Issuu on Google+

issue 12 nut crescendo special issue

"I want to be... nobody"


crescendo singles อ่อนหวาน

กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม


editor's talk UNDO Magazine ฉบับครบปี 2554 นี้ วันหนึ่งมาคิดถึงสมัยเรียนที่ มศว ประสานมิตร มีรุ่นพี่มากมายที่เก่งทางด้านดนตรี เคยร่วมวงเล่น ขำ�ๆ ร่วมวงเฮฮาด้วยกัน คิดถึงพี่คนหนึ่งที่ตอน นั้นเราก็ว่า พี่เค้าเก่งนะ น่าจะมีวงดนตรีและสร้าง ชือ่ เสียงได้ในอนาคต จนวันหนึ่ง พี่คนนี้เป็นนักร้อง ของวง Crescendo พี่นัท ชาติชาย มานิตยกุล เรา เจอพี่นัทตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็รู้ว่า พี่ นัท ทำ�หลายสิ่งอย่างในชีวิต แต่สิ่งที่พี่นัทเหมาะที่สุด ในสายตาเรา คือ นักดนตรี และพี่นัทก็ไปถึงจุดนั้น จนได้ อุปสรรคมากมายกว่าจะที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ เรา เลยไม่พลาดที่จะสัมภาษณ์ พี่นัท ชาติชาย มานิตยกุล เล่มนี้เราจะได้รู้ถึงอุปสรรคมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้� � ส่วนอีกสัมภาษณ์ มาจาก atom น้องนัก เขียนหน้าใหม่จากเชียงใหม่ ที่เคยฝากฝีมืองานภาพ ประกอบและเรื่องสั้น คราวนี้ atom ไปสัมภาษณ์ อาจารย์ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินเจ้าของรางวัล

free on your style

Fine Art Award : Artist of the year 2007 และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่ง ศตวรรษที่ 31 (สถานี) (31st Century Museum� Contemporary of Spirit(Station) ) นำ�เสนอ ทางเลือกในการสร้างพื้นที่ทางศิลปะวัฒนธรรมในการ ถ่ายทอดชีวิตภายใต้แนวคิด “Spirit is Art”

หลังจากคนไทยเจอเรื่องราว น้ำ�ท่วม ประเทศไทยครั้งใหญ่ ทำ�ให้เราได้เห็นพฤติกรรมของ คนมากมาย ทั้งในแง่ดี และแง่ลบ อยากให้เพื่อนๆ ช่วยเหลือกันด้วยใจบริสุทธิ์และมีความสุขที่ได้ช่วย� เหลือเพื่อนๆ Sakchai Piyaboon Editor-In-Chief FB: chai.sakchai

เปิดพื้นที่สำ�หรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ต้องการนำ� เสนอเรื่องราวของตัวเอง ผ่านงานเขียนบทความ เรื่องสั้น ภาพถ่าย งานศิลปะ งาน Illustrator , Animation , Motion Graphic และหนังสั้น ฯลฯ ผลงานของน้อง ๆ จะได้เผยแพร่ และลงบน � � undomagazine@gmail.com

undo magazine


contents 03 05 06 08 14 16 28 35

EDITOR TALK CONTRIBUTORS MUZIK : ZEE AVI STUDENT LIFE MELBOURNE LIVING INTERVIEW : NUT CRESCENDO INTERVIEW : KARMIN LERTCHAIPRASET

เรื่องสั้น : กราฟฟิตี้ ศิลปะ หรือ ขยะ

� �

INTERVIEW

NUT CRESCENDO 36 COOKING BY KIK : บะหมี่เย็นทรงเครื่อง 39 เรื่องสั้น : ผู้ส่งกับผู้รับ 40 GAME : SKULLZ 44 เรื่องสั้น : ไปผิดสี สีไม่ผิด 46 92

FREE ON YOUR STYLE

เรื่องสั้น : จากรองเท้า

INTERVIEW

Kamin Lertchaiprasert

WHERE TO FIND US

FREE ON YOUR STYLE

web www.undomag.com facebook www.facebook.com/undomagazine twitter undomagazine issuu issuu.com/undomagazine advertising enquiries can be directed to UNDOMAGAZINE@GMAIL.com

Consults

Sombat Piyaboon Surapong Thammabuht

Editor in Chief Sakchai Piyaboon

Deputy Editor Apinantn S.Pruek

Interviewer

Kanyaphat Kanthakhat All rights reserved. No part of this publication may be reproduced in whole or in part without permission from publisher. The views expressed in Undo Magazine are those of the respective contributors and are not necessarily shared by the publisher.

cover : nut crescendo photo : sanamluang music


contributors

Kik สาวโฆษณา ด้วยไลฟ์สไตล์ชอบ Hang Out กับกลุ่มเพื่อน ใจรักการทำ�อาหาร หลาก หลายเมนูที่เคยผ่านสายตา จึงไม่พลาดที่จะชวน มาถ่ายทอดสูตรอาหารดีๆ

เจ้าหญิงแห่งความฝัน

หญิงสาวผู้หลงไหลในเสียงดนตรี ราวกับว่ามัน คือภาษาสากลของโลก กับรอยขีดเขียนที่เปรียบ เหมือนการเดินทางและความฝันอันไร้จุดสิ้นสุด

DayWalker ชายหนุ่มผู้ให้ความสำ�คัญกับชีวิต เปิด กว้างกับศิลปะทุกรูปแบบ รักเด็กและสุนัข

needalittletimeto-wakeup นักเขียนหน้าใหม่นำ�เสนอมุมมองดนตรีมากมาย Rawin Cheasagul

ภู หนุ่มน้อยที่ไปศึกษาปริญญาโทต่อที่อเมริกา จะมาเล่าเรื่องราวตั้งแต่การใช้ชีวิตของนักศึกษา และการท่องเที่ยวในแง่มุมต่างๆ ปัจจุบันอยู่ที่ Columbia, Missouri

Suwanit Downing สาวสวยผู้ยอมเสียสละเวลาอันมีค่า ให้เกียรติมาเขียน เรื่องราวการท่องเที่ยวและใช้ชีวิตที่ Australia ปัจจุบัน เธออยู่ท่ี Melbourne รับงานอิสระกับ บริษัทโฆษณาชื่อดัง ใน Melbourne และ Sydney

Atom บัณฑิตหนุ่มจากรัฐศาสตร์ มช. ผู้หลงไหลในการ เขียนและการวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ 


Story by needalittletimeto-wakeup

การเดิ น ทางสู่ ค วามฝั น ของสาวเสียงสวย

Zee Avi บ้านเมืองกลียุคจากมวลน้ำ�บ้าคลั่ง เข้ารุกราน สร้างความเพลียละเหี่ยใจให้ชาวบ้านอย่างร้ายกาจ ไม่ต่าง จากการจัดการปัญหาแบบที่เห็น และเป็นอยู่ของหน่วยงาน ผู้มีอำ�นาจรัฐ ยิ่งสร้างความเศร้าเคล้าคราบน้ำ�ตา รอคอย เพียงการเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งที่ดีกว่า แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าเนิ่นนาน เพียงใด แต่ก็นั่นแหล่ะ ทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นล้วนเป็น สิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ความสามัคคีช่วยเหลือ แบ่งปันกันและกัน อย่างไม่เห็นแก่ตัว ตรงกับความหมายที่ว่า “ไม่มีของ ฉัน ไม่มีของเธอ” ถือเป็นสิ่งสำ�คัญในการก้าวผ่าน วิกฤติทั้งมวลให้รอดพ้นไปได้ การจัดสรรปันส่วนคน มีมากแบ่งปันคนมีน้อย เว้นวรรคการสะสมพร่ำ�เพรื่อ เหลือไว้เพียงแต่น้ำ�ใจมีให้แก่กัน สร้างความอบอุ่นใน หัวใจสู้ภัยหนาวสะท้าน จากความสูญเสียทุกสรรพสิ่ง

สำ�หรับการช่วยเหลือจากเหล่าผู้มีอำ�นาจที่กระปิด กระปอยส่งผ่านมานั้น ถือเป็นผลพวงแห่งโชคชะตาว่ากัน ไป คิดในแง่บวกอย่างน้อยนี่คือช่วงเวลาหนึ่งที่เรามีโอกาส แสร้งลืมการแก้ปัญหาชาติของผู้นำ�นารี มาทำ�ความรู้จัก กับอีกหนึ่งนารีผู้สร้างสีสันสวยงามตามเสียงดนตรีที่มีชื่อ ว่า Zee Avi (ซี อาวี) สาวเสียงสวยจากประเทศมาเลเซีย ศิลปินสาวเบอร์แรกแห่ง Brushfire Records ของศิลปิน สุดเท่อย่าง Jack Johnson ลืมความเศร้าหมองกองไว้กับ สายน้ำ� ผ่อนคลายไปกับเสียงดนตรีสร้างสรรค์สวยงาม จั่ว หัวมาแค่นี้คงสร้างความน่าสนใจกระทั่งเชื่อว่าหลายคนคง ลืม “นารีขี่ม้าขาว” ไปแล้ว อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง... สั้น ๆ


Zee Avi เริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นศิลปินของ ตัวเองด้วยการบันทึกวีดีโอบทเพลงของเธอเองไปโพสไว้ บนเว็บไซต์ ยูทูป ก่อนที่จะได้รับความสนใจอย่างมากจาก ผู้คนทั่วโลก กระทั่ง “No Christmas for Me” บทเพลง สุดท้ายที่เธอตั้งใจปล่อยสู่ยูทูปก่อนวันเกิดครบรอบ 22 ปี ก็ได้กลายเป็นใบเบิกทางสู่ความเป็นศิลปินของเธอเอง เมื่อวีดีโอดังกล่าวได้ไปเข้าตาค่ายเพลงต่าง ๆ ทั่วโลกที่ให้ ความสนใจดึงเธอเข้าเป็นศิลปินในสังกัด รวมถึง Ian Montone ซึ่งเสนอสัญญาที่จะทำ�เพลงให้เธอภายใต้ สังกัด Monotone ซึ่งมีศิลปินดังในสังกัดอย่าง The White Stripes, Vampire Weekend, the Raconteurs, Cold War Kids เป็นอาทิ กระทั่งทั้งสองฝ่ายจึง ได้ร่วมกันในที่สุด จากมาเลเซียดินแดนแห่งโลกตะวันออก เธอ จึงได้บินลัดฟ้าสู่มหานคร L.A. เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม แรกกับ Robert Carranza ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ที่สตู ดิโอพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำ�ของค่าย Brushfire Records กลั่นกรองความเป็นตัวตนผ่านทีมงานมือ ระดับโลกออกมาเป็นอัลบั้มเปิดตัว Zee Avi ป็อปใสๆ ฟังง่ายสบายหูสู้เรื่องเลวร้ายในชีวิตเมื่อปี 2009 สร้าง ชื่อเป็นที่รู้จักในบ้านเราจากบทเพลงอย่าง Honey Bee, Is the End, Is That All There Is เป็นต้น ทั้งยัง เคยมีโอกาสได้มาแสดงดนตรีในบ้านเราอีกด้วยเมื่อ 25 ก.ย. 2009 ที่ผ่านมาทาง Channel V Thailand อย่ า งไรก็ ต ามเพี ย งแค่ ส องสั ป ดาห์ แ รกของ การออกวางจำ�หน่ายอัลบั้ม (9 มิ.ย.09) ก็สามารถทำ� ยอดขายได้ถึง 6,000 ชุด และสามารถขึ้นไปยืนอยู่ใน อันดับที่ 130 ของบิลบอร์ดชาร์ต 200 ได้ในระยะเวลา ไม่นาน ระหว่ า งความเมามั น ของดนตรี เ รโทรร็ อ ค ผสมการาจซาวด์ และดนตรีฮิปฮอป อาร์แอนด์บีที่ยึด หัวหาดความนิยมจากกระแสเมนสตรีมทั่วโลกในเวลานั้น หลายคน เริ่มหันมาให้ความสนใจกับบทเพลงป็อปใสๆ ของศิลปินโนเนมจากมาเลเซียผู้นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด กับผลงานลำ�ดับที่สอง Ghost Bird ก็ถูกปล่อยออกมา ให้กันแฟน ๆ ที่รอคอยผลงานอัลบั้มใหม่ของเธออยู่กว่า 2 ปี ได้หายคิดถึง โดยมีซิงเกิล The Book of Morris Johnson เป็นเพลงเปิดตัว

The Book of Morris Johnson อินโทร ขึ้นมาด้วยเสียงอูคูเลเล่น่ารัก ๆ สร้างความน่าสนใจให้ กับสาวก “อุ๊ค” ทั่วโลก พร้อมเสียงร้องที่คงเอกลักษณ์ สวยงามไว้ได้เป็นอย่างดี กับดนตรีป๊อปเรียบง่ายแต่ สวยงาม เมโลดี้พลิ้วไหวติดหูได้ไม่ยาก ฟังแล้วโลกทั้งใบ ดูสดใสขึ้นมาในทันที ลืมเรื่องเลวร้ายต่างๆ หายไปใน สายน้ำ� นอกจากนี้ภายในอัลบั้ม Ghost Bird ยัง คงมีเพลงน่าสนใจอีกหลายบทเพลงไม่ว่าจะเป็น Swell Window เพลงลำ�ดับที่หนึ่งในอัลบั้ม เสียงอุ๊คยังคงมนต์ เสน่ห์ผสานกับเสียงร้องสวยงามอย่างลงตัวเช่นเคย 31 Days เพลงนี้ขึ้นอินโทรมาพร้อมกับอารมณ์เพลงใน แบบของ Jack Johnson ลอยมาติดในภวังค์ เป็นความ รู้สึกที่พิเศษเหมาะเปิดฟังในคืนเหน็บหนาวอันแสนอ้างว้าง Concrete Wall เพลงเหงา ๆ เย็น ๆ เสียง ร้องกินลึกถึงจิตใจ เหงาแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขไปในที ฟังเพลงนี้จบแล้ว จินตนาการของคุณจะล่องลอยออกไป แสนไกล จนกว่าจะกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง เมื่อ ตัวโน๊ตสุดท้ายของบทเพลงได้บรรเลงผ่านไป... Roll your Head in the Sun ขยับจังหวะขึ้นมาเล็ก น้อยได้อารมณ์แบบเซิร์ฟ มิวสิค เพิ่มสีสันด้วยเครื่องเป่า ช่วงกลางเพลง พลิ้วไหวอย่างกับนอนอยู่บนหาดทราย ยามเย็น-ยามดวงอาทิตย์กำ�ลังกระทบขอบทะเลสุดสายตา ก่อนจะจากลากันด้วยแทร็คสุดท้าย Stay in the Clouds อารมณ์เพลงยังคงเหงา ๆ พร้อมเสียงอุ๊คคลอ ไปตลอดเพลง อันถือเป็นการจากลากันแบบเรียบง่าย แผ่วเบา แต่ประทับอยู่ในใจไปตลอด กระทั่งต้องย้อนกลับ ไปฟังใหม่ทั้งอัลบั้มอีกหลายครั้ง และหลายๆ ครั้ง ยามที่บ้านเราถูกวารีห้อมล้อมเสียหาย ความ สามารถการบริหารของนารีต่อสู้กับน้ำ�ท่วม ก็ไม่ช่วยให้ เราสามารถหลุดพ้นความทุกข์ไปได้โดยเร็ว บางทีดนตรี อาจเป็นเพียงสิ่งเดียว ในตอนนี้ที่สามารถเยียวยารักษา แผลใจ ให้สามารถผ่านพ้นม่านหมอกสีเทา สู่ เ ช้ า วั น ใหม่ ที่สดใส จนกว่าวันสุดท้ายแห่งสายน้ำ�จะเลือนหายไป


CHAP

student life


PTER Story & Photography by l2aven

สวัสดีชาว Undo Magazine และน้องวาฬ สีหม่นที่กำ�ลังหาทางกลับทะเลอยู่ในกรุงเทพครับ ^^” ก่อนอื่นต้องขออภัย ที่ฉบับที่แล้วติดภารกิจ เลยต้องขอ ยกยอดไป… สองสามเดือนที่ผ่านมา ชาวไทยได้รับผลกระ ทบจากสึนามิน้ำ�จืดมากจริง ๆ ค่าความเสียหายที่เกิดกับ ชีวิต และทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้เลยครับ ผมอยู่ที่ นี่ แต่ก็ติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลา… หลังน้ำ�ท่วมใหญ่ครั้ง นี้ คงทำ�ให้เราได้กลับมาคิดนะครับ อย่าไปโทษธรรมชาติ เลย ทุกอย่างมันเกิดเพราะ “คน” ทั้งนั้น พยายามจะ เปลี่ยนธรรมชาติมากเกินไป และสุดท้ายความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้เนี่ยแหละ เลยย้อนกลับมาทำ�ร้ายตัวเอง… กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ หลังจากไปเที่ยว ซะอิ่ม… เริ่มต้นชีวิตนักเรียนกันซักทีครับ หลังจาก กลับมาจากเที่ยวก็เก็บของ ย้ายเมือง วันแรกที่เหยียบ มหาวิทยาลัย…หิมะตกเลยครับ T^T ต้องไปนอนค้าง บ้านพี่คนไทยใจดี เพราะว่าหอพักยังย้ายเข้าไม่ได้ > <” ที่ อเมริกา กฎก็คือกฎครับ ไม่มีการยืดหยุ่นใด ๆ ทั้งสิ้น ใน สัญญาระบุว่าวันไหน คือวันนั้น ถึงแม้ห้องว่าง แต่ก็ยัง ย้ายเข้าไม่ได้ ก็ต้องรอไปตามระเบียบอีกสามสี่วัน ช่วง ก่อนหน้านั้นก็ต้องไปติดต่อทำ�เรื่องต่อไฟฟ้า ให้เรียบร้อย เพราะเราจะได้ที่อยู่เรามา ตั้งแต่วันที่เค้ายืนยันเรื่องหอพัก หลังจากนั้นก็ต้องเอาใบเสร็จต่อไฟฟ้า ไปยืนยันกับทาง มหาวิทยาลัย ไม่งั้นเราจะย้ายเข้าไม่ได้… หัองที่ผมจอง ได้ เป็นห้องแบบ Studio นะครับ คือ เป็นห้องเดียวเลย ครัว ห้องนอน ทุกอย่างอยู่ห้องเดียวกันหมด มีแยกออก ไปแค่ ห้องน้ำ� กับ ห้องเก็บของและเสื้อผ้า… ค่าเช่าก็อยู่ ที่ประมาณ 430 USD (ประมาณ 12,900 บาท ต่อ เดือน) ยังไม่รวมค่าไฟ หอพักที่ผมอยู่ดีอย่างครับ ไม่ต้อง จ่ายค่า cable ทีวี, ค่า internet, ค่าน้ำ�, แล้วก็ค่า gas (สำ�หรับ heater) แถมยังอยู่ติดกับ downtown หาของกินง่าย ห้องสมุดก็อยู่ไม่ไกล… ไม่จำ�เป็นต้องมีรถ ก็ได้ เพราะหลังจากโดนหลอกเรื่องรถมา ทำ�ให้ผมตั้งใจว่า ถ้ายังไม่ได้ทุนเรียนฟรี จะยังไม่ซื้อรถ TT^TT


พอถึงวันกำ�หนดย้ายเข้าห้อง… สภาพห้องดีกว่าที่ คิดครับ เสียแค่ว่า เป็นห้องเปล่าๆ จริงๆ มีตู้เย็นกับเตาไฟฟ้า ให้ แล้วก็ไม่มีอะไรเลย เป็นห้องสี่เหลี่ยม โล่งๆ > < เชื่อไหม ครับ ผมนอนพื้นอยู่เป็นเดือนสองเดือนเลย กว่าจะมีเตียงนอน เพราะความประหยัดของผมเอง พี่คนไทยที่นี่บอกว่า ถ้าไม่รีบ เดี๋ยวน่าจะหาเตียงได้ไม่ยาก ไม่ต้องไปซื้อหรอก มันแพง…ผมเลย รอครับ ยืมถุงนอนเค้ามาแทน… ย้้ายเข้าวันแรก ก็จัดแจงไปซื้อ ของใช้จำ�เป็น รวมไปถึง microwave แล้วก็ หม้อหุงข้าว ส่วน เฟอร์นิเจอร์ที่เหลือ รอของฟรีครับ… มีทั้งของจากพี่คนไทยที่เพิ่ง เรียนจบ และของที่ไปเก็บเอาตามกองขยะ > < เขียนไม่ผิดหรอก ครับ เก็บจากกองขยะจริงๆ ^^ ได้ทั้งชั้นวางหนังสือ ลิ้นชักใส่ ของ แม้แต่ทีวี ! สุดท้ายผ่านไปสองเดือน ก็ได้เตียงซักที เป็นเตียงของพี่คนไทยที่ กลับไปแล้ว มาเข้าเรื่องเรียนดีกว่า วันแรกที่เปิดเทอม เกร็งเลย ครับ คิดเยอะไปหมด จะเรียนรู้เรื่องรึเปล่า จะคุยกับเพื่อนยังไง แต่พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆ วันแรก ไม่รู้ว่าแต่งตัวยังไงดี เลยใส่ ไปซะเรียบร้อยเลย เสื้อเชิ๊ต รองเท้าหนัง กางเกงผ้า… เข้าไปถึง ห้องเรียน อึ้งครับ… เหมือนในหนังเลย เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ดี นะที่เป็นหน้าหนาว คนเลยแต่งกันค่อนข้างมิดชิด ไม่งั้นได้เป็นตัว ประหลาดแน่ๆ T^T


ผ่านไปชั่วโมงแรก… อืมมมม ง่ายกว่าที่คิดแฮะ� วิชาที่เรียนเป็นวิชาสถิติครับ� เคยเรียนมาแล้วตอนปริญญาตรี� แต่เป็นวิชาบังคับเลยต้องเรียนซ้ำ�� เด็กอเมริกัน เรื่องคำ�นวณ อ่อนกว่าคนไทยแน่นอนครับ เค้าค่อยๆ สอนเหมือน ม ปลายเลย� แถมยังใช้เคร่ืองคิดเลขตลอด ตอนเราเรียนที่เมืองไทยนี่ คิด ในกระดาษล้วนๆ แถมเค้าไม่ค่อยคิดเลขในใจเลยครับ สงสัย จะใช้เคร่ืองคิดเลขอย่างเดียวจนชิน บวกเลขง่ายๆ ยังต้อง กดเครื่องคิดเลข > <”


พออีกวิชา คราวนี้หละครับ เดินเข้าห้อง ไม่ชินมากๆ กับการที่นักเรียนที่นี่เอาเท้าไปวางไว้บนเก้าอี้ หรือโต๊ะข้างหน้า ใน ระหว่างที่อาจารย์สอน ชั่วโมงแรก อาจารย์ (คนจีน) บอกว่าเค้า ไม่อยากให้ใช้ laptop ในห้องเรียน เพราะเค้าไม่อยากให้เล่น internet แต่ไม่มีใครฟังเลยครับ (รวมทั้งตัวผมเอง) ชั่วโมงที่สอง ทุกคนยังใช้ laptop เหมือนเดิม (ฮาาาาา) อาจารย์ยังทำ�หน้า ประหลาดๆ ตอนเดินเข้ามา

พูดถึงเรื่อง internet ที่มหาวิทยาลัย มี Wireless Internet ให้ใช้ทุกที่เลยครับ เป็นทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสีย เพราะเด็ก นักเรียนมากกว่า 50% เท่าที่ผมสังเกต เล่น facebook ตลอด ทั้งชั่วโมงเรียน แถมอีกกว่า 60% ส่ง text message ใน ห้องเรียนคุยกับเพื่อนตลอดเวลา… เป็นที่น่าสังเกตครับ ว่าเด็ก อเมริกันส่วนใหญ่ นิยมส่งข้อความมากกว่าโทรศัพท์ ที่อเมริกา นี่ เวลารับส่งข้อความ เสียเงินทั้งคนส่งและคนรับเลยครับ� > <” โทรศัพท์ก็เหมือนกัน ถ้าโทรข้ามเครือข่าย TT^TT ค่า โทรศัพท์ที่นีผมว่าแพงกว่าเมืองไทยเยอะครับ แต่มันคงเป็นเพราะ ว่าเค้ารวมค่าเครื่องเข้าไปในค่าบริการรายเดือนด้วย อย่่างเช่น iPhone นี่ ราคาถูกสุดอยู่ที่ 199 USD (ประมาณ 6,000 บาท) ถูกกว่าเมืองไทยสี่ถึงห้าเท่าเลยทีเดียว ค่าบริการรายเดือน จะอยู่ที่ประมาณ 50-70 USD ขึ้นอยู่กับว่า plan ที่เราเลือก เป็นแบบไหน และแชร์กันกี่คน…(เค้าจะจำ�กัดเวลาโทรเป็นนาที ซึ่ง ทุกคนที่อยู่ใน plan เดียวกัน ก็จะ���้องใช้ปริมาณนาทีที่มีอยู่ ร่วมกัน) รวมไปถึง data plan ซึ่งเป็นค่าใช่จ่ายสำ�หรับการใช้� internet ผ่าน 3G แต่ราคานี้จะเป็นของระบบ AT&T ซึ่งเป็น ผู้ให้บริการรายหนึ่งเท่านั้น เหมือนเมืองไทยก็มี Dtac AIS หรือ True Move


กลับมาเข้าเรื่องเรียนต่อ ที่อเมริกา จะตรงเวลามาก ครับ คือเริ่มเรียนตรงเวลาเป๊ะ และพอหมดเวลา ทุกคนก็เก็บ ของออกไปเรียนวิชาต่อไปทันที ไม่ว่าอาจารย์จะพูดจบหรือไม่ จบ บางวิชานักเรียนเริ่มเก็บของกันตั้งแต่ห้านาทีก่อนหมดเวลา ซะด้วยซ้ำ� - -“ ถ้าเป็นเมืองไทย คนโดนอาจารย์มองตาเขียว ไปหักคะแนนกันเลยทีเดียว :P ช่ ว งเทอมแรกเป็ น ช่ ว งที่ ผ มเครี ย ดมากครั บ มหาวิทยาลัยรับเข้ามาแบบ On probation เพราะคะแนน ภาษาอังกฤษที่ผมยื่นมันไม่ผ่านเกณฑ์ (เรียนภาษาจบ ไม่ได้ สอบใหม่ ยังใช้คะแนนที่สอบตั้งแต่อยู่เมืองไทยยื่น) ต้องเรียนให้ ได้เกิน 3.00 และห้ามติด C T^T ไม่เคยเครียดขนาดนี้มา ก่อน ถึงแม้ว่าวิชาที่เรียนมันจะไม่ยาก แต่ก็ยังเครียดอยู่ดีครับ แถมช่วงแรกๆ ป่วยด้วย เพราะว่าหนาวมาก แล้วยังปรับตัวไม่ ค่อยได้ เพราะมันหนาวกว่า Atlanta ที่เคยอยู่เยอะมากครับ อากาศติดลบตลอด เกือบทุกวัน… อยู่กับหิมะยาว สองสาม เดือนเลย > <” เป็นไข้ช่วงนี้หายช้ามากครับ เพราะเวลาเดิน นอกอาคารติดลบ แต่พอเข้ามาข้างในอาคารเค้าเปิด heater มันจะร้อนและแห้งมาก ผิวแตกหมดเลยครับ > <” ตอนอยู่ ไทยก็ใฝ่ฝัน ว่าอยากจะอยู่ประเทศที่หิมะตก แต่พอมาเจอจริงๆ เมืองไทยบ้านเราเนี่ยแหละครับ ดีที่สุดแล้ว

ถึงแม้ว่ามันจะร้อนไปบ้าง ฝนตกเยอะไปบ้าง แต่ก็ยังดีนะ ครับ ที่ไม่มีหิมะ มันสวยก็จริง แต่แค่ครึ่งวันหลังหิมะตก ใหม่ๆ หลังจากนั้นทั้งเลอะเทอะ สกปรก ขับรถก็ยาก เดิน ก็ยาก > <” แถม…ยังเหงามากกว่าเดิมหลายเท่าด้วย (อัน นี้แหละทรมานที่สุด TT^TT) ถึงขั้นอยากกลับบ้านเลยที เดียว ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว > < ยังโชคดีนะครับ ที่ผมเป็น คนชอบทานพวกอาหารอเมริ กั น …ถึ ง จะไม่ ไ ด้ โ ปรดปราน แต่ก็ทานได้ ต้องคิดว่า เราทานเพื่อให้อิ่มท้อง เอาพลังงาน ไปใช้ดำ�เนินชีวิตต่อไป อย่าไปคิดถึงรสชาติครับ ไม่มี อาหารประเทศไหน สู้อาหารไทยได้แล้วจริงๆ พูดถึงเรื่อง อาหารไทย แล้วนึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองเทอม แรก… > <” มานึกถึงตอนนี้แล้วตลกดี ยังไงลองติดตาม กันดูใน Undomagazine เล่มหน้านะครับ ขอบคุณครับ :D


e n r u o melb living Australian Open 2012

As the weather is warming up, many of Melbournians think of outdoor sports, tennis is one of them. Many are looking forward to the twoweek-event of January, when a will turn to Melbourne Australian Open - one of the most renowned tennis tournaments in the world.

Story & Photography by

suwanit downing


In the earlier days though, the tournament did not attract foreign players as much as today of because of the distant of Australia, the timing the event - right after Christmas and New Year, and the low prize money.

Today the Australian Open sets to offer the Slam

highest prize money in the history of Grand tennis, with the men’s and women’s champions taking home a record $2.3 million each. The Open becomes one of the greatest events on the Australian sporting calendar. There are many more seasons that players love Australian Open they love the vibe around this tournament, happy, wild and crazy Australian and all around Tennis might not the first reference when the world fans are here to have a wonderful time usually sport, ite favour people think of their of Australian summer. Many of players called this football or golf. But for Melbournians every of event r tournament the ‘Happy Slam’. popula our to d forwar look January we men’s the year Australian Open, especially this The Australian Open is the least televised Grand singles championship will be contested for the Slam event because of the time-zone differences. 2012. Open lian 100th time at Austra but don’t let that stop you from being part of tradition ‘World Comes to Play’. If you can’t The Australian Open dates back to the startan’s make it down to Melbourne Park with me, you of the year 1905, was played at Warehousem log onto australianopen.com for live scores e, can Cricket Ground also known as the Albert Reserv and some actions from your favourite players, u before moved Kooyang Lawn Tennis Club or to learn the basics of tennis visit tennis.com.a first was ment tourna The later. years 70 t almos contested on grass. It was only in 1988 that the Have fun, get inspired and get healthy with at championship came to be held on hard courts tennis in the year 2012. melbourne Park. Two main courts are used in the tournament in Melbourne Park, Rod Laver Arena and Hisense Arena both have retractable roofs that can be shut in case of rain or extreme heat. Summer in Australian can be really hot and dry; on-court temperatures could reach at around 50 degrees centigrade. The Australian Open and Wimbledon are the only Grand Slam tournaments with indoor play.

In 2008, the new ‘True Blue’, Plexicushion

surface was introduced - offer the new look for everyone (it’s my favorites surface), and later the ‘Hawk-Eye’ video line calling, which so often leaves fans and players on the edge awaiting a line call. Australian Open always has a surprise for everyone. That’s why Australian Open is one of beloved sport events today.

Australian Open, Melbourne Park 16 - 29 January 2012.


เส้นทางการก้าวมาเป็นนักร้องของพี่นัท ผม นัท นักร้องของวง Crescendo ครับ เรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คณะศิลปกรรม เป็นคณะที่เด่นทางเรื่องดนตรีและศิลปะ ผมจบทางด้านศิลปะ แต่ผมก็ได้คลุกคลีกับเพื่อนฝูงที่อยู่เอก ดนตรีต่างๆนา ๆ รุ่นเดียวกับผมก็มี มือกลองวง Pause รู้จักกับวง Pause มาก่อน รู้จักพี่นอ (ผู้ก่อตั้งวง Pause และ มือเบส Crescendo) จากการแนะนำ�ของเพื่อน เคย ชวนพี่นอ มา Produce วง Four Monkeys (วงเก่า ของพี่นัท) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ร่วมงานกันซักที พี่นอไป ตั้งวง Crescendo ชื่อเสียงโด่งดัง ระหว่างนั้นผมก็ลองทำ� หลายๆอย่าง เช่น ไปเป็นนักดำ�น้ำ� เป็นผู้ช่วยสอนดำ�น้ำ� เรียนโทต่อ วางแผนจะกลับไปเป็นอาจารย์คณะศิลปกรรม ในมหาวิทยาลัยรามคำ�แหง พี่นอก็ชวนมาเป็นนักร้องแทน พี่ริค วชิรปิลันธ์ โชคเจริญรัตน์ จึงได้มาเป็นนักร้องของวง Crescendo � แนวเพลง Crescendo ในอดีตกับแนวเพลงในปัจจุบันที่มีพี่ นัทเข้ามาเป็นนักร้องของวง แตกต่างกันอย่างไร ถ้าฟังเพลงของ Crescendo สมัยที่มี บี พีระพัฒน์ เป็น นักร้อง แนวดนตรีจะเป็นแนว soul funk เพราะบีถนัด แนวนั้น ดนตรีก็สามารถ support ไป ส่วนช่วงที่เป็นพี่ริค วชิรปิลันธ์ โชคเจริญรัตน์ เป็นนักร้อง พี่ริคมีความสามารถ ทาง World Music Crescendo ก็จะกลายเป็น World Music ไปอีก พอมายุคผม ผมบอกพี่นอว่า วงอยากทำ� อะไรทำ�เลย ผมจะตาม แนวทางดนตรี Crescendo จึง กลายเป็น Funk Rock แตกต่างจาก Soul Funk เพราะ ดนตรีมันหนักขึ้น อย่างซิงเกิ้ล เห็นแก่ตัว หูเบา หรือล่าสุด อ่อนหวาน �

รับมือกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามายังไง จริงๆ แล้ว วงดนตรีวงหนึ่งจะอยู่ได้ยาวนานรึเปล่า วงจะแตกรึเปล่า ปัญหาเรื่องเดียวเลย คือ ทะเลาะ กันเองในวง ตอนที่ผมเข้าร่วมในวง Crescendo ปัญหายังมีอยู่เหมือนกัน พูดตรงๆเลยว่า เงินมี ปัญหาหมด เงินหมด ปัญหามี วันที่เรามีชื่อเสียง รายได้ก็เข้ามา อะไรก็ได้หมด ไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่พอชื่อเสียงเริ่มหาย ทุกอย่างก็เริ่มแย่ลง เงินเริ่ม ฝืด มีวงน้องใหม่ขึ้นมา Singular, 25 Hours ตลาดก็ถูกแบ่งไปทางนั้นหมด Crescendo ถูก ยอมรับในความสามารถว่า เก่ง แต่เริ่ม out จาก วัยรุ่น Crescendo ก็ก่อตั้งมาร่วม 8 ปีแล้ว ทำ� ยังไงให้เรายังอยู่ตรงนี้ได้ ให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มผู้ ฟัง อย่างวงรุ่นพี่ ทีโบน อันนี้เป็นเรื่องสำ�คัญ จุดเด่นของวง คือ การอัดเพลงด้วยการเล่นสด ใช่ครับ 80-90% จะเป็นการอัดทีละ line เบส อัด กีตารอัด กลองอัด ร้องทีหลัง ลักษณะการอัด แบบนี้จะใช้เวลาเป็นเดือน แต่วง Crescendo จะ ต้องอัดสด พร้อมกันหมดทุกชิ้น เหมือนเป็นจุด แข็งของวงด้วย การเล่นสดจำ�เป็นต้องซ้อมหนัก เพลงหนึ่งจะอัดไม่เกิน 5 เทค อย่างอัลบั้มหนึ่ง 10 เพลง ใช้เวลาภายใน 4 วัน ไม่เกินจากนั้น� �


ดูแลสุขภาพเสียงยังไง ปัญหาใหญ่ของการร้องเพลงเลย พรุ่งนี้มีงาน วันนี้นอน ไม่พอ มีตายได้ การรักษาที่ดี คือ นอนให้พออย่างเดียว เลย ขึ้นเวทีพร้อมลุย � � มีไอดอลไหม ธงชัย แมคอินไตย ตอนเด็ก ๆ แม่บอกว่า พี่เบิร์ดออกจอ ทีวีเมื่อไร ผมต้องลุกจากที่นอนมาดูเสมอ ฐานะที่พี่เป็นน้องใหม่ในวง Crescendo ปรับตัวยังไง โชคดีที่เราเข้ามาร่วมวง Crescendo ในช่วงที่เรามีอายุ และประสบการณ์ทางดนตรี รู้อยู่แล้วว่า เข้ามาแล้วต้อง เจออะไรบ้าง ผมไม่หล่อเท่านักร้องคนเก่า สิ่งที่เราต้อง ทำ� คือ ต้องพิสูจน์ด้วยเสียงและการทำ�งาน เพราะฉะนั้น กระแสสังคมที่โจมตีมา มีเยอะ ตอนออกเพลง “ใจกลาง ความเจ็บปวด” คนยังคิดว่า คุณบี ร้องอยู่เลย เวลามา ขอลายเซ็์ “พี่บีขอลายเซ็นหน่อย” ผมเลยเซ็นไปว่า บี สิ่งที่เราต้องแคร์ คือ คนใ���วงที่คอยให้กำ�ลังใจเรา เจอ มาหลายรูปแบบมาก พอเราสุขภาพจิตดี ทุกอย่างไม่ใช่ ปัญหา มันคือ แรงบวกให้เราผลิตผลงานดี ๆ ได้อีกต่อไป ที่เราดีใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่เคยมีใครบอกว่า “พี่นัททำ� เองไม่เพราะเลย” เพลงที่ร้องมา มีเพลงไหนชอบที่สุด “ใจกลางความเจ็บปวด” เพราะเป็นคนแต่งเองด้วย ช่วง นั้นเพิ่งเลิกกับแฟนด้วย แรกๆร้องเพลงนี้ ตาซึมทุก Concert เลย เพราะตอนนั้นยังไม่หายเจ็บ ร้องแล้วอิน ที่สุด


crescendo singles

ผลงานล่าสุดของ Crescendo ซิงเกิ้ลล่าสุด “อ่อนหวาน” และ “กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” เพลงประกอบละครเกมร้ายเกมรัก เดือนหน้าจะออกซิงเกิ้ลใหม่ อีกตัวหนึ่ง อัลบั้มเต็มจะออกมกราปีหน้า � คนที่มีความฝัน อยากเป็นนักร้อง นักดนตรี ต้องมีวินัย อย่างพี่ที่เป็นนักร้อง มายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้มาเพราะ โชค เราร้องเพลง ทำ�เพลง ใฝ่หาโอกาสอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่ง ก็จะมาถึงเราเอง อย่าเพิ่งล้มเลิกไปก่อนแล้วกัน ขอให้น้องพอใจ กับการเล่นดนตรี และต้องมีวินัย ไม่ย่อท้อด้วย แรงบันดาลใจของพี่นัท คือ อะไร พี่เป็นคนสันโดษ เวลาหมดแรง พี่จะหนีไปทะเล เที่ยวเกาะช้าง เกาะช้างเป็นแรงบันดาลใจของพี่กว่า 10 ปี นั่งอยู่ในกระต๊อบ รู้สึกว่า บรรยากาศแบบนั้น มันปกป้องเราจากความคิดที่จะ ท้อถอยของเรา พอเรากลับมากรุงเทพฯ เราจะมีแรงทำ�งานอีก เยอะเลย เหมือนไปสงบสติอารมณ์ให้ตัวเองมีความมุ่งมั่นต่อไป� � ขอบคุณร้าน Bangkok Bar เอกมัย ซอย 2 เอื้อเฟื่อสถานที่

อ่อนหวาน

กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม


glacier national park Photography by l2aven


จากการเห็นพื้นที่ว่างข้างบ้านและต้องการ นำ�พื้นที่มาจัดกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ ได้กลายมาเป็น จุดเริ่มต้นที่นำ�ไปสู่พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณ ร่วมสมัยแห่ง ศตวรรษที่ 31(สถานี) (31st Century Museum Contemporary of Spirit (Station) ) ซึ่งก่อตั้ง โดย อ.คมิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินเจ้าของรางวัล Fine Art Award : Artist of the year 2007 ที่ ต้องการเสนอทางเลือกในการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม ว่าไม่จำ�เป็นต้องยึดติดกับสถานที่อันใหญ่โต สถาบันทาง สังคม หรือ ปัจจัยทางธุรกิจ กลางสนามรูปวงกลมแห่งนี้ หากมองในมุม มองนกที่บินผ่าน จะเห็นตู้คอนเทนเนอร์เจ็ดตู้เรียงกันเป็น รูป 31 ซึ่งภายในถูกบรรจุด้วยผลงานและกิจกรรมทาง ศิลปวัฒนธรรม ถ้าหากมองโดนผิวเผินแล้วอาจเป็นแค่ ผลงานศิลปะธรรมดาๆ เช่น ภาพเขียน รูปถ่าย ผลงาน จำ�ลอง หรือ เรื่องเล่าของเหตุการณ์ แต่ถ้าหากพิจารณา ผลงานแต่ละชิ้นโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นถึงคุณค่าและ จิตวิญญาณที่ส่งผลต่อสำ�นึกทางความคิด ซึ่งผู้ชมจะ สามารถซึมซับประสบการณ์และสามารถเข้าใจในคุณค่า หรือเข้าใจในความหมายบางอย่างของความเป็นมนุษย์ได้ มากขึ้น นอกจากนี้ในแต่ละตู้ประกอบด้วยห้องต่างๆอีก หลายห้อง เช่น ห้องสมุด ห้องฉายหนัง ห้องชาและห้อง นั่งสมาธิ และในบางครั้งพื้นที่นี้ก็จะกลายพื้นที่จัดกิจกรรม โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาสามาแบ่งปันความ รู้ด้านต่างๆเช่น สอนศิลปะ ปั้นเซรามิค ดนตรี โดย กิจกรรมทั้งหมดนั้น ไม่ต้องคิดค่าใช้จ่ายใดๆกับผู้เข้าร่วม เลยทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นภาพในมุมกว้าง ของสถานที่แห่งนี้เท่านั้น เราจะลองเดินทางเข้าไปให้ลึกขึ้น ในจิตใจ แล้วมาหาคำ�ตอบเพื่อค้นหาความหมายของจิต วิญญาณร่วมสมัยผ่านการสนทนากับ อ.คามิน เลิศชัย ประเสริฐ

Story & Photography by atom


จิตวิญาณร่วมสมัยคืออะไร? Spirit เหมือนกับเราเป็นนักกีฬา เวลาเราเล่นแพ้ เราก็ รู้จักว่าเราแพ้ เวลาเราชนะก็มีน้ำ�ใจนักกีฬา แพ้ก็มีน้ำ�ใจ นักกีฬา เหมือนกับเป็นมารยาทสังคมที่ร่วมสมัย เป็นสำ�นึก ทางสังคม เป็นความเสียสละ ความรักความเมตตา ความ ดีงามต่าง ๆ ที่เราไม่ได้คิดเพื่อตัวเอง สำ�หรับผมแล้วอันนี้ คือ Contemporary spirit ซึ่งมันอยู่ในชีวิตประจำ�วัน ทั่วไปของเราทุกคนไม่เหมือนกับ Spirit ทางศาสนา เช่น ผี แต่มันเป็นอะไรที่ร่วมสมัย อะไรที่อยู่ในกิจกรรม ชีวิต ประจำ�วันของมนุษย์ การมีน้ำ�ใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้ อภัย ความมีเมตตา สำ�นึกเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม สิ่งเหล่า นี้ที่มันเกิดในชีวิตประจำ�วัน คือ Contemporary spirit� � ทำ�ไมจึงต้องเป็นศตวรรษที่ 31? เพราะว่าในศตวรรษนีม้ นั หายไปแล้วมันไม่คอ่ ยมี หรือมันอาจจะมี แต่เรามองไม่เห็น และผมใช้ศตวรรษที่ 31 เพราะว่ามันเกิดขึ้น จากที่ผมไปแสดงงานที่ 21st Century Museum of Contemporary Art แต่ของผมเปลี่ยนมาเป็น 31st Century� Museum of Contemporary Spirit แทนที่จะใช้คำ�ว่า Art ผมเปลี่ยนมาเป็น Spirit เพราะในโลกอนาคตผมคิดว่า Spirit มันคือ Art ศิลปะจะไม่มีคุณค่าเลย ถ้าขาด Spirit ปราศจากความดีงาม ความเมตตา ความเผื่อแผ่เพื่อน มนุษย์ เพื่อส่วนรวม ถ้าศิลปะมันทำ�เพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัว ศิลปะจะไม่มีประโยชน์ มันจะเป็นแค่รูปเขียน ผมเลยล้อเล่นว่า ศิลปะในสมัยนี้มีแต่ความเห็นแก่ตัว มีแต่เพื่อตนเอง มันขาด การคิดเพื่อนสังคมหรือเพื่อคนหมู่มาก ผมเลยคิดว่าในโลก อนาคต หัวใจของศิลปะนั้น มันคือตรงนี้ คือ Contemporary Spirit ไม่ใช่เรื่อง Aesthetic (ความงาม) อีกต่อไป ไม่ใช่การเขียนให้สวยหรืองาม อันนั้นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ ทั้งหมด ส่วนทั้งหมดมันจะมาโฟกัสที่ การทำ�เพื่อส่วนรวม เป็นความงาม ความดีความจริง ที่เป็นเรื่อง Abstract เรื่องจิตใจ เรื่องคุณค่าที่เป็นนามธรรม มากกว่าคุณค่าที่ เป็นรูปธรรมเหมือนสมัยก่อน �


นั่นหมายความว่า ศิลปะจะไม่ได้เป็นแค่ภาพวาด หรือ� แค่ปฏิมากรรมอีกต่อไป มันอยู่ที่พฤติกรรม แต่มันถูกแสดงออกมาเป็นรูปแบบ อาจจะ เป็นรูปแบบโบราณ Tradition เช่น painting รูปเขียน รูป ปั้น หนัง วีดิโอ แบบนี้ก็ได้ แต่จริงๆแล้วสาระของมันไม่ได้อยู่ ที่รูปแบบหรือเทคนิค แต่สาระของมันอยู่ที่ตัวความคิดของคน ทำ�ว่าเขามีเจตนาเพื่อตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือว่าเพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าเพื่อจะแบ่งปันความรัก ความคิดสิ่ง ที่เป็น Positive thinking เป็น Positive energy ให้ กับคนอื่น อาจจะทำ�เพื่อตัวเองก็ได้ แต่มันมีเจตนาอะไรที่ดี เป็น แบบอย่างให้เกิดองค์ความรู้กับสังคมได้เรียนรู้ แบ่งปันองค์ ความรู้ ไม่จำ�เป็นต้องมีมูลค่าราคาแพง แต่เป็นแค่เจตนาดีก็ได้ อันนี้ผมว่าสำ�คัญในการสร้าง Object หรือในการดำ�เนินชีวิต ประจำ�วัน เป็นหัวใจที่มันจะทำ�ให้สังคมมันขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นธุรกิจ เห็นแก่ตัว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นัก ธุรกิจ หรือนักวัฒนธรรม ถ้าคิดแต่เรื่องพวกพ้องหรือเรื่อง ผลประโยชน์ส่วนตัว ผมว่าสังคมพัง

จากความหมายที่อาจารย์ได้บอกมานั้น การดำ�เนิน ชีวิตของคนทั่วไปก็นับว่าเป็นงานศิลปะได้ ในโลกอนาคตนี่แน่นอน หรือตอนนี้ก็เริ่มเป็นแล้ว แต่ ไม่ถูกยอมรับ ในวงการศิลปะเราก็เริ่มเห็นคุณค่าตรง นั้น แต่ยังไม่ถูกยอมรับในวงกว้าง แต่อาจเป็นแค่ 5% หรือ 10% ของคนที่ทำ�งานศิลปะ หรือในวงการ ศิลปะ คนยังติดอยู่กับเรื่อง Object อยู่ เรื่อง Aesthetic (ความงาม) แบบโบราณอยู่ แต่ในโลกอนาคต อันนี้จะเป็น 100% ทุกคนจะเห็นและเข้าใจมัน เหมือน เวลาเราไปดูภาพเขียนแนว Abstract แล้วเราเข้าใจ


ผลงานชิ้นต่างๆที่นำ�มาจัดแสดง ก็เลือกมาจากหลัก เกณฑ์ที่อาจารย์ได้บอกมา ใช่ ใช้หลักเกณฑ์นี้ แต่ที่เลือกมานั้นต้องการให้มัน เป็นแบบอย่างของประสบการณ์ชีวิตผม เพราะว่า สิ่ ง ที่ ผ มเลื อ กมามั น เป็ น ประสบการณ์ ที่ ส อนให้ ผ ม เข้���ใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในแต่ละช่วงอายุของ ผม และเมื่อมันสอนผม ผมคิดว่ามันก็จะให้คุณค่า แบบเดียวกันกับคนอื่น ๆเหมือนกัน ที่มีประสบการณ์ คล้ายๆกับผม ดังนั้นผมก็เลยเลือกจากประสบการณ์ ทั้งหมดจากชีวิตจริง จากคุณค่าจริงๆ แต่ไม่ได้เลือก ด้วย Aesthetic ของศิลปะแบบโบราณ หรือเลือก ตามชื่อเสียง ถ้ามีชื่อเสียงแต่ไม่มีผลงาน ไม่มีคุณค่า เรื่อง Contemporary Spirit ผมก็จะไม่เอา คือ ก็จะเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นหลัก ถ้าลองอ่าน รายละเอียดทุกชิ้น เราจะสัมผัสได้ถึงคุณค่าตรงนั้น ที่ มั น ปรากฏอยู่ ใ นตั ว Objectหรื อ กิ จ กรรมที่ ทำ � ให้ เกิด Object หรือกิจกรรมที่ทำ�ให้เกิด Object� � กิจกรรมทางศิลปะทางวัฒนธรรม คืออะไร? ก็เหมือนกับกิจกรรม Creative Sharing (พื้นที่จัด กิจกรรม สอนศิลปะเด็ก วาดเส้น เซรามิค ดนตรี โดยอาสาสมัคร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและ มีความคิดที่อยากจะแบ่งปันองค์ความรู้ กิจกรรม ทั้งหมดนั้น เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้ จ่ายใดๆทั้งสิ้น สำ�หรับผู้เข้าร่วม) แทนที่เราจะเก็บเงิน เขา เราก็ไม่เก็บ แทนที่เราจะจ่ายให้เขามาสอนเราก็ไม่

ได้จ่าย เราเป็นแค่ตัว Body ที่ Transform ให้ คนมาเจอกันแล้วก็แลกเปลี่ยนคุณค่าที่เขามี คนมา สอนก็มีคุณค่าที่อยากจะแบ่งปัน คนมาเรียนก็ได้รับ ความรู้สึกที่ดี ไม่ใช่มาเพราะว่าต้องเสียเงินแพง คือ มันเป็น Knowledge หรือ เป็น Positive Energy ที่เรามาแลกหรือว่าแบ่งปันกัน แล้วผมว่า สังคมมันต้องมีพื้นที่แบบนี้เยอะๆ ไม่ใช่แค่สังคมแต่ยัง รวมไปถึงตัวเราเองด้วย เวลาเราทำ�อะไร เราควรจะ คิดแบบนี้เยอะๆ ถ้าเราเหลือแล้วปากท้องอิ่มเราควร คิดเรื่องตรงนี้ เพราะว่าเหมือนกับคุณกินแล้วไม่ถ่าย ออก คุณมีรายได้แล้วคุณไม่แบ่งปันสังคม ก็เหมือน คุณกินแล้วไม่ได้ขี้ คุณก็จะอ้วนไขมันอุดตัน แล้วคุณ ก็จะตายเร็ว แต่คนไม่เข้าใจ อันนี้คือระบบธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าคุณรับอย่างเดียว แต่คุณต้องให้ คุณยิ่งรับ แต่ไม่ให้คุณยิ่งเป็นโรคภัยเยอะแยะ แต่ถ้าคุณรับมาก แล้วคุณปล่อยออกไป คุณก็จะว่าง ตัวคุณเป็นแค่ตัว Transform เหมือนตู้คอนเทนเนอร์ เป็น Station เป็นแค่ที่ Transform เป็นที่แค่ให้คนที่มีกิจกรรม ที่ แค่เค้าอยากจะให้มาให้ อยากมารับก็รับ แลกกัน มัน ก็จะถ่ายเทสังคมมันก็จะขับเคลื่อนได้


ดังนั้นที่นี่ก็จะไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆที่เราพบทั่วไป อันนี้ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แต่มันเป็น Station ถ้าคุณอ่านดีๆจะ มีวงเล็บคำ�ว่า Station แปลว่าสถานี ที่พัก เหมือนป้าย รถเมล์ มันเป็น Station มันมีหลายๆป้าย แค่หยุดพัก แล้วไปที่อื่นต่อ พิพิธภัณฑ์ที่แท้จริงคือตัวเรา ที่ผมใช้คำ� ว่า Our body, Our museum นั่นคือพิพิธภัณฑ์ที่แท้ จริงคือตัวคุณ ตัวผม ตัวทุกคน ทำ�ยังไงให้มนุษย์ทุกคน ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเขา เคารพความคิด ความเชื่อ ตัวเอง แล้วก็เคารพความคิดความเชื่อคนอื่นเหมือนกับที่ เขาเคารพตัวเอง สังคมมันถึงจะขับเคลื่อนได้ ปัญหาของ สังคมตอนนี้คือคนไม่เคารพตัวเอง แต่ไปตามแฟชั่น ตาม สังคมบริโภค ตามทุนนิยม ตัวเองไม่มีรายได้แต่อยากใส่ เสื้อผ้าราคาแพง อยากถือกระเป๋าแพงๆ ไม่มีความเหมาะ สม ไม่มีความเคารพตัวเอง ไม่มีจิตสำ�นึกในการเคารพ ตัวเอง สถานที่นี้ตั้งขึ้นเพื่อที่จะทำ�ให้เราเรียนรู้คุณค่าของ ตัวเอง แล้วก็คุณค่าที่จะแบ่งปันคนอื่น ผมว่าสังคมมันจะ ขับเคลื่อนได้ถ้าทุกคนเคารพตัวเอง ไม่ใช่แดงพูดทีตามแดง เหลืองพูดที่ตามเหลือง เขียวพูดที่ตามเขียว คือไม่มีใคร ตามตัวเองเลย ให้คนอื่นๆชักใยตลอด เราต้องวิเคราะห์ บางครั้งแดงถูก บางครั้งแดงผิด บางครั้งเหลืองถูกบาง ครั้งเหลืองผิด เราต้องแยกให้ออก เราคือประชาชน เรา คือตัวเราเอง ทำ�ยังไงให้สังคมมันขับเคลื่อนได้ ก็คือต้อง ให้การศึกษา แล้วการศึกษาที่สำ�คัญที่สุดคืออะไร คือให้ เค้ารู้จักตัวเค้าเอง การศึกษาที่สำ�คัญที่สุดคือให้มนุษย์ เคารพคุณค่าของตัวเอง เขาถึงจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเคารพ คุณค่าของคนอื่น สังคมจึงจะไปต่อได้ แล้วจะไม่ถูกหลอก แล้วทุกคนจะมีวัคซีนป้องกันมายาคติ � ศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ มีความเหมือนหรือแตกต่าง กันอย่างไร? ที่จริงมันคือตัวเดียวกัน แต่มันถูกเรียกและอธิบายต่าง กั น มี คุ ณ สมบั ติ ใ นการค้ น หาความหมายของคุ ณ ค่ า ของกิจกรรมมนุษย์ที่เฉพาะทาง แต่ที่สุดแล้วมันคือตัว เดียวกัน คือกระบวนการที่จะเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติ แล้วทุก Generation มันก็คือองค์ความรู้ที่ก้าวข้าม ประสบการณ์ในอดีต ทุกศาสตร์มันเป็นอย่างนั้น ทุก ศาสตร์คือ creative แต่อาจไม่ได้เรียกว่าศิลปะ แต่ เรียกว่าสร้างสรรค์ สร้างสรรค์เพื่ออะไร เพื่อการอยู่รอด ของมนุษย์ อยู่รอดอะไร เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สำ�หรับผมว่ามันไม่ต่างกัน วิทยาศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ ปรัชญา ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าไม่ได้ถูกรับใช้มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้น มันคือกระบวนการในการเรียนรู้จาก ความจริงอันเดียวกัน

แต่ว่าวิธีการอาจจะต่างกัน ใช่ วิธกี ารในแต่ละยุคมันต่างกัน แต่ในยุคเราหรือในอนาคต มันเริ่ม Blend ฟิสิกส์เริ่มเอาปรัชญาพุทธเข้าไป วิทยาศาสตร์เริ่มเอาปรัชญาพุทธเข้าไป ศิลปะเริ่มเอา ปรัชญาหรือเอาศาสนาเข้ามาใช้ ไม่ใช่แค่ตัวไอเดีย แต่ เอา Processของศาสนาเข้ามา ปรัชญาก็เริ่มเอา วิทยาศาสตร์เข้าไปหรือเอาศาสนาเข้าไป ไม่ใช่แค่คิดอย่าง เดียวแต่ต้อง Practices ด้วย คือมันเริ่ม Blend กันทุก เรื่องแล้วตอนนี้ แล้วมันก็จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น แล้วใน อนาคตมันก็จะกลับไปที่เดิม เพราะมันมาจากอันเดียวกัน คือ Knowledge ที่พยายามจะ Survival ที่จะอยู่รอด ของมนุษย์ แล้วตอนนี้สังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ที่เรามีผลกระทบเรื่องอากาศ สภาพแวดล้อม สงคราม เศรษฐกิจ การขาดแคลนอาหาร มันกับมาที่จุดเดิม ต้องSurvivalใหม่ ตอนนี้มันก็เหมือนกับ Big crush คือ พอมี Big Bang แล้วมันก็จะเกิด Big Crush แล้วตอน นี้มันกลับมาที่ Big Crush คือมันจะต้องรวมเป็นหนึ่ง ด้วยวิถีของมันแล้วมันกำ�ลังกลับเข้ามา


31st Century Museum of Contemporary Spirit, Station พิพิธภัณฑ์จิตวิญาณร่วมสมัยศตวรรษที่ 31 (สถานี) 100/6 หมู่ 10 ซอยวัดอุโมงค์ 11 ถนนสุเทพ � ตำ�บลสุเทพ อำ�เภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 website : spirit@31century.org facebook : http://www.facebook.com/31century call : 053-811555

ทำ�ไมจึงต้องสัมภาษณ์ผู้มาเยี่ยมชมที่นี่ว่า “คุณมีความคิด เห็นยังไงเกี่ยวกับโลกใบนี้?” และ “หากมีพรวิเศษหนึ่งข้อ คุณจะขออะไรให้กับโลกใบนี้?” ทุกกิจกรรมของมนุษย์ ส่วนมากมันก็จะมีแต่คนทำ� เหมือน อย่างที่บอก เราลืมให้คนอื่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ หรือ เราลืมเคารพคนอื่นๆ และผมคิดว่าการทำ�แบบนี้เหมือนกับ ว่าทุกคนกำ�ลังเปลี่ยนโลกใบนี้ Share Positive Energy เข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก ทุก คนก็มีสิทธิ์ที่จะมองโลกและอยากให้มันเป็นอย่างไร คำ�ถาม พวกนี้จะเหมือนพลังงานบวกที่มันถูกสะสมเอาไว้ว่าทุกคนจะ คิดอะไรออกมา ซึ่งตรงนี้มันคือพลังงานบางอย่างและมันจะ ขับเคลื่อนได้จริง คือผมสนใจ Vibration บวก มันไม่ใช่แค่ กิจกรรมอย่างเดียว มันรวมถึงวิธีคิดบวก ตรงนี้มันทำ�ให้ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้จริงๆ และส่วนหนึ่งของที่นั่น เค้าเป็นศิลปินที่จะแสดงทัศนะคติต่อโลกใบนี้ ทุกคนที่เข้ามา และให้สัมภาษณ์ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะส���้างโลกใบนี้ด้วย กัน ถ้าความคิดที่ดีมันอาจจะส่งผลในวงกว้างก็ได้ สมมุติ ว่านายกรัฐมนตรีมาฟัง หรือ ประธานาธิบดีสหรัฐมาฟัง แล้วเห็นว่าความคิดนั้นดี เขาอาจเอาความคิดนี้ไปใช้ หรือ นักเขียนมาฟังแล้วเอาไปเขียนต่อ ขยายออกไป เราไม่รู้เลย ว่าอะไรจะเกิดขึ้น บางคนพูดแล้วผมเชื่อว่าดีมากเลย

ให้อิทธิพลกับผม ผมเอาไปทำ�งานศิลปะ คิด Project ใหม่ๆ เพราะคำ�พูดแค่ประโยคเดียวก็เป็น ไปได้ คนมาเห็นผลงานของผมก็ประทับใจ อย่า ประมาทสิ่งเล็กๆแบบนี้ ถ้าเรามีเจตนาบริสุทธิ์ มัน สามารถส่งพลังงานบางอย่างได้ เหมือนพลังงาน ไฟฟ้าที่มีอยู่ ถ้าคุณตั้งคลื่นรับดีๆคุณก็เอามาใช้ได้ คุณตั้งคลื่นรับดีๆคุณฟังวิทยุได้ คุณเห็นไหมว่ามี พลังงานตั้งเยอะแยะ Positive Thinking นี่ก็คือ พลังงานอย่างหนึ่ง อันนี้จะทำ�ให้โลกใบนี้หมุนได้ แต่ คนส่วนมากไม่เชื่อ ถ้ามี Internet ทุกคนเชื่อ แต่ ในโลกปัจจุบันทุกคนเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพูดเพราะอะไร เพราะมันเป็น Contemporary Spirit มันถูก เชื่อมโยงและอธิบายด้วยความเป็น Technology ผมกำ�ลังสร้างคลื่นให้ทุกคนปรับช่องมารับคลื่นนี้ให้ ได้ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนมีพลังงานบวกแล้วมันจะมา ผสมกัน คุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จะสร้างช่องทางให้ ทุกคนรับพลังงานบวกนี้ไปด้วยเช่นกัน


บางคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ ประมาณนี้ ฯลฯ ถ้ามองดีๆ งานพวกนี้ก็มี ลักษณะคล้าย ๆ กับ ว่า สิ่งที่คุณเห็นนั้น มันเป็นศิลปะหรือขยะกันแน่ ? แท็ก แต่บางคนมองว่า งานกราฟฟิตี ต้องมีอะไรมากว่านั้น “บอมบ์”  คือ วิธีการหนึ่ง ในการพ่นกราฟฟิตี การปฏิบัติการ กราฟฟิตีไม่ใช่แค่พ่น เพื่อความสนุกสนาน หรือประชดประชัน บอมบ์นี้ ต้องเป็นไปอย่างเงียบสุด เร็วที่สุด และสิ่งที่สำ�คัญ ต้อง สังคมเท่านั้น ต้องมีเรื่องขององค์ประกอบศิลป์ เข้ามาเกี่ยวข้อง มีคนล่วงรู้น้อยที่สุด ด้วย มีทั้งองค์ประกอบ พื้นผิว พื้นที่ว่าง โครงสร้างสี รูปทรง ฯลฯ รวมไปถึง ความสามารถป่ายปีนด้วย (ผู้เขียนคิดอย่างนั้น) กราฟฟิตี ถือกำ�เนิดมาตั้งแต่ในสมัยที่ผู้เขียน ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ� บางครั้งเห็นภาพที่พ่น แอบอยู่ตามซอกหลืบ หลบมุมบ้าง อยู่ ตามหลักฐานนั่นก็คือ กราฟฟิตีเริ่มต้นขึ้น ในเมืองฟิลาเดลเฟีย บนผนังตึกสูงบ้าง ลองคิดดูสิครับ ความสามารถที่พวกเขาทำ� ช่วงทศวรรษที่ 1960 ก่อนจะแพร่หลายสืบต่อๆ กันมา จนถึง ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว บางครั้งเราแทบไม่รู้เลยว่าคนจำ�พวกนี้ ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ มองข้ามความสวยงาม ของศิลปะที่ มาพ่นกันตอนไหน จริงไหมครับ…? เกิดจากการพ่นสีสเปรย์นี้ บางคนเห็นว่ามันดูรก สกปรก ไม่ สะอาดตา และบางคนที่ว่านี้ ส่วนหนึ่ง มาจากกลุ่มที่ไม่ได้เรียน คำ�ว่า  “ขยะ”  มันก็คือสิ่งที่ถูกทิ้งแล้ว แต่สำ�หรับนักกราฟฟิตี ศิลปะ หรือแม้แต่กลุ่มที่เรียนศิลปะเอง ก็ยังคิดว่ามันเป็นงาน เขาบอกว่า  “มันคือสิ่งที่เขาสร้างขึ้น มันจะเป็นขยะไปได้อย่างไร ที่ยังไม่เป็นศิลปะที่แท้จริงหลายๆ คนก็ตีความต่างๆ นานาจาก ?” คำ�พูดที่เชื่อมั่น หนักแน่นของพวกเขา มันเป็นคำ�พูดที่ท้าทาย จิตสำ�นึกของแต่ละคน ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่ไรเตอร์ กระทำ�เพื่อ และต้องการค้นหาความหมายต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วผู้อ่านลอง ต้องการแสดงตัวคน ก่อกวน ระบายความเครียด ชื่อเสียง หรือ คิดดูว่า สิ่งที่พวกเขากำ�ลังกระทำ� มันเป็นเช่นไร “ศิลปะหรือขยะ” อาจจะตามกระแสสมัย ไม่มีใครสามารถตอบได้ดีที่สุด เท่ากับ   ตัวของผู้สร้างงานเอง (ไรเตอร์) ถึงกระนั้น การสื่อสารความ หมาย และอัตตลักษณ์ของกราฟฟิตี มีทั้งทัศนคติที่เป็นแง่ลบ และบวก สำ�หรับผู้เขียนเอง ยังคิดว่างานกราฟฟิตี เป็นศิลปะที่ เข้าใจได้ยาก มีความรู้สึกแอบแฝงอะไรบางอย่าง จากไรเตอร์ที่ ไม่สามารถรู้สึกได้ ส่วนรูปแบบ ดีไซน์ของศิลปะกราฟฟิตี ก็มีหลากหลายแบบ เคยสังเกตไหมครับ? บางครั้ง ผู้เขียนขับรถ ผ่านไปตามท้อง ถนน ก็จะเห็นบางสถานที่ ที่มีผลงานศิลปะแบบกราฟฟิตี อยู่ ริมทาง ก็จะเห็นรูปแบบ ที่ไม่เหมือนกัน เช่น TAG (ลายเซ็น) THROW-UP (ตัวอักษรขาว-ดำ� มีเส้นตัดขอบ ดูมีมิติ) BUBBLE (คล้ายโทรว์อัป แต่มีสีสัน และรูปทรงกลมมน ) PIECE (ผลงานของไรเตอร์คนเดียว เป็นภาพหรือตัวอักษร) WILDSTYLE (เน้นสวยงาม เพิ่มการเกาะเกี่ยวของตัวอักษร อ่านยาก กว่า) CHARACTER (เป็นตัวการ์ตูน หรือภาพเหมือนจริง อาจ เป็นสัญลักษณ์ของไรเตอร์) PRODUCTION (การรวมกราฟ ฟิตีทุกรูปแบบ เข้าไว้ด้วยกัน) ไรเตอร์แต่ละคน ก็จะมีวิธีการ ที่ แตกต่างกันออกไป มีทั้งง่าย และยากต่อการพ่น ในที่นี้ไม่ได้ หมายรวมไปถึง สังคมบ้านเรา ที่มีการแอบพ่นสีตามผนัง การ พ่นประกาศศักดิ์ดาต่างๆ เช่น ห้ามฉี่บริเวณนี้ ตั้มรักจุ๋ม อะไร

กราฟฟิตี้ ศิลปะ หรือ ขยะ Story by Kanomdesign


บะหมี่เย็นทรงเครื่อง

Photography & Story by Kik

2เตรียมเครื่องเคียงต่างๆ

ที่ชอบทานไว้ เช่น ถั่ว แระญี่ปุ่น ข้าวโพด ปูอัด กุ้งลวก ไข่หั่นฝอย ผักไค วาเระ (ถั่วงอกญี่ปุ่น) ไข่ กุ้ง ฯลฯ

1ลวกบะหมี่ญี่ปุ่นให้สุกก่อน โดยต้มน้ำ�ให้เดือด แล้วนำ�บะหมี่ลงไปต้มสัก 3-4 นาที จาก นั้นนำ�ขึ้นและเอาน้ำ�เย็นราดลงไป 1 ครั้ง หลังจากนั้นนำ�บะหมี่เข้าไปแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น (ระหว่างรอทำ�เคียงต่าง ๆ และน้ำ�ซอส)


3 เริ่มจากทำ�น้ำ�ซุป โดยการต้มน้ำ�ให้

เดือด และใส่ซุปก้อน คนให้ละลายเข้า กัน

5

การทำ�น้ำ�ซอส

4 หลังจากนั้น นำ�มายองเนส ผสม กับน้ำ�ซุปที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน

เติมรสชาติด้วย วาซา บิ และมัสตาร์ดอีกเล็กน้อย โดยชิมรสชาติตามที่ชอบว่า อยากได้เผ็ดแค่ไหน

6เติมซีอิ้วญี่ปุ่น และพริกไทยป่น อีกเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ

จากนั้น นำ�บะหมี่ที่แช่เย็นไว้ นำ�มาใส่จาน วางเครื่องเคียงไว้ด้าน บน หลังจากนั้นราดด้วยน้ำ�ซอสที่ทำ�ไว้ และแช่เย็นเพื่อให้อาหาร ทั้งจานมีความเย็นขึ้น อีกสักประมาณ 5 นาที ก็สามารถนำ� ออกมารับประทานได้


Picture of You ส่งภาพถ่ายสวยๆ มาได้� undomagazine@gmail.com� ภาพใครได้คัดเลือกจะเอาลงมาลงในคอลัมน์� Picture of You


ผู้ส่งและผู้รับ

คำ�ว่า Television ในภาษาอังกฤษ เกิดจาก การผสมคำ�จาก 2 ภาษาเข้าด้วยกัน คือ tele จากภาษา กรีกซึ่งแปลว่า “ระยะไกล” (โทร) และคำ�ว่า visio จากภาษา ละติน หมายถึง “การมองเห็น” (ทัศน์) แปลเป็นภาษาไทย ว่า “โทรทัศน์” ที่เราเรียกย่อๆ กันว่า TV (ทีวี) ถ้าอย่างนั้น “โทรทัศน์” ก็คือการมองเห็นภาพ จากระยะไกล แน่นอนต้องมีผู้บันทึกภาพจากที่หนึ่งผ่าน ระบบโทรคมนาคมเอามากระจายสู่คนรับภาพซึ่งอยู่อีกที่ หนึ่งและจะเป็นใครไปไม่ได้เลยที่จะต้องระหกเหิรเดินทาง บุกบั่นดั้นด้นไปเก็บไปค้นเรื่องราวต่างๆ มาใส่จอสี่เหลี่ยม ให้คุณผู้ชมได้ดูกัน พวกเขาเหล่านั้นคือทีมถ่ายทำ�นั่นเอง และฉันรับหน้าที่เป็นจ่าฝูง ควบคุมขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ ต้นจนจบกระบวน ก่อนการเดินทางแต่ละครั้งฉันต้อง ทำ�การบ้านโดยการเคี่ยวจินตนาการให้ตกผลึกออกมาเป็น ตัวหนังสือหรือสคริปท์รายการนั่นเอง ข้อมูลต่าง ๆ ถูก กลั่นกรองจากการอ่านบทความและการสัมภาษณ์พูดคุย กับผู้คนที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีโครงสร้างรายการในใจแล้วก็ สามารถกำ�หนดได้ว่าเนื้อหาและภาพที่ต้องการไปบันทึกนั้น มีอะไรบ้าง ครั้งนี้ฉันถูกมอบหมายให้ติดตามภารกิจการ ปลูกป่า หลายคนมักพูดว่าฉันโชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทาง ไปทั่วประเทศเหมือนได้ทำ�งานและเที่ยวไปในคราวเดียว แต่ พวกเขาจะรู้ไหมว่าเส้นทางการถ่ายทำ�นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบ กุหลาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทำ�สารคดี ณ วันที่ แดดร้อนเปรี้ยง อุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส ฉัน เดินตากแดดตามเจ้าหน้าที่ก้าวแล้ ว ก้ า วเล่า ก็ ยั งไม่ ถึงจุ ด หมายปลายทางที่ต้องการ ความคิดด้านมืดถูกเผาจนสุก ได้ที่ ฉันเริ่มบ่นในใจป่าตรงไหนมันก็เหมือนๆ กัน เริ่มถ่าย ซะตรงนี้เลยดีไหม จะเดินไปถึงชายแดนเลยหรือเปล่าเนี่ย นี่มันก็ตั้ง 4 กิโลแล้วนะคุณพี่ ความยาวรายการสั้นจิ๊ด เดียว เฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าเช่าเวลาก็แทบจะขาดทุน อยู่แล้ว ยิ่งทุลักทุเลขนาดนี้มันไม่คุ้มค่าจ้างเลยนะเนี่ย หลังจากตัวชุ่มจากการอาบเหงื่อต่างน้ำ� สุดท้ายก็มาถึง

ลานโล่งร้อนแล้งที่เราต้องการจะเก็บภาพการปลูกต้นไม้ ในพื้นที่จริง ไม่ใช่การจำ�ลองแบบส่งเดช เวิ้งทรายสีหม่นโล้นเลี่ยนเตียนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการรุกร้างถางป่า โชคดีที่บาง ต้นรอดพ้นจากการโค่นทำ�ลาย ประดู่เดียวดายต้นนั้น ณ เวลานี้คือฮีโร่กลางไพรที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาเป็นเกราะ ป้องกันเปลวแดดให้ผู้คนได้พักพิง ฉันมองไปที่ใบหน้า ของผู้ร่วมเดินทางราว 20 คน สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย กระหาย ฉันหยุดพร่ำ�บ่นพร้ อมๆ กับหยุดคิด ที่มันต้องร้อนขนาดหนักขนาดนี้ก็เพราะ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีป่านั่นไง คนลักลอบตัดไม้ไปขาย ยึดเอา พื้นที่ป่าไปทำ�เรือกสวนไร่นา เผาป่าเพื่อล่าสัตว์ แล้วผลที่ ตามมาทันตาเห็นก็คือมหกรรมภัยภิบัติที่วันนี้ทุกคนต้อง ร่วมกันเผชิญ ฉันรู้สึกผิดต่อความคิดต่างๆ ที่ผุดพรายตาม รายทาง ความร้อนแค่ชั่ววูบเกือบทำ�ให้ฉันเป็นคนทำ�งาน แบบฉาบฉวยมักง่ายไปเสียแล้ว ก็ในเมื่อเรายังอยากให้ คนเห็นคุณค่าในงานที่เราทำ� อยากผู้ชมเข้าใจว่าแต่ละฉาก แต่ละซีนบางทีก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ฉันใดฉันนั้นงานฟื้นฟู ทรัพยากรป่าไม้ก็เช่นเดียวกัน กว่าต้นกล้าแต่ละต้นจะหยั่ง รากลึกลงในดินและเติบใหญ่ขึ้นมาได้นั้นอาศัยแรงปลูก ความอดทน ความทุ่มเท และปัจจัยต่าง ๆมหาศาล ใช่ว่าจะ เร่งให้โตวันโตพรุ่งกลายเป็นป่าต้นน้ำ�ได้ทันใจเสียเมื่อไหร่ เมื่อทำ�งานด้วยหัวใจที่เปิดกว้างสิ่งที่ได้กลับมามีค่ายิ่งกว่า ค่าจ้างหลายเท่าทวี ฉันตั้งสติและเริ่มต้นการถ่ายทำ�อย่าง บรรจงที่สุด ความร้อนไม่สามารถเผาผลาญฉันได้อีกต่อ ไป เพราะตอนนี้ฉันถูกชโลมด้วยน้ำ�ใจของเจ้าหน้าที่ปลูก ป่าผู้เสียสละ ผู้ปิดทองหลังพระที่น้อมนำ�แนวพระราชดำ�ริ ของในหลวงมาเป็นแนวทางในการชุบชีวิตให้ผืนป่า ซึ่ง เป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชน เพื่อให้คนอยู่ร่วม กับป่าได้โดยไม่ทำ�ลาย วันนี้ฉันได้พยายามเป็นกระบอกเสียงถ่ายทอด ภาพระยะไกลของการปลูกป่าผ่านจอทีวีอย่างดีที่สุดแล้ว ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณผู้ชมจะมองทะลุจอทีวีไปเห็นและ เข้าใจคุณค่าของ “ป่า” มากกว่าเดิม Story by Kat’s


story by daywalker

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว UNDO Mag. ทุกท่าน มาพบกันอีกครั้งหลังจากที่สถานการณ์อันไม่ ปกติที่สุดในรอบปีผ่านพ้นไป ก็หวังว่าทุก ๆ อย่างของเพื่อนๆจะผ่านพ้นไปด้วยด้วยดีในเร็ววันนะครับ หลังจากเบื่อ ๆ เครียดๆจากเหตุการณ์น้ำ�ท่วมที่มีผลกระทบกับทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เรา มาผ่อนคลายกับเกมสนุกๆน่าสนใจกันดีกว่าครับ ฉบับนี้ผมมีเกมที่น่าสนใจมาแนะนำ�กันครับ โดยปกติผมเป็นคนที่ค่อนข้างชื่นชอบและเอาจริงเอา จังกับการฟังเพลงอยุ่พอสมควร ประกอบกับเวลาไปเที่ยวผับต่างๆที่มีดีเจมามิกซ์เพลงให้เราได้ฟังกับ รุ้ สึกว่ามันเท่ น่าสนใจดีมาก ๆ พอได้เล่น PS3 มีเกม DJ Hero ออกมาขายพร้อม Turn Table ผมก็ไม่ รอช้ารีบซัดมาวาดลวดลายให้สมใจอยากทันที สนุกมากครับการได้เล่นเป็น DJ มิกซ์แผ่นเพลงเนี่ย พอได้เห็นใน App Store มีให้ดาว์นโหลดเกม Skillz for iPad ก็ไม่รอช้า จัดแจงโหลดมา ลองดูเลยครับ นับว่าไม่ผิดหวังเลยครับกับระบบการเล่น แม้ว่าอาจจะไม่ได้อารมณ์เหมือนเล่นด้วย Turn Table จริงๆก็ตามที

เริ่มต้นเกมมา เราจะมาเจอหน้า Main Menu แบบนี้ แน่นอนละ เราคงจะต้องทำ�ความเข้าใจกับ ระบบเกมก่อนว่าต้องเล่นยังไง ให้เลือกที่แผ่นเสียงสีแดงด้านขวามือของ Career Mode ก่อนครับ เพื่อ เรียนรุ้เกี่ยวกับการเล่น


หลังจากที่เราทำ�ความเข้าใจกับระบบการเล่นแล้ว ก็ออกมาที่ หน้า Main Menu ไปที่หน้า Option เพื่อเลือกสร้างตัวเรา ก่อน ซึ่งในตอนแรก ระบบจะมีแค่ตัวเดียวให้เลือกเล่น แต่เรา สามารถปลดล๊อกและโหลด DJ มาเพิ่มเติมได้ใหม่

ที่มาของภาพ : manager.co.th


หลังจากนั้นก็ลุยโลด!! ผมลองเริ่มต้นจากโหมด Custom Play ก่อน ในโหมดนี้จะมีให้เราเลือสถานที่ ในการแสดงลวดลายของเรา มี ให้เลือกระดับความยากง่าย และ เลือกเพลงที่จะแสดงบนเวที ยิ่ง เราเล่นได้ถูกต้องตามจังหวะมาก เท่าไหร่ ผู้ชมก็จะมีความสุขมาก ขึ้นเท่านั้น คะแนนจากการแสดง ของเราจะใช้ ใ นการปลดล๊ อ ก เพลง ด่าน หรือแม้กระทั่ง DJ ใหม่ๆให้เราได้เล่นกัน


ภาพที่ได้จากเกมนี้บนไอแพดสวยงามดีมากครับ เสียงเพลงที่ให้มาฟังสนุกชวนโยกหัวตามไป ด้วยจริงๆ แต่ระวังไว้นิดหนึ่งนะครับเพื่อนๆ เล่น เพลินๆอาจมีหลุดมือทำ�เครื่องตกพื้นก็ได้ ใน ระหว่างเรากำ�ลังสแครซแผ่นอย่างเมามัน

เราเตือนคุณแล้วนะ !!!


ไม่ผิดสี สีไม่ผิด

story by เจ้าหญิงแห่งความฝัน

ฉันชอบวาดรูป ฉันชอบวาดและระบายสีดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ของฉันมีสีส้ม ฉันจะเอาสีแดงผสมสีเหลือง บ้างที่ก็สีส้มอ่อน บางทีก็สีส้มเข้ม แต่ดวงอาทิตย์ของฉันที่ทำ�ให้ภาพของฉันสว่าง ฉันก็ไม่เคยใช้สีเหลืองสีเดียว เพราะมันทำ�ให้ดวงอาทิตย์กลายเป็นดวงจันทร์ และฉันก็ไม่เคยใช้สีแดงสีเดียว เพราะมันทำ�ให้ดวงอาทิตย์ของฉันกลายเป็นสัญญาณจราจร เด็กๆชอบพูด”พระอาทิตย์สีแดง” ไม่มีสีแดงนะ เราไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ�ว่าพระอาทิตย์สีอะไร มองแค่ไม่ถึงนาทีก็ตาบอดแล้ว ดังนั้นฉันเองไม่เห็นด้วยหรอกว่าพระอาทิตย์สีแดง มันผิด ที่เราตั้งสีแต่ละวันขึ้นมา มันแค่เรื่องสมมุติ ที่มีมานมนาน มันแค่เรื่องสมมุติ แต่ถ้าเราไม่ตั้งชื่อสี ฉันเองเป็นคนวาดรูปก็คงคิดมากเหมือนกัน หากจะเรียกสีแต่ละสีว่าอะไร วันนี้เสียใจ ที่เค้าเอาสีที่ฉันชอบไปทะเลาะกัน ศิลปินวาดรูปคงรู้ ว่าสีไม่เคยทะเลาะกัน เพราะมันจะผสมเป็นสีใหม่ในอัตราส่วนที่เท่าไหร่ก็ตาม แต่มันมักออกมาสวยงามเสมอ ฉันรักสีสัน ฉันรักสายรุ้งพอๆกับที่รักพระจันทร์ และรัก ท้องฟ้าพอๆกับดวงอาทิตย์ อย่าทำ�ร้ายสีเลย สีไม่เกี่ยวอะไรด้วย และอย่าทำ�ร้ายความรู้สึกของจิตรกรเลย พวกเราแค่อยากใช้สีๆนั้นมากน้อยเพราะความต้องการของพวกเรา และไม่อยากเอาภาพสีสีของพวกเราไปทะเลาะกับใคร ฉันอาจจะไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่าจิตรกร เพราะ ฉันไม่ได้สร้างจิตรกรรม แต่ฉันจะเรียกตัวเองว่าคนรักสีสัน เพราะฉันสร้างสีสันกรรม “ฉันรักทุกสี” illustration by byunei


free on your style เปิดพื้นที่สำ�หรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ต้องการนำ�เสนอเรื่องราวของตัวเอง ผ่านงานเขียนบทความ เรื่องสั้น ภาพถ่าย งานศิลปะ งาน Illustrator, Animation, Motion Graphic และหนังสั้น ผลงานของน้อง ๆ จะได้เผยแพร่ใน undo magazine� undomagazine@gmail.com


naamnoi

www.facebook.com/naam.promchinda


jezzband

http://www.facebook.com/pipat.sawangwonganan


แนวคิด : เป็นสองดาราตลกชื่อก้อง ชาลี แชปลิน และสวง ทรัพย์สำ�รวย (ล้อต๊อก) แนวความคิดของภาพ คือ ช่วงนี้เห็นคนไทยเต็มไปด้วยความทุกข์จากภัยน้ำ�ท่วม จึงอยากเห็นรอยยิ้มกลับมาเหมือนเก่า ชีวิตของทั้งคู่ สู้ฟันฝ่าขวางหนามมากมายกว่าจะประสบความสำ�เร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีให้เรา ไม่ท้อ ถึงท้อก็ยิ้มสู้ใหม่ได้...เป็นกำ�ลังใจให้ทุกคนครับ ;)


fahfah

http://www.facebook.com/pipat.sawangwonganan

แนวคิด : สีสัน สดใส ความสุข :)


ความรัก


แนวคิด : ผมรักพื้นขาวและเส้นดำ�

winai namwong

http://www.facebook.com/profile.php?id=100001677068803


nimit

http://www.facebook.com/apahaspi

อยากจะสื่อว่า หากเราไม่ร่วมกัน ไม่สามัคคีกันในการแก้ไขปัญหาน้ำ�ท่วม พลังในการแก้ปัญหาก็อาจจะเปรียบได้ เหมือนพลังของเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว ที่พยายามจะเปิดก็อกเพื่อระบายน้ำ�ออก


Lady Bird


pim

http://www.facebook.com/PimUamart

Love Hurt


กระดุมฝัน

http://www.facebook.com/nookleang

ละออง เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ มีมิติเพิ่มเข้าไปในเรื่องราว มีจินตนาการ ขึ้เล่น รักความสุข ชอบพาต้วเอง ไปอยู่ในที่ต่างๆ หรือ ทำ�กิจกรรมอะไรที่มีความสุข


เรามีความสุข  งานออกมาก็มีความสุข   คนดูงานเราก็มีความสุข


suntur

www.facebook.com/pages/S-U-N-T-U-R/253670414664113


supaset

http://www.facebook.com/profile.php?id=671639164 


parn

https://www.facebook.com/ssasita


hippo design

www.facebook.com/hippodesign.bkk


nocreative_nan

http://th-th.facebook.com/people/Nocreative-Nan/1621297890


yimchang

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000543267304

ยิ้มแฉ่ง ด.ญ. ตัวน้อย ที่มีหมวกรูปสัตว์ต่างๆ บ่งบอกอารมณ์ ท่าทาง พกเอาเรื่องราวชวนอมยิ้ม ด้วยลายเส้นแบบง่ายๆ บอกเล่าเรื่องราวใกล้ตัว มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องสนุก (ก็เราอยากให้คุณยิ้ม) ผ่านเรื่องราวใกล้ตัวให้ทุกคนได้อมยิ้ม หน้าบานแบบ ยิ้มแฉ่ง


nutzimoto

http://www.facebook.com/nutzimoto


puis

http://www.facebook.com/puiskarnjanee


pansak

http://www.facebook.com/PansakBas

out space ถ้าหากในอวกาศมีดอกกุหลาบ


learn to fly ฉันมีปีก แต่ฉันบินเหมือนเธอไม่ได้

reverse ทุกวินาที หวนคืนมา


change ฤดูเปลี่ยนเราบังเอิญได้พับกัน

monster อยู่ๆ สัตว์ประหลาดก็ปรากฎตัวในอากาศ


phone

http://www.facebook.com/ranchida.pramotpiphop


“เฮ้ย สวยดีว่ะ”

ชายคนหนึ่งทักขึ้น “แกซื้อรองเท้าใหม่อีกแล้วเหรอว่ะ” เขามอง รองเท้าของเพื่อนด้วยความสนใจ “ใช่...เป็นไงคู่นี้ดูดีมั้ย? แพงสุดในร้านเลยนะเว้ย” เพื่อน คนนั้นคุยอวดอย่างภูมิใจ “เออดูดี ถ้าแกเบื่อแล้วฉันขอซื้อต่อนะ” เพื่อนของเขา พิจารณาอยู่สักพักก่อนที่จะพยักหน้าตอบตกลง รองเท้าสีครีมมีลายปีกนกที่ติดอยู่ตรงข้างรองเท้า และ ลายกราฟฟิก สื่อให้เห็นถึงความทันสมัย และลงตัวอย่างเป็นที่สุด จึงทำ�ให้เขารู้สึกสนใจรองเท้าคู่นี้เป็นพิเศษกว่าคู่อื่นๆที่เขาเคยพบเจอ มา เขามั่นใจว่าในอีกไม่ช้าเขาจะต้องได้กลายเป็นเจ้าของรองเท้าคู่นี้ อย่างแน่นอน เพราะเพื่อนคนนี้เป็นคนเบื่อง่าย และเป็นไปตามที่เขาคิด ไว้ไม่มีผิด เพราะผ่านไปได้เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น เพื่อนของเขาก็ ตัดสินใจขายรองเท้าคู่นี้ในราคาครึ่งราคา ในที่สุดเขาก็ได้เป็นเจ้าของรองเท้าคู่นี้ เขาชอบมันมากไม่ว่า จะเป็นเนื่องในโอกาสอะไรก็ตาม เขาก็เลือกที่จะใส่มัน แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินผ่านหน้าร้านขายรองเท้า เขาก็พบว่ามีรองเท้าคู่ใหม่ ที่น่าจะเหมาะกับเขามากกว่ารองเท้าคู่นี้ เขาจึงตัดสินใจเอารองเท้าคู่ นี้ให้กับน้องชายที่อยากได้มานาน แต่พอน้องชายของเขาใส่ไปได้สัก พัก ลายกราฟฟิกของรองเท้าที่เขามองอยู่ทุกวันก็เริ่มเจนตา จน กลายเป็นความซ้ำ�ซากที่เขาต้องพบเจอทุกวัน น้องชายเลยเอารองเท้า คู่นี้ไปให้เพื่อนของเขาอีกต่อหนึ่ง และเป็นเช่นนี้อีกเรื่อยๆ เจ้าของคน แล้วคนเล่าต่างส่งต่อรองเท้าคู่นี้ จนกระทั่งรองเท้าเริ่มเก่าและผุพัง เจ้าของคนสุดท้ายเลยต้องนำ�มันไปทิ้ง ในวันที่ฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำ�เริ่มขยายตัวปกคลุมไปทั่ว ท้องฟ้า จนในที่สุดฝนก็เริ่มเทกระหน่ำ�ลงมาอย่างหนัก ผู้คนในเมือง ที่เดินสัญจรกันอยู่ก็ต่างวิ่งหาที่หลบฝนกันอลหม่าน ยังคงเหลือแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่ขยับไปไหนไม่ได้ มัน พยายามตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่วิ่งผ่านมันไปมา ว่าให้ ช่วยพามันออกไปทีมันรู้สึกหนาวเหลือเกิน แต่คงไม่มีใครได้ยินเสียง มัน ทุกคนต่างมองผ่านมันไป ไม่ได้มีใครสนใจในสิ่งที่รองเท้ากำ�ลัง ขอความช่วยเหลืออยู่ตอนนี้เลย หญิงสาวคนหนึ่งกำ�ลังร้องไห้ เธอเดินตรงมาหารอง เท้าด้วยท่าทางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว รองเท้ามองด้วยความสงสัยระคน ดีใจที่จะมีคนมาช่วยมันแล้ว แต่เธอคนนั้นกลับไม่ได้ให้ความสนใจ ไปที่รองเท้าเลยแม้แต่น้อย เธอกำ�ร่มสีเขียวอ่อนในมือเธอไว้แน่น ดู เหมือนเธอตัดสินใจอยู่สักพักก่อนที่จะเขวี้ยงร่มคันนั้นอย่างเต็มแรง และวิ่งจากไปโดยไม่ได้หันกลับมามองร่มสีเขียวอ่อนคันนั้นอีกเลย

จาก รองเท้า sakulrat

http://www.facebook.com/sakulrat.promwong

“ทำ�ไมถึงทำ�กับฉันแบบนี้นะ--เจ็บชะมัด เลย” ร่มโอดครวญ “เป็นอะไรมากรึเปล่า” รองเท้าถามอย่าง เป็นห่วง “รู้สึกเจ็บน่ะ ก็เธอโยนฉันมาอย่างไม่ใย ดีเลยสักนิด คงนึกว่าฉันไม่มีความรู้สึกน่ะสิ--พวก มนุษย์ก็เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ เสียใจก็ทำ�ลายข้าว ของอยู่เรื่อย ไม่ก็ทำ�ร้ายตัวเอง” “นั่นสิ...” รองเท้าพูดอย่างเห็นด้วย แต่ดู เหมือนว่ามันจะพึมพำ�กับตัวเองซะมากกว่า รองเท้ามองร่มที่โมโหกระฟัดกระเฟียด อยู่สักพักโดยไม่พูดอะไร สุนัขตัวหนึ่งเดิน ผ่านมา มันมองรองเท้ากับร่มอย่างพิจารณา อยู่สักพัก ก่อนที่จะเลือกคาบร่มและเดินจาก ไป รองเท้ามองร่มที่ถูกสุนัขคาบไปจนลับตา


และสุดท้ายคงเหลือแต่รองเท้าแสนเก่าคร่ำ�คร่าที่ยังคงต้อง ตากฝนอย่างโดดเดี่ยว เพราะเจ้าของรองเท้าคนแล้วคนเล่า ต่างปฏิเสธที่จะใส่มันอีกแล้ว พวกเขาเหล่านั้นบอกว่าเบื่อที่จะ ใส่รองเท้าคู่นี้ พวกเขาเบื่อลายตรงรองเท้า พวกเขาเห็นว่า รองเท้าคู่นี้เก่าเกินไปจึงเลือกรองเท้าคู่ใหม่ที่ดีกว่ามัน รองเท้ารู้สึกฉงนใจ ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นรองเท้าที่ สวยงาม ขนาดเจ้าของร้านเองก็ตั้งราคามันสูงลิบลิ่วเหนือ รองเท้าคู่อื่น ๆที่มีอยู่ในร้านทั้งหมด เจ้าของรองเท้าคนแล้ว คนเล่าเคยชื่นชมมันว่าดูดี และสวยงาม แต่ไม่นานพวกเขาก็ มีข้ออ้างมากมายที่จะทิ้งรองเท้าอย่างมันในเวลาต่อมา มัน นิ่งอยู่นานเพื่อใช้ความคิด “ใช่สิ--ร่มเองก็ดูใหม่และใช้การ ได้ดีอยู่ แต่ทำ�ไมเจ้าของเลือกที่จะทิ้งร่มล่ะ?” แล้วถ้ามันเอง เคยเป็นรองเท้าที่สวยงามจริง ทำ�ไมทุกคนต่างทิ้งมัน? ทำ�ไม ไม่ดูแลมันให้อยู่กับพวกเขาไปนานๆล่ะ? รองเท้านึกถึงคำ�พูดของร่มที่ต่อว่าพวกมนุษย์ว่า เวลาเสียใจ พวกเขาก็เลือกที่จะทำ�ร้ายตัวเอง ไม่ก็เลือกที่ จะทำ�ลายข้าวของ สุดท้ายแล้วสิ่งของที่โดยทำ�ลายก็ต้อง กลายมาเป็นขยะ ใช้การไม่ได้ แต่สำ�หรับรองเท้าอย่างมัน แล้ว เจ้าของเลือกที่จะทิ้งมันด้วยความเบื่อหน่ายในตัวมัน ตอนนี้สิ่งของอย่างมันรู้สึกเสียใจ และปวดร้าวมาก แต่มัน คงทำ�ร้ายมนุษย์ไม่ได้ มันคงไม่สามารถเลือกที่จะทุบตี ขว้าง ปาพวกมนุษย์ได้อย่างที่พวกเขาทำ�กับมัน เป็นเพราะมนุษย์ มองมันเป็นแค่สิ่งของเท่านั้น เป็นเพราะมันไม่มีน้ำ�ตา โวยวาย หรือตะโกนให้พวกเขารู้ไม่ได้ว่ามันกำ�ลังเสียใจอยู่ พวกเขา เหล่านั้นจึงไม่รู้ว่าสิ่งของอย่างมันรู้สึกยังไง ที่เหลืออยู่ตอนนี้���ำ�หรับของที่ถูกทิ้งอย่างมัน อยากจะขอจากเจ้าของรองเท้าคือ ขอให้พวกเขาเข้าใจ สิ่งของที่พวกเขามองว่าไร้ความรู้สึกทีเถอะ...


download all back issues 01 laugh in penguin villa

06

uke lovers

02

tym magic family

07

girl power

03

king of ukulele

08 blackcomedy paper

11 flooding tears

flooding hearts

04

braille art

09

wind up city

05 duo creative bad awards 2011

10 ceemeagain



UNDO ISSUE 12 - NUT CRESCENDO