Issuu on Google+

1


2


Contents Expression

4

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมถูกเชิญให้ไปร่วม วงสนทนาหัวข้อ “การเลือกคณะเรียนต่อ” ที่ หน่วยงานวัยรุ่นแห่งหนึ่ง ในงานก็มีคนมาร่วม สนทนาอีกเกือบ 10 คน บางคนก็กำ�ลังเรียนอยู่ เช่น พยาบาล, วิทย์คอม, จิตวิทยา บางคนก็ ทำ�งานเป็นครู, นักดนตรี, นักออกแบบ แล้วก็มี น้องๆมัธยมจากโรงเรียนต่างๆมานั่งฟังพี่ๆเล่าถึง ประสบการณ์การเรียน และทำ�งานของแต่ละคน และก็ปิดท้ายโดยให้น้องถามคำ�ถาม

Interior Architecture

คณะของคนรักงานสร้างสรรค์

10 Organization Communication บริหารการสื่อสารในองค์กร

16 แฟรนไชส์น้ำ�แข็งใส

จำ�ได้ว่าสมัยตอนผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นแทบอ้วก แล้ว ยังต้องคิดหัวแทบแตกว่าจะเลือกเรียนต่อ คณะอะไรดี แล้วก็ไม่รู้จะไปถามใคร จริงๆก่อน หน้านั้นผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ� ก็วัยรุ่นมี เรื่องให้สนใจเยอะแยะจะตายไป สาวๆ(แน่นอน) ผลฟุตบอล ดารานักร้อง แล้วก็เรื่องอินเทรนด์ ต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องคิดถึงเป้าหมายของ เรา ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้จบมาทำ�งานแล้วผมก็ ยังเห็นหลายคนลองผิดลองถูกกับชีวิตเพื่อค้นหา ตัวเอง หรืออย่างผมเองจบบริหารธุรกิจ แต่มา รู้ตัวว่าอยากทำ�งานด้านสื่อหลังจากทำ�งานแล้ว 2 ปี เลยต้องเสียเวลาอีก 4 ปีกลับไปเรียนเพื่อจะ ทำ�งานที่ตัวเองชอบ บางคนรู้ว่าไม่ชอบงานที่ทำ� อยู่แต่ด้วยอายุที่มากแล้ว มีครอบครัวต้องดูแล ทำ�ให้ไม่กล้าเสี่ยงเริ่มต้นใหม่ ไม่ละ...ผมไม่อยาก ให้คุณเป็นอย่างนั้น Magazine นี้ได้ไอเดียมาจากงานสนทนาเมื่อต้นปี เพื่อช่วยให้คุณค้นหาตัวเองผ่านจากประสบการณ์ การเรียน การทำ�งานของรุ่นพี่ๆ และถ้ามีโอกาสผม ก็จะจัดงานสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับการเลือกคณะ เรียน และอาชีพ ติดตามข่าว และพูดคุยกันได้ที่ www.facebook.com/uptomagazine ครับ สุภกาญจน์ เหลืองอภิรมย์ (จุ้นจ้าน)

เริ่มง่าย รอด(ไม่)ง่าย 3


4


อะไรทำ�ให้คิดว่าตัวเองชอบงานด้านสถาปัตย์ จริงๆคือมันตั้งแต่เด็กๆเลยค่ะ เบวเป็นคนชอบวาดรูปตั้งแต่ ประถมเลย แล้วแม่ก็บอกว่าบางทีชอบวาดแปลนบ้าน เขียน ห้องนั้นห้องนี้ แม่เป็นคนพูดว่าน่าจะเรียนสถาปัตย์นะ แล้วเรา ก็รู้สึกว่าเราชอบงานออกแบบ ชอบงานที่ใช้จินตนาการ พอ พ่อแม่พูดเราก็พยายามหาข้อมูลก็เลยรู้สึกสนใจเรียนด้านนี้ มากกว่าด้านอื่นๆ

คณะนี้แบ่งออกเป็นกี่สาขา ที่จุฬาฯมีทั้งหมด 8สาขา เป็นภาคไทย 6 สาขา 1. สถาปัตย์หลัก ก็จะเรียนการออกแบบตึก 2. สถาปัตย์ไทย เรียนการออกแบบวัด, วัง อะไรที่เป็น ลักษณะไทยๆ 3. Interior อันนี้เป็นสาขาที่เบวเรียนอยู่ ก็จะเกี่ยวกับการ ออกแบบภายใน 4. Landscape หรือเรียกว่าการออกแบบภูมิสถาปัตย์เช่น สนามกอลฟ์, รีสอร์ท, สวน 5. ผังเมือง เรียนเกี่ยวกันการวางแปลนเมือง, ระบบเมือง 6. Industrial design อันนี้ไม่ใช่สถาปัตย์แต่สังกัดอยู่ ด้วยกัน ก็จะเรียนการออกแบบผลิตภัณฑ์เช่น Packaging Design, งานทอผ้า, งานเซลามิก แล้วก็งาน Graphic Design ต่างๆ เป็นสาขาเดียวที่เรียน 4 ปี นอกนั้นเรียน 5 ปี ส่วนภาค Inter มี 2 สาขา 1. International Program in Design and Architecture เรียกสั้นๆว่า Inda เรียนเกี่ยวกับพื้นฐานการออกแบบ และพื้นฐานด้านสถาปัตย์ แต่ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นสถาปนิก เหมือนภาคธรรมดานะค่ะ จบมาจะได้วุฒิเป็นวิทยาศาสตร์ บัณฑิตค่ะ เรียน 4 ปี 2. International Communication Design Program คือการออกแบบนิเทศศิลป์

เลือกสาขาเรียนกันตอนปีไหน สาขาพวกนี้เราต้องเลือกตั้งแต่สมัครเลยค่ะ ถ้าอยากเปลี่ยนก็ ต้องลาออกก่อน มีบางคนเหมือนกันที่เข้ามาเรียนแล้วถึงรู้ว่า ตัวเองไม่ชอบสาขาที่เลือก ต้องยอมซิ่วแล้วสมัครเข้ามาใหม่ ก็ลำ�บากนิดนึง :(

ทำ�ไมถึงเลือกเรียนสาขา Interior Architecture คือตอนสมัครเนี้ยเบวก็ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร แต่ละสาขา เป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเราอยากทำ�เกี่ยวกับบ้าน อยากออกแบบ บ้านก็เลยตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ทิ้งไป ทีนี้ก็เหลือแค่สถาปัตย์ หลักกับ Interior เบวก็รู้สึกว่า Interior มันดูเป็นผู้หญิงอ่ะ

มันดูจุ๊กจิ๊กดี ดูตรงกับตัวเอง แล้วที่น่าสนใจของที่จุฬาฯนี่ คือสาขา Interior เมื่อจบแล้วเราสามารถขอ License ได้ ทั้งของสถาปัตย์หลัก และ Interior เลย คือสามารถเซ็นต์ รับรองแบบได้ทั้งสองอย่าง เพราะ Interior ที่นี่จะเรียนเหมือ นสถาปัตย์หลักจนถึงปี 3 เรียนจนถึงการออกแบบอาคารสูง 7 ชั้น คือจบไปเบวสามารถทำ�งานได้ทั้งสองอย่างเลยถ้าเบว ต้องการ คนจะเข้าใจว่า Interior คือ Interior Decoration แค่ ออกแบบการตกแต่งห้อง, การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โต๊ะ ตู้ เตียง, เลือกใช้พรมแบบไหน, ติด Wallpaper สีอะไร แต่ ว่า Interior ที่นี่จะเป็น Interior Architecture เราเรียนรู้เรื่อง โครงสร้างด้วย สามารถบอกได้ว่าทุบผนังฝั่งนั้นฝั่งนี้ออกได้ ไหม รื้อเสาต้นนี้ออกแล้วโครงสร้างจะเปลี่ยนไปไหม เพราะเราจะเรียนกับสถาปัตย์หลัก 3 ปีเลย สามารถออกแบบ บ้าน, คอนโด 7 ชั้น, โชว์รูม, โรงเรียน, อาคารที่ไม่สูงมาก ได้หมดเลย มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้าง การปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ทำ�งาน Renovate บ้านทั้งหลังก็ทำ�ได้ ไม่ใช่ทำ� แค่ตกแต่งสวยงามเท่านั้น ทำ�ให้เราเซ็นต์รับรองได้ทั้งแบบ โครงสร้าง และแบบมัณฑนศิลป์เบวเลยรู้สึกว่าเบวได้กำ�ไร และเบวชอบงานทั้งสองอย่างด้วย

เข้าเรียนสถาปัตย์จุฬฯต้องสอบอะไรบ้าง ตอนนี้จุฬาฯเปิดรับตรงด้วยนะค่ะ คือเพิ่งมาเปิดรับตรงตอนมี ระบบ Pat แต่ไม่ได้จัดสอบเอง ต้องใช้คะแนนของส่วนกลาง ยื่น จะมีแค่สถาปัตย์ไทยที่เปิดสอบเอง ใช้ข้อสอบของเขา เอง เพราะสถาปัตย์ไทยจะเป็นนักเรียนทุนคือเรียนฟรี 5 ปีแต่ พอจบไปแล้วเนี้ยต้องทำ�งานใช้ทุนอยู่ในกระทรวง อันนั้นเขา จะรับแบบโหดหน่อยคือต้องมีส่ง Portfolio, ทำ�ข้อสอบของ เขา รับปีละประมาณไม่เกิน 10 คน ส่วนภาคอื่นๆจะใช้คะแนน Pat 4 คือความถนัดทางด้านสถาปัตย์ แล้วก็ Gat อย่างปีล่า สุดเนี้ยใช้ Pat เลขกับ Pat วิทย์เพิ่มด้วย

ความถนัดทางสถาปัตย์ (Pat 4) เรียนกันที่ไหน ก็คือจะรู้กันเองว่าต้องออกไปหาคนติว คนสอนก็เป็นรุ่นพี่นี่ แหละค่ะ เบวเองก็เคยเปิดติวให้น้องทุกวันเสาร์ สอนพื้นฐาน การวาดรูปที่ถูกต้อง, การจัดองค์ประกอบภาพ, การอ่านแบบ, การเลือกวัสดุเป็นพื้นฐานคร่าวๆ แต่ถ้าไม่เรียนติวเลยก็ยากที่ จะเดาได้ แต่มันก็มีหนังสือขายนะค่ะ หาซื้ออ่านเองได้

ข้อสอบ Pat 4 เป็นอย่างไร จะแบ่งออกเป็นทฤษฎี กับวาดภาพค่ะ เต็ม 300 คะแนน วาดภาพ 90 คะแนน อีก 210 คะแนนเป็นส่วนของทฤษฎี ข้อสอบเป็น choice คำ�ถามก็มีหลากหลาย อย่างเกี่ยวกับ เรื่องต้นไม้ อะไรเป็นไม้ยืนต้น อะไรเป็นผลกินได้, การเลือก วัสดุ, พื้นฐานการวางแปลนบ้านคร่าวๆเช่น ทิศทางของการ

5


วางห้อง บ้านหลังนึงด้านไหนร้อน ด้านไหนเย็น แล้วก็มีเรื่อง ของการอ่านแปลนบ้าน บางอย่างก็เป็น Common Sense นะ อย่างห้องน้ำ�ควรปูกระเบื้องแบบไหนถึงจะไม่ลื่น

สุดท้ายของปีหนึ่ง คือการออกแบบบ้าน 1 ชั้น ส่งทั้ง Model, ภาพ Perspective, แปลนบ้าน คือเป็นแบบสำ�หรับการ ก่อสร้างจริงเลยอ่ะค่ะ

เพื่อนบางคนที่เข้ามานี่เขาวาดรูปเก่งตั้งแต่เด็ก ส่วนของวาด รูปเขาก็ได้คะแนนเต็มเลยไม่ต้องไปเรียนที่ไหนเลย แค่หา อ่านเรื่องทฤษฎีเพิ่มเติมนิดๆหน่อยๆ ไม่ต้องติวก็ทำ�ข้อสอบ ได้

ปีสองก็จะเริ่มออกแบบบ้าน 2 ชั้น, บ้าน 3 ชั้น, บ้านบวกร้าน ค้า, Home office แล้วก็มีอาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก, โรงเรียน สอนดนตรี, รร.อนุบาล, ศูนย์ชุมชน, Museum จะเป็นแบบ อาคารขนาดเล็กไม่เกิน 3 ชั้น ส่วนวิชาทฤษฎี���็จะเรียนไป เรื่อยๆ จะไม่เยอะ อย่างวิชาโครงสร้างก็จะเรียนต่อกันไป เรื่อยๆ ปีหนึ่งก็จะเรียนโครงสร้างง่ายๆก่อนอย่างโครงสร้าง ไม้ ปีสองก็เรียนเรื่องคอนกรีต, เหล็ก ขึ้นปีสามก็จะเรียน โครงสร้างยากขึ้น แล้วก็จะมีวิชา Criteria Concept จะมีการ เอา Case Study ของงานดังๆมาให้ดู มาให้เด็กวิเคราะห์ เอา มาดูว่าความคิดของเขาเป็นยังไง วิธีใช้งานเขาเป็นยังไง คือ ทฤษฎีที่เรียนก็เพื่อประกอบการทำ�โปรเจคใน Studio

การรับน้องของที่คณะนี้เป็นยังไง อืมมม คณะนี้ค่อนข้างจะรับน้องแบบเข้มข้น (หัวเราะ) มา กอ่ะค่ะ คือเด็กคณะนี้จะต้องทำ�กิจกรรมเยอะ วิธีการเรียนมัน ไม่ใช่การเข้าไปนั่งฟังบรรยาย อ่านหนังสือแล้วก็สอบตัวใคร ตัวมัน แต่มันมีวิชา Studio ที่เข้าไปแล้วต้องนั่งทำ�งานส่งใน คาบ ทำ�งานออกแบบในเวลาจำ�กัด ใครทำ�ไม่ทันเพื่อนก็ช่วย กันแบบเฮ้ยๆไม่เสร็จเหรอ มาช่วยกันรุมแล้วก็เอาไปส่ง เพื่อน จึงเป็นคนสำ�คัญมากในการเรียนคณะนี้ แล้วการรับน้องที่นี่ก็ จะปลูกฝังว่าไม่ให้ทิ้งเพื่อน ให้รักเพื่อน รักรุ่นพี่รุ่นน้อง คณะนี้ จะอยู่กับแบบพี่น้องเพื่อนช่วยๆกันหมด อย่างพอพี่ปี 3 มีงาน ทั้งสายรหัสทั้งเพื่อนอะไรก็ต้องมาช่วย มาทำ�งานด้วยกัน มา ค้างคืน ก็คิดว่ารับน้องที่นี่ดี ช่วยให้เรารู้จักกันหมด และไม่ใช่ แค่รู้จักกันแบบผิวเผิน ก็เป็นสิ่งดีค่ะ

มีทำ�กิจกรรมอะไรกับน้องๆบ้างครับ ช่วงรับน้องก็จะมีให้น้องปี 1 เล่นรักบี้เป็นกีฬาประจำ�คณะ แล้วก็มีวิ่งทุกวันนัดมาวิ่งรอบจุฬาฯทุกวัน แล้วพอหลังวิ่งก็จะ มีกิจกรรมเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นให้พี่ปีอื่นๆ มาคุยมาเจอน้อง มี การให้น้องแต่งแฟนซี มีงานตอนกลางคืน มีไปค่ายรับน้อง 2 วัน รับปริญญาก็ให้น้องทำ� Landmark ไว้ที่คณะให้พี่มาถ่าย อะไรอย่างงี้อ่ะค่ะ แล้วก็อย่างอาทิตย์หน้าก็จะมีรับน้องใหญ่ เป็นวันสุดท้ายก็จะมีศิษย์เก่ามาทั้งหมด

มีการว๊ากน้องไหม ก็มีค่ะแต่ก็น้อยลงเรื่อยๆ คือเด็กเปลี่ยนไปไม่ค่อยเชื่อฟัง อะไรกับระบบว๊าก (หัวเราะ) ก็จะค่อยๆเบาลง อย่างปีที่เบว เข้ามากับปีนี้ก็ต่างไปเยอะเหมือนกัน แต่ก็ยังมีอยู่

พอปีสามสาขา Interior ก็จะเริ่มมีวิชาที่เรียนแยกกับสถา ปัตย์หลัก ที่เรียนรวมกันก็จะมีการออกแบบงานไม่เกิน 7 ชั้น อย่างคอนโด, โชว์รูมเครื่องใช้ไฟฟ้า, รีสอร์ท, แล้วก็งาน สุดท้ายออกแบบ Rest Area ตาม Highway งานจะคล้ายๆ ตอนปีสอง แต่จะใช้เทคนิคเรื่องโครงสร้างมากขึ้น ส่วนโปร เจคของ Interior เองก็จะมีเรื่องการ Renovate สถานที่ต่างๆ เช่น บ้านพักตากอากาศ, ห้องรีสอร์ท งานไม่ซับซ้อนมากแต่ จะเน้น Concept ปีสามของ Interior ก็จะไปจบที่ทำ�อาคาร พาณิชย์ขนาดเล็กอย่างร้านอาหาร หรือคลีนิค ปีสีที่เบวเรียนอยู่ก็มีการ Renovate Office, อาคารพาณิชย์ ขนาดใหญ่ขึ้น, ออกแบบโรงแรมทั้งหลังอันนี้จะทำ�เป็นกลุ่ม ค่ะช่วยกัน ปีนี้ไม่ได้เรียนกับสถาปัตย์หลักแล้วก็จะมีงานเยอะ ขึ้น มีทั้งโปรเจคของวิชา Studio แล้วก็จะมีวิชา Sketch Design คล้ายๆกับงานของวิชา Studio แต่จะเป็นงานเร็ว สั่งปุ๊บ ให้ทำ�เลย ฝึกให้เราคิดเร็ว นำ�เสนอเร็ว เวลาต้องแก้ปัญหา หน้างานทันที หรือเวลาที่ต้องทำ�งานเร็วๆ แล้วก็จะมีวิชา Material Design ก็คือเรียนเกี่ยวกับวัสดุต่างๆว่าใช้ต่างกัน อย่างไร, วิธีติดตั้งเป็นอย่างไร, การเลือกพื้น เลือกผนัง แล้ว ก็มี Furniture Design คือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์

แต่ละปีเรียนอะไรกันบ้าง

ดูเหมือนจบปี 4 ก็สามารถทำ�งานได้แล้ว เหลือปีสุดท้าย เรียนอะไรครับ

ปีหนึ่งจะเรียนพื้นฐานการออกแบบ ความสวยมากจากอะไร เหมือนทุกคนมาก็จะบอกว่านี่สวยๆ แต่ไม่มีเหตุผล การใช้ สี จับคู่สียังไงถึงจะสวย สีคู่ตรงข้าม สีติดกัน, ฟอร์มต่างๆ, Style มีอะไรบ้าง, Modern คืออะไร Vintage คืออะไร, การ Mix form ทำ�อย่างไร จะสอนพื้นฐานจากการระบายสีเลย การตัดกระดาษมาลองแปะๆวางๆดูให้มันสวยเป็นระนาบ 2 มิติก่อน แล้วค่อยเป็น 3 มิติเอารูปเรขาคณิตมาเรียงกัน, จัด องค์ประกอบภาพยังไงให้สวย, อัตราส่วนของงาน โปรเจค

ปีห้าก็ทำ� Thesis แล้วค่ะ (หัวเราะ) ก็คือว่าทุกสาขาจะ คล้ายๆกันก็คือต้องไปเลือกโปรเจคที่กำ�ลังทำ�อยู่จริงอะไร ก็ได้เช่น สมมุติว่าไปเลือกรีสอร์ทที่ทำ�อยู่จริงที่ภูเก็ต เราก็ไป ขอแบบขอการวิเคราะห์ทุนเขามา แล้วก็มาออกแบบ Interior ของเราเอง กำ�หนด User เอง กำ�หนดเงื่อนไขการใช้ งานเองทุกอย่าง เสร็จแล้ววันสุดท้ายต้องนำ�เสนอให้อาจารย์ ทั้งภาคฟัง ทางคณะเขาจะเชิญวิทยากรข้างนอกมาด้วยเช่น หัวหน้าจากบริษัทสถาปนิกต่างๆมาฟังแล้วก็ Comment งาน

6


7


เรา เทอมหนึ่งก็จะมีเรียนบ้าง มีโปรเจคเล็กๆนิดหน่อย พอ เทอมสองก็จะไม่มีเรียนแล้ว

แล้วน้องเบวคิดไว้ยังว่าจะทำ�โปรเจคอะไร คิดๆอยู่ว่าอยากทำ�รีสอร์ทแต่ว่าคนทำ�ก็เยอะ บางคนก็จะไป เลือกอะไรที่คนเขาไม่ค่อยเลือกก็จะมีโอกาสเกิดได้มากกว่า เบวอยากจะรอดูก่อนว่าปีหน้ามีโปรเจคอะไรที่เกิดใหม่แล้วน่า สนใจให้เราหยิบมาทำ�ได้

การเรียนการสอนเป็นอย่างไร วิชาทฤษฎีก็จะเป็นบรรยาย มานั่งเรียนนั่งฟังปกติ วิธีวัดผล ก็จะมีสองแบบ มีแบบสอบ 100% เข้าก็ได้ไม่เข้าก็ได้แต่ ต้องสอบให้ผ่าน กับแบบที่มีงานในห้องให้ทำ�เก็บคะแนนไป เรื่อยๆ ส่วนวิชาปฏิบัติอย่างวิชา Studio นี่จะแทบไม่มีสอน เลย อย่างวันนี้ก็ไม่มีเรียนเลย คือวันแรกที่มาเรียนอาจารย์ ก็จะแจกเป็นใบโปรแกรมมาให้เลยว่าเทอมนี้เราต้อง Renovate Office นะ มีเจ้าของโครงการมาบรรยายให้ฟังเค้า ต้องการแบบนี้ๆนะ แล้วทุกวันจันทร์ก็ไม่ต้องมาเรียนแล้ว ไป คิดงานมาถึงเวลาก็ส่งมาตรวจ เราก็จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาถึง เวลาก็มาคุยกัน มากางแบบให้ดูว่าหนูคิดอย่างนี้ๆมา อาจารย์ เขาก็จะแนะนำ�เราว่าตรงนี้ดีหรือไม่ดียังไง ควรจะเปลี่ยนตรง นี้ตรงนั้นนะ ก็จะเป็นอย่างนี้จนถึงวันส่งงานจริงออกมาเป็น แบบสมบูรณ์

แล้วถ้าอาจารย์แนะนำ�ว่าไม่เหมาะแต่เราจะไม่เปลี่ยนละ ก็...ถ้าจะดื้อก็ดื้อได้อ่ะค่ะ (หัวเราะ) ก็คือวิธีการวัดผลของ วิชาพวกนี้มันจะสองส่วน ส่วนแรก 50% คือคะแนนการ พัฒนาแบบ ทุกอาทิตย์งานเรามีการพัฒนาขึ้นก็จะถูกคิดเป็น คะแนน ส่วนอีก 50% จะมาจากวันสุดท้ายเขาเรียกว่าการ Jury คือให้เรา Present งานเหมือนให้ลูกค้าจริงฟัง มีทำ� PowerPoint ขึ้น Chart ขึ้น Theme ทุกอย่างเหมือนจริง มี อาจารย์หลายคนมานั่งฟัง แนะนำ� แล้วก็ให้คะแนนเรา ถ้า คณะอาจารย์ถูกใจแบบของเรา 50% นี่เราอาจจะเต็มก็ได้

ทุ่มเทที่สุดคือวิชาออกแบบ ทุ่มให้จนไม่ค่อยเข้าเรียนวิชา อื่น (หัวเราะ) ทำ�แล้วมันมีความสุขนะ แต่ถ้าวันไหนคิดไม่ ออกแล้วพรุ่งนี้ต้องส่งนะมันแบบอยากจะร้องไห้ออกมาเลย เหนื่อยมากกก เบวว่าคือมันเป็นลักษณะของคนทำ�งานด้าน นี้นะ เราอยากให้งานออกมาดีที่สุด สวยที่สุด ไม่ใช่แค่แบบ ผ่านๆไปก็ได้ แต่มันจะต้องเป็นแบบทำ�แล้วเราภูมิใจ มันก็ เลยกดดันมาก แต่คนอื่นอาจจะมองว่าสบายจะตาย เรียนก็ไม่ ต้องเรียน

ถ้าให้เลือกวิชาสุดหินมาหนึ่งวิชา จะเลือกวิชาอะไร

งานที่ต้องส่งมันเยอะนะค่ะ ต้องส่งทั้ง Model, แบบก่อสร้าง, ทั้ง Theme ซึ่งมันใช้เวลามากในการเตรียม เวลาทำ�งาน จริงบริษัทเขาจะมีทีมทำ�กันหลายๆคน แต่นี่เราต้องทำ�ทุก อย่างคนเดียว แล้วแบบบางทีอาทิตย์สุดท้ายแล้วยังต้องแก้ Material อยู่เลย, Form ตึกยังไม่ได้, แบบแปลนยังไม่ลงตัว อาทิตย์สุดท้ายจะเป็นอะไรที่เหนื่อยมากมาย แก้แบบวาด แบบทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอนแล้วต้องมาส่งให้ทัน เพราะคณะ นี้จะซีเรียสมากกับเรื่องส่งงานว่าต้องส่งให้ทัน ถ้าช้าจะไม่รับ เลย ปรับตกอย่างเดียว

(หัวเราะ) โห...มันยากหมดเลยค่ะ (หัวเราะ) จริงๆมันไม่มี วิชาไหนง่ายเลย แต่มันจะยากคนละแบบอย่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ เวลาฟังบรรยายนักเรียนก็จะหลับ แล้วก็จะมายากตอน วันสอบ(หัวเราะ) แบบว่าหนังสือเป็นตั้งเลยแล้วอ่านไม่ทัน แล้วอย่างวิชา Studio อาจจะดูเหมือนสบายนะ ไม่มีอ่าน หนังสือแค่ทำ�มาส่งทุกอาทิตย์ แต่ว่ามันเครียดมาก ถ้าคน ที่ทำ�หรือเรียนออกแบบมาจะรู้ว่ากว่าไอเดียๆนึงจะออกมา ได้เนี้ยมันเครียด มันเหนื่อย น้ำ�ตาตกก็มี มันจะเหนื่อยกัน คนละแบบ อย่างวิชาโครงสร้างถ้าใครไม่เก่งโครงสร้างก็จะ บอกโครงสร้างยาก สำ�หรับเบวว่าวิชาที่ต้องทุ่มที่สุด ทุกคน

ฟังดูเหมือนเขาเตรียมเราให้พร้อมทำ�งานจริง ใช่ค่ะ วิชา Studio เหมือนการจำ�ลองงานจริงๆมาให้เราทำ�อ่ะ ค่ะ บางงานเขาก็จะเชิญเจ้าของโครงการมาพูดเอง อย่าง

8


ตอนออกแบบคอนโดก็เชิญ Manager ของบริษัทพฤกษามา พูดถึงการวางแผนโครงการ การวิเคราะห์ด้านทุน ด้านความ เป็นไปได้ว่าเขาคิดยังไง ห้องต้องมีเท่าไหร่เพื่อจะคุ้มทุนเขา เหมือนเขาต้องการให้เรารู้ว่าขอบเขตการทำ�งานมันเป็นยังไง แล้วก็ซีเรียสเรื่องเวลา เขาจะสอนเสมอว่าไปส่งงานช้าก็ไม่มี ใครรอ เราต้องรับผิดชอบ การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำ�คัญ ของอาชีพนี้มากๆ

นอกจากทำ�งานส่งอาจารย์แล้ว เราพัฒนาตัวเองอย่างไร ได้อีก เด็กที่นี่ส่วนมากปีสองปีสามก็จะเริ่มรับงานเล็กๆเป็นของตัว เอง อย่างเบวก็มีสอนหนังสือ แล้วก็มีออกแบบงาน Event ทุกคนจะพยายามหางาน บางคนก็ไปทำ�ให้รีสอร์ท หางาน เล็กๆฝึกฝีมือ แล้วก็มีประกวดแบบคือจะมีบริษัทต่างๆเขาเปิด ให้ประกวดแบบเยอะ หลายคนก็สนใจทำ� เบวก็มีลองทำ�บ้าง เป็นการฝึกไปในตัว มันก็เหมือนเราทำ�โปรเจคอ่ะค่ะแต่นี่ได้ เงินด้วย ถ้าชนะขึ้นมาได้เงินเป็นแสนเลยนะ :) บางทีงานของจุฬาฯเองเราก็ต้องไปช่วยเขาทำ� อย่างล่าสุด งานฟุตบอลประเพณีเราก็ไปช่วยเขาทำ�คัทเอาท์เชียร์ แล้ว ก็กิจกรรมของคณะที่จะมีทุกปีก็คือละครค่ะ อันนี้ทั้งคณะจะ ช่วยกันทำ�ก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง ฝึกการทำ�งานเป็นทีม ทำ� Production ทุกอย่าง เสื้อผ้าก็ออกแบบเอง ฉากแสงสีเสียง แอฟเฟก เขียนบทเอง ก็คืออาศัยพื้นฐานจากการออกแบบ นั้นแหละมาประยุกต์เป็นอย่างอื่น แล้วก็มีการไปทำ�โครงงาน ทำ�ค่ายในโรงเรียนที่อยู่ไกลมากๆ ไปสร้างเรือนนอน โรง อาหาร ห้องน้ำ� อันนี้คือนักศึกษาคิดกันเองว่าเราจะไปทำ� อย่างนี้นะ โครงสร้างจะเป็นแบบนี้ๆๆ ไปก่ออิฐฉาบปูน ลงมือ ก่อสร้างเองเลย ได้ไปรู้ว่าจริงๆแล้วความเป็นไปได้มันมากแค่ ไหน การก่อสร้างมันยากยังไง

อุปกรณ์การเรียนมีอะไรบ้าง ปีหนึ่งปีสองอาจารย์จะให้ทำ�ด้วยมือ คือเขียนแบบก็ต้อง เขียนด้วยมือเหมือนสมัยก่อนมีโต๊ะเขียนแบบตัวใหญ่ๆ เพราะ เขาต้องการฝึกมือเราก่อน พอปีสามถึงจะใช้โปรแกรม AutoCAD, SketchUp, 3ds Max เพราะฉะนั้นตอนเข้ามาปีหนึ่งที่ ต้องมีคืออุปกรณ์เขียนแบบทุกอย่าง มีโต๊ะ Draft ไซส์ใหญ่, T-Slide, ไม้ฉาก พอเริ่มใช้คอมวาดก็แล้วแต่ศรัทธาว่าจะใช้ Notebook หรือ PC แต่ส่วนมากก็จะใช้ Notebook เพราะ สะดวกทำ�งานมากกว่าอย่างเที่ยงปุบก็รีบๆกินข้าวแล้วก็ทำ� ถ้ารอกลับไปบ้านทำ�ก็อาจจะไม่เสร็จ ปีหนึ่งปีสองห้องเรียนก็จะมีโต๊ะเขียนแบบคนละตัว แต่ต้อง ซื้อ T-Slide มาติดเอง เขาจะบังคับให้นั่งทำ�งานบน Studio บ่อยเพื่อให้อาจารย์ค่อยดูค่อยแนะนำ�ว่าผิดถูกยังไง พอปี สามเขาก็ถือว่าโตแล้วอยากทำ�ที่ไหนก็ทำ� (หัวเราะ) ถึงเวลา ก็มาส่ง ห้องคอมคณะก็มีเพราะมันจะมีวิชาคอมที่สอนพื้นฐาน

AutoCAD, SketchUp อะไรพวกนี้แต่เครื่องก็ไม่ค่อยดีเท่า ไหร่ (หัวเราะ)

เรียนจบแล้ว นอกจากนั่งเขียนแบบแล้วทำ�งานอะไรได้อีก จบไปแล้วไม่ทำ�งานตรงสายก็เยอะค่ะ มีไปทำ� Lighting Design คิดแต่เรื่องแสง การให้แสง อย่างพวกโปรเจครีสอร์ท เค้าต้องการคนจัดแสงโดยเฉพาะ เค้าต้องการคนที่เชียว ชาญกว่า Interior Designer มีไปเปิดบริษัทจัดงานแต่งงาน บริษัทจัดอีเวนท์ หรือบริษัทโฆษณา คือมันไปได้หลายอย่าง คือใช้พื้นฐานจากการออกแบบว่าอะไรสวย วิธีการคิด วิธีการ จัดองค์ประกอบ วิธีการคิดคอนเซ็ป นำ�ไปสู่งานที่ดียังไง

ความรู้หรือทักษะอะไรที่ทำ�ให้เรียนคณะนี้ได้ดี จินตนาการกับทักษะเนี้ยเบวเชื่อว่ามันฝึกกันได้ อย่างตอน เบวเข้ามาเนี้ยสู้ใครไม่ได้เลย วาดรูปก็ไม่ได้สวยมาก ทักษะ การออกแบบก็ไม่ดี ไอเดียก็ไม่เลิศ แต่รู้สึกว่าคนเรียนคณะนี้ ต้องมีความพยายามสูง อดทน ไม่ยอมแพ้ เบวรู้สึกว่าการรับ น้องก็ส่วนสอนให้น้องอึด ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เพราะทำ�งาน ด้านนี้ความกดดันมันเยอะ แล้วคนที่เป็นสถาปนิกเป็นที่ดีต้อง มั่นคงในตัวเอง ถ้าเราคิดว่าแบบนี้ดีเราก็ต้องทำ�ให้สำ�เร็จ ไม่ใช่แบบว่าคิดแต่จะลอกคนอื่น คิดแต่จะสบาย อาชีพนี้ไม่มี ความสบาย มันเหนื่อย แล้วก็ต้องไม่หยุดคิด ไม่หยุดอยู่กับพี่ ไม่พอใจอะไรง่ายๆต้องแบบ Update ความรู้ตลอดเวลา เปิด กว้างทางความคิด ไม่เอาตัวเองอยู่ในกรอบ อาจารย์จะสอนมากว่าอย่ารู้แค่เรื่อง Interior อย่างเคยทำ� โปรเจคนึงว่า user เป็นคนชอบกินไวท์ อาจารย์ถามเลยว่า ไวท์กินยังไง เขาจะพยายามสอนว่าให้เรามีความรู้รอบด้าน เพราะเราต้องออกแบบงานเพื่อตอบสนองคนหลากหลาย คน ที่จะเป็น Interior ที่ดีคือคนที่ไม่หยุดอยู่กับที่ update ตัวเอง ตลอดเวลา

ถ้าย้อนเวลาได้จะเรียนคณะนี้ที่นี่อยู่ไหม จริงๆเบวเคยคิดนะว่าจะซิ่วดีไหม ตอนปีสามเครียดมากๆ เพราะว่าเราต้องจัดรับน้องด้วย กลับบ้านเที่ยงคืนตีหนึ่งแล้ว ต้องทำ�งานต่อให้เสร็จทันส่งตอนเช้า แล้วก็มีปัญหาเยอะมาก จนรู้สึกตัวเองคงไม่รอดแล้วละ ออกแบบก็ไม่ดี แรกๆรู้สึกว่า งานตัวเองไม่ดีเลย แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็คิดว่าคงเรียน คณะนี้เหมือนเดิม (หัวเราะ) เบวรู้สึกว่าเรียนคณะนี้มันได้เยอะมาก ได้ใช้ชีวิตคุ้มอ่ะค่ะ ไม่ใช่แค่เรียนแต่ได้รู้จักชีวิตจริง ได้รู้จักโลกภายนอกว่าเป็น ยังไง เขาจะฝึกให้เราเหมือนกับว่าทำ�งานนะ รู้จักบริหารตัว เอง ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ก็ยังจะเลือกเหมือนเดิม ชีวิต วันนึงมันไม่ซ้ำ�กัน ทุกวันมีความตื่นเต้นของมัน เครียดจริง ร้องไห้จริง ดราม่าจริง(หัวเราะ) >>

9


10


Organizational Communication เป็นวิชาเกี่ยวกับ อะไรครับ เป็นวิชาที่อยู่ในสายการบริหารธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับ การบริหารจัดการธุรกิจ เรียนเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการ คน จัดการเกี่ยวกับพนักงานว่าทำ�อย่างไรให้พนักงานทำ�งาน อย่างมีความสุข ก็คล้ายๆกับสาขาวิชาการจัดการทรัพยากร บุคคล (Human Resource) เพียงแต่ไม่มีเรียนเกี่ยวกันการ คัดเลือกคนเข้าทำ�งาน (Recruitment) แล้วก็ไม่ได้เรียนเรื่อง การฝึกอบรม (Training) เท่าไหร่นัก

การเรียนการสอนที่นั่นเป็นอย่างไร สาขานี้ยังไม่มีเปิดสอนในเมืองไทย เรียน 2 ปี ปีแรกเรียนก็ จะเรียนเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับการสื่อสาร เช่น ความหมาย และ รูปแบบการสื่อสารต่างๆ, วิธีการวิจัย, เรียนเกี่ยวกับทฤษฏี ต่างๆที่อ้างอิงมาใช้จากวิชาจิตวิทยา (Psychology) และ สังคมวิทยา (Sociology) พอเทอมที่สองเค้าก็จะให้เราเลือกเ���งว่าสนใจวิชาไหนก็ เลือกลงทะเบียนเรียนเ เช่น Intercultural, Organizational Communication, Interpersonal and Relationship, Conflict Management แล้วก็ Crisis Communication วิชา ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับการสื่อสารภายในองค์กร การสื่อสาร ระหว่างบุคคลภายในองค์กรมันมีผลอย่างไรบ้าง มันไม่ใช่ แบบพอเราเข้าไปที่ทำ�งานแล้วทุกอย่างต้องเป็นทางการ การ ส่งอีเมล์คุยกัน การคุยกันตัวต่อตัว การหยอกล้อ การเล่น มัน มีผลต่อการทำ�งานอย่างไร ปีแรกก็จะเรียนประมาณนี้ ส่วนปีที่ 2 ก็จะมาเน้นที่การทำ�วิจัย เริ่มเรียนอาจารย์จะบอก ว่าเราจะเรียนเรื่องนี้ๆๆกันนะ ปลายเทอมเราก็ต้องหาประเด็น ที่เราสนใจ แล้วก็เขียนงานออกมาโดยมีการอ้างอิงงานวิจัย ต่างๆ ส่วนวิทยานิพนธ์นี่เราเลือกทำ�หรือไม่ก็ได้ ถ้าเลือกไม่ทำ� สอบ Comprehensive เสร็จแล้วก็จบเลย ส่วนถ้าเลือกทำ� วิทยานิพนธ์ ทำ�เสร็จแล้วก็ต้องสอบ Comprehensive ด้วย ตอนแรกตาลก็เลือกทำ�เพราะอยากรู้อะไรมากขึ้น ตัดสินใจ แล้วก็ไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา คุยกับอาจารย์คนแรกก็ตกลง เสร็จแล้วก็ต้องไปหาอาจารย์อีกคนนึง คือมันต้องมี 2 คนมา ช่วยกันดูแล ก็ปรากฏว่าหาไม่ได้ ไม่มีใครว่าง แล้วก็ที่ผ่านมา มีแค่ 2-3 คนเท่านั้นที่ทำ� คือคนที่ตั้งใจจะต่อปริญญาเอกเค้า ถึงจะทำ� ถ้าจบแล้วไปทำ�งานเค้าก็เลือกไม่ทำ�กัน หาอาจารย์ ก็หาไม่ได้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำ� การสอบจะมี 3 ขั้นตอน ขั้นแรกแบบ Take Home ต่อมาก็ สอบข้อเขียน เสร็จแล้วอาจารย์ก็จะเรียกมาสอบปากเปล่าอีก ที ถ้าผ่านก็จบ ไม่ผ่านก็ต้องเขียนใหม่ แล้วมาสอบปากเปล่า ใหม่

ข้อสอบ Take Home ก็จะเป็นลักษณะที่เค้าจะถามกว้างๆว่า เช่น ในฐานะที่คุณเป็นผู้จัดการคุณจะวางแผนบริหารคนใน องค์กรอย่างไร คุณต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง แล้วก็มี Case Study มาให้เราเสนอวิธีแก้ปัญหา การให้คะแนนก็ดูจากว่าเราเขียนเข้าท่าไหมกับที่เราเรียนมา เนี้ย ถ้ามันพูดเกี่ยวกับความคิดเห็นเค้าก็จะดูว่าทฤษฏีที่เรา เขียนมาเนี้ยมันใช่ไหม มันตรงไหม เราเข้าใจถูกไหม แล้ว เขาก็จะให้ผ่าน ไม่ผ่าน แล้วก็มันจะมีส่วนของงานวิจัยว่าใน ฐานะ Communication Auditor เนี้ยว่าเราสนใจทำ�วิจัยเรื่อง อะไร ทำ�อย่างไร อาจารย์ก็จะดูคำ�ตอบว่างานวิจัยที่เราเขียน ไป เราใช้ตัวแปรต่างๆถูกต้องหรือเปล่า เรารู้จริงหรือเปล่า แล้วตอนที่สอบปากเปล่า เค้าจะดูจากที่เราเขียนมาแล้วก็ตั้ง คำ�ถาม อาจจะให้เราอธิบายเพิ่มเช่น ตรงนี้เราคิดยังไง ทำ�ไม เขียนอย่างงี้ ผ่านไม่ผ่านก็รู้วันนั้นเลย กดดันมาก (หัวเราะ)

คนที่เรียนจบด้านนี้จะทำ�งานในตำ�แหน่งอะไร จริงๆแล้วสาขานี้เป็นสาขาที่ใหม่พอสมควร แม้แต่ในอเมริกา เองก็ยังใหม่ ยังไม่มีการยอมรับถึงขั้นมีตำ�แหน่งอะไรรองรับ คนมักจะสับสนกับเรื่องการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นคนละ ตัวกัน จริงๆแล้วมันก็ทำ�ได้ค่อนข้างที่จะกว้างมาก หลาก หลาย ถ้าให้ตรงสายเลยก็คืออยู่ในแผนกทรัพยากรบุคคล (HR) ทำ�เกี่ยวกับการพัฒนาการฝึกอบรม (Training Development) คืออะไรที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ เกี่ยวกับพนักงาน แล้วก็อาจจะทำ�พวก Marketing ก็ได้ด้วย แต่ว่าก็ไม่ได้เน้น เท่าไหร่ เน้นบริหารจัดการคนในองค์กรมากกว่า ในบริษัทใหญ่ๆอย่าง IBM หรือ Apple เค้าจะมีแผนก Employee Coordinator (ไม่แน่ใจว่าชื่อนี้ถูกต้องหรือเปล่า) เรา ก็ไปทำ�ตรงนั้นได้ งานก็คล้ายๆกับว่าเป็นตัวกลางระหว่างผู้ บริหารกับพนักงานตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปเลย เราก็เป็นคนที่ เลือกว่าเรื่องไหนส่งไปไหน แล้วก็จัดการให้การสื่อสารเป็น ไปอย่างราบรื่น อีกงานที่กำ�ลังเริ่มฮิตคือเป็น Communication Auditor ก็ คือเหมือนการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แต่นี่เป็นการตรวจสอบ การสื่อสารภายในองค์กร ก็คือเข้าไปดูว่าในบริษัทๆนึงมีการ สื่อสารส่งผ่านจากไหนไปไหนบ้าง แล้วมันเกิดการติดขัด เกิดปัญหา เกิดความไม่ชัดเจนไหม แล้วก็ไปแก้ปัญหาให้ เค้า หรือไปช่วยปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ตาลคิดว่า ตาลอยากกลับมาทำ�

ทำ�ไมถึงอยากทำ�งานด้านนี้ คือมีความรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างที่จะเข้ากับคนได้ดี คือรู้จัก วิธีในการเค้าหาคน บริหารคน คุยกับคน อะไรแบบเนี้ย ก่อน ที่จะเรียนสาขานี้ก็สนใจ Human Resource, Training Development แล้วก็จิตวิทยา (Psychology) ไว้เพราะเรียนจบ ตรีด้านนี้มา ก็ดูไว้ 3 อย่าง

11


12


แต่ HR เนี้ยต้องเรียนเป็น MBA คือเป็นบริหารธุรกิจ แล้วก็ ต้องสอบ GRE สอบ G-Math ซึ่งต้องใช้เวลาน่าจะอีกปีนึง สำ�หรับเตรียมตัวสอบ ก็คิดว่าเสียเวลามากเกินไป แล้วตอน นั้นก็กำ�ลังเตรียมสอบ TOEFL อยู่ด้วย ก็เลยลองดูเป็นตัวอื่น ก็ลองมาดูเป็น Training Development ซึ่งเป็นตัวที่ตอนแรก ตั้งใจจะเรียน เพราะคิดว่าเราน่าจะถนัด พอไปดูแล้วก็ปรากฏ ว่ามีไม่กี่มหาลัยในอเมริกาที่เปิดสอนด้านนี้โดยตรง แห่งหนึ่ง ที่เราสนใจเนี้ยมันก็อยู่ที่เมืองบนสูงสุดเลยประเทศ แล้วมัน หนาวมาก คือไปดูมาแล้วก็ไม่ไหว ปีนึงหิมะตกตั้ง 9 เดือน แนะ แล้วก็อีกที่นึงคุณสมบัติที่เค้าต้องการมันสูงมาก เราเข้า ไม่ไหว ส่วน Psychology ก็ต้องมีประสบการณ์ สุดท้ายก็มา เจอ Organizational Communication คือเราเหมือนได้เรียน ทั้ง 3 ตัวรวมกัน ดูจับฉายหน่อยแต่ก็รู้สึกว่าเออ มันก็ดูเข้าท่า นะ

เจอปัญหาอะไรในการเรียนบ้าง ที่เป็นปัญหาหลักๆใหญ่ๆเลยก็คือระบบของการเรียน เพราะ เราไม่เคยเรียนแบบโต้ตอบ (Discussion) มาก่อน เราไม่ ชิน แล้วก็สาขาที่ตาลเรียนเนี้ย มีคนเอเชียคนนึง แล้วก็ตาล เป็นคนที่สอง นอกนั้นเป็นฝรั่งหมดเลย อาจารย์เค้าก็สอนใน แนวทางที่เค้าสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆก็คือโต้ตอบกันตลอด อาจารย์ถามเค้าก็จะยกมือตอบกันพับๆๆเหมือนที่เราเห็นใน หนังเลย ส่วนเราก็จะแบบทำ�อะไรไม่ถูกไง เข้าเรียนวันแรกก็ เจอแบบนี้เลย ส่วนเรื่องภาษาคือ ไม่ใช่ว่าเราไม่เข้าใจนะ เราฟังเค้าเรารู้ เรื่องแต่เราคิดไม่ทัน เราฟังปุ๊บอ้อเข้าใจแล้วนะว่าหมายความ ว่าอะไรกำ�ลังจะจดปุ๊บ อาจารย์ให้เราตอบ เราก็ตอบไม่ถูก คือมันคิดไม่ทันไงก็เลยเป็นปัญหา แล้วก็สาขานี้เขียนเยอะ มาก อย่างเรียนเสร็จอาจารย์สั่งงานทีให้ไปเขียนมา 4 หน้า 7 หน้า พอเทียบกับเพื่อนๆที่เรียน MBA เนี้ยไม่เห็นเค้ามีสั่ง เขียนเลย สั่งแค่ไปทำ�โจทย์มา ไปอ่านมานิดหน่อย แล้วก็มา คุยกันใน class แล้วก็ตาลเป็นคนเขียนหนังสือช้าด้วย มันก็ เลยเป็นปัญหา แล้วก็อีกอย่างนึงก็คือเนื่องจากว่ามันเป็นการเรียนปริญญา โท คนเรียนควรจะต้องมีประสบการณ์การทำ�งานพอสมควร ส่วนเราก็มีประสบการณ์แค่ในระดับนึง รู้เรื่องนู่นนั่นนี่นิด หน่อย ในห้องอาจารย์เค้าก็จะมีคำ�ถามประมาณว่า คุณจะเอา ความรู้เรื่องนี้ไปใช้กับประสบการณ์ที่คุณมีได้ยังไง หรืออย่าง ประสบการณ์เก่าๆถ้าคุณมีโอกาสกลับไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ได้เนี้ยคุณจะทำ�ยังไง ซึ่งตอนตาลจบตรีตาลก็หยุดเลยปีนึง เพื่อเตรียม TOEFL ไม่ได้ทำ�งาน ประสบการณ์เราก็ไม่มี คน อื่นๆในห้องก็อายุ 30 ขึ้น มีเราคนเดียวที่ยังเด็ก นี่ก็เป็นหนึ่ง ปัญหา สรุปคือเราประสบการณ์น้อย พูดก็ไม่ทันเขา แล้วก็ยังช็อคกับ ระบบการสอน ก็เลยทำ�ให้การเรียนปีแรกค่อนข้างยากลำ�บาก

แต่อาจารย์ก็ค่อนข้างเข้าใจนะ เพราะเราไปคุยกับอาจารย์ ก่อนเลยว่าระบบที่เราเรียนมามันเป็นแบบนี้ๆนะ พอเทอมที่ สองเราก็เริ่มจับทางได้ คือฝรั่งเนี้ยบางทีมันก็ไม่ได้พูดมีสาระ มันก็พูดของมันไปเรื่อยขอแค่ได้พูด เราก็���ริ่มที่จะกล้ามากขึ้น เริ่มที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้น แล้วก็อีกอย่างคือ เริ่มคุ้นเริ่มชินกับ เพื่อนร่วมห้อง เริ่มกล้าที่จะพูดมากขึ้น อาจารย์ก็รู้จังหวะว่า เราจะตอบช้าหน่อยนึง ทุกคนทุกอย่างค่อยๆปรับเข้าหากัน บางทีอาจารย์ก็จะหันมาถามว่าเราเลยว่า เออแล้วคุณคิดยัง ไง คือเค้าเปิดช่องให้เราตอบ เพราะเค้ารู้ว่าถ้าเค้าไม่ถามเรา ก็ไม่ตอบ(หัวเราะ)

ทำ�ไมถึงเลือกเรียนที่อเมริกา ที่เลือกไปเรียนที่เมกาเพราะว่ามีลุงอยู่ที่เมกา แล้วเราก็เคย ไปเมกามาก่อน 2-3ครั้ง เราก็เลยรู้สึกคุ้น แล้วก็เวลาดูหนัง ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังจากอเมริกา คือโตมากับภาพลักษณะของ อเมริกัน เราก็เลยรู้สึกว่าเราคุ้นกับวัฒนธรรมเค้า... เราคิดว่า เราคุ้น (หัวเราะ)

แล้วไปถึงจริงเป็นอย่างที่คิดไหม ไม่เป็น (หัวเราะ) คือเวลาเราดูหนังอย่าง Sex and the City มันดูแบบโห ชีวิตอิสระเสรี, Life Style ทันสมัย ซึ่งในเมือง ใหญ่ๆคนเค้าก็เป็นแบบนั้น แต่ว่าบังเอิญเมืองที่ตาลไปอยู่ เนี้ย มันเป็นเมืองเล็ก เล็กมาก เล็กถึงขั้นแบบถ้า Google map ดูเนี้ยต้องกดขยาย 4-5 ครั้งถึงจะเห็น เล็กถึงขนาดว่า ขับรถวน 5 นาทีก็ครบรอบเมืองแล้ว ไม่มีห้าง เป็นเมืองชน บทจริงๆเลย คนเค้าก็จะเป็นอีกแบบนึง แบบที่เราไม่ได้เห็น ในหนังที่คนแต่งตัวสวยงาม คนที่เมืองนี้จะเป็นแบบเหมือน คนต่างจังหวัดบ้านเรา คือยิ่งเมืองชนบทมากคนก็ยิ่งใกล้วัด มาก ที่นี่ทุกซอยก็จะมีโบสถ์หนึ่งหลัง โบสถ์เยอะมากคือทุก นิกายมีหมดเลย แล้วคนที่นี่ก็ชอบไปโบสถ์ แล้วก็ค่อนข้าง จะอนุรักษ์นิยมมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ� นั่งจับมือ จูบกันกลาง ถนนนี่ไม่มีให้เห็นเลย จะเห็นก็มีแต่คนเอเชียทำ� ก็เลยเออ แปลกเนอะ ดีที่ว่าเมืองที่ไปอยู่เนี้ยคนเป็นมิตรมากๆ เพราะมันเป็น เมืองเล็กๆด้วยคนเลยรู้จักกันหมด เดินไปเค้าก็จะยิ้มให้เรา ทักทายเราถึงแม้เค้าจะยังไม่รู้จักเรา แล้วก็ถ้าจะเดินห้าง หรือซื้อของกินของใช้ ก็ต้องขับรถออก ไป 1 ชม.จะมีห้างเล็กๆ ประมาณเซ็นทรัลบางนาแบบมีชั้น เดียว ถ้าขับไป 2 ชม.ถึงจะเจอห้างขนาดเซ็นทรัลบางนาแบบ มีหลายชั้น

ติดต่อโรงเรียนกับที่พักยังไง โรงเรียนเราก็ติดต่อผ่าน Agency บอกเขาไปว่าเราอยาก เรียนประมาณนี้นะ ให้เขาช่วยหาว่าในอเมริกามีที่ไหนเปิด สอนบ้าง เค้าเอามาให้เราเลือก เลือกได้แล้วเค้าก็ติดต่อให้ บางทีเราก็ติดต่อเองบ้าง คุยเองบ้าง

13


ส่วนที่พักตอนแรกทาง Agency เค้าจะให้อยู่หอ แล้วพอดี มีคนที่เป็น Student Advisor ที่มหาลัย คือเค้าจะมีเบอร์ นักเรียนทุกคน เค้าเอาเบอร์ตาลไปให้กับพี่คนไทยที่นั่นบอ กว่าเนี้ยจะมีนักเรียนไทยมานะคุณลองโทรไปคุยสิ พี่คนไทย เค้าก็เลยโทรมาคุยด้วย พี่เค้าก็แนะนำ�ว่าที่พักให้ลองมาหา เองดีกว่า เพราะว่าหอพักที่มหาลัยมันแพง แล้วก็เก่าด้วย ห้องนึงพัก 4 คนห้องน้ำ�ห้องเดียวอย่างงี้เราก็ไม่ไหว มาถึงวันแรกไม่มีบ้านอยู่ ไปอยู่โรงแรมก่อน รู้สึกจะ 3 คืน แล้วก็ค่อยๆตะเวนหาบ้าน ก็มาได้เป็น Apartment อยู่กับคน อเมริกัน เป็นเด็กอายุ 18 นิสัยก็ยังเด็กๆ แล้วเค้าก็ไม่เคยอยู่ กับคนต่างชาติมาก่อนมันก็เลยปรับตัวกันยาก เค้าสูบบุหรี่ ด้วยก็เลยงั้น บาย บายดีกว่า พอมีรถเราก็ย้ายออกมาอยู่ไกล หน่อย เงียบๆ สบายๆ บ้านที่อยู่ตอนนี้ก็เป็นแบบเป็นตึกใหญ่แล้วแบ่งเป็น 6 คูหามี 2 ชั้น เราก็เช่า 1 คูหา มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ� มีห้องครัวกับ ห้องนั่งเล่นอยู่ข้างล่าง มีเครื่องซักผ้า อบผ้าให้ ตกเดือนละ 700 เหรียญ หารกับเพื่อนสองคนก็คนละ 350 ค่าน้ำ� ค่าไฟ ค่า Internet รวมอยู่ในนั้นหมด ก็ถือว่าไม่แพง อย่างเพื่อน ตาลอยู่ Boston ค่าที่พักตกเดือนละ 1400 แถมมีห้องเดียว แชร์อยู่ด้วยกัน 3 คน ค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือนก็ตกประมาณ 1000 เหรียญ บวกค่าที่ พักก็จะประมาณ 1400 เหรียญก็อยู่ได้ ส่วนค่าเรียนถ้าเป็น เด็กนักเรียนต่างชาติก็ประมาณเทอมละ 6700 ปีนึงมี 2 เทอม แต่ตาลทำ�งานให้มหาลัยเป็น Graduate Assistance งาน ที่ทำ�ก็เป็นงาน Office ทั่วๆไปตั้งแต่รับโทรศัพท์, ส่ง Fax, ย้ายโต๊ะ ย้ายเก้าอี้, พับเสื้อ ทำ�ไปสักพักเค้าก็ให้เราช่วยคุม สอบ, รับลงทะเบียนเด็กใหม่, จัดเก็บข้อมูล, รับส่งเด็กจาก สนามบิน บางทีก็ให้ไปช่วยสอน, ช่วยตรวจข้อสอบ ฯลฯ ก็ คือแล้วแต่เขาจะใช้ทำ�นู่นให้นิด ทำ�นี่ให้หน่อย ทำ�ตั้งแต่ 8

โมงเช้า – 4โมงเย็น แล้วก็เรียนตอนกลางคืน คือตารางเรียน เค้าออกแบบมาสำ�หรับคนทำ�งาน ทางมหาลัยก็เลยให้เรา จ่ายเท่าคนที่นี่ ก็เทอมละ 2700 กว่าเหรียญ

เห็นว่ากำ�ลังจะกลับไปเรียนโท MBA เพิ่มอีกใบ ค่ะ คือตาลคิดว่าการเรียน MBA เป็นเหมือนการเปิดโลก บริหาร เปิดให้เรารู้ระบบการทำ�งานในชีวิตจริงๆ ในธุรกิจว่า เป็นยังไง คือนี่ตาลคิดเอาเองนะ ยังไม่ได้เรียนเลย (หัวเราะ) เหมือน MBA ทำ�ให้เรารู้จักที่จะบริหารจัดการตัวเลข แล้วก็ เงิน บวกกับ Communication ที่ตาลเรียนมา มาทำ�ให้เรา รู้จักบริหารจัดการคน และตาลคิดว่านี่จะเป็นจุดแข็งที่ทำ�ให้ เราโดดเด่นกว่าคนอื่น เรารู้ทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจ และการ บริหารคนที่ทำ�ธุรกิจร่วมกับเรา

จิตวิทยาที่เรียนตอนปริญญาตรีมีประโยชน์อะไรบ้าง มีประโยชน์มากพอสมควร เพราะว่าสาขานี้ใช้ทฤษฏีทาง จิตวิทยามากพอสมควรเพราะเราเรียนเกี่ยวกับคน หลายๆครั้ง เวลาอาจารย์อ้างอิงถึงทฤษฏีทางจิตวิทยาขึ้นมาเราก็รู้ เราก็ ตอบได้ อาจารย์ก็ประทับใจ

เคยรู้สึกทุกข์ ท้อ เหงา เศร้าบ้างไหม วันแรกเลย คุณลุงมารับที่สนามบิน จากสนามบินต้องขับรถ 2 ชม.ไปที่เมือง เราก็ตั้งความหวังไว้นิดนึงว่าเมืองที่ไปอยู่น่า จะอารมณ์ประมาณรอบๆย่านสีลม สาธรอะไรประมาณนั้น พอ มาถึงก็เออ! อึ้ง! ตกใจว่าเออเล็กเนอะ เล็กอย่างไม่คิดไม่ฝัน มาก่อน ก็ค่อนข้างกลัวแล้วว่าเราจะอยู่ยังไง จะอยู่ได้เหรอ แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ มาเริ่มคิดถึงบ้านเอาตอน 2 อาทิตย์ถัดมา เพราะมาถึงอาทิตย์แรกก็เรียนภาษาเลย เช้า – เย็น แล้วยัง มีการบ้านอีก คือเรายุ่งจนไม่มีเวลาให้คิดถึงบ้าน แล้วก็มักจะ เป็นช่วงวันเสาร์ วันศุกร์เย็น อารมณ์แบบไปไหนดีอ่ะ ทำ�อะไร ดี พอไม่รู้จะทำ�อะไรก็จะเริ่มคิดถึงบ้าน

14


เคยร้องไห้บ้างไหม อืมม มาร้องเอาตอนปีหลัง (หัวเราะ) คือมันไม่ถึงกับร้องไห้ อารมณ์มันแบบซึมๆ เซ็งๆ มากกว่า มีมาร้องไห้เอาช่วงปี หลังๆ เป็นช่วงที่ท้อเรื่องเรียนด้วยอะไรด้วย อารมณ์ประมาณ อืม... อยากกลับบ้านแล้ว

การไปอยู่ที่นั่นสอนอะไรเราบ้าง ก่อนหน้าที่จะไปเรารู้สึกเราไม่ชอบเมืองไทยเท่าไหร่ คือแบบ รำ�คาญกับระบบอะไรหลายๆอย่าง พอไปถึงที่นั่นก็เหมือนเรา เห็นว่ามีฝรั่งหลายคนนะ โดยเฉพาะคนอเมริกันที่เค้าอยาก มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง มีธรรมเนียมเก่าแก่แบบของเรา หรือของจีน เค้าก็เลยสนใจใคร่รู้กับความเป็นเรา ก็เลยทำ�ให้ เรารู้สึกภูมิใจกับความเป็นไทยมากขึ้น แต่เราเรียนรู้ตอน ไปอยู่ที่นั่น อย่างการเคารพนบน้อบกับอาจารย์คนที่นั่นเค้า ไม่มี ซึ่งพอเค้าเห็นจากเราเค้าก็ชอบ ลักษณะการสอนของ อาจารย์ที่นั่นเค้าจะเป็นกันเอง อาจารย์กับนักเรียนเราเท่า เทียมกัน ซึ่งเราก็ชอบตรงนั้น สอนให้เราโตด้วยความรวดเร็ว อยู่ที่นี่ทำ�อะไรก็มีคนทำ�ให้ ไม่เฉพาะที่บ้านนะ อย่างเราไปกินข้าวเค้าก็ยกมาให้เรากิน ทำ�ให้เราชินกับการที่มีคนมาบริการให้ ส่ว���ที่นั่นกินก็ไปยก มากินเอง กินเสร็จก็เก็บเอง แล้วก็ต้องเช็ดโต๊ะด้วย ต้อง ทำ�ความสะอาดบ้าน ทำ�กับข้าวก็ต้องออกไปหามาทำ�กินเอง แล้วก็ต้องเรียนรู้ว่าทำ�ยังไงให้มันประหยัด เพราะของมันแพง ต้องบริหารจัดการว่าซื้อมาเท่านี้ เก็บเท่านี้ อันนี้เข้าช่องเย็น ทุกอย่างต้องมีการวางแผน

MBA ทำ�ให้เรารู้จักที่จะบริหารจัดการตัวเลข แล้วก็เงิน บวกกับ Communication ทำ�ให้ เรารู้จักบริหารจัดการคน และตาลคิดว่านี่จะ เป็นจุดแข็งที่ทำ�ให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น เรา รู้ทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจ และการบริหาร คนที่ทำ�ธุรกิจร่วมกับเรา

สอนเรื่องการเป็นตัวของตัวเอง การกล้าที่จะพูด จะขอในสิ่ง ที่เราต้องการ กล้าพูดมากขึ้น เป็นคนตรงแต่ไม่ใช่ไม่เกรงใจ ใคร แล้วก็ฟังคนอื่นมากขึ้นด้วย สอนเรื่องบริหารจัดการเวลาว่าทำ�อะไรก่อนอะไรหลัง การตรง เวลา เหมือนเป็นการโตแบบก้าวกระโดดซึ่งถ้าอยู่ไทยอาจใช้ เวลา 4-5 ปี แต่อยู่ที่นู่น 1 ปีเราก็ต้องทำ�ได้แล้ว สอนให้เราต้องขวนขวายหาความรู้ ไม่ใช่แค่ความรู้ในตำ�รา แต่เป็นความรู้ทุกอย่าง อย่างรถเสียนิดๆหน่อยๆก็ต้องซ่อม เอง เปิดคู่มือ คือเรียนรู้จากการอ่านมากกว่าการถามขึ้นเยอะ มีอยู่ครั้งนึงรถสตาร์ตไม่ติด คือติดแล้วมันก็ดับ ทุกคนก็เหวอ ว่ามันเป็นอะไร ก็พยายามหาวิธีกันเปิดเน็ทหาข้อมูล ตอนนั้น ก็ 3 ทุ่มแล้ว ถึงแม้เป็นตอนกลางวันถ้าเรียกช่างมาก็ต้องเสีย เงินแพงมาก สุดท้ายก็เจอว่าเออฟิวว์ขาด ก็ต้องอ่านคู่มือรถ อีกว่าตรงไหนขาด จากที่เราไม่เคยคิดที่จะอ่านเลย ก็ทำ�ให้ เราเรียนรู้ว่าจะทำ�อะไรเราต้องอ่าน ไม่อ่านก็ไม่รู้ เพราะไม่มี ใครมาคอยป้อนคำ�ตอบให้เราตลอดเวลา ทำ�ให้เรารู้สึกโต รู้สึกอยากขนขวายหาความรู้ >>

15


16


เริ่มต้นจากการทำ�งานประจำ� ตำ�แหน่งแรกเป็นเจ้าหน้าที่ ประสานงานอยู่บริษัทในเครือโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ทำ�อยู่ 4 ปีรู้สึกว่างานไม่มีความก้าวหน้า ก็เลยเปลี่ยนมาทำ�ธุรกิจเอง โดยการเข้าไปประมูลงานติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ Dtac ทำ�งานนี้อยู่ได้อีก 4 ปี ซึ่งก็ประสบความสำ�เร็จเป็นอย่างดีนะ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่ว่างานลดลง ก็เลยขอแยกตัว แยก หุ้นส่วนออกมา ได้เงินทุนมาก้อนนึงก็เลยอยากหาธุรกิจอะไร ง่ายๆที่ทำ�ด้วยตัวเองคนเดียวได้

ทำ�ไมถึงเลือกทำ�ร้านน้ำ�แข็งใส จริงๆธุรกิจแรกที่อยากทำ�คือร้านกาแฟสด เพราะเป็นคน ชอบดื่มกาแฟมาก แล้วก็เวลามีงานเข้ามาระหว่างเราออกไป ติดต่องานกับลูกค้าก็จะแวะตามร้านกาแฟนั่งใช้ Notebook ส่งงานทางอีเมล์บ่อยๆ ก็เลยเป็นความผูกพันว่าอยากจะมีร้าน แบบนี้สักร้านนึง เราคงมีความสุขดีนะที่ได้เห็นคนมานั่งใน ร้าน นั่งดูเขาทำ�งาน นั่งดูเขาคุยกัน แต่เราเห็นว่ามีร้านกาแฟเปิดเยอะมาก ตรงนู้นก็มีกาแฟสด ตรงนี้ก็มีกาแฟสด ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ เลยมานั่งคิดว่าจะ ทำ�อะไรดีที่คล้ายๆกัน พอดีช่วงนั้นร้าน ICE Monster กำ�ลัง ดัง กำ�ลังมาแรงเลย แล้วก็มีร้านน้ำ�แข็งใสยี่ห้อนู้น ยี่ห้อนี้ออก มาแข่งกับ ICE Monster เราก็ลองไปนั่งทานดูก็อร่อยดี แล้ว Brand ใหม่ๆที่ออกมาก็ทำ�ให้น้ำ�แข็งมีรสชาติอร่อยขึ้นด้วย

แล้วเริ่มต้นทำ�ร้านได้ยังไง หลังจากไปขายฝันให้คนนู้นคนนี้ฟัง (หัวเราะ) เพื่อนก็แนะนำ� เรามา Brand นึง เราก็ไปดูไปลองชิม ร้านเขาขายดีนะแต่มัน ไม่แตกต่างกับ ICE Monster เลย เราอยากได้อะไรที่แตก ต่างก็เลยเริ่มหาข้อมูลเองจากอินเตอร์เน็ท พอ Google มา ก็โอ้โห้... เจอ Brand ต่างๆเยอะมาก เราก็ค่อยๆกดเข้าไปดู แต่ละ Brand ว่าเป็นยังไง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พอเลือก Brand ได้เราก็โทรไปคุยรายละเอียดต่างๆ ก็คือถ้า มีทำ�เลแล้วเราจ่ายค่าแฟรนไชส์ 58,000 บาทเขาจะสอนงาน ให้แล้วก็เริ่มขายได้เลย แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีที่ขายก็เลยให้ เขาช่วยหาให้โดยจ่ายค่ามัดจำ�ไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนเราก็หาด้วย อีกทางนึง สุดท้ายก็มาได้ที่ซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม ที่ เลือกที่ตรงนี้ก็เพราะเจ้าของที่ให้เราทดลองขายได้ 7 วันโดย ไม่คิดค่าเช่า คิดแค่ค่าไฟวันละ 200 บาท แล้วแถวนั้นก็ดู คึกคักดีด้วย ได้ที่ขายเรียบร้อยแล้วเราก็เข้าไปที่บริษัท ไปจ่ายเงินที่ เหลือ และรับอุปกรณ์เพื่อเปิดร้านก็ถึงได้รู้ว่า 58,000 บาทที่ เขาบอกเราตอนแรกเนี้ยเราได้แค่เครื่องปั่นน้ำ�แข็ง ตู้แช่น้ำ� แข็งขนาดเล็ก แล้วก็เคาเตอร์สำ�หรับวางของขายเท่านั้น ถ้า ต้องการระบบแฟรนไชส์ของเขาด้วยคือมีการสอนงาน ให้

คำ�ปรึกษา ช่วยเราทำ�โปรโมชั่น ฯลฯ เนี้ยเราต้องจ่ายเพิ่ม อีก 20,000 บาท แล้วยังมีต้องซื้อตู้สำ�หรับวางถาด Topping พวกผลไม้อีก 18,000 บาทด้วย นี่ยังไม่รวมอุปกรณ์ย่อยๆ อย่างอื่นที่เราต้องไปหาซื้อเองเช่น มีด, เขียง, ขวดโหล สำ�หรับใส่ Topping, ช้อนตัก Topping ฯลฯ รวมๆทั้งหมดเรา จ่ายไปประมาณ 120,000-130,000 บาท ซึ่งที่เขาโฆษณา ว่าแค่ 58,000 ก็เริ่มธุรกิจแฟรนไซส์ได้มันไม่จริงเลย แต่เราก็ ไม่ว่ากันเพราะเราเองก็ไม่ได้ถามให้ละเอียดตั้งแต่แรก เราคิด ง่ายเกินไป

ขายของวันแรก วันแรกก็มีเจ้าหน้าที่มาช่วยขาย มาถึงก็มาจัดโปรโมชั่นให้เรา เลย ซื้อ 1 แถม 1 (หัวเราะ) บอกว่าอัดโปรโมชั่นแรงไปเลย ลูกค้าจะได้ติดใจ กับซื้อ 1 แถมชานมไข่มุก 1 แก้ว เป็นการ ลดแลกแจกแถมเพื่อเรียกลูกค้า ชานมไข่มุกนี่ก็รับจากเขาเหมือนกัน ซึ่งเขาก็โปรโมทว่าชา นมเขาอร่อย เป็น Brand ที่คนรู้จัก ถ้าเอาไปขายก็จะเพิ่ม กำ�ไรให้กับเรา ซึ่งเขาบอกเราว่าต้นทุนเนี้ยอยู่แค่แก้วละ 5 บาทเอง เราก็ยิ้มสิ ถ้าเราเอามาขายแก้วละ 25-30 บาทก็คิด ว่าเป็นตัวทำ�กำ�ไรที่ดี แต่ปรากฏว่าวันแรกนี่ไม่ได้ขายเลย เอา มาแถมซะมากกว่า ก็เข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการโปรโมท ร้านเราก็เต็มที่ ในเมื่อเขามาช่วยเรา เราก็เชื่อมืออาชีพ เราก็ ทำ�ตามไป หมดวันแรกขายไปได้ 10 ถ้วยถ้วน แถมฟรีชานมไข่มุกไป อีก 10 แก้ว(หัวเราะ) คือลูกค้าจะเป็นพนักงานออฟฟิตลงมา กินข้าว มาซื้อแค่ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสองหลังจากนั้นก็จะเงียบ ยาววววว วันที่ 2 วันที่ 3 ก็ยังเหมือนเดิม ขายได้ประมาณนี้ ก็ เลยคิดว่าไม่ฝืนขายให้ครบ 7 วันแล้ว เพราะเรามีเวลาขายแค่ 2 ชม.เอง ยังไงก็คงทำ�ยอดไม่ได้ พอแค่นี้ดีกว่า กลับไปตั้ง หลักใหม่ เพราะรู้สึกว่าเหนื่อยเปล่า ต้องรีบไปแต่เช้าจัดร้าน ให้ทันก่อน 11 โมง ขายแค่สองชม. แล้วก็นั่งรอยาว เจ้าของ ที่ก็ใจดีเข้าใจ แถมลดค่าไฟเหลือวันละ 100 บาท เย็นวันที่ 3 ของยังเหลืออีกเต็มตู้ก็เลยปั่นน้ำ�แข็งแจกเลย แจกให้รปภ. ที่เขามีน้ำ�ใจมาช่วยยกของ แจกให้พนักงานทำ�ความสะอาด ให้คนที่ทำ�งานอยู่แถวๆนั้น ทุกคนก็บอกว่าน่าจะไปขายตาม หน้าโรงเรียนมากกว่านะ เนี้ยมันอร่อยมากเลย ชอบมาก เด็กๆต้องชอบแน่ๆ

รู้สึกผิดหวังไหม อืมมม... ไม่รู้สึกผิดหวังนะ เพราะรู้ว่าเราใหม่ ยังไม่เก่งพอ ยังไม่พร้อม แล้วเราก็รีบเกินไปที่ลงมือทำ� แต่จะรู้สึกเหนื่อย มากกว่า เหนื่อยจริงๆ บ้านอยู่บางบัวทอง นนทบุรี ต้องออก จากบ้านแต่เช้าไปเปิดร้านให้ทันเพื่อจะเร่งทำ�ยอด แต่ก็ให้ กำ�ลังใจตัวเองว่าเอานะ ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ หาที่ใหม่

17


18


นานไหมกว่าจะได้ที่ใหม่ พอเก็บของกลับมาจากสีลมแล้วก็มารู้ว่าหน้าหมู่บ้านเราเอง เลย กำ�ลังเปิดให้เช่าที่ขายของ คือหน้าหมู่บ้านเมื่อก่อนเป็น ห้างจัสโก้ แล้วปิดไปเ���ลี่ยนเป็น Tops แล้วยังมีที่ว่างเหลือ ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดเป็นศูนย์อาหาร และกำ�ลังต้องการให้ร้านขนม ไอศครีม น้ำ�ปั่นมาเปิด เพราะแถวนั้นมีโรงเรียนกวดวิชาเป็น เด็กๆมาเรียน เราก็เออน่าสนนะ ใกล้บ้านด้วยก็เลยตัดสิน ใจไปลงขายดู แต่มีข้อเสียอย่างนึงคือไม่สามารถทดลอง ขายได้ ต้องเซ็นต์สัญญาเลย ตอนแรกเขาขอค่าเช่าเดือน ละ 10,500 บาท ทำ�สัญญา 1 ปี ซึ่งเราก็คิดว่ามันนานเกิน ไปสำ�หรับตลาดใหม่เลยต่อรองขอเป็นระยะสั้น ก็ตกลงกันได้ เป็นเดือนละ 12,000 บาท สัญญา 3 เดือน ร้านเขาตกแต่งไว้ เรียบร้อยแล้วด้วย มีโต๊ะเก้าอี้น่ารัก ๆสีสันสดใส แบบเอาใจ เด็กเลย เปิดขายเดือนแรกขายดีมาก ได้รับการตอบรับดีมาก อยู่ใกล้ บ้าน ไม่เหนื่อยเดินทาง วันนึงรวมๆกันทั้งสองอย่าง(น้ำ�แข็ง ใสกับชานมไข่มุก) ขายได้ประมาณ 50 ถ้วย มีความสุขมาก กก(หัวเราะ) ตอนนั้นคิดเลยนะว่า เรามาถูกทางแล้ว นี่แหละ ที่ของเรา แต่พอเดือนที่สองปรากฏว่าแทบไม่มีคนเลย เราก็ ใจหายวูบเลย คงเป็นเพราะว่าคนแถวนี้เลิกเห่อกันแล้ว กิน บ่อยจนเบื่อแล้ว ยอดลดลงจนแบบว่า เฮ้ยยย...เดือนแรก นี่เราฝันไปเหรอเนี้ย เดือนแรกนี่ขายได้ 30,000 กว่าบาท เดือนที่สองเราก็หวังจะได้มากขึ้นเพราะคนรู้จักเราแล้ว เรามี การทำ�ประชาสัมพันธ์ มีการทำ�บัตรส่วนลดให้ ก็น่าจะเป็นการ จูงใจที่ดีจริงไหมคะ แต่กลับตรงกันข้าม ไม่มีคนเลย เงียบลง ทุกวันๆ คือเงียบไปทั้งศูนย์เลยนะไม่ใช่เฉพาะแค่ร้านเรา ร้า นอื่นๆก็เริ่มปิดตัวลง

แล้วแก้ปัญหายังไง เราก็ไปคุยกับเจ้าของที่ว่าเดือนแรกยอมรับนะว่าขายดีมาก เลย แล้วเราก็เข้าใจนะว่ามันก็ต้องมีวันที่ขายดีกับขายไม่ดี แต่นี่เดือนที่สองผ่านมาครึ่งเดือนแล้วยังแทบไม่มีคนเข้ามา เลย ซึ่งเราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าให้คุณแล้วแน่นอน คุณมีทาง ไหนช่วยเราได้บ้างไหม ให้เราอยู่ได้ คุณอยู่ได้ ช่วยลดค่า เช่าที่ให้เราหน่อยได้ไหม แต่ก็เจรจาไม่ได้ไม่ลดให้ เราก็ขอ ขายสินค้าเพิ่มได้ไหมเพราะลูกค้าอาจจะเบื่อ เราก็คิดว่าถ้ามี สินค้าใหม่ๆมาลงก็อาจจะช่วยได้ เขาก็ว่าลงได้นะแต่ห้ามซ้ำ� กับร้านนี้ ๆ ๆ ซึ่งเราก็โห... รู้สึกว่ามันไม่แฟร์เลยเพราะบาง ร้านก็มีขายสินค้าเหมือนกับเรา แต่กลับไม่ให้เราขายสินค้า ซ้ำ�กับเขา ตอนนั้นมีสองทางเลือกคือ 1.พยายามหาสินค้าใหม่ๆมาเอา ใจเด็กๆ 2.อยู่ให้ครบ 3 เดือนแล้วย้ายที่ใหม่ สุดท้ายก็ตัดสิน ใจย้ายเพราะว่าช่วงนั้นเราคิดว่าดิ้นรนสุดๆแล้ว ประชาสัมพันธ์ ทุกทางทั้งแจกโบว์ชัวร์, ทำ�ป้ายตั้งที่ถนน, ทำ�โปรโมชั่นมา

3 จ่าย 2, บางวันมีให้เลือก Topping ได้มากขึ้น, มีให้สะสม แต้ม 10 ฟรี 1 ก็มีคนมาแลกนะ แต่แลกเสร็จก็ไม่มากินอีก เลย(หัวเราะ) ทำ�ทุกอย่างจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีทางกระตุ้น ยอดขายให้ดีไปกว่านี้แน่

นอกจากเรื่องยอดขายแล้ว ยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง ก็มีเรื่องสินค้าคะ อย่างชานมที่เขาคุยให้ฟังว่าต้นทุนแค่ 5 บาท แต่พอเอามาขายจริงมันไม่ใช่ 5 บาท คือเขาขายให้เรา เป็นลิตร ลิตรละ 80 บาท ซึ่งพอเอามาแบ่งใส่แก้วขนาด 16 ออนส์ได้ประมาณ 6 แก้ว ซึ่งพอมานั่งคิดแล้วต้นทุนจริงๆมัน เกือบ 20 บาท ทำ�ให้ต้องเปลี่ยนมาทำ�ขายเอง แต่ก็ทำ�ออก มารสชาติก็ไม่อร่อยเหมือนเขา แล้วก็เสียทุกวันด้วย ทำ�เก็บ ไว้ไม่ได้เลย ซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ ตอนรับมาขายก็ต้นทุนสูง ทำ�เองแล้วขายไม่หมดก็ทำ�ให้ต้นทุนก็ยังสูงอยู่ดี หลังๆก็เลย ใช้วิธีซื้อเป็นชานมสำ�เร็จรูปแล้วเอามาปรุงเพิ่มก็ได้รสชาติ เหมือนที่เขาทำ� แล้วก็ได้ต้นทุนที่ถูกตามที่เราต้องการ แล้วก็เจ้าของแฟรนไซส์เขาก็ไม่ได้ดูแลเราดีพออย่างที่เขา สัญญาไว้ เวลาเราโทรไปปรึกษาปัญหาก็จะไม่ค่อยได้คุย โดยเขาอ้างว่าเขาเองก็เพิ่งเริ่มทำ�ธุรกิจนี้ แล้วปรากฏว่าพอ โฆษณาออกไปมีคนสนใจเยอะมาก ทำ�ให้เขาดูแลไม่ทั่วถึง แล้วก็มีบอกเราว่าจะให้ไอติมตักมาทำ�โปรโมชั่นแต่ให้มาเอา ที่บริษัท แล้วพอดีวันต่อมาเราเป็นวันที่เขาต้องมาส่งของให้ เราพอดีก็เลยขอให้เขาช่วยเอามาส่งให้ที่ร้านหน่อยแต่เขาก็ ไม่เอามาให้ แล้วก็มีวันหนึ่งเขามาเยี่ยมที่สาขา เขาใช้คำ�ว่า มาเยี่ยมสาขานะคะ วันนั้นก็มาแนะนำ�ว่าเราต้องทำ�นู่นนั่นนี่ เพิ่ม แล้วก็ตรวจของว่าเราสั่งอะไรจากเขาบ้าง ได้ของครบ ไหมแล้วก็เก็บตังค์ค่าของเรา แต่ในใบเรียกเก็บเงินมีค่ารถ ด้วย เราก็งงว่า เฮ้ย...นี่เราต้องเสียเงินเป็นค่ามาเยี่ยมด้วยเห รอ

แล้วจัดการกับเรื่องพวกนี้ยังไง ก็ตัดสินใจเข้าไปคุยกับเขาที่บริษัท จะขอค่าแฟรนไซส์คืน เราเริ่มแรงแล้วตอนนั้น ไปถึงเราก็เล่าปัญหาทุกเรื่องไป บอก ว่าเราเจอปัญหาเยอะนะแต่ไม่เคยได้คำ�ตอบจากคุณเลย แล้ว เราจะซื้อระบบคุณไปทำ�ไม คุณบอกจะช่วยเหลือเราแต่เอา เข้าจริงๆคุณแทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราเลย กลายเป็นเรา ต้องช่วยตัวเองโดยการโทรไปหาเพื่อนเราแทน แทนที่จะ เป็นคุณเพราะคุณทำ�ธุรกิจนี้โดยตรง แล้วคุณก็โกหกเราเยอะนะ ไม่พูดความจริง ไม่โปร่งใสกับเรา นะ อย่างเช่นที่คุณขายให้เรามีถ้วยเล็ก กลาง ใหญ่ แต่คุณ คิดราคาเป็นถ้วยใหญ่หมด เวลาเราตรวจของเราไม่ได้มานั่ง ตรวจทุกใบ เราก็ตรวจเป็นล็อต แต่พอเราไปเปิดใช้จริงเรา ไปเจอถ้วยกลางในแพคถ้วยใหญ่ ซึ่งหลายแพคมาก รวมถึง พวก Topping บางอย่างเราซื้อจากเขาได้เราก็ซื้อจากเขา แต่พอเราไปซื้อจากตลาดเองปรากฏว่าคุณขายเราแพงกว่า 3

19


เท่าตัว ยี่ห้อเดียวกันเลย ถึงคุณไม่ได้บังคับเราแต่ถ้าเราไม่รู้ เลยว่าที่อื่นมีขายเราก็ต้องจ่ายราคาแพงให้คุณตลอด แล้ว เราซื้อแฟรนไชส์คุณเนี้ยคุณก็ไม่มีใบเสร็จให้ ไม่มีการเซ็นต์ สัญญาว่าเราเป็นคู่ค้ากัน ไม่มีใบกำ�กับภาษีสำ�หรับตู้แช่ที่เรา ซื้อจากคุณ ถ้าเราฟ้องร้องขึ้นมาเนี้ยคุณมีหลายเรื่องนะคะที่ ต้องตอบคำ�ถาม เขาก็เริ่มกลัว แล้วให้เราไปคุยกับเจ้าของ บริษัท คือตัวเจ้าของบริษัทเองเนี้ยไม่ค่อยได้คุยกับเราเท่าไหร่ ที่ ผ่านมาเราติดต่องานกับหุ้นส่วนเขา ตัวเจ้าของเองเขาก็รับฟัง แล้วก็บอกว่าเขาพอเข้าใจแล้วว่ามันคือการที่คุณหมดศรัทธา กับ Brand ของผม คุณเจอปัญหาแต่ไม่ได้รับคำ�ตอบที่ดีจาก คนของผมเลย เขายินดีคืนเงินให้ แต่ว่าเราใช้โลโก้ Brand เขาต่อไปไม่ได้ เราก็ ok เราไปสร้าง Brand ใหม่เองก็ได้ สรุปก็ได้คืนมาแต่ก็เหนื่อยมากกว่าจะได้มา

หลังจากปิดร้านแล้วก็เริ่มสร้าง Brand เลย ยังค่ะไปเที่ยวก่อน(หัวเราะ) ไปเจอเพื่อน ไปเมาส์ให้เพื่อนๆ ฟังว่าเราเจออะไรมาบ้าง แล้วก็ไปเรียนทำ�น้ำ�ต่างๆ ทั้ง สมูทตี้, ชานมไข่มุก, ชาเขียวนม, น้ำ�ชงทุกประเภท เรียน เสร็จก็ทำ�จ้างเพื่อนออกแบบโลโก้กับ Profile ร้าน ใช้ชื่อว่า Smooth ICE ช่วงนั้นที่มหาลัยมหิดลมีเปิดให้ประมูลเช่าที่ใน โรงอาหารใหม่ เราก็ไปติดต่อเข้าร่วมประมูล เอา Profile ไป ยื่น พอผ่านก็ต้องไปทำ�ให้คณะกรรมการดู เราก็ขนอุปกรณ์ ไปปั่นให้ดูให้ชิม แต่ประกาศผลออกมาแล้วเราไม่ได้ แต่ก็ไม่ เป็นไร ถือว่าได้ประสบการณ์การยื่นประมูลในมหาวิทยาลัยว่า มีขั้นตอนยังไง

แล้วตอนนี้ทำ�อะไรอยู่ ตอนนี้ก็ทำ�ฟรีแลนส์ไปเรื่อยๆคะ มีงานอะไรมาก็ทำ�ไปก่อน ล่าสุดเพื่อนเปิดร้านสเต็ก เราก็ไปช่วยเขาออกแบบเครื่องดื่ม ซึ่งลูกค้าก็บอกว่าอร่อยมาก เราได้ยินก็มีความสุข(���ัวเราะ) ตอนนี้ก็รอแค่ได้ทำ�เลที่ดีเพื่อเปิดร้านใหม่อีกครั้ง เปิดอีก คราวนี้ก็ต้องประสบความสำ�เร็จแล้ว

เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นี้บ้าง ทำ�อะไรอย่างใจร้อน ด้วยความที่เป็นคนใจร้อน ทำ�อะไร ไว แล้วที่ผ่านมาเราทำ�อะไรมักจะทำ�ได้อย่างที่อยากทำ�ก็ เลยค่อนข้างมั่นใจ และไม่ได้คิดเลยว่าจะมีอะไรยาก มีอะไร จุกจิกมากมายกับแค่การขายน้ำ�แข็งปั่น งานยากๆเราก็ทำ� มาแล้ว แต่พอทำ�จริงแล้วมันไม่ใช่เลย เพราะของกินเราต้อง ระวังทั้งรสชาติ ความสะอาด ความสดของผลไม้ เราต้องดูแล ทุกอย่าง ทำ�อะไรต้อง ศึกษาข้อมูลเยอะ ๆ ปรึกษาคนที่มี ประสบการณ์ แล้วก็ตั้งงบประมาณให้ชัดเจนว่าจะใช้งบเท่า ไหร่ อย่าคิดว่าเรามีเยอะแล้วจ่ายนู่นนิดนี่หน่อยไม่เป็นไร ไม่ งั้นงบมันจะบานปลายมาก >>

20


Upto Magazine Issue1