ข้อคิดยามเช้า ประจำเดือน มิถุนายน 2013

Page 1


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.2013 คืนที่พระเยซูเจาทรงถูกทรยศเปนคืนสุดทายที่พระองคทรงอยูกับ บรรดาอัครสาวก กอนที่จะทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม คนสมัย โบราณไมไดเขียนพินัยกรรมเหมือนคนสมัยของเรา แตพวกเขาจะแบง มรดกและบอกถึงความในใจสุดทายเมื่อใกลจะสิ้นใจ ถาเรามองสิ่งที่ นักบุญเปาโลเลาใหเราฟงในฐานะคําสั่งเสียสุดทายหรือพินัยกรรมของ พระเยซูเจา ถอยคําดังกลาวบอกความจริงอะไรแกเราบาง? ประการแรก พินัยกรรมของพระเยซูเจา ไมไดเปนถอยคําเกี่ยวกับสิ่งที่ พระองคทรงเทศนสอน แตเปนสิ่งที่พระองคทรงกระทํา พระองคทรงใหพระกายของพระองคเปนอาหารและพระโลหิตของพระองคเปน เครื่องดื่มแกผูที่ติดตามพระองค เหตุการณดังกลาวนี้เกิดขึ้นในระหวางอาหารค่ํามื้อสุดทายซึ่งเปนการกินเลี้ยงปสกาของพระองครวมกับ บรรดาอัครสาวก ดังนั้น พระองคทรงกําลังแสดงใหพวกเขาเห็นวาพระองคนี่แหละคือลูกแกะปสกาที่แทจริงสําหรับพวกเขา ชาวอิสราเอล ในอียิปตตองกินเนื้อลูกแกะปสกาเพื่อแสดงวาพวกเขาเปนประชากรของพระเจาและใชเลือดของลูกแกะนั้นพรมที่กรอบประตูเพื่อเปน เครื่องหมายใหทูตสวรรคแหงความตายผานเลยไปทุกปชาวอิสราเอลฉลองเหตุการณยิ่งใหญนี้เพื่อรื้อฟนการที่พวกเขาเปนประชากรของ พระเจา ในแสงสวางนี้เอง ศีลมหาสนิทจึงเปนสถานที่ซึ่งเราเขามารื้อฟนตนเองในฐานะประชากรใหมของพระเจาในพระคริสตเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงพูดถึงพันธสัญญาใหม (1 คร 11:25) เพื่อบอกวา เราทุกคนที่เชื่อใน พระองคไดกลายเปนประชากรใหมของพระเจา โดยทางพันธสัญญาที่ถูกประทับตรา ดวยพระโลหิตของพระองคผูทรงเปนทั้งพระสงฆสูงสุดและลูกแกะที่ถวายแดพระเจา ครั้งเดียวและมีผลตลอดไป ในมุมมองนี้ศีลมหาสนิทจึงเปนศีลศักดิ์สิทธิ์แหงความรัก และเครื่องหมายแหงการขอบพระคุณพระเยซูเจาสําหรับทุกสิ่งที่พระองคทรงกระทํา เพื่อเรา พระเยซูเจาทรง “เชื้อเชิญ” เราใหมารวมในงานเลี้ยงของพระองค “จงทํา การนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’... ทุกครั้งที่ทานจะดื่ม จงทําการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’” (1 คร 11:24-25) นี่คือสิ่งสุดทายที่พระเยซูเจาทรงขอรองใหเราทํากอนที่พระองคจะ ทรงสิ้นพระชนม พระองคทรงขอใหเราทําสิ่งนี้บอยที่สุดเทาที่จะเปนไปไดจนกระทั่ง ถึงวันที่ “พระองคจะเสด็จมา” (1 คร 11:26) อยางรุงโรจน นี่คือเหตุผลสําคัญประการหนึ่งที่เราควรมารวมพิธีมิสซาเพื่อจะไดรับศีลมหา สนิทบอย ๆ เมื่อพระเยซูเจาทรงรักเรามากจนยอมมอบชีวิตเพื่อเปนสินไถที่ชวยเราใหเปนอิสระและรอดพนจากอํานาจของบาปและ ความตาย เราจะทําเพื่อพระองคแคนี้ไมไดหรือ? ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.2013 ของประทานยิ่งใหญที่สุดที่พระเจาทรงมอบใหแกเราคือ พระเยซู เจา เราไมไดทําสิ่งใดที่สมควรใหพระเจาสงพระบุตรสุดที่รักและ หนึ่งเดียวองคนี้ลงมาเพื่อไถบาปเรา พระเจาทรงเปนผูริเริ่มเองทุก อยาง แมวาเราเปนคนบาป พระองคก็ยังทรงรักเราและแสดง ความรักนั้น ในวิถีทางพิเศษและสามารถสัมผัสได พระเยซูเจา ทรงสานตอภารกิจแหงรักและแสดงใหเราเห็นความรักแบบให เปลานี้ตอไปเรื่อย ๆ จนถึงวินาทีสุดทายแหงชีวิตของ พระองค ของประทานฝายจิตที่ล้ําคาที่สุดเทาที่พระองคทรง สามารถใหเราได สิ่งนั้นก็คือ “ศีลมหาสนิท” ซึ่งเปน “พระกายและพระโลหิต” ของพระองคเองในรูปปงและเหลาองุน ในพิธีมิสซาบูชา ขอบพระคุณ พระองคทรงสอนเราโดยทางบทอานตาง ๆ ที่มาจากพระคัมภีรและการเทศนของพระสงฆผูประกอบพิธี ทรงเลี้ยงดูเราดวย ศีลมหาสนิท อาหารฝายจิต ซึ่งเปนพระกายและพระโลหิตของพระองคเอง เราไมสามารถซื้อสิ่งที่พระเยซูเจาประทานแกเรา ดวย ทรัพยสินเงินทองหรือสิ่งมีคาใด ๆ ทุกสิ่งเปน “พระพร” หรือ “ของประทาน” ที่พระองคทรงใหแกเราแบบเปลา ๆ ดวยเหตุนี้ ใหชีวิตทั้ง ครบของเราเปนการขอบพระคุณพระองค สําหรับทุกสิ่งที่พระองคประทานแกเรา และในเวลาเดียวกันใหเราพยายามทําตัวเราเอง เปนเหมือนของประทานจากพระเจาสําหรับทุกคนที่อยูรอบขางเราดวย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน ค.ศ.2013 คนสมัยโบราณไมไดเขียนพินัยกรรมเหมือนคนสมัยของเรา แต พวกเขาจะแบงมรดกและบอกถึงความในใจสุดทายเมื่อใกลจะ สิ้นใจ ถาเรามองสิ่งที่นักบุญเปาโลเลาใหเราฟงในฐานะคําสั่งเสีย สุดทายหรือพินัยกรรมของพระเยซูเจา (1 คร 11:23-25) ถอยคํา ดังกลาวบอกความจริงอะไรแกเราบาง? ประการแรก พินัยกรรม ของพระเยซูเจาไมไดเปนถอยคําเกี่ยวกับสิ่งที่พระองคทรงเทศน สอน แตเปนสิ่งที่พระองคทรงกระทํา พระองคทรงใหพระกายของ พระองคเปนอาหารและพระโลหิตของพระองคเปนเครื่องดื่มแกผูที่ติดตามพระองค ศีลมหาสนิทจึงเปนสถานที่ที่เรา เขามารื้อฟนตนเอง ในฐานะประชากรใหมของพระเจาในพระคริสตเจา ประการที่สอง พินัยกรรมฉบับนี้พูดถึง “พันธ สัญญาใหม” (1 คร 11:25) ทุกคนที่เชื่อในพระองคไดกลายเปนประชากรใหมของพระเจา โดยทางพันธสัญญาฉบับนี้ที่ ถูกประทับตราดวยพระโลหิตของพระองค ผูทรงเปนทั้งพระสงฆสูงสุดและลูกแกะที่ถวายแดพระเจาครั้งเดียวและมีผล ตลอดไป เปนศีลศักดิ์สิทธิ์แหงความรักและเครื่องหมายแหงการขอบพระคุณพระเยซูเจาสําหรับทุกสิ่งที่พระองคทรง กระทําเพื่อเรา ประการที่สาม พินัยกรรมของพระเยซูเจาเปน “การเชื้อเชิญ” เราใหมารวมในงานเลี้ยงของ พระองค “จงทําการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’... ทุกครั้งที่ทานจะดื่ม จงทําการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’” (1 คร 11:2425) นี่คือสิ่งสุดทายที่พระเยซูเจาทรงขอรองใหเราทํากอนที่พระองคจะทรงสิ้นพระชนม พระองคทรงขอใหเราทําสิ่งนี้ บอยที่สุดเทาที่จะเปนไปได จนกระทั่งถึงวันที่ “พระองคจะเสด็จมา” (1 คร 11:26) อยางรุงโรจน นี่คือเหตุผลสําคัญ ประการหนึ่งที่เราควรมารวมพิธีมิสซาเพื่อจะไดรับศีลมหาสนิทบอย ๆ ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.2013 การทวีขนมปงเพื่อเลี้ยงฝูงชนจํานวนมาก เปนเพียงอัศจรรยเดียวที่มีบันทึกไวใน พระวรสารทุกฉบับ ( มธ 14:13, มก 6:30, ลก 9:11, ยน 6:1) ไมมีพระวรสารฉบับ ใดกลาววาพระองคทรงทวีขนมปงอยางไร เราอาจอธิบายการทวีขนมปงของ พระองคได 2 แนวทาง คือ 1.พระองคทรงทําอัศจรรยตามตัวอักษร คือทรงทําสิ่งที่ อยูนอกเหนือธรรมชาติซึ่งมนุษยทั่วไปไมอาจกระทําหรือเขาใจได 2.เบธไซดาเปน เมืองที่ปลอดผูคน พระเยซูเจาจึงเลือกใชเปนสถานที่ สําหรับปลีกพระองคเพื่ออยู ตามลําพังกับอัครสาวก (ลก 9:10) ประชาชนที่ติดตามพระองคยอมตองนําอาหาร ติดตัวไป ยามตองเดินทางไปในสถานที่เปลี่ยวเชนนี้ (ลก 9:12) แตพวกเขายังคงหิว จนพระเยซูเจาตรัสวา“ทานทั้งหลายจงหาอาหารใหเขากินเถิด” (ลก 9:13) สาเหตุอาจเกิดจากความเห็นแกตัว ไมยอมนําอาหารของตน ออกมากิน ดวยเกรงวาจะตองแบงปนใหคนรอบขาง ทําใหอาหารของตนลดนอยลง เมื่อฝูงชนเห็นอัครสาวกนําขนมปง 5 กอนและปลา 2 ตัว มามอบใหพระเยซูเจาและพระองคทรงเริ่มแจกจายแกคนอื่น จิตใจของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป พวกเขานําสิ่งที่ตนมีออกมาแบงปนกัน จนกระทั่ง ... “ทุกคนไดกินจนอิ่ม แลวยังเก็บเศษที่เหลือไหสิบสองกระบุง” (ลก 9:17) พระเยซูเจาทรงทําอัศจรรย เปลี่ยนความเห็นแก ตัวของประชาชนใหเปนความรักตอเพื่อนมนุษย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.2013 หลังจากทําอัศจรรยทวีขนมปงแลว พระเยซูเจาตรัสวา“เราเปนปง ทรงชีวิตที่ลงมาจากสวรรค ใครที่กินปงนี้ จะมีชีวิตอยูตลอดไป และ ปงที่เราจะใหนี้ คือเนื้อของเราเพื่อใหโลกมีชีวิต” (ยน 6:51) การทํา อัศจรรยทวีขนมปงเลี้ยงประชาชนจึงเปนรูปแบบถึง“ปงทรงชีวิต” ที่ พระองคทรงมอบ “เนื้อ” และ “โลหิต” ของพระองคเองเพื่อทําให เรามีชีวิตนิรันดร ทุกวันนี้เรารับพระวรกายและพระโลหิตของพระ เยซูเจาในศีลมหาสนิท การรับศีลมหาสนิทของเราจึงตองเปนการรับ พระเยซูเจาทั้งครบ นั่นคือ เราไมเพียงรับพระวรกายและพระโลหิต ของพระองคเทานั้น แตตองรับ “ความรูสึกนึกคิด ความปรารถนา แนวทางดําเนินชีวิตทัศนคติ และทุกสิ่งทุกอยางที่ทําใหพระองคเปน พระเยซุเจา”เขามาในชีวิตของเราดวยการรับศีลมหาสนิทจักตองทําใหเราละมายคลายคลึงพระองคมากขึ้นทุกวัน เพื่อเราจะไดมีชีวิต นิรันดรดังเชนพระองคหลังรับศีลมหาสนิท ชีวิตของเราตองสะทอนความเปนพระเยซูเจาทุกแหง ทุกเวลา และกับทุกคน ไมใชเมื่อจบพิธี มิสซาบูชาขอบพระคุณ ... ก็ปลอยใหชีวิตเหมือนเดิม ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 7 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระวรสารในวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิต พระคริสตเจา ทําใหเราทราบความรูสึกนึกคิดและ จิตใจของพระเยซูเจาบางประการ -พระองคมีเวลา สําหรับผูอื่นเสมอ (ลก 9:10) พระองคตองการความ สงบและความเปนสวนตัวกับบรรดาอัครสาวก เมื่อ ประชาชนรูวาพระองคประทับอยูที่เมืองเบธไซดา ก็ พากันติดตามพระองคไป แทนที่พระองคจะแสดง อาการหงุดหงิด“พระองคทรงตอนรับเขาและตรัส สอนเขา เรื่องพระอาณาจักรของพระเจา ทรงรักษา คนที่ตองการการบําบัดรักษา” (ลก 9:11) เมื่อมีผูเดือดรอนและตองการความชวยเหลือ ไมมีคําวา “ไมมีเวลา” สําหรับพระองค .. นี่คือพระเยซูเจา –พระองคทรงเอาพระทัยใสรางกายของมนุษย พระองคใชเวลามากมาย ไมใชเพื่อ “พูด” แตเพื่อเยียวยาความเจ็บปวยและบรรเทาความหิวโหยของเรามนุษย เราทุกคนจําเปนตองเปนดัง “มือ” ของ พระองค เพื่อใหบริการและรับใชเพื่อนมนุษย บรรเทาความเจ็บปวย ความทุกขทรมาน และชวยชีวิตความเปนอยูของ เพื่อนมนุษยใหดีขึ้นไมใช “ดีแตพูด” เทานั้น -พระองคทรงมีพระทัยกวางมาก เมื่อทรงเลี้ยงอาหารแกประชาชน ทุก คนอิ่มหนํา และมีเหลืออีกสิบสองกระบุง นี่เปนการสอนเราวา “ความรัก” ไมมีการคิดเปนตัวเลขวา รักมากหรือนอย เพียงใด เมื่อคิดจะรัก ไมตองคิดคํานวณ ถารักพระเยซูเจา ก็ตองรักดวยใจกวางเหมือนพระองค ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.2013 ทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์แหงความ รัก เรานึกถึงพระเยซูเจาผูทรงยอมสละชีวิตเพื่อความรอดพน ของมวลมนุษย และคําสั่งของพระองคที่ใหเราทําการรื้อฟนสิ่ง ที่พระองคไดทรงกระทํา ในคืนกอนที่จะทรงรับทรมานและ สิ้นพระชนม “ในคืนที่ทรงถูกทรยศนั้นเอง พระเยซูองคพระผู เปนเจาทรงหยิบปง ขอบพระคุณ แลวทรงบิออก ตรัสวา ‘นี่คือ กายของเราเพื่อทานทั้งหลาย จงทําการนี้เพื่อระลึกถึงเรา เถิด’ เชนเดียวกันหลังอาหารค่ํา ก็ทรงหยิบถวย ตรัสวา ‘ถวยนี้คือพันธสัญญาใหมในโลหิตของเรา ทุกครั้งที่ทานจะ ดื่ม จงทําการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’” (1 คร 11:23-25) พระเยซูเจาทรงสั่งบรรดาอัครสาวก รวมทั้งเราทุกคนที่อยูที่นี่ ดวย ใหทําการรื้อฟนหรือเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท ทั้งนี้ก็เพราะวาศีลมหาสนิทเปนพระกายและพระโลหิตของพระองค ซึ่งเปนอาหารฝายจิตสําหรับวิญญาณของเราแตละคน ทุกครั้งที่เรารับศีลมหาสนิทพระเยซูเจาเสด็จเขามาและประทับ อยูในตัวเรา ผลที่ตามมาคือ เรากลายเปนสวนหนึ่งแหงพระวรกายของพระองค เมื่อพระเยซูเจาทรงดํารงชีวิตอยูบน โลกนี้ พระองคเคยตรัสวา “เราเปนปงทรงชีวิตที่ลงมาจากสวรรค ใครที่กินปงนี้จะมีชีวิตอยูตลอดไป และปงที่เราจะให นี้คือเนื้อของเราเพื่อใหโลกมีชีวิต” (ยน 6:51) และพระองคยังทรงย้ําตอไปอีกวา “เราบอกความจริงแกทานทั้งหลาย วา ถาทานไมกินเนื้อของบุตรแหงมนุษยและไมดื่มโลหิตของเรา ทานจะไมมีชีวิตในตนเอง ผูที่กินเนื้อของเราและดื่ม โลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร เราจะทําใหเขากลับคืนชีพในวันสุดทาย” (ยน 6:53-54) พระดํารัสของพระเยซูเจาที่วา “เราบอกความจริง” พระองคกําลังชี้ไปยังบางสิ่งที่สําคัญสูงสุดซึ่งผูฟงไมอาจมองขามได ศีลมหาสนิทซึ่งเปนอาหาร ฝายจิตของเราจะเปลี่ยนเรา ใหกลายเปนสวนของพระวรกายของพระเยซูเจา ดังนั้น อยาใหใครหรือสิ่งใดหันเหเราจาก ความเชื่อที่ถูกตองเกี่ยวกับศีลมหาสนิทจนทําใหเรามองไมเห็นคุณคาและสูญเสียผลประโยชนยิ่งใหญที่เราควรไดรับ การเปนหนึ่งเดียวกันกับพระองคจึงเปนเรื่องจําเปนและขาดไมได ถาเราคิดวาพระองคไมดีพอสําหรับเราและปฏิเสธที่ จะรับพระองคในศีลมหาสนิท วิญญาณของเราจะขาดอาหารบํารุงเลี้ยง ซึ่งจะสงผลใหเราตองสูญเสียชีวิตนิรันดรไปใน ที่สุด ตรงกันขาม โดยทาง “ศีลมหาสนิท” เราจะมีความหวังและหลักประกันสําหรับชีวิตนิรันดร และสามารถพบพลัง และความเขมแข็ง ในการตอสูกับศัตรูฝายวิญญาณของเราบนโลกนี้ดวยความเพียรทน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.2013 ความตายเปนสัจธรรมประการหนึ่งที่ไมมีสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลกนี้ สามารถหลีกเลี่ยงได เราทุกคนตองเผชิญหนากับความเปนจริงนี้ไมวัน ใดก็วันหนึ่ง อาจจะชาหรือเร็วตางกันเทานั้นเอง แตในฐานะผูมีความ เชื่อ เรารูและมั่นใจอยางเต็มเปยมวา พระเยซูเจาทรงเปน “เจาแหง ชีวิต” โดยทางการสิ้นพระชนมและการกลับคืนพระชนมชีพ พระองค ไดทรงทําลายความตายและทรงปฏิรูปชีวิตของเรา ที่สูญเสียไปเพราะ บาปใหกลับฟนคืนมาใหม การปลุกคนตายใหกลับคืนชีพในบทอานที่ หนึ่งและในพระวรสารวันนี้ ชวยเราใหเขาใจเรื่องนี้ไดเปนอยางดี เอลี ยาห ซึ่งเปนหนึ่งในบรรดาประกาศกผูยิ่งใหญของชาวอิสราเอลในอดีต ไดปลุกบุตรชายของหญิงมายที่เมืองศาเรฟทใหกลับคืนชีพ หญิงมายคนนี้ไดทําขนมปงจากแปงและน้ํามันมะกอกที่ เหลืออยูเพียงนิดหนอย ใหเปนอาหารประทังความหิวสําหรับทาน เอลียาหไมไดทํากิจการนาอัศจรรยดังกลาวในนาม หรือดวยอํานาจของทานเอง แตทานไดอธิษฐานภาวนาวอนขอพระเจาใหทรงกระทําเพื่อทาน “ขาแตองคพระผูเปน เจา พระเจาของขาพเจา ขอใหเด็กมีลมหายใจอีกครั้งหนึ่งเถิด” (1 พกษ 17:21) พระเจาทรงฟงเสียงออนวอนของ ทานและทรงทําใหเด็กกลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แตในกรณีของพระเยซูเจาไมไดเปนเชนนั้น พระองคทรงประทับยืนอยู ตอหนารางไรวิญญาณของบุตรชายของหญิงมายที่เมืองนาอินและตรัสดวยอํานาจวา “หนุมเอย เราบอกเจาวา จงลุก ขึ้นเถิด” (ลก 7:14) เด็กหนุมคนนั้นลุกขึ้นนั่งทันทีและเริ่มพูด การกระทําของพระเยซูเจาแสดงใหเราเห็นอยางชัดเจน วา พระองคทรงเปนเจาแหงชีวิต เจาแหงชีวิตองคนี้ไมเพียงเปยมดวยอํานาจในคําพูดและการกระทําเทานั้น แตยังทรง รูสึกไวตอความตองการของคนอื่น และเปยมดวยความเห็นอกเห็นใจและเมตตาสงสารอีกดวย เมื่อพระเยซูเจา “ทรง เห็นคนหามศพออกมา” (ลก 7:12) จากเมืองนาอิน พระองคทรงตระหนักและเขาใจสถานการณที่กําลังเกิดขึ้น ทันที หญิงมายคนหนึ่งกําลังจะไปฝงศพบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง พระองคทรงเขาใจดีวาเวลาที่แสนจะ ยากลําบากสําหรับหญิงมายคนนี้ ไมไดอยูที่ชวงเวลาการฝงศพบุตรชายของนาง แตชวงเวลาแหงความยากลําบากที่ แทจริงจะตามมาทีหลัง เมื่อนางตองกลับไปยังบานที่วางเปลาเพียงลําพัง ไมมีใครอยูกับนางอีกตอไป ความทุกขของ นางจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนางมองไปยังอนาคตที่มืดมน บางทีความหวาดกลัวในวันขางหนาที่กําลังบั่นทอนขวัญ และกําลังใจของนาง ซึ่งนับวันมีแตจะมากขึ้น อาจทําใหนางไมอยากมีชีวิตอยูบนโลกนี้ตอไปก็ได ดวยเหตุนี้ เมื่อพระ เยซูเจาทรงเห็นนาง “ก็ทรงสงสาร” (ลก 7:13) นางอยางจับใจ ถาเราจะจินตนาการตอไปอีกวาพระองคอาจกําลัง คิดถึงหญิงมายอีกคนหนึ่ง ผูซึ่งจะตองไปฝงศพบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง


เหมือนกัน ในอีกหนึ่งหรือสองปขางหนา หญิงมายคนนั้นคือพระนาง มารีย ผูทรงเปนพระมารดาของพระองคเอง ไมใชเรื่องแปลกที่ พระองคทรงรูสึกสงสารหญิงมายแหงเมืองนาอินคนนี้มาก และตรัสกับ นางวา “อยารองไหไปเลย” (ลก 7:13) ถาคําพูดดังกลาวออกมาจาก ปากของเพื่อนบานที่มาพรอมกับนาง คงเปนเพียงคําปลอบใจธรรมดา และไมมีความหมายลึกซึ้งอะไรมากนัก แตเปนพระดํารัสที่ออกมาจาก โอษฐของเจาแหงชีวิต ยอมเปนถอยคําที่ใหทั้งกําลังใจ และความหวัง ซึ่งเปนพลังขับเคลื่อนชีวิตของนาง ความหวังของนางไดกลายเปน ความจริง เมื่อพระเยซูเจา “ทรงแตะแครหามศพ” (ลก 7:14) และ ทรงสั่งรางไรลมหายใจที่นอนแนนิ่งอยูบนนั้นใหลุกขึ้น จุดสูงสุดของ เหตุการณยิ่งใหญนี้อยูในชวงเวลาที่พระองค “ทรงมอบเขาใหแกมารดา” (ลก 7:15) บางครั้งความเมตตาสงสารอยาง เดียวถือวาไมเพียงพอ เราตองพยายามทําอะไรบางอยางตามกําลังความสามารถของเรา เพื่อชวยใหเขาหลุดพนจาก สภาพที่นาสงสารนั้นดวย ชาวเมืองนาอิม “ตางมีความกลัวและถวายพระเกียรติแดพระเจา กลาววา ‘ประกาศก ยิ่งใหญไดเกิดขึ้นในหมูเรา พระเจาไดเสด็จมาเยี่ยมประชากรของพระองค’” (ลก 7:16) ชาวเมืองเหลานี้ใหแบบอยางที่ ดีแกเราในการสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจา สําหรับความเมตตากรุณาและความรักที่พระองคทรงมอบใหเรา ผานทางพระบุตรสุดที่รักของพระองคอยางไมขาดสายและไมมีที่สิ้นสุด พระเยซูเจาทรงแสดงความเปนเจาแหงชีวิต ของเราดวยการมอบชีวิตพระองคเอง เปนสินไถแทนเราเพื่อเราจะไดมีชีวิตนิรันดรโดยทางพระองค ยิ่งกวานั้น พระองคยังทรงเชื้อเชิญเราใหรับพระกายและพระโลหิตในศีลมหาสนิท เพื่อทําใหชีวิตฝายจิตของเราเขมแข็งขึ้นอีก ดวย ใหเราใชชีวิตที่เหลืออยูของเราเปนเสมือนบทเพลงแหงการขอบพระคุณพระองค จําไวเสมอวาสักวันหนึ่งเราทุก คนที่อยูที่นี่ตองจากโลกนี้ไป ไมเหมือนกรณีของบุตรชายหญิง มายที่เมือง นาอิม พระองคจะไมทรงแตะโลงศพของเรา หรือบอกใหคนหามหยุด แตพระองคจะทรงยื่นพระหัตถอันทรงอานุภาพของพระองค ดึงเราขึ้นจากบรรดาผูตายในวัน สุดทาย เมื่อนั้นเราจะสรรเสริญและถวายเกียรติแดพระองค ผูทรงบอเกิดแหงชีวิตที่เปยมดวยความเมตตาสงสารใน เมืองสวรรคตลอดไป ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงเปน “เจาแหงชีวิต” โดย ทางการสิ้นพระชนมและการกลับคืนพระชนม ชีพ พระองคไดทรงทําลายความตายและทรง ปฏิรูปชีวิตของเราที่สูญเสียไปเพราะบาปใหกลับ ฟนคืนมาใหม พระเยซูเจาทรงแสดงความเปน เจาแหงชีวิตของเราดวยการมอบชีวิตพระองค เองเปนสินไถแทนเรา เพื่อเราจะไดมีชีวิตนิรันดร โดยทางพระองค ยิ่งกวานั้น พระองคยังทรงเชื้อ เชิญเราใหรับพระกายและพระโลหิตในศีลมหา สนิทเพื่อทําใหชีวิตฝายจิตของเราเขมแข็งขึ้นอีกดวย สักวันหนึ่งเราทุกคนที่อยูที่นี่ตองจากโลกนี้ไป ดังนั้น ในขณะที่เรา ยังมีเวลาที่พระองคมอบใหเราในปจจุบัน ใหเราสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจา สําหรับความเมตตากรุณาและ ความรักที่พระองค ที่ทรงมอบใหเราผานทางพระบุตรสุดที่รักของพระองคอยางไมขาดสายและไมมีที่สิ้นสุด ดวยการมี เวลาสําหรับผูอื่นเสมอ สนใจ เอาใจใส และยื่นมืออกไป เมื่อมีผูเดือดรอนและตองการความชวยเหลือ เราทุกคน จําเปนตองเปนดัง “มือ” ของพระองค ไมใช “ดีแตพูด” หรือ “เอาแตคิด” เทานั้น แตตองใหบริการและรับใชเพื่อน มนุษยบรรเทาความเจ็บปวย ความทุกขทรมาน และชวยใหชีวิตความเปนอยูของเพื่อนมนุษยดีขึ้น เพราะเมื่อเวลา มาถึง พระเยซูเจา จะทรงยื่นพระหัตถอันทรงอานุภาพของพระองค ดึงเราขึ้นจากบรรดาผูตายในวันสุดทาย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.2013 ในพระวรสารโดยนักบุญลูกา เรื่องมารธา และมารีย (ลก 10:38-42) พระเยซูเจาทรง เหน็ดเหนื่อยจากภารกิจแหงการเทศน สอน จึงหาเวลาพักสักระยะหนี่งกับเพื่อน สนิทของพระองค เมื่อมาถึงมารธาก็บนให พระองคฟงวามารียนองสาวไมทําอะไรชวย นางเลย นอกจากนั่งฟงและคุยกับ พระองค ขณะที่นางทํางานทุกอยางเพื่อตอนรับพระองคและบรรดาศิษย บรรดาแมบาน คงเห็นใจมารธาและเขาใจ ความรูสึกของนางดี ทวา พระเยซูเจาเองก็ไมไดตําหนิสิ่งที่มารธากําลังทําอยู แตตองการชี้ใหเห็นถึงความสมดุลในชีวิต ของคริสตชนระหวางความจําเปนของงานเมตตากิจและความสําคัญของการรับฟงพระวาจาของพระเจา แนนอนพระ วาจาเปนอาหารหลอเลี้ยงชีวิตฝายจิตของเรา ยอมสําคัญมากกวาอาหารซึ่งหลอเลี้ยงชีวิตฝายเนื้อหนังของเรา ประเด็น สําคัญของพระวรสาร คือ มารธาและมารียรวมกัน กอใหเกิดศิษยในอุดมคติของพระเยซูเจา ศิษยตองฟงพระวาจาของ พระเจาและนําไปปฏิบัติ เจริญชีวิตใหสอดคลองกับพระวาจานั้น ในสมัยพระเยซูเจา รวมทั้งในโลกสมัยปจุบันนี้ ประชาชนยุงอยูกับกิจการงานตาง ๆ ของตนและใหเวลานอยมากกับการอธิษฐานภาวนาติดตอสัมพันธกับพระ เจา พระองคจึงเนนตัวอยางของมารีย เพื่อใหเห็นวา การอธิษฐานภาวนาและการฟงพระวาจาของพระเจาสําคัญยิ่ง ไมไดหมายความวางานเมตตากิจ ชวยเหลือคนอื่นเปนสิ่งไมจําเปน ตรงกันขามเราตองทําทั้งสองอยางควบคูกัน ไป ชีวิตของเราตองชิดสนิทกับพระเจาเสียกอน เพื่อกิจการที่เราทํานั้นจะมีประสิทธิผลตามพระประสงคของพระ เจา ในพระวรสาร พระเยซูเจาบอกวามารียไดเลือกเอาสวนที่ดีที่สุด เพราะนางไดเลือกฟงพระเยซูเจา ผูซึ่งเปนพระวจ นาตถหรือพระวาจาของพระเจา ผูที่ฟงพระวาจาของพระเจาอยางดีและอยางตั้งใจเทานั้น จึงจะรูวาตนเองควรจะดา เนินชีวิตอยางไร เพื่อใหสอดคลองกับพระประสงคของพระองค ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.2013 สมัยพระเยซูเจา การตอนรับแขกผูมาเยือน ในดินแดนตะวันออกกลาง ถือไดวาเปนเรื่อง สําคัญยิ่งที่ตองทําอยางดี คนที่อาศัยอยูในถิ่น ทุรกันดารหรือทะเลทราย การพบที่พักพิง ระหวางทางสักแหงหนึ่ง เปนเรื่องที่เกี่ยวของ กับความเปนความตายเลยทีเดียว หนังสือ ปฐมกาลนําเสนอเรื่องราวของอับราฮัม บิดา แหงความเชื่อของเรา ผูเขียนเลาใหเราฟงวา ในชวงเวลาที่แดดรอนจัด มีชายแปลกหนา สามคนมายืนอยูหนากระโจมที่พักของอับรา ฮัม ทันทีที่เห็นพวกเขา อับราฮัมก็รีบวิ่งออกไปตอนรับชายแปลกหนาเหลานั้น กราบลงที่พื้นดิน และพูดกับพวกเขาใน ฐานะ “เจานาย” ของทาน ทานไมเพียงเชื้อเชิญพวกเขาเทานั้น แตขอรองพวกเขาใหอยูกับทานสักพักหนึ่ง เพื่อทาน จะไดรับใชพวกเขา ทานทราบดีวาพวกเขาคงกระหายน้ํา เทาก็สกปรกดวยฝุนละออง รางกายเหนื่อยออน เพราะการ เดินทางกลางแดดที่แผดเผาอยางไรความปราณี และรูสึกหิวมากดวย ดังนั้น ทานจึงเสนอที่จะใหน้ําแกพวกเขาดื่ม ลาง เทาใหพวกเขาขณะที่พวกเขารับประทานอาหารที่ทานจัดให และใหที่พักแกพวกเขา หลังจากที่เรี่ยวแรงและพละกําลัง ไดฟนฟูขึ้นแลว ชายแปลกหนาทั้งสามคนก็ขอตัวลาจากไป แตกอนจากไปหนึ่งในพวกเขาก็ใหคําสัญญากับอับราฮัม วา ปหนา เมื่อพวกเขากลับมาหาทานอีก ซาราห ภรรยาของทาน จะใหกําเนิดบุตรชายหนึ่งคน แนนอน คําสัญญานี้ เปนเรื่องที่นาแปลกใจมากสําหรับทาน เพราะ ภรรยาของทาน ตอนนั้นมีอายุมากเกินกวาที่จะมีบุตรไดอีกแลว การที่ นางซาราหจะใหกําเนิดบุตรชายคนหนึ่ง จึงถือวาเปนรางวัลสําหรับการที่ทานและสามี ไดตอนรับคนแปลกหนา ซึ่ง จริงๆ แลว เปนพระเจาพระองคเอง ในชีวิตประจําวันของเราแตละคน เราไดสัมผัสถึงพระเจาทุกวัน ในเพื่อนพี่นอง รอบขางที่มองเห็นได ถามตัวเองเสมอเถอะวา ...สักกี่ครั้ง ที่เรายื่นมือออกไปเพื่อตอนรับ รับใช ชวยเหลือ เหมือนทาน อับราฮัม บิดาแหงความเชื่อของเรา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.2013 ไมใชเรื่องงายสําหรับเราผูเปนมนุษยที่มี ขอบเขตจํากัด จะเขาใจภาพลักษณที่แทจริง ของพระเจาไดอยางถองแท เราไดรับการอบรม สั่งสอนมาตั้งแตสมัยเด็กแลววา พระองคทรง พระปรีชาญาณล้ําเลิศ ทรงรอบรูทุกอยาง ทรง ฤทธานุภาพเกรียงไกร ไมมีอะไรที่พระองคทรง กระทําไมได ทุกสิ่งทุกอยางเปนไปไดเสมอ สําหรับพระองค พระองคทรงบริบูรณทุก อยาง อยางไรก็ตาม ภาพลักษณพระเจาอีกรูปแบบหนึ่ง คือ พระองคทรงปรารถนาความรักจากเรา แมวาความรักของ เราไมไดเพิ่มอะไรในพระองค เพราะพระองคทรงเปนความรักที่สมบูรณแบบแลวก็ตาม ยิ่งกวานั้น พระองคยังทรง คาดหวังวา เราจะตอบสนองความดีของพระองคดวยน้ําใจอิสระ พระเยซูเจาบอกเราในพระวรสารวา“ผูใดรักเรา ผูนั้น จะปฏิบัติตามวาจาของเรา” บทพิสูจนวาเรารักพระเจาคือเราปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค ดวยเหตุนี้ความรักที่ เรามีจึงไมใชเปนเพียงแคความรูสึก แตตองเปนการกระทําในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งดวย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 14 มิถุนายน ค.ศ.2013 “อยาพูดถึงความรักอีกเลย แตจงแสดงใหฉันเห็น เถิด” เปนคําพูดที่เราหลาย ๆ คน คงตองการบอกคน ที่เรารักพระเยซูเจาเองก็บอกเราแตละคนในทํานองนี้ วา “ถาทานทั้งหลายรักเราจริง ทานจะพยายามทําใน สิ่งที่เราปรารถนา” พระองคทรงบอกถึงสิ่งที่ปรารถนา ใหเขาใจงาย ๆ คือ“ปฏิบัติตามพระวาจา” ของ พระองค ไมไดหมายถึงเฉพาะในสิ่งที่พระองคทรงสอน เราเทานั้น พระวาจาของพระเยซูเจาครอบคลุมทุกสิ่งที่ เรารูเกี่ยวกับพระองคโดยทางพระคัมภีร เชน พระดํารัสของพระองค การกระทําของพระองค ความสัมพันธของ พระองคกับประชาชนทุกประเภททุกชนชั้น แนวทางในการดําเนินชีวิตของพระองค รวมทั้งคานิยมและทาทีตางๆ ของ พระองคอีกดวย เพราะฉะนั้น เราตองปฏิบัติตามสิ่งตาง ๆ เหลานี้ดวย ถาเรารักพระองคจริง เราตองไมเพียงพูดวาเรา รักพระเจาเทานั้น แตเราตองพยายามทําสิ่งที่พระองคทรงตองการและหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระองคไมทรงปรารถนา เราแต ละคนถามตนเองดูซิวา เรากําลังพยายามทําสิ่งที่พระเจาทรงปรารถนาหรือเปลา? หากเรายังไมไดทําสิ่งตาง ๆ เหลานี้ เรายังจะกลาพูดไดอยางเต็มปากวาอีกหรือวา“เรารักพระองคจริงๆ” ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.2013 ความรักเปนธรรมชาติอยางหนึ่งของมนุษยเพราะฉะนั้น ถาเราไมรักพระเจา เขาตองไปรักสิ่งอื่นที่ไมใชพระเจา นักบุญยอหนเรียกสิ่งอื่นนี้วา “โลก” ทานบอกวา “ถาผูใดรักโลก ความรักของพระบิดาก็ไมอยูในตัวเขา” (1 ยน 2:15) ถาทุกสิ่งทุกอยางที่เรามีและเปนมาจากพระ เจา ชีวิตของเราและทุกลมหายใจของเราเปนของประทาน จากพระเจา เราจึงตองรักพระเจา และถาเรารักพระองค พระเยซูเจาบอกวา“พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระ บิดาจะเสด็จพรอมกับเรา มาหาเขา จะทรงพานักอยูกับ เขา” (ยน 14:23) เมื่อเรารับศีลมหาสนิทซึ่งเปนพระกายและพระโลหิตอยางเหมาะสม “ผูที่กินเนื้อของเราและดื่ม โลหิตของเรา ก็ดารงอยูในเราและเราก็ดารงอยูในเขา” (ยน 6:56) ในพระดารัสเตือนที่ชื่อวา Sacramentum Caritatis พระสันตะปาปา เบเนดิกต ที่ 16 ทรงย้ําความจริงขอนี้ดวยการชี้ใหเราเห็นวา ศีลมหาสนิทเปนศีลศักดิ์สิทธิ์ แหงความรัก เปนศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ทําใหเราเปนหนึ่งเดียวกับพระเจาและมีชีวิตนิรันดร พิธีบูชาขอบพระคุณ เราระลึกสิ่ง ที่พระเยซูเจาทรงกระทําเพื่อเรา เพราะพระองคทรงรักเรา และเปนพระจิตเจาที่ชวยเราใหระลึกถึงและเขาใจพระ ดํารัสตางๆ ของพระองค พระองคทรงใหแบบอยางแหงความรักที่สมบูรณที่สุดแกเรา พระองคทรงรักพระบิดาเจา สวรรคของพระองคอยางสุดซึ้ง พระองคไดพิสูจนใหเห็นความรักดังกลาวนี้ดวยการกระทําตามพระประสงค หรือปฏิบัติตามพระวาจาของพระบิดา นั่นคือ ถอมพระองคลงมาเกิดเปนมนุษยและยอมรับความตายบนไมกางเขน เพื่อปลดปลอยเราใหเปนอิสระจากอํานาจของบาปและความตาย ใหเราแตละคนอธิษฐานภาวนา เพื่อจะสามารถทํา ตามพระประสงคและปฏิบัติตามพระวาจาของพระองคไดอยางถูกตองและดวยความมั่นใจ โดยผานทางศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์แหงความรัก ใหเรารับพระเยซูเจาเขามาในตัวเราดวยความรัก เพื่อเราจะเปนหนึ่งเดียวกับพระองคและ เปนเหมือนกับพระองคยิ่งวันยิ่งมากขึ้น อันจะทาใหเราสามารถรักพระเจาและเพื่อนมนุษยคนอื่นเหมือนที่พระองคทรง รักเราได ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 16 มิถุนายน ค.ศ.2013 ในพระวรสารวันนี้ หญิงที่ลางพระบาทของพระเยซูเจาดวยน้ําตา ใชผมของ นางเช็ดและใชนํามันหอมชโลมพระบาทของพระองค (เทียบ ลก 7:38) ซึ่งเปน เครื่องหมายแสดงความเคารพและความรักที่มีตอพระองค หญิงคนนี้ “เปนคน บาป” (ลก 7:37) ที่ทุกคนรูจักดี นางคงเคยสัมผัสพระเมตตาและความเห็นอก เห็นใจ จากการเทศนสอนและการกระทําของพระองค นางรูแกใจดีวา พระองคทรงเปนพระผูไถกู ผูซึ่งนําพระเมตตาและการใหอภัยจากพระเจามา ใหนาง ความรูสึกกตัญูรูคุณและความรักของนางยิ่งใหญมาก จนกระทั่งนาง กลาเดินเขาไปในบานของซีโมนซึ่งเปนชาวฟาริสี แนนอน ซีโมนคงตกใจและ โกรธนางไมนอย ทานไมเขาใจวาทําไมพระเยซูเจา ผูซึ่งไดรับการยอมรับจากคนทั่วไปวาเปนประกาศกและอาจารย จึงทรงยอม อดทนและนิ่งดูดายตอการปรากฏตัวของหญิงคนบาปคนนี้ อีกทั้งยังทรงปลอยใหนาง “แตะตอง” (ลก 7:39) พระองคอีกดวย? เพื่อชวยใหซีโมนเขาใจประเด็นที่ยังคางคาใจของทาน พระเยซูเจาทรงเลาเรื่องลูกหนี้สองคนที่ไดรับการยกหนี้ทั้งหมด คนแรก เปนหนี้อยู 500 เหรียญ สวนคนที่สองเปนหนี้อยู 50 เหรียญ จากนั้น พระองคทรงถามทานวา “ในสองคนนี้คนไหนจะรัก เจาหนี้มากกวากัน” (ลก 7:42) ทานตอบอยางถูกตองวา “เปนคนที่ไดรับการยกหนี้ใหมากกวา” (ลก 7:43) มาถึงจุดนี้พระองค ทรงชี้ใหทานเห็นวา การกระทําของหญิงคนบาปที่เขามาในบานของทานนั้น เปนการตอบสนองดวยความรักยิ่งใหญตอการให อภัย ที่นางไดรับจากพระเจาสําหรับบาปมากมายที่นางไดกระทํา ซีโมนเปนคนที่ภาคภูมิใจในความเปนผูมีศีลธรรมของ ตนเอง ทานมองวาตนเองมีคุณธรรมสูงสงกวาหญิงคนนั้น ทานคิดวาตนเองดีเพียบพรอมทุกอยางและไมจําเปน ที่จะตองไดรับ การอภัยจากพระเจา พี่นองที่รัก ในฐานะมนุษยคนหนึ่ง เราทุกคนลวนออนแอและเปนคนบาปดวยกันทั้งนั้น การใหอภัยจาก พระเจาจึงเปนสิ่งจําเปนและขาดไมไดสําหรับเรา หญิงคนบาปคนนั้นไดหลั่งน้ําตาลางพระบาทพระเยซูเจา ในฐานะ เครื่องหมายแหงความรักที่นางมีตอพระองค แตในกรณีของเราตรงกันขาม เปนพระเยซูเจาเอง ที่ไดทรงหลั่งพระโลหิตของ พระองคเพื่อบาปของเราจะไดรับการใหอภัย ใหเราพยายามตอบสนองกิจการแหงความรักยิ่งใหญของพระองค ดวยความรักที่ เต็มเปยมจากใจจริงของเรา พิธีมิสซาเปนเครื่องเตือนใจเราวาพระเจาทรงกระหายความรักจากเรา และทรงพยายามดึงเราให เขามาหาพระองคดวยพระพรแหงการใหอภัย พิธีมิสซายังเปนการระลึกถึงการสิ้นพระชนมและการกลับคืนพระชนมชีพของ พระเยซูเจาเพื่อความรอดพนของเราอีกดวย และในพิธีมิสซาเราไดยินพระวาจาของพระองคที่วา “นี่เปนถวยโลหิตของเรา โลหิตแหงพันธสัญญาใหมอันยืนยง โลหิตซึ่งจะหลั่งออกเพื่ออภัยบาปสําหรับทานและมนุษยทั้งหลาย” พระเจาทรงเปนพระ บิดาแหงการใหอภัย และการใหอภัยของพระองคควรทําใหเรา รักและรับใชพระองคนับวันยิ่งมากขึ้น ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระเจาทรงปรารถนาความรักจากเรา แมวาความรักของ เราไมไดเพิ่มอะไรในพระองคเพราะพระองคทรงเปนความ รักที่สมบูรณแบบแลวก็ตาม พระองคทรงคาดหวังวาเราจะ ตอบสนองความดีของพระองคดวยน้ําใจอิสระในพระคัมภีร กลาวไววา กษัตริยดาวิดมีภรรยาและนางกํานัลมากมายนับ ไมถวน ทานก็ยังมีความปรารถนาอยางแรงกลาในตัวนาง บัทเชบา ภรรยาของอุรียาห ชาวฮิตไทต ซึ่งเปนทหาร รับจางคนหนึ่งในกองทัพของทาน เรือนรางที่งดงามของ นางทําใหทานหลงใหลและครอบงํามโนธรรมของทาน ทานไดสงคนไปรับนางมาเฝาและหลับนอนกับนาง เมื่อนางตั้งครรภ ทานคิดที่จะสวมเขาใหสามีของนาง แผนการแรกของทานไมสําเร็จ เพราะอุรียาหรูทัน ทานจึงวางแผนปลอยใหศัตรูฆากาง ขวางคอคนนี้ในสนามรบ อุรียาหถูกยิงดวยธนูของขาศึกเสียชีวิต หลังจากพิธีไวทุกขเพื่อทหารผูนาสงสารคนนี้ผานไป ดาวิดได สงคนไปรับนางบัทเชบามาเปนภรรยาและอาศัยอยูในพระราชวังดวยกัน ดาวิดไดทําผิดประเวณีดวยการเลนชูกับภรรยาของ คนอื่นแลว ทานยังเปนฆาตกรเลือดเย็นคนหนึ่งอีกดวย เนื่องจาก “สิ่งชั่วราย” (2 ซมอ 12:9) ที่ดาวิดไดกระทํา พระเจาทรงมี เหตุผลสมควรที่จะขจัดทานใหพนจากราชบัลลังก พระองคทรงสามารถปลอยใหบรรดาทหารที่เปนเพื่อนของอุรียาหลุกขึ้นกอ กบฏตอทานสําหรับการลบหลูพระองคโดยการเอาภรรยาของคนอื่นมาเปนภรรยาของตน (เทียบ 2 ซมอ 12:10) อันที่จริง พระเจาทรงสามารถทําหลายสิ่งหลายอยางเพื่อลงโทษทาน แตพระองคทรงปรารถนาความรักจากทาน ดังนั้น พระเจาจึงทรง สงประกาศกนาธันไปหาดาวิด เพื่อเตือนสติและเขยามโนธรรมของทาน เพื่อทําใหทานตระหนักถึงบาปของตน พระองคยังทรง ใหพระหรรษทานแหงการกลับใจแกทานอีกดวย ดังที่เราทราบ ดาวิดไดสํานึกผิดและกลับใจ “ขาพเจาไดทําบาปผิดตอองค พระผูเปนเจาแลว” (2 ซมอ 12:13) หลังจากไดรับการอภัยจากพระเจาแลว ดาวิดไดใชชีวิตที่เหลืออยูเพื่อรักและรับใช พระองคอยางสุดกําลังและความสามารถของทาน ทานไดนิพนธบทสดุดีมากมายเพื่อสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค สําหรับการใหอภัยและความรักยิ่งใหญที่พระองคทรงมอบใหทาน พี่นองที่รัก ในฐานะมนุษยคนหนึ่ง เราทุกคนลวนออนแอ และเปนคนบาปดวยกันทั้งนั้น การใหอภัยจากพระเจาจึงเปนสิ่งจําเปนและขาดไมไดสําหรับเรา เราจึงตองเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และมุมมองของชีวิต เราไมควรดวนตัดสินคนอื่นดวยสายตาของมนุษย แตตองรูจักรักและใหอภัยแกคนอื่นเสมอ พระเจาทรง เปนพระบิดาแหงการใหอภัย การใหอภัยของพระองคควรทําใหเรารักและรับใชพระองคนับวันยิ่งมากขึ้น ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2013 ในสมัยของพระเยซูเจา ประชาชนไดตั้งคําถามมากมายเกี่ยวกับตัวพระองค บาง คนบอกวาพระองคเปนเอลียาห ประกาศกผูยิ่งใหญ ซึ่งพระเจาไดทรงรับขึ้นไป สวรรคดวยรถมาเพลิง และจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อประกาศการเสด็จ มาของพระเมสสิยาห แมแตกษัตริยเฮโรดเองก็ยังสับสนเหมือนกัน เมื่อทานได ยินเรื่องราวของพระเยซูเจา ทานรูสึกตื่นตระหนกและคิดไปตาง ๆ นานา ทานคิดวาพระเยซูเจาเปนยอหนผูทําพิธีลางซึ่งทานสั่งใหตัดศีรษะและเวลานี้ได กลับคืนชีพมาอีก เฮโรดจึงตองการพบพระเยซูเจาเพื่อจะรูวาพระองคเปนใคร กันแน ประชาชนบางคนก็บอกวาพระองคเปนประกาศกเหมือนคนอื่น ๆ เราเรียนรูจักพระองคจากพระวรสาร ซึ่งนักบุญลูกา เลาใหเราฟงวา “พระเยซูเจาทรงอธิษฐานภาวนาอยูตามลําพัง” (ลก 9:18) เราจะสังเกตเห็นวาพระเยซูเจาทรงอธิษฐานภาวนา บอย ๆ พระองคทรงอธิษฐานภาวนาเมื่อทรงเริ่มภารกิจอยางเปดเผย ตลอดระยะเวลาสามปแหงพระพันธกิจ บนไมกางเขน และหลังจากกลับคืนพระชนมชีพ ชีวิตทั้งหมดของพระองคเต็มไปดวยการอธิษฐานภาวนา ชวงเวลาสําคัญทั้งหมดในชีวิตของ พระองคถูกแสดงใหเห็นโดยการอธิษฐานภาวนา พระองคทรงเปนแบบอยางแหงการอธิษฐานภาวนา และไดสอนบรรดาศิษย ใหรูจักอธิษฐานภาวนาอีกดวย ทําไมพระเยซูเจา ผูทรงเปนพระบุตรของพระเจาตองอธิษฐานภาวนาดวย? พระองคทรง อธิษฐานภาวนาถึงใครและเกี่ยวกับอะไร? โดยพื้นฐานแลวการอธิษฐานภาวนาเปนการติดตอสื่อสารกับพระเจา เปนทั้งการรับ ฟงและการพูดกับพระองค เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราไมจําเปนตองพูดอะไรเลย เพียงฟงพระองคตรัสกับเรา ดื่มด่ําอยูกับการประทับ อยูของพระเจาก็พอแลว พระเยซูเจาทรงอธิษฐานภาวนาถึงพระบิดาของพระองค พระองคทรงใสใจและใหความสําคัญกับพระ ประสงคของพระบิดาเปนอยางมาก พระองคทรงทําใหชีวิตของพระองคสอดคลองและกลมกลืนกับสิ่งที่พระบิดาทรง ปรารถนา หลังจากทรงทําอัศจรรยเลี้ยงประชาชนหาพันคน ดวยความตื่นเตนและพิศวงในอํานาจของพระองค ประชาชน ตองการแตงตั้งพระองคใหเปนกษัตริยของพวกเขา แตพระองคทรงหลบหนีและไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนาตาม ลําพัง พระองคตองการชวงเวลานี้อยูกับพระบิดาของพระองค เพื่อเอาชนะการผจญลอลวงใหพระองคทําตามความตองการ ของประชาชน การเปนกษัตริยไมใชวิถีทางของพระองคอยางแนนอน นอกจากสนทนากับพระบิดาตามลําพังแลว พระเยซูเจา ยังเสนอคําวิงวอนตอพระบิดาอีกดวย ในสวนเกสเซมานีกอนที่พระองคจะถูกจับกุมและรับพระองควอนขอพระบิดาตรง ๆ วา “ถาพระองคมีพระประสงค โปรดทรงนําถวยนี้ไปจากขาพเจาเถิด” (ลก 22:42) แตพระองคก็สามารถยอมรับทุกสิ่งที่จะเกิด ขึ้นกับพระองคดวยความเต็มใจ “แตอยาใหเปนไปตามใจขาพเจา ใหเปนไปตามพระประสงคของพระองคเถิด” (ลก 22:42) ชีวิตของเราแตละคนในฐานะศิษยติดตามพระคริสตเจา เราตองเรียนรูและกาวเดินในเสนทางชีวิตของพระองค การอธิษฐานภาวนาเพื่อสื่อสารกับพระเจา เพื่อทําใหชีวิตของเราเปนไปตามพระประสงคของพระองค เปนหนึ่งในเรื่องสําคัญที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงถามบรรดาศิษยของพระองควา “พวกประชาชนเขาวาเรา เปนใคร?” (ลก 9:18) บรรดาศิษยไดหยิบยกเอาความคิดเห็นของ ประชาชนมาบอกพระองค ซึ่งก็มีหลายหลากตามมุมมองของแตละ คน จากนั้นพระเยซูเจายิงคําถามไปที่บรรดาศิษยของพระองค โดยตรง “แลวพวกทานเลา ทานวาเราเปนใคร?” (ลก 9:20) นักบุญเป โตรตอบพระองคในนามของศิษยทุกคนวา “พระองคเปนพระคริสตของ พระเจา” (ลก 9:20) บรรดาศิษยรูวาพระเยซูเจาทรงเปนใครอยางแทจริง แมวาอาจจะยังไมใชความรูที่สมบูรณก็ตาม พระอาจารยของพวกเขาเปน พระคริสต หรือพระเมสสิยาห หรือกษัตริยผูไดรับการเจิมจากพระเจา แนนอน มันเปนชวงเวลาที่นาตื่นเตนสาหรับพวกเขาไมใชนอย พวกเขาอยากจะประกาศดัง ๆ ใหทุกคนรูวา พระอาจารยของพวกเขาคือ พระเมสสิยาหที่พวกเขาและชาวยิวทุกคนรอคอยการเสด็จมาของพระองคเปนเวลานานแสนนาน ทวา บรรดาศิษยของพระเยซูเจาตื่น ตระหนกและตกใจมาก เมื่อไดยินพระอาจารยบอกในสิ่งที่ตรงกันขามกับความเขาใจของพวกเขา“บุตรแหงมนุษยจะตองรับทรมานเปน อันมาก จะถูกบรรดาผูอาวุโส มหาสมณะ และธรรมาจารย ปฏิเสธไมยอมรับและจะถูกประหารชีวิต แตจะกลับคืนชีพในวันที่สาม” (ลก 9:22) บรรดาศิษยตองเริ่มเรียนรูวิถีทางของการเปนพระเมสสิยาหของพระเยซูเจา ผูซึ่งพวกเขากาลังติดตามอยูในเวลานี้ พระเยซูเจา ไมไดเปนวีรบุรุษ หรือผูนําในการสงคราม ที่เสด็จมาเพื่อปลดปลอยชาวยิวใหเปนอิสระจากอํานาจชาวโรมันและทําลายศัตรูของชาวยิว ทั้งหมด ตรงกันขาม พระเมสสิยาหคนนี้ จะถูกปฏิเสธ จากบรรดาผูนําประชาชนของพระองคเอง จะถูกตัดสินประหารชีวิตโดยอํานาจ ของชาวตางชาติผูซึ่งชาวยิวเอง คาดหวังวาพระองคจะเสด็จมาขับไลใหไปพนจากประเทศของพวกเขา ชัยชนะของพระเยซูเจาจะมาทาง ความรัก ความสัตยซื่อตอความจริง ความสุภาพออนโยน และการไมใชความรุนแรง เหมือนพระเจาจะทรงเท “จิตแหงความเมตตาเอ็นดู และการออนวอนลงบนราชวงคดาวิดและชาวเยรูซาเล็ม ” (ศคย 12:10) พวกเขาและลูกหลานที่จะตามมา “จะมองดูผูที่พวกเขาเองได แทง” (ศคย 12:10) การรูวาพระเยซูเจาทรงเปนพระเมสสิยาห ผูตองทนทุกขทรมาน สิ้นพระชนมและกลับคืนพระชนมชีพ ยังถือวาไม เปนการเพียงพอ เพราะเราทุกคนถูกเรียกใหมาเปนผูติดตามหรือศิษยของพระองคดวย และในฐานะศิษยของพระองค พระเยซูเจาทรง เรียกรองใหเราสละตนเอง แบกไมกางเขนของตนทุกวัน และติดตามพระองค ในโลกปจจุบันซึ่งเนนและสงเสริมใหผูคนเห็นคุณคาของ ตนเอง แสวงหาผลประโยชนใหกับตนเองใหมากที่สุดเทาที่จะทําได อันสงผลใหผูคนเห็นแกตัวและเอาตัวเองเปนศูนยกลางของชีวิตมาก ขึ้น เปนการยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสละตนเอง หรือปฏิเสธตนเอง หรือเลิกนึกถึงตนเอง แตถาเราอยากเปนศิษยของพระเยซูเจาอยาง แทจริง เราตองพยายามสุดความสามารถที่จะออกจากตัวเอง ไมยึดเอาตัวเองเปนศูนยกลาง แตเอาพระเยซูเจา ผูซึ่งยอมสละชีวิตตนเอง เพื่อความรอดพน เปนศูนยกลางชีวิตของเรา เราปฏิเสธตนเองและเลิกนึกถึงตนเองเพื่อใจของเรา จะไดมีหองวางสาหรับคนอื่นและ สามารถรักคนอื่นไดมากขึ้น จากนั้นเราจึงจะสามารถแบกกางเขนของเราแตละคนทุกวันและติดตามพระองคไปได เราจะสามารถ ยอมรับและมองทุกสิ่งทุกอยางที่เขามาในชีวิตของเราในแงบวก มองเห็นพระหัตถและความรักของพระเจาในทุกเหตุการณที่เกิดขึ้นใน ชีวิตของเรา ไมวาเหตุการณนั้นจะเลวรายในสายตาของมนุษยทั่วไปก็ตาม ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.2013 นักบุญเปาโลบอกเราวา เราทุกคนก็ได “สวมพระคริสตเจา ไว” (กท 3:27) ในศีลลางบาปเราเขามาเปนสมาชิกของ ครอบครัวใหม ซึ่งในครอบครัวนี้ทุกคนเปนพี่นองกันและ เปนบุตรของพระเจา ไมมีการแบงแยก “ไมมีชาวยิวหรือ ชาวกรีก ไมมีทาสหรือไท ไมมีชายหรือหญิง” (กท 3:28) ทุกคนเปนหนึ่งเดียวกันในพระเยซูคริสตเจา มันเปนสังคม แหงการเปนศิษยที่ปราศจากอคติ การแบงแยก มีแตความ รัก ความยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การคืน ดีกัน และสันติสุข ในฐานะศิษยของพระองค พระเยซูเจา ทรงเรียกรองใหเราสละตนเอง แบกไมกางเขนของตนทุกวัน และติดตามพระองค ใหชีวิตและทุกสิ่งที่พระเยซูเจาทรงกระทําเพื่อมนุษยทุกคน เปนแบบอยางสาหรับเราแตละคน พระองคปฏิเสธและสละตนเองเพื่อเรา เราตองพยายามเลิกนึกถึงตนเองและเลิกเอาตนเองเปนศูนยกลางชีวิต เพื่อเราจะสามารถรักและรับใชคนอื่นไดมากขึ้น จากนั้นพรอมกับความชวยเหลือของพระองค ใหเราพยายามแบก กางเขนของตนทุกวัน เหมือนที่พระองคทรงไดทําเพื่อเรา พระเยซูเจาทรงแบกกางเขนของพระองคเพราะพระองคทรง รักเรา ดังนั้น เราจะแบกกางเขนของเราในแตละวันเพราะเรารักพระองค และอยากจะมีสวนรวมในกางเขนของ พระองคเชนกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.2013 ชายคนหนึ่งตองการใหพระเยซูเจาเปนคนกลางไกลเกลี่ยขอพิพาทเกี่ยวกับ ทรัพยสมบัติของเขา “พระอาจารย โปรดบอกพี่ชายขาพเจาใหแบงมรดกให ขาพเจาเถิด” (ลก 12:13) ในสมัยของพระเยซูเจา การนําขอพิพาทมาให อาจารยหรือรับบีไกลเกลี่ยถือวาเปนเรื่องปรกติ แตพระเยซูเจาไมไดสนใจ ปญหานี้ เพราะเปนเรื่องที่สวนทางกับทัศนคติของพระองค แทนที่จะชวย แกปญหาให พระองคกลับใหคําเตือนแทน “จงระวังและรักษาตัวไวใหพน จากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของคนเราไมขึ้นกับทรัพยสมบัติของ เขา แมวาเขาจะมั่งมีมากเพียงใดก็ตาม” (ลก 12:15) ทาทีตอทรัพยสินเงิน ทองที่เราคิดวาเปนสิ่งสําคัญในชีวิตของเรา พระเยซูเจาชี้ใหเราเห็นวา สิ่งที่ เราเปนมีความสําคัญมากกวาสิ่งที่เรามีทัศนคติที่วา “ชีวิตของคนเราไมขึ้นกับทรัพยสมบัติของเขา” เปนทัศนคติที่สวน ทางกับโลกแหงวัตถุนิยมสมัยปจจุบันอยางไมตองสงสัย มนุษยแทบทุกคนใฝฝนอยากจะเปนคนรวยดวยกัน ทั้งนั้น อยากซื้อทุกสิ่งที่ตองการ อยากจะไปทุกแหงที่เงินบันดาลใหได บางคนบอกวาความมั่งคั่งเปนเครื่องหมายของ ความสําเร็จ แตสําหรับพระเจาแลว การเปนคนมั่งมีสาหรับพระเจา ไมไดขึ้นอยูกับการมีทรัพยสมบัติมากหรือนอย แต ขึ้นอยูกับทาทีของเราตอทรัพยสมบัติที่มีหรือไมมีมากกวา พระเยซูเจาทรงเปนพระบุตรของเจา พระองคทรงมีทุก อยางที่พระเจาทรงมีและทรงเปนทุกอยางที่พระเจาทรงเปน พระองคสามารถเปนคนรารวยที่สุดในโลกนี้ไดอยางไม ตองสงสัย แตพระองคกลับเลือกเปนคนยากจน พระองคยอมสละทุกสิ่งทุกอยาง แมแตชีวิตของพระองคเองเพื่อชวย พวกเราใหรอดพน ใหเราพยายามเลียนแบบอยางพระเยซูเจา พระอาจารยของเรา และวอนขอพระหรรษทานจาก พระองคเพื่อเราจะไดมีทาทีที่ถูกตองตอทุกสิ่งที่เรามีและกลายเปนคนมั่งมี สําหรับพระบิดาเจาสวรรคของเรา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.2013 พระเยซูเจาไมไดบอกใหเราละทิ้งทุกสิ่งทุกอยางที่เรามีและ ดําเนินชีวิตแบบอนาถาเพื่อเห็นแกพระองค พระองคกาลัง นําเสนอวิถีทางที่จะนําไปสูความสุขและความปลอดภัยที่ ยั่งยืนและเที่ยงแท พระองคตองการแทนที่ความโลภที่ทําให มนุษยเห็นแกตัว ในอุปมาที่พระเยซูเจาเลาใหเราฟงในพระวร สาร เศรษฐีคิดวาตนเองเปนบุคคลที่ประสบความสําเร็จใน ชีวิตคนหนึ่ง เขาทํางานหนักมาหลายป เวลานี้เขามีทุกสิ่งที่ เขาตองการ สําหรับเขาโลกและทุกสิ่งที่อยูบนโลกนี้ เปนสิ่งที่เขาตองตักตวงเอาใหมากที่สุดเทาที่จะทาได ยุงฉาง เกามันเล็กไป เขาตองสรางใหมใหใหญโตกวาเดิม เพื่อเก็บทรัพยสมบัติทั้งหมดที่เขามี เวลานี้เขาไมตองทําอะไร แลว นอกจากเสวยสุขกับสิ่งที่เขามี แตพระเจาตรัสกับเขาวา “คนโงเอย คืนนี้ เราจะเรียกเอาชีวิตเจาไป แลวสิ่งที่เจา ไดเตรียมไวจะเปนของใครเลา” (ลก 12:20) ในหนังสือปญญาจารยพูดถึงเรื่องนี้ทํานองเดียวกันวา “ทุกสิ่งทุกอยางไม เที่ยงแท... เพราะคนที่ตรากตราทํางานโดยใชปรีชาญาณ ความรูและความชํานาญ จะตองละทิ้งผลงานใหเปนมรดก แกคนที่ไมไดตรากตราเพื่องานนั้นเลย... มนุษยจะไดประโยชนอะไรจากความลําบากตรากตรําทั้งหมดและความกังวล ใจที่เขาตองตรากตรําภายใตดวงอาทิตย” (ปญจ 1:2; 2:21-22) พระเยซูเจาทรงสรุปไวอยางนาฟงวา “คนที่สะสม ทรัพยสมบัติไวสําหรับตนเอง แตไมเปนคนมั่งมีสําหรับพระเจา ก็จะเปนเชนนี”้ (ลก 12:21) พระเยซูเจาไมไดบอกวา ทรัพยสินเงินทองในตัวมันเองเปนสิ่งชั่วราย ความโลภ ความไมรูจักพอ และการนําทรัพยสินเงินทองไปใชในทางที่ผิด ตางหากที่ถือวาเปนสิ่งชั่วราย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.2013 ในพระวรสารวันนี้หลังจากไดทรงใชเวลาอธิษฐานภาวนาตามลําพังแลว พระเยซูเจาจึงตรัสถามบรรดาศิษยเกี่ยวกับประเด็นดังกลาววา “ประชาชน วาเราเปนใคร” (ลก 9:18) พวกเขาไดหยิบยกเอาความคิดเห็นของคนทั่วไป มาบอกพระองค ซึ่งมีหลายหลากตามมุมมองของแตละคน ดูเหมือนวาความ คิดเห็นของคนที่อยูวงนอกไมสําคัญเทาใดนักสําหรับพระองค ดวยเหตุนี้ พระองคจึงทรงตั้งคําถามพวกเขาโดยตรงวา “ทานละวาเราเปนใคร?” (ลก 9:20) ในฐานะตัวแทนศิษยทุกคนนักบุญเปโตรทูลตอบวา “พระองคคือพระ คริสตของพระเจา” (ลก 9:21) วิถีทางการเปนพระเมสสิยาหของพระเยซู เจา คือ “บุตรแหงมนุษยจะตองรับทรมานเปนอันมาก จะถูกบรรดาผูอาวุโส มหาสมณะ และธรรมาจารยปฏิเสธไมยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต จะกลับคืนชีพในวันที่สาม” (ลก 9:22) แนนอน บุตรแหงมนุษยที่พระเยซูเจาทรงพูดถึงหมายถึงพระองคเอง นับตั้งแตนี้เปนตน ไปบรรดาศิษยตองเริ่มเรียนรูวิถีทางการเปนพระเมสสิยาหของพระองค ชัยชนะของพระเยซูเจาจะมาทางความรัก ความจริง ความสุภาพถอมตน ความออนโยน และการไมใชความรุนแรง เหมือนที่ประกาศกเศคาริยาหบอกเราในบทอานที่หนึ่งวาพระ เจาจะทรง “เทจิตแหงความเมตตากรุณาและการวอนขอลงเหนือราชวงศของกษัตริยดาวิดและเหนือผูอาศัยที่กรุงเยรูซาเล็ม” (ศคย 12:10) พวกเขาและลูกหลานที่จะตามมา “จะมองดูผูที่เขาไดแทง” (ศคย 12:10) อยางไรก็ตาม การรูวาพระเยซูเจาทรง เปนพระเมสสิยาหผูทรงทนทุกขทรมาน สิ้นพระชนมและกลับคืนพระชนมชีพเทานั้นถือวายังไมเพียงพอ เพราะเราแตละคนถูก เรียกใหเปนศิษยของพระองคดวย วันนี้พระองคทรงนําเสนอเงื่อนไขสําหรับศิษยหรือผูติดตามพระองควา “ถาผูใดอยาก ติดตามเรา ก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไมกางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา” (ลก 9:23) เราปฏิเสธหรือเลิกนึกถึงตนเอง เพื่อหัวใจของเราจะมีหองวางสําหรับคนอื่นและสามารถรักคนอื่นไดมากขึ้น จากนั้นเราจึงจะสามารถยอมรับและมองทุกสิ่งที่ เขามาในชีวิตของเราในแงบวกได นั่นคือ มองเห็นพระหัตถและความรักของพระเจาในทุกสิ่งที่เราตองเผชิญในแตละวัน ไมวา สิ่งนั้นจะเลวรายขนาดไหนในสายตาของคนทั่วไป เมื่อเราสามารถดําเนินชีวิตแบบนี้ได นักบุญเปาโลบอกในบทอานที่สองวันนี้ วา เราทุกคนได “สวมพระคริสตเจาไว” (กท 3:27) แลว ซึ่งจะทําใหเราเปนหนึ่งเดียวกันในพระองคและจะไมมีการแบงแยก กันในทามกลางเราอีกตอไป “ไมมีชาวยิวหรือชาวกรีก ไมมีทาสหรือไท ไมมีชายหรือหญิงอีกตอไป” (กท 3:28) เราทุกคนจะ เปนพี่นองกันและมีความเชื่อเดียวกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 24 มิถุนายน ค.ศ.2013 นักบุญเปาโลเตือนทิโมธี ศิษยผูใกลชิดทานวา “ความรักเงินตราเปน รากเหงาของความชั่วรายทุกประการ” (1 ทธ 6:10) เงินมีความสาคัญ แตมีไวเพื่อซื้อและทําในสิ่งที่มีคามากกวาตัวมันเอง มันมีไวเพื่อซื้ออาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และใชจายเพื่อการศึกษาของลูกหลานใน ครอบครัว มันชวยเราในการประกาศขาวดีและรับใชพระคริสตเจา มันชวยเราใหสามารถชวยเหลือเพื่อนมนุษยคนอื่นที่เดือดรอนได และมัน สามารถชวยเราใหเปน “คนมั่งมีสาหรับพระเจา” ไดเชนเดียวกัน ถาเรา รูจักใชมันอยางถูกตอง แตเมื่อเราแสวงหาและใชเงินทองเพื่ออํานาจและความพึงพอใจฝายเนื้อหนัง จนสามารถกลาว เหมือนกับเศรษฐีในพระวรสารวา “ดีแลว เจามีทรัพยสมบัติมากมายเก็บไวใชไดหลายป จงพักผอน กินดื่มและ สนุกสนานเถิด” (ลก 12:19) เมื่อนั้นแหละ มันอาจจะกลายเปนสิ่งชั่วรายได นี่คือเหตุผลที่ทําไมนักบุญเปาโลจึงบอก เราวา “จงคิดถึงแตสิ่งที่อยูเบื้องบน อยาพะวงถึงสิ่งของบนแผนดินนี”้ (คส 3:2) เราไมไดกําลังประณามคนร่ํารวยและ ยกยองชมเชยคนยากจน คนยากจนที่โลภและเห็นแกตัวก็มี คนรวยที่ใจดี เอื้อเฟอเผื่อแผ และไมเห็นแกตัวก็ เยอะ ดังนั้น การเปนคนมั่งมีสาหรับพระเจา ไมไดขึ้นอยูกับการมีทรัพยสมบัติมากหรือนอย แตขึ้นอยูกับทาทีของเรา ตอทรัพยสมบัติที่มีหรือไมมีมากกวา พระเยซูเจาทรงเปนพระบุตรของเจา พระองคทรงมีทุกอยางที่พระเจาทรงมีและ ทรงเปนทุกอยางที่พระเจาทรงเปน พระองคสามารถเปนคนร่ํารวยที่สุดในโลกนี้ไดอยางไมตองสงสัย แตพระองคกลับ เลือกเปนคนยากจน พระองคยอมสละทุกสิ่งทุกอยาง แมแตชีวิตของพระองคเองเพื่อชวยพวกเราใหรอดพน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2013 ในพระวรสารโดยนักบุญมัทธิวเลาใหเราฟงวา เมื่อพระเยซูเจา “ทอดพระเนตรเห็นประชาชน ก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหลานั้น เหน็ดเหนื่อยและทอแท ประดุจฝูงแกะที่ไมมีคนเลี้ยง” (มธ 10:36) สถานการณของคนในสมัยพระเยซูเจากับสมัยปจจุบันนี้ไมได เปลี่ยนไปมากนัก เพราะทุกวันนี้ยังมีผูคนมากมายที่เหนื่อยออน และทอแทสิ้นหวัง อันเนื่องมาจากแรงกดกันรอบดาน หลายคน ดําเนินชีวิตไปวัน ๆ ไรทิศทางที่แนนอน พระเยซูเจาทรงชี้ใหบรรดาศิษยเห็นวา “ขาวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แตคนงาน มีนอย จงวอนขอเจาของนาใหสงคนงาน มาเก็บเกี่ยวขาวของพระองคเถิด” (มธ 9:37-38) แนนอน ขาวที่จะเก็บเกี่ยว ยังคงมีมาก ในปจจุบันนี้มีคาทอลิกทั่วโลกประมาณพันกวาลานคน หรือราว 1 ใน 5 ของประชากรโลกทั้งหมด จาก สถิตินี้ เราอาจกลาวไดวาเรี่ยวแรงที่บรรดาคนงานในสมัยเริ่มแรก ไดทุมเทลงไปนั้นไมไดสูญเปลา แตเกิดดอกออกผล อยางเห็นไดชัด ถามองในอีกแงหนึ่ง จะเห็นวายังมีคนอีก 4 ใน 5 ของประชากรโลกที่ยังไมรูจักพระเยซูเจาหรือ ยอมรับวิถีทางของพระองค แนนอน คนสวนใหญในจํานวนนี้มีความเชื่อของตน และปฏิบัติศาสนาอยางเครงครัด อาจจะเครงครัดมากกวาเราเสียดวยซ้ําไป แตก็ยังมีคนจํานวนมากเชนเดียวกันที่ดําเนินชีวิตไปวัน ๆ ประหนึ่งวาไมมี พระเจา พวกเขาไมนับถืออะไรทั้งสิ้น นอกจากตนเอง เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรของเราตองการ “คนงาน” หรือผูที่ จะนําความเชื่อและขาวดีของพระเยซูเจามาประกาศใหคนเหลานี้ไดรับทราบ ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.2013 “ขาวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แตคนงานมีนอย จงวอนขอเจาของ นาใหสงคนงาน มาเก็บเกี่ยวขาวของพระองคเถิด” (มธ 9:3738) บอยครั้งเมื่อพูดถึง “คนงาน” เรามักจะคิดถึงบรรดา พระสงฆ นักบวชชายหญิง หรือผูที่มีกระแสเรียกพิเศษ อยางไร ก็ตาม ในสมัยของพระเยซูเจา ยังไมมีพระสงฆ นักบวช เหมือน ในสมัยปจจุบันนี้ ในความคิดของพระเยซูเจาและผูนิพนธ พระวรสารทั้งหลาย ทุกคนที่ติดตามพระเยซูเจา หรือคริสตชน ทุกคน คือคนงานในทุงนาของพระเจา ดังนั้น ในฐานะคริสตชนคนหนึ่ง เราตองตระหนักวาเราแตละคนเปนคนงานของพระเจา เรามีหนาที่สานตอพันธกิจ ของพระเยซูเจาที่มอบหมาย ใหบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคน คนงานกลุมแรกของพระองค พันธกิจนี้เปนพันธกิจ แหงการปลดปลอยมนุษย ใหเปนอิสระจากการเปนทาสในทุกรูปแบบ พันธกิจแหงการปลอบโยนคนที่มีใจชอกช้ําและ มีความทุกข และที่สําคัญเปนพันธกิจแหงการประกาศขาวดีแกคนยากจน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.2013 วันที่ 27 มิถุนายน เปนวันฉลองพระมารดานิจจานุเคราะหองคอุปถัมภของอาสน วิหารและสังฆมณฑลอุดรธานีในรูปพระมารดานิจจานุเคราะหเราจะเห็นแมพระกําลัง อุมพระกุมารไวในออมแขน จากสีหนาของแมพระและของพระเยซูเจาเองดู เหมือนวาทานทั้งสองไมมีความสุข ทั้งนี้คงเปนเพราะพวกทานไดเห็นความทุกขทรมานที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคต เปนเงารางๆลวงหนาพระเยซูเจาไมไดมองไปที่แมพระพระองคหันหนาไปทางอื่นและ กําลังมองดูอัครเทวดากาเบรียล ผูซึ่งถือไมกางเขนและตะปูที่จะถูกใชเพื่อตรึง พระองคสวนในดานซายตอนบนของรูปนี้อัครเทวดามีคาเอลกําลังถือไมออที่มีฟองน้ํา เสียบอยูและหอกซึ่งก็เปนสิ่งที่จะถูกใชกับพระองคบนเนินเขากัลวารีโอเชนเดียวกัน พระเยซูเจาผูยังเปนเด็กอยูคงรูสึกตกใจกลัวเมื่อไดเห็นภาพนิมิตเกี่ยวกับพระทรมาน ของตนเองจนทําใหพระองคตองวิ่งไปหาพระมารดาพระนางทรงอุมและจับมือขาง หนึ่งของพระองคไว พรอมกับปลอบโยนพระองคเราจะพบวาพระเยซูเจารีบวิ่งไปหาแมพระอยางรีบรอนมาก จนกระทั่ง รองเทาขางหนึ่งของพระองคหลุดไปหอยติดอยูที่พระบาทของพระองคพอคิดวาเหมือนกับที่พระเยซูเจา ทรงวิ่งไปหาพระมารดาของพระองคเพื่อรับการปลอบโยนและการปกปองคุมครอง เราก็ควรหันหนาไปหาแมพระเพื่อขอความชวยเหลือในยามที่เราประสบความทุกขยากลําบากและการประจญ ลอลวงเชนเดียวกัน ชื่อ“พระมารดานิจจานุเคราะห” (Our Lady of Perpetual Help) เปนชื่อที่มีความหมายชัดเจนอยูในตัวเองอยูแลว “นิจ” แปลวา“เสมอไปสม่ําเสมอ” และ“อนุเคราะห” แปลวา“เอื้อเฟอชวยเหลือ” แมพระเปนผูที่พรอมจะชวยเหลือเราผูซึ่งเปนลูกของพระนางเสมอและตลอดไปดวย เราสามารถพบคุณลักษณสาคัญอันนี้ของแมพระในพระวรสารอยางนอยสองเหตุการณเหตุการณแรกเกิดขึ้นเมื่อพระ นางทรงทราบวานางเอลีซาเบธญาติของพระนางซึ่งชรามากแลวตั้งครรภบุตรชายแมนางเอลีซาเบธไมไดขอความ ชวยเหลือจากแมพระแตพระนางรูดีวาญาติคนนีต้ องการความชวยเหลืออยางแนนอนแมพระรีบไปเยี่ยมนางเอลีซาเบธ และประทับอยูกับนางประมาณสามเดือนจึงเสด็จกลับเมืองนาซาเร็ธเหตุการณที่สองเกิดขึ้นในงานมงคลสมรสที่ หมูบานคานาแมพระมาหาพระเยซูเจาและอธิบายสถานการณของพวกเขาพรอมกับวอนขอสั้น ๆแตมีนัยเรงดวน


“เมื่อเหลาองุนหมดพระมารดาของพระเยซูเจาจึงมาทูลพระองควา‘เขาไมมีเหลาองุนแลว’” (ยน 2:3) คําพูดของพระ นางคลายจะบอกวา“เวลานี้ลูกและแมอยูที่นี่พวกเราไมสามารถชวยเหลือคนเหลานี้ใหพนจากความอับอายซึ่งจะ เปนตราบาปติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิตและจะเปนเครื่องหมายแหงความโชครายสําหรับการแตงงานของพวก เขาไดเชียวหรือ?” พระนางหยิบยกเอาสถานการณที่ตองการการแกไขเรงดวนมาเผชิญหนากับพระเยซูเจาในตอนแรกดูเหมือนวาพระเยซู เจาจะไมเห็นดวยและจะไมตอบสนองตอคําวอนขอของพระนาง “คุณแมคุณแมตองการสิ่งใดจากลูกเวลาของลูกยังมาไมถึง” (ยน 2:4) แมพระไมไดรูสึกนอยเนื้อต่ําใจโกรธหรือรองไหตรงกันขามพระนางไดแสดงใหเห็นถึงความไววางใจสูงสุดพระนางเรียก บรรดาคนใชมาและพูดกับพวกเขาวา “เขาบอกใหพวกทานทําอะไรก็จงทําเถิด” (ยน 2:5) สุดทายพระเยซูเจาทรงทําอัศจรรยโดยการเปลี่ยนน้ําใหเปนเหลาองุนความสนใจตอความตองการของคนอื่นของแม พระเปดโอกาสใหพระเยซูเจาทําเครื่องหมายอัศจรรยแหงพระสิริรุงโรจนของพระองคครั้งแรก ที่หมูบานคานาใน แควนกาลิลีในการที่แมพระเขามายุงเกี่ยวนี้ กอใหเกิดผลคือความเชื่อของบรรดาศิษย นักบุญยอหนบอกเราวา “บรรดาศิษยเชื่อในพระองค” (ยน 2:11) เปนโอกาสดีที่เราจะพิจารณาถึงความสัมพันธของเรากับพระแมอยางลึกซึ้งเราไดทําตัวของเราใหสมกับเปนลูกของ พระนางแลวหรือยัง? เราเขาใจความรูสึกเปนหวงเปนใยที่แมพระมีตอเราผูซึ่งเปนลูกของพระนางมากนอยแคไหน? เราเคยคิดไหมวาแมทุกคนในโลกจะทอดทิ้งเราไมสนใจเราไมรักเราแตยังมีคนหนึ่งที่ยังรักเปนหวงและพรอมที่จะ ชวยเหลือเราเสมอผูนั้นก็คือแมพระแมของเราทั้งนี้ก็เพราะวาพระนางทรงเปน“พระมารดานิจจานุเคราะห” นั่นเอง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.2013 กอนที่เราจะลงมือสรางถนนเสนใดก็ตาม เราตองมีการปรับพื้นที่ตรงนั้น เสียกอน บางครั้งตนไมที่สวยงามและรมรื่นหลายตนตองถูกโคนลง หิน กอนใหญ ๆ ตองถูกเคลื่อนออก ตรงที่เปนเนินตองถูกปรับใหราบ สวนที่ เปนหลุมเปนบอตองถูกเติมใหเต็ม อะไรก็ตามที่เปนอุปสรรคในการทํา พื้นถนนตองเอาออกไปทั้งหมด มิฉะนั้นถนนที่ดีและไดมาตรฐานคงไม เกิดขึ้นอยางแนนอน เมื่อพระเยซูเจาทรงเชื้อเชิญประชาชนใหมาเปน ศิษยพระองค พระองคทรงคาดหวังวาพวกเขาจะยายอะไรก็ตามที่เปน อุปสรรคตอการติดตามพระองคออกไปใหหมดจากตัวเขา คําพูดปริศนาที่วา “จงปลอยใหคนตายฝงคนตายของตน เถิด” (ลก 9:60) ไมไดหมายความวาพระองคทรงตอตานการฝงศพบิดามารดา ญาติพี่นอง หรือผูที่เรารักใคร แต หมายถึงใครก็ตามปฏิเสธที่จะติดตามพระองคก็ไมตางจากคนตายฝายจิต เพราะเขาไดปฏิเสธเจาแหงชีวิต นี่เปนวิธีพูด ของพระเยซูเจาที่ตองการบอกวาไมมีสิ่งใดสําคัญกวาความซื่อสัตยและความจงรักภักดีที่เรามีตอพระองค พระองคตอง เปนที่หนึ่งและมากอนทุกคนและทุกสิ่งในชีวิตของเรา พระเยซูเจาทรงเชื้อเชิญใหเราทุกคนติดตามพระองคอยาง เต็มที่ดวยใจเต็มรอยตามสถานภาพของเราแตละคน เมื่อเรารับศีลลางบาป โดยผานทางพระสงฆผูประกอบพิธี พระองคไดทรงวางผาขาวบนตัวเราเพื่อเปนสัญลักษณวาตั้งแตนี้เปนตนไปเราเปนประชากรใหมของพระเจาและมีชีวิต ใหมที่มีเสรีภาพอยางแทจริง พระเยซูเจาทรงปรารถนาใหเราทุกคนเปนอิสระหลุดพนจากพันธนาการหรืออุปสรรคที่ ขัดขวางเรา ไมใหเปนศิษยที่สมบูรณของพระองค อยางไรก็ตาม เราตองไมลืมวาเสรีภาพเปนบางสิ่งที่ละเอียดออนและ ซับซอน เราดําเนินชีวิตอยูในสังคมที่มีเสรีภาพ แตเราก็เห็นวาทุกวันนี้มีการใชเสรีภาพในทางที่ผิด หลายคนคงเคยได ยินคําพูดที่วา “เสรีภาพในการเลือกเปนองคประกอบพื้นฐานที่สุดของสิทธิมนุษย” บางคนใชคําพูดนี้เพื่อเปนขออาง หรือขอพิสูจนใหเห็นวาการที่เธอเลือกทําแทงแทนที่จะเลือกสิทธิที่จะมีชีวิตของเด็กเปนสิ่งที่ถูกตอง การกระทําแบบนี้ เปนการใชเสรีภาพเพื่อสนองความตองการฝายเนื้อหนังของตนเองโดยไมคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ความคิด เกี่ยวกับเสรีภาพแบบนี้ไมใชเปนแบบที่พระเยซูเจาทรงนํามาใหเรา เสรีภาพที่พระเยซูเจาทรงนําใหเราเปน “เสรีภาพที่ มีไวเพื่อรัก” พระเยซูเจาไมไดทรงบังคับเราใหเปนศิษยของพระองค หรือใหอุทิศตนเพื่อพระองค หรือใหรักพระองค เหนือทุกคนและเหนือทุกสิ่ง แตพระองคทรงใหเสรีภาพในการเลือกแกเรา เพราะวาความรักที่ปราศจากเสรีภาพหรือ ถูกบีบบังคับโดยวิธีใดก็ตาม ไมใชความรักที่แทจริง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.2013 นักบุญเปาโลไดสอนชาวกาลาเทียและเราทุกคนวา “พระ เจาทรงเรียกเราใหมารับเสรีภาพ ขอเพียงแตอยาใชเสรีภาพ นั้นเปนขอแกตัวที่จะทําตามใจตน แตจงรับใชซึ่งกันและกัน ดวยความรัก” (กท 5:13) การทําตามใจตนเปนรูปแบบ หนึ่งของการเปนทาส ถาเราติดยาเสพติด หรือถาเรา หมกมุนอยูกับความพึงพอใจฝายเนื้อหนัง ความฟุงเฟอของ วัตถุนิยม ลาภยศสรรเสริญ และชื่อเสียงเกียรติยศ เราก็ยัง ไมเปนอิสระอยางแทจริง เรายังคงเปนทาสของสิ่งตาง ๆ เหลานี้ วันใดที่เรารูสึกวาไมมีพวกมัน เราจะเปนทุกข ตราบใดที่เรายังปลอยตัวตามอําเภอใจ ใหความหยิ่งจองหอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความเห็นแกตัวมาควบคุมเรา เราไมตางจากทาสที่แสวงหาแตสิ่งที่ตอบสนอง “ความปรารถนาตามธรรมชาติ” (กท 5:16) ของตนเอง บาปทําใหเราเปนทาสและเปนสิ่งที่ตรงกันขามกับเสรีภาพ เสรีภาพเปนพระพรยิ่งใหญประการหนึ่งที่พระเจาทรงมอบใหแกมนุษย มนุษยที่ปราศจากเสรีภาพไมตางจากหุนยนต ที่คอยทําตามคําสั่งของคนที่ควบคุมมัน หรือคําสั่งที่ไดบันทึกไวในหนวยความจําของมัน เราตองตระหนักอยูเสมอวา พระพรประการนี้เปนเสมือนดาบสองคม ที่สามารถนําทั้งคุณและโทษมาสูตัวเรา ถาเราใชเสรีภาพในทางที่ถูกตอง ความรักและการรับใชของเราจะมีคุณคาในสายพระเนตรของพระเจา แตถาเราใชมันในทางที่ผิด มันก็จะกลายเปน เพียงขออาง หรือขอแกตัวที่เรานําไปใชเพื่อสนับสนุนกิเลศและตัณหาของเรา พระเยซูเจาไดทรงปลดปลอยเราใหเปน อิสระจากการเปนทาสของบาปและความตายตลอดนิรันดรดวยการสิ้นพระชนมบนไมกางเขน และการกลับคืนพระ ชนมชีพของพระองค เมื่อพระองคทรงปลดปลอยเราใหเปนอิสระแลว เราก็ควรยืนหยัดมั่นคง อยาปลอยใหตนเองตก เปนทาสอีกตอไป และพยายามใชเสรีภาพที่เรามีอยางเต็มเปยม รักและรับใชพระองคอยางเต็มหัวใจ ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุมชนใดมีเอกภาพ กลุมชนนั้นจะพัฒนาตนเองไปไดงายและ รวดเร็ว สหรัฐอเมริกาซึ่งประกอบดวยรัฐตาง ๆ ถึง 50 รัฐรวมกัน แตละรัฐมี กฎหมายและลักษณะเฉพาะของตน แตทุกรัฐอยูภายใตรัฐธรรมนูญและรัฐบาล กลางเดียวกัน นี่เปนเอกภาพในความหลายหลากซึ่งเปนความงดงามอยางหนึ่งใน สังคมมนุษย นิ้วมือเล็ก ๆ ของคนเราดูเหมือนวาจะไมมีพิษสงอะไรมากนัก เมื่อ พวกมันแยกกันทําหนาที่ของตน แตเมื่อพวกมันรวมกันเปนหนึ่งเดียว พวกมันจะ กลายเปนกําปนซึ่งเปนอาวุธที่ทรงพลังอยางหนึ่งไดเหมือนกัน เอกภาพ หรือความ สามัคคี หรือความเปนหนึ่งเดียวกันเปนพลังอยางหนึ่ง นี่คือสิ่งที่พระศาสนจักร ตองการบอกเราแตละคนผานทางนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล อัครสาวกผู ยิ่งใหญ นักบุญทั้งสองไมไดทํางานดวยกันอยางใกลชิดเทาใดนัก นักบุญเปโตรไดรับเรียกและเลือกใหเปนอัครสาวก โดยตรงจากพระเยซูเจา ตอมาทานไดรับมอบ “กุญแจอาณาจักรสวรรค” (มธ 16:19) ซึ่งเปนสัญลักษณของการ ประมุขพระศาสนจักรจากพระองคอีกดวย สวนนักบุญเปาโลไมเคยพบปะกับพระเยซูเจา ขณะที่พระองคยังทรงพระ ชนมอยูบนโลกนี้ ทานไดเบียดเบียนกลุมคริสตชนมากอน แตไดกลับใจและเขาใจความหมายของการสิ้นพระชนมของ พระองค ทานจึงไดอุทิศตนทั้งครบและใชความรูและความสามารถทั้งหมดที่ทานมี เพื่องานประกาศขาวดีแกคน ตางชาติ เราจะเห็นภาพวาดของทานกําลังถือพระคัมภีรซึ่งเปนสัญลักษณของการแพรธรรม นักบุญเปโตรไดชื่อวาเปน อัครสาวกของชาวยิว สวนนักบุญเปาโลไดชื่อวาเปนอัครสาวกของชนตางชาติ แมวานักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลมี ความแตกตางกันหลายอยาง แตทั้งสองมีจุดจบดวยการเปนมรณสักขีที่กรุงโรมเหมือนกัน และไดชื่อวาเปนสองเสา หลักของพระศาสนจักรสมัยเริ่มแรกอีกดวย เราจะเห็นภาพวาดของนักบุญทั้งสองยืนคูกัน โดยแตคนองคยื่นมือขาง หนึ่งออกไปเพื่อยกพระศาสนจักรไว ซึ่งบอกเราวาเราตองเปนหนึ่งเดียวกันในการเสริมสรางพระศาสนจักร แมวาเรา แตละคนจะมีลักษณะที่แตกตางกันหลายอยางก็ตาม ในสมัยปจจุบันพระศาสนจักรก็มีการแตกแยกเชนกัน การขาด เอกภาพหรือความแตกแยกของกลุมคริสตชนเปนที่สะดุดอยางหนึ่ง ซึ่งเปนจุดออนและบอนทําลายความมั่นคงและ ความนาเชื่อถือของพระศาสนจักรตอสายตาของชาวโลก เราคงไมสามารถเทศนสอนความรัก ความเปนหนึ่งเดียวกัน การใหอภัย และการคืนดีแกพี่นองตางความเชื่อ ในขณะที่เรายังแตกแยกกันและไมสามารถคืนดีกันและใหอภัยแกกัน และกันได ในวันสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล อัครสาวก พออยากเชิญชวนเราทุกคน ผูเปนสมาชิกคนหนึ่ง ของพระศาสนจักร ใหยอมรับความแตกตางของกันและกันเพื่อกาวขามความแตกแยก เราอาจแตกตางกันได แตไม


ควรแตกแยก โดยเฉพาะอยางยิ่งในหมูคริสตชนของเรา พระศาสนจักรของเราเปนพระศาสนจักร “หนึ่งเดียว” ความเชื่อในพระคริสตเจารวมเราทุกคนเขาเปนหนึ่งเดียวกัน พระศาสนจักรของพระ คริสตเจาตองการความแข็งแกรงดุจศิลา ในการเปนผูนําของนักบุญเปโตร ในเวลา เดียวกันก็ตองการความกระตือรือรนและความรอนรน ในการแพรธรรมของนักบุญ เปาโลดวย เอกภาพของคริสตชนเหมือนเอกภาพของนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ไมใชเอกภาพในความเหมือนกันทุกอยาง แตเปนเอกภาพในความหลายหลาก เรา อาจชื่นชอบแนวทางของนักบุญองคใดองคหนึ่งเปนพิเศษ ความชื่นชอบของเราไม ควรแยกเราจากกัน เพราะเราทุกคนเปนศิษยของพระคริสตเจา และเปนลูก ๆ ของ พระบิดาเดียวกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี วันสมโภชนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล อัครสาวก