ข้อคิดยามเช้า ประจำเดือน กรกฏาคม 2013

Page 1


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 เราดําเนินชีวิตอยูในสังคมที่มีเสรีภาพ แตเราก็เห็นวาทุกวันนี้ มีการใชเสรีภาพในทางที่ผิด หลายคนคงเคยไดยินคําพูดที่วา “เสรีภาพในการเลือกเปนองคประกอบพื้นฐานที่สุดของสิทธิมนุษย” ทวา เสรีภาพเปนบางสิ่งที่ละเอียดออนและซับซอน ซึ่งตองเรียนรู และเติบโต เสรีภาพที่พระเยซูเจาทรงนําใหเราเปน “เสรีภาพที่มีไว เพื่อรัก” พระเยซูเจาไมไดทรงบังคับเราใหเปนศิษยของพระองค หรือใหอุทิศตนเพื่อพระองค หรือใหรักพระองคเหนือทุกคนและเหนือ ทุกสิ่ง แตพระองคทรงใหเสรีภาพในการเลือกแกเรา เพราะวาความรักที่ปราศจากเสรีภาพหรือถูกบีบบังคับโดยวิธีใดก็ ตาม ไมใชความรักที่แทจริง พระเยซูเจาทรงเชื้อเชิญใหเราทุกคนติดตามพระองคอยางเต็มที่ดวยใจเต็มรอยตาม สถานภาพของเราแตละคน เปนประชากรใหมของพระเจาและมีชีวิตใหมที่มีเสรีภาพอยางแทจริง เปนอิสระหลุดพน จากพันธนาการหรืออุปสรรคที่ขัดขวางเรา ไมใหเปนศิษยที่สมบูรณของพระองค เพื่อวาพระองคจะเปนที่หนึ่งและมา กอนทุกคนและทุกสิ่งในชีวิตของเราเพื่อเราจะไดใชเสรีภาพที่เรามีอยางเต็มเปยม รักและรับใชพระองคอยางเต็มหัวใจ ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงเขารวมพิธีกรรมวันสับบาโตในศาลาธรรมที่เมืองนาซาเร็ธ นักบุญลูกา บอกเราวา “พระองคเสด็จเขาไปในศาลาธรรมเชนเคย” (ลก 4:16) พระเยซูเจาไดรับ เกียรติใหอธิบายความหมายพระคัมภีรกับผูเขารวมชุมนุมในวันนั้นเมื่อพระองคทรงอาน จบพระองค “ทรงมวนหนังสือสงคืนใหเจาหนาที่และประทับนั่ง สายตาของทุกคนที่อยู ในศาลาธรรมตางจองมองพระองค” (ลก 4:20) ในสมัยนั้นใครก็ตามที่นั่งสอนคนอื่น ไดรับการยอมรับเปน “อาจารย” สิ่งหนึ่งที่นักบุญลูกาตองการบอกเราคือ พระเยซูเจา ทรงเปนอาจารยของเรา สายตาหรือความสนใจของเราตองจับจองอยูที่พระองคแตเพียงผูเดียว เราตองไมให ความสําคัญแกคนอื่นมากกวาพระองค ความจริงประการหนึ่งที่เราตองไมลืมคือ หนังสือพระคัมภีรภาคพันธสัญญา เดิมทุกเลมมุงมาที่พระองคแตเพียงผูเดียว เมื่อบรรลุถึงเปาหมายแลว หนังสือเหลานั้นจึงตองถูกมวนเก็บไป เหมือนที่ พระเยซูเจา “ทรงมวนหนังสือ สงคืนใหเจาหนาที”่ (ลก 4:20) บางคนอาจคิดวา “เมื่อความจริงเปนเชนนี้ ทําไมเรายัง อานหนังสือพระคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิม ในพิธีกรรมตางๆ ของเราตอไปอีกเลา?” คําตอบคือ เพราะวาหนังสือ เหลานี้ยังคงจําเปนสําหรับเรา ในการเตรียมตัวรับฟงสิ่งที่พระเยซูเจาทรงเทศนสอนเรานั่นเอง ยิ่งกวานั้น “หนังสือ เหลานี้แสดงออกถึงความเขาใจพระเจาอยางมีชีวิตชีวา และยังเปนที่รวบรวมพระธรรมคําสอนอันสูงสงเรื่องพระ เจา รวมทั้งความปรีชาที่มีประโยชนเกี่ยวกับชีวิตมนุษย และยังเปนคลังคําภาวนาตาง ๆ อยางนาพิศวง และในที่สุดยัง ซอนธรรมล้ําลึกเรื่องการไถกูไวอีกดวย” (DV 15) ในวันนั้นพระเยซูเจาทรงเลือกขอความจากหนังสือประกาศกอิสยาห ที่วา “พระจิตของพระเจาทรงอยูเหนือขาพเจา เพราะพระองคทรงเจิมขาพเจาไว ใหประกาศขาวดีแกคนยากจน ทรง สงขาพเจาไปประกาศการปลดปลอยแกผูถูกจองจํา คืนสายตาใหแกคนตาบอด ปลดปลอยผูถูกกดขี่ใหเปน อิสระ ประกาศปแหงความโปรดปรานจากพระเจา” (ลก 4:18-19) พระเยซูเจาทรงเนนถึงการประทับอยูของพระจิต เจาในชีวิตของพระองค ดังที่เราทราบพระจิตเจาเสด็จลงมาเหนือพระองคเมื่อทรงรับพิธีลาง และทรงนําพระองคเขา ไปในถิ่นทุรกันดาร ที่นั่นพระองคทรงอดอาหาร และตอสูกับการประจญของซาตานเปนเวลาสี่สิบวัน นักบุญลูกาบอก เราวาพระองค “เสด็จกลับไปแควนกาลิลี พรอมดวยพระอานุภาพของพระจิตเจา” (ลก 4:14) ผู “ทรงเจิม” (ลก 4:18) พระองคไว การประกาศวา “ไดรับเจิมจากพระจิตเจา” ก็เทากับประกาศวาพระองคทรง เปน “พระเมสสิยาห” ที่ชาวยิวกําลังรอคอย เพราะคําวา “พระเมสสิยาห” ในภาษาฮีบรูแปลวา “ผูไดรับเจิม” นั่นเอง เมื่อพระจิตเจาประทับอยูกับพระเยซูเจา คําพูดและการกระทําของพระองค จึงไมใชกิจการของมนุษยลวน ๆ แตเปนกิจการที่มาจากพระเจาและไดรับการดลใจจากพระจิตเจา ภารกิจหลักของพระองคคือ ประกาศขาวดีและ ปลดปลอยมนุษยใหเปนอิสระจากการเปนทาสในทุกรูปแบบ รวมจากการเปนทาสของบาปดวย กลุมเปาหมายของ


ภารกิจของพระองคคือ คนยากจน ผูถูกจองจํา คนตาบอด และผูถูกกดขี่ขมเหงทั้งหลาย หลังจากทรงอานขอความ จากหนังสือประกาศกอิสยาหเสร็จแลว พระเยซูเจาทรงอธิบายสั้น ๆ แกผูมารวมชุมนุมในวันนั้นวา “ในวันนี้ ขอความ จากพระคัมภีรที่ทานไดยินกับหูอยูนี้ เปนความจริงแลว” (ลก 4:21) นั่นคือ พรอมกับการเสด็จมาของพระองค เวลาแหงการปลดปลอยใหเปนอิสระมาถึงแลว ชัยชนะเหนือการกดขี่ขมเหงทุกอยางก็อยูแคเอื้อม โซตรวนจะถูก ทําลาย คนตาบอดจะมองเห็นอีก คนงอยเปลี้ยเสียขาจะเดินได และคนยากจนจะยินดี และมีความสุขที่ไดมีโอกาสรับ ฟงขาวดีเกี่ยวกับความรอดพนที่พระเจาจะทรงประทานให ในฐานะศิษยของพระเยซูเจา เราทุกคนมีหนาที่สานตอ ภารกิจแหงรักและรับใชของพระเยซูเจา เราตองพรอมที่จะเปนเครื่องมือของพระองค ในการปลดปลอยเพื่อนมนุษย ใหเปนอิสระจากการเปนทาสในทุกรูปแบบ ปลอยใหพระองคทํางานในตัวเราและผานทางตัวเรา ใหเสียงของเราเปน เสียงของพระองค กิจการทุกอยางที่เราทํา จะดําเนินไปในทิศทางเดียวกันกับภารกิจของพระเยซูเจา พระอาจารยแต เพียงผูเดียวของเรา และสอดคลองกับแผนการและพระประสงคของพระเจาพระบิดาของเรา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระดํารัสของพระเยซูเจาดูเหมือนจะมีเงื่อนงํา เมื่อพระองคตรัสวา “ถา เมล็ดขาวไมไดตกลงในดินและตายไป มันก็จะเปนเพียงเมล็ดเดียวเทานั้น แตถามันตาย มันก็จะบังเกิดผลมากมาย” (ยน12:24) อันที่จริงแลว เมล็ดขาวไมไดตาย แตมันเปลี่ยนแปลงสภาพอยางสิ้นเชิงเทานั้นเอง มัน กลายเปนสิ่งใหม มีราก ใบ ดอก และผล ไมตางจากตัวหนอนผีเสื้อ เมื่อ มันโตขึ้น มันจะสลัดคราบเกาทิ้ง และกลายเปนสิ่งมีชีวิตใหมที่แตกตาง จากเดิมอยางสิ้นเชิง กลายเปนผีเสื้อที่มีสีสันสวยสดงดงาม พระเยซูเจา ตองการบอกศิษยของพระองควา การเห็นพระองคไมใชเปนเพียงแคการ มองดูรูปลักษณภายนอกของพระองคเทานั้น การเห็นพระเยซูเจาเปนการเขาไปในวิถีการคิดของพระองค เปนการ เขาใจวาทําไมพระองคตองทนทุกขทรมาน สิ้นพระชนม และกลับคืนพระชนมชีพอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมล็ดขาว พระองคตองสละทุกสิ่ง รวมทั้งชีวิตของพระองคดวย เพื่อจะนําชีวิตใหมมาใหพระองคเองและผูคนอีกมากมาย และนี่ คือสิ่งที่นักบุญเปาโลในจดหมายถึงชาวฟลิปปเรียกวา “การสละพระองคจนหมดสิ้น” (ฟป2:7) หรือ “การทาใหตนเอง วางเปลา” (Kenosis คิโนซิส) ในกระบวนการนี้ ทั้งพระเยซูเจาและเราแตละคนดวยจะไดรับการเปลี่ยนสภาพ เหมือน เมล็ดขาวที่ภายนอกเสื่อมสลายไป จากนั้นจึงกลายเปนบางสิ่งที่ใหมและยิ่งใหญกวาเดิม เปนประโยชนตอผูคน มากมาย ถาเราแตละคนไมสามารถมองเห็นและยอมรับสิ่งนี้ ในฐานะแกนแทชีวิตของพระเยซูเจา เรายังไมไดเห็น พระองคอยางแทจริง เรารูจักพระองคเพียงผิวเผินเทานั้นเอง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระเยซูเจาตรัสวา “ผูที่รักชีวิตของตน ยอมจะเสียชีวิตนั้น สวนผูที่ พรอมจะสละชีวิตของตนในโลกนี้ ก็ยอมจะรักษาชีวิตนั้นไวสาหรับ ชีวิตนิรันดร” (ยน12:25) พระดํารัสตอนนี้สวนทางกับกระแส ความคิดของโลกยุคปจจุบัน โลกบอกวาเราควรสะสมทรัพยสินเงิน ทองไวใหมาก ๆ เพื่อเปนหลักประกันชีวิตในอนาคต แตพระเยซูเจา กลับบอกเราในสิ่งที่ตรงขาม นั่นคือ เมื่อเราพรอมที่จะสละทุกสิ่งที่ เรามีและเราเปน เพื่อรักและรับใชผูอื่นเทานั้น เราจึงจะบรรลุถึง ความมั่นคงที่แทจริงของชีวิต พระองคยังทาทายเราตอไปอีกวา ถา เราตองการรับใชพระองคอยางใกลชิด เราตองเดินในหนทางของ พระองค “ถาผูใดรับใชเรา ผูนั้นจงตามเรามา เราอยูที่ใด ผูรับใชของ เราก็จะอยูที่นั่นดวย” (ยน12:26) สิ่งนี้หมายถึงการเดินไปพรอมกับ พระองคและพระมารดาของพระองคบนเสนทางสูไมกางเขน ซึ่งเปนสิ่งที่เราตองประสบอยูแลว ในชีวิตประจําวันของ เราแตละคน เราพรอมที่จะเผชิญหนากับคาทาทายเหลานี้ของพระเยซูเจาแลวหรือยัง? เรากลัวที่จะสละทุกสิ่งที่เรามี และเราเปนเพื่อเห็นแกพระองคและเพื่อนพี่นองของเราไหม? เราคิดวาพระเยซูเจาทรงเรียกรองจากเรามากเกินไปหรือ เปลา? ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.2013 แมพระเยซูเจาจะอยูในฐานะพระบุตรของพระเจา แตพระองคทรงเปน มนุษยเหมือนเราทุกอยาง ยกเวนเรื่องบาป ไมใชเรื่องแปลกเลยที่ พระองคทรงรูสึกกลัว จิตใจของพระองคหวั่นไหว เมื่อทรงนึกถึงสิ่งที่ กําลังจะเกิดขึ้นกับพระองคเองในอีกไมกี่วันขางหนา นักบุญยอหน บันทึกถอยคําของพระเยซูเจาไวในพระวรสารวา “บัดนี้ จิตใจของเรา หวั่นไหว เราจะพูดอะไรเลา จะพูดหรือวา ขาแตพระบิดาเจา โปรด ชวยขาพเจาใหพนจากเวลานี”้ (ยน12:27) การสละตนเองอยางสิ้นเชิง ไมใชเรื่องงายสําหรับพระเยซูเจาเลย มันเกิดขึ้นหลังจากการอธิษฐาน ภาวนาที่ยาวนานในสวนเกทเสมนี ระหวางที่เหงื่อของพระองคไหลออกมาเปนโลหิต และความหวาดกลัวของ พระองคที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังชวงเวลาที่แสนจะทรมานนี้ พระองคจึงสามารถกลาวดวยความมั่นใจวา “ถาเปนไปได ก็ขออยาใหเปนไปตามใจขาพเจา แตใหเปนไปตามพระประสงคของพระองคเถิด” (มธ26:39) และดังที่เราทราบดี ผล ที่ตามมาก็คือ พระองคทรงไดรับเกียรติสูงสงจากพระบิดาของพระองค และกลายเปนผูบันดาลความรอดพนนิรันดร แกทุกคนที่ยอมนบนอบเชื่อฟงพระองค ใหเราแตละคนพยายามเรียนรูที่จะเห็นพระเยซูเจา ไมใชเพียงผิวเผิน แตมอง ทะลุเขาไปภายใน เพื่อเขาใจความหมายที่แทจริงของชีวิต และสิ่งที่พระองคไดทรงกระทําเพื่อเราแตละคน ทั้งนี้เพื่อ วาวิถีทางสูพระสิริรุงโรจนของพระองคจะเปนวิถีทางของเราดวย พระเยซูเจาทรงสละทุกสิ่ง แมแตชีวิตของพระองค เพราะทรงรักเรา พระองคทรงเชื้อเชิญเราทุกคน ใหแสดงความรักแบบเดียวกันนี้ตอผูอื่นดวย ใหเราวอนขอความ เขมแข็ง และความไววางใจอยางสิ้นเชิงจากพระเจาพระบิดาของเรา เพื่อเราแตละคนจะสามารถคนพบความจริงที่วา “ความสุขที่แทจริงอยูที่การสละทุกสิ่ง เพื่อเห็นแกพระเจาและเพื่อนมนุษยของเรา” ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.2013 สําหรับกลุมคริสตชนในสมัยเริ่มแรกซึ่งมีจํานวนนอยและดําเนินชีวิตอยูทามกลางพี่ นองตางความเชื่อจํานวนมหาศาล พระดํารัสของพระเยซูเจาที่วา “ขาวจะเกี่ยวมี มาก แตคนงานมีนอย” (ลก 10:2) คงมีความหมายพิเศษอยางแนนอน ในชวงเวลา นั้นพวกเขาคงไมตางจากเมล็ดมัสตารดเล็กๆ หรือเชื้อแปงจํานวนนอยนิดที่คลุกลง ไปในแปงถังใหญเพื่อทําใหแปงทั้งหมดฟูขึ้น ในปจจุบันมีคริสตชนทั่วโลกประมาณ พันกวาลานคนหรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรโลก จากสถิตินี้เราพอทราบวา เรี่ยวแรงที่บรรดาคนงานในสมัยเริ่มแรกไดทุมเทลงไปนั้นไมไดสูญเปลา เมล็ดมัสตารดเล็กๆ ไดเจริญเติบโตขึ้นเปนตนไมใหญ และกลายเปนที่พักพิงสําหรับคนจํานวนมาก เชื้อแปงที่แทบมองไมเห็นไดทําใหแปงจํานวนมากฟูขึ้นอยางเห็นไดชัด อยางไรก็ ตาม ถาเรามองในอีกแงหนึ่ง เราจะพบวายังมีคนอีก 4 ใน 5 ของประชากรโลกที่ยังไมเชื่อและยอมรับวิถีทางของพระเยซูเจา แนนอน พวกเขาสวนใหญมีความเชื่อและปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนอยางเครงครัด แตก็มีคนจํานวนไมนอยในทามกลาง พวกเขาที่ดําเนินชีวิตไปวันๆ ประหนึ่งวาไมมีพระเจา ไมนับถืออะไรทั้งสิ้นนอกจากตนเอง สถานการณของกลุมคริสตชนใน ประเทศไทยไมตางจากสถานการณของกลุมคริสตชนในสมัยเริ่มแรกเทาใดนัก เรายังเปนคนกลุมนอยที่ดําเนินชีวิตทามกลางพี่ นองตางความเชื่อที่มีจํานวนมากมาย ขาวที่เราจะเกี่ยวยังมีมาก เพราะประชากรในประเทศของเรายังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บอยครั้ง เมื่อเราพูดถึง “คนงาน” เรามักจะนึกถึงบรรดาพระสงฆ นักบวชชายหญิง หรือฆราวาสแพรธรรม อยางไรก็ตาม เปนที่นาสงสัย วาเมื่อพระเยซูเจาทรงพูดถึง “คนงาน” พระองคทรงกําลังคิดถึงผูนําศาสนาเหลานี้หรือเปลา เพราะในสมัยของพระองคยังไมมี พระสงฆหรือนักบวชเหมือนที่เรามีในสมัยปจจุบัน ดังนั้น ในความคิดของพระเยซูเจา ผูที่ติดตามพระองคหรือคริสตชนทุกคน คือ คนงานในทุงนาของพระเจา เมื่อเปนเชนนี้ ในฐานะคนงานในทุงนาของพระเจา นอกจากหาเลี้ยงชีพและอยูกับครอบครัว ของเราแลว เราสามารถทําอะไรเพื่อพระองคไดบางไหม? คงเปนเรื่องไกลเกินฝนถาเราคาดหวังวาพี่นองตางความเชื่อที่อยูรอบ ขางเราทุกคนจะกลับใจมาเชื่อในพระเยซูเจา ประสบการณ 2000 กวาปที่ผานมาบอกเราวาสิ่งนี้ไมนาจะเกิดขึ้นไดในปจจุบันนี้ แตเราตองไมลืมเชนกันวาทุกสิ่งเปนไปไดเสมอสําหรับพระเจา พระองคสามารถเรียกใครก็ไดที่ทรงพอพระทัยใหติดตามและรับ ใชพระองคดวยวิถีทางที่เรนลับของพระองคเอง สิ่งที่เราตองทําคือรวมมือกับพระองคและปลอยใหพระองคทํางานผานทางตัว เรา พรอมกันนี้เราตองพยายามดําเนินชีวิตใหสมกับ “การเปนสิ่งสรางใหม” (กท 6:15) ในพระคริสตเจาดวยการดําเนินชีวิตให สอดคลองกับพระประสงคของพระเจา ไมยึดติดอยูกับสิ่งของภายนอก แตยึดมั่นในความรัก การดูแลเอาใจ และการปกปอง คุมครองจากพระองคแตเพียงผูเดียว ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ในพระวรสารวันนี้พระเยซูเจาทรงเรียกรองบรรดาศิษยไมใหยึดติดหรือใหความสําคัญกับ สิ่งของภายนอก เชน เงิน ยาม รองเทา มากเกินไป เมื่อพระองคทรงสงพวกเขาออกไป ประกาศขาวดี พวกเขาตองมั่นใจในความดูแลเอาใจใสของพระองค ความสําเร็จของ พันธกิจที่ไดรับมอบหมายไมไดขึ้นอยูกับความสามารถหรือสิ่งที่พวกเขามีเปนหลัก แต ขึ้นอยูกับพระองค พวกเขาเปนเพียงคนงานกลุมหนึ่งที่พระองคทรงสงไปเทานั้นเอง พวก เขาตองเชื่อและไววางใจในความรักและพระอานุภาพของพระองค ดังนั้น ไมวาพวกเขา จะเจออุปสรรคและปญหาเลวรายแคไหน บุคคลแรกที่พวกเขาจะตองนึกถึงคือพระองค พระเยซูเจาทรงสงศิษยเจ็ดสิบสองคน “ไปทุกตําบล ทุกเมืองที่พระองคจะเสด็จ” (ลก 10:1) เมื่อพระเยซูเจาทรงดําเนินชีวิตอยูบนโลกนี้ พระองคทรงสงศิษยออกไปลวงหนา เพื่อเตรียมจิตใจประชาชนสําหรับเมล็ดพันธุแหงขาวดีที่พระองคจะนําไปหวาน จริงอยู เวลานี้พระองคไมไดประทับอยูกับเราในรูปแบบที่มองเห็นได แตพระองคยังทรงทําภารกิจแหงการประกาศขาวดีตอไป ผานทางเราผูซึ่งเปนศิษยของพระองค เสียงของเราคือเสียงของพระองค เราคงจําไดพระองคทรงเคยบอกศิษยของ พระองควา “ใครฟงทาน ผูนั้นฟงเรา” (ลก 10:16) ถาเราไมพูดหรือประกาศขาวดีของพระองค แลวใครละจะไดยิน ขาวดีน?ี้ หลังจากไดทําพันธกิจที่ไดรับมอบหมายแลว “ศิษยทั้งเจ็ดสิบสองคนกลับมาดวยความชื่นชมยินดี” (ลก 10:17) ที่เปนเชนนี้เพราะพวกเขาพบวาตนเองสามารถทํากิจการยิ่งใหญเหมือนที่พระเยซูเจาไดทรงกระทํา เรา สามารถมีประสบการณแหงความชื่นชมยินดีแบบเดียวกันกับที่ศิษยเจ็ดสิบสองคนมี ถาเราพยายามทําหนาที่ของคริสต ชนที่ดีอยางสุดความสามารถ แตเราไมทําเชนนั้น เราก็ไมคูควรกับศีลลางบาปที่เราไดรับในพระนามของพระเยซูเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงสงเราออกไปประกาศขาวดี ดังนั้น ไมวาจะเจอ อุปสรรคและปญหาเลวรายแคไหน บุคคลแรกที่เราจะตองนึกถึงคือ พระองค แลวเราจะเริ่มตนที่ไหน? เราคงไมสามารถทําใหเพื่อนพี่นอง ตางความเชื่อทุกคนที่อยูรอบขางเรา กลับใจมาเปนคริสตชนไดใน คราวเดียวกัน เมื่อคุณแมเทเรซาแหงกัลกัตตาเริ่มทํางานดานเมตตา กิจ ทานรูดีวามีคนยากจน คนอดอยากหิวโหย และคนกําลังใกลจะ ตายที่ตองการความชวยเหลือมากมายหลายลานคนในประเทศ อินเดีย แตทานเริ่มตนดวยการชวยเหลือคนเพียงคนเดียวในเวลา นั้น จากนั้น ทานจึงคอยขยายงานออกไปเรื่อย ๆ ผูรูทานหนึ่งบอกวา “ถาเราตองการยายภูเขาสักลูกหนึ่ง เราตองเริ่ม ดวยการเอากอนหินออกทีละกอน” คุณแมเทเรซาแหงกัลกัตตาไดทําแบบนี้แหละ การเปนคนงานในทุงนาของพระ เจาเปน การนํา “สันติสุข” ไปใหกับคนอื่น เปนการทําใหคนอื่นเปนอิสระและมีความสุข ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ.2013 การดําเนินชีวิตกลุมคริสตชนในประเทศไทย ไมตางจากกลุม คริสตชนในสมัยเริ่มแรกซึ่งมีจํานวนนอยและดําเนินชีวิตอยู ทามกลางพี่นองตางความเชื่อจํานวนมหาศาล พระดํารัสของ พระเยซูเจาที่วา “ขาวจะเกี่ยวมีมาก แตคนงานมีนอย” (ลก 10:2) “คนงาน” พระองคทรงกําลังคิดถึงจึงหมายถึง ผูที่ ติดตามพระองคหรือคริสตชนทุกคน นอกจากหาเลี้ยงชีพและ อยูกับครอบครัวของเราแลว สิ่งที่เราตองทําคือรวมมือกับ พระองค และปลอยใหพระองคทํางานผานทางตัวเรา ดวย การพยายามดําเนินชีวิตใหสมกับ “การเปนสิ่งสรางใหม” (กท 6:15) ในพระคริสตเจา ไมยึดติดอยูกับสิ่งของภายนอก แตยึดมั่นในความรัก การดูแลเอาใจ และการปกปองคุมครองจากพระองค ทําหนาที่ของคริสตชนที่ดีอยางสุด ความสามารถ เพื่อใหคูควรกับศีลลางบาปที่เราไดรับในพระนามของพระเยซูเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระเยซูเจาทรงเปนอาจารยที่ยิ่งใหญที่สุดคนหนึ่งเทาที่โลกเคยมีมา พระองคทรงสามารถทําให คนทุกระดับในสมัยนั้นเขาใจขาวดีและหลักคําสอนของพระองคไดอยางนาทึ่ง ดวยการใช เครื่องมือหลายอยางเพื่ออธิบาย สิ่งที่พระองคตองการจะบอกพวกเขา เครื่องมืออันหนึ่งที่ พระองคทรงใชบอย ๆ คือ การเลาอุปมา ในพระวรสารเราพบอุปมาที่พระองคทรงเลาประมาณ 43 เรื่อง และสวนใหญเปนสิ่งที่คนทั่วไปสามารถพบเห็นไดในชีวิตประจําวัน เชน อุปมาเรื่องผู หวาน เรื่องขาวละมาน เรื่องเมล็ดมัสตารด เรื่องเชื้อแปง เรื่องอวน เรื่องไขมุก เปนตน ดังนั้น จึง ไมใชเรื่องแปลกที่พระองคไมทรงตอบคําถามที่วา “แลวใครเลาเปนเพื่อนมนุษยของขาพเจา” (ลก 10:29) แบบตรงๆ แตทรง เลาอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรียผูใจดี” แทนการพูดวาคนหนึ่งเปนชาวสะมาเรียผูใจดี เปนการบอกวาเขาไดชวยเหลือคนที่เปน ทุกขเดือดรอน โดยไมหวังสิ่งใดตอบแทน ชาวสะมาเรียเดินเขาไปหาและชวยเหลือชายที่ถูกโจรปลนและทุบตี แมวาเขาไมรูจัก ชายที่บาดเจ็บและชายคนนั้นก็ไมรูจักเขา เขาจึงเปน “เพื่อนมนุษย” (ลก 10:29) ในสายพระเนตรของพระองค นี่ละคือ ความหมายของคําวา “เพื่อนมนุษย” เราตองไมลืมวาพระเยซูเจาทรงเลาเรื่องนี้แกชาวยิว ที่ชอบดูถูกชาวสะมาเรียและมอง พวกเขาเปนผูทรยศและนอกรีต เนื่องมาจากเหตุการณทางประวัติศาสตรหลายรอยป กอนการบังเกิดของพระเยซู เจา หลังจากกษัตริยซาโลมอนสิ้นพระชนมในราวป 931 กอนคริสตกาล ประเทศอิสราเอลถูกแบงออกเปนสองอาณาจักร คือ อาณาจักรเหนือหรืออาณาจักรอิสราเอลซึ่งยังคงรักษาชื่อเดิมไว มีกรุงสะมาเรียเปนเมืองหลวง และอาณาจักรใตหรือ อาณาจักรยูดาห มีกรุงเยรูซาเล็มเปนเมืองหลวง ตอมาในป 721 ก.ค.ศ. กองทัพอัสซีเรีย มหาอํานาจในสมัยนั้น ไดทําลาย อาณาจักรเหนือ จับเชื้อพระวงศ ผูมีอํานาจ และประชาชนไปเปนเชลยจํานวนมาก ที่เหลืออยูก็เพียงคนสวนนอย เทานั้น จากนั้นอัสซีเรียใหคนตางศาสนาเขามาอยูที่กรุงสะมาเรียแทน ชาวอิสราเอลที่เหลืออยูจึงมีความสัมพันธกับคนตาง ศาสนา ที่เขามาอยูในดินแดนของตนและเกิดเปนชนชาติใหมที่เรียกวา “ชาวสะมาเรีย” ชนชาติใหมนี้นับถือพระเจาไมเต็มที่ เหมือนชาวยิวที่อาศัยอยูในอาณาจักรใต เมื่อชาวยิวที่กลับจากถิ่นเนรเทศที่กรุงบาบิโลน เริ่มสรางพระวิหารขึ้นใหม พวกเขาจึง ไมยอมใหชาวสะมาเรียมีสวนในงานนี้ดวย ชาวสะมาเรียมีพระวิหารของตนที่ภูเขาเกรีซิม และยอมรับหนังสือโตราหซึ่งเปนพระ คัมภีรหาเลมแรกเทานั้น นับตั้งแตนั้นมาชาวสะมาเรียจึงเปนศัตรูกับชาวยิว ทั้งในดานการเมือง สังคม และศาสนา จนถึงสมัย ของพระเยซูเจา แนนอน ชาวยิวที่พระเยซูเจาเทศนสอนในวันนั้นคงตกใจไมนอย ที่พระองคทําใหคนที่ต่ําตอยที่สุดในสายตา ของพวกเขา กลายเปนวีรบุรุษแทนที่จะเปนพวกเขา สําหรับพระเยซูเจาคําวา “เพื่อนมนุษย” ไมถูกจํากัดโดยเชื้อชาติ ศาสนา แตหมายถึงทุกคนที่แสดงความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจคนอื่น แมวาเขาจะไมรูจักก็ตาม ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.2013 นักพระคัมภีรบางคนมองเห็นบทสอนในอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรียผูใจดี” วา นั่นคือ ภาพพจน ของพระเยซูเจาในตัวชาวสะมาเรียผูใจดี พูดอีกอยางหนึ่งก็คือ “ชาวสะมาเรียผูใจดี” คนนั้น คือ “พระเยซูเจา” เอง มนุษยชาติถูกทิ้งไวขางทางโดยบาป บาปเอาศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ของเราไปจนหมด มันปลนเรา เอาพระหรรษทานของพระเจาไปจากเรา มันทุบตีเราอยาง รุนแรงจนเราบาดเจ็บอยางแสนสาหัสปางตาย พระเยซูเจาเสด็จมาหาเรา ชวยเหลือเรา แบก เราไวบนบาของพระองค และนําเราเขาไปในพระศาสนจักร เพื่อวาเราจะไดรับการดูแลเอาใจ ใส จนกระทั่งพระองคจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งอยางรุงโรจน ในวันสุดทายหรือวันกลับคืนชีพ อยางไรก็ตาม หลังจากที่พระเยซูเจาทรงนําเราเขามาในพระศาสนจักรแลว พระองคไมไดทรง ปลอยเราไวเพื่อไปตามทางของพระองค แตประทับอยูกับเราตลอดเวลาจนถึงวาระสุดทาย โดยทางศาสนบริการตาง ๆ ของพระศาสนจักร ในศีลลางบาปพระองคทรงรักษาบาดแผลอันเนื่องมาจากบาปของเรา ทรงฟนฟูชีวิตของเราดวย พระหรรษทานของพระองค และประทานศักดิ์ศรีแหงการเปนบุตรพระเจาใหแกเรา ในศีลกําลังพระองคทรงทําใหชีวิต พระในตัวเรา การเปนบุตรพระเจาและทายาทแหงเมืองสวรรคของเรา มั่นคงเข็มแข็งมากยิ่งขึ้น ยิ่งกวานั้น พระองคยัง ทรงหลอเลี้ยงชีวิตฝายจิตของเรา ดวยพระวาจาและศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์แหงความรัก ซึ่งเปนพระกายและพระ โลหิตของพระองคเอง ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ตามตัวอักษรแลวคําวา “เพื่อนมนุษย” หมายถึงคนที่อยูใกลเรา คนที่เรา สามารถพูดคุยและปรึกษาหารือได พระเยซูเจาทรงพิสูจนตัวเองใหเรา เห็นวา พระองคทรงเปนมากกวาเพื่อนมนุษยคนหนึ่ง มากกวาทุกคนที่ อยูใกลชิดเรา พระองคทรงทําใหเราเปนสวนหนึ่งของพระศาสนจักร ซึ่ง เปนพระวรกายทิพยของพระองค ในพระองคเราสามารถดําเนินชีวิตอยู ตอไปอยางมั่นใจ เหมือนที่นักบุญเปาโลบอกเราในจดหมายถึงชาวโคโลสี วา พระเยซูเจา “ทรงเปนศีรษะของรางกาย คือพระศาสนจักร” (คส 1:18) ดังนั้น เมื่อเรามีพระองคทรงเปนผูนํา ชีวิตของเราจะไดรับการปกปองคุมครองอยางแนนอน ตราบใดที่เรายัง ดําเนินชีวิตอยูบนโลกนี้ บาปจะไลลาเราตอไป คอยหาจังหวะที่เราไมทันระวังโจมตีเรา โดยเฉพาะอยางยิ่งในยามที่ จิตใจของเราออนแอ อยางไรก็ตาม เรามั่นใจไดวาเราจะไมโดดเดี่ยวในการตอสู ใหเราหันไปหาพระเยซูเจาในยามที่ เราลําบาก แลวเราจะพบที่พักพิงและกําลังใจ เราจะรูวาพระองคไมไดทรงอยูหางไกลเรา พระองคไมไดทรงเปนเพียง ชาวสะมาเรียผูใจดีเทานั้น แตทรงเปน “เพื่อนมนุษยที่ดีที่สุด” ที่เราเคยมีและจะมีตอไปดวย ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ.2013 อุปมาของพระเยซูเจาเรื่องผูพิพากษาและหญิงมายยากจนคนหนึ่งซึ่งกา ลังแสวงหาความยุติธรรม ประเด็นสาคัญของเรื่องอยูตรงที่วา ถาคนที่ ทุจริตและกินสินบนอยางผูพิพากษาคนนั้น ซึ่งไมยําเกรงพระเจาและไม เกรงใจมนุษยผูใด ยังสยบตอการรบเราของหญิงที่ออนแอยากจน และ ไมมีเงินติดสินบน พระเจาผูซึ่งเปยมดวยความรักและเมตตาจะดูแลเอา ใจใสบรรดาลูก ๆ ของพระองคมากกวานี้แคไหน? ดังนั้น บทเรียนก็คือ จงวอนขอพระเจาตอไปโดยไมหยุดหยอน อยางไรก็ตาม สิ่งนี้ไมได หมายความวาเราจะขออะไรจากพระเจาก็ได สิ่งที่เราวอนขอจากพระเจาควรเปนสิ่งที่ทําใหพระองคไดรับเกียรติและ การสรรเสริญดวย นั่นคือ เราตองขอในสิ่งที่ดีและถูกตองนั่นเอง หญิงมายคนนั้นวอนขอความยุติธรรม ซึ่งแนนอนเปน สิ่งที่สอดคลองกับพระประสงคของพระเจา พระเยซูเจาเองเคยเปรียบเทียบพระเจาเหมือนกับบิดาผูมีใจออนโยน พระองคบอกวา “ทานใดที่ลูกขออาหาร จะใหกอนหินหรือ ถาลูกขอปลา จะใหงูหรือ แมแตทานทั้งหลายที่เปนคนชั่ว ยังรูจักใหของดี ๆ แกลูก แลวพระบิดาของทานผูสถิตในสวรรคจะไมประทานของดี ๆ แกผูที่ทูลขอพระองคมากกวา นั้นหรือ” (มธ7:9-11) อะไรคือสิ่งดี ๆ เหลานี?้ แนนอน พระเยซูเจาคงหมายถึงสิ่งที่จะนําเราใหใกลชิดกับพระเจามาก ยิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราใหรูจัก รัก และรับใชพระองคไดดียิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราใหเขาใจคําสอนของพระองคไดลึกซึ้งมาก ยิ่งขึ้น สิ่งที่จะชวยเราใหสามารถเปนทอธารแหงความรักของพระองคสําหรับคนอื่นไดมากยิ่งขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด หมด พระองคคงหมายถึงสิ่งที่จะชวยใหรูจักพระประสงคของพระองคและพละกําลังที่จะชวยเราใหสามารถยอมรับ และทําใหพระประสงคนั้นสําเร็จไป พระองคปรารถนาใหเราทําสิ่งที่พระเจาตองการใหเราทํา ทั้งนี้ก็เพื่อวาพระ ประสงคของพระเจาและความตองการของเราจะเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.2013 หลายคนมักจะเปรียบเทียบพระเจาเปนเหมือนผูพิพากษาและเราแตละ คนเปนหญิงมาย ในอุปมาของพระเยซูเจาซึ่งเลาถึงเรื่อง ผูพิพากษาและ หญิงมายยากจนคนหนึ่ง ซึ่งกําลังแสวงหาความยุติธรรม เราจะตีความวา ควรอธิษฐานภาวนาอยูเสมอโดยไมทอถอย เพื่อรบเราพระเจา จนกระทั่ง พระองคยอมประทานสิ่งที่เราตองการ อยางไรก็ตาม เปนเรื่องที่นาสนใจ ไมนอยเหมือนกัน ถาเรามองในอีกมุมหนึ่ง โดยเปรียบเทียบเราเปน เหมือนกับผูพิพากษาคนนั้น ซึ่งเปนคนอธรรม หลายครั้งเราอาจไมยําเกรงพระเจา ไมดําเนินชีวิตตามพระประสงคของ พระองค และปฏิเสธเสียงรองของคนยากจนที่อยูรอบขางเรา แตพระเจาเปนเหมือนหญิงมายผูเซาซี้คนนั้น และไม ยอมจากเราไปไหน พระองคยังคอยรบเราเราและไมยอมรับการปฏิเสธรักของเรา พระองคยังคงรอคอยการกลับใจ ของเรา รอคอยจนกระทั่งเราเรียนรูที่จะรักพระองค ในหนังสือปฐมกาลบอกวาพระเจาทรงสรางเรามนุษยตาม ภาพลักษณของพระองค (เทียบ ปฐก 1:26) ในฐานะภาพลักษณของพระองค เราตองพยายามทําตัวเองใหเหมือน พระองค ผูซึ่งรอคอยการตอบรักจากเราอยางไมทอถอย ใหมากที่สุดเทาที่เราจะทําได ในเวลาเดียวกัน เราตองมั่นใจ ในความรักของพระองค และไมหยุดหยอนที่จะวอนขอสิ่งที่จําเปนสาหรับชีวิตฝายกายและฝายจิตของเรา เราตอง เชื่อมั่นวาพระองคจะสดับฟงเสียงรองของเราอยางแนนอน “พระเจาจะไมประทานความยุติธรรมแกผูเลือกสรรที่รอง หาพระองคทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ” (ลก 18:7) ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.2013 นานมาแลวหญิงสูงอายุคนหนึ่งอาศัยอยูในหองแถวที่อยูไมไกลจากวัดเทาใดนัก เพียงลําพัง นางไมไดแตงงานและไมมีญาติใกลชิดเหลืออยูกับนางเลย ถาพูดถึง ฐานะ นางก็จัดอยูในกลุมคนยากจนทั้งหลาย อดมื้อกินมื้อ แมวานางจะยากจน ในทรัพยสินเงินทองฝายโลกนี้ นางเปนคนร่ํารวยในชีวิตฝายจิต นางเปนคน ศรัทธาในพระเจามากคนหนึ่ง นางอธิษฐานภาวนาทุกวันและวันละหลายครั้ง ไปวัดอยางสม่ําเสมอ ในหองแถวเดียวกัน ถัดจากหองของหญิงคนนี้ เปนหองของชายสูงอายุคนหนึ่ง เปนคนโสดเหมือนกัน แตสิ่งที่แตกตางกันระหวางชายหญิงคูนี้คือ ชายคนนี้เปนคน คอนขางมีฐานะดีพอสมควร แตเปนคนไมมีศาสนา ไมมีความเชื่อ และไมเคยอธิษฐานภาวนาเลย เขามักจะลอเลียน และแกลงหญิงสูงอายุคนนี้บอยๆ สําหรับความไววางใจของนางที่มีตอพระเจา วันหนึ่งหญิงคนนี้กําลังอธิษฐานภาวนา ดวยเสียงคอนขางดัง นางบอกกับพระเจาวานางไมมีอาหารเหลืออยูในหองเลย เนื่องจากนางสงเสียงดัง ชายที่ไมมี ศาสนาคนนี้เลยไดยิน และตัดสินใจที่จะเลนตลกกับหญิงคนนี้ เขานําขนมปงและอาหารจํานวนหนึ่งไปวางไวที่หนา ประตูหองของหญิงคนนี้ เคาะประตูเรียก และก็รีบวิ่งไปหลบอยูในหองของตนเองซึ่งอยูถัดไป เมื่อไดยินเสียงเคาะ ประตูหญิงคนนี้ก็รีบออกมาขางนอก นางไดพบขนมปงและอาหารที่ชายคนนั้นเอามาวางไว นางรองดวยความดีใจวา “ขอบคุณพระเจา ดิฉันรูวา พระองคสดับฟงคําอธิษฐานภาวนาของดิฉันเสมอ” เมื่อไดยินเชนนั้น ชายที่ไรศาสนาก็ ออกมาจากหองของตนดวยรอยยิ้มเชิงเยาะเยยและบอกหญิงสูงอายุคนนี้วา “หญิงโงเอย ผิดแลวที่คิดวา พระเจาสดับ ฟงคําอธิษฐานภาวนาของเธอ ฉันเองแหละที่เปนคนนําขนมปงและอาหาร มาวางไวที่หนาหองของเธอ” อยางไมรีรอ หญิงคนนี้ก็รองขึ้นอีกวา “ขอพระเจาทรงพระเจริญเทอญ พระองคทรงชวยเหลือฉันในยามเดือดรอนเสมอ แมวา ตองใชปศาจมาทําใหคําวอนขอของฉันสําเร็จไป” ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.2013 บรรดาศิษยทูลพระเยซูเจาวา “ขอพระองคทรงอนุญาตใหประชาชนกลับไปเถิด เขา จะไดไปตามหมูบานและชนบทโดยรอบเพื่อหาที่พักและอาหาร” (ลก 9:12) แตพระ เยซูเจาตอบวา “ทานทั้งหลายจงหาอาหารใหเขากินเถิด”(ลก 9:13) จากนั้น พระองคทรงทําอัศจรรยเลี้ยงคนหาพันคน ดวยขนมปงหากอนกับปลาสองตัว แถม อาหารยังเหลืออีก 12 กระบุง ปจจุบันนี้ มีประชาชนมากมายหลายลานคนที่ยังอด ยากหิวโหย โดยเฉพาะอยางยิ่งในประเทศแถบแอฟริกา อินเดีย และประเทศ คอมมิวนิสตบางประเทศ เชน เกาหลีเหนือดวย หลายคนคงเคยเห็นในทีวีภาพเด็ก ผอมโซ เหลือแตหนังหุมกระดูก มันเปนภาพที่นาสะเทือนใจไมนอย ไมใกลไมไกลใน ประเทศไทยของเราเอง มีผูคนมากมายเปนลานที่กําลังอดยาก หิวโหย อดมื้อกินมื้อเหมือนกัน หลายคนตองดิ้นรนทุก อยางเพื่อจะหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว บางคนโดยบีบคั้นมาก ๆ หันไปประกอบอาชีพทุจริต ปลน ขโมย ขายยา เสพติด หรือแมแตขายตัว อันที่จริงมีหลายองคกรที่ยื่นมือเขามาชวยเหลือผูคนเหลานี้ แตดูเหมือนวายังไมเพียงพอ และปญหานี้ดูเหมือนกับจะใหญเกินไปสําหรับมนุษยเดินดินอยางพวกเรา จริงอยูเราตองทําบางสิ่งบางอยางเพื่อ ชวยเหลือพวกเขาอยางเต็มกําลังความสามารถของเรา เหมือนที่พระเยซูเจาบอกบรรดาศิษยของพระองคในพระวร สารวันนี้วา “ทานทั้งหลายจงหาอาหารใหเขากินเถิด” (ลก 9:13) แตเราตองไมลืมวาเราตองการความชวยเหลือจาก เบื้องบนดวย เราคงเคยไดยินคนบอกวา “คนหิวโหยตองการอาหาร ไมใชคําภาวนา” แตเราตองไมลืมเหมือนกันวาคํา ภาวนาเปนสิ่งจาเปนเหมือนกัน กอนที่เราจะใหอาหารแกคนหิวโหย เราก็ควรอธิษฐานภาวนาเพื่อพวกเขากอน เพียง ลําพังศิษยของพระเยซูเจาไมสามารถเลี้ยงอาหารประชาชนที่หิวโหยได แตพรอมกับความชวยเหลือของพระเยซู เจา พวกเขาสามารถทําใหประชาชนเหลานั้นอิ่มหนําได เหตุการณนี้ควรทําใหเรามั่นใจไดวา ถาเราวอนขอพระ เจา พระองคจะชวยเลี้ยงดูผูคนที่หิวโหย เหมือนกับเรื่องราวของหญิงผูสูงอายุคนนั้น พอมั่นใจวา พระเจาจะเสด็จมา อาจจะผานทางผูใจดีซึ่งเปนใครก็ได หรือแมแตโดยทางอัศจรรย ถาจําเปน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.2013 พระวาจาของพระเจาเปนอาหารที่จําเปนและขาดไมได สําหรับชีวิตฝาย จิตและวิญญาณของเรา “พระวาจา ศีลมหาสนิท และการเปนหนึ่ง เดียวกันในความรักและความเชื่อของคริสตชน” สอดคลองกับ เจตนารมณหลักของพระศาสนจักรที่วา “พระศาสนจักรมิไดหยุดยั้งที่จะ นําอาหารเลี้ยงชีวิตคริสตชน ทั้งจากโตะพระวาจาและจากโตะพระกาย พระคริสตเจาเสนอใหสัตบุรุษ” (DV 21) มนุษยประกอบดวยสองสวน สาคัญคือ สวนที่เปนรางกายที่มองเห็นไดและสวนที่เปนจิตวิญญาณที่ไม สามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา ทั้งสองสวนตองการอาหารหลอเลี้ยงอยางพอเพียงเพื่อการเจริญเติบโต ถาเราบํารุง เลี้ยงเฉพาะสวนที่เปนรางกายและปลอยใหจิตวิญญาณของเราอดอยากหิวโหย ชีวิตของเราจะขาดความสมดุลอยาง แนนอน ซึ่งอาจนําความลมเหลวหรือหายนะมาสูชีวิตทั้งครบของเราได ศีลมหาสนิทและพระวาจาของพระเจาเปน อาหารหลอเลี้ยงชีวิตฝายจิตของเรามนุษย ในสังคมของเราปจจุบันนี้ มีผูคนมากมายนับไมถวน ที่ดูภายนอกดูเหมือน ไมขาดสิ่งใด แตลึก ๆ ภายในจิตใจและวิญญาณของพวกเขาโหยหาสิ่งที่จะมาบํารุงเลี้ยง พระเยซูเจาบอกไวอยาง ชัดเจนวา “มนุษยมิไดดํารงชีวิตดวยอาหารเทานั้น แตดํารงชีวิตดวยพระวาจาทุกคําที่ออกจากพระโอษฐของพระเจา” (มธ4:4) ดังนั้น นอกจากจะมีสวนรวม ในการชวยเหลือคนที่อดอยากหิวโหยฝายกายแลว เปนหนาที่ของเราดวยที่จะ ชวยเหลือคนที่อดอยากหิวโหยฝายจิต เปนหนาที่ของเราแตละคนจะนําพระวาจาของพระเจา ซึ่งบันทึกไวในพระ คัมภีรไปปาวประกาศใหคนอื่นไดรับทราบการประกาศอยางเดียวถือวายังไมเพียงพอ เราตองดําเนินชีวิตตามพระวาจา ที่เราประกาศนั้นดวย แบบอยางที่ดีของเราเปนการประกาศพระวาจาของพระเจาไดดีที่สุด ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ในบทขาแตพระบิดาพระเยซูเจาทรงสอนเราใหวอนขอพระเจาวา “โปรดประทานอาหารประจาวันแกขาพเจาทั้งหลายในวันนี”้ (มธ6:11) ดวยเหตุนี้เราจึงควรอธิษฐานภาวนาวอนขออาหาร สําหรับเราแตละคน สําหรับมนุษยทุกคนในโลกนี้ดวย แนนอนเราตองทํางานเพื่อจะไดมาซึ่ง อาหาร แตสิ่งที่ขาดไมได คือเราตองอธิษฐานภาวนาวอนขอพระเจาดวย เพื่อเพื่อนพี่นองของพวกเราทุกคนในโลกนี้จะไดไมตองหิวโหยอีกตอไป วอนขอพระเยซูเจาผูซึ่งเปนพระวจนาตถหรือพระวาจาของพระเจาผูทรง รับเอากายหลอเลี้ยงชีวิตฝายจิตของเราดวยขาวดีแหงความรักและความรอดพนของพระองคขอใหคาสั่งสอนของ พระองคเปนแนวทางในการดําเนินชีวิตของเราเพื่อเราจะสามารถกาวเดินในหนทางแหงความจริงของพระองค ตลอดไป ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ.2013 เมื่อพระเยซูเจาทรงรูสึกเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจแหงการเทศนสอน ทรงหาเวลาพักสัก ระยะหนึ่งกับเพื่อนสนิทของพระองค เมื่อมาถึง มารธาไดบนใหพระองคฟงวา มารียผูเปน นองสาวไมทําอะไรชวยนางเลย นอกจาก “นั่งอยูแทบพระบาท” และ “คอยฟงพระวาจา ของพระองค” (ลก 10:39) ขณะที่นางตองทํางานทุกอยางเพื่อตอนรับพระองคและ บรรดาศิษยที่มาดวยหลายคน โดยเฉพาะอยางยิ่งแมบานทั้งหลาย คงเห็นใจมารธา พวก เขาเขาใจความรูสึกของนางดี มารธา ไดดูแลเอาใจใสพระเยซูเจาเหมือนที่ชาวสะมาเรียผู ใจดีทํากับชาวยิวที่ถูกทํารายจนบาดเจ็บสาหัสและนอนอยูขางทาง พระเยซูเจาเองไมได ทรงตําหนิสิ่งที่นางกําลังทํา ทาทีของนางตอนองสาวในทํานองที่วา มารียเปนคนเห็นแก ตัวที่ไมยอมชวยนางตอนรับแขก เอาแตนั่งฟงพระวาจาของพระองคเพียงอยาง เดียว เรื่องราวของมารธาและมารียในพระวรสารวันนี้ มีจุดประสงคที่จะสรางความสมดุลระหวางความจําเปนของงาน เมตตากิจและความสําคัญของการฟงพระวาจาของพระเจาซึ่งตองเกิดขึ้นในชีวิตของคริสตชน พระวาจาของพระเจา เปนอาหารหลอเลี้ยงชีวิตฝายจิตและมีความสําคัญมากกวาอาหารที่หลอเลี้ยงชีวิตฝายกายของเรา มารธาและมารีย รวมกันกอใหเกิดภาพของศิษยในอุดมคติของพระเยซูเจา ศิษยตองฟงพระวาจาของพระเจาและนําพระวาจานั้นไป ปฏิบัติดวยการเจริญชีวิตใหสอดคลองกับพระวาจานั้น เปนไปไดที่ในสมัยพระเยซูเจา ประชาชนยุงอยูกับงาน ประจําวันของตนมากเกินไป จนไมมีเวลาพอสําหรับการติดตอสัมพันธกับพระเจา ดวยเหตุนี้ พระองคจึงเนนการ กระทําของมารียเพื่อเปนตัวอยางสําหรับพวกเขา ในเรื่องการอธิษฐานภาวนาและการฟงพระวาจา ไมไดหมายความวา งานเมตตากิจเปนสิ่งไมจําเปน ตรงกันขามเราตองทําทั้งสองอยางควบคูกันไป แตเพื่อกิจการที่เราทํานั้นจะเกิดผลตาม พระประสงคของพระเจา ชีวิตของเราตองชิดสนิทกับพระองคเสียกอน ดวยการฟงพระวาจาและการอธิษฐาน ภาวนา ในพระวรสารวันนี้พระเยซูเจาทรงบอกวา “มารียไดเลือกเอาสวนที่ดีที่สุด” (ลก 10:42) เพราะนางไดเลือกฟง พระองคnผูทรงเปนพระวจนาตถหรือพระวาจาของพระเจา ผูที่ฟงพระวาจาของพระเจาอยางดีและอยางตั้งใจเทานั้น จึงจะรูวาตนเองควรจะดําเนินชีวิตอยางไรเพื่อใหสอดคลองกับพระประสงคของพระองค ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ปกติแลวรับบีชาวยิวจะสอนศิษยของตนใหรูจักอธิษฐานภาวนา แบบงายๆ ซึ่งเขาสามารถนําไปใชในชีวิตประจําวันได ดังนั้น บรรดาศิษยของพระเยซูเจาขอรองพระองคใหทําแบบเดียวกัน โดยอางการกระทําของนักบุญยอหนผูทําพิธีลาง “พระเจาขา โปรดสอนเราใหอธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอหนสอนศิษยของ เขาเถิด” (ลก 11:1) ดูเหมือนวาพระเยซูเจาทรงตอบสนองบรรดา ศิษยมากกวาที่พวกเขาขอรองพระองคเสียอีก เพราะพระองคไม ทรงสอนเพียงแคสิ่งที่พวกเขาควรอธิษฐานภาวนาเทานั้น แตทรง บอกพวกเขาใหรูวาควรจะอธิษฐานภาวนาอยางไรและอะไรคือผล ที่พวกเขาสามารถคาดหวังจากการอธิษฐานภาวนาของพวกเขาอีกดวย พระเยซูเจาทรงบอกบรรดาศิษยวา “เมื่อทาน ทั้งหลายอธิษฐานภาวนา จงพูดวา” (ลก 11:2) จากนั้นจึงตามมาดวยบทอธิษฐานภาวนาที่เราเรียกวา “บทขาแตพระ บิดา” บทอธิษฐานภาวนานี้เริ่มดวยการเรียกพระเจาวา “พระบิดา” เราไมไดเรียกหาพระองคในฐานะองคพระผูเปน เจา หรือเจานาย หรือผูพิพากษา อีกทั้งเราไมไดเรียกพระองควา “บอเกิดแหงชีวิต” หรือ “พระผูสราง” แตเราเรียก พระองคดวยถอยคําที่เปนสวนตัวและแสดงถึงความใกลชิดมากกวา อันที่จริง คําวา “พระบิดา” ในภาษาอาราเมอิคใช คําวา “อับบา” ซึ่งแปลวา “พอจา” หรือ “เตี่ย” ซึ่งเปนคําที่เด็กชาวยิวในสมัยนั้นนิยมเรียกบิดาของตน เมื่อเรามา รวมกันและเรียกพระเจาวา “พระบิดา” สะทอนใหเห็นวาเราทุกคนเปนลูกของพระองค ดวยเหตุนี้ เราจึงเปนพี่นอง กัน เปนสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ถาเราไมยอมรับความจริงนี้ คงไมมีความหมายอะไรที่เราจะอธิษฐานภาวนาตอ พระเจาพรอมกันวา “ขาแตพระบิดา” (ลก 11:2) พระเจาไมไดทรงเปนบิดาของใครคนใดคนหนึ่ง แตของเราทุกคน ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.2013 บทอธิษฐานภาวนา “บทขาแตพระบิดา” เริ่มดวยการเรียกพระเจาวา “พระบิดา” สะทอนใหเห็นวาเราทุกคนเปนลูกของพระองค เราเปนพี่ นองกัน เปนสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน “พระนามพระองคจงเปนที่ สักการะ” (ลก 11:2) สําหรับชาวยิวแลวชื่อเปนมากกวาคําเรียก แต หมายถึงบุคคลทั้งครบ เราตองเคารพสักการะพระบุคคลทั้งครบของ พระองค โดยทางคําพูดและวิถีทางในการดําเนินชีวิตของเรา ความ ศักดิ์สิทธิ์และความนาเคารพสักการะของพระองค ตองสะทอนออกมา ใหเห็นในชีวิตของเราดวย “พระอาณาจักรจงมาถึง” (ลก 11:2) อาณาจักรของพระเจาเปนอาณาจักรแหงความ จริง ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความยุติธรรม เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย และสันติสุข องคประกอบเหลานี้ จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อเราแตละคน มีสวนรวมในการสรางดวย ดังนั้น เราจึงไมควรเพียงแคขอความชวยเหลือจากพระ เจาเทานั้น แตเราตองตระหนักอยูเสมอวาเราแตละคน ตองมีสวนรับผิดชอบในการทําใหพระอาณาจักรนี้เปนจริง ขึ้นมาในสังคมที่เรากําลังดําเนินชีวิตอยู ดวยการรวมมือกับพระเจา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันศุกร ที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ.2013 “โปรดประทานอาหารประจําวันแกขาพเจาทั้งหลายทุกวัน” (ลก 11:3) ใน สวนที่สองของบทขาแตพระบิดา เราอธิษฐานภาวนา เพื่อความตองการ สวนตัวของเรา เราวอนขอสิ่งจําเปนสําหรับชีวิตในแตละวัน ซึ่งในเวลา เดียวกันเปนการแสดงความไววางใจในความรัก และการดูแลเอาใจใสของพระ เจาดวย เมื่อพระเจาทรงอยูเคียงขางเรา เราไมมีความจําเปนที่จะกังวล เกี่ยวกับอนาคต “โปรดประทานอภัยแกขาพเจาทั้งหลาย เหมือนขาพเจา ทั้งหลายใหอภัยแกผูอื่น” (ลก 11:3-4) เราอธิษฐานภาวนาขอใหพระเจา ประทานอภัยความผิดบาปทั้งหลายของเรา เพราะเราไดใหอภัยแกผูอื่นที่ได กระทําผิดตอเรา เรากําลังวอนขอใหเรามีสวนในพระเมตตาของพระองค ในความพรอมที่จะใหอภัยของพระองค ไมใช เพียงแคเจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ดสิบหน แตตลอดไป “โปรดชวยขาพเจาทั้งหลายไมใหแพการประจญ” (ลก 11:4) สุดทาย เราวอนขอพระเจาใหทรงชวยปกปองเรา จากการประจญลอลวงในปจจุบันและอนาคต ซึ่งอาจโหมกระหน่ําลงมายัง เรา การประจญซึ่งอาจจะทําใหเราแพและทรยศตอการติดตามพระองคและพระประสงคของพระองค ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันเสาร ที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ.2013 บางคนอาจเกิดคําถามขึ้นในใจวา เมื่อพระเจาทรงดูแลเอาใจใสเรา มากถึงเพียงนี้ มากกวาบิดาทั้งหลายบนโลกนี้เสียดวยซ้ําไป แลว ทําไมเรายังตองวอนขอพระองคอยางไมหยุดหยอนเลา? “จงขอเถิด แลวทานจะไดรับ จงแสวงหาเถิด แลวทานจะพบ จงเคาะประตูเถิด แลวเขาจะเปดประตูรับทาน เพราะคนที่ขอยอมไดรับ คนที่แสวงหา ยอมพบ คนที่เคาะประตูยอมมีผูเปดประตูให” (ลก 11:9-10) อันที่ จริง เราวอนขอพระเจา ไมใชเพื่อเตือนความทรงจําของพระองค เกี่ยวกับสิ่งที่เราตองการ พระเยซูเจาเองทรงเคยสอนวา เราไมควร พูดพร่ําเพรื่อเหมือนคนตางศาสนา เราตองเขาใจวา บอยครั้งพระเจาไมประทานสิ่งที่เราวอนขอ เพราะสิ่งที่เราวอนขอ นั้นอาจไมเหมาะสมในสายพระเนตรของพระองค หรืออาจไมสอดคลองกับแผนการและพระประสงคของ พระองค พระเจาทรงรูดีกวาเราวา อะไรคือสิ่งจําเปนสําหรับเรา จําไวเสมอวาเปาหมายของการอธิษฐานภาวนาคือ ความเปนหนึ่งเดียวกันของเรากับพระเจา การอธิษฐานภาวนาไมวาสวนตัวหรือในหมูคณะ จะมีความหมายมากขึ้น สําหรับเรา เมื่อเราตระหนักเหมือนเด็กเล็ก ๆ วา เรากําลังพูดกับพอของเรา ผูซึ่งรักและพรอมที่จะรับฟงเรา เสมอ เราควรอธิษฐานภาวนาดวยคําพูดของเราเองบอย ๆ และอยาลืมวอนขอเพื่อความตองการและความจําเปนของ คนอื่นดวย และที่สําคัญเราตองไมลืมที่จะขอบพระคุณพระเจาทุกครั้ง เมื่อเราไดรับสิ่งที่เราตองการ ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอาทิตย ที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.2013 “พระเจาขา โปรดสอนเราใหอธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอหนสอนศิษย ของเขาเถิด” (ลก 11:1) บรรดาศิษยของพระเยซูเจารองขอพระองคทรง สอนวาควรจะอธิษฐานภาวนาอยางไรและอะไรคือผลจากการอธิษฐาน ภาวนา พระเยซูเจาทรงบอกบรรดาศิษยวา “เมื่อทานทั้งหลายอธิษฐาน ภาวนา จงพูดวา” (ลก 11:2) จากนั้นจึงตามมาดวยบทอธิษฐานภาวนาที่ เราเรียกวา “บทขาแตพระบิดา” เปนเวลาหลายศตวรรษแลวที่เราสวด บทอธิษฐานภาวนานี้ ไมวากอนรับศีลมหาสนิทหรือเมื่อเราสวดสาย ประคํา การอธิษฐานภาวนาวอนไมใชการเตือนพระเจาวาเราตองการ อะไร เพราะพระองคทรงรูดีวาอะไรคือสิ่งที่จําเปนสําหรับเรา อะไรที่สอดคลองกับแผนการและพระประสงคของ พระองค เปาหมายของการอธิษฐานภาวนาคือ ความเปนหนึ่งเดียวกันของเรากับพระเจา เราจึงควรภาวนาเหมือนกับ วากําลังพูดกับพอของเรา ผูซึ่งรักและพรอมที่จะรับฟงเราเสมอใชภาษาดวยคําพูดของเราเอง แบบงาย ๆ วอนขอเพื่อ ความตองการและความจําเปนของคนอื่นดวย ขอบพระคุณพระเจาทุกครั้ง เมื่อเราไดรับสิ่งที่เราตองการ ในแตละยาง กาวของชีวิต สํานึกรับรูวาพระองคอยูกับเราตลอดเวลา ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันจันทร ที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.2013 "สิ่งที่เราเปนมีความสําคัญมากกวาสิ่งที่เรามี" ทาทีของเราตอ ทรัพยสินเงินทองเปนประเด็นสําคัญในพระวรสารโดย นักบุญลูกา “พระอาจารย โปรดบอกพี่ชายขาพเจาใหแบง มรดกใหขาพเจาเถิด” (ลก 12:13) ในสมัยของพระเยซูเจา การนําขอพิพาทมาใหอาจารยหรือรับบีไกลเกลี่ยถือวาเปน เรื่องปรกติ แตพระเยซูเจาไมไดสนใจปญหานี้ อาจเปนเพราะ เรื่องนี้สวนทางกับทัศนคติของพระองค ดวยเหตุนี้ แทนที่จะชวยแกปญหาให พระองคกลับใหคําเตือนแทน “จงระวังและรักษาตัวไวใหพนจากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของคนเราไมขึ้นกับทรัพยสมบัติของเขา แมวาเขาจะ มั่งมีมากเพียงใดก็ตาม” (ลก 12:15) ทัศนคติที่วา “ชีวิตของคนเราไมขึ้นกับทรัพยสมบัติของเขา” เปนทัศนคติที่สวน ทางกับทัศนคติของโลกแหงวัตถุนิยมสมัยปจจุบัน มนุษยแทบทุกคนใฝฝนอยากจะเปนคนรวยดวยกันทั้งนั้น อยากซื้อทุกสิ่งที่ตองการ รถสวย ๆ บานหรู ๆ เครื่องประดับราคาแพง ๆ อยากจะไปทุกแหงที่เงินบันดาลใหได เพราะเราคิดวาความมั่งคั่งเปนเครื่องหมายของความสําเร็จ ทวา... ทาทีที่ถูกตองตอเรื่องนี้ที่เราตองตระหนักอยูเสมอ คือ สิ่งที่เราเปนมีความสําคัญมากกวาสิ่งที่เรามี ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.2013 ในมุมมองของพระเยซูเจาในเรื่องทรัพยสมบัติในโลกนี้ พระองคไมไดบอกให เราละทิ้งทุกสิ่งทุกอยางที่เรามีและดําเนินชีวิตแบบอนาถาเพื่อเห็นแก พระองค ตรงกันขามพระองคนําเสนอวิถีทางที่จะนําไปสูความสุข และความปลอดภัยที่ยั่งยืนและเที่ยงแท พระองคตองการแทนที่ความโลภที่ ทําใหมนุษยเห็นแกตัวนับวันยิ่งมากขึ้นดวยการแบงปน พระเยซูเจาใชอุปมา เลาใหเราฟงถึงเศรษฐีที่คิดวาตนเองเปนบุคคลที่ประสบความสําเร็จในชีวิต คนหนึ่ง เขาทํางานหนักมาหลายป เวลานี้เขามีทุกสิ่งที่เขาตองการ นาสังเกตวาในอุปมาเรื่องนี้ไมมีการพูดถึงคนอื่น เลย เศรษฐีคนนี้เปนศูนยกลางของทุกสิ่ง ไมมีสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นเขามาเกี่ยวของเลย สําหรับเขาโลกและทุกสิ่งที่อยู บนโลกนี้เปนสิ่งที่เขาตองตักตวงเอาใหมากที่สุดเทาที่จะทําได ยุงฉางเกามันเล็กไป เขาตองสรางใหมใหใหญโต กวาเดิม เพื่อเก็บทรัพยสมบัติทั้งหมดที่เขามี เวลานี้เขาไมตองทําอะไรแลว นอกจากเสวยสุขกับสิ่งที่เขามี แตพระเจา ตรัสกับเขาวา “คนโงเอย คืนนี้ เขาจะเรียกเอาชีวิตเจาไป แลวสิ่งที่เจาไดเตรียมไวจะเปนของใครเลา” (ลก 12:20) ใน หนังสือปญญาจารยพูดถึงเรื่องนี้ในทํานองเดียวกันวา “ทุกสิ่งทุกอยางไมเที่ยงแท... เพราะคนที่ตรากตรําทํางานโดยใช ปรีชาญาณ ความรูและความชํานาญ จะตองละทิ้งผลงานใหเปนมรดกแกคนที่ไมไดตรากตรําเพื่องานนั้นเลย... มนุษย จะไดประโยชนอะไรจากความลําบากตรากตรําทั้งหมดและความกังวลใจที่เขาตองตรากตรําภายใตดวงอาทิตย” (ปญจ 1:2; 2:21-22) ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี


ขอคิดยามเชา วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.2013 “คนที่สะสมทรัพยสมบัติไวสําหรับตนเอง แตไมเปนคนมั่งมีสําหรับพระ เจา ก็จะเปนเชนนี”้ (ลก 12:21) พระเยซูเจาไมไดทรงบอกวาทรัพยสิน เงินทองในตัวมันเองเปนสิ่งชั่วราย ทรัพยสินเงินทองเปนเครื่องหมายแหง การอวยพรของพระเจาอยางหนึ่ง ความโลภ ความไมรูจักพอ และการนํา ทรัพยสินเงินทองไปใชในทางที่ผิดตางหากที่ถือวาเปนสิ่งชั่วราย ในจดหมายถึงทิโมธี นักบุญเปาโลเตือนศิษยผูใกลชิดทานนี้วา “ความรัก เงินตราเปนรากเหงาของความชั่วรายทุกประการ” (1 ทธ 6:10) เงินมี ความสําคัญ แตมีไวเพื่อซื้อและทําสิ่งที่มีคามากกวาตัวมันเอง เงินมีไวเพื่อซื้ออาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และใช จายเพื่อการศึกษาของลูกหลานในครอบครัว เงินสามารถชวยเราในการประกาศขาวดีและรับใชพระคริสตเจา ชวยเรา ใหสามารถชวยเหลือเพื่อนมนุษยคนอื่นที่เดือดรอนได และสามารถชวยเราใหเปน “คนมั่งมีสําหรับพระเจา” ได เชนเดียวกัน ถาเรารูจักใชมันอยางถูกตองแตเมื่อเราแสวงหาและใชเงินทองเพื่ออํานาจและความพึงพอใจฝายเนื้อ หนัง จนสามารถกลาวเหมือนกับเศรษฐีในพระวรสารวา “ดีแลว เจามีทรัพยสมบัติมากมายเก็บไวใชไดหลายป จง พักผอน กินดื่มและสนุกสนานเถิด” (ลก 12:19) เมื่อนั้นแหละ มันอาจจะกลายเปนสิ่งชั่วรายได นี่คือเหตุผลที่วาทําไม นักบุญเปาโลจึงบอกเราวา “จงคิดถึงแตสิ่งที่อยูเบื้องบน อยาพะวงถึงสิ่งของบนแผนดินนี”้ (คส 3:2) ขอพระเจาอวยพรพี่นองทุกคน พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขสังฆมณฑลอุดรธานี