Issuu on Google+


บทคัดย่ อ โครงงานนี้เป็ นการสร้าง ทดลองเทคนิค และพัฒนาชุดเครื่ องมือในการเตรี ยมแบบจาลองชั้นดิน เหนี ยวอ่อนด้วยเทคนิ คการพ่นไอซี เมนต์ที่มีกาลังแปรผันตามความลึกโดยใช้เทคนิ คการผสม ปูนซี เมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดที่ 3 ตราช้าง (สี ม่วง) แร่ ดินขาวยีห่ อ้ IMERYS จากประเทศอังกฤษ และน้ า โดยใช้ซีเมนต์เป็ นตัวเพิ่มกาลังของตัวอย่างดินเหนี ยวประดิษฐ์ และใช้วิธีการทดสอบ แบบใบพัดเฉื อนในห้องทดลอง (Laboratory Vane Shear Test) เพื่อหาคุณสมบัติดา้ นกาลังรับ แรงเฉื อนแบบไม่ ร ะบายน้ า (Su)โดยตัวอย่างดิ นเหนี ยวจะถูก เก็บเพื่อทดสอบหาค่ า ปริ มาณ ความชื้ นในดินส่ วนดินเหนี ยวประดิษฐ์ที่มีกาลังแปรผันตามความลึกใช้ตวั อย่างขนาด 13.5 x 23.5 x 25 ซม.การเตรี ยมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซี เมนต์ในแต่ละชั้น มีเปอร์เซ็นต์ซีเมนต์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 0%- 3% ให้กาลังในการรับแรงเฉื อนแบบไม่ระบายน้ า (Su) ระหว่าง 0.04 – 0.32 ksc จากการทดสอบแบบใบพัดเฉือนในห้องทดลอง (Laboratory Vane Shear Test) ตลอดความลึกของตัวอย่างสรุ ปได้ว่า กาลังมีค่าใกล้เคียงกับชั้นดิ นเหนี ยวอ่อน กรุ งเทพฯในช่ วง 10 เมตรแรก ซึ่ งกาลัง จะเพิ่ มขึ้ นตามความลึ กคล้า ยกับลัก ษณะชั้น ของดิ น เหนี ยวกรุ งเทพที่ได้กาหนดเป้ าหมายไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสามารถนาไปใช้ในงานวิจยั และงาน ทดลองในห้องทดลองด้านวิศวกรรมเทคนิคธรณี ได้ต่อไป

คาสาคัญ : ดินเหนียวประดิษฐ์/ กาลังแปรผันต่อเนื่องตามความลึก/ กาลังรับแรงเฉือน/ เทคนิค การพ่น ไอซีเมนต์


Abstract This project aims to create an experimental technique and a new set of apparatus to prepare a soft clay layer model by cement spraying technique which the shear strength of the model was varied with depth. The type III Portland cement, kaolin and water were mixed. The cement was used to increase the clay’s strength. Laboratory vane shear Test was performed to determine the undrained shear strength. The samples were provided in a rectangular container of 13.5 x 23.5 x 25 cm. The preparation technique was innovated by spraying the different cement ratio in deferent level of depth continuously from 0 to 3 %. Consequently, the undrained shear strength testing results showed in range of 0.04 to 0.32 ksc., continuously. The range obtained was closed to the typical strength profile of the very soft Bangkok Clay layer in upper 10 m., in which the strength increases with depth corresponding to about 0.3 to 0.5 ksc. With this success, the new technique and apparatuses will be an option to provide a suitable soft clay layer model with varied strength profile for several geotechnical researches or experiments in laboratory, such as centrifuge modeling.

Keywords : Artificial clay/ strength variation with depth/ undrained shear strength./ Cement Spraying Technique


กิตติกรรมประกาศ โครงงานวิจัยนี้จะประสบความสาเร็จไม่ได้หากมิได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์ที่มีคุณวุฒิซึ่ง จะกล่าวดังต่อไปนี้ ผศ.ดร.กิติเดช สันติชัยอนันต์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ที่ได้ให้คาปรึกษา และแนะนาวิธีการศึกษาตลอดจนวิธีการทดลองการใช้อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ และให้คาปรึกษาเมื่อมี ปัญหาและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในการทาโครงงาน จนโครงงานสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อีก ทั้งให้คาแนะนาในการตรวจสอบ และจัดทารูปเล่ม ขอขอบพระคุณคณะกรรมการ ผศ .ดร.สนิท วงษา และผศ .ดร.ทวีชัย กาฬสินธุ์ ซึ่งท่านอาจารย์ทั้ง สองได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะในการศึกษาโครงงานและร่วมประเมินผลทางการศึกษา ขอขอบคุณ คุณราชศักดิ์ สุวรรณนัจศิริ ที่คอยแนะนาแนวทางการแก้ไขปัญหาตลอดการดาเนิน โครงงาน และยังช่วยตรวจสอบรูปเล่มโครงงานวิจัยนี้ ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้กรุณาประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางวิชาการให้แก่ผู้จัดทา โครงงานจนทาให้โครงงานฉบับนี้ สาเร็จอย่างสมบูรณ์ประโยชน์อันใดที่เกิดจากโครงงานชิ้นนี้เป็น ผลมาจากความกรุณาของทุกท่านที่กล่าวมาข้างต้น ผู้จัดทาโครงงานรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงใคร่ ขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย และท้ายที่สุดขอขอบพระคุณ บิดา มารดา และเพื่อนๆร่วม รุ่นทุกคนที่เป็นกาลังใจในการจัดทาโครงงานจนแล้วเสร็จสมบูรณ์


สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ จ รายการตาราง ซ รายการรูปประกอบ ญ รายการสัญลักษณ์ ฎ บทที่ 1. บทนา 1.1 ที่มาและความสาคัญของปัญหา 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.3 สมมติฐานของการศึกษา 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5 ขอบเขตของการศึกษา 1.6 นิยามศัพท์ 2. ทฤษฏีและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ 2.2 การสร้างดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพ 2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งก่อสร้างใต้ดินในชั้น ดินเหนียวประดิษฐ์สาหรับแบบจาลองหมุนเหวี่ยง 3. วิธีดาเนินงาน 3.1 การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 3.2 การออกแบบเครื่องมือและเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ 3.3 การศึกษาความเป็นไปได้ของเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ 3.4 วิธีการสอบเทียบเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ 3.5 วิธีการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 3.6 วิเคราะห์และประเมินผลการทดสอบ 3.7 สรุปผลการทดสอบ

ข ค ง

1 2 2 3 3 3 4 8 12

14 14 20 23 24 25 25


สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.8 ระยะเวลาในการดาเนินงาน 4. ผลการทดสอบและวิเคราะห์ 4.1 ผลการใช้เทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุและการสอบเทียบ 4.2 ผลการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 5. สรุปผลการทดสอบและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการใช้ชุดเครื่องมือและกระบวนการในการเตรียมแบบจาลอง ชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 5.2 สรุปผลการทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินตัวอย่าง 5.3 ข้อควรระวังในการใช้ชุดเครื่องมือ 5.4 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสาหรับการศึกษาครั้งต่อไป

25

เอกสารอ้างอิง

39

ภาคผนวก ภาคผนวก ก. รูปแสดงการสอบเทียบวัสดุ ภาคผนวก ข. ตารางแสดงข้อมูลการสอบเทียบ ภาคผนวก ค. รูปภาพแสดงขั้นตอนการผสมตัวอย่าง ภาคผนวก ง. รูปภาพแสดงขั้นตอนการทดสอบ Vane Shear Test ภาคผนวก จ. ตารางแสดงข้อมูลการทดสอบ

41 45 47 55 59

ประวัติผู้จัดทา

63

28 30 36 36 37 37


รายการตาราง ตาราง

หน้า

2.1 ตารางค่าเฉลี่ยสมบัติทางกายภาพของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ 2.2 สรุปขอบเขตของพฤติกรรมทางวิศกรมของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ 3.1 แสดงสัดส่วนและปริมาณวัสดุที่ใช้ในการผสม 3.2 แสดงอัตราการผสมและระยะเวลาที่ใช้ในการผสม 3.3 แสดงแผนระยะเวลาในการดาเนินงาน 4.1 แสดงแรงดันที่ใช้ในการพ่นซีเมนต์ที่ระดับความลึกต่างๆ 4.2 แสดงผลการสอบเทียบการโรยดินโดยวิธีเขย่า 4.3 แสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียว แบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ 4.4 แสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียว แบบกาลังแปรผันตามความลึก ข.1 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบน้า ข.2 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบซีเมนต์ ข.3 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบแร่ดินขาว จ.1 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ จ.2 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ โดยเฉลี่ย จ.3 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึก จ.4 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึก โดยเฉลี่ย

6 7 24 24 26 29 30 32 34 46 46 46 60 60 61 62


รายการรูปประกอบ รูป 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5

3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 3.7 3.8 3.9 3.10 3.11 3.12 3.13 3.14 3.15

หน้า กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Su กับความลึกของดินบริเวณ ธนบุรี-ปากท่อ แสดงเครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างดินเหนียวเทียมโดยวิธีที่ใช้ การดูดน้าออกจากตัวอย่างดินเหนียว ลักษณะกาลังของดินเหนียวที่เพิ่มขึ้นตามความลึกโดยวิธี Centrifuge Consolidationและ การศึกษาพฤติกรรมการทรุดตัวของเสาเข็มกลุ่มบนแบบจาลองดินเหนียว โดยเครื่องหมุนเหวี่ยง การศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนตัวของกาแพงในแบบจาลองดินเหนียว โดยเครื่องหมุนเหวี่ยง จากซ้ายมาขวา: ลักษณะชั้นดินเหนียวจริง, ผลการเคลื่อนตัวของดินเหนียว และกาลังของดินเหนียว���ริงในสนาม และแบบจาลอง แสดงปั๊มลมที่ใช้ในการทดลอง แสดงตัวปรับแรงดันที่ใช้ในการทดลอง แสดงมาตรวัดแรงดันที่ใช้ในการทดลอง แสดงกระบอกซีเมนต์ที่ใช้ในการทดลอง แสดงท่อปล่อยไอซีเมนต์ที่ใช้ในการทดลอง แสดงกระบอกบรรจุน้าที่ใช้ในการทดลอง แสดงหัวฉีดน้าที่ใช้ในการทดลอง แสดงชุดโรยดินที่ใช้ในการทดลอง แสดงกล่องเตรียมตัวอย่างดินเหนียว แสดงแร่ดินขาวยี่ห้อ IMERYS จากประเทศอังกฤษ แสดงซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 3 ตราช้าง (สีม่วง) แปลนแสดงตาแหน่งการติดตั้งท่อปล่อยไอซีเมนต์และหัวฉีดน้า ที่ใช้ในการทดลอง แสดงลักษณะการทางานของชุดโรยดินที่ใช้ในการทดลอง แสดงการติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่าง แสดงแผนผังขั้นตอนการดาเนินงาน

8 11 12 13 13

15 15 16 17 17 18 18 19 20 21 21 22 22 23 27


รายการรูปประกอบ (ต่อ) รูป 4.1 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอัตราการพ่น ไอซีเมนต์ 4.2 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอัตราการพ่นน้า 4.3 แสดงตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ผงสี 4.4 แสดงตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ 4.5 แสดงตัวอย่างดินเหนียว แบบกาลังแปรผันตามความลึกโดยใช้ไอซีเมนต์ 4.6 กราฟแสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียว แบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ 4.7 กราฟแสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียว แบบกาลังแปรผันตามความลึก ก.1 แสดงการพ่นน้า ก.2 แสดงการชั่งปริมาณน้า ก.3 แสดงการพ่นไอซีเมนต์ ก.4 แสดงการชั่งปริมาณซีเมนต์ ก.5 แสดงการโรยดิน ก.6 แสดงการชั่งปริมาณแร่ดินขาว ค.1 แสดงการเตรียมแร่ดินขาว ค.2 แสดงการเตรียมน้า ค.3 แสดงการเตรียมซีเมนต์ ค.4 แสดงการเปิดปั๊มลม ค.5 แสดงการปรับค่าแรงดัน ค.6 แสดงการวางกล่องตัวอย่าง ค.7 แสดงการเปิดเครื่องโต๊ะเขย่า ค.8 แสดงการวางตะแกรงโรยดิน ค.9 แสดงการเปิดวาล์วน้า ค.10 แสดงการเปิดวาล์วซีเมนต์ ค.11 แสดงการเติมดิน ค.12 แสดงการทาความสะอาดขอบกล่องเตรียมตัวอย่าง

หน้า 28 30 31 32 33 34 35 42 42 43 43 44 44 48 48 49 49 50 50 51 51 52 52 53 53


รายการรูปประกอบ (ต่อ) รูป ค.13 ง.1 ง.2 ง.3 ง.4 ง.5 ง.6

หน้า แสดงการบ่มตัวอย่าง แสดงการวัดกาหนดจุด แสดงการติดตั้งเครื่องทดสอบ แสดงการกาหนดตาแหน่งทดสอบ แสดงการอ่านค่าเริ่มต้น แสดงการหมุนทดสอบ แสดงการทาความสะอาดใบพัด

54 56 56 57 57 58 58


รายการสัญลักษณ์ Ri Rmax Δ Δavg k Su Su,avg

= ค่าเริ่มต้นของกล่องอ่านค่า ที่ได้จากการทดสอบใบพัดเฉือน = ค่าสูงสุดของกล่องอ่านค่าที่ได้จากการทดสอบ ใบพัดเฉือน = ผลต่างระหว่างค่าสูงสุดกับค่าเริ่มต้นของกล่องอ่านค่า = ค่าเฉลี่ยผลต่างระหว่างค่าสูงสุดกับค่าเริ่มต้นของกล่องอ่านค่า = ค่าคงที่ของใบพั ดเฉือน = ค่ากาลังรับแรงเฉือนของดิน = ค่า เฉลี่ยกาลังรับแรงเฉือนของดิน


บทที่ 1 บทนา 1.1 ที่มาและความสาคัญของปัญหา การตรวจสอบคุณสมบัติดินและโครงสร้างใต้ดินโดยทั่วไปสามารถทาได้โดยการทดสอบในสนาม และทดสอบในห้องทดลอง ปัญหาและอุปสรรคของการทดสอบในสนาม คือ ค่าใช้จ่ายสูง สภาวะการ ทดสอบไม่เอื้ออานวยและใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ ส่วนการทดสอบในห้องทดลองถึงแม้ว่าจะประหยัด กว่าและมีสภาวะการทดสอบที่ดีกว่าตลอดจนใช้เครื่องมือขนาดเล็กกว่าแต่ก็มีปัญหาอุปสรรคเรื่องการ เก็บตัวอย่างจากในสนาม เนื่องจากตัวอย่างดินเหนียวมีความไวตัวสูงและยากที่จะเตรียมตัวอย่างขนาด ใหญ่ขึ้นเองในห้องทดลองโดยเฉพาะตัวอย่างที่มีกาลังแปรผันตามความลึก แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ได้มีการนาเทคนิคใหม่ๆมาใช้จนสามารถเตรียมตัวอย่างดินเหนียวดังกล่าวได้แล้วในต่างประเทศ สาหรับประเทศไทยพึ่งมีการศึกษาการเตรียมตัวอย่างดินเหนียวขนาดใหญ่เช่นนี้อย่างจริงจังและคาด ว่าจะสามารถนาเทคนิคที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มาพัฒนาใช้ได้เองในประเทศ เพื่อลดปัญหาอันเกิด จากการเก็บตัวอย่างดินเหนียวคงสภาพ ซึ่งเป็นดินเหนียวอ่อนซึ่งมีความไวตัวสูง ( Sensitive Clay) และมีกาลังรับแรงเฉือนค่อนข้างเท่ากันทั้งตัวอย่างนั่นคือ กาลังของตัวอย่างที่เก็บได้จะไม่แปรผันตาม ความลึก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการทดสอบในสนามที่มีค่าใช้จ่ายในการทดสอบที่สูง โครงงานวิจัยนี้จึงมี ความประสงค์ที่จะศึกษาการเตรียมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อลดปัญหาดังกล่าว โดย จุดประสงค์เพื่อเตรียมตัวอย่างดินเหนียวที่มีกาลังรับแรงเฉือนแบบแปรผันตามความลึกและศึกษา เทคนิคการเตรียมตัวอย่างในห้องทดลอง ระยะเวลาที่ใช้ และคุณสมบัติพื้นฐานอื่นๆของดิน การสร้างดินเหนียวประดิษฐ์ในห้องทดลองสามารถแบ่งได้ 4 วิธีใหญ่ๆ คือ วิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ ซีเมนต์ (Partially Cemented Clay) วิธีใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงรีดน้าออก ( Centrifuge Consolidation) วิธีที่ ใช้การดูดน้าออกจากตัวอย่างดินเหนียว ( Suction Induced Seepage Consolidation) และวิธีใช้แรงกด ภายนอก ซึ่งวิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ ( Partially Cemented Clay) เคยมีผู้ทาวิจัยมาแล้วโดยเป็น การศึกษาวิธีการหาสัดส่วนที่เหมาะสมของส่วนผสมของวัสดุอันประกอบด้วย แร่ดินขาว สารเบน โทไนท์ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดที่ 3 และน้า ซึ่งดินเหนียวประดิษฐ์ส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกับ ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯทั้งในด้านสมบัติกายภาพและพฤติกรรมทางด้านวิศวกรรม แต่เทคนิคนี้ยังไม่ สามารถสร้างกาลังของดินให้แปรผันตามความลึกอย่างต่อเนื่องได้ เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องผสมดิน เหนียวประดิษฐ์เป็นชั้นๆจึงขาดความต่อเนื่องด้านกาลัง ส่วนวิธีใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงรีดน้าออก (Centrifuge Consolidation) เทคนิคนี้ถือได้ว่าได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับเทคนิคการทดสอบแบบหมุน เหวี่ยง ซึ่งแบบจาลองดินเหนียวหลังจากถูกรีดน้าออกจะมีลักษณะคล้ายกับดินเหนียวที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติมากและแม่นยาที่สุด แต่มีข้อจากัดคือ ต้องใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงเป็นเวลานาน ส่งผลให้เครื่อง


2

หมุนเหวี่ยงเกิดการสึกหรอได้ และที่สาคัญเป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายมาก วิธีการใช้แรงกดภายนอกจะใช้ หลักการนาน้าหนักมากดทับทาให้ดินมีกาลังเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลามากในการเตรียมตัวอย่างดิน เหนียวประดิษฐ์และยากที่จะได้กาลังของดินแปรผันตามความลึก วิธีใช้การดูดน้าออกจากตัวอย่างดิน เหนียว (Suction Induced Seepage Consolidation) คือการสร้างดินเหนียวอ่อนประดิษฐ์โดยใช้การดูด น้าออกจากดินเหนียว ทาให้ดินเหนียวยุบอัดตัวและมีกาลังแปรผันตามความลึก แต่จากผลการวิจัย พบว่าต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างประมาณ 20-40 วัน และลักษณะทางกายภาพของตัวอย่างที่ได้ นั้นยังไม่ตรงตามความต้องการนั่นคือด้านบนของดินเหนียวประดิษฐ์จะมีลักษณะค่อนข้างเหลวใน ขณะเดียวกันด้านล่างนั้นก็ยังมีความแข็งไม่เพียงพอ การเตรียมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ในครั้งนี้ ทางผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเทคนิคการเตรียมตัวอย่าง ด้วยวิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ (Partially Cemented Clay) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุง ข้อด้อยในเรื่องของการขาดความต่อเนื่องด้านกาลัง ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการเตรียมตัวอย่างดิน เหนียวประดิษฐ์ด้วยวิธีนี้ รวมทั้งศึกษาสมบัติทางกายภาพและพฤติกรรมทั่วไปทางวิศวกรรมของดิน เหนียวประดิษฐ์

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.2.1 คิดค้นเทคนิคใหม่ในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปรผันต่อเนื่อง ตามความลึก โดยการพ่นไอซีเมนต์ 1.2.2 คิดค้นชุดเครื่องมือและกระบวนการในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลัง แปรผันต่อเนื่องตามความลึก โดยการพ่นไอซีเมนต์ 1.2.3 รายงานและสรุปเทคนิคในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปรผัน ต่อเนื่องตามความลึก โดยการพ่นไอซีเมนต์

1.3 สมมติฐานของการศึกษา 1.3.1 สมบัติทางกายภาพและพฤติกรรมของดินเหนียวประดิษฐ์ที่เตรียมในโครงงานนี้มี ลักษณะใกล้เคียงกับชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ 1.3.2 ความแปรผันของกาลังรับแรงเฉือนที่แปรเปลี่ยนตามความลึกของดินเหนียวประดิษฐ์ ในโครงงานนี้มีลักษณะต่อเนื่องสม่าเสมอ (เชิงเส้นตรง) ใกล้เคียงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ


3

1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4.1 ได้ทราบถึงเทคนิคใหม่ในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปรผัน ต่อเนื่องตามความลึกโดยการพ่นไอซีเมนต์ 1.4.2 ได้ชุดเครื่องมือและกระบวนการในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปร ผันตามความลึกโดยการพ่นไอซีเมนต์ 1.4.3 ได้ข้อสรุปเทคนิคในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปรผันตามความ ลึกโดยการพ่นไอซีเมนต์ และสามารถนาไปใช้ในการเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนได้จริง

1.5 ขอบเขตของการศึกษา 1.5.1 ดินเหนียวที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างคือ ดินเหนียวขาว Kaolin ยี่ห้อ IMERYS จาก ประเทศอังกฤษ 1.5.2 ใช้กรรมวิธีในการเตรียมดินเหนียวประดิษฐ์ โดยวิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ ( Partially Cemented Clay) 1.5.3 แบบจาลองดินเหนียวประดิษฐ์ มีขนาด กว้าง 12.9 cm ยาว 22.9 cm สูง 20 cm 1.5.4 ศึกษาสมบัติทางด้านกาลังในที่นี้ได้มาจากการทดสอบ Vane Shear Test

1.6 นิยามศัพท์ 1.6.1 ดินเหนียวอ่อน หมายถึง ดินที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ แร่ดินขาว Kaolin เพื่อให้ มีลักษณะ กาลังแปรผันตามความลึกใกล้เคียงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ 1.6.2 การเตรียมแบบจาลองดินเหนียวอ่อน หมายถึง การสร้างดินเหนียวอ่อนขึ้นมาใหม่โดย ใช้ดินเหนียวอ่อนไม่คงสภาพ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้มีกาลังและคุณสมบัติทางกายภาพเทียบเท่า ดินเหนียวอ่อนตามธรรมชาติ โดยวิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ (Partially Cemented Clay) 1.6.3 Partially Cemented Clay หมายถึง ดินเหนียวที่มีความเชื่อมแน่นแบบอ่อนโดยใช้ปอร์ต แลนด์ซีเมนต์ 1.6.4 Vane Shear Test หมายถึง การทดสอบหากาลังรับแรงเฉือนด้วยใบพัด


บทที่ 2 ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดินเหนียวอ่อนถูกพบมากในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง จากการส้ารวจพบว่า ลุ่มแม่น้าดังกล่าว ชั้นบนสุดเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนที่หนามาก ดินเหนียวอ่อน และดินเหนียวแข็งมีความหนาตั้งแต่ 10-20 เมตร จนถึงชั้นทรายตามล้าดับโดยครอบคลุมเป็นบริเวณ กว้าง จากทิศเหนือเริ่มตั้งแต่จังหวัดอ่างทอง ลงมาถึงอ่าวไทย ในทางทิศตะวันออกถึงตะวันตก จาก จังหวัดชลบุรีถึงจังหวัดราชบุรี กินพื้นที่ประมาณ 20 ,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมักประสบ ปัญหาทางด้านวิศวกรรม ในปัจจุบันการทดสอบเกี่ยวกับวิศวกรรมเทคนิคธรณีมีความส้าคัญมาก เนื่องมาจากปัจจุบันประเทศมี การขยายตัวทางด้านการก่อสร้างแบบต่างๆ ดังนั้นการทดสอบแบบหมุนเหวี่ยง (Centrifuge Modeling Technique ) จึงมีบทบาทมากขึ้น การทดสอบ แบบดั้งเดิมจะท้าการทดสอบตัวอย่างเป็นชิ้นๆ โดยมี ขนาดเล็ก และไม่ค้านึงถึง ทั้ง ระบบปัญหา ดังนั้น จึงมีการพัฒนาการทดสอบ แบบหมุนเหวี่ยง ด้วย เครื่องหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) ซึ่งมีหลัก การทดสอบทั้งระบบปัญหา การทดสอบนี้ เป็นการศึกษาที่ ทันสมัยกว่าเดิม เพราะได้ใช้เ ครื่อง Centrifuge เข้ามาช่วยจ้าลองสภาพปัญหารวมทั้งขั้นตอนการ ก่อสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งก่อสร้างกับดิน จนท้าให้ศึกษาปัญหาได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่ง ความสมบูรณ์เหล่านี้จ้าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตัวอย่างดินเหนียวที่สามารถควบคุมคุณภาพและก้าลังที่ ต้องการได้ โดยทั้งนี้ตัวอย่างควรมีก้าลังที่แปรผันตามความลึกเช่นเดียวกับลักษณะชั้นดินเหนียวตาม สภาพจริงในสนาม

2.1 ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ (Bangkok Clay) ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯเป็นชั้นดินที่ปกคลุมกระจายเป็นบริเวณกว้างในภาคกลางของประเทศ ไทย ชั้นดินดังกล่าวนี้มีค่าก้าลังรับแรงเฉือนต่้า อีกทั้งมีค่าการยุบอัดตัวและความไวตัวสูง โครงสร้าง ของสิ่งปลูกสร้างมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพของความมั่นคง และการทรุดตัวเมื่อมีการปลูก สิ่งปลูกสร้างอยู่บนชั้นดินดังกล่าว จากเหตุดังกล่าวจึงมีนักวิจัยหลายท่านท้าการศึกษาถึงสภาพและ ลักษณะของชั้นดิน นี้ ประวัติความเป็นมาของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ สมบัติทางกายภาพ และ พฤติกรรมทางวิศวกรรม สามารถสรุปผลงานในอดีตได้ดังนี้

2.1.1 ประวัติการเกิดดินตะกอน Cox [1] กล่าวว่า ดินตะกอนเกิดจากการที่ระดับน้้าทะเลเปลี่ยนแปลงขึ้นลงใน Quaternary period ใน ยุคของ Recent age ราว 10,000 ปีก่อนยุคปัจจุบันและในยุคของ Pleistocene age เมื่อ 10,000 - 500,000


5 ปีก่อนยุคปัจจุบัน กล่าวคือ ใน Quaternary period ระดับน้้าทะเลได้มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจาก การก่อตัวและการละลายของภูเขาน้้าแข็งต่อเนื่องกันหลายครั้งหลายหน จนเกิดการพัดพาตะกอนดิน ไปสู่พื้นมหาสมุทร แม่น้า และเกิดการกัดเซาะ ก่อให้เกิดการพังทลายและก่อให้เกิดการทับถมของ ตะกอนดิน อัตราการตกตะกอนในที่ราบสามเหลี่ยมปากแม่น้าเจ้าพระยาอยู่ในอัตรา 2.0-3.0 mm /ปี โดยประมาณ ในขณะที่อัตราการเพิ่มของระดับน้้าทะเลในรอบ ศตวรรษที่ผ่านมาเท่ากับ 1.2 mm/ปี ส้าหรับ Soft marine clay ซึ่งถูกแยกตามลักษณะที่ตกตะกอนไม่นานนี้ประมาณการณ์ว่าเกิดขึ้นใน ตอนแรกของยุค Recent age (ประมาณ 10,000 ปีล่วงมาแล้ว) ซึ่งแสดงให้เห็นชั้นดิน ทางด้านข้างของ สามเหลี่ยมปากแม่น้าเจ้าพระยาตั้งแต่อ่าวไทย จนถึงตอนเหนือของประเทศ เป็นระยะทาง 140 km จากชายฝั่ง Soft marine clay จะปรากฏที่ความลึก 10-20 m ต่้าจากระดับน้้าทะเล และจะตื้นขึ้น เรื่อยๆเมื่ออยู่ห่างจากอ่าวไทยขึ้นไป ส่วนผิวบนจะเป็น Terrestrial deposits ซึ่งจะอยู่จาก ระดับน้้าทะเลขึ้นมาปกติจะหนาประมาณ 5 m การตกตะกอนนี้น่าจะเกิดในตอนปลายของยุค Recent age เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของระดับน้้าทะเล

2.1.2 สมบัติทางกายภาพของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ในอดีต มีผลการวิจัยที่จ้าแนกชั้นดินและศึกษาสมบัติทางกายภาพของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯหลาย งานวิจัยด้วยกัน บางงานวิจัยได้ท้าการศึกษาตามแนวยาวจากอ่าวไทยไปตอนเหนือของประเทศ บาง งานวิจัยได้ท้าการศึกษาด้านทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก บางงานวิจัย ท้าการศึกษาวิจัยจากข้อมูล ที่กระจัดกระจายเป็นพื้นที่กว้างทั่วบริเวณกรุงเทพมหานคร โดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางสถิติ และ บางงานวิจัยได้แยกการศึกษาวิจัยออกเป็นส่วนๆ ซึ่งผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ ศรัณยุทธ์ [2] ได้วิจัยสมบัติและพฤติกรรมทางด้านวิศวกรรมของดินเหนียวกรุงเทพ ฯ โดยได้ท้าการ วิเคราะห์ทางสถิติข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณกรุงเทพ ฯ และได้แสดงผลการจ้าแนกชั้นดิน และการกระจัดกระจายของค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ตามความลึก นอกจากนี้พบว่าค่า Liquidity index มี ค่าประมาณ 1 ในชั้นดินอ่อน ลักษณะจาก Plasticity chart จะให้แนวขนานและส่วนมากจะอยู่เหนือ เส้น A Line ค่า Plasticity index ในชั้นดินอ่อนมีค่าประมาณ 20 – 25 และจัดอยู่ในพวก Plastic ก้าธร [3] เก็บรวบรวมข้อมูลการเจาะส้ารวจชั้นดินในบริเวณกรุงเทพมหานครจ้านวน 400 หลุม เพื่อ มาวิเคราะห์ลักษณะชั้นดิน ปรากฏว่าบริเวณพื้นที่ 36 ตารางกิโลเมตร ใจกลางกรุงเทพมีจ้านวนข้อมูล มากพอที่จะน้ามาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยมีค่าเฉลี่ยของค่า Natural water content ประมาณ 60.18 ± 9.33 เปอร์เซ็นต์ ค่า Liquid limit ประมาณ 63.61 ± 6.75 ซึ่งจะใกล้เคียงกับค่า Natural water content ค่า Plastic limit ประมาณ 28.20 ± 2.68 เปอร์เซ็นต์ ค่าความถ่วงจ้าเพาะประมาณ 2.654 ± 0.02 ค่า Liquidity index ของดินชั้นนี้อยู่ประมาณ 1.003 ± 0.28 และTotal unit weight ประมาณ 1.653 ± 0.07 t/m3


6 จากผลการวิจัยของนักวิจัยหลายท่านสามารถสรุปสมบัติทางกายภาพของชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ มีคุณสมบัติดังตารางที่ 2.1 ดังนั้นในโครงงานนี้จึงเลือกขอบเขตของสมบัติทางกายภาพดังกล่าวไว้เป็น เกณฑ์ในการเปรียบเทียบคุณสมบัติตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯ ตารางที่ 2.1 ตารางค่าเฉลี่ยสมบัติทางกายภาพของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ [4]

2.1.3 สมบัติทางวิศวกรรมของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ สมบัติทางวิศวกรรมของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯได้มีนักวิจัยหลายท่านท้าการศึกษาในด้านต่าง ๆ พฤติกรรมการรับแรงเฉือน ค่าความสามารถในการยุบอัดตัวของดินและคุณสมบัติทางวิศวกรรม ของ ดินเหนียวกรุงเทพ มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ ศรัณยุทธ [2] พบว่า ค่า Sensitivity ที่ได้จากการทดลอง UC Test ประมาณ 2-4 และจากการทดลอง Vane shear test (VST) มีค่าประมาณ 1-3 ก้าธร [3] ท้าการศึกษาวิเคราะห์และสรุปว่าค่า Untrained shear strength จาก VST เฉลี่ยจากทุก พิกัดกริ ดของดินชั้นนี้ มีค่า ประมาณ 2.85 ± 1.22 t/m2 ค่าเฉลี่ยของค่า Unconfined compressive strength (qu) ประมาณ 4.37 ± 2.25 t/m2 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบค่า Cohesion แล้วจะได้ผลต่้ากว่า VST เล็กน้อย เนื่องจากตัวอย่างดินถูกรบกวน ค่า Sensitivity ของดินที่ได้จาก VST และ Unconfined compression test มีค่า 2.832 ± 0.637 และ 2.013 ± 0.067 ตามล้าดับ ซึ่งถือว่ามีสภาพเป็น Moderately sensitive


7 ในการค้นคว้าเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับแรงของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ พบว่า ดินดังกล่าว มี ความสามารถในการรับแรงต่้าและมีค่าความไวตัวสูง จากการเปรียบเทียบก้าลังของดินเฉลี่ยเฉพาะใน เขตกรุงเทพมหานครพบว่าค่าก้าลังของดินมีค่าใกล้เคียงกัน อาจมีแตกต่างบ้างตามความลึก จากผลการวิจัยของนักวิจัยหลายท่านสามารถสรุปขอบเขตของพฤติกรรมทางวิศวกรรมของชั้นดิน เหนียวอ่อนกรุงเทพ ดังตารางที่ 2.2 และรูปที่ 2.1 ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ท้าการเลือกขอบเขตของ พฤติกรรมทางด้านวิศวกรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผสมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ กรุงเทพฯ เพื่อให้ได้พฤติกรรมคล้ายคลึงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ตารางที่ 2.2 สรุปขอบเขตของพฤติกรรมทางวิศวกรรมของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ [4] Property Unconfined compression test -Undrained shear strength,t/m2 -εf , % -Sensitivity Consolidation -Cc -Cv (cm2/sec) -Preconsolidation pressure , t/m2 -Initial void ratio Laboratory vane shear test -Undrained shear strength,t/m2 -Sensitivity

ค่าเฉลี่ย 0.7-3.31 1.3-5.8 2-4 0.4-1.5 10-4 - 10-3 5.3-13.9 1.48-2.543 1.2-3.68 3-6


8

รูปที่ 2.1 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง su กับ ความลึกของดิน บริเวณธนบุรี-ปากท่อ [5]

2.2 การสร้างดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯ การสร้างดินเหนียว ประดิษฐ์ จากดินเหนียวที่มีจ้าหน่ายในท้องตลาดเชิง พาณิชย์ ถูกศึกษามาแล้วทั้ง ระดับในประเทศและต่างประเทศ ส่วนการศึกษาวิธีที่เหมาะสมในการเพิ่มก้าลังของดินเหนียว ประดิษฐ์ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 วิธีใหญ่ๆ คือ วิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ ( Partially Cemented Clay) วิธี ที่ใช้แรงกดภายนอก วิธีที่ใช้การดูดน้้าออกจากตัวอย่างดินเหนียว (Suction Induced Seepage Consolidation) และวิธีใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงรีดน้้าออก (Centrifuge Consolidation) ซึ่งสามารถน้าเสนอ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีเหล่านี้ ดังต่อไปนี้

2.2.1 วิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ (Partially Cemented Clay) รัฐพล และ วิทวัส [6] ได้ท้าการออกออกแบบส่วนผสมของดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯที่มีก้าลังแปร ผันตามความลึก ใช้เทคนิคการผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดที่ 3 ตราช้าง (สีม่วง) เบนโทไนท์ ยี่ห้อ Wyoming แร่ดินขาว ยี่ห้อ Imerys จากประเทศอังกฤษ และน้้า ใช้ซีเมนต์เป็นตัวเพิ่มก้าลังของ ตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ โดยใช้วิธี Unconfined compression test และ Laboratory vane shear test ในการทดสอบหาคุณสมบัติด้านก้าลัง และวิธี Hydrometer , Consolidation , Atterberg Limit ในการทดสอบหาคุณสมบัติทางกายภาพ ส่วนดินเหนียวประดิษฐ์ที่มีก้าลังแปรผันตามความลึกใช้ ตัวอย่างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 cm. สูง 32 cm. จากการศึกษาพบว่า เปอร์เซ็นต์ซีเมนต์ที่มีผลต่อ ก้าลังดินเหนียว ตั้งแต่ 0%- 5% ให้ก้าลังในการรับแรงแกนเดียว 0.16-1.99 ksc ตามล้าดับ และการ ทดลองผสมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯให้มีก้าลังแปรผันตามความลึกโดยใช้เทคนิคการ


9 เตรียมตัวอย่างดินเป็นชั้นๆ โดยแต่ละชั้นมีเปอร์เซ็นต์ซีเมนต์ที่แตกต่างกันและผลการทดสอบ Laboratory vane shear test ตลอดความลึกของตัวอย่างสรุปได้ว่า ก้าลังของตัวอย่างดินเหนียว ประดิษฐ์กรุงเทพฯจะเพิ่มขึ้นตามความลึกคล้ายกับลักษณะชั้นของดินเหนียวกรุงเทพฯที่ได้ก้าหนด เป้าหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว กริชฤทธิ์ [4] ท้าการออกแบบส่วนผสมของดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯ ซึ่งเกิดจากการผสมวัสดุอัน ประกอบด้วย แร่ดินขาว สารเบนโทไนท์ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดที่ 3 และน้้า โดยมีจุดประสงค์ให้ มีลักษณะใกล้เคียงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ รวมทั้งศึกษาสมบัติทางด้านกายภาพและพฤติกรรม ทางด้านวิศวกรรมของดินเหนียวประดิษฐ์นี้ จากผลการศึกษาสามารถสรุปสาระส้าคัญได้ดังนี้ - จากการทดสอบสมบัติทางด้านกายภาพเบื้องต้นพบว่าสัดส่วนของแร่ดินขาว (แร่ดินขาวล้าปาง) ต่อ เบนโทไนท์ (K:B) ที่ 8:1 สามารถใช้สร้างสมบัติทางด้านกายภาพเลียนแบบสมบัติทางด้านกายภาพ ของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯในด้าน Plasticity ได้ - จากการทดลองเพื่อหาปริมาณปูนซีเมนต์ที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการสร้างพฤติกรรมทางวิศวกรรมโดย ใช้การทดสอบ Unconfined compression test พบว่าการใส่ปริมาณปูนซีเมนต์ 1% โดยน้้าหนักแห้งลง ในส่วนผสมของแร่ดินขาวต่อเบนโทไนท์ (K:B) ที่ 8:1 สามารถใช้สร้างพฤติกรรมทางวิศวกรรมของ ดินเหนียวประดิษฐ์ให้มีลักษณะเหมือนดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯได้ - จากการทดสอบ Unconfined compression test เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมทางวิศวกรรมของดิน เหนียวประดิษฐ์กรุงเทพ ฯพบว่า ช่วงระยะเวลาการบ่มที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 3 ถึง 11 วัน โดย ช่วงเวลาดังกล่าวมีพฤติกรรมการเคลื่อนพัง ( Failure behavior ) ที่เหมือ นกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ ระยะเวลาบ่มที่นานกว่านี้มีผลต่อการเพิ่มก้าลังน้อยมาก - จากการทดสอบ Laboratory vane shear test ดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพ ฯมีค่า Shear strength และ ค่า Sensitivity ของดินใกล้เคียงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ - จากการทดสอบ Consolidation test พบว่าดินเหนียวประดิษฐ์ที่มีพฤติกรรมทาง Consolidation characteristic ช่วง Normally consolidated ใกล้เคียงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ - จากการทดสอบ Triaxial test จาก UU – Test พบว่ามีพฤติกรรมทางวิศวกรรมที่เหมือนกัน ใน ส่วนของการทดสอบ CU – Test ดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯ คล้ายกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ เมื่อ พิจารณาแบบหน่วยแรงรวม จากการศึกษา [4] ดังกล่าวจึงสามารถสรุปได้ว่าดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพ ฯ ส่วนใหญ่มีความ คล้ายคลึงกับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ ทั้งในด้านสมบัติ ทาง กายภาพและพฤติกรรมทางด้าน วิศวกรรม และคาดว่าสามารถน้าดินเหนียวประดิษฐ์กรุงเทพฯ ไปใช้ในการทดสอบและวิจัยต่อไปได้


10

2.2.2 วิธีที่ใช้แรงกดภายนอก กนกวรรณ และ สุทธิศักดิ์ [7] ได้ท้าการเตรียมตัวอย่างของดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ขนาดใหญ่โดยใช้ Consolidometer cell ท้าจากวัสดุอะคลิลิกใสม้วนเป็นทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กล���ง 1.00 เมตร สูง 1.50 เมตร การจ้าลองสภาพตัวอย่างดินเพื่อใช้ในการทดสอบจ้าลองเป็นดินเหนียวอ่อนที่มีสภาพ ปกติ (NC) โดยจ้าลองสภาพแรงดันเทียบเท่าความลึกของชั้นดินประมาณ 2 เมตร โดยงานวิจัยนี้ไม่ สามารถเตรียมตัวอย่างดินได้เสร็จภายในชั้นเดียว อันเนื่องมาจากแบบจ้าลองมีขนาดใหญ่ จึง ด้าเนินการเตรียมตัวอย่างดินทั้งหมดสามชั้น โดยแต่ละชั้นจะท้าการเตรียมตัวอย่างดินที่มีขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 1.00 เมตร สูง 35-40 เซนติเมตร โดยเสมือนว่าเป็นแท่งตัวอย่างดินเดียวกัน โดยมีการ ตรวจวัดแรงดันน้้า การทรุดตัวและตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นเนื้อเดียวกันของตัวอย่างดินด้วย วิธีการ ทดสอบ Laboratory vane shear test และ Torvane shear test พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดินมา ทดสอบหาปริมาณความชื้นในมวลดิน ผลของการจ้าลองสภาพดินพบว่า มีความ Homogenous ตลอด ทั่วทั้งมวลตัวอย่าง ที่ค่าหน่วยน้้าหนักโดยเฉลี่ย ( x ) ประมาณ 1.55 ตันต่อลูกบาศก์เมตร และ SD 0.02 และ COV เท่ากับร้อยละ 1.04 ปริมาณน้้าในมวลดินโดยเฉลี่ย ( x ) อยู่ในช่วงร้อยละ 80-90 โดยมีค่า SD เท่ากับ 4.63 และ COV เท่ากับร้อยละ 19.82

2.2.3 วิธีที่ใช้การดูดน้าออกจากตัวอย่างดินเหนียว (Suction Induced –Seepage Consolidation) Robinson และ คณะ [8]ได้การสร้างดินเหนียวประดิษฐ์จากดินโดย วิธีที่ใช้การดูดน้้าออกจากตัวอย่าง ดินเหนียว เพื่อให้ทราบถึงวิธีทางเลือกที่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การใช้วิธี Centrifuge consolidation วิธีนี้จะลดแรงดันน้้าภายในโดยการสร้างสภาวะแรงดูดที่บริเวณก้นตัวอย่าง ซึ่งจะท้าให้ แรงดันน้้าในตัวอย่างติดลบและเกิดการทรุดตัวลดช่องว่างระหว่างดินเหนียวในที่สุด ซึ่งมีพฤติกรรม คล้ายกับการท้าแบบจ้าลองเหมือนกับการเตรียมตัวอย่างแบบ Centrifuge consolidation โดยการศึกษา ครั้งนี้ใช้กล่องที่ใช้ในการเตรียมดินเหนียวประดิษฐ์มีขนาด 22 x 55 x 52 เซนติเมตร ติดตั้งอุปกรณ์ดูด อากาศและเครื่องมือวัดการทรุดตัว ดังแสดงรูปที่ 2.2 น้้าจะถูกดูดออกจากดินเหนียวด้วยแรงดันสูงสุด เท่ากับ 94 kPa โดยดูดตามขั้นตอนด้วยแรงดัน 30 kPa 50 kPa และ 94 kPa ตามล้าดับ จากการทดลอง พบว่า ต้องใช้เวลา 23วันในการเตรียมดินเหนียวประดิษฐ์


11

รูปที่ 2.2 แสดงเครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างดินเหนียวเทียมโดยวิธีที่ใช้การดูดน้้าออก จากตัวอย่างดินเหนียว [8] โกมล และ วาริส [12] ได้ ศึกษาการเตรียมตัวอย่าง ดินเหนียวประดิษฐ์ ที่มีก้าลังแปรผันตามความลึก โดยใช้ใช้เทคนิคการดูดน้้าออกจากดินเหนียว ( Suction Induced Seepage Consolidation) ดินเหนียวที่ ใช้ในการเตรียมได้จากการผสมแร่ดินขาวกับน้้าในอัตราร้อยละ 70 โดยน้้าหนัก โดยเตรียมดินเหนียว ในภาชนะ 3 แบบ จากนั้นท้าการทดลองดูดน้้าออกจากดินเหนียวด้วยแรงดูดเท่ากับ 100 kPa โดยจน ดินเหนียวที่เตรียมสิ้นสุดการทรุดตัว หลังจากนั้นจึงท้าการทดสอบคุณสมบัติด้านก้าลังของดินเหนียว โดยใช้วิธี การทดสอบแรงอัดของดินโดยปราศจากแรงดันดินด้านข้าง (Unconfined Compression Test) และการทดสอบแบบใบพัดเฉือนในห้องทดลอง (Laboratory Vane Shear Test) จากการทดสอบ สมบัติด้านก้าลังของดินเหนียวประดิษฐ์ ค่าก้าลังในการรับแรงแกนเดียวอยู่ในช่วง 1-1.4 t/m2 หรือ เฉลี่ยที่ 1.21 t/m2 ที่ระดับลึกที่สุดของตัวอย่าง ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯในช่วง 10 เมตรแรก จากการทดสอบ Laboratory vane shear test พบว่า ดินเหนียวประดิษฐ์มีสมบัติด้านก้าลัง รับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้้าของดินเพิ่มขึ้นตามความลึก และต้องใช้เวลา 15 วันในการเตรียมดิน เหนียวประดิษฐ์

2.2.4 วิธที ่ีใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงรีดน้าออก (Centrifuge Consolidation) เทคนิคนี้ถือได้ว่าได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับเทคนิคการทดสอบแบบหมุนเหวี่ยง โดยหลักการแล้วก้าลัง ของดินเหนียวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาจากการที่ดินเหนียวมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินน้อย หรือ น้้าใน ดินเหนียวถูกรีดออกนั่นเอง ยิ่งดินเหนียวมีช่องว่างน้อย ก้าลังรับแรงเฉือนทางวิศวกรรมก็มากขึ้น ดังนั้นการใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงเหวี่ยงดินเหนียวประดิษฐ์หรือดินเหนียวจริงที่ได้จากในสนามจาก สภาวะที่อ่อนเหลว (มักกวนและเติมน้้าให้ดินเหนียวอยู่ในสภาวะเหลวก่อน) ให้มีสภาวะที่ข้นขึ้นและ


12 เพิ่มแรงเหวี่ยงจนกระทั้งน้้าในดินเหนียวถูกรีดออกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นโดยอาศัยน้้าหนัก ของเม็ดดินเหนียวเอง แบบจ้าลองดินเหนียวหลังจากถูกรีดน้้าออกด้วยวิธีนี้จะมีลักษณะคล้ายกับดิน เหนียวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกล่าวคือ บริเวณผิวด้านบนของแบบจ้าลองดินเหนียวจะมีก้าลังของ ดินเหนียวต่้าและจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความลึกของแบบจ้าลองซึ่งลักษณะการเพิ่มขึ้นของก้าลังตาม ความลึกนี้จะคล้ายกับก้าลังของดินเหนียวจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพียงแต่มีขนาดย่อส่วนลงมา วิธีการเตรียมแบบจ้าลองดินเหนียวแบบนี้จะต้องมีเครื่องหมุนเหวี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถ หมุนเหวี่ยงได้ในระยะเวลานานๆ เช่น หมุนเหวี่ยงที่ระดับแรงโน้มถ่วง 50-100 g เป็นเวลาตั้งแต่ 1-3 วัน เป็นต้น ตัวอย่างลักษณะก้าลังของดินเหนียวที่เพิ่มขึ้นตามความลึกถูกแสดงดังตัวอย่างใน รูปที่ 2.3 ตัวอย่างของการใช้เทคนิคนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก [8] และ [9]

รูปที่ 2.3 ลักษณะก้าลังของดินเหนียวที่เพิ่มขึ้นตามความลึกโดยวิธี Centrifuge consolidation [9],[10]

2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งก่อสร้างใต้ดินในชันดิน เหนียวประดิษฐ์ส้าหรับแบบจ้าลองหมุนเหวี่ยง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งก่อสร้างใต้ดินในชั้นดินเหนียวเทียมส้าหรับ แบบจ้าลองหมุนเหวี่ยงมีการเผยแพร่มานานแล้ว แต่เกิดขึ้นจากผลงานในต่างประเทศเท่านั้น เนื่องจาก เทคนิคนี้พึ่งน้าเข้ามาเริ่มใช้งานเป็นครั้งแรก [11] โดยมีต้นแบบเครื่องมือที่เป็นของตนเองและสร้าง ขึ้นเองภายในประเทศ คณะท้างานและกลุ่มผู้ศึกษาเทคนิคการหมุนเหวี่ยงในต่างประเทศ ที่ เป็นคณะท้างานที่เป็นองค์กร ส้าคัญในการรวบรวมความรู้ด้านเทคนิคนี้ คือ ISSMFE (International Society of Soil Mechanics and Foundation Engineering) ซึ่งมีกลุ่มย่อยที่เรียกว่า Technical committee ที่ 12 มีหน้าที่ในการจัดสัมมนา


13 ในประเทศต่างๆ ทุกๆ 4 ปี โดยหมุนเวียนในแต่ละประเทศ สมาคมวิชาการทางวิศวกรรมโยธาก็จะมี กลุ่มคณะท้างานที่คอยจัดสัมมนาและสนับสนุนเทคนิคนี้ภายในประเทศ ตนเองอีกแรงหนึ่ง ตัวอย่าง ผลงานที่น่าสนใจได้แก่ [9] [10] และ [11] เป็นต้น โดยมี รูปแบบของแบบจ้าลอง ดังแสดงใน รูปที่ 2.4 และ 2.5

รูปที่ 2.4 การศึกษาพฤติกรรมการทรุดตัวของเสาเข็มกลุ่มบนแบบจ้าลองดินเหนียวโดยเครื่อง หมุนเหวี่ยง [10]

รูปที่ 2.5 การศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนตัวของก้าแพงในแบบจ้าลองดินเหนียวโดยเครื่องหมุนเหวี่ยง [11] จากซ้ายมาขวา: ลักษณะชั้นดินเหนียวจริง, ผลการเคลื่อนตัวของดินเหนียว และ ก้าลังของดิน เหนียวจริงในสนามและในแบบจ้าลอง


บทที่ 3 วิธีการดาเนินงาน การเตรียมดินเหนียวประดิษฐ์โดยวิธีที่ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ ( Partially Cemented Clay) มีวิธีการ ดาเนินงานดังนี้ 1) ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 2) การออกแบบเครื่องมือและเทคนิคการควบคุม ปริมาณวัสดุ 3) การศึกษาความเป็นไปได้ของเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ 4) การสอบเทียบเทคนิค การควบคุมปริมาณวัสดุ 5) เตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 6) วิเคราะห์และประเมินผล การทดสอบ และ 7) สรุปผลการทดสอบ

3.1 การศึกษ���ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล 3.1.1 ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการดาเนินการ ศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และศึกษาผลการทดลองที่ได้จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยทาการค้นคว้าจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนามาทาการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาเพื่อทาโครงงานนี้ ต่อไป

3.1.2 สถานที่รวบรวมข้อมูลและทาการทดลอง 1. สานักหอสมุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2. อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.กิติเดช สันติชัยอนันต์ ภาควิชาครุศาสตร์โยธา คณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3. ห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ (CB 30306) ภาควิชาครุศาสตร์โยธา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

3.2 การออกแบบเครื่องมือและเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ การออกแบบเครื่องมือและเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุนั้น จะต้องทาการศึกษาการทางานของ เครื่องมือให้ครบถ้วน เนื่องจากจาเป็นต้องใช้ในการออกแบบส่วนประกอบต่างๆของชุดเครื่องมือ ทั้ง ในส่วนของประสิทธิภาพเครื่องมือ ลักษณะการทางาน ขอบเขตการใช้งาน ความเหมาะสมเมื่อนา เครื่องมือมาประกอบเป็นชุดเครื่องมือต้นแบบ ฯลฯ โดยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกนามาใช้รวมถึงเทคนิคการติดตั้งต่างๆมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


15

3.2.1 ปั๊มลม (Air Pump) ปั๊มลมที่ใช้มี ขนาด 64 ลิตรใช้สาหรับสร้างแรงดันลม เพื่อนาไปสร้างแรงดันในกระบอกซีเมนต์และ กระบอกบรรจุน้าที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่าง ปั๊มลมสามารถสร้างแรงดันได้สูงสุดที่ 980 kPa ซึ่งคาดว่า เพียงพอต่อการใช้งาน โดยปั๊มลมดังกล่าวมีลักษณะดังแสดงในรูปที่ 3.1

รูปที่ 3.1 แสดงปั๊มลมที่ใช้ในการทดลอง

3.2.2 ตัวปรับแรงดัน (Regulator) ตัวปรับแรงดัน ใช้สาหรับปรับค่าแรงดันจากปั๊มลมเพื่อให้ได้ค่าตามที่ต้องการโดยการหมุนวาล์วที่อยู่ ด้านบน ตัวปรับแรงดันที่ใช้ในโครงงานวิจัยนี้มีจานวนทั้งหมด 2 ตัว โดยตัวหนึ่งใช้สาหรับการ ควบคุมแรงดันของกระบอกซีเมนต์ และอีกตัวหนึ่งใช้สาหรับการควบคุมแรงดันในกระบอกบรรจุน้า ที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งมีลักษณะดังแสดงในรูปที่ 3.2


16

รูปที่ 3.2 แสดงตัวปรับแรงดันที่ใช้ในการทดลอง

3.2.3 มาตรวัดแรงดัน (Pressure Gauge) มาตราวัดแรงดัน เป็นอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงจากตัวปรับแรงดัน มีหน้าที่ วัดแรงดันลมที่เกิดขึ้นภายใ นระบบ โดยสามารถวัดค่าแรงดันได้สูงสุด 1,100 kPa และมีค่าความละเอียด 5 kPa ดังแสดงในรูปที่ 3.3 ซึ่ง การทาการทดลองในครั้งนี้จาเป็นต้องใช้มาตรวัดแรงดันจานวน 2 ตัว เพื่อต่อเข้ากับระบบน้า และ ระบบซีเมนต์เพื่อสามารถวัดค่าแรงดันที่เกิดขึ้นของทั้งสองระบบได้ในเวลาเดียวกัน

รูปที่ 3.3 แสดงมาตรวัดแรงดันที่ใช้ในการทดลอง

3.2.4 กระบอกซีเมนต์ (Cement Container) กระบอกซีเมนต์ ใช้สาหรับบรรจุซีเมนต์โดยมีรูอากาศทั้งด้านบนและด้านล่างเพื่อให้แรงดันลมไหล เข้า-ออกและดันไอซีเมนต์เข้าสู่ท่อลาเลียงไปยังท่อปล่อยไอซีเมนต์ โดยกระบอกซีเมนต์ที่ใช้ในการ ทดลองเป็นอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงมาจากกระบอกน้าพลาสติกชนิดแข็ง ประกอบเข้ากับกรวยทั้งสอง ด้านโดยด้านบนจะถูกปิดถาวรส่วนด้านล่างสามารถเปิดออกเพื่อเติมซีเมนต์ได้ สาเหตุที่เปิดเพื่อเติม ซีเมนต์ทางด้านล่างนั้นเนื่องจากขนาดของกรวยด้านบนจาเป็นต้องมีขนาดใหญ่เพื่อความสามารถใน การระบายไอซีเมนต์และเมื่อนากรวยมาประกอบเข้ากับกระบอกซีเมนต์พบว่าจาเป็นต้องประกอบ แบบปิดถาวรไม่สามารถทาการเปิดออกเพื่อเติมซีเมนต์ได้ จึงจาเป็นต้องใช้กรวยด้านล่างทาหน้าที่เป็น ฝาเปิด-ปิดเพื่อเติมซีเมนต์แทน ดังแสดงในรูปที่ 3.4


17

รูปที่ 3.4 แสดงกระบอกซีเมนต์ที่ใช้ในการทดลอง

3.2.5 ท่อปล่อยไอซีเมนต์ การออกแบบท่อปล่อยไอซีเมนต์ ในขั้นแรกเป็นท่อพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 8 มม.ซึ่ง ค่อนข้างมีความหนาเนื่องจากเป็นท่อพลาสติก นามาเจาะรูตามแนวยาวของท่อจานวน 8 รูแต่เนื่องจาก พื้นที่หน้าตัดและจานวนรูของท่อปล่อยไอซีเมนต์ในขั้นแรกไม่เพียงพอต่อการทดลองอีกทั้งไม่ สามารถเพิ่มพื้นที่หน้าตัดได้เพราะจะทาให้กีดขวางช่องทางในการโรยดิน จึงจาเป็นต้องทาการ ออกแบบท่อปล่อยไอซีเมนต์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง วัสดุที่ใช้ในการทาท่อปล่อยไอซีเมนต์จึงเป็นท่ออลูมิเนียมแบบบางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม. ยาว 34 ซม. เจาะรูขนาด 3 มม.แบบสลับฟันปลาจานวน 13 รูเพื่อใช้ในการปล่อยไอซีเมนต์ ดังแสดง ในรูปที่ 3.5

รูปที่ 3.5 แสดงท่อปล่อยไอซีเมนต์ที่ใช้ในการทดลอง


18

3.2.6 กระบอกบรรจุนา (Water Tank) กระบอกบรรจุน้าใช้สาหรับบรรจุน้าซึ่ง สามารถรับแรงดันได้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16.5 ซม.สูง 30 ซม.บรรจุน้าได้ 6,400 ลบ.ซม. โดยด้านบนจะมีช่องสาหรับเสียบสายแรงดันลมและด้านล่างจะมี ช่องสาหรับเสียบสายลาเลียงน้าไปยังหัวฉีดน้า ดังแสดงในรูปที่ 3.6

รูปที่ 3.6 แสดงกระบอกบรรจุน้าที่ใช้ในการทดลอง

3.2.7 หัวฉีดนา (Sprinkler) หัวฉีดน้าใช้สาหรับการ ฉีดน้าเพื่อเป็นส่วนผสมของตัวอย่างและเพื่อดักไอซีเมนต์ที่ฟุ้งให้ตกลงสู่ ด้านล่างของกล่องเตรียมตัวอย่าง โดยหัวฉีดน้าที่ใช้จาเป็นต้องฉีดน้าได้ละเอียดเป็นฝอยจึงนาหัวฉีดน้า แบบหมอกที่ใช้ทางการเกษตรมาประยุกต์ใช้กับการทดลอง ดังแสดงในรูปที่ 3.7


19

รูปที่ 3.7 แสดงหัวฉีดน้าที่ใช้ในการทดลอง

3.2.8 ชุดโรยดิน ชุดโรยดินประกอบด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วนได้แก่ ตะแกรงโรยดิน (Sieve) เฟรม (Frame) และโต๊ะเขย่า (Shake Table) ดังแสดงในรูปที่ 3.8 ซึ่งทั้งหมดจะยึดติดกันเป็นชุดเพื่อทาหน้าที่โรยดินโดยมีหลักการ ทางานคือ โต๊ะเขย่าจะเขย่าเฟรมที่มีตะแกรงโรยดินติดตั้งอยู่ด้านบนเพื่อให้ดินร่วงลงสู่กล่องเตรียม ตัวอย่าง (Mold) ที่วางอยู่ด้านล่างของเฟรม การออกแบบส่วนประกอบชุดโรยดินเริ่มจากการดัดแปลงนาโครงของเครื่องใช้สานักงานมาทาเป็น เฟรมสาหรับยกให้ตะแกรงโรยดินวางอยู่เหนือกล่องเตรียมตัวอย่าง จากนั้นจึงทาการออกแบบ ตะแกรงโรยดินให้มีขนาดหน้าตัดใกล้เคียงกับกล่องเตรียมตัวอย่างโดยเลือกใช้กล่องพลาสติกขนาด กว้าง 16.5 ซม. ยาว 28 ซม. สูง 7.5 ซม.มาทาการเจาะช่องโรยดินให้มีขนาดกว้าง x ยาวเท่ากับกล่อง เตรียมตัวอย่างพร้อมกับติดแผ่นตะแกรงสาหรับโรยดินด้วยมุ้งลวดโพลิเมอร์ทั่วไป

รูปที่ 3.8 แสดงชุดโรยดินที่ใช้ในการทดลอง

3.2.9 กล่องสี่เหลี่ยมเตรียมตัวอย่างดินเหนียว (Mold) กล่องสี่เหลี่ยมเตรียมตัวอย่างใช้สาหรับเตรียมตัวอย่าง ซึ่งมีขนาดกว้าง 13.5 x 23.5 x 25 ซม. ประกอบ ขึ้นจากแผ่นอะคริลิคหนา 3 มิลลิเมตร ยึดติดกันด้วยน้ายาเชื่อมพลาสติกอะคริลิค ด้านล่างสามารถเปิด เพื่อนาตัวอย่างดินเหนียวออกมาได้ ดังแสดงในรูปที่ 3.9


25

20

13.5

23.5 Unit: Centimeter

รูปที่ 3.9 แสดงกล่องเตรียมตัวอย่างดินเหนียว

3.2.10 อุปกรณ์ประกอบอื่นๆ อุปกรณ์ประกอบอื่นๆที่จาเป็นสาหรับการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ประกอบไปด้วย 1. เครื่องชั่งที่มีความละเอียด 0.01 กรัม 2. นาฬิกาจับเวลาที่มีความละเอียด 0.01 วินาที 3. วาล์วเปิด-ปิดแรงดันลม (Push-Pull Valve, Ball Valve) 4. สายยางขนาด 6 มม.และ 10 มม.พร้อมข้อต่อ

3.3 การศึกษาความเป็นไปได้ของเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ วัสดุที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างจะต้องคานึงถึงคุณภาพของวัสดุ โดยวัสดุดังกล่าวนี้สามารถหาซื้อมา ทดแทนใหม่ได้ โดยยังมีคุณสมบัติที่แน่นอนในแต่ละครั้งที่ผู้ผลิตผลิตขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเลือกวัสดุที่มี มาตรฐาน และทราบผู้ผลิตแน่นอนทั้งวัสดุภายใน และต่างประเทศ วัสดุดังกล่าวมีดังต่อไปนี้ 1. แร่ดินขาวยี่ห้อ IMERYS จากประเทศอังกฤษ ดังแสดงในรูปที่ 3.10 2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 3 ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จากัด ตราช้าง (สีม่วง) ดังแสดงในรูปที่ 3.11


21

รูปที่ 3.10 แสดงแร่ดินขาวยี่ห้อ IMERYS จากประเทศอังกฤษ

รูปที่ 3.11 แสดงซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 3 ตราช้าง (สีม่วง) ซึ่งวัสดุทั้ง 3 ส่วนจะต้องถูกควบคุมปริมาณในการผสมโดยมีเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุทั้ง ส่วนดังนี้

3

3.3.1 การควบคุมปริมาณซีเมนต์ ในการควบคุมปริมาณซีเมนต์นั้น จะใช้การปรับแรงดันลมด้วยตัวปรับแรงดัน (Regulator) ผ่านมาตร วัดแรงดัน (Pressure Gauge) เข้าสู่กระบอกซีเมนต์จากทางด้านล่างเพื่อทาให้ซีเมนต์ฟุ้งเป็นไอและ ลอยตัวออกทางด้านบนกระบอก จากนั้นไอซีเมนต์จะเข้าสู่สายยางและถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง และ ไหลเข้าสู่ท่อปล่อยไอซีเมนต์ทางด้านซ้ายและขวา เพื่อสร้างสมมาตรในการพ่นไอซีเมนต์ให้กระจาย ทั่วบริเวณหน้าตัดของตัวอย่าง ดังแสดงในรูปที่ 3.12


22

3.3.2 การควบคุมปริมาณนา ในการควบคุมปริมาณน้านั้น จะใช้การปรับแรงดันลมด้วยตัวปรับแรงดัน ( Regulator) ผ่านมาตรวัด แรงดัน (Pressure Gauge) เข้าสู่กระบอกบรรจุน้าจากทางด้านบนเพื่อดันน้าออกทางด้านล่างกระบอก บรรจุน้า จากนั้นน้าจะไหลเข้าสู่สายยางและถูกพ่นออกทางหัวฉีดน้า (Sprinkler) จานวน 2 หัวตาม ตาแหน่งที่ติดตั้ง ดังแสดงในรูปที่ 3.12

รูปที่ 3.12 แปลนแสดงตาแหน่งการติดตั้งท่อปล่อยไอซีเมนต์และหัวฉีดน้าที่ใช้ในการทดลอง

3.3.3 การควบคุมปริมาณดิน ในการควบคุมปริมาณดินนั้น จะใช้ตะแกรงเป็นตัวโรยดินโดยที่ตะแกรงจะถูกวางอยู่ด้านบนของ เฟรมซึ่งทั้งหมดจะถูกเขย่าด้วยโต๊ะเขย่า (Shake Table) เพื่อให้ดินร่วงผ่านตะแกรงและตกลงสู่กล่อง เตรียมตัวอย่าง ดังแสดงในรูปที่ 3.13 Sieve

Cement Water Kaolin

Mold Shake Table


23

รูปที่ 3.13 แสดงลักษณะการทางานของชุดโรยดินที่ใช้ในการทดลอง

3.3.4 การติดตังอุปกรณ์และเครื่องมือ การติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ มีลักษณะ ดัง แสดงในรูปที่ 3.14

Water Tank

P

Sieve Frame

Mold

Pressure Gauge P

Shake Table

R

Regulator

R

Air Pump Cement Container

รูปที่ 3.14 แสดงการติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่าง

3.4 วิธีการสอบเทียบเทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุ 3.4.1 วิธีการสอบเทียบการพ่นไอซีเมนต์ ขั้นตอนการสอบเทียบการพ่นไอซีเมนต์เริ่มจากการปรับค่าแรงดันลมด้วยตัวปรับแรงดันให้มีแรงดันที่ ระดับต่าโดยอ่านค่าจากมาตรวัดแรงดัน จากนั้นทาการวัดปริมาณไอซีเมนต์ที่ถูกพ่นออกมาภายใน ระยะเวลา 1 นาที โดยการใส่น้าลงในกล่องที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างแล้วนาไปบันทึกค่าน้าหนัก ก่อนที่จะนาไปใช้ในการดักไอซีเมนต์ หลังจากพ่นไอซีเมนต์ครบตามระยะเวลาที่กาหนดจึงบันทึกค่า เพื่อหาน้าหนักซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น และทาการสอบเทียบในขั้นตอน ดังข้างต้นโดยเพิ่มค่าแรงดันทุกครั้ง พร้อมบันทึกค่าน้าหนักของซีเมนต์ที่ถูกพ่นด้วยแรงดันนั้นๆจนได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการทดลอง

3.4.2 วิธีการสอบเทียบการพ่นนา ขั้นตอนการสอบเทียบ การพ่นน้า เริ่มจากการปรับค่าแรงดันลมด้วยตัวปรับแรงดัน โดยอ่านค่าจาก มาตรวัดแรงดัน จากนั้นทาการวัดปริมาณน้าที่ถูกพ่นออกมาภายในระยะเวลา 1 นาทีตามค่าแรงดัน นั้นๆพร้อมกับบันทึกค่าน้าหนักที่วัดได้


24

3.4.3 วิธีการสอบเทียบการโรยดินโดยวิธีเขย่า ขั้นตอนการสอบเทียบเริ่มจากนาดินใส่ลงในตะแกรงโรยดินซึ่งวางอยู่ด้านบนของเฟรม จากนั้นวาง กล่องที่ใช้ในการเตรียมตัวอย่างลงในช่องว่างด้านล่างของเฟรมแล้วเริ่มการทางานโต๊ะเขย่าเป็น ระยะเวลา 1 นาที บันทึกค่าน้าหนักของดินที่ถูกโรยลงในกล่องเตรียมตัวอย่าง

3.5 วิธีการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 3.5.1 การเตรียมการผสมตัวอย่างดินเหนียว การเตรียมการก่อนการผสมจะ ทาการออกแบบส่วนผสมโดยกาหนดให้มีปริมาณน้าเท่ากับ 70% [4],[6] และมีปริมาณซีเมนต์โดยเฉลี่ยเท่ากับ 1.5% ของน้าหนักดินแห้ง (ปริมาณซีเมนต์ที่ใช้ในการ ผสมสูงสุดคือ 3% และต่าสุดคือ 0%) จากนั้นจึงกาหนดเวลาและอัตราในการผสมโดยยึดอัตราการโรย ดินเป็นหลัก ดังตารางที่ 3.1 และ 3.2 ตารางที่ 3.1 แสดงสัดส่วนและปริมาณวัสดุที่ใช้ในการผสม ความหนาแน่น (g/cm3) (คาดหวัง) 1.7698

นาหนักรวม (g)

20 x 12.9 x 22.9

ปริมาตรตัวอย่าง (cm3) 5,908.20

แร่ดินขาว (กรัม) 6,096.88 *58.31%

นา (กรัม) 4,267.82 *40.82%

ซีเมนต์ (กรัม) 91.45 *0.87%

รวม (กรัม) 10,456.15 *100.00%

ขนาดตัวอย่าง (cm)

10,456.15

*สัดส่วนของส่วนผสมทั้งหมด

ตารางที่ 3.2 แสดงอัตราการผสมและระยะเวลาที่ใช้ในการผสม วัสดุ แร่ดินขาว นา

นาหนักทังหมด (g) 6,096.88 4,267.82

เวลาในการผสม (min) 14.53 14.53

อัตราการผสม (g/min) *419.50 293.65


25

ซีเมนต์

91.45

14.53

6.29

*มีค่าคงที่ตลอดช่วงการผสม

3.5.2 การผสมตัวอย่างดินเหนียว หลักการในการผสม คือจะต้องผสมวัสดุทั้ง 3 ส่วนพร้อมกัน และต่อเนื่องตลอดการผสมโดยไม่มีการ หยุดระหว่างทาการผสมซึ่งต้อง ควบคุมอัตราการผสมของน้าและแร่ดินขาวให้มีอัตราคงที่ตามที่ ได้ ออกแบบไว้ ในด้านของซีเมนต์ต้องควบคุมระดับแรงดันให้แปรผันตามความลึก ตามที่ออกแบบไว้ เช่นกัน และหลังจากทาการผสมวัสดุครบตามระยะเวลาแล้วต้องหยุดการผสมวัสดุทั้ง 3 ส่วนโดย พร้อมกัน

3.5.3 การทดสอบหลังการผสมตัวอย่างดินเหนียว การทดสอบจะใช้การสังเกตลักษณะทางกายภาพของตัวอย่างดินเหนียวที่ได้จากการผสม จากนั้นจึงทา การบ่มตัวอย่างโดยการป้องกันการสูญเสียความชื้นเป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบตามกาหนด จึงนาตัวอย่าง มาทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนด้วยเครื่องทดสอบ Vane Shear Test ต่อไป

3.6 วิเคราะห์และประเมินผลการทดสอบ การวิเคราะห์และประเมิณผลการทดสอบจะใช้การสังเกตตัวอย่างดินเหนียวที่ถูกเตรียมด้วยเทคนิคการ พ่นไอซีเมนต์ว่า ส่วนผสมทั้ง 3 ส่วนเข้ากันดี และมีการไล่ระดับสีของซีเมนต์จากสีเข้มที่ด้านล่างแล้ว ค่อยๆจางลงเมื่อขึ้นด้านบน หรือไม่ เพื่อ แสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมปริมาณวัสดุมี ประสิทธิภาพและสามารถควบคุมปริมาณวัสดุได้อย่างแม่นยา จากนั้นจึงทาการทดสอบหา ความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าดินตัวอย่างมีกาลังที่แปรผันตาม ความลึกหรือไม่ อย่างไร

3.7 สรุปผลการทดสอบ การสรุปผลการทดสอบจะทาการสรุปผลตามวัตถุประสงค์และขอบเขตของงานวิจัย ในส่วนวิธีการ เตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ ว่า เป็นวิธีการเตรียมตัวอย่างดิน เหนียวอ่อนที่สามารถนาไปใช้เตรียมตัวอย่างจริงได้อย่างไร พร้อมกับเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง และพัฒนาในการวิจัยครั้งต่อไป

3.8 ระยะเวลาในการดาเนินงาน


26

การทาโครงงานวิจัยเรื่อง การเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ มี ระยะเวลาในการทาโครงงานตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2553 ถึง เดือน กุมภาพันธ์ 2554 รวมระยะเวลา 9 เดือนโดยมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 3.3 ตารางที่ 3.3 แสดงแผนระยะเวลาในการดาเนินงาน


27

No

No Yes

Yes

Vane Shear Test

รูปที่ 3.15 แสดงแผนผังขั้นตอนการดาเนินงาน


บทที่ 4 ผลการทดสอบและการวิเคราะห์ จากการทดลองเตรียมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ สามารถแสดงผลการทดลอง การวิเคราะห์ผลการ ทดลอง ตลอดจนการประเมินผลการทดลองโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1) ส่วนการใช้เทคนิคการควบคุม ปริมาณวัสดุ และการสอบเทียบ และ 2) ส่วนการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ โดยมี รายละเอียดดังนี้

4.1 ผลการใช้เทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุและการสอบเทียบ จากการทดลองใช้เทคนิคการควบคุมปริมาณวัสดุและการสอบเทียบนั้น ทดลองได้ดังต่อไปนี้

สามารถแบ่งแยกผลการ

4.1.1 ผลการใช้เทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ จากการสอบเทียบการพ่นไอซีเมนต์พบว่า เมื่อเพิ่มแรงดันลมเข้าสู่กระบอกซีเมนต์มากขึ้น จะทาให้ ซีเมนต์ฟุ้งตัวและพ่นไอออกมามากขึ้น โดยข้อมูลที่ได้จากการสอบเทียบมีทิศทางการแปรผันที่ไม่ กระจายตัวในลักษณะของสมการเชิงเส้นกาลังสอง และสามารถนามาสร้างกราฟความสัมพันธ์ ระหว่างแรงดันกับอัตราการพ่นซีเมนต์ต่อนาที ได้ดังแสดงในรูปที่ 4.1


29 รูปที่ 4.1 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอัตราการพ่นไอซีเมนต์ และเมื่อนาอัตราการพ่นไอซีเมนต์ที่ต้องการ ณ ระดับความลึกต่างๆมาเปรียบเทียบกับกราฟข้างต้น จะ ทาให้สามารถกาหนดแรงดันที่ใช้ในการพ่นซีเมนต์ที่ระดับความลึกต่างๆได้ ดังแสดงในตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 แสดงแรงดันที่ใช้ในการพ่นซีเมนต์ที่ระดับความลึกต่างๆ ความลึก (cm.) 20.6 19.3 17.9 16.5 15.1 13.8 12.4 11.0 9.6 8.3 6.9 5.5 4.1 2.8 1.4 0.0

เวลา (min) 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

อัตราการพ่น (g/min) 12.19 11.38 10.57 9.76 8.94 8.13 7.32 6.50 5.69 4.88 4.06 3.25 2.44 1.63 0.81 0.00

แรงดันลม (kPa) 200 195 193 190 185 180 175 170 165 160 155 152 145 135 115 95

4.1.2 ผลการใช้เทคนิคการพ่นน้า จากการสอบเทียบการพ่นน้าพบว่า เมื่อเพิ่มแรงดันเข้าสู่กระบอกบรรจุน้ามากขึ้น จะทาให้น้าถูกพ่น ออกมามากขึ้นเช่นเดียวกับการพ่นไอซีเมนต์ โดยข้อมูลที่ได้จากการสอบเทียบสามารถสร้างกราฟ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับปริมาณน้าที่ถูกพ่นในระยะเวลา 1 นาที ดังแสดงในรูปที่ 4.2


30

รูปที่ 4.2 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอัตราการพ่นน้า

4.1.3 ผลการใช้เทคนิคการโรยดินโดยวิธีเขย่า จากการสอบเทียบการโรยดินโดยวิธีเขย่า ทาให้ทราบอัตราการโรยดินโดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 2.65 ดังแสดงในตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 แสดงผลการสอบเทียบการโรยดินโดยวิธีเขย่า ครังที่ 1 2 3 4 เฉลี่ย SD

อัตราการโรย (g/min) 416.00 422.00 421.00 419.00 419.50 2.65

4.2 ผลการเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ การเตรียมตัวอย่างด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ ได้แบ่งการเตรียมตัวอย่างออกเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1) การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชั้นโดยใช้ผงสีแทนซีเมนต์ 2) การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ 3) การเตรียมตัวอย่างแบบกาลังแปรผันตามความลึกโดยใช้ไอซีเมนต์ ซึ่งมีรายละเอียดและผล ของการเตรียมตัวอย่างแต่ละรูปแบบดังนี้


31

4.2.1 การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชันโดยใช้ผงสีแทนซีเมนต์ การเตรียมตัวอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์โดยอาศัยการแบ่งแยกชั้นของ ตัวอย่างด้วยการพ่นผงสีเพื่อแสดงความชัดเจนแทนการพ่นซีเมนต์โดยพ่นด้วยอัตราคงที่และต่อเนื่อง (100 kPa) ขณะทาการผสม ตัวอย่างบริเวณด้านบนประมาณ 4 ซม.หรือทาการผสมเป็นระยะเวลา ประมาณ 3 นาทีโดยปล่อยให้ด้านล่างทาการผสมเฉพาะแร่ดินขาวกับน้าก่อนจนกระทั้งตัวอย่างมี ความสูงประมาณ 6.5 ซม.หรือเมื่อทาการผสมไปแล้วเป็นระยะเวลา 5 นาที จากวิธีการเตรียมตัวอย่างดังกล่าวพบว่า ชั้นดินเหนียวอ่อนถูกแบ่งแยกชั้นอย่างชัดเจนด้วยผงสีซึ่ง แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการควบคุมปริมานซีเมนต์สามารถนาไปผสมได้จริงเพราะผงสีที่ถูกพ่นนั้นไม่มี การกระจายตัวและปะปนไปยังส่วนที่ไม่ได้ทาการพ่น ดังแสดงในรูปที่ 4.3

สีแดง สีขาว

รูปที่ 4.3 แสดงตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ผงสี

4.2.2 การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชันโดยใช้ไอซีเมนต์ การเตรียมตัวอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์พร้อมทั้งเปรียบเทียบ ความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินธรรมดากับดินที่ถูกพ่นไอซีเมนต์ โดยการพ่นไอซีเมนต์ด้วย อัตราคงที่และต่อเนื่อง (แรงดัน 100 kPa, อัตราในการพ่นไอซีเมนต์ 6.29 กรัม/นาที ) ในขณะทาการ ผสมตัวอย่างบริเวณด้านล่าง และหยุดการพ่นไอซีเมนต์เมื่อตัวอย่างมีระดับความสูงประมาณ 6.5 ซม. หรือเมื่อทาการผสมไปเป็นระยะเวลา 5 นาที โดยที่ยังคงผสมแร่ดินขาวกับน้าต่อไปจนกระทั้งตัวอย่าง มีระดับความสูงประมาณ 10.5 ซม.หรือจนครบระยะเวลา 8 นาที จากวิธีการเตรียมตัวอย่างดังกล่าวพบว่า ชั้นดินเหนียวอ่อนถูกแบ่งแยกชั้นด้วยสีของซีเมนต์โดยไม่มี การกระจายตัวและปะปนไปยังส่วนที่ไม่ได้ทาการพ่น ดังแสดงในรูปที่ 4.4


32

ไม่มีซีเมนต์ มีซีเมนต์

รูปที่ 4.4 แสดงตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ และเมื่อนาตัวอย่างดินเหนียวมาทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนด้วยวิธี Vane Shear Test พบว่า ชั้นตัวอย่างดินเหนียวที่ถูกพ่นไอซีเมนต์มีความสามารถในการรับแรงเฉือนมากกว่าชั้นดิน ตัวอย่างที่ไม่ถูกพ่นไอซีเมนต์ดังแสดงในตารางที่ 4.3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าซีเมนต์มีผลต่อกาลังรับแรง เฉือนของดินเหนียวประดิษฐ์และสามารถสร้างความแตกต่างของกาลังในชั้นดินเหนียวประดิษฐ์ ภายในกล่องเตรียมตัวอย่างใบเดียวกันได้ ตารางที่ 4.3 แสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอ ซีเมนต์ ชันดิน

Δavg

k

Su,avg (ksc)

ด้านบน ด้านล่าง

8.4 36.2

0.0051 0.0051

0.0428 0.1846


33

4.2.3 การเตรียมตัวอย่างแบบก้าลังแปรผันตามความลึกโดยใช้ไอซีเมนต์ การเตรียมตัวอย่างรูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ ชุดเครื่องมือและ กระบวนการในการสร้างตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึกโดย ใช้เทคนิค การพ่นไอ ซีเมนต์ ซึ่งทาการเตรียมตัวอย่างโดยการปรับตั้งแรงดันซีเมนต์ให้มีค่าสูงสุดตามที่ออกแบบแล้วจึง ปรับลดแรงดันลงตามตารางแรงดันที่ใช้ในการพ่นไอซีเมนต์ที่ระดับความลึกต่างๆ(ตารางที่ 4.1) จากวิธีการเตรียมตัวอย่างดังกล่าวพบว่า ชั้นดินเหนียวอ่อนมีการไล่ระดับสีของซีเมนต์โดยเริ่มจากสี เข้มที่ด้านล่างของตัวอย่างแล้วจางลงในระดับที่สูงขึ้น ดังแสดงในรูปที่ 4.5

รูปที่ 4.5 แสดงตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึกโดยใช้ไอซีเมนต์ และเมื่อนาตัวอย่างดินเหนียวมาทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนด้วยวิธี Vane Shear Test โดยกระจายจุดทดสอบบนหน้าตัดของดินเหนียว ระดับละ 4 – 5 จุด พบว่ากาลังของดินเหนียวมีการ แปรผันตามความลึกโดยมีค่าสูงสุดคือ 0.2876 ksc ที่ระดับความลึก 17.5 ซม. และมีค่าต่าสุดคือ 0.0816 ksc ที่ระดับความลึก 2.5 ซม. ดังแสดงในตารางที่ 4.4 รูปที่ 4.6 และรูปที่ 4.7


34 ตารางที่ 4.4 แสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความ ลึก ความลึก (cm)

Δavg

k

Su,avg (ksc)

2.5 7.5 12.5 17.5

16 28.2 45.4 56.4

0.0051 0.0051 0.0051 0.0051

0.0816 0.1438 0.2315 0.2876

รูปที่ 4.6 กราฟแสดงผลการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตาม ความลึก


35

รูปที่ 4.7 กราฟแสดงผลเฉลี่ยของการทดสอบ Vane Shear Test ของตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปร ผันตามความลึก


บทที่ 5 สรุปผลการทดสอบและข้อเสนอแนะ โครงงานนีม้ ีวัตถุประสงค์เพื่อคิดค้นชุดเครื่องมือ รวมถึงเทคนิค และกระบวนการในการสร้างตัวอย่าง ดินเหนียวประดิษฐ์แบบกาลังแปรผันต่อเนื่องตามความลึกโดย ใช้เทคนิค การพ่นไอซีเมนต์ ซึ่งชุด เครื่องมือและกระบวนการในการเตรียมตัวอย่างสามารถนาไปเป็นต้นแบบในการเตรียมแบบจาลอง ชั้นดินเหนียวอ่อนสาหรับการทดสอบทางวิศวกรรมเทคนิคธรณี (Geotechnical Engineering) บน เครื่องทดสอบแบบหมุนเหวี่ยง (Geotechnical Centrifuge) จากผลการศึกษาสามารถสรุปสาระสาคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ 1) สรุปผลการใช้ชุดเครื่องมือ และกระบวนการในการเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ 2) สรุปผล การทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินตัวอย่าง 3) ข้อจากัดและข้อควรระวังในการ ใช้ชุดเครื่องมือ และ 4)ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสาหรับการศึกษาครั้งต่อไป โดยมีเนื้อหาเรียงตามลาดับ ดังนี้

5.1 สรุปผลการใช้ชุดเครื่องมือและกระบวนการในการเตรียมแบบจาลองชั้นดิน เหนียวอ่อนด้วยเทคนิคการพ่นไอซีเมนต์ จากผลการเตรียมตัวอย่างทั้ง 3 รูปแบบได้แก่ การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชั้นโดยใช้ผงสีแทนซีเมนต์ การเตรียมตัวอย่างแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ และการเตรียมตัวอย่างแบบกาลังแปรผันตามความ ลึกโดยใช้ไอซีเมนต์ พบว่า ตัวอย่างที่ทาการเตรียมสามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของชุดเครื่องมือ รวมถึงกระบวนการในการเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อน โดยสังเกตจากกาลังรับแรงเฉือนของ ตัวอย่างดินเหนียวมีการแปรผันต่อเนื่องตามความลึกในลักษณะของสมการเส้นตรงโดยมีค่าความ เชื่อมั่นหรือ R2 = 0.9931

5.2 สรุปผลการทดสอบหาความสามารถในการรับแรงเฉือนของดินตัวอย่าง จากการทดสอบ Laboratory Vane Shear Test โดยกระจายจุดทดสอบบนหน้าตัดของตัวอย่างดิน เหนียวทั้งหมด 5 จุด และทาการทดสอบ ที่ชั้นความลึกต่างๆ จากผิวดินลึกลงไปพบว่า แบบจาลองชั้น ดินเหนียวมีสมบัติด้านการรับ กาลังเฉือนของดินเพิ่มขึ้นโดยใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ต้องการนั่นคือมี กาลังแปรผันคล้ายชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯในช่วง 10 ม.จากผิวดิน จากผลการศึกษาดังกล่าวจึงสามารถสรุปได้ว่า ดินเหนียวประดิษฐ์ที่ทดลอง ในที่นี้ โดยใช้ การโรยดิน เหนียวร่วมกับการพ่นไอ ซีเมนต์ เทคนิคและกรรมวิธีจากโครงงา นนี้มีกาลังของดินเหนียว คล้ายคลึง


37 กับดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ ฯ ดังนั้นจึงสามารถนาดินเหนียว ที่เตรียมได้จากโครงงานนี้ ไปใช้ในการ ทดสอบด้านต่างๆได้ต่อไป ในห้องทเลอง ทั้งนี้คาดว่าผลการทดลองจากโครงงานจะสามารถถูก นาไปใช้เพื่อเตรียมตัวอย่างดินเหนียวสาหรับการทดสอบแบบจาลองหมุนเหวี่ยงซึ่งจาเป็นต้องใช้ การ เร่งแรงโน้มถ่วงที่ระดับ 50 เท่า (50 g) เพื่อจาลองความสูงของแบบจาลองให้ใกล้เคียงกับชั้นดินเหนียว จริงหนา 10 ม.

5.3 ข้อควรระวังในการใช้ชุดเครื่องมือ จากการทดลองเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนโดยใช้ชุดเครื่องมือที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นั้น ได้พบ ข้อจากัดและข้อควรระวังในการใช้ชุดเครื่องมือดังนี้

5.3.1 การใช้ปั๊มลม การใช้ปั๊มลมจาเป็นต้องระวังเรื่องแหล่งการใช้ไฟฟ้าโดยห้ามต่อพ่วงรวมกับอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดอื่น เนื่องจากขณะที่ปั๊มลมเริ่มทางานจะมีผลทาให้เกิดการกระชากไฟฟ้า และต้องคอยสังเกตระดับน้าใน ถังอัดแรงดันไม่ให้ระดับน้าสูงเกินไปโดยอาจทาการถ่ายน้าทิ้งออกจากถังทุกๆเดือน

5.3.2 การเติมปริมาณวัสดุ การเตรียมวัสดุก่อนทาการผสมตัวอย่างดินเหนียว จะต้องเติมน้าให้เต็มระดับความสูงของกระบอก บรรจุน้าเนื่องจากไม่สามารถหยุดการผสมเพื่อเติมน้ากรณีที่ปริมาณน้าไม่เพียงพอต่อการเตรียม ตัวอย่าง รวมถึงปริมาณซีเมนต์ที่ใช้จะต้องทาการเติมให้มีระดับสูงกว่าความต้องการเล็กน้อยเนื่องจาก ระดับของซีเมนต์มีผลต่อการฟุ้งกระจายโดยที่ซีเมนต์ในระดับต่าจะทาให้การฟุ้งกระจายและอัตราการ พ่นซีเมนต์ลดลง

5.3.3 การควบคุมปริมาณวัสดุ การควบคุมอัตราการพ่นไอซีเมนต์และน้าจะต้องคอยสังเกตและปรับแรงดันให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ตลอดเวลา เนื่องจากแรงดันจากปั๊มลมอาจมีการเพิ่ม-ลดได้ตามลักษณะการทางานของปั๊มลม

5.4 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสาหรับการศึกษาครั้งต่อไป จากผลการศึกษาในครั้งนี้ ทาให้สามารถกาหนดแนวทางศึกษาในอนาคต เพื่อให้ได้ลักษณะ การศึกษาที่ ชัดเจน รวมทั้ง สามารถใช้เทคนิคการเตรียมแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้


38

5.4.1 เพิ่มขนาดของแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อน เทคนิคการเตรียมแบบจาลองในโครงงานวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นต้นแบบวิธีการเตรียม ตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์โดยให้มีกาลังแปรผันตามความลึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขนาดของตัวอย่างที่ชุด เครื่องมือสามารถเตรียมได้นั้นมีขนาดเล็ก ( 13 x 23 x 20 ซม.) และอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทางด้านวิศวกรรมเทคนิคธรณีในอนาคต จึงควรทาการเพิ่มขนาดของแบบจาลองชั้นดินเหนียวอ่อนให้ มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการในอนาคตต่อไป

5.4.2 พัฒนาเทคนิคการโรยดิน โครงงานวิจัยครั้งนี้ได้ใช้เทคนิคการโรยดินโดยการเขย่าซึ่งอาศัยการสั่นสะเทือนของโต๊ะเขย่า (Shake Table) จึงมีผลทาให้เม็ดดินในตะแกรงโรยดินเกิดการสั่นสะเทือนและแยกตัวออกจากกันเล็กน้อยตาม ขนาดของเม็ดดิน จึงควรทาการพัฒนาเทคนิคการโรยดินให้เกิดการสั่นสะเทือนน้อยที่สุดโดยอาจทา การเขย่าตะแกรงในแนวระนาบแทนการสั่นสะเทือน

5.4.3 พัฒนาเทคนิคการพ่นน้า เทคนิคการพ่นน้าในโครงงานวิจัยนี้มีการใช้หัวฉีดน้า (Sprinkler) แบบหมอกจานวน 2 หัวซึ่งอาจมี ความเข้มข้นของปริมาณน้าไม่เท่าเทียมกันบริเวณหน้าตัดเล็กน้อย จึงควรทาการพัฒนาเทคนิคการพ่น น้าให้เกิดการกระจายตัวที่ละเอียดและทั่วหน้าตัดแบบสมบูรณ์ โดยอาจเปลี่ยนหัวฉีดใหม่ให้มีความ ละเอียดและเพิ่มจานวนหัวฉีดให้มากขึ้น

5.4.4 ควบคุมปริมาณฝุ่นละออง การผสมวัสดุเพื่อเตรียมแบบจาลองในโครงงานวิจัยครั้งนี้ ในขณะที่ทาการผสมตัวอย่างจะเกิดฝุ่น ละอองจานวนมากฝุ้งขึ้นมาในอากาศเป็นบริเวณโดยรอบซึ่งมีรัศมีการกระจายตัวประมาณ 3-5 เมตร รอบชุดเครื่องมือและอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้ จึงควรมีการป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย


เอกสารอ้างอิง 1. COX, J.B. 1968., “A Review of the Engineering Characteristics of the Recent Marine Clays In South East Asia”, Res. Rep., No. 6 AIT., Bangkok. 272 p. 2. ศรัณยุทธ์ สธัมนาถพงษ์, 2520, คุณสมบัติและพฤติกรรมทางด้านวิศวกรรมของดินกรุงเทพฯ วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ. 3. กาธร เชิดจิระพงษ์, 2529, แผนภูมิชั้นดินกรุงเทพ, วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 4. กริชฤทธิ์ หยิบเจริญ, 2544, สมบัติและพฤติกรรมทางวิศวกรรมของดินเหนียวกรุงเทพ วิทยานิพนธ์ปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 5. วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ข้อมูลสภาพดินบริเวณลุ่มแม่น้า เจ้าพระยาตอนล่าง, สานักพิมพ์ บริษัท จุดทอง จากัด 15/111 ถนนโชคชัย 4 ซอย 72 แขวง ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230. 6. นายรัฐพล กุลบุญญา และนายวิทวัส บุญไทย, 2550, การเตรียมตัวอย่างดินเหนียวประดิษฐ์ กรุงเทพส้าหรับแบบจ้าลองเครื่องหมุนเหวี่ยง, โครงงานปริญญาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, กร���งเทพฯ. 7. กนกวรรณ ศรสูงเนิน และสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์.“การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติครั้งที่ 13” (โรงแรมจอมเทียน ปาล์ม บีช พัทยา 14-16 พฤษภาคม 2551). 8. Robinson, R. G., Tan, T. S. and Lee, F. H. (2003). “A comparative study of suction induced seepage consolidation versus centrifuge consolidation”, Geotechnical Testing Journal, ASTM, 26(1), 92-101.


40

เอกสารอ้างอิง (ต่อ) 9. Hjortnaes-Pedersen, A. G. I. and Broers, H. (1994), “The behavior of soft subsoil during construction of an embankment and its widening”, Proc. Centrifuge 94, Singapore, pp. 567574. 10. Horikoshi, K. and Randolph, M. F. (1994), “Settlement of piled raft foundation on clay”, Proc. Centrifuge 94, Singapore, pp. 449-454. 11. Zhang, S.D. and Zhang, H. D. (1994), “Stability of deep excavation in soft clay”, Proc. Centrifuge 94, Singapore, pp. 643-647. 12. โกมล พิศดาร และวาริส บัวขาว, 2551, การเตรียมแบบจ้าลองชั้นดินเหนียวอ่อนด้วยวิธี Suction Liduced Seepage Consolidation , โครงงานปริญญาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, กรุงเทพฯ.


ภาคผนวก ก รูปภาพแสดงขั้นตอนการสอบเทียบวัสดุ


42

ขั้นตอนการสอบเทียบน้้า ซีเมนต์ และแร่ดินขาว 1. ขั้นตอนการสอบเทียบน้้า เริ่มจากพ่นน้้าที่แรงดันตามต้องการโดยพ่นใส่ภาชนะที่ได้เตรียมไว้เป็น เวลา 1 นาที จากนั้นท้าการชั่งน้้าหนักและบันทึกผล

รูปที่ ก.1 แสดงการพ่นน้้า

รูปที่ ก.2 แสดงการวัดปริมาณน้้า


43 2. ขั้นตอนการสอบเทียบซีเมนต์ เริ่มจากพ่นไอซีเมนต์ตามแรงดันที่ต้องการโดยพ่นใส่ภาชนะที่ได้ เตรียมไว้เป็นเวลา 1 นาที จากนั้นท้าการชั่งและบันทึกผล

รูปที่ ก.3 แสดงการพ่นไอซีเมนต์

รูปที่ ก.4 แสดงการชั่งปริมาณซีเมนต์


44 3. ขั้นตอนการสอบเทียบแร่ดินขาว เริ่มจากเปิดโต๊ะเขย่า และวางตะแกรงโรยดินลงบนเฟรมจากนั้น วัดปริมาณแร่ดินขาวที่ร่วงในภาชนะรองรับเป็นเวลา 1 นาที

รูปที่ ก.5 แสดงการโรยดิน

รูปที่ ก.6 แสดงการชั่งปริมาณแร่ดินขาว


ภาคผนวก ข ตารางแสดงข้อมูลการสอบเทียบ


46

ตารางที่ ข.1 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบซีเมนต์ แรงดัน อัตราการพ่น

90 100 110 120 130 140 150 160 170 180 190 200 0 0.12 0.41 0.7 0.99 1.29 2.01 3.14 4.42 5.61 8.46 12.64

ตารางที่ ข.2 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบน้า แรงดัน 20 24 25 30 40 50 60 70 80 90 100 110 120 130 140 อัตราการพ่น 114.9 125.9 127.8 146.4 164.7 176.8 188.6 205.3 216.9 228 239.5 253 273 286.3 297.6

ตารางที่ ข.3 แสดงตารางข้อมูลการสอบเทียบแร่ดินขาว

ครั้งที่ 1 2 3 4

อัตราการโรย (g/min) 416 422 421 419

เฉลี่ย

419.5

SD

2.65


ภาคผนวก ค รูปภาพแสดงขั้นตอนการผสมตัวอย่าง


48

ขั้นตอนการผสมตัวอย่างดินเหนียว 1. เตรียมวัสดุแร่ดินขาว น้้า ซีเมนต์ ลงในภาชนะบรรจุ

รูปที่ ค.1 แสดงการเตรียมแร่ดินขาว

รูปที่ ค.2 แสดงการเตรียมน้้า


49

รูปที่ ค.3 แสดงการเตรียมซีเมนต์ 2. เปิดวาล์วปั๊มลมพร้อมปรับค่าแรงดันเริ่มต้นของซีเมนต์และน้้าตามต้องการโดยตัวเพิ่มแรงดัน

รูปที่ ค.4 แสดงการเปิดปั๊มลม


50

รูปที่ ค.5 แสดงการปรับค่าแรงดัน

3. วางกล่องตัวอย่างลงในช่องเฟรม

รูปที่ ค.6 แสดงการวางกล่องตัวอย่าง


51 4. เปิดเครื่องโต๊ะเขย่า

รูปที่ ค.7 แสดงการเปิดเครื่องโต๊ะเขย่า 5. ขั้นตอนนี้จะต้องเริ่มท้าพร้อมกัน คือ วางตะแกรงโรยดินบนเฟรม เปิดวาล์วน้้า และเปิดวาล์วซีเมนต์ พร้อมเริ่มจับเวลา

รูปที่ ค.8 แสดงการวางตะแกรงโรยดิน


52

รูปที่ ค.9 แสดงการเปิดวาล์วน้้า

รูปที่ ค.10 แสดงการเปิดวาล์วซีเมนต์ 6. ขั้นตอนการผสมต้องเติมดินให้อยู่ในระดับของตะแกรงโรยดินโดยตลอด


53

รูปที่ ค.11 แสดงการเติมดิน 7. เมื่อผสมเสร็จตามเวลาที่ก้าหนดท้าความสะอาดขอบกล่องตัวอย่างพร้อมบ่มตัวอย่างโดยกา ป้องกันความชื้นเป็นเวลา 7 วัน

รูปที่ ค.12 แสดงการท้าความสะอาดขอบกล่องเตรียมตัวอย่าง


54

รูปที่ ค.13 แสดงการบ่มตัวอย่าง


ภาคผนวก ง รูปภาพแสดงขั้นตอนการทดสอบ Vane Shear Test


56

ขั้นตอนการทดสอบ Vane Shear Test 1. นาตัวอย่างที่บ่มครบ 7 วัน มากาหนดระดับและตาแหน่งในการทดสอบ Vane Shear Test

รูปที่ ง.1 แสดงการกาหนดระดับในการทดสอบ Vane Shear Test 2. ติดตั้งเครื่องทดสอบ Vane Shear Test และเลื่อนใบพัดทดสอบในตาแหน่งที่ต้องการทดสอบ

รูปที่ ง.2 แสดงการติดตั้งเครื่องทดสอบ


57

รูปที่ ง.3 แสดงตาแหน่งในการทดสอบ 3. อ่านค่าเริ่มต้นในการทดสอบจากกล่องอ่านค่า

รูปที่ ง.4 แสดงการอ่านค่าเริ่มต้น


58 4. หมุนทาการทดสอบในขั้นตอนนี้ต้องหมุนอย่างช้าๆเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนจากการทดสอบ พร้อมทั้งอ่านค่าสูงสุดจากกล่องอ่านค่า

รูปที่ ง.5 แสดงการหมุนทดสอบ 4. ในการเปลี่ยนหลุมเพื่อทาการทดสอบต้องทาความสะอาดใบพัดทดสอบให้สะอาดก่อนจะทาการ ทดสอบในหลุมถัดไป

รูปที่ ง.6 แสดงการทาความสะอาดใบพัด


ภาคผนวก จ ตารางแสดงข้อมูลการทดสอบ


60 ตาราง จ.1 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์ ชั้นดิน/หลุมทดสอบ

Ri

Rmax

Su (ksc)

290 289 294 291 290

Δ 8 9 9 8 8

บน 1 บน 2 บน 3 บน 4 บน 5

282 280 285 283 282

ล่าง 1

286

322

36

0.1836

ล่าง 2 ล่าง 3 ล่าง 4 ล่าง 5

287 291 291 291

324 327 329 325

37 36 38 34

0.1887 0.1836 0.1938 0.1734

0.0408 0.0459 0.0459 0.0408 0.0408

ตาราง จ.2 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบแยกชั้นโดยใช้ไอซีเมนต์โดยเฉลี่ย ชั้นดิน

Δavg

k

Su,avg (ksc)

ด้านบน ด้านล่าง

8.4 36.2

0.0051 0.0051

0.04284 0.18462


61 ตาราง จ.3 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึก ความลึก (cm)

Ri

Rmax

Su (ksc)

316 307 309 316 311

Δ 18 15 13 17 17

2.5 2.5 2.5 2.5 2.5

298 292 296 299 294

7.5

298

328

30

0.153

7.5 7.5 7.5 7.5 12.5 12.5 12.5 12.5 12.5 17.5 17.5 17.5 17.5 17.5

287 301 290 298 276 281 281 287 283 280 372 341 340 367

314 330 317 326 325 325 326 329 330 336 430 396 396 424

27 29 27 28 49 44 45 42 47 56 58 55 56 57

0.1377 0.1479 0.1377 0.1428 0.2499 0.2244 0.2295 0.2142 0.2397 0.2856 0.2958 0.2805 0.2856 0.2907

0.0918 0.0765 0.0663 0.0867 0.0867


62 ตาราง จ.4 แสดงผลการทดสอบตัวอย่างดินเหนียวแบบกาลังแปรผันตามความลึกโดยเฉลี่ย

ความลึก (cm)

Δavg

k

Su,avg (ksc)

2.5 7.5 12.5 17.5

16 28.2 45.4 56.4

0.0051 0.0051 0.0051 0.0051

0.0816 0.14382 0.23154 0.28764


63 ประวัติผู้จัดทา ชื่อ - สกุล นายณัชฌาย์ ชินตานนท์ วัน เดือน ปีเกิด ประวัติการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ระดับปริญญาตรี

12 สิงหาคม 2531

สาย วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ราชบุรี พ.ศ. 2549 ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2554


64

ประวัติผู้จัดทา ชื่อ - สกุล นายวงศกร ปรีชาวนิช วัน เดือน ปีเกิด

20 มกราคม 2532

ประวัติการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาย วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศรัทธาสมุทร สมุทรสงคราม พ

- คณิตศาสตร์ .ศ. 2549

ระดับปริญญาตรี ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2554


เครื่องมือไอพ่นซีเมนต์