Page 1

บทที่ 3 หน่วยความจาและสื่อบันทึกข้อมูล

คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ


บทที่ 3 หน่ วยความจาและสื่อบันทึกข้อมูล หัวเรื่อง 1.1 หน่วยความจาหลัก (Primary Memory) 1.2 ประเภทของหน่วยความจาหลัก 1.3 หน่วยความจาสารอง (Secondary Memory) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ผู้เรียนควรมีความสามารถดังนี้ 1.1 อธิบายเกี่ยวกับหน่วยความจาหลัก (Primary Memory) 1.2 อธิบายประเภทของหน่วยความจาหลัก 1.3 อธิบายเกี่ยวกับหน่วยความจาสารอง (Secondary Memory)


บทนา เราอาจจาเป็นต้องมีการจดบันทึกผลลัพธ์ของการคานวณเอาไว้ในสื่อบันทึกเช่นกระดาษ เพื่อให้ สามารถเก็ บ ผลลัพ ธ์ นั ้น กลับ มาใช้ ป ระโยชน์ ใ หม่ ไ ด้ ภ ายหลัง เช่ น เดีย วกับ การประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ก็จาเป็ นต้องมีส่อื ซึ่งเรียกว่าหน่ วยความจา มาเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลของเพื่อ สามารถเรียกกลับมาใช้ใหม่ได้เช่นกัน และการคิดคานวณโจทย์คณิตศาสตร์ท่ซี บั ซ้อนของมนุ ษ ย์กอ็ าจ จาเป็นต้องพักหรือทดข้อมูลทีเ่ ราคานวณได้ไว้ชวคราวในกระดาษทดเพื ั่ ่อให้สามารถคิดคานวณส่วนอื่นๆ ได้ต่อไป จนกว่าจะคานวณได้เสร็จสมบูรณ์ ในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์กเ็ ช่นกันจาเป็ นต้องมีส่อื เก็บข้อมูลชัวคราวที ่ เ่ รียกว่าหน่วยความจา เพื่อให้สามารถประมวลคาสังอื ่ ่นได้ต่อไป จนเสร็จสิน้ สมบูรณ์

ภาพที่ 3- 1 หน่วยความจา (ทีม่ า: ไทยรัฐออนไลน์ : http://www.thairath.co.th/content/tech/7889:2 พฤษภาคม 2555) จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่าหน่ วยความจาของคอมพิวเตอร์นัน้ มีความจาเป็ นสาหรับการ ทางานของคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับส่วนประกอบอื่นๆ และหน่วยความจามีอยู่ 2 ลักษณะการทางานคือ เก็บข้อมูลชัวคราวขณะท ่ างาน เรียกว่า หน่ วยความจาหลัก (Primary Storage) และเก็บข้อมูลถาวร เอาไว้ใช้ในอนาคต เรียกว่า หน่ วยความจาสารอง (Secondary Storage) ดังนี้ 3.1 หน่ วยความจาหลัก (Primary Storage) หน่ วยความจาหลัก (Primary Storage) หรือหน่ วยความจาภายใน (Internal Memory) คือ หน่ วยความจาที่ต่อกับหน่ วยประมวลผลกลาง และหน่ วยประมวลผลกลางสามารถใช้งานได้โดยตรง หน่ วยความจา ชนิดนี้จะเก็บข้อมูล (Data) และชุดคาสังในระหว่ ่ างประมวลผล (Instruction) และมี กระแสไฟฟ้า เมือ่ ปิดเครือ่ งคอมพิวเตอร์ขอ้ มูลในหน่ วย ความจานี้จะหายไปด้วย หน่ วยความจาหลักทีใ่ ช้ ในระบบคอมพิวเตอร์ปจั จุบนั เป็ นชนิดทีท่ ามาจากสารกึ่งตัวนา หน่ วยความจาชนิดนี้มขี นาดเล็ก ราคา


ถูก แต่เก็บข้อมูลได้มาก และสามารถให้หน่ วยประมวลผลกลาง นาข้อมูลมาเก็บ และเรียกค้นได้อย่าง รวดเร็ว เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องอาศัยหน่ วยความจาหลัก เพื่อใช้เก็บข้อมูลและคาสัง่ ซีพยี ูจะ ทาหน้ าที่นาคาสัง่ จากหน่ ว ยความจาหลัก มาแปลงความหมายแล้วกระทาตาม เมื่อทาเสร็จก็จะนา ผลลัพธ์มาเก็บไว้ในหน่วยความจาหลักสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 3.1.1 หน่ วยความจาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM) ส่วนใหญ่เป็ นหน่ วยความจาไม่ลบเลือนแต่อาจยอมให้ผู้พฒ ั นาระบบ ลบข้อมูลและ เขียนข้อมูล ลงไปใหม่ไ ด้ การลบข้อ มูล นี้ ต้อ งท าด้ว ยกรรมวิธ ีพิเ ศษ เช่ น ใช้แ สงอุ ล ตราไวโลเล็ต ฉายลงบนผิว ซิลกิ อน หน่ วยความจาประเภทนี้ มักจะมีช่องกระจกใสสาหรับฉายแสงขณะลบ และขณะใช้งานจะมี แผ่นกระดาษทึบ ปิดทับไว้เรียกหน่ วยความจาประเภทนี้ว่า EPROM (Erasable Programmable Read Only Memory)

ภาพที่ 3- 2 EPROM (ทีม่ า: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Eprom32k.jpg:2 พฤษภาคม 2555) รอมเป็ น หน่ ว ยความจ าแบบสารกึ่ง ตัว น าชัว่ คราวชนิ ด อ่ า นได้อ ย่ า งเดีย ว เป็ น ความจ าที่ม ี ชุดคาสังหรื ่ อข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนามาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่ วยความจา ประเภทนี้แม้ไม่มไี ฟเลีย้ งต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจา (Nonvolatile) โดยทัวไปจะใช้ ่ เ ก็บข้อมูล ที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออสควบคุม การ จัดการพืน้ ฐานของระบบ ไมโครคอมพิวเตอร์ (Basic Input output System: BIOS) หรือเฟิรม์ แวร์ ที่ ควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทางานสาหรับเครื่องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของ คอมพิวเตอร์ทท่ี างานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ทใ่ี ช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่อง ซักผ้า เป็นต้น


3.1.2 หน่ วยความจาหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory - RAM)

ภาพที่ 3- 3 RAM (Random Access Memory) (ทีม่ า: www2.krusunanta.net:5 พฤษภาคม 2555) RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็ นหน่ วยความจาหลักทีจ่ าเป็ นหน่ วยความจา ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อ มูล ได้ เฉพาะเวลาที่มกี ระแสไฟฟ้ าหล่ อ เลี้ยงเท่ านัน้ เมื่อ ใดก็ต ามที่ไ ม่ ม ี กระแสไฟฟ้า มาเลีย้ ง ข้อมูลจะหายไปทันที ซึง่ ต่างจากรอม (ROM) ซึง่ ข้อมูลถูกบันทึกมาก่อนแล้ว ไม่ สามารถแก้ไขได้ เพราะฉะนัน้ CPU สามารถ อ่านข้อมูลจาก รอม(ROM) ได้อย่างเดียว ไม่สามารถ บันทึกอะไรลงไปได้ ส่วนแรม (RAM) CPU สามารถ อ่าน และ/หรือ เขียน ข้อมูลต่างๆ ได้ สาหรับเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์ ยิง่ แรมมีขนาดใหญ่เท่าใด ก็ยงิ่ แสดงว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนัน้ มีประสิทธิภาพเท่านัน้ หน่ วยความจาแรม(RAM) ทาหน้าทีเ่ ก็บชุดคาสังและข้ ่ อมูลทีร่ ะบบคอมพิวเตอร์กาลังทางานอยู่ดว้ ย ไม่ ว่าจะเป็ นการนาเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนาออกข้อมูล (Output) โดยทีเ่ นื้อทีข่ องหน่ วยความจาหลัก แบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ - Input Storage Area เป็นส่วนทีเ่ ก็บข้อมูลทีร่ บั เข้ามาเพื่อนาไปประมวลผลหรือเก็บข้อมูล - Working Storage Area เป็นส่วนทีเ่ ก็บผลลัพธ์ทไ่ี ด้ขณะทาการประมวลผลซึง่ ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ สุดท้ายหรือทีเ่ ก็บข้อมูลขณะดาเนินการ - Output Storage Area เป็นส่วนทีเ่ ก็บผลลัพธ์ทไ่ี ด้จากการประมวลผลซึง่ เป็ นผลลัพธ์สุดท้าย หรือทีเ่ ก็บผลลัพธ์ - Program Storage Area เป็นส่วนทีเ่ ก็บชุดคาสังที ่ ใ่ ช้ในการประมวลผลหรือทีเ่ ก็บโปรแกรม แรมทีเ่ รานามาใช้งานนัน้ จะเป็น Chip เป็น IC ตัวเล็กๆ ซึง่ ส่วนทีเ่ รานามาใช้เป็นหน่ วยความจา หลัก จะถูกจัดรวมอยูบ่ นแผงวงจร หรือ Circuit Board ซึง่ แบ่งเป็ น module ประเภทของแรม (RAM) โดยทัวไปสามารถแบ่ ่ งได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ คือ Static RAM (SRAM) โดยมีรายระเอียดดังนี้


 Static RAM (SRAM) นิยมนาไปใช้เป็นหน่วยความจาแคช (Cache Memory) อยู่ ภายในตัวซีพยี ู เพราะมีความเร็วในการทางานสูงกว่าDRAM มาก แต่ไม่สามารถทาให้มขี นาดความจุ สูงๆได้ เนื่องจากกินกระแสไฟมากจนทาให้เกิดความร้อนสูง  Dynamic RAM(DRAM) นิยม นาไปใช้ทาเป็ นหน่ วยความจาหลักของระบบในรูปแบบ ของชิป ไอซี (Integrated Circuit) บนแผงโมดุ ล ของหน่ ว ยความจ า RAM หลากหลายชนิ ด เช่น SDRAM,DDR SDRAM,DDR2,DDR3 และ RDRAM เป็ นต้น โดยออกแบบให้มขี นาดความจุสูงๆ ได้ กินไฟน้อย และไม่เกิดความร้อนสูง ชนิ ดของแรมหรือแรม DRAM (ในปจั จุบนั ) DRAM ทีน่ ามาใช้ทาเป็นแผงหน่วยความจาหลัก ของระบบชนิดต่างๆในปจั จุบนั ดังนี้  SDRAM (Synchronous DRAM) ตัวชิปจะใช้บรรจุภณ ั ฑ์ (Package) แบบ TSOP (Thin Small Outline Package) ติดตัง้ อยู่บน แผงโมดูล แบบ DIMM (Dual Inline Memory Module) ที่ มีร่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 2 ร่อง และมีจานวนขาทัง้ สิ้น 168 ขา ใช้แรงดันไฟ 3.3 โวลต์ ความเร็วบัสมีให้เลือกใช้ทงั ้ รุ่น PC-66 (66 MHz), PC-100 (100 MHz), PC-133 (133 MHz) และ PC150 (150MHz) ปจั จุบนั หมดความเป็ นทีน่ ิยมไปแล้วเช่นกัน  DDR SDRAM (Double Date Rate SDRAM) ตัวชิปจะใช้บรรจุภณ ั ฑ์แบบ TSOP เช่นเดียวกับ SDRAM และมีขนาด ความยาวของแผงโมดูลเท่ากัน คือ 5.25 นิ้ว ติดตัง้ อยู่บนแผงโมดูล แบบ DIMM ทีม่ รี ่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจานวนขาทัง้ สิน้ 184 ขาใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลต์ รองรับความจุสงู สุดได้ 1 GB/แผง ความเร็วบัสในปจั จุบนั มีให้เลือกใช้ตงแต่ ั ่ 133 MHz (DDR-266) ไปจนถึง 350 MHz (DDR-700) สาหรับ DRAM ชนิดนี้ปจั จุบนั ไมมีจาหน่ ายแล้ว  DDR2 SDRAM

ภาพที่ 3- 4 DDR2 SDRAM

(ทีม่ า: http://www.ddr2ram.net/: 2 พฤษภาคม 2555)


ตัวชิปจะใช้บรรจุภณ ั ฑ์แบบ FBGA (Fine-Pitch Ball Grid Array) ทีม่ คี วามต้านทานไฟฟ้าต่ า กว่าแบบ TSOP อีกทัง้ ยังสามารถออกแบบให้ตวั ชิปมีขนาดเล็กและบางลงได้ ชิป ดังกล่าวถูกติดตัง้ อยู่ บนแผงโมดูลแบบ DIMM ทีม่ รี ่องบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 1 ร่อง และมีจานวนขาทังสิ ่ น้ 240 ขา ใช้ แรงดันไฟเพียง1.8โวลต์ รองรับความจุได้สูงสุดถึง 4 GB ความเร็วบัสในบัจจุบนั มีให้เลือกใช้ตงแต่ ั ่ 200 MHz (DDR2-400) ไปจนถึง 450 MHz (DDR2-900) สาหรับ DRAM ชนิดนี้ปจั จุบนั ไม่มจี าหน่ ายแล้ว เช่นกัน  DDR3 SDRAM เป็นรุน่ ทีพ่ ฒ ั นาต่อมาจาก แรม DDR2 ซึง่ จะพบในโน้ตบุ๊กตัง้ แต่ปี 2008 โดยจุดเด่นของ DDR3 จะอยูท่ ค่ี วามเร็วในการทางานทีม่ ากกว่ารุ่นก่อนๆ โดยจะเริม่ ต้นตัง้ แต่ 400MHz ไปจนถึง 1066MHz ซึง่ ถ้านับรวมทัง้ การส่งข้อมูลทัง้ ขาไปและขากลับ จะได้ความเร็วอยู่ท่ี 800MHz ไปจนถึง 2,133MHz นอก จากนี้แรม DDR3 ยังลดอัตราการกินไฟกว่ารุ่นก่อนหน้านี้อกี ด้วย โดยจะกินไฟประมาณ 1.5 โวลต์ เท่านัน้

ภาพที่ 3- 5 DDR3 SDRAM (ทีม่ า: http://www.bit-tech.net/hardware/memory/2010/03/18/kingston-lovo-power-saving-1-25v-ddr3ram/1: 5 พฤษภาคม 2555)  RDRAM (RAMBUS DRAM)

ภาพที่ 3- 6 RDRAM (ทีม่ า: http://de.wikipedia.org/wiki/Datei:SDRAM-Modul.jpg: 5 พฤษภาคม 2555)


ถูกพัฒนาขึน้ มาโดยบริษทั Rambus lnc โดยนามาใช้งานครัง้ แรกร่วมกับชิปเซ็ต i850 และซีพยี ู Pentium 4 ของ Intel ในยุคเริม่ ต้น ปจั จุบนั ไม่ได้รบั ความนิยมเท่าทีค่ วร โดยชิปเซ็ตและเมนบอร์ดของ Intel เพียงบางรุน่ เท่านัน้ ทีส่ นับสนุน ตัวชิปจะใช้บรรจุภณ ั ฑ์แบบ CSP (Chip-Scale Package) ติดตัง้ อยู่ บนแผงโมดูลแบบ RIMM (Rambus Inline Memory Module) ทีม่ รี อ่ งบากบริเวณแนวขาสัญญาณ 2 ร่อง ใช้แรงดันไฟ 2.5 โวลต์ และรองรับความจุสงู สุด 2 GB  Video RAM (video random access memory)

ภาพที่ 3- 4 Video RAM (ทีม่ า: http://ca.wikipedia.org/wiki/Fitxer:Matrox_millennium_ii_pci_with_vram_board.jpg: 5 พฤษภาคม 2555) Video RAM (video random access memory) คือ รูปแบบทัวไปทั ่ ง้ หมด RAM ทีใ่ ช้ เก็บข้อมูลสาหรับจอภาพคอมพิวเตอร์ ประเภททัง้ หมดของ Video RAM เป็ นการจัดเรียงพิเศษ ของ dynamic RAM โดย video RAM ทาหน้าทีเ่ ป็ น buffer ระหว่างโพรเซสเซอร์ คอมพิวเตอร์ และจอภาพ ซึง่ มักจะเรียกว่า frame buffer เมื่อภาพได้รบั การส่งไปทีจ่ อภาพ จะถูกอ่านโดย โพรเซสเซอร์ก่อน ใน ฐานะข้อมูลในบางรูปแบบ จากหน่วยความจาหลัก แล้วเขียนลงใน video RAM จาก video RAM (frame buffer) ข้อมูลได้รบั การแปลงโดย digital-to-analog converter ของ RAM เป็ นสัญญาณอะนาล็อกทีจ่ ะ ส่งไปยัง กลไกการแสดงภาพ 3.2 หน่ วยความจาสารอง (Secondary storage) ใช้ เ ป็ น ส่ ว นเพิ่ม ความจ าให้ม ีข นาดใหญ่ ม ากขึ้น ท างานติด ต่ อ อยู่ กับ หน่ ว ยความจ าหลัก หน่ วยความจาสารองมีความจุมากและมีราคาถูก ข้อมูลยังคงอยู่ไม่ลบเลือนแม้ปิดเครื่องตัดกระแสไฟ แล้วก็ตาม แต่เรียกหาข้อมูลได้ชา้ กว่าส่วนความจาหลัก คือ ทางานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาทีเช่น แผ่นฟลอปปี้ดสิ ก์ (Floppy Disk) จานแม่เหล็ก (Hard disk) แผ่นซีดี (CD Rom) เป็ นต้น ข้อมูลและ ชุ ด ค าสัง่ จ านวนมากที่ต้ อ งการใช้ ง านในระบบคอมพิว เตอร์ จ ะได้ ร ับ การจัด เก็ บ อย่ า งถาวรใน


หน่ วยความจาสารอง เมื่อจะให้ CPU ประมวลผลก็จะได้รบั การถ่ายโอนข้อมูลและโปรแกรมเข้าสู่ หน่ วยความจาหลัก (RAM) เพื่อทางานต่อไป ดังนัน้ หน่ วยความจาสารองจึงเป็ นหน่ วยความจาที่ม ี ความสาคัญมากประเภทหนึ่งเนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลและสารสนเทศได้เป็ นปริมาณมากและเก็บไว้ ได้นานโดยไม่สญ ู หาย 3.2.1 การเข้าถึงสารสนเทศบนหน่ วยความจาสารอง  การเข้าถึงแบบลาดับ (Sequential Access)

ภาพที่ 3- 8 Sequential access และ Random access (ทีม่ า: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Random_vs_sequential_access.svg:5 พฤษภาคม 2555) การเข้าถึงแบบลาดับ (Sequential Access) คือ การเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลาดับ โดยต้องอ่าน ข้อมูลตัง้ แต่รายการที่หนึ่งเรียงลาดับไปเรื่อยๆจนกระทังถึ ่ งรายการข้อมูลที่ต้องการ อุปกรณ์ทใ่ี ช้กลไก การเข้าถึงข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า Sequential Access Storage Device (SASD) หรือ“อุปกรณ์หน่ วย เก็บเข้าถึงโดยล าดับ ” อุ ปกรณ์ ท่เี ข้าถึงข้อมูลแบบลาดับ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) เปรียบเทียบได้กบั การเล่นเพลงจากเทปเพลง เช่นหากเราต้องการฟงั เพลงที่ถูกบันทึกไว้ในลาดับที่ 5 บนเทปเพลงเราต้องกรอเทปให้ผ่านลาดับต้นๆ ไปก่อนจนถึงเพลงทีต่ อ้ งการ  การเข้าถึงแบบสุ่มหรือโดยตรง (Random Access or Direct Access) คือ การ เข้าถึงข้อมูลรายการทีต่ ้องการได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ่านข้อมูลตัง้ แต่ เริม่ ต้น ซึง่ วิธนี ้ีจาเป็ นต้องอาศัย กลไกของดัชนี (Index) ในการชี้ตาแหน่ งของข้อมูลแต่ละรายการที่เก็บบันทึกไว้ อุปกรณ์ท่อี ่านและ บันทึกข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า Direct Access Storage Device (DASD) หรือ “อุปกรณ์หน่ วยเก็บ เข้าถึงโดยตรง” ตัวอย่างอุปกรณ์ทเ่ี ข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มหรือโดยตรง ได้แก่ แผ่นดิสก์ (Diskette / Floppy Disk), ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk), แผ่นซีด(ี CD), แผ่นดีวดี ี (DVD) และ Flash Memory เป็นต้น 3.2.2 ประเภทของหน่ วยความจาสารอง แบ่งตามเทคโนโลยีในการจัดเก็บได้ 3 ประเภทคือ ประเภททีใ่ ช้เทคโนโลยีแม่เหล็ก (Magnetic Storage) ,ใช้เทคโนโลยีแสง (Optical Storage) และ เทคโนโลยีอ่นื ๆ


1. อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีแม่เหล็ก 2. อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีแสง 3. อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลอื่นๆ อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีแม่เหล็ก

ภาพที่ 3- 9 ข้อมูลถูกจัดเรียงด้วยหัวอ่านเขียนของดิสเก็ต (ทีม่ า: http://cse11.blogspot.com/2011_05_01_archive.html: 5 พฤษภาคม 2555) อุ ปกรณ์ ท่ใี ช้เ ทคโนโลยีแ ม่เ หล็ก จะมีว ิธ ีการในการจัดเก็บข้อ มูล ลงบนสื่อ โดยที่ผ ิว หน้ าของ อุ ป กรณ์ ป ระเภทนี้ จ ะถู ก เคลือ บด้ ว ยสารที่ไ วต่ อ การเหนี่ ย วน าด้ ว ยแม่ เ หล็ก ที่จ ะท าปฏิกิร ิย ากับ สนามแม่เหล็กวิธ ีการที่จะทาให้เ กิดสนามแม่เ หล็กคือ การนาขดลวดมาพันกับแท่งแม่เ หล็ก และส่ ง กระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดจะเกิด Electromagnet หรือ เรียกว่า แม่เหล็กแบบกระแสไฟฟ้า เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) เป็ นหน่ วยเก็บข้อมูลทีใ่ ช้กนั มานานตัง้ แต่คอมพิวเตอร์ยคุ ทีห่ นึ่งและยุคทีส่ อง ปจั จุบนั ได้รบั ความ นิยมน้อยลง เทปแม่เหล็กมีหลักการทางานคล้ายเทปบันทึกเสียง แต่เปลี่ยนจากการเล่น (Play) และ บันทึก (Record ) เป็ นการอ่าน (Read) และเขียน (Write) แทนในเครื่องเมนเฟรมเทปทีใ่ ช้จะเป็ นแบบ ม้วนเทป (Reel-to-reel) ซึง่ เป็นวงล้อขนาดใหญ่ ในเครือ่ งมินิคอมพิวเตอร์จะใช้คาร์ทริดจ์เทป (Cartridge tape) ซึง่ มีลกั ษณะคล้ายวิดโี อเทป ส่ว นในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จะใช้ตลับเทป (Cassette tape) ซึง่ มีลกั ษณะเหมือนเทปเพลง เทปทุกชนิดที่กล่าวมามีหลักการทางานคล้ายกับเทปบันทึกเสียง คือจะอ่าน ข้อมูลตามลาดับก่อนหลังตามที่ได้บนั ทึกไว้ (Sequential access) การทางานลักษณะนี้จงึ เป็ นข้อเสีย ของการใช้เทปแม่เหล็กบันทึกข้อมูล คือทาให้อ่านข้อมูลได้ช้า เนื่องจากต้องอ่านข้อมูลในม้วนเทปไป เรือ่ ย ๆ จนถึงตาแหน่งทีต่ อ้ งการ ผูใ้ ช้จงึ นิยมนาเทปแม่เหล็กมาสารองข้อมูล ส่วนข้อมูลทีก่ าลังใช้งานจะ ถูกเก็บอยู่บนหน่ วยเก็บข้อมูลแบบ จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk) เพื่อให้เรียกใช้ได้ง่าย และนาเฉพาะ


ข้อมูลทีส่ าคัญและไม่ถูกเรียกใช้บ่อยมา เก็บสารอง (Backup) ไว้ในเทปแม่เหล็ก เพื่อป้องกันการสูญหาย ของข้อมูล ข้อดีของเทปแม่เหล็กคือสามารถบันทึก อ่าน และลบกี่ครัง้ ก็ได้ รวมทัง้ มีราคาต่ า นอกจาก นี้ยงั สามารถบันทึก ข้อมูล จานวนมาก ๆ ได้อ ย่างรวดเร็ว ในสื่ อ ที่มขี นาดไม่ใ หญ่มากนัก ความจุของเทป แม่เหล็กจะมีหน่วยเป็น ไบต์ต่อนิ้ว (Byte per inch) หรือ บีพไี อ (bpi) ซึง่ หมายถึงจานวนตัว อักษรทีเ่ ก็บ ในเทปยาวหนึ่งนิ้ว หรือ เรียกได้อีก อย่างว่าความหนาแน่ นของเทปแม่เ หล็ก เทปแม่เ หล็กที่มคี วาม หนาแน่นต่า จะเก็บข้อมูลได้ประมาณ 1,600 บีพไี อ ส่วนเทปแม่เหล็กทีม่ คี วามหนาแน่ นสูง จะเก็บข้อมูล ได้ประมาณ 6,250 บีพไี อ นอกจากนี้ จะมีเทปแม่เหล็กรุ่นใหม่ ๆ คือ DAT (Digital Audio Tape) ซึง่ มี ขนาดใหญ่กว่าเครดิตการ์ดเล็กน้อย แต่สามารถจุขอ้ มูลได้ 2-5 กิกะไบต์ และ R-DAT ซึง่ สามารถเก็บ ข้อมูลได้มากกว่า 14 กิกะไบต์ บนเทปทีย่ าว 90 เมตร ฟลอปปี้ ดิ สก์และดิ สก์ไดร์ฟ (Floppy Disk and Disk Drive) ฟลอปปี้ ดสิ ก์หรือที่บางครัง้ นิยมเรียกว่าดิสก์เกตต์ (Diskette) เป็ นแผ่นพลาสติกวงกลม ใน ปจั จุบนั ใช้ขนาด 3.5 นิ้ว (วัดจากเส้นรอบวงของวงกลม) ซึ่งบรรจุอยู่ในพลาสติกแบบแข็งรูปสี่เหลี่ยม และสามารถอ่ านได้ด้ว ยดิส ก์ไ ดร์ฟ ดิส ก์ไ ดร์ฟ มีห น้ า ที่ส องอย่างคือ อ่ านและบันทึก โดยการอ่ านมี หลักการทางานคล้ายกับการเล่นซีดเี พลง ส่วนการบันทึกนัน้ มีหลักการทางานคล้ายกับการบันทึกเสียง ลงในเทปบันทึกเสียง ต่างกันก็ตรงทีผ่ ู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ เมื่อต้องการบันทึกข้อมูล เพราะโปรแกรมที่ ใช้งานจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ แผ่นดิสก์เกตต์จะมี แถบป้องกันการบันทึก (Write-protection) อยู่ดว้ ย ผูใ้ ช้สามารถเปิดแถบนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มกี ารบันทึกข้อมูลอื่นทับไปหรือลบทิง้ ข้อมูล จานวนข้อมูลที่เก็บอยู่ในแผ่นดิสก์เกตต์ จะขึน้ อยู่กบั ความหนาแน่ นของสารแม่เหล็กบนผิวของ แผ่นโดยสามารถแบ่งออกเป็ นสองชนิด คือ ดิสก์ความจุสองเท่า (Double density) ซึง่ ปจั จุบนั ไม่ใช้แล้ว ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ ดิสก์ความจุสูง (High density) ซึง่ จะเก็บข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ทม่ี คี วามจุเป็ นสอง เท่าและเป็นแผ่นดิสก์เกตต์รนุ่ สุดท้ายทีย่ งั พอมีเห็นใช้งานกันอยู่บา้ ง นอกจากนี้ ในปจั จุบนั จะมีดสิ ก์เกตต์แบบ พิเศษทีม่ คี วามจุสูงถึง 120 MB ต่อแผ่น ซึง่ ใช้ เทคโนโลยีท างด้าน Laser เรียกว่า Laser Servo (LS) ช่ ว ยให้ ส ะดวกในการเก็ บ แฟ้ มข้อมูล ขนาดใหญ่ หรือ มีปริมาณมากได้ใ น ภาพที่ 3- 10 ส่วนประกอบของดิสเก็ตและดิสเก็ต (ทีม่ า:http://wwwgsi.dec.usc.es/~alberto/lsc/arquitectura/disquetes. htm:5 พฤษภาคม 2555)


แผ่นเพียงแผ่นเดียว รวมทัง้ สามารถอ่านดิสก์เกตต์ 720 KB และ 1.44 MB ได้ โดยมีอตั ราการโอนถ่าย ข้อมูลเร็วกว่าดิสก์เกตต์ปกติถงึ 5 เท่า

การจัดการข้อมูลบนแผ่นดิสก์ ทุกครัง้ เมือ่ ซือ้ แผ่นดิสก์มาใหม่ (หรือฮาร์ทไดร์ฟตัวใหม่) แผ่นทีไ่ ด้มานัน้ จะเป็ นเพียงแผ่นเปล่าๆ ที่มอี นุ ภาคแม่เหล็กที่กระจัดกระจาย ยังไม่สามารถนาไปใช้งานได้ เนื่องจากยั งไม่ได้ผ่านการเรียง อนุ ภาคแม่เหล็กเพื่อให้พร้อมทีเ่ ก็บข้อมูลเรียกว่า การฟอร์แมต ซึง่ ในปจั จุบนั แผ่นดิสก์ส่วนใหญ่จะถูก ผ่านการฟอร์แมตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว (สังเกตข้างกล่องจะมีคาว่า Formatted) ทาให้สามารถใช้ งานได้ทนั ที แต่ในกรณีทแ่ี ผ่นยังไม่ได้ฟอร์แมต จาเป็นทีจ่ ะต้องฟอร์แมตก่อนเสมอ และถ้าแผ่นทีม่ ขี อ้ มูล อยูแ่ ล้วมาทาการฟอร์แมตใหม่อกี ครัง้ ข้อมูลต่างๆ จะถูกลบทัง้ หมดทันที สิง่ แรกที่ดสิ ก์ไดร์ฟทาขณะที่ทาการฟอร์แมตแผ่นดิสก์ คือการสร้างโครงสร้างของแผ่น ซึง่ จะ แบ่งโครงสร้างโดยการทาเป็ นแทร็ก (Tracks) และเซกเตอร์ (Sectors) แทรกจะมีลกั ษณะเป็ นวงกลม หลายๆ วงซ้อนกันอยู่ ซึง่ จานวนของวงกลมนัน้ จะขึน้ อยู่กบั ประเภทของความหนาแน่ น (โดยทัวไปใน ่ แผ่นขนาด 3.5 นิ้ว DSHD จะมีจานวนแทร็ก 80 แทร็ก) แทร็กวงที่อยู่นอกสุดจะเป็ นแทร็กลาดับแรก เรียกว่าแทร็กศูนย์ และแทร็กทีอ่ ยูใ่ นสุดจะเป็นแทร็กในลาดับสุดท้าย เซกเตอร์คอื การแบ่งแทร็กออกเป็ นส่วนเล็กๆ เหมือนกับการแบ่งเค้กวงกลมออกเป็ นส่วนๆ ซึ่ง เซกเตอร์ทอ่ี ยูน่ อกสุดจะมีขนาดทีใ่ หญ่กว่าเซกเตอร์ทอ่ี ยูใ่ นสุด แต่ละเซกเตอร์จะถูกกาหนดหมายเลขไว้ โดยเริม่ จากเซกเตอร์นอกสุดของแทร็กศูนย์ และไล่ลาดับไปเรือ่ ย ๆ

Sector 0 Track 0 Sector 0 Track 1 Sector 0 Track 2

Track 2 Track 1 Track 0 Sector 1 Track 0 Sector 1 Track 1 Sector 1 Track 2

ภาพที่ 3- 5 เซกเตอร์ทอ่ี ยูบ่ นแผ่นดิสก์ (ทีม่ า:http://cse11.blogspot.com/2011_05_01_archive.html: 5 พฤษภาคม 2555)


เมื่อกล่าวถึงจานวนเซกเตอร์บนแผ่นดิสก์จะใช้หน่ วยเป็ นจานวนเซกเตอร์ต่อแทร็ก (Sectors per track) ดังนัน้ ถ้าแผ่นดิสก์มจี านวนแทร็ก 80 แทร็ก และมี 18 เซกเตอร์ต่อแทร็ก แผ่นดิสก์แผ่น นี้จะมีจานวนเซกเตอร์คอื 1,440 เซกเตอร์ (80 x 18) ในหน้านัน้ ๆ และในหนึ่งเซกเตอร์ไม่ว่าจะเป็ น เซกเตอร์วงนอกทีม่ ขี นาดใหญ่ หรือเซกเตอร์วงในทีม่ ขี นาดเล็ก จะสามารถจุขอ้ มูลได้ เท่ากันคือ 512 ไบต์ต่อเซกเตอร์ หรือ 0.5 KB ต่อเซกเตอร์ แผ่นดิสก์โดยทัวไปจะใช้ ่ งานได้ทงั ้ สองหน้า ดังนัน้ ในหน้าทีส่ องหมายเลขเซกเตอร์จะเริม่ ลาดับ ต่อจากหมายเลขสุดท้ายของหน้าแรก ซึง่ ทาให้สามารถคานวณคานวณหาขนาดความจุของแผ่นดิสก์ได้ จากข้อมูลของแทร็กและเซกเตอร์ ตัวอย่างเช่น แผ่นดิสก์ขนาด 1.44 MB มี 80 แทร็กต่อหนึ่งหน้า (Tracks per side), 18 เซกเตอร์ต่อแทร็ก (Sectors per track), 0.5 KB ต่อหนึ่งเซกเตอร์ (Byte per sector) และมี 2 หน้า จะมีความจุคอื 1,440 KB (80 x 18 x 2 x 0.5 = 1,440 KB) ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) มีหลักการทางานคล้ายกับฟอลปปี้ ดสิ ก์ แต่ฮาร์ดดิสก์ทามาจากแผ่นโลหะแข็งเรียกว่า Platters ท าให้ เ ก็ บ ข้อ มู ล ได้ ม ากและท างานได้ ร วดเร็ว ฮาร์ด ดิส ก์ ส่ ว นมากจะถู ก ยึด ติด อยู่ ภ ายในเครื่อ ง คอมพิวเตอร์ แต่กม็ บี างรุ่นทีเ่ ป็ นแบบ เคลื่อนย้ายได้ (Removable Disk) โดยจะเป็ นแผ่นจานแม่เหล็ก เพียงแผ่นเดียวอยู่ในกล่องพลาสติกบาง ๆ มีลกั ษณะคล้ายกับฟอลปปี้ดสิ ก์ ตัวอย่างเช่น Jazz หรือ Zip Disk ซึง่ สามารถเก็บข้อมูลได้ตงั ้ แต่ 1 กิกะไบต์ขน้ึ ไป ในแผ่นขนาดประมาณ 3.5 นิ้ว เท่านัน้ และตัว ไดร์ฟจะมีทงั ้ รุน่ ทีต่ ่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ตขนานหรือ SCSI Read/write heads

ภาพที่ 3- 6 โครงสร้ างภายใน Hard Disk

(ที ่มา:http://cse11.blogspot.com/2011_05_01_archive.html: 5 พฤษภาคม 2555)

จานแม่เหล็กสามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจานวนมาก และมีคุณสมบัตใิ นการ เข้าถึงข้อมูลโดยตรง (Direct access) ไม่จาเป็ นต้องอ่านไปตามลาดับเหมือนเทป จานแม่เหล็กจะต้องใช้คู่กบั ตัวขับจาน แม่เหล็ก หรือ ดิสก์ไดร์ฟ (Disk drive) ซึง่ เป็ นอุปกรณ์สาหรับอ่านเขียนจานแม่เหล็ก (มีห น้าทีค่ ล้ายกับ เครื่องเล่นเทป) จานแม่เหล็กเป็ นสื่อทีใ่ ช้หลักการของการ เข้าถึงข้อมูลแบบสุ่ม (Random-access) นัน่


คือ ถ้าต้องการข้อมูลลาดับที่ 52 หัวอ่านก็จะตรงไปทีข่ อ้ มูลนัน้ และอ่านข้อมูลนัน้ ขึน้ มาใช้งานทันที ทาให้ มีความเร็วในการอ่านและบันทึกที่สูงกว่าเทปมาก หัวอ่านของดิสก์ไดร์ฟเรียกว่า หัว อ่านและบันทึก (read/write head) เมือ่ ผูใ้ ช้ใส่แผ่นจานแม่เหล็กเข้าไปในดิสก์ ไดร์ฟ แผ่นจานแม่เหล็กก็จะเข้าไปสวมอยู่ ในแกนกลม ซึ่งเป็ นที่ยดึ สาหรับหมุนแผ่นจานแม่เหล็ก จากนัน้ หัวอ่านและบันทึกก็จะอ่าน อิมพัลส์ของ แม่เหล็ก (Magnetic impulse) บนแผ่นจานแม่เหล็กขึน้ มาและแปลงเป็ นข้อมูลส่งเข้าคอมพิวเตอร์ต่อไป หัวอ่านและบันทึกสามารถเคลื่อนย้ายในแนวราบเหนือผิวหน้าของแผ่นจานแม่เหล็ก ฮาร์ดดิสก์ท่นี ิยมใช้กบั เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในปจั จุบนั จะประกอบด้วยจานแม่เหล็กหลาย ๆ แผ่น และสามารถบันทึกข้อมูลได้ทงั ้ สองหน้ าของผิวจานแม่เ หล็ก โดยที่ทุกแทร็ก (Track) และ เซกเตอร์ (Sector) ทีม่ ตี าแหน่งตรงกันของฮาร์ดดิสก์ชุดหนึ่งจะเรียกว่า ไซลินเดอร์ (Cylinder) แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์นัน้ หมุนเร็วมาก โดยทีห่ วั อ่านและบันทึกจะไม่สมั ผัสกับผิวของ แผ่นจานแม่เหล็ก ดังนัน้ จึงอาจมีความผิดพลาดหรือเสียหายเกิดขึน้ ได้ถา้ มีบางสิง่ อย่างเช่น ฝุ่น หรือควัน บุห รี่ กีดขวางหัว อ่ า นและบัน ทึก เพราะอาจท าให้ห ัว อ่ านและบันทึก กระแทรกกับผิว ของแผ่ น จาน แม่เหล็ก การที่ฮาร์ดดิสก์มปี ระสิทธิภาพและความจุท่สี ูง เนื่องจากฮาร์ดดิสก์หนึ่งชุดประกอบด้ วยแผ่น จานแม่เหล็กจานวนหลายแผ่นทาให้เก็บข้อมูลได้มากกว่าฟลอปปี้ ดสิ ก์ โดยฮาร์ดดิสก์ในปจั จุบนั จะมี ความจุเริม่ ตัง้ แต่ 100 GB ขึน้ ไป นอกจากนี้ ฮาร์ดดิสก์จะหมุนด้วยความเร็วสูงมาก คือตัง้ แต่ 5,400 รอบต่อนาทีขน้ึ ไป ทาให้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ฮาร์ดดิสก์รุ่ นใหม่ ๆ ส่วนมากจะมี ความเร็ว ในการอ่านข้อมูลเฉลีย่ (Average access time) อยูต่ ่ากว่า 10 มิลลิวนิ าที การเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์กบั แผงวงจรหลักจะต้องมี ส่วนเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์ (Hard disk interface) ซึ่ง จะมีว งจรมาตรฐานที่ท งั ้ แผงวงจรหลัก และฮาร์ด ดิส ก์รู้จ กั ท าให้ข้ อ มูล สามารถส่ ง ผ่ า นระหว่ า ง แผงวงจรหลัก และฮาร์ ด ดิส ก์ ไ ด้ มาตรฐานส่ ว นเชื่อ มต่ อ ฮาร์ด ดิส ก์ ท่ีนิ ย มใช้ ใ นป จั จุ บ ัน คือ EIDE (Enhanced Integrated Drive Electronics) และ SCSI (Small Computer System Interface) การแบ่งพืน้ ทีใ่ นการเก็บข้อมูลของระบบปฏิบตั กิ าร ระบบปฏิบตั กิ ารของเครือ่ งคอมพิวเตอร์สามารถหาข้อมูลต่างๆ ทีอ่ ยู่บนดิสก์ได้ เนื่องจากในแต่ ละแทร็กและเซกเตอร์ต่างถูกกาหนดให้หมายเลขทีแ่ น่ นอน การกาหนดหมายเลขในลักษณะนี้เรียกว่า การทาซอฟฟอร์แมต (Soft Format) หรือลอจิคลั ฟอร์แมต (Logical Format) เช่น ในระบบปฏิบตั กิ าร ดอสและวินโดวส์ จะทาการแบ่งแผ่นดิสก์ออกเป็น 4 ส่วนย่อยคือ


ภาพที ่ 3- 7 พื้นทีข่ องแผ่นดิสก์ทไี ่ ด้จากการฟอร์แมต (ทีม่ า:http://cse11.blogspot.com/2011_05_01_archive.html: 5 พฤษภาคม 2555)  บูตเรกคอร์ด (Boot Record)  ตาราง FAT (FAT: File Allocation Table)  ไดเรกทอรีหรือโฟลเดอร์ (Root Folder or Root Directory)  พืน้ ทีเ่ ก็บข้อมูล (Data Area) บูตเรกคอร์ดเป็ นส่วนทีเ่ ก็บโปรแกรมเล็กๆ ที่ใช้ในการ เริม่ ต้นการทางานของเครื่อง เมื่อเปิ ด เครื่อ งในครัง้ แรก (Booting) โปรแกรมนี้ จะท าการตรวจสอบสิ่ง ที่จาเป็ น ส าหรับ การทางานของ ระบบปฏิบตั กิ าร หลังจากนัน้ จะส่งให้ระบบปฏิบตั กิ ารทางานต่อไป และในส่วนของบูตเรกคอร์ดจะเก็บ ข้อมูลเกีย่ วกับดิสก์บางอย่าง เช่น จานวนไบต์ต่อเซกเตอร์ และจานวนเซกเตอร์ต่อแทร็ก เพื่อเป็ นข้อมูล ให้ระบบปฏิบตั กิ ารใช้ในการเข้าถึงข้อมูลในดิสก์นนั ้ ตาราง FAT เป็ นตารางที่ระบุท่อี ยู่ของข้อมูลในไฟล์ต่างๆ เมื่อทาการเขียนไฟล์ล งในดิส ก์ ระบบปฏิบตั กิ ารจะทาการตรวจสอบกับตาราง FAT เพื่อหาตาแหน่ งทีว่ ่างในการเขียนไฟล์และบันทึก ตาแหน่งดังกล่าวไว้ในตาราง FAT ก่อนทีจ่ ะเขียนไฟล์ลงในดิสก์จริงๆ ตาราง FAT ช่วยแก้ปญั หาสาคัญของการเปลีย่ นแปลงข้อมูล เช่น เมื่อมีการเปลีย่ นแปลงเพิม่ ขนาดของข้อมูลใดๆ ระบบปฏิบตั กิ ารจะค้นหาพืน้ ที่ทว่ี ่างเปล่าในการบันทึกข้อมูลที่เพิม่ ขึน้ มา ซึ่งอาจ ไม่ใช่พน้ื ทีท่ ต่ี ่อเนื่องหรือใกล้เคียงกัน แต่ระบบจะระบุการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน โดยใช้ตาราง FAT ดังนัน้ ถ้ามีข้อมูลเดิมอยู่ 5,000 ไบต์ และเพิม่ ข้อมูลใหม่อีก 10,000 ไบต์ ข้อมูลที่เพิม่ ลงไปใหม่จะ กระจัดกระจาย (Fragment) อยู่ในดิสก์นนั ้ แต่ยงั เป็ นข้อมูลทีต่ ่อเนื่องชุดเดียวกันโดยอาศัยตาราง FAT เป็นตัวเชื่อมโยง ไดเรกทอรีหรือโฟลเดอร์เป็ นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการจัดการกับไฟล์บนดิสก์ ไดเรกทอรีเป็ น โครงสร้างทีม่ ลี กั ษณะเป็ นลาดับชัน้ (Hierarchy Structure) โดยในแต่ละไดเรกทอรีสามารถเก็บไฟล์หรือ


ไดเรกทอรียอ่ ยๆได้ ทาให้สามารถแบ่งประเภทของไฟล์ออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ ซึง่ ไดเรกทอรีแรกสุดมีช่อื เรียกว่า รูตไดเรกทอรี พืน้ ทีเ่ ก็บข้อมูลคือพืน้ ทีท่ เ่ี หลือจากบูตเรกคอร์ด, ตาราง FAT และไดเรกทอรีมไี ว้เพื่อใช้ในการ เก็บข้อมูลของไฟล์ต่างๆ ทีถ่ ูกระบุตาแหน่งตามตาราง FAT Removable Hard Disk เป็ นการรวมเอาข้อดีของดิสเก็ตที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และข้อดีของHard Diskที่สามารถ บรรจุข้อมูลได้มากและค้นหาข้อมูลได้เร็วเข้าด้วยกัน ซึ่ง Hard Disk แบบเคลื่อนย้ายได้น้ียงั ไม่ม ี มาตรฐานที่แน่ นอน เพียงแต่มหี ลายบริษทั ทีไ่ ด้ผลิต Hard Diskแบบเคลื่อนย้ายได้ออกมาเพื่อใช้ได้กบั ของตนเอง ซึง่ ในการเลือกซือ้ ควรพิจารณาถึงความจุทส่ี ามารถเก็บข้อมูลได้ ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ราคา และความน่าเชื่อถือของบริษทั

ภาพที่ 3- 14 Removable Hard Disk (ทีม่ า: http://pcworld.about.net/magazine/2406p080aid125253.htm: 5 พฤษภาคม 2555)

Hot-Swappable Hard Disk เป็น Hard Disk แบบเคลื่อนย้ายได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับสูง มีประสิทธิภาพในการทางาน ทีเ่ ร็วและราคาค่อนข้างแพง เป็ น Hard Diskทีส่ ามารถนาใส่ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์และถอดออกได้ใน ขณะทีเ่ ครือ่ งกาลังใช้งานอยู่ (ไม่จาเป็นต้องปิดเครือ่ ง)


ภาพที่ 3- 15 Hot-Swappable Hard Disk (ทีม่ า: http://mirror-uk-rb1.gallery.hd.org/_c/mechanoids/_more2005/_more11/hard-disc-discsdisks-SCSI-removable-hot-swap-swappable-pluggable-for-Sun-UNIX-Solaris-servers-made-byFujitsu-and-IBM-ex-expired-dead-failed-closeup-1-DHD.jpg.html: 5 พฤษภาคม 2555) Hard Disk Cartridge เป็ นHard Diskแบบเคลื่อนย้ายได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับไมโครคอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะ คล้ายกับแผ่นดิสก์ ใส่เข้าๆไปในไดร์ฟของHard Diskแบบเคลื่อนย้ายได้ทต่ี ดิ อยู่กบั เครื่องนัน้ ซึง่ สามารถ ซือ้ แผ่นเพิม่ เติมได้ เสมือนกับมีดสิ เก็ตทีม่ คี วามจุค่อนข้างมาก เช่น Zip Drive, Jazz Drive

ภาพที่ 3- 16 Hard Disk Cartridge

อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีแสง


1

0

ภาพที่ 3- 17 วิธกี ารอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดรี อมของซีดรี อม (ทีม่ า: http://www-gsi.dec.usc.es/~alberto/lsc/arquitectura/cdrom.htm:5 พฤษภาคม 2555) การใช้เทคโนโลยีแสงในการบันทึกข้อมูลนับเป็ นอีกทางหนึ่งทีไ่ ด้รบั ความนิยมมากรองจากการ ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็ก แสงเลเซอร์จะทาให้สามารถระบุตาแหน่ งในการจัดเก็บข้อมูลมีความแม่นยามาก ขึน้ ลาแสงเลเซอร์ทม่ี คี วามเข้มสูงจะถูกส่งออกมาและบังคับทิศทางโดยปริซมึ และกระจก เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีแสงมีอยู่ดว้ ยกัน 2 ชนิด คือ เทคโนโลยีซดี ี ที่ ใช้ในซีดรี อม โฟโต้ซดี ี และCD-R ส่วนอีกเทคโนโลยีหนึ่ง คือ การรวมเอาเทคโนโลยีแสงกับแม่เหล็ก เข้าไว้ดว้ ยกัน อุปกรณ์ทใ่ี ช้เทคโนโลยีน้คี อื Magneto-Optical  Compact Disk (CD) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลทีไ่ ด้รบั ความนิยมอย่างแพร่หลาย CD จะถูกอ่านด้วยเครือ่ งอ่านซีดี (CDROM drive) ทีม่ คี วามเร็วแตกต่างกันไป ซึง่ เขียนอยู่ในรูปของตัวคูณ ( X ) เช่น เครื่องอ่านซีดขี นาด 32X จะสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ 4.8 เมกะไบต์ต่อวินาที (32 x 150 กิโลไบต์ต่อวินาที) ปจั จุบนั ซีดแี ต่ ละแผ่นสามารถจุขอ้ มูลได้ประมาณ 650 MB ถึง 1 GB สามารถแบ่งประเภทของ CD ได้ 3 ชนิด คือ CD-ROM, CD-R และ CD-RW  ซีดรี อม (CD-ROM หรือ Computer Disk Read Only Memory) แผ่นซีดรี อมจะมีลกั ษณะคล้ายซีดเี พลงมาก สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง 700 เมตร เมกะไบต์ต่อ แผ่น การใช้งานแผ่นซีดรี อมจะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทม่ี ตี วั ซีดรี อมไดร์ฟ (CD-ROM Drive) ซึง่ จะมี หลายชนิดขึน้ กับความเร็วในการทางาน ซีดรี อมไดร์ฟรุ่นแรกสุดนัน้ มีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรียกว่ามีความเร็ว 1 เท่าหรือ 1 x ซีดรี อมไดร์ฟรุ่นหลัง ๆ จะอ้างอิงความเร็วในการ อ่านข้อมูลจากรุ่นแรก เช่น ความเร็ว 2 เท่า (2 x ) ความเร็ว 4 เท่า (4x) ไปจนถึง 50 เท่า (50 x ) เป็ น ต้น โดยปจั จุบนั นี้ซดี รี อมไดร์ฟที่มอี ยู่ในท้องตลาดจะมีความเร็วตัง้ แต่ สามสิบเท่าขึน้ ไป ข้อจากัดของ ซีดีร อมคือ สามารถบัน ทึก ได้ เ พีย งครัง้ เดีย วด้ ว ยเครื่อ งมือ เฉพาะเท่ า นั ้น จากนั ้น จะไม่ ส ามารถ เปลีย่ นแปลงข้อมูลเหล่านัน้ ได้


ซีดรี อมได้รบั ความนิยมใช้เป็นสื่อเก็บข้อมูลสาหรับอ่านอย่างเดียวเป็ นอย่างมาก เช่น ซอฟต์แวร์ เกมส์ พจนานุ กรม แผนที่โลก หนังสือ ภาพยนตร์ เป็ นต้น ซึ่งในปจั จุบนั ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ จะมาในรูป ของซีดีรอมเป็ นหลัก เนื่อ งจากสะดวกต่ อ การติดตัง้ ลงฮาร์ดดิส ก์ ไม่ต้อ งทาการเปลี่ยนแผ่ นบ่อ ย ๆ โอกาสเสียมีน้อยและต้นทุนต่า การบันทึกข้อมูลลงในแผ่นซีดรี อม ปกติแล้วต้องใช้เครือ่ งซึง่ มีราคาแพงมาก แต่ในปจั จุบนั มีแผ่น ซีดรี อมทีเ่ รียกว่า ซีดอี าร์ (CD-R หรือ CD Recordable) ซึง่ สามารถบันทึกข้อมูลลงในแผ่นด้วยซีดอี าร์ ไดร์ฟ (CD-R drive) ทีม่ รี าคาไม่สูงนัก และนาแผ่นซีดอี าร์ทม่ี ขี อ้ มูลบันทึกไว้ไปอ่านด้วยซีดรี อมไดร์ฟ ปกติได้ทนั ที ซีดอี าร์ไดร์ฟสามารถบันทึกแผ่นซีดอี าร์ให้เป็ นได้ทงั ้ ซีดรี อมหรือซีดเี พลง (Audio CD) และเก็บ บันทึกข้อมูลได้ประมาณ 600-900 เมกะไบต์ในหนึ่งแผ่น (ถ้าเก็บข้อมูลนัน้ ในแผ่นดิสก์เกตต์จะต้องใช้ หลายร้อยแผ่น) ทาให้เหมาะกับการนามาจัดเก็บข้อมูลทางด้าน มัลติมเี ดีย (Multimedia) และยังมีการ นามาใช้บนั ทึกเป็น แผ่นต้นฉบับ (Master Disk) เพื่อนาไปผลิตแผ่นซีดจี านวนมากต่อไป ความเร็วของไดร์ฟซีดอี าร์จะระบุโดยใช้ตวั เลขสองตัวคือความเร็วในการเขียนแผ่นและความเร็ว ในการอ่านแผ่น คันด้ ่ วยเครื่องหมาย X ซึง่ หมายถึงความเร็วคิดเป็ นจานวนเท่าของ 150 กิโลไบต์ต่อ วินาที เช่น 24 x 40 หมายถึง ไดร์ฟซีดอี าร์นนั ้ สามารถเขียนแผ่ นด้วยความเร็ว 24 เท่า (150 x 24 = 3600 กิโลไบต์ต่อวินาที) และอ่านแผ่นด้วยความเร็ว 40 เท่า (150x 40 = 6000 กิโลไบต์ต่อวินาที) ในปจั จุบนั จะมีไดร์ฟแบบ ซีดอี าร์ดบั เบิลยู (CD-RW Drive) ทีใ่ ช้สาหรับบันทึกข้อมูลลงบนแผ่น ให้ไดร์ฟและแผ่น CD-RW ซึง่ เป็ นแผ่นซีดพี เิ ศษที่สามารถลบแล้วบันทึกใหม่ได้คล้ายกับการบันทึกบน แผ่นดิสก์เกตต์ ทาให้ไดร์ฟและแผ่น CD-RW เริม่ ได้รบั ความนิยมมากขึน้ เรื่อย ๆ อีกทัง้ ไดร์ฟ CD-RW ยังสามารถทาการบันทึกข้อมูลลงแผ่น CD-R ได้ (เขียนได้ครัง้ เดียวไม่สามารถลบได้เช่นเดียวกับการ เขีย นด้ว ยไดร์ฟ ซีดีอ าร์) ท าให้ส ะดวกกับ การเลือ กบัน ทึก โดยกรณีท่ีต้อ งการเก็บ ข้อ มูล ที่ไ ม่ก าร เปลี่ย นแปลงแล้ว ก็ส ามารถบัน ทึก ลงแผ่ น ซีดีอ าร์ท่ีม ีร าคาถู ก กว่ า และส าหรับ ข้อ มู ล ที่ย ัง มีก าร เปลีย่ นแปลงบ่อย ๆ ก็สามารถบันทึกลงแผ่น CD-RW ได้ ความเร็วของไดร์ฟซีดอี าร์ดบั เบิลยูจะระบุโดยใช้ตวั เลขสามตัว คื อ ความเร็วในการเขียนแผ่น แบบซีดอี าร์ ความเร็วในการลบและเขียนซ้าบนแผ่นซีดอี าร์ดบั เบิ้ลยู และความเร็วในการอ่านแผ่น คัน่ ด้วยเครื่องหมาย x เช่น 24 x10x40 หมายถึงไดร์ฟซีดอี าร์ดบั เบิลยูเครื่องนัน้ สามารถเขียนแผ่นด้วย ความเร็ว 24 เท่า (150 x 24 = 3600 กิโลไบต์ต่อวินาที) ลบและเขียนซ้าด้วยความเร็ว 10 เท่า (150 x10=1500 กิโลไบต์ต่อวินาที) และอ่านแผ่น ด้วยความเร็ว 40 เท่า ( 150x40=6000 กิโลไบต์ต่อวินาที) 

เอ็มโอดิสก์ (MO หรือ Magneto Optical disk)


นิยมใช้กนั มากในงานประเภทสารองข้อมูลบนแผ่นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เนื่องจากเทคโนโลยี นี้จะรวมข้อดีของทัง้ เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก (Magnetic) และเทคโนโลยีการบันทึกแบบแสง (Optical) ไว้ด้ว ยกัน ดังนัน้ จึงเรียกรวมกันเป็ น Mo : Magneto-Optical หรือ เรียกสัน้ ๆว่าเอ็มโอ ดังนัน้ ความสามารถของเอ็มโอคือการรวมความสามารถของทัง้ สองเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน นัน่ คือ เอ็มโอ สามารถบรรจุขอ้ มูลได้เท่าๆกับความจุของแผ่นซีดรี อมคือตัง้ แต่ 100 เมกะไบต์ขน้ึ ไปจนถึงหน่ วยเป็ น หลายๆ กิกะไบต์ และสามารถบันทึกซ้าได้หลายๆ ครัง้ เหมือนกับดิสเก็ตทัวๆ ่ ไป ซึง่ จะเป็ นจุดเด่นของ เทคโนโลยีประเภทนี้ แผ่นดิสก์ท่ใี ช้เขียนหรืออ่านข้อมูลด้วยเทคโนโลยีเอ็มโอนี้จะไม่เหมือนกับแผ่นซีดรี อมหรือจาน แม่เหล็ก แผ่นดิสก์น้จี ะประกอบด้วยผลึกโลหะทีม่ แี รงดึงดูดคล้ายแม่เหล็กซึง่ อยู่ภายใต้ชนั ้ พลาสติกบาง ที่หุ้มทัง้ ด้านล่างและด้านบนลักษณะคล้ายแซนวิช ในภาวะปกติพลาสติกที่หุ้มอยู่น้ีจะแข็งตัวป้องกัน ไม่ให้ผลึกโลหะมีการเคลื่อนตัว เมื่อต้องการเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์จะใช้แสงเลเซอร์ความเข้มสูงยิง ไปที่ผ ิวหน้ าของแผ่ นดิส ก์ด้วยความเข้มของแสงเลเซอร์จะทาให้ชนั ้ พลาสติกที่ห่อหุ้มอยู่เริม่ อ่ อนตัว พอที่จะทาให้ผลึกโลหะที่อยู่ขา้ งในเคลื่อนที่ได้ตามทิศทางที่แม่เ หล็กดึงดูด แม่เหล็กจะทาการจัดเรียง ผลึกให้เป็นระเบียบเฉพาะบริเวณทีม่ กี ารยิงแสงเลเซอร์เท่านัน้  DVD (Digital Versatile Disk) DVD (Digital Versatile Disk หรือ Digital Video Disk) สามารถบันทึกข้อมูลได้ 2 หน้าส่งผลให้ สามารถบัน ทึก ข้อ มูล ได้ห นาแน่ น มากขึ้น แผ่ น ดีว ี ดีจ ะมีข นาดเท่ า กับ แผ่ น ซีดี คือ มีข นาดเส้น ผ่ า น ศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร หรือ 7.5 นิ้ว แต่สามารถบรรจุขอ้ มูลมากกว่าแผ่นซีดถี งึ 25 เท่า ปกติแล้วแผ่น ซีดจี ะมีการบันทึกข้อมูลลงแผ่นเดียวด้านเดียว แต่ดวี ดี จี ะแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ  แผ่นด้านเดียว/ชัน้ เดียว (1 Side / 1 layer) บรรจุขอ้ มูลได้ 4.7 กิกะไบต์  แผ่นด้านเดียว/สองชัน้ (1 Side / 2 layer) บรรจุขอ้ มูลได้ 8.5 กิกะไบต์  แผ่นสองด้าน/ชัน้ เดียว (2 Side / 1 layer) บรรจุขอ้ มูลได้ 9.4 กิกะไบต์  แผ่นสองด้าน/สองชัน้ (2 Side / 2 layer) บรรจุขอ้ มูลได้ 17 กิกะไบต์ แผ่นดีวดี สี ามารถบันทึกภาพยนตร์ระบบดิจติ อลคุณภาพสูงได้เป็ นอย่างดี รวมถึงคุณภาพเสียง ทีด่ กี ว่าแผ่นซีดที วไปด้ ั ่ วย ลักษณะเฉพาะของดีวดี ี แบ่งออกเป็ น 3 ชุด ได้แก่ DVD-ROM, DVD-R และ DVD-RW DVD-ROM (Digital Versatile Disk Read-Only Memory) สามารถจัดเก็บข้อมูลวิดโี อได้ มากกว่า 2 ชัวโมง ่ และมีคุณภาพสูงกว่า CD-ROM DVD-R (DVD-Recordable) เป็นเทคโนโลยีทพ่ี ฒ ั นาขึน้ เพื่อใช้จดั เก็บข้อมูลจานวนมาก


DVD-RW (DVD-Rewriteable) เป็นเทคโนโลยีทส่ี ามารถอ่านและเขียนได้หลายครัง้ (สามารถ นาแผ่นทีเ่ ขียนแล้วกลับมาเขียนใหม่ได้)  บลูเรย์ดิสก์ (Blu-Ray Disc) มีลกั ษณะคล้ายกับแผ่นซีดหี รือแผ่นดีวดี แี ต่มคี วามจุของข้อมูลมากกว่าแผ่นดีวดี ถี งึ 5 เท่า ทาให้ สามารถบรรจุขอ้ มูลภาพและเสียง ทีม่ คี วามคมชัดสูงได้ ซึง่ ในปจั จุบนั นิยมใช้วดิ โี อความคมชัดสูง (High Definition Video) ซึง่ มีจานวนของพิกเซล (Pixel) หรือความละเอียดภาพสูงมากแผ่นบลูเรย์ม ี 3 แบบ ดังนี้  แผ่น BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Single Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 25 GB  แผ่น BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Double Layer แบบหน้าเดียว มีความ จุ 50 GB  แผ่น BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc Rom Double Layer แบบสองหน้า มีความ จุ 100 GB แผ่นบลูเรย์ ถูกพัฒนาขึน้ ครัง้ แรกในปี 1996 โดยนายชูจ ิ นากามูระ (Shuji Nakamura) ซึง่ เป็ น นักวิจยั ของ Nichia Corporation ต่อมามาตราฐานของบลูเรย์ถูกพัฒนาโดยกลุ่มบริษทั ชัน้ นาต่างๆ เช่น โซนี่ แอปเปิ้ล พานาโซนิก ซัมซุงไพโอเนียร์ เดลล์ ฟิลปิ ส์ ชาร์ป ซึง่ รวมกลุ่มกันเรียกว่า Blu-Ray Disc Association จากการพัฒนาในครัง้ นี้ ทาให้แผ่นบลูเรย์มปี ระสิทธิภาพมากกว่าแผ่นดีวดี มี าก ทัง้ ในด้าน ของข้อมูลทีส่ ามารถจุได้มากกว่าถึง 5 เท่าและเนื่องจากการทีแ่ ผ่นบลูเรย์ สามารถเก็บข้อมูลได้ทค่ี วาม หนาแน่ นสูงกว่า ทาให้ความเร็วของรอบการหมุนมากกว่าแผ่นดีวดี อี ายุการใช้งานของแผ่นบลูเรย์ จะ นานกว่าแผ่นดีวดี ี เนื่องจากได้รบั เกราะชัน้ ดีจากทาง TDK หรือทีเ่ รียกว่าการทา ฮาร์ทโค้ด (Hard Coat) ซึง่ มีผลทาให้สามารถป้องกันความเสียหายอันเกิดจากรอยขีดข่วนได้ด ี อีกทัง้ ยังทนต่อรอยนิ้วมือด้วย แผ่นบลูเรย์ เป็ นชื่อที่มาจากแสงเลเซอร์ท่ใี ช้ในการบันทึกข้อมูล คือแสงเลเซอร์สนี ้ าเงิน (Blue Laser) ทีม่ คี วามยาวคลื่นเพียง 405 นาโนเมตรสัน้ กว่าเลเซอร์สแี ดง (Red Laser) ทีใ่ ช้ในการบันทึก ข้อมูลสาหรับแผ่นดีวดี ี ซึง่ เลเซอร์สแี ดงนี้มคี วามยาวคลื่นถึง 650 นาโนเมตร โดยเลนส์ทใ่ี ช้ในการบันทึก แผ่นบลูเรย์น้ี จะใช้เลนส์สาหรับบันทึกที่มขี นาดเพียง 0.85 มิลลิเมตรและมีโครงสร้างแบบ Optical transmittance protection disc layer ทีม่ คี วามหนาเพียง 0.1 มิลลิเมตรในส่วนของความเร็วในการอ่าน หรือบันทึกแผ่นบลูเรย์จะมีค่า 1x , 2x และ 4x ในแต่ละ 1x จะมีความเร็ว 36 เมกะบิตต่อวินาที ดังนัน้ 4x จะสามารถบันทึกได้เร็วถึง 144 เมกะบิตต่อวินาที เนื่องจากแผ่นบลูเรย์สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 25 กิกะไบต์จงึ ทาให้สามารถบันทึกภาพยนตร์ได้ถงึ 13 ชัวโมงในขณะที ่ แ่ ผ่นดีวดี บี นั ทึกได้เพียง 2-3 ชัวโมง ่


เท่านัน้ และยังสามารถบันทึกวิดโี อความคมชัดสูงได้ถงึ 2.5 ชัวโมง ่ ซึง่ แผ่นดีวดี บี นั ทึกวิดโี อความคมชัด สูงได้เพียง 30 นาที

ภาพที่ 3- 18 Blu-ray Disc (ทีม่ า: http://en.wikipedia.org/wiki/Blu-ray_Disc:5 พฤษภาคม 2555) อุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลอื่นๆ นอกจากอุปกรณ์จดั เก็บข้อมูลข้างต้น ในปจั จุบนั ยังมีอุปกรณ์อกี หลายประเภททีน่ ามาใช้ในการ จัดเก็บข้อมูล เช่น อุปกรณ์ทใ่ี ช้กบั อุปกรณ์พกพาหรือเคลื่อนที่ ,สมาร์ตการ์ด และ USB flash Drive  Compact flash เป็นอุปกรณ์ทม่ี คี วามจุแตกต่างกันไป ขึน้ อยูก่ บั บริษทั ทีผ่ ลิต ปกติจะมีความจุตงั ้ แต่ 1 GB ถึง 32 GB นิยมใช้กบั กล้องดิจทิ ลั พีดเี อ คอมพิวเตอร์พกพา และเครือ่ งพิมพ์

ภาพที่ 3- 8 Compact Flash (ทีม่ า: http://www.kingston.com/us/flash/cf_cards:5 พฤษภาคม 2555)  Memory stick เป็นอุปกรณ์ทม่ี คี วามจุตงั ้ แต่ 1 GB ถึง 32 GB นิยมใช้กบั กล้องดิจทิ ลั วิดโี อดิจทิ ลั และ คอมพิวเตอร์พกพา

ภาพที่ 3- 9 Memory stick (ทีม่ า: www.sony.co.th/support/product/MS-MT16G:5 พฤษภาคม 2555)


 Microdrive เป็นอุปกรณ์ทน่ี ามาใช้กบั กล้องดิจทิ ลั กล้องวิดโี อดิจทิ ลั พีดเี อ และคอมพิวเตอร์พกพา

ภาพที่ 3- 10 Microdrive (ทีม่ า: http://en.wikipedia.org/wiki/Microdrive:5 พฤษภาคม 2555)  Smart Media เป็นอุปกรณ์ทม่ี คี วามจุตงั ้ แต่ 2 MB ถึง 128 MB นิยมใช้กบั กล้องดิจทิ ลั พีดเี อ และเครือ่ งพิมพ์ รูปภาพ

ภาพที่ 3- 11 Smart Media (ทีม่ า: http://www.password-keeper.net/portable.html:5 พฤษภาคม 2555)  สมาร์ตการ์ด (Smart Cards) มีขนาดและความบางใกล้เคียงกับบัตร ATM สมาร์ตการ์ดบรรจุชปิ ขนาดเล็กทีใ่ ช้ในการจัดเก็บ บันทึกข้อมูลลงไป การใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ต้องใช้เครื่องอ่านสมาร์ตการ์ด (smart card reader) ผู้ใช้ สามารถอ่านข้อมูลจากการ์ด เพิม่ ข้อมูลใหม่ และเปลีย่ นแปลงแก้ไขข้อมูลเดิมทีม่ อี ยู่ได้ สมาร์ตการ์ดบาง การ์ดเรียกว่า อิลเทลลิเจนต์ส มาร์ต การ์ด (Intelligent smart card) จะประกอบไปด้วยไมโคร โพรเซสเซอร์ขนาดเล็ก และมีฟงั ก์ชนั คล้ายกับคอมพิวเตอร์ ปจั จุบนั มีการนาสมาร์ตการ์ดไปใช้ในงาน ธุรกิจอย่างแพร่หลาย เช่น ซิมการ์ดโทรศัพท์มอื ถือ , งานรักษาความปลอดภัย ,บัตรประชาชน หรือ มี การนาไปใช้กบั การให้บริการลูกค้าในโรงแรมขนาดใหญ่ ด้วยการใช้สมาร์ตการ์ดแทนกุญแจห้องพัก หรือ มีการใช้สมาร์ตการ์ดในศูนย์อาหารแทนบัตรคูปองเงินสด


ภาพที่ 3- 23 Smart Card (ทีม่ า: http://th.wikipedia.org/wiki/สมาร์ตการ์ด:5 พฤษภาคม 2555)  USB flash drive เป็ นอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิด หนึ่งที่ใช้หน่ วยความจาชนิด Flash memory ซึ่งสามารถบันทึก ข้อมูล ได้โดยทีข่ อ้ มูลยังคงอยูต่ ่อไป แม้ไม่มไี ฟฟ้าหล่อเลีย้ ง (non-volatile memory) และการบันทึก และ อ่านข้อมูลสามารถเชื่อมต่อ กับเครือ่ งคอมพิวเตอร์ผ่านทาง USB port ได้ USB flash drive เป็ นอุปกรณ์ เก็บข้อมูลทีม่ ขี นาดเล็ก พกพาสะดวกสามารถใส่ใน กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือแขวนห้อยคอได้ เลย ใช้งาน ง่าย นิยมนามาใช้ทดแทนแผ่น floppy disk ซึง่ มีความจุต่ า และสามารถทดแทนแผ่น CDROM ซึง่ พกพายากกว่า ในยุคแรก ๆ นัน้ USB flash drive มีผผู้ ลิตจาหน่ายไม่กร่ี าย ผูใ้ ช้มกั จะจาชื่อทางการค้า มาเรียก เช่น เราจะคุน้ เคยกับคาว่า Thumb Drive, Handy drive และชื่อ อื่น ๆ อีกหลายชื่อ แต่อุปกรณ์ จะเป็ น ลักษณะเดียวกัน คือ ถ้า เรียกชื่อให้ถูกต้องโดยรวมจะเป็ น USB flash drive และในยุคแรก ๆ ที่ม ี จาหน่ ายนัน้ หน่ วยความจาจะ ยังไม่มขี นาดใหญ่นัก เช่นจะเป็ น 8 MB, 16 MB, 32 MB เป็ นต้น และมี ราคาค่อนข้างแพงมาก การใช้งาน USB flash drive นาไปต่อเข้ากับช่อง USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถ เลือกช่องใด ๆ ก็ได้ทว่ี ่าง หรือสะดวก เมื่อเสียบเข้าไปได้สกั ครู่ เครื่องคอมพิวเตอร์จ ะเห็น USB flash drive เป็ นเหมือน drive ตัวหนึ่ง เช่นเดียวกับ floppy disk หรือ hard disk โดยจะมีช่อื drive เป็ น removable disk และเราก็สามารถบันทึก หรืออ่านข้อมูลใน drive ดังกล่าวได้ เหมือนกับเราใช้ floppy disk หรือ hard disk


ภาพที่ 3- 12 USB Flash Drive (ทีม่ า: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=580505:5 พฤษภาคม 2555) สรุป หน่วยความจาหลักสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ หน่วยความจาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM) และหน่วยความจาหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory - RAM) หน่วยความจาสารอง (Secondary storage) ได้กล่าวถึงของการเข้าถึงสารสนเทศบนหน่วยความจา สารอง และประเภทของหน่วยความจาสารอง ได้แก่ ประเภทที่ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็ก (Magnetic Storage) ใช้ เทคโนโลยีแสง (Optical Storage) และ เทคโนโลยีอื่นๆ ในบทที่ 4 ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมประยุกต์ จะศึกษาเรื่องของ ระบบปฏิบัติการหน้าที่ของ ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมประยุกต์ และประเภทของโปรแกรมประยุกต์

Chapter 3 Memory and Media  

Chapter 3 Memory and Media

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you