Issuu on Google+

‘เด็กน้อย’



คำกลอน สุวรรณา ชาติสิงห์ทอง ภาพ ทวี ศิริธนชัย


เด็กน้อยกับการผจญภัย ผืนทรายระอุร้อน เดินแรมรอนจนอ่อนล้า กว้างไกลสุดสายตา จรดขอบฟ้าทะเลทราย


เผชิญทัพแมงป่อง ชูหางจ้องมุ่งปองร้าย ฝ่าฟันอันตราย ที่โถมกายหมายชีวี


ท่องไปใต้เปลวแดด ระยับแผดทุกถิ่นที่ ลมซ้ำกระหน่ำตี หอบทรายคลี่ห่มฟ้าแดง


เดินโซมาเซซัด ลมสงัดแผ่นฟ้าแจ้ง ตะวันเริ่มราแรง ก็ลุแหล่งบุราณกาล


สฟิงค์ตระหง่านง้ำ โจนขย้ำเข้าหักหาญ ตั้งรับประจัญบาน มีชัยผ่านข้ามแดนใน


เย็นเยียบและมืดมิด ให้พรั่นจิตสะพรึงไหว เสียงย่ำกังวานไกล ระทึกในหทัยพลัน


กลางโถงมีโลงใหญ่ บรรจุไว้สิ่งใดนั่น ครั่นคร้ามอยู่ครามครัน เมื่อสิ่งนั้นขยับกาย


เดินทื่อมือคว้าหมับ ถอยหลังกลับถูกจับหงาย โรมรันพันพัวกาย ปราบผีร้ายอันตรธาน


ข้าคือผู้พิชิต! ทั่วสิบทิศเก่งกล้าหาญ โลกมนุษย์สุดสำราญ ภัยพ้นผ่านตราบนานเอย


เด็ ก น้ อ ยกั บ เส้ น เชื อ ก


เด็กน้อยแววตาสุกใส วิ่งเพลิดเพลินไป ถึงดินแดนร้างห่างคน


เด็กน้อยหลงทางเวียนวน ลังเลสับสน เคว้งคว้างสิ้นหนทางไป

พลันมองเห็นเชือกเส้นใหญ่ ทอดยาวลิบไกล เกินเห็นสุดปลายเชือกนั้น


เด็กน้อยยืนนึกตรึกครัน คว้าเชือกกำมั่น สักวันคงพบจุดหมาย

เส้นเชือกนำพาเด็กชาย ก้าวย่างดั่งคล้าย ประทีปส่องทางชีวี


ลอดผ่านถ้ำดั่งช่วยชี้ ชีวิตเรานี่ เริ่มแต่กำเนิดเกิดมา


ณ ปลายถ้ำแสงแรงจ้า ระยับจับตา ชีวาเติบกล้าท้าทาย

เส้นเชือกทอดผ่านต้นไม้ พันล้อปีนป่าย ดั่งคล้ายเด็กเล่นซุกซน


พลาดพลั้งหล่นจากเวหน ดิ่งลึกมืดมน ปวดร้าวเกินจะทนไหว


บางคราวทอดผ่านเปลวไฟ ฟืนรุมสุมไหม้ สายเชือกหวิดขาดจากกัน


บางคราวสายเชือกพัวพัน กระหวัดรัดมั่น เกิดปมยากคลายหน่ายหนี


บ่ายหน้าสู่ท้องนที บึงน้ำเต็มปรี่ ชีวีสงบร่มเย็น


เด็กน้อยเรียนรู้มองเห็น สุข-ทุกข์ลำเค็ญ ผ่านวิถีเชือกเส้นยาว


ณ ปลายเชือก...ชายชราผมขาว ยืนนิ่งยิ้มพราว กำเชือกนั้นไว้ในมือ ชายชรามองเชือกที่ถือ อีกปลายนั่นฤา คืออดีตอันแสนงดงาม


เด็ ก น้ อ ยกั บ อนาคต ณ กาลเบื้องหน้าธานี เทคโนโลยีพร้อมพรั่ง ดั่งแดนทิพย์พิมาน สุขสราญทั่วแคว้น บ่ขาดแคลนวัตถุ จักบรรลุความคิด ประดิษฐ์เครื่องจักรกล เป็นหุ่นยนต์ใช้งาน บ่เลือกการเกี่ยงช้า จึ่งผ่อนแรงต่างข้า รับใช้สารพัน กิจแฮ

ยามดรุณกำเนิดไซร้ พ่อแม่ยื่นบุตรให้ หุ่นเฝ้าดูแล บุตรนา คอยตามแจติดเจ้า อย่าได้คลาดคลา

ดึกดื่นจนจวบเช้า


ยามนิทราพัดโบก ริ้นเหลือบคอยปัดป้อง

ไกวเปลโยกกล่อมร้อง ห่อนให้ระคาย ผิวนา

เช้าสายบ่ายเย็นค่ำ คอยตระคองชูช้อน

นมข้าวน้ำหุ่นป้อน จึ่งเจ้าเติบมา


ดั่งมารดากล่อมเลี้ยง เจ้าประสงค์สิ่งใด หิว ป่วย ง่วง ฤาไฉน ข้าฯ จักคอยปกป้อง

ดวงใจ จึ่งร้อง วานบอก มานา ขจัดสิ้น ภัยเข็ญ


ถึงวัยเล่นซุกซน วิ่งเวียนวนเคียงข้าง แปลงสัตว์บ้างบางที ให้เจ้าขี่ไล่ต้อน จนเพลียอ่อนพิงกาย ยามเหนื่อยหายเล่นใหม่ คอยตามใจดั่งนี้ เป็นเพื่อนชวนชมชี้ บ่เว้นวันวาย ว่างนา


เหงาคลายด้วยสัตว์เลี้ยง กลจักรแต่เหมือนเพี้ยง พิศเนื้อรูปลักษณ์ ดั่งเป็น วางบนตักลูบไล้ แต่แล้ววิญญาณ

กรกอดซอนซุกไซ้ ไป่มี


ทิวาวารเคลื่อนคล้อย อาบน้ำเถิดนะ

บ่ห่างตามติดต้อย แก้วตา


จะถูกายขัดเนื้อ แป้งประทินใส่เสื้อ แต่งเผ้าหวีผม หน่อยรา อภิรมย์ยิ่งแล้ว สารพัดนึกดั่งแก้ว หุ่นเกื้อกูลสนอง


จวบวัยท่องตำรา เรียนสรรพวิชาความรู้ หุ่นเป็นครูสอนสั่ง ทั้งพูดฟังอ่านเขียน หมั่นพากเพียรถ่ายทอด เติมต่อยอดความคิด หากข้องติดสงสัย ช่วยไขข้อกระจ่าง แนะแนวทางช่องชี้ ถูกผิดเป็นดั่งนี้ ตอบถ้อยบรรยาย ถ้วนนา


สุขกายรายล้อมสิ่ง เพียงเอ่ยถ้อยจำนรรจ์ ดั่งทวยเทพบนสวรรค์ กลหุ่นคอยรับใช้

สารพัน จักได้ รังสฤษฎ์ สบสิ้น สิ่งสนอง

มองรอบกายกลับร้าง คิดประสงค์สิ่งใด เหมือนบางอย่างขาดไป ครวญใคร่จนแทบบ้า

กลางหทัย อีกข้าฯ สักสิ่ง สิ่งนั้น อันใด


เดินทางไปเสาะหา จิตอยากไขข้องข้อ

บ่ระอาย่อท้อ สืบรู้สิ่งไร ไป่มี

ใจลอย บ่ ระวัง ยานยวดภัยกรายกล้ำ

เคราะห์ประดังโถมซ้ำ เจ็บทั้งสรรพางค์

ยินเสียงครางโอดร้อง ตรวจเฝ้าเข้าเฝือก

หมอหุ่นพาสู่ห้อง อัฏฐี

นอนเกลือกกายพักฟี้น คลายสร่างใจแช่มชื้น เร่งเร้าคืนเรือน


วันผ่านเดือนเคลื่อนคล้อย หมอหุ่นแกะเฝือกเอา แข้งแขนสะท้อนเงา ศรีษะยิ่งแล้วไซร้

บรรเทา ออกให้ วาววับ แน่แท้ สมองกล

ชีพจรวนตุบเต้น เติมต่อลมหายใจ แต่เพราะเหตุไฉน บ่ รับรู้สุขเศร้า

ภายใน ออก-เข้า ใจจึ่ง เฉยชา ดั่งร้าง ชีวิน


เด็ ก น้ อ ยกั บ ลู ก โป่ ง เร่ร่อนรอนแรม หวังเพียงวันหนึ่ง เชิดหน้าชูตา

เด็กชายมอมแมม วิ่งไล่ไขว่คว้า ได้ลูกโป่งมา เทียบเทียมใครๆ


เด็กน้อยถลา ลูกโป่งลอยหนี เด็กน้อยเสียใจ

ลูกโป่งลอยมา เอื้อมมือคว้าไขว่ ละลิ่วปลิวไกล ได้แต่มองตาม


เด็กคนหนึ่งถือไว้ “ได้มาจากไหน? เด็กน้อยเอ่ยถาม

ลูกโป่งหลายใบ จึงเข้าไปถาม ใบใหญ่งดงาม” วาดหวังในใจ


ไม่ต้องเสาะหา เด็กคนนั้นตอบ เด็กน้อยเศร้าใจ

“พ่อแม่ให้มา เตรียมมาให้ไว้” อมยิ้มละไม ร่ำไห้ลำพัง


สายลมพัดพา ติดกิ่งไม้ใหญ่ ลองอีกสักครั้ง

อีกใบลอยมา เชือกยุ่งรุงรัง เด็กน้อยวาดหวัง อาจสมดังใจ


ป่ายปีนหวังคว้า พอถึงกลางต้น ลูกโป่งกวัดไกว

สูงสุดสายตา เอามาให้ได้ พลัดตกต้นไม้ ปลิวไปตามลม


น้ำตารินไหล ก้มมองรอยแผล โอกาสสุขสม

เด็กน้อยร้องไห้ ด้วยความขื่นขม เจ็บปวดระบม ลอยล่องหลุดไป


ได้ลูกโป่งดัง เดินถือเริงร่า อวดใครต่อใคร

วันหนึ่งสมหวัง ที่ตั้งใจไว้ ยิ้มมาแต่ไกล หวังให้คนมอง


ห่อหุ้มฉาบทา เวลาผันผ่าน. ลมที่เคยพอง

ความสวยมายา จึงหลงครอบครอง สีหวานกลับหมอง กลับเหี่ยวแฟบไป


มองเห็นความจริง ลูกโป่งสีหวาน แล้วเหตุไฉน คนใคร่ครอบครอง

เด็กน้อยยืนนิ่ง มึนงงสงสัย กลวงว่างภายใน


ต้นไม้

หนูฝันอยากเป็นอะไร?


หนูฝันอยากเป็นไม้ใหญ่ แทงยอดสอดใบเสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านไกลสุดตา ให้พวกสัตว์ป่า ได้มาอาศัยพักพิง


ให้นกเกาะขอนนอนกิ่ง เพรียกคู่แอบอิง ร้องเพลงแว่วหวานกลางไพร หนูจะผลิช่อไสว พราวผลไม้ กระแต กระต่าย ได้กิน


หยั่งรากยึดก้อนดินหิน ยามน้ำหลากริน ซึมน้ำซับโคลนเอาไว้ เป็นบ้านคุ้มครองผองภัย ของสัตว์น้อยใหญ่


แต่คงเป็นได้แค่ฝัน


เด็กน้อย

เมื่อคืนหนูฝันอะไร?


หนูฝันว่าเห็นไม้ใหญ่ แทงยอดสอดใบเสียดฟ้า แผ่กิ่งก้านไกลสุดตา ให้พวกสัตว์ป่า ได้มาอาศัยพักพิง


ให้นกเกาะขอนนอนกิ่ง เพรียกคู่แอบอิง ร้องเพลงแว่วหวานกลางไพร พลันผลิดอกช่อไสว พราวผลไม้ กระแต กระต่าย ได้กิน


หยั่งรากยึดก้อนดินหิน ยามน้ำหลากริน ซึมน้ำซับโคลนเอาไว้ เป็นบ้านคุ้มครองผองภัย ของสัตว์น้อยใหญ่


แต่คงเป็นได้แค่ฝัน


เด็กน้อยกับหน้ากาก


โลกคือละครโรงใหญ่ แต่ละคนสวมบทบาทต่างกัน

เคยฟังใครเปรียบไว้เช่นนั้น ตัวเธอ ตัวฉัน นักแสดง


เด็กน้อยรับบทแฟนตาซี สวมหน้ากากผีแสยะแสยง ร้องครวญหวนโหยโรยแรง จับแข้งแย่งหนีกันวุ่นไป


บทบาทของเด็กวัยซน จริง-หลอก ดูออกทันใด

เปี่ยมล้นจินตนาการสดใส หรือเจ้ายังใหม่ในเวที?


เมื่อครั้นถึงคราวเติบใหญ่ ขอลองหน้ากากนั้นดูที

บทบาทเปลี่ยนไปใช่ไหมนี่ พรุ่งนี้ผมมีการแสดง


คนดูหัวร่องอหาย ยุกยิกดุกดิกพลิกแพลง

หนุมานประสานกายขันแข็ง ท้องคัดท้องแข็งไปตามกัน


เวลาบ่มเพาะประสบการณ์ ซักซ้อมชำนาญทุกสิ่งสรรพ์ ลองรับเล่นบทสารพัน ฉากนี้ ฉากนั้น ไม่หวั่นเกรง


เย็นนี้มีละครเรื่องใหม่ เทอะทะเกะกะโคลงเคลง

หน้ากากเก่าใหญ่ไปไม่เหมาะเหม็ง สาวเท้าก้าวเร่งไปซื้อมา


หน้ากากอันใหม่ใส่กระชับ หนึบหนับแน่นชิดติดใบหน้า ยิ่งพิศยิ่งเห็นประหลาดตา เนียนแนบประหนึ่งว่าใบหน้าคน


สะท้อนเงาใบหน้าในกระจก ตระหนกข้องคับสับสน หน้ากากหรือว่าหน้าคน อันไหนตัวตนที่แท้?


โลกคือละครโรงใหญ่ ควบคุมกำกับดูแล

มีใครเขียนบทคอยแก้ ส่วนเราเป็นแค่ตัวละคร?


umpo