Page 1

การเขียนบทความ บทความเปนความเรียงที่มีลัษณะพิเศษผิดจากเรียงความเรียงธรรมดา เปนความเรียงที่เขียน ขึ้นโดยมีพื้นฐานข$อเท็จจริง มีมูลเหตุมาจากเรื่องราว ข+าวสารที่ผู$เขียนแทรกข$อเสนอแนะเชิงวิจารณ/ หรือ เชิงสร$างสรรค/ขึ้น ความมุงหมายในการเขียนบทความ 1. เพื่ออธิบายหรือให$ความรู$เรื่องใดเรื่องหนึ่ง 2. เพื่อพรรณนา ทําให$ผู$อ+านนึกถึงภาพของสิ่งของ สถานที่หรือความเปนอยู+ 3. เพื่อเทศนา ชักชวน ให$ผู$อ+านคล$อยตามความคิดของผู$เชียน 4. เพื่ออธิบายในข$อป9ญหาต+างๆ และชักนําให$ผู$อ+านเห็นด$วยและปฏิบัติตาม ประเภทของบทความแบงตามลักษณะของเนื้อหาได" ดังนี้ 1. ประเภทป9ญหาโต$แย$ง 2. ประเภทเสนอคําแนะนํา 3. ประเภทท+องเที่ยวเดินทาง 4. ประเภทกึ่งชีวประวัติ หรือสารคดีความรู$ทั่วไป 5. ประเภทเปรียบเทียบสมมติหรืออุปมาอุปไมย ลัษณะของบทความที่ดี 1. น+าสนใจ มีเนื้อหา เหตุการณ/ใหม+กําลังเปนที่น+าสนใจของคนทั่วไป 2. มีสาระแก+นสาร มีหลักฐานอ$างอิง พิสูจน/ได$ 3. มีขนาดกะทัดรัด สั้นกระชับ ใช$ภาษาง+ายๆถูกต$องตามหลักภาษา 4. ผู$เขียนเข$าใจป9ญหาที่มาของเรื่องอย+างละเอียดชัดเจนโดยตลอด 5. มีวิธีการเขียนน+าสนใจ น+าติดตาม ไม+หนักเชิงวิชาการหรือเบาจนไร$สาระ จนเกินไป


2

หลักการเขียนบทความ การเขียนบทความมีหลักเช+นเดียวกับการเขียนเรียงความ มีการแบ+งโครงเรื่องเปน 3 ตอนคือ นําเรื่อง(ความนํา) เนื้อเรื่อง(ดําเนินเรื่อง) และจบเรื่อง(ลงท$าย สรุปความ) ขั้นตอนการเขียนบทความ 1. การเลือกเรื่อง ควรเปนเรื่องที่คนกําลังสนใจ หรือกําลังเปนข+าวเด+น ผู$เขียนมีความรู$ หรือมีทางที่จะหาความรู$ที่ลึกซึ้งได$ รู$จักกําหนดขอบเขตของเรื่องให$อยู+ในวงพอเหมาะเพื่อจะได$เสนอ เรื่องราวและความคิดอย+างสมบูรณ/เปนพิเศษ 2. การรวบรวมเนื้อหา กรณีมีมูล ต$องออกสืบหาให$ได$ชัดเจนอาจด$วยวิธีไปยังแหล+งต$น กําเนิด การสัมภาษณ/ การอ+าน ทดลองปฏิบัติ จนคิดว+าเปนหลักฐานน+าเชื่อถือได$ในทางวิชาการ ควร บันทึกข$อมูลเอกสาร อ$างอิงไว$ด$วย 3. การกําหนดจุดมุ+งหมายเฉพาะของการเขียน เลือกสํานวนการเขียนให$ตรงกับ ความ ประสงค/ปลายทางว+าต$องการให$ผู$อ+านได$รับอะไร ทําอะไร คิดอย+างไร เปนต$น 4. การวางโครงเรื่อง เพื่อให$ตรงกับจุดประสงค/ที่ตั้งไว$ ระวังรูปแบบของบทความที่มี ลักษณะเฉพาะตัว จากนั้นควรกําหนดกลวิธีการเขียนและการดําเนินเรื่องให$สอดคล$องต$องกัน ทําให$ได$ สาระตรงตามจุดหมายที่วางไว$ 5. การตั้งใจเขียนให$ได$เนื้อหาสาระ อ+านเพลิน ใช$ภาษาแจ+มแจ$งเร$าใจชวนให$ติดตาม ใช$ เหตุผลที่น+าเชื่อถือเสนอทัศนะแปลก ลึกซึ้ง ประทับใจและกว$างขวางเท+าที่จะทําได$ 6. ทบทวนดูสาระของเรื่องว+าตรงกับชื่อเรื่องที่ตั้งไว$หรือไม+ ครอบคลุมหมดหรือยัง ถ$าไม+ ตรงไม+ครอบคลุมก็ควรแก$ไข 7. เมื่อเขียนเสร็จแล$วควรเก็บไว$สักสองสามวันแล$วนํามาอ+านตรวจทาน พิจารณาอีกครั้ง หนึ่งเพื่อหาทางทําให$ดีขึ้น ถ$ามีเวลาให$ผู$รู$อ+านวิจารณ/ด$วยก็ควรจะทํา เพื่อจะได$นําความคิดเห็นนั้นมา ปรับปรุงผลงานจะได$สมบูรณ/มากขึ้น


3

สิ่งที่ชวยให"การเขียนบทความได"ดี 1. เปนนักอ+าน 2. เปนคนช+างสังเกตุ 3. เปนคนช+างจดจํา 4. เปนคนช+างคิด 5. เปนคนช+างเขียน บทความคืออะไร บทความเปนความเรียงแบบหนึ่ง ที่มีเรื่องราว จากความเปนจริง เปนเรื่องที่กําลังอยู+ในความสนใจของ คนทั่วไป ในขณะนั้น หรือไม+ก็มีเจตนาเขียนเพื่อให$คน สนใจในเรื่องนั้นๆ โดยทันที เรื่องที่เขียน อาจจะมีลักษณะ เปนการวิเคราะห/ ข$อขัดแย$งต+างๆ โดยมีการกล+าวอ$างถึง แหล+งข$อมูลที่สําคัญคือต$องมีการเสนอทัศนะข$อคิดเห็น บางประการของผู$เขียนเองด$วย ลักษณะเฉพาะของบทความ 1. เปนเรื่องที่คนกําลังสนใจ 2. มีสาระ แก+นสาร อ+านแล$วได$ทั้งความรู$ ความคิด 3. มีทัศนะ / ข$อคิด / ข$อวินิจฉัยของผู$เขียนอยู+ด$วย 4. มีวิธีเขียนชวนให$อ+าน / เพลิดเพลิน / ชวนคิด 5. สาระ / วิธีเขียนให$เหมาะกับผู$อ+านที่มีการศึกษา ประเภทของบทความ 1. บทความบรรยาย (Narrative Article) 2. บทความรายงาน (Report Article) 3. บทความเชิงโต$แย$ง (Controversial Article) 4. บทความที่คนสนใจ (Human Interest Article) 5. บทความสัมภาษณ/ (Interview Article) 6. บทความอธิบายวิธีทํา (The How-To-Do-It Article) 7. บทความแสดงแนวคิดใหม+ (New Idea Article) 8. บทความร+างบุคลิกลักษณะบุคคล(Personality Sketch Article)


4

9. บทความครบรอบปf (Anniversary Article) 10. บทความทั่วไป (General Article) ลักษณะของบทความที่ดี น+าสนใจ มีแก+นสาร นําเสนอป9ญหาได$ชัดเจน ขนาดกระทัดรัด วิธีเขียนเร$าใจ น+าอ+าน หลักทั่วไปในการเขียนบทความ 1. มีจุดมุ+งหมายที่แน+นอน 2. มีสัดส+วน / คํานํา / ตัวเรื่อง / คําลงท$าย 3. สํานวนภาษาอ+านง+าย ชวนอ+าน 4. อภิปรายป9ญหาให$แจ+มกระจ+าง 5. กล$าคิด / แสดงออกตรงไปตรงมา / เปนตัวของตัวเอง 6. อ$างข$อเท็จจริงประกอบ 7. ฉลาดแหลม / หาเกร็ดมาประกอบ 8. อ$างอิงบุคคลและตําราที่เชื่อถือได$ 9. แปรประเด็นให$เห็นหลายแง+มุม 10. มีคําทิ้งท$าย ที่เด+น และกินใจ 11. เลื่อกเรื่องที่คนกําลังสนใจ 12. ตั้งชื่อเรื่องให$เหมาะสมและชวนอ+าน การเตรียมเนื้อหา / ข"อมูล 1. สัมภาษณ/ / สอบถาม 2. สืบเสาะ / ไปพบ / ไปเห็น 3. จากข+าว / บทความ 4. เอกสาร - ตํารา 5. จากบุคคล 6. การเดินทางท+องเที่ยว 7. จากปฏิทินในรอบปf


5

8. จากวงการ / สถาบันต+างๆ การเลือกเรื่องเขียน เลือกเรื่องที่น+าสนใจสําหรับคนทั่วไป เลือกจังหวะที่เขียนให$เหมาะ เลือกแง+มุมที่แปลก เลือกเรื่องที่คนกําลังสนใจ ใคร+รู$ เลือก เรื่องที่เหมาะสมกับ แนวหรือ เข็ม ของหนังสือ การตั้งชื่อเรื่อง 1. ชื่อ บอกบรรยากาศ 2. ชื่อ ตามบุคคลสําคัญ 3. ชื่อ ถ$อยคําที่แปลกหู 4. ชื่อ เปนวลีที่ไพเราะกินใจ 5. ชื่อ เปนคําประพันธ/ที่ไพเราะ 6. ชื่อ ที่ทําให$เกิดความขัดแย$ง 7. ชื่อ ตามสถานที่สําคัญในเรื่อง เทคนิคการเขียนความนํา 1. ความนําที่เปนข+าว (News Lead) 2. ความนําที่เปนคําถาม (Question) 3. ความนําที่เปนพิสดาร (Freak lead or Novelty lead) 4. ความนําที่เปนสาธก 5. ความนําที่สรุปความสําคัญ (Summary) 6. ความนําที่แบบให$นิยาม (Definition) 7. ความนําแบบบอกเปmาหมายหรือเจตนา


6

(Statement of Purpose) 8. ความนําที่บอกถึงแรงบันดาลใจ (Aspiration) 9. ความนําที่เปนสุภาษิตหรือบทกวี (Epigram) 10. ความนําที่ให$ความขัดแย$ง (Description) 11. ความนําที่ยกเอาภูมิหลังมากล+าว (Background lead) 12. ความนําที่เปนเกร็ด (Anecdote) การเขียนคําลงท"าย 1. วิธีสรุปความ 2. วิธีตั้งคําถามทิ้งท$ายให$คิด 3. วิธีเรียกร$องขอความร+วมมือร+วมใจ 4. วิธีใช$สุภาษิต บทกวี คําพังเพย 5. วิธี จบแบบให$ความรู$อย+างแปลก 6. วิธี ลงท$ายด$วยข+าวที่สําคัญ 7. วิธี ผสม ระดับของภาษาที่ใช"ในการเขียนบทความ ภาษาปาก ภาษาพูด ภาษากึ่งแบบแผน ภาษาพูด + ภาษาเขียน ภาษาแบบแผน ภาษาพูด + ภาษาเขียน มีลักษณะ เปนทางราชการ


7

หลักการใช"คําในการเขียนบทความ 4 ใช$ 1. คําที่มีความหมายชัดเจน 2. คําที่อ+านเข$าใจง+าย 3. คําที่ถูกต$องตามความนิยม 4. คํา สั้นๆ เกี้ยงเกลาสละสลวย 9 อย+าใช$ 1. คําที่ต่ําหรือแสลง 2. คําที่เปนภาษาพูด 3. คําศัพท/เฉพาะที่ยังไม+แพร+หลาย 4. คําภาษาถิ่น ถ$าไม+จําเปน 5. คําภาษาโฆษณา 6. คําภาษาวรรณคดี 7. คําย+อ 8. คําที่ตั้งใหม+ 9. คําที่แทนโดยเครื่องหมาย ประโยคที่ดีในการเขียนบทความ 4 ไม+ 1. ไม+ใช$ประโยคที่เปนสํานวนใหม+ที่ยังไม+ยอมรับ 2. ไม+ใช$ประโยคที่ใช$คําซ้ํากันอยู+ในที่ใกล$ชิดกัน 3. ไม+ใช$รูปแบบประโยคต+างประเทศ 4. ไม+ใช$คําหรือประโยคที่ฟุtมเฟuอย 6 ควร 1. ควรเขียนลําดับให$เหมาะกับตําแหน+งหน$าที่ของคํา 2. ควรใช$คําต+างๆให$ถูกต$อง เช+นบุรพบท 3. ควรผูกประโยคให$กระชับ ไม+เปvดโอกาสให$แย$ง 4. ควรผูกประโยคให$สั้นกระทัดรัดไม+เยิ่นเย$อ 5. ควรผูกประโยคให$มีเอกภาพ และสัมพันธภาพ 6. ควรผูกประโยคให$มีน้ําหนัก


8

ยอหน"าคืออะไร เมื่อความตอนหนึ่งๆ ที่ประกอบด$วยใจความสําคัญ หรือสาระอย+างหนึ่ง กับส+วนประกอบขยายซึ่งทําให$ใจความกระจ+างชัดเจน ย+อหน$าเดียวกันต$องพูดถึงเรื่องเดียวกัน บทความหนึ่งจะต$องประกอบด$วยย+อหน$าหลายย+อหน$า และในสวนย+อหน$าหนึ่งๆ จะประกอบด$วย ประโยคสองชนิด 1. ประโยคหลัก ประโยคใจความหรือประโยคสําคัญ 2. ประโยคขยาย มีหลายประโยค ทําไมจึงต"องยอหน"า ทําให$เกิดความงามมีสัดส+วน จํากัดความคิดผู$อ+านให$อยู+ในประเด็น ทําให$ผู$อ+านได$พักสายตา ทําให$ผู$อ+านสามารถจับประเด็นความคิดได$อย+างเปนระบบ ทําให$ผู$เขียน - ผู$อ+านตรวจสอบเนื้อหาและประเด็นต+างๆ ได$ หลักการเขียนยอหน"า 1. ย+อหน$าเมื่อหมดใจความสําคัญอย+างหนึ่ง 2. ย+อหน$าหนึ่งต$องพูดเรื่องๆ เดียว 3. ส+วนที่เปนสาระสําคัญเขียนด$วยประโยคหลัก แล$วจึงมีประโยคขยาย หลายๆ ประโยคมาขยายให$ชัด 4. ย+อหน$าเดียวกันเนื้อหาต$องกลมกลืนเปนระเบียบมีคําสันธานเชื่อมประโยค ต+างๆ เข$าด$วยกัน 5. แต+ละย+อหน$าความต$องไม+เท+ากันกัน แล$วแต+เนื้อหา 6. การเขียนบทสนทนา เมื่อจบข$อความก็ย+อหน$าใหม+ได$เลย 7. ย+อหน$าบางตอนอาจจะสั้น เพื่อให$เห็นประเด็นสําคัญ วิธีการขยายความ 1. โดยใช$คําจํากัดความ หรือคําธิบาย 2. โดยการยกตัวอย+าง 3. โดยการเปรียบเทียบ


9

4. โดยชี้ให$เห็นสิ่งแตกต+าง หรือตรงกันข$าม 5. โดยแสดงเหตุผล 6. โดยอ$างตัวบุคคล หรือสถานที่ 7. โดยการเล+าเรื่อง 8. โดยใช$คําถาม - คําตอบ การลําดับความ ตามวันเวลา เหตุการณ/ จากใกล$ - ไกล / ซ$าย - ขวา / บน - ล+าง แบบให$คําจํากัดความ แยกแยะแบ+งเปนหมวดหมู+ แบบเหตุและผล แบบวิทยาศาสตร/ โครงเรื่อง เปนการแยกแยะหัวข$อความคิดที่ได$ระเบียบ เปนวิธีรวมกลุ+มความคิดและจํากัดขอบข+าย ความคิดเปนหมวดหมู+ มีประโยชน/หลายประการ ทําให$สะดวกในการเขียน ทําให$สะดวกในการอ+าน ทําให$เรียงข$อความได$ตรงจุดประสงค/ ทําให$หาเนื้อหามาบรรจุได$พอดี ทําให$เนื้อหาได$สัดส+วน โครงเรื่องเปรียบเหมือนเข็มทิศ ที่คอยควบคุมความคิด ไม+ให$ออกนอกกรอบ โวหารที่ใช"เขียนบทความ โวหารเชิงบรรยาย (Narration) โวหารเชิงพรรณนา (Description) โวหารเชิงเทศนา (Persuasion)


10

โวหารเชิงอธิบาย ( Exposition) โวหารเชิงแถลงคารม (Argumentation) ทวงทํานองเขียน Style 1. ท+วงทํานองเขียนแบบเรียบๆ 2. ท+วงทํานองเขียนกระชับ 3. ท+วงทํานองแบบเข$มข$น 4. ท+วงทํานองแบบสละสลวย 5. ท+วงทํานองเขียนแบบอวดรู$ 6. ท+วงทํานองสูงสง+า

การเขียนบทความ  

การเขียนบทความ 2 การเขียนบทความมีหลักเช+นเดียวกับการเขียนเรียงความ มีการแบ+งโครงเรื่องเปน 3 ตอนคือ นําเรื่อง(ความนํา) เนื้อเรื่อง(ดําเนินเรื...