ ปได้ว่าเป็ นเหตุผลให้ ผูเ้ รี ย นสายอาชี พ มาเรี ย นอย่า งสม่ า เสมอตลอดภาคเรี ย น เพราะมีความสนุกกับการเรี ยน จากการทดสอบหาค่ าความแตกต่ า งระหว่างค่า เฉลี่ ยของ ความคิดเห็นความพึงพอใจต่อการเรี ยนรู ้ในสถานศึกษา ttest โดยใช้ค่านัยสาคัญเท่ากับ 0.01 พบว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ และผูเ้ รี ยนสายอาชีพส่วนมากมีความคิดเห็นที่มีต่อสาขาวิชา ที่เรี ยนของผูเ้ รี ยน ความคิดเห็นต่ออนาคตจากการเรี ยนใน สาขาวิช าที่ เ รี ย นในปั จ จุ บ ัน ความคิ ด เห็ น ต่ อ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมในสถานศึกษา การทาหน้าที่ของนักเรี ยน ไม่ แตกต่างกัน แต่ในหัวข้อความคิดเห็นต่อ บุคคลที่มีอิทธิพล มากที่สุดต่อ การตัดสิ นใจในการเรี ยนต่อ ในสถานศึกษา มี ความคิดเห็นแตกต่างกัน


ความพึงพอใจต่อ การเรี ยนรู ้ในสถานศึกษาของผูเ้ รี ยนสาย สามัญ และสายอาชี พ จากการทดสอบค่ า ความแตกต่ า ง ระหว่างค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นของผูเ้ รี ยนทั้งสองกลุ่ม ttest พบว่ า ผูเ้ รี ยนสายสามัญ และผูเ้ รี ย นสายอาชี พ มี ค วาม คิด เห็ น ต่อ ความพึงพอใจต่อ การเรี ย นรู ้ ในสถานศึ ก ษาไม่ แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญที่ 0.01 แต่ในหัวข้อความคิดเห็น ต่อบุคคลที่มีอิ ทธิ พลมากที่สุดต่อการตัดสิ นใจในการเรี ยน ต่อในสถานศึกษาของผูเ้ รี ยนสายอาชีพและผูเ้ รี ยนสายสามัญ มีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญที่ 0.01

การศึกษาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านทักษะพิสัย ด้านจิตพิสัย และ ด้านพุทธพิสัย พบว่าผูเ้ รี ยนสายสามัญมีพฤติกรรมที่ผูเ้ รี ยน แสดงออกด้านวัตถุประสงค์ทางการศึกษาด้านพุทธพิสยั และ ด้า นจิ ต พิสัย มากกว่า ผูเ้ รี ย นสายอาชี พ แต่ มี พ ฤติ ก รรมที่ ผูเ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุ ประสงค์ทางการศึกษาทางด้าน ทักษะพิสยั น้อยกว่าผูเ้ รี ยนสายอาชีพ

2 .ปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น ที่ มี ผ ลกระทบต่ อ การเรี ย นรู้ ใน

ผูเ้ รี ยนกับความพึงพอใจของผูเ้ รี ยนที่มีต่อสาขาวิชาที่เรี ยน 2. ควรศึก ษาความสัม พัน ธ์ร ะหว่า งรู ป แบบการเรี ยนรู ้ ข อง ผูเ้ รี ยนกับปั ญหาที่มีผลกระทบต่อ การเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนสาย อาชีพและสายสามัญ

สถานศึกษา จากปั ญหาที่มีความสาคัญมากที่สุดไปหาปั ญหาที่มี ความสาคัญน้อยที่สุด พบว่า ผูเ้ รี ยนสายสามัญมีปัญหาเรี ยนไม่เข้าใจ อ่านหนังสือแล้วไม่ จา มากที่สุด คิดเป็ นร้อยละ 76.70 รองลงมาคือ ปั ญหามี ความวอกแวก เหม่อลอยในขณะการเรี ยน (สมาธิส้ นั ) ทา ให้ผลการเรี ย นมัก ต่ า กว่าที่ ควรจะเป็ น คิด เป็ นร้ อ ยละ 40 ปั ญหาที่น้อยที่สุดที่มีผลกระทบต่อการเรี ยน คือ หลบเลี่ยง ปั ญหาอยูเ่ สมอ เมื่อเจอปั ญหาอุปสรรคในการเรี ยนก็จะไม่สู้ ไม่ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ คิดเป็ นร้อยละ 10 ผูเ้ รี ยนสายอาชีพมีปัญหาเรี ยนไม่เข้าใจ อ่านหนังสื อแล้วไม่ จา มากที่สุด คิดเป็ นร้อยละ 76.70 เหมื อ นกับผูเ้ รี ยนสาย สามัญ รองลงมาคือปั ญหา ความวิตกกังวลในเรื่ องต่างๆ เกิด อาการเครี ยดทาให้ขาดสมาธิ ในขณะเรี ยน คิดเป็ นร้อ ยละ 53.40 ปั ญหาที่นอ ้ ยที่สุดที่มีผลกระทบต่อการเรี ยน คือ ท่าน ไม่สามารถเรี ยนรู ้และแก้ไขปั ญหาได้เท่าเทียมกับผูอ้ ื่นที่อยู่ ในวัยเดียวกัน คิดเป็ นร้อยละ 15.00 สอดคล้องกับ อ.รัตนา ศิ ริ ลกั ษณ์ ได้สรุ ปไว้ว่าผูเ้ รี ยนในสถานศึกษาทุกระดับชั้นใน ประเทศไทยร้อยละ 57 ประสบปั ญหาการอ่านคือ อ่านแล้ว ไม่ เ ข้ า ใจ ตี ค วามไม่ ไ ด้ ไม่ ว่ า จะเป็ นบทเรี ยน โจทย์ คณิ ตศาสตร์ การ์ตูน โฆษณา ฯลฯ 3. พฤติกรรมทีผ ่ ้ เู รียนแสดงออกด้ านวัตถุประสงค์ ทาง

การศึกษาของผู้เรียนสายอาชีพและสายสามัญ เมื่อนามาเปรี ยบเทียบกันแล้ว ผูเ้ รี ยนสายอาชีพกับผูเ้ รี ยนสาย สามัญ มีพฤติกรรมที่ผเู ้ รี ยนแสดงออกด้านวัตถุประสงค์ทาง

4. ข้ อเสนอแนะในการทาวิจยั ครั้งต่ อไป 1. ควรศึ ก ษาความสัม พัน ธ์ระหว่า งรู ปแบบการเรี ยนรู ้ ข อง

เอกสารอ้างอิง 1.Yamane, 1960, หน้า 1088-1089, อ้างถึงในพัสนุ ฟอง

ศรี , 2549, วิจัยทางการศึกษา, เทียม เผ่าการพิมพ์, หน้า 110-112 2. บลูม, (Bloom 1976), ทฤษฏีการเรียนรู้ [Online], Avaible : http://e-book.ram.edu/e-book/e/EA634/ EA634-3.pdf[ค้นหาวันที่ 21 มกราคม 2554] 3. กันยา สุ วรรณแสง, 2532,

จิตวิทยาทั่วไป, บารุ งสาสน์,

กรุ งเทพมหานคร, หน้า 56 4. สุ ขา จันทน์เอม, 2542, จิตวิทยาทั่วไป, กรุ งเทพมหานคร , หน้า 241-246 5. มาสโลว์, ทฤษฎีลาดับขั้นความต้ องการของมนุ ษย์ line], Available : http://www.geocities.com/socail2000/ maslow1.htme [ค้นวันที่ 3 มกราคม 2554] 6. ฉวีวรรณ ขวัญชุ ม , 2550, การศึ กษาพฤติกรรมเชิ งบวก และเชิงลบในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนระดับ ปวช.วิทยาลัยการอาชี พ เวียงสระ , วิทยานิ พนธ์ครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าธนบุรี


พิพฒั น์ ธรรมสืบศิลป์ , 2547, การศึกษาพฤติกรรมการใช้ และความพึงพอใจต่ อผลิตภันฑ์ บัตรโทรศัพท์ ของประชาชน ในเขตกรุ งเทพมหานคร , วิ ท ยานิ พนธ์ ค รุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าธนบุรี 8. สุ วิชยั พรรษา , 2547, การศึ ก ษาปั ญหาการเรี ยนรู้ ข อง นักศึกษาจากห้ องเรียนเสมือนจริงสภาพปัจจุบันที่ยอมรับได้ และความคาดหวั ง , วิทยานิ พนธ์ค รุ ศ าสตร์ อุ ต สาหกรรม มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 9. ทันทวี สถิ รภิวงศ์, 2550, การศึ กษาพฤติกรรมเปิ ดรั บสื่ อ แล ะ ก า ร ใ ช้ ป ระ โชน์ จา ก สื่ อ ม ว ล ชน ขอ ง นั ก ศึ ก ษ า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุ ราษฎร์ ธานี, วิทยานิ พนธ์ครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าธนบุรี 10. ธี รศักดิ์ ตระกูล คล้อ ยดี , สุ ธา ทองบุ ต ร , 2553, ศึ ก ษา ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อความวิตกกังวลของตนเอง จากกระบวนการฝึ กทักษะการสอนหน้ าชั้ นเรี ยน กรณีศึกษา นักศึกษาหลักสู ตร ครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมบัณฑิต (ค.อ.บ.5 ปี ), วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 11. ชวนี ย ์ พงศาพิชณ์ และคณะ, 2549, ความพึงพอใจของ นักศึ กษาต่ อการเรี ย นการสอนแบบบูรณาการ: กรณีศึกษา วิชามนุ ษยสั มพันธ์ , วิทยานิ พนธ์ครุ ศาสตร์ อุ ตสาหกรรม บัณ ฑิ ต มหาวิท ยาลัย เทคโนโลยีพ ระจอมเกล้า พนะนคร เหนือ 7.

ประวัติผ้ จู ดั ทา

บรรหาญ ชุมภูกุล นักศึกษาปริ ญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรม โยธา ภาควิชาครุ ศาสตร์โยธา คณะครุ ศาสตร์อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ธี ร นาท เสถี ย รวุ ฒิ ไ กร นั ก ศึ ก ษาปริ ญ ญาตรี สาขาวิ ช า วิศวกรรมโยธา ภาควิช าครุ ศาสตร์ โ ยธา คณะครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี


pdfการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อสายสามัญและสายอาชีพ  

...................................

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you