ข้อคิดยามเช้า ประจำเดือน ตุลาคม 2013

Page 1


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2013 เสนทางที่ผูมีความเชื่อตองกาวเดินไมไดปูดวยกลีบกุหลาบ แตเปนเสนทางที่เต็ม ไปดวยอุปสรรคและขวากหนาม มีทั้งความทุกขและความสุขคลุกเคลากันไป แม พระไดคนพบความจริงประการนี้นับตั้งแตวินาทีแรกที่พระนางทรงตอบรับพระ ประสงคของพระเจาซึ่งทูตสวรรคไดนํามาแจงใหพระนางทราบ มีเรื่องราวที่ นายินดีและนาเศราใจอีกมากมายในชีวิตแมพระโดยเฉพาะอยางยิ่งพระทรมาน และการสิ้นพระชนมของพระบุตรของพระนาง ความเชื่อเทานั้นที่เปนพลังทางใจใหแมพระสามารถยืนหยัดมั่นคงและ กาวเดินตอไปไดเมื่อตองเผชิญหนากับมรสุมชีวิตที่พัดกระหน่ําลงมายังพระนางจนถึงวันที่พระนางไดรับเกียรติยกขึ้น สวรรค ความเชื่อของแมพระมั่นคงและเขมแข็งถึงเพียงนี้เพราะพระแมมารียทรงเปนผูที่ฟงพระวาจาของพระเจาและ เก็บพระวาจาเหลานั้นไวในพระทัยของพระนาง พระพรแหงความเชื่อผานทางการฟงพระวาจาของพระเจาและการ เปดหัวใจของเราใหกับพระหรรษทานของพระองคจะเปนพลังเปลี่ยนแปลงตัวเรา เปนพลังขับเคลื่อนชีวิตของเราให ดําเนินไปตามแผนการของพระเจาที่เราไมเขาใจ ไปยังสถานที่ซึ่งเราไมไดเลือก ทําสิ่งตางๆ เพื่อผลประโยชนของคน อื่น สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกตที่ 16 ไดกลาวถึงความเชื่อของแมพระไววา “อาศัยความเชื่อ แมพระนอมรับ คําพูดของทูตสวรรคและเชื่อในสารนั้นวา พระนางจะกลายเปนมารดาของพระเจาและพระนางก็นบนอบดวยความ เชื่อศรัทธา...อาศัยความเชื่อเดียวกันนี้ พระนางทรงติดตามพระคริสตเจาไปในการเทศนาและประทับอยูกับพระองค ตลอดเสนทางไปสูเนินเขากลโกธา... อาศัยความเชื่อแมพระไดลิ้มรสผลแหงการเสด็จกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซู เจาและทรงเก็บความทรงจําทุกอยางไวในดวงพระทัย”แบบอยางแหงความเชื่อของแมพระเปนตัวอยางสําหรับเรา ความเชื่อที่ผสมผสานกันอยางลงตัวในความรักที่พระนางทรงมีตอพระเจาและเพื่อนมนุษย ความเชื่อของเราจะตอง ผานการทดลองหรือการทดสอบจึงจะกลายเปนความเชื่อที่บริสุทธิ์และมั่นคงเขมแข็งมากยิ่งขึ้น ใหเราพยายามหลอ เลี้ยงความเชื่อที่เราไดรับในศีลลางบาปใหเติบโตและเขมแข็งมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยพระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ และการ อธิษฐานภาวนา เพื่อวาสักวันหนึ่งเราจะสามารถแบงปนพระพรที่ยิ่งใหญนี้ใหกับเพื่อนพี่นองตางความเชื่อที่อยูรอบขาง เรา ขอแมพระไดอยูเคียงขางและนําทางเราตลอดไป ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.2013 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 ที่ตําบลฟาติมา ประเทศโปรตุเกส แมพระได ประจักษเปนครั้งแรกแกเด็กสามคนคือ ลูซีอา ฟรัสซิสโก และยาชินทา จากนั้นพระนาง ไดประจักษมาอีกหาครั้งติดตอกัน สิ่งที่นาสังเกตก็คือ ในการประจักษมาครั้งแรกแมพระ ไดทรงเริ่มแผนการซึ่งเปนแผนการที่ตองใชเวลาหลายปจึงสําเร็จ โครงการแรก พระนาง ทรงตองการทําใหโลกทั้งหมดกลับใจ โครงการที่สอง พระนางทรงปรารถนาทําให ประเทศรัสเซียกลับใจ โครงการที่สาม แมพระตองการชวยชีวิตของสมเด็จพระ สันตะปาปา เราจะเห็นไดวาทั้งสามโครงการ เปนภารกิจที่สําคัญและใหญมาก ถาเรา เปนแมพระ จะมอบหมายใหใครไปดําเนินภารกิจนี้ หลายคนคงนึกถึงบรรดาผูนํา ประเทศมหาอํานาจทั้งหลาย แตแมพระไมไดคิดอยางนั้น พระนางไดทรงมอบหมาย ภารกิจนี้แกเด็กสามคน พระนางทรงเขาใจดีวาพระเจาทรงพอพระทัยคําอธิษฐานภาวนา ของเด็ก ๆ และพระองคทรงพรอมที่จะฟงและตอบคําอธิษฐานภาวนาของพวกเขา เสมอ “ถาทานไมกลับเปนเหมือนเด็กเล็กๆ ทานจะเขาอาณาจักรสวรรคไมไดเลย” (มธ 18:3) เมื่อพระองคทรงยกใหเด็กเปนตนแบบของผูที่จะเขาอาณาจักรสวรรค ลักษณะพิเศษและสําคัญของเด็ก ๆ คือ ความเชื่อมั่นและความไววางใจในพอแมของพวกเขา สําหรับเด็ก ๆ แลว ทุกสิ่งทุกอยางเปนไปไดเสมอ ถามีพอแม อยูเคียงขาง พวกเขาไมสงสัยในความรักที่พอแมมีตอพวกเขาเลยแมแตนอยนิด แมพระทรงมองเห็นจุดเดนอันนี้ในตัว เด็กทั้งสามคนที่ตําบลฟาติมา ถาใหเด็ก ๆ อธิษฐานภาวนาตอพระเจา พวกเขาจะทําสิ่งนี้ดวยความเชื่อมั่นและ ไววางใจในความรักและพระเมตตาของพระองคอยางไรขอสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะสงผลใหคําอธิษฐานภาวนาของพวก เขาเปยมดวยอานุภาพ และเมื่อพระเจาทรงไดยินคําอธิษฐานดวยทาทีแบบนี้ พระองคจะไมทรงนิ่งเฉยอยางแนนอน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.2013 กาลเวลาไดพิสูจนใหเห็นถึงสิ่งที่แมพระไดทรงกระทําในการประจักษที่ฟาติมา แกเด็กสามคน พระเจาไดทรงสดับฟงคําอธิษฐานภาวนาของเด็กทั้งสามคนนั้น จริง ๆ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 ซึ่งเปนฉลองแมพระฟาติมา สมเด็จ พระสันตะปาปา ยอหน ปอลที่ 2 ทรงถูกลอบสังหารที่ลานมหาวิหารนักบุญเป โตร กระสุนไดถูกสวนสําคัญในรางกายของพระองค แตพระองคก็ทรงรอดชีวิต อยางปาฏิหาริย ตอมาพระองคไดทรงกลาวถึงเหตุการณในวันนั้นอยางนา ประทับใจวา “ขาพเจาไมอาจลืมเหตุการณที่เกิดขึ้นที่ลานมหาวิหารนักบุญเป โตรในวันนั้น และชวงเวลาการประจักษมาครั้งแรกของพระมารดาพระคริสต เจาแกเด็กสามคนที่ตําบลฟาติมา ประเทศโปรตุเกส ซึ่งไดรับการระลึกถึงตลอด ระยะเวลาหกสิบกวาปที่ผานมา เพราะวาในเหตุการณที่เกิดขึ้นกับขาพเจาในวันนั้น ขาพเจาไดสัมผัสและรูสึกถึงการ ปกปองและดูแลเอาใจใสแบบมารดา ซึ่งแข็งแกรงกวากระสุนแหงความตาย” โครงการเพื่อชวยประเทศรัสเซียประสบ ผลสําเร็จเชนเดียวกัน ปจจุบันสหภาพโซเวียตรัสเซียลมสลาย แบงออกเปนประเทศเล็ก ๆ หลายประเทศ ในประเทศ รัสเซียเองกลับมามีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ประเทศคอมมิวนิสตที่ทรงอํานาจและเขมแข็งอยางสหภาพโซเวีย ตรัสเซียยังเปลี่ยนแปลงอยางสิ้นเชิง อยางที่ไมมีเคยคาดคิดเอาไว ไมใชดวยปนหรือกองทัพของชาติใดทั้งสิ้น แตดวยคํา อธิษฐานภาวนา โดยเฉพาะอยางยิ่งคําอธิษฐานภาวนาของเด็ก ๆ อยาง ลูซีอา ฟรัสซิสโก และยาชินทา สวนโครงการที่ สาม การชวยโลกหรือการทําใหทุกคนไปสวรรค เปนโครงการใหญที่ไดเริ่มขึ้น แตตองใชเวลาอีกนานจึงจะสําเร็จ ดวยเหตุนี้ จึงเปนหนาที่ของเราทุกคนที่เปนลูกของแมพระ ไมวาเด็กหรือผูใหญ ที่ตองอธิษฐานภาวนาเพื่อโลกจะได กลับใจ เหมือนที่เด็กสามคนที่ฟาติมาไดทําเมื่อ 96 ปที่แลว ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2013 ความเชื่อมั่นและความไววางใจในความรักและพระเมตตาของพระเจาไมเพียงเปน ลักษณะพิเศษของเด็ก ๆ เทานั้น แตเปนลักษณะพิเศษของแมพระเอง คําตอบที่ พระนางทรงใหแกทูตสวรรคของพระเจาที่วา “ขาพเจาเปนผูรับใชของพระ เจา ขอใหเปนไปกับขาพเจาตามวาจาของทานเถิด” (ลก 1:38) สะทอนใหเราเห็น ถึงเรื่องนี้ไดอยางชัดเจน ตอนนั้นพระนางไมทรงรูอยางแนชัดวาอนาคตจะเปน อยางไร นักบุญยอแซฟจะเขาใจหรือไมวาพระนางทรงตั้งครรภดวยฤทธิ์อํานาจของ พระจิตเจา ถานักบุญยอแซฟไมเชื่อ พระนางตองถูกทุมดวยหินจนตายเพราะไม ซื่อสัตยตอคูหมั้น แตดวยความเชื่อที่มั่นคงและความไววางใจในความรักของพระ เจา พระนางตอบรับสาสนของพระเจาดวยความเต็มใจ ผลที่ตามมาก็คือ แผนการ แหงการกอบกูมนุษยชาติของพระเจาซึ่งมีมาตั้งแตนิรันดรภาพไดกลายเปนความจริง นี่แหละคืออานุภาพของความ เชื่อและความไววางใจในความรักของพระเจาภารกิจแหงการชวยโลกใหรอดพนที่แมพระไดฝากฝงไวกับเด็กสามคนที่ ตําบลฟาติมาเมื่อ 96 ปที่แลวเปนภารกิจที่เราทุกคนในฐานะลูกของแมพระที่ตองสานตอ เราตองไมลืมวา “แมพระฟา ติมาก็คือแมพระแหงสายประคํา” แมพระเคยบอกวาสักวันหนึ่งอาศัยสายประคําเปนอาวุธ เราจะชวยโลกใหรอด พน สายประคําคือเครื่องมือชวยใหคนบาปกลับใจและวิงวอนขอพระหรรษทานของพระเจามาสูครอบครัว ครอบครัว ที่สวดสายประคําดวยกันจะอยูดวยกัน ใครก็ตามที่สวดสายประคําอยางศรัทธาจะกาวหนาในความศักดิ์สิทธิ์และจะ ไดรับความคุมครองจากพระนาง เพราะฉะนั้น ใหเรามั่นใจในความชวยเหลือของพระนางและพยายามใชสายประคํา เปนอาวุธเพื่อเอาชนะศัตรูทั้งฝายกายและฝายวิญญาณ ขอแมพระอยูเคียงขางและคอยดูและเอาใจใสเราผูซึ่งเปนลูก ของพระนางตลอดไป ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสารที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.2013 “ฟาดินจะสูญสิ้นไป แตวาจาของเราจะไมสูญสิ้นไปเลย” (มก 13:31) พระวรสารเปนหนังสือคูมือและแรงบันดาลใจในการดําเนิน ชีวิตสําหรับคริสตชนทุกคน เราควรคุนเคยกับสิ่งที่หนังสือเลมนี้บอก ดวยการอาน รําพึงภาวนา หรืออยางนอยดวยการฟงอยางตั้งใจในพิธี มิสซา จริงอยู ฟาดินจะตองสูญสิ้นไป นั่นคือ วาระสุดทายหรือวันสิ้น พิภพจะมาถึงสักวันหนึ่ง แตวันและเวลาที่แนนอนไมมีใครรู “นอกจาก พระบิดาเพียงพระองคเดียว” (มก 13:32) เมื่อไมมีใครรู เราก็ไมควรใส ใจในคําทํานายของบรรดาหมอดูทั้งหลายและกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้จนเกินเหตุ ความจริงเกี่ยวกับวาระสุดทาย ควรทําใหเรามีความหวังมากกวาความหวาดกลัว พระเจาทรงสรางเราแตละคนขึ้นมาเพื่อความรอดพน ไมใชเพื่อการ ลงโทษ ความรักและพระเมตตาของพระองคเปนแกนแทของขาวดีที่พระเยซูเจาทรงสอน พระเยซูเจาตรัสวา เราควร ดําเนินชีวิตประหนึ่งวาวาระสุดทายกําลังจะมาถึง เราควรรอคอยชวงเวลาดังกลาวประหนึ่งนักโทษและทาสที่เฝาคอย วันแหงอิสรภาพของพวกเขาพระวาจาของพระเยซูเจาที่ไดรับการบันทึกไวในพระวรสารและสงผานมาถึงเราผานทาง พระศาสนจักรเพียงพอที่จะนําเราไปสูความรอดพนหรือชีวิตนิรันดร ถาเรานําพระวาจาเหลานั้นมาดําเนินชีวิตอยาง จริงจังและเปนแรงบันดาลใจในทุกกิจการที่เราทํา เมื่อเราอานและฟงอยางตั้งใจ เราจะพบแสงสวางและความหวังที่ เราไมสามารถพบไดในที่อื่น ถาเราปฏิบัติตามพระวาจาเหลานั้น เราจะกลายเปนแสงสวางที่สามารถชวยคนที่อยูในเงา มืดไดพบหนทางไปสูบานพระบิดาเจาสวรรคดวยเชนกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตยที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2013 ทําไมจึงตองมีความอยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบ และการกดขี่ขมเหงเกิดขึ้นทั่ว ทุกหนแหงบนโลกนี?้ ทําไมจึงมีการทําลายและความทารุณโหดรายมากมาย เชนนี?้ ประกาศกฮาบากุก ทูลพระเจาในทํานองเดียวกันวา “ไฉนพระองคทรงให ขาพเจาเห็นการชั่ว และมองเห็นความยากลําบาก ทั้งการทําลายและความทารุณก็ อยูตรงหนาขาพเจา” (ฮบก 1:3) แมวาเวลาจะผานไปหลายพันป คําพูดของ ประกาศกฮาบากุกดูเหมือนวายังคงเปนจริงในโลกปจจุบัน “พระเจาทรงอยูที่ไหน ในสถานการณแบบนี?้ ” อยางไรก็ตาม ประกาศกฮาบากุกพูดถึงนิมิตที่ “รอเวลาของมันอยู มันกําลังรีบไปถึงจุดหมาย มันไมมุสา ถามันชักชาอยู ก็จงคอยสักหนอย มันจะมาถึงอยางแนนอน” (ฮบก 2:3) จากนั้นทานจึงพูดถึงสัจธรรม ประการหนึ่งวา “ผูที่จิตใจไมชอบธรรมจะลม แตวาคนชอบธรรมจะดํารงชีวิตอยูดวยความซื่อสัตย” (ฮบก 2:4) ไมวา จะอยูในสภาพแวดลอมแบบไหน คนที่ไมมีความสนิทสัมพันธกับพระเจาจะพินาศ ในขณะที่คนดําเนินชีวิตตามพระ ประสงคของพระองคจะพบกับความรอดพน ทานประกาศกมั่นใจวาสิ่งนี้จะตองเกิดขึ้นอยางแนนอนโดยไมชักชา ทามกลางโลกที่ดูเหมือนวาจะเต็มดวยความทุกขยากลําบาก ความรุนแรง และการทําลายลาง ใหเรากาวเดินไปพรอม กันดวยความหวังและความไววางใจในการดูแลเอาใจใสของพระเจา ผูซึ่ง “ประทานจิตที่บันดาลความเขมแข็ง ความ รักและการควบคุมตนเองแกเรา” (2 ทธ 1:7) เราตองไม “อายที่จะเปนพยานถึงองคพระผูเปนเจาของเรา” (2 ทธ 1:8) เราตองกลาเผชิญหนาและประณามคานิยมทางโลกที่ผิด ๆ เราตองกลาประกาศคานิยมแหงพระวรสารและเปน หนึ่งเดียวกับทุกคนที่ทําทุกสิ่งทุกอยางเพื่อเห็นแกขาวดีของพระเยซูเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.2013 “โปรดเพิ่มความเชื่อใหพวกเราเถิด” (ลก 17:5) ความเชื่อที่บรรดาศิษยของพระเยซูเจา รองขอนี้ ไมใชความรูเกี่ยวกับหลักคําสอนที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แตเปนความไววางใจและ ความมั่นใจที่ไมสั่นคลอน ความเชื่อไมไดทําใหคริสตชนปราศจากความทุกขยากลําบาก ในชีวิต การดําเนินชีวิตตามจิตตารมณพระวรสารอยางจริงจังไมใชเรื่องงายเลย พระเจา ทรงสัญญาวาจะดูแลเอาใจใสเราผูซึ่งเปนลูกๆ ของพระองค แตพระองคไมไดทรงสัญญา วาชีวิตของเราจะปราศจากความเจ็บปวดหรือความทุกขเดือดรอน พระเจาเองไมไดทรง หวงแหนพระบุตรของพระองคไว แตทรงสงพระองคลงมาเพื่อชวยเราใหรอดพน โดย การสิ้นพระชนมบนไมกางเขน สิ่งที่พระเจาทรงสัญญาคือ ดวยความเชื่อและความไววางใจที่ลึกซึ้งในพระองค เราจะสามารถ เผชิญหนากับความทุกขยากลําบาก ที่ประดังเขามาในชีวิตเราไดดวยความมั่นใจ เราจะสามารถยอมรับสิ่งเหลานั้นดวยจิตใจที่ สงบ เพื่อรวมสวนในพระทรมานของพระเยซูเจา และเพื่อเห็นแกความรักของพระเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.2013 “เมื่อทานไดทําตามคําสั่งทุกประการแลว จงพูดวา ‘ฉันเปนผูรับใชที่ ไรประโยชน เพราะฉันทําตามหนาที่ที่ตองทําเทานั้น’” (ลก 17:10) ในฐานะผูรับใชที่ดีและซื่อสัตยของพระองค เราตองพยายามทําทุกสิ่ง ทุกอยางที่เราสามารถทําไดเพื่อเห็นแกพระองค ความรักและการรับ ใชพระองคของเราจะตองไรเงื่อนไข ไมทําอะไรเพื่อหวังผลตอบแทน จากพระองค สิ่งที่พระเจาประทานใหกับเรานั้นมากมายและมีคาเกิน กวาที่เราจะสามารถตอบแทนพระองคได ชีวิตของเราที่พระองคประทานใหดวยความรักและชีวิตของพระบุตรของ พระองคที่เสด็จลงมาเพื่อไถบาปเรา ยิ่งใหญเกินกวาที่เรามนุษยจะหาสิ่งใดมาตอบแทนได ทามกลางโลกที่ดูเหมือนวา จะเต็มดวยความทุกขยากลําบาก ความรุนแรง และการทําลายลางใหเรากาวเดินไปพรอมกันดวยความหวังและความ ไววางใจในการดูแลเอาใจใสของพระเจา ผูซึ่ง “ประทานจิตที่บันดาลความเขมแข็ง ความรัก และการควบคุมตนเองแก เรา” (2 ทธ 1:7) เราตองไม “อายที่จะเปนพยานถึงองคพระผูเปนเจาของเรา” (2 ทธ 1:8) ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 เราอาศัยอยูในสังคมที่ใสใจในภาพพจนของตัวเองคอนขางสูง ฐานะและการนับ หนาถือตาถือวาเปนเรื่องสําคัญมาก บางครั้งเราอาจถูกมองวาเปนคนสําคัญ มากกวาตัวตนที่แทจริงของเราเสียดวยซ้ําไป บรรดาธรรมาจารยในพระวรสาร เปนบุคคลที่ใหความสําคัญกับภาพพจนของตัวเองคอนขางสูงจนเกินเหตุ“ชอบ สวมเสื้อยาวเดินไปมา พอใจใหคนทั้งหลายคํานับตามลานสาธารณะ พอใจนั่ง แถวหนาในศาลาธรรม พอใจนั่งที่หัวโตะในงานเลี้ยง” (มก 12:38-39) ทีละเล็กทีละนอยพวกเขาเริ่มรูสึกวา การไดรับความเคารพนับถือแบบนี้เปนสิทธิที่พวกเขาพึงมีและผลที่ตามมาคือ ความหยิ่งจองหองและการสําคัญตัวผิดคิดวาตัวเองเกงดีและศักดิ์สิทธิ์เกินความเปนจริง ในสังคมของเรามีหลายคนที่ ทําตัวคลาย ๆ แบบนี้รวมทั้งบุคลากรตาง ๆ ในพระศาสนจักรของเราบางคนดวย อํานาจและตําแหนงไมเขาใครออก ใคร ทั้งสองมักจะนําไปสูความโลภและการคดโกงเอาผลประโยชนมาใหตนเองและบางคนที่ตนพอใจ หลายครั้งคนที่มี สองสิ่งนี้ทําตัวราวกับวาตนเองเปนพระเจา ใชอํานาจที่พระเจาใหมาเพื่อรับใชเพื่อนพี่นองไปแสวงหาผลประโยชน สวนตัว แสดงละครเกง ภายนอกดูเหมือนวาเปนบุคคลที่เครงครัดในศาสนาและมีความศรัทธาเหนือผูอื่น แตภายใน ของพวกเขากลับเนาเฟะ ทวา หากเราตระหนักวาพระเจาและวิถีทางของพระองคเทานั้นเปนบอเกิดแหงความ ปลอดภัยที่แทจริงของเรา เราจะพบกับสันติสุขภายในที่เราแสวงหา ไมใชทรัพยสินเงินทอง หรือเกียรติยศชื่อเสียงที่ถือ วาสําคัญ สิ่งเหลานี้อาจจากเราไปเมื่อใดก็ได สิ่งที่สําคัญไมใชสิ่งที่เรามีหรือสิ่งที่เราสามารถหามาได ไมใชสิ่งที่เรา สามารถทําหรือสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเรา ถาเรามัวแตใหความสําคัญกับภาพพจนของตัวเอง หรือสลวนอยูกับสิ่งที่คน อื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรา กังวลใจวาคนอื่นจะเห็นความออนแอและความบกพรองของเรา เราจะไมสามารถติดตอสัมพันธ กับคนอื่นไดอยางอิสระ เพราะแทนที่เราจะมุงความสนใจไปเพื่อชวยเหลือคนอื่น เรากลับหมกมุนอยูกับตัวเราเอง มากกวา สิ่งที่เราเปนหรือตัวตนที่แทจริงของเราเฉพาะพระพักตรพระเจาและตอหนาเพื่อนมนุษย เปนเรื่องสําคัญยิ่ง กวาสิ่งอื่น ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.2013 คติพจนของคณะเบเนดิกตินที่วา “Ora et Labora” ซึ่งแปลวา “จงอธิษฐานภาวนา และจงทํางาน” สะทอนใหเห็นถึงความสมดุลในชีวิตของสมาชิกที่อยูในอารามตาง ๆ คติพจนนี้เหมาะสมสําหรับคริสตชนทุกคน การอธิษฐานภาวนาอยางเดียวหรือการ ทํางานอยางเดียวไมเพียงพอ ทั้งสองอยางจะตองควบคูกันไปจึงจะเกิดความสมดุลใน ชีวิต เพราะชีวิตของเราประกอบดวยสวนที่เปนรางกายและสวนที่จิต เราตองทํางาน เพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่อชีวิตฝายกายของเราจะเจริญเติบโตอยางมีคุณภาพ แตในเวลาเดียวกันเราตองไมลืมวาชีวิตฝายจิต ของเราก็ตองการอาหารมาหลอเลี้ยงดวยเหมือนกัน เราตองการพลังฝายจิตจากพระเจาผานทางการอธิษฐานภาวนา หรือการสนทนากับพระองค เราตองการฟงพระวาจาของพระองคและรับศีลมหาสนิท ซึ่งเปนอาหารฝายจิตของ เรา ไมเชนนั้นเราจะเปนคนที่โตแตตัว แตจิตใจของเราไมโตไปดวย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.2013 หลังจากบรรดาอัครสาวกเดินทางไปแพรธรรมในชวงเวลาหนึ่ง เมื่อกลับมา พวกเขาได ทูลรายงาน “ทุกสิ่งที่พวกเขาไดทําและไดสอน” (มก 6:30) แกพระองค จากนั้นพระ เยซูเจาไดเชื้อเชิญพวกเขาใหไปพักผอนกับพระองค “ตามลําพังในที่สงัดสักระยะหนึ่ง” (มก 6:31) การกระทําของพระเยซูเจาชี้ใหเห็นวาพระองคทรงเขาใจถึงความจําเปน ของความสมดุลในชีวิตของศิษยพระองค พวกเขามีเวลาสําหรับรับการอบรมและ ฝกฝนตนเอง เวลาสําหรับทํางาน เวลาสําหรับเทศนสอน เวลาสําหรับชวยเหลือ ประชาชน และพวกเขาก็มีเวลาสําหรับอยูกับพระองคตามลําพังเพื่ออธิษฐานภาวนาและพักผอนรวมกันอีกดวย พระ เยซูเจาตองการใหเราทุกคนรักษาความสมดุลในชีวิตของเรา การมีสวนรวมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอยางยิ่งใน วันอาทิตยถือวาเปนสิ่งจําเปนขาดไมไดสําหรับชีวิตฝายจิตของพวกเรา บางครั้ง เราตองไปในที่สงัดตามลําพังเพื่อ อธิษฐานภาวนาสวนตัวพรอมกับพระเยซูเจาดวยเหมือนกัน การอธิษฐานภาวนาทั้งแบบเปนหมูคณะและสวนตัวเปน สวนหนึ่งของชีวิตคริสตชนของเรา เราไมควรทําอยางหนึ่งและละเลยอีกอยางหนึ่ง เราควรทําทั้งสองอยาง นั่นคือ ทั้ง สวนรวมและสวนตัว เราจึงจะมีความสมดุลในชีวิตฝายจิตของเรา การมาวัดวันอาทิตยและรวมกิจกรรมที่ทางวัดจัดขึ้น ไมเพียงพอ เราตองมีเวลาสวนตัวใหกับพระเจาดวย ไมใชเอาแตทํางานอยางเดียวแมการทํางานจะเปนการสวดภาวนา อยางหนึ่ง แตพระเยซูเจาทรงสอนเราใหเห็นถึงความสําคัญของการอธิษฐานภาวนา ดังนั้น หากเราเอาใจใสทั้งการ อธิษฐานภาวนาสวนรวมและสวนตัว นั่นคือการกระทําที่สอดคลองกับหลักคําสอนและแบบอยางของพระองค ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.2013 ความสมดุลของธรรมชาติเปนสิ่งจําเปนสําหรับความอยูรอดของมนุษยและสิ่งสรางที่มีชีวิต ทุกอยางบนโลกนี้ พระเจาทรงสรางธรรมชาติอยางมีความสมดุล ถามนุษยทําใหธรรมชาติ ขาดความสมดุลไป ผลที่ตามอาจรายแรงเกินกวาที่มนุษยจะคาดคิดได ทุกวันนี้มีการตัด ตนไมทําลายปา โรงงานตาง ๆ ปลอยกาซคารบอนไดออกไซดขึ้นไปในชั้นบรรยากาศโลก เริ่มรอนขึ้น หิมะที่ขั้วโลกก็เริ่มละลาย ปริมาณน้ําบนพื้นโลกมากขึ้น เกาะหลายเกาะตองจม หายไปในทองทะเล พื้นที่ชายทะเลเริ่มหดหายไปเรื่อย ๆ ควันจากรถยนตที่นับวันยิ่งมากขึ้น เรื่อย ๆ ทําใหอากาศเปนพิษและมีผลตอสุขภาพของเรา การใชสารเคมีในทุงนาและสวน มากเกินไป ลวนมีผลกระทบตอสุขภาพของเราทั้งนั้น เวลานี้มีโรคแปลก ๆ เกิดขึ้น มากมาย สาเหตุหนึ่งมาจากการเสียสมดุลของธรรมชาตินั่นเอง ไมเพียงแคในธรรมชาติเทานั้น ในชีวิตของเรา ดวย ความสมดุลเปนสิ่งจําเปนและขาดไมได โดยเฉพาะความสมดุลฝายจิต พระเยซูเจาไดใหตัวอยางของความสมดุลที่ เราจําเปนตองมีในชีวิตฝายจิตของเรา พระองคมักจะไปที่ศาลาธรรมทุกวันสับบาโตเพื่อการนมัสการพระเจาเปนหมู คณะและไปรวมฉลองงานประจําป ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มเปนประจํามิไดขาด หลายครั้งพระองคไดทรงปลีกตัว ออกไปตามลําพังและใชเวลาทั้งคืนเพื่ออธิษฐานภาวนาตอพระบิดาเจาสวรรคเปนการสวนตัวเราตองทํางานเพื่อหา เลี้ยงชีพ เพื่อชีวิตฝายกายของเราจะเจริญเติบโตอยางมีคุณภาพ แตในเวลาเดียวกันเราตองไมลืมวาชีวิตฝายจิตของเรา ก็ตองการอาหารมาหลอเลี้ยงดวยเหมือนกัน การอธิษฐานภาวนาอยางเดียวหรือการทํางานอยางเดียวไมเพียงพอ ทั้ง สองอยางจะตองควบคูกันไปจึงจะเกิดความสมดุลในชีวิต เพราะชีวิตของเราประกอบดวยสวนที่เปนรางกายและสวนที่ จิต เราตองการพลังฝายจิตจากพระเจาผานทางการอธิษฐานภาวนาหรือการสนทนากับพระองค

ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.2013 ในพระวรสารวันนี้ เมื่อคนโรคเรื้อนสิบคนมาหาพระเยซูเจาเพื่อขอใหพระองค ทรงรักษาพวกเขา พวกเขาเปนบุคคลที่สังคมรังเกียจ แทนที่จะขอความ ชวยเหลือจากพระเยซูเจาโดยออนวอนวา “พระเยซู พระอาจารย โปรด สงสารพวกเราเถิด” (ลก 17:13) พวกเขาควรรองตะโกนดังๆ วา “ผูมีมลทิน มาแลว ผูมีมลทินมาแลว” (ลนต 13:45) มากกวา เพื่อวาจะไมมีใครเขามาใกล ตัวพวกเขา อยางไรก็ตาม ไมเหมือนอาจารยชาวยิวคนอื่นในสมัยนั้น พระเยซู เจาไมไดทรงแสดงทาทีรังเกียจหรือขยะแขยงชายผูโชครายเหลานั้น พระองค ไมไดรีบหนีไปไกล ๆ เหมือนคนอื่นแตทรงตอนรับพวกเขาและใชอํานาจที่สูงสงกวาอํานาจของบทบัญญัติชาวยิวที่หาม ติดตอสัมพันธกับผูที่นาสงสารเหลานี้ รักษาพวกเขา โดยบอกกับพวกเขาสั้น ๆ และงายวา “จงไปแสดงตนแกบรรดา สมณะเถิด” (ลก 17:14) การรักษาโรคเรื้อนของพระเยซูเจาจึงเปนเหมือนการใหชีวิตใหมแกพวกเขา ทําใหพวกเขา สามารถใชชีวิตที่เหลืออยูเหมือนชาวยิวทั่วไปซึ่งมีสิทธิในการนมัสการพระเจาและกระทํากิจการตาง ๆ ในสังคมได อยางปรกติ สิ่งที่พระเยซูเจาทรงกระทําดูเหมือนวาเปนการไมเคารพบทบัญญัติชาวยิวที่หามไมใหติดตอสัมพันธกับคน โรคเรื้อน เพราะจะทําใหตนเองมีมลทินดวย แตที่พระองคทรงกระทําเชนนั้น เพื่อชี้ใหเราเห็นวา กฎแหงความรักมี ความสําคัญและมีคุณคาสูงสงกวากฎเกณฑทางสังคมหรือทางพิธีกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น ชีวิตและความรอดพนของมนุษย ตองมากอนกฎเกณฑที่สังคมเปนคนกําหนดขึ้น พระเยซูเจาตองการเปลี่ยนทาทีของเราตอคนที่สังคมรังเกียจ ผูคนที่ ไดรับการดูถูกเหยียดหยามโดยเพื่อนรวมสมัยของเรา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.2013 พระเยซูเจาไมทรงเคยตั้งคําถามคนโรคเรื้อนที่มาหาพระองควาไดทําบาป หรือความผิดอะไรตอพระเจาจึงมีสภาพเชนนี้ พระองคไมไดทรงตัดสิน พวกเขา เพราะรูดีวา พระบิดาเปนพระเจาผูเปยมดวยความเมตตาและ พรอมที่จะใหอภัย พระองคจึงทรงชวยคนโรคเรื้อนทั้งสิบคนโดยไมมีขอแม ใด ๆ ทั้งสิ้น แมจะรูวาอีกเกาคนจะไมกลับมาขอบพระคุณพระองคเสียดวย ซ้ํา นี่คือทาทีที่ศิษยของพระเองคควรมีตอคนที่สังคมรังเกียจทั้งหลาย พระศาสนจักรสอนวากฎแหงความรักนั้นสูงสงและยิ่งใหญกวากฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนที่พระเยซูเจาทรงกระทําเปนแบบอยางแกเราเมื่อเราไดอานพระวรสารแลวยังสามารถรังเกียจคนอื่น ไดอีกหรือ? ใครก็ตามที่สวดบทขาแตพระบิดาที่บอกวา “โปรดอภัยแกขาพเจา เหมือนขาพเจาใหอภัยแกคนอื่น” (มธ 6:12) ยังกลาที่จะดูถูกและประณามคนอื่นอีกหรือ? ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.2013 แมโรคเรื้อนจะอันตรายและนากลัวที่สุดในสมัยของพระเยซูเจา สังคม ตอตาน รังเกียจ ขยะแขยง และถูกขับออกไปจากสังคม แตพระเยซู เจาสอนใหศิษยทั้งหลายมีทาทีตอคนที่สังคมรังเกียจทั้งหลาย ดวยกฎ แหงความรักซึ่งสูงสงและยิ่งใหญกวากฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ในปจจุบัน นี้แทบไมมีโรคเรื้อนอีกตอไป ทวาโรครายที่แพรระบาดอยางหนัก หนวงในสังคมปจจุบันคือโรคแหงความเกลียดชังกันและกัน โดยเฉพาะในสังคมไทย โรคแหงการคิดวาตัวเองชอบธรรมคน เดียว โรคแหงการปฏิเสธเพื่อนมนุษยคนอื่น โรคที่คิดวาตนเอง กลุม และเพื่อนพองของตนเปนฝายถูกเทานั้น ไมตองมีเหตุมีผลใดรองรับ หรือใชเหตุผลที่บิดเบี้ยวมาอธิบายไดเสมอ ยิ่งในโลกดิจิตัล โดยเฉพาะในเฟสบุค จะเห็นไดอยางชัดเจน การกลาวราย ปายสี โจมตีกัน เปนไปอยางงายดายและไรความยั้งคิด การกดไลค การแชร เปนไปอยางอัตโนมัติ โดยไมตองเสาะ แสวงหาความจริง เพียงแคเอาความคิดตนเองเปนหลัก อคติที่ฝงในใจแตละคนสําคัญกวาสิ่งอื่น สังคมไทยและสังคม โลกจะยังคุกรุนดวยความเกลียดชังไปอีกแสนนาน หากเราไมยึดเอาทาทีและจิตตารมณของพระเยซูเจาเปนหลักใน การดําเนินชีวิต คริสตชนตองหยุดสรางกระแสแหงความเกลียดชังซึ่งกันและกัน และหันมาสงเสริมสนับสนุนความดี งามตาง ๆ ใหเกิดขึ้นในสังคมแบงปนแงมุมแหงความรักรอบตัวเรา จากมุมโนน หรือตรงมุมนี้ แมตรงซอกหลืบเล็ก ๆ ที่เรนลับ ซึ่งไมมีใครเห็น ไมมีใครสนใจสรางอารยธรรมแหงความรักทดแทนโรคแหงความเกลียดชังแสดงใหรูวาพระ เจาทรงรักมนุษยทุกคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.2013 เมื่อเรารักใครสักคนหนึ่ง เราอยากใหแตสิ่งที่ดีแกเขา หลายครั้งเราพรอมที่จะ รับบางสิ่งบางอยางที่ไมดีแทนเขาไดดวย แมวาหลายครั้งเขาอาจไมเห็นดวย กับเราวาสิ่งใดดีหรือไมดีสําหรับเขา เมื่อพระเยซูเจากลาวกับศิษยของ พระองควา “พระองคจะตองเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับทรมานอยางมาก จากบรรดาผูอาวุโส หัวหนาสมณะและธรรมาจารย จะถูกประหารชีวิต แตจะ ทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม” (มธ16:21) บรรดาศิษยของพระองค รับเรื่องนี้ไมได แปลกใจและผิดหวัง พวกเขาแทบหัวใจสลายและทอแท ใน ความคิดของนักบุญเปโตรการรับทรมานและการสิ้นพระชนมเปนสิ่งที่ไมดีสําหรับพระเยซูเจา พระอาจารยที่ทานรัก และติดตามมาเปนเวลาหลายป “ขอเถิด พระเจาขา เหตุการณนี้ จะไมเกิดขึ้นกับพระองคอยางแนนอน” (มธ 16:22) แตพระเยซูเจาตรัสกับทานอยางแรงวา “เจาซาตาน ถอยไปขางหลัง เจาเปนเครื่องกีดขวางเรา” (มธ16:23) พระเยซูเจาทรงสรุปปญหาทั้งหมดของนักบุญเปโตรไววา “เจาไมคิดอยางพระเจา แตคิดอยางมนุษย” (มธ16:23) การ คิดอยางมนุษยหรือมาตรฐานของมนุษย คือ“จงทําตัวใหสบาย แสวงหาความมั่นคงและปลอดภัยสําหรับตนเอง ให มากที่สุดเทาที่จะทําได ดูแลตัวเองใหดี และอยาทํางานหนักมากจนเกินไป” สิ่งเหลานี้แตกตางจากมาตรฐานของพระ เจาอยางสิ้นเชิง เพราะความสุขที่แทจริงไดมาโดยทางความทุกขยากลําบาก ความชื่นชมยินดีที่แทจริงไดมาโดยทาง ความเศราโศกเสียใจ และชีวิตนิรันดรไดมาโดยทางความตาย “ถาผูใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม กางเขนของตนและติดตามเรา” (มธ16:24) นี่คือสิ่งที่เราตองยอมรับในฐานะศิษยของพระเยซูเจา

ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.2013 ความทุกขยากลําบากเปนบางสิ่งบางอยางที่เราไมสามารถเขาใจไดทั้งหมด ไมได หมายความวาพระเจาทรงมีความสุขเมื่อเห็นเราตกระกําลําบาก และไมไดเกี่ยวของ กับการชดเชยความผิดบาปที่เราไดกระทําเสมอไป เพราะหลายครั้งคนดีและ บริสุทธิ์ก็ประสบกับความทุกข ถาเรามองในฐานะเครื่องวัดคุณคาความเปนมนุษย ของเรา มันเปนเครื่องทดสอบความรักที่เรามีตอพระเจาและเพื่อนมนุษย เพราะเรา จะเต็มใจยอมรับความทุกขยากลําบากเพื่อคนอื่นก็ตอเมื่อรักคนนั้นมากพอ นี่เปน สิ่งที่พระเยซูเจาไดทําเปนแบบอยาง เราผูเปนศิษยของพระองค ความทุกขยากลําบากดังกลาวนี้ ไมไดหมายถึงความ ทุกขยากลําบากฝายกายเทานั้น แตหมายถึงฝายจิตใจดวย นั่นคือ ความกังวลใจ ความหนักอกหนักใจ ความอึดอัด และคับของใจ ความโดดเดี่ยวและความรูสึกเบื่อหนาย เปนตน ยามใดที่เรารูสึกเหนื่อยลา ทอแท หรือหมดกําลังใจ จํา ไวเสมอวาพระเยซูเจาไมไดทรงบอกบรรดาศิษยเพียงวาพระองคจะตองรับการทรมานและสิ้นพระชนมเทานั้น แต พระองคจะกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สามดวย เราจะมีสวนรวมในการกลับคืนพระชนมชีพของพระองคดวย เชนกัน ความทุกขยากลําบากไมใชสิ่งชั่วรายเสมอไป เพราะในแผนการของพระเจามันจะนําเราไปสูความสุขที่ แทจริง วิถีทางของพระองคเปนวิถีทางที่ดีที่สุดสําหรับเราแตละคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.2013 “ใครกําลังปฏิเสธพระเยซูเจาอยูในเวลานี?้ ” เราอาจคิดถึงบรรดาคนที่ไมมีศาสนา หรือคนที่ไมมีความเชื่อทั้งหลาย อุปมาของพระเยซูเจาในพระวรสารบอกเราวา ไมใชพวกไมมีศาสนาหรือคนที่ไมมีความเชื่อ แตเปนบรรดาหัวหนาสมณะและผู อาวุโสของประชาชน ผูซึ่งหยิ่งทะนงในความชอบธรรมของตนเอง เพราะไดปฏิบัติ ตามบทบัญญัติของศาสนาอยางครบถวน ทวา ความศรัทธาของพวกเขาเปนเพียง เรื่องผิวเผินภายนอกเทานั้น ไมไดเปนสิ่งที่ออกมาจากใจของพวกเขา จริง ๆ แลว คําสอนของพระเยซูเจาเปนเรื่องที่เรียกรองความเสียสละและความกลาหาญจากตัว เราเปนอยางมาก เชน เราตองแบกกางเขนทุกวันและติดตามพระองค เราตองกลา ตักเตือนเพื่อนพี่นองที่หลงผิด เราตองพรอมที่จะใหอภัยคนที่ทําผิดตอเราตลอดเวลา เราตองพรอมที่จะสละทุกสิ่งทุก อยางแมแตชีวิตเพื่อพระเจา ทุกครั้งที่เราไดยินขอเรียกรองเหลานี้ เรามีปฏิกิริยาตอตานบางหรือเปลา? เราปฏิเสธวา เปนสิ่งที่ไมสามารถปฏิบัติไดหรือลาสมัยไปแลว หรือเปนขอเรียกรองที่ไมเกี่ยวของกับตัวเรา แตเกี่ยวของกับคนอื่น หรือคนบางกลุมมากกวา? ถาเรายังไมไดปฏิบัติตามสิ่งที่พระเยซูเจาทรงเรียกรองจากเรา นั่นหมายถึงการปดเสนทางที่ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา พระเยซูเจาเรียกรองใหเราตองแตกตางจากคนอื่น ใหยอมรับความลําบากและปฏิเสธ ตัวเอง เพื่อจะไดมีที่วางในหัวใจสําหรับคนอื่น เมื่อเราเลิกเห็นแกตัว นั่นจะทําใหเราสามารถรักและรับใชพระเจาและ เพื่อนมนุษยไดอยางเต็มที่ วันนี้ .. เวลานี้ .. เราไมตองมองไปที่คนอื่น แตถามตัวเองตรงๆ วา “ใครกําลังปฏิเสธพระ เยซูเจาอยูเวลานี?้ ” ตัวเราเองหรือเปลา? ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.2013 การประกาศขาวดีเปนธรรมชาติของพระศาสนจักรซึ่งคริสตชนทุกคน ตองตระหนักถึงบทบาทของการมีสวนรวมในพันธกิจอันสําคัญยิ่งนี้ พันธกิจนี้ไมใชมีไวสําหรับกลุมใดกลุมโดยเฉพาะ แตมีไวสําหรับทุกคน .. ทุกคนตองมีสวนรวม ทําไมฆราวาสตองมีสวนรวมในงานประกาศ ขาวดีดวย? พระเยซูเจาใหเหตุผลไวอยางชัดเจนในเรื่องนี้ “ขาวที่จะ เกี่ยวมีมาก แตคนงานมีนอย” (ลก 10:2) นี่ยังคงเปนความจริงในสมัยของเราดวย ในเขตสังฆมณฑลอุดรธานีมี ประชากรทั้งหมด 5,352,258 คน แตมีคาทอลิกเพียง 18,594 คนเทานั้น เพียง 0.35 % เทานั้น !! ยิ่งกวานั้น จํานวน ผูอภิบาลและผูรวมอภิบาล ซึ่งหมายถึง พระสังฆราช พระสงฆ นักบวชชายหญิง และธรรมทูตฆราวาสมีไมถึง 1% ของ จํานวนคาทอลิก คือ รวมทั้งหมดแลวไมถึง 200 คน ถาคิดวาการประกาศขาวดีเปนหนาที่ของพระสังฆราช พระสงฆ นักบวชชายหญิง และธรรมทูตฆราวาสเทานั้น คนงานที่จะสานตอพันธกิจของพระเยซูเจามีนอยมาก แตถาการ ประกาศขาวดีเปนหนาที่ของพี่นองทุกคนดวย เรามีคนงานเพียงพอ ในฐานะฆราวาส พี่นองตองอธิษฐานภาวนาเพื่อ พันธกิจนี้ จะไดสําเร็จลุลวงไปตามพระประสงคของพระเจา “จงวอนขอเจาของนาใหสงคนงานมาเก็บเกี่ยวขาวของ พระองคเถิด” (ลก 10:2) ยิ่งกวานั้น พี่นองตองมีสวนรวมอยางจริงจังในพันธกิจนี้ดวยการออกไปประกาศขาวดีและ การดําเนินชีวิตที่เปนพยานถึงความรักของพระเจา“จงไปเถิด เราสงทานทั้งหลายไป” (ลก 10:3) นี่ .. เปนหนาที่ของ คริสตชนทุกคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2013 (วันแพรธรรมสากล) มีเรื่องเลาหนึ่งกลาววา หลังจากกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผูตาย พระเยซู เจาทรงเสด็จกลับไปหาพระบิดาในเมืองสวรรค ตอนนั้นรองรอยบาดแผลตาม พระวรกายและพระเศียร รวมทั้งรอยตะปูที่พระหัตถและพระบาทของ พระองคยังไมจางหายไป ทูตสวรรคองคหนึ่งเห็นพระองคจึงพูดวา “ขาแตองค พระผูเปนเจา พระองคตองไดรับความทุกขทรมานอยางใหญหลวงที่โลกเบื้อง ลางมาแลวอยางแนนอน แตชาวโลกรูหรือเปลาวา พระองคทรงยอมถูก กระทําเชนนี้เพื่อพวกเขา? พวกเขาทุกคนเขาใจหรือเปลาวา ความรักที่พระองคทรงมีตอพวกเขานั้นยิ่งใหญแค ไหน?” “ไม” พระเยซูเจาทรงตอบ “พวกเขายังไมรูและไมเขาใจ คงมีแตบรรดาศิษยของเรา ซึ่งมีเพียงหยิบมือเดียว เทานั้นในอิสราเอล ที่รูเกี่ยวกับความรักของเราและพันธกิจแหงความรอดพนที่เราไดกระทําจนสําเร็จ” ทูตสวรรคองค นั้นรูสึกงง จึงถามพระองคตอไปอีกวา “เมื่อเปนเชนนี้ พระองคไดทําอะไรบางเพื่อมั่นใจไดวา ประชาชนทุกคนทั่วโลก จะไดยินเรื่องราวของพระองค?” พระเยซูเจาทรงตอบอยางมั่นใจวา “เราไดทรงสั่งบรรดาศิษยของเรา เปโตร เปาโล ยากอบและยอหน รวมทั้งคนอื่น ๆ ใหสานตอพันธกิจแหงการประกาศขาวดีตอจากเรา พวกเขาจะบอกคนอื่นตอไป และคนอื่นก็จะบอกตอกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคนที่อยูสุดปลายแผนดินโลกจะไดยินเรื่องราวของเรา” มาถึงตรงนี้ทูต สวรรคองคนั้นยิ่งรูสึกสับสนและสงสัยหนักเขาไปอีก เพราะทานรูดีวาโดยธรรมชาติแลวมนุษยเปนอยางไร “มันก็จริง” ทานพูด “แตอะไรจะเกิดขึ้น? ถาเปโตร เปาโล ยากอบและยอหน รวมทั้งคนอื่น ๆ ลืมคําสั่งของพระองค หรือถาพวก เขาเหนื่อยออนกับการบอกเลาขาวดี หรือถาพวกเขาขาดความรับผิดชอบในหนาที่ หรือถาในศตวรรษนี้บรรดาศิษย ของพระองคไมใสใจที่จะแบงปนเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของพระองคที่มีตอโลกอีกแลว? พระองคจะทรงทําอะไร ตอไป? พระองคทรงมีแผนสํารองอะไรไวบางหรือเปลา?” พระเยซูเจาทรงตอบทูตสวรรคองคนั้นวา “ไม เราไมมีแผน สํารองอื่นเลย เราเชื่อใจและไวใจพวกเขา”พระเยซูเจาทรงเชื่อมั่นและวางพระทัยในตัวเราทุกคนที่จะบอกเรื่องราว ของพระองค ที่จะแบงปนความรักของพระองค ที่จะเปนพยานดวยชีวิตถึงพลังแหงการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการเชื่อ และการติดตามพระองค พระองคทรงมั่นใจในพระศาสนจักรที่จะเปนพระหัตถและพระบาทของพระองค เปน เครื่องมือของพระองคในการสงผานขาวดีและความรักของพระองคไปสูชาวโลก ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 21 ตุลาคม ค.ศ.2013 คริสตชนทุกคนตองตระหนักถึงความสําคัญของงานแพรธรรมหรืองานธรรม ทูต อยางนอยดวยการอธิษฐานภาวนาและสนับสนุนกระแสเรียกการเปนธรรม ทูต ถาเราแตละคนเหนื่อยลาที่จะบอกเลาเรื่องราวของเยซูเจา หากเราละเลย หนาที่ที่เราไดรับมอบหมาย อะไรจะเกิดขึ้น? “ทานทั้งหลาย จงไปสั่งสอน นานาชาติใหมาเปนศิษยของเรา ทําพิธีลางบาปใหเขาเดชะพระนามพระบิดา พระ บุตร และพระจิต จงสอนเขาใหปฏิบัติตามคําสั่งทุกขอที่เราใหแกทาน” (มธ 28:19) นี่ ไมไดเปนเพียงแคคําสั่งเทานั้น แตเปนสิทธิพิเศษดวย พระองคทรงเรียก เราใหมาเปนผูรวมงานของพระองค พระองคทรงใหเกียรติเราเปนทูตของพระองค เพื่อไปประกาศเรื่องราวของ พระองคและแบงปนความรักของพระองคใหกับคนทั่วโลก ในประมวลกฎหมายพระศาสนจักรระบุถึงเรื่องนี้ไวอยาง ชัดเจนวา “คริสตชนทุกคนตองรวมมือตามความสามารถของแตละคนในงานประกาศพระวรสาร โดยมีความสํานึกใน ความรับผิดชอบของตนเอง อันสืบเนื่องมาจากลักษณะของพระศาสนจักรที่จะตองเปนธรรมทูตโดยธรรมชาติ” (มาตรา 781)ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของพระศาสนจักร เราไมสามารถปฏิเสธธรรมชาติของเราเองได เราทุกคนจึงตอง ตระหนักถึงการมีสวนรวมรับผิดชอบในพันธกิจอันสําคัญยิ่งนี้ โดยการเปนประจักษพยานดวยการดําเนินชีวิตตามจิต ตารมณพระวรสารและประกาศขาวดีแกพี่นองตางความเชื่อทุกคน นี่ไมใชพันธกิจที่เราจะทําก็ได หรือไมทําก็ได แต เปนพันธกิจที่เราทุกคนตองทํา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม ค.ศ.2013 การอธิษฐานภาวนาหมายถึงการติดตอสัมพันธกับพระเจาหรือการ สนทนากับพระองค การอธิษฐานภาวนามีหลายรูปแบบ เชน การ สรรเสริญ การขอบพระคุณ การเสนอวิงวอน และการวอนขอสิ่งที่ ตองการ วิธีอธิษฐานภาวนามีหลายอยาง อธิษฐานภาวนาในใจหรือออก เสียงก็ได นอกจากนี้ยังมีการอธิษฐานภาวนาแบบที่เราเรียกวา การรําพึง ภาวนา (Meditation) และการพิศเพงภาวนา (Contemplation) เรา สามารถอธิษฐานภาวนาตามลําพังคนเดียวหรือรวมกันเปนกลุมก็ ได นอกจากนี้ ยังมีการอธิษฐานภาวนาที่เราเรียกวา การนมัสการของพระศาสนจักร หรือพิธีกรรมตาง ๆ นั่นเอง เรา ตองเขาใจดวยวาการอธิษฐานภาวนาแตละอยางมีเวลาและสถานที่ของมัน และไมควรนํามาปะปนกัน เชน ขณะที่เรา กําลังรวมมิสซาอยู เราก็ไมควรสวดสายประคําไปพรอมกัน ถาเราปรารถนาที่จะสวดสายประคํา เราก็สามารถสวด กอนหรือหลังพิธีมิสซาก็ได ไมใชทําสองอยางในเวลาเดียวกัน เพราะพิธีมิสซาถือไดวาการอธิษฐานภาวนาที่ดีและ สมบูรณที่สุด ในมิสซาเราสามารถสรรเสริญ ขอบพระคุณ เสนอวิงวอน และวอนขอสิ่งตางๆ ที่จําเปนตอชีวิตของ เรา พรอมกับพระเยซูเจา ในพระองคและโดยทางพระองคนั่นเอง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.2013 การอธิษฐานภาวนาแบบวอนขอเพื่อสิ่งที่จําเปนสําหรับชีวิตของเรา ตางจากการวอนขอสิ่งที่เราตองการหรือสิ่งที่เราอยากจะมี ปกติแลว ชาวอิสราเอลจะยกมือขึ้นเบื้องบนเวลาอธิษฐานภาวนาในหนังสือ อพยพ โมเสสยกมือขึ้นและอธิษฐานภาวนาตอพระเจาอยางไมหยุด หยอน เพื่อใหชาวอิสราเอลสามารถเอาชนะชาวอามาเลขในสงคราม สิ่งที่ผูเขียนหนังสืออพยพตองการชี้ใหเราเห็นคือ ทุกสิ่งทุกอยางขึ้นอยู กับพระเจา ปราศจากพระองคจะไมมีชัยชนะใด ๆ ทั้งสิ้น ในระหวาง อาหารค่ํามื้อสุดทาย พระเยซูเจาทรงบอกบรรดาศิษยของพระองค วา “ถาไมมีเรา ทานก็ทําอะไรไมไดเลย” (ยน15:5) ดังนั้นการ อธิษฐานภาวนาวอนขอความชวยเหลือจากพระองคเปนสิ่งจําเปนและขาดไมได การอธิษฐานภาวนานี้ตองอาศัยเวลา และความเพียรอดทนดวย ในพระวรสารเรื่องอุปมาเกี่ยวกับผูพิพากษาและหญิงมายยากจนคนหนึ่งซึ่งกําลังแสวงหา ความยุติธรรม ประเด็นสําคัญของเรื่องอยูตรงที่วาถาคนที่ทุจริตและกินสินบนอยางผูพิพากษาคนนั้น ซึ่งไมยําเกรงพระ เจาและไมเกรงใจมนุษยผูใด ยังสยบตอการรบเราของหญิงที่ออนแอยากจน และไมมีเงินติดสินบน พระเจาผูซึ่งเปยม ดวยความรักและเมตตาจะดูแลเอาใจใสบรรดาลูก ๆ ของพระองคมากกวานี้แคไหน? ดังนั้น บทเรียนก็คือจงวอนขอ พระเจาตอไปโดยไมหยุดหยอน ไมไดหมายความวาเราจะขออะไรจากพระเจาก็ได สิ่งที่เราวอนขอจากพระเจาควรเปน สิ่งที่ทําใหพระองคไดรับเกียรติและการสรรเสริญดวย นั่นคือ เราตองขอในสิ่งที่ดีและถูกตองนั่นเอง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.2013 “ทานใดที่ลูกขออาหาร จะใหกอนหินหรือ ถาลูกขอปลา จะใหงูหรือ แมแตทานทั้งหลายที่เปนคนชั่ว ยังรูจักใหของดีๆ แกลูก แลวพระบิดาของ ทานผูสถิตในสวรรคจะไมประทานของดี ๆ แกผูที่ทูลขอพระองคมากกวา นั้นหรือ” (มธ7:9-11) อะไรคือสิ่งดี ๆ เหลานี?้ แนนอน พระเยซูเจาคง หมายถึง สิ่งที่จะนําเราใหใกลชิดกับพระเจามากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราให รูจัก รัก และรับใชพระองคไดดียิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราใหเขาใจคําสอนของ พระองคไดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราใหสามารถเปนทอธารแหงความ รักของพระองค สําหรับคนอื่นไดมากยิ่งขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดหมด พระองคคงหมายถึงสิ่งที่จะชวยใหรูจักพระประสงคของพระองค พละกําลังที่จะชวยเราใหสามารถยอมรับ และทําใหพระประสงคนั้นสําเร็จไป พระองคปรารถนาใหเราทําสิ่งที่พระเจา ตองการใหเราทํา เพื่อวาพระประสงคของพระเจาและความตองการของเราจะเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 25 ตุลาคม ค.ศ.2013 หลายคนมักจะเปรียบเทียบพระเจาเปนเหมือนผูพิพากษา เราแตละคนเปน หญิงมายคนนั้น นั่นหมายความวาเราควรอธิษฐานภาวนาอยูเสมอโดยไม ทอถอย เพื่อรบเราพระเจาจนกระทั่งพระองคยอมประทานสิ่งที่ตองการแกเรา อยางไรก็ตาม เปนเรื่องที่นาสนใจไมนอยเหมือนกัน ถาเรามองในอีกมุมหนึ่ง โดยเปรียบเทียบเราเปนเหมือนกับผูพิพากษาอธรรมคนนั้น หลายครั้งเราไมยํา เกรงพระเจา ไมดําเนินชีวิตตามพระประสงคของพระองค ปฏิเสธเสียงรองของ คนยากจนที่อยูรอบขางเรา แตพระเจาเปนเหมือนหญิงมายผูเซาซี้คนนั้น พระองคไมยอมจากเราไปไหน ยังคอยรบเราและไมยอมรับการปฏิเสธของเรา พระองคยังคงรอคอยการกลับใจของ เรา รอคอยจนกระทั่งเราเรียนรูที่จะรักพระองค ในหนังสือปฐมกาลบอกวาพระเจาทรงสรางเรามนุษยตามภาพลักษณ ของพระองค (เทียบ ปฐก1:26) ในฐานะภาพลักษณของพระองค เราตองพยายามทําตัวเองใหเหมือนพระองค ผูซึ่งรอ คอยการตอบรักจากเราอยางไมทอถอย ใหมากที่สุดเทาที่เราจะทําได ในเวลาเดียวกัน เราตองมั่นใจในความรักของ พระองคและไมหยุดหยอนที่จะวอนขอสิ่งที่จําเปนสําหรับชีวิตฝายกายและฝายจิตของเรา เราตองเชื่อมั่นวาพระองค จะสดับฟงเสียงรองของเราอยางแนนอน “พระเจาจะไมประทานความยุติธรรมแกผูเลือกสรรที่รองหาพระองคทั้งวัน ทั้งคืนดอกหรือ” (ลก 18:7) ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.2013 มีเรื่องเลาวาวันหนึ่งกษัตริยเฟรเดริคมหาราชแหงราชอาณาจักรปรัสเซีย ซึ่งเปน ดินแดนสวนหนึ่งของประเทศเยอรมนีในปจจุบัน ไดเสด็จไปเยี่ยมคุกแหงหนึ่งและมี โอกาสพูดคุยกับผูถูกคุมขังหลายคน ผูถูกคุมขังแตละคนที่ไดสนทนากับพระองค ตางก็ปกปองความบริสุทธิ์ของตนและคร่ําครวญถึงความเขาใจผิดและการถูกใสราย จากผูอื่น สุดทาย กษัตริยองคนี้เสด็จมาหยุดหนาหองขังของชายคนหนึ่ง ซึ่งไมยอม ปริปากพูดอะไรแมแตคําเดียว ดวยความแปลกพระทัยพระองคจึงตรัสกับเขา วา “เอาละ เราคิดวาทานคงเปนผูบริสุทธิ์ที่ตกเปนเหยื่อของความอยุติธรรมเหมือน คนอื่นดวยใชไหม?” “เปลาครับ พระองค” ชายคนนั้นทูลตอบ “ผมไมใชผูบริสุทธิ์ แตผมไดทําผิดและสมควรไดรับโทษ” กษัตริยรีบหันพระพักตรไปยังผูคุมที่ตามมา ดวยและตรัสวา “เร็วเขา รีบปลอยเจาหมอนี่ออกไป กอนที่เขาจะทําใหประชาชนที่ บริสุทธิ์ที่อยูที่นี่ตองเสียไป” ถอยคําในพระคัมภีรที่วา “พระเจาทรงตอตานคนเยอหยิ่งจองหอง แตประทานพระหรรษ ทานแกผูถอมตน” (1 ปต 5:5) ไดถูกพิสูจนใหเห็นวาเปนความจริง พระวรสารบอกเลาเกี่ยวกับผูมีความเชื่อสองคน คนหนึ่งเปนชาวฟาริสี สวนอีกคนหนึ่งเปนคนเก็บภาษี ทั้งสองเปนผูมีความเชื่อในพระเจาองคเดียวกัน นับถือศาสนา เดียวกันและนมัสการพระเจาในพระวิหารหลังเดียวกัน ทั้งสองยังเปนผูมีความเชื่อที่มีชีวิตชีวา เขารวมพิธีกรรมและ อธิษฐานภาวนาเปนประจําในพระวิหารอีกดวย แตผลที่ไดรับแตกตางกัน หลังจากการนมัสการสิ้นสุดลง “คนเก็บภาษี กลับไปบาน ไดรับความชอบธรรม” (ลก 18:14) นั่นคือ จิตใจของเขาไดพบสันติสุขกับพระเจา “แตชาวฟาริสีไมได รับ” (ลก 18:14) ความสุขใจแบบนั้น เราตองถามตัวเองวา เมื่อเขารวมพิธีกรรมและอธิษฐานภาวนาเราเปนเหมือนคน เก็บภาษี หรือชาวฟาริสี ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 27 ตุลาคม ค.ศ.2013 ในสมัยพระเยซูเจา ชาวฟาริสีเปนคนศรัทธาในศาสนามาก พวกเขาเปนผูมีความเชื่อที่ปฏิบัติศาสนกิจ อยางสม่ําเสมอและถือตามบทบัญญัติของพระเจาอยางเครงครัด บอยครั้งพวกเขาทํามากกวาขอ เรียกรองของบทบัญญัติเสียอีกพวกเขาจําศีลอดอาหารสัปดาหละสองวันคือวันจันทรและวัน พฤหัสบดี แมบทบัญญัติเรียกรองใหประชาชนจําศีลอดอาหารเพียงปละหนึ่งวันเทานั้นคือ ในวันชดเชย บาป พวกเขายังถวายหนึ่งในสิบของรายไดทั้งหมดแดพระเจาอยางสม่ําเสมออีกดวย ในอุปมาวันนี้ ชาวฟาริสีไมไดลอเลน เมื่อเขาพูดวา “ขาพเจาไมเปนเหมือนมนุษยคนอื่น ที่เปนขโมย อยุติธรรม ลวง ประเวณี หรือเหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ขาพเจาจําศีลอดอาหารสัปดาหละสองวันและถวายหนึ่งในสิบ ของรายไดทั้งหมดของขาพเจา” (ลก 18:11-12) เราจะเห็นวาชาวฟาริสีมีมาตรฐานทางศีลธรรมคอนขางสูง สวนคนเก็บภาษีถูกมองวา เปนคนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรมต่ํา เพราะพวกเขาทํางานใหกับรัฐบาลชาวโรมันซึ่งเปนคนตางชาติยอมกมหัวใหกับผูรุกราน แสวงหา ผลประโยชนและทรยศตอเพื่อนรวมชาติ โดยเรียกเก็บภาษีเกินพิกัดเพื่อเขากระเปาตนเอง ในสายตาของชาวยิวพวกเขาจึงถูกถือวาเปน คนบาปที่ตองตกนรกอยางแนนอน อยางไรก็ตาม คนเก็บภาษีทั้งหลายรูดีวา เสียงของประชาชนไมใชเสียงของพระเจาเสมอไป พวกเขา ยังคงหวังที่จะไดรับความรอดพนเหมือนคนอื่น แมไมใชโดยทางความครบครันดานชีวิตฝายจิตของตนเอง แตโดยทางพระเมตตาอันหา ขอบเขตมิไดของพระเจา อันที่จริง การเชื่อในพระเจาอยางเดียวไมชวยใครใหรอดพน นักบุญยากอบบอกเราวา “แมพวกปศาจก็เชื่อ เชนนั้นและยังกลัวจนตัวสั่นดวย” (ยก 2:19) สิ่งสําคัญคือ เราเชื่ออะไรเกี่ยวกับพระเจา เพราะวาความเชื่อนั่นจะมีผลกระทบตอตัวเรา เอง ชาวฟาริสีเชื่อวา “พระเจารักคนดีและเกลียดชังคนชั่ว” ดังนั้น พวกเขาจึงประพฤติตนตามที่ตัวเองเชื่อ คือ พวกเขาจะรักเฉพาะคนดี ตามแบบฉบับของพวกเขาเทานั้น และดูถูกเหยียดหยามคนชั่วและคนบาปเหมือนคนเก็บภาษี พระเยซูเจาตรัสเลาอุปมาเรื่องนี้ใหชาวฟา ริสีฟงเพราะพวกเขา “ภูมิใจวาตนเปนผูชอบธรรมและดูหมิ่นผูอื่น ” (ลก 18:9) อีกดานหนึ่ง คนเก็บภาษีไมไดวางใจในตนเองหรือในสิ่งที่ พวกเขาไดทํา แตไววางใจในพระเมตตาของพระเจา เมื่ออยูในพระวิหาร เขา “ยืนอยูหางออกไป ไมกลาแมแตจะเงยหนาขึ้นมอง ทองฟา ไดแตขอนอก พูดวา ‘ขาแตพระเจาโปรดทรงพระกรุณาตอขาพเจาคนบาปดวยเถิด ’” (ลก 18:13) นี่แหละคือคนที่กลับไปบาน ดวยความสุขใจในความรักของพระเจา ไมใชชาวฟาริสีที่คิดวาตนเองเปนผูชอบธรรม วันนี้เราเขามาในพระวิหารของพระเจาเพื่อนมัสการ และอธิษฐานภาวนาตอพระองค เมื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้สิ้นสุดลงเราหวังที่จะกลับไปบานดวยจิตใจที่เต็มเปยมดวยสันติสุขใน พระองค ใหเราเรียนรูเคล็ดลับการนมัสการและการอธิษฐานภาวนาที่สบพระทัยของพระเจาจากคนเก็บภาษี ใหเรามั่นใจในความรัก ยิ่งใหญของพระองค ไมมีบาปใดที่พระองคอภัยใหเราไมได ในเวลาเดียวกันเราตองตระหนักถึงความผิดบาปของเราและมอบตนเองไวใน พระเมตตาอันหาขอบเขตมิไดของพระองค อยาดูหมิ่นเพื่อนพี่นองที่เปนคนบาปของเรา แตพยายามชวยพวกเขาใหพบพระเจา เหมือน คนเก็บภาษีชวยเราใหคนพบความรักและพระเมตตาของพระองคในวันนี้ จําพระดํารัสของพระเยซูเจาในพระวรสารวันนี้ใหดี “ผูใดที่ยก ตนขึ้นจะถูกกดใหต่ําลง ผูใดที่ถอมตนลงจะไดรับการยกยองใหสูงขึ้น” (ลก 18:14)

ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม ค.ศ.2013 การเรียกของพระเจาไมไดมีไวเพื่อผูที่ไดรับการเลือกสรรจํานวนไมกี่คน เทานั้น พระเจาทรงเรียกมนุษยทุกคนใหเปนบางสิ่ง และใหทําบางสิ่งเพื่อคนอื่น ดวยชีวิตของตนแตละคนมีพระพรพิเศษแตกตางกันไป บางคนอาจจะเปน พระสงฆ เปนหมอ ครู ขาราชการ พอคา หรือเปนพอบานที่ดี ไมวาจะฐานะหรือ อาชีพใด ๆ ลวนถือวาเปนกระแสเรียก เปนสิ่งที่พระเจาปรารถนาใหเราแตละคน เปนเพื่อรับใชพระองคและเพื่อนมนุษย พระคัมภีรจากหนังสือซามูแอล เลาถึง เรื่องของเด็กคนหนึ่งคือซามูเอล ในตอนแรกยังไมรูจักการเรียกของพระเจา พระเจาทรงเรียกซามูเอล แตทานคิดวา เปนเอลี เจานายของทานที่เรียก พระเจาทรงเรียกทานสองครั้ง ซามูเอลก็ไปหาเอลีทั้งสองครั้ง และเอลีบอกทานให กลับไปนอนทั้งสองครั้งเชนกัน เมื่อพระเจาทรงเรียกซามูเอลเปนครั้งที่สาม เอลีจึงเขาใจสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นและบอกซา มูเอลวา “ถามีเสียงเรียกลูกอีกก็จงตอบวา ‘ขาแตพระยาหเวห ตรัสมาเถิด ผูรับใชของพระองคกําลังฟงอยู’ ” (ซมอ 3:9) และเมื่อพระเจาทรงเรียกซามูเอลเปนครั้งที่สี่ ทานก็พรอมที่จะฟงพระองค “ซามูเอลเจริญวัยขึ้น พระยาหเวหท รงสถิตอยูกับเขา และทรงทําใหคําพูดทุกคําของซามูเอลเปนความจริง” (ซมอ3:19) ซามูเอลฟงสิ่งที่พระเจาตรัสกับ ทานอยางตั้งใจตอไปและถายทอดสิ่งที่ไดยินใหกับคนอื่นไดรับทราบ พระวาจาของพระเจาไมใชเปนบางสิ่งที่เราจะเก็บ ไวสําหรับตัวเราเองเทานั้น แตเปนสิ่งที่เราตองแบงปนใหกับคนอื่น เราตองเขาใจดวยวาในพระคัมภีร คําวา “ฟง” ไมไดหมายความเพียงวา “ไดยิน” เทานั้น แตหมายถึง “เขาใจ ยอมรับ นําไปปฏิบัติ และแบงปนใหกับคนอื่น” พระเจากําลังตรัสกับเราแตละคนในวันนี้ โดยผานทางบุคลลตาง ๆ ที่อยูรอบขางเรา ดังนั้น จงพยายามฟงสิ่งที่ พระองคกําลังตรัสกับเราอยางตั้งใจ แลวเราจะรูและเขาใจพระประสงคของพระองคสําหรับเราแตละคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม ค.ศ.2013 ในพระวรสารโดยนักบุญมาระโกเลาใหเราฟงเกี่ยวกับการเรียกศิษยสี่คนแรก ของพระเยซูเจาและการตอบรับเสียงเรียกนั้นของพวกเขา มีบางสิ่งที่คลายคลึง กัน คือ กระแสเรียกของพวกเขาขึ้นอยูกับการริเริ่มของพระเยซูเจาแตเพียงผู เดียว ไมไดขึ้นอยูกับความเกงกลาสามารถของพวกเขาแมแตนอย พวกเขาเปน เพียงชาวประมงที่ไมคอยมีความรู พระเยซูเจาทรงเห็นพวกเขา (มก 1:14,19) ทรงตรัสกับพวกเขา (มก 1:17) ทรงเรียกพวกเขา (มก 1:20) และ ทรงทําใหพวกเขาเปนชาวประมงหามนุษย (มก 1:17) สิ่งนี้ชี้ใหเราเห็นวา การ เปนศิษยของพระเยซูเจาเกิดขึ้นเพราะการริเริ่มของพระองคเปนอันดับแรก กระแสเรียกมาจากพระเจา เปนเสียงเรียก ของพระองค สวนการตอบรับหรือปฏิเสธนั้นขึ้นอยูกับเราแตละคน ศิษยสี่คนแรกตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจา แบบทันทีและไรเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ซีโมนและอันดรูว“ ทิ้งแหไว แลวตามพระองคไปทันที” (มก 1:18) สวนยากอบ และยอหนก็ “ละทิ้งเศเบดีบิดาของตนไวในเรือกับลูกจาง แลวตามพระองคไปทันที” (มก 1:20) เสียงเรียกของพระ เยซูเจาเปนเสียงเรียกของพระเจาผูทรงสรรพานุภาพ และคําตอบตอเสียงเรียกนี้ตองเปนความนบนอบเชื่อฟงแบบไร เงื่อนไขเปนความไววางใจในความรักและการนําทางของพระญาณเอื้ออาทรของพระองคอยางสิ้นเชิง ดังนั้น จึงไมมีที่ สําหรับคําตอบซึ่งมีเงื่อนไขในการเปนศิษยของพระเยซูเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.2013 หลายครั้งเมื่อพิจารณาไตรตรองถึงกระแสเรียกในชีวิตของเราแต ละคนใหเราสํานึกวา พระเยซูเจาเรียกและเชื้อเชิญแตละคนให ติดตามพระองคในหนทางที่เหมาะสมที่สุด ขอเพียงใหเราพรอมที่ จะตอบเสียงเรียกของพระองค ไมวาจะเปนเสนทางสายใด เราตอง กลาที่จะพูดเหมือนซามูเอลวา"‘ขาแตพระยาหเวห ตรัสมา เถิด ผูรับใชของพระองคกาลังฟงอยู’ ” (ซมอ 3:9) ไมตองกังวลถึง ความไมเหมาะสมหรือความสามารถที่จํากัด เพราะทุกสิ่งทุกอยางขึ้นอยูกับพระเยซูเจา ไมวาพระองคจะเรียกเราใหใช ชีวิตเชนไร แบบไหน พระองคสามารถทําใหชาวประมงจน ๆ และไมมีความรูกลายเปนอัครสาวก และธรรมทูตผู ยิ่งใหญได พระองคจะทําใหเราสามารถเปนพระสงฆ ซิสเตอร เปนหมอ ครู ขาราชการ พอคา หรือเปนพอบานที่ดี ไม วาจะฐานะหรืออาชีพใด ๆ ลวนถือวาเปนกระแสเรียก เปนสิ่งที่พระเจาปรารถนาใหเราแตละคนเปน เพื่อรับใช พระองคและเพื่อนมนุษย “จงไปในสันติเพื่อรักและรับใชองคพระผูเปนเจาเถิด” นี่คือพระประสงคของพระเจาที่ พระองคทรงมอบหมายใหเราแตละคนทํา ไมวาเราจะอยูในฐานะ อาชีพ วิถีทางชีวิตเชนใดในปจจุบัน เราลวนเปนผูรับ ผลแหงความรักและพระเมตตาของพระเจา พระองคทรงรักเรา แมวาเราเปนคนบาป ดังนั้น แตละวันในชีวิตของเรา ใหเราแตละคนพยายามเรียนรูที่จะรักจากพระเจาผูทรงเปนองคความรัก “จงไปปฏิบัติตามพระวาจาของพระเจาเถิด” ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี