Issuu on Google+


วารสารโปลี เ ทคนิ ค ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552 ISSN 1686 - 7440 ราคา 90 บาท

เจ้าของ

กองบรรณาธิการ

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

PROFESSOR DOCTER AMBIGAPATHY PADIAN ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพบูลย์ ช่างเรียน ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ศาสตราจารย์ ดร.สำเนาว์ ขจรศิลป์ รองศาสตราจารย์ ดร.รังสรรค์ ประเสริฐศรี รองศาสตราจารย์ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร วัตถุประสงค์ ดร.วีระ ไชยศรีสุข 1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการในศาสตร์สาขาต่างๆ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. นวลละออ สุภาผล 2. เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ในรูปแบบของ รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย ภิรมย์รื่น วารสารวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ 3. เพื่อส่งเสริมการแสดงความคิดเห็น เสนอผลการ รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ ค้นคว้าและวิจัย ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ 4. เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ และนักวิชาการได้ ดร.ธรรมนิตย์ วราภรณ์ เผยแพร่ผลงาน ดร.เพ็ญศรี แซ่เตียว 5. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณทางด้านวิชาการของวิทยาลัย ดร.สมานจิต ภิรมย์รื่น ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ดร.ทัสนี วงศ์ยืน ดร.ขนิษฐ์ รอดอนันต์ คณะที่ปรึกษาบรรณาธิการ ดร.นพดล มูลสิน นายกสภาวิทยาลัย ดร.จตุรวัฒน์ ธนิษฐ์นันท์ ดร.ดิเรก พรสีมา อธิการบดี ดร.จักรพรรดิ วะทา รองอธิการบดี ดร.ปัณณธร ชัชวรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะการบัญชี พิสูจน์อักษร คณบดีคณะบริหารธุรกิจ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะนิติศาสตร์ นางสาวหทัยกาญจน์ สุขคมขำ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ภิรานี โชควิวัฒนวนิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

รองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์เฉลิมศักดิ์ สุภาผล อัตราค่าสมัครสมาชิก 150 บาท/ปี สมัครสมาชิกวารสาร ติดต่อ อาจารย์ศรายุทธ ตรีโรจน์พร 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร. 0-4528-3770-2 โทรสาร 0-4528-3773

กำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ

พิมพ์ที่

บริษัท ยงสวัสดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด โทร. 0 4532 4777-9

ข้อความในบทความเป็นแนวคิดและลิขสิทธิ์ของผู้เขียน


บ ท บ ร ร ณ า ธิ ก า ร วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของ นักวิชาการสถาบันต่างๆ ฉบับนี้มีบทความวิจัยที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น การศึกษาเปรียบ เทียบความแตกต่างระหว่างการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม กับการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายที่มีต่อการเตรียมความ พร้อมด้านร่างกาย และจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ, Attitudes of Language Learners toward Classroom Anxiety in an EFL Environment เป็ น ต้ น วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือเล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ เพราะได้รับการเสนอแนะจากอธิการบดี วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณบดีคณะต่างๆ ที่ได้มีส่วนร่วมใน การเสนอแนะ ให้วารสารเล่มนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ได้ติดตามวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาตลอด รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน บรรณาธิการ


วิทยาลัยของเรา

OUR COLLEGE

ความหมายของตราสถาบัน รัศมี :

แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองความก้าวหน้าในวิทยาการและเทคโนโลยี ทุกแขนง ชื่อเสียงและคุณภาพความดีแผ่ปก ไปทั่วทิศ

พระธาตุ : แสดงถึง สถานที่ตั้งที่เป็นที่เคารพสักการะที่ซึ่งยึดเหนี่ยว ประสิทธิประสาทวิชา

ดอกบัวบาน : แสดงถึง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ภาษาไทย : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อักษรย่อ : ว.ป.น. ภาษาอังกฤษ : The North Eastern Polytechnic College อักษรย่อ : N P C


PHILOSOPHY

ปรัชญาวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญญา นะรานัง ระตะนัง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน

WISDOM IS PRECIOUS TO THE HUMAN BEING

• วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้อนุญาต ให้จัดตั้ง วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนางชุติมา จินารัตน์ เป็นผู้ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 จัด ตั้ง ณ เลขที่ 749/1 ถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้สำนักกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทบวงมหาวิทยาลัยได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2542 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์สารสนเทศ อาคารทบวงมหาวิทยาลัย ถนนศรีอยุธยา - กรุงเทพมหานคร โดยมี ฯพณฯ ประจวบ ไชยสาส์น รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธีมอบใบอนุญาตฯ มีนาง ชุติมา จินารัตน์ ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับมอบท่ามกลาง ข้าราชการระดับสูงของทบวงมหาวิทยาลัย แขกผู้มีเกียรติ อธิการบดี จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ พร้อมด้วย อธิการบดีวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วม เป็น

สักขีพยานในพิธีมอบใบอนุญาต ปัจจุบันวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความเห็นชอบให้เปิดดำเนินการหลักสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้ • ระดับปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต • ระดับปริญญาโท หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (M.M.) หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Ed.) - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา - สาขาวิชาการพัฒนาหลักสูตรและการสอน หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (M.Pol. Sc.) • ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (Grad.Dip.) - สาขาวิชาชีพครู - สาขาวิชาการบริหารการศึกษา • ระดับปริญญาตรี - การบัญชี - บริหารธุรกิจ - นิติศาสตร์ - รัฐศาสตร์ - เศรษฐศาสตร์ - นิเทศศาสตร์ - วิศวกรรมศาสตร์ ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม กับการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายที่มีต่อการเตรียมความพร้อม ด้านร่างกาย และจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ กิติ ยิ่งยงใจสุข, วีระพงษ์ ไกรวิทย์

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำรา โยคะดั้งเดิมกับการฝึกโยคะอาสนะแบบการออกกำลังกาย ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านร่างกายและ จิ ตใจ เพื่ อ การฝึ ก สมาธิ กลุ่ ม ตั ว อย่ า งที่ ศึ ก ษาเป็ น นิ สิ ต วิ ช าเอกปรั ช ญาและศาสนา ชั้ น ปี ที่ 2 คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 54 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายเพื่อแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ18 คน สองกลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่หนึ่งฝึกอาสนะแบบตำราโยคะดั้งเดิม กลุ่มที่สองฝึก อาสนะแบบการออกกำลังกาย ส่วนกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มควบคุมให้ทบทวนบทเรียนในวิชาอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการฝึก โยคะ นิสิตกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มจะฝึกโยคะสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 1.5 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเครื่องทดสอบสมรรถภาพทางกายและแบบสอบถาม ทำการเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติทดสอบค่าที และ ทดสอบค่าเอฟ นอกจากนี้ยังใช้สมุด บันทึกการฝึกโยคะประจำวัน และการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมมี ผลต่อการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิ โดยมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและ หลังและความสามารถในการทรงตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการ ออกกำลังกายส่งผล ให้ความทนทานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง และความยืดหยุ่นของร่างกายเพิ่มขึ้น ใน ส่วนของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านจิตใจ การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะ ดั้งเดิมทำให้ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์เพิ่มขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการ ออกกำลังกายทำให้ความสามารถในการจดจ่อและความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียดเพิ่ม ขึ้น ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิของทั้ง 3 กลุ่มสรุปได้ว่า การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทาง ร่างกายด้านความทนทานของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่าการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิด ของตำราโยคะดั้งเดิม การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความยืดหยุ่นของร่างกายเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม ไม่พบการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อจากการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม แต่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการ ออกกำลังกายมีอาการบาดเจ็บตามร่างกายในช่วงแรกของการฝึก และไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทาง สถิติในความฝึกความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ จากการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ดั้งเดิมกับแบบออกกำลังกาย การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมกับกลุ่มควบคุม และการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายกับกลุ่มควบคุม คำสำคัญ : โยคะ, การฝึกโยคะ, การฝึกสมาธิ

A Comparative Study on Differences of Yogic Practices between the Concept of Traditional Yoga Text and the Concept of Exercise in Preparing Body and Mind for Practice of Meditation

Kiti Yingyongjaisuk, Veerapong Kraivit

Abstract

The aim of this research is to do a comparative study to ascertain differences between two types of yogic practice, one strictly done according to the traditional yoga texts and one done with applications of exercise principles, in terms of their abilities to prepare the body and mind of ones who practice each of them for further practice of meditation. The sample of this study is a group of 54 second year students of the faculty of humanities Srinakharinwirot University. They were divided in to 3 groups of 18 by simple random method. Two groups were determined to be experimental groups and the other one was a control group. One of the experimental groups was designed to practice the yoga asanas which are strictly based on principles of traditional yoga texts, while the other was designed to practice the asanas that are modified by principles of exercise. The control group was designed to use their time reviewing the learning lessons of other study courses unrelated to Yoga. The two experimental groups practiced yoga for 8 weeks successively, 3 times (of 1.5 hour) a week. The research instruments used were physical abilities testing tools and a questionnaire. Data were collected and analyzed quantitatively by t-test and f-test method. Furthermore, tools such as Yoga Diary and non-participatory observation were employed to collect and analyzed qualitative data by means of content analysis. It was found that practicing the traditional yoga asanas can improve bodily readiness for meditation. It tended to increase the strength of the students’ legs and back muscles including the students’ ability to balance their bodies, while


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

3

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

practicing the modified asanas tended to increase the students’ muscle stamina, strength of legs and back muscles, and body’s elasticity. Regarding the improvement of mental readiness, practicing the traditional yoga asanas tended to increase the students’ abilities of self-awareness and of emotional control, while practicing the modified asanas tended to increase the students’ abilities of concentration, mental relaxation, and stress management. It can be concluded that results of comparison of bodily readiness for meditation between the three groups are as follows: for practicing the traditional yoga asanas and practicing the modified asanas, the modified asanas can improve students’ muscle stamina and body’s elasticity more than the traditional yoga asanas; for practicing the traditional yoga asanas and the control group, the traditional yoga asanas can improve body’s elasticity more than the control group; and for practicing the modified asanas and the control group, the modified asanas can improve body’s elasticity more than the control group. When compared to each other, practicing the modified asanas could bring about muscle injuries to ones who practice it, especially in the early period of practice, more than the traditional practice which almost had not any physical harm-effects. The comparison of mental readiness for further meditation practice : the traditional and modified yoga asanas, the traditional yoga practice and the control group, and the modified yoga practice and the control group shows no statistical significance in improvement. Keywords : Yoga, Yogic Practice, Practice of Meditation

ความสำคัญ และที่มาของปัญหาการวิจัย

โยคะเป็นระบบปรัชญาเก่าแก่ที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดียมาเป็นเวลาหลายพันปี และเป็นมรดก สำคัญของมนุษยชาติที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจนถึงคนรุ่นหลังในยุคปัจจุบัน นักปราชญ์อินเดียโบราณ คิดค้นโยคะขึ้นมาโดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์อันเป็นเรื่องของการพัฒนาจิตใจ (สุนทร ณ รังษี, 2530 : 236 ; เอ็ม.แอล. ฆาโรเต, 2551 : 29-30) การฝึกโยคะมีหลากหลายเทคนิค แต่ที่เป็นที่นิยมฝึกกันมากและเป็นที่รู้จักกันเมื่อพูดถึงโยคะก็คือส่วน ของอาสนะ ความหมายของอาสนะตามตำราโยคะสูตร คือการควบคุมร่างกายให้อยู่ในอิริยาบถที่สบายและเป็น ประโยชน์แก่การเจริญสมาธิ โยคะถือว่าหากร่างกายอ่อนแอมีโรคมาก จิตย่อมไม่อาจตั้งมั่นแน่วแน่ในสมาธิได้ (สุนทร ณ รังษี, 2530 : 245-246) อิริยาบถที่เรียกว่าอาสนะนี้ในปัจจุบันมีหลายท่า แต่ตามประวัติศาสตร์ ของโยคะพบว่าจำนวนของอาสนะในสมัยก่อนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นท่าอาสนะเพื่อสมาธิซึ่งเป็นเป้าหมายที่ สำคัญของการฝึกอาสนะ (วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี, ผู้แปลและเรียบเรียง, 2550 : 28-29) ต่อมาเมื่อมีการสังเกตพบว่าการฝึกอาสนะ เพื่อสมาธิให้ได้นานขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เป็นไปได้ว่ามีความ พยายามที่จะจัดปรับร่างกายให้พร้อมต่อการทำสมาธิโดยการเหยียดยืดกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ในหลายๆ ทิศทาง แนวคิดในการขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้นั่งสมาธิได้ยาวนานขึ้นยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการ ฝึกอาสนะที่หลากหลาย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

4

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

เป้าหมายสูงสุดของอาสนะ (เทคนิคอย่างหนึ่งของการฝึกโยคะ) คือการลดสิ่งรบกวนทางจิตใจเพื่อก่อ ให้เกิดความสงบหรือสมาธิต่อผู้ฝึก (เอ็ม.แอล. ฆาโรเต, 2548 : 112) ตำราโยคะดั้งเดิมที่มีชื่อว่า “โยคะสูตร” (Yoga Sutra) แนะนำให้ฝึกอาสนะซึ่งเป็นเทคนิคการฝึก โยคะที่เน้นด้านร่างกายก่อนที่จะก้าวขึ้นไปฝึกด้านจิตใจ โดยได้จัดการฝึกอาสนะอยู่ในลำดับต้นๆ ในขั้นที่ 3 และวางลำดับการฝึกจิตอยู่ลำดับท้ายๆ ในขั้นที่ 5 ถึง 8 (Karambelkar, 1986 : 231-239) ตำราในสายของ “หฐโยคะ” (Hatha Yoga) ก็ได้กล่าวถึงและให้ความสำคัญกับการพัฒนาร่างกาย ผ่านอาสนะหลายท่า ซึ่งท่าเหล่านั้นมีประโยชน์ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งระบบประสาท ต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นสมาธิแน่วแน่ของจิต เป็นการ เตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป เช่น ตำราหฐประทีปิกา กล่าวว่า อาสนะเป็นขั้นตอนแรกของการฝึกเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตามแนวทางของหฐโยคะ (Digambaraji and Kokaje, 1998 : xix-xx) ดังนั้นไม่ว่าจะพิจารณาที่เป้าหมายสูงสุดของโยคะหรือของอาสนะก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจทั้งสองส่วนอันเป็นองค์ประกอบหลักของมนุษย์ ดังที่กล่าวแล้วว่าศาสตร์โยคะดั้งเ���ิมมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาจิตใจเป็นสำคัญ แต่การศึกษาและเผย แพร่โยคะในยุคปัจจุบันนั้นมีความหลากหลาย เพราะโยคะได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับความ ต้องการของคนกลุ่มต่างๆ ทั่วโลก การฝึกโยคะของคนในสังคมไทยทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกันคือ มีความหลาก หลายทั้งแนวคิดและวิธีการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างเฉพาะการ ฝึกโยคะอาสนะ 2 รูปแบบ คือ การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม หรือโยคะสูตร กับการ ฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย ซึ่งใช้รูปแบบการฝึกในสองลักษณะคือ การนำท่าอาสนะมา ฝึกด้วยแนวคิดการออกกำลังกายแบบไอโซเมตริก (Isometric Exercise) และแบบไอโซโทนิค (Isotonic Exercise) (เอ็ม.แอล. ฆาโรเต, 2548 : 112-114) อย่างไร ก็ตาม กลุ่มผู้สนใจฝึกโยคะอาสนะทั้งแบบการฝึก ด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และแบบการฝึกด้วยแนวคิดของออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมใน ปัจจุบัน ต่างก็ยังไม่แน่ใจหรือไม่ทราบว่า การฝึกโยคะวิธีใดที่ปฏิบัติแล้วสามารถเตรียมความพร้อมทางด้าน ร่างกายและด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิตามแนวทางของศาสตร์โยคะได้ดีกว่า ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการวิจัยในหัวข้อ “การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการฝึกโยคะ อาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมกับการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายที่มีต่อการ

เตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ” นี้ จะสามารถสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจที่ ถูกต้องเหมาะสมให้กับผู้สนใจฝึกโยคะอาสนะในสังคม และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้ไปดูแล พัฒนาตนเองให้เกิดความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่เหมาะสมต่อการฝึกสมาธิตามแนวคิดของปรัชญา โยคะ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมทางด้านร่างกายและด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของการออกกำลังกาย 2. เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายและด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ จาก การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมกับการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

สมมุติฐานในการวิจัย

ผู้วิจัยตั้งสมมุติฐานในการศึกษา 4 ข้อดังนี้ 1. ภายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย มีผลการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึก สมาธิในทางที่ดีขึ้นกว่าก่อนการฝึก 2. ภายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย มีผลการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึก สมาธิในทางที่ดีขึ้นกว่าก่อนการฝึก 3. การฝึกโยคะอาสนะในกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทาง ด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิที่แตกต่างกัน และเป็นไปในทางที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ฝึกโยคะแต่อย่างใด 4. การฝึกโยคะอาสนะในกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทาง ด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิที่แตกต่างกัน และเป็นไปในทางที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ฝึกโยคะแต่อย่างใด

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. อาสนะ หมายถึง ท่าต่างๆ ของร่างกายที่ใช้สำหรับการฝึกปฏิบัติโยคะ 2. การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม หมายถึง การฝึกโยคะอาสนะโดยใช้ แนวคิดของตำราโยคะสูตร (Yoga Sutra) ซึ่งมีหลักการฝึกที่เน้นความมั่นคงทางกาย ความผ่อนคลายหรือ ความสบายทางจิตใจ โดยใช้แรงน้อยและใช้ความพยายามน้อยที่สุดเพื่อทรงตัวอยู่ในท่าอาสนะ 3. การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย หมายถึง การฝึกโยคะอาสนะโดยใช้ แนวคิดของการออกกำลังกายซึ่งมีรูปแบบการฝึกในสองลักษณะคือ การนำท่าอาสนะมาฝึกแบบร่างกายไม่ เคลื่อนไหวหรือนิ่งอยู่ในท่าแต่มีการเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อออกแรงต้านซึ่งตรงกับแนวคิดของการออกกำลังกายแบบ ไอโซเมตริก (Isometric Exercise) และการนำท่าอาสนะมาฝึกแบบเคลื่อนไหวโดยกล้ามเนื้อมีแรงตึงตัวคงที่ และความยาวของกล้ามเนื้อเปลี่ยน ซึ่งตรงกับแนวคิดของการออกกำลังกายแบบไอโซโทนิค (Isotonic Exercise) (วิภาวรรณ ลีลาสำราญ และวุฒิชัย เพิ่มศิริวาณิชย์, 2547 : 77-78) 4. ความพร้อมด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิ หมายถึง สภาพทางร่างกายในด้านต่างๆ ที่เอื้อ ต่อการนั่งใน ท่าอาสนะเพื่อสมาธิ เช่น ความยืดหยุ่น ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เป็นต้น 5. ความพร้อมด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ หมายถึง สภาวะของจิตที่มีความสามารถในการ จดจ่อ มีความสามารถผ่อนคลายและจัดการความเครียด และมีความสามารถในการรู้ตัวและ ควบคุมอารมณ์ ซึ่งเอื้อต่อการฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 6. การฝึกสมาธิ หมายถึง การใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นเครื่องฝึกหัดให้จิตกำหนดเพื่อให้ อยู่ในความควบคุม สามารถจับอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งเดียวได้โดยไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เลื่อนลอยไปหาสิ่งอื่น สิ่งที่นำมาให้จิตกำหนดนี้เป็นอะไรก็ได้ แต่ให้เป็นกลางๆ คือไม่ล่อให้จิตคิดปรุงแต่ง เช่น ลม หายใจ เป็นต้น (สุจิตรา อ่อนค้อม, 2549 : 3-4) 7. กลุ่มทดลอง หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการฝึกโยคะอาสนะในรูปแบบที่แตกต่างกัน กล่าว คือกลุ่ม ที่หนึ่งฝึกอาสนะตามแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม ส่วนกลุ่มที่สองฝึกอาสนะตามแนวคิดของการออก กำลังกาย ทั้งสองกลุ่มนี้ฝึกโยคะในห้องฝึกที่จัดแยกกันแต่ฝึกในวันและเวลาเดียวกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

6

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

8. กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับการฝึกอาสนะแต่ให้ทบทวนบทเรียนในวิชาอื่นที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกโยคะ

วิธีการวิจัย

1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้เป็นนิสิตชายและหญิง วิชาเอกปรัชญาและศาสนา ชั้นปีที่ 2 ของ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวนทั้งหมด 54 คน โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random) เพื่อแบ่งนิสิตออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 18 คนเท่ากัน สองกลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง โดย กลุ่มที่หนึ่งฝึกโยคะอาสนะตามแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม ส่วนกลุ่มที่สองฝึกโยคะอาสนะตามแนวคิดของการ ออกกำลังกาย ส่วนกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการฝึกโยคะอาสนะเหมือนสองกลุ่มแรก แต่กลุ่มที่สาม ทำกิจกรรมทบทวนบทเรียนในวิชาอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกโยคะแต่อย่างใด 2. ระยะเวลาในการทดลอง นิสิตกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มฝึกโยคะอาสนะสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 1.5 ชั่วโมง ในวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน 8 สัปดาห์ ส่วนนิสิตกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมทบทวนบท เรียนในวิชาอื่นที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกโยคะในวันและเวลาเดียวกัน 3. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ในการทดลองฝึกโยคะอาสนะนี้ใช้ท่าอาสนะชุดเดียวกันสำหรับกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้���่า อาสนะประเภทเสริมสร้างจำนวน 16 ท่า ได้แก่ ชานุศีรษาสนะ (ท่าหัวจรดเข่า) ปัศจิมตานาสนะ (ท่าเหยียด หลัง) วักราสนะ (ท่าบิดสันหลัง) โยคมุทรา (ท่าสัญลักษณ์โยคะ) มรรชราสนะ (ท่าแมว) ตรีโกณาสนะ (ท่า สามเหลี่ยม) ปริวฤตตะ ตรีโกณาสนะ (ท่าสามเหลี่ยมหมุนกลับ) ปาทหัสตาสนะ (ท่ามือถึงเท้า) อุตกฏาสนะ (ท่าเก้าอี้) ภุชังคาสนะ (ท่างู) ศลภาสนะ (ท่าตั๊กแตน) อูรธวมุขศวานาสนะ (ท่าสุนัขแลขึ้น) อโธมุขศวานา สนะ (ท่าสุนัขแลลง) อรรธหลาสนะ (ท่าคันไถครึ่งตัว) ปวันมุกตาสนะ (ท่าขับลม) และเสตุพันธาสนะ (ท่า แอ่นท้อง) รวมทั้งจะใช้ท่าอาสนะประเภท ผ่อนคลายจำนวน 2 ท่า ได้แก่ ศวาสนะ (ท่าศพ) และมักราสนะ (ท่าจระเข้) 4. เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปร 4.1 ด้านร่างกาย ใช้การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยการทดสอบความ ทนทานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง ความสามารถในการทรงตัว และความยืด หยุ่นของร่างกาย การทดสอบในแต่ละหัวข้อจะมีวิธีการวัดและอุปกรณ์ที่ใช้ เป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบ สมรรถภาพทางกาย (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ, 2548) 4.2 ด้านจิตใจ ใช้แบบสอบถามวัดความฉลาดทางอารมณ์ ที่พัฒนาจากแบบประเมินความ ฉลาดทางอารมณ์ของกรมพัฒนาสุขภาพจิต ประกอบด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล 3 ส่วนคือ ความ สามารถในการจดจ่อจำนวน 6 คำถาม ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียดจำนวน 10 คำถาม และความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์จำนวน 10 คำถาม รวมทั้งหมด 26 ข้อ 4.3 สมุดบันทึกการฝึกโยคะประจำวันของนิสิต (Yoga Diary) เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิง คุณภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ตรงของนิสิตเองในด้านต่างๆ รวมถึงอาการบาดเจ็บของกล้าม เนื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะฝึก ผู้วิจัยจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากนี้ยังใช้การสังเกต แบบไม่มีส่วนร่วมเป็นเครือ่ งมือในการเก็บข้อมูลเพิม่ เติมและใช้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทีไ่ ด้รบั จากวิธกี ารเก็บ ข้อมูลหลักข้างต้นด้วย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

7

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

5. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลด้านความพร้อมทางร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิจะเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มก่อนเริ่ม ต้นการทดลองฝึกโยคะอาสนะและหลังจากจบการทดลอง โดยการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ข้อมูลด้านความพร้อมทางจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิจะเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่ม โดยให้ทำ แบบสอบถามพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ทั้ง 26 ข้อพร้อมๆ กันทั้งก่อนและหลังการทดลอง แล้วนำข้อมูลที่ ได้มารวมเป็นคะแนนเพื่อทำการประมวลผลต่อไป ส่วนการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมและสมุดบันทึกการฝึกโยคะประจำวันของนิสิตจะใช้กับกลุ่มทดลอง ทั้งสองกลุ่ม โดยสมุดบันทึกการฝึกโยคะประจำวันของนิสิต จะให้นิสิตทำในชั้นเรียนทุกครั้งหลังจากฝึกโยคะ เสร็จแล้ว ให้เวลาเขียนประมาณ 15 นาที โดยมีประเด็นสำคัญๆ เป็นกรอบให้นิสิตบันทึกการเปลี่ยนแปลง ตนเองที่ได้รับจากการฝึกอาสนะทั้งด้านร่างกายและจิตใจในระหว่างการทดลองตลอด 8 สัปดาห์ สมุดบันทึกนี้ ผู้วิจัยจะนำกลับมาอ่านทุกสัปดาห์ และจะมีการเขียนโต้ตอบและถามคำถามในส่วนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่ ชัดเจนมากขึ้น 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การประมวลผลทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมุติฐานของงานวิจัยทั้ง 4 ประเด็นโดยมีวิธีการดังนี้คือ สมมุติฐานข้อ 1 และ 2 เป็นการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทาง ด้านร่างกายและความพร้อมทางด้านจิตใจ ภายในกลุ่มที่ฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และกลุ่มที่ฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย โดยใช้สถิติ Paired Samples t-Test สมมุติฐานข้อ 3 และ 4 เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทาง ร่างกายและความพร้อมทางด้านจิตใจของทั้ง 3 กลุ่ม โดยใช้สถิติ One-Way ANOVA (f-Test) 7. กรอบแนวคิดของการวิจัย คัมภีร์เตโชพินธุ อุปนิษัท ได้กล่าวไว้ว่า “อาสนะเอื้อให้ผู้ฝึกสามารถใคร่ครวญอยู่บนความจริงสูงสุด ได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ฉะนั้นอาสนะจึงต้องนำผู้ฝึกไปสู่ความสบาย ผู้ฝึกจึงสามารถนั่งสมาธิได้นาน” (เอ็ม.แอล. ฆาโรเต, 2548 : 114-115) และหากผู้ฝึกโยคะสามารถทรงตัวด้วยความมั่นคงอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง (ท่านั่งสมาธิ) ได้นานถึง 3 ชั่วโมง เขาผู้นั้นจะได้รับการพิจารณาว่ามีความสามารถพอที่จะฝึกโยคะ และได้ บรรลุภาวะที่รู้จักกันในชื่อว่า “อาสนะชัย” (เอ็ม.แอล. ฆาโรเต, 2551 : 67) ตำราในสายของ “หฐโยคะ” (Hatha Yoga) ก็ได้กล่าวถึงและให้ความสำคัญกับการพัฒนาร่างกาย ผ่านอาสนะหลายท่า ซึ่งท่าเหล่านั้นมีประโยชน์ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งระบบประสาท ต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นสมาธิแน่วแน่ของจิต เป็นการ เตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป เช่น ตำราหฐประทีปิกา กล่าวว่า อาสนะเป็นขั้นตอนแรกของการฝึกเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตามแนวทางของหฐโยคะ (Digambaraji and Kokaje, 1998 : xix-xx) ดังนั้นไม่ว่าจะพิจารณาที่เป้าหมายสูงสุดของโยคะหรือของอาสนะก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจทั้งสองส่วน หลักในการฝึกโยคะอาสนะตามตำราโยคะสูตรบทที่ 2 ประโยคที่ 46-47 (Karambelkar, 1986 : 287-297; Iyengar, 1993 : 149-151) กล่าวโดยสรุปว่า การฝึกโยคะอาสนะเป็นไปเพื่อให้เกิดความมั่นคงและ ความสบาย นอกจากนี้ผู้ฝึกยังต้องใช้แรงและใช้ความพยายามให้น้อยที่สุดในการฝึก ตลอดจนวางจิตให้จดจ่อ เป็นสมาธิ จากหลักการฝึกโยคะอาสนะดังกล่าวอธิบายได้ว่า


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

8

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

• ความมั่นคงเป็นเรื่องทางร่างกายและจิตใจจะเกิดขึ้นต่อเมื่อร่างกายหรือกล้ามเนื้อมีความทนทานและ แข็งแรงรวมทั้งมีการทรงตัวที่ดีและจิตมีการจดจ่อและมีความรู้ตัวดี • ส่วนความสบายเป็นเรื่องทางร่างกายและจิตใจเช่นเดียวกันซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความยืดหยุ่นดี กล้ามเนื้อไม่บาดเจ็บ และจิตมีความผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด • ส่วนการใช้แรงหรือความพยายามแต่น้อยในการฝึกจะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นได้ดีขึ้นและไม่บาดเจ็บ รวมทั้งจิตใจไม่ตึงเครียด • สำหรับการวางจิตให้จดจ่อเป็นสมาธิเป็นการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจและยังส่งผลให้ร่างกาย สามารถทรงตัวได้ดีด้วย ดังนั้นในการฝึกโยคะอาสนะใดๆ ก็ตามร่างกายและจิตใจต่างก็ได้รับการจัดเตรียมให้เกิดความพร้อม เพื่อที่ผู้ฝึกโยคะสามารถนั่งอยู่ในท่าสมาธิท่าใดท่าหนึ่งได้อย่างยาวนานด้วยร่างกายที่มั่นคงและจิตใจที่สงบ โดยสรุปกรอบแนวคิดของการวิจัยมีดังนี้ ตัวแปรตาม : ความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิ 1. ความทนทานของกล้ามเนื้อ ตัวแปรต้น : 2. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง 1. การฝึกโยคะอาสนะด้วย 3. ความสามารถในการทรงตัว แนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม 4. ความยืดหยุ่นของร่างกาย 2. การฝึกโยคะอาสนะด้วย 5. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แนวคิดของการออกกำลังกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ 1. ความสามา���ถในการจดจ่อ 2. ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด 3. ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์

สรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัย เรียงลำดับตามสมมติฐานในการศึกษาที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ในตอนต้นรวม 4 ข้อ มีดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการฝึก ของการ ฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของการออกกำลังกาย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

9

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ตารางที่ 1 Paired Samples Test ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านร่างกายของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม

คู่ที่ 1 คู่ที่ 2 คู่ที่ 3 คู่ที่ 4

การเปลี่ยนแปลง ก่อน t df Sig. -หลัง (2-tailed) ค่า ส่วนเบี่ยงเบน เฉลี่ย มาตรฐาน ความทนทานกล้ามเนื้อ ก่อน - หลัง -.28 1.406 -.838 17 .414 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง ก่อน - หลัง -13.883 17.2567 -3.413 17 .003* ความสามารถในการทรงตัว ก่อน - หลัง -1.8936 4.14603 -1.938 17 .069* ความยืดหยุ่นของร่างกาย ก่อน - หลัง -.5011 1.40124 -1.517 17 .148

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig.ทางเดียว < 0.05) เนื่องจากเป็นการทดสอบแบบทางเดียว ดังนั้น Sig.ทางเดียวที่น้อยกว่า 0.05 ได้แก่ Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 2 = Sig.(2-tailed)/2 = .003/2 = 0.0015 Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 3 = Sig.(2-tailed)/2 = .069/2 = 0.0345 สมมติฐานทางสถิติที่ใช้ทดสอบ HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม ไม่ มากกว่าก่อนฝึก H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม มาก กว่าก่อนฝึก ตารางที่ 2 Paired Samples Test ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านร่างกายของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย

คู่ที่ 1 ความทนทานกล้ามเนื้อ ก่อน - หลัง คู่ที่ 2 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง ก่อน - หลัง

การเปลี่ยนแปลง ก่อน t -หลัง ค่า ส่วนเบี่ยงเบน เฉลี่ย มาตรฐาน -1.67 1.188 -5.951 -11.528 12.7492 -3.836

คู่ที่ 3 คู่ที่ 4

-.4342 -2.0789

ความสามารถในการทรงตัว ก่อน - หลัง ความยืดหยุ่นของร่างกาย ก่อน - หลัง

3.89712 1.64661

df

Sig. (2-tailed)

17 17

.000* .001*

-.473 17 -5.356 17

.642 .000*

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig.ทางเดียว < 0.05) เนื่องจากเป็นการทดสอบแบบทางเดียว ดังนั้น Sig.ทางเดียวที่น้อยกว่า 0.05 ได้แก่ Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 1 = Sig.(2-tailed)/2 = .000/2 = 0.000 Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 2 = Sig.(2-tailed)/2 = .001/2 = 0.0005 Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 4 = Sig.(2-tailed)/2 = .000/2 = 0.000


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

10

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

สมมติฐานทางสถิติที่ใช้ทดสอบ HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายไม่ มากกว่าก่อนฝึก H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมาก กว่าก่อนฝึก 2. ผลการเปรียบเทียบความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิด ของการออกกำลังกาย ตารางที่ 3 Paired Samples Test ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านจิตใจของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลง ก่อน -หลัง ค่า ส่วนเบี่ยงเบน เฉลี่ย มาตรฐาน คู่ที่ 1 ความสามารถในการจดจ่อ ก่อน - หลัง -.72 2.585 คู่ที่ 2 ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด ก่อน - หลัง -.83 3.148 คู่ที่ 3 ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์ ก่อน - หลัง -1.61 3.238

t

df

Sig. (2-tailed)

-1.185 17 -1.123 17 -2.111 17

.252 .277 .050*

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig.ทางเดียว < 0.05) เนื่องจากเป็นการทดสอบแบบทางเดียว ดังนั้น Sig.ทางเดียวที่น้อยกว่า 0.05 ได้แก่ Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 3 = Sig.(2-tailed)/2 = .050/2 = 0.025 สมมติฐานทางสถิติที่ใช้ทดสอบ HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม ไม่มาก กว่าก่อนฝึก H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม มากกว่า ก่อนฝึก ตารางที่ 4 Paired Samples Test ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านจิตใจของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย การเปลี่ยนแปลง ก่อน -หลัง ค่า ส่วนเบี่ยงเบน เฉลี่ย มาตรฐาน คู่ที่ 1 ความสามารถในการจดจ่อ ก่อน - หลัง -.83 1.978 คู่ที่ 2 ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด ก่อน - หลัง -2.11 3.563 คู่ที่ 3 ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์ ก่อน - หลัง -1.22 3.098

t

df

Sig. (2-tailed)

-1.788 17 -2.514 17 -1.674 17

.092* .022* .112


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

11

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig.ทางเดียว < 0.05) เนื่องจากเป็นการทดสอบแบบทางเดียว ดังนั้น

Sig.ทางเดียวที่น้อยกว่า 0.05 ได้แก่ Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 1 = Sig.(2-tailed)/2 = .092/2 = 0.046 Sig.ทางเดียว ของคู่ที่ 2 = Sig.(2-tailed)/2 = .022/2 = 0.011 สมมติฐานทางสถิติที่ใช้ทดสอบ HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายไม่มาก กว่าก่อนฝึก H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตหลังการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมากกว่า ก่อนฝึก ตารางที่ 5 สรุปผลการเปลี่ยนแปลงความพร้อมด้านร่างกายและด้านจิตใจ ก่อนและหลัง การ ฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออก กำลังกาย การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย 1. ความทนทานของกล้ามเนื้อ 2. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง 3. ความสามารถในการทรงตัว 4. ความยืดหยุ่นของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ 1. ความสามารถในการจดจ่อ 2. ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด 3. ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์

ฝึกแบบตำราดั้งเดิม เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง ฝึกแบบตำราดั้งเดิม เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น

ฝึกแบบออกกำลังกาย เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น ฝึกแบบออกกำลังกาย เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง

จากตารางที่ 5 สรุปผลได้ว่า การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและการฝึกโยคะ อาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจเพื่อ การฝึกสมาธิ โดยในด้านความพร้อมทางด้านร่างกาย การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมมี ผลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังและความสามารถในการทรงตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของการออกกำลังกายส่งผลให้ความทนทานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง และ ความยืดหยุ่นของร่างกายเพิ่มขึ้น ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านจิตใจ การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของ ตำราโยคะดั้งเดิมทำให้ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์เพิ่มขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความสามารถในการจดจ่อและความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการ ความเครียดเพิ่มขึ้น 3. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึก สมาธิของการทดลองทั้ง 3 กลุ่ม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

12

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ตารางที่ 6 ANOVA ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางร่างกายทั้ง 3 กลุ่ม ค���ามแตกต่างของค่าเฉลี่ย ในด้าน ความทนทานของกล้ามเนื้อ

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขาและหลัง ความสามารถในการ ทรงตัว ความยืดหยุ่นของร่างกาย

Between Groups Within Groups Total Between Groups Within Groups Total Between Groups Within Groups Total Between Groups Within Groups Total

Sum of Squares 17.593 108.111 125.704 726.939 12918.771 13645.710 21.994 767.037 789.031 90.600 167.748 258.348

df 2 51 53 2 51 53 2 51 53 2 51 53

Mean F Square 8.796 4.150 2.120 363.470 1.435 253.309 10.997 .731 15.040 45.300 13.772 3.289

Sig. .021* .248 .486 .000*

* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig. < 0.05) ทดสอบสมมติฐานทางสถิติชุดที่ 1 HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของนิสิตทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองอย่างน้อย 1 คู่ที่แตกต่างกัน จากตารางที่ 6 ในช่องขวาสุดพบว่า ค่า Sig. ที่น้อยกว่า .05 มีอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านความทนทานของกล้าม เนื้อ (.021) และความยืดหยุ่นของร่างกาย (.000) นั่นคือ ปฏิเสธสมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานทาง เลือกของทั้ง 2 ด้านนี้ แสดงว่า ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั้ง 2 ด้านนี้ภายหลังการทดลองมี อย่างน้อย 1 คู่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจะเป็นคู่ไหนบ้างจากทั้งหมด 2 คู่ พิจารณาด้วย Post Hoc Tests จากตาราง Multiple Comparisons ข้างล่างนี้ ตารางที่ 7 Multiple Comparisons ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางร่างกายโดยเปรียบ เทียบกันเป็นคู่ของ ทั้ง 3 กลุ่ม Scheffe ตัวแปรตาม ความทนทาน ของกล้ามเนื้อ

(I) กลุ่ม (J) กลุ่ม 1 2 3 2 1 3 3 1 2

ผลต่าง ของค่าเฉลี่ย (I-J) -1.39* -.56 1.39* .83 .56 -.83

ความคลาดเคลื่อน มาตรฐาน .485 .485 .485 .485 .485 .485

Sig. .022 .524 .022 .239 .524 .239


13

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อขา และหลัง ความสามารถ ในการทรงตัว

ความยืดหยุ่น ของร่างกาย

1 2 3 1 2 3 1 2 3

2 3 1 3 1 2 2 3 1 3 1 2 2 3 1 3 1 2

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552 2.356 8.689 -2.356 6.333 -8.689 -6.333 1.4578 1.2178 -1.4578 -.2400 -1.2178 .2400 -1.5761* 1.5967* 1.5761* 3.1728* -1.5967* -3.1728*

5.3052 5.3052 5.3052 5.3052 5.3052 5.3052 1.29271 1.29271 1.29271 1.29271 1.29271 1.29271 .60454 .60454 .60454 .60454 .60454 .60454

.906 .271 .906 .495 .271 .495 .534 .644 .534 .983 .644 .983 .041 .038 .041 .000 .038 .000

* ผลต่างของค่าเฉลี่ยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Sig. < 0.05) ทดสอบสมมติฐานทางสถิติ ชุดที่ 2 HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ไม่แตกต่างกัน H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 แตกต่างกัน ชุดที่ 3 HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 ไม่แตกต่างกัน H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 แตกต่างกัน ชุดที่ 4 HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ไม่แตกต่างกัน H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลังการทดลองของกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 แตกต่างกัน จากตาราง Multiple Comparisons อธิบายผลเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลง ทางร่างกายแยกเป็นแต่ละด้านของทั้ง 3 กลุ่มได้ดังนี้ ด้านความทนทานของกล้ามเนื้อ พบว่า ค่า Sig. ในตารางเท่ากับ .022 ซึ่ง Sig. < .05 ในคู่ ของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 แสดงว่า ปฏิเสธสมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานทางเลือกของชุดที่ 2 นั่นคือ กลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงด้านความทนทานของกล้ามเนื้อภายหลังการทดลองแตกต่างจากกลุ่ม ที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากกว่ากลุ่มที่หนึ่งเท่ากับ 1.39 ครั้ง ด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง พบว่า ค่า Sig. ของทั้ง 3 คู่ มากกว่า .05 จึง ยอมรับสมมติฐานหลักของชุดที่ 2 3 และ 4 ว่า ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขาและหลังภายหลังการทดลองของทั้ง 3 คู่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความสามารถในการทรงตัว ก็พบเช่นเดียวกันว่า ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงด้านความ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

สามารถในการทรงตัวภายหลังการทดลองของทั้ง 3 คู่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความยืดหยุ่นของร่างกาย พบว่า ค่า Sig. ของทั้ง 3 คู่ น้อยกว่า .05 จึงปฏิเสธ สมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานทางเลือกของชุดที่ 2 3 และ 4 นั่นคือ กลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของการ เปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นของร่างกายภายหลังการทดลองแตกต่างจากกลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากกว่ากลุ่มที่ 1 เท่ากับ 1.58 นิ้ว และกลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของ การเปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นของร่างกายภายหลังการทดลองแตกต่างจากกลุ่มที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ 1 มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากกว่ากลุ่มที่ 3 เท่ากับ 1.60 นิ้ว และในคู่สุดท้ายพบว่า กลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นของร่างกายภายหลังการทดลองแตกต่างจากกลุ่มที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวมากกว่ากลุ่มที่ 3 เท่ากับ 3.17 นิ้ว 4. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ ของการทดลองทั้ง 3 กลุ่ม ตารางที่ 8 ANOVA ของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางจิตใจทั้ง 3 กลุ่ม ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย Sum of ความพร้อมทางจิตใจในด้าน Squares ความสามารถในการจดจ่อ Between Groups 8.444 Within Groups 255.056 Total 263.500 ความสามารถในการผ่อนคลาย Between Groups 56.259 และจัดการความเครียด Within Groups 564.556 Total 620.815 ความสามารถในการรู้ตัวและควบ Between Groups 45.444 คุมอารมณ์ Within Groups 427.889 Total 473.333

df 2 51 53 2 51 53 2 51 53

Mean Square 4.222 5.001 28.130 11.070 22.722 8.390

F

Sig.

.844

.436

2.541

.089

2.708

.076

ทดสอบสมมติฐานทางสถิติชุดที่ 1 HO = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหลังการทดลองของนิสิตทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน H1 = ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหลังการทดลองอย่างน้อย 1 คู่ที่แตกต่างกัน จากตารางที่ 8 ในช่องขวาสุดพบว่า ค่า Sig. ของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจทั้ง 3 ด้านมีค่ามาก กว่า .05 คือ ด้านความสามารถในการจดจ่อ (.436) ความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด (.089) และความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์ (.076) นั่นคือ ยอมรับสมมติฐานหลักของทั้ง 3 ด้านนี้ แสดงว่า ค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจทั้ง 3 ด้านนี้ภายหลังการทดลองของนิสิตทั้ง 3 กลุ่มไม่ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจทั้ง 3 ด้านนี้จึงไม่ต้อง พิจารณา Post Hoc Tests ต่อไป


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

15

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ตารางที่ 9 สรุปผลเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกาย และทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิของการทดลองทั้ง 3 กลุ่ม

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ความทนทานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง ความสามารถในการทรงตัว ความยืดหยุ่นของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความสามารถในการจดจ่อ ความสามารถในการผ่อนคลาย และจัดการความเครียด ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์

ผลการเปลี่ยนแปลงของแต่ละคู่ระหว่างกลุ่มที่ฝึกแบบ ตำราดั้งเดิม กับ ตำราดั้งเดิม กับ ออกกำลังกาย กับ ออกกำลังกาย กลุ่มควบคุม กลุ่มควบคุม แตกต่าง แตกต่าง แตกต่าง แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง แตกต่าง แตกต่าง แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต���าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง

ไม่แตกต่าง

ไม่แตกต่าง

จากตารางที่ 9 สรุปผลเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกาย และจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิของการทดลองทั้ง 3 กลุ่มสามารถสรุปได้ว่า ในคู่ของการฝึกโยคะอาสนะด้วย แนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมกับการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลงความ พร้อมทางร่างกายด้านความทนทานของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน โดยความทนทานของกล้ามเนื้อของกลุ่มที่ฝึก โยคะอาสนะแบบออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ฝึกโยคะอาสนะแบบตำราดั้งเดิม ส่วน การเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางร่างกายด้านความยืดหยุ่นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันในทั้ง 3 คู่ โดย การฝึกโยคะอาสนะแบบออกกำลังกายมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม และการฝึก โยคะอาสนะแบบตำราดั้งเดิมมีการเปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนในด้านการ เปลี่ยนแปลงทางจิตใจนั้น ทั้ง 3 คู่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แตกต่างกัน ในภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกายสามารถสรุปได้ว่า การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมีแนวโน้มดีกว่าการฝึกโยคะ อาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและกลุ่มควบคุม และการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะ ดั้งเดิมมีแนวโน้มดีกว่ากลุ่มควบคุม

อภิปรายผล

การอภิปรายผลของการวิจัยแบ่งเป็น 4 ส่วนตามสมมติฐานของการวิจัย และมีประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับการอภิปรายในแต่ละส่วนตามลำดับดังต่อไปนี้


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

16

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

1. ผลการเปรียบเทียบความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการ ฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และ ก่อนและหลังการฝึก ของ การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย มีประเด็นให้อภิปรายดังนี้ 1.1 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมไม่ทำให้ความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มขึ้น ขณะที่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความทนทานของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมฝึกด้วยความนิ่ง สบาย ใช้แรงและความ พยายามน้อย จึงไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อมากนักเมื่อเทียบกับการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการ ออกกำลังกายที่มีทั้งการนิ่งอยู่ในท่าอาสนะแต่ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อมากและการฝึกแบบเคลื่อนไหวไปมาแบบ ซ้ำๆ ซึ่งการฝึกแบบออกกำลังกายทั้งสองอย่างนี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้มีความทนทานได้มากกว่า 1.2 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและแบบออกกำลังกายทั้ง 2 วิธี ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะท่าที่ใช้ฝึกอาสนะนั้นประกอบด้วยท่าที่เน้น บริหารกล้ามเนื้อขาและหลังมากพอควร คือมีท่าบริหารกล้ามเนื้อขาและหลังจำนวนไม่น้อยกว่า 8 ท่าหรือครึ่ง หนึ่งของท่าอาสนะประเภทเสริมสร้างทั้งหมด 16 ท่า ได้แก่ ท่าสามเหลี่ยม ท่าสามเหลี่ยมหมุนกลับ ท่ามือถึง เท้า ท่าเก้าอี้ ท่าตั๊กแตน ท่าสุนัขแลลง ท่าคันไถครึ่งตัว และท่าแอ่นท้อง เป็นต้น ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มที่ฝึกอาสนะ แบบตำราดั้งเดิมซึ่งฝึกด้วยความสบาย ใช้แรงและความพยายามน้อยก็ยังพบว่าสามารถช่วยสร้างความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อขาและหลังให้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน 1.3 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมทำให้ความสามารถในการทรงตัว เพิ่มขึ้น แต่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายไม่ทำให้ความสามารถในการการทรงตัวเพิ่ม ขึ้น อาจเป็นเพราะการทรงตัวที่มั่นคงนั้นเกิดจากการจัดร่างกายให้นิ่งอยู่ในท่าอาสนะด้วยความผ่อนคลายมาก กว่าการอยู่ในท่าด้วยการพยายามเกร็งกล้ามเนื้อมาก หรือกล่าวได้ว่าการเกร็งกล้ามเนื้อมากๆ จะทำให้การ ทรงตัวไม่อาจทำได้นานและมั่นคง 1.4 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมไม่ทำให้ความยืดหยุ่นของร่างกาย เพิ่มขึ้น แต่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความยืดหยุ่นของร่างกายเพิ่มขึ้น อาจ เป็นเพราะการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายเป็นการฝึกที่ใช้ความพยายามในการเหยียดยืด ร่างกายมาก จึงสามารถพัฒนาความยืดหยุ่นของร่างกายได้ดีกว่าการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะ ดั้งเดิมซึ่งฝึกด้วยความผ่อนคลายและใช้แรงในการเหยียดยืดน้อยกว่า 1.5 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมแทบจะไม่พบอาการบาดเจ็บใดๆ เลย มี เพียงอาการเจ็บตึงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากการเหยียดยืดร่างกายเท่านั้น และอาการเจ็บตึงดังกล่าวเกิดขึ้น ในช่วงต้นของการฝึกและก็หายไปเองเมื่อฝึกได้ถูกต้องตามหลักการฝึกและชำนาญขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะ ด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายมีอาการบาดเจ็บตามร่างกายค่อนข้างมากกว่าแบบตำราดั้งเดิมแม้ว่าจะไม่ รุนแรงมากก็ตาม และก็จะหายไปเองเมื่อฝึกได้ชำนาญขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของ การออกกำลังกายยังมีผลข้างเคียงมากกว่าแบบตำราโยคะดั้งเดิมโดยเฉพาะผู้ที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อมเมื่อเริ่ม ฝึก เช่น อาจมีอาการหน้ามืด มึนศีรษะ และอยากอาเจียน เป็นต้น 2. ผลการเปรียบเทียบความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิม และ ก่อนและหลังการฝึก ของการฝึก โยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย มีประเด็นให้อภิปรายดังนี้ 2.1 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมไม่ทำให้ความสามารถในการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

17

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

จดจ่อเพิ่มขึ้น แต่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความสามารถในการจดจ่อเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการฝึกแบบออกกำลังกายช่วยสร้างความตื่นตัวและสร้างความสนุกไม่น่าเบื่อเป็นวิธีที่ตรงใจกับ นิสิตซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น ทำให้นิสิตเกิดความสนใจตื่นตัวที่จะฝึกและสังเกตหรือจดจ่อกับร่างกายตนเองในขณะ ฝึก นอกจากนี้การฝึกแบบออกกำลังกายยังมีการฝึกท่าประกอบกับจังหวะการหายใจเข้าออกซึ่งยิ่งช่วยสร้างการ จดจ่อให้ดีขึ้นอีกด้วย 2.2 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมไม่ทำให้ความสามารถในการผ่อน คลายและจัดการความเครียดเพิ่มขึ้น แต่การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายทำให้ความ สามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียดเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะว่าการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของ การออกกำลังกายเมื่อมีการเคลื่อนไหวและใช้แรงมากจะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากแต่พอฝึกเสร็จแล้วกลับมาพักใน ท่าศพในช่วงสุดท้ายสักครู่หนึ่งอาจรู้สึกถึงความแตกต่างของการผ่อนคลายที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนกว่าการฝึกแบบ ตำราโยคะดั้งเดิมซึ่งฝึกแบบผ่อนคลายใช้แรงน้อยอยู่แล้วในช่วงท้ายที่พักในท่าศพจึงไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง ชัดเจนมากเท่ากับการฝึกแบบออกกำลังกาย 2.3 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมทำให้ความสามารถในการรู้ตัว และควบคุมอารมณ์เพิ่มขึ้น ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายไม่ทำให้ความสามารถใน การรู้ตัวและควบคุมอารมณ์เพิ่มขึ้นแต่ใกล้ที่จะมีนัยสำคัญทางสถิติอย่างมาก (Sig.=.056) อภิปรายได้ว่าการ ฝึกอาสนะทั้ง 2 วิธีมีแนวโน้มที่จะทำให้ความสามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะ ว่าการฝึกโยคะอาสนะทั้ง 2 วิธี เป็นการฝึกที่เน้นให้มีการสังเกตร่างกายตนเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีความรู้สึก เช่นไรหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับร่างกายตนเองบ้างในแต่ละขณะ เป็นการจัดท่าทางในอิริยาบถต่างๆ ด้วยความรู้ตัวซึ่งเป็นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน 3. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านร่างกาย เพื่อการฝึกสมาธิของทั้ง 3 กลุ่ม มีประเด็นให้อภิปรายดังนี้ 3.1 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมทำให้เกิดความทนทานของกล้าม เนื้อแตกต่างจากการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย ใช้คำอธิบายเช่นเดียวกับการอภิปรายใน หัวข้อ 1.1 ส่วนคู่ของการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ฝึกอาสนะ และ การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกายกับกลุ่มควบคุม พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มทดลองมีความ ทนทานของกล้ามเนื้อไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อาจเป็นไปได้ว่า ระยะเวลาในการฝึกอาสนะ 8 สัปดาห์ยัง ไม่มากพอที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างด้านความทนทานของกล้ามเนื้อที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฝกึ อาสนะ และ/หรือกลุม่ ควบคุมบางคนอาจใช้เวลาว่างในช่วงอืน่ สำหรับการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายอยูแ่ ล้ว 3.2 การเปลี่ยนแปลงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังของทั้ง 3 คู่ไม่แตกต่างกัน การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังไม่แตกต่างจาก การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย อาจเป็นเพราะตามที่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ 1.2 คือท่าที่ใช้ ฝึกอาสนะของทั้งสองกลุ่มนั้นประกอบด้วยท่าที่เน้นบริหารกล้ามเนื้อขาและหลังมากกว่าครึ่งหนึ่งของท่าอาสนะ ประเภทเสริมสร้างทั้งหมด ส่วนทั้ง 2 กลุ่มที่ฝึกอาสนะมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังไม่แตกต่างจาก กลุ่มควบคุม อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มควบคุมบางคนอาจใช้เวลาว่างอื่นในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเป็น ประจำอยู่แล้ว 3.3 การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการทรงตัวของทั้ง 3 คู่ไม่แตกต่างกัน อาจเป็นไปได้ว่าท่า อาสนะที่ใช้ในการฝึกมีท่าที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวจำนวนน้อยคือมีเพียงท่าเก้าอี้ท่าเดียวเท่านั้นที่เป็นท่าในกลุ่ม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

18

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ของการทรงตัว (Balancing Postures) จึงมีส่วนในการพัฒนาความสามารถในการทรงตัวได้น้อย และ/ หรือในการทดสอบการทรงตัวด้วยการจับเวลาที่จำกัดไว้เพียง 30 วินาทีสูงสุดนั้น อาจเป็นขีดจำกัดที่น้อยเกิน ไปที่จะทำให้เห็นความแตกต่างของการทรงตัวระหว่างกลุ่มต่างๆ ได้ชัดเจน 3.4 การฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมมีความยืดหยุ่นของร่างกายแตก ต่างจากการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย ใช้คำอธิบายเดียวกันกับที่อภิปรายไว้ในหัวข้อ 1.4 ส่วนการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของตำราโยคะดั้งเดิมและการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออก กำลังกายทั้งสองกลุ่มมีความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่ากลุ่มควบคุม อาจเป็นเพราะท่าโยคะอาสนะส่วนใหญ่ เน้นในเรื่องของการเหยียดยืดร่างกายเพื่อพัฒนาความยืดหยุ่นของร่างกายได้โดยตรง ในขณะที่การเล่นกีฬาหรือ ออกกำลังกายทั่วไปจะไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาความยืดหยุ่นของร่างกายเหมือนกับโยคะ ดังนั้นถึงแม้ว่ากลุ่ม ควบคุมบางคนจะได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายบ้างแต่ก็ไม่สามารถสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายได้มาก เท่ากับการฝึกโยคะ ดังนั้นเราจึงพบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมของร่างกายด้านความยืด หยุ่นระหว่างกลุ่มต่างๆ ทั้ง 3 คู่ 4. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงความพร้อมทางด้านจิตใจเพื่อ การฝึกสมาธิของ ทั้ง 3 กลุ่ม มีประเด็นให้อภิปรายดังนี้ 4.1 การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการจดจ่อของทั้ง 3 คู่ไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะ การฝึกอาสนะเพียงวันละ 1.5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ยังไม่เพียงพอที่จะพัฒนาความ สามารถในการจดจ่อได้มากนัก นอกจากนี้อาสนะเป็นเพียงเทคนิคเบื้องต้นของการฝึกโยคะซึ่งเน้นเรื่องของการ พัฒนาร่างกายเป็นหลัก และอาสนะเป็นเพียงเทคนิคหนึ่งในแปดของโยคะซึ่งยังมีเทคนิคของโยคะขั้นสูงขึ้นไปอีก เช่น พันธะ-มุทรา ปราณายามะ และสมาธิ เทคนิคขั้นสูงเหล่านี้จะช่วยพัฒนาความสามารถในการจดจ่อได้ดี กว่าอาสนะ 4.2 การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการผ่อนคลายและจัดการความเครียด และความ สามารถในการรู้ตัวและควบคุมอารมณ์ของทั้ง 3 คู่ก็ไม่แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะใช้คำอธิบายชุดเดียวกันกับหัวข้อ 4.1 ได้ และเนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจซึ่งมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากเกินกว่าที่การฝึกอาสนะ เพียงอย่างเดียวในระยะเวลาอันสั้นจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้

ข้อเสนอแนะ

จากผลของการวิจัยและการอภิปรายผลที่ได้จากการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ 1.1 การฝึกโยคะอาสนะเพียงเทคนิคเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาร่างกายและจิตใจได้ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านจิตใจซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งกว่าด้านร่างกาย รวมถึงการเตรียม ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเพื่อการฝึกสมาธิให้ได้ผลชัดเจน ผู้ฝึกโยคะควรฝึกเทคนิคอื่นๆ ของโยคะ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การฝึกหายใจที่เรียกว่าปราณายามะ การฝึกควบคุมกล้ามเนื้อกึ่งอัตโนมัติหรือพันธะมุทรา การฝึกชำระล้างระบบหายใจและทางเดินอาหารหรือกริยา และการฝึกสมาธิ เป็นต้น 1.2 ผู้ฝึกที่ต้องการเน้นเรื่องพัฒนาความทนทานของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นของร่างกายเป็นหลัก ควรเลือกฝึกอาสนะแบบออกกำลังกายมากกว่าที่จะเลือกฝึกอาสนะแบบตำราโยคะดั้งเดิม หากต้องการเน้น เรื่องการพัฒนาการทรงตัวควรเลือกฝึกอาสนะแบบตำราโยคะดั้งเดิมมากกว่า แต่หากต้องการเน้นเรื่องการ พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลังสามารถเลือกฝึกอาสนะได้ทั้ง 2 วิธี 1.3 ผู้ฝึกที่ต้องการเน้นเรื่องการพัฒนาความสามารถในการจดจ่อควรเลือกฝึกอาสนะแบบออกกำลัง กายโดยเฉพาะการฝึกท่าประกอบกับจังหวะของการหายใจเข้า-ออก หากต้องการพัฒนาความสามารถในการ ผ่อนคลายและจัดการความเครียดควรเลือกฝึกอาสนะแบบออกกำลังกายโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ส่วนผู้ที่ เลยช่วงวัยรุ่นไปแล้วหรือผู้สูงวัยการเลือกฝึกอาสนะแบบตำราโยคะดั้งเดิมเพื่อพัฒนาความผ่อนคลายและ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

19

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

จัดการความเครียดจะเหมาะสมกว่า หากต้องการพัฒนาความรู้ตัวหรือความรู้สึกตัวและกา���ควบคุมอารมณ์ เป็นหลัก สามารถเลือกฝึกอาสนะได้ทั้ง 2 วิธีคือ แบบตำราโยคะดั้งเดิมหรือแบบออกกำลังกาย 1.4 สำหรับกลุ่มผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย ผู้สูงวัย หรือแม้กระทั่งผู้ป่วย หรือผู้ที่กำลังพักฟื้นก็ตาม ควรเลือกฝึกอาสนะแบบตำราดั้งเดิมจะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บและผล ข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฝึกโยคะอาสนะด้วยแนวคิดของการออกกำลังกาย 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป 2.1 การวิจัยครั้งต่อไปควรมีการควบคุมกลุ่มควบคุมให้มากขึ้น เช่น กลุ่มควบคุมถึงจะไม่ได้ฝึกอาสนะ เลยแต่ก็ต้องวางเงื่อนไขว่า ห้ามไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาด้านอื่นใดในช่วงระหว่างการทดลอง เพราะการ เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายอย่างอื่นอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจด้วยเช่นกัน 2.2 ควรมีการเพิ่มเทคนิคโยคะในกลุ่มอื่นๆ ให้มากขึ้นในการทดลอง เช่น การฝึกนั่งสมาธิ การฝึก หายใจแบบปราณายามะ การฝึกควบคุมกล้ามเนื้อกึ่งอัตโนมัติหรือพันธะ-มุทรา และการฝึกชำระล้างระบบ หายใจและทางเดินอาหารหรือกริยา ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทดสอบผลที่มีต่อการพัฒนาด้านจิตใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2.3 ควรมีการเพิ่มความถี่และระยะเวลาในการทดลองฝึกอาสนะให้มากขึ้น เช่น เพิ่มความถี่จากการ ฝึกอาสนะสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นสัปดาห์ละ 5-7 ครั้ง และเพิ่มระยะเวลาจาก 8 สัปดาห์ เป็น 12-16 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจที่มีน้ำหนักชัดเจนมากยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กลุ่มพัฒนาสมรรถภาพทางกาย สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา. (2548). คู่มือทดสอบสมรรถภาพทางกาย. กรุงเทพฯ : องค์การ รับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). ฆาโรเต, เอ็ม. แอล. (2551). ศาสตร์และศิลป์แห่งโยคะ. แปลจาก Yogic Techniques. โดยวีระ พงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิ หมอชาวบ้าน. ฆาโรเต, เอ็ม. แอล. (2548). นิ่งและเคลื่อนไหวในอาสนะ. โยคะกับการพัฒนามนุษย์. แปลและเรียบ เรียงจาก “Static and Dynamic in Asana”. Yoga Pradipa. No.7. โดยวีระพงษ์ ไกร วิทย์ และ จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน. วิภาวรรณ ลีลาสำราญ และวุฒิชัย เพิ่มศิริวาณิชย์, บรรณาธิการ. (2547). การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และในโรคต่างๆ : Exercise for Health and Diseases. พิมพ์ครั้งที่ 1. สงขลา : ชานเมืองการพิมพ์. วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี, แปลและเรียบเรียง. (2550, พฤษภาคม). ที่สุดของอาสนะ...จบ ลงที่ท่าใด.... โยคะสารัตถะ. 1: 28-29. สุจิตรา อ่อนค้อม. (2549). การฝึกสมาธิ. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้ากรุ๊ป. สุนทร ณ รังษี. (2530). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. Digambaraji, Swami and Kokaje, Pt. R. G.(1998). Hathapradipika of Svatmarama. Second Edition. Lonavla : Kaivalyadhama. Karambelkar, P. V. (1986). Patanjala Yoga Sutras Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama. Iyengar, B.K.S. (1993). Light on Yoga Sutras of Patanjali. New Delhi : HarperCollins.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

20

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

นโยบายของรัฐเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย : กรณีศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ จุฑาพิน รุ่งโรจน์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของรัฐเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย และเพื่อ ศึกษาสาเหตุของปัญหาและข้อเสนอแนะแนวทางปรับปรุงพัฒนานโยบายของภาครัฐ ประชากรที่เป็นภาครัฐ 203 คน และภาคเอกชน 320 คน เลือกมาเป็นกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่นำ นโยบายไปปฏิ บั ติ จำนวน 134 คน ผู้ ผ ลิ ต ผ้ าไหมหรื อ ผ้ า ฝ้ า ยมี จ ำนวน 177 กลุ่ ม เครื่ อ งมื อ วิ จั ย เป็ น แบบสอบถามที่เกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า (1) เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีสัดส่วน เพศชายมากกว่าเพศหญิง มีอายุอยู่ระหว่าง 41 – 50 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ผู้ผลิตผ้าไหมหรือ ผ้าฝ้าย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา และมีประสบการณ์การทอผ้ามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี (2) ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติของภาครัฐที่มีต่อ การผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นเรื่อง การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ วัสดุและอุปกรณ์ การจัดอบรมให้ผู้ผลิต การตรวจสอบผลผลิต การประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภาครัฐอยู่ในระดับต่ำ และ (3) ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติในมุมมองของผู้ผลิต โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง ยกเว้นด้านการสนับสนุนเงินทุนและด้านการจัดหาตลาดอยู่ในระดับต่ำ คำสำคัญ : นโยบาย, ผ้าไหม, ผ้าฝ้าย

The Government’s Policy on Silk or Cotton Product : A Case Study of Changwat Ubon Ratchathani, Si Sa Ket, and Surin Juthapin Rungrot

Abstract

The purposes of this research were to study on the opinion of the government’s policy on silk or cotton product, and to study the suggestion in solving and improving the government’s policy implementation. The samples consisted of 134


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

21

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

government officials and 177 silk or cotton producers. The research instrument was a questionnaire on the government officials and producers. The statistics used in analyzing data were percentage, mean, standard deviation, t-test and F-test. The research findings were : (1) most of the government officials were male, 41-50 years old, and bachelor degree education, most of silk or cotton producers were female, 4150 years old, primary education, and more than 10 years experience. (2) as the whole, the government officials’ opinion on the government’s policy implementation at moderate level, but the promotion, budget, material and equipment, training, product inspection, and operation evaluation were at low level, (3) and as the whole, the silk or cotton producers’ opinion on the government’s policy implementation at moderate level, but financial promotion and marketing were at low level. Keywords : policy, silk, cotton

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนเป็นนโยบายและเป้าหมายหนึ่งของรัฐบาล เพื่อการกระจาย ความเจริญเติบโตไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ การพัฒนาอาชีพของประชากรในชนบทจึงเป็นหน้าที่สำคัญ ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการ รัฐบาลจึงมีนโยบายและได้มอบหมายให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาและ สร้างอาชีพให้กับประชากรในชุมชนท้องถิ่น โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตและสังคมดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ปัจจุบันประชากรที่อาศัยอยู่ตามชนบท ยัง ประสบปัญหาความยากจน จากรายงานการสำรวจทางเศรษฐกิจของสังคมและครัวเรือนของสำนักงานสถิติ แห่งชาติพบว่าในปีพุทธศักราช 2549 ประชากรในประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือนเท่ากับ 4,401 บาท เมื่อพิจารณาถึงรายภาคพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนเท่ากับ 2,740 บาท (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2549) ซึ่งเป็นภาคที่ประชากรมีรายได้ต่ำสุด สาเหตุเนื่องมาจากประชากรใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร การทำเกษตรนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางทรัพยากร ด้านเงินลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ อีกทั้งปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งก็คือปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น แหล่งน้ำ ที่ดิน ลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตร จึงเป็น สาเหตุหนึ่ง ที่ประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบกับปัญหารายได้ต่ำกว่าประชากรในภูมิภาคอื่นๆ ใน ประเทศ แนวทางหนึ่งของรัฐบาลท���่ต้องการปัญหาความยากจนของประชากรในภูมิภาคและประเทศคือรัฐบาล มีนโยบายโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องสร้างความเจริญและความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยส่งเสริมและ สนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด อีกทั้งเป็นการสร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ประชากรและชุมชนในท้องถิ่น นับได้ว่าเป็นการพัฒนาในระดับรากหญ้า คือ ประชากร สามารถนำเอาภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาผสมผสานกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อัน สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และพยายามลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจาก ต่างประเทศ ซึ่งโครงการนี้เป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดธุรกิจขึ้นในชุมชน โดยอาศัยปัจจัยการผลิตหรือ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

22

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นนำมาสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สืบสานเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่ กับชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องทราบถึงภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นว่ามี ความรู้ความชำนาญทางด้านใดเป็นพิเศษ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากร โดยเฉพาะในภาคอีสานพบว่าคนในภาคอีสานนั้นมีความรู้ความชำนาญในเรื่องการทอผ้าพื้นเมืองเป็นอย่างดี โดยได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเดิมเป็นการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนอย่างเช่นทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การทอผ้าถือว่าเป็นหัตถกรรมประเภทหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชีวิต ของคนมาตั้งแต่อดีต โดยสังคมไทยในชนบทถือว่าการทอผ้าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงและทำเป็นอาชีพเสริมในเวลา ว่างหลังจากการทำเกษตรกรรมคือการทำนาหรือทำไร่ ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ทั้ง กรรมวิธีการผลิตลวดลายสีสันบนผืนผ้า ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากชุมชนต้นกำเนิด และได้มีวิวัฒนาการของการ ทอผ้าที่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์สำคัญในอดีตจนทำให้เป็นที่กล่าวขานถึงความดีงามของผ้าไทย ของแต่ละภาคกันอย่าง แพร่หลาย ปัจจุบันการทอผ้าได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนมาเป็นการทำเพื่อจำหน่ายอัน เป็นการเพิ่มรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือนอีกทางหนึ่ง การทอผ้ามีหลายรูปแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเฉพาะผ้า ฝ้ายและผ้าไหมซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้หลากหลายชนิดและหลายรูปแบบ เช่น ตัด เสื้อผ้า ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคุลมไหล่ กระเป๋า หมอน เฟอร์นิเจอร์ ผ้าชุดรองจาน ผ้าคลุมเตียง ผ้าปูที่นอน และของ ตกแต่งบ้าน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับชีวิตสมัยใหม่และสามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำ วันเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น จากการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์พบว่าผ้าไหมและ ผ้าฝ้ายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่จัดว่าเป็นสินค้าที่มีอนาคต ซึ่งสามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายล้านบาท ถึงแม้ว่าแนวโน้มของการส่งออกลดลงแต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก และยังสามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็น จำนวนมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากผ้าไหมและผ้าฝ้ายยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้ บริโภค ภายในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผ้าฝ้ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องอาศัยฝีมือ และความประณีตในการผลิต รูปแบบการทอผ้าที่สั่งสมมานาน ผู้บริโภคมีกระแสตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงหันมาสนใจผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ซึ่งผ้าที่ย้อมด้วยสี ธรรมชาติ มีสีสันสวยงามไม่ฉูดฉาด และมีสีอ่อนเย็นตากว่าการย้อมจากสีสังเคราะห์ ตลอดจนไม่เป็นอันตราย แก่ผู้ย้อมและผู้ใช้ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทำให้หัตถกรรมจากผ้าไหมและผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติได้รับความ นิยมมาก อีกทั้งยังเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านและยังมีส่วนช่วยสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนของเกษตรกร ดังนั้นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากผ้าไหมและผ้าฝ้ายของเกษตรกรจึงเป็นที่น่าสนใจและควรได้รับการ สนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาในการผลิตและการตลาด เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ครัวเรือนเกษตรกรมี อาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการลดการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองและยังเป็นการใช้เวลาว่างจากการทำ เกษตรให้เกิดประโยชน์และเกิดการรวมกลุ่มทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายในระดับท้องถิ่นให้เป็นธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง การผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นนโยบายที่สำคัญหนึ่งของรัฐบาล สินค้านี้เป็นผลิตภัณฑ์ หนึ่งที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีงานทำในภาคหัตถกรรมหรือภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ซึ่งใน ภาคการผลิตถือว่าเป็นภาคที่มีบทบาทสำคัญเป็นรากฐานในการสร้างผลผลิตซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงาน การ จ้างงาน และจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของประเทศ ถ้าสินค้ามีคุณภาพก็สามารถขายได้ทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ ซึ่งจะเป็นการนำเงินตราเข้าประเทศได้ส่วนหนึ่ง ผ้าไหมและผ้าฝ้ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ภาครัฐเข้าไปส่ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

23

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

เสริม หรือสนับสนุนเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขันทางการตลาดที่มีมากมาย ตามยุคการค้าแบบเสรีในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสินค้าผ้าไหนและผ้าฝ้ายเป็นสินค้าตัวหนึ่งในสินค้าดังกล่าว ซึ่งได้รับการส่งเสริมและ สนับสนุนพอควรแต่ในแง่ความเป็นจริงของสินค้าที่เป็นผ้าไหมและผ้าฝ้าย ยังมีปัญหาในหลายๆ เรื่อง เช่น รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนยังไม่เพียงพอ ผู้ผลิตมีปัญหาในเรื่องเงินทุน สินค้ายังมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร และการ ส่งเสริมการตลาดยังไม่ดีเท่าที่ควร เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

(1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการผลิตผ้าไหม หรือผ้าฝ้ายของรัฐบาล (2) เพื่อศึกษาปัญหาสาเหตุของปัญหา และข้อเสนอแนะ การปรับปรุงและพัฒนานโยบายการผลิต ผ้าไหม หรือผ้าฝ้ายของรัฐบาล

สมมุติฐานการวิจัย

1. เพศ ของเจ้าหน้าที่ ที่แตกต่างกันทำให้ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติแตกต่างกัน 2. อายุ ของเจ้าหน้าที่ ที่แตกต่างกันทำให้ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติแตกต่างกัน 3. ระดับการศึกษาของเจ้าหน้าที่ที่แตกต่างกันจะทำให้ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติ แตก

ต่างกัน 4. ตำแหน่งหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ที่แตกต่างกันจะทำให้ความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติ แตก ต่างกัน 5. เพศของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐ แตกต่างกัน 6. อายุของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐ แตกต่างกัน 7. ระดับการศึกษาของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนำนโยบายไป ปฏิบัติของรัฐแตกต่างกัน 8. อาชีพของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อกา���นำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐ แตกต่างกัน 9. ประสบการณ์ในการทอผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อการนำนโยบายไป ปฏิบัติของรัฐแตกต่างกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

24

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

กรอบแนวคิดในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยดังนี้

ตัวแปรอิสระ

ปัจจัยส่วนบุคคล (1) เพศ (2) อายุ (3) ระดับการศึกษา (4) ตำแหน่ง (5) ประสบการณ์ทำงาน (6) อาชีพ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการนำนโยบายไปปฏิบัติ (1) วัตถุประสงค์ของนโยบาย (2) ความเข้าใจในนโยบาย (3) โครงสร้างการทำงาน (4) แผนการทำงาน (5) การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ (6) การจัดอบรมนวัตกรรมใหม่ๆ (7) การแก้ไขปัญหาให้กับผู้ผลิต (8) หน่วยงานตรวจสอบผลผลิต (9) การประสานงานแหล่งเงินทุนกู้ยืม (10) การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (11) การโฆษณาประชาสัมพันธ์ (12) การหาตลาดให้ผู้ผลิต

ขอบเขตของการวิจัย

ตัวแปรตาม

ความคิดเห็นต่อนโยบาย การผลิตผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย ของรัฐบาล

(1) ขอบเขตด้านพื้นที่ มีขอบเขตอยู่ 3 จังหวัด คือ อุบลราชานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ส่วน (2) ของ เขตด้านเนื้อหา จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการผลิตผ้า ไหมหรือผ้าฝ้ายของรัฐบาล ผู้วิจัยได้ประมวลทฤษฎีและหลักของการนำนโยบายไปปฏิบัติออกเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วย (1) ด้านนโยบายและผู้รับผิดชอบ (2) ด้านงบประมาณ (3) ด้านการผลิต (4) ด้านการตลาด (5) ด้านการมีส่วนร่วม การประสานงาน และ (6) ด้านการประเมินผล (3) ขอบเขตด้านประชากร ศึกษากลุ่มประชากรจากจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ซึ่ง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประกอบด้วย พัฒนากรจังหวัด พัฒนากรอำเภอ หัวหน้าองค์การบริหารส่วน ตำบล รวมประชากรทั้งหมด 203 คน รวมทั้งผู้ผลิตผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย รวม 320 กลุ่ม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

25

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

นิยามศัพท์เฉพาะ

นโยบาย หมายถึง เจตนารมย์ในการดำเนินงานด้านผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และผ้าฝ้ายของรัฐ เพื่อให้ บรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ การนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึง องค์กรที่รับผิดชอบสามารถนำและกระตุ้นให้ทรัพยากรต่างๆ ได้ปฏิบัติงานให้บรรลุตามนโยบายที่ระบุไว้ เจ้าหน้าที่ หมายถึง ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของภาครัฐที่ปฏิบัติตามนโยบาย ของรัฐบาล หรือผู้ที่มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ผลิตทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม หมายถึง ผ้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติหรือใยไหม รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ทำ จากผ้าไหม ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย หมายถึง ผ้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากใยฝ้าย รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากผ้าฝ้าย

ระเบียบวิธีวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ 1 ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ได้แก่ พัฒนาการจังหวัด พัฒนากรอำเภอ เจ้าหน้าที่ หัวหน้าส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 203 คน กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย ทั้ง 3 จังหวัด 320 กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดขนาด โดยใช้วิธีการของ ยามาเน่ (Yamane, 1967,99) และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ปรากฏว่าได้ตัวอย่างที่เก็บจากหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 134 คน และจาก กลุ่มผู้ผลิต ผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย จำนวน 177 คน รวม 311 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

(1) แบบสอบถามชุด ก เป็นแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อ นโยบายของรัฐเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย มีค่าความเชื่อมั่น .7126 ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลของการนำนโยบายไปปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีต่อการผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ปัญหา อุปสรรคและ ข้อเสนอแนะ (2) แบบสอบถามชุด ข เป็นแบบสอบถามผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย มีค่าความเชื่อมั่น .8326 ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลของระดับความพึงพอใจของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่มีต่อการนำ นโยบายไปปฏิบัติของภาครัฐบาล และปัญหา/อุปสรรคและข้อเสนอแนะ เกณฑ์การวัดการนำนโยบายไปปฏิบัติ ในส่วนที่ 2 แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติมาก ที่สุด น้ำหนักคะแนนเท่ากับ 5 ระดับปฏิบัติงานมาก น้ำหนักคะแนนเท่ากับ 4 ระดับปฏิบัติงานปานกลาง น้ำ หนักคะแนนเท่ากับ 3 ระดับปฏิบัติงานน้อย น้ำหนักคะแนนเท่ากับ 2 และระดับปฏิบัติงานน้อยมาก น้ำหนัก คะแนนเท่ากับ 1

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

(1) เก็บด้วยตนเอง ทั้งผู้นำนโยบายไปปฏิบัติคือหน่วยงานจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ผลิต ทั้ง ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย โดยนำแบบสอบถามไปถามด้วยตนเองพร้อมสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ทั้งสามจังหวัด (2) ส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ถึงผู้นำนโยบายไปปฏิบัติคือหน่วยงานจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

26

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

กลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย พร้อมอำนวยความสะดวกในเรื่องทำซองจดหมายพร้อมติดแสตมป์ ส่งถึงผู้ ทำการวิจัยโดยทำทั้งสามจังหวัด

การวิเคราะห์ข้อมูล

(1) นำแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ของคำตอบ เลือกเฉพาะฉบับที่สมบูรณ์มาวิเคราะห์ ข้อมูล โดยใช้คอมพิวเตอร์ (2) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายข้อมูล ที่ เกี่ยวกับลักษณะของประชากร เพื่อทดสอบความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง การทดสอบค่าที เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อ กัน ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 เพื่อทดสอบสมมติฐานด้าน เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง อาชีพ ประสบการณ์ และใช้การทดสอบค่าเอฟ เพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสามกลุ่มขึ้นไปใช้ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (P < .05)

สรุปผลการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผลการวิจัยที่เห็นว่าสำคัญมีดังนี้ สรุปผลการวิจัยในส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ ที่นำนโยบายไปปฏิบัติมีดังนี้ ภูมิหลังของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐบาลที่รับผิดชอบ ก. หน่วยงานภาครัฐบาลที่รับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 59.77 มีอายุ 41 – 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.73 รองลงมาอายุ 51 – 60 ปี คิดเป็นร้อยละ 22.73 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็น ส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 55.68 รองลงมามีระดับการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 38.64 และส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร คิดเป็นร้อยละ 57.95 รองลงมาเป็นเจ้าหน้าที่ คิดเป็นร้อยละ 42.05 ภูมิหลังของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ข. ผู้ผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้าย ส่วนใหญ่เป็นเพศ หญิง คิดเป็นร้อยละ 58.06 ส่วนใหญ่ มีอายุ ระหว่าง 41 – 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.90 รองลงมาอายุระหว่าง 31 – 40 ปี และ 51 – 60 ปี คิดเป็น ร้อยละ 22.13 พบว่ามีการศึกษาส่วนใหญ่ระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 63.71 รองลงมาการศึกษาอยู่ใน ระดับมัธยมการศึกษาหรือเทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 59.03 ประกอบอาชีพ ทำนา ทำสวน ทำไร่เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 84.43 และมีประสบการณ์ในการทอผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย 10 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 52.03 รอง ลงมามีประสบการณ์ 6 – 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 28.46 ค. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจากหน่วยงานภาครัฐบาลที่รับผิดชอบที่มีต่อการ ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย สรุปผลได้ดังนี้ 1) รัฐบาลมีวัตถุประสงค์และนโยบายให้การส่งเสริมและสนับสนุนด้านการผลิตผ้าไหมหรือผ้า มีประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.02 2) ผู้รับผิดชอบมีความรู้และมีความเข้าใจในนโยบายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลมีประสิทธิผล อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.18 3) มีโครงสร้างการทำงาน คือมีหน่วยงานและผู้รับผิดชอบในการดูแลด้านการผลิตผ้าไหมหรือ ผ้าฝ้าย มีประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.89


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

27

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

4) ผู้รับผิดชอบมีแผนและปฏิทินการปฏิบัติงานประจำปีในการเข้าไปกำกับดูแลส่วนที่รัฐบาล ให้การส่งเสริมและสนับสนุน มีประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.95 5) มีการสนับสนุนเรื่องงบประมาณ วัสดุและอุปกรณ์อย่างเพียงพอให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีประสิทธิผลอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.26 6) มีการจัดอบรมหรือแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตที่ทันสมัยมาให้กับผู้ผลิต ประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.55 7) มีการแก้ปัญหาให้กับผู้ผลิตได้ เมื่อมีปัญหาในการผลิต เช่น การทอ การย้อมสี การตลาด เป็นต้น มีประสิทธิผลอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.43 8) จัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบผลผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย เป็นสินค้าที่ สามารถแข่งขันและเป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้ ประสิทธิผลอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.38 9) มีการจัดหาหรือแนะนำแหล่งทุนให้กับผู้ผลิต เช่น ธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆ ประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.67 10) การมีส่วนร่วมระหว่างภาคเอกชน (ผู้ผลิต) และภาครัฐบาล (หน่วยงานรับผิดชอบ) ใน การแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง มี ค่าเฉลี่ย 2.72 11) มีการประสานงานและการติดต่อสื่อสารการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อ ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่เครือข่ายกลุ่มอาชีพหัตถกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต ผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย ความเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.98 12) มีสถานที่จำหน่วยหรือจัดกิจกรรมหรือช่องการจัดจำหน่วยผลิตภัณฑ์ เช่น จัดงานเพื่อ จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรืองานอื่นๆ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ง. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ (ผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย) สรุปได้ดังนี้ 1) รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ความคิดเห็นอยู่ใน ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.19 2) รัฐบาลได้มอบมายงานให้เข้าหน้าที่คอยแนะนำช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน การ บัญชี และต้นทุนการผลิตอย่างสม่ำเสมอ ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.76 3) รัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนในการผลิตผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย ความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย มีค่า เฉลี่ย 2.46 4) รัฐบาลได้ให้ความรู้โดยการจัดอบรมกรรมวิธีในการผลิตที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ผ้าไม่ หด สีไม่ตกคงทนและอื่นๆ ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.69 5) รัฐบาลได้จัดให้มีหน่วยงานและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มาตรวจสอบผลผลิตที่ได้เพื่อ ให้เป็นสินค้าที่สามารถแข่งขันกับตลาดระดับโลกได้ ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.79 6) รัฐบาลได้ประเมินคุณภาพของผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ผลิตได้ว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับที่สามารถ แข่งขันกับระดับโลกได้ ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.01 7) รัฐบาลได้จัดหาแหล่งเงินทุน เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินให้กับผู้ผลิตความคิดเห็นอยู่ ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.60 8) รัฐบาลได้จัดให้มีผู้รับผิดชอบเข้ามาประสานงานหรืออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ผลิต อย่างสม่ำเสมอ ความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.75


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

28

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

9) รัฐบาลได้จัดให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในระดับประเทศและต่างประเทศ ความคิดเห็น อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.52 10) รัฐบาลได้จัดหาตลาดให้กับผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยตรง ความคิดเห็นอยู่ใน ระดับต่ำ มีค่าเฉลี่ย 2.34 จ. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติ (เจ้าหน้าที่ภาครัฐ) ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่มีอายุแตกต่างกันคือมีอายุระหว่าง 41 – 40 ปี และ 51 – 60 ปีขึ้นไป พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความคิดเห็นของการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้ง 17 เรื่อง ไม่แตกต่าง ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน คือระดับปริญญาตรีและระดับ ที่สูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับของการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้ง 17 เรื่อง ไม่ แตกต่างกัน ฉ. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ (ผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย) ความคิดเห็นของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ที่มีอายุแตกต่างกัน คือมีอายุอยู่ระหว่าง 41 – 50 ปี และ 51 – 60 ปี พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่เกี่ยวกับระดับของการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้ง 15 เรื่อง ไม่แตก ต่าง ความคิดเห็นของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน คือระดับประถม ศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่เกี่ยวกับระดับการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทั้ง 15 เรื่อง ไม่แตกต่าง ความคิดเห็นของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ที่มีอาชีพที่แตกต่างกัน คือทำเกษตรกรรม (ทำไร่ ทำ สวนและทำนา) และทำหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรม พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับการนำนโยบาย ไปปฏิบัติทั้ง 15 เรื่อง ไม่แตกต่าง ความคิดเห็นของผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ที่มีประสบการณ์ในการทอผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่แตก ต่างกัน คือ 6 – 10 ปี และ 10 ปีขึ้นไป พบว่าค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่เกี่ยวกับระดับการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทั้ง 15 เรื่อง ไม่แตกต่าง

อภิปรายผล

ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าความคิดเห็นการนำนโยบายไปปฏิบัติของภาครัฐที่มีต่อการผลิตผ้าไหมหรือ ผ้าฝ้ายด้านเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.69 และด้านผู้ผลิตผ้าไหม หรือ ผ้าฝ้าย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย 2.77 ปัจจัยที่อยู่ในระดับปานกลางส่วนใหญ่ ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์และนโยบายที่ชัดเจน มีหน่วยงานรับผิดชอบมีผู้รับผิดชอบและมีแผนในการ ปฏิบัติงาน มีการแนะนำแหล่งเงินทุน การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน มีการประชุมระหว่างเครือข่าย มีการจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า มีการประสานงานระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสอดคล้องกับผลงานของ กล้า ทองขาว (2534) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ : กรณีศึกษานโยบายรณรงค์เพื่อการเรียนรู้หนังสือแห่งชาติ พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำ นโยบายไปปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับ (1) การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบาย (2) การกำหนดภารกิจ และการมอบหมายงาน (3) ลักษณะของหน่วยงานที่นำนโยบายไปปฏิบัติ (4) การสนับสนุนจากหน่วยงาน กลางและท้องถิ่น (5) มาตรการควบคุมประเมินผลและการกระตุ้นส่งเสริม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผล งานการวิจัยของอาคม ใจแก้ว (2533) ที่ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไป


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

29

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ปฏิบัติในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่ (1) นโยบายที่เน้นความชัดเจนความสอดคล้องกับปัญหา (2) องค์การเน้นการประสานงานและการ สนับสนุนจากหน่วยเหนือ (3) ข้าราชการเน้นการตั้งใจจริง ความมีวิชา และความสามารถปรับตัว (4) ทรัพยากรเน้นงบประมาณและบุคคล (5) การใช้ข้อมูลและกระบวนการติดต่อ จากผลการวิจัยยังมีปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับต่ำมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.51 – 2.50 ด้านเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ได้แก่เรื่อง (1) การสนับสนุนเรื่องงบประมาณวัสดุอุปกรณ์ (2) เงินอุดหนุน (3) การจัดอบรมให้กับผู้ผลิตในเรื่องการทอผ้า ย้อมสี หรือนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน (4) การ แก้ไขปัญหา เช่น การทอผ้า และการย้อมสี เป็นต้น (5) หน่วยงานที่ตรวจสอบผลผลิต การประเมินผลการนำนโยบายไปปฏิบัติ ในด้านผู้ผลิตมีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เรื่อง (1) เงินทุนที่สนับสนุนจากภาครัฐบาล และ (2) การจัดหาตลาดให้กับผู้ผลิต ซึ่งสอดคล้องกับผลงานของ วรเดช จันทรศร (2529 : 222 – 235) ที่ได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญในการนำนโยบายไปปฏิบัติในเอกสาร ประกอบ คำบรรยายวิชานโยบายสาธารณะและการวางแผนไว้ ดังนี้ คือ (1) ปัญหาด้านสมรรถนะ (2) ปัญหาด้านความร่วมมือ (3) ปัญหาด้านความร่วมมือและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (4) ปัญหาด้านอำนาจและ ความสัมพันธ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (5) ปัญหาทางด้านการสนับสนุนและความผูกพันขององค์การหรือ บุคคลสำคัญ นอกจากนี้ผลงานวิจัยของเพรสแมนและวิลดาฟสกี้ (Pressman and wildavsky 1973 : 31,147) ได้วิจัยโครงการบริหารเพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในลักษณะการสร้างงานให้กับกลุ่มบุคคลที่ยากจนไม่มี งานทำในเมืองโอ๊คแลน แคลิฟอร์เนีย จากเป้าหมายที่วางไว้ว่าสามารถสร้างงานได้ 3,000 คน แต่เมื่อนำ โครงการไปสู่การปฏิบัติจริงกลับทำได้เพียง 200 คน จากเหตุการณ์นี้จึงสรุปได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ การนำนโยบายไปปฏิบัติคือ (1) จำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วม การมีหน่วยงานที่เข้ามาร่วมจำนวนมากทำให้ยาก ลำบากในการประสานกิจกรรมให้ไปในทิศทางเดียวกัน (2) ความชัดเจนของโครงการซึ่งได้แก่ ความชัดเจน ของเป้าหมาย กลยุทธ์และแนวปฏิบัติ (3) ผู้ปฏิบัติงานคนสำคัญ ผู้ปฏิบัติงานเป็นคนสำคัญมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงกับความสำเร็จของโครงการ เพราะผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ที่เข้าใจภาพรวมและกิจกรรมของกระบวนการนำ นโยบายไปปฏิบัติ นอกจากปัจจัยหลักเหล่านี้แล้วการศึกษาของเพรสแมนและวิลดาฟสกี้ ยังพบปัจจัยย่อยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ เช่น ความชัดเจนของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ผลกระทบต่อสภาพ แวดล้อม ผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานอื่น จำนวนประเด็นและจุดที่ต้องตัดสินใจ เป็นต้น จากการสรุปผลโดยภาพรวมเรื่องประสิทธิผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติที่ภาพรวมอยู่ในระดับปาน กลางและยังมีปัจจัยหลายปัจจัยอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะต้องเข้าไปดูนโยบายใหม่อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เฉพาะในด้านรัฐบาลเองก็ยังมีปัญหาไม่ต่อเนื่องเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย นโยบายที่ออกมาจึงไม่ ต่อเนื่อง ขาดการเอาใจใส่และดูแลอย่างจริงจัง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

30

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

สรุปปัญหาสาเหตุของปัญหาและข้อเสนอแนะ ที่เห็นว่าสำคัญมีดังนี้ ปัญหา 1. ด้านนโยบาย และผู้รับผิดชอบ

2. ด้านงบ ประมาณ

3. ด้านการผลิต

สาเหตุของปัญหา  มีนโยบาย แต่ไม่ต่อเนื่อง  ในระดับอำเภอขาดหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรง  หน่วยงานที่รับผิดชอบมีภารกิจหลาย ด้าน ดูแลไม่ทั่วถึง  ขาดผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำ การผลิต  เจ้าหน้าที่ดูแลไม่เพียงพอ

ข้อเสนอแนะ  รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ถึงแม้ว่ามีการ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่  ในระดับอำเภอ และตำบลควรมี หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อการ ต่อเนื่องของโครงการและการบรรลุผล ตามนโยบาย  ควรจัดผู้เชี่ยวชาญในด้านการผลิต และจัดเจ้าหน้าที่ไปดูแลให้ทั่วถึง  การสนับสนุนเรื่องงบประมาณไม่พอ  รัฐบาลต้องจัดงบประมาณในเรื่องนี้ เพียง ให้พอเพียง เพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย  เงินทุนหมุนเวียนของผู้ผลิต ให้เป็นไปตาม ไม่พอเพียง วัตถุประสงค์  รัฐบาลต้องสนับสนุนเรื่อง เงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ผลิต โดยการ ติดต่อสถาบันการเงินให้กับกลุ่มผู้ผลิตกู้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ  ขาดวิทยากรจากภาครัฐไปให้ความรู้  รัฐบาลต้องให้ผู้เชี่ยวชาญใน แก่ผู้ผลิตหรือสมาชิกในกลุ่มทอผ้า ด้านการผลิตไปอบรมให้กับผู้ผลิตใน เรื่องการย้อมสี การมัดหมี่ การออกแบบ ทุกๆ ด้าน ลวดลาย การทอ และอืน่ ๆ  รัฐบาลต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มี  การผลิตของผู้ผลิตยังขาดทักษะ การผลิตอย่างครบวงจร อย่างมา ยังเป็นการผลิตแบบเดิมๆ  รัฐบาลต้องสนับสนุนและ  การผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมในด้านนวัตกรรม และ  การผลิตยังไม่ครบวงจร เทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับการผลิต  ผลิตภัณฑ์ยังไม่สามารถไปสู่ระดับ  รัฐบาลต้องส่งเสริมโดยจัดอบรม โลกได้ เรื่องการบรรจุภัณฑ์  อุปกรณ์ในการทอผ้ายังไม่พอเพียง สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มแม่บ้านทอ  ขาดความรู้ด้านการทำบรรจุภัณฑ์ที่ ผ้าเพื่อการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง มีอำนาจ สวยงาม ในการตั้งราคาสินค้ากับกลุ่มพ่อค้า  ขาดความรูเ้ รือ่ งการทำบัญชีตา่ งๆ คนกลาง  ต้นทุนการผลิตสูง แต่ขายได้  จัดอบรมการแปรรูปสินค้า ราคาต่ำ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

31

ปัญหา

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

สาเหตุของปัญหา  การรวมกลุ่มทอผ้าของแม่บ้าน ยังไม่เข้มแข็งพอ อำนาจในการต่อรอง และตั้งราคาสินค้าจึงเป็นของพ่อค้า คนกลาง  การทอผ้าเป็นการทอเมื่อว่างจาก การทำอาชีพหลัก  ผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คน หนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่สนใจอนุรักษ์ศิลป วัฒนธรรมดั้งเดิม 4. ด้านการตลาด  ขาดตลาดรองรับ  ตลาดไม่แน่นอน  ขาดการรณรงค์ให้ไทยทำไทยใช้ของ ไทยอย่างต่อเนื่อง  ขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์จาก ภาครัฐ

ข้อเสนอแนะ  รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตวัย หนุ่มสาวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการ ผลิต

5. การมีส่วนร่วม  การดำเนินงานระหว่างภาครัฐและ การประสานงาน เอกชน การประสานงานไม่ต่อเนื่อง และ  การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตยังไม่ การตรวจสอบ ทั่วถึง ประเมินผล  การตรวจสอบและประเมินผลของ การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วน เกี่ยวข้องยังมีน้อย  การประเมินคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ยังไม่มีหน่วยงานที่ เชี่ยวชาญจากภาครัฐเข้าไป ตรวจสอบ แนะนำ ดู���ล

 จัดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ และให้

 รัฐบาลช่วยจัดหาตลาดจำหน่วย

ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผ้าฝ้ายให้เป็น สถานที่ประจำและแน่นอนทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ  ควรรณรงค์หรือปลูกฝังให้คนไทยใช้ของ ไทยอย่างจริงจัง และต่อเนือ่ ง  การโฆษณาประชาสัมพันธ์ รัฐบาล ต้องสนับสนุน จนกว่าผู้ผลิตจะมี ศักยภาพพอที่ทำได้ด้วยตนเอง มีการดำเนินงานอยู่เสมอ  ผู้ประสานงานของจังหวัด อำเภอ และตำบลต้องติดต่อประสานงานกัน และเข้าไปมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มกัน ของผู้ผลิต เมื่อมีปัญหาได้ช่วยกันแก้ไข  จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมิน คุณภาพของผ้าไหมและผ้าฝ้าย เมื่อ สินค้ายังไม่ได้มาตรฐานได้ช่วยกัน แนะนำและแก้ไข  การประเมินผลงานประจำปี การนำ นโยบายของรัฐไปปฏิบัติในเรื่องการ ผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายควรให้เป็นงาน ประจำอย่างหนึ่งที่ต้องเป็นตัวชี้วัดผล งานประจำปี


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

32

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดตัวแปรเพื่อศึกษาความคิดเห็นของการนำนโยบายไปปฏิบัติของภาครัฐที่มีการ ผลิต ผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย แต่ไม่ได้นำตัวแปรที่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ผลิตมาเป็นตัววัด ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไป ควรนำตัวแปรที่เกี่ยวกับรายได้ของผู้ผลิตมาเป็นเครื่องมือในการวัดด้วย เพื่อจะได้ทราบรายได้ของผู้ผลิตที่เป็น รายได้เสริมจากการทำเกษตรกรรมได้มากน้อยเพียงไร เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมและ สนับสนุนการผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้าย

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

1. รัฐบาลให้เงินอุดหนุนเอกชนผู้ผลิตผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายให้เพียงพอแก่การดำเนินงานตามนโยบาย 2. รัฐบาลจัดหาตลาดให้กับผู้ผลิตที่สามารถทำผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานที่เข้าใจตรงกันแล้วอย่างเพียง พอและต่อเนื่อง

บรรณานุกรม

กล้า ทองขาว. (2534). การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ : กรณีศึกษานโยบายรณณรงค์เพื่อการเรียนรู้หนังสือแห่งชาติ. วรเดช จันทรศร. (2537). การนำนโยบายไปปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2549). รายงานการสำรวจทางเศรษฐกิจของสังคมและครัวเรือน. อาคม ใจแก้ว. (2533). การนำนโยบายไปปฏิบัติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศึกษาปัจจัยที่ส่งผล ต่อความสำเร็จ. วิทยานิพนธ์ รป.ด. (รัฐประศาสนาศาสตร์). กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์. ถ่ายเอกสาร. Pressman Jeffery L and Aron Wildavsky. (1973). Policy Implementation. Yamane, Taro. (1967). Statistics, An Introductory Analysis. 2nd Ed. New York : Harper and Row. ความดีของมนุษย์ต้องสิ้นสุดเมื่อเริ่มเล่นการเมือง (อริสโตเติล)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

33

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และ ครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา จังหวัดอุบลราชธานี พระนราธิป โชติปัญญา , อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ , รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ในโรงเรียน และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา ที่มี ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของโรงเรียนที่ต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูพระสอน ศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา ได้มาจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ เครชซี และมอร์แกน และ การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง อย่างง่ายได้โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 เขต 3 และ เขต 4 ได้กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งหมด 186 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 ผล การวิจัย พบว่า บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็น ของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาโรงเรียน จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในระดับมาก มีค่า เฉลี่ยเท่ากับ 3.60 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริม โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน จำแนกตามตำแหน่ง พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูพระสอนศีลธรรมใน โรงเรียนและครูสอน วิชาพระพุทธศาสนา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการ ครูพระสอนศีลธรรม ในโรงเรียน ด้านการวางแผน กับด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 คำสำคัญ : บทบาทของผู้บริหาร, ครูพระสอนศีลธรรม

The Administrator in a Supporting Role to the Monk-Teacher Project in Schools in Ubon Ratchathani

Phra Naratip Chotipanyo, Dr. Sakoolrat Kamuthamas Associate Professor Suporn Srisan

Abstract

The purposes of this research were to study the supporting roles of the administrators in the Monk – Teaching Project in schools in Ubon Ratchathani viewed


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

34

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

by the monk – teachers and the Buddha – teachers and to compare the opinions of those who were different in position, level of education of Buddha – teachers, and school size. The samplers consisted of 86 monk – teachers and 100 Buddha – teachers. The results of the research were as follows : (1) The samplers viewed the supporting roles of the administrators to the monk – teaching project at a high level at 3.60; (2) The samplers who were different in position viewed teaching project significantly different at. 05 in the areas of planning and curriculum development. Keywords : Role of Administrator, the monk - teacher

ภูมิหลัง

การศึกษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อเยาวชนและประชาชนในสังคม เพื่อให้การจัดการศึกษามีความ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เป็นการสร้าง กลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ผู้เรียน มีศักยภาพในการแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในสังคมโลก เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้าน วิทยาการต่างๆ ของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของทุก ประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาของชาติเพื่อ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้คนไทยเป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขและมีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขัน และร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก (กระทรวงศึกษาธิการ 2544 : 10-13) การบริหารการศึกษาในปัจจุบันกำหนดบทบาทผู้บริหารไว้ 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วยงานการวางแผนและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมิน ผลและการเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ การนิเทศ การศึกษา การแนะแนว การส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการแก่องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา การกำกับติดตามและประเมินผล ด้านการบริหารงานงบประมาณ แบ่งเป็นงานการวางแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายของทางราชการ และชุมชน วางแผนระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาจากทุกภาคส่วนเข้ามาสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษา ของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้ทั้งระบบการจัดซื้อจัดจ้าง งบการเงิน บัญชี และพัสดุ ครุภัณฑ์ ด้านการบริหารงานบุคคล แบ่งเป็นงานการวางจัดการบริหารงานบุคคล โดยจัดอัตรากำลัง และการ กำหนดตำแหน่ง การสรรหาบุคลากรให้เพียงพอ พัฒนาบุคลากรให้ปฏิบัติงานเต็มศักยภาพ จัดทำภาระงาน ของบ���คลากรให้ชัดเจน ด้านการบริหารทั่วไป แบ่งเป็นงานการวางแผนการจัดระบบบริหารและการพัฒนา องค์กร ประสานงานและอำนวยการปฏิบัติงานของสถานศึกษา จัดให้มีการดำเนินงานธุรการ การพัฒนา ระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การประสานงานและพัฒนาเครือข่าย งานกิจการนักเรียน งานประชาสัมพันธ์ สถานศึกษา งานบริหารสาธารณะ การรับนักเรียน การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา การดูแลอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม การจัดระบบควบคุมภายใน การประสานงานจัดการศึกษาของบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่น ที่จัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก เน้นความโปร่งใสที่ตรวจสอบ ได้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2546 : 27)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

35

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมเป็นงานหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อนักเรียน เพราะจะช่วย ส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาในทุกๆ ด้านทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้ครบ ถ้วนตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้มีคุณภาพและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็น ต้องดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่วมมือกับบุคลากรในโรงเรียน ประสานสัมพันธ์ในการจัดทำแผนและดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ 2540 : 7) ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมใน โรงเรียนตามความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่ง เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการช่วยเหลือนักเรียนในด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมี คุณลักษณะที่พึงประสงค์สามารถเรียนได้เต็มศักยภาพ เพื่อที่ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะได้ ใช้เป็นข้อมูลสารสนเทศในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมนักเรียนในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คำถามการวิจัย

1. บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนอยู่ในระดับใด 2. ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนกับครูสอนวิชาพระพุทธศาสนามีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาท ของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนต่างกันหรือไม่

ความมุ่งหมายของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความ คิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ของกลุ่ม ตัวอย่างที่มีตำแหน่งต่างกัน 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ของกลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่างกัน 4. เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ของกลุ่ม ตัวอย่างจากโรงเรียนที่ขนาดของโรงเรียนต่างกัน

ความสำคัญของการวิจัย

1. ผลจากการวิจัยในครั้งนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริม โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ซึ่งจะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนิน งานการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. ผลที่ ไ ด้ ก ารวิ จั ย เป็ น ข้ อ มู ล สารสนเทศประกอบการพิ จ ารณาพั ฒ นาการจั ด กิ จ กรรมส่ ง เสริ ม โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน ปรับปรุง ส่งเสริมสนับสนุน การดำเนินงานของโรงเรียนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

36

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ขอบเขตของการวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และครูสอนวิชาพระพุทธ ศาสนาโรงเรียน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2551 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอนวิชาพระพุทธ ศาสนา ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย และกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ (เครซซี และมอร์แกน 1970 : 608, อ้างถึงใน ธีรวุฒิ เอกะกุล 2549 : 143)

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรอิสระ ได้แก่ (1) ตำแหน่งของครู จำแนกเป็นครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนและครูสอน วิชาพระพุทธศาสนา (2) ระดับการศึกษาจำแนกเป็น ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี และ (3) ขนาดของโรงเรียนจำแนกเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ตัวแปรตาม ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ด้านการวางแผน ด้านการดำเนินงานตามแผน และการจัดสรรงบประมาณ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา หลักสูตร ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน และด้านการประเมินผลของโครงการ

นิยามศัพท์เฉพาะ

บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน หมายถึง การบริหารจัดการโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ (1) ด้านการวางแผน หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษามีการวางแผนการส่งเสริมโครงการครู พระอย่างเป็นรูปธรรมอย่างเป็นระบบมีการแต่งตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลโครงการในปีที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุง กำหนดนโยบาย เป้าหมายของโครงการไว้ในแผนปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจ ในขั้นตอนการปฏิบัติงานตามโครงการ จัดทำปฏิทินกำกับ ติดตาม ประเมินโครงการไว้อย่างชัดเจนในแผน ปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ ตามโครงการที่วางไว้ (2) ด้านการดำเนินงานตามแผน และการจัดสรรงบประมาณ หมายถึง ผู้บริหารสถาน ศึกษาเห็นความสำคัญของโครงการและมีการจัดงบประมาณให้อย่างเพียงพอ จัดให้มีการประชุมเพื่อปรับปรุงวิธี การดำเนินงานตามแผนเพื่อจัดการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียน สนับสนุนและให้กำลังใจครูพระสอน ศีลธรรมในการปฏิบัติงานตามโครงการอย่างจริงจัง ครูพระ และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาร่วมประชุมสรุป ผลการดำเนินงานตามโครงการ แก้ปัญหาการปฏิบัติงานตามโครงการโดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมกับครูและ ชุมชนตามแผนงานที่กำหนดไว้ (3) ด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษามีการส่งเสริมให้มีการ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำหลักสูตรเน้นความสำคัญการสอนศีลธรรมเป็นพิเศษ มีการกำหนดทิศทาง เป้าหมายของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน จัดทำหลักสูตรสอดคล้องกับนโยบายของ โรงเรียนและบูรณาการกับสาระวิชาอื่น หาเอกสารคู่มือครู คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของโครงการ เพียงพอกับการค้นคว้าของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาร่วมในการจัดทำหลักสูตร ส่ง เสริมให้ครูใช้เทคนิคการสอนแบบใหม่ๆ ในการเรียนการสอน (4) ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษามีการวางแผนการสร้าง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

37

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

หน่วยการเรียนรู้วิชาศีลธรรม จัดหาสื่อการเรียนการสอนให้เพียงพอกับควา���ต้องการของครู พัฒนาสื่อการ เรียนการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่สอน จัดกิจกรรมเสริมส่งพัฒนาบุคลิกภาพคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ เรียนจัดแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอน (5) ด้านการประเมินผลของโครงการ หมายถึง การวางแผนการวัด และประเมินผลโครงการ วัดผลประเมินผลก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ประเมินผลให้มีความสอดคล้องกับการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริง ครูพระสอนศีลธรรมและครูสอนวิชาพระพุทธศาสนามีส่วนร่วมใน การประเมินผล การส่งเสริม หมายถึง การให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านงบประมาณ ด้านการวางแผน ด้านการนิเทศ ติดตามประเมินผล และ ด้านอาคารสถานที่ ผู้บริหาร หมายถึง ผู้อำนวยการโรงเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีครูพระสอนศีล ธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน ระดับการศึกษา หมายถึง คุณวุฒิการเล่าเรียนของครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และครู สอนวิชาพระพุทธศาสนา ขนาดโรงเรียน หมายถึง โรงเรียนที่มีโครงการครูพระสอนศีลธรรม โดยแยกเป็นโรงเรียนขนาด เล็ก จำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน โรงเรียนขนาดกลาง จำนวนนักเรียน 120 – 300 คน และโรงเรียน ขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียนมากกว่า 300 คน ตำแหน่ง หมายถึง ครูพระสอนศีลธรรมและครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา ครู พ ระสอนศี ล ธรรมในโรงเรี ย น หมายถึ ง ครู พ ระที่ ท ำหน้ า ที่ เ ป็ น ครู ส อนศี ล ธรรมใน โรงเรียนต่างๆ ซึ่งมีระดับการศึกษาไม่น้อยกว่านักธรรมตรี ครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา หมายถึง ครูที่ได้รับคำสั่งให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการสอนวิชา พระพุทธศาสนาในโรงเรียน

กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ สถานภาพ 1. ตำแหน่ง 1.1 ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน 1.2 ครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา 2. ระดับการศึกษา 2.1 ต่ำกว่าปริญญาตรี 2.2 ปริญญาตรี 2.3 สูงกว่าปริญญาตรี 3. ขนาดของโรงเรียน 3.1 โรงเรียนขนาดเล็ก 3.2 โรงเรียนขนาดกลาง 3.3 โรงเรียนขนาดใหญ่

ตัวแปรตาม บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริม โครงการครูพระสอนศีลธรรม ในโรงเรียน 5 ด้าน คือ 1. ด้านการวางแผน 2. ด้านการดำเนินงานตามแผน และการ จัดสรรงบประมาณ 3. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร 4. ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน 5. ด้านการประเมินผลของโครงการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

38

สมมติฐานในการวิจัย

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

1. บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนแตกต่างกัน ความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา 2. บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนแตกต่างกัน ความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา ที่มีตำแหน่งต่างกัน 3. บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนแตกต่างกัน ความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครู ผูส้ อนวิชาพระพุทธศาสนา ทีม่ รี ะดับการศึกษาต่างกัน 4. บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนแตกต่างกัน ความคิดเห็นของครูพระสอนศีลธรรม และครู ผูส้ อนวิชาพระพุทธศาสนา ทีข่ นาดของโรงเรียนต่างกัน

ตาม ตาม ตาม ตาม

การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และครู ผู้สอนวิชาพระพุทธ ศาสนาโรงเรียน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2551 จำนวน 54 โรงเรียน จำนวนประชากรทั้งหมด 360 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน และครูสอนวิชาพระพุทธ ศาสนา ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ได้โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1, 3 และ 4 ปีการศึกษา 2551 และกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครชซี และ มอร์แกน (1970 : 608, อ้างอิงจากธีรวุฒิ เอกะกุล 2549 : 143) ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นครูพระสอนศีลธรรมใน โรงเรียน 86 รูป และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา 100 คน รวมทั้งหมด 186 ตัวอย่าง

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามตามแนวคิดของ Likert ซึ่งผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเอง ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ ถามเกี่ยวกับ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของโรงเรียน ส่วนที่ 2 เป็นคำถามความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้ บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ซึ่งเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ ระดับการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด มี จำนวนทั้งหมด 50 ข้อ เสนอแบบสอบถามให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ นำแบบสอบถามที่แก้ไขปรับปรุงตามข้อ แนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วไปทดลองใช้และวิเคราะห์หาคุณภาพโดยหาค่าสัมประสิทธิแอลฟาได้ ค่าความเชื่อ มั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง ได้รับแบบสอบถามกลับคืนทั้งหมด ร้อยละ 100


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

39

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามแต่ละฉบับ จำแนกแบบสอบถามออก เป็นกลุ่ม ๆ ตามตัวแปรที่ศึกษาทำการตรวจให้คะแนนแบบสอบถามแต่ละข้อตามเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ มากที่สุด หมายถึง ระดับการส่งเสริม มากที่สุด (ให้คะแนน 5) มาก หมายถึง ระดับการส่งเสริม มาก (ให้ คะแนน 4) ปานกลาง หมายถึง ระดับการส่งเสริม ปานกลาง (ให้คะแนน 3) น้อย หมายถึง ระดับการส่ง เสริม น้อย (ให้คะแนน 2) น้อยที่สุด หมายถึง ระดับการส่งเสริม น้อยที่สุด (ให้คะแนน 1) ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม โดยแจกแจงหาค่าร้อยละ ส่วนที่ 2 นั้น วิเคราะห์ข้อมูล โดยแจกแจงหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้เกณฑ์ (บุญชม ศรีสะอาด 2546 : 162) ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 มีระดับการส่งเสริม มากที่สุด 3.51 – 4.50 มีระดับการส่งเสริม มาก 2.51 – 3.50 มีระดับการส่งเสริม ปานกลาง 1.51 – 2.50 มีระดับการส่งเสริม น้อย และ 00.00 – 1.50 มี ระดับการส่งเสริม น้อยที่สุด สำหรับสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบความแตก ต่างรายคู่

สรุปผลการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างเป็นครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 65.1 รองลงมาเป็น ครูสอนวิชา พระพุทธศาสนา คิดเป็นร้อยละ 34.9 ระดับการศึกษาเป็นปริญญาตรี เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 52.0 รองลงมามีการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 39.8 และมีการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 8.1 และทำงานอยู่ในโรงเรียนขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 43.0 รองลงมาทำงาน อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 36.6 และทำงานอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ 20.4 บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็น���องกลุ่ม ตัวอย่าง โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60 เมื่อจำแนกเป็นด้าน พบว่าด้านการวางแผนมีค่า เฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3.79 รองลงมา คือ ด้านการดำเนินงานตามแผนและการจัดสรรงบประมาณ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.69 และด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 ตามลำดับ บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่าง ด้านการวางแผน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า กำหนดภาระงานในการรับผิดชอบโครงการโดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถของครูพระสอนศีลธรรม มีค่า เฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.05 รองลงมา คือ จัดทำปฏิทินกำกับ ติดตาม ประเมินโครงการอย่างชัดเจนไว้ในแผน ปฏิบัติงานตามโครงการ มีค่าเฉลี่ย 4.04 และตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลโครงการในปีที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.02 ตามลำดับ บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่าง ด้านการดำเนินงานตามแผนและการจัดสรรงบประมาณ โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.69 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า รายงานผลการปฏิบัติงานตามโครงการเป็นระยะๆ ให้รับรู้ทุกฝ่าย มีค่า เฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.14 รองลงมา คือ ผู้บริหารเห็นความสำคัญของโครงการและจัดงบประมาณเพียงพอ มี ค่าเฉลี่ย 3.90 และสนับสนุนและให้กำลังใจครูพระในการปฏิบัติงานตามโครงการอย่างจริงจัง มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.88 ตามลำดับ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

40

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่าง ด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 เมื่อจำแนก เป็น รายข้อ พบว่า จัดหาเอกสารคู่มือครู คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของโครงการเพียงพอกับการ ค้นคว้าของพระสอนศีลธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.17 รองลงมา คือ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการจัด ทำหลักสูตรเน้นความสำคัญการสอนศีลธรรมเป็นพิเศษ มีค่าเฉลี่ย 4.06 และปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับ ผู้เรียนสม่ำเสมอ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.64 ตามลำดับ บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่าง ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 เมื่อ จำแนกเป็นรายข้อ พบว่า จัดหาสื่อการเรียนการสอนให้เพียงพอกับความต้องการของครู มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.09 รองลงมา คือ จัดแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอน มีค่า เฉลี่ย 3.73 และจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.65 ตามลำดับ บทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตามความคิดเห็นของกลุ่ม ตัวอย่าง ด้านการประเมินผลของโครงการ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.46 เมื่อจำแนกเป็น รายข้อ พบว่า วัดผล ประเมินผลก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.78 รองลงมา คือวางแผนการวัดและประเมินผลโครงการ มีค่าเฉลี่ย 3.74 และครูพระและครูสอนวิชา พระพุทธศาสนาร่วมในการประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรม ใน โรงเรี ย นตามความคิ ด เห็ น ของครู พ ระสอนศี ล ธรรม และครู ส อนวิ ช าพระพุ ท ธศาสนาในโรงเรี ย นจั ง หวั ด อุบลราชธานี ที่มีตำแหน่ง และขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริม โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนด้านการวางแผนกับด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

อภิปรายผล

จากการวิจัย พบว่าบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนตาม ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60 ซึ่งผลการวิจัยเป็นเช่นนี้เพราะว่าผู้ บริหารโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีครูพระสอนศีลธรรมเข้าไปสอนในโรงเรียนผู้บริหารได้ให้ความสำคัญกับครูพระสอน ศีลธรรมในโรงเรียน โดยผู้บริหารส่งเสริมงานที่ครูพระสอนศีลธรรมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน งบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การ พัฒนาหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ซึ่งผลการวิจัยในเรื่องดังกล่าวนี้ยังไม่มีผู้ศึกษา มาก่อนทำให้ไม่สามารถมีเอกสารมาอ้างอิงได้ แต่มีงานวิจัยที่มีเนื้อหาใกล้เคียง คือ เรื่องบทบาทการบริหาร โครงการโรงเรียนวิถีพุทธของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูผู้สอนและประธานคณะกรรมการสถาน ศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ผลการวิจัย พบว่า บทบาทการ บริหารโครงการโรงเรียนวิถีพุทธของผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.67 (บังอร ฑีฆกุล. 2550) ด้านการวางแผน ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีการกำหนดภาระงานในการรับผิดชอบโครงการโดย คำนึงถึงความรู้ ความสามารถของครูพระสอนศีลธรรม มีการจัดทำปฏิทินกำกับ ติดตาม ประเมินผลโครงการ อย่างชัดเจนไว้ในแผนปฏิบัติงานตามโครงการ และตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลโครงการในปีที่ผ่านมาเพื่อ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

41

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ปรับปรุง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 ด้านการดำเนินงานตามแผนและการจัดสรรงบประมาณ พบว่า ผู้บริหารมีการรายงานผลการปฏิบัติ งานตามโครงการเป็นระยะ ๆ ให้ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับรู้ ผู้บริหารมองเห็นความสำคัญของ โครงการและจัดงบประมาณให้การดำเนินกิจกรรมโครงการครูพระสอนศีลธรรมอย่างเพียงพอ สนับสนุนให้ กำลังใจครูพระสอนศีลธรรมในการปฏิบัติงานตามโครงการอย่างสม่ำเสมออยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.69 ซึ่งผลของการวิจัยมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ บังอร ฑีฆกุล (2550) ด้านการจัดรูปแบบของ โครงการโรงเรียนวิถีพุทธอยู่ โดยรวม อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.66 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่าจัด กิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาหน้าเสาธง ทำสมาธิ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.16 รองลงมา คือ ส่ง เสริมการนั่งสมาธิก่อนเข้าเรียนภาคเช้า ภาคบ่าย มีค่าเฉลี่ย 4.11 กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในกลุ่ม สาระต่างๆ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94 และ จัดกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระในวันศุกร์สุดสัปดาห์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.90 ด้านการส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร ผลของการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีการจัดหาเอกสาร คู่มือครู คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของโครงการเพียงพอกับการค้นคว้าของครูพระสอนศีลธรรม นอกจาก นั้นยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำหลักสูตรให้มีความสัมพันธ์กับความต้องการของชุมชน และเน้น ความสำคัญการสอนศีลธรรมเป็นพิเศษ ปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับผู้เรียนสม่ำเสมอ อยู่ในระดับมาก ซึ่ง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 ซึ่งผลของการวิจัยมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของบังอร ฑีฆกุล (2550) ด้านการจัด กิจกรรมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โดยรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.74 เมื่อจำแนกเป็นด้าน พบ ว่าการร่วมมือกับชุมชนในการจัดกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.26 รองลงมา คือ จัด โครงการพุทธสุภาษิตวันละเรื่องหน้าเสาธง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.11 จัดกิจกรรมส่งเสริมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 การกำหนดแผน วัตถุประสงค์ของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธอย่างชัดเจน มีค่าเฉลี่ย 4.02 และจัดพิธีแสดงตนเป็น พุทธมามกะให้นักเรียน มีค่าเฉลี่ย 3.99 ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน ผลของการวิจัยพบว่า ผู้บริหารจัดหาสื่อการเรียนการสอนที่ เกี่ยวข้องกับรายวิชา และตามความต้องการของครูพระสอนศีลธรรมให้เพียงพอกับความต้องการของครู ส่ง เสริมให้มีการจัดแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอนของครูพระสอนศีลธรรม และจัดป้ายนิเทศตามห้องเรียนต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน อยู่ในระดับ ปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 ด้านการประเมินผลของโครงการ ผลของการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีการส่งเสริมให้ครูพระสอนศีล ธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนามีการดำเนินการวัดผล ประเมินผลก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนทุกครั้ง มีการประชุมระดมความคิดร่วมกันในการวางแผน การวัดและประเมินผลโครงการครู พระสอนศีลธรรม และครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาร่วมกันในการประเมินผลทุกครั้ง อยู่ในระดับ ปานกลาง มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.46 ซึ่งผลของการวิจัยมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของบังอร ฑีฆกุล (2550) ด้านการ ดำเนินงานโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25 เมื่อจำแนกเป็นราย ข้อ พบว่าการติดตามความประพฤติของนักเรียนอย่างใกล้ชิดมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 4.02 รองลงมาคือ การ ติดตามความประพฤติของนักเรียนแต่ละคนมีค่าเฉลี่ย 3.92 จัดทำแบบสอบถามรับฟังความคิดเห็นทุกด้าน มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.91 วิเคราะห์ความประพฤติของนักเรียนกับความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.90 และเปรียบเทียบความแตกต่างในด้านความประพฤติของนักเรียนก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนิน โครงการ มีค่าเฉลี่ย 3.80


42

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

(1) ผู้บริหารโรงเรียนควรปรับปรุงส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนมาก ยิ่งขึ้น (2) ผู้บริหารโรงเรียนควรปรับปรุงการประเมินผลของโครงการโดยกำหนดให้มีการติดตามผลเป็น ระยะๆ และมีการประเมินทั้งระยะสั้นและระยะยาว ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป (1) ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของการสอนของครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน (2) ควรมีการศึกษาความพร้อมของโรงเรียนที่มีครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คู่มือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. กรมวิชาการ. (2544). คู่มือการวางแผนการเรียนชีวิตและอาชีพ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2549). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. อุบลราชธานี : อุบลออฟเซทการพิมพ์. บังอร ฑีฆกุล. (2550). บทบาทการบริหารโครงการโรงเรียนวิถีพุทธของผู้บริหารโรงเรียนตามความ คิดเห็นของครูผู้สอน และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (การบริหาร การศึกษา). อุบลราชธานี : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ถ่ายเอกสาร. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2540). การบริหารโรงเรียนตามแนวปฏิรูปการ ศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย หลวงวิจิตรวาทการ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

43

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พระกลม ชยธมฺโม, อาจารย์ ดร.สกุลรัตน์ กมุทมาศ, รองศาสตราจารย์ศุภร ศรีแสน

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ในสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน และเปรี ย บเที ย บความคิ ด เห็ น ของครู และครู ฝ่ า ยปกครอง ที่ มี ต ำแหน่ ง ประสบการณ์ในการทำงานระดับช่วงชั้นที่สอน และขนาดโรงเรียนต่างกันต่อบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูและครูฝ่ายปกครอง สถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 จำนวนทั้งหมด 330 ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง อย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองมีค่าความเชื่อมั่น .92 การเก็บ รวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการส่งเสริมวางแผน คุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ด้านการส่งเสริมการเป็นตัวอย่างของครูและผู้บริหาร ด้านการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียน และด้านการส่งเสริมพัฒนาสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการส่งเสริมให้รางวัล เสริมแรงจูงใจและด้านการส่งเสริมประเมินผลและการปรับปรุงอยู่ในระดับปานกลาง บทบาทผู้บริหารในการส่ง เสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน และครูฝ่ายปกครองที่ มีตำแหน่ง ประสบการณ์ในการสอน และขนาดโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : ผู้บริหาร, คุณธรรม, จริยธรรม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

44

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

The Roles of the Administrator in Virtue and Moral Supporting of Students in the Basic Educational Institutions Phra Kome Chaiyatammo , Dr.Sakoolrat Kamouthamas , Associate Professor Suporn Srisan

Abstract

The purposes of this research were to study the level of the supporting role in student’s virtue and moral of the administrators viewed by the teachers and the disciplinary teachers and to compare the opinions of those who were different in position, experience, and school size. The sample consisted of 330 teachers randomized from the general teachers and the disciplinary teachers by simple random sampling. The tools using to collects data were the five likert scale questionnaires. with reliability of .94. The statistics used to analyze data were percentage, mean, standard deviation, t-test, and F-test. The results of the research were as follows: (1) The levels of the student’s moral supporting role of the administrators in the areas of planning, being role models of the teachers and the administrators, the supporting of the behavior of the students, and the environmental development were at high level. (2) The areas of morale motivation, and evaluation, and development were average. (3) The samplers who were different in position, experience, and school size were significantly different at .05. Keywords : administrator, virtue, moral

ภูมิหลัง

โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน การสื่อ���าร ไร้ขีดจำกัด การแข่งขันการ พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ค่านิยมทางวัตถุสูงมากเกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันทั่วโลก มุ่ง แสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง และพรรคพวกมากกว่าส่วนรวมขาดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบอย่างจริงจังและต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะขาดสมดุล ทั้งทางจิตใจและวัตถุก่อให้เกิดปัญหาสลับ ซับซ้อนในสังคม (กรมวิชาการ 2545 : 10) ดังนัน้ การพัฒนาจริยธรรมของคนในชาติจงึ นับว่าเป็นสิง่ สำคัญยิง่ ใน ยุคนี้เพราะจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้เจริญก้าวหน้า ในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ประเทศที่ คนมีคุณภาพมีระเบียบวินัยและจริยธรรมย่อมได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน และการทำงานประสบความสำเร็จ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 5 มาตรา 81 ได้กำหนดให้รัฐจัดการศึกษา


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

45

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

อบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมสร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติ (สำนักงานคณะ กรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ 2541 : 25) และในหมวด 4 มาตรา 24 (4) ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 ได้กำหนดไว้ว่าให้จัดการเรียนการสอนโดยผสม ผสานสาระความรู้ ด้ า นต่ า งๆ อย่ า งได้ สั ด ส่ ว นสมดุ ล กั น รวมทั้ ง ปลู ก ฝั ง คุ ณ ธรรมค่ า นิ ย มที่ ดี ง ามและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา และยังได้กล่าวเกี่ยวกับการประเมินผู้เรียนไว้ในหมวดนี้ มาตรา 26 ว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการ เรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับและรูปแบบการศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับมาตรา 28 หมวดเดียวกัน ในพระราชบัญญัตินี้กำหนด เกี่ยวกับการจัดสาระหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการและวิชาชีพต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่ง ชาติ 2542 : 13-15) สำหรับผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษานั้น พระราชบัญญัติได้กำหนดคุณลักษณะความเป็นผู้นำ ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านคุณธรรมและจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ครู ผู้บริหารต้องส่งเสริมทุกๆ ด้าน เพื่อให้เยาวชนรวมทั้งสังคมเป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม (จำรอง แสงพรหมศรี 2545 : บทคัดย่อ) แต่อย่างไร ก็ตามด้านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานยังได้กำหนดจุดหมายของหลักสูตร เพื่อให้มีความสอดคล้องกับ กฎหมายแม่บทดังกล่าว โดยการจัดการศึกษามีจุดหมายให้นักเรียนเห็นคุณค่าของตนเอง และปฏิบัติตามหลัก คุณธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ และใน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้มุ่งพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยอาจจัดเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายในการสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริ ย ธรรม มี ร ะเบี ย บวิ นั ย และคุ ณ ธรรม ปลู ก ฝั ง และสร้ า งจิ ต สำนึ ก ของการกระทำประโยชน์ เ พื่ อ สั ง คม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2544 : 4-6) จะเห็นว่ากฎหมายแม่บทและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม และความรับผิดชอบมีค่านิยมที่ดี และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สังคมต้องการ โดยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สติปัญญาและ สังคมเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป ถ้านักเรียนได้รับการฝึกฝนอบรมด้านจริยธรรมเป็นอย่างดีจนถึงขั้นมีจริยธรรมในตนเองแล้ว ปัญหา พฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนด้านต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ยากก็จะส่งผลให้การพัฒนาสังคมเป็นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง สอดคล้องกับ เทพศิริ ศิริโรจน์ (2542 : 38) กล่าวว่าถ้าหากเด็กได้รับการศึกษาวิชาทางโลก ไม่ได้สัดส่วนกับ การอบรมศึกษาทางจริยธรรม ความรู้ทางโลกที่ได้รับอาจกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมเป็นอย่างมาก การที่จะ สร้างจริยธรรมให้ในตัวบุคคลนั้น วัยทารกและวัยเด็กเป็นวัยที่ต้องปูพื้นฐานทางด้านจิตใจให้กับเด็กอย่างเหมาะ สม เพื่อเด็กจะได้มีความพร้อมที่จะพัฒนาทางจริยธรรมได้อย่างเต็มที่เมื่อโตขึ้น และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง และเกิดภาวะวิกฤติทางสังคมดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่สำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาที่จะ ต้องรีบหาแนวทาง รวมทั้งประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาเด็กให้เป็นผู้มีจริยธรรม มีความรับผิดชอบและมี คุณลักษณะตาม ที่ต้องการ ในปี พ.ศ. 2549-2550 เด็กและเยาวชนได้ก่อเหตุเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด 150 ราย และปัญหาเด็ก และเยาวชนได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท 100 ราย (สถานีตำรวจภูธร อำเภอพิบูลมังสาหาร : 2550) ซึ่งจาก ปัญหาดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามาจากนักเรียนไม่ได้รับการอบรมส่งเสริม ด้านคุณธรรม ด้านจริยธรรมเท่าที่ควรจะ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

46

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

เป็น ซึ่งถ้าเราไม่มีมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง ทำให้นักเรียนและเยาวชนของชาติเหล่านี้เป็นเด็กที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันตรายต่อสังคม และส่งผลโดยตรงต่อสังคมของเราในอนาคต (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3. 2550 : 10) ผู้วิจัยได้สัมผัสกับสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นความสำคัญของปัญหาและสนใจที่จะวิจัยเกี่ยว กับบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน เพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาเป็นแนวทางใน การวางแผนพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นข้อมูลให้ผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องใช้ในการวางแผน กำหนดนโยบาย เพื่อการพัฒนาเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีคุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสังคมต่อไป

คำถามการวิจัย

1. ครู และครูฝ่ายปกครอง มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างไร ? 2. ครู และครูฝ่ายปกครองที่มีประสบการณ์ในการสอนและปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แตก ต่างกันหรือไม่ ?

ความมุ่งหมายของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมนักเรียนสถานศึกษา ขั้น พื้นฐาน 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู และครูฝ่ายปกครอง ต่อบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู และครูฝ่ายปกครองที่มีประสบการณ์ในการสอนต่างกัน ต่อบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู และครูฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน���ี่มีขนาดต่าง กัน ต่อบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

ความสำคัญของการวิจัย

1. ผลของการวิจัยครั้งนี้จะทำให้ได้ข้อมูลที่สำคัญ ทำให้เราเข้าใจบทบาทของผู้บริหารในการส่ง เสริมคุณธรรม และจริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. นำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรม นักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมุ่งที่จะศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวกับ (1) ด้านการวางแผนการส่งเสริมคุณธรรม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

47

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

จริยธรรมของนักเรียน (2) ด้านการเป็นตัวอย่างของครูและผู้บริหาร (3) ด้านความประพฤติของนักเรียน (4) ด้านการส่งเสริมแรงจูงใจ (5) ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และ (6) ด้านการประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขการ ส่งเสริมประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นครู และครูฝ่ายปกครองในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 65 โรงเรียน จำนวน 786 คน ครูฝ่ายปกครอง จำนวน 85 คน รวม ทั้งหมด 871 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู และครูฝ่ายปกครองในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ตัวแปรที่ศึกษา แบ่งเป็น ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการ สอน และขนาดของโรงเรียน ตัวแปรตาม ได้แก่ บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

นิยามศัพท์เฉพาะ

บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน หมายถึง การแสดงออกในการ บริหารจัดการด้านคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนของผู้บริหารโรงเรียน ในการดำเนินงานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม 6 ด้าน กล่าวคือ (1) การวางแผนการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน (2)การเป็นตัวอย่างที่ดี ของครูและผู้บริหาร (3) ความประพฤติของนักเรียน (4) การส่งเสริมแรงจูงใจ ( 5) การพั ฒ นาสิ่ ง แวดล้ อ ม และ (6) การประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขการส่งเสริม ตำแหน่ง หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งครู และครูฝ่ายปกครองในโรงเรียน ครู หมายถึง ผู้สอนในโรงเรียน ครูฝ่ายปกครอง หมายถึง ครูที่มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลควบคุมความประพฤติ และพฤติกรรม ของนักเรียนในด้านต่างๆ เพื่อให้นักเรียนประพฤติปฏิบัติอยู่ในกฎ ในระเบียบวินัยของโรงเรียน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง โรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชั้นที่ 4 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ปีการศึกษา 2550 ขนาดของโรงเรียน หมายถึง ขนาดโรงเรียนแบ่งตามจำนวนนักเรียน แยกเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมี นักเรียนน้อยกว่า 300 คน โรงเรียนขนาดกลาง มีนกั เรียน 300-1,000 คน และขนาดใหญ่ มีนกั เรียนมากกว่า 1,000 คน ประสบการณ์ในการสอน หมายถึง ครูที่ทำหน้าที่สอนในโรงเรียน นับเวลาเป็นปี ผู้บริหาร หมายถึง ผู้บริหารโรงเรียน


48

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

กรอบแนวคิดในการวิจัย

ตัวแปรอิสระ 1. ตำแหน่ง 1.1 ครู 1.2 ครูฝ่ายปกครอง 2. ประสบการณ์ในการทำงาน 2.1 น้อยกว่า 10 ปี 2.2 10 – 25 ปี 2.3 มากกว่า 25 ปี 3. ขนาดของโรงเรียน 3.1 ขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อยกว่า 300 คน 3.2 ขนาดกลาง มีนักเรียน 300 – 1,000 คน 3.3 ขนาดใหญ่ มีนักเรียนมากกว่า 1,000 คน

ตัวแปรตาม บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักเรียน 6 ด้าน คือ (1) ด้านการวางแผนการส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมของนักเรียน (2) ด้านการเป็นตัวอย่างของครูและผู้บริหาร (3) ด้านความประพฤติของนักเรียน (4) ด้านการส่งเสริมแรงจูงใจ (5) ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางสังคม (6) ด้านการประเมินผลและปรับปรุง แก้ไขการส่งเสริม

สมมุติฐานของการวิจัย

1. ครู แ ละครู ฝ่ า ยปกครอง มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ บทบาทของผู้ บ ริ ห ารในการส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน 2. ครู แ ละครู ฝ่ า ยปกครอง มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ บทบาทของผู้ บ ริ ห ารในการส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน 3. ครูและครูฝ่ายปกครองที่มีประสบการณ์ในการสอนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้ บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน 4. ครูและครูฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้ บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน

การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู และครูฝ่ายปกครอง สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 65 โรงเรียน ข้าราชการครู จำนวน 786 คน ครูฝ่ายปกครอง จำนวน 85 คน รวมทั้งหมด 871 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู และครูฝ่ายปกครอง สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 260 คน ครูฝ่ายปกครอง จำนวน 70 คน รวมทั้งหมด 330 คน การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางสำเร็จรูปของ เครซีและมอร์แกน (1970 : 608, อ้างอิงมาจากธีรวุฒิ เอกะกุล 2549 : 143) และการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

49

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น คำถามเกี่ยวกับสถานภาพผู้ ตอบ และคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของครู และครูฝ่ายปกครอง มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด มีผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ หาคุณภาพ โดยวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ค่า ความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ .94

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยส่งทางไปรษณีย์ และเก็บด้วยตนเอง ได้ แบบสอบถามกลับคืนร้อยละ 100

การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล

ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามแต่ละฉบับ จำแนกแบบสอบถามออกเป็นกลุ่มๆ ตามตัวแปรที่ศึกษา ตรวจให้คะแนนแบบสอบถามแต่ละข้อตามเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ มากที่สุด หมายถึง ระดับการส่งเสริม มากที่สุด (ให้คะแนน 5) มาก หมายถึง ระดับการส่งแสริม มาก (ให้คะแนน 4) ปาน กลาง หมายถึง ระดับการส่งแสริม ปานกลาง (ให้คะแนน 3) น้อย หมายถึง ระดับการส่งแสริม น้อย (ให้ คะแนน 2) น้อยที่สุด หมายถึง ระดับการส่งแสริม น้อยที่สุด (ให้คะแนน 1) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพผู้ตอบ แบบสอบถาม โดยหาค่ า ร้ อ ยละ วิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล เกี่ ย วกั บ บทบาทของผู้ บ ริ ห ารในการส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จริยธรรมนักเรียน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยแจกแจงหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด 2546 : 162) ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 ระดับการส่งแสริม มากที่สุด 3.51-4.50 ระดับ การส่งแสริม มาก 2.51-3.50 ระดับการส่งแสริม ปาน���ลาง 1.51-2.50 ระดับการส่งแสริม น้อย 00.00-1.50 ระดับการส่งแสริม น้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีการของ Cronbach (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 200) การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบความแตก ต่างรายคู่

สรุปผลการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างมีตำแหน่งครูเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 78.8 และครูฝ่ายปกครอง คิดเป็นร้อยละ 21.2 ประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่า 10 ปี เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 39.7 รองลงมามีประสบการณ์ ในการทำงาน 10-25 ปี คิดเป็นร้อยละ 34.5 และมากกว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 25.8 ช่วงชั้นที่ 4 เป็นส่วน ใหญ่ คิดเป็น ร้อยละ 54.2 สอนในระดับช่วงชั้น 3 คิดเป็นร้อยละ 45.8 สอนในโรงเรียนขนาดกลางเป็นส่วน ใหญ่ คิดเป็น ร้อยละ 53.3 รองลงมาทำงานในโรงเรียนขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 32.1 และทำงานใน โรงเรียนขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ 14.5 บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.61 เมื่อ จำแนกเป็นด้าน พบว่าด้านการส่งเสริมการเป็นตัวอย่างของครูและผู้บริหาร มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3.77 รอง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

50

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการวางแผนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 และด้านการส่ง เสริมความประพฤติของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.62 ตามลำดับ ด้านการส่งเสริมวางแผนคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่าตั้งคณะกรรมการ และผู้รับผิดชอบที่เหมาะสม มีค่าเฉลี่ยสูงเท่ากับ 4.06 รองลงมา คือรับฟังการวิพากษ์แผนงานก่อนดำเนินงาน มีค่าเฉลี่ย 4.01 และกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และแผนส่งเสริมการดำเนินงานสอดคล้องกัน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.99 ตามลำดับ ด้านการส่งเสริมการเป็นตัวอย่างของครูและผู้บริหาร อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.77 เมื่อ จำแนกเป็นรายข้อ พบว่าส่งเสริมการกำหนดกฎระเบียบของโรงเรียน โดยนักเรียนมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.25 รองลงมา คือจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 4.16 และตั้ง คณะกรรมการควบคุม กำกับพฤติกรรมของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14 ตามลำดับ ด้านการส่งเสริมให้รางวัลเสริมแรงจูงใจ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.40 เมื่อจำแนก เป็น รายข้อ พบว่าจัดนิทรรศการส่งเสริมการทำความดี มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 3.96 รองลงมา คือ ประกาศยกย่องนักเรียนที่ประพฤติดีเด่นให้ชุมชนรับทราบ มีค่าเฉลี่ย 3.46 และจัดทำป้ายสุภาษิต คติเตือนใจ ในโรงเรียนอย่างหลากหลาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.24 ตามลำดับ ด้านการส่งเสริมพัฒนาสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.59 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อ พบว่า ส่งเสริมจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนให้สะอาดเรียบร้อย เป็นสัดส่วนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.86 รองลงมา คือ จัดตกแต่งแนะแนวให้เข้ากับบรรยากาศของผู้รับบริการ มีค่าเฉลี่ย 3.80 และส่งเสริมการ พัฒนาอาคารเรียนให้มั่นคงแข็งแรง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 ตามลำดับ ด้านการส่งเสริมประเมินผลและการปรับปรุง อยู่ในระดับ ปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 เมื่อ จำแนกเป็นรายข้อ พบว่า หาจุดอ่อน จุดแข็งของโครงการเพื่อการปรับปรุงแก้ไข มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 3.73 รองลงมาคือตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความประพฤติของนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 3.70 และปรับปรุงแก้ไข ให้ตรงจุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.68 ตามลำดับ

อภิปรายผล

จากผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่าบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนอยู่ในระดับ มาก ซึ่งสอดคล้องกับ อดุลย์ เศษสุวรรณ (2546 : 96-97) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การดำเนินงานกิจกรรม นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ข้าราชการครูมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานกิจกรรมนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความคิดเห็นต่อการดำเนินกิจกรรมนักเรียน ด้านที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมวิจัยนักเรียนมากที่สุด รองลงมาคือด้านที่ 1 กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย ใน โรงเรียน ด้านที่ 3 กิจกรรมส่งเสริมจริยธรรมในโรงเรียน ด้านที่ 4 กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ส่วนที่ 5 กิจกรรมแนะแนว มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานกิจกรรมนักเรียนน้อยที่สุด และในส่วนของบทบาทผู้บริหาร สถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนโรงเรียนรายด้าน พบว่า ผลการวิจัยสอดคล้องกับ ประณีต ศรีนุกูล (2539 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาปัญหาด้านวินัยและสภาพแวดล้อมของนักเรียนอาชีวศึกษา ใน จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่ามีปัญหาด้านวินัยอยู่ในระดับน้อย โดยมีปัญหาด้านวินัย ด้านการเรียนเป็น อันดับแรก ด้านการแต่งกายรองลงมา และด้านความประพฤติเป็นอันดับสุดท้าย นักเรียนชายและนักเรียน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

51

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

หญิงมีปัญหาด้านวินัยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 นักเรียนที่เรียนในระดับการศึกษาที่ แตกต่างกันได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนที่ เรียนในระดับชั้นปีที่แตกต่างกัน ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

(1) ควรมีการส่งเสริมให้รางวัลเสริมแรงจูงใจผู้ปฏิบัติงาน (2) ด้านการส่งเสริมประเมินผลและการปรับปรุงการปฏิบัติงานเป็นประจำ (3) ผู้บริหารควรรับฟังความคิดเห็นผู้ร่วมงานก่อนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ในโรงเรียน และส่งเสริม ความเอื้ออาทรต่อกัน (4) ส่งเสริมโครงการฝึกอบรมการนั่งสมาธิให้แก่ครูและนักเรียนเป็นประจำ (5) ควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการทำความดีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและส่งเสริมจัดโครงการ รณรงค์การทำความดีตลอดเวลา (6) ส่งเสริมการสร้างสนามกีฬาพอเพียงในการออกกำลังกายของนักเรียน (7) รับคำวิพากษ์จากผู้ปกครองและชุมชนเรื่องความประพฤติของนักเรียนอย่างตรงไปตรงมา

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

(1) ทำการวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างของบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวกับเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนโรงเรียน (2) ทำการวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมผู้เรียนในระดับอนุบาล ระดับ ประถม มัธยม และอุดมศึกษา (3) ทำวิจัยปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนในระดับ มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2545). การสอนระดับประถม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. จำรอง แสงพรหมศรี. (2545). การปฏิบัติตามระเบียบวินัยและแนวทางสร้างเสริมวินัยนักเรียนตาม ทัศนะของผู้บริหาร ครูและปกครองโรงเรียนคาทอลิก สังกัดสำนักชังคาทอลิก อุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา) : มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี. ถ่ายเอกสาร. เทพศิริ ศิริโรจน์. (2522). เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม. กรุงเทพฯ : แว่นแก้ว. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ประณีต ศรีนุกุล. (2539). ปัญหาด้านวินัยและสภาพแวดล้อมของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัด ขอนแก่น. ปริญญานิพนธ์. ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ถ่ายเอกสาร.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

52

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2549). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. อุบลราชธานี : อุบลออฟเซทการพิมพ์. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). การวัดด้านจิตพิสัย. กรุงเทพฯ : สุวีริยสาส์น. สถานีตำรวจภูธรอำเภอพิบูลมังสาหาร. (2550). ข้อมูลการกระทำความผิดสถานีตำรวจอำเภอ พิบูลมังสาหาร. อุบลราชธานี : สถานีตำรวจภูธรอำเภอพิบูลมังสาหาร. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3. (2550). ข้อมูลพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 3. อุบลราชธานี : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา _______. (2542). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า. _______. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2544). การพัฒนาและการส่งเสริมผู้เรียนด้านคุณธรรม จริยธรรม : กรณีการศึกษาจากการปฏิบัติจริง. กรุงเทพฯ : อำมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับบลิชชิง. อดุล เศษสุวรรณ. (2546). การดำเนินงานกิจการนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา) อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี. ถ่ายเอกสาร.

งานที่ทำยากยิ่ง คือ การทำให้ดูเหมือนงานยุ่งทั้ง ๆ ที่ไม่มีงานทำ (Geoge Coleman, นักเขียนชาวอังกฤษ)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

53

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสาร กับความไว้วางใจ ที่มีต่อคู่สมรสในเขตกรุงเทพมหานคร ดร.ชัญญา ลี้ศัตรูพ่าย, ดร.ปิ่นกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์, ดร.ศยามล เอกะกุลานันต์

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษารูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการสือ่ สาร กับความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรส (2) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์เชิง สาเหตุ ระหว่างการสื่อสารกับความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ระหว่างสามีและภรรยา จำนวน 321 คน การ รวบรวมข้อมูลใช้เครื่องมือวัดเป็นแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ตอน การวิเคราะห์ขอ้ มูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ในการหาคุณภาพเครื่องมือ การวิเคราะห์ขอ้ มูลพืน้ ฐานของกลุม่ ตัวอย่าง และการทดสอบสมมติฐาน ผลการ วิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คู่ สมรส มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยแบบจำลองมีคา่ สถิตดิ งั นี้ χ2 = 127.03, df = 50 (p=.00), GFI = 0.94, ค่า AGFI = 0.90, RMSEA = 0.069, SRMR = 0.042 ส่วนในดัชนีกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า CFI = 0.97, NNFI = 0.95 ผลการวิเคราะห์พบว่า (1) ตัวแปรการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรสมีอิทธิพลตรง ทางบวกต่อตัวแปรความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส (2) ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสมีอิทธิพลตรงทางบวกต่อ พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส และ (3) ตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากคู่สมรสมีอิทธิพลตรงทางบวก และ อิทธิพลอ้อมทางบวกต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสผ่านความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส นอกจากนี้การวิ เคราะห์ลิสเรลแยกทีละกลุ่มผลการวิเคราะห์ ในกลุ่มภรรยาพบว่า (1) การสื่อสารที่รับรู้จากสามีมีอิทธิพลตรง ทางบวกต่อความไว้วางใจที่มีต่อสามี (2) ความไว้วางใจที่มีต่อสามีมีอิทธิพลตรงทางบวกต่อพฤติกรรมการ สื่อสารต่อสามี และ (3) การสื่อสารที่รับรู้จากสามีมีอิทธิพลอ้อมทางบวกต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อสามีผ่าน ความไว้วางใจที่มีต่อสามี ในกลุ่มสามีพบว่า (1) การสื่อสารที่รับรู้จากภรรยามีอิทธิพลตรงทางบวกต่อความไว้ วางใจทีม่ ตี อ่ ภรรยา (2) ความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ ภรรยามีอทิ ธิพลตรงทางบวกต่อพฤติกรรมการสือ่ สารต่อภรรยา และ(3) การ สือ่ สารทีร่ บั รูจ้ ากภรรยามีอทิ ธิพลตรงทางบวก และอิทธิพลอ้อมทางบวกต่อพฤติกรรมการสือ่ สารต่อภรรยาผ่านความ ไว้วางใจที่มีต่อภรรยา เมื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของของแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพบว่า รูปแบบของแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสมีความไม่ แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มภรรยาและกลุ่มสามี คำสำคัญ : พฤติกรรมการสื่อสาร , การรับรู้การสื่อสาร ,ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

54

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

The Causal Relation Model of Communication Behavior and Trust between Couple in Bangkok

Dr.Chanya Leesattrupai, Dr. Pinkanok Wongpinpech, Dr. Sayamon Akakulanan

Abstract

The purpose of this study were (1) to examine a causal relation model of communication behavior and trust between couple in Bangkok (2) to test the invariance of the causal relation models of communication behavior and trust between couple across husband and wife groups. The sample consisted of 321 (husbands and wives). Instruments for collecting data were 4 questionnaires. The result showed that linear a causal relation model of communication behavior and trust between couple was modified to fit the empirical data ( χ2 = 127.03, df = 50 (p=.00), GFI = 0.94, AGFI = 0.90, RMSEA = 0.069, SRMR = 0.042, CFI = 0.97, NNFI = 0.95). The positive influence results were revealed that (1) Perceived communication from couple had direct effect to trust in couple. (2) Trust in couple had direct effect to communication behavior. (3) Perceived communication from couple had indirect and direct effect to communication behavior through trust in couple. For invariance test, in wife group the positive influence results were revealed that (1) Perceived communication from husband had direct effect to trust in husband. (2) Trust in husband had direct effect to communication behavior to husband. (3) Perceived communication from husband had indirect effect to communication behavior to husband through trust in husband. In husband group the positive effects were shown that (1) Perceived communication from wife had direct effect to trust in wife. (2) Trust in wife had direct effect to communication behavior to wife. (3) Perceived communication from wife had indirect and direct effect to communication behavior to wife through trust in wife. It concluded that there was invariance of the causal relation models of communication behavior and trust between couple across husband and wife groups. Keywords : communication behavior, perceived communication, trust between couple


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภูมิหลัง

55

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ครอบครัวถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าให้แก่สังคม ทั้งนี้ความ สัมพันธ์ที่ราบรื่นในครอบครัวจะเป็นเครื่องมือในการป้องกันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจกล่าวได้วา่ สามีภรรยาเป็นจุดเริม่ ต้นของสัมพันธภาพทีส่ ำคัญทีส่ ดุ ในครอบครัวเพราะถ้าคูส่ ามีภรรยามีความรักใคร่ เข้าใจซึง่ กันและกัน มีสมั พันธภาพทีด่ ตี อ่ กันร่วมมือร่วมใจตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ย่อมทำให้ครอบครัวมี ความราบรื่นมั่นคง ทำให้สมาชิกอื่นๆในครอบครัวโดยเฉพาะบุตรมีความสุขไปด้วย แต่ในทางตรงข้าม ถ้าสามี ภรรยามีสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน ไม่มีความรักใคร่ปองดองกัน ขาดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน มีความ ขัดแย้งกันอยู่เสมอ อาจทำให้ครอบครัวขาดความสงบสุข บุตรเมื่อประสบกับสถานการณ์ความขัดแย้งอยู่เป็น ประจำย่อมได้รับผลกระทบด้านจิตใจอย่างมาก (สมพงษ์ ธนธัญญา. 2540) ผลการศึกษาของ ดวงเดือน พันธุม นาวิน และคณะ (2536) พบผลการวิจยั ทีช่ ใี้ ห้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดาเป็นตัวแปรทีส่ ำคัญต่อสภาพ จิตใจและพฤติกรรมของเยาวชนวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร ครอบครัวที่มีบิดามารดาท���่ขาดความสัมพันธ์ที่ดี ต่อกัน มีการทะเลาะวิวาทกันเสมอ และห่างเหินกัน เป็นครอบครัวที่ส่งผลเสียต่อจิตใจและพฤติกรรมของ เยาวชนวัยรุน่ ทุกด้าน ซึง่ จะนำไปสูป่ ญ ั หาพฤติกรรมเบีย่ งเบนของเยาวชนได้ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทดี่ รี ะหว่างคู่ สมรสให้มคี วามมัน่ คงและเป็นเครือ่ งมือในการแก้ไขปัญหาของบุคคลในครอบครัวจึงเป็นเรือ่ งสำคัญ ซึง่ แนวทางการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ทดี่ นี คี้ วรให้ความสนใจต่อสององค์ประกอบทีส่ ำคัญของการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลอันได้แก่ องค์ประกอบ ด้านการติดต่อสื่อสารและองค์ประกอบด้านอารมณ์และความรู้สึก (สุธีรา นุ้ยจันทร์.2530 : 20) การติดต่อสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญประการแรกต่อการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่าง คู่สมรส ใน ฐานะเป็นทักษะพื้นฐานที่จะช่วยให้สามีภรรยาปรับตัวเข้าหากัน และจัดสรรบทบาทได้อย่างเหมาะสม (ยงยุทธ วงศ์ภริ มศานติ์ มปป : 1 - 2) การศึกษาของสตินเนทและคณะ (Stinnett et al. 1984) พบว่า ครอบครัวทีม่ คี ณุ ภาพจะ มีวธิ กี ารติดต่อสือ่ สารระหว่างกันทีด่ มี าก มีการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง มีเวลาสำหรับพูดคุยปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวต่างเป็นผูฟ้ งั ทีด่ แี ละมีความไว้วางใจซึง่ กันและกัน เมือ่ มีความขัดแย้งเกิดขึน้ ก็จะพูดคุยกัน แต่พยายามร่วมกันรับรู้ความรู้สึกของกันและกัน เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเรื่องความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ ความคาดหวัง หรือความห่วงใย โดยใช้คำพูด (verbal communication) และโดยไม่ใช้คำพูด (nonverbal communication) ซึง่ เหล่านีอ้ าจเรียกได้วา่ เป็นคุณลักษณะสำคัญของการสือ่ สารทีม่ ปี ระสิทธิภาพที่จำเป็นต้อง เสริมสร้างให้เกิดขึ้นในคู่สมรส สำหรับองค์ประกอบเกีย่ วกับอารมณ์และความรูส้ กึ นัน้ หนึง่ ในอารมณ์และความรูส้ กึ ทีส่ ามารถเสริมสร้าง ความสัมพันธ์อนั ดีระหว่างคูส่ มรสได้คอื ความไว้วางใจต่อกัน มาร์แชล (Marshall 2000) กล่าวว่าความไว้วางใจ เป็นความต้องการทางด้านจิตใจของมนุษย์เพราะความไว้วางใจก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล และนำ มาซึ่งความสุขในการอยู่ร่วมกัน แต่ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ย่อมเป็นเรื่องระหว่างบุคคล ไม่ใช่บุคคลเพียงคน เดียว ต้องมีฝ่ายที่ได้รับความไว้วางใจ และฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจ ซึง่ ทัง้ สองฝ่ายนีจ้ ะต้องมีการยอมรับ สนับสนุน เปิดเผยความคิด ความรูส้ กึ ทีด่ ตี อ่ กัน ความไว้วางใจจึงจะเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสจำเป็นต้องสร้าง ความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างกันเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบทบาทอืน่ เพราะหากคูส่ มรสขาดความ ไว้วางใจระหว่างกันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้และเกิดปัญหาครอบครัวในที่สุด ดังเช่นสถิติจากมูลนิธิเพื่อน หญิง (2546) รายงานว่าสถิติการกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2546 นั้นส่วนใหญ่ระบุเหตุมาจากการขาด ความไว้วางใจในคู่สมรส นั่นคือคู่สมรสที่กระทำความรุนแรงต่อกันมีความรู้สึกระแวงว่าคู่สมรสของตนจะ เปลี่ยนใจไปมีบุคคลอื่น ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันและเริ่มต้นกระทำความรุนแรงต่อกันโดยใช้วาจากระทั่งการ กระทำความรุนแรงต่อร่างกายในที่สุด จึงยิ่งเป็นการย้ำถึงความสำคัญของความไว้วางใจคู่สมรสว่าเป็นเรื่องที่


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

56

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

จำเป็นอย่างมากสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมือ่ พิจารณาองค์ประกอบทัง้ สองแล้วจะเห็นได้วา่ ความไว้วางใจมีความสัมพันธ์กบั การ ติดต่อสือ่ สารอย่างใกล้ชดิ นัน่ คือจะเกิดความไว้วางใจได้จะต้องมีการยอมรับ สนับสนุน เปิดเผยความคิดและความ รูส้ กึ ทีด่ ตี อ่ กัน เมือ่ เกิดความไว้วางใจคูส่ มรสแล้วก็จะมีการสือ่ สารทีด่ ตี อ่ กันกลับไป ซึ่งเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546) ได้เน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง โดยกล่าวว่าการที่สามีภรรยาจะพัฒนาความไว้ วางใจต่อกันให้มากขึ้นนั้นการสื่อสารกันเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะการสือ่ สารเป็นการให้ขอ้ มูลเพือ่ ลดความเข้าใจผิด การตีความหรือคิดไปเอง สามีภรรยาควรมีการสือ่ สารให้อกี ฝ่ายรับทราบทัง้ หมด และหากการสือ่ สารไม่มปี ระสิทธิภาพจะมี ผลต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส ทั้งความแตกแยก และความขัดแย้งได้ ดังนั้นจากความสำคัญที่กล่าวไว้ข้างต้นเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างคู่สมรสที่จะมีผลต่อ พัฒนาการด้านจิตใจและพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะบุตร ตลอดจนการนำเสนอองค์ประกอบของการสร้าง สัมพันธภาพระหว่างบุคคลอันได้แก่ องค์ประกอบด้านการติดต่อสือ่ สารและองค์ประกอบเกี่ยวกับความไว้วางใจที่ควรให้ความ สนใจต่อการเสริมสร้าง ดังนั้นในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างความ สัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรส ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส และพฤติกรรมการ สื่อสารที่มีต่อคู่สมรส ซึ่งคณะผู้วิจัยตระหนักถึงคุณค่าของผลการวิจัยที่จะได้รับว่าจะสามารถใช้เป็นข้อมูล สำคัญเพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่สมรสต่อไป ความมุ่งหมายของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ดังนี้ 1.เพื่อศึกษารูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับ ความไว้ วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรส โดยมีโครงสร้างประกอบด้วยการรับรูก้ ารสือ่ สารจากคู่สมรส ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส และพฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส 2. เพือ่ ทดสอบความไม่แปรเปลีย่ นของแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการสื่อสารกับ ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสในเขตกรุงเทพมหานครระหว่างสามีและภรรยา ความสำคัญของการวิจัย ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยสามารถใช้เป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมการในเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ เมื่อเข้าใจถึงความ เกี่ยวข้องระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารและความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสแล้วจะนำไปสูก่ ารศึกษา เพือ่ ค้นหา แนวทางในการพัฒนาสือ่ สารหรือแก้ไขพฤติกรรมการสือ่ สารสำหรับผู้ที่จะสมรสหรือผู้ที่สมรสทั้งนี้หากคู่สมรส สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างกันซึ่งจะแสดงถึงการมี สัมพันธภาพที่ดีระหว่างคู่สมรส

นิยามศัพท์ปฏิบัติการ

1.การรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรส หมายถึง การรับรู้การกระทำหรือการแสดงออกซึ่ง สั ญ ลั ก ษณ์ ใ ด ๆ เพื่ อ สื่ อ ความหมายจากคู่ ส มรสของตนเอง ทั้ งในเชิ ง ปริ ม าณและคุ ณ ภาพ โดยอาศั ย กระบวนการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และทัศนคติ ทั้งในเชิงวัจนภาษา คือ การแสดงออกโดยการพูดจา และอวัจนภาษา เช่น การแสดงออกโดยท่าทาง น้ำเสียง และอากัปกิริยา เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วม กันและความสัมพันธ์อันดีในคู่สมรส วิธีการวัดการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรส ดังกล่าวนี้ได้ปรับมาจากวิธีการ วัดประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างคู่สมรสซึ่งเป็นแนวคิดของ สตินเนท และคณะ (Stinnett et al. 1984) โดยแบ่งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในการสื่อสารออกเป็น 5 องค์ประกอบ คือ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

57

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

1.1 การพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ หมายถึง การรับรูถ้ งึ ปริมาณในการสื่อสารจากคู่ สมรส ในเรือ่ งของประสบการณ์ทผี่ า่ นมาในอดีต ความต้องการ ความคิดเห็น ทัศนคติ ในเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน 1.2 การเข้าใจความหมายตรงกัน หมายถึง การรับรูก้ ารสือ่ สารจากคูส่ มรส ที่ ทำให้สามารถรับรู้และเข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อสารในเรื่องของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงินได้ ถูกต้องตรงกันและชัดเจน 1.3 การเปิดเผยตนเองระหว่างกัน หมายถึง การรับรู้การแสดงออกจาก คู่ สมรสทีแ่ สดงออกถึงตัวตนและความต้องการทีต่ รงตามความรูส้ กึ ทีแ่ ท้จริง รวมทัง้ การเปิดเผยความรู้สึก การมีความ ซื่อสัตย์ต่อกัน ในเรื่องของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน 1.4 การเป็นผู้ฟังที่ดี หมายถึง การรับรู้ถึงความพร้อมของคู่สมรสในการที่จะ รับฟังปัญหา การยินดีรับฟังความคิดเห็นอย่างตั้งใจและเข้าใจ ทั้งสิ่งที่กำลังพูดและที่ไม่ได้พูดแต่สังเกตได้จาก ท่าทางรวมถึงอารมณ์ที่แสดงออกมา ในเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน โดยไม่ขัดหรือ แสดงความไม่สนใจ รวมทั้งไม่พยายามวิเคราะห์หรือประเมินว่าผิดหรือถูก 1.5 การเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน หมายถึง การรับรู้ถึงความรัก ความเข้าใจ การสนับสนุนและเป็นกำลังใจที่ดีต่อกัน จากคู่สมรสโดยการพูดหรือการแสดงออก ในเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน 2. ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส หมายถึง ความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การยอมรับ การคาดการณ์หรือคาดหวังว่าคู่สมรสของตนจะปฏิบัติในสิ่งที่ตนต้องการหรือเชื่อมั่นไว้ได้ วิธีการวัดความไว้ วางใจที่มีต่อคู่สมรส ปรับมาจากวิธีการวัดความไว้วางใจซึ่งเป็นแนวคิดของ รีน่า และรีน่า (Reina and Reina. 1999) และ เรมเพล และคณะ (Rempel et al. ; อ้างใน นันทกานต์ วงษ์ปัญญา,2542) โดยแบ่งความไว้ วางใจที่มีต่อคู่สมรสออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 2.1 ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสด้านศักยภาพ หมายถึง ความเชื่อมั่น ความเชือ่ ถือ การยอมรับ การคาดการณ์หรือคาดหวังได้วา่ คูส่ มรสของตนจะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีความ สามารถในทักษะทีจ่ ำเป็นต่อการดำเนินชีวติ คู่ มีความยุตธิ รรมในการดำเนินชีวติ คู่ สามารถรับรู้และมองเห็นถึงศักยภาพ ความสามารถของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และสามารถช่วยหรือสนับสนุนให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเกิดการเรียนรู้หรือ ทักษะความชำนาญที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตคู่ได้ 2.2 ความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรสด้านการสือ่ สาร หมายถึง ความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การยอมรับ การคาดการณ์หรือคาดหวังได้ว่าคู่สมรสของตนจะมีการให้ข้อมูลหรือรับข้อมูลข่าว สารซึ่งกันและกัน พูดในสิ่งที่ตรงกับความเป็นจริง ยอมรับในความผิดพลาด มีการให้และรับข้อมูลย้อนกลับ รักษาความลับของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และแสดงถึงความมีเจตนาที่ดีต่อกัน 2.3 ความไว้วางใจในคู่สมรสด้านคำมั่นสัญญา หมายถึง ความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การยอมรับ การคาดการณ์หรือคาดหวังได้ว่าคู่สมรสของตนจะตอบสนองความต้องการตามที่ ความคาดหวัง สามารถสร้างความรู้สึกผูกพันและสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ใช้หรือให้อำนาจอย่างเหมาะสมในการ ดำเนินชีวิตคู่ แสดงความใส่ใจ แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีพฤติกรรมที่มั่นคงหรือคงเส้นคงวา 3. พฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส หมายถึง การกระทำหรือการแสดงออกซึ่ง สัญลักษณ์ใด ๆ เพื่อสื่อความหมายต่อคู่สมรสทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยอาศัยกระบวนการถ่ายทอด ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติ ทั้งในเชิงวัจนภาษา เช่น การแสดงออกโดยการพูดจา และอวัจนภาษา คือ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

58

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

การแสดงออกโดยท่าทาง น้ำเสียง และอากัปกิริยา เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันและความสัมพันธ์อัน ดีในคู่สมรส วิธีการวัดพฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส ดังกล่าวนี้ได้ปรับมาจากวิธีการวัดประสิทธิภาพการ สื่อสารระหว่างคู่สมรสซึ่งเป็นแนวคิดของ สตินเนท และคณะ (Stinnett et al.1984) โดยแบ่งพฤติกรรมที่เกิด ขึ้นในการสื่อสารออกเป็น 5 องค์ประกอบ คือ 3.1 การพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ หมายถึง ปริมาณสื่อสารที่แสดงออกต่อคู่ สมรส ในเรื่องของประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ความต้องการ ความคิดเห็น ทัศนคติ ในเรื่องของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน 3.2 การเข้าใจความหมายตรงกัน หมายถึง การแสดงออกในการสื่อสารที่ ทำให้คู่สมรสสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อสารในเรื่องของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการ เงินได้ถูกต้องตรงกันและชัดเจน 3.3 การเปิดเผยตนเองระหว่างกัน หมายถึง การแสดงให้คู่สมรสทราบถึง ตัวตนและความต้องการที่ตรงตามความรู้สึกที่แท้จริง รวมถึงการเปิดเผยความรู้สึก มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ใน เรื่องของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน 3.4 การเป็นผู้ฟังที่ดี หมายถึง การแสดงออกถึงความพร้อมที่จะรับฟังปัญหา การยินดีรับฟังความคิดเห็นของคู่สมรสอย่างตั้งใจและเข้าใจ ทั้งสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดและที่ไม่ได้พดู แต่สงั เกตได้ จากท่าทางรวมถึงอารมณ์ทแี่ สดงออกมาในเรือ่ งของอารมณ์ เพศ งานบ้าน และการเงิน โดยไม่ขัดหรือแสดงความ ไม่สนใจ รวมทั้งไม่พยายามวิเคราะห์หรือประเมินอีกฝ่ายหนึ่งว่าผิดหรือถูก 3.5 การเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน หมายถึง การพูดหรือแสดงออกให้ คู่สมรสอีกฝ่ายรับรู้ถึงความรัก ความเข้าใจ สนับสนุนและเป็นกำลังใจที่ดีต่อกันในเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ เพศ งานบ้าน และเรื่องการเงิน

กรอบแนวคิดในการวิจัย

เพือ่ ให้บรรลุวตั ถุประสงค์ในการวิจยั คณะผูว้ จิ ยั ได้สร้างกรอบแนวคิดทีแ่ สดงรูปแบบของแบบจำลองโครงสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารและความไว้วางใจคู่สมรส โดยแสดงถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส ซึ่งประกอบด้วยการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรสและความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส โดย มีพื้นฐานมาจากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างคู่สมรสซึ่งเป็นแนวคิดของ สตินเนท และคณะ (Stinnett et al.1984) และแนวคิดเกี่ยวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นแนวคิดของ รีน่า และรีน่า (Reina and Reina. 1999) และ เรมเพล และคณะ (Rempel et al. ; อ้างใน นันทกานต์ วงษ์ปญ ั ญา,2542)


59

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรส - ด้านการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ - ด้านการเข้าใจความหมายตรงกัน - ด้านการเปิดเผยตนเองระหว่างกัน - ด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี - ด้านการเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส - ด้านศักยภาพ - ด้านการสื่อสาร - ด้านคำมั่นสัญญา

-

พฤติกรรมการสื่อสาร ที่มีต่อคู่สมรส ด้านการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ ด้านการเข้าใจความหมายตรงกัน ด้านการเปิดเผยตนเองระหว่างกัน ด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี ด้านการเห็นอกเห็นใจและให้ กำลังใจกัน

ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย

สมมติฐานในการวิจัย

จากกรอบแนวคิดการวิจัยดังแสดงในภาพประกอบ 1 คณะผู้วิจัยจึงได้���ร้างแบบจำลองสมมติฐาน ความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส ซึ่งประกอบด้วย การ รับรู้การสื่อสารจากคู่สมรสและความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ดังภาพประกอบ 2 ภาพประกอบ 2 แบบจำลองความสัมพันธ์ของตัวแปรในการทดสอบสมมติฐาน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

60

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

จากภาพประกอบ 2 คณะผู้วิจัยกำหนดสมมติฐานการวิจัยได้ดังนี้ 1. การรับรู้การสื่อสารจากสามี และความไว้วางใจที่ภรรยามีต่อสามี มีอิทธิพลทางตรงกับพฤติกรรม การสื่อสารของภรรยาที่มีต่อสามี และการรับรู้การสื่อสารจากสามี มีอิทธิพลทางอ้อมต่อพฤติกรรมการสื่อสาร ของภรรยาที่มีต่อสามี ผ่านความไว้วางใจที่ภรรยามีต่อสามี 2. การรับรู้การสื่อสารจากภรรยา และความไว้วางใจที่สามีมีต่อภรรยา มีอิทธิพลทางตรงกับ พฤติ ก รรมการสื่ อ สารของสามี ที่ มี ต่ อ ภรรยา และการรั บ รู้ ก ารสื่ อ สารจากภรรยา มี อิ ท ธิ พ ลทางอ้ อ มต่ อ พฤติกรรมการสื่อสารของสามีที่มีต่อภรรยาผ่านความไว้วางใจที่สามีมีต่อภรรยา 3. รูปแบบของแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารและความไว้วางใจคู่ สมรสมีความไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มสามี และกลุ่มภรรยา สำหรับสัญลักษณ์และคำย่อที่ใช้ในภาพประกอบ 2 นั้น คณะผู้วิจัยขอให้รายละเอียดดังนี้ แทนตัวแปรแฝง แทนตัวแปรสังเกต แทนความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรภายนอกและตัวแปรภายใน ตัวแปรภายนอก (exogenous variables) LSUMP การรับรู้การสื่อสาร SUMP1 การรับรู้การสื่อสารด้านการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ SUMP2 การรับรู้การสื่อสารด้านการเข้าใจความหมายตรงกัน SUMP3 การรับรู้การสื่อสารด้านการเปิดเผยตนเองระหว่างกัน SUMP4 การรับรู้การสื่อสารด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี SUMP5 การรับรู้การสื่อสารด้านการเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน ตัวแปรภายใน (endogenous variables) LSUMT ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส SUMT1 ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสด้านศักยภาพ SUMT2 ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสด้านการสื่อสาร SUMT3 ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสด้านคำมั่นสัญญา LSUMC1

SUMC1 SUMC2 SUMC3 SUMC4 SUMC5

พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสด้านการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสด้านการเข้าใจความหมายตรงกัน พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสด้านการเปิดเผยตนเองระหว่างกัน พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสด้านการเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

61

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

วิธีดำเนินการวิจัย

1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ คู่สมรสที่มีระยะเวลาการสมรสไม่เกิน 5 ปี อาศัยอยู่ในเขต กรุงเทพมหานคร 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คู่สมรสที่มีระยะเวลาการสมรสไม่เกิน 5 ปี อาศัยอยู่ในเขต กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ได้รับแบบสอบถามคืนฉบับสมบูรณ์ จำนวน 321 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 80.25 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 3. ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรภายนอก ได้แก่ การรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรส 2. ตัวแปรภายใน ได้แก่ 2.1 ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส 2.2 พฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อคู่สมรส

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า มีลักษณะข้อคำถามที่ถามในประเด็นเดียวกันของทั้งชุดสามี และชุดภรรยา แบ่งออก เป็น 4 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามการสื่อสารที่คู่สมรสมีต่อท่าน แบบสอบถามนี้มีลักษณะมาตราส่วนประมาณ ค่า 4 ระดับ คือ บ่อยที่สุด บ่อย นาน ๆ ครั้ง และไม่เคยเลย ซึ่งการตรวจให้คะแนน คณะผู้วิจัยได้ตรวจให้ คะแนนโดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ ข้อความทางบวกตอบบ่อยที่สุด ให้ 4 คะแนน ตอบบ่อย ให้ 3 คะแนน ตอบนาน ๆ ครั้ง ให้ 2 คะแนน และตอบไม่เคยเลย ให้ 1 คะแนน ถ้าข้อความทางลบให้คะแนนกลับกัน โดยผู้ที่ตอบได้คะแนนมากแสดงว่าผู้นั้นมีการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรสดี ส่วนผู้ที่ตอบได้คะแนนน้อยแสดงว่า ผู้นั้นมีการรับรู้การสื่อสารจากคู่สมรสไม่ดี โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือชุดที่เก็บจากภรรยา (แบบสอบถามการสื่อสารที่สามีมีต่อท่าน) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .8930 และเมื่อพิจารณาค่าน้ำ หนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .65 - .89 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .42 - .79 และชุดที่เก็บจากสามี (แบบสอบถามการสื่อสารที่ภรรยามีต่อท่าน) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .8581 และเมื่อพิจารณา ค่าน้ำหนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .62 - .86 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .38 - .74 ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับคู่สมรส แบบสอบถามนี้มีลักษณะมาตราส่วนประมาณ ค่า 4 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งการตรวจให้คะแนน คณะ ผู้วิจัยได้ตรวจให้คะแนนโดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ ข้อความทางบวกตอบเห็นด้วยอย่างยิ่ง ให้ 4 คะแนน ตอบ เห็นด้วย ให้ 3 คะแนน ตอบไม่เห็นด้วย ให้ 2 คะแนน และตอบไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ให้ 1 คะแนน ถ้า ข้อความทางลบให้คะแนนกลับกัน โดยผู้ที่ตอบได้คะแนนมากแสดงว่าผู้นั้นมีความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสมาก ส่วนผู้ที่ตอบได้คะแนนน้อยแสดงว่าผู้นั้นมีความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสน้อย โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือชุดที่เก็บจากภรรยา (แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสามี) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

62

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

.9167 และเมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .79 - .87 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .63 - .75 ใน ชุดที่เก็บจากสามี (แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับภรรยา) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .8837 และ เมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .72 - .87 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .51 - .75 ตอนที่ 4 แบบสอบถามการสื่อสารที่ท่านมีต่อคู่สมรส แบบสอบถามนี้มีลักษณะมาตราส่วนประมาณ ค่า 4 ระดับ คือ บ่อยที่สุด บ่อย นาน ๆ ครั้ง และไม่เคยเลย ซึ่งการตรวจให้คะแนน คณะผู้วิจัยได้ตรวจให้ คะแนนโดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ ข้อความทางบวกตอบบ่อยที่สุด ให้ 4 คะแนน ตอบบ่อย ให้ 3 คะแนน ตอบนาน ๆ ครั้ง ให้ 2 คะแนน และตอบไม่เคยเลย ให้ 1 คะแนน ถ้าข้อความทางลบให้คะแนนกลับกัน โดยผู้ที่ตอบได้คะแนนมากแสดงว่าผูน้ นั้ มีพฤติกรรมการสือ่ สารต่อคูส่ มรสดี ส่วนผูท้ ตี่ อบได้คะแนนน้อยแสดงว่าผู้นั้น มี พ ฤติ ก รรมการสื่ อ สารต่ อ คู่ ส มรสไม่ ดี โดยแบบสอบถามแบ่ ง ออกเป็ น 2 ชุ ด คื อ ชุ ด ที่ เ ก็ บ จากภรรยา (แบบสอบถามการสื่อสารที่ท่านมีต่อสามี) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .8709 และเมื่อพิจารณาค่าน้ำ หนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .60 - .81 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .36 - .66 ในชุดที่เก็บจากสามี (แบบสอบถามการสื่อสารที่ท่านมีต่อภรรยา) แบบสอบถามมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .8875 และเมื่อพิจารณา ค่าน้ำหนักองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง .60 - .90 ค่า R2 อยู่ระหว่าง .35 - .81

การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. ทำหนั ง สื อ ถึ ง ครู ใ หญ่ โ รงเรี ย นอนุ บ าลคหกรรมศาสตร์ เ กษตร มหาวิ ท ยาลั ย เกษตรศาสตร์ โรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุช และศูนย์พัฒนาเลี้ยงเด็กวังพญาไท เพื่อขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูล 2. เมื่อได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลจากโรงเรียนอนุบาลแต่ละแห่งที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแล้ว คณะผู้วิจัย ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองเด็กอนุบาลแต่ละแห่ง โดยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยประสานงานกับครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลแต่ละแห่ง เพื่อทำการแจกและเก็บรวบรวมแบบสอบถามตาม จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่คณะผู้วิจัยกำหนดเอาไว้ โดยพยายามให้กลุ่มตัวอย่างมีการกระจายตามเพศของผู้ ปกครอง คณะผู้วิจัยขอความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอรับแบบสอบถามคืนภายหลังจากแจกแบบสอบถาม ไป 7 วัน และทำการติดตามแบบสอบถามที่ยังไม่ได้รับคืนมาอีก 7 วัน รวมระยะเวลาที่ทำการเก็บรวบรวม ข้อมูลทั้งสิ้น 14 วัน ตั้งแต่ 17 มกราคม 2548 ถึง 31 มกราคม 2548 โดยจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ส่ง แบบสอบถามกลับคืน และเป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์รวมทั้งสิ้น 321 คน คิดเป็นร้อยละ 80.2

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. ในส่วนของข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ทำการวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ตลอดจนการหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดแต่ละชุด โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 2. การทดสอบแบบจำลองการวิจัยเป็นการตรวจสอบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้น วิเคราะห์โดยใช้ โปรแกรมลิสเรล 8.30 (LISREL version 8.30) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองการวิจัยกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยคณะผู้วิจัยใช้ค่าสถิติที่จะตรวจสอบดังนี้ 2.1 ค่าสถิติไค - สแควร์ (Chi-square statistics) 2.2 ดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (goodness - of - fit index : GFI)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

63

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

2.3 ดัชนีวดั ความสอดคล้องทีป่ รับแล้ว (adapted goodness - pf - fit index : AGFI) 2.4 ค่า RMSEA (Root Mean Square Error of Approximation) 2.5 ดั ช นี ร ากของค่ า เฉลี่ ย กำลั ง สองของส่ ว นเหลื อ (Standardized Root Mean Square Residual : SRMR) 3. การปรับแบบจำลอง (model adjustment) ทำโดยมีพื้นฐานของทฤษฎีและงานวิจัยเป็นหลัก โดยมีการดำเนินการ คือ ตรวจสอบผลการประมาณค่าพารามิเตอร์ว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ และมีค่าใด แปลกเกินความเป็นจริงหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงพหุยกกำลังสอง (squared multiple correlation) ให้มีความเหมาะสมรวมทั้งพิจารณาค่าความสอดคล้องรวม (overall fit) ของแบบ จำลองว่าโดยภาพรวมแล้วแบบจำลองสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เพียงใด 4. การทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของแบบจำลอง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์เพื่อคำนวณค่าพารามิเตอร์ และตรวจสอบความสอดคล้องกับแบบ จำลองการวิจัยของแต่ละกลุ่ม โดยทำการวิเคราะห์แยกทีละกลุ่ม 4.2 การวิเคราะห์เพื่อคำนวณค่าพารามิเตอร์ และตรวจสอบความสอดคล้องกับแบบ จำลองการวิจัยของแต่ละกลุ่ม ทำการวิเคราะห์พร้อมกันทั้งกลุ่มสามีและกลุ่มภรรยา หรือกล่าวได้ว่าเป็นการ วิเคราะห์เพื่อหาความสอดคล้องของรูปแบบ (Model form) ของแบบจำลอง จากกลุ่มสามีและกลุ่มภรรยา ที่ทำการวิเคราะห์ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเท่ากันของค่าพารามิเตอร์

สรุปและอภิปรายผลการวิจัย

ในการศึกษาแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับความไว้วางใจที่มตี อ่ คูส่ มรส คณะผูว้ จิ ยั พัฒนาขึน้ โดยอาศัยฐานจากแนวคิดประสิทธิภาพการสือ่ สาร (Effective Communication) ระหว่าง คู่สมรสของสตินเนท และคณะ (Stinnett et al. 1984) และแนวคิดความไว้วางใจของรีน่า และรีน่า (Reina and Reina.1999) และของเรมเพล และคณะ (Rempel et al. อ้างใน นันทกานต์ วงษ์ปัญญา,2542) ได้ผลการ วิจัยที่สำคัญ 3 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ที่มี ความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์หลังปรับ มีค่าไค – สแควร์เท่ากับ 127.03 ที่องศาอิสระ (df) 50 ค่า ความน่าจะเป็นเท่ากับ .00 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) เท่ากับ 0.94 ค่าดัชนีวัดระดับความ กลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.90 ค่าประมาณความคลาดเคลื่อนของรากกำลังสองเฉลี่ย (RMSEA) เท่ากับ 0.069 แสดงว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อค้นพบแสดงให้เห็น ว่า ตัวแปรภายนอกที่ศึกษา คือ การสื่อสารที่รับรู้จากคู่สมรส ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อตัวแปร ภายในคือ ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส โดยตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากคู่สมรส สามารถอธิบายความแปร

ปรวนของตัวแปรความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ได้ร้อยละ 80 การพิจารณาอิทธิพลรวม (total effects) พบว่า ตัวแปรที่ส่งผลมากที่สุดและมีนัยสำคัญต่อ พฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส คือ การสื่อสารที่รับรู้จากคู่สมรส (β = .77, t = 9.72) รองลงมาคือ ความ ไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส (β = .61, t = 3.89) รวมทั้งเมื่อพิจารณาขนาดและทิศทางอิทธิพลของตัวแปรเหตุต่อตัวแปรผล พบว่า ตัวแปรเหตุทุกตัวมี อิทธิพลทางบวกต่อตัวแปรผล โดยแต่ละกลุ่มของตัวแปรเหตุมีอิทธิพลต่อตัวแปรผล นั่นคือตัวแปรการสื่อสารที่ รับรู้จากคู่สมรสส่งผลโดยตรง (β = .90, t = 11.97) ต่อความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ตัวแปรความไว้วางใจที่


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

64

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

มีต่อคู่สมรสส่งผลโดยตรง (β = .61, t = 3.89) ต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส และตัวแปรการสื่อสารที่ รับรู้จากคู่สมรสส่งผลโดยตรง (β = .23, t = 1.52) และโดยอ้อมต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรสผ่าน ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส (β = .55, t = 3.83) ส่วนที่ 2 ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์กลุ่มพหุเพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มภรรยาและ กลุม่ สามีนนั้ คณะผูว้ จิ ยั ได้แบ่งกลุม่ ตัวอย่างออกเป็น 2 กลุม่ ตามเพศและทำการวิเคราะห์ลิสเรลแยกทีละกลุ่ม ผลการวิจัยในกลุ่มภรรยายืนยันว่าแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารกับความไว้ วางใจที่มีต่อคู่สมรสในกลุ่มภรรยา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กล่าวคือพบค่าไค – สแควร์ เท่ากับ 87.97 ที่องศาอิสระ (df) 50 ค่าความน่าจะเป็นเท่ากับ .00073 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) เท่ากับ 0.93 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.87 ค่าประมาณ ความคลาดเคลื่อนของรากกำลังสองเฉลี่ย (RMSEA) เท่ากับ 0.067 เมื่อเปรียบเทียบกับแบบจำลองกลุ่มรวม พบว่า ในกลุ่มภรรยาข้อมูลความสอดคล้องน้อยกว่า แต่ในบางดัชนี (GFI) ในกลุ่มสัมบูรณ์มีค่าดัชนีเกิน .90 แสดงว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นสามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมการสือ่ สารและความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรสในกลุม่ ภรรยาได้ นอกจากนีข้ อ้ ค้นพบแสดงให้เห็นว่าตัวแปรภายนอกทีศ่ กึ ษาคือการสื่อสารที่รบั รูจ้ ากคูส่ มรส ส่งผลอย่างมีนยั สำคัญทางสถิตติ อ่ ตัวแปรภายในคือ ความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรส โดยตัวแปรการสือ่ สารทีร่ บั รูจ้ ากคูส่ มรส สามารถ อธิบายความแปรปรวนของตัวแปรความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส ได้ร้อยละ 90 ในส่วนของการพิจารณาอิทธิพลรวม (total effects) พบว่า ตัวแปรที่ส่งผลมากที่สุดและมีนัย สำคัญต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อสามี คือ ความไว้วางใจที่มีต่อสามี (β = .86, t = 2.17) รองลงมาคือ การสื่อสารที่รับรู้จากสามี (β = .83, t = 7.54) เมื่อพิจารณาขนาดและทิศทางอิทธิพลของตัวแปรเหตุต่อตัวแปรผลยังพบว่า ผลการวิจยั ในส่วนนี้ สนับสนุนสมมติฐานข้อแรกทีก่ ล่าวว่าการรับรูก้ ารสือ่ สารจากสามี และความไว้วางใจที่ภรรยามีต่อสามี มีอิทธิพล ทางตรงกับพฤติกรรมการสื่อสารของภรรยาที่มีต่อสามี และการรับรู้การสื่อสารจากสามี มีอิทธิพลทางอ้อมต่อ พฤติกรรมการสื่อสารของภรรยาที่มีต่อสามี ผ่านความไว้วางใจที่ภรรยามีต่อสามีเพียงบางส่วน ซึ่งตัวแปรเหตุ ทุกตัวมีอิทธิพลทางบวกต่อตัวแปรผล โดยตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากสามีส่งผลโดยตรง (β = .95, t = 9.96) ต่อความไว้วางใจที่มีต่อสามี ตัวแปรความไว้วางใจที่มีต่อสามีส่งผลโดยตรง (β = .86, t = 2.17) ต่อ พฤติกรรมการสื่อสารต่อสามี และตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากสามีส่งผลโดยตรง (β = .01, t = .02) และ โดยอ้อมต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อสามีผ่านความไว้วางใจที่มีต่อสามี (β = .82, t = 2.14) แต่เมื่อพิจารณา ค่าในเชิงปริมาณดังกล่าวพบว่า ตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากสามีส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อสามี แต่ไม่มีนัยสำคัญ (β = .01, t = .02) จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาค่าใน เชิงปริมาณส่วนอื่นพบผลวิจัยที่สนับสนุนสมมติฐานและสามารถแปลความหมายได้โดยบ่งชี้ถึงการแปรผันตาม กันสูง นั่นคือ เมื่อภรรยารับรู้การสื่อสารจากสามีดีขึ้นเท่าใดย่อมส่งผลต่อความไว้วางใจต่อสามีมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อภรรยามีความไว้วางใจในสามีมากขึ้นเท่าใดก็จะทำให้มีพฤติกรรมสื่อสารที่แสดงต่อสามีดีขึ้นเท่านัน้ และ สำหรับในส่วนของอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแปรความไว้วางใจต่อสามีนนั้ ผลทีไ่ ด้แสดงอิทธิพลของตัวแปรความไว้วางใจ ต่อสามีทมี่ บี ทบาทในแบบจำลองในฐานะตัวแปรเชือ่ มแทรกทีส่ ำคัญ ค่าสัมประสิทธิอ์ ิทธิพลที่ได้แปลความได้ว่า ภรรยาที่รับรู้การสื่อสารจากสามีดีขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้มีความไว้วางใจสามีมากขึ้นเท่านั้น และความไว้วางใจที่ มีให้สามีอย่างมากนั้นจะทำให้พฤติกรรมการสื่อสารที่มีต่อสามีของตนดียิ่งขึ้น ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้มีความ สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับความไว้วางใจของรีนาและรีนา (Reina and Reina.1999) ที่อธิบายไว้ว่าความ ไว้วางใจมีความสัมพันธ์กับการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือความไว้วางใจส่งผลต่อการสื่อสาร และการสื่อสารก็


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

65

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

มีอิทธิพลต่อความไว้วางใจ รวมทั้งแนวคิดของเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546) ที่เน้นให้เห็นถึงความ สัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง โดยกล่าวว่าการที่สามีภรรยาจะพัฒนาความไว้วางใจต่อกันให้มากขึ้นนั้นการ สื่อสารกันเป็นสิ่งที่จำเป็น และการสื่อสารที่กล่าวถึงนี้ต้องเป็นลักษณะของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพตาม แนวคิดประสิทธิภาพการสื่อสารของสตินเนท และคณะ (Stinnett et al.1984) อันได้แก่การพูดคุยกันอย่าง สม่ำเสมอ การเข้าใจความหมายตรงกัน การเปิดเผยตนเองระหว่างกัน การเป็นผู้ฟังที่ดี และการเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจกัน นอกจากนี้ผลการวิจัยยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ด้วยนั่นคือการศึกษาของ ลาซีเลียร์ และฮูสตัน (Larzelere and Huston. 1980) ที่ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความไว้วางใจระหว่างบุคคล ในความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดโดยผลวิจัยสรุปได้ว่าความไว้วางใจคู่สมรสมีความสัมพันธ์กับความรักและการเปิด เผยตนเองด้วย ผลการวิเคราะห์แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสื่อสารและความไว้ ว างใจที่ มี ต่ อ คู่ สมรสในกลุ่ ม สามี ยื น ยั น ว่ า แบบจำลองมี ค วามสอดคล้ อ งกั บ ข้ อ มู ล เชิ ง ประจั ก ษ์ เช่นเดียวกับในกลุ่ม ภรรยา กล่าวคือพบค่าไค – สแควร์เท่ากับ 98.42 ที่องศาอิสระ (df) 50 ค่าความน่าจะเป็นเท่ากับ .00005 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้อง (GFI) เท่ากับ 0.91 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.83 ค่าประมาณความคลาดเคลื่อนของรากกำลังสองเฉลี่ย (RMSEA) เท่ากับ 0.081 เมื่อเปรียบ เทียบกับแบบจำลองกลุ่มรวม พบว่า ในกลุ่มสามีข้อมูลความสอดคล้องน้อยกว่า แต่ในบางดัชนี (GFI) ใน กลุ่มสัมบูรณ์มีค่าดัชนีเกิน .90 แสดงว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นสามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมการสื่อสารและ ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสในกลุ่มสามีได้ นอกจากนี้ข้อค้นพบยังแสดงให้เห็นว่า ตัวแปรภายนอกที่ศึกษา คือ การสื่อสารที่รับรู้จากคู่สมรสส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อตัวแปรภายในคือ ความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรส และพฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส โดยตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากคูส่ มรส สามารถอธิบายความแปรปรวน ของตัวแปรความไว้วางใจทีม่ ตี อ่ คูส่ มรส และพฤติกรรมการสื่อสารต่อคู่สมรส ได้ร้อยละ 74 และ 63 สำหรับการพิจารณาอิทธิพลรวม (total effects) พบว่า ตัวแปรที่ส่งผลมากที่สุดและมีนยั สำคัญต่อ พฤติกรรมการสือ่ สารต่อคูส่ มรส คือ การสือ่ สารทีร่ บั รูจ้ ากภรรยา (β = .76, t = 6.65) รองลงมาคือ ความไว้ วางใจที่มีต่อภรรยา (β = .45, t = 2.50) เมื่อพิจารณาขนาดและทิศทางอิทธิพลของตัวแปรเหตุต่อตัวแปรผลยังพบผลการวิจยั ในส่วนนีส้ นับสนุนสมมติฐาน ข้อสองที่กล่าวว่าการรับรู้การสื่อสารจากภรรยา และความไว้วางใจที่สามีมีต่อภรรยา มีอิทธิพลทางตรงกับ พฤติ ก รรมการสื่ อ สารของสามี ที่ มี ต่ อ ภรรยา และการรั บ รู้ ก ารสื่ อ สารจากภรรยา มี อิ ท ธิ พ ลทางอ้ อ มต่ อ พฤติกรรมการสื่อสารของสามีที่มีต่อภรรยาผ่านความไว้วางใจที่สามีมีต่อภรรยา ซึ่งผลการวิจัยพบว่าตัวแปร เหตุทุกตัวมีอิทธิพลทางบวกต่อตัวแปรผล โดยแต่ละกลุ่มของตัวแปรเหตุมีอิทธิพลต่อตัวแปรผลได้แก่ตัวแปรการ สื่อสารที่รับรู้จากภรรยาส่งผลโดยตรง (β = .86, t = 7.54) ต่อความไว้วางใจที่มีต่อภรรยา ตัวแปรความไว้ วางใจที่มีต่อภรรยาส่งผลโดยตรง (β = .45, t = 2.50) ต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อภรรยาและตัวแปรการ สื่อสารที่รับรู้จากภรรยาส่งผลโดยตรง (β = .37, t = 2.12) และโดยอ้อมต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อภรรยา ผ่านความไว้วางใจที่มีต่อภรรยา (β = .39, t = 2.46) ซึง่ ค่าในเชิงปริมาณดังกล่าวสามารถแปลความหมายได้ โดยบ่งชีถ้ งึ การแปรผันตามกันได้ กล่าวคือเมื่อสามีรับรู้การสื่อสารจากภรรยาดีขึ้นเท่าไรย่อมส่งผลต่อความไว้ วางใจต่อภรรยามากขึน้ เท่านัน้ และเมือ่ สามีมคี วามไว้วางใจต่อภรรยามากขึน้ เท่าใดจะนำไปสูก่ ารมีพฤติกรรมการ สือ่ สารทีแ่ สดงออกต่อภรรยาดีดว้ ยเช่นกัน และสำหรับในส่วนของอิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแปรความไว้วางใจต่อ ภรรยานั้นผลที่ได้แสดงอิทธิพลของตัวแปรความไว้วางใจต่อภรรยาทีม่ บี ทบาทในแบบจำลองในฐานะตัวแปรเชือ่ ม แทรกทีส่ ำคัญ ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลที่ได้แปลความได้ว่าสามีที่รับรู้การสื่อสารจากภรรยาดีขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

66

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

มีความไว้วางใจภรรยามากขึ้นเท่านั้นและความไว้วางใจที่มีให้ภรรยาอย่างมากนั้นจะทำให้พฤติกรรมการสือ่ สาร ทีม่ ตี อ่ ภรรยาของตนดียงิ่ ขึน้ ซึง่ ผลเช่นนีม้ คี วามสอดคล้องกับแนวคิดและงานวิจัยที่ได้อภิปรายในกลุ่มภรรยา อย่างไรก็ตามจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางระหว่างตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากภรรยาส่ง ผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อภรรยาที่มีขนาดใหญ่กว่าค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางระหว่างตัวแปรเดียวกันเมือ่ เปรียบเทียบกับกลุม่ ภรรยา ในขณะทีค่ า่ สัมประสิทธิ์เส้นทางระหว่างตัวแปรการสื่อสารที่รับรู้จากภรรยาส่งผล โดยตรง และโดยอ้อมต่อพฤติกรรมการสื่อสารต่อภรรยาผ่านความไว้วางใจที่มีต่อภรรยามีขนาดเล็กกว่าเมื่อ เปรียบเทียบกับกลุ่มภรรยา ลักษณะเช่นนี้อธิบายได้ตามแนวคิดการสื่อสารในคู่สมรสของสตินเนท และคณะ (Stinnett et al. 1984 : 151) ที่ได้อธิบายว่าแนวโน้มในเรื่องของการแสดงความรู้สึกเช่น ความเข้าใจ ความ อ่อนโยน และความเห็นอกเห็นใจ ในผู้ชายหลายๆคนอาจไม่มีการแสดงออกในชีวิตคู่มากนักเนื่องจากความ แตกต่างจากการเรียนรู้บทบาทในเรื่องเพศที่ได้รับการถ่ายทอดทางสังคมในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็นไปตาม ความคาดหวังของสังคมว่าผู้ชายต้องมีลักษณะเข้มแข็ง เป็นผู้นำและมุ่งความสำเร็จ ในขณะที่ผู้หญิงต้องมี ลักษณะเป็นผู้ตาม พึ่งพาผู้อื่นและมีความอ่อนโยน และเมื่อก้าวเข้าสู่การมีชีวิตคู่พวกเขาเหล่านั้นได้นำเอา ทัศนคติและรูปแบบพฤติกรรมดังกล่าวมาสู่ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ดังนั้นเป็นไปได้ว่าสามีบางคนไม่ให้ความ สนใจต่อความไว้วางใจมากนัก เมื่อเขารับรู้ถึงการสื่อสารที่ภรรยามีต่อเขา เขาก็แสดงการสื่อสารกลับไปโดยไม่ ได้ผ่านความไว้วางใจ ในขณะที่ภรรยาจะให้ความสนใจกับเรื่องความรู้สึกรวมทั้งอารมณ์มากกว่า ซึ่งสอดคล้อง กับผลการวิจัยก่อนหน้านั้นของโกลเชอมิท และเวลเลอร์ (Goldcchmidt and Weller.2000) ทีพ่ บว่าในแต่ละ สถานการณ์ เนือ้ หาการสนทนาด้านอารมณ์ในภรรยาสู ง กว่ า สามี อย่างมีนยั สำคัญ เช่นเดียวกับงานวิจยั ของกอตแมน และเลวินสัน (Gottman and Levenson.1992) ที่พบว่าภรรยามีการสนทนาในเนื้อหาด้านอารมณ์มากกว่าสามี และความแตกต่างในการสนทนาระหว่างสามีและภรรยายังมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายที่แตกต่างกันด้วย นอกจากนี้ปัจจัยทางวัฒนธรรมอาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทของคู่สมรส ในบริบทของสังคม ไทยนั้นชายและหญิงได้รับการถ่ายทอดค่านิยมและความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทสามีภรรยาว่าสังคมคาดหวัง ให้ภรรยาต้องปรนนิบัติ เชื่อฟังสามี และควรยินยอมให้สามีเป็นผู้มีอำนาจตัดสินในเรื่องต่างๆ (วันทนีย์ วาสิ กะสินและสุนีย์ เหมะประสิทธิ์. 2541) รวมทั้งภรรยาควรพัฒนาทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ซึ่งเป็นแกนกลางที่ ทำให้มีความปรองดอง แสดงถึงบทบาทที่เกี่ยวข้องกับด้านจิตใจนั่นเอง (วัชระ คลายนาทร. 2526 : 5 ) ส่วน สามีถูกคาดหวังให้เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวและปกป้องภรรยา เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตคู่ ดังนั้นจึงทำให้เกิด ความเข้าใจมากขึ้นว่าในสังคมไทยภรรยาจะให้ความสนใจกับเรื่องจิตใจมากกว่าสามี เมื่อภรรยารับรู้การสื่อสาร ที่สามีมีต่อเธอ เธอจึงแสดงการสื่อสารกลับไปโดยผ่านความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามแม้สามีจะสือ่ สารกับภรรยา โดยไม่ได้ให้ความสนใจต่อความไว้วางใจ แต่ภรรยาก็ยงั ยอมรับพฤติกรรมสื่อสารนั้นด้วยความยินยอมและเชื่อฟัง ตามบทบาทที่สังคมคาดหวังนั่นเอง ส่วนที่ 3 ผลการทดสอบสมมติฐานข้อที่สามที่กล่าวว่ารูปแบบของแบบจำลองโครงสร้ า งความ สั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งพฤติกรรมการสื่อสารและความไว้วางใจที่มีต่อคู่สมรสมีความไม่แปรเปลีย่ นระหว่างกลุม่ สามีและ กลุม่ ภรรยา (Hform) พบผลทีส่ นับสนุนสมมติฐานดังกล่าว เมื่อพิจารณาดัชนีความกลมกลืนในแต่ละกลุม่ พบว่าในกลุม่ ภรรยาแบบจำลองมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ GFI = .91 แต่ค่า SRMR = .10 ซึ่งไม่เป็นไปตาม เกณฑ์ .05 เล็กน้อย และในกลุ่มสามีแบบจำลองมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์พอใช้ เนื่องจากค่า GFI = .89 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ .90 เล็กน้อย และค่า SRMR = .11 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์เล็กน้อย .05 ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยคาดว่าค่าสถิติที่ออกมาเช่นนี้เนื่องจากเหตุผลสองประการคือ ประการแรกขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษายังมีขนาดไม่มากพอ และประการที่สองเนือ่ งมาจากอิทธิพลของตัวแปรแทรกซ้อนอืน่ ทีย่ งั ไม่ได้มกี าร


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

67

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ควบคุมทีด่ เี ช่น อายุ ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดสภาพแวดล้อมในการตอบ เป็นต้น เนื่องจากคณะผู้วิจัยไม่ได้ดูแลการตอบแบบวัดด้วยตนเองแต่ให้กลุ่มตัวอย่างนำกลับไปตอบที่บ้านซึ่ง อาจทำให้มีการปรึกษากับคู่สมรสของตนในการตอบ ทำให้ไม่ได้คำตอบที่เป็นจริงที่สุดได้

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย

ผลการวิจัยครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า พฤติกรรมการติดต่อสื่อสารและความไว้วางใจเป็นตัวแปรที่มี ความสัมพันธ์ต่อกันสูงกล่าวคือความไว้วางใจส่งผลต่อการสื่อสาร และการสื่อสารก็มีอิทธิพลต่อความไว้วางใจ ดังนัน้ คูส่ มรสใหม่ควรตระหนักในการสร้างความไว้วางใจต่อกันให้มากขึ้นโดยอาศัยพฤติกรรมการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพ ได้แก่การพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ การเข้าใจความหมายตรงกัน การเปิดเผยตนเองระหว่างกัน การเป็นผู้ฟังที่ดี และการเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกัน นอกจากนี้สำหรับหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบ โดยตรงต่อการวางแผนพัฒนาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งต้องมีการกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมการสื่อสารที่ มีประสิทธิภาพระหว่างคู่สมรสโดยเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยสร้าง ความไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้ในครอบครัวตลอดจนฝึกเทคนิคการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพตามองค์ประกอบต่างๆ อันนำไปสู่การเสริมสร้างความไว้วางใจต่อคู่สมรสเพื่อเป็นทุนที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตคู่ต่อไป

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

1. หากมีการทำวิจัยเรื่องนี้ซ้ำควรให้ความสำคัญกับการคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อเป็น การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอันอาจมีผลต่อผลการวิเคราะห์ เช่น อาชีพ รายได้ และระดับการศึกษา เป็นต้น และต้องวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างรัดกุมทั้งขนาดของกลุ่มตัวอย่างและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัย ต้องจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง เพราะการให้กลุ่มตัวอย่างนำแบบวัดไปทำที่บ้านมีความเสี่ยงสูงที่กลุ่มตัวอย่างจะ ปรึกษากับคู่สมรส และไม่กล้าตอบตามความเป็นจริง รวมทั้งปัญหาจากการตีความข้อคำถามที่ผิดไปจาก ที่ คณะผู้วิจัยกำหนดไว้ 2. เนื่องจากผลวิจัยแสดงความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางวัฒนธรรม ดังนั้น หากมีการวิจัยต่อไปต้อง เปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างจากคู่สมรสในบริบทสังคมไทยเป็นบริบทสังคมอื่นหรืออาจทำการศึกษาเชิงวัฒนธรรม เปรียบเทียบ เช่น การศึกษาคู่สมรสในบริบทของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก เป็นต้น เพื่อดูความแตก ต่างของแบบจำลองตามความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารและความไว้วางใจในคู่สมรสเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น หากมีการนำการวิจัยเชิงคุณภาพมาใช้ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณ ทำให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2546). สร้างความไว้วางใจ เสริมสร้างกำลังภายในชีวิตคู่. วารสารแม่และเด็ก. 27(382) : 125-127. ดวงเดือน พันธุมนาวิน งามตา ว���ินทานนท์ และคณะ. (2536). ลักษณะทางจิตและพฤติกรรม ของนักเรียนวัยรุ่นอยู่ในสภาวะเสี่ยงในครอบครัวและแนวทางป้องกัน. กรุงเทพฯ : สำนัก คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

68

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2542). โมเดลลิสเรล : สถิติวิเคราะห์สำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นันทกานต์ วงษ์ปัญญา. (2542). ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในชีวิตสมรสกับความไว้วางใจคู่สมรส. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (จิตวิทยาสังคม) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ถ่ายเอกสาร. มูลนิธิเพื่อนหญิง (2546). สรุปข่าวความรุนแรงในครอบครัว. สืบค้นจาก http://www.friendsofwomen. net/information%20centre/statistics.htm ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์. (ม.ป.ป.). การสื่อสารในครอบครัว. นนทบุรี : สำนักพิมพ์พัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต. วัชระ คลายนาทร. (2526). บทบาทในการหาเลี้ยงครอบครัวกับการใช้อำนาจระหว่างคู่สมรสใน กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.(สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์. ถ่ายเอกสาร. วันทนีย์ วาสิกะสินและสุนีย์ เหมะประสิทธิ์. (2541). สังคมไทยคาดหวังอย่างไรกับผู้หญิง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สมพงษ์ ธนธัญญา. (2540). ประมวลประเด็น แนวคิดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว มุมมองของนักสวัสดิการสังคม. กรุงเทพฯ : เจ พริ้นท์. สุธีรา นุ้ยจันทร์.(2530). การศึกษาบทบาทของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ : ศึกษากรณี ผู้ใช้บริการทางสังคมผู้สูงอายุดินแดงและครอบครัวสมาชิกชมรมผู้สูงอายุในโรงพยาบาลสงฆ์. วิทยานิพนธ์ สส.ม. (สังคมสงเคราะห์ศาสตร์). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ถ่าย เอกสาร. Goldcchmidt ,O. and Weller,L. (2000). Talking Emotions : Gender Differences in A Variety of Conversational Contexts. Symbolic Interaction, (23) : 117-135. Gottman, J.M. and Levenson, R.W. (1992). Marital Processes Predictive of Later Dissolution : Behavior, Physiology and Health. Journal of Personality and Social Psychology, (23) : 221-223. Larzelere, R.E., and Huston, T.L. (1980). The Dyadic Trust Scale: Toward Understanding Interpersonal trust in close relationship. Journal of Marriage And The Family. 595 - 604. Marshall,E.M. (2000). Building Trust at The Speed of Change : The Power of The Relationship-Based Corporation. New York : Amacom. Reina, D.S., and Reina, M.L. (1999). Trust and Betrayal in The Work Place. San Francisco : Berrett-Koehler Publishers. Stinnett,N. ,Walter, J. and Kaye,E. (1984). Relationships in Marriage and The Family. New York : Macmillan Publishing.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

69

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

พฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษา ระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ธรรมรักษ์ แสงทอง , รองศาสตราจารย์อดิศักดิ์ พงษ์พูลผลศักดิ ์

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบ บังเอิญ จากนักศึกษาที่มีชื่อในฐานข้อมูลนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี โดยต้องมีคุณสมบัติเป็นนักศึกษาที่มีประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่าย จำนวน 320 คน จากนั้น ทำการวิเคราะห์ข้อมูลตัวแปรต้นโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความคลาด เคลื่อนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย ใช้วิธีวิเคราะห์องค์ ประกอบการวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย ใช้วิธีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อความ สนุกสนาน มี 4 องค์ประกอบในการแสดงพฤติกรรมเฉพาะตัวผู้สนทนาคือ การเริ่มเปิดการสนทนา การแสดง เจตนาในการสนทนา การแสดงพฤติกรรมด้านลบ การแสดงพฤติกรรมด้านบวก และมี 4 องค์ประกอบในการ แสดงพฤติกรรมอันเนื่องจากอิทธิพลของคู่สนทนาคือ การเปิดเผยตัวตนต่อคู่สนทนา การเลือกคู่สนทนา ความ คาดหวังในตัวคู่สนทนา ความไว้ใจคู่สนทนา ส่งผลทำให้เกิดการแสดงพฤติกรรมที่มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : พฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่าย

The Conversation Behaviors on Network with Bachelor’s Degree Student of King Mongkut’s University of Technology Thonburi Thammarak Sangthong , Associate Professor Adisak Pongpoolpolsak

Abstract

The research objective is to study the Conversation Behaviors on Network with Bachelor’s Degree Students of King Mongkut’s University of Technology Thonburi. A


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

70

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

simple accident sampling of 320 students had been selected in the study. Data were analyzed by means of frequency value, percentage and standard deviation. Analyzed factors result anxiety from internet by using factor analysis-methods. Compare means of anxiety from internet system by using multivariate analysis of variance NANOVA. The result found Students have conversation used for fun, 4 factors for behavior of operator : introduction to conversation, intent to conversation, negative behavior and positive behavior and 4 factors for behavior from partner : Present to partner, Select the partner, Expectation and trust :- the significant level of these results showed at .05 Keywords : Behaviors on Network

ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

ในอดีตการสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร กระทำได้หลายทาง เช่น จดหมาย โทรเลข โทรศัพท์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีระบบอินเทอร์เน็ตที่สามารถสื่อสาร ข้อความได้ เช่น อิเล็กทรอนิกส์เมล์ (e-mial) กระดานสนทนา (Webboard) ห้องสนทนา (Chatroom) เป็นต้น เมื่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก มนุษย์จึงสามารถใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลาง ในการติดต่อสนทนากันได้ทั่วโลก ในยุคแรกใช้วิธีการสนทนากันด้วยตัวหนังสือ เพื่อโต้ตอบกันแบบทันทีทันใด บนจอภาพ ต่อมามีผู้พัฒนาให้ใช้เสียงได้จนถึงปัจจุบันถ้าระบบสื่อสารข้อมูลมีความเร็วเพียงพอก็สามารถ สนทนาโดยที่เห็นหน้ากันและกันบนจอภาพได้ ในปัจจุบันโดยเฉพาะวัยรุ่นจะให้ความสนใจในการสนทนาบนเครือข่ายเป็นจำนวนมาก ในการเรียน การสอนระดับปริญญาตรีมีการใช้การสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ถามตอบข้อสงสัยในหลายรูปแบบ เช่น ฝาก คำถามไว้ที่เว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อรอให้มีผู้ที่มีความรู้มาตอบข้อสงสัย เป็นต้น แต่บางครั้งอาจต้อง รอนาน หรือไม่ได้รับคำตอบในทันที การสื่อสารแบบสนทนาผ่านห้องสนทนาจึงได้รับความสนใจมากกว่า เพราะได้โต้ตอบกันทันทีทันใด การสนทนานั้นอาจไม่ได้สนทนาเฉพาะสองต่อสอง แต่อาจสนทนากันเป็นกลุ่ม เหมือนการประชุมกลุ่มกันได้ผู้ที่อยู่ในห้องสนทนาจึงอาจไม่ใช้ผู้ที่สอบถามข้อมูลหรือตอบข้อมูลที่สงสัย แต่เป็นผู้ อ่าน ที่รับความรู้และนำข้อมูลที่สนทนากันนั้นไปใช้ต่อไป ในบางครั้งมีการใช้ข้อมูลในทางที่ผิดมีการหลอกลวง กันหรือหาผลประโยชน์จากการใช้ห้องสนทนา เช่น หลอกให้โอนเงิน หลอกไปกระทำอนาจาร หลอกให้เผย ความลับข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น การวิจัยนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการสนทนาบนเครือข่าย ข้อมูลของผู้ส่งสารและรับสาร พฤติกรรมเฉพาะตัว อิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย เพื่อจะได้ทราบพฤติกรรมในการใช้ห้องสนทนาบนเครือ ข่าย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาให้ถูกต้อง ไม่ขัดต่อศีลธรรม และนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์

วัตถุประสงค์การวิจัย

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ห้องสนทนาบนเครือข่ายในด้านวัตถุประสงค์ใน การสนทนาบนเครือข่าย พฤติกรรมเฉพาะตัว อิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

71

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ประโยชน์ที่ได้รับ

ได้ข้อมูลพื้นฐานของตัวผู้สนทนา���นการสนทนาบนเครือข่าย ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการ สนทนาบนเครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง เป็นแนวทางในการรวบรวมข้อมูลสำหรับใช้ในการป้องกันการใช้ห้อง สนทนาบนเครือข่ายในทางที่ผิด และส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักวิธีการสนทนาแบบใหม่ ๆ และนำไปใช้ในการ ศึกษาต่อไป

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาจากประชากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 9,520 คน เก็บตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ ได้จำนวน 320 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

ตั ว แปรต้ น ได้แก่ เพศ อายุ คณะที่ศึกษา แหล่งที่ใช้สนทนา ช่วงเวลาที่ใช้ในการสนทนา ประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่าย โปรแกรมหรือเว็บไซต์ที่ใช้ในการสนทนา ค่าใช้จ่ายในการสนทนาบน เครือข่าย จำนวนเวลาที่ใช้ในการสนทนาบนเครือข่าย ประสบการณ์ในการนัดพบกับคู่สนทนาบนเครือข่าย ตัวแปรตาม ได้แก่ พฤติกรรมการสนทนาบนเครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็นพฤติกรรมทางด้าน บวก และพฤติกรรมทางด้านลบ ดังนี้ พฤติกรรมทางด้านบวก ได้แก่ การเพิ่มพูนความรู้ทางการศึกษาแก่ตัวผู้ สนทนาเอง การเพิ่มทักษะการสื่อสารกับบุคคลอื่น และการให้ความรู้ทางการศึกษากับผู้อื่น พฤติกรรมทาง ด้านลบ ได้แก่ การให้ข้อมูลเท็จแก่คู่สนทนา การแสดงความก้าวร้าวในการสนทนา การหลอกลวงคู่สนทนา ซึ่งมิชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม และการละเมิดความเป็นส่วนตัวของคู่สนทนา

นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย

(1) พฤติกรรม หมายถึง การกระทำของบุคคลนั้นไม่รวมเฉพาะสิ่งที่ปรากฏออกมาภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของบุคคล เช่น คุณค่า ทัศนคติ ความเชื่อ รสนิยม และสภาพจิตใจ เป็นต้น (2) อินเทอร์เน็ต หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำนวนมากไว้ด้วยกัน สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวกและรวดเร็ว (3) การสนทนาบนเครือข่าย (Chat) หมายถึง บริการในอินเทอร์เน็ต ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร ระหว่างบุคคลโดยผ่านคอมพิวเตอร์ สามารถโต้ตอบกันด้วยพิมพ์ตัวอักษรหรือใช้เสียงโต้ตอบ หรือใช้กล้องวิดีโอ ได้ทันทีผ่านโปรแกรมสนทนาต่าง ๆ (4) โปรแกรมสนทนา หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นสื่อกลาง ที่ทำให้คู่สนทนาสามารถ สนทนาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ เช่น MSN Yahoo Messenger ICQ Perth QQ Camfrog เป็นต้น (5) คู่สนทนา หมายถึง บุคคลอื่นซึ่งสนทนากับกลุ่มตัวอย่าง (6) วัตถุประสงค์ของการสนทนา หมายถึง การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือการสนทนาเพื่อหา เพื่อนใหม่ หรือการหาคู่ หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกับบุคคลอื่น


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

72

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

(7) บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะนิสัยเฉพาะของบุคคลที่แสดงออกมาเพื่อทำการโต้ตอบสิ่งเร้าต่าง ๆ (8) แหล่ง หมายถึง สถานที่ที่ผู้สนทนาบนระบบเครือข่ายใช้ในการสนทนาบนเครือข่าย (9) ระยะเวลาการสนทนา หมายถึง จำนวนชั่วโมงที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการสนทนา ตั้งแต่เริ่มใช้ จนเลิกใช้ภายใน 24 ชั่วโมง (10) สถานบริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หมายถึง สถานประกอบการณ์ที่ให้ผู้สนใจทั่วไปเข้าใช้ บริการอินเทอร์เน็ต โดยคิดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเป็นชั่วโมง (11) ลานแดง หมายถึง ห้องบริการคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต สำหรับนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยนักศึกษาไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการแต่ละครั้ง (12) การบล็อก หมายถึง การทำให้คู่สนทนาไม่สามารถติดต่อพูดคุยหรือเห็นการออนไลน์ได้

สมมติฐานในการวิจัย

(1) เพศที่ แ ตกต่ า งกั น ทำให้ พ ฤติ ก รรมเฉพาะตั ว ของผู้ ส นทนาบนเครื อ ข่ า ย ของนั ก ศึ ก ษาระดั บ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (2) อายุ ที่ แ ตกต่ า งกั น ทำให้ พ ฤติ ก รรมเฉพาะตั ว ของผู้ ส นทนาบนเครื อ ข่ า ย ของนั ก ศึ ก ษาระดั บ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (3) คณะที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (4) เวลาที่ใช้ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนา บน เครือข่าย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (5) ประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนา บนเครือข่าย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (6) เพศที่แตกต่างกันทำให้การแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย ของนัก ศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (7) อายุที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (8) คณะที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (9) เวลาที่ใช้ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนา บนเครือข่าย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน (10) ประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของ คู่ สนทนาบนเครือข่าย ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แตกต่างกัน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ ใ ช้ ใ นการวิ จั ยในครั้ ง นี้ คื อ นั ก ศึ ก ษาระดั บ ปริ ญ ญาตรี มหาวิ ท ยาลั ย เทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี ทั้งหมด จำนวน 9,520 คน ในการวิจัยครั้งนี้ได้ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธี


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

73

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

การเลือกแบบบังเอิญจากนักศึกษาที่ใช้การสนทนาบนเครือข่าย โดยผู้วิจัยได้ติดต่อกับนักศึกษาผ่านโปรแกรม สนทนาเมื่อนักศึกษาผู้นั้นยอมรับการติดต่อ จึงเลือกมาเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ จำนวน 320 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นโดยศึกษาจากเอกสาร และงาน วิจัยที่เกี่ยวข้องทำการออกแบบสอบถามตามประเด็นที่แยกไว้ โดยแบบสอบถามแบ่งเป็น 4 ตอน ได้แก่ ตอน ที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ เป็นแบบสอบถามแบบให้เลือกตอบและเติมคำ มีจำนวนข้อคำถามรวม 11 ข้อ ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์ในการสนทนาบนเครือข่าย มีข้อคำถามรวม 14 ข้อ กำหนดให้นักศึกษาเลือกตอบ ใช่ หรือไม่ใช่ ตอนที่ 3 พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาเมื่อมีการสนทนาบนเครือข่าย ลักษณะแบบสอบถาม เป็นมาตราส่วนประมาณค่าในการให้ระดับคะแนนพฤติกรรมกำหนดค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 มีจำนวน ข้อคำถามรวม 19 ข้อ โดยแบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การเปิดการสนทนา จำนวน (4ข้อ) (2) การ แสดงเจตนาในการสนทนา จำนวน (3 ข้อ) (3) การแสดงพฤติกรรมด้านลบ จำนวน (9 ข้อ) (4) การแสดง พฤติกรรมด้านบวก จำนวน (3 ข้อ) ตอนที่ 4 อิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย ลักษณะแบบสอบถามเป็น มาตราส่วนประมาณค่าในการให้ระดับคะแนนพฤติกรรมกำหนดค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 1 ถึง 5 มีจำนวนข้อ คำถาม รวม 17 ข้อ โดยแบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การเปิดเผยตัวตนต่อคู่สนทนา จำนวน (6 ข้อ) (2) การเลือกคู่สนทนา จำนวน (4 ข้อ) (3) ความคาดหวังในตัวคู่สนทนา จำนวน (3 ข้อ) (4) ความไว้ใจคู่ สนทนา จำนวน (4 ข้อ)

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลอีเมล์ของนักศึกษา จากส่วนทะเบียนและประเมินผล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วทำการติดต่อไปยังนักศึกษาโดยใช้โปรแกรม MSN Messenger เมื่อนัก ศึกษายอมรับการติดต่อถือเป็นกลุ่มตัวอย่างและได้สนทนากัน รวบรวมพฤติกรรมที่นักศึกษาแสดงออก กรอก ในแบบสอบถาม โดยได้รับการตอบรับและมีการสนทนากันทั้งสิ้น 320 คน ทำให้ได้แบบสอบถามทั้งสิ้น จำนวน 320 ชุด

การวิเคราะห์ข้อมูล

ในการวิ จั ยครั้งนี้ ผู้วิจัยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ จ ากกลุ่ ม ตั ว อย่ า งมาวิ เ คราะห์ ท างสถิ ติ ด้ ว ย โปรแกรมสำเร็จรูป โดยมีรายละเอียดดังนี้ แบบสอบถามตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยการหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ แบบสอบถามตอนที่ 2 การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการสนทนาบน เครือข่าย โดยหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ แบบสอบถามตอนที่ 3 การวิเคราะห์ตัวแปรพฤติกรรมเฉพาะ ตัวของ ผู้สนทนาบนเครือข่าย โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ แบบสอบถามตอนที่ 4 การวิเคราะห์ตัวแปรอิทธิพลของคู่สนทนาบน เครือข่าย โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนพหูคูณ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สรุปและอภิปรายผลการวิจัย

74

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

(1) จากสมมติฐานข้อ 1 เพศที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบน เครือข่าย ของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการ สนทนาบนเครือข่าย 3 องค์ประกอบ คือ (1) การเริ่มเปิดการสนทนา ซึ่งได้แก่ ข้าพเจ้ารักษามารยาทในการ พูดคุย โดยไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว ข้าพเจ้าพูดคุยอย่างสุภาพกับคู่สนทนาเสมอ ข้าพเจ้าไม่เปิดเผยภาพถ่าย ข้าพเจ้าใช้นามแฝงที่ไม่ตรงกัน ชื่อเล่นของข้าพเจ้าในการสนทนา (2) การแสดงพฤติกรรมด้านลบ ซึ่งได้แก่ ข้าพเจ้าสร้างการนัดพบในการสนทนาอยู่เสมอ ข้าพเจ้าปกปิดอายุที่แท้จริง ข้าพเจ้าชอบแสดงภาพถ่ายผู้อื่นที่ หน้าตาดีกว่าแทนตัวข้าพเจ้า ในการสนทนาเป็นกลุ่ม ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของห้องสนทนา ในการแนะนำ สมาชิกเก่าหรือหมายเลขใหม่ให้รู้จักกัน ข้าพเจ้าเลือกสนทนาเฉพาะกับเพศตรงข้าม ข้าพเจ้ามักพูดในลักษณะ สองแง่สองง่าม เมื่อได้แลกเปลี่ยนหรือหมายเลขโทรศัพท์กับคู่สนทนา ข้าพเจ้าเป็นผู้ติดต่อไปก่อนเสมอ ข้าพเจ้า เคยบอกเพศของตนเองสลับกับเพศจริง (หญิงเป็นชาย, ชายเป็นหญิง) ข้าพเจ้าให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เกิดความ ประทับใจในการสนทนา (3) การแสดงพฤติกรรมด้านบวก ซึ่งได้แก่ข้าพเจ้าชอบให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคู่ สนทนาในการใช้โปรแกรมสนทนา ข้าพเจ้าชอบให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคู่สนทนาในทางการศึกษา ข้าพเจ้า แสดงความเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือแก่คู่สนทนา เมื่อคู่สนทนามีปัญหา ซึ่งได้แก่ การขอคำแนะนำในการ ศึกษาต่อต่างประเทศ การเข้าใช้โปรแกรมสนทนา การขอให้ช่วยแนะนำเพื่อนใหม่ ๆ ต้องการหาแฟนหรือคู่รัก ซึ่งสอดคล้องกับศิริรัตน์ พิพานสกุลรัตน์ (2548) และสุจริต สุวรรณชีพ (2531) ได้กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมเป็น ภาวะของจิตใจที่ตื่นตัวเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจมีการโน้ม น้าวจิตใจให้คล้อยตามหรือล้วงความลับได้ (2) จากสมมติฐานข้อ 2 อายุที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบน เครือข่าย ของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการ สนทนาบนเครือข่าย 2 องค์ประกอบ คือ (1) การแสดงเจตนาในการสนทนา ซึ่งได้แก่ ข้าพเจ้ากล้าแสดง ความคิดเห็นต่อผู้อื่นเมื่ออยู่ในห้องสนทนาข้าพเจ้าเป็นคนพูดตรง ๆ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ข้าพเจ้าชอบ แสวงหาความรู้จากคู่สนทนา (2) การแสดงพฤติกรรมด้านบวก ซึ่งได้แก่ ข้าพเจ้าชอบให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับคู่สนทนาในการใช้โปรแกรมสนทนา ข้าพเจ้าชอบให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคู่สนทนาในทางการศึกษา ข้าพเจ้าแสดงความเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือแก่คู่สนทนาเมื่อคู่สนทนามีปัญหา การแสดงพฤติกรรมด้านลบ ซึ่งได้แก่ ข้าพเจ้าสร้างการนัดพบสนการสนทนาอยู่เสมอ ข้าพเจ้าปกปิดอายุที่แท้จริง ข้าพเจ้าชอบแสดง ภาพถ่ายผู้อื่นที่หน้าตาดีกว่าแทนตัวข้าพเจ้า ในการสนทนาเป็นกลุ่มข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของห้องสนทนาในการ แนะนำสมาชิกเก่า-ใหม่ ให้รู้จักกัน ข้าพเจ้าเลือกสนทนาเฉพาะกับเพศตรงข้าม ข้าพเจ้ามักพูดในลักษณะสอง แง่สองง่าม เมื่อได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับคู่สนทนา ข้าพเจ้าเป็นผู้ติดต่อไปก่อนเสมอ ข้าพเจ้าเคยบอกเพศ ของตนเองสลับกับเพศจริง (หญิงเป็นชาย, ชายเป็นหญิง) ข้าพเจ้าให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เกิดความประทับใจใน การสนทนา ซึ่งได้แก่ นักศึกษาที่อยู่ปีสุดท้ายของการศึกษา ส่วนใหญ่มีอายุ 21 ปี มีความกล้าใช้คอมพิวเตอร์ ใช้การสนทนาเพื่อให้ตนเองได้พบเพื่อนใหม่ ได้ข้อมูลที่ต้องการทั้งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและไม่เกี่ยวข้องกับ การศึกษา เช่นเพื่อความบันเทิงต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับ จำปี ทิมทอง (2542) มัณฑนา ศรีนาง (2548) พบว่าความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่คือการสืบค้นข้อมูลจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ สนทนาเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการเรียนการสอน และเดชศักดิ์ ศานติวิวัฒน์ (2542) ซึ่งพบว่าปัญหา ที่มีต่อการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือนักศึกษาไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ไม่กล้าใช้คอมพิวเตอร์ และไม่มี login และ password จึงไม่สามารถสนทนาได้ และเนื่องจากการไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะทาง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

75

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต และโปรแกรมสนทนาบางโปรแกรมมีความ สลับซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งานได้ ซึ่งนักศึกษาบางคนได้เข้าไปศึกษาใช้งานกับเพื่อน หรือห้อง ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย สอดคล้องกับงานวิจัยของ Larry D. Rosen and Michelle M. Weil (1995) ที่ได้ศึกษาถึงความสามารถของผู้ใช้ในการจัดหาคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาใช้กับ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเพื่อการสนทนาบนเครือข่าย ผลที่ได้คือผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ ระบบอินเทอร์เน็ตและการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการคลาดเคลื่อนของเครื่องคอมพิวเตอร์และการ เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น (3) จากสมมติฐานข้อ 3 คณะที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบน เครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการ สนทนาบนเครือข่าย 2 องค์ประกอบ คือ (1) การแสดงเจตนาในการสนทนา เช่น ข้าพเจ้ากล้าแสดงความคิด เห็นต่อผู้อื่นเมื่ออยู่ในห้องสนทนา เป็นต้น (2) การแสดงพฤติกรรมด้านบวก เช่น ข้าพเจ้าชอบให้ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์กับคู่สนทนาในการใช้โปรแกรมสนทนา เป็นต้น การใช้ห้องคอมพิวเตอร์ที่คณะที่นักศึกษาเรียนอยู่ใน การสนทนาบนเครือข่าย ซึ่งคณะที่มีการบริการคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการที่คณะ บางคณะมีจำนวนน้อย ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของนักศึกษาที่นิยมใช้แหล่งในการสนทนาตามความสะดวก หรือ ตามสถานที่ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผลการวิจัยพบว่า ในแต่ละบุคคลจะมีพฤติกรรมที่แตก ต่างกันในทุกด้าน ชูทิตย์ ปานปรีชา (2540) พบว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล แม้จะมาจากสาเหตุ เดียวกันก็อาจมีแสดงออกไม่เท่ากัน และเมื่อเรียงลำดับระดับของพฤติกรรมจากน้อยไปหามากจะเห็นได้ว่า นัก ศึกษาแต่ละคณะมีการแสดงเจตนาในการสนทนาที่แตกต่างกัน แต่มีแนวโน้มไปในทางบวก จึงส่งผลดีกับการ ศึกษาหาความรู้ของนักศึกษา และการประพฤติในศีลธรรมอันดี นักศึกษาบางคณะไม่ได้รับการฝึกฝนการใช้ คอมพิวเตอร์มากนัก ทำให้เกิดความกลัวและไม่กล้าใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโดยการสนทนาฝ่ายเครือข่าย

อินเทอร์เน็ต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยของสมชาย รุ่งขจรไพศาล (2543) ที่กล่าวว่าผู้สนทนา ส่ ว นใหญ่ ไ ม่ ไ ด้ จ บทางด้ า นสาขาเกี่ ย วกั บ คอมพิ ว เตอร์ โ ดยตรง ส่ ว นใหญ่ จ ะเป็ น การแสวงหาความรู้ แ ละ ประสบการณ์เพิ่มเติมจากการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของจำปี ทิมทอง (2542) พบว่าความ ต้องการของผู้ใช้ส่วนใหญ่คือการสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารและขอข้อมูลจากคู่สนทนาไปใช้งาน แต่ผู้สนทนายังขาดความรู้ความสามารถในการที่จะสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นได้ และการใช้งานระบบ

อินเทอร์เน็ตมีความสลับซับซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งานจนทำให้ผู้ใช้เกิดความเบื่อหน่าย (4) จากสมมติ ฐ านข้ อ 4 เวลาที่ ใ ช้ ใ นการสนทนาบนเครื อ ข่ า ยที่ แ ตกต่ า งกั น ทำให้ พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบนเครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่าย นิยมสนทนาในช่วงเวลา 20.01-24.00 น. ในแหล่ง สนทนาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ลานแดง) ของมหาวิทยาลัยที่เปิดให้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยพบว่ายิ่งมีการสนทนากันนานขึ้นเท่าใด พฤติกรรมที่แสดงออกทางด้านลบยิ่งมีมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการแสดงออกของผู้สนทนาเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวไม่มีผู้ใดข้องเกี่ยว การดูแลของพนักงาน รักษาความปลอดภัยอาจไม่ทั่วถึง ทำให้นักศึกษาแสดงพฤติกรรมในด้านลบออกมาได้ในช่วงเวลาที่สมควรเป็น เวลาพักผ่อน หรือทบทวนหนังสือตำราเรียน โดยพฤติกรรมในการเปิดการสนทนาเจตนาในการสนทนาและ พฤติกรรมด้านบวก มีความแตกต่างกัน แต่พฤติกรรมด้านลบไม่มีความแตกต่างกัน (5) จากสมมติฐานข้อ 5 ประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้ พฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้สนทนาบนเครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่ม


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

76

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่ายส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการสนทนามากกว่า 3 ปี เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว นักศึกษาส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน และทาง สถานศึกษายังได้จัดเตรียมคอมพิวเตอร์ไว้สำหรับบริการนักศึกษา เพื่อสืบค้นข้อมูล จัดทำรายงาน เขียน โปรแกรม พิมพ์เอกสารหรือใช้ งานอื่น ๆ อันจะอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษามากที่สุด นักศึกษาจึงมี แหล่งที่จะใช้บริการการสนทนาบนเครือข่ายได้โดยสะดวก อีกทั้งประสบการณ์ในการสนทนาที่ผ่านมาหลายปี ทำให้มีเพื่อนที่ร่วมสนทนาด้วยกันจำนวนมาก และมีการแนะนำบอกต่อกันเพื่อขยายวงสนทนาให้กว้างขวาง มากขึ้น ในการแสดงพฤติกรรมของ ผู้สนทนานั้นมีความแตกต่างกันในการเริ่มเปิดการสนทนา และการแสดง พฤติกรรมด้านลบ ผู้ที่มีประสบการณ์มากย่อมรู้ทันคู่สนทนา โดยไม่ยอมเสียเปรียบหรือไม่ยอมให้คู่สนทนามา ล้วงข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลที่เป็นความลับไปได้ง่าย ๆ และประสบการณ์ที่มีมากยังส่งผลให้มีแสดงพฤติกรรม ทางลบ โดยไม่สนใจว่าคู่สนทนาจะรู้สึกอย่างไร ด้วยคิดว่าเป็นเพียงการสนทนาที่ไม่เห็นหน้า ไม่เจอตัว ไม่ สามารถถูกตอบโต้แบบถึงเนื้อถึงตัวได้ (6) จากสมมติฐานข้อ 6 เพศที่แตกต่างกันทำให้การแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพล ของคู่สนทนาบนเครือข่ายของกลุ่มตัวอย่าง แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่ แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่าย มีความแตกต่างกันทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ (1) การเปิดเผยตัวตนต่อคู่ สนทนา เช่น ข้าพเจ้าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของข้าพเจ้า เมื่อได้สนทนากับคู่สนทนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการ นัดหมายในการสนทนาครั้งต่อไป เป็นต้น (2) การเลือกคู่สนทนา เช่น ข้าพเจ้าเลือกที่จะไม่สนทนากับคู่ สนทนาที่พิมพ์อักษรผิด บ่อย ๆ เป็นต้น (3) ความคาดหวังในการสนทนา เช่น ข้าพเจ้าชอบคู่สนทนาที่ช่วย แนะนำในการศึกษา เป็นต้น (4) ความไว้ใจคู่สนทนา เช่น ข้าพเจ้าเชื่อในข้อความที่คู่สนทนาโต้ตอบมา เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมาทั้งหมดนี้ เป็นความแตกต่างกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง คู่สนทนาต่าง เพศจะมีอิทธิพลต่อกันมาก คู่สนทนาเพศชายจะมีอิทธิพลต่อเพศหญิงมาก และคู่สนทนาเพศหญิงจะมีอิทธิพล ต่อเพศชายมาก ทั้งนี้เกิดจากวัตถุประสงค์ในการเข้าใช้บริการการสนทนาบนเครือข่าย การได้คุยกับเพื่อนต่าง เพศช่วยเพิ่มอรรถรสในการคบหาพูดคุย แต่ฝ่ายชายจะเปิดเผยตัวตนอย่างมากต่อฝ่ายหญิง มีการเลือกคู่ สนทนาที่ถูกใจก่อนที่จะคบหา โดยดูจากรูปภาพที่แสดงและการพิมพ์โต้ตอบที่รวดเร็ว ทำให้คุยได้สนุกทันใจ ทั้งยังมีความคาดหวังในตัวคู่สนทนาสูง ในด้านการศึกษา การให้คำปรึกษาต่าง ๆ ให้ความไว้ใจกับคู่สนทนา มาก ซึ่งแตกต่างกับฝ่ายหญิงที่ไม่เปิดเผยตัวตนมากนัก และไม่ค่อยเลือกคู่สนทนา โดยจะเปิดกว้างคุยได้กับ เพื่อนหลายคน ไม่คาดหวังในตัวคู่สนทนามาก เพราะฝ่ายหญิงมักให้คำปรึกษาที่ดีและมีการสอนความรู้ ทางการศึกษาแก่กันด้วยแต่ความไว้วางใจในคู่สนทนาของฝ่ายหญิงมีน้อย เนื่องจากในสังคมอินเทอร์เน็ตค่อน ข้างอันตรายจึงป้องกันตัวเองไว้ก่อนจะปลอดภัยกับตนเอง และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน (7) จากสมมติฐานข้อ 7 อายุที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่ สนทนาบนเครื อ ข่ า ยของกลุ่ ม ตั ว อย่ า ง แตกต่ า งกั น ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่ แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่ายแตกต่างกันในเรื่องของการเปิดเผยตัวตนต่อคู่สนทนา และความคาดหวัง ในตัวคู่สนทนา โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 21 ปี เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด ด้วยอายุที่บรรลุนิติภาวะจึงมีความกล้า ลอง กล้านัดพบเจอกับคู่สนทนา แต่การออกไปพบกันนั้นมีน้อยครั้ง ซึ่งต้องเป็นผู้ที่รู้จักกันมาก่อนจึงจะออกไป พบด้วย จึงเห็นได้ว่ากลุ่มตัวอย่างนี้มีความกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนต่อคู่สนทนา และมีความคาดหวังสูงไม่เลือกคู่ สนทนาและให้ความไว้ใจคู่สนทนา ถ้าหากไม่รู้จักป้องกันตัวอาจเกิดอันตรายแก่ตนเองได้ เพราะภัยร้ายจาก การหลอกลวงผ่านการสนทนามีให้เห็นบ่อยครั้งทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่น ที่อายุไม่ถึง 20 ปี ยังถือเป็นผู้ เยาว์ อาจถูกลวงไปทำอนาจารได้หรือหลอกให้เสียทรัพย์สิน


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

77

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

(8) จากสมมติฐานข้อ 8 คณะที่แตกต่างกันทำให้พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่ สนทนาบนเครือข่าย แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แสดงออกในการสนทนาบน เครือข่าย ไม่ต่างกัน แต่แตกต่างกันในเรื่องความคาดหวังในตัวคู่สนทนา ด้วยคณะที่นักศึกษาสังกัด อาจมีค่า นิยมที่ส่งผลต่อเพศตรงข้าม ในการมองว่า น่าคบหา หรือมีความทันสมัย เป็นคณะที่มีนักศึกษารูปร่างหน้าตา ดี อ ยู่ ม ากสิ่ ง เหล่ า นี้ ล้ ว นทำให้ คู่ ส นทนามี ค วามคาดหวั ง อาจให้ ช่ ว ยในเรื่ อ งการศึ ก ษา การใช้ โ ปรแกรม คอมพิวเตอร์หรือการคบหาเพื่อหาเพื่อนต่างเพศหรือพัฒนาไปเป็นคู่รัก (9) จากสมมติ ฐ านข้ อ 9 เวลาที่ ใ ช้ ใ นการสนทนาบนเครื อ ข่ า ยที่ แ ตกต่ า งกั น ทำให้ พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมี พฤติกรรมที่แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่ายแตกต่างกัน ในองค์ประกอบของการเปิดเผยตัวต่อคู่สนทนา การเลือกคู่สนทนา และความไว้ใจคู่สนทนาจากการศึกษาข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่ สนทนาบนเครือข่ายด้วยโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น พบว่ามีพฤติกรรมมากที่สุดในการให้เกียรติคู่สนทนา ชอบคุยกับ คู่สนทนาที่คุยสนุก มีวัตถุประสงค์ในการสนทนาบนเครือข่ายเพื่อคลายเครียด สอดคล้องกับศิริรัตน์ พิมาน สกุลวัฒน์ (2548) ซึ่งทำการวิจัยอิทธิพลของคู่สนทนาไว้ว่าพฤติกรรมในการสนทนาบนเครือข่าย คือในการ สนทนาเป็นกลุ่มมีการเป็นตัวแทนของห้องสนทนาในการแนะนำให้สมาชิกใหม่รู้จักกับสมาชิกเก่า มีการให้คู่ สนทนาแนะนำตัวก่อนเสมอ อิทธิพลของคู่สนทนาคือ ถ้ากำลังสนทนากับคู่สนทนาอย่างถูกใจ แต่คู่สนทนาจำ ต้องเลิกคุยจะรู้สึกโกรธ ชอบคู่สนทนา ที่พิมพ์ข้อความโต้ตอบได้รวดเร็ว คู่สนทนามีอิทธิพลต่ออารมณ์และ ความรู้สึกของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบก เคเอสซี อินเทอร์เน็ตโพลล์ พบว่า ประเภทของห้องสนทนา ที่นิยมใช้ พบว่า 59.60% ใช้ห้องพบปะสนทนา 11.90% ระบุเป็นห้องที่ส่อไปทางที่ เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ เช่น ห้องหาแฟน ห้องเกย์อยากลอง เซ็กซ์หมู่ เป็นต้น (10) จากสมมติฐานข้อ 10 ประสบการณ์ในการสนทนาบนเครือข่ายที่แตกต่างกันทำให้ พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของคู่สนทนาบนเครือข่าย แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมี พฤติกรรมที่แสดงออกในการสนทนาบนเครือข่าย แตกต่างกันในองค์ประกอบความคาดหวังในตัวคู่สนทนา เมื่อผู้สนทนามีประสบการณ์ในการสนทนาเป็นเวลานาน ทำให้สั่งสมประสบการณ์ในการพบปะผู้คน อาจเจอ ทั้งคนที่มีพฤติกรรมดี และคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำให้มีการปรับตัวได้อย่างง่ายดาย พร้อมที่จะเปิดรับเพื่อน ใหม่ ๆ และพร้อมที่จะลบหรือบล็อกเพื่อนที่น่าคบหาทิ้งไปได้ เนื่องจากมีความคาดหวังในตัวคู่สนทนาที่แตก ต่างกัน โดยส่วนใหญ่จะเลือกสนทนากับผู้ที่แสดงรูปถ่ายว่าหน้าตาดี แต่ความเป็นจริงแล้วอาจเป็นภาพลวงตา โดยคู่สนทนาอาจนำภาพผู้อื่นที่ดูดีกว่าตนเองมาแสดง เพื่อให้เกิดความประทับใจ ให้มีคนอยากคบหามากขึ้น ในกลุ่มตัวอย่างบางราย ไม่สนใจในรูปร่างหน้าตาของคู่สนทนา ซึ่งเขาเหล่านั้นเปิดใจกว้างและรับรู้ข้อมูล สื่อสารกันผ่านตัวอักษรที่พิมพ์ ซึ่งการสนทนาอาจไม่ใช่ภายในประเทศ อาจไปไกลถึงต่างประเทศอีกซีกโลก หนึ่ง การพูดคุยถึงอาจมีหลายเชื้อชาติหลายภาษาทำให้ได้พบเพื่อนต่างชาติ หรืออาจพบรักกับคนชาติอื่น ซึ่งใน สังคมปัจจุบันมีการติดต่อหาคู่ผ่านการสนทนากันมากขึ้น แต่การคบหาบุคคลที่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตนั้น ควรมี การรู้ในเรื่องการสืบค้นข้อมูลด้วยเพื่อสืบค้นข้อมูลคู่สนทนาว่าเขาพูดด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงหรือไม่ โดย อาจตรวจสอบจากอีเมล์ จากชื่อ หรือจากวันเดือนปีเกิด เพื่อป้องกันการถูกหลอก หรือป้องกันมิจฉาชีพมาล้วง ข้อมูลเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายทางทรัพย์สินหรือทางร่างกาย


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

78

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ข้อเสนอแนะในการนำผลจากการวิจัยไปใช้

(1) การให้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ลานแดง) ควรมีช่วงเวลาปิดบริการเพื่อให้นักศึกษา ได้เดินทางกลับที่พักหรือไม่หมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ตและการสนทนามากจนเกินไป อาจจัดให้ปิดบริการในช่วงที่มี การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำนวนน้อย เช่น ช่วงปิดภาคการศึกษา เป็นต้น หรือส่งเสริม ให้มีผู้ควบคุมห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่เป็นนักศึกษาด้วยกันเอง เป็นรุ่นพี่รุ่นร้องคอยให้คำปรึกษา และดูแล ไม่ให้หลงเชื่อบุคคลที่สนทนาด้วยและมีการส่งเสริมให้มีวิจารณญาณในการเข้าใช้ห้องสนทนาและควรแบ่งเวลา เพื่อการศึกษาเพิ่มมากขึ้น (2) กระตุ้นการเรียนรู้เทคโนโลยีโดยจัดอบรมการใช้โปรแกรมการสนทนา การรู้เท่าทันภัยของการ สนทนา และการใช้ห้องสนทนาให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

(1) ควรมีการศึกษาพฤติกรรมการสนทนาบนเครือข่ายแยกย่อยลงไปในแต่ละด้าน เช่น ช่วงอายุ ระดับการศึกษา สาขาที่นักศึกษาเลือกศึกษา ผลการศึกษา เป็นต้น (2) จากการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่สนทนาบนเครือข่าย โดยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อความ สนุกสนาน คลายเครียด ดังนั้นจึงควรวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความเครียดของนักศึกษาผู้สนทนาบนเครือข่ายด้วย โปรแกรมต่าง ๆ (3) เพื่อเป็นแนวทางในการทำวิจัยเรื่องอื่น โดยผ่านการสนทนาบนเครือข่ายที่ต้องใช้วิธีการเก็บข้อมูล ด้วยการนทนากับกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยควรสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีจำนวนข้อคำถาม ไม่มาก จนเกินไป คำถามไปยาวเกินไป ควรเป็นคำถามที่กระชับได้ใจความ และคำถามไม่ซ้ำซ้อนกัน หรือมีความ หมายของข้อคำถามที่เหมือนหรือคล้ายกันมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามเกิดความเบื่อหน่าย ซึ่ง อาจส่งผลให้ตอบคำถามไม่ตรงกับความเป็นจริง (4) ในการสนทนาบนเครือข่ายมีการคุยในลักษณะสองแง่สองง่าม มีการชักชวนในเรื่องเพศ ซึ่งมี โอกาสเสี่ยงสูงที่จะชักจูงกันไปในทางที่ผิด ดังนั้นควรมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการสนทนาทางเพศ หรือการขาย บริหารทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

บรรณานุกรม

จำปี ทิมทอง. 2542. สภาพปัญหาและความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครูใน โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เข้าร่วมโครง���ารเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญา ค.ม. (โสตทัศนศึกษา). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 162. ชูทิตย์ ปานปรีชา. 2540. “เครียด...คลายด้วยจิตวิทยา”. เทปวีดีทัศน์รายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท., 22 กุมภาพันธ์. เดชศักดิ์ ศานติวิวัฒน์, ศุภชัย อนวัชพงษ์, เยาวพร ศาสติวิวัฒน์, 2542. “การใช้บริการสืบค้นสารนิเทศ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักศึกษาในหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยขอนแก่น”. วารสารบรรณรักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ปีที่ 17, หน้า 74-80.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

79

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

มัณฑนา ศรีนาง. 2548. การศึกษาปรากฏการณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดจากระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ คอม. (คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. ถ่ายเอกสาร. ศิริรัตน์ พิมานสกุลวัฒน์. 2548. การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการสนทนาบนเครือข่ายด้วย โปรแกรม ไอซีคิว เพิร็ช และเอ็มเอสเอ็น. วิทยานิพนธ์ คอม. (คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเก้าธนบุรี. ถ่ายเอกสาร. สุจริต สุวรรณชีพ. 2531. “ความเครียด”. จิตวิทยาคลินิก. 19(2) : หน้า 91, 996. สมชาย รุ่งขจรไพศาล. 2543. ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ใน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาส่วนภูมิภาค. วิทยานิพนธ์ คอม. (คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, หน้า 9-52. สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซี อินเทอร์เน็ตโพลล์ (เอแบคโพลล์), [Online] , Available : http://www. ee-part.com/news/3007. Larry D. Rosen and Michelle M. Weil, 1995, “Computer Availability, Computer Experience and Technophobia Among Public School Teacher”, Computers in Human Behavior. Vol. 11, No. 1, pp. 9-31.

อยากได้งานที่มีคุณภาพ เวลาเป็นเรื่องไม่แน่นอน บิล เกทท์ ประธานบริษัทไมโครซอฟท์


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

80

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย สภาพการณ์และแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ของอาจารย์วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจารย์ ดร.สมานจิต ภิรมย์รื่น

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์ และศึกษาแนวทางการ พัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ ผู้บริหารและอาจารย์ จำนวน 56 คน โดยแบ่งวิธีดำเนินการออกเป็น 4 ขั้นตอน ขั้นที่หนึ่ง การ ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นที่สอง ศึกษาสภาพการณ์การพัฒนาผลงานวิจัย ขั้นตอนที่สาม การกำหนดแนวทาง การพัฒนาผลงานวิจัยและขั้นตอนที่สี่ การตรวจสอบแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ผลการวิจัยพบ ว่า (1) สภาพการณ์ของการผลิตผลงานวิจัย : อาจารย์มีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่นอกเหนือจากการทำ วิทยานิพนธ์ จำนวน 1-2 เรื่องต่อคน อาจารย์ส่วนใหญ่ทำวิจัยพื้นฐาน และเป็นลักษณะทำคนเดียว โดยส่วน ใหญ่ได้รับทุนอุดหนุนจากวิทยาลัย ประเด็นที่ทำวิจัยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การเผยแพร่ งานวิจัยส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะการนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ อาจารย์ส่วนใหญ่เคยได้รับการ อบรมเพื่อพัฒนาความรู้ในด้านการวิจัย และอาจารย์มีแผนงานในการทำวิจัย ในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า แนวทาง การศึกษาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์ ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 แนวทาง (1) การเพิ่ม ประสิทธิภาพระบบบริหารงานวิจัยและการจัดหาทุนสนับสนุนการวิจัย ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ (2) การส่งเสริมวัฒนธรรมในการทำวิจัยของอาจารย์ (3) การบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อการวิจัย (4) การส่ง เสริมคุณภาพและมาตรฐานของผลงานวิจัย (5) การสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยและการนำไปใช้ ประโยชน์ คำสำคัญ : สภาพการณ์, การพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

81

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

The Situations and Directions in Developing Quality Research Products Conducted by the Teaching Faculty of the North Eastern Polytechnic College Dr. Smarnjit Piromruen

Abstract

The objectives of this research are two-folded: Firstly, to account for the situations pertaining to the research products made by instructors of the Northeastern Polytechnic College. Secondly, to explore effective measures to encourage quality research products from the teaching staff of the college. A sample group for this study included fifty-six administrators and instructors who were teaching in the college. Four phases of the research methodology were conducted accordingly. The initial phase was to assert for the fundamental aspects of the college research operation; the second phase was making an account of the situations pertaining to the productions of research projects made by the college teaching staff; the third phase was to formulate productive measures to encourage the quality research products, and the final phase was to evaluate the effectiveness of the developmental research procedure. Results of the study concerning the situations pertaining to college research operation revealed that the majority of instructors conducted their research projects beyond their graduate thesis; each instructor had one or two basic research projects to carry on without any co-researcher; using the research funding from their own institution; the research content are mainly within their teaching areas, and most of their products had never been published. The instructors were used to attend the research training programs to develop their products, and having at least 15 years plan for future research projects. As for the guidelines to encourage more quality research products, the researcher had initiated five effective procedures as follow: (1) increasing the effective administration and implication of the college research policy in providing more research funding, to increasing more research projects and creative programs, (2) developing appropriate research making culture among the teaching community, (3) providing enough potential human resources for research supports, (4) encouraging more research products with quality and standards, and (5) giving more supports for the publications of the faculty’s research reports and their public application. Keywords : Situations, Quality Research Development


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

82

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์เป็นงานนวัตกรรมที่นำไปสู่การสร้างและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ที่ เชี่ยวชาญสูง การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่จึงเป็นการขยายพรมแดนของความรู้และทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และขีดความ สามารถของ คนไทย รวมทั้งการพัฒนาสู่สังคมเรียนรู้ สังคมความรู้ และสังคมแห่งภูมิปัญญา อันก่อให้เกิด วัฒนธรรมการใช้ความรู้ในการกำหนดทิศทางและการพัฒนา ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้ บุคลากร อาจารย์ นักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องทำงานวิจัย โดยถือเป็นหน้าที่หลักที่จะต้อง กระทำอย่างจริงจัง เพื่อที่จะได้มีส่วนค้นคว้าหาคำตอบในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สังคม นอกจากนี้ควร เป็นผู้นำผลการวิจัยและความรู้ใหม่มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคปฏิรูปทางการ ศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเน้นการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยมาใช้ในการ เรียนการสอน ซึ่งจะช่วยฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ นอกจากนี้สถาบันยังสามารถนำการ วิจัยมาใช้ในการดำเนินงานหรือการบริหารงานเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงได้ จากผลการศึกษาเกี่ยวกับการผลิตผลงานวิจัยที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2540) พบว่าการผลิตผลงานวิจัยเป็นปัญหาวิกฤต เนื่องจากผลงานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ครบวงจร ไม่เพียงพอจะใช้ประโยชน์ได้ สอดคล้องกับผลการสังเคราะห์งานวิจัยทางการศึกษาด้วยการสังเคราะห์อภิมาน และการวิเคราะห์เนื้อหาของนงลักษณ์ วิรัชชัยและสุวิมล ว่องวาณิช (2541) โดยได้มีการวิเคราะห์คุณภาพงาน วิจัยจากงานวิจัย 323 เรื่อง ที่ผู้วิจัยเสนองานวิจัยเพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกให้เสนอหรือพิมพ์เผยแพร่ใน การประชุมวิชาการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ���บว่า คุณภาพของงานวิจัยค่อนข้างต่ำโดย มีคะแนนเฉลี่ยผลการประเมิน 62.98 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และคุณภาพงานวิจัยแตกต่างกัน ตามคุณลักษณะงานวิจัย ส่วนปัญหาการผลิตผลงานวิจัยด้านนักวิจัย พบว่า คณาจารย์จำนวนมาก (74%) ไม่มีโอกาสทำวิจัย นักวิจัยชั้นดีมีน้อย ไม่ถึง 2% ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของวันชัย ศิริชัยชนะ (2543) พบ ว่าประเทศไทยยังขาดงานวิจัยที่ดี ผลงานวิจัยมีน้อย นักวิจัยขาดการกระตุ้นที่ชัดเจนจากสถาบันการศึกษา อาจารย์ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการผลิตงานวิจัยมากนัก นอกจากนี้ ปัญหาของการทำวิจัย ยังพบว่าเกิดจาก อาจารย์ไม่มีเวลาทำวิจัย ภาระงานสอนมากไป หรือเมื่อทำวิจัยก็ปรากฏว่าไม่มีคุณภาพไม่สามารถตอบสนอง ความต้องการในการแก้ปัญหาของสังคมได้ สำหรับแนวทางการส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัย จรัส สุวรรณเวลา (2534) ได้เสนอว่า การที่จะ กระตุ้นให้มีการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ควรมีการดำเนินการ คือ (1) การกำหนดนโยบายและทิศทางการ วิจัยที่ชัดเจนของมหาวิทยาลัย (2) การจัดสร้างองค์กรบริหารและการจัดการ (3) การส่งเสริมคุณภาพงาน วิจัยและผู้วิจัย (4) การส่งเสริมการบริการ และ (5) การเผยแพร่ผลงานวิจัย นอกจากนี้ ปฐมพงษ์ โพธิประสิทธินันท์ (2543) ได้ศึกษาและเสนอแนวทางพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยในเมืองไทย ตามแนวทางของ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คือ (1) การเลือกหัวข้อวิจัยที่จำเป็นในการแก้ปัญหาสังคม (2) การกำหนดทิศทางการวิจัยเพื่อให้การนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาสังคม (3) การวิจัยควรเป็นการ ร่วมมือกันในหลากหลายฝ่าย (4) ควรปรับตัวโดยใช้วิชาการและการวิจัยนำหน้าตามด้วยการพัฒนา (5) ให้ ความสำคัญทั้งวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์เท่ากัน (6) สร้างระเบียบวินัยให้อาจารย์ และ (7) เพิ่ม สถาบันวิจัยเฉพาะกิจให้มากขึ้น วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีพันธกิจด้านการผลิตผลงานวิจัย และนวัตกรรมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับสากล แต่ก็ยังพบว่า ผลงานวิจัยของอาจารย์ยัง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

83

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

มีจำนวนน้อย ผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานที่จะไปกำหนดนโยบายของประเทศหรือระบบสุขภาพของประเทศ หรือ ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับสากลมีจำนวนน้อยมาก นอกจากนี้ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ที่ ตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับชาติต่อจำนวนอาจารย์ประจำค่อนข้างน้อย ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินตาม มาตรฐานที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) (สมศ.) กำหนด วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและมุ่งมั่นที่จะกระตุ้น ให้อาจารย์สามารถผลิตผลงานวิจัยได้อย่างมีคุณภาพ จึงได้เสนอโครงการวิจัย เรื่อง สภาพการณ์และแนวทาง การพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อศึกษาสภาพ การณ์ของการผลิตผลงานวิจัยและแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยของอาจารย์ เพื่อให้อาจารย์และบุคลากรของ วิทยาลัยมีความตระหนักและความพยายามในการคิดค้นแสงหา องค์ความรู้ใหม่ และผลิตผลงานวิจัยได้อย่าง มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักศึกษา และนำมาซึ่งการผ่านเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษาทั้งการ ประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกในมาตรฐานนวัตกรรมและการวิจัย

วัตถุประสงค์

(1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์ของการผลิตผลงานวิจัย (2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ

ขอบเขตการวิจัย

การวิจัยเรื่องสภาพการณ์และแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บ รวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารและอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่เดือน สิงหาคม - กันยายน 2550

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

สภาพการณ์ หมายถึง การดำเนินการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2548 – พ.ศ.2550) แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัย หมายถึง การกำหนดแนวทางในการพัฒนาผลงานวิจัยให้มี คุณภาพ ประกอบด้วย (1) เป็นผลงานวิจัยที่เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว (2) เป็นงานวิจัยที่มีระเบียบวิธีการ ค้นคว้ารัดกุมที่เชื่อถือได้ (3) เป็นผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับความต้องการหรือปัญหาของประเทศ (4) เป็นงานวิจัย ที่เป็นการขยายความรู้ทางวิชาการ (5) เป็นงานวิจัยที่สามารถนำมาประยุกต์ได้กับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม (6) เป็นผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และอ้างอิงได้ และ (7) เป็นผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการ พิจารณากำหนดนโยบายของวิทยาลัย ผู้บริหาร หมายถึง อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี หัวหน้าฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่ในวิทยาลัย โปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจารย์ หมายถึง ผู้สอนที่เป็นอาจารย์ประจำในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

84

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ประโยชน์ที่ได้รับ

(1) ได้ข้อมูลสารสนเทศสภาพการณ์ของการผลิตผลงานวิจัยในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออก เฉียงเหนือ เพื่อให้ผู้บริหารใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขและส่งเสริมให้อาจารย์และบุคลากรผลิตผลงาน วิจัยที่มีคุณภาพ (2) ได้แนวทางในการพัฒนาผลงานวิจัยของอาจารย์ที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา และ สถาบันในการผ่านเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาในมาตรฐานนวัตกรรมและการวิจัย (3) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่และการพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาระดับสถาบัน และระดับชาติต่อไป (4) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์ในวิทยาลัย อันเป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาของประเทศต่อไป

กรอบแนวคิดในการทำวิจัย

สภาพการณ์ในการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์วิทยาลัยโปลีเทคนิค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์วิทยาลัยโปลีเทคนิค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงสำเร็จ เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเจาะจง ได้ผู้บริหาร 21 คน และ อาจารย์ 35 คน รวม 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร เป็นคำถามเกี่ยวกับ แนวโน้มของผล งานวิจัย เป้าหมายและนโยบายที่จะพัฒนาความสามารถทางด้านการวิจัยแก่อาจารย์ หลักการจัดสรร ทรัพยากรและงบประมาณเพื่อส่งเสริมการวิจัย การส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการวิจัยที่ปฏิบัติในปัจจุบัน ปัญหาที่มีผลต่อการวิจัย ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตผลงานวิจัย การจูงใจในการผลิตผลงานวิจัย การพัฒนาที่เร่ง ด่วนที่พึงปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และประสบการณ์และความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่ง เสริ ม ประสิ ท ธิ ภ าพการดำเนิ น การวิ จั ยในสถานศึ ก ษา ส่ ว นแบบสอบถามอาจารย์ เป็ น คำถามเกี่ ย วกั บ สถานภาพอาจารย์ สภาพการณ์ของผลงานวิจัย และความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางก���รพัฒนาผลงานวิจัยที่มี


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

85

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

คุณภาพ แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ทำการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบตาม ตรงเชิงเนื้อหา และทดลองใช้กับอาจารย์ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยสัมภาษณ์ผู้บริหาร โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และใช้แบบ สอบถาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกระบวนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนตอบให้ในช่วงเดือน สิงหาคม ถึง กันยายน 2550 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการสังเคราะห์เอกสารเพื่อศึกษาคุณภาพของผลงานวิจัย วิเคราะห์สาระ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการตอบแบบสอบถามของอาจารย์ ใช้สถิติร้อย ละกับข้อมูลสถานภาพของอาจารย์และสภาพการณ์ของผลงานวิจัย ส่วนข้อมูลความคิดเห็นของอาจารย์ที่เกี่ยว กับแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพนั้นใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัยและการอภิปรายผล

(1) ผลของสภาพการณ์ของการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์ พบว่าอาจารย์มีประสบการณ์ด้านการ วิจัยที่ นอกเหนือจากการทำวิทยานิพนธ์ โดยทำวิจัยจำนวน 1-2 เรื่องต่อคนอยู่ในระดับมากที่สุดร้อยละ 55.55 รองลงมาเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้ทำวิจัยเลยมีถึงร้อยละ 33.33 ซึ่งถึงแม้ว่าจำนวนอาจารย์ที่มีผลงานวิจัยอยู่ ในเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอก ที่กำหนดให้จำนวนอาจารย์ที่ทำวิจัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 45 ต่อจำนวน อาจารย์ประจำ แต่หากจะพิจารณาความเป็นวิชาการของสถาบันการศึกษา อาจยังไม่เพียงพอ ตามคำกล่าว ของสาโรช บัวศรี (2530) เคยกล่าวได้ว่า “มหาวิทยาลัยใดก็ตาม ถ้าสอนแต่เนื้อเรื่องไม่มีการวิจัย ไม่มีการ ค้นคว้าวิจัยเลย สถานที่นั้นก็เป็นเพียงโรงเรียนมัธยมเพราะมหาวิทยาลัยแตกต่างจากโรงเรียนมัธยมตรงที่มีการ วิจัย มีวิชาชีพสูง มีกิจกรรมของการวิจัยทั้งในส่วนการเรียนและการสอน” แต่อย่างไรก็ตามจากการสอบถาม ถึง แผนการทำวิจัยของอาจารย์ ในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า พบว่าอาจารย์ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.11 วางแผนจะทำ วิจัยแน่นอน อาจารย์ ร้อยละ 33.33 ไม่คิดจะทำ และอาจารย์ไม่แน่ใจว่าจะทำวิจัย ร้อยละ 5.55 ซึ่งแสดงให้ เห็นถึงทิศทางที่ดีของการผลิตผลงานวิจัย ลักษณะการทำงานวิจัยของอาจารย์ พบว่าอาจารย์ทำวิจัยคนเดียวมากที่สุด ร้อยละ 25.00 และ ได้ รับทุนอุดหนุนจาก สถาบันของตนร้อยละ 25.00 หัวข้อการทำวิจัยของอาจารย์เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการเรียนการ สอนร้อยละ 16.66 การสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ร้อยละ 13.89 รูปแบบการเผยแพร่ผลงานวิจัยของอาจารย์ พบว่าอาจารย์ร้อยละ 16.66 เสนอผลงานในที่ประชุม วิชาการ รองลงมาร้อยละ 11.11 ไม่เคยมีการเผยแพร่ผลงานวิจัย และมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทย และ พิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ ร้อยละ 8.32 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอก ที่กำหนด ให้งานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่หรือการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ร้อยละ 30 ต่อจำนวน อาจารย์ประจำ เหตุผลที่อาจารย์ไม่คิดจะทำวิจัยหรือไม่แน่ใจว่าจะทำวิจัยในช่วง 1-5 ปีข้างหน้าอันดับที่ 1 คือ ขาด ความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับการอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ในด้านการวิจัยของ อาจารย์ พบว่าอาจารย์ของ ร้อยละ 33.33 เคยได้รับการ อบรมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการวิจัย และร้อยละ 33.33 ไม่เคยได้รับการอบรม โดยอาจารย์ร้อยละ 25.00 ที่ได้รับการอบรมหลักสูตรระยะสั้น และร้อยละ 8.32 เคยได้รับการอบรมหลักสูตรระยะยาว ดังนั้นการจัดให้มีการอบรมฟื้นฟูความรู้ด้านการวิจัยหรือการ ผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะอาจารย์ใหม่และอาจารย์ในระดับปริญญาตรี อาจช่วยเพิ่มพูน การผลิตผลงานวิจัยได้อีกทางหนึ่ง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

86

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

เหตุผลที่อาจารย์ไม่คิดจะทำวิจัยหรือไม่แน่ใจว่าจะทำวิจัยในช่วง 1-5 ปีข้างหน้าอันดับที่ 2 คือ ไม่มี เวลา ขาดทุนอุดหนุนด้านวิจัย และผลตอบแทนน้อยเกินไป ส่วนเหตุผลอันดับที่ 3 เป็นเรื่อง ไม่ได้รับการ สนับสนุนจากคณะ/สถาบัน และไม่ชอบทำวิจัย อาจเป็นเพราะการขาดการประชาสัมพันธ์นโยบายทางด้านการ วิจัย แก่อาจารย์ ดังนั้นหากมีคณะกรรมการด้านการวิจัยในการดูแลการผลิตผลงานวิจัยก็จะช่วยแก้ไขเหตุผล การไม่อยากทำวิจัยเหล่านี้ ซึ่งตรงกับการศึกษาของ จรัส สุวรรณเวลา และคณะ (2534) ได้เสนอแนวทาง การส่งเสริมการวิจัย ดังนี้ (1) การกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยที่ชัดเจนของมหาวิทยาลัย (2) การจัด สร้างองค์กรบริหารและการจัดการ (3) การส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยและผู้วิจัย (4) การส่งเสริมการบริการ และ (5) การเผยแพร่ผลงานวิจัย จะช่วยส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัยของอาจารย์ สำหรับเหตุผลที่อาจารย์คิดจะทำวิจัยในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า อันดับที่ 1 คือ เพื่อประโยชน์ด้านการ สอนและการปฏิบัติงาน ถือเป็นหน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัย และต้องการความรู้และประสบการณ์ด้านวิจัย ส่วนเหตุผลอันดับที่ 2 คือ ความก้าวหน้าทางตำแหน่งวิชาการ และอันดับที่ 3 ให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหา เฉพาะด้าน ส่วนความชอบในการทำวิจัยเป็นเหตุผลอันดับสุดท้ายในการทำวิจัย แสดงให้เห็นถึงความเป็นนัก วิชาการของอาจารย์ ดังนั้นหากได้รับการส่งเสริมและการสร้างแรงจูงใจต่างๆ ก็จะช่วยให้เกิดผลงานวิจัยที่มี คุณภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นและตรวจสอบแนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพโดยการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้วิจัยได้ทำการแก้ไข ปรับปรุงตามข้อคิดเห็นต่างๆ จนได้แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ที่เหมาะ สมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับอาจารย์ในวิทยาลัยโปลีเทคนิค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยขอนำ เสนอเพื่อให้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติภายใต้บริบทของวิทยาลัย แนวทางการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ มุง่ เน้นการเพิม่ ประสิทธิภาพระบบบริหารงานวิจยั และ การจัดหาทุนสนับสนุนการวิจยั ผลงานวิจยั และงานสร้างสรรค์ ส่งเสริมวัฒนธรรมในการทำวิจยั ของอาจารย์ การ บริหารทรัพยากรบุคคลเพือ่ การวิจยั การส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานผลงานวิจยั การสนับสนุนการเผยแพร่ผลงาน วิจยั และการนำไปใช้ประโยชน์ เพือ่ ให้การผลิตผลงานวิจยั มีคณ ุ ภาพ ซึง่ ตรงกับการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาวัฒนธรรม วิจยั ของอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ทีไ่ ด้กลยุทธ์หลักใน 4 กลยุทธ์ คือ (1) กลยุทธ์ดา้ นนโยบายการวิจยั ประกอบด้วย การส่งเสริมค่านิยมและทัศนคติในการทำวิจยั ของอาจารย์ การพัฒนาอาจารย์นกั วิจยั รุน่ ใหม่ การ พัฒนาการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพือ่ เป็นกระบวนการในการสร้างนักวิจยั และงานวิจยั การสนับสนุนประชาคม วิจยั ให้เข้มแข็ง และพัฒนาระบบประเมินภาระงานและตำแหน่งทางวิชาการ (2) กลยุทธ์ดา้ นการบริหารงานวิจยั ประกอบด้วย การเพิม่ ประสิทธิภาพในการจัดการ การผลักดันสูค่ วามเป็นเลิศในสาขาวิชา การระดม���ลังและทรัพยากร เฉพาะเรือ่ ง การบริหารจัดการปลายทาง การเสริมสร้างประชาคมวิจยั เฉพาะด้านในระดับสากล และพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ (3) กลยุทธ์การจัดสรรทรัพยากรเพือ่ การวิจยั ประกอบด้วย การพัฒนาระบบการจัดสรรทุนวิจยั การส่งเสริมกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรเพือ่ การวิจยั ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ และการระดมทรัพยากรเพือ่ สนับสนุนการ วิจยั และ (4) กลยุทธ์ดา้ นผลงานวิจยั ประกอบด้วย การส่งเสริมการ ซึ่งจรัส สุวรรณเวลา และคณะ (2534) ได้ เสนอแนวทางการส่งเสริมการวิจัยดังกล่าวแล้วตอนต้น และปฐมพงษ์ โพธิประสิทธินันท์ (2543) ก็ได้ศึกษา และเสนอแนวทางพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยในเมืองไทย ตามแนวทางของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดังกล่าวแล้วตอนต้นเช่นเดียวกัน


87

วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยเพื่อการปฏิบัติ

ผู้บริหารสถานศึกษาจัดโครงการเสริมสร้างศักยภาพอาจารย์เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษาจัดโครงการสนับสนุนการวิจัยของอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษาจัดโครงการสนับสนุนการทำวิจัยเป็นกลุ่มทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัย ผู้บริหารสถานศึกษาจัดโครงการสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ การประชุมวิชา การและอื่นๆ

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป

วิจัยเกี่ยวกับการสนับสนุนการวิจัยของผู้บริหารสถานศึกษา และหน่วยงานภายนอก ทั้งภายใน ประเทศและต่างประเทศ

บรรณานุกรม

คณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2540. โครงการศึกษาวิจัยเรื่องอุดมศึกษาไทย: วิกฤตและทางออก, รายงานเสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. จรัส สุวรรณเวลา, สุชาดา ชินะจิตร, สุภาพรรณ ณ บางช้าง และเพชรา ภูริวัฒน์. 2534. บนเส้นทางสู่ มหาวิทยาลัยวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นงลักษณ์ วิรัชชัยและสุวิมล ว่องวาณิช. 2541. การสังเคราะห์งานวิจัยทางการศึกษาด้วยการ วิเคราะห์อภิมานและการวิเคราะห์เนื้อหา. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. ปฏิรูปการวิจัยในออสเตรเลีย. 2542, พฤศจิกายน. ประชาคมวิจัย. ที่ 28 : 38 – 39. ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์. ทิศทางพัฒนามหาวิทยาลัยไทย ศึกษาจากการพัฒนามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และฮาร์วาร์ด, 2543, 26 – 29 กันยายน. สยามรัฐ. หน้า 7. วันชัย ศิริชนะ. 2540. การประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา, การประชุมทางวิชาการ. สาโรช บัวศรี. 2530, ธันวาคม. มศว กับการวิจัย : อดีต ปัจจุบัน อนาคต, ศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและ พัฒนา. 1 : 38 - 46.

จงทำดี จงทำดี จงทำดี ลูกเสือสำรอง


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

88

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

บทความวิจัย

Attitudes of Language Learners toward Classroom Anxiety in an EFL Environment

Reza Pasha Moghimizadeh and Professor Dr.Ambigapathy Pandian

Abstract

For many students language courses are the most anxiety provoking courses that they take. Several studies have been conducted and considered the role of anxiety in language learning. The students’ attitudes regarding “Anxiety” is one of the issues that has been emphasized by scholars. The following paper reports Iranian students’ attitudes toward anxiety in English classes which is measured based on a questionnaire. The students’ responses will reveal their feeling and beliefs due to the issue of anxiety and finally present suggestions to lessen English classroom anxiety. The results of this paper will be beneficial for students, teachers, and scholars who are involved in language teaching especially for those who deal with EFL environment. Keywords : Anxiety, English language learning, EFL environment.

บทคัดย่อ

วิชาภาษานับเป็นวิชาที่นักศึกษามีความวิตกกังวลใจมากเมื่อเข้าเรียน มีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษา เกี่ยวกับความวิตกกังวลของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษา นักวิชาการลงความเห็นว่า.”ความวิตกกังวล” ของ นักศึกษาเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง บทความนี้นำเสนอผลการศึกษาเรื่องทัศนคติของนักศึกษาชาวอิหร่านที่มี ต่อความวิตกกังวลในการเรียนภาษาอังกฤษ โดยนักศึกษาแต่ละคนตอบแบบสอบถามที่สำรวจความรู้สึกและ ความเชื่อของนักศึกษาเกี่ยวกับความวิตกกังวลในการเรียนภาษาอังกฤษ ผลการสำรวจพบว่านักศึกษามีความ วิตกกังวลต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยจะช่วยลดความวิตกกังวลในการเรียนภาษา อังกฤษซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษา ครูผู้สอนและนักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ คำสำคัญ : ความวิตกกังวล การเรียนภาษาอังกฤษ สิ่งแวดล้อมภาษาอังกฤษที่เป็นภาษา ต่างประเทศ


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

89

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

Introduction

Language learning is a very complex and important process. Language learners while learning the target language undergo many different factors, each of which can be very helpful for them and help them in the development of their language and some on the other hand acts as a barrier for them and impede language learning. One of these factors which plays a very important role in language learning is “anxiety”. For many students, language courses are the most anxiety-provoking courses that they take (Horwitz, Horwitz&Cope, 1986; MacIntyre & Gardner, 1989). Accordingly researchers, language teachers, and even language their learners themselves have been interested in the possibility that anxiety inhibits language learning for quite some time. At the time there were studies which anticipated negative relationship between anxiety and second language achievement, but several studies found no relationship, and positive relationships between anxiety and second language achievement were also identified (Chastain, 1975). Other researchers stated that language learning contexts appear to be particularly prone to anxiety arousal. Iranian EFL learners like other language learners seem to have problems with the issue of anxiety. Therefore the following research tries to investigate the attitudes of these learners towards anxiety.

Anxiety as Psychological Construct

According to Spielberger (1983), anxiety is defined as the subjective feeling of tension, apprehension, nervousness, and worry which is associated with an arousal of the autonomic nervous system. Not only is it intuitive to many people that anxiety negatively influences language learning, it is logical because anxiety has been found to interfere with many types of learning and has been one of the most highly examined variables in psychology and education. Psychologists distinguish several categories of anxiety. Typically, anxiety as a personality “trait” is differentiated from a transient anxiety “state.” In other words, trait anxiety is conceptualized as a relatively stable personality characteristic while state anxiety is seen as a response to a particular anxiety-provoking stimulus such as an important test (Spielberger, 1983). More recently the term situationspecific anxiety has been used to emphasize the persistent and multi-faceted nature of some anxieties (Maclntyre & Gardner, 1991). Public speaking anxiety is generally viewed to be in this category, and this section will take the position that foreign language anxiety is the same. Language Anxiety Researchers conducting research related to anxiety have been careful to specify the type of


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

90

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

anxiety they are measuring. However, in 1986, Horwitz, Horwitz, and Cope took the literature a step further by proposing that a situation-specific anxiety construct which they called Foreign Language Anxiety was responsible for students’ negative emotional reactions to language learning. According to Horwitz, Horwitz, and Cope, this anxiety stems from the inherent inauthenticity associated with immature second language communicative abilities. They also offered an instrument, the Foreign Language Classroom Anxiety Scale (FLCAS), to measure this anxiety. Since that time, findings concerning anxiety and language achievement have been relatively uniform. Studies using the FLCAS and other specific measures of second language anxiety have found a consistent moderate negative correlation between the FLCAS and measures of second language achievement (typically final grades). In addition to the FLCAS, these measures include the French Class Anxiety Scale (Gardner & Smythe, 1975), The English Use Anxiety Scale (Clement, Gardner, & Smythe, 1977), the English Test Anxiety Scale (Clement, Gardner, & Smythe, 1980), the French Use Anxiety Scale (Gardner, Smythe, & Clement, 1979), and the Spanish Use Anxiety Scale (Muchnick & Wolfe, 1982). The situation-specific anxiety in response to language learning proposed by Horwitz, Horwitz, and Cope has been found to be largely independent of other types of anxiety. Horwitz (1986) found a low but significant correlation between the FLCAS and Spielberger’s (1983) test of trait-anxiety (r = .29, p = .002). Slight positive, but nonsignificant, correlations were also found between the FLCAS and Fear of Negative Evaluation and Communication Apprehension (McCroskey, 1970). In the case of test anxiety (Sarason, 1978), the correlation was moderate and significant (r = .53, p = .001). Even so, this correlation means that the two measures only share 28% of variance and are, therefore, reasonably independent. Also consistent with the construct of a situation-specific anxiety, Maclntyre and Gardner (1989) did not find a relationship between general anxiety and foreign language vocabulary learning. Thus, with the development of distinct situation-specific measures of foreign language anxiety, the issue of appropriate anxiety measurement seemed to be resolved; however, the issue of appropriate outcome measures remained. Steinberg and Horwitz (1986) argued that the use of final grades as a measure of second language achievement was probably in and of itself a source of variability in the anxiety literature and urged researchers to use more subtle achievement measures to capture the true effects of anxiety. Indeed, this study found that ESL students attempted a greater number of elaborated and personal messages in English when experiencing an experimental condition, intended to relax them than those learners experiencing a treatment designed to induce anxiety. Importantly, these differences in elaboration and number of personal utterances were observed even though the anxious and non-anxious students displayed equal levels of overall oral fluency.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

91

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

Subjects

A total of 63 learners from a TEFL programme conducted in Azad University of Baft were surveyed. The subjects were trainee teachers who came from different parts of the country. They comprised final semester students who were selected based on their successful completion of the grammar and conversation courses. In the second week of the third semester, a TOEFL instrument was administered to these 63 learners in order to determine their level of proficiency and to homogenize them based on English language ability. The mean together with the Standard Deviation (SD) of the mean was calculated. Fifty one students whose marks deviated (+/- 1) from this SD were selected for participation in the study. One of this sample population did not participate in the study was thus eliminated. The final group of 50 respondents, aged between 18 and 31, comprised 15 males and 35 females.

Instrumentation

As this study attempts to be an in-depth study of the subjects’ attitudes toward anxiety, a questionnaire is used. The questionnaire was taken from Horwitz, Horwotz, and Cope (1986) and the subjects were asked to answer the questionnaire which asked them about their attitudes toward language anxiety. This questionnaire is composed of 33 items and requires the subjects to indicate their agreement or disagreement based on a five-point scale. The subjects were instructed to choose the options that best expressed their level of agreement. Response options include: Strongly Agree, Agree, Disagree, Strongly Disagree, Undecided

Results

The data was analyzed and the findings revealed that statements in the questionnaire can be divided into various themes such as On the way to class, In the class, Teacher, Preparation, Taking English courses, Exam, and Interaction with native speakers which will be discussed through details.

On the way to class

One of the items mentioned in the questionnaire asked the subjects’ feelings about going to English class. 42% of the subjects stated that on the way to language classes, they feel very sure and relaxed while 28% of them had the opposing idea and 30% of them did not have any idea regarding this issue.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

92

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

In the class

Regarding the moments in the class 56% of the subjects stated that they can feel their heart pounding when they’re going to be called on in the language class and also 66% of the subjects mentioned that even if they are well prepared for language classes, they feel anxious about it 56% of the subjects highlighted that they never feel quite sure of themselves while they are speaking in their foreign language classes. 58% of the subjects also stated that they worry about making mistakes in language classes. In this connection 48% of the subjects stated that they feel confident when they speak in foreign language classes and 46% of the subject feel very self-conscious about speaking the foreign language in front of other students. The results revealed that 46% of the subjects stated that they always feel that other students speak foreign language better than they do. 50% of the subjects also mentioned that they get nervous and confused while they are speaking in language classes. 44% of the subjects gave the reason of this nervousness that they are afraid that the other students will laugh at them while they speak English. In this connection 59% of the subjects admitted that they tremble when they know that they’re going to be called on in language classes. Around 36% of the subjects stated that during language classes, they find themselves thinking about things that have nothing to do with the course and 34% of them did not agree with this statement and 30% of them also didn’t have any idea about this statement. 58% of the subjects stated that they are embarrassed to volunteer answers in language classes. 50% of the subjects also reported that in language classes, they get very nervous and forget things they know. From the total population 44% of the subjects mentioned they keep thinking that other students are better at language than they are but 36% of the subjects did not have any idea related to this issue and the rest (20%) did not agree with this statement. 56% of the subjects also mentioned that language classes moves so quickly they worry about getting left behind and because of the reasons mentioned above 50% of the subjects stated that they feel more tense and nervous in language class than in other classes but 38% of them disagreed with this issue and the rest of them did not have any idea.

Teacher

Regarding the teacher and understanding what he teaches in the class 36% of the subjects stated that they are frightened when they don’t understand what the teacher is saying in the foreign language. 38% of the subjects also contended that they get nervous when they don’t understand every word the language teacher says but 40% of the subjects disagreed with this issue and the rest of them (22%) did not have any idea.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

93

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

With regard to teacher correction, 44% of the subjects stated that they get upset when they don’t understand what the teacher is correcting and 36% of them disagreed with this point and the rest of the subject did not have clear idea about this issue. In this regard 48% of the subjects mentioned that they are afraid that the language teacher is ready to correct every mistake they make but 32% of them disagreed with this statement.

Preparation

The other notion that could be observed in the questionnaire is the notion of preparation. In this regard 76% of the subjects mentioned that preparation is very important for them and they start to panic when they have to speak without preparation in language classes. 48% of the subjects also stated that they get nervous when the language teacher asks questions they haven’t prepared in advance but 30% of the subjects disagreed with this statement. 46% of the subjects also mentioned they don’t feel pressure if they do not prepare very well for language class but 42% of them disagreed with this statement and the rest (12%) didn’t have any idea. It is necessary to high light that about learning rules 38% of the subjects feel overwhelmed by the number of rules they have to learn to speak a foreign language (English) but the same number (38%) had the opposite idea and 24% did not agree with this statement.

Taking English courses

The analyzed data revealed that 72% of the subjects mentioned that it bothers them to take English classes. Also 58% of the subjects highlighted that they can understand why some people get so upset over foreign language classes and 32% of them stated that they often feel like not going to language classes but 36% of them disagreed with this statement and the rest of them (32%) did not have any idea.

Exam

Regarding the moments of exam 52% of the subjects highlighted that they do not feel at ease during tests in language classes. The analyzed data also revealed that 54% of the subjects worry about the consequences of failing foreign language classes. About studying for the exam 20% of the subjects stated that the more they study for a language test, the more confused they get but 60% of the subjects had the opposite idea and the rest of them (20%) did not have any idea regarding this issue.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

94

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

Interaction with native speakers

The other issue which is interesting to be considered is the interaction with native speakers. 64% of the subjects mentioned that they would probably feel comfortable around native speakers of English but 20% of them had opposite idea and 16% did not have any idea in this regard. About speaking with native speakers 62% of the subjects mentioned that they would not be nervous speaking the foreign language to native speakers. Based on what was mentioned above it can be highlighted that the subjects’ view toward Foreign Language Classroom Anxiety was considerable. Generally subjects highlighted that in various situations in language classes such as making mistakes (56%), being called on (59%), asking without preparation (76%), volunteering answers (58%) and during exams (52%), being corrected by teacher (48%), being mocked by other classmates (44%) feel quite anxious. Furthermore the data showed that the subjects in language classes get so nervous that they forget things (50%). The subjects also endorsed that even though they are well prepared for the language classes still they feel anxious (66%). In this connection subjects highlighted that when they are on the way to language classes they do not feel anxious (42%) but when they are in the language classes they feel anxious (50%).

Implications

One of the pedagogical implication of this study is error correction and attitudes towards errors. Based on the prescriptive approach toward error analysis it is believed that errors should be corrected immediately. Errors as a necessary part of the language learning process must be welcomed and provide an in-depth picture of the learners developing interlanguage. According to researchers error correction is a very delicate task and if not tackled appropriately may cause embarrassment and frustration for the learners Based on the foregoing discussion, teachers must deploy various strategies to reduce anxiety in the language classes. These strategies are not to interrupt the students while performing erroneous forms in the target language, sit next to the students like other classmates, and ask the students to verbalize their fears about language classes and write them on the board that can help the students see they are not alone in their anxieties. In order to reduce anxiety, teachers must create a good and friendly atmosphere in language classes for effective language learning and build up a positive attitude in students that reflects genuine interest and motivation to learn the language.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

95

References

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

Chastain, K. (1975). Affective and ability factors in second language acquisition. Language Learning, 25, 153-161. Clement, R., Gardner, R. C., & Smythe, P. C. (1977). Motivational variables in second language acquisition: A study of francophones learning English. Canadian Journal of Behavioral Science, 9, 123-133 Clement, R., Gardner, R. C., & Smythe, P. C. (1980). Social and individual factors in second language acquisition. Canadian Journal of Behavioral Science, 12, 293-1302. Gardner, R. C., & Smythe, P. C. (1975). Second language acquisition: A social psychological approach (Research Bulletin No. 332). Ontario: University of Western Ontario. Gardner, R. C., Smythe, P. C., & Clement, R. (1979). Intensive second language study in a bicultural milieu: An investigation of attitudes, motivation and language proficiency. Language Learning, 9, 305-320. Horwitz, E. K.. Horwitz, M. B., & Cope, J. A. (1986). Foreign language classroom anxiety. The Modern Language Journal, 70, 125-132. Horwitz, E. K. (1986). Preliminary evidence for the reliability and validity of a foreign language anxiety scale. TESOL Quarterly, 20, 559-562. Maclntyre, P. D., & Gardner, R. C. (1989). Anxiety and second language learning: Toward a theoretical clarification. Language Learning, 39, 251-275 Maclntyre, P. D., & Gardner, R. C. (1991). Methods and results in the study of anxiety and language learning: A review of the literature. Language Learning, 4, 85-117. McCroskey, J. C. (1970). Measures of communication-bound anxiety. Speech Monographs, 37, 269-277. Muchnick, A. G., & Wolfe, D. E. (1982). Attitudes and motivations of American students of Spanish. Canadian Modern Language Review, 38, 262-281. Sarason, I. G. (1978). The test anxiety scale: Concept and research. In C. D. Spielberger & I.G. Sarason (Eds.), Stress and Anxiety: Vol. 5 (pp. 193-216). Washington, DC: Hemisphere. Spielberger, C. D. (1983). Manual for the state-trait anxiety inventory. Palo Alto, CA: Consulting Psychologists Press. Steinberg, F. S., & Horwitz, E. K. (1986). The effect of induced anxiety on the denotative and interpretive content of second language speech. TESOL Quarterly, 20, 131-136.

You are what you learn, You learn what you think.


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

96

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

97

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ใบบอกรับเป็นสมาชิกวารสาร

สมัครเป็นสมาชิก ต่ออายุสมาชิก ชื่อผู้สมัคร................................................................................................................................................ ที่อยู่ (สำหรับส่งทางไปรษณีย์)............................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ขอสมัครเป็นสมาชิกวารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดชีพ รายปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่..................ฉบับที่...............ถึงปีที่..............ฉบับที่.............. พร้อมนี้ได้ส่ง เงินสด ธนาณัติ เช็ค ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ จำนวนเงิน....................................บาท (...............................................................................................) ในนาม อาจารย์ ศรายุทธ ตรีโรจน์พร วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 749/1 ถ.ชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โดยสั่งจ่าย วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าสมัครสมาชิก บอกรับ 1 ปี 150 บาท บอกรับ 2 ปี เสียค่าสมาชิก 250 บาท บอกรับตลอดชีพ 500 บาท นิสิต/นักศึกษา ปีละ 70 บาท

(โปรดถ่ายเอกสาร)

ลงชื่อผู้สมัคร.............................................................. วันที่..............................................................


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

98

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

99

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบบฟอร์มส่งบทความเพ���่อพิจารณานำลงวารสาร

ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) ...........................................ขอส่ง บทความวิจัย บทความทางวิชาการ เรื่อง(ไทย).................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... เรื่อง (อังกฤษ)............................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... คำหลัก (Keyword) ................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (ไทย) ........................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ผู้เขียน (อังกฤษ) ...................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้สะดวก...............หมู่ที่...........เลขที่................ซอย..........................ถนน................................. อำเภอ...........................................จังหวัด......................................................รหัสไปรษณีย์........................................ โทรศัพท์.............................................โทรสาร.........................................E-mail......................................................... ข้าพเจ้าขอรับรองว่าบทความนี้ยังไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน และจะไม่ส่งไปเพื่อพิจารณา

ลงตีพิมพ์ในวารสารอื่นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ข้าพเจ้าได้ส่งบทความฉบับนี้ ลงนาม................................................................ (.............................................................)

(โปรดถ่ายเอกสาร)


วารสารโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

100

ปีที่ 6 กรกฎาคม - ธันวาคม 2552

ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบวิชาการ (Peer Reviewers) ศาสตราจารย์ดร.ธีระ รุญเจริญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิตยา สุขเสรีทรัพย์ รองศาสตราจารย์ ดร.ผจงจิต อินทสุวรรณ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย นิรัญทวี รองศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ ชิตพงศ์ รองศาสตราจารย์ ดร.สมสรร วงษ์อยู่น้อย รองศาสตราจารย์ ดร.อรพินทร์ ชูชม


PolyJ06-2