Issuu on Google+

emagazine for inspiration issue 14 - SRINLIM

Summer Blitz


editor's talk ปั จ จุ บั น นี้ ค นเสพข่ า วอย่ า งรวดเร็ ว จนไม่ ได้วิเคราะห์ถึงเนื้อหา เช่น “เรื่องนี้ถึงครูอังคณา แน่” หลายคนต่างมุมมองบ้างว่า สนุกดีจนมีบางคน สร้าง Fan Page Facebook เพื่อกระแสเรื่องนี้โดย เฉพาะ มองอีกด้าน ก็เป็นกรณ๊ศึกษาด้านการตลาด โดยใช้ Social Network เหมือนกัน อยู่ๆวันหนึ่ง คนก็พูดถึงแต่ “เรื่องนี้ถึงคุณอังคณาแน่” จนออก ข่าวไปทั่วทุกช่อง แล้ววันรุ่นหนึ่ง ทุกอย่างก็หายไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น งงจริงสังคมบ้านเรา T__T UNDO Magazine ฉบับ 14 น ี้เรารวบรวม มุมมองด้านการดีไซน์ลายผ้าและเสื้อผ้าที่เหล่าดีไซน์ เนอร์ได้สร้างสรรค์ผลงานกัน ต่างคนต่างแนว แต่มีมุม มอง แนวคิดที่น่าสนใจให้แก่แฟนๆ UNDO Magazine เอิ้น ศริญญา ลิมป์ทองทิพย์ เจ้าของ แบรนด์ SRINLIM ที่โดดเด่นด้วยการใช้สีแสดงออก บนผลงานการออกแบบลายผ้า ที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร ผลงานของพี่เอิ้น go inter ไปต่างประเทศมากมาย อี ก หนึ่ ง สั ม ภาษณ์ เ กี่ ย วกั บ งานดี ไ ซน์ ผ้า พี่ป๋อง ณรงค์วิทย์ ทองเนตร เจ้าของห้อง เสื้อ Zibeth Thailand หลายคนอาจจะเคยได้ดูพี่ ป๋องในรายการ SME ตีแตกมาแล้ว เล่มนี้ได้เจาะ

free on your style

ลึกเรื่องราวก่อนที่จะมาเป็น Zibeth Thailand ความอุสาหะพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ควรพลาดกับบทสัมภาษณ์นี้ สัมภาษณ์สุดท้าย อาจจะไม่เกี่ยวกับงาน ดีไซน์ แต่เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งเหมือนกัน Latte Art หลายคนคงไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าพี่จะบอกว่า มันคือ ศิลปะการชงและศิลปะแต่งหน้ากาแฟ หลาย สวยๆ ทุกคนต้อง “อ่อ” แน่นอน พบกับ ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ ผู้จัดการและบาริสต้าของร้าน ด็อพพิโอ ริสเตร็ตโต (Ristr8to2) ร้านกาแฟเล็กๆ บนถนนนิมานเหมินท์ ผู้ผ่านการฝึกฝนการชงและ ศิลปะบนถ้วยกาแฟที่เรียกว่า Latte Art จาก ออสเตรเลีย จนคว้ารางวัลมาแล้วหลายรายการ โดยมีรางวัลอันดับ 6 จากการแข่งขัน World Latte Art Championship มาการันตีฝีมือ ขอบคุณน้อง ATOM สำ�หรับบทสัมภาษณ์ดีๆจาก เชียงใหม่นะครับ เล่มนี้พี่อัดแน่นไปด้วยบทสัมภาษณ์ที่เข้ม ข้น ใครชอบก็โหลดอ่านกันเยอะๆ ชอบดูงานภาพ ประกอบ ก็โหลด UNDOMAG+ ไว้อ่านนะครับ​ ป.ล. พี่อยากดังเหมือน “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” 5555 Sakchai Piyaboon Editor-In-Chief FB: chai.sakchai

เปิดพื้นที่สำ�หรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ต้องการนำ� เสนอเรื่องราวของตัวเอง ผ่านงานเขียนบทความ เรื่อง สั้น ภาพถ่าย งานศิลปะ งาน Illustrator , Animation , Motion Graphic และหนังสั้น ฯลฯ ผลงานของน้อง ๆ จะได้เผยแพร่ใน undomag และ undomag+ undomagazine@gmail.com


contents 03 06 08

EDITOR TALK MUZIK : APPLE SHOW STUDENT LIFE : AMERICA’S SWITZERLAND : GLACIER NATURAL PARK 16 LIFESTYLE : WHEN SALT GONE 26 PHOTO : MYANMAR 30 INSPIRE-ONLINE : TUMBLR 31 PHUKET BACKPACKER : VOLUME 2 52 COOKING : ผัดผักเพื่อสุขภาพ 60 BOOK : หมาน้อยสอนรวย

INTERVIEW

ศริญญา ลิมป์ทองทิพย์ / SRINLIM 68 76 82 86 88

MOVIE : SHAKESPEARE MUST DIE GAME : ARMY CROPS OF HELL STUDENT SHOWCASE : THAMMASAT UNIVERSITY ธรมมะ บันทึกแม่หมอ : ความรัก...ศิราณี...บนวิถีแห่งกรรมสัมพันธ์ 2 จิตอาสา : ถนนปันกัน

INTERVIEW

อานนท์ ธิติประเสริฐ / Ristr8to2

INTERVIEW

ณรงค์วิทย์ ทองเนตร / ZIBETH THAILNAD web www.undomag.com facebook www.facebook.com/undomagazine twitter undomagazine issuu issuu.com/undomagazine

LIFESTYLE

COREA

ติดต่อโฆษณา

UNDOMAGAZINE@ GMAIL.com Consults

Sombat Piyaboon Surapong Thammabuht

Editor in Chief Sakchai Piyaboon

Deputy Editor

MIX & MATCH

SUMMERY

Apinantn S.Pruek

Interviewer Iggy de guy Eddy Jam Atom

All rights reserved. No part of this publication may be reproduced in whole or in part without permission from publisher. The views expressed in Undo Magazine are those of the respective contributors and are not necessarily shared by the publisher.

cover : ศริญญา ลิ้มทองทิพย์ photo : iggy de guy music : รักเทคทู APPLE SHOW


contributors Kik สาวโฆษณา ด้วยไลฟ์สไตล์ชอบ Hang Out กับกลุ่มเพื่อน ใจรักการทำ�อาหาร หลาก หลายเมนูที่เคยผ่านสายตา จึงไม่พลาดที่จะชวน มาถ่ายทอดสูตรอาหารดีๆ

เจ้าหญิงแห่งความฝัน เมื่อเรายังเด็ก ทุกคนมีฝัน เก็บ ดูแลฝันนั้นไว้ สักวันหนึ่งฝันจะดูแลเราเอง

DayWalker ชายหนุ่มผู้ให้ความสำ�คัญกับชีวิต เปิด กว้างกับศิลปะทุกรูปแบบ รักเด็กและสุนัข

Atom บัณฑิตหนุ่มจากรัฐศาสตร์ มช. ผู้หลงไหลในการเขียนและ การวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ 

Neng แอร์สาวกับการถ่ายทอดเรื่องราวแนว ธรรมมะ

Rawin Cheasagul

ภู หนุ่มน้อยที่ไปศึกษาปริญญาโทต่อที่อเมริกา จะมาเล่าเรื่องราวตั้งแต่การใช้ชีวิตของนักศึกษา และการท่องเที่ยวในแง่มุมต่างๆ ปัจจุบันอยู่ที่ Columbia, Missouri

Iggy de Guy นักเขียน/ศิลปินอิสระ ในอดีตเคยออกเดินทางฝึกวิชาอยู่ในภูเก็ต และหลังจากที่ค้นพบสัจธรรมของชีวิตแล้ว ในปัจจุบันเขากำ�ลังวนเวียนอยู่กับการอ่าน การวาด และการเขียน อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้

Suwanit Downing สาวสวยผู้ยอมเสียสละเวลาอันมีค่า ให้เกียรติมา เขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวและใช้ชีวิตที่ Australia ปัจจุบันเธออยู่ท่ี Melbourne รับงานอิสระกับ บริษัท โฆษณา ชื่อดังใน Melbourne และ Sydney kat นักเขียนหน้าใหม่

kathy Rj สาวนิเทศฯ ม.บูรพา ชอบการแต่งตัว แฟชั่น และการ Mix & Match เสื้อผ้าใก้เข้าตาม สไตล์ตัวเอง


MUZIK

APPLE SHOW ep album

คอลัมน์ MUZIK ฉบับนี้ อยาก แนะนำ � อี ก หนึ่ ง ศิ ล ปิ น ที่ พ วกเราเคยสั ม ภาษณ์ เรื่องราวของเธอใน UNDO Magazine Issue 06 - Uke Lovers - น้อง Apple Show ที่เพื่อนๆได้ดูผลงานของเธอผ่านทั้ง Youtube และ กิจกรรมอูคูเลเล่ และตามรายการต่างๆ จนมาวันนี้ Apple Show ได้ออกผลงาน เพลง 2 เพลง (ep album) ด้วยสไตล์เพลง สนุกสนานพร้อมเสียงอูคูเลเล่เพราะๆ เพลง “รักเทคทู” คำ�ร้องและทำ�นอง แต่งโดยพี่โยธิน (Andaman Indy) ศิลปินชาว ภูเก็ต เนื้อหาของเพลงนี้เป็นมุมมองความรักใน ด้านบวก ถึงแม้จะไม่สมหวังกับรักครั้งแรก ก็ ขอพักหัวใจไว้ก่อน และให้โอกาสตัวเองกับรัก ครั้งใหม่ เป็นเพลงรักที่ให้กำ�ลังใจกับคนที่วัน นี้ มี โอกาสได้ รักดี ก ว่ า มานั่ งเสี ย ใจที่ มี รั ก แล้ ว ไม่ สมหวัง

เพลง “รอแต่เธอ” คำ�ร้องและทำ�นอง แต่งโดย แอ๊ปเปิ้ล เนื้อหาของเพลงนี้พูดถึงความ สุขของคนที่ได้แอบรัก การที่ได้เฝ้ารอใครสักคน ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่เคยรู้เลยว่าเรารู้สึกอย่างไร แต่ เราก็อยากจะรอเค้าคนนั้น และแอบหวังเล็กๆในใจ ว่าเค้าคนนั้นจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเราได้ เพลง นี้ได้ไอเดียการแต่งขณะรอรถไฟฟ้ากลับบ้าน อยู่ๆ ก็เกิดความคิดว่า ถ้าเราเจอหนุ่มในสเปค ตอนรอ รถไฟฟ้า เราจะทำ�อย่างไรดี

อัลบั้ม Apple Show (ep.album) มี 2 เพลงพิเศษ หาซื้อได้ที่ร้านริบบี บูติก (ตึกดิจิตอลเกทเวย์ ชั้น2)


student life

America's Switzerland Glacier National Park


Story & Photo by l2aven

สวัสดีปีใหม่ไทยครับ ชาว Undomagazine ทุกท่าน ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีวันหยุดยาวติดกัน หลายวันเลยทีเดียว หวังคงจะได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่นะ ครับ เพ่ือที่จะได้มีแรงทำ�งานกันต่อไป หยุดยาว ๆ บางที ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบนะครับ เพราะแทนที่จะทำ�ให้เราได้พัก พร้อมทำ�งานต่อ บางทีกลายเป็นขี้เกียจยิ่งกว่าเดิมเลย กว่าจะดึงตัวเองกลับมาขยันได้ มีแรงจูงใจทำ�งาน เล่นเอา นานเลยครับ ^^”


ความใส่ใจในเรื่องของการอนุรักษ์พื้นที่ ป่าบริเวณอุทยาน และความสมบูรณ์ของ ธรรมชาติ ผมต้องยกให้จริง ๆ ครับ อุทยานที่นี่บางที่จำ�กัดจำ�นวนนักท่อง เที่ยวด้วย ไม่ให้มีมากเกินไป


ความเดิมเล่มที่แล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่า ในที่สุดการ เรียนเทอมแรกก็ผ่านไป และผมได้อยู่ในช่วงวางแผนไปเที่ยวกับ เพื่อนอีกครั้ง คราวนี้จะไปเที่ยวธรรมชาติล้วนๆ เลยครับ ตัว ผมเอง สมัยตอนอยู่เมืองไทย ไม่เคยคิดจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ มาก่อนเลย ไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆ หรือตามอุทยานแห่งชาติ มาก่อน ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจที่จะรอ รอพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก… เชื่อหรือไม่ครับ สามปีจากที่เริ่มถ่ายภาพ ผมไม่มีขาตั้งกล้องเป็นของตัวเองซะด้วยซ้ำ� แต่หลังจากที่ได้ ไปเห็น Grand Canyon ด้วยตาตัวเองแล้ว… ธรรมชาติมัน ยิ่งใหญ่จริง ๆ ครับ ตอนที่ยืนอยู่ที่หน้าผา มองออกไป… มัน เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเลยครับ หลังจากทริปนั้นก็ชอบ เที่ยวธรรมชาติมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขึ้นมากขนาดตอนนี้ ตอน นั้นวางแผนจัดตารางไปเที่ยวสามที่ครับ Glacier National Park อยู่ที่รัฐ Montana, Yellowstone National Park และ Grand Teton National Park อยู่ที่รัฐ Wyoming ซึ่งเป้าหมายของผมจริงๆ อยู่ใน Yellowstone National Park ซึ่งก็คือ The Eye of The World หรือ Grand Prismatic Spring บ่อน้ำ�พุร้อนขนาดใหญ่ที่ธรรมชาติ สร้างสรรค์แบคทีเรียหลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่แล้วทำ�ให้มีสี ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ที่น่าอัศจรรย์มาก ๆ ครับ ส่วน อีกสองอุทยาน ผมได้ไอเดียมาจากเพื่อนของผม ซึ่งเป็นช่าง ภาพที่ชอบถ่ายภาพวิวมาก (จริงๆ ก็ Copy ตารางเค้ามา ฮาาาา) เค้าไปเที่ยวช่วงเดียวกันครับ แต่เนื่องจากเพื่อนที่ไปกัน คนละกลุ่ม กลุ่มของเพื่อนผมเป็นประเภทที่ตั้งใจไปถ่ายภาพเลย สมาชิกเกือบทุกคนเป็นช่างภาพสมัครเล่น แต่ตอนนั้นผมไม่ได้ สนใจถ่ายภาพวิวจริงๆ จังๆ เลยแยกกันไปครับ


รอบนี้ ผมเริ่มจริงจังกับการเที่ยวมากขึ้น เข้าห้อง สมุุดประชาชน เพื่อไปยืมหนังสือท่องเที่ยวมาอ่าน รวมถึงไปขอ คำ�แนะนำ�จากคนไทย ที่เคยไปเที่ยวมาแล้ว ผมเริ่มทำ� List ทำ�ตา รางว่า แต่ละที่มีจุดสนใจอะไรบ้าง ที่น่าจะไปเที่ยว จองโรงแรม ล่วงหน้าในแต่ละที่ที่จะไป แต่ก็ยังไม่ได้ Plan ละเอียดเหมือนของ เพื่อนผมที่มีการวางแผนเลยว่า จะไปถ่ายรูปที่ไหนตอนแสงช่วง เวลาต่างๆ เช่น พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก พร้อมกับพิกัด ใน GPS แต่ที่ผมวางแผนจะเป็นแค่วันไหนเที่ยวที่ไหนบ้าง แต่ละ ที่มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง แล้วก็เที่ยวไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ตั้งไว้ว่าจะต้อง ไปไหนบ้าง บางทีเห็นตรงไหนน่าจอดก็จอด หลังจากทำ�ตาราง เรียบร้อย ก็จัดแจงซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วก็จองโรงแรมล่วงหน้า เช่ารถ เป็นอันเสร็จ ที่เหลือ ก็รอไปเที่ยวอย่างใจจดใจจ่อ lol เวลาผ่านไปไวเหมือนโกเจ็ด เอ้ยยยย หก (ฮาาาา) ถึงเวลาเที่ยวกันซักที จุดนัดพบครั้งนี้ อยู่ท่ีเมือง Salt Lake City รัฐ Utah หลังจากทุกคนมารวมตัวกันแล้ว ก็ไปรับรถที่ จองไว้ แล้วก็ออกเดินขึ้นทางมุ่งไปสู่ Glacier National Park ซึ่งเป็นที่ ๆ อยู่ไกลจาก Salt Lake City มากที่สุด อยู่ที่รัฐ Montana แล้วค่อยขับรถแวะเที่ยวกลับลงใต้มาเรื่อย ๆ บนถนน อีกเส้น เวลาวางแผนเที่ยว ส่วนใหญ่ จะวางไม่ให้ขาไปกับกลับขับ บนถนนเส้นเดียวกันครับ จะได้เห็นอะไรมากขึ้น ไม่เบื่อด้วย

จาก Salt Lake City ไปถึง Glacier National Park ห่างกันประมาณ 11 ชั่วโมง แต่ กว่าจะบินกันมาครบที่ Salt Lake City ก็นานแล้ว เลยต้องนอนพักระหว่างทางหนึ่งคืน รุ่งเช้าค่อยขับรถ เข้าไปที่อุทยาน สำ�หรับ Glacier National Park นี้ ก่อนมาผมได้ยินมาว่าคือ America’s Switzerland ในลักษณะของภูมิประเทศ (สำ�หรับภาพบางส่วน ของ Glacier National Park ติดตามได้จาก Undo Magazine ฉบับที่ 12 ประจำ�เดือนธันวาคม 2011 นะครับ :)) ตัวอุทยานเปิดทำ�การจริงๆ เฉพาะหน้าร้อน นะครับ สำ�หรับนักท่องเที่ยว เพราะภายในมีถนนยาวๆ หลักๆ แค่เส้นเดียว นั่นก็คือ Going-To-The-Sun Road ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในอเมริกา แต่ ถนนเส้นนี้พอถึงฤดูหนาว จะปิดครับ เนื่องจากความ ปลอดภัย ส่วนชื่ออุทยานก็น่าจะมาจากที่สมัยก่อนมีธาร น้ำ�แข็งอยู่มากมาย ถึง 150 สาย จากการสำ�รวจเมื่อ ช่วงกลางของศัตวรรษที่ 19 แต่เป็นที่น่าเศร้ามากครับ ที่ในปี 2010 ธารน้ำ�แข็งที่ยังคงเคลื่อนตัวอยู่ เหลือ แค่ 25 สายเท่านั้น และนักวิทยาศาสตร์ได้ทำ�นายไว้ว่า ธารน้ำ�แข็งที่นี่ทั้งหมด จะหมดไปในปี 2020 ถ้าเกิดว่า สภาวะโลกร้อนยังเป็นอย่างงี้ T T


หลังจากนอนพักระหว่างทางหนึ่งคืน รุ่งเช้าก็ ออกเดินทางเข้าสู่อุทยาน เมื่อเข้าถนนเส้นหลักที่ตัดเข้าสู้ อุ ทยานที่รถยังใช้ความเร็วสูง ผมสังเกตได้ว่า จะมีรั้วกั้น ตลอดทาง และจะมีอุโมงค์ หรือสะพานลอยเป็นระยะ เอา ไว้ให้สัตว์ข้ามถนนแทน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ความใส่ใจ ในเรื่องของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าบริเวณอุทยาน และความ สมบูรณ์ของธรรมชาติ ผมต้องยกให้จริงๆ ครับ อุทยาน ที่นี่บางที่จำ�กัดจำ�นวนนักท่องเที่ยวด้วย ไม่ให้มีมากเกินไป จิตสำ�นึกของนักท่องเที่ยวก็ดีครับ สังเกตได้จากขยะ ซึ่ง มีอยู่น้อยมาก ตอนผมไป ผมมั่นใจเลยว่าไม่เห็นแม้แต่ชิ้น เดียวครับ ถังขยะก็เป็นแบบต้องเอามือล้วงไปเปิด lock เพื่อไม่ให้สัตว์มาคุ้ย… อย่าว่าแต่สัตว์เลยครับ คนเอง ถ้าไม่ อ่านวิธีิเปิดที่เค้าเขียนไว้ ยังเปิดยากเลย หลังจากเข้าเขตอุทยาน ยานพาหนะจะถูกจำ�กัด ความเร็วให้ช้าลง ที่อเมริกา ปรับโหดมากนะครับ สำ�หรับ คนทำ�ผิดกฏ บางที่ขับเกินความเร็วที่กำ�หนดนี่ โดนไปเกือบ หมื่นบาทเลยทีเดียว สำ�หรับวันแรก วางแผนกันไว้ว่าจะขับ ไปเที่ยวครึ่งนึงของถนน Going-To-The-Sun เพราะว่า กว่าจะถึงตัวอุทยานก็เที่ยงแล้ว แต่ยังดีที่เป็นหน้าร้อน กว่า

พระอาทิตย์จะตกก็สามทุ่มกว่าๆ เลยมีเวลายาวขึ้น หลัง จากไปถึงจุดที่สูงที่สุด ของถนนเส้นนี้ซึ่งมีชื่อว่า Logan Pass เชื่อไหมครับ จากจุดเริ่มต้นของถนนเส้นนี้ ที่เป็น ทุ่งหญ้า สลับกับต้นไม้ มีทะเลสาบใหญ่ๆ พอขึ่นมาถึงจุด นี้ ที่มีความสูงราวๆ 2 กิโลเมตรจากระดับน้ำ�ทะเล หิมะ นี่ขาวโพลนเลยครับ บริเวณที่เรียกว่า Big Drift ใกล้ๆ จุดนี้เป็นจุดที่หิมะตกเยอะมากครับ เกิน 100 ฟุต (30 เมตร) ลองจินตนาการหิมะหนาขนาดตึกสูงสิบชั้นดูนะครับ ถ้าตกลงไป จะรอดไหม TT^TT ตรงจุดนี้ ถนนเลยปิดทุก ครั้งที่เลยน่าร้อน เพราะว่ามีหิมะถล่ม เป็นอันตรายมากๆ ลงจากรถ อากาศยังสบายๆ อยู่ครับ เย็นขึ้นพอสมควร แต่ไม่ต้องถึงขนาดต้องใส่เสื้อกันหนาว บริเวณนี้จะมีลาน จอดรถกว้างๆ และ Visitor Center ให้แวะเข้าห้องน้ำ�ได้ มี Museum เล็กๆ แล้วด้านหลัง ก็จะมีรูของเจ้า Ground Squirrels มากมาย น่ารักมากๆ ครับ เรียกรอยยิ้มของ นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี :)


หลังจากผมไปคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อขอคำ�แนะนำ�ว่าควรจะไปไหนต่อในเวลาที่เหลือ ถ้าอยากจะเดิน Trail (ทางเดินที่อุทยานทำ�เอาไว้ ตัดเข้าไปในป่า เพื่อไปยังจุดท่องเที่ยว ที่รถเข้าไม่ ถึง พวกน้ำ�ตก ทะเลสาบ หรือจุดสนใจอื่นๆ) จาก เวลาที่เหลือก่อนจะมืด เจ้าหน้าที่เค้าเลยแนะนำ� ให้ไปตรง Avalanche Lake ครับ เป็น Trail สั้นๆ ไปกลับประมาณสองไมล์ ไปกลับก็สี่ไมล์ (หก กิโลเมตรครึ่ง) ส่วนความลาดชันก็ไม่เยอะมาก เค้า จะสอนเรื่อง ให้เราส่งเสียงไปตลอดทาง เพราะ สัตว์ป่าจะได้ไม่ตกใจ บางทีถ้ามันตกใจ อาจเข้ามา ทำ�ร้ายเราได้ โดยเฉพาะหมี

การบอกระยะทางที่นี่ เป็นระยะแม้วมากครับ คือ เหมือนเค้าลากจุดแรกกับจุดสุดท้ายเป็นเส้นตรง แล้ว คำ�นวณออกมา เพราะพอไปเดินจริงๆ แล้ว ทางมันเลี้ยว ไปมา ขึ้น ๆ ลงๆ อีกต่างหาก ไกลกว่าที่คิดเยอะครับ ก่อน จะเข้า Trail ก็จะมีป้ายเตือนให้ระวังหมี ประมาณว่า ถ้า อยากจะเดินเข้าไป ก็ดูแลตัวเองละกันนะ อุทยานไม่รับผิด ชอบเรื่องความปลอดภัย อะไรประมาณนั้น ก็เดินเข้า Trail กันครับ กว่าจะเข้าไปถึงนี่เหน่ือยมาก และใช้เวลานานกว่าท่ี คิดมากครับ คือประมาณว่าชั่วโมงละไมล์เลยทีเดียว ตอน นั้นผมใช้กระเป๋ากล้องสะพายข้างพาดบ่าข้างนึง อีกข้างก็ สะพายขาตั้งกล้อง เป็นบทเรียนอย่างดีเลยทีเดียวครับ ว่า ควรจะให้กระเป๋าสะพายหลัง ถ้าต้องเดินไกลๆ และสำ�หรับ ช่างภาพ เลนส์ควรเอาไปเฉพาะที่จำ�เป็นจริง ๆ นะครับ เพราะเดิน ๆ ไปนี่แทบจะโยนทิ้งเลย หนักและ เหน่ือยมากๆ น้ำ� ���็เป็นอีกอย่างที่จำ�เป็นนะครับ ควรจะพก ติดตัวไว้เลยอย่างน้อยสองขวด แต่ควรจะค่อย ๆจิบเวลา คอแห้ง


ระหว่างทางค่อนข้างน่ากลัวนะครับ ด้วยตัว ป่าที่อึมครึม สลับกับธารน้ำ�ไหล ที่ไหลแรงมากๆ อาจ จะเพราะด้วยระดับที่สูง บวกกับปริมาณน้ำ�ที่มาก ทำ�ให้ น้ำ�ไหลเหมือนเขื่อนแตกเลยครับ ตรงส่วนแรกที่ไปถึง เค้าเรียกกันว่า Avalanche Gorge เป็นโขดหินร่อง ลึกที่น้ำ�ไหลผ่าน เสียงดังมาก ถ้าตกลงไปก็จบเลยครับ คนทีมาเที่ยวค่อนข้างน้อย ด้วยความที่อุทยานมันใหญ่ มาก นานๆ จะเดินสวนกันซักที พวกกวางจะมีให้เห็น ทั่วไปครับ ดูเหมือนมันจะชินกับคนไปแล้ว แต่ที่ผมกลัว คือหมี เพราะเท่าที่รู้ หมีฝั่งนี้ของอเมริกา พวก Grizzly หรือว่า Brown Bear จะตัวใหญ่มากครับ โดน ตบทีนี่ ไม่ต้องสืบครับ จองวัดเลย T^T แถมช่วงหน้า ร้อน จะมีหมีแม่ลูกอ่อนเยอะ ซึ่งจะดุกว่าปกติอีกต่าง หาก > <” เดินๆ ไป ได้ยินเสียงอะไร ต้องรีบหันไปมอง ตลอด วิตกจริตสุดๆ ครับ สุดท้าย…ก็เดินถึึงที่หมายจน ได้ เสียดายที่แสงแดดโดนภูเขาบังไปแล้ว ส่องโดนแต่ตรง ภูเขากับน้ำ�ตกที่อยู่ด้านหลัง แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังสวย มากเลยครับ ยากบรรยายจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่ากลางป่าจะ มีทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่มีน้ำ�ตกห้าถึงหกสาย ไหลลงมา รวมกัน

ผมนึกว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพวาดจริงๆ ครับ แต่ ก็ มี เ วลาดื่ ม ด่ำ�กั บ มั น อยู่ ไ ด้ ไ ม่ น านก็ ต้ อ งรี บ กลั บ เพราะกลัวว่าจะมืดซะก่อน แล้วก็เป็นอย่างที่คิดครับ กลับถึงข้างนอกสามทุ่ม มืดพอดี แถมยังต้องขับรถ กลับไปที่พักที่อยู่ห่างออกไปชั่วโมงกว่าๆ T^T กว่า จะถึงโรงแรม กว่าจะได้ทานข้าว หลังจากอาบน้ำ� อาบท่าแล้ว ทุกคนหลับเป็นตายกันเลยทีเดียวครับ เอาแรงเตรียมตัวไปเดิน Hiking ต่อในวันรุ่งขึ้น ซึ่ง ตามแผน ที่จะไปดูทะเลสาบสีสวยๆ แล้ว จะไกลกว่า เดิมหลายเท่าตัวเลยครับ ไม่ว่าจะไปที่ไหน แต่ตอน นั้น ไม่มีแรงตัดสินใจละครับ ยังไงเอาไว้ติดตามกัน ต่อฉบับหน้านะครับ ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป ^^”


lifestyle

When

SALT

gone One of the biggest events in Melbourne this month is Food and Wine Festival. Melbournian love food but at the same time â&#x20AC;&#x2DC;paranoid about foodâ&#x20AC;&#x2122;. Every week I always hear someone tell me what-to-eat and what-notto-eat: white bread, wheat, gluten, wine, coffee and salt. It seems like the most enjoyable food are bad for us. Really? When food has became a bad thing.

Story by suwanit

downing


‘Our blood and our bodies are as salty as seas.’ Jeffrey Steingarten, Author : The Man Who Ate Everthing.

Is salt really bad?

How much salt should we have?

We need salt to live. Biologically, blood is water with salt dissolved in it. The main use of salt in the body is to control the way water, feeds nutritional mineral to our cells and makes sure that nerve cells work properly. Salt also dissolves, and cleanses toxic wastes from our system. That’s why tears and sweat are salty.

Some may argue that we only need 200 milligrams of sodium or just a medium pinch each day, which is almost impossible to live with that amount of salt. Because salt is in everywhere bread, milk, biscuit, meat, noodle, fish sauce, oyster sauce even water. That’s mean we shouldn’t eat any food again.

Salt has been considered a valuable commodity during human history. The earlier roads were built to transport salt. African children were sold into slavery for salt (Well, it’s not really a good history, is it?) In the 16th century Venice fought and won a war with Genoa over salt and made Venice a wealthy city and to become a commercial capital of Europe. Salt makes food taste good. Food without salt is lack of complicity and boring. Every meal we have are contain salt even in sweets or desserts always taste better with a dash of salt: chocolate, cakes, banana in coconut milk, mango with sticky rice, etc. That’s the way I like it. Salt also for preserve meat and fruits, and depends the colour of most fruits and vegetable. Put a pinch of salt while cooking vegetable to brighten up its colour – broccoli green, and cauliflower white. In hot, humid conditions a large amount of sweat is lost we need extra salt for hydration. It helps the body to hold onto water for hydration, and transports glucose into cells to be used as energy. When people lose blood the first thing the doctor do is to give them ‘drip’, saline (water and salt). A saline drip contains no blood cells, so it can be used to anybody. Using saline drip will ensure that there is enough liquid in the bloodstream until matching blood can be found.

Though, clinical studies with human being have never shown that salt can cause high blood pressure in healthy people (not people who already has high blood pressure, diabetes or chronic kidney disease. 92% of us can handle just about all salt we feel like eating and only about 8% of population are sensitive to salt. This doesn’t mean we all need to cut the salt intake. Salt make food taste better and on top of that why we have kidney to eliminate the salt that we don’t need.

Good salt bad salt. I don’t think, salt is the problem but the condition of the salt is. To produce salt today, some producers dry salt brine at very high temperatures to make it whiter and dryer. This method removes the minerals and other nutrients, so what left is just white sodium. Sodium is only one chemical found in most salt sold in the supermarket today. Use this test to determine if salt has been processed or 100% nature. Mix a spoonful of salt in a glass of water and let stand overnight. If the salt collects on the bottom of the glass, it has been processed. Natural salt will dissolve. Don’t be afraid of eating salt, as long as you eat good quality salt. Enjoy your meal.


interview with

Earn Srinlim

คำ�ว่า Graphic Design นั้นเป็นคำ�ที่มี ความหมายกว้างมากถ้าเราคิดที่จะกำ�จัด ความ ขึ้นอยู่กับเราจะหยิบอะไร สิ่งไหนเพื่อ มาใช้ในการออกแบบให้ได้ดีไซน์ที่เราต้องการ วันนี้ UNDOMAG ก็จะพาทุกคนมา ทำ�ความรู้จักกับเจ้าของแบรนด์ SRINLIM ผู้ใช้ศาสตร์ด้านศิลปะ Graphic Design ออกแบบสินค้าลายผ้ามากมายที่มีความ เฉพาะตัว เอิ้น - ศริญญา ลิมป์ทองทิ พย์


จากจุดเริ่มต้นที่ชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พี่เอิ้นต้องฝึกฝน ต้องทำ�อะไรมาบ้าง มีอุปสรรคอะไรบ้าง จนกว่าจะได้มามี แบรนด์ SRINLIM โชคดีที่เจอตัวเองเร็ว เป็นคนชอบงานศิลปะ ชอบงาน ออกแบบอยู่แล้ว ระหว่างเริ่มเรียน ตั้งแต่ ม.3 ก็พยายาม ฝึกทุกอย่าง ตอนเอ็นทรานซ์ สนใจสาขาโบราณคดี และ ออกแบบ พอเรามาคิดถึงเรื่องอาชีพการงานที่ต้องทำ�ใน อนาคต งานออกแบบน่าสนใจกว่า แรกๆเราก็ต้องฝึกงาน ทำ�งานหนัก แต่ไม่เคยไม่รับคำ�ชมซักที เราว่า เราทำ�ดีแล้ว พอเราคิดดี ๆ แล้ว เราต้องแข่งกับตัวเองมากกว่า พอเราเข้า มาเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคิด การทำ�งาน ได้รับคำ�แนะนำ�ดี ๆ จากอาจารย์หลายท่าน ช่วย ให้เราปรับทัศนคติ มุมมองงานศิลปะและแนวการทำ�งาน สิ่ง สำ�คัญจริงๆ คือ ต้องแข่งกับตัวเอง การทำ�งานจะต้องทำ�ให้ สุดความสามารถ ควรทำ�อะไรให้สุดที่เราทำ�ได้ แล้วผลงาน จะออกมาดีเอง ต้องมีความพยายามและอดทนมากๆ จากนั้นไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ พอทำ�งานสาย Graphic ด้านสิ่งพิมพ์ไปหลายๆปี ก็เริ่มเบื่อ กระดาษ รู้สึกงานมันแบนๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ คิดว่า งาน ผ้า มันมีลักษณะการสัมผัส ความรู้สึกที่มากกว่ากระดาษ อยากทำ�งานใหม่ๆบ้าง จุดเริ่มจึงเกิดจากตรงนั้น พอเรียน จบก็ไปขอฝึกงานกับ Beyond Living มีพี่ปุ้ย Head Designer และพี่มุก ที่เป็นเจ้าของ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ตอนนั้นทำ�งาน Graphic อยู่แล้ว ก็ลาออก พอที่ Beyond Living รับฝึกงาน เราเลยไปขอฝึกงานแบบไม่เอา เงินเดือน เหมือนเราไปเปิดโลกใหม่ ความรู้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคย รู้มาก่อน ฝึกงานอยู่ 3-4 เดือน แล้วก็ไปเรียนต่อ โชคดี ของเรา คือ แนวทางการเรียนที่นั่นจะเหมือนตอนที่เราเรียน ปี 4 ที่ มหาวิทยาลัย ทำ�ให้ปรับตัวได้ง่าย สิ่งที่ไม่เหมือนกัน คือ อาจารย์จะไม่ได้มาดูแลเรามากขนาดนั้น จะให้เวลาในการ คิดงาน ทำ�ลองทำ�งานของตัวเองมากเป็นพิเศษ อ่านหนังสือ เอง อาจารย์มีหน้าที่แค่แนะนำ�ว่า ทิศทางงานออกแบบควร เป็นยังไง ถึงเวลาแล้วนำ�มาคุยกันเรื่องผลงานที่เราทำ� ต้อง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อ่าน text book และ research เยอะมาก จะไม่มีตัวช่วยมากมาย ช่วงระหว่างการ หาข้อมูล มันให้อะไรเราเยอะมากเหมือนกัน ได้ประสบการณ์ มากมาย ไม่เหมือนกับการกด click ได้สูตรสำ�เร็จที่เด็กสมัย นี้คิดว่า มันง่ายไปทุกอย่าง click แล้วได้คำ�ตอบแล้ว

Interview and Photo by

iggy de Guy

จุดเริ่มต้นของการมี SRINLIM เริ่มจากการไปสมัคร Talent Thai ของกรมส่งเสริม การส่งออก ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราได้รับเลือกใน ปี 2009 จึงเริ่มคิดที่จะมีแบรนด์ตัวเอง พยายามทำ�อะไร ที่สื่อถึงตัวเองที่สุด ชอบแบบไหน คิดแบบไหนก็ทำ�ออกมา ผลตอบรับค่อนข้างโอเค เพราะมันเป็นตัวเราจริงๆ อุปสรรคในการสร้างแบรนด์ SRINLIM ทำ�ทุกอย่างก็มีอุปสรรคอยู่แล้ว บางครั้งเราเตรียมการทุก อย่างพร้อม แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น เราต้องค่อยๆแก้ไข ไป ทั้งเรื่องไอเดียสร้างสรรค์ของเรา ระยะเวลาการทำ�งาน Supplier ที่เราใช้ทำ�งาน ซึ่งอาจจะทำ�ตามนั้นไม่ได้ เรา ต้องพึ่งพาคนหลายๆคน ต้องมีการคุยกันเพื่อให้งานของ เราออกมาตามต้องการ


งานออกแบบบนผ้า กับงานออกแบบบนกระดาษ วิธีการ ทำ�งานแตกต่างกันมากไหมครับ วิธีทำ�งานแตกต่างกันแน่นอน แต่วิธีคิดค่อนข้างจะเหมือน กัน เพราะไอเดียจะออกมาจากตัวเรา งานที่เป็นกระดาษ เราจะไปจบงานที่โรงพิมพ์ แต่งานออกแบบลายผ้า เราไม่ ได้จบงานในที่ๆเดียว ต้องผ่านงานเย็บ งานปัก คุณภาพ ของงานจะเป็นอย่างที่เราคิดไหม สีผ้าย้อมอุณหภูมิเท่าไร ความชื้น ระบบการพิมพ์ผ้า อุณหภูมิวันนั้น ปัจจัยเยอะ มากกว่างานสิ่งพิมพ์ ขั้นตอนจะมีมากกว่างานออกแบบ กระดาษ สิ่งเหล่านี้จะเป็น supplier หรือคนที่ร่วมงาน จะช่วยสอนเรา แม้กระทั่งช่างที่เย็บผ้าให้ เค้าก็ต้องรู้ดีกว่า เราอยู่แล้ว เราก็จะได้ความรู้จากเขา รู้สึกว่า การทำ�งาน สอนอะไรเราเยอะ บางทีหนังสือมันบอกแบบนี้ แต่ความ เป็นจริงมันไม่ใช่ สินค้าของ SRINLIM มีอะไรบ้างครับ และอะไรคือ เอกลักษณ์ของ SRINLIM ที่ทำ�ให้สินค้าของแบรนด์นี้ แปลกและแตกต่างครับ สินค้า SRINLIM ไปขายที่ Aussino House ชิดลม หรือ Trend Design ที่สยามพารากอน เอกลักษณ์ของ SRINLIM จะเกิดจากสิ่งใกล้ตัว สิ่งที่เราสนใจ ณ ตอน นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวธรรมชาติ อะไรที่จะสร้างความ สดชื่นให้กับคนได้ อีกลักษณะหนึ่ง คือ งานลายเส้นที่คนจะ รู้ว่า เป็นสไตล์ของเรา และเรื่องของสีที่เราจับคู่สีแปลกๆ ที่ ไม่ค่อยมีคนใช้กัน มาไว้ด้วยกัน เน้นสีจัด


ผมเห็นงานหลายๆชิ้นของพี่เอิ้นนั้น ลวดลายหลายอย่าง เกิดมาจากการสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆตัวของพี่เอิ้น ไม่ว่า จะเป็นคอลเล็คชั่นชุด insecta ที่นำ�ลวดลายของแมลง มาใส่ในผ้า, cling to a sea เป็นเรื่องราวของทะเล, urbane wing ลวดลายคล้ายๆ ขนนกรวมถึงนกยูง หรือ likay ที่ได้จุดเด่นมาจากการสังเกตชุดลิเกที่มีลูกเล่น และสีสันมากมาย... กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สวยๆ แบบนี้ ต้องผ่านกระบวนการคิดหรือกระบวนการผลิตยัง ไงบ้างเหรอครับ งาน likay พี่จะคิดถึงเรื่องวัฒนธรรมไทยเป็นหลัก ชุด ลิเกแต่ละชุดมีการใช้สีเป็นลักษณะเด่นแตกต่างกันไป ทุก วันนี้คนไทยมองภาพของลิเกในด้านลบ ไม่ได้คำ�นึงถึง วัฒนธรรม ศิลปะไทยที่มีคุณค่า ลิเกแสดงถึงศิลปะเรียบ ง่ายและวิถีชีวิตของคนไทย เลยอยากปรับทัศนคติ มุม มองความเชื่อกันใหม่ หลังจากได้แนวคิดแล้ว พยายามหา ข้อมูลเกี่ยวกับลิเก มีกี่ยุค แต่งกายอย่างไร เวลาจะทำ�งาน อะไรซักอย่าง เราต้องรู้ข้อมูลในด้านกว้างทั้งหมดก่อนแล้ว ค่อยมาย่อยความสำ�คัญออกมา เราจะได้เนื้อหาที่ชัดเจน ตอนไหนควรหยิบเนื้อหาส่วนไหนมาใช้บ้าง


ผลิตภัณฑ์ของ SRINLIM มีอะไรบ้าง หมอน ผ้าหุ้มเฟอร์นิเจอร์ Tableware ผ้าพันคอ ที่สาวๆชอบ พี่เอิ้นมีวิธีการเลือกใช้สีกับสินค้า SRINLIM ยังไง บ้างครับ สีทุกสีมันอยู่ด้วยกันได้ อยู่ที่เราจะจัดน้ำ�หนัก Break สียังไง เช่น สีเขียว และสีแดง เป็นสีคู่ตรง ข้าม ทฤษฎีสำ�หรับเรามันใช้ไม่ได้ แต่มันใช้ได้กับ สี แดงเนื้อหมู สีเขียว Pastel คือ เรื่องของน้ำ�หนัก พอเราหรี่ตา หรือนำ�ภาพไปซีร็อกซ์ สีมันคนละน้ำ� หนักเลย สี เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรตายตัว อยู่ที่เราจะ เห็นน้ำ�หนักสีไหน และการจับสีมาใช้มากกว่า มันอยู่ ด้วยกันได้แต่แค่เพิ่มความแตกต่างเข้าไปด้วยความ รู้สึก พี่เอิ้นรู้สึกยังไงบ้างครับที่งานของพี่เอิ้นตอนนี้โดนใจ ของใครหลายๆคน อย่างเช่น ได้ลงนิตยสารหลายๆ เล่ม ได้รับการเชิญชวนให้นำ�สินค้า SRINLIM ไป ขายที่ Aussino House ชิดลม หรือ Trend Design ที่สยามพารากอน หรือที่ได้รับคัดเลือก ให้นำ�งานไปจักแสดงที่ Slow Hand Design ที่ ประเทศไต้หวัน ดีใจที่งานเรา งานของคนไทยได้รับการยอมรับ เป็น จุดเริ่มต้นที่ดี ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป

ตอนที่มีคนมาซื้อสินค้าของพี่เอิ้น พี่เอิ้นรู้สึกยังไงบ้าง ดีใจ งานของพี่จะค่อนข้างชัดเจน ถ้าคนชอบจะวิ่งมาตามหาเลย แต่ คนไม่ชอบก็จะไม่สนใจเลย เห็นคนที่ชอบมาซื้อของเรา เป็นกำ�ลังใจที่ดี ให้เราทำ�งานต่อไป พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น การมาถึงจุดนี้ได้ก็ยากมาก แต่ การพัฒนาให้ดีขึ้นและทำ�ให้มันดีตามมาตรฐานที่เราคิดมันยากกว่า กำ�ลังใจเป็นสิ่งสำ�คัญ อะไรคือข้อดีของงานที่พี่เอิ้นทำ�อยู่ สิ่งที่พี่ทำ�อยู่ ได้ให้ทางเลือกที่แตกต่างกับคนซื้อ ตลาดบ้านเราอาจจะ ยังไม่ค่อยเปิดกว้างกับงานสไตล์พี่ เลยเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนส่วนหนึ่ง ที่ชอบงานสไตล์ของเรา อีกอย่างหนึ่ง คือ สินค้า SRINLIM เป็น สินค้าที่ผลิตไม่เยอะ เป็นสินค้าที่ไม่เหมือนใคร สร้างความหลากหลาย


งานของพี่เอิ้น ให้อะไรกับคนบ้าง คิดว่า ได้สร้างแรงบันดาลใจนะ มีหลายๆคนเห็นงานเราแล้ว นำ�ไปคิดทำ�อะไรต่อ ช่วยจุดประกายไอเดีย โดยที่เราก็ไม่คิดว่า จะมีประโยชน์ต่อคนที่ได้พบเห็นงานของเรา งานที่ทำ�อยู่ตอนนี้ ให้อะไรและสอนอะไรให้กับพี่เอิ้นบ้าง พูดรวมๆถึงงานด้าน Graphic ด้วยแล้วกัน อยากบอกน้อง ทุกคนว่า งานด้านนี้ไม่ได้สบาย คนจะมองแค่ผลลัพธ์ เป็น ดีไซน์เนอร์แล้วมันเท่ห์ เจ๋ง ง่ายแค่ทำ�อะไรสวยๆออกมาก็ได้ เคยมีคนพูดแบบนี้ แต่เคยรู้รึเปล่าว่า กระบวนการหลากหลาย กว่าจะมาถึงตรงนี้ มันไม่ได้ง่ายเลย ทุกขั้นตอนมีอุปสรรคของ มัน ถ้าน้องๆจะมาทำ�งานด้านนี้ 1. น้องต้องรักมันก่อนแล้วจะ ไม่เหนื่อย 2.อดทน 3.ความพยายาม 4.พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คือ ถ้าเราพอใจในความสำ�เร็จเมื่อไร มันจะหยุดพัฒนาไปเอง สำ�คัญมากๆ พยายามทำ�งานให้ดีขึ้น มันก็จะเกิดประโยชน์กับ คนอื่น กับคำ�ว่าประสบความสำ�เร็จ พี่เอิ้นคิดว่าตอนนี้พี่เอิ้นเดินไปถึง จุดนั้นรึยังครับ แค่ขั้นเริ่มต้นค่ะ ไม่สามารถใช้คำ�ว่า ประสบความสำ�เร็จได้ใน ตอนนี้ เริ่มต้นทำ�งานให้ดียิ่งขึ้น และรักษามาตรฐานงานของ ตัวเอง ตอนนี้ SRINLIM มีคอลเล็กชั่นออกมา 8 คอลเล็กชั่น ถ้า ผมจำ�ไม่ผิด และมีลวดลายที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Thai Comtemporary, Graphic Therapy, Flight of Summer, Insecta, Floral Fall, Urbane Wing, Cling to a Sea หรือ Likay คอลเล็กชั่นต่อไปที่จะออกมา จะเป็นแนวไหนเหรอครับ และโครงการในอนาคต นอกจากลาย ผ้า สิ่งทอ และเฟอร์นิเจอร์แล้ว พี่เอิ้นมีโครงการที่จะทำ�อะไร อีกบ้างครับ พี่เอิ้นมีโครงการที่จะทำ�อะไรอีกบ้างครับ Self-Similarity เป็นงานลายฟอร์มของสิ่งมีชีวิตที่มันซ้ำ�ใน ตัวของมันเอง เป็นทฤษฎีของนักชีววิทยาชาวเยอรมันที่อ่าน เจอมา ธรรมชาติของใบเฟิร์น หอย ลักษณะใบ ลักษณะขด ของเปลือกหอย มันมีการซ้ำ�ของรูปแบบของตัวมันอยู่ จะแตก ต่างที่ขนาดไม่เท่ากัน เลยเอาไอเดียนี้มาใช้กับ Collection ล่าสุด


ถ้ามีน้องอยากไปศึกษาต่อต่างประเทศ พี่เอิ้นมีคำ�แนะนำ� ไหมครับ ต้องดูก่อนว่า อยากเรียนอะไร เป้าหมายในชีวิต คือ อะไร ขาดอะไรที่เรายังไม่พร้อม อย่างพี่เรียนด้าน Graphic จะรู้เรื่องสิ่งพิมพ์ดีอยู่แล้ว พอเลือกเรียน เรา อยากรู้ว่างานด้านการออกแบบของตกแต่งบ้าน มัน เป็นยังไง เลยใช้เวลาก่อนที่จะบินไปเรียนต่างประเทศ ฝึกงาน 3 เดือน กับ Beyond Living ทำ�ให้เราได้รู้ เรื่องราวการออกแบบของตกแต่งบ้านเป็นพื้นฐานก่อน ไปเรียนจริงๆ พี่เอิ้นมีอะไรที่อยากจะฝากไปบอกกับน้องๆที่กำ�ลังค้นหา ตัวเอง หรืออยากสร้างแบรนด์ของตัวเองบ้างครับ ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ตัวเองต้องการอะไร โลกทุกวัน นี้มีอะไรเข้ามาเยอะมาก ทั้งความรู้ต่างๆ และทางเลือก อีกมากมาย แต่ต้องตัวเองว่า ชอบอะไร ถ้าไม่ทำ�สิ่งนี้ หรือสิ่งอื่นที่อยากทำ�ไหม อะไรที่เรารักและชอบ มันจะ ทำ�ให้เราไปได้สุดๆข���งมันและเราจะกลายเป็นตัวจริง ไม่ ทำ�ให้เรารู้สึกท้อเวลาเจออุปสรรค ถึงมีอุปสรรคก็ทำ�ให้ มันผ่านไปได้ อดทนกับมันได้ ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย อีก อย่าง คือ เรื่องของความพยายาม เด็กเดี๋ยวนี้ความ อดทนค่อนข้างน้อย ถ้าผ่านไปได้ คุณจะไปได้อีกยาว เลย อะไรที่เป็นสิ่งที่ต้องการ


ขอบคุณพี่เอิ้นมากๆนะครับ ที่สละเวลาให้แนวคิด ดีๆแก่ทีมงานและแฟนๆ UNDO Magazine เรื่องราวเหล่านี้จะมีประโยชน์แก่น้องๆนักออกแบบ ทุกคนที่อยาก้าวเข้ามาเป็น Graphic Designer ขอบคุณนะครับ - ชัย บ.ก. UNDO Magazine -

DO IT

Follow SRINLIM Web --> www.srinlim.com facebook --> SRINLIM

บรรยากาศสัมภาษณ์ เอิ้น ศิริญญา ลิ้มทองทรัพย์


MYANMAR ที่มาของภาพชุดนี้ คือ มีโอกาสได้ไปประเทศ พม่า ก่อนไปก็ศึกษาเรื่องราววิถีชีวิต ความ เป็นอยู่ก็พบว่ามีแต่คนเขียนเกี่ยวกับประเทศ พม่าไว้ในเชิงลบมากมายเสียจนอดไม่ได้ที่จะ กลัวตาม แต่พอได้มาจริงๆแล้ว คนที่นี่น่า รักดีค่ะ ให้ความช่วยเหลือ อัธยาศัยดี ยิ่ง พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเขาก็อยากจะคุยกับเรา มากขึ้น ส่วนวิถีชีวิตที่ได้พบเห็นก็ยังคงไว้ซึ่ง วัฒนธรรมที่สวยงาม คนที่นี่นับถือศาสนา กันอย่างเคร่งครัด ยิ่งที่พวกเราไปจะอยู่นอก เมืองหน่อยเราจะพบกับความเป็นอยู่แบบ ดั้งเดิม ซึ่งน่ารักมาก และไม่แน่ใจว่าจะเห็น ได้จากที่ไหนในโลกนี้อีก มันทำ�ให้ความกลัว ของเราที่มีต่อประเทศพม่า หายไปอย่างปลิด ทิ้งเลยค่ะ :) ถ่ายจากฟิมล์สไลด์แล้วสแกนเอง ไม่ได้แต่ง ภาพ (แต่แนนชอบเพราะมันดูดิบๆดี :] )

photo by Nan

ถิราภา ใจเที่ยง อายุ 26 ปี จบจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็น Project Manager อยู่ที่ บ.TheWebFlight และ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาจุลนิพนธ์ของคณะ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ :)


InsPire-OnLine

web

มาทำ�บล็อกส่วนตัวด้วย Tumblr กัน ยุคสมัยแห่งสังคมออนไลน์ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยง กระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทุกคนสามารถ แสดงความคิดเห็น แสดงตัวตนให้เป็นที่ยอมรับ Inspired Online อยากแนะนำ�บล็อกตัวหนึ่งที่จะ ทำ�ให้เพื่อนๆ ได้โชว์ผลงาน เรื่องราวต่างๆ บล็อกนี้ชื่อ tumblr

tumblr เป็นบล็อกสำ�หรับโพสภาพ วีดีโอ บทความ ต่างๆ เป็นเหมือนกับ blogspot, bloggang, wordpress สามาถ share เรื่องราวของเราผ่าน Social Network อื่นๆ เช่น Facebook, Twitter, Google+ ไปด้วย วิธีใช้ง่ายมากๆ สมัครสมาชิกโดยใช้ email เรา สามารถเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาบล็อกเราได้ด้วยการ เลือกที่ Dashboard ติดตามผลงานเพื่อนๆในบล็อก เท่าที่ใช้ดูแล้ว tumblr เป็นทางเลือกหนึ่งในการ สร้างบล็อกในการแสดงผลงาน ด้านภาพถ่าย งาน Graphic หนังสั้น ได้ดีทีเดียว Link --> tumblr.com

ประเดิมคอลัมน์ใหม่ของ Inspire online ด้วยเว็บไซต์สำ�หรับน้องที่ชอบ งาน art ไม่ว่าจะเป็น graphic design ภาพถ่าย ภาพวาดประกอบ ซีเนมากราฟ แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย ใครมีเว็บแนะนำ�ส่งมาได้ที่ undomagazine@gmail.com


TRAVEL Story and Photo by iggy

de Guy


cooking

ผัดผักเพื่อสุขภาพ 1เริ่มจากเตรียมเห็ดออริจิ บล็อคเคอรี่ และ ลูกชิ้นหัวบุก โดยทำ�ให้สุกและ เตรียมไว้

2 เตรียมแปะก๊วย ที่ต้มสุกและแกะเปลือกแล้วเรียบร้อยไว้


3

ตั้งกะทะ ใส่น้ำ�มันเล็กน้อย พอน้ำ�มันร้อนก็นำ� หัวบุกลงไปก่อน พร้อมปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว เต้าหู้ยี้เล็กน้อย และพริกไทย

4 ตามด้วยวัตถุดิบที่เหลือ ผัดให้เข้ากัน เป็นอัน เสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทาน Story & Photo by Kik


zibeth thailand

UNDO Magazine มีโอกาสสัมภาษณ์คุณป๋อง เจ้าของร้าน Zibeth Thailand ถ้าพูดถึงรายการ SME ตีแตก ทุกท่านคงจะเคยได้ชมและได้รู้จักรายการ นี้กันอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังทำ�ให้เราได้รู้อีกว่า คนไทยเรานั้นเก่งและมีฝีมือไม่

UNDO Magazine มีโอกาสสัมภาษณ์คุณป๋อง เจ้าของร้าน Zibeth Thailand ถ้าพูดถึงรายการ SME ตีแตก ทุกท่านคงจะเคยได้ชมและได้รู้จักรายการนี้กันอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังทำ�ให้เราได้รู้อีกว่า คนไทยเรานั้นเก่งและมีฝีมือไม่แพ้ชาติใดๆในโลก และในวัน นี้ UndoMagazine จะพามาทำ�ความรู้จักกับเจ้าของตำ�แหน่งอันดับ 2 SME ตีแตก ของประเทศไทยในประเภทธุรกิจตัดเย็บชุดเสื้อผ้าสำ�หรับสตรี เจ้าของแบรนด์ Zibeth Thailand ณรงค์วิทย์ ทองเนตร หรือพี่ป๋อง Zibeth Thailand ครับ


ทราบมาว่าก่อนจะมาเป็นนักออกแบบ คุณป๋องได้ทำ�มา หลายอย่างมาก ช่วยเล่าให้เราฟังได้มั้ย ครับ เป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาก็เป็นเด็กเสิร์ฟ เราต้องทำ�งาน เพราะว่าเราต้องการเงินไปเรียนต่อ และไม่เคยคิดว่า ตัวเอง จะได้มาทำ�งานในลักษณะแบบนี้ ตลอดเวลาที่ทำ�งานก็เก็บ สะสมเงินมาเรื่อยๆ เราชื่นชอบพี่ติ๊นา (คริสติน่า อากีลาร์) คิดว่า วันหนึ่งเราต้องรู้จักเค้าให้ได้ และให้เค้าจดจำ�เรา ไม่ใช่ เราจดจำ�เค้าเพียงอย่างเดียว แรงบันดาลใจที่เป็นทุกอย่าง จนถึงวันนี้ได้ ถ้าวันนั้นไม่ได้รักพี่ติ๊นา คงไม่มีวันนี้ พอเรารัก เค้า อาจใกล้ชิด หาทุกวิถีทางเพื่อให้เราได้อยู่ใกล้คนที่เราชื่น ชอบ หลังจากทำ�งานเด็กเสิร์ฟ เป็น Reception ตอนเรียน มหาวิทยาลัย เรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกบรรณารักษ์ ไม่ เกี่ยวกับดีไซน์เลย เราต้องทำ�งานหาเงินเรียน เลยขาย เสื้อผ้าแบบรับมาแล้วขายไป จากประตูน้ำ� โบ๊เบ๊ แหล่งที่มี การขายส่ง เอาเงินจากขายเสื้อผ้านี้มาเป็นเงินลงทุนให้เรา เรียนจบ พอใกล้เรียนจบ เราได้ข่าวจากแฟนคลับพี่ติ๊นามี การจัดงานวันเกิดที่ศูนย์ Mercy ว่า อยากมาร่วมงานไหม เราอยากให้ของขวัญพี่ติ๊นาเป็นวันเกิด ตอนแรกก็คิดไม่ออก ว่า จะเอาอะไรให้ดี เรามองว่า พี่ติ๊นารวยอยู่แล้ว มีทุกอย่าง พร้อม จะเอาเงินไปซื้อของมีค่า เราคงไม่มีปัญญา ถ้าเราจะ เอาเสื้อผ้าที่เรารับมาขาย มันก็จะซ้ำ�กับคนอื่น

Interview by Eddy

Jam

ส่วนตัวเรารักศิลปะตั้งแต่เด็กแต่ทางบ้านไม่ได้สนับสนุน ด้านนี้ (อยากให้รับราชการ) เกิดแนวคิดว่า อยาก ออกแบบเสื้อ 1 ตัวที่ใส่ได้ 7 แบบ เพราะเราไม่รู้ว่า จะใส่แบบไหน คิดในใจว่า 7 วันเค้าก็ต้องใส่ซัก 1 วัน แน่นอน เลยทำ�ไป 7 แบบใน 1 ตัว พี่ติ๊นาชอบและใส่ เสื้อที่เราทำ�นั้นในงานวันเกิด กลายเป็นข่าวดัง รูปภาพ ต่างๆออกสื่อตามหนังสือ นิตยสาร ดีใจมากเลยเรารูป นั้นไปติดที่ร้านของเราที่สยาม ลุกค้าหลายรายถามว่า เสื้อชุดนี้เป็นของติ๊นาเปล่า เราไม่ได้ทำ�ขาย ทำ�แค่เป็นที่ ระลึกให้พี่ติ๊นาเท่านั้น เราคิดว่า สิ่งที่เรา คิดเอง ทำ�เอง ก็มีคนสนใจมากขึ้น พี่ติ๊นาเองถ้าเสื้อผ้าไม่สวย ไม่ตรง Concept ก็คงไม่ใส่เสื้อผ้าของเรา เลยมองว่า เราเป็น ที่ยอมรับในระดับหนึ่ง พอดีใจหนึ่งคิดสร้างแบรนด์ตัว เอง อยากหลีกหนีปัญหาเรื่องการตัดราคา เพราะรับ มาจากที่เดียวกัน เริ่มจากไอเดียเล็กๆจากการเป็นแฟน คลับ ทำ�เสื้อผ้าให้พี่ติ๊นาใส่ ได้รับการยอมรับ และอยาก ทำ�เป็นอาชีพเต็มตัว


ได้ยินมาว่าสามารถตัดชุดให้เสร็จได้ภายใน 1 วัน และบาง ชุดใช้เวลาเพียงแค่ไม่เกิน 3 ชม.? บางชุด 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก็ยังทำ�ได้ ที่บอกว่า 1 ชุด ต่อ 1 วันเป็นกรณีที่ลูกค้าเร่งรีบมากๆ แลกกับเม็ดเงินที่ ลูกค้ากล้าจ่ายและไม่อยากเสียเวลาคอย ทําไมถึงชอบการออกแบบตัดเย็บ มันเป็นความประทับใจที่เวลาเราออกแบบแล้ว ไอดอลของ เราอย่างพี่ติ๊นายังกล้าที่จะสวมใส่ในแบบที่เราคิด เราเลยคิด ว่า เราอาจจะตัดเย็บได้ดีกว่าช่างที่เราไปจ้า งทำ�ก็ได้ ต่อย อดความคิดของเราว่า ถ้าเราออกแบบเป็นอย่างดีแต่ตัดเย็บ ไม่ได้ เกิดมีการสั่งซื้อมากๆ หรือ ให้ตัดชุดเสร็จภายในในกี่ ชั่วโมง ช่างป่วย ช่างขี้เกียจ เราจะต้องเป็นคนแรกที่ทำ�ได้ ถ้าเราเป็นกุญแจให้ตัวเอง ทุกอย่างก็จะไขออกได้ เราคือ กุญแจ ลูกค้าคือแม่กุญแจ ถ้าแม่กุญแจมันล็อกลง เรา จะยืมกุญแจที่ไหนถ้าเราไม่ไขตัวมันเอง นี่คือ หลักในการ ดำ�เนินชีวิตสายงานตัวเอง ถ้าตัวเองทำ�ได้ ทุกอย่างคือจบ แนวทางในการออกแบบงานหาแรงบันดาลใจหรือดูตัวอย่าง งานดีๆจากที่ไหน Alexander Mcqueen เป็นแรงบันดาลใจที่เราอยาก ไป อยากเป็นให้ได้เหมือนเค้า ไม่ได้ลอกเลียน แต่ดูลักษณะ ทิศทางการทำ�งาน อย่างที่บอกว่า เราไม่ได้เรียนด้านนี้มา ไม่รู้กฎการเป็นดีไซน์เนอร์ที่ดี แต่เราก็เคารพในงานของคน เก่งๆ และปรับมาใช้ในแนวที่เป็นตัวเรา

ชื่อ Zibeth มีที่มาอย่างไร และมีความหมายอย่างไร ความหมายของ Zibeth Thailand ตอนแรกไม่มีคำ�ว่า Thailand จะเป็น Zibeth เฉยๆ ถ้าดูห้องเสื้อในเมืองไทย เช่น ระพี ไข่ ส่วนใหญ่ใช้ชื่อตัวเองกันหมด แต่ในช่วงที่เราทำ� จะมีเช่น Greyhound พอเราเริ่ม search internet ชื่อ เหล่านี้ มีความหมาย เป็นสิ่งมีชีวิตแต่ไม่ใช่เป็นชื่อของคนคน นั้น เราเลยอิงความทันสมัย ณ พ.ศ. นั้น หาดูว่า มีชื่อไหน ที่ไม่มีใครใช้ ไล่ตั้งแต่ A-Z A สำ�หรับเรา คือ การเริ่มต้น Z คือ สิ่งสุดท้าย และ ท้ายสุด ไม่มีใครเกินกว่านี้แล้ว ฉะนั้น ตัว Z ที่นำ�หน้าก็มาจากความหมายนี้ จากนั้นได้เจอกับคำ� ว่า civets เป็นแมวที่มีฐิ่นกำ�เนิดที่อินเดีย โดยรูปลักษณ์เรา เหมือนคนอินเดีย (แต่จริงๆ คือ คนอีสานนี่แหละ) เราเป็น คนชอบเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวอยู่แล้วด้วย จบที่ Z รักสัตว์ รูป ลักษณ์ที่ตัวเองเป็น เลยกลายเป็น Zebeth Thailand คิดว่าวงการธุรกิจเสื้อผ้าและนักออกแบบของไทยในปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้าง ปัจจุบันต้องทำ�การบ้านหนักมาก คนที่เป็นดีไซน์เนอร์ส่วน ใหญ่จะมีฐานะ ข้อได้เปรียบเทียบคือ เราสามารถเดินทาง ไปรอบโลก ได้ดูงานมากมายในการออกแบบแฟชั่น ดีไซน์ เนอร์เก่งๆมีมาก ดีไซน์เนอร์ที่เห็นตอนนี้ คือ ออกแบบด้วย ความเป็นตัวของตัวเองสูงแต่ใช้ไม่ได้จริง แต่งานเราพยายาม ออกแบบให้ได้เหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่ เพราะลูกค้าของ เราส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ใช้แบบไหนให้เค้าไม่หนาว เลือกผ้า ให้สวมใส่ได้สบายเหมาะกับลูกค้าเรา ตัวเราเองไม่ออกแบบ Collection ตามฤดูกาล แต่ Zebeth Thailand จะทำ� ตามแบบลูกค้าที่เรามี ลักษณะเสื้อผ้าของ Zibeth Thailand เน้นความสวย ความเซ็กซ์ซี่ ความสง่า ที่สำ�คัญคือ ต้องเป็นหนึ่งเท่านั้น จะไม่มี 20 ชิ้น 30 ชิ้น มีตัวเดียวใน โลกก็ว่าได้


ต้องรู้ว่า ตัวเองชอบอะไร มั่่น ใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ� พอตัวเอง เกิดความมั่นใจ คิดดี ทำ�ดี สิ่งดีๆก็จะตามมา

รับประกันอายุชุดตลอดปีจริงไหม จริงตามนั้น เพราะเราจะถามลูกค้าเสมอว่า ซื้อเสื้อผ้าของ ร้าน Zibeth Thailand ใส่สำ�หรับงานอะไร จะแนะนำ� ลูกค้าตลอด ไม่ใช่ว่า เรารับเงินแพงๆแล้วจบกันไป แต่การ ที่เรารับเงินของคุณ คือ เราบวกค่าอนาคตนะ ในกรณี เก็บแก้ ไม่เสียหายมาก เราจะบอกลูกค้าตรงๆว่า ไม่มีค่า ใช้จ่ายเพิ่ม ดูแลให้ตลอดชีพแน่นอน แต่ในกรณีที่มีเพิ่มลาย วัตถุดิบ ตรงนี้เราจะถามลูกค้าก่อนว่า ยินดีจ่ายไหม ถ้าโอ เคเราจะเติมดีไซน์ให้ได้


รู้สึกยังไง ที่ตอนนี้ Zibeth Thailand ได้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง มากขึ้น โดยที่เราสามารถเห็นได้จากนิตยสารชื่อดังต่างๆได้นำ�มา ลงและมีการสวมใส่โดยนางแบบชั้นนำ�ของประเทศ ดีใจ ชื่นชมกับผลงานที่ตัวเองทำ� ความพยายามที่ทำ�มามากว่า 10 ปี แม้ตอนแรกคนจะไม่ค่อยสนใจ แต่ พ.ศ. นี้เป็นโชคดีที่เราได้ ออกสื่อที่ต่างๆ และมี Celebs หลายๆคนให้การยอมรับ ทำ�ให้คน รู้จักเรามากขึ้น สิ่งที่เราทำ�ไป ไม่สูญเปล่า เป้าหมายในชีวิต คือ อะไร ตลอดการทำ�งาน คิดว่า เป็นการเริ่มต้นตลอด ยังไม่เคยคิดถึง เส้นชัยเลย ไม่เคยคิดว่า ตัวเองมีชื่อเสียง ถ้าเทียบเป็นเด็กนักเรียน เราอยู่ในระดับมัธยมปลาย มองต่อว่า เรายังต้องคว้าปริญญา ในสิ่งที่เราทำ�มา เราไม่ต้องการชื่อเสียงมากเท่ากับเงินทอง กลุ่ม ลูกค้าของเรา คือ กลุ่มดูไบ ไม่ใช่ฝรั่ง ถ้าวันหนึ่งเรามี Zebeth Thailand on Dubai เมื่อไร วันนั้นจะถือว่า เรารับปริญญา แล้ว แต่เราต้องมองต่อไปอีกว่า อยู่ตรงนั้นได้ดี ได้นานแค่ไหน ถ้า อยู่ได้ก็จบหลักสูตรแล้ว

Zebeth Thailand ส่งออกไปดูไบ แนวโน้มเป็นยังไงบ้าง คนดูไบนิยมเสื้อผ้าที่ดูสวยงาม หรูหรา บ่งบอกถึงฐานะการ เงิน ไม่ขี้เกียจถ้าของที่เอาให้เค้าสวยและดีจริงๆ คนดูไบมี กำ�ลังเงินในการจับจ่ายสูงมาก เราไม่รู้ว่าเกี่ยวกับประเพณี ทางศาสนาที่เค้าต้องใส่ชุดดำ�รึเปล่า งานของเราเลยโดนใจ กับคนกลุ่มนี้ จากชิ้นสองชิ้น กลายเป็น 10 ชิ้นต่อคน มี ทั้งใส่เองและเอาไปขาย เอาไปขายได้ชุดละเกือบแสน สำ�หรับ คนที่ซื้อไปใส่เองก็ต้องการให้มีแค่ชิ้นเดียว ไม่ซ้ำ�ใคร เลยตรง Concept ของ Zibeth Thailand ด้วย คือ เป็นหนึ่งใน ถ้ำ�หนู ดีกว่าเป็นหมูในถ้ำ�เสือ เป็นความคิดเล็กที่เราไม่อยาก อยู่ในสังคมที่ใหญ่โต ไปเป็นอะไรให้เค้าหัวเราะ แต่เราไม่อยู่ใน มุมเล็กๆ ที่คนเค้ามองข้ามแต่เรา คือ ที่สุดของที่นั้นดีกว่า และเราก็มีความสุขกับงานที่ทำ�


d

behin

คิดว่าพลังของคนรุ่นใหม่ เป็นยังไง พลังความคิดค่อนข้างกว้างและดี แต่พลังในส่วนของความ อดทนของแต่ละคนค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะเราทำ�งาน ตั้งแต่เด็ก มีความอดทนสูง กับบางคนที่เรียนจบมา พ่อแม่ ไม่รู้จะให้ทำ�อะไร ก็ให้เงินมาก้อนหนึ่งไปเปิดร้าน เค้าอาจจะ ท้อในวันที่ขาดไม่ได้เลยและก็ล้มเหลวไป การทำ�งานทุกอย่าง ต้องมีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ แต่อย่างเรามีการทดลอง และ การคิดว่า งานเราควรไปในลักษณะไหน การทำ�งานต้อง มีจุดยืนของตัวเอง อย่าไปทำ�ตามเพื่อน ตามกระแสที่ผ่าน เข้ามา จุดยืนสำ�คัญ ต้องมั่นใจว่า ตัวเอง คือ ตัวเอง อย่า หลงทางง่าย ถ้ามีน้องๆอยากจะมาเป็นนักออกแบบตัดเย็บแบบคุณป๋อง มี อะไรจะบอกกับเขามั๊ยครับ ต้องรู้ว่า ตัวเองชอบอะไร มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ� พอตัวเอง เกิดความมั่นใจ คิดดี ทำ�ดี สิ่งดีๆก็จะตามมา

ขอบคุณพี่ป๋อง ณรงค์วิทย์ ทองเนตร เจ้าของห้องเสื้อ Zibeth Thailand การ สัมภาษณ์ครั้งนี้ ผมชอบการดำ�เนินชีวิตที่ เริ่มมาจากศูนย์ ต่อสู้และอดทน อีกอย่าง ที่ผมรู้ คือ การมีใครเป็นไอดอลในดวงใจ เป็นแรงบันดาลใจให้เราสู้และประสบความ สำ�เร็จได้ Facebook : Zibeth Thailand

s

ne e c s the


book

หมาน้อยสอนรวย วัยเด็กของเรา พ่อแม่สั่งสอนเสมอว่า ลูกต้องรู้จักอดออม จะมีเงินไว้ใช้เมื่อยามแก่เฒ่า หลายคนได้ยินก็ผ่านเลยไป คิดว่า น่าเบื่อ โตขึ้นเดี๋ยวทำ�งาน ได้เงินเยอะๆ ก็มีเงินเก็บเองนะ แต่เราลืมนึกถึงว่า การออมเงินและการจัดการเงินที่ดี เงิน เราจะสามารถงอกเงยได้ หมาน้อยสอนรวย (Ein Hund namens MONEY) แต่ง โดยนักเขียนชาวเยอรมัน BODO Schafer (โบโด เชฟเฟอร์) เนื้อเรื่องนำ�เสนอผ่านตัวละคร คีร่า สาวน้อยช่างฝัน และ มันนี่ น้องหมาลาบราดอร์ กับวิธีบริหารเงินให้เกิดประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง วิธีสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง วิธี คิดให้บรรลุความสำ�เร็จในชีวิต เอาชนะอุปสรรคต่างๆที่เข้า มาในชีวิต หมาน้อยสอนรวย เป็นหนังสือหนึ่งเล่มที่น่าสนใจ เหมาะ กับเด็กๆที่อยากเริ่มที่จะเก็บออมเงินไว้ใช้ในอนาคต สอน ให้น้องๆต้องมีความอดทน ความขยัน ความพยายาม และ ต้องฉลาดด้วย เนื้อหาสนุกสนาน อ่านง���าย เต็มไปด้วยคำ�คม มากมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้ เธอต้องคิดถึงสิ่งที่เธอทำ�ไม่ได้ให้น้อยลง เธอต้องมองหาสิ่ง ที่ทำ�ได้

เ ธ อ จ ะ เ ก่ ง ห รื อ ไ ม่ เ ก่ ง ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แต่ที่สำ�คัญคือ เธอต้อง ‘เชื่อมั่นในตัวเอง’


story and illustration by Nookleang


ด้วยประสบการณ์และฝีมือการชงที่ใส่ใจทุกราย ละเอียด เราจะได้สัมผัสและดื่มด่ำ�ไปกับรสชาติของกาแฟแท้ๆ ที่ผ่านการคัดสรรเมล็ดพันธุ์ชั้นดีจากหลากหลายประเทศ มาให้ลิ้มลอง ในราคาที่ทุกคนดื่มได้ ทั้งจากประเทศไทย, เอธิโอเปีย, บราซิล, เอกวาดอร์, กัวเตมาลา, คอสตาริกา และโคลัมเบีย ขอเชิญเหล่าคอกาแฟนั่งลงก่อน แล้วมาร่วม สัมผัสบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับเจ้าของร้านคน เก่งคนนี้ แล้วไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆและพบกับรสชาติอัน เข้มข้นของสิ่งที่เขาฝันใฝ่และกำ�ลังทำ�มันอย่างตั้งใจไปพร้อมๆ กัน Story & Photo by atom


เข้ามาอยู่ในวงการกาแฟกี่ปีแล้ว 6 ปี ทำ�ไมถึงสนใจมาทำ�ร้านกาแฟ เริ่มจากร้านแรกตอนที่ไปออสเตรเลีย ร้านแรกที่ทำ�อยู่ เป็นช่วงที่เขากำ�ลังแข่ง World Barista Champion คนที่ทำ�งานอยู่ด้วยกันได้เข้าแข่งและก็ชนะในระดับโลก มา อยู่ตรงนั้นได้เห็นเขาซ้อมมาตลอด เห็นเขาแข่งแล้ว ชนะ ก็เลยรู้สึกสนุก ทำ�ให้รู้สึกอยากทำ�ด้วย ก็เลยเป็น จุดแรกหลังจากไปทำ�งานที่ออสเตรเลีย เลยได้เป็นบา ริสต้า โชคดีที่ว่าคุณ Jack Hanna ซึ่งได้แชมป์โลก นั้นทำ�งานด้วยกัน เขาก็สอนเทคนิคนิดๆหน่อยๆ ก็เลย อยากจะทำ�ดู ซึ่งในแต่ละร้านที่ทำ�ก็จะมีรูปแบบต่างๆ กัน หลังจากทำ�งานที่ร้านนั้นแล้วก็ไปทำ�ร้านอิตาลี ก็ได้ เรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิมของการดื่มกาแฟ หลังจากนั้น มาเปิดร้านของตัวเอง ก็ทำ�มาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันยังไม่ สิ้นสุด ยังมีเรื่องให้ศึกษาต่อเรื่อยๆ รู้สึกสนุกดี การฝึกเป็นบาริสต้าต้องทำ�อย่างไร ก็ต้องชอบก่อน แล้วก็ฝึกหลายๆอย่าง หลักๆแล้วอยู่ที่ ประสบการณ์ ว่าชอบกาแฟแค่ไหน มีกาแฟเยอะแค่ไหน ให้เล่น ต้องมีความขยัน ต้องรู้จักสังเกตว่าไอ้นี่มันเป็น แบบนี้ ต้องขยับแบบนี้ ที่ไปแข่ง World Barista Championship มาเป็นอย่างไรบ้าง ก็คือจะมีตัวแทนประเทศละ 1 คน ต้องชนะระดับประเทศก่อน จึง จะเป็นตัวแทนประเทศ แล้วก็ไปแข่งระดับโลก ก็มีแข่งคัดเลือกก่อน รอบสุดท้ายจะเหลือ 6 คน ก็ได้ที่ 6 พอดี (หัวเราะ) อันดับ 1-6 จะมีรางวัลให้ ถือว่าเป็น Top 6 ของโลก ของพี่คือสาย Latte Art เป็นสาย Latte Art ก็จะดูเทคนิคของบาริสต้า สมัยก่อนเค้าก็ จะดูรสชาติ เหมือนตอนที่ยังแข่งอยู่ที่ออสเตรเลียอยู่ ที่เคยชนะ ในระดับภูมิภาคของเค้า เค้าก็จะดูรสชาติด้วย ดูรูปบนหน้าด้วย ตอนแข่งที่ออสเตรเลียจะได้คะแนนรสชาติเยอะกว่านิดนึง พอแข่ง ระดับโลกเขาก็จะตัดคะแนนรสชาติออกไป คราวนี้ก็จะดูแต่ Latte Art กับ Barista skill อย่างเดียวเลย


Latte Art มีกี่แบบ จะมี 2 แบบ คือ Free Pour (ใช้มือเท) และ Etching (วาด) ซึ่ง Free Pour จะต้องใช้ทักษะ เยอะกว่า แล้วมันก็ยากกว่า เพราะมันต้องจบในเวลา นั้นเลย ถ้าพลาดแล้วมันจะล้น เมื่อกี้ที่ทำ�ให้ดูเป็น ทิวลิป 5 ชั้น ใบไม้ 3 ใบ หัวใจอีก 3 ดวง ก็คือ ต้องใช้มือเทอย่างเดียวเลย ถ้าเป็นแบบเขียนเอา ก็ คือเอานมเทลงตรงกลางอย่างเดียว แล้วก็วาดเป็น รูปอะไรก็ได้ แล้วแต่คนชอบ แต่ Free Pour จะ เป็นการคนไปในตัว เป็นการผสมนมกับกาแฟให้มัน เข้ากัน แล้วเร็วกว่าด้วย การมานั่งวาดกาแฟมัน จะเริ่มแยกชั้นกับฟองนม แล้วอุณหภูมิก็จะลดลง เพราะว่ากาแฟควรจะดื่มเร็วที่สุดเท่าที่จะทำ�ได้ ในการ แข่งขันระดับโลกเขาจะบังคับเลยว่า จะต้องมี Free Pour สมมุติว่าให้ทำ�กาแฟ 6 แก้ว ในรอบชิงต้อง ทำ� Latte Art แบบ Free Pour หมดเลย จะ ไม่มีมาวาด เพราะเขาจะให้ความสำ�คัญกับแบบนี้ มากกว่า เพราะเหมือนเป็นการวัดทักษะในทางบา ริสต้ามากกว่า

จากเดิมเปิดร้านอยู่ที่ออสเตรเลีย แล้วทำ�ไมถึงกลับ มาเปิดร้านที่ประเทศไทย อยากจะเอาข้อมูลที่ได้จากออสเตรเลียมาแชร์ความรู้ กับที่นี่ เพราะว่าบางเรื่องมันไม่มีสอนในไทย มันไม่มี ใครรู้ ก็เหมือนเอา Cafe’ จากประเทศออสเตรเลีย มาไว้ที่นี่ ที่เมืองไทย เอามาไว้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ไม่ได้บอกว่าดีกว่า แต่ลองดูว่าทำ�ไมเขาถึงเก่งในระดับ นั้น ซึ่งในการแข่งระดับโลกนั้นออสเตรเลียจะได้เข้า รอบชิงแทบทุกปี การแข่ง Latte Art นั้น จาก 6 เขาก็ได้แชมป์มาถึง 3 ครั้ง เราเอามาเปิดที่นี่ แล้วลองมาดูว่ามันมีอะไรที่ต่างจากบ้านเรา แต่ไม่ได้ หมายความว่าอะไรดีกว่าอะไร เหมือนเอามาลองแลก เปลี่ยนกันดู ว่าชอบแบบไหน ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง


เหมือนเอาข้อมูลมาแชร์กัน ใช่ครับ ในเมนูก็จะมีหลายๆตัวที่เป็นตัวที่คิดค้นขึ้นมาที่ ออสเตรเลีย ก็เอามาแชร์กันที่นี่ ว่าทำ�ไมที่โน่นเขาใช้กันแบ นี้ ทำ�ไมเวลาเขาทำ�ในระดับโลกถึงทำ�แบบนี้ แล้วเราก็ลอง ดูว่าแบบนี้ดีมั๊ย ทำ�ไมแบบนั้นดีกว่า แบบนี้ดีกว่า และคิด ว่าจะขายเมล็ดพันธุ์ด้วย ก็คือ นำ�เข้าเมล็ดแบบที่ไม่ค่อยมี ใครเอามาขาย เอาเมล็ดที่ราคาสูงมาขาย มาให้ลองชิมใน ราคาที่ทุกคนกินได้ ซึ่งทุกอย่างผ่านการคัดสรรค์มาแล้ว ก็เอามาลองให้ชิมดู ไม่ได้หมายความว่าระดับโลกต้องดี กว่า แต่ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แล้วเอามา พัฒนาวงการในประเทศไทย ทำ�ไมถึงเลือกมาเปิดร้านที่เชียงใหม่ ถ้าจะกินกาแฟก็อยากให้กินกาแฟร้อนกัน ถ้าไปเปิดในที่ที่ อากาศร้อนอยู่แล้วก็น่าจะกินกาแฟร้อนได้ลำ�บาก เพราะ ต้องการจะขายคนไทยเป็นหลัก ถ้าไปเปิดที่ภูเก็ตคนอาจ จะเยอะ แต่ก็จะเป็นคนต่างชาติ เชียงใหม่เป็นเมืองอากาศ เย็น แล้วบรรยากาศชิลๆน่าจะนั่งกินกาแฟร้อนได้ง่าย แล้วก็คนเชียงใหม่ก็กินกาแฟเยอะอยู่แล้ว ก็น่าจะง่ายกว่าที่ จะอธิบายอะไรที่เขารู้อยู่แล้วส่วนหนึ่งด้วย เปิดร้านมานาแค่ไหนแล้ว ประมาณ 10 เดือน


เพราะอะไรจึงเน้นจุดขายหลักเป็นกาแฟร้อน หลักๆก็อยากให้เป็นกาแฟร้อน เพราะมันจะได้รสชาติมากกว่า ไม่ ได้หมายความว่ากาแฟเย็นไม่ดีนะ แต่ถ้าอยากจะชิมรสชาติ กาแฟ ร้อนมันจะได้รสชาติที่เยอะกว่า เครื่องชงอุตส่าห์เซ็ตอุณหภูมิว่า ความร้อนต้องเป็นเท่านี้ ความดันต้องเป็นเท่านี้ พอใส่น้ำ�แข็ง ก็ เหมือนทุกอย่างที่พยายามทำ�มาให้ตรงจุดก็หายไป มันจะได้รสชาติ ได้ Aroma และ Character ของกาแฟแต่ละตัวมันจะชัดดี ชื่อร้านมีความหมายอะไร Doppio Ristretto เป็นพื้นฐานของกาแฟร้อนแต่ละตัวในร้าน ปริมาณกาแฟจะใช้เป็นสองเท่าของปกติ ถ้า Espressso จะใช้ 30 มิลลิลิตร แต่ Ristretto จะประมาณ 10-15 มิลลิลิตร ซึ่ง มันเป็นจุดที่เป็นรสชาติของกาแฟโดยไม่มีอะไรมาเจือปน หลังจากนี้ ไปน้ำ�จะไหลผ่านเศษกากกาแฟ มันจะขมขึ้นตัดรสชาติกาแฟลง แต่ Ristretto ตัวเดียวไม่พอ เพราะแค่ 15 มิลลิลิตรจะน้อยเกินไป เวลาผสมนมเข้าไปรสชาติก็จะอ่อนลง ก็เลยใช้สองเท่า มันจะเปลือง ต้นทุนไปหน่อย แต่จะได้รสชาติกาแฟจริงๆมากกว่า จะไม่ค่อยขม เท่าไร แล้วจะเห็นความแตกต่างของรสชาติแต่ละตัวได้ชัดขึ้น ในย่านนิมานเหมินท์มีร้านกาแฟเยอะมาก คิดว่าเป็นอุปสรรคหรือไม่ คิดว่าถ้าใครอยากกินกาแฟ ก็ต้องนึกถึงที่ที่มีกาแฟขายเยอะอยู่แล้ว เหมือนถ้าซื้อของมือสองก็ต้องไปจตุจักร ถ้าอยากเปิดร้านกาแฟ ก็ต้องเปิดในย่านที่มีร้านกาแฟเยอะ ดีเลยครับไม่เป็นอุปสรรคอะไร มันก็เหมือนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ถ้าลูกค้าชอบแบบนี้เขาก็จะมา เตรียมตัวที่จะไปแข่งรายการอื่นๆอีกหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะไป แต่ตอนนี้ยังสนุกอยู่กับการเตรียม ร้าน เตรียมขายเมล็ดกาแฟมากกว่า ถ้าทำ�กาแฟก็สามารถแชร์ ประสบการณ์ได้แค่คนที่เข้ามาในร้าน แต่ถ้าขายเมล็ดกาแฟก็จะเป็น ทั่วประเทศไทย อยากมุ่งไปทางด้านนี้มากกว่า


ปกติชงกาแฟธรรมดาๆแบบกาแฟซอง 3in1 กินบ้างไหม ไม่เคยเลย กินแต่พวกที่มีอยู่ในร้าน เพราะต้องชิมอยู่แล้ว จะได้รู้ว่าแต่ละตัวแตกต่างกันอย่างไร มีคำ�แนะนำ�อะไรที่อยากบอกกับผู้สนใจเป็นบาริสต้าบ้าง ต้องชอบดื่มกาแฟ ถ้าคนมีหัวทางด้านศิลปะก็จะช่วยด้วย ต้องมีความอดทนในการฝึกซ้อมด้วย แรกๆก็อาจจะน่า เบื่อ เพราะเห็นคนอื่นทำ�แล้วได้เลย แต่มาปุ๊ปจะให้เก่งเลยก็ ไม่ได้ ต้องอดทน ช่วงแรกกาแฟอาจจะขม แต่กินไปจะเริ่ม สนุกขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องสนุกกับมัน วางแผนในอนาคตไว้อย่างไร เน้นขายเมล็ดพันธ์ุ ใครซื้อไปกินถ้าสงสัยอะไรก็มานั่งคุย กันที่ร้าน อยากให้เป็นเหมือนแหล่งรวมของคนที่ชอบ กาแฟ หรือคนที่ชอบเรื่องอื่นก็ได้ เพราะที่นี่จะมีลูกค้า หลากหลาย มีทั้งทนายความ หมอ และอาชีพอื่นๆอีก เป็นแหล่งที่แชร์ความรู้กันโดยมีกาแฟเป็นจุดร่วม คนนี้ กินกาแฟบราซิลแล้วรู้สึกอย่างนี้ อีกคนกินอาจจะรู้สึกอีก อย่าง เหมือนให้มาสนุกกัน ไม่เชิงให้มาเรียน แต่ให้มาร่วม สนุกกับการกินกาแฟด้วยกัน โดยมีกาแฟหลายๆสัญชาติ แบบเกรดสูงสุดของแต่ละประเทศ มาให้ลองกันศึกษาดูว่า กาแฟแต่ละแห่งแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร เหมือนกันท่องโลก ในด้านกาแฟโดยที่ไม่ต้องเดินทางออกจากประเทศไทย

Ristr8to2 115/3 ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 3 ตำ�บลสุเทพ อำ�เภอเมืองเชียงใหม่ เปิด 8.08 – 23.08 น. โทร 0-5321-5278 FB : Doppio Ristr8to “Latte Art Cafe”


เชคสเปียร์ตอ้ งตาย shakespeare must die

MOVIE

เชคสเปียร์ต้องตาย ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้ อำ�นวยการสร้าง กลายเป็นเรื่อง Talk of The Town ในสังคมมากมาย สืบเนื่องมาจากการโดน ห้ามฉายจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ และวิดิทัศน์ เห็นว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาส่อ ให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ทางทีมผู้สร้างพยายามล่ารายชื่อให้มีการยกเลิก การห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะจะเป็นการปิด กั้นเสรีภาพของคน เราต้องมาดูกันต่อไปว่า เชคส เปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) จะ จบแบบไหน ภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็น ภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นจากบทละคร ‘โศกนาฏกร รมแม็คเบ็ธ’ (The Tragedy of Macbeth) ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีเอกของโลก ถ่ายทอดในรูปแบบภาพยนตร์ โดย ถอดความหมาย “คำ�ต่อคำ�” เพื่อคงความสวยงาม ของภาษากวีโดยใช้ภาษาไทย นับเป็นภาพยนตร์ เชคสเปียร์ไทยเรื่องแรก

web : www.shakespearemustdie.com Trailer : www.youtube.com/watch?v=vd6JEk6Imco ที่มาของภาพและเนื้อหาบางส่วน : www.bangkokbiznews.com

เป็นเรื่องราวของขุนพลที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไร้ ขอบเขต และคลั่งไคล้ในไสยศาสตร์ เมื่อมีแม่มด มาทักว่าจะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า และโดยการ ยุยงของภรรยา  เขาสังหารพระราชาเพื่อสถาปนา ตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์  แม็คเบ็ธปกครองแผ่นดิน ด้วยความบ้าอำ�นาจ  พาให้บ้านเมืองตกอยู่ใน ยุคมืดมนแห่งความหวาดกลัว  โดยที่ตัวเขาเองก็ ปราศจากความสุข  ต้องใช้ความรุนแรงอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด เพื่อรักษาอำ�นาจของตน


“เพราะแม็คเบธเป็นงานที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่าง ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชคสเปียร์ ผมว่ายุคที่ดีสุดของ เขา คือตอนช่วง 1602-1606 ที่สร้างงานสุดยอด ออกมาหลายเรื่อง แต่ที่ดีที่สุดคือ แม็คเบธ เรื่องนี้ บอกกับเราว่า มนุษย์นั้นมีจุดอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้า มีอำ�นาจ ก็จะมีจุดอ่อนในอำ�นาจนั้นๆ และลึกลงไป มนุษย์เราเป็นคนที่ขลาดกลัว และเมื่อถูกแรงขับ ถูก สิ่งเร้าจากอะไรบางอย่าง ก็พร้อมจะกระทำ�การร้าย อย่างไม่น่าเชื่อ ภาพเหล่านี้ต่างจากความจริงที่เรา เห็นตรงไหนหรือ ? พอเราดูแม็คเบธแล้ว ได้ใช้สติปัญญาอย่างไร มัน ได้คิดว่า แม้เชคสเปียร์จะมองมนุษย์เป็นคนที่มีจุด อ่อน มีด้านมืดผสมอยู่ มีการกระทำ�ที่ชั่วร้าย ลุ่ม หลงแก่อำ�นาจ เป็นการเอามนุษย์มาตีแผ่นั้น เมื่อตีแผ่ แล้ว เขาไม่ได้ประจาน ไม่ได้จะเหยียบย่ำ� แต่เมื่อถึงที่ สุด เขากลับแสดงความเห็นใจในสิ่งที่มนุษย์เป็นและ ผิดพลาด” เขามองว่าเมื่อเทียบกับแคแรคเตอร์ของ เชคสเปียร์ แล้ว สิ่งที่คนในสังคมไทยขาดไปก็คือ คนไม่ได้เรียน รู้และไม่ได้ตระหนักแบบที่ควรจะเป็น จึงไม่พบภาวะ enlightenment หรือสว่างไสวทางปัญญาจากการ ผ่านเหตุการณ์

“และยิ่งถ้าเอาแม็คเบธมาจับสังคมไทยในช่วง 6-7 ปีย้อนกลับไป เราจะเห็นว่าสังคมไทยเองก็ขาด เอกภาพในการดำ�รงอยู่ร่วมกัน เราไม่ถูกสอนให้ คิด ทั้งที่น่าจะคิดได้ เรามีปัญหาเรื่องการคิด โดย เฉพาะ เมื่อคนในสังคมไทยต้องปะทะกับการได้ อำ�นาจ กับการมีอะไร เราแก้ปัญหาแบบนี้ไม่เป็น มันจึงนำ�เราไปสู่เรื่องราวแบบ tragedy” อดีตเจ้าของรางวัลนักวิจารณ์วรรณกรรมยอด เยี่ยมของ ‘กองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือฯ’ พูดถึง เนื้อหาเชิงเปรียบวรรณกรรมของเชคสเปียร์ แต่ คุณค่าของบทละครเหล่านี้ ไฉนถึงถูกนำ�กลับมาส ร้างครั้งแล้วครั้งเล่า


Corea

story and photo by Kat


I wasn’t super lazy nor did I overlook the spell check to correct the spelling for the first letter of the country’s name. Well, then what happened? My bedroom is left wide open to invite myself to explore the shocking pink paper which sticks on my pillow and says “Plzzz go get me Korean Ginseng. I bought you a tour package already… your sweet grandma!” I may be embarrassing myself but I admit I have very little knowledge about Korea although the TV series, food, music and even language are super notorious…like a mega trend in Thailand. Too bad, I neither have interest in them nor Kimchi as well. Now that ignorance punishes me, how could I enjoy this trip knowing nothing about the country? However, what bothers me most is why go to Korea for Ginseng when it’s on every shelf in Chinatown?

The opening scene of this trip started off excitedly not because Incheon International Airport was rated one of the world’s best airports in 2011 but because the immigration officer forbid one traveler from entering Korea’s borders and she was questioned whether an illegal immigrant. Wow, that’s a tough one!!! (PS. Chinese are the no.1 illegal immigrant there). While the coach is headed to pleasant destinations, I sharpen my brain by reading some travel books and listening to the tour guide. Korea’s original name was actually Corea. There are 2 stories regarding the initial letter of the country’s name. Firstly, “C” alphabetically comes before “J”, therefore Japan renamed Corea to be Korea so that “K”orea is after “J”apan. Secondly, in 1884, America started to use ‘K instead of ‘C’ without any explanation.


In 1945, just after World War II, the Korean peninsula was divided into North and South Korea by latitude 38o N. The bond between the 2 parts of Korea was disconnected harshly. South Korea, waited for no miracle to heal the devastation by quickly and determinedly turning their depression into positive energy and successfully transforming the country into a developed and respected one in a short time as evidenced by their national sport being made a sport of the Olympic Games and many notable companies such as Samsung, a world renowned brand.

What impressed me most is the advertising strategy employed by the country. Touristic destinations and the “Korean Wave” are seamlessly promoted via movies and TV series; for instance, Winter Sonata and Il mare, both became legendary! Now I understand why others are so excited to fill their camera’s memory card by impatiently taking pictures with actor and actress statues at Nami Island. The romantic stories attached with them are inspirational. But still I doubt why I’m here for Ginseng?


Finally, I’m enlightened when the coach stops at a Ginseng centre. The perfect latitude for growing Ginseng is between 33o and 43o N. and Korea is situated right there. It’s believed that 6 year old Ginseng offers the finest nutrition. Rarity comes to Ginseng not only because of the cultivated area but also some other limitations. The land used for growing Ginseng will need about ten years of recovery before new planting. That’s why the government reserved this ginseng exclusively for Korea. Tourists and visitors can only buy this Ginseng in limited amounts. Elsewhere pure and aged Ginseng is extremely expensive and rare. Now my issue is spelled out.

Eventually I completed my task plus a bonus from appreciating various new, deep and charming perspectives about Korea and her popularity that I’ve never known before. I’m so pleased. My world is bigger every time I travel. Thank you, grandma


mix & match Mix & Match ครั้งแรกของเรา.... ได้รับโอกาสที่ดีจาก UNDO Magazine ฉบับเปิดตัววันนี้ เราก็เลยทำ�อะไรน่ารักน่าชม มาฝากเนื้อ ฝากตัวกับทุกคนช่วยติดตามผลงานกันด้วยนะคะ...... Mix & Match วันนี้ คอนเซ็ปต์ของเรา คือ Summery เราบังเอิญ เหลือบไปพบเจอเข้ากับเสื้อผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่ง เอ๊ะ! ว่าแล้วก็ปิ๊งไอเดีย....

summery

story by Kathy Rj

mix 1 เราก็เลยหยิบเอาเสื้อกล้ามลูกไม้ สีดำ�ตัวเก่าในตู้ตัวเก่าตัวนั้นออก มาเคาะฝุ่นซะใหม่ 555

send mail to เพื่อนๆ คนไหนมี idea เจ๋งๆ อยากแบ่งปันส่ง ผ่าน idea นั้นมาที่ undomagazine@gmail.com ได้นะค่ะ เราพร้อมน้อมรับ idea จากทุก ๆ คนเสมอค่ะ


แม้สภาพจะย้วยนิดๆ แต่ยังแอบคงความ เก๋อยู่... มาจับคู่เข้ากับ บิกินี่สีเจ็บจี๊ด และ ยีนส์ขาสั้นคู่ใจตัวเก่ง จากนั้นไม่รอช้า เมื่อสวมทั้งหมดเข้าไปเรียบร้อย สภาพ สาวเปรี้ยวตัวน้อยๆก็ออกมาเป็นดังที่เห็น แล้วจ้า

mix 2

mix 4

แต่ถ้าจะให้ดี เราขอแนะนำ�ทริคเล็กๆ เพิ่มความเก๋ให้สุดขั้ว ... ลองหาต่าง หูขนนกสีแรงๆมาใส่ดูสี “แต่ขอยำ�้ว่า ... แค่ข้างเดียวก็พอนะ คะ เยอะไปไม่ดี เดี๋ยวสวยแป๊กนะคะ”

mix 3 ชุดนี้ๆน้องก็คงเหมือนๆกับเราว่า ถ้าได้แว่นกันแดดดีไซน์เก๋ๆ มาร่วม ทัพด้วย แน่นอนค่ะ มันต้องเพิ่ม ความจี๊ดคูณสอง

model by The WARIN


GAME

Story & Photo by daywalker

สวัสดีวันปีใหม่ไทยครับเพื่อนๆชาว UNDO Mag ทุกท่าน ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้ หลายท่านคงได้วางแผนหนีร้อนไปพึ่งเย็นกันหลากหลายแน่เลย ทั้งหมกตัวอยู่ในบ้าน ไปเดิน เล่นตากแอร์ตามห้างต่างๆ หรือหนีไปนอนแช่น้ำ�ชิลๆริมชายหาด/น้ำ�ตกทั้งหลายแหล่ วันนี้ผมก็เลยมาแนะนำ�เกมสำ�หรับ PS Vita อีกเกมหนึ่งที่เหมาะมากสำ�หรับเอา ติดมือไปนั่งเล่นนอนเล่นตามสถานที่ชิลๆต่างๆ ยิ่งใช้หูฟังประกอบการเล่นด้วยแล้ว รับรอง คับว่าเพื่อนๆจะจมดิ่งไปใน”นรก”นี้จนลืม”ร้อนนรก”เลยทีเดียว

Army Crops of Hell เป็นเกม Action – RPG คือ ใช้การบังคับตัวละครในการจู่โจมศัตรู ซึ่ง เราสามารถเลือกรูปแบบคำ�สั่งในการโจมตีศัตรูได้ 3 รูปแบบ มีการเก็บของมาอัพเกรด/ตีอาวุธ กับชุดเกราะ รวมถึงผสมไอเท็มต่างๆด้วย กราฟฟิคในเกมเป็นแนวสีสันฉูดฉาดความละเอียดม่สูง มาก ทำ�ให้การเล่นค่อนข้างลื่นไหลไม่มีการกระตุกแม้ศัตรูมีจำ�นวนมากๆก็ตาม คัทซีนในการเล่า เรื่องเป็นแนวภาพวาดสวยงามดีครับ


เราจะสามารถเลือกด่านต่างๆในเกมมาเล่นซ้ำ�ๆเพื่อเก็บของ ไปตีชุดเกราะกับอาวุธ รวมถึงสร้างไอเท็มได้ตลอด ซึ่งแต่ละด่านจะมี ตัวศัตรูและบอสที่แตกต่างกันไป แต่ละตัวก็จะดร๊อบของแตกต่างกันไป เราสามารถเล่น multiplayer ได้ด้วยแต่ต้องเป็นระบบ ad-hoc คือ ต้องมาอยู่ใกล้ๆกันให้เครื่องหากันเจอ ซึ่งจริงๆแล้วเกมนี้สามารถเล่น ออนไลน์ได้นะครับ แต่ผมยังไม่ได้ลองเหมือนกัน แค่ออฟไลน์ก็สะใจไม่ หวาดไม่ไหวละ


รูปแบบการเล่น คือ เราจะต้องวางแผนจัดทัพของเรา โดยแบ่งกองกำ�ลังเป็น 3 ส่วน ดาบ เหมาะสำ�หรับการโจมตีระยะประชิด มีความรุนแรงสูง ได้ค่า Overkills สูง หอก เหมาะสำ�หรับการโจมตีระยะไกล ทำ�ให้สามารถหลบหลีกศัตรูได้ง่าย ขึ้น ไม้เท้า เหมาะสำ�หรับการโจมตีไปหลบไป เพราะต้องอยู่ในระยะยิง แต่ สามารถเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างง่าย ซึ่งเราจะสามารถจัดกำ�ลังคนได้ตามความเหมาะสมเลยครับ ตรงนี้ทำ�ให้ ระบบการเล่นค่อนข้างยืดหยุนมาก ใครสายบู๊ประชิดก็จัดดาบเข้าไปในกองทัพ เยอะๆ เวลาทำ� overkill ทีสะใจ ใครสายหลบหลีกโจมตีระยะไกลก็จัดหอกเข้ามา


แต่ต้องดูสภาพแวดล้อมของพื้นที่ประกอบด้วย เพราะกับดักต่างๆก็มีอยู่ ใครชอบ ยิงเวทย์พลิ้วๆก็จัดไม้เท้าเข้ามา ได้ทั้งความแรงได้ทั้งแต้ม overkill

การควบคุมบังคับจะใช้อนาล๊อคด้านซ้ายเป้นการเคลื่อนที่ อนาล๊อคด้านข วาเป็นควบคุมมุมกล้อง กดปุ่ม L ค้างเป็นการจัดรูปแบบเพื่อรวมพลังโจมตี กด R คือออกคำ�สั่งให้โจมตี ส่วนปุ่มสี่เหลี่ยมเป็นการฟอร์มทัพของไม้เท้า สามเหลี่ยมเป็น หอก วงกลมเป็นดาบ และกากบาทเป็น dash หลบครับ ตรงนี้แหละความสนุกของเกม ระบบทำ�ให้เรารู้สึกตื่นตัวอยุ่ตลอดเวลาใน การเล่น เพราะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอร์มทีมในการจัดการศัตรูแต่ละตัวไม่ เหมือนกัน บางครั้งบางด่านเล่นแล้วเล่นอีกยังไงก็ไม่ผ่าน ใช้วิธีจัดทัพให้เพิ่มตัวนั้น ลดตัวนี้ ก้ทำ�ให้เราสามารถเอาชนะศัตรูมาได้ง่ายๆก็มี เรียกว่า play back values ของเกมนี้มีอยู่อย่างเหลือเฟือครับ ไม่รวมต้องกลับมาฆ่าศัตรูเพื่อเก็บไอเท็มที่ ดร๊อปอีกเรื่อยๆนะ


บอสแต่ละด่านของเกมนี้รูปร่างใหญ่โตดีครับ แต่ก็จะมีจุดอ่อนที่พอจับทางได้ไม่ยาก เหมือนกัน เรียกว่าพอรู้ทางของบอสแต่ละแบบแล้ว วิธีการจัดการในด่านหลังๆก็ แทบจะไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่


อันหนึ่งที่ต้องชื่นชมสำ�หรับเกมนี้เลย และเป็นจุดขายหลักๆที่ทำ�ให้ผมตัดสินใจซื้อ download เกมนี้มาเล่นแม้ว่าจะไม่มี demo มาให้ลองก็ตาม ก็คือดนตรีประกอบในเพลง เกมใช้เพลงร๊อคแนวเฮฟวี่เมทัลยุคเก่าๆหน่อยมาเป็นดนตรีประกอบแต่ละด่าน เรียกว่าพอ เปลี่ยนด่านใหม่ก็มีเพลงใหม่ขึ้นมาตลอด แล้วเสียงดนตรีทำ�ให้เราฮึกเหิมเวลาเล่นได้ดี ยิ่ง เวลาทำ� overkill เยอะๆแล้วศัตรูตายทันที สนุกสะใจมากๆครับ แนะนำ�เลยให้เพื่อนใช้หู ฟังเล่น เปิดเสียงเพลงให้ดังหน่อย รับรองเล่นไปโยกไปจนลืมเวลาจริงๆครับ ก็หวังว่าเกม Army Crops of Hell นี้จะทำ�ให้เพื่อนๆลุยนรกในเกมจนลืมร้าน นรกของบ้านเราใน่ช่วงหน้าร้อนนี้ได้นะครับ พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ


student showcase thammasat university


หนูใช้ดินสอสีดำ�วาดลงบนกระดาษ วาดรูปบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ  ข้างหลังภาพนั้น หนูวาดภูเขาสองลูก และพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งอยู่ตรงกลาง หนูไม่ลืมระบายสีด้วย สีไม้ สีไม้ของหนูกล่องละ 12 บาท  ข้อดีของมันคือ มันถูก และข้อเสียของมัน คือ ชอบหักง่าย และ สีไม่ค่อยสวย แต่คุณแม่หนูซื้อให้ หนูวาดต้นไม้ใหญ่ๆไว้ข้างบ้าน ระบายมันด้วยสีเขียว หนูไม่ลืมที่จะวาดดอกไม้ เพราะหนูชอบดอกไม้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มัน คือ ดอกไม้ห้ากลีบ หนูจะวาดภาพเสร็จแล้ว แต่เหลือส่วนที่สำ�คัญที่สุด หนูวาด วงกลมสามลูก เรียงสูงต่ำ�ไม่เท่ากัน ขีดวาดตัว ขา และแขนเชื่อมต่อ  เขียนอักษรตัวใหญ่ “พ่อ แม่ ลูก” ฉันลากพู่กันไปบนเฟรมขนาดใหญ่ ระบายมันด้วยสีอะคลิลิคราคาแพง  ฉันร่างบ้านสองชั้น ไปบนผืนผ้า

บ้าน

บ้านที่หรูหราดูดีที่สุดเกินจะบรรยายได้  หลังคาบ้านสูงตัดท้องฟ้าสีครามจนดูมหึมา  รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ นานาพันธ์จากต่างประเทศ ดอกไม้สีสวยหลากสีสัน สลับกันรอบกำ�แพงรั้ว แต่เหลือส่วนที่สำ�คัญที่สุด ฉันขีดเส้นหวัดไปมาบนมุมเฟรมผ้า เส้นเหล่านั้นเชื่อมต่อกัน จนเป็นลายเซ็นของฉัน โดยขาดอักษรตัวใหญ่ที่สำ�คัญ 

undomag

“พ่อ แม่ ลูก”

Story & Photo by เจ้าหญิงแห่งความฝัน


ธรรมมะ

บันทึกแม่หมอ : ความรัก...ศิราณี...บนวิถีแห่งกรรมสัมพันธ์ 2

ถ้าคุณอยากจะดับไฟสักกอง...คุณควรจะรู้สักนิดใช่หรือไม่... ว่าต้นไฟนั้นเกิดจากอะไร? อุปกรณ์ที่ใช้ในการดับไฟ ควรจะเป็นหัวฉีดน้ำ�ประสิทธิภาพ สูง สายยางหรือแค่น้ำ�ขันเดียว ?

ข้อนี้ต้องเรียกว่าเป็นคู่เวรคู่กรรมที่ตามกันมาล้าง แค้นในภาคต่อ หากแต่ต้องมาเล่นบทบาท ดีร้ายสลับขั้ว ชดใช้กันไปต่อให้ยังไม่ได้แต่งงานกัน ก็ตาม นั่นแปลว่า ก่อนที่เขาจะร้ายกับคุณ ชาติปางก่อน คุณก็คงร้ายกับเขาไม่ต่างกัน บางทีก็ สลับเพศชาย หญิงกันเสียด้วยซ้ำ� เคสนี้...ฉันขอตั้งชื่อเก๋ๆ ว่า...”วิบากรักข้ามภพ”ก็ แล้วกัน

เช่นเดียวกับ”ไฟรัก” ที่ปะทุขึ้นในจิตใจคุณ (อย่าเพิ่งอ้วก นะคะ ถ้าฉันจะดราม่าสักหน่อย) ความรักนั้นทำ�ให้คุณร้อนรน กระวนกระวาย ทุกข์ทรมาน ใจเจียนตาย และคุณก็แสวงหา หนทางที่จะดับหรือควบคุมความรุ่มร้อนนั้น... ...ฉันคิดว่าจุดนี้คุณจำ�เป็นต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่ฉันไปหาคำ� ฉันกำ�ลังจะบอกคุณว่า ลำ�พังความเข้าใจในเรื่อง ตอบมาแล้วล่ะค่ะ :) กรรมสัมพันธ์ แม้ไม่อาจปลดระวางทุกข์ ได้ฉับพลัน แต่ฉันเชื่อว่า...ถ้าคุณเชื่อเรื่องนี้ การที่เราได้มาพบกับใครสักคน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในชาติ ใจคุณยอมรับได้โดยดุษฎี สายตาที่มองเขา หนึ่ง จะเปลี่ยนไป สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ !! คุณอาจจะให้คำ�นิยามปรากฎการณ์นี้ว่าเป็น”พรหมลิขิต” มันไม่ดีหรอกหรือ...ถ้าหากมันหยุดพยาบาทในใจ หรือ”บุพเพสันนิวาส”ก็ตาม ล้มความคิดที่อยากจะทำ�ร้ายกลับ แต่ฉันขอใช้คำ�กลางๆ ว่า”กรรมสัมพันธ์” น่าจะเหมาะกว่า ...หนำ�ซ้ำ�จะดีสุดยอดถ้าคุณอาจสามารถแผ่เมตตา ให้เขาเป็นสุขๆ ได้ด้วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่จะมาเป็นคู่กันได้นั้น จะต้อง ประกอบด้วยเหตุสองประการ แต่เรื่องนี้มันคนละเรื่องกับการ”ยอม”นะคะ กรุณา นั่นคือ...เคยอยู่ร่วมกันมาในชาติปางก่อน และข้อที่สำ�คัญ อย่าเข้าใจผิด คิดว่าให้เขาทำ�ร้ายใจ ที่สุดคือ ซ้ำ�ๆ ซากๆ แล้วจะเป็นการชดใช้กรรม อันนั้นต้อง มีโอกาสเกื้อกูลกัน ขอเรียกว่า”ไม่ฉลาด”น่ะค่ะ ในชาตินี้ หลายคนชอบถามฉันเกี่ยวกับเรื่องเนื้อคู่...ซึ่งฉันไม่ หากแต่บุพเพจะอาละวาดไปในทางสว่าง หรือมืด...ร้าย เคยเหนื่อยที่จะตอบผู้ถามเลย หรือดี ฉันกลับเหนื่อยใน”คำ�ตอบ”นั้นมากกว่า อย่าเพิ่งงง ก็อยู่ที่กรรมที่เคยทำ�ร่วมกันมา สิ... คนบางคนร้ายเหลือเกิน แม้ว่าคุณจะเป็นนายหรือนางสาวแสนดีสำ�หรับเขา...เขาก็ ไม่เห็นค่า หนำ�ซ้ำ�ยังทำ�ร้ายกายและใจได้อย่างเลือดเย็น ...แต่คุณก็รัก เขาหนักหนาเนอะ !


เพราะ...การบ้านที่ฉันไปหาความรู้มา คำ�ว่าเนื้อคู่ที่เป็นคู่”แท้”และ”เที่ยง” ไม่มีอยู่จริง !! ถ้ามีคงจะหาได้ยากยิ่ง เว้นแต่คู่ของพระพุทธเจ้าที่อธิษฐานจิตเป็นคู่บารมี เกื้อกูลกันจนกว่า จะเข้าพระนิพพาน ซึ่งคงเป็นคู่ชายหญิงเพียงคู่เดียว

ความรู้เรื่องเหล่านี้ อาจทำ�ให้ปลดปลงกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไปได้ระดับหนึ่ง ที่เคยเห็นว่า จะเป็นจะตายเพราะคนๆ เดียวที่เป็นโลกทั้งใบสีชมพู ก็อาจรู้สึกโปร่งเบา สบาย

นอกนั้นหรือ...ในวังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ใน ทุกภพภูมิ เราผ่านการมีคู่สลับ สับเปลี่ยนหน้าค่าตากันนับไม่ถ้วน มั่วซั่วกันไปหมด บ้างก็สลับบทบาทเป็นพ่อลูก แม่ลูก พี่น้อง อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ...

คุณจะเห็นว่าทุกข์เริ่มจางลงทีละน้อย อาจมีหนัก บ้าง เบาบ้างสลับกันไป ที่สำ�คัญ พิษรักมันจู่โจมเราได้ทุกประตูโดยเฉพาะ ทางความคิด บางทีจิตเรานั่นแหละ ที่หยิบมันมาปรุงแต่ง เข้าทำ�นอง รักเอง..ช้ำ�เอง น่า สมเพชดีแท้ !

แถมในภพชาติหนึ่ง เราก็อาจพบเจอคู่ได้มากกว่า หนึ่ง อย่าไปคิดว่ารักที่ผิดหวังจะเป็น ที่สุดแล้ว ไม่มีใครอีกแล้ว (...รถเมล์ที่รอ ป้ายนี้ไม่จอดให้เราก็อย่าไปเสียดม เสียดายมันนัก บางที...ชะตาอาจลิขิตไว้ ให้มีเฟอรารี่คันงามมาจอดรอในวันที่ฟ้าเป็นใจ...ใคร จะไปรู้ ?)

อย่าโดนความคิดตัวเองทำ�ร้าย ฝึกสติตามรู้ทัน จิต ก็เลิกปรุงมันไปเอง... พูดเหมือนง่าย...ฉันรู้ว่ามันยาก แต่อย่าลืม จิต มนุษย์เป็นสิ่งที่ฝึกได้ คนเราล่วงทุกข์ได้ ด้วยความเพียร ความทุกข์ในรัก...จำ�ไว้ไม่ได้มีคุณ คนเดียวในโลก !!

ถึงอย่างไรก็ตาม คนทุกคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไป ไม่จากเป็นก็จากตาย สุดท้ายก็ต้องพลัดพรากกันอยู่ดี ตายจากก็ลืมกันแล้ว มันน่าเศร้าสมควรที่ฉันจะทอด ถอนใจหรือไม่ ?

....................

ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้ง แยกรูป แยกนาม พอเลาะหนัง หน้า กระดูก ชำ�แหละ”เขา”คนนั้น ออกมาเป็นกองๆ ตับ ไต ไส้ พุง...คุณคิดว่าความ เป็นเขาอยู่ตรงไหน ที่เคยหล่อ เคยสวย มาสภาพนี้คุณรักเขาแน่หรือ ?

Story by neng

คุณมีเพื่อนเดินร่วมเส้นทางมากมาย ออกจะ อบอุ่น...

คำ�ตอบที่ฉันให้ไปกับเคสรักเป็นพิษ ก็เป็นเรื่องราว ประมาณนี้ ดูเหมือนลูกค้าของฉัน จะมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นจากตอนแรกที่เจอราวกับคนละ คน “แล้วมีวิธีไหน ที่จะสร้างเหตุให้ได้เจอกับคนที่ดีล่ะคะ แม่หมอ ?”


จิตอาสา ถนนปันกัน 24-26 ก.พ. 2555 ปันกัน สังคมแห่งการแบ่งปัน ในมูลนิธิยุวพัฒน์ มีโอกาสได้มอบ สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมอีกครั้งหนึ่ง โดยการจัดงาน “ถนนปันกัน” มีบูธมากมายมาร่วมกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันด้วยจิตอาสา ทุกคนที่มาซื้อสินค้ากับงานนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจะเงินทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา งานตลอด 3 วัน มีความสุขใจ และเรื่องราวสนุกสนานมากมาย ทั้งกิจกรรมการ ทำ�งานศิลป์ โดย อ.ชลิต นาคพะวัน บรรเลงเพลงเคล้าบรรยากาศสบายๆ เป่าขลุ่ยด้วย อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และวิธีการทำ�ไอศครีมโดย คุณพล ตัณฑสเถียร พร้อมกับการแสดงบนเวทีอีกมากมาย UNDO Magazine ของพวกเราก็ไม่พลาดที่จะร่วมงานนี้เหมือนกัน โดยพวกเราออก บูธ นำ� Postcard เสื้อยืดจากแฟนๆ UNDO Magazine ไปขายด้วย

คุณพล ตัณฑเสถียร ร่วมให้ความรู้กับงานสอนทำ�ไอศครีม


อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี บรรเพลงขลุ่ย UNDO Magazine ของเรากับบูธของน่ารักๆจากนักศึกษา


อาจารย์ ชลิต นาคพะวัน สอนเพ้นท์ งานศิลปะ กับเจ้าของผลงานตัวน้อย

งานศิลปะ


โตขึ้นหนูอยากเป็น ........

ของเล่นจากไม้จาก 141

ใครพบเห็นรถปันกัน มาร่วมบริจาค ของหรือซื้อสินค้าจากปันกันได้นะครับ ^^


download UNDO Magazine 01

laugh in penguin villa

05

duo creative : bad awards 2011

08

blackcomedy paper

12

nut crescendo

02

TYM Magic Family

06

uke lovers : lula

king of ukulele

06

13

f0nt.com

braille art

uke lovers

06

uke lovers : appleshow

09

la ong fong

04

03

10

ceemeagain

07

girl power

11

flooding tears, flooding hearts



UNDO Magazine Issue 14 - SRINLIM