Page 1


This book was published on the occasion of the exhibition Side Reel (11 - 25 March 2018) Studio 4th floor, Bangkok Art and Cultural Centre, Thailand Side Reel ร่อนเรื่อง Copyright © 2018 Aritsts and Curator All rights reserved. No part of this publication may be produced, stored, in a retrieval system or transmitted in any form or by any means, electronic, mechanical, photocopying, recording, or otherwise, without the prior notification and permission from the publisher. Published in March, 2018 Publisher Ruenkaew Printing


Every human being is an artist, a freedom being, called to participate in transforming and reshaping the conditions, thinking and structures that shape and inform our lives. Joseph Beuys

ศิลปะ และ ศิลปิน เป็นสองคำ�ที่มีการให้ความหมายกันอย่างแพร่หลายแปรผันไปตามผู้นิยามและบริบท และสำ�หรับ Joseph Beuys ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลในนิยามของผู้คนโดยแพร่หลาย คุณสมบัติของความเป็นศิลปินนั้นมีความใกล้เคียง กับคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่า คนทุกคนเป็นศิลปิน Art and Artist are two words with widespread and varied definitions depending on individuals and contexts. For Joseph Beuys, an archetypically-accepted influential artist, artistic quality is something intrinsic to human quality, and by that definition, every person is an artist.


ร่อนเรื่อง ประวัติศาสตร์ ต้องอาศัยการตีความและสามารถมีการตีความได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบเช่นเดียวกับนิยามของความเป็น ศิลปิน ในความหมายหนึ่งประวัติศาสตร์คือความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างเหตุการณ์ ในอีกความหมายหนึ่งประวัติศาสตร์ คือความทรงจำ�ร่วมของผู้คน หากกล่าวถึงความทรงจำ�ร่วมในยุคปัจจุบัน ที่มีการเข้าถึงข้อมูลและช่องทางในการเผยแพร่ ข่าวสาร ผู้คนก็สามารถมีส่วนร่วมในการส่งต่อความทรงจำ�ไปยังยุคสมัยต่อไปได้มากขึ้น โครงการภาพยนตร์จัดวาง Side Reel ร่อนเรื่อง เป็นโครงการที่สำ�รวจมุมมองการเล่าเรื่องใหม่ที่ท้าทายขนบการเล่าเรื่อง สากล โดยเป็นผลงานภาพยนตร์จัดวางที่ จักรวาล นิลธำ�รงค์ พัฒนามาจากผลงานชุด INTRANSIT ที่เขาทำ�ขึ้นเพื่อบูชา ศาสตร์และศิลปะในการถ่ายทำ�และตัดต่อภาพยนตร์ในระบบฟิล์ม ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบของวัสดุหลักในอุตสาหกรรม ภาพยนตร์จากระบบฟิล์มไปสู่ระบบดิจิตอล กำ�จร สันกว้าน เกิดและเติบโตในจังหวัดเชียงรายตั้งแต่พะเยายังเป็นเพียงอำ�เภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน ประกอบอาชีพเป็นช่างจัดแสงในกองถ่ายภาพยนตร์ จักรวาล นิลธำ�รงค์ รู้จักกับกำ�จรเป็นอย่างดีและเห็นคุณสมบัติบาง อย่างจึงชักชวนมาเป็นศิลปินร่วมในครั้งนี้ จักรวาล นิลธำ�รงค์ นำ�เสนอพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประวัติศาสตร์ในฐานะของความทรงจำ�ร่วม และการสำ�รวจนิยามของ ความเป็นศิลปิน จากเหตุการณ์กรณีการสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำ�ชาตรีในจังหวัดพิจิตร และความทรงจำ�ส่วนตัว ของ กำ�จร สันกว้าน ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กในจังหวัดเชียงรายและพะเยากับความทรงจำ�ของการเดินจรและการร่อนแร่ทองคำ� ในพื้นที่ที่ในปัจจุบันถูกปิดเป็นเขตหวงห้าม จนทำ�ให้กำ�จรเกิดการตั้งคำ�ถามต่อภาครัฐและประวัติศาสตร์ ‘ฉบับทางการ’ และออกตามหาบางอย่างที่อาจสร้างความสอดคล้องระหว่างชุดความจริงระหว่างความทรงจำ�ร่วมและความทรงจำ�ส่วน ตัวของกำ�จรและคนที่เขารู้จัก หนึ่งในนั้นคือกลุ่มนักรบรับจ้างเพื่อแลกกับสัญชาติไทยที่บางส่วนยังไม่ได้การยอมรับใน ฐานะพลเมืองและยังคงไว้ซึ่งความไร้ตัวตนในความทรงจำ�ร่วมของไทย โครงการภาพยนตร์จัดวาง Side Reel ร่อนเรื่อง โดย จักรวาล นิลธำ�รงค์ และ กำ�จร สันกว้าน นำ�เสนอทางเลือกการ สร้างความทรงจำ�ร่วม (alternative collective memory) โดยใช้สื่อผสมระหว่างสื่อภาพยนตร์ระบบฟิล์ม 35 มม. สื่อ ภาพยนตร์ดิจิทัล ภาพถ่าย การจัดวางเครื่องฉายและหุ่นจำ�ลองที่ใช้ในการถ่ายทำ� โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าชมได้สำ�รวจ พื้นที่ของภาพยนตร์และอุปกรณ์ฉายที่มักจะถูกตัดขาดออกจากการรับชมในโรงภาพยนตร์ทั่วไป ทั้งในระบบดิจิทัลและ ระบบฟิล์ม 35 มม.ที่เปิดเผยถึงกายภาพของฟิล์มที่เป็นภาพนิ่งจำ�นวนมากที่ต่อกันจนเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึง หุ่นจำ�ลองที่ใช้ในการถ่ายทำ�ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ทำ�การสำ�รวจพื้นที่ทับซ้อนของชุดความจริงจำ�นวนหลากหลายชุดและ เลือกที่จะรับรู้และตีความด้วยตนเอง ฐิติรัตน์ สกุลตันติเมธา, มีนาคม 2561


Side Reel History requires interpretation. And there can be more than one way of interpretation, similar to a definition of artist. In one definition, history is a continued relation between interconnecting events. In another, history can also mean a collective memory of the people. And talking about collective memories in the current age, where information can be more widely accessed and circulated, this means that individuals can now have a more active role in passing these memories onto the next generations too. The Side Reel installation investigates a new narrative angle that defies the traditionally-accepted history. The project evolved from Jakrawal Nilthamrong’s INTRANSIT film installation, which was made as a tribute to cinematic art in the celluloid films age, at the crossroads between the change in the cinema industry from the film to digital age. Kamjorn Sankwan was born and grew up in Chiang Rai, back when Payao was still a part of the province. He currently works as a gaffer in a movie set. Jakrawal Nilthamrong knows him well, noticed something in him, and invited him to join this exhibition as a co-artist. Jakrawal Nilthamrong presents the idea of ‘disputed areas’ in historical narrative through the collective memories, along with the investigation of a definition of an artist. From the ordered closure of Chatri Gold Mine in Pichit, and Kamjorn Sankwan’s personal memory from his childhood in Chiang Rai and Pichit and his vagabond throughout an area that has become restricted, causing him to raise questions to the state and their ‘official’ history. He sets out in search for something that could connect between the ‘truths’ in the collective memories, and in the personal memories of Kamjorn and people he knows. Among these people are a group of mercenary soldiers who fight a battle in exchange for a Thai nationality, and who still do not gain a presence in the collective memories of a Thai nation and identity. The Side Reel film installation by Jakrawal Nilthamrong and Kamjorn Sankwan presents a construction of alternative collective memory through a mixed media or 35mm film, digital cinema, photography, projectors and models, with an aim for visitors to explore the cinematic space along with the projector equipments that are usually separated from the traditional cinema-going experience. The digital and 35mm film projections show a series of various physical still images that are put together into a moving image. The replica models, meanwhile, let the visitors explore the disputed and overlapped areas under a series of various collective memories, and choose to find their own interpretation of truths. Titirat Skultantimayta, March 2018


จักรวาล นิลธำ�รงค์ จักรวาล นิลธำ�รงค์ เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2520 ในจังหวัดลพบุรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และระดับปริญญาโทจาก School of the Art Institute of Chicago ในสาขา Art and Technology Studies ประเทศสหรัฐอเมริกา จักรวาลเผยแพร่ผลงานวิดีโอศิลปะและภาพยนตร์สั้นของ เขาทั้งในบริบทของแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เทศกาลภาพยนตร์ และยังได้รับรางวัลจากทั้งในและต่างประเทศ และ ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ตามเมืองต่างๆ อาทิเช่น Clermont-Ferrand (France), Oberhausen (Germany), 25FPS (Croatia), Amsterdam Short (Netherlands), Tampere (Finland), Dublin (Ireland), Video Art Biennial (Israel), Sydney (Australia) ในช่วงปีพ.ศ. 2550-51 จักรวาลได้รับทุนศิลปินในพำ�นัก (Artist in Residence) จาก Rijksakademie van Beeldende Kunsten เพื่อผลิตงานศิลปะในประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเวลาสองปี จักรวาลได้เข้าร่วมโครงการศิลปินในพำ�นักสาขาภาพยนตร์ และสัมนาเชิงปฏิบัติการทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ อาทิเช่น Berlinale Talent Campus, Berlin, Germany (2551), Akiyoshidai International Art Village, Yamaguchi, Japan (2552), Hong Kong-Asia Film Financing Forum (2555) และ CPH:DOX Lab, Copenhagen, Denmark (2554) ผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวของจักรวาล Vanishing Point (2558) ยังได้รับรางวัล Tiger Award จาก International Film Festival, Rotterdam, Netherlands (2558) ปัจจุบันจักรวาลได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำ� สาขาภาพยนตร์และภาพถ่าย คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กำ�จร สันกว้าน กำ�จร สันกว้าน เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2511 และเติบโตในอำ�เภอพาน จังหวัดเชียงราย บิดาของกำ�จรเป็นคนท้องถิ่นพะเยา จึง เป็นที่มาของนามสกุล สันกว้าน ซึ่งหมายถึงสันของกว๊านพะเยา กำ�จรใช้ชีวิตวัยเด็กกับครอบครัวที่มีวิถีชีวิตทั้งในป่าและ ในชุมชนที่ญาติพี่น้องของเขาอยู่กันมาหลายรุ่น กำ�จรได้รับการศึกษาจากการบวชเรียนเป็นหลักจนกระทั่งเขาสังเกตความ แตกต่างระหว่างความเชื่อของเขาและความเชื่อในระบบศาสนาจึงได้ย้ายมาทำ�งานในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันกำ�จร ประกอบอาชีพเป็น Gaffer หรือช่างควบคุมไฟในกองถ่ายภาพยนตร์ และรับงาน Freelance หลายประเภทเช่นการติดตั้ง อุปกรณ์แสงสว่างและรับงานประเภทต่างๆที่เกี่ยวกับไฟฟ้าและการเชื่อมตามความรู้ความสามารถ เมื่อมีเวลาว่าง กำ�จร จะใช้เวลานั้นเขียนเร่ืองสั้นเพื่อส่งไปตีพิมพ์ตามหนังสือต่างๆ


Jakrawal Nilthamrong Jakrawal Nilthamrong was born in 1977 in Lopburi, Thailand. He currently lives and works in Bangkok. He obtained his BFA at Silpakorn University, Bangkok (2000) and MFA at the School of Art Institute of Chicago, USA (2006). In 2007-08 he was an artist in residence at the Rijksakademie van Beeldende Kunsten, Amsterdam, the Netherlands. Jakrawal’s work spans from short films, documentary films to video installations and feature films. The themes of his work often relate to Eastern philosophy in contemporary context. His work was shown in international film festivals and art exhibitions including IFFR, Yamagata Documentary Film Festival, Taipei Biennial 2012, Berlin International Film Festival, SeMA Biennale Mediacity Seoul 2014 and Toronto International Film Festival. His most recent feature film, Vanishing Point, 2015, premiered at International Film Festival Rotterdam and won the festival’s top prize, Hivos Tiger Award. He is also a full-time lecturer on film subject at Thammasat University, Bangkok, Thailand.

Kamjorn Sankwan Kamjorn Sankwan was born in 1968. He grew up in Pan district, Chiang Rai. His father is from Payao, and his surname Sankwan literally means “Lake Edge” - a reference to the Payao Lake. He spent his childhood in the small town by the forest where his family has lived for generations. His education came mainly from the times spent under monkhood. As he started to notice a gap between his own beliefs and the ones dictated by the religion, he moved to Bangkok. He now works as gaffer – a head electrician in a movie set, as well as as a freelance electrician. In his free time, he writes short stories and submits them for publication in magazines.


บทสนทนากับพี่เก่ง จักรวาล นิลธำ�รงค์ ถ้ามนุษย์ทุกคนมีความเป็นศิลปินในตัวเองอยู่แล้ว พี่เก่ง ให้ ความหมาย ของการเป็นศิลปินว่ายังไง ถ้าเราถือว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นฟังก์ชันอันหนึ่งของ มนุษย์ ที่ทุกๆคนมี สิ่งที่แยกระหว่างศิลปินกับคนที่ไม่ เป็นศิลปินก็คือการนำ�เอาฟังก์ชันอันนั้นมาใช้ทำ�งาน ศิลปะ แล้วก็ลงทุนลงแรง จริงจัง commit กับมันจนเป็น ฟังก์ชันต่อสังคมถึงจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปินอาชีพ การทำ� เป็นอาชีพมันต้องจริงจังและเคารพตัวเอง รู้ด้วยตัวเอง ว่าทำ�สิ่งนั้นๆไปทำ�ไม สิ่งที่ทำ�มันมีประโยชน์ต่อสังคม ยังไง ถ้าเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นเช่นคนที่เป็นนักบวช เขาก็ต้องตื่นตีสามครึ่งมาทำ�หน้าที่ของเขาเพราะมัน มีประโยชน์ต่อสังคม สำ�หรับเรามันเหมือนกับมาเป็น นักบวชในศาสนาศิลปะ เราก็ต้องจริงจัง commit กับมัน ทำ�ไมถึงเลือกทำ�งานคู่กับพี่ตี๋ กำ�จร สันกว้านในครั้งนี้ พี่ตี๋เป็นช่างไฟ Gaffer ที่ทำ�งานกับพี่มาอยู่แล้ว แล้วใน ความหมายของวงการศิลปะร่วมสมัยโดยทั่วไปเนี่ยจะ ถือว่าเขาเป็นคนนอก แต่ถ้าเราคิดตามนิยามของ Beuys เราก็จะถือว่าเขาเป็นศิลปินได้ แล้วสิ่งที่เค้าทำ�มาตลอด มันสอนอะไรเราเยอะมาก พี่ตี๋เกี่ยวข้องกับงานในครั้งนี้ยังไง พี่ตี๋เป็นทั้ง Subject ของงาน แล้วก็เป็นศิลปินร่วมในครั้ง นี้จ ากความตั้งใจเดิมที่จะทำ�งานเกี่ยวกับเส้นเรื่องของ ประวัติศาสตร์สองแบบ แบบที่มันเป็นฉบับทางการแล้ว ก็แบบที่มันเป็นความทรงจำ�ของคนในพื้นที่นั้นๆ ที่มัน เป็นเรื่องคู่ขนานกัน เรื่องพื้นหลังของพี่ตี๋มีความน่าสนใจ คือแกเป็นคนที่ค่อนข้างต่อต้านกับอะไรที่รู้สึกว่ามันเป็น ระบบความเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันแกก็เป็นคนดีมากๆ เรื่องของพี่ตี๋ก็คือตั้งแต่เด็กๆแกก็เดินหาของป่าตาม ภูเขาในเชียงรายกับพะเยาแล้วก็เดินไปเรื่อยจากความ ทรงจำ�ของแก แกก็เดินไปนู่นไปนี่ แล้วในป่าชาวบ้าน ก็สามารถร่อนหาทองกันได้จากแหล่งน้ำ� แล้วพอมีการ สำ�รวจทรัพยากรธรณีวิทยามันก็มีการเจอว่าพื้นที่นั้นอยู่ บนสายแร่ทองคำ� อยู่มาวันนึงก็มีหลวงพ่อรูปนึงเห็นนิมิต บนภูเขาแล้วก็เลยมาตั้งอาศรม สักพักก็มีคนมาสร้างเป็น วัดแล้วก็กั้นเขตไม่ให้ชาวบ้านขึ้นไปได้อีก วัดนี้มีความ พิเศษหลายอย่าง ในวัดจะมีที่พักและมีการก่อสร้างด้วย

รูปแบบต่างๆที่เราไม่คุ้นในวัดทั่วไป เช่นเจดีย์แบบพุทธ คยาอะไรพวกนั้นเลย แล้วหลังจากนั้นที่สูงเลยวัดขึ้นไป ก็มีการจัดตั้งเป็นเขตหวงห้ามโดยเจ้าหน้าที่ บอกว่าเป็น เขตสงวนเขาต้องเข้ามาดูแลพื้นที่ แล้วชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ สามารถเข้าถึงได้ แต่เรื่องที่ทางการบอกมันไม่ตรงกับใน ความทรงจำ�ของพี่ตี๋ ในความรู้สึกของพี่ตี๋มันเลยเหมือน เป็นวัดไฮโซของคนที่มีอำ�นาจทำ�ให้พี่ตี๋ไม่เอาเรื่องอะไร พวกนี้เลย ตั้งแต่ศาสนา หรือระบบการปกครองอะไร พวกนั้น ถ้าเจอพี่ตี๋จะเห็นว่าแกสัก เจาะหู เจาะจมูก ดู เป็นกบฏ แต่แกก็เป็นคนดีมากๆ แบบขอความช่วยเหลือ อะไรแกก็ช่วยตลอด ระบบไฟฟ้าบ้านพี่ พี่ตี๋ก็เป็นคนช่วย ทำ�ให้ คือเราไม่ได้คิดแบบเดียวกับเขานะ แต่เราสนใจ ชุดความจริงของเขา พี่ตี๋ในฐานะของศิลปิน พี่ตี๋แกสนใจเรื่องคนกับพื้นที่มาก ถ้าดูในงานชุดนี้จะ เห็นพี่ตี๋แต่งตัวในแบบเฉพาะของเขา เขาบอกว่าเขาถูก สอนมาตั้งแต่เด็กว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตแล้วนั่น ก็เป็นเครื่องแต่งกายของอัลไตในความคิดของแก แล้ว แกก็มีความสนใจในกลุ่มนักรบแลกสัญชาติที่อยู่บน ดอย คนพวกนี้มาจากไต้หวันเพื่อช่วยทหารไทยต่อสู้กับ คอมมิวนิสต์ แต่พอเวลาผ่านไปบางคนก็ได้สัญชาติแล้ว บางคนก็ยังไม่ได้ คือพี่จะให้พี่ตี๋ทำ�งานศิลปะก็บอกแกว่า พี่อยากถ่ายอะไรบอกเลยเดี๋ยวผมตามไปช่วย เวลาว่างๆ พี่ตี๋ก็จะเขียนเรื่องสั้นไปส่งตีพิมพ์ แกชอบทำ�เรื่องอะไร ที่มันดูเป็นขบถหน่อยๆ แกเหมือนพยายามตามหาอะไร บางอย่างแล้วแกก็มีเรื่องเยอะแยะที่จะเล่า สิ่งที่พี่ตี๋ตามหา มันเหมือนเป็นอะไรที่พี่ตี๋ตามหาแต่ว่ามองไม่เห็น งานชุด นี้ส่วนหนึ่งเลยถ่ายด้วยกล้องอินฟราเรด คือเป็นอะไรที่ เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ความเป็นศิลปินของ พี่ตี๋มันคือสิ่งที่พี่ตี๋เป็น แต่มันไม่ได้ชัดสำ�หรับแกเสมอไป คือแกเหมือนตามหาบางอย่างที่มันอาจจะทำ�ให้เกิดการ เติมเต็มและความสงบใจ แต่พี่ตี๋เขาก็มีวิธีเข้าถึงความ สงบของเขาอยู่แล้ว สิ่งที่เขาทำ�มันคือธรรมะ แต่เขาก็ไม่ อยากให้ ติดป้าย มันว่ามันเป็นแบบนั้น นี่เป็นความเป็น ศิลปินของพี่ตี๋ ในหนัง Invalid Throne จะเห็นเขาตาม หาทอง แต่ทองมันก็อยู่บนหน้าเขา ซึ่งเป็นที่ที่เขาไม่เห็น


ให้พี่เก่งเล่าเรื่องทอง คือทองมันเป็นของมีค่านะ แต่พอที่ไหนมีทอง มันก็จะมี ความซวยของมันตามมา เหมือนพื้นที่ดอยของพี่ตี๋ แล้ว ก็พื้นที่เหมืองทองอัคราที่มันเป็นข่าวมาตั้งแต่ประมาณ 1 ปีก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไปสั่งปิด แล้วมันก็เป็นกรณีขัดแย้ง ตามมา ถ้ารัฐบาลโดนเขาฟ้องแล้วแพ้ รัฐบาลก็จะต้อง จ่ายค่าเสียหายเขา แต่เรื่องของเหมืองนี่มันก็เป็นเหมือน การเจอกันระหว่างชุดความคิดที่มันไม่ตรงกันอีกเหมือน กัน เพราะเขาอ้างว่าปิดด้วยเรื่องความเสียหายทางสิ่ง แวดล้อม แต่เรื่องมันก็ยังไม่คลี่คลายและไม่มีความ แน่ชัดว่าสาเหตุจริงๆมันคืออะไร บางคนก็บอกว่ามีการ ใช้สารไซยาไนด์ในบ่อกักแร่จนส่งผลกระทบ ตอนพี่ขับ รถไปดูที่มันก็แปลกมากเลยนะ ฝั่งนึงของถนนก็เขียวเลย ส่วนอีกฝั่งเป็นเขาหัวโล้น น่ากลัวอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ สถานะของเรื่องมันก็ยังมีหลายชุดความจริงอยู่ อะไรคือเครื่องชี้วัดความจริง พี่ไม่ได้สนใจเรื่องการชี้วัดความจริงเท่ากับที่มาของชุด ความจริง อย่างชุดความจริงของพี่ตี๋มันก็มีที่มาแบบ นึง แล้วพี่ก็ใช้วิธีการของภาพยนตร์เข้าไปในชีวิตพี่ ตี๋ สาเหตุนึงที่ตั้งเครื่องฉายฟิล์มโชว์ด้วยก็เพื่อให้เห็น ว่าภาพที่เราเห็นมันเคลื่อนไหวบนจอจริงๆแล้วมันเป็น ภาพนิ่งจำ�นวนมากๆมาเรียงกัน แล้วภาพนิ่งพวกนั้นก็ ถ่ายทำ�ด้วยเทคนิคที่ใช้ในหนังไซไฟสมัยก่อน มันเลย เป็นเหมือนลำ�ดับชั้นของความจริงในตัวมันเอง สำ�หรับ ประวัติศาสตร์มันอาจจะมีเส้นแบ่งอยู่บ้างระหว่าง ประวัติศาสตร์กับความทรงจำ�ร่วมทั่วไป เทียบง่ายๆกับ Wikipedia ที่เป็นสิ่งที่ใครก็เข้าไปแก้ไขได้ แล้วมันก็จะ มี Link ร้อยต่อไปยังบทความอื่นๆต่อกันไปเรื่อยๆ และ ก็จะย้อน Link พวกนั้นกลับมาได้ ถ้าเรื่องไหนที่มันไม่ สอดคล้องกับเรื่องอื่นหรือมันไม่กลมมันก็เป็นไปได้น้อยที่ จะสาวเรื่องไปถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมัน พี่ไม่ได้มุ่ง ความสนใจไปที่การตีตราว่าอะไรจริงไม่จริง แต่สนใจว่า มันส่งผลกับเรายังไงมากกว่า ภาพยนตร์มีฐานะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างไร มันเป็นบันทึกความคิดความทรงจำ�ของยุคมากกว่า มัน จะเป็นประวัติศาสตร์ในตัวของมันเองนะ อย่างเรื่อง Vanishing Point มันก็เป็นบันทึก การทำ�ภาพยนตร์ใน ยุคๆนึง สมมติว่าพอเวลาผ่านไปสามสิบปี ภาพยนตร์ก็

จะเป็นอย่างนึงที่บันทึกว่าคนในยุคนั้นคิดอะไรอยู่ แต่มัน ก็ต้องศึกษา Link ไปกับเรื่องอื่นๆด้วย พี่เก่งคิดว่าความรู้สึกของยุคสมัยตอนนี้เป็นยังไง พี่เคยทำ�งานชุดนึงกับพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ที่เนเธอร์แลนด์ชื่อว่า Black Air พี่คิดว่าในยุคนี้มันเป็น แบบนั้นนะ คือบางอย่างเราอาจจะไม่รู้สึกแต่ว่ามันมีอยู่ เหมือนฝุ่น PM2.5 ที่เป็นข่าวไม่นานมานี้


Conversation with Keng Jakrawal Nilthamrong

If you say that every human already possesses an artistic quality, what is your definition of an artist? If we consider that creativity is one of human functions, that everybody already has, then what distinguishes between those who are artists and those who aren’t would be the act of employing that function into an artistic work. To put and commit one’s self into it and creating something for the world, that would be a professional artist. You need discipline and self-respect to become a professional. You need to be aware why you are doing it and what good does it do to the society at large. To compare to other professions, let’s say a priest he has to wake up at three in the morning to perform his duty, for the benefits of the society. For me, this is like being a priest in the religion of art. We also need to be committed to it. Why did you choose to collaborate with Tee Kamjorn Sankwan in this work? Tee is a gaffer and electrician I’ve always worked with. By the general definition dictated by the contemporary art world, he would be considered an outsider. But if we are to employ Beuys’ idea, he could be called an artist too. I have learned a lot from him. What are his roles in this work? He is both the subject of the work and the co artist. My original intention is to work on two different lines of history the official one and the one from the collective memories of people living in the area. These two narratives go in parallel of each other. Tee’s background is also interesting. He is very rebellious to what he feels are traditional beliefs. But he is also a good person at heart. Since he was young, he used to go hunting in the forest areas around Chiang Rai and Payao, just

wandering around. He came upon an area where villagers discovered gold ores near the water. Archeologists came to inspect and found that the area is filled with gold. Then a monk had a vision on top of a mountain, and built a small monastery up there. The monastery expanded into a big temple, and is barricaded to prevent villagers from entering. The temple is quite special. Parts of it look like a resort, with a lot of unusual-looking constructions. And then the mountain area above the temple became restricted. The authority arrived and claimed that they now need to safeguard the area. But the official story is different from the one in Tee’s memory. For him, this temple belongs to people in power. And he is against all these things religion, authority, everything. He has a rebellious appearance with the tattoos and the piercings, but he is a very kind person, always eager to help everyone. He actually installed electricity in my house too. I don’t always share his opinion, but I am interested in his take on the truth. Tee as an artist He is very interested in the stories about people and territories. In this work, you will see him dressing in his unique style. He explained that he was always taught since childhood that Thai people descended from the Altai mountain, and so this is his idea of an Altai outfit. He is also interested in the ethnic mercenaries the tribespeople from the mountain areas whose ancestors arrived from Taiwan to fight the communists. Over the course of time, some people gained Thai nationality, but some don’t, so they became soldiers for hire in exchange for a Thai nationality. I would like Tee to make artworks. I told him to just shoot whatever he wants and I will support. Sometimes he write short stories. He likes to do things that go against the norm. He seems to always be looking for


something, and he has a lot of stories to tell. What is Tee looking for? He seems to look for something that he could not see. And so parts of this work were shot by an infrared camera, for something our eyes cannot see. For Tee, his artistic quality is just the way he is, but it is not always clear for him. He seems to be in search of something to fulfill him, to bring him peace of mind. He does have his own way of reaching peace. What he does is also dharma, but he dislikes having a label. This is his artistic quality. In the film Invalid Throne, you see him searching for gold. But the gold is right in front of him, in the place he cannot see.

And I use a cinematic mean to get inside Tee’s life. One reason we display a film projector is to show that what we see are actually the images on screen, with a lot of still images being put together. And those images were shot with the vintage sci-fi movie technique, so they seem to represent a layer of truths. Imagine it like a Wikipedia article where everyone can edit it, and with the links to several other articles that can go round in circles and back to the same page. If any of the articles do not correspond to the same narrative they will not fit with the story. I do not put my focus on labeling what’s true and what’s not, but rather to how it has an impact on us.

What is the role of cinema as historical evidence? It’s a record of thoughts and memories of the era, Tell us more about the gold rather than as part of history in itself. Like in my film Gold is a valuable thing. But once there’s gold, Vanishing Point, it’s a filmmaking record from a there’re misfortunes. Like the mountain in Tee’s certain time. But let’s say 30 years afterwards, cinema story, and also the Akara Gold Mine that has been may change. It is one of the ways that people keep in the news since a year ago when the governrecording on what’s going on in their time, but we ment shut it down and there was a lot of conflicts. need to study it in relation to other things as well. If the government lose the case, they will have to pay compensation to the mining company. How do you feel about the social climate of our What happened with the mine is also like a clash time? between different lines of thought. They claimed I worked on one installation with Apichatpong the mine was closed because of environmenWeerasethakul in the Netherlands called Black Air. I tal impact, but the matter is still not clear and think what happens now is like in that work. There are nobody knows the real cause. Some people said things we do not feel it, but they exist. A bit like the that cyanides were used in the mining pit and PM2.5 air pollution we see recently in the news. caused damages. When I drove by the area, it was very strange. One side of the road is filled with greenery, while the opposite side has nothing grown on the soil. It’s quite scary. There are many truths to the story. What is the indicator of truth? I’m concerned less about the indicator of truth, and more on the origins of those truths. Like for Tee’s truths, they came from a certain place.


บทสนทนากับพี่ตี๋ กำ�จร สันกว้าน เราพบกับพี่ตี๋ครั้งแรกในวันถ่ายทำ�ส่วนหนึ่งของ ภาพยนตร์ Invalid Throne พี่ตี๋มาในชุดเสื้อเชิ้ตสีแดง กางเกงขายาวและรองเท้าแตะ พร้อมกับหมวกทรงสูง และแว่นที่มีทรงกรอบรูปแปดเหลี่ยม ที่พี่ตี๋วางพักไว้ เมื่อ ถามถึงชุดแต่งกายที่ดูเตรียมมาเป็นพิเศษนี้ พี่ตี๋จึงตอบ ว่านี่เป็นเครื่องแต่งกายแบบชาวอัลไตตามความคิดของ เขา ‘นึกว่าวันนี้ต้องเข้ากล้องน่ะครับ เลยแต่งตัวมา’ พี่ตี๋ อธิบายถึงเครื่องแต่งกายเต็มยศก่อนจะนั่งคุยกับเรา ทำ�ไมพี่ตี๋ถึงให้ความสนใจกับชาวอัลไต เราอยากเสียดสีกับสิ่งที่เขาสอนเรามาตลอดน่ะ ว่าคน ไทยมาจากเทือกเขาอัลไต สมัยพี่เด็กๆเขาไม่ใช่แค่สอน ในคาบเรียน แต่ยังมีเปิดเพลงให้ร้องตาม ถ้าไม่เข้าหัวก็ ให้มันรู้ไป จริงหรือไม่จริงก็อีกเรื่องนึง

ให้คนไปดู เราก็ไปนั่งดู เขาบอกว่าคอมมิวนิสต์มีเครื่อง ล้างสมอง ถ้าโดนล้างแล้วจะอันตราย ทำ�ตามสั่งซ้ายหัน ขวาหันหมด พี่ก็ pick up ด้วยตัวเอง ว่าสิ่งที่เขาสอนกับ เขาทำ�มันไม่เหมือนกัน ตอนเด็กๆปลูกฝังให้เราเกลียด กลัวคอมมิวนิสต์ แต่ตอนนี้ดูสิว่าใครไปทำ�การค้ากับจีน ผลประโยชน์มันล้างได้ทุกอย่าง ชาติคือข้ออ้าง อีกเรื่องของพื้นที่แถวบ้านก็เรื่องที่เขาเล่าว่าพระรูปนึงเห็น อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เดินมาจากไหนไม่รู้แล้วก็มาสร้าง อาศรม แล้วคนก็ช่วยกันจนสร้างเป็นวัด ชาวบ้านแม้ว 3 หลังเคยอยู่ที่สูงกว่านั้นก็โดนไล่ที่ลงมา พี่ก็สงสัยว่าทำ�ไม เขาถึงมีอำ�นาจ ทำ�ไมเขาทำ�อะไรแบบนั้นได้ ชาวบ้าน อยู่ไม่ได้แต่เขาอยู่ได้ ชาวบ้านจะไปปฏิบัติธรรมเขาก็ไป ไม่ได้ ไม่รู้เขามีความดีหรืออะไรที่วิเศษกว่าคนอื่นถึงมา ไล่คนอื่นได้

สำ�หรับพี่ตี๋ อะไรคือความจริง พี่ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่หลายอย่างพี่ว่ามันไม่จริง ความ จริงในประวัติศาสตร์มันกำ�กวม มันบิดเบือน ไม่ตรงกัน จนไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือไม่ถูก บางทีเค้าบอกว่ามันเป็น กุศโลบาย พี่ก็ไปค้นความหมายว่ามันคืออะไร สุดท้ายพี่ ว่ามันก็คือเรื่องโกหกอ่ะ คนที่แพ้ก็เป็นทรราช คนที่ชนะ ก็เขียนเรื่องเชิดชูส่งเสริมตัวเอง ในภูมิภาคเรามันเป็น คล้ายๆกันหมด คือคนที่มีอำ�นาจสูงก็กำ�หนดมันขึ้นมา ให้คนเชื่อจะได้อยู่ในการควบคุมง่ายๆ

อะไรคือความดี มันไม่มีอะไรดีเป็นขาวดำ� มันเทาๆหมดขึ้นอยู่ว่ามันดีกับ ใคร ไม่มีใครมีความบริสุทธิ์ ความดีงามหมดจด ความ เลวช้าต่ำ�ตั่วแบบหาดีไม่ได้ก็ไม่มีใครมี อย่างเช่นคนกิน หมาเป็นเรื่องที่สังคมเรารับไม่ได้ บางสังคมไม่ก็กินวัว บางสังคมก็กินเจ มันก็เป็นความดีของแต่ละคน คนก็ แค่หาความถูกต้องให้ตัวเอง ถ้าเราเคารพในศักดิ์ศรีของ คนอื่น แล้วให้มัน Win Win กัน มันน่าจะดีกว่า เช่นถ้า เรากินพืชแล้วพืชมันแตกกิ่งได้ ทุกวันนี้พี่กินเจสัปดาห์ละ สองวันเพราะรู้ว่าอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มันมีผลกระทบ กับโลกมาก

แล้วประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถวบ้านพี่ตี๋เป็นยังไง เขาบอกว่ามันมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เรียกสั้นๆว่า ผกค. จะมาพยายามดึงมวลชนไปเป็นพวก แล้วมันก็มี เหตุการณ์น่ากลัวที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ� เขาบอกว่า คอมมิวนิสต์จะปลุกปั่นความเชื่อ เขาสื่อสารกับเราด้วย หลายวิธีนะ ทั้งเพลงปลุกใจ ละครปลุกความรักชาติ อะไรพวกนี้ ทหารเขาจัดเวที ร้องเพลง เป็นความบันเทิง

พี่ตี๋อยากจะสื่อสารอะไรในงาน อยากจะเผยแพร่ออกไปว่าสังคมมันยึดติดกับภาพลักษณ์ แล้วก็ต้องการภาพลักษณ์สักอย่างมายึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ เลยทำ�ตามรูปแบบที่เขาทำ�มาเหมือนสวดมนต์แต่ไม่รู้ ความหมาย แล้วมันจำ�เป็นมั้ยที่จะต้องกำ�หนดศาสนา ประจำ�ชาติ พี่อยากเล่าถึงการเชื่อในตัวเองมากกว่าอะไร พวกนั้น ถ้าเสนอไปได้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันก็


ทำ�ให้เกิดพื้นที่ในการคุยกัน พี่ตี๋อยากเล่าอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่บ้าน มันมีอะไรที่ไม่เหมือนกับทางการเขาเล่าที่เราเห็นด้วยตัว เอง หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ มี น้าสองคนเขาถูกเรียกให้ไปช่วยรบ คนนึงหนีทหารไม่ ยอมไป อีกคนไปแล้วก็ตายในสนามรบ สิ่งที่ได้มาก็คือ ธงชาติคลุมหน้าโลงศพกับเงินเดือนให้แม่เดือนละสอง พัน ประวัติศาสตร์สำ�หรับเขามันไม่มีกระดูกอยู่ริมถนน ไม่มีใครจำ�ได้ ในขณะที่น้าอีกคนหนีทหารก็ยังมีชีวิตอยู่ เหรียญกล้าหาญมันซื้อข้าวกินไม่ได้ มันไม่มีความหมาย ทองมีค่ายังไง มันหายากแลัวมันก็เป็นสิ่งที่เราตีค่าไปเองว่ามีค่าสูง แล้ว ก็เอาไปใช้แทนค่าสิ่งอื่นๆ พอมันมีค่าทุกคนก็อยากได้ พี่ตี๋เชื่อในอะไรบ้าง เชื่อในความเป็นมนุษย์ ในวัฏจักรชีวิต และธรรมชาติ พี่ ไม่มีศาสนา ไม่ยึดติด ไม่เชื่อในระบบวรรณะ เมื่อก่อนพี่และกลุ่มเพื่อน ชอบเดินทางและใช้ชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ทำ�ไมถึงเชื่อในธรรมชาติ เราเกิดจากมัน มันสร้างสรรพสิ่ง ทุกอย่าง ความตาย เมื่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและสิ้นสุดไป มันไม่ได้หายไป ไหน บางสิ่งก็เริ่มใหม่ บางสิ่งก็หวนกลับ บางสิ่งเปลี่ยน ไปแต่ไม่สูญสิ้น ก่อ เกิด ดับ ก่อเกิดใหม่ เปลี่ยนไปแค่ รูปแบบ เหมือนธรรมชาติ มันเกิด และ ตาย และ เกิด มันสร้างตัวมันเอง ว่างๆพี่ตี๋ชอบทำ�อะไร ชอบไปงานประท้วง ไปถามคนที่มาว่ามาเพื่อเรียกร้อง

อะไร คนส่วนใหญ่ก็บอกว่ามาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เลยอยากรู้ว่าประชาธิปไตย คืออะไร พยายามที่จะเข้าใจ และหาคำ�ตอบ แล้วพี่ตี๋ได้คำ�ตอบว่าอย่างไร พี่ไปถามแต่ก็ไม่ค่อยได้คำ�ตอบ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือน กัน


Conversation with Tee Kamjorn Sankwan

We met Tee on the set of the short film Invalid Throne. He was wearing a red shirt, trousers and slippers, with a high crown hat and octagon framed spectacles. When asked about his meticulous outfit, he replied that this is his interpretation of an Altai look. “I though we’re on camera today, so I came prepared.” He explained before sitting down. Why are you interested in the Altai people? I just want to make a parody on what we’ve all been taught, that Thai people descended from the Altai mountain. When I was a kid, they not only taught us that in classes, but there was also a song for us to sing along. Just so that we’d remember it by heart. Didn’t matter if it’s true or not. For you, what is true? I’m not sure. But there are things I don’t think they’re true. History is full of ambiguous truths. A lot of things are distorted, you can’t tell what’s true and what’s not. The official term, they said, is stratagem. I looked up that word and basically it’s just another way of saying lie. In history, the losers were disgraced and the winners were the ones writing an “official” story to glorify themselves. This is what happened throughout our region. Those in power are the ones making up things, for people to believe and be put under their control. And what is the history of your region? That there were communist terrorists, trying to

recruit the townspeople. And terrifying incidents happened, without knowing who did it. They said the communists were spreading propagandas. They had a lot of ways to communicate this to us: marching anthems, nationalist stage plays, all those things. The military would put up a stage, singing and entertaining the crowd, and we all went to see them. They said the communists possess a dangerous brainwashing method, and warned us to be careful and follow their lead. We had to do everything they said. Then I started to pick up that what they preached went against what they were actually doing. They insisted we must steer clear from the communists, but look who’s now openly trading with China? It’s all about the money. They just used national security as an excuse. In my region there is a story about a monk who witnessed a divine vision. This monk arrived from nowhere to build a monastery, that people helped turning into a temple. Then the ethnic Mon villagers who used to live high up above the temple were forced to resettle downhill. I wonder what authority they have to do something like that to stop the others from living in a certain area, while they themselves could. Villagers couldn’t even go pray at the temple. I don’t know what right do they have to chase others off just like that. What is virtue? Nothing is in black and white. It’s all grey, and depends on each person. Nobody is purely good or evil. Like some people are eating dogs, while our society finds it unacceptable. Some people


don’t eat beef, and some don’t eat any meat. It’s all up to each individual. People only want to justify themselves. Maybe we’d be better off if we just respect each other and let everybody benefits. Like perhaps we can eat vegetables, but just enough to let the plants grow. Nowadays I eat vegetarian two days a week, as I feel the meat industry has a lot of negative effects to the world. What do you want to communicate in this work? I want to reflect how our society is attached to images and symbols, and always tries to have something to hold on to. People just routinely do things they are told to, like some people who pray without knowing the meaning. I wonder if it’s necessary to have a national religion. I rather want to believe in myself, and to present this idea. Maybe people can agree to it, or maybe not, as long as we have a place to express and discuss it. What do you want to say about the history in your region? There are things that are different from the official story, that I have witnessed myself. There are actual people who do not have existence in the history. I had two uncles who were enlisted to the army. One just escaped the draft, the other went and died in the war. What he got in return is a national flag on his coffin, and a 2,000 Baht monthly allowance to his mother. He has no place in history. Nobody remembers him. While my other uncle who bailed is still alive. A medal of honor means nothing. It won’t feed you when you are hungry.

What is the value of gold? It’s rare, and people put a high value on it. It can be exchanged for other valuable things. So once it has a high price, everybody wants it. What do you believe in? I believe in humanity, life cycle, and nature. I have no religion. I don’t rely on any of them. I don’t believe in caste system. My friends and I used to travel and live among nature. Why do you believe in nature? When things emerge and end, they do not just disappear. Some of them comes to a new begining, some of them goes back to the origin. Some of them changes but never ceases to exist. They just change their forms, that’s how nature works in birth and death. Nature constructs itself. What do you like to do in your free time? I like going to protest venues to ask people why they are there. They mostly say they are there for democracy and it makes me wonder about what democracy is. It’s part of my attempt to comprehend and find out what it is. What it is that you have found out? I got to ask but I haven’t got much answer. I still don’t know what it is.


Inval id Throne, 2018 Medium: 35mm film projection with Looper Duration: 9.30 min / Loop

Invalid Throne ภาพยนตร์สั้น ติดตั้งพร้อมเครื่องฉายระบบฟิล์ม 35 มม. ใน พื้นที่จัดแสดง ปกติเครื่องฉายฟิล์มเป็นสิ่งที่ถูกตัดขาดออกจากการรับรู้ของผู้คน แต่ในภาพยนตร์ชิ้นนี้อนุญาตให้ผู้ชมสามารถพิจารณาเห็นภาพรวมทั้งหมดของ การฉายภาพยนตร์ ไปจนถึงตัวฟิล์มที่เป็นหัวใจหลักของภาพยนตร์ที่ประกอบ ด้วยเฟรมย่อยๆจำ�นวนมากมาต่อกันและฉายแสงผ่านหัวฉายจึงทำ�ให้เกิดภาพ เคลื่อนไหว Invalid Throne ดำ�เนินเรื่องด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ประกอบด้วยภาพและเสียง ล้วนๆโดยปราศจากวัจนภาษา ร้อยเรียงภาพที่ถ่ายทำ�มาจากต่างสถานที่และ เทคนิคการถ่ายทำ� โดยมีตัวละครหลักคือ กำ�จร สันกว้าน อยู่ในบริบทจากความ ทรงจำ�ของเขาท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่มีใครประกาศเป็นเจ้าของ A short film installation with a 35mm film projector on an exhibition space. Normally, a projector is not accessible to the audience. But in this film, audiences are allowed to witness the complete process of a film projection, up to the celluloid film itself which consists of several still images being put together to create a moving image through the projected beam. Invalid Throne’s narrative is through a pure cinematic language of pictures and sounds, without any verbal language therein. Through the images from several different locations and shooting techniques is the film’s protagonist, Kamjorn Sankwan, under the context of his personal memory and in the middle of nature where no man has claimed ownership.


อัตชีวประวัติ กำ�จร สันกว้าน พี่เกิดและโตในเชียงรายที่อำ�เภอพาน ตอนนั้นยังไม่มีจังหวัดพะเยา แล้วย้ายไปอยู่ที่เวียงชัยตามกลุ่มญาติๆ ของครอบครัวที่เข้าไปจับจองที่ทำ�กินในแถบนั้น แต่พ่อซึ่งเป็นคนพะเยาก็จะเดินทางไปมาที่พะเยาอยู่บ่อยๆ พ่อก็มักจะ พาลูกๆมาด้วยมาอาศัยอยู่บ้านของพี่น้องที่นี่ ในสมัยนั้นชาวบ้านกับป่ายังอยู่ร่วมกันได้ ผู้คนยังเข้าป่าหาของป่าหรืออยู่ ในป่ากัน ผู้ใหญ่ก็ทำ�เกษตรกรรมเล็กๆน้อยๆเพื่อใช้ยังชีพ พวกเด็กๆที่อยู่ในช่วงปิดภาคเรียนก็พากันมาอยู่ป่าหายิงนก ตกปลามาเป็นอาหารเป็นที่สนุกสนานไปตามประสาเด็กๆ แล้วก็คอยช่วยผู้ใหญ่ขึ้นไปดูวัวควายตามบนเขาเพื่อต้อนให้มัน กลับมาอยู่ใกล้ๆแถวปางที่พัก นอกจากกลุ่มที่หาของป่าและทำ�ไร่เกษตรกรรมแล้ว ที่นี่ผู้ใหญ่บางกลุ่มเขาก็จะร่อนทองกัน ในช่วงหมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวชาวบ้านเขาจะมีประเพณีรื่นเริง บางครั้งพ่อก็เคยเข้ามาทำ�เหล้าเถื่อนเพื่อส่ง ขาย ตระกูลของพ่อขึ้นชื่อในเรื่องการทำ�เหล้าที่ได้รสชาติดีจนเป็นที่ร่ำ�ลือ ช่วงเทศกาลพ่อกับญาติพี่น้องและเพื่อนๆบาง คนมักจะชักชวนกันรวมกลุ่มเข้ามาทำ�เหล้าเถื่อนในป่าเพื่อหลบตำ�รวจและสรรพสามิตที่คอยตรวจจับกลุ่มผู้ลักลอบผลิต เหล้าเถื่อนผิดกฏหมายทั้งๆที่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวิธีชีวิตของชาวบ้านมานับแต่บรรพบุรุษก่อนจะมีเหล้าที่ถูกกฏหมายของ กลุ่มนายทุนที่ผูกขาดและควบคุมการขายในตลาด พี่และกลุ่มเพื่อนก็จะมีหน้าที่แอบเอาเหล้าออกมาส่งให้กับลูกค้าใน ตอนค่ำ�ๆเพื่อหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่โดยการหาบเดินจากป่าและตอนที่อยู่ในป่าหรือนอนตามไร่นาตามปาง พี่และเพื่อนๆมี ความคุ้นเคยกับป่าที่นี่เป็นอย่างดี อยู่มาวันนึงมีพระเดินมาจากไหนไม่รู้มาตั้งอาศรม บอกว่าเห็นแสงบนภูเขา คนก็เชื่อพระรูปนี้จนปล่อยให้ สร้าง วัดก็มีตระกูลที่มีอำ�นาจมาสนับสนุน มาทำ�บุญจนสร้างเป็นวัดใหญ่โต แม้วที่เคยปลูกฝิ่นอยู่บนนั้น 3 บ้านก็โดนไล่ ลงมา แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มากันไม่ให้ชาวบ้านขึ้นไปอีก ข้างบนนั้นกลายเป็นเขตหวงห้าม ชาวบ้านไปทำ�ปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ ทำ�ไมเขาทำ�ได้ ทำ�ไมชาวบ้านทำ�ไม่ได้ ทั้งๆที่อยู่มาก่อน สมัยอยู่ป่ามักจะได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่สั่งสมประสบการณ์ชีวิตมานานถึงเรื่องต่างๆใน ช่วงชีวิตทั้งของตนเองเเละเรื่องเล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นสารพัดเรื่อง ตั้งแต่นิทานหลอกเด็กจนถึงเรื่องคติธรรมคำ�สอนใน โลกศาสนา ความเป็นมาของประวัติศาสตร์พงศาวดารต่างๆ แต่เรื่องของพระรูปที่มาตั้งอาศรมเกิดขึ้นในยุคของพี่ ไม่ได้ มีที่มาอะไรแบบนั้น ในชีวิตการศึกษาของพี่ พี่เรียนหนังสือไม่จบซักที่ ด้วยเป็นคนที่ใช้ชีวิตแก่นเกินวัยทำ�ให้เรียนไม่ค่อยเก่งและ มีเรื่องที่เกี่ยวกับรักในวัยเรียนที่ทำ�ให้ต้องออกจากการเรียนมาทำ�งานใน กทม.แต่ก็จะหาโอกาสที่จะเรียน กศน.เพื่อที่จะ เอาวุฒิในการสอบเทียบเข้าเรียนต่อ แต่ก็ไม่เคยที่จะสำ�เร็จจนต้องเข้าไปบวชเพื่อเรียนทั้งทางโลกทางธรรมตามโครงการ หมูบ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ในยุคหลังที่เราผลักดันลัทธิคอมมิวนิสต์หมดจากประเทศไทยและรัฐใช้แผนนี้เป็นแม่ แบบในการยึดแนวคิดและดึงมวลชวนเข้าร่วมกับรัฐ หลังจากบวชเรียนได้ช่วงพักหนึ่งกับการเรียนรู้ทางธรรมและแสวงหา ให้ค้นพบสัจธรรมของโลก พี่กลับมองว่าศาสนาทำ�ให้เราหลงทางและมุ่งแสวงหาสิ่งที่ไกลตัวและไร้ความเป็นจริง กายวาจาใจเราไม่ใช่ ทิพย์ มันถูกสรรค์สร้างมาให้สัมผัสได้ถึงรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัสจับต้องได้ ทำ�ให้จิตใจเราเริ่มต่อต้านในการจะอยู่ในร่ม เงาศาสนา มันไม่น่าอยู่แล้วเลยต้องสึกออกมาทำ�ให้เรียนไม่จบอีกเหมือนเดิม จนญาติๆที่ทำ�งานในกรุงเทพให้เข้ามาช่วย งานอีกครั้งพร้อมกับวิชาที่ร่ำ�เรียนมาในแบบครึ่งๆกลางๆคือไฟฟ้าและช่างเชื่อม มาช่วยงานที่ไซต์ก่อสร้างของน้าเขยที่มี พวกน้าๆเขารับเหมาตัดค่าแรง จนกระทั่งได้เข้ามาทำ�งานในกองถ่ายในตำ�แหน่งช่างไฟจนถึงถึงเป็นช่างภาพในงานวิดีโอ และคิดพล็อท แล้วก็ช่วยงานเพื่อนๆในกลุ่มหนังแผ่นยุคที่มันรุ่งเรือง กระทั่งจนถึงปัจจุบันที่รับงานทั่วไปเท่าทีมีความรู้ ความสามารถ


ประวัติวัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม) โดยสังเขป วัดอนาลโย ดอยบุษราคัม ตั้งอยู่หมู่บ้านสันป่าบง หมู่ที่ ๖ ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๘๐๐ ไร่เริ่มการก่อสร้างโดย พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมังคโลขณะท่านอยู่วัดรัตนวนาราม ท่านมีปรากฏการณ์เห็น ทรายทองไหลลงมาสู่วัดเป็นสายรังสี แสงของทรายทองที่ไหลพรั่งพรูราวกับ สายน้ำ�นั้น อาบวัดทั้งวัดจนแทบจะกลายเป็นวัดทองคำ� ท่านมองทวนลำ�แสงสีทองไป ก็เห็นเขาที่อยู่อีกฟาก หนึ่งของกว๊านพะเยานั้นเอง จากนั้นได้มีโยมมาอาราธนาให้ไปดู สถานที่สำ�คัญ และแปลกประหลาด เพื่อจะได้สร้างสำ�นักสงฆ์ไว้เป็นที่บำ�เพ็ญบุญกุศลของชาวบ้าน คือชาวบ้านมักจะเห็นแสงสว่างเป็นดวงกลม ล่องลอยไปมาอยู่บนดอยสูง แสงนั้นดูสว่างเรืองรองบางทีก็สว่างจ้าเป็นสีเหลืองสด อาบทั้งดอยราว กับกลายเป็นดอยทองคำ� เหตตุการณ์เหล่านี้ มักจะปรากฏ ในวันสำ�คัญทางพุธศาสนา เช่นวันพระ ๘ หรือ ๑๕ ค่ำ�เป็นต้น หลังจากที่พิจารณาดูสถานที่แล้ว เห็นว่าเป็นสถานที่สงบเหมาะสมแก่การเจริญ เมตตาภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ควรที่จะสร้างให้เป็นสถานที่พักปฏิบัติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๕ เวลา ๑๒.๔๕ น. จากนั้นก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ มาจนปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีอุปสรรคสำ�คัญอยู่ประการหนึ่ง ที่ทำ�ให้ทางวัดต้องขบคิดหนักคือ “การขาดแคลนน้ำ�” ระหว่างที่ท่านกำ�ลังครุ่นคิดหาทางแก้ไข วันหนึ่งท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ ได้รับอาราธนานิมนต์ไปเจริญ พระพุทธมนต์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประ เคนเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมมาถึงท่านอาจารย์ ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์ได้ ไปสร้างสำ�นักสงฆ์บนเขาสูงที่จังหวัดพะเยาทางฟากกว๊าน คงจะขาดแคลนน้ำ� ไม่เป็นไรผมจะปรึกษา กรมชลประทานให้” วันพุธที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระ บรมราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำ�เนินเยี่ยม นมัสการ พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมังคโล หัวหน้าสำ�นักสงฆ์อนาลโยเป็นการส่วนพระองค์ ในการเสด็จ พระราชดำ�เนินครั้งนั้น ทรงสำ�ราญพระราชหฤทัยเป็นที่ยิ่ง ทรงสนทนาธรรมแล้วทรงเสวยพระกระยาหารค่ำ� ณ ที่ประทับรับรองของสำ�นักสงฆ์อนาลโย ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐ น. จนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. จึงเสด็จพระราชดำ�เนินกลับ แล้วได้ทรงมีพระราชดำ�ริให้กรมชลประทาน จัดสร้างอ่างเก็บน้ำ�แม่ต๋อม และอ่างเก็บน้ำ�ห้วยทับช้าง เพื่อผันน้ำ�มาใช้บนสำ�นักสงฆ์ และจ่ายไปยังไร่นาของประชาชน จึงนับเป็นพระ มหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเป็นที่สุด กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคม อนุญาตให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๐ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้วัดอนาลโย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๓๑ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯ สยามกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำ�เนิน แทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทรงตัดลูกนิมิตอุโบสถและทรงเปิดวัดอนาลโย โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างสิ่งทั้งหมดรวม ๖ ปี เศษ


Kamjorn Sankwan’s Autobiography I was born and grew up in Pan district, Chiang Rai. Back then, Payao was also part of Chiang Rai. Then I moved to Wiang Chai along with my extended family. My father, who is from Payao, usually went back and forth to his hometown. During that time, villagers usually went hunting in the forest. Some lived in it too. Most people farmed for a living. Children, during school breaks, spent time in the forest fishing and helping their parents herding the cows and buffaloes. Apart from that, some people in the village dig for gold in the area. After the harvesting season, the villagers would host a celebration. Sometimes my father also made bootleg whiskey for sell. His family is famous for it. During the village celebration, my father would gather his family members and friends to make whiskey in the forest, to hide from the authority. This is the villagers’ way of life, before corporations started to hold a monopoly on alcohol license. Me and my friends had a duty to deliver the bottles from the forest to customers at night in secret. So we all know the forest around here very well. It was said that one day, a monk came from nowhere and build a monastery pagoda. This monk explained that he had a vision of holy light on top of the mountain. The villagers believed in him, and let him set up a place there. Then a powerful family supported the monk and came to pray. The small pagoda was expanded and turned into a lavish temple. The Mon villagers who used to plant opiums high up the mountain were evicted down there. Then the authority barricaded the area and prohibited people from entering. The mountain became a restricted area. Villagers cannot go pray there. Why aren’t they allowed to, why some people can, even though they’ve been in this area longer? During my time in the forest, I heard a lot of stories from people older then me. Various stories told through generations, from folklores to religious sermons and histories. But the story about the monk who build a monastery just came during my time. There is no real origin to that story. I’ve never finished any education I had. I was always living on the edge, and not good at school. I also fell in love quite young and had to quit school and find a job in Bangkok. I tried to enroll at night schools but never got to finish them. Then I joined a government program to get ordained and study religion in the temple, back during the time when Communism was eradicated and the government outlined a plan to tie everything to a nationalist idea. After spending some time in the temple, I still tried to find an answer to life. I feel that religions are misleading and lead you to yearn for something unattainable. Your body and your soul is earthy, and you cannot separate it from natural cravings. My mind started to go against the religious doctrines, and I was no longer able to continue and had to quit again. Then my family members in Bangkok got me a job doing what I had learned a little bit – being electrician and welder. Then I worked at my uncle’s construction sites and found my way into movie production sets as a gaffer and video cameraman. I also worked with friends in a DVD company as well as all kinds of jobs.


A brief history of Wat Analayo Thipphayaram (Doi Butsarakam) Wat Analayo Thipphayaram is a temple located at Moo 6, Ban San Pamuang, Muang District, Payao Province, on a piece of land spanning over 2,800 rai. It was founded by Monk Paibool Sumangkalo who resided at Wat Rattanawararam at the time. Monk Paibool had a vision of a stream of liquid gold flowing down from the sky onto the temple area, turning the compound into a real golden temple. He look through the gold stream and saw a mountain on the other side of the Payao Lake. Then he was invited by local villagers to visit a strange new site to build a mountain monastery. On that mountain, villagers usually see bright yellow light shining on the hilltop. The light is very vivid and seems to bathe the whole mountain area into a golden mountain. This light usually comes on a Buddhist holy day. The monk inspected the area and felt that it will be suitable to build a holy place here. So a new temple was built. Somdet Phra Yannasangwon, the former Supreme Patriarch, presided the stone laying ceremony of the temple on 14 May 1982, at 12:45PM. The temple has since been expanded with a lot of buildings. But one problem always persisted: the lack of water source. Monk Paibool had long been trying to solve this, until one day he was invited to a chant at the royal palace in Bangkok. During the ceremony, His Majesty King Bhumibol Adulyadej addressed Monk Paibool to inform that he was aware of the water problem in the temple, and offered to help through the Department of Irrigation. On Wednesday 18 January 1984, His Majesty the King, along with Her Majesty Queen Sirikit and Princess Maha Chakri Sirindhorn, paid a royal visit to the temple of Monk Paibool. Their Majesties had an enjoyable time at the temple. A special dinner was hosted at the Analayo Monastery Residence building from 3PM to 8PM that day. After the royal visit, the Department of Irrigation constructed two reservoirs to supply water for the temple and the villagers’ farms in the mountain. The Ministry of Education and the Sangha Supreme Council awarded the monastery an official temple status on 20 January 1987, followed by a Royal Command for Wat Analayo to be assigned a land to build a holy ordination hall on 18 January 1988. On 10 April 1989, His Royal Highness Crown Prince Maha Vajiralongkorn presided, in the absence of His Majesty the King, the official opening ceremony of Wat Analayo. The full temple compound took 6 years to build.


สายแร่ทองคำ�ในประเทศไทย แหล่งแร่ทองคำ�โดยทั่วไปสามารถจัดแบ่งได้เป็นสองประเภท คือแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ แหล่งแร่แบบปฐมภูมิหรือ primary deposit คือแหล่งแร่แบบที่มีทองคำ�ฝังตัวอยู่ในเนื้อหิน แหล่งแร่ชนิดนี้เป็นต้นกำ�เนิดของแหล่งแร่แบบทุติยภูมิหรือ secondary deposit ที่จะเป็นลำ�ห้วยหรือแม่น้ำ�ที่แร่ทองคำ�หลุดมาสะสมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทยมีแหล่งแร่ประเภททุติยภูมิอยู่โดยทั่วไป แต่แหล่งแร่แบบปฐมภูมิที่มีทองคำ�ปริมาณพอจะคุ้มค่าแก่การทำ�เหมืองแร่หรือขุดขึ้นมาด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มีอยู่ไม่กี่แหล่ง แหล่งที่พบทองคำ�มักจะอยู่ในบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือ ต่อเนื่องลงมาถึงภาคตะวันตกและภาคใต้ อีกบริเวณคือแนวเขาสูงกลาง ประเทศ ตั้งแต่จังหวัดหนองคาย เลย ลงมาทาง พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง และจันทบุรี มี เพียงบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางและที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่พบทองคำ� การหาทองคำ�ในแหล่งแร่แบบทุติยภูมิสามารถทำ�ได้ด้วยวิธีพื้นฐานกว่าการหาทองคำ�จากแหล่งแร่แบบปฐมภูมิมาก ชาวบ้าน ทั่วๆ ไป ก็สามารถขุดร่อนแร่ทองคำ�จากตะกอนกรวด/ทราย ตามลำ�น้ำ�ได้ด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ ที่เรียกว่า “เลียง” “pan” หรือ “บั้ง” และมักมีข่าวเกี่ยวกับแหล่งแร่แบบนี้อยู่เป็นระยะๆ เช่น ตามลำ�น้ำ�วัง อำ�เภอวังเหนือ จังหวัดลำ�ปาง บ้านป่าร่อน อำ�เภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านบ่อนางชิง อำ�เภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว และตามมาซึ่งการตื่นทองในพื้นที่ดัง กล่าว ที่ผ่านมามีการประทานบัตรให้แก่บริษัทเอกชนเพื่อเข้ามาทำ�ธุรกิจเหมืองแร่แบบปฐมภูมิ และการดำ�เนินกิจการก็มักนำ�มาซึ่งข้อถก เถียงเกี่ยวกับความรัดกุมในการประกอบกิจการและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรณีของเหมืองทองชาตรีที่ดำ�เนินกิจการ โดยบริษัทอัคราไมนิ่ง จนกระทั่งรัฐบาลไทยสั่งระงับกิจการและต้องยุติกิจการไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 และนำ�มาซึ่งการยื่น ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 30,000 ล้านบาท โดยบริษัท คิงส์เกต คอน โซลิเดเต็ดของออสเตรเลีย ในฐานะผู้ประกอบกิจการเหมืองอัคราฯ ซึ่งยื่นให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่าง ประเทศว่าด้วยการละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย - ออสเตรเลีย ในช่วงที่ผ่านมานี้


Gold Mining in Thailand There are two different types of gold-bearing ground: primary and secondary deposits. A primary gold deposit contains gold in the earth, known as “mountain gold�. When primary gold deposits are eroded away, they become secondary gold deposits, which are flushed out and accumulated into streams or rivers. Thailand has several secondary gold deposits, but only a handful of primary deposits that contain enough gold for industrial mining. Gold deposits can usually be found around the mountain ranges in the northern, northeastern and southern regions, as well as the mountain areas of Nongkai, Leoi, Phitsanulok, Pichit, Phetchaboon, Lopbusi, Prachiburi, Srakaew, Rayong and Chanthaburi. Gold mining in secondary deposits can be done in a very simple and traditional method, much more than primary deposits. Regular villagers can extract gold from a placer deposit using a pan. These makeshift mines have appeared in the news from time to time, for example at Wang Nuea in Lampang, Ban Paron in Prachuab Kirikan and Ban Bo Nangching in Srakaew, which led to a gold rush in the areas. Official concessions have been issued to private companies for industrial mining in the primary deposits. Its subject has sparked a lot of debates about the operation security and the environmental impact. One notorious case is the Chatree Gold Mine operated by Akara Resources. The Thai government ordered a shut down of the mining operation from 1 January 2017, which resulted in an arbitration from the mine operator, Australia’s Kingsgate Consolidate, for the government to cover for its substantial loss, estimated at 750 million US Dollar or around 30,000 Million Baht.


Gol d in the Creek, Payao (ทองในลำ�ธาร, พะเยา), 2018 Medium: Infrared photograph, face mounting on acrylic Size: 32 x 32 inch

กำ�จร สันกว้านบนลำ�ธาร ในภาพถ่ายอินฟราเรด ซึ่งรวมย่านความถี่แสงที่ต่ำ� กว่าตามนุษย์มองเห็น Kamjorn Sankwan in the creek, shot through an infrared camera under the lower frequency than human eyes


Gol d Mine Behind a School, Pichit (เหมืองทองหลังโรงเรียน, พิจิตร), 2018 Medium: Infrared photograph, face mounting on acrylic Size: 32 x 32 inch

ป้ายโรงเรียนบ้านเขาหม้อ ในภาพถ่ายอินฟราเรด ซึ่งรวมย่านความถี่แสงที่ต่ำ� กว่าตามนุษย์มองเห็น The Ban Kaomor School sign, shot through an infrared camera under the lower frequency than human eyes


Kamjorn Sankwan (กำ�จร สันกว้าน), 2018 Medium: HD video, stereo Duration: 18 min

ภาพยนตร์สั้นบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการทำ�งานสองส่วนของ กำ�จร สัน กว้าน ส่วนแรกในฐานะของช่างจัดแสงภาพยนตร์ที่ทำ�งานในกองถ่ายละคร ประเภทจักรๆวงศ์ๆซึ่งมักถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอกในวรรณะกษัตริย์ตาม คติวรรณคดีไทยที่ได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์ และส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวกับ ความสนใจของกำ�จร ในเรื่องของกลุ่มนักรบแลกสัญชาติที่เป็นชนกลุ่มน้อยใน ประเทศไทย A short film about life and work of Kamjorn Sankwan. The film consists of two parts. The first part is about the working life of Kamjorn as a gaffer in a production of Thai folk soap opera, a genre of television show which involves protagonists form fictional dynasties. The genre is based on traditional Thai literature with hindu cultural influences such as caste system. The second part of the film is about Kamjorn’s personal interest centralized around the mercenary soldiers who fought in exchange for Thai nationality.


Special Thanks คณะวารสารศาสตร์และ สื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ปัทมา สุวรรณภักดี อาจารย์วารี ฉัตรอุดมผล อาจารย์กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร นำ�ทอง แกลลอรี่ บริษัท จีทูดี จำ�กัด แมรี่ ปานสง่า เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา วิทวัส เมฆสวรรค์ Artists จักรวาล นิลธำ�รงค์ กำ�จร สันกว้าน Curator ฐิติรัตน์ สกุลตันติเมธา Production Crew จักรวาล นิลธำ�รงค์ กำ�จร สันกว้าน ชาติชาย ไชยยนต์ แก่นสาร รัตนสมฤกษ์ พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค ศราวุธ แก้วน้ำ�เย็น ฐากูร ศรีดาว องอาจ วิเศษโชติกุล ธนรัมร์ เปรมบุญ Exhibition Designer ศรภัทร ภัทราคร Graphic Designer ฐิติรัตน์ สกุลตันติเมธา


Organized By

Sponsored By

More Information 939 Rama I Rd, Khwaeng Wang Mai, Khet Pathum Wan, Krung Thep Maha Nakhon10330 T : 02 214 6630 F : 02 2146639 E : info@bacc.or.th W : bacc.or.th H : Tue-Sun 10am-9pm


Side reel  
Side reel  
Advertisement