ข้อคิดยามเช้า ประจำเดือน พฤษภาคม 2015

Page 1


enen ข้อคิดยามเช้า วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.2015 สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 12 ได้ ทรงตั้งวันฉลอง “นักบุญโยเซฟ กรรมกร” ในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1955 เพื่อคนงานทั้งหลาย จะได้มีนักบุญองค์อุปถัมภ์ ซึ่งให้แบบอย่างและ ความหมาย ของการดาเนินชีวิตคริสตชน พระศาสนจักรยอมรับการฉลองวันกรรมกรหรือวันแรงงานสากลเพื่อต้องการประกาศค่านิยมที่แท้จริงของ การงาน และ เพื่ออวยพรกิจการต่าง ๆ ของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก แน่นอน ทุกครอบครัวต้องทางานเพื่อความ อยู่รอด แต่การทางานต่าง ๆ จะต้องไม่เป็นผลทาให้ละเลยชีวิตครอบครัวซึ่งต้องมีความรัก ความอบอุ่น และมีเวลา สาหรับกันและกัน นักบุญโยเซฟได้ให้ค่านิยมในการทางานที่แท้จริงของมนุษย์ ท่านเป็นผู้ที่มีความสุภาพถ่อมตัว ทางานหนัก และ ให้เวลาอย่างเต็มที่สาหรับครอบครัว คือ พระนางมารีย์ และ พระเยซูเจ้า มาโดยตลอด การทางานหนักเพื่อ ครอบครัวจะไม่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักถ้าเราไม่ให้เวลากับครอบครัวของเราอย่างเพียงพอด้วย เพราะการใช้เวลาอยู่ ด้วยกันเป็นวิถีทางหนึ่งที่แสดงให้สมาชิกแต่ละคนรู้ว่าเรารักพวกเขา ดังนั้น อย่าเอาเวลาของครอบครัวไปให้กับกิจการ อื่นมากจนเกินไป พระเยซูเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนเพียงแค่ 3 ปี แต่พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถึง 30 ปี แบบอย่างของพระองค์ต้องเตือนใจเราให้มองเห็นคุณค่าและความสาคัญของครอบครัวมาก่อนเป็นลาดับแรก ดังนั้น ในโอกาสวันฉลองนักบุญโยเซฟ กรรมกรซึ่งตรงกับวันกรรมกร หรือวันแรงงานสากล ให้เราระลึกถึงคา ตักเตือนของนักบุญเปาโล ที่บอกว่า “เหนือสิ่งใดจงมีความรักซึ่งรวมเราไว้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ขอให้สันติสุขของพระคริสตเจ้าครอบครองดวงใจของท่าน” (คส 3:14-15) ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.2015 พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา “เพื่อให้รัก” ความรักเป็นธรรมชาติ อย่างหนึ่งของมนุษย์ ถ้าเขาไม่รักพระเจ้า เขาต้องรักสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า นักบุญยอห์นเรียกสิ่งอื่นนี้ว่า “โลก” ท่านบอกว่า “ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักของพระบิดา ก็ไม่อยู่ในตัวเขา” (1 ยน 2:15) เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีและเป็นล้วนมาจากพระเจ้า ชีวิตของเราและลมหายใจของเราก็เป็นของประทาน จากพระองค์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่มีเหตุผลที่จะไปรักสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ รักและรับใช้เป็นของคู่กัน เมื่อเรารักใครสักคนแล้วเราต้องแสดงความรักของเราออกมาให้เห็นด้วยการรับใช้ คนที่เรารักด้วยนี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการบอกเรา เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดรักเราผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา” (ยน 14:23) การ “ปฏิบัติตามวาจา” คือบทพิสูจน์ของความรักที่เรามีต่อพระองค์ ดังนั้น ความรักที่เรามีพระเยซูเจ้า จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “ความรู้สึก” แต่เป็น “การกระทา” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วย

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึง “เถาองุ่น” ซึ่งเราแต่ละคนเป็นกิ่งก้าน สะท้อนให้เห็นถึงความจริง ที่สาคัญบางประการ ในเรื่องความสัมพันธ์ที่ ควรเป็นระหว่างเรากับพระเยซูเจ้า ส่วนที่ต้องเกิดดอกออกผลคือ “กิ่งก้าน” (ยน 15:2) ถ้ากิ่งก้านใดไม่เกิดผล มันจะถูกตัดทิ้งเสียจากลาต้น เพราะมันเพียงแค่ดูดน้าเลี้ยงจากลาต้น แต่ไม่ยอมให้ผลอะไรตอบแทนเลย คริสตชนหลายคนเป็นอย่างนั้น บางคนมาร่วมมิสซาทุกวันอาทิตย์เพื่อรับอาหารฝ่ายจิตด้วยการรับฟังพระ วาจาของพระเจ้า และ รับศีลมหาสนิท บางคนอาจมาเพียงเพื่อทาตามกฎข้อบังคับของพระศาสนจักร ถ้าไม่มา ก็กลัว จะเป็นบาป แต่เมื่อออกจากวัดไปแล้วก็ไม่ได้ทาอะไรเพื่อประโยชน์ของกลุ่มคริสตชนที่เขาเป็นส่วนหนึ่งหรือช่วยเหลือ เพื่อนพี่น้องที่อยู่รอบข้างเขาเลย เมื่อกิ่งไม่สามารถแยกออกจากลาต้นฉันใด เราก็ไม่สามารถแยกออกจากพระเยซูเจ้าผู้ ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิตได้ฉันนั้น ถ้าเราแยกตัวเองออกจากพระองค์ เราก็คงไม่ต่างจากกิ่งที่หัก และ ตกลง มาจากต้นไม้ มีแต่จะเหี่ยวแห้งไป พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า “กิ่งก้านเหล่านั้นจะถูกเก็บไปทิ้งในไฟและถูกเผา” (ยน 15:6) การแยกตัวออกจากพระเยซูเจ้า คือ การปฏิเสธที่จะนาแนวทางของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดาเนิน ชีวิตของเรา เป็นการปฏิเสธบ่อเกิดแห่งชีวิตซึ่งมีแต่จะนาไปสู่ความตาย

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.2015 “กิ่งก้านใดในเราที่ไม่เกิดผล พระองค์จะทรงตัดทิ้งเสีย กิ่งก้านใดที่เกิดผล พระองค์จะทรงลิด เพื่อให้เกิดผลมากขึ้น” (ยน 15:2) สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือความจริงที่ว่า แม้แต่กิ่งก้านใดที่เกิดผล ก็ยังต้องถูก “ลิด”นั่นคือ ถูกตัดบางส่วนทิ้งไป หรือถูก ตกแต่งทาความสะอาด เพื่อว่ามันจะแตกกิ่งใหม่ และ เกิดผลเพิ่มขึ้นอีก พระเยซูเจ้าทรงอธิบาย เพิ่มเติมอีกต่อไปว่า “กระบวนการถูกลิด หรือทาให้สะอาด” นี้ เกี่ยวข้องกับพระวาจาของ พระองค์ด้วย “ท่านทั้งหลายก็สะอาดอยู่แล้ว เพราะวาจาที่เรากล่าวกับท่าน” (ยน 15:3) เพื่อว่าตัวเราแต่ละคนจะเกิดผลเพิ่มขึ้นอีก เราต้องถูกลิดด้วยการหลีกเลี่ยงหรือตัดสละค่านิยมที่ตรงกันข้าม กับค่านิยมของพระวรสาร โดยดาเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคาสั่งสอนของพระเยซูเจ้า กระบวนการนี้คือ การภาวนา การปฏิเสธตนเอง และ การควบคุมความปรารถนาตามธรรมชาติของตนเอง บรรดานักบุญทั้งหลายของพระศาสนจักร ล้วนผ่านกระบวนการถูกลิดหรือทาให้สะอาดดังกล่าวนี้ พวกท่านได้ตัดสละชีวิตที่หรูหรา ฟุ้งเฟ้อ สนุกสนาน และ ความสะดวกสบายฝ่ายโลก หันหลังให้กับสังคมที่เต็มไปด้วยค่านิยมที่สวนทางกับค่านิยมพระวรสาร ถ้าเราต้องการ เป็นกิ่งก้านที่เกิดผลเราต้องพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยเช่นกัน ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.2015 พระเยซูเจ้าตรัสเกี่ยวกับ เรื่องการเกิดผลไว้อย่าง ชัดเจนว่า “กิ่งองุ่นเกิดผลด้วย ตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับ เถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลาย ก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดารงอยู่ในเรา ฉันนั้น” (ยน 15:4) การเกิดผลนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของเราเพียงลาพัง แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเรากับ พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตเป็นหลัก ผลผลิตใด ๆ ที่ออกมาจากตัวเราจึงเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงทางานในตัวเรา และ ผ่านทางตัวเราแน่นอน ผลผลิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “ความรัก” ที่เรามีต่อพระเจ้า และ เพื่อนมนุษย์ “ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน 13:35) นักบุญยอห์นได้ย้าความจริงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า “นี่เป็นบทบัญญัติของพระองค์ คือ... ให้เรารักกันดังที่พระองค์ทรงบัญญัติให้เรา” (1 ยน 3:23) ความรักดังกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นแต่เป็นความรัก “ด้วยการกระทาและด้วยความจริง” (1 ยน 3:18)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เมื่อกิ่งไม่สามารถ แยกออกจากลาต้นฉันใด เราก็ไม่สามารถแยกออก จากพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นหนทาง ความจริง และ ชีวิตได้ฉันนั้น “กิ่งองุ่นเกิดผลด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดารงอยู่ในเราฉันนั้น” (ยน 15:4) ถ้าเราแยกตัวเองออกจากพระองค์ เราก็คงไม่ต่างจากกิ่งที่หัก และ ตกลงมาจากต้นไม้ มีแต่จะเหี่ยวแห้งไป พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า “กิ่งก้านเหล่านั้นจะถูกเก็บไปทิ้งในไฟและถูกเผา” (ยน 15:6) การแยกตัวดังกล่าวนี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ห่างจากพระองค์ฝ่ายกาย แต่เป็นการปฏิเสธที่จะนาแนวทางของ พระเยซูเจ้ามาเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตของเรา เป็นการปฏิเสธบ่อเกิดแห่งชีวิตซึ่งมีแต่จะนาไปสู่ความตาย เราต้องสานึกอยู่เสมอว่า ชีวิตของเราไม่สามารถแยกออกจากพระองค์ได้ “ถ้าไม่มีเรา ท่านก็ทาอะไรไม่ได้เลย” (ยน 15:5) เราต้องพยายามสุดความสามารถที่ดารงอยู่ในพระองค์ และ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ให้พระองค์เป็นที่หนึ่ง และ ศูนย์กลางชีวิตของเรา พระองค์จะต้องมาก่อนทุกสิ่งในชีวิตของเราเสมอ อย่าปล่อยให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาพรากเรา จากพระองค์ได้ และ หมั่นกระชับความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ให้แน่นแฟ้นนับวันยิ่งมากยิ่งขึ้นด้วยการมาร่วม มิสซาบ่อย ๆ เพื่อรับฟังพระวาจาของพระองค์ และ ศีลมหาสนิทซึ่งเป็นอาหารบารุงเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิตของเรา ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ในแต่ละวันของชีวิต เราแต่ละคนต้องตัดสินใจ อยู่ตลอดเวลา วันนี้เราจะตื่นนอน หรือเข้านอนกี่โมง จะใส่ชุดอะไรหรือกินอะไร จะทาอะไรก่อนหรืออะไรทีหลัง การตัดสินใจหลายเรื่อง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่การตัดสินใจบางอย่าง เป็นสิ่งที่คงอยู่ถาวรตลอดไป เช่น การตัดสินใจรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ หรือ การตัดสินใจแต่งงาน ทว่า ไม่ว่าการตัดสินใจของเราเป็นแบบ ชั่วคราวหรือแบบถาวรล้วนมีผลต่อตัวเราเอง ต่อคนที่อยู่รอบข้าง และ สังคมที่เราเป็นส่วนหนึ่งเสมอ ดังนั้น เมื่อเรา ต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่งบางอย่างเราต้องตัดสินใจเลือกอย่างฉลาด เลือกในสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ เลือกสิ่งที่สอดคล้อง กับพระประสงค์ของพระเจ้า และ เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตบนโลกนี้ของเรา เราจะต้องยึดมั่นในพระวาจาและคาสอนของพระองค์โดยไม่ใช้ชีวิตแบบเหยียบเรือสองแคมไม่ว่าจะต้อง ตัดสินใจสักกี่ครั้งไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใด ๆ ในชีวิต เราต้องมั่นใจและประกาศตัวตนดังเช่นนักบุญเปโตร “พระเจ้าข้า พวกเราจะไปหาใครเล่าพระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร พวกเราเชื่อ แล ะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” (ยน 6:68-69)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เมื่อชาวอิสราเอล ได้เข้ามาอาศัยอยู่ใน แผ่นดินพันธสัญญาแล้ว พวกเขาดาเนินชีวิตแบบ เหยียบเรือสองแคม นั่นคือ พวกเขานับถือทั้งพระเจ้า ของบรรพบุรุษ และ เทพเจ้าของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ท่านโยชูวา ผู้นาชาวอิสราเอล ต่อจากโมเสส จึงเรียกร้อง ประชาชนทั้งหลายที่มา ชุมนุมกันที่เมือง เชเคม ให้ ตัดสินใจเลือกอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเขาจะยังคงซื่อสัตย์ ต่อพระเจ้าหรือไม่ หลายศตวรรษต่อมา พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกร้องบรรดาศิษย์ และ ประชาชนที่มาชุมนุมกันเพื่อฟังการเทศน์ สอนของพระองค์ให้ตัดสินใจว่า จะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสอนของพระองค์หรือไม่ ทุกวันนี้ เราเองต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจว่าจะติดตามพระเยซูเจ้าต่อไปอีกหรือไม่ กระแสของค่านิยม ทางโลกที่สวนทางกับค่านิยมของพระวรสาร วัตถุนิยมและเสรีภาพนิยมแบบสุดโต่งกาลังโหมกระหน่าเข้ามาใน พระศาสนจักร หลายคนมองการคดโกงที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองเป็นเรื่องถูกต้อง การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน และ การทาแท้งเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล ล้าสมัยที่จะร่วมมิสซาวันอาทิตย์เพราะเป็นเรื่องของเด็กและผู้สูงอายุ คาสั่งสอน ของพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักรในเรื่องความซื่อสัตย์ความรักต่อศัตรู การแต่งงาน การทาแท้ง และ สิทธิมนุษย์ขั้น พื้นฐาน เป็นเรื่องที่ขัดหูและรับไม่ได้ วันนี้พระเยซูเจ้ายังคงท้าทายเราต่อไป เราแต่ละคนจะให้คาตอบได้หรือไม่ว่าเราจะติดตามพระเยซูเจ้าอย่าง มั่นคง เพราะพระองค์ทรง “มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร พวกเราเชื่อและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.2015 สัตบุรุษคนหนึ่งมาพบ พระสังฆราชเป็นการส่วนตัว เพราะไม่พอใจที่คุณพ่อเจ้าวัด อนุญาตให้สัตบุรุษ ยืนรับศีลมหาสนิทด้วยมือ แทนการคุกเข่ารับด้วยปาก ที่เคยปฏิบัติกันมา สัตบุรุษคนนั้นให้เหตุผลว่า “การทาแบบนี้เป็นการปฏิเสธ การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า ถ้าพวกเขารู้ว่าบุคคลที่พวกเขา กาลังรับอยู่นั้น คือพระเยซูเจ้าจริง ๆ พวกเขาจะต้องให้เกียรติ พระองค์ด้วยการคุกเข่า รับพระองค์” พระสังฆราชองค์นั้นไม่ตอบ แต่ถามเขาด้วยความอ่อนโยนว่า “ลูกจะทาอะไร ถ้าพระเยซูเจ้าปรากฏตัวต่อ หน้าลูกเวลานี้?” “ผมจะคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์พระองค์ทันที” เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ดีมาก” พระสังฆราชพูดอย่างใจเย็น“แต่ถ้ามีประชาชนบางคนเข้าไปกอดพระองค์ด้วยความดีใจ และด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ล่ะลูกคิดว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ให้ความเคารพต่อพระองค์ใช่ไหม?” สัตบุรุษคนนั้นเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง และ เริ่มมองเห็นว่า เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท สิ่งที่สาคัญมากกว่าไม่ใช่การตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระองค์ แต่เป็นความเชื่อและความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา กับพระองค์ต่างหาก “เราไม่เรียกท่านว่าเป็นผู้รับใช้อีกต่อไปเพราะผู้รับใช้ไม่รู้ว่านายของตนทาอะไร เราเรียกท่านเป็นมิตรสหายเพราะเราแจ้งให้ท่านรู้ทุกสิ่งที่เราได้ยินมาจากพระบิดาของเรา” (ยน 15:15) ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.2015 พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสถึง ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา กับพระองค์ในสองรูปแบบ คือ แบบ “เจ้านายกับผู้รับใช้” (ยน 15:15) และแบบ “มิตรสหายกับมิตรสหาย” (ยน 15:14) ในฐานะพระเจ้า พระเยซูเจ้า ทรงเป็นเจ้านายของเรา และ เราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ต้องได้รับความเคารพ และ เชื่อฟังสูงสุดจากเรา เราต้องปฏิบัติตามคาสั่งสอนของพระองค์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติแห่งความรัก ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูเจ้าแบบนี้ดีและถูกต้อง แต่ไม่ใช่รูปแบบอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาให้เป็น ในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ในฐานะ “มิตรสหายกับมิตรสหาย” มากกว่าในฐานะ “เจ้านายกับผู้รับใช้” พระองค์ตรัสว่า “เราไม่เรียกท่านว่าเป็นผู้รับใช้อีกต่อไป เพราะผู้รับใช้ไม่รู้ว่านายของตนทาอะไร เราเรียกท่านเป็นมิตรสหาย เพราะเราแจ้งให้ท่านรู้ทุกสิ่งที่เราได้ยินมาจากพระบิดาของเรา” (ยน 15:15) พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญเราแต่ละคนให้ก้าวผ่านความสัมพันธ์แบบ “เจ้านายกับผู้รับใช้” ซึ่งเป็นระดับเด็ก ๆ เพื่อเข้าสู่ระดับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบ “มิตรสหายกับมิตรสหาย” สิ่งนี้จะเปลี่ยนวิถีทางในการอธิษฐาน ภาวนา และ การดาเนินชีวิตของเรา


เราจะเริ่มอธิษฐานภาวนาได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเพราะพระองค์ตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดารงอยู่ในเรา และ วาจาของเราดารงอยู่ในท่าน ท่านอยากได้สิ่งใด ก็จงขอเถิดและท่านจะได้รับ” (ยน 15:7) ความสัมพันธ์เช่นนี้แหละจะช่วยให้เราสามารถสัมผัสสันติสุขและความยินดีในชีวิตมากขึ้น

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ถ้าพูดกันตามสถานภาพ และ ความเป็นจริง ไม่มีใครในโลกนี้ เป็นผู้เหมาะสมที่ จะเป็นมิตรสหายของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงตรัสกับเราว่า “มิใช่ท่านทั้งหลายได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน มอบภารกิจให้ท่านไปทาจนเกิดผล และ ผลของท่านจะคงอยู่ เพื่อว่าท่านจะขอสิ่งใด จากพระบิดาในนามของเรา พระบิดาจะประทานแก่ท่าน” (ยน 15:16) พระเยซูเจ้าทรงพอพระทัยเลือกเรา แม้ว่าเราไม่เหมาะสม เพราะพระองค์ทรงรักและยอมรับอย่างที่เราเป็น เราผู้เป็นมนุษย์รักลูก ๆ ของเราอย่างที่พวกเขาเป็น แต่เราก็ปรารถนาให้พวกเขาเติบโตขึ้น ในทานองเดียวกัน พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราเจริญเติบโตในความรักของพระองค์ มิตรภาพ และ ความสนิทสนมคุ้นเคยที่ พระองค์ทรงมอบให้แก่เราไม่ควรเป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวสาหรับความใจดา หรือ ความไม่สนใจใยดีต่อผู้อื่นของเรา พระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ต่อเราด้วยการส่งพระบุตรเพียงพระองค์เดียวลงมาสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เราต้องแสดงความรักของเราต่อพระองค์ด้วยการรักเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา ด้วยการทาแบบนี้แหละ เราจึงสามารถรู้ว่าเราเป็นมิตรสหายของพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์ทรงบอกเราอย่างชัดเจนว่า “ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเราถ้าท่านทาตามที่เราสั่งท่าน” (ยน 15:14)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.2015 “ผู้ใดรักเรา ผู้นั้น จะปฏิบัติตามวาจาของเรา” (ยน 14:23) การ “ปฏิบัติตามวาจา” คือบทพิสูจน์ของความรัก ที่เรามีต่อพระองค์ ดังนั้น ความรักที่เรามีต่อพระเยซูเจ้าจึง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “ความรู้สึก” แต่เป็น “การกระทา” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วย พระเยซูเจ้าทรงให้แบบอย่างความรักที่สมบูรณ์ที่สุดแก่เรา พระองค์ทรงรักพระบิดาเจ้าสวรรค์ของพระองค์ อย่างสุดซึ้ง และ พระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นความรักดังกล่าวนี้ ด้วยการกระทาตามพระประสงค์ หรือ ปฏิบัติตาม พระวาจาของพระบิดาโดยการถ่อมพระองค์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และ ยอมรับความตายบนไม้กางเขนเพื่อ ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากอานาจของบาป และ ความตาย ให้เราถามตนเองดูสิว่าเราได้ทาสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรง ปรารถนาแล้วหรือยัง? ถ้าเราได้ทาตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างจริงจังแล้ว เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า "เรารักพระองค์จริง ๆ" แต่ถ้าเรายังไม่ได้ทา นั่นก็แสดงว่าเรายังไม่ได้รักพระองค์อย่างที่ควรเป็น “ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา” (ยน 14:24)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.2015 หลายคนคงจา วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 ได้ วันนั้นเป็นวันฉลองแม่พระฟาติมา และ เป็นวันซึ่งนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปาทรงถูกลอบสังหาร ที่ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร กระสุนได้ถูกอวัยวะ ส่วนสาคัญของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ต่อมาพระองค์ได้ทรงกล่าว ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ลานมหาวิหารนักบุญเปโตรในวันนั้น และ ช่วงเวลาการประจักษ์มาครั้งแรกของ พระมารดาพระคริสตเจ้าแก่เด็กสามคนที่ ตาบลฟาติมา ประเทศโปรตุเกส ซึ่งได้รับการระลึกถึงตลอดระยะเวลา หกสิบกว่าปีที่ผ่านมา เพราะว่า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในวันนั้น ข้าพเจ้าได้สัมผัสและรู้สึกถึงการปกป้อง และ ดูแลเอาใจใส่แบบมารดา ซึ่งแข็งแกร่งกว่ากระสุนแห่งความตาย” ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 ที่ตาบลฟาติมา ประเทศโปรตุเกส แม่พระได้ประจักษ์เป็น ครั้งแรกแก่เด็กสามคน คือ ลูซีอา ฟรัสซิสโก และ ยาชินทา แม่พระได้ทรงมอบภารกิจที่สาคัญแก่เด็กสามคนนี้ คือ ให้ภาวนาเพื่อช่วยพระสันตะปาปา ช่วยประเทศรัสเซียให้กลับใจ และ ช่วยโลกให้รอดพ้น พระนางรู้ดีว่า พระเจ้าทรง พอพระทัยคาอธิษฐานภาวนาของเด็ก ๆ ทรงพร้อมที่จะฟังและตอบคาอธิษฐานภาวนาของพวกเขาเสมอ “ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย” (มธ 18:3)


พระเยซูเจ้าทรงยกให้เด็กเป็นต้นแบบของผู้ที่จะเข้าอาณาจักรสวรรค์ พระองค์ชี้ให้เราเห็นลักษณะพิเศษ และ สาคัญของเด็กนั่นคือ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในพ่อแม่ของพวกเขา แม่พระทรงมองเห็นจุดเด่นอันนี้ในตัวเด็ก ทั้งสามคน ทรงทราบดีว่า ถ้าให้เด็ก ๆ อธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าพวกเขาจะทาสิ่งนี้ด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจใน ความรัก และ พระเมตตาของพระองค์อย่างไร้ข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลให้คาอธิษฐานภาวนาของพวกเขาเปี่ยม ด้วยอานุภาพ เมื่อพระเจ้าทรงได้ยินคาอธิษฐานด้วยท่าทีแบบนี้ พระองค์จะไม่ทรงนิ่งเฉยแต่จะสดับฟังคาอธิษฐาน ภาวนาอย่างแน่นอน ภารกิจแห่งการช่วยโลกให้รอดพ้นซึ่งแม่พระได้ฝากฝังไว้ที่ตาบลฟาติมา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1917 จึงเป็นหน้าที่ของ เราทุกคนในฐานะลูกของแม่พระที่ต้องสานต่อเราทุกคนต้องร่วมกันอธิษฐานภาวนาเพื่อโลกจะได้กลับใจ “แม่พระฟาติมาก็คือแม่พระแห่งสายประคา” สายประคาคือเครื่องมือช่วยให้คนบาปกลับใจ และ วิงวอนขอพระหรรษทานของพระเจ้ามาสู่ครอบครัว ให้เรามั่นใจในความช่วยเหลือของพระนาง และ พยายามใช้สายประคาเป็นอาวุธ เพื่อเอาชนะศัตรูทั้งฝ่ายกาย และ ฝ่ายวิญญาณขอแม่พระฟาติมาอยู่เคียงข้างและคอยดูแลเอาใจใส่เราผู้ซึ่งเป็นลูกของพระนางตลอดไป

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เมื่อพระเยซูเจ้าทรง เชื้อเชิญประชาชนให้ มาเป็นศิษย์พระองค์ พระองค์ทรงคาดหวังว่า พวกเขาจะย้ายอะไรก็ตาม ที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตาม พระองค์ออกไปให้หมด ใครก็ตามปฏิเสธ ที่จะติดตามพระองค์ ก็ไม่ต่างจากคนตายฝ่ายจิต เพราะเขาได้ปฏิเสธเจ้าแห่งชีวิต ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นสิ่งสาคัญที่สุด พระองค์ต้องเป็นที่หนึ่งและมาก่อนทุกคน และทุกสิ่งในชีวิตของเรา “พระเจ้าทรงเรียกเราให้มารับเสรีภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้เสรีภาพนั้นเป็นข้อแก้ตัวที่จะทาตามใจตน แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก” (กท 5:13) เสรีภาพเป็นพระพรยิ่งใหญ่ประการหนึ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์ มนุษย์ที่ปราศจากเสรีภาพไม่ต่างจาก หุ่นยนต์ที่คอยทาตามคาสั่งของคนที่ควบคุมมันหรือคาสั่งที่ได้บันทึกไว้ในหน่วยความจาของมัน อย่างไรก็ตาม เราต้อง ตระหนักอยู่เสมอว่าพระพรประการนี้สามารถนาทั้งคุณและโทษมาสู่ตัวเรา ถ้าเราใช้เสรีภาพในทางที่ถูกต้อง ความรัก และ การรับใช้ของเราจะมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ถ้าเราใช้มันในทางที่ผิด มันก็จะกลายเป็นเพียง ข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวที่เรานาไปใช้เพื่อสนับสนุนกิเลศและตัณหาของเรา พระเยซูเจ้าได้ทรงปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาปและความตายตลอดนิรันดร ด้วยการ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และ การกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์เราก็ควรยืนหยัดมั่นคง อย่าปล่อยให้ตนเองตก เป็นทาสอีกต่อไป และ พยายามใช้เสรีภาพที่เรามีอย่างเต็มเปี่ยมรักและรับใช้พระองค์อย่างเต็มหัวใจ ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ.2015 พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญ ให้เราทุกคนติดตามพระองค์ ด้วยใจเต็มร้อย ตามสถานภาพของเราแต่ละคน เมื่อเรารับศีลล้างบาป โดยผ่านทางพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธี พระองค์ได้ทรงวางผ้าขาวบนตัวเรา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเราเป็น ประชากรใหม่ของพระเจ้าและ มีชีวิตใหม่ที่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง พระเยซูเจ้าปรารถนาให้ทุกคน เป็นอิสระหลุดพ้นจากพันธนาการ หรืออุปสรรคที่ขัดขวางเรา ไม่ให้เป็นศิษย์ที่สมบูรณ์ของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า เสรีภาพเป็นบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เราดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่มี เสรีภาพ แต่เราก็เห็นว่าทุกวันนี้มีการใช้เสรีภาพในทางที่ผิด หลายคนคงเคยได้ยินคาพูดที่ว่า “เสรีภาพในการเลือกเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของสิทธิมนุษย์” บางคนใช้คาพูดนี้เพื่อเป็นข้ออ้างหรือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า การที่เธอเลือกทาแท้งแทนการเลือกสิทธิที่จะมีชีวิต ของเด็กเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การกระทาแบบนี้เป็นการใช้เสรีภาพเพื่อสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนังของตนเอง โดยไม่ คานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพแบบนี้ไม่ใช่เป็นแบบที่พระเยซูเจ้าทรงนามาให้เรา เสรีภาพที่พระเยซูเจ้าทรงนาให้เราเป็น “เสรีภาพที่มีไว้เพื่อรัก” พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงบังคับเราให้เป็นศิษย์ ของพระองค์ หรือให้อุทิศตนเพื่อพระองค์ หรือให้รักพระองค์เหนือทุกคนและเหนือทุกสิ่ง แต่พระองค์ทรงให้เสรีภาพ ในการเลือกแก่เรา เพราะว่าความรักที่ปราศจากเสรีภาพ หรือถูกบีบบังคับโดยวิธีใดก็ตาม ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.2015 การทาตามใจตน เป็นรูปแบบหนึ่ง ของการเป็นทาส ถ้าเราติดยาเสพติด หรือ หมกมุ่นอยู่กับ ความพึงพอใจฝ่ายเนื้อหนัง ความฟุ้งเฟ้อของวัตถุนิยม ลาภยศสรรเสริญ และ ชื่อเสียงเกียรติยศ เราก็ยังไม่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง เรายังคงเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ วันใดที่เรารู้สึกว่าไม่มีพวกมัน เราจะเป็นทุกข์ ตราบใดที่เรายังปล่อย ตัวตามอาเภอใจให้ความหยิ่งจองหอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง และ ความเห็นแก่ตัวมาควบคุมเรา เราไม่ต่าง จากทาสที่แสวงหาแต่สิ่งที่ตอบสนอง “ความปรารถนาตามธรรมชาติ” (กท 5:16) ของตนเอง บาปทาให้เราเป็นทาส และ เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเสรีภาพ “พระเจ้าทรงเรียกเราให้มารับเสรีภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้เสรีภาพนั้นเป็นข้อแก้ตัวที่จะทาตามใจตน แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก” (กท 5:13)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ.2015 วันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ การแยกจากกันไม่ว่ากรณีใด ล้วนสร้างความลาบากใจ ให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครคนหนึ่ง จะกล่าวคาว่า “ลาก่อน” แต่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ได้ เมื่อพระเยซูเจ้า ได้ทรงกระทาพันธกิจแห่ง การกอบกู้มนุษยชาติบนโลกนี้ สาเร็จลงแล้ว พระองค์เสด็จสู่สวรรค์เพื่อกลับไป หาพระบิดาเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าพันธกิจดังกล่าวของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว เพราะก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ได้ทรงมอบพันธกิจดังกล่าวนี้ให้แก่พระศาสนจักรด้วยการกาชับบรรดาอัครสาวกอย่างแข็งขันว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง” (มก 16:15) ดังนั้น พระศาสนจักร ผ่านทางพระสังฆราชทั้งหลายซึ่งเป็นผู้สืบตาแหน่งต่อจากบรรดาอัครสาวก และ บรรดาสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของพวกท่านจึงเป็นผู้สานต่อพันธกิจที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเริ่มไว้ พระเยซูเจ้ายังคงประทับอยู่ในพระศาสนจักรผ่านทางผู้แทนของพระองค์ และ ทรงดาเนินพันธกิจของ พระองค์ต่อไปในและโดยทางพระศาสนจักร “บรรดาศิษย์ก็แยกย้ายกันออกไปเทศนาสั่งสอนทั่วทุกแห่งหน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทางานร่วมกับเขา และทรงรับรองคาสั่งสอนโดยอัศจรรย์ที่ติดตามมา” (มก 16:20)


แม้พระเยซูเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในพระศาสนจักรในรูปแบบที่เรามองเห็นและสัมผัสได้อีกต่อไป แต่พระองค์ ทรงชี้แนะและนาทางพระศาสนจักรอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ก่อตั้งพระศาสนจักร และ พระศาสนจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์ พระองค์จึงประทับอยู่กับพระศาสนจักรของพระองค์แม้ว่าพระศาสนจักรมี ความบกพร่องและความอ่อนแออันสืบเนื่องมาจากความไม่สมบูรณ์ตามประสามนุษย์ของผู้เป็นสมาชิกก็ตาม

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.2015 พระเยซูเจ้า ทรงตระหนักถึง ความไม่สมบูรณ์ ตามประสามนุษย์ ของผู้เป็นศิษย์ ของพระองค์ ทุกคนเป็นอย่างดี พระองค์จึงประทาน ความช่วยเหลือ แก่พวกเขา ผ่านทางพระหรรษทาน ของพระองค์ นักบุญเปาโลได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “เราแต่ละคนได้รับพระหรรษทานตามสัดส่วนที่พระคริสตเจ้าประทานให้” (อฟ 4:7) พระหรรษทานดังกล่าวนี้เป็นพระพรที่พระเยซูเจ้าประทานให้เราแต่ละคนตามความเหมาะสมเพื่อเสริมสร้าง พระศาสนจักรของพระองค์ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ท่านยังพูดถึงความแตกต่างของพระพรที่แต่ละคนได้รับว่า “พระองค์ประทานให้บางคนเป็นอัครสาวก บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวดี บางคนเป็นผู้อภิบาลและอาจารย์” (อฟ 4:11) อย่างไรก็ตาม พระพรเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีไว้เพื่อประโยชน์ของ พระศาสนจักรโดยรวม นั่นคือ “เพื่อเตรียมบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ไว้สาหรับงานรับใช้เสริมสร้างพระกายของพระคริสตเจ้า” (อฟ 4:12) ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.2015 แม้ว่าพระเยซูเจ้า ได้เสด็จสู่สวรรค์ และประทับ ณ เบื้องขวา ของพระบิดาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรง ทอดทิ้งเราผู้เป็นศิษย์ ของพระองค์ แต่ยังคงประทับ อยู่กับเราในรูปแบบใหม่ เวลานี้พระองค์ประทับอยู่กับเราในพระศาสนจักรทรงเพิ่มศักยภาพให้แก่เราเพื่อสานต่อพันธกิจของพระองค์ ด้วยการประทานพระพรที่แตกต่างกันแก่เราแต่ละคน พี่น้องเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า “อะไรคือพระพรที่พระเยซูเจ้าประทานแก่ผมหรือดิฉันเพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักร?” เราแต่ละคนมีพระพรที่พระเยซูเจ้าประทานให้ซึ่งอาจแตกต่างกันตามศักยภาพของแต่ละคน เราต้อง พยายามค้นพบพระพรอันนี้ และ นามาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระศาสนจักร พยายามทาให้เพื่อนบ้านที่ อยู่รอบข้างเห็นว่า ชุมชนวัดของเราเป็นสถานที่ที่พระเยซูเจ้าประทับอยู่ และ กาลังดาเนินพันธกิจแห่งการกอบกู้ของ พระองค์ต่อไปโดยผ่านทางเราแต่ละคน เราควรทาอะไรบ้างเพื่อให้คนที่อยู่รอบข้างเราหรือโลกทั้งโลกรู้ว่า พระเยซูเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางเรา? นักบุญเปาโลได้ให้แนวทางในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “จงถ่อมตนอยู่เสมอ จงมีความอ่อนโยน พากเพียรอดทนต่อกันด้วยความรัก พยายามรักษาเอกภาพแห่งพระจิตเจ้าด้วยสายสัมพันธ์แห่งสันติ” (อฟ 4:1-3) ถ้าเราเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันและแสดงความรักที่เรามีต่อกันออกมาด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน ปฏิบัติต่อ กันด้วยความสุภาพอ่อนโยนแล้วโลกทั้งโลกจะรู้ว่าเราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าอย่างไร้ข้อสงสัยใด ๆ ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เราควรจะพิจารณาไตร่ตรอง ถึงการมีส่วนร่วม และ บทบาทหน้าที่ของเราแต่ละคน ในการประกาศข่าวดี ซึ่งถือได้ว่าเป็น “ธรรมชาติ” ของเราในฐานะสมาชิก ของพระศาสนจักร และ “พันธกิจ” ที่พระเยซูเจ้าได้ทรง มอบหมายให้เราสานต่อ ตามสถานภาพ และ ศักยภาพ ที่แตกต่างกันของแต่ละคน นักบุญเปาโลบอกเราว่า “หากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดีข้าพเจ้าย่อมได้รับความวิบัติ” (1 คร 9:16) ทั้งนี้เพราะการประกาศข่าวดีเป็นสิ่งที่ท่านต้องทาอยู่แล้วในฐานะศิษย์ของพระเยซูเจ้า ถ้าเราไม่มีส่วนร่วมใน พันธกิจดังกล่าวนี้เลย เรากาลังบกพร่องในหน้าที่ของศิษย์ที่ดี และ สมควรได้รับการตาหนิ ดังนั้น ให้เราแต่ละคน พยายามใช้พระพรที่ได้รับเพื่อพันธกิจแห่งการประกาศข่าวดีนี้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวสิ่งใด เพราะพระเยซูเจ้า ประทับอยู่กับเราและคอยช่วยเหลือเราเพื่อพันธกิจนี้จะได้สาเร็จไป

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้ อ คิ ด ยามเช้ า วัน พฤหั ส บดี ที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ไม่ ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ ก็ตามพระเยซูเ จ้า จะเสด็จกลับมาหาเราอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่น อน หลายคนคงจาคาพูดของทูตสวรรค์ ที่บอกบรรดาศิษย์ซึ่งกาลังจ้องมองท้องฟ้า ขณะที่พระเยซูเ จ้าทรงจากพวกเขาไปว่า “ชาวกาลิ ลี เ อ๋ ย ท่ านทั้ ง หลายยื น แ หงน มองท้ อ งฟ้าอยู่ ท าไม พระเยซู เ จ้ าพระองค์ นี้ ที่ ท รงเสด็ จ ขึ้ น สู่ ส วรรค์ จะเสด็ จ กลั บ มา เช่ น เดี ย วกั บ ที่ ท่ านทั้ ง หลาย เห็ น พระองค์ ท รงจากไปสู่ ส วรรค์ ” (กจ 1:11) ในฐานะศิษย์ของพระเยซูเ จ้า เราแต่ละคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเสด็จ กลับมาของพระองค์ ซึ่งไม่ มี ใ ครรู้วัน และเวลาที่ แน่น อน การเตรียมพร้อมจึงเป็น วิธี ป้องกัน ตัวที่ดี ที่สุดผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า “ยามที่ เ ราประสบความส าเร็ จ เราต้ อ งเตรี ย มพร้ อ มที่ จ ะเผชิ ญ หน้ า กั บ สถานการณ์ที่ เ ลวร้ ายที่ สุ ด ในชี วิต ที่ อ าจเกิ ด”ขึ้ น ได้ มหาเศรษฐี อาจกลายเป็น ยาจกเพียงชั่วข้ามคืนภั ยพิบัติทางธรรมชาติที่เ กิดขึ้น บ่อย ๆสามารถทาลายล้าง สิ่งก่อสร้างและคร่าชีวิตมนุษย์เ ป็น จานวนมากน่าจะเป็น เครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่เ ตือนเราแต่ละคนให้เ ตรียมพร้ อม อยู่เ สมอ เมื่ อเวลานั้น มาถึงเรา เรื่ องหนั กอาจจะกลายเป็น เรื่ องเบา ในทานองเดียวกัน เพื่อวัน ที่เ ราพบกับพระเยซูเ จ้า เป็น วัน แห่งชัยชนะเราต้องเตรียมพร้อมอยู่เ สมอด้วยการดูแลเอาใจใส่ชีวิตฝ่ายจิตของเราอย่ างดีหมั่ น พิจารณา มโนธรรมและรับศีลอภัยบาปบ่อย ๆเราต้องพยายามทาให้ความเชื่อที่เ ราได้รับในศีลล้างบาปเติบโตขึ้น เรื่ อย ๆ ด้วย พระวาจาของพระเจ้า และ ศีลมหาสนิ ท ศีลศักดิ์สิทธิ์ แห่งความรักซึ่งเป็น อาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา ถ้าเป็น เช่น นี้ เมื่ อวัน ของเรามาถึงเมื องสวรรค์คงไม่ ไ กลเกิน ฝัน สาหรั บเรา ขอพระเจ้ าอวยพรพี่น้ อ งทุ ก คน พระสั ง ฆราชยอแ ซฟ ลื อ ชั ย ธาตุ วิสั ย ประมุข สั ง ฆมณฑ ลอุ ด รธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ถ้าเราต้องถูกแยกออกจากพระเยซูเจ้า ในวันสุดท้ายเพียงเพราะ เราไม่ได้เตรียมพร้อม คงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่ง เราจึงต้องเตรียมพร้อมสาหรับ การเสด็จมาที่ไม่คาดฝันของพระองค์ เราต้องเป็นเหมือน “ผู้รับใช้ที่กาลังคอยนาย กลับจากงานสมรส” (ลก 12:36) นั่นคือ เราต้อง “ตื่นเฝ้า” (ลก 12:37) และ เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา พระองค์อาจกลับมา “เวลาสองยามหรือสามยาม” (ลก 12:38) เมื่อพระองค์ทรงมาถึง และ เคาะประตู เราต้องพร้อมที่จะ เปิดประตูรับพระองค์ทันที อันที่จริงแล้ว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาในชีวิตของเราทุกวันผ่านทางเหตุการณ์ต่างๆ และผู้คนที่เราพบปะ ดังนั้น เราต้องเฝ้าสังเกตพระองค์ และ เตรียมพร้อมที่จะพบพระองค์ทุกวัน ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จมาในรูปแบบใดหรือ เมื่อใดก็ตาม เราจะต้องซื่อสัตย์ต่อพันธกิจที่พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายให้เราแต่ละคนทา พระพรแตกต่างกันซึ่งพระ เจ้าประทานแก่เราแต่ละคน เราจะต้องนามาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระศาสนจักร ทาให้ทุกคนที่อยู่รอบ ข้างเราและโลกทั้งโลกรู้ว่า พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.2015 ศิษย์ของพระเยซูเจ้า ต้องพร้อมเสมอสาหรับ การต่อสู้ฝ่ายจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้กับความพึงพอใจ และ ความปรารถนา ตามธรรมชาติมนุษย์ การประจญล่อลวงของปีศาจ ความเย้ายวน และ น่าดึงดูดใจของโลกนี้ นักบุญเปาโลได้ให้คาแนะนาว่า “จงยืนหยัดมั่นคง จงคาดสะเอวด้วยความจริงจงสวมความชอบธรรมเป็นเสื้อเกราะ” (อฟ 6:14) ตะเกียงที่ถูกจุดย่อมให้แสงสว่างแก่บริเวณรอบ ๆ นั้น ดังนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงบอกให้เรา “จุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้” พระองค์ทรงปรารถนาให้เรามีแสงสว่างนาทางชีวิต เราไม่สามารถเดินไปในที่มืดมิดได้ ถ้าเราไม่มีแสงสว่างเป็นเครื่องนาทาง ความเชื่อเป็นแสงสว่างดวงหนึ่งที่สามารถส่องสว่างในโลกที่มืดมนอัน เนื่องมาจากบาปได้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงกล่าวถึงความสาคัญของความเชื่อ ในสมณะลิขิต “แสงสว่างแห่งความเชื่อ” (Lumen Fidei) ว่า “มีความจาเป็นอย่างเร่งด่วน... ที่จะมองดูอีกครั้งหนึ่งว่าความเชื่อเป็นแสงสว่างอย่างหนึ่ง เหตุว่าถ้าเปลวไฟแห่งความเชื่อดับลง แสงสว่างอื่น ๆ ทั้งปวงจะเริ่มริบหรี่ลงด้วย แสงสว่างแห่งความเชื่อเป็นแสงสว่างที่พิเศษ เนื่องจากแสงสว่างนี้สามารถส่องสว่างชีวิตของมนุษย์ในทุกแง่มุม” พระองค์ยังทรงเสริมต่อไปอีกว่ายุคปัจจุบันเป็น “ช่วงเวลาที่มนุษย์ต้องการแสงสว่างนี้เป็นพิเศษ” (Lumen Fidei 4)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.2015 วันสมโภชพระจิตเจ้า ไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะ จินตนาการถึงสภาพจิตใจ ของบรรดาอัครสาวก หลังจากพระเยซูเจ้า ได้เสด็จสู่สวรรค์แล้ว พวกท่านคงรู้สึกโดดเดี่ยว และ หวาดกลัวรวมตัวกัน เป็นกลุ่มอยู่ในห้องชั้นบน สับสน และ วุ่นวายใจ ไม่รู้ว่าจะทาอะไรต่อไป หรือจะไปที่ไหน หรืออะไร กาลังจะเกิดขึ้นกับพวกท่าน พวกท่านได้ยินพระเยซูเจ้าประกาศว่า พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้พวกท่านต้องอยู่อย่างเดียวดาย แต่จะทรง ส่งพระจิตเจ้ามาหาพวกท่าน หลังจากนั้น 10 วันซึ่งตรงกันวัน“เปนเตกอสเต” อันเป็นวันที่ชาวยิวฉลองการที่พระเจ้า ได้ประทานพระบัญญัติสิบประการแก่โมเสสบนภูเขาซีนาย และ การเก็บเกี่ยวประจาปีของพวกเขา พระเยซูเจ้าทรงทา ให้คาสัญญาของพระองค์เป็นจริง บรรดาอัครสาวกได้รับพระจิตเจ้าในรูป “เปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้น” (กจ 2:3) และชีวิตของพวกท่านได้เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา พวกท่านออกไปหาประชาชนที่มาร่วมงานในวันนั้น และ เทศน์สอน พวกเขาเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพอย่างองอาจและกล้าหาญ พวกท่านพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุก คน และ ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของพวกท่าน นักบุญเปโตรหนึ่งในบรรดาอัครสาวกที่ได้รับพระจิตเจ้าผู้ซึ่งเคยปฏิเสธ ว่าไม่รู้จักพระเยซูเจ้าถึงสามครั้ง แต่พระจิตเจ้าทาให้ท่านกล้าเป็นพยานถึงพระอาจารย์ของท่านด้วยชีวิตทั้งครบ วันสมโภชพระจิตเจ้าเป็นวันที่พระศาสนจักรพยายามกระตุ้นจิตตารมณ์แห่งการแพร่ธรรมในตัวเราเพื่อเราแต่ ละคนจะสามารถดาเนินชีวิตเยี่ยงคริสตชนอย่างเปิดเผยประกาศความจริงที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสั่งสอนอย่างกล้าหาญ ทั้งด้วยคาพูดและการกระทา ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.2015 นอกจากนักบุญเปโตร แล ะอัครสาวกทุกองค์ ได้รับความกล้าหาญ ซึ่งเป็นพระพร ของพระจิตเจ้าแล้ว การเปลี่ยนแปลง ภายในตัวพวกท่าน มีความที่ลึกซึ้ง มากกว่านั้นอีก พวกท่านมีมุมมอง เกี่ยวกับชีวิตที่แตกต่าง จากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกท่านไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและสับสนอีกต่อไปด้วยความตระหนักว่า จริง ๆ แล้วอะไรคือสิ่งสาคัญในชีวิต ไม่ว่าพวกท่านจะปลอดภัยหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือตาย สิ่งสาคัญคือ เวลานี้พวกท่านอยู่ฝ่ายพระเยซูเจ้า และทาตามพระประสงค์ของพระองค์ สาหรับพวกท่านแล้ว พระเยซูเจ้าต้องมาก่อน เป็นที่หนึ่งและศูนย์กลางชีวิตของ พวกท่าน คนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นเรื่องรอง พวกท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าชีวิตจะมีคุณค่าและความหมาย ก็ต่อเมื่อมี พระเยซูเจ้าอยู่กับพวกท่านเท่านั้น ถ้าปราศจากพระองค์ชีวิตของพวกท่านจะไร้คุณค่าและความหมายไปทันที นี่เป็นพระพรแห่งปรีชาญาณที่พวกท่านได้รับจากพระจิตเจ้า พระพรแห่งปรีชาญาณเป็นสิ่งที่จาเป็นและขาด ไม่ได้สาหรับเรา ให้เราแต่ละคนไตร่ตรองถึงสิ่งที่สาคัญ และมีคุณค่าแท้จริงในชีวิตของเรา ซึ่งไม่อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เราเป็นเจ้าของ แต่คือการได้อยู่ฝ่ายพระเยซูเจ้า และการทาตามประสงค์และคาสั่ง สอนของพระองค์ขอพระจิตเจ้าส่องสว่างจิตใจ และประทานพระพรแห่งปรีชาญาญแก่เราแต่ละคนเพื่อจะสามารถ มองเห็นและเข้าใจความจริงประการนี้

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.2015

พระพรแห่งปรีชาญาณซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของบรรดาอัครสาวกเป็นพระพรที่เราแต่ละคนเป็นเจ้าของด้วย เราได้รับพระพรนี้ในวันที่เราได้รับศีลกาลัง พระเยซูเจ้าทรงส่งพระจิตเจ้ามายังเราพร้อมกับพระพรทั้งเจ็ดประการของ พระองค์ แต่ปัญหาคือ เมื่อเราได้พระพรของพระจิตเจ้าแล้ว ทาไมเวลานี้ เรายังคงรู้สึกสับสนและวุ่นวายใจอยู?่ ทาไมตัวเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเหมือนบรรดาอัครสาวก เหตุผลที่เป็นไปได้ประการหนึ่งคือ เราทาตัวเองให้เป็นอุปสรรคต่อพระพรแห่งปรีชาญาณ เราสับสนในการ เลือกคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต แทนที่เราจะเลือกคุณค่าแห่งพระวรสารตามที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสั่งสอน เรากลับเลือก คุณค่าหรือค่านิยมของโลก และ ปล่อยตัวไปตามกระแสของมัน เราอยู่ในกระแสของโลกซึ่งสร้างสิ่งที่ไม่มีความจาเป็น ในชีวิตให้กลายเป็นสิ่งที่จาเป็นและขาดไม่ได้ กระตุ้นให้เราปรารถนาสิ่งที่ยิ่งใหญ่และดีกว่าตลอดเวลา เราอยู่ในสังคม ซึ่งมีเครื่องวัดความสาเร็จคือ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง อันเป็นมาตรฐานที่สร้างความตรึงเครียดสร้างความ กังวลแก่จิตใจอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีวันสิ้นสุด เด็กและเยาวชนจานวนมากเป็นเหยื่อของแรงกดดันที่หลอกลวง แม้แต่ สาหรับเด็กอนุบาลตัวเล็ก ๆ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล๊ต กลายเป็นสิ่งจาเป็นและขาดไม่ได้ สาหรับพวกเขา วันนี้ เราต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่าอะไรคือสิ่งที่สาคัญและมีคุณค่าแท้จริงในชีวิตของเรา

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เราไม่สงสัยในพลังอานาจ ของพระจิตเจ้า ที่ทางานผ่านทางบรรดา อัครสาวกและกลุ่มคริสตชน ในสมัยเริ่มแรก ในฐานะคริสตชนคนหนึ่ง เราเคยคิดบ้างไหมว่า พระจิตเจ้า ทรงมีความสาคัญ ต่อชีวิตของเราอย่างไร? ในจดหมายถึงชาวโรม นักบุญเปาโลบอกเราว่า “ทุกคนที่มีพระจิต ของพระเจ้าเป็นผู้นา ย่อมเป็นบุตรของพระเจ้า” (รม 8:14) พระจิตเจ้าทรงเป็นหลักที่ให้ชีวิตพระเจ้าแก่เราในพระคริสตเจ้า วิถีทางของพระจิตเจ้าเป็นวิถีทางแห่ง อิสรภาพและการปลดปล่อยไม่ใช่วิถีทางแห่ง “การเป็นทาส” (รม 8:15) การบังคับ การมอมเมา ความโลภ หรือ ความหวาดกลัวโดยทางพระจิตเจ้าเรามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและอบอุ่นกับพระเจ้า และ ทาให้เราได้ชื่อว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” (รม 8:16) พระจิตเจ้ายังทาให้เราเป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสตเจ้า” (รม 8:17) ซึ่งทาให้เรา มีส่วนร่วมในพระทรมานของพระองค์เพื่อว่าเราจะได้รับเกียรติรุ่งโรจน์ร่วมกับพระองค์ด้วย แต่ความจริงประการหนึ่ง ที่เราไม่ควรลืมคือ พระพรทุกอย่างของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นด้วย หลังจากได้รับพระจิตเจ้าแล้วบรรดาอัครสาวกไม่ได้พักอยู่ในห้องที่ใช้ชุมนุมกันอีกต่อไป แต่พวกท่านได้ออกไปประกาศ ให้ชาวโลกทราบถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์ และพระประสงค์ของพระองค์ที่จะช่วยทุกคนให้รอดพ้น โดยทางความเชื่อในพระเยซูเจ้า เราต้องใช้พระพรของพระจิตเจ้าที่เราได้รับในศีลกาลังเพื่อรักและรับใช้กันและกันเพื่อเสริมสร้างพระ อาณาจักรของพระเจ้าในสังคมที่เราอาศัยอยู่และเพื่อทาให้ทุกคนอยู่รอบข้างเราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขาเหมือนที่ พระองค์ทรงรักพวกเรา ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เราไม่สามารถเรียกพระเยซูเจ้าว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ได้ ถ้าพระจิตเจ้ามิได้ทรงดลใจ (1 คร 12:3) การเรียกพระเยซูเจ้าว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการเปล่งถ้อยคา ที่บ่งบอกถึงความศรัทธาเท่านั้น แต่หมายถึงการมีความเชื่อ ที่แท้จริงในตัวของพระเยซูเจ้า ด้วยการดาเนินชีวิตที่สอดคล้อง กับคาสั่งสอนของพระองค์ พระพรพิเศษหลายประการ ของพระจิตเจ้านั้น ไม่ได้มีไว้สาหรับผู้ที่ได้รับเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อรับใช้กลุ่มคริสตชนนั่นเอง เราทุกคนจึงต้องทางานด้วยกันใช้พระพรพิเศษที่เราแต่ละคนได้รับเพื่อสร้างกลุ่มคริสตชนที่เราเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนร่างกายเดียวแม้ประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน แต่ทางานประสานกลมกลืนกัน เราแต่ละคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า นั่นคือ พระศาสนจักร เราต้องช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมี ชีวิตชีวาของกลุ่มคริสตชนของเรา “เราทุกคนจึงได้รับการล้างมารวมเข้าเป็นร่างกายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวกรีก ไม่ว่าจะเป็นทาสหรือไทก็ตาม เราทุกคนต่างได้รับพระจิตเจ้าพระองค์เดียวกัน” (1 คร 12:13)

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.2015 “พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐาน ภาวนาอยู่ตามลาพัง” (ลก 9:18) บางคนอาจสงสัยหรือ ประหลาดใจว่าทาไม พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็น พระบุตรของพระเจ้าต้อง อธิษฐานภาวนาด้วย? พระองค์ทรงอธิษฐานภาวนา ถึงใครและเกี่ยวกับอะไร? ในพระวรสาร เราจะพบว่าพระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาบ่อย ๆ เมื่อทรงเริ่มภารกิจอย่างเปิดเผย ตลอด ระยะเวลาสามปีของภารกิจ ขณะรับทรมานบนไม้กางเขน และหลังจากกลับคืนพระชนมชีพ ชีวิตทั้งหมดของพระองค์ เต็มไปด้วยการอธิษฐานภาวนา และได้สอนบรรดาศิษย์ให้รู้จักอธิษฐานภาวนาอีกด้วย พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาถึงพระบิดาของพระองค์ ทรงใส่ใจและให้ความสาคัญกับพระประสงค์ของ พระบิดาอย่างยิ่ง พระองค์ทรงทาให้ชีวิตของพระองค์สอดคล้อง และกลมกลืนกับสิ่งที่พระบิดาเจ้าทรงปรารถนา พระองค์ทรงอธิษฐานภาวนาเพื่อบรรดาศิษย์ และผู้ที่จะกลับใจมาติดตามพระองค์ในอนาคต พระองค์ทรงอธิษฐาน ภาวนาเพื่อเอาชนะการผจญล่อลวง ทรงวิงวอนร้องขอต่อพระบิดาว่า “ถ้าพระองค์มีพระประสงค์โปรดทรงนาถ้วยนี้ไปจากข้าพเจ้าเถิด” (ลก 22:42) ซึ่งทาให้พระองค์สามารถเอาชนะความปรารถนาของตนเอง พบกับสันติสุขในจิตใจและสามารถยอมรับทุกสิ่ง ที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ด้วยความเต็มใจ “แต่อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้าให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด” (ลก 22:42) ในฐานะศิษย์ติดตามพระเยซูคริสตเจ้า การอธิษฐานภาวนาเป็นสิ่งจาเป็นยิ่งสาหรับเราทุกคน การอธิษฐาน ภาวนาเป็นการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าเป็นทั้งการรับฟังและการพูดกับพระองค์ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราไม่จาเป็นต้อง พูดอะไรเลยด้วยซ้าไป ฟังพระองค์ตรัสกับเราดื่มด่าอยู่กับการประทับอยู่ของพระเจ้าก็เพียงพอแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.2015 เราทุกคนถูกเรียกให้มาเป็น ผู้ติดตามหรือศิษย์ของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเรียกร้องให้เราสละ ตนเองแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามพระองค์ ในโลกปัจจุบันซึ่งเน้น และ ส่งเสริม ให้ผู้คนเห็นคุณค่าของตนเอง แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ นั่นย่อมส่งผลให้ผู้คนเห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ของชีวิตมากขึ้น จึงเป็นการยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสละตนเอง ปฏิเสธตนเอง หรือเลิกนึกถึงตนเอง แต่ถ้าเราอยากเป็นศิษย์ ของพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องพยายามสุดความสามารถที่จะออกจากตัวเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เอา พระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลางชีวิต เมื่อเราปฏิเสธตนเองและเลิกนึกถึงตนเองใจของเราจะได้มีห้องว่างสาหรับคนอื่น และ สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้นเหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงรักเราจนถึงที่สุด นักบุญเปาโลบอกเราไว้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนได้ “สวมพระคริสตเจ้าไว้” (กท 3:27) พระเยซูเจ้าทรง แบกกางเขนของพระองค์เพราะพระองค์ทรงรักเรา ดังนั้น เราจะแบกกางเขนของเราในแต่ละวัน เพราะเรารักพระองค์ และอยากจะมีส่วนร่วมในกางเขนของพระองค์เช่นกัน

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


enen ข้อคิดยามเช้า วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.2015 วันสมโภชพระตรีเอกภาพ พระเยซูเจ้าทรงสอนเราเกี่ยวกับ พระบิดาของพระองค์ ทรงเรียกพระบิดาว่า “อับบา” (มก 14:36) ซึ่งแปลว่า “พ่อจ๋า” พระเยซูเจ้าทรงสอนเรา เกี่ยวกับพระจิต โดยทรงเรียกพระจิตว่า “พระผู้ช่วยเหลือ” (ยน 14:16,26; 15:26; 16:7) พระจิตทรงเป็นคนกลางและผู้วอนขอแทนเรา นักบุญเปาโลบอกว่าพระจิตที่เราได้รับนั้นไม่ใช่เป็น “จิตแห่งการเป็นทาสซึ่งมีแต่ความหวาดกลัว” (รม 8:15) แต่เป็น “จิตแห่งการเป็นบุตรบุญธรรม” (รม 8:15) นั่นคือ จิตที่ทาให้เรามั่นใจว่าเราเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระเจ้า ทาให้เรา สามารถเรียกพระบิดาเจ้าสวรรค์ว่า “อับบา” ครอบครัวของพระเจ้าทรงรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสายสัมพันธ์ แห่งความรัก จึงเป็นครอบครัวที่มีความสุข พระองค์ทรงปรารถนาที่จะแบ่งปันความสุขดังกล่าวนี้กับเราทุกคน เมื่อได้รับศีลล้างบาป เราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงสั่งในบรรดาอัครสาวก ของพระองค์ล้างบาปผู้มีความเชื่อ “เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต” (มธ 28:19) เมื่อเราได้รับศีลล้างบาป เรากลายเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพี่ชายของเรา และ พระบิดาของพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเราด้วย การเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระตรีเอกภาพหรือการเป็น ของพระเจ้า ถือได้ว่าเป็นเกียรติสูงสุดที่เราทุกคนต้องภาคภูมิใจ เราต้องไม่อายที่จะบอกหรือแสดงให้พี่น้องต่าง ความเชื่อทราบว่าเราเป็นคริสตชน เราเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า และที่สาคัญเราต้องประพฤติตนให้สมกับเกียรติ ยิ่งใหญ่ที่เราได้รับ ด้วยการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับข้อกาหนด และบทบัญญัติของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบัญญัติแห่งความรัก

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี