Issuu on Google+

นิยามและประเภทของศิลปะ ความหมายของศิลปะ “ศิลปะ” เป/นคําที่มีความหมายทั้งกว'างและจําเพาะเจาะจง ทั้งนี้ย2อมแล'วแต2 ทัศนะ ของนักปราชญแต2ละคน รวมทั้งความเชื่อแนวคิด ในแต2ละยุค แต2ละสมัย มีความแตกต2างกัน หรือแล'วแต2ว2า จะนําศิลปะไปใช' ในแวดวงที่กว'างขวาง หรือจํากัดอย2างไร แต2จากทัศนะของ นักปราชญ ทั้งหลายจะ เห็นว2าศิลปะมีคุณลักษณะที่เป/นตัวร2วม สําคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ “การแสดงออก” ไม2ว2าจะเป/น อารมณ ความรู'สึก ความคิด ประสบการณ ความงามการเห็น แจ'ง สัญลักษณ ความเป/นเรื่องราวหรือ เหตุการณ ก็ล'วนแต2เป/น การแสดงออกโดยมนุษยเป/น ผู'เลือกสรร หรือสร'างสรรค ขึ้นทั้งสิ้น ศิลปะแต2เดิมหมายถึง งานช2างฝ@มือ เป/นงานที่มนุษยใช'สติปAญญาสร'างสรรคขึ้นด'วย ความประณีตวิจิตรบรรจง ฉะนั้น งานศิลปะจึงไม2ใช2ส่งิ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต2เป/น ผลงานที่มนุษยใช'ปAญญาความศรัทธา และความพากเพียรพยายามสร'างสรรคขึ้นมาใหม2 คําว2า Art ตามแนวสากลนั้น มาจากคํา Arti และ Arte ซึ่งเริ่มใช'ในสมัยฟIJนฟูศิลปวิทยา ความหมายของคํา Arti นั้น หมายถึงกลุ2มช2างฝ@มือในศตวรรษที่ 14, 15 และ 16 คํา Arte มี ความหมายถึงฝ@มือ ซึ่งรวมถึงความรู'ของการใช'วัสดุของศิลปMน ด'วย เช2นการ การผสมสี ลงพื้น สําหรับการเขียนภาพสีน้ํามัน หรือการเตรียมและการใช'วัสดุอื่นอีก การจํากัดความให'แน2นอน ลงไปว2าศิลปะคืออะไรนั้น เป/นเรื่องยาก เพราะว2า ศิลปะเป/นงานสร'างสรรค ศิลปMนมีหน'าที่ สร'างงานที่มีแนวคิดและรูปแบบแปลกใหม2อยู2ตลอดเวลา ทฤษฎีศิลปะในสมัยหนึ่งอาจขัดแย'ง กับของอีกสมัยหนึ่งอย2างตรงกันข'าม และทฤษฎีเหล2านั้นก็ล'วนเกิดขึ้นภายหลังผลงาน สร'างสรรคที่เปลี่ยนแปลงและก'าวล้ําหน'าไปก2อนแล'วทั้งสิ้น ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษยสร'างขึ้นเพื่อแสดงออกซึ่งอารมณ ความรู'สึก ปAญญา ความคิด และหรือ ความงามทั้งนี้จะกล2าว โดยรวม ก็คือ ศิลปะ จะประกอบไปด'วย ส2วนประกอบ 3 ประการ คือ 1. มีความงาม 2. มีจุดมุ2งหมายที่แน2นอน 3. มีความคิดสร'างสรรค เหตุที่จํากัดวงอยู2เฉพาะผลิตผลของมนุษย อาจเป/นเพราะว2า ในบรรดา สัตวโลก ด'วยกัน มนุษยเป/นสัตวประเภทเดียวที่สามารถ สร'างสื่อ ในการ ทําความเข'าใจร2วมกัน ดีที่สุด

1

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


2 และการดําเนิน ชีวิตก็มีการพัฒนา ไปเป/นระบบ สิ่งเหล2านี้ นับเป/นสาเหตุหนึ่งที่มนุษย ยกย2อง ความเป/นสัตวโลกของตน ว2าเป/นประเภทที่เหนือกว2า สัตวโลกประเภทใด ดังนั้น รูปร2างลักษณะหรือ ผลงาน สร'างสรรค จากสิ่งต2างๆ ที่มิใช2ผลงานของมนุษย รวมทั้งปรากฏการณธรรมชาติ ที่มี ความ สลับซับซ'อน มีความสวยงาม มีรูปทรงแปลกตา แม' มนุษย จะมีความชื่นชม แต2ก็ไม2 ยอมรับว2าเป/นผลงานศิลปะ แต2หากมนุษย ใช'ความบันดาลใจ จากสิ่งเหล2านั้น มาสร'างสรรคขึ้นมาใหม2 ถือว2าเป/นศิลปะ แต2จะเป/น ศิลปะบริสุทธิ์ (Fine Art) หรือศิลปะประยุกต (Applied Art) หรือไม2นั้น ก็ขึ้นอยู2กับจุดมุ2งหมาย ในการสร'าง คํานิยามของศิลปะ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให'นิยามของศิลปะว2า ศิลปะ คือ ฝ@มือ ฝ@มือทางการช2าง การแสดงซึ่งอารมณ สะเทือนใจ ให'ประจักษเห็น พจนานุกรมศัพทศิลปะ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2530 นิยามความหมาย ของศิลปะว2า ศิลปะ คือ ผลแห2งพลังความคิดสร'างสรรคของมนุษย ที่แสดงออก ในรูปลักษณ ต2างๆให'ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพความประทับใจ หรือ ความสะเทือนอารมณ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปAญญา ประสบการณ รสนิยม และทักษะของแต2ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิศาสนา และกล2าวว2า ศิลปะแบ2งออกเป/น 2 ประเภทใหญ2ๆ คือ วิจิตรศิลป\ (Fine Art) กับประยุกตศิลป\ (Applied Art) อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญในยุคกรีกโบราณ นิยามความหมาย ของศิลปะว2า ศิลปะ คือการเลียนแบบธรรมชาติ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) นักประพันธที่มีชื่อเสียงชาวรัสเซีย นิยาม ความหมาย ของ ศิลปะ ว2าศิลปะคือการถ2ายทอดความรู'สึกของมนุษยออกมา ศาสตราจารยศิลป\ พีรศรี (C. Feroci) ศิลปMนชาวอิตาเลียนผู'มาวางรากฐาน การศึกษา ศิลปะสมัยใหม2ในประเทศไทย ได'นิยามความหมายของศิลปะว2า ศิลปะคืองาน อันเป/น ความ พากเพียรของมนุษย ซึ่งจะต'องใช'ความพยายาม ด'วยมือและความคิด และยังมีคํานิยามของศิลปะที่น2าสนใจและถูกใช'อ'างอิง อย2างแพร2หลาย ในปAจจุบัน ที่ ปรากฏตามหนังสือ และเอกสารต2างๆ ดังจะยกตัวอย2าง พอเป/นสังเขป ดังนี้

2

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


3 ศิลปะ คือ การเลียนแบบธรรมชาติ (Art is the imitation of nature) การตีความจากคํานิยามนี้ “ธรรมชาติ” ถือเป/นปAจจัยสําคัญที่ก2อให'เกิด แรงบันดาลใจ ให'แก2 ศิลปMนในการสร'างงาน คํานิยามนี้ว2าศิลปะคือ การเลียนแบบธรรมชาติ เป/น คํานิยาม ที่ ถือกันว2าเก2าแก2ที่สุดซึ่ง อริสโตเติล (Aristotle 384-322 B.C.) นักปราชญชาวกรีก เป/นผู'ตั้งขึ้น เป/นการชี้ให'เห็นว2า ธรรมชาติอาจเปรียบได'ดังแม2บทสําคัญ ที่มีต2อศิลปะ ด'วยศิลปะ เป/นสิ่ง สร'างโดยมนุษย และมนุษยก็ ถือกําเนิดมาท2ามกลาง ธรรมชาติ อีกทั้งบนเส'นทาง การดําเนิน ชีวิตมนุษยก็ผูกพันอยู2กับธรรมชาติ จนไม2สามารถ แยกออกจากกันไดในทางศิลปะ มิใช2เป/นการ บันทึก เลียนแบบเหมือนกระจกเงาหรือ ภาพถ2าย ซึ่งบันทึกสะท'อนทุกส2วน ที่อยู2ตรงหน'า แต2 อาจจะเพิ่มเติม ตัดทอน หรืออาจจะใส2อารมณ ความรู'สึกเข'าไปด'วย

ธรรมชาติเป/นแหล2งบันดาลใจที่สําคัญในการสร'างงานศิลปะของมนุษย ธรรมชาติ จึง อาจคล'ายแหล2งวิทยาการที่ยิ่งใหญ2 ของมวลมนุษย ในการศึกษา ค'นคว'าลอก เลียนและที่ สําคัญคือ มนุษยต'องเรียนรู'ธรรมชาติ เพื่อการดํารงชีวิตอย2าง มีประสิทธิภาพ และจากการ สังเกต มนุษยอาจได'พบกับความพึงพอใจในลักษณะ ที่แฝงเร'นอยู2กับธรรมชาติ ไม2ว2าจะเป/น สีสัน รูปร2าง บรรยากาศ ความแปลก ความงาม ฯลฯ และบางครั้งสังเกตเห็น ความ เปลี่ยนแปลง ของธรรมชาติ ก2อให'เกิดความประทับใจ สะเทือนใจ เสียดายและความรู'สึกอื่นๆ จนถึงความต'องการเป/น เจ'าของ จากความรู'สึกที่เกิดขึ้นนี้ เป/นแรงกระตุ'น ให'มนุษยพยายาม ที่ จะรักษาสภาพการณ นั้นไว'ให'คงอยู2 อาจด'วยความทรงจํา และถ2ายทอดความทรงจํานั้นด'วย สื่อและรูปแบบ ต2างๆ ในคํานิยามนี้ ศิลปะก็เปรียบได'ดัง เครื่องมือ ของศิลปMน ที่ใช'บันทึก เลียนแบบ ธรรมชาติไว' แต2ในการเลียนแบบธรรมชาติ ในทางศิลปะ มิใช2การเลียนแบบเหมือนกระจกเงา หรือภาพถ2าย แต2อาจเพิ่มเติม ตัดทอน หรืออาจสอดแทรกอารมณ ของศิลปMน เข'าไปด'วย

3

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


4 ศิลปะ คือ การถ.ายทอดความรู1สึกหรือแสดง ความรู1สึก เป4นรูปทรง (Art is the transformation of Feeling into form) รูปทรง ในที่นี้ คือว2าเป/นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสได' และตีความหมายได' ซึ่ง หมายถึง ผลงานศิลปะที่เริ่มมาจาก ความคิดที่เป/นลักษณะ นามธรรมภายในตัวศิลปMนเอง ที่คนทั่วไปไม2 สามารถสัมผัสได'โดยตรง นอกจากเจ'าของ ความรู'สึกนั้น จะถ2ายทอดหรือสะท'อนออกมาเป/น รูปทรง ที่สัมผัส ได' ตามความหมายของนิยามนี้ ศิลปะอาจเปรียบ เสมือน สื่อหรือเครื่องมือ ที่ ผู'ถ2ายทอดใช'เป/น ตัวกลาง เพื่���โยง ความรู'สึกของตน แสดงให'ผู'อื่นได'รับรู' หรือเข'าใจ ในสิ่งที่ ต'องการแสดง หรืออาจกล2าวได'ว2า “เป/นการแปลลักษณะ นามธรรมมาเป/น รูปธรรม” นั่นเอง แต2รูปธรรมที่แสดงออกนี้ อาจจะมี ลักษณะเป/นรูปทรงที่ระบุเป/นตัวตน ได'ว2าเป/นรูปอะไร ที่ เรียกว2า “ศิลปะกึ่งนามธรรม” หรือระบุเป/นตัวตน ไม2ได'ท่เี รียกว2า “ศิลปะนามธรรม” ส2วนความรู'สึกที่เกิดขึ้นนั้น ก็เนื่องมาจากสิ่งเร'า 2 ประการ คือ สิ่งเร'าภายนอก และสิ่ง เร'าภายใน จากสิ่งเร'าทางใดทางหนึ่งนี้ มีอิทธิพลต2อการถ2ายทอด รูปแบบเป/นอันมาก คือ ถ'า เป/นความ รู'สึกที่เกิดขึ้น จากสิ่งเร'าภายนอก การถ2ายทอด มักจะเป/นรูปแบบ ในลักษณะ เรื่องราว รายละเอียดของ สิ่งเร'านั้น เช2น การดู การแสดงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล'วเกิด ความรู'สึก สนุกสนาน กับบทบาทของตัวแสดงที่เห็นได'จากภายนอก ซึ่งถือเป/น สิ่งเร'าภายนอก เมื่อถ2ายทอดโดยการเล2า ให'ผู'อ่นื ฟAง มักจะเล2าเรื่องราว รายละเอียด ของผู'แสดง และ บทบาท การแสดงนั้น แต2ถ'าเป/น ความรู'สึกที่เกิดขึ้น จากสิ่งเร'าภายใน ของการแสดงนั้น ก็คือ การเข'าใจ ซาบซึ้งในเนื้อหาสื่อเป/น ความรู'สึกออกมา เช2นโศกเศร'า ดีใจ สนุกสนาน เป/นต'น ศิลปะ คือ สื่อภาษาชนิดหนึ่ง (Art is The Language) สื่อ” เป/นตัวกลางที่สามารถชักนําเชื่อมโยงให'ถึงกัน หรือสามารถทําการ ติดต2อกันได' “ภาษา” หมายถึง เสียงหรือสื่อที่สามารถเข'าใจซึ่งกันและกันได' สรุป รวม แล'ว ทั้งสื่อและ ภาษาเป/นพฤติกรรม ที่แสดงออก เพื่อชักนํา เพื่อติดต2อให'ถึงกัน และเมื่อ ตีความหมายของคํา นิยามที่ว2า ศิลปะ เป/นสิ่งหรือภาษาได'อย2างไร โดยนําศิลปะไปเปรียบเทียบกับสื่อทีเ่ ป/นภาษาพูด และภาษาเขียน ใน”ภาษาพูด” เป/นลักษณะถ2ายทอดโดยใช'สื่อประเภทเสียง เปล2งออกมาเป/น คํา หรือประโยค เพื่อสื่อความหมายในสิ่งที่ผู'พูดต'อง การถ2ายทอดให'ผู'ฟAงได'รับรู' ส2วน“ภาษา เขียน” เป/นลักษณะการ สื่อความหมาย โดยอาศัยสระ พยัญชนะ วรรณยุกต ฯลฯ เพื่อโยง ให' เกิดความเข'าใจร2วมกันระหว2างผู'เขียนกับผู'อ2าน

4

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


5 การสื่อความหมายโดยใช'ภาษาเขียน และ “ภาษาภาพ” เป/นลักษณะ การถ2ายทอดสิ่งที่ ต'องการ ให'ผู'อื่นรับรู' ให'ปรากฏในรูป แบบศิลปะอันอาจเป/นลักษณะ เส'น รูปร2าง รูปทรง ทิศทาง แสงเงา สี และอื่นๆ ทั้งในลักษณะที่เป/น รูปธรรมและนามธรรม ตัวอย2างเช2นในภาษา พูดสื่อความหมาย โดยกล2าวคําว2า “ผีเสื้อ” ผู'ฟAง ย2อมสามารถ รู'ความหมาย ด'วยการระลึกถึง ลักษณะรูปร2าง สีสัน รายละเอียดของผีเสื้อ จากประสบการณเดิม ส2วนในภาษาเขียนก็ เช2นเดียวกันเขียนคําว2า “ผีเสื้อ” ผู'อ2านก็ต'องระลึกถึง ประสบการณเดิม มาประกอบในการ แปลความ เหมือนกัน และในทางศิลปะ อาจถ2ายทอด โดยการ วาดภาพผีเสื้อขึ้น ผู'ดูสามารถ รับรู'และตีความ ได'ทันที โดยมิต'องใช'ความคิดจินตนาการในรูปแบบมาประกอบการตีความ ย2อมแสดง ได'ว2า ศิลปะสามารถจัดเข'าลักษณะสื่อ หรือภาษา ได'เช2นเดียวกัน และสื่อภาษา ที่ ชัดเจน กว2าสื่อตัวอักษร หรือคําพูด ดังคํากล2าว ของนักปรัชญาจีนที่เคยกล2าวว2า “รูปภาพหนึ่ง รูปสามารถใช'แทนคําพูดได'นับพันคํา” การที่จะเข'าใจการสื่อความหมาย ไม2ว2าจะสื่อภาษา ชนิดใดก็ตาม ทั้งภาษาพูด ภาษา เขียน หรือภาษาภาพ ผู'ที่สามารถตีความหมาย หรือทําความเข'าใจได'ย2อม ต'องอาศัย การศึกษาเรียนรู'ในหลักการ ของภาษานั้น รวมทั้งการ ฝiกฝน หาประสบการณเกี่ยวกับสื่อ ภาษา ชนิดนั้นๆ มาเป/นพื้นฐาน ไว'โยงตีความหมาย ยิ่งมีพ้ืนฐานประสบการณมากเท2าไร ก็ยิ่ง สามารถเข'าใจในสื่อภาษานั้นเป/น อย2างดี ศิลปะ คือ การแสดงบุคลิกลักษณะของศิลป?น (Art is the Expression of Great Personality) บุคลิกภาพเป/นลักษณะคงที่ของบุคคล หรือแนวโน'มที่แสดงให'เห็นถึง ลักษณะที่ เหมือน หรือแตกต2างกันของพฤติกรรมทางจิตวิทยา เช2น ความนึกคิด ความรู'สึก และการ กระทําในช2วงเวลาหนึ่ง และบุคลิกภาพ เป/นแบบแผนที่เป/นเอกลักษณ (Unique) ที่ประกอบกัน ขึ้นของบุคคล เป/น เอกลักษณประจําตัวของมนุษยทุกคน และไม2มใี คร เหมือนใครได'เลย เป/น ความแตกต2างระหว2างบุคคลจากคําจํากัดความของนักจิตวิทยา ที่ให' ความหมายเกี่ยวกับ บุคลิกภาพนั้น พอที่จะสรุป กล2าวได'ว2า “บุคลิกภาพ เป/นลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณของแต2 ละบุคคล” ดังนั้น พฤติกรรมที่ ปรากฏในแต2ละบุคคลย2อมไม2เหมือนกัน ศิลปะอาจนับได'ว2า เป/น เครื่องมือ หรือสื่อ ที่ใช'ถ2ายทอดและ บันทึกพฤติกรรมของศิลปMน ดังนั้น ผลงานศิลปะ ก็คือ เครื่องบันทึก พฤติกรรมอันเป/นบุคลิกภาพ เฉพาะของศิลปMนนั่นเอง

5

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


6 นอกจากนี้ยังมีนิยามอื่นๆ ที่น2าสนใจ เช2น ศิลปะ คือ ผลแห2งความคิดสร'างสรรคของมนุษยที่แสดงออกมาในรูปลักษณต2างๆ ให' ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ ความอัจฉริยภาพ พุทธิปAญญา ประสบการณ รสนิยมและทักษะของแต2ละคน เพื่อความพอใจ ความ รื่นรมย ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือ ความเชื่อทางศาสนา (พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2530) ศิลปะ คือ ผลงานการสร'างสรรครูปลักษณแห2งความพึงพอใจขึ้นมา และรูปลักษณ ก2อให'เกิดอารมณ รู'สึกในความงาม อารมณรู'สึกในความงามนั้นจะเป/นที่พึงพอใจได'ก็ ต2อเมื่อ ประสาทสัมผัสของเรา ชื่นชมในเอกภาพ หรือความประสมกลมกลืนกันใน ความสัมพันธอันมีระเบียบแบบแผน (Herbert Read, 1959) ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษยสร'างสรรคขึ้น เพื่อแสดงออกซึ่งอารมณ ความรู'สึก สติปAญญา ความคิดและ/หรือความงาม (ชลูด นิ่มเสมอ, 2534) ศิลปะ เป/นผลงานที่เกิดจากการแสดงออกของอารมณ ปAญญา และทัศนคติ รวมทั้ง ทักษะความชํานิ ชํานาญของมนุษย การสร'างสรรคงานศิลปะในปAจจุบันมีแนวโน'มไปใน ทางการสร'างสรรค และการแสดงออกของอารมณและความคิด ดังนั้น งานศิลปะนั้น อย2างน'อยที่สุดควรก2อให'เกิดอารมณ และ ความคิดสร'างสรรค กล2าวคือ เป/นงานที่ส่อื ให'ผู'ชมเกิดจินตนาการ นอกจากนั้น งานศิลปะที่ดีควรจะมีคุณค2าทางความงามซึ่งเกิด จากการใช'องคประกอบของสุนทรียภาพ (วิรัตน พิชญไพบูลย, 2524)

• •

6

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


7 ตัวอย.างการนิยามความหมายของศิลปะตามทัศนะของนักปรัชญา • ศิลปะคือการเลียนแบบ ทัศนะของเพลโต • ศิลปะ คือ การเป/นตัวแทน (ของชีวิต) ทัศนะของอาริสโตเติล • ศิลปะคือการแสดงออก ทัศนะของอูยีน เวรอง จอหน ดิวอี รูดอลฟ อารนไฮม เลโอ ตอลสตอย โรเจอร ฟราย • ศิลปะไม2ใช2การเลียนแบบธรรมชาติ ทัศนะของเฮอรเบิรตรีด • ธรรมชาติเลียนแบบศิลปะ ทัศนะของออสดารไวลด • ศิลปะคือรูปทรง ทัศนะของโรเจอร ฟราย • ศิลปะคือความสมปรารถนา ทัศนะของซิกมันด ฟรอยด • ศิลปะคือประสบการณ ทัศนะของจอหน ดิวอี • ศิลปะคือการเห็นแจ'ง ทัศนะของเบเนเดตโต โครเช อองรี แบรกซอง จอยซ แครี • ฯลฯ ศิลปะคือความงาม เมื่อเราพูดถึง ศิลปะ เรามักจะหมายถึง ความงามแต2ความงามในที่น้ีเป/นเรื่องของ คุณค2า (Value) ที่เป/นคุณค2าทางสุนทรียะ แตกต2างจากคุณค2าทางเศรษฐกิจ ที่เป/นราคาของ วัตถุ แต2เป/นคุณค2าต2อจิตใจ���วามงามเกิดขึ้นด'วยอารมณ มิใช2ด'วยเหตุผลความคิด หรือ ข'อเท็จจริงคนที่เคร2งครัดต2อเหตุผลหรือเพ2งเล็งไปที่คุณค2าทางวัตถุจะไม2เห็นความงาม คนที่มี อารมณละเอียดอ2อนไหว จะสัมผัสความงามได'ง2ายและรับได'มาก ความงามให'ความยินดี ให'ความพอใจได'ทันทีโดยไม2ต'องมีเหตุผล ความยินดีนั้นเกิดขึ้นเองโดยไม2มีการบังคับ ความงาม นั้นเกี่ยวข'องกับวัตถุก็จริงแต2มิได'เริ่มที่วัตถุ มันเริ่มที่อารมณของคน ดังนั้น ความงามจึงเป/น อารมณเป/นสุขารมณหรือเป/นอารมณที่ก2อให'เกิดความสุนทรีย เป/น1 ใน 3 สิ่งที่กอ2 ให'เกิด ความสุขกับมนุษย ซึ่งได'แก2 ความดี ความงาม และความจริง ผู'ที่ยอมรับและเห็นใน คุณค2าของทั้งสามสิ่งนี้ จะเป/นผู'มีความสุข เนื่องจากความงาม เป/นอารมณ เป/นสิ่งที่อยู2ในความรู'สึก นึกคิด ความงามจึงเป/นนามธรรม ดังนั้น การสร'างสรรค งานศิลปะก็เป/นการถ2ายทอดความงามผ2านสื่อวัสดุต2างๆ ออกมา เพื่อให'ผู'อื่นได'สัมผัส ได'พบ เห็น ได'รับรู'สื่อต2างๆ จะเป/นตัวกระตุ'นให'ผู'ชมเกิดอารมณทางความงามที่แตกต2างกันตาม ค2านิยมของแต2ละบุคคล ความงามไม2ใช2ศิลปะ เนื่องจากว2าความงามไม2จําเป/นต'องเกิดจากสิ่งที่ มนุษยสร'างขึ้น ในธรรมชาติก็มีความงามเช2นกัน เช2น บรรยากาศ ขณะที่พระอาทิตยขึ้นหรือตก ดิน ความสวยงามสดชื่นของดอกไม' ทิวทัศนธรรมชาติต2างๆเป/นต'น งานศิลปะที่ดีจะให'ความพึง 7

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


8 พอใจในความงามแก2ผู'ชมในขั้นแรก และจะให'ความสะเทือนใจที่คลี่คลายกว'างขวางยิ่งขึ้น ด'วย อารมณทางสุนทรียะของผลงานศิลปะนั้นในขั้นต2อไป ความงามในงานศิลปะออกเป/น 2 ประเภท คือ 1 ความงามทางกายภาพ (Physical Beauty) เป/นความงามของรูปทรงที่กําหนดเรื่องราว หรือเกิดจากการ ประสานกลมกลืนกัน ของทัศนธาตุ เป/นผลจากการจัดองคประกอบทางศิลปะ 2 ความงามทางใจ (Moral Beauty) ได'แก2 ความรู'สึก หรืออารมณที่แสดงออกมาจากงานศิลปะหรือ ที่ผู'ชมสัมผัสได'จาก งานศิลปะนั้นๆ ในงานศิลปะชิ้นหนึ่งๆ อาจมีความงามทั้ง 2 ประเภทอยู2ร2วมกัน แต2อาจ แสดงออกอย2างใดอย2างหนึ่ง มากน'อยขึ้นอยู2กับประเภทของงานและเจตนาของผู'สร'างและการ รับรู'ของผู'ชมด'วย ความงามในศิลปะ เป/นการสร'างสรรคล'วนๆ ไม2เกี่ยวข'องกับความงามวัตถุในธรรมชาติ เป/นความงามที่แสดงออกได'แม'ในสิ่งที่น2าเกลียด หัวข'อ เรื่องราว หรือเนื้อหาที่ใช'สร'างงานนั้น อาจน2าเกลียด แต2เมื่อเสร็จแล'วก็ยังปรากฎความงาม ที่เกิดจากอารมณที่ศิลปMนแสดงออก ดังนั้น ความงามจึงเป/นศาสตรอย2างหนึ่งที่ว2าด'วยความคิดที่ศิลปMนแสดงออกในงานศิลปะ ซึ่ง เรียกว2า "สุนทรียศาสตรP" มีข'อความที่กล2าวกันมาตั้งแต2สมัยเรอเนซองคจนถึงทุกวันนี้ว2า "ศิลปะมิได1จําลองความงาม แต.สร1างความงามขึ้น"

8

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


9 การรับรู1ความงามทางศิลปะ (Aesthetic Perception) การวิเคราะหPงานศิลปะ กีรติ บุญเจือ (๒๕๒๒) ได'จําแนกองคประกอบของศิลปะไว'ดังต2อไปนี้ ๑. วิเคราะหสื่อ (Media) คือ สิ่งที่ศิลปMนนํามาใช'ถ2ายทอดความคิดสร'างสรรคของตนให' ผู'อื่นสามารถรับรู'ได' เช2น สี แปรง หินอ2อน ผ'าใบ ทองแดง ปูน คําพูดของกวีนิพนธ เป/นต'น ๒. วิเคราะหเนื้อหา (Content) คือ เรื่องราวที่ศิลปMนแสดงออกมา ๓. วิเคราะหสุนทรียธาตุ (Aesthetical Elements) มี ๓ อย2างคือ ความงาม (Beauty) ความแปลกตา (Picturesqueness) และความน2าทึ่งหรือความเป/นเลิศ (Sublimity) ในงานศิลปะแต2ละชิ้นอาจจะไม2สามารถที่จะทําการวิเคราะหได'ทั้งหมดอาจมี ๑ ข'อ ๒ ข'อ หรือทั้ง ๓ ข'อผสมผสานกันก็ได'

9

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


10 ศิลปะในความหมายเฉพาะ วิจิตรศิลปT (Fine Arts หรือ Beaux’ Art) เป/นคําที่บัญญัติกันขึ้นในคริศตศตวรรษที่ 18 เพื่อใช'เรียกงานศิลปะที่ทําขึ้นเพื่อประเทืองปAญญาและอารมณ แยกออกจากประยุกตศิลป\ (Applied Arts) ซึ่งเป/นศิลปะที่ทําขึ้นเพื่อประโยชนใช'สอย และนับตั้งแต2คริสตศตวรรษที่ 19 เป/น ต'นมา ก็เริ่มมีแนวโน'มที่จะไม2เรียกสิ่งที่สร'างขึ้นเพื่อประโยชนใช'สอยเพียงอย2างเดียวว2าศิลปะอีก ต2อไป จะใช'คําว2า อุตสาหกรรม วิศวกรรม เทคโนโลยี หรือวิทยาศาสตรประยุกตแทนแต2คําว2า ประยุกตศิลป\ก็ยังคงใช'อยู2ตลอดมา เพื่อเรียกงานศิลปะที่ผสมประโยชนใช'สอยเข'าไปด'วย เช2น เครื่องตกแต2งบ'าน สิ่งทอ เครื่องเคลือบดินเผา เครื่องถนิมพิมพาภรณ เป/นต'น ในปAจจุบันนี้ เมื่อเราพูดถึงศิลปะคําเดียวจะหมายถึง เฉพาะศิลปะที่เป/นวิจิตรศิลป\ เท2านั้น ส2วนงานศิลปะที่ทําขึ้นเพื่อจุดประสงคอย2างอื่นจะเรียกว2า ประยุกตPศิลปT หรือเรียก จําแนกออกไปตามสาขา เช2น อุตสาหกรรมศิลป\ (Industrial Art) นิเทศศิลป\ (Communication Art) มัณฑนศิลป\ (Decorative Art) เป/นต'น ซึ่งหมายความว2าได'ประยุกตศิลปะหรือสุนทรียภาพ เข'าไปในงานอุตสาหกรรม งานสื่อสารมวลชน หรืองานตกแต2งบ'านเรื่องแล'ว นอกจากนี้ คําว2าศิลปะยังมีความหมายในวงที่แคบเข'ามาอีก 2 ความหมาย คือ 1. ศิลปะ หมายถึง เฉพาะงานทัศนศิลป\ ซึ่งประกอบด'วยจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพ พิมพ และงานสร'างสรรคอื่นที่ใช'การเห็นเป/นปAจจัยในการรับรู'เท2านั้น ความหมายเฉพาะในข'อนี้ จะเห็นได'จากนิทรรศการศิลปะที่จัดแสดงหรือประกวดกันทั่วไป หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับศิลปะ หรือสาขาวิชาในคณะที่เรียกเกี่ยวกับศิลปะตามวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยต2างๆ ซึ่งส2วนมากจะ เกี่ยวจข'องกับทัศนศิลป\เพียงกลุ2มเดียว คําว2า ศิลปMน (Artist) ที่นิยมใช'กันอยู2โดยทั่วไปทุกวันนี้ ส2วนมากก็จะหมายถึงผู'สร'างงาน ทัศนศิลป\ เราไม2เรียกผู'ทํางานศิลปะในสาขาอื่นว2า ศิลปMน เราใช'คําว2า สถาปนิก นักประพันธ นักดนตรี นักแสดง แต2เราเรียกจิตรกร ประติมากร และศิลปMนภาพพิมพ ว2า ศิลปMน 2. ศิลปะ หมายถึง ความมีคุณภาพ หรือคุณค2าทางศิลปะของผลงาน เช2น นักวิจารณ บางคนจะแสดงความเห็นต2องานศิลปะชิ้นหนึ่งว2า “รูปนี้ไม2ใช2ศิลปะ” หรือ “ประติมากรรมชิ้นนี้ เป/นศิลปะที่แท'จริง” เป/นต'น ซึ่งก็หมายความว2า “รูปนี้ไม2มีคุณค2าพอเพียงทางศิลปะ” หรือ “ประติมากรรมชิ้นนี้มีคุณค2าทางศิลปะสูง” นั่นเอง

10

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


11 ความหมายของทัศนศิลปT ทัศนศิลป\ เป/นศัพทที่ได'รับการบัญญัติข้ึนไว'ในวงการศิลปะของประเทศไทยเมื่อ ประมาณ 20 ป@ ที่ผ2านมา โดยแปลความหมายมาจากภาษาอังกฤษว2า Visual art จุดมุ2งหมาย สําคัญของการกําหนดความหมายก็คือ ต'องการจะแยกลักษณะการรับรู'ของมนุษยเกี่ยวกับ ศิลปะให'ชัดเจน เพราะแต2เดิมเรื่องของศิลปะจะเกี่ยวข'องกับวิจิตรศิลป\ (Fine art) หรือศาสตร ทางด'านความงามแทบทั้งสิ้น ทัศนศิลป\เป/นคําที่ใช'กันอยู2ในแวดวงศิลปะ มีความหมายว2า ศิลปะที่สื่อความหมายและ รับรู'ได'ด'วยการเห็น ได'แก2 จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปAตยกรรม และภาพพิมพ แสดงด'วย ความหมายหรือร2องรอยที่ปรากฎเห็นได'รอยเหล2านี้อาจทําด'วยเครื่องมือ วัสดุ หรือวิธีการใดๆ ก็ได' การกินระวางเนื้อที่ (Space art) โดยทางกายภาพ (ลักษณะทางภายนอกของสิ่งนั้น) จะ เป/นคุณสมบัติเฉพาะ���องทัศนศิลป\ท่แี ตกต2างไปจากโสตศิลป\ (Audio art) และโสตทัศนศิลป\ (Visual & Audio art)

11

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


12 การแบ.งประเภทและสาขาของศิลปะ • แบ.งตามจุดมุ.งหมายของการสร1าง 1.วิจิตรศิลปT เป/นศิลปะที่สร'างขึ้นเพื่อให'ความรู'สึกทางสุนทรียภาพ ให'อารมณสะเทือน ใจ ปลุกความเห็นแจ'ง ให'ประสบการณใหม2 หรือให'ความประเทืองปAญญาแก2ผู'ดู 2. ประยุกตศิลปT เป/นศิลปะที่สร'างขึ้นเพื่อใช'ประโยชนอย2างอื่นนอกเหนือจากความชื่น ชมในคุณค2าของศิลปะโดยตรง เช2น ภาพหรือลดลายที่ใช'ตกแต2งอาคาร หรือเครื่องเรือน รูปทรง สีสัน ของผลิตภัณฑอุตสาหกรรมที่ออกแบบให'เป/นที่พอใจของผู'บริโภค หรือเครื่องใช' ไม2สอยที่ทําขึ้นด'วยฝ@มือประณีต ศิลปะที่ประยุกตเข'าไปในสิ่งที่ใช'ประโยชนเหล2านี้ จะให'ความ พอใจอันเกิดจากความประณีตสวยงาม ความกลมกลืน แก2ประสาทสัมผัสควบคูไ2 ปกับ ประโยชนใช'สอย • ศิลปะแบ.งตามลักษณะของสื่อในการแสดงออก สื่อในการแสดงออก หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว2า สื่อสุนทรียภาพ (ซึ่งได'แก2 เส'น สี ปริมาตร เสียง ภาษา ฯลฯ) ของงานศิลปะแต2ละสาขา ย2อมแตกต2างกันไปตามธรรมชาติของการ แสดงออก ซึ่งอาจแบ2งออกได'เป/น 5 สาขา คือ 1. จิตรกรรม (Painting) เป/นศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'สี แสง เงา และแผ2นภาพที่ แบนราบเป/น 2 มิติ 2. ประติมากรรม (Sculpture) เป/นศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'วัสดุ และปริมาตร ของรูปทรง 3. สถาปYตยกรรม (Architecture) เป/นศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'วัสดุ โครงสร'าง และปริมาตรของที่ว2างกับรูปทรง 4. วรรณกรรม (Literature) เป/นศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'ภาษา 5. ดนตรีและนาฎกรรม (Music and Drama) เป/นศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช' เสียง (หรือภาษา) และความเคลื่อนไหวของร2างกาย • ศิลปะแบ.งตามลักษณะของการรับสัมผัส ประสาทรับสัมผัสของมนุษยนี้ประกอบด'วยประสาททาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต2 การรับสัมผัสที่ให'ความพอใจในสุนทรียภาพระดับสูงมี 2 ทาง คือ ทางตา และทางหู ส2วนทาง จมูก ลิ้น และกาย เป/นทางรับที่ให'ความพอใจในสุนทรียภาพระดับรองลงไป ศิลปMนอาจใช'กลิ่น รส และการสัมผัสเป/นสื่อของการแสดงออกทางศิลปะได' แต2คงเป/นเพียงส2วนประกอบ เราจึง แบ2งศิลปะตามลักษณะของการรับสัมผัสออกได'เป/น 3 สาขา คือ 12

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


13 1. ทัศนศิลปT (Visual Arts) เป/นศิลปะที่รับสัมผัสด'วยการเห็น ได'แก2 จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ และสถาปAตยกรรม 2. โสตศิลปT (Aural Arts) เป/นศิลปะที่รับสัมผัสด'วยการฟAง ได'แก2 ดนตรี และ วรรณกรรม (ผ2านการอ2านหรือร'อง) 3. โสตทัศนศิลปT (Audio Visual Arts) เป/นศิลปะที่รับสัมผัสด'วยการฟAงและการเห็น พร'อมกัน ได'แก2 นาฎกรรม การแสดง ภาพยนตร ซึ่งเป/นการผสมกันของวรรณกรรม ดนตรี และทัศนศิลป\ บางแห2งเรียกศิลปะสาขานี้ว2าศิลปะผสม (Mixed Art) การสร1างสรรคP การสร'างสรรค เป/นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร'างสรรค เป/นการดําเนินการในลักษณะ ต2างๆเพื่อให' เกิดสิ่งแปลกใหม2ที่ไม2เคยปรากฏมาก2อน สิ่งที่มีชีวิตเท2านั้นที่จะมีความคิดอย2าง สร'างสรรคได' ความคิด สร'างสรรคเป/นความคิดระดับสูง เป/นความสามารถทางสติปAญญา แบบหนึ่ง ที่จะคิดได'หลายทิศทาง หลากหลายรูปแบบโดยไม2มีขอบเขต นําไปสู2กระบวนการคิด เพื่อสร'างสิ่งแปลกใหม2 หรือเพื่อการพัฒนา ของเดิมให'ดีข้ึนทําให'เกิดผลงานที่มีลักษณะเฉพาะ ตน เป/นตัวของตัวเอง อาจกล2าวได'ว2า มนุษยเป/นสิ่งมี ชีวิตเพียงชนิดเดียวในโลก ที่มีความคิด สร'างสรรค เนื่องจากตั้งแต2ในอดีตที่ผ2านมา มีแต2มนุษยเท2านั้นที่ สามารถสร'างสิ่งใหม2ๆ ขึ้นมา เพื่อใช'ประกอบในการดํารงชีวิต และสามารถพัฒนาสิ่งต2างๆให'ดีขึ้นกว2าเดิม รวมถึงมี ความสามารถในการพัฒนาตน พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ และรวมถึงพัฒนาโลกที่เราอยู2 ให' มีลักษณะที่เหมาะสมกับมนุษยมากที่สุด ในขณะที่สัตวชนิดต2างๆ ที่มีวิวัฒนาการมา เช2นเดียวกับเรายังคงมีชีวิตความเป/นอยู2แบบเดิมอย2างไม2มีการเปลี่ยนแปลง มากกว2าครึ่งหนึ่งของการพบที่ย่งิ ใหญ2ของโลกได'ถูกกระทําขึ้นมาโดยผ2าน "การค'นพบ โดยบังเอิญ" หรือการค'นพบบางสิ่งขณะที่กําลังค'นหาบางสิ่งอยู2 การพัฒนาความคิดสร'างสรรค ของมนุษยจะทําให' เกิดการเปลี่ยนแปลง การสร'างสรรคอาจไม2จําเป/นต'องยิ่งใหญ2ถึงขนาดการ พัฒนาบางสิ่งขึ้นมาให'กับโลก แต2มีอาจเกี่ยวข'องกับพัฒนาการบางอย2างให'ใหม2ข้ึนมา อาจเป/น สิ่งเล็กๆ น'อยๆ เพื่อตัวของเราเอง เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เราจะพบว2าโลกก็จะ เปลี่ยนแปลงไปพร'อมกับเรา และในวิถีแห2งการเปลี่ยนแปลงที่เราได'มีประสบการณกับโลก ความคิดสร'างสรรคจึงมีความหมายที่ค2อนข'างกว'างและสามารถนําไปใช'ประโยชนกับการผลิต การสร'างสรรคสิ่งประดิษฐใหม2ๆ กระบวนการวิธีการที่คิดค'นขึ้นมาใหม2 เราคาดหวังว2าความคิดสร'างสรรคจะช2วยให'การดําเนินชีวิตและสังคมของเราดีขึ้น เรา จะมีความสุขมากขึ้น โดยผ2านกระบวนการที่ได'ปรับปรุงขึ้นมาใหม2น้ีทั้งในด'านปริมาณและ คุณภาพ 13

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


14 จุดม.งหมายของการสร1างสรรคP งานศิลปะโดยเฉพาะงานศิลปะสมัยปAจจุบัน ศิลปจะสร'างสรรคงานศิลปะในรูปแบบที่ หลากหลายมากขึ้นทําให'มีขอบข2ายกว'างขวางมาก แต2ไม2ว2าจะเป/นไปในลักษณะใดก็ตาม งาน ศิลปทุกประเภท จะให'คุณค2าที่ตอบสนองต2อมนุษย ในด'านที่เป/นผลงานการแสดงออกของ อารมณ ความรู'สึกและความคิดเป/นการสื่อถึงเรื่องราวที่สําคัญ หรือเหตุการณที่ประทับใจ เป/นการตอบสนองต2อความพึงพอใจ ทั้งทางด'านจิตใจและความสะดวกสบายด'านประโยชนใช' สอยของศิลปวัตถุ องคPประกอบของการสร1างสรรคPงานศิลปะ การสร'างสรรคจะประสบความสําเร็จเป/นผลงานได' นอกจากต'องอาศัยความคิด สร'างสรรคเป/นตัวกําหนดแนวทางและรูปแบบแล'ว ยังต'องอาศัยสามารถที่ยอดเยี่ยมของศิลปMน ซึ่งเป/นความสามารถเฉพาะตน เป/นความชํานาญที่เกิดจากการฝiกฝนและความพยายามอันน2า ทึ่ง เพราะฝ@มืออันเยี่ยมยอดจะสามารถสร'างสรรคผลงานที่มีความงามอันเยี่ยมยอดได' นอกจากนี้ยังต'องอาศัยวัสดุ อุปกรณต2างๆ มาใช'ในการสร'างสรรคด'วยเช2นกัน วัสดุอุปกรณใน การสร'างสรรค แบ2งออกเป/นวัตถุดิบที่ใช'เป/นสื่อในการแสดงออก และเครื่องมือที่ใช'สร'างสรรค ให'เกิดผลงาน ตามความชํานาญของศิลปMนแต2ละคน แนวทางในการสร'างสรรคงานศิลปะของ ศิลปMนแต2ละคน อาจมีที่มาจากแนวทางที่ต2างกัน บางคนได'รับแรงบันดาลใจจากความงาม ความคิด ความรู'สึก ความประทับใจ แต2บางคนอาจสร'างสรรคงานศิลปเพื่อแสดงออกถึงฝ@มืออันเยี่ยมยอดของตนเอง เพื่อ ประกาศความเป/นเลิศอย2างไม2มีที่เปรียบปานโดยไม2เน'นที่เนื้อหาของงาน และบางคนอาจ สร'างสรรคงานศิลปจากการใช'วัสดุท่สี นใจ โดยไม2เน'นรูปแบบและแนวคิดใดๆ เลยก็ได'

14

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


15

ประเภทของงานศิลปะ จิตรกรรม (Painting) เป/นผลงานศิลปะที่แสดงออกด'วยการขีดเขียน การวาด และระบายสี เพื่อให'เกิดภาพ เป/นงานศิลปะที่มี 2 มิติ เป/นรูปแบน ไม2มีความลึกหรือนูนหนา แต2สามารถเขียนลวงตาให' เห็น ว2ามีความลึกหรือนูนได' ความงามของจิตรกรรมเกิดจากการใช'สใี นลักษณะต2างๆ กัน

บรรลุ วิริยาภรณประภาส, 1997 องคประกอบสําคัญของงานจิตรกรรม คือ 1. ผู'สร'างงาน หรือ ผู'วาด เรียกว2า จิตรกร 2. วัสดุ ที่ใช'รองรับการวาด เช2น กระดาษ ผ'า ผนัง ฯลฯ 3. สี เป/นสิ่งที่แสดงออกถึงเนื้อหา เรื่องราวเกี่ยวกับผลงาน งานจิตรกรรมเป/นงานศิลปะที่เก2าแก2ดั้งเดิมของมนุษย เริ่มตั้งแต2การขีดเขียนบนผนังถ้ํา บนร2างกาย บนภาชนะเครื่องใช'ต2างๆ จนพัฒนามาเป/นภาพวาดที่ใช'ประดับตกแต2งในปAจจุบัน การวาดภาพเป/นพื้นฐานของงานศิลปะทุกชนิด ผู'สร'างสรรคงานจิตรกรรม เรียนว2า จิตรกร (Painter) งานจิตรกรรม แบ2งออกได' 2 ชนิด คือ 1. การวาดเส1น (Drawing) เป/นการวาดภาพโดยใช'ปากกา หรือดินสอ ขีดเขียนลงไป บนพิ้นผิววัสดุรองรับเพื่อให'เกิดภาพ การวาดเส'น คือ การขีดเขียนให'เป/นเส'นไม2ว2าจะเป/นเส'น เล็กหรือเส'นใหญ2 มักมีสีเดียวแต2การวาดเส'นไม2ได'จํากัดที่จะต'องมีสีเดียว อาจมีสีหลายๆ สีก็ได' การวาดเส'น จัดเป/นพื้นฐานที่สําคัญของงานศิลปะแทบทุกชนิด อย2างน'อย ผู'ฝiกฝนงานศิลปะ ควรได'มีการฝiผนงานวาดเส'นให'เชี่ยวชาญเสียก2อน ก2อนที่จะไปทํางานด'านอื่นๆ ต2อไป

15

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


16

แปลก กิจเฟI†องฟู, 2539 2. การระบายสี (Painting) เป/นการวาดภาพโดยการใช'พู2กัน หรือแปรง หรือวัสดุ อย2างอื่นมาระบายให'เกิดเป/นภาพ การระบายสี ต'องใช'ทักษะการควบคุมสีและเครื่องมือ มากกว2าการวาดเส'น ผลงานการระบายสีจะสวยงาม เหมือนจริง และสมบูรณแบบมากกว2า การวาดเส'น

สุรสิทธิ์ เสาวคง

ชวลิต นิตยะ ลักษณะของภาพจิตรกรรม งานจิตรกรรม ที่นิยมสร'างสรรค ขึ้นมีหลายลักษณะ ดังนี้ คือ 1. ภาพหุ.นนิ่ง (Sill life) เป/นภาพวาดเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช' หรือ วัสดุต2างๆ ที่ไม2มี การเคลื่อนไหว เป/นสิ่งที่อยู2กับที่ 2. ภาพคนทั่วไป แบ2งได' 2 ชนิด คือ 16

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


17 2.1 ภาพคน (Figure) เป/นภาพที่แสดงกิริยาท2าทางต2างๆ ของมนุษย โดยไม2 เน'นแสดงความเหมือนของใบหน'า 2.2 ภาพคนเหมือน (Portrait) เป/นภาพที่แสดงความเหมือนของใบหน'า ของ คนๆ ใดคนหนึ่ง

ศรีวรรณา เสาวคง 2539

ลาวัณย อุปอินทร, 2523

3. ภาพสัตวP (Animals Figure) แสดงกิริยาท2าทางของสัตวทั้งหลาย ในลักษณะต2างๆ 4. ภาพทิวทัศนP (Landscape) เป/นภาพที่แสดงความงาม หรือความประทับใจใน ความงาม ของธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล'อม ของศิลปMนผู'วาด ภาพทิวทัศนยังแบ2งเป/นลักษณะ ต2างๆ ได'อีก คือ 4.1 ภาพทิวทัศนPผืนน้ํา หรือ ทะเล (Seascape) 4.2 ภาพทิวทัศนPพ้ืนดิน (Landscape) 4.3 ภาพทิวทัศนPของชุมชนหรือเมือง (Cityscape)

สงัด ปุยอ‡อก

17

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


18

ชวลิต นิตยะ 5. ภาพประกอบเรื่อง (Illustration) เป/นภาพที่เขียนขึ้นเพื่อบอกเล2าเรื่องราว หรือ ถ2ายทอดเหตุการณต2างๆ ให'ผู'อื่นได'รับรู' โดยอาจเป/นทั้งภาพประกอบเรื่องในหนังสือ พระ คัมภีร หรือภาพเขียนบนฝาผนังอาคาร สถาปAตยกรรมต2างๆ และรวมถึงภาพโฆษณาต2างๆ ด'วย

สนิท ดิษฐพันธุ

ประสงค ปAทมานุช

วิสุทธิ์ คงวุธ 6. ภาพองคPประกอบ (Composition) เป/นภาพที่แสดงความสัมพันธของ องคประกอบของศิลปะ และลักษณะในการจัดองคประกอบ เพื่อให'เกิดความรู'สึกต2างๆ ตาม ความต'องการของผู'สร'าง โดยที่อาจไม2เน'นแสดงเนื้อหาเรื่องราวของภาพ หรือแสดงเรื่องราว ที่มาจากความประทับใจ โดยไม2ยึดติดกับความเป/นจริงตามธรรมชาติ งานชนิดนี้ปรากฏมากใน งานจิตรกรรมสมัยใหม2

18

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


19 7. ภาพลวดลายตกแต.ง (Decorative painting) เป/นภาพวาดลวดลายประกอบเพื่อ ตกแต2งสิ่งต2างๆ ให'เกิดความสวยงามมากขึ้น เช2น การวาดลวดลายประดับอาคาร สิ่งของ เครื่องใช' ลวดลายสัก ฯลฯ

19

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


20 ประติมากรรม (Sculpture)

“ขลุ2ยทิพย” เขียน ยิ้มศิริ เป/นผลงานศิลปะที่แสดงออกด'วยการสร'างรูปทรง 3 มิติ มีปริมาตร มีน้ําหนักและกิน เนื้อที่ในอากาศ โดยการใช'วัสดุชนิดต2างๆ วัสดุท่ใี ช'สร'างสรรคงานประติมากรรม จะเป/น ตัวกําหนด วิธีการสร'างผลงาน ความงามของงานประติมากรรม เกิดจากการแสงและเงา ที่ เกิดขึ้นในผลงานการสร'างงานประติมากรรมทําได' 4 วิธี คือ 1. การปYhน (Casting) เป/นการสร'างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ทีเหนียว อ2อนตัว และยึด จับตัว กันได'ดี วัสดุที่นิยมนํามาใช'ปAJน ได'แก2 ดินเหนียว ดินน้ํามัน ปูน แป‰ง ขี้ผึ้ง กระดาษ หรือ ขี้ เลื่อยผสมกาว เป/นต'น 2. การแกะสลัก (Carving) เป/นการสร'างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุท่ี แข็ง เปราะ โดย อาศัยเครื่องมือ วัสดุที่นิยมนํามาแกะ ได'แก2 ไม' หิน กระจก แก'ว ปูนปลาสเตอร เป/นต'น 3. การหล.อ (Molding) เป/นการสร'างรูปทราง 3 มิติ จากวัสดุท่หี ลอมตัวได'และกลับ แข็งตัวได'โดยอาศัยแม2พิมพซึ่งสามารถทําให'เกิดผลงานที่เหมือนกันทุกประการตั้งแต2 2 ชิ้น ขึ้นไป วัสดุที่นิยมนํามาใช'หล2อ ได'แก2 โลหะ ปูน แป‰ง แก'ว ขี้ผึ้ง ดิน เรซิ่น พลาสติก ฯลฯ

“รํามะนา” ชิต เหรียญประชา 20

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


21 4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) เป/นการสร'างรูปทรง 3 มิติ โดยนําวัสดุต2างๆ มา ประกอบเข'าด'วยกัน และยึดติดกันด'วยวัสดุต2างๆ การเลือกวิธีการสร'างสรรคงานประติมากรรม ขึ้นอยู2กับวัสดุท่ตี 'องการใช' ประติมากรรมไม2ว2าจะสร'างขึ้นโดยวิธใี ด จะมีอยู2 3 ลักษณะ คือ แบบนูนต่ํา แบบนูนสูง และ แบบลอยตัว ผู'สร'างสรรคงานประติมากรรม เรียกว2า ประติมากร ประเภทของงานประติมากรรม 1. ประติมากรรมแบบนูนต่ํา (Bas Relief) เป/นรูปที่เป/นนูนขึ้นมาจากพื้นหรือมีพื้น หลังรองรับ มองเห็นได'ชัดเจนเพียงด'านเดียว คือด'านหน'า มีความสูงจากพื้นไม2ถึงครึ่งหนึ่งของ รูปจริง ได'แก2รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช'ประดับตกแต2งภาชนะ หรือประดับตกแต2งอาคาร ทางสถาปAตยกรรม โบสถ วิหารต2างๆ พระเครื่องบางชนิด

2. ประติมากรรมแบบนูนสูง (High Relief) เป/นรูปต2างๆ ในลักษณะเช2นเดียวกับ แบบนูนต่ํา แต2มีความสูงจากพื้นตั้งแต2ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึ้นไป ทําให'เห็นลวดลายที่ลึก ชัดเจน และเหมือนจริงมากกว2าแบบนูนต่ําและใช'งานแบบเดียวกับแบบนูนต่ํา 3. ประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief) เป/นรูปต2างๆ ที่มองเห็นได'รอบด'าน หรือตั้งแต2 4 ด'านขึ้นไป ได'แก2 ภาชนะต2างๆ รูปเคารพต2างๆ พระพุทธรูป เทวรูป รูปตามคตินิยม รูปบุคคลสําคัญ รูปสัตว ฯลฯ

21

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


22

นนทิวรรธน จันทนะผะลิน

วันเจริญ จ2าประคัง

ศุภชัย ศาสตรสาระ

22

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


23 การพิมพPภาพ (Printing)

การพิมพภาพ หมายถึ��� การถ2ายทอดรูปแบบจากแม2พิมพออกมาเป/นผลงานที่มี ลักษณะ เหมือนกันกับแม2พิมพทุกประการ และได'ภาพที่เหมือนกันมีจํานวนตั้งแต2 2 ชิ้นขึ้นไป การพิมพภาพเป/นงานที่พัฒนาต2อเนื่องมาจากการวาดภาพ ซึ่งการวาดภาพไม2สามารถ สร'างผลงาน 2 ชิ้น ที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการได' จึงมีการพัฒนาการพิมพขึ้นมา จีนถือว2าเป/นชาติแรกที่นําเอาวิธีการพิมพมาใช'อย2างแพร2หลายมานานนับพันป@จากนั้น จึงได'แพร2หลายออกไปในภูมิภาคต2างๆของโลก ชนชาติทางตะวันตกได'พัฒนาการพิมพภาพ ขึ้นมาอย2างมากมาย มีการนําเอาเครื่องจักรกลต2างๆเข'ามาใช'ในการพิมพ ทําให'การพิมพมีการ พัฒนาไปอย2างรวดเร็วในปAจจุบัน การพิมพภาพมีองคประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. แม2พิมพ เป/นสิ่งที่สําคัญที่สุดในการพิมพ 2. วัสดุที่ใช'พิมพลงไป 3. สีที่ใช'ในการพิมพ 4. ผู'พิมพ

23

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


24 ผลงานที่ได'จากการพิมพ มี 2 ชนิด คือ 1. ภาพพิมพP เป/นผลงานพิมพที่เป/นภาพต2างๆ เพื่อความสวยงามหรือบอกเล2าเรื่องราว ต2างๆ อาจมีข'อความ ตัวอักษรหรือตัวเลขประกอบหรือไม2มีก็ได' 2. สิ่งพิมพP เป/นผลงานพิมพที่ใช'บอกเล2าเรื่องราวต2างๆ เป/นตัวอักษร ข'อความ ตัวเลข อาจมีภาพประกอบหรือไม2มีก็ได' ประเภทของการพิมพP การพิมพแบ2งออกได'หลายประเภทตามลักษณะต2าง ดังนี้ 1. แบ2งตามจุดมุ2งหมายในการพิมพ ได' 2 ประเภท คือ 1.1 ศิลปภาพพิมพP (Graphic Art) เป/นงานพิมพภาพเพื่อให'เกิดความ สวยงามเป/นงานวิจิตรศิลป\ 1.2 ออกแบบภาพพิมพP (Graphic Design) เป/นงานพิมพภาพประโยชนใช' สอยนอกเหนือไปจากความสวยงาม ได'แก2 หนังสือต2าง บัตรต2างๆ ภาพโฆษณา ปฏิทิน ฯลฯ จัดเป/นงาน ประยุกตศิลป\

2. แบ2งตามกรรมวิธีในการพิมพ ได' 2 ประเภท คือ 2.1 ภาพพิมพPต1นแบบ (Original Print) เป/นผลงานพิมพที่สร'างจากแม2พิมพ และวิธีการพิมพที่ถูกสร'างสรรคและกําหนดขึ้นโดยศิลปMนเจ'าของผลงาน และเจ'าของผลงาน ะต'องลงนามรับรองผลงานทุกชิ้น บอกลําดับที่ในการพิมพ เทคนิคการพิมพและ วัน เดือน ป@ ที่ พิมพด'วย 2.2 ภาพพิมพPจําลองแบบ (Reproductive Print) เป/นผลงานพิมพที่สร'าง จากแม2พิมพ หรือวิธีการพิมพวิธีอื่น ซึ่งไม2ใช2วิธีการเดิมแต2ได'รูปแบบเหมือนเดิม บางกรณีอาจ เป/นการละเมิดลิขสิทธิ์ผู'อื่น 3. แบ2งตามจํานวนครั้งที่พิมพ ได' 2 ประเภท คือ 24

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


25 3.1 ภาพพิมพPถาวร เป/นภาพพิมพที่พิมพออกมาจากแม2พิมพใดๆ ที่ได'ผลงาน ออกมามีลักษณะเหมือนกันทุกประการตั้งแต2 2 ชิ้นขึ้นไป 3.2 ภาพพิมพPครั้งเดียว เป/นภาพพิมพที่พิมพออกมาได'ผลงานเพียงภาพเดียว ถ'าพิมพอีกจะได'ผลงานที่ไม2เหมือนเดิม

อันโดะ ฮิโรชิเงะ, 1840 Wood-cut ออสการ, 1908 Lithograph

ออกุสต เรอนัวร, 1897 Lithograph 4. แบ2งตามประเภทของแม2พิมพ ได' 4 ประเภท คือ 4.1 แม.พิมพPนูน (Relief Process) เป/นการพิมพโดยให'สีติดอยู2บนผิวหน'าที่ ทําให'นูนขึ้นมาของแม2พิมพ ภาพที่ได'เกิดจากสีท่ตี ิดอยูใ2 นส2วนบนนั้น แม2พิมพนูนเป/นแม2พิมพ ที่ทําขึ้นมาเป/นประเภทแรก ภาพพิมพชนิดนีไ้ ด'แก2 ภาพพิมพแกะไม' (Wood-Cut) ภาพพิมพแกะ ยาง (Lino-Cut) ตรายาง (Rubber Stamp) ภาพพิมพจากเศษวัสดุต2างๆ

25

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


26

4.2 แม.พิมพPร.องลึก (Intaglio Process) เป/นการพิมพโดยให'สีอยูใ2 นร2องที่ทํา ให'ลึกลงไปของแม2พิมพโดยใช'แผ2นโลหะทําเป/นแม2พิมพ (แผ2นโลหะที่นิยมใช'คือแผ2นทองแดง) และทําให'ลึกลงไปโดยใช'น้ํากรดกัด ซึ่งเรียกว2า Etching แม2พิมพร2องลึกนี้พัฒนาขึ้นโดย ชาวตะวันตก สามารถพิมพงานที่มีความละเอียด คมชัดสูง สมัยก2อนใช'ในการพิมพ หนังสือ พระคัมภีร แผนที่ เอกสารต2างๆ แสตมป\ ธนบัตร ปAจจุบันใช'ในการพิมพงานที่เป/นศิลปะและ ธนบัตร 4.3 แม.พิมพPพื้นราบ (Planer Process) เป/นการพิมพโดยให'สีติดอยู2บน ผิวหน'าที่ราบเรียบของแม2พิมพ โดยไม2ต'องขุดหรือแกะพื้นผิวลงไปแต2ใช'สารเคมีเข'าช2วย ภาพ พิมพชนิดนี้ได'แก2 ภาพพิมพหิน (Lithograph) การพิมพออฟเซท (Offset) ภาพพิมพกระดาษ (Paper-Cut) ภาพพิมพครั้งเดียว (Monoprint)

4.4 แม.พิมพPฉลุ (Stencil Process) เป/นการพิมพโดยให'สีผ2านทะลุช2องของ แม2พิมพลงไปสู2ผลงานที่อยู2ด'านหลัง เป/นการพิมพชนิดเดียวที่ได'รูปที่มีด'านเดียวกันกับแม2พิมพ ไม2กลับซ'ายเป/นขวา ภาพพิมพชนิดนีไ้ ด'แก2 ภาพพิมพฉลุ (Stencil) ภาพพิมพตะแกรงไหม (Silk Screen) การพิมพอัดสําเนา (Roneo) เป/นต'น

26

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


27 มัณฑนศิลปT Decorative Art

เป/นงานศิลปะที่เกี่ยวข'องกับการออกแบบเพื่อการตกแต2ง สิ่งต2างๆ ให'เกิดความ สวยงามและเหมาะสมกับประโยชนใช'สอยมากขึ้น ได'แก2 การจัดตกแต2งภายในบ'าน อาคาร สถานที่ต2างๆ การตกแต2งภายนอก การจัดสวน การจัดนิทรรศการ การจัดบอรด ป‰ายนิเทศ การจัดแสดงสินค'า การแต2งกาย การแต2งหน'า การตกแต2งร'านค'า เป/นต'น ผู'สร'างสรรคงาน เรียนว2า มัณฑนากร (Decorator)

อุตสาหกรรมศิลปT Industrial Art

เป/นงานศิลปะที่เกี่ยวข'องกับการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑ (Product) สิ่งของ เครื่องใช'ต2างๆ ให'สวยงามและเหมาะสมกับประโยชนใช'สอยมากขึ้น ด'วยวิธีการในระบบ อุตสาหกรรม ซึ่งมีการทํางานเป/นระบบ เป/นขั้นตอน มีมาตรฐาน มีการใช'เครื่องจักรกลเข'าช2วย 27

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


28 ทําให'ต'นทุนต่ํา ผลิตภัณฑต2างๆ ได'แก2 เครื่องยนต เครื่องจักรกล เครื่องใช'ไฟฟ‰า เครื่องอิเลค โทรนิค เฟอรนิเจอร สุขภัณฑ ครุภัณฑ เสื้อผ'า เครื่องประดับ เครื่องแต2งกาย เครื่องอุปโภค บริโภคต2างๆ ตลอดจนถึงภาชนะบรรจุผลิตภัณฑต2างๆ ด'วย ผู'สร'างสรรคงาน เรียกว2า นักออกแบบ (Designer)

พาณิชยPศิลปT Commercial Art เป/นงานศิลปะที่เกี่ยวข'องกับการออกแบบเพื่อสนับสนุนกิจการค'า และการบริการ เพื่อให'ประสบผลสําเร็จตามจุดมุ2งหมาย ได'แก2 การออกแบบเครื่องหมายการค'า การออกแบบ สิ่งพิมพ การออกแบบโฆษณา การออกแบบฉลากสินค'า การออกแบบจัดแสดงสินค'า ฯลฯ ผู'สร'างสรรคงาน เรียนกว2า นักออกแบบ (Designer)

28

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


29 การออกแบบ Design

การออกแบบ หมายถึง การถ2ายทอดรูปแบบจากความคิดออกมาเป/นผลงาน ที่ผู'อื่น สามารถมองเห็น รับรู' หรือสัมผัสได' เพื่อให'มีความเข'าใจในผลงานร2วมกัน ความสําคัญของ การออกแบบ มีอยู2หลายประการ กล2าวคือ 1.ในแง2ของการวางแผนการการทํางาน งานออกแบบจะช2วยให'การทํางานเป/นไปตาม ขั้นตอนอย2างเหมาะสม และประหยัดเวลา ดังนั้นอาจถือว2าการออกแบบ คือ การวางแผนการ ทํางานก็ได' 2. ในแง2ของการนําเสนอผลงาน ผลงานออกแบบจะช2วยให'ผู'เกี่ยวข'องมีความเข'าใจ ตรงกันอย2างชัดเจน ดังนั้น ความสําคัญในด'านนี้ คือ เป/นสื่อความหมายเพื่อความเข'าใจ ระหว2างกัน 3. เป/นสิ่งที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน งานบางประเภทอาจมีรายละเอียด มากมายซับซ'อน ผลงานออกแบบจะช2วยให'ผู'เกี่ยวข'อง และผู'พบเห็นมีความเข'าใจที่ชัดเจนขึ้น หรืออาจกล2าวได'ว2า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิดของผู���อกแบบได'ทั้งหมด 4. แบบ จะมีความสําคัญอย2างที่สุด ในกรณีท่ี นักออกแบบกับผู'สร'างงานหรือผู'ผลิต เป/นคนละคนกัน เช2น สถาปนิกกับช2างก2อสร'าง นักออกแบบกับผู'ผลิตในโรงงาน หรือถ'าจะ เปรียบไปแล'ว นักออกแบบก็เหมือนกับคนเขียนบทละครนั่นเอง

แบบ เป/นผลงานจากการออกแบบ เป/นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร'างสรรคและฝ@มือของ นักออกแบบ แบบมีอยู2หลายลักษณะ ดังนี้ คือ

29

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


30 1. เป4นภาพวาดลายเส1น (drawing) ภาพระบายสี (Painting) ภาพถ.าย (Pictures) หรือแบบร.าง (Sketch) แบบที่มีรายละเอียด (Draft) เช2น แบบก2อสร'าง ภาพ พิมพ (Printing) ฯลฯ ภาพต2างๆ ใช'แสดงรูปลักษณะของงาน หรือแสดงรายละเอียดต2างๆ เกี่ยวกับงาน ที่เป/น 2 มิติ 2. เป4นแบบจําลอง (Model) หรือของจริง เป/นแบบอีกประเภทหนึ่งที่ใช'แสดง รายละเอียดของงานได'ชัดเจนกว2าภาพต2างๆ เนื่องจากมีลักษณะเป/น 3 มิติ ทําให' สามารถ เข'าใจในผลงานได'ดีกว2า นอกจากนี้แบบจําลองบางประเภทยังใช'งานได'เหมือนของจริงอีกด'วย จึงสมารถใช'ในการทดลอง และทดสอบการทํางาน เพื่อหาข'อบกพร2องได' ประเภทของการออกแบบ 1. การออกแบบทางสถาปYตยกรรม (Architecture Design) เป/นการออกแบบเพื่อ การก2อสร'าง สิ่งก2อสร'างต2างๆ นักออกแบบสาขานี้ เรียกว2า สถาปนิก (Architect) ซึง่ โดยทั่วไป จะต'องทํางานร2วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเกี่ยว กับประโยชนใช' สอยและความงามของสิ่งก2อสร'าง งานทางสถาปAยตกรรมได'แก2 - สถาปAตยกรรมทั่วไป เป/นการออกแบบสิ่งก2อสร'างทั่วไป เช2น อาคาร บ'านเรือน ร'านค'า โบสถ วิหาร ฯลฯ - สถาปAตยกรรมโครงสร'าง เป/นการออกแบบเฉพาะโครงสร'างหลักของอาคาร - สถาปAตยกรรมภายใน เป/นการออกแบบที่ต2อเนื่องจากงานโครงสร'าง ที่เป/น ส2วนประกอบของอาคาร - งานออกแบบภูมิทัศน เป/นการออกแบบที่มีบริเวณกว'างขวาง เป/นการจัดบริเวณ พื้นที่ต2างๆ เพื่อให'เหมาะสมกับประโยชนใช'สอยและความสวยงาม - งานออกแบบผังเมือง เป/นการออกแบบที่มีขนาดใหญ2 และมีองคประกอบซับซ'อน ซึ่งประกอบไปด'วยกลุ2มอาคารจํานวนมาก ระบบภูมิทัศน ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ

30

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


31 2. การออกแบบผลิตภัณฑP (Product Design)

เป/นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑชนิดต2างๆงานออกแบบสาขานี้ มีขอบเขต กว'างขวางมากที่สุด และแบ2งออกได'มากมาย หลายๆ ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเกี่ยวกับ ประโยชนใช'สอยและความสวยงามของ ผลิตภัณฑ งานออกแบบประเภทนีไ้ ด'แก2 - งานออกแบบเฟอรนิเจอร - งานออกแบบครุภัณฑ - งานออกแบบเครื่องสุขภัณฑ - งานออกแบบเครื่องใช'สอยต2างๆ - งานออกแบบเครื่องประดับ อัญมณี - งานออกแบบเครื่องแต2งกาย - งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ - งานออกแบบผลิตเครื่องมือต2างๆ ฯลฯ

31

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


32 3. การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design)

เป/นการออกแบบเพื่อการผลิต ผลิตภัณฑชนิดต2างๆ เช2นเดียวกับการออกแบบ ผลิตภัณฑ ซึ่งมีความเกี่ยวข'องกัน ต'องใช'ความรู'ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู'ออกแบบคือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบในเรื่องของประโยชนใช'สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย2างต'องทํางานร2วมกันกับนักออกแบบสาขาต2างๆ ด'วย งานอกแบบ ประเภทนี้ได'แก2 - งานออกแบบเครื่องใช'ไฟฟ‰า - งานออกแบบเครื่องยนต - งานออกแบบเครื่องจักรกล - งานออกแบบเครื่องมือสื่อสาร - งานออกแบบอุปกณอิเลคทรอนิคสต2างๆ ฯลฯ 4. การออกแบบตกแต.ง (Decorative Design)

เป/นการออกแบบเพื่อการตกแต2งสิ่งต2างๆ ให'สวยงามและเหมาะสมกับประโยชนใช'สอย มากขึ้น นักออกแบบเรียนว2า มัณฑนากร (Decorator) ซึ่งมักทํางานร2วมกับสถาปนิก งาน ออกแบบประเภทนี้ได'แก2 - งานตกแต2งภายใน (Interior Design) - งานตกแต2งภายนอก (Exterior Design) - งานจัดสวนและบริเวณ (Landscape Design) 32

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


33 - งานตกแต2งมุมแสดงสินค'า (Display) - การจัดนิทรรศการ (Exhibition) - การจัดบอรด - การตกแต2งบนผิวหน'าของสิ่งต2างๆ เป/นต'น ฯลฯ 5. การออกแบบสิ่งพิมพP (Graphic Design)

เป/นการออกแบบเพื่อทางผลิตงานสิ่งพิมพ ชนิดต2างๆ ได'แก2 หนังสือ หนังสือพิมพ โปสเตอร นามบัตร บัตรต2างๆ งานพิมพลวดลายผ'า งานพิมพภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช'ต2างๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ เครื่องหมายการค'า ฯลฯ

33

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


34 สถาปYตยกรรม (Architecture)

เป/นผลงานศิลปะที่แสดงออกด'วยการก2อสร'างสิ่งก2อสร'าง อาคาร ที่อยู2อาศัยต2างๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต2งอาคาร การออกแบบก2อสร'าง ซึ่งเป/นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ2ต'องใช'ผู'สร'างงานจํานวนมาก และเป/นงานศิลปะที่มีอายุยืนยาว สถาปAตยกรรม เป/นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว2างให'เกิดประโยชนใช'สอยตามความต'องการ ซึ่งเกี่ยวข'องกับ ศาสตรในสาขาต2างๆ เช2น วิศวกรรมศาสตร วิทยาศาสตร สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม และคุณค2าของสถาปAตยกรรม ขึ้นอยู2กับองคประกอบ ดังนี้ คือ 1. การจัดสรรบริเวณที่ว2างให'สัมพันธกันของส2วนต2างๆ ทั้งภายในและภายนอก 2. การจัดรูปทรงทางสถาปAตยกรรมให'เหมาะสมกับประโยชนใช'สอย และสิ่งแวดล'อม 3. การเลือกใช'วัสดุให'เหมาะสมกลมกลืน

สถาปAตยกรรมแบ2งออกได' 2 ชนิด คือ 1. ชนิดที่สร'างขึ้นเพื่อให'มนุษยเข'าไปอาศัยอยู2 หรือประกอบกิจกรรมต2างๆ เช2น อาคาร บ'านเรือน โบสถ วิหาร ศาลา ฯลฯ 2. ชนิดที่สร'างขึ้นเพื่อประโยชนใช'สอยอย2างอื่นๆ เช2น อนุสาวรีย เจดีย สะพาน เป/นต'น ผู'สร'างสรรคงานสถาปAตยกรรม เรียนว2า สถาปนิก (Architect) 34

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


35 วรรณกรรม (Literature) เป/นผลงานศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'ภาษา เพื่อการสื่อสารเรื่องราวให'เข'าใจ ระหว2างมนุษย ภาษาเป/นสิ่งที่มนุษยคิดค'น และสร'างสรรคขึ้นเพื่อใช'สื่อความหมาย เรื่องราว ต2างๆ ภาษาที่มนุษยใช'ในการสื่อสารได'แก2 1. ภาษาพูด โดยการใช'เสียง 2. ภาษาเขียน โดยการใช'ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ และภาพ 3. ภาษาท.าทาง โดยการใช'กิริยาท2าทาง หรือประกอบวัสดุอย2างอื่น ความงามหรือศิลปะในการใช'ภาษาขึ้นอยู2กับ การใช'ภาษาให'ถูกต'อง ชัดเจน และ เหมาะสมกับเวลา โอกาส และบุคคล นอกจากนี้ ภาษาแต2ละภาษายังสามารถปรุงแต2ง ให'เกิด ความเหมาะสม ไพเราะ สวยงามได' ชาติไทย เป/นชาติท่ีมีอารยะธรรมเก2าแก2 มีภาษที่เป/น เอกลักษณเฉพาะของตนเอง ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน นอกจากนี้ ยังมีความคิดสร'างสรรค ในการใช'ภาษาได'อย2างไพเราะ ถือเป/นความงามของการใช'ภาษาจากการแต2งโคลง กลอน คํา ประพันธ ร'อยแก'วต2างๆ นอกจากนี้ ยังมีการบัญญัติคําราชาศัพท คําสุภาพ ขึ้นมาใช'ได'อย2าง เหมาะสม แสดงให'เห็นวัฒนธรรมที่เป/นเลิศทาง การใช'ภาษาที่ควรดํารง และยึดถือต2อไป ผู' สร'างสรรคงานวรรณกรรม เรียกว2า นักเขียน นักประพันธ หรือ กวี (Writer or Poet) วรรณกรรมไทย แบ2งออกได' 2 ชนิด คือ 1. ร1อยแก1ว เป/นข'อความเรียง���ี่แสดงเนื้อหา เรื่องราวต2างๆ 2. ร1อยกรอง เป/นข'อความที่มีการใช'คําที่สัมผัส คล'องจอง ทําให'สัมผัสได'ถึงความงาม ของภาษาไทย ร'อยกรองมีหลายแบบ คือ โคลง ฉันท กาพย กลอน และร2าย

35

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


36 ดนตรี และนาฏศิลปT Music & Dramatic Art

เป/นผลงานศิลปะที่แสดงออกด'วยการใช'เสียง การจัดจังหวะ และท2วงทํานองของเสียง ด'วยการเล2นดนตรี และการขับร'องเพลง ที่มีผลต2ออารมณและจิตใจของมนุษย รวมถึงการใช' ท2าทางประกอบเสียง การเต'น ระบํา รํา ฟ‰อน การแสดงละคร ฯลฯ ผู'สร'างสรรคงาน เรียกว2า นักดนตรี (Musician) นักร1อง (Singer) หรือ นักแสดง (Actor / Actress)

36

เอกสารประกอบการสอนวิชาศิลปกรรมศาสตรปริทรรศน FA101 คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง เรียบเรียงโดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย (2554)


What is Arts?