Issuu on Google+


ราชวงศ์ซาง

ผู้ปกครอง

อิน (殷)

เมืองหลวง

ปี 1350 ปีก่อน ค.ศ. - 1046 ปีก่อน ค.ศ.

ราชวงศ์โจวตะวันตก

เฮา (鎬)

1046 ปีก่อน ค.ศ. - 771 ปีก่อน ค.ศ.

ราชวงศ์โจวตะวันออก

ลั่วหยาง (洛陽)

770 ปีก่อน ค.ศ. - 256 ปีก่อน ค.ศ.

ราชวงศ์ฉิน

เสียนหยาง (咸陽)

221 ปีก่อน ค.ศ. - 206 ปีก่อน ค.ศ.

ราชวงศ์ฮนั่ ตะวันตก ราชวงศ์ซิน

ฉางอาน (長安) ฉางอาน (長安)

206 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 9 พ.ศ. 551 - พ.ศ. 566 (ค.ศ. 8 - ค.ศ. 23)

ราชวงศ์ฮนั่ ตะวันออก

ลั่วหยาง (洛陽)

พ.ศ. 568 - พ.ศ. 737 (ค.ศ. 25 - ค.ศ. 194)

ราชวงศ์ฮนั่ สมัยเฉาเชา

ซวี่ฉาง (许昌)

พ.ศ. 737 - พ.ศ. 763 (ค.ศ. 194 - ค.ศ. 220)

ราชวงศ์จิ้นตะวันตก

ลั่วหยาง (洛陽)

พ.ศ. 808 - พ.ศ. 859 (ค.ศ. 265 - ค.ศ. 316)

ราชวงศ์จิ้นตะวันออก

เจียนขั่ง (建康)

พ.ศ. 860 - พ.ศ. 963 (ค.ศ. 317 - ค.ศ. 420)

ราชวงศ์สุย

ต้าซิง (大興)

พ.ศ. 1124 - พ.ศ. 1161 (ค.ศ. 581 - ค.ศ. 618)

ราชวงศ์ถงั

ฉางอาน (長安)

พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1450 (ค.ศ. 618 - ค.ศ. 907)


ราชวงศ์ซ่งเหนือ ราชวงศ์ซ่งใต้ ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชงิ สาธารณรัฐจีนปี 1911 สาธารณรัฐจีนปี 1911 สาธารณรัฐจีนปี 1911 สาธารณรัฐจีนปี 1911

ไคฟง (開封) หลินอัน (臨安) ต้าตู (大都) นานกิง (南京) ปักกิ่ง (北京) ปักกิ่ง (北京) ปักกิ่ง (北京) นานกิง (南京) อู่ฮั่น (武漢) ฉงชิ่ง (重慶)

พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ. พ.ศ.

สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949 สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949

นานกิง (南京) กว่างโจว (廣州)

พ.ศ. 2488 - 2492 (ค.ศ. 1945 - 1949) พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) (ระหว่างสงครามกลางเมืองภายในจีน)

สาธารณรัฐจีนปี 1911 - 1949

ฉงชิ่ง (重慶)

พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) - (ระหว่างสงครามกลางเมืองภายในจีน)

สาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ไทเป (臺北) ปักกิ่ง (北京)

พ.ศ. 2492 - ปัจจุบัน พ.ศ. 2492 - ปัจจุบัน

-

1949 1949 1949 1949

1503 - พ.ศ. 1670 (ค.ศ. 960 - ค.ศ. 1127) 1670 - พ.ศ. 1822 (ค.ศ. 1127 - ค.ศ. 1279) 1807 - พ.ศ. 1911 (ค.ศ. 1264 - ค.ศ. 1368) 1911 - พ.ศ. 1963 (ค.ศ. 1368 - ค.ศ. 1420) 1963 - พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1420 - ค.ศ. 1644) 2187 - พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1644 - ค.ศ. 1911) 2455 - พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1912 - ค.ศ. 1928) 2471 - พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1928 - ค.ศ. 1937) 2480 (ค.ศ. 1934 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) 2480 - 2488 (ค.ศ. 1937 - 1945 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2)


 ใช้สื่อสารระหว่าง

“โลกมนุษย์” กับ “สวรรค์”  สมัยจักรพรรดิหวงตี้ (Huang Di) ทรงใช้ดนตรีเพื่อต้อนรับอาคันตุกะ


 ศิลปะการเต้นราในประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ยาวนาน

บางชนิดที่พบ เห็นในปัจจุบัน เช่น ระบาที่ทิ้งชายเสื้อยาวได้มีการบันทึกไว้ราวช่วงต้นของ ราชวงศ์โจว (ค.ศ.1045-256 ก่อนคริสตศักราช) บางชนิดนั้นทาหน้าที่ พิธีกรรมสาคัญในพระราชพิธี เช่น “Yayue” ซึ่งยังคงสืบต่อมาจนถึงราชสานัก ราชวงศ์ชิง  ความหรูหราฟุ่มเฟือยของการเต้นราในราชสานักเป็นที่นิยมและสร้างความบันเทิง อย่างมาก ทั้งนี้การเต้นราพื้นบ้านก็ได้รับการบันทึกไว้ในตาราโบราณ ศิลปะ นาฏกรรมในประเทศจีนถึงจุดสูงสุดในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) และเสื่อมลงในภายหลัง แต่ตลอดช่วงเวลาของศิลปะการเต้นราของจีนนั้นได้มีการ ฟื้นฟูและพัฒนาให้ทันสมัยตลอดเวลา ศิลปะการเต้นราของจีนจึงดาเนินสืบเนื่อง ต่อมา


 ในเครื่องปั้นดินเผาจีนในยุคหินใหม่

(Neolithic – 2,000 ปีก่อนคริสต ศักราช) เป็นภาพคนเต้นราจับมือกันเป็นแถว ตัวอักษรที่เก่าแก่ที่สุดที่หมายถึง "เต้นรา" คือ .(ตามภาพหน้าต่อไป). ปรากฏในจารึกกระดูก มีลักษณะคล้าย นักเต้นถือหางวัวในแต่ละมือ ตามหลักฐานที่ Lushi Chunqiu (รวบรวม เมื่อ ค.ศ.239) ระบุไว้ว่า "ในอดีตครั้งคนของตระกูล Gentian (葛天 氏) จะเต้นเป็นคู่ [หรือสามคน] ด้วยหางวัวในมือ มีการกระแทกเท้าและร้อง เพลงจานวน 8 บท”


According to the Lüshi Chunqiu (compiled around 239 BCE): "In former times, the people of the Getian clan (葛天氏) would dance in pairs [or threes] with oxtails in hand, stamping their feet and singing eight stanzas."


 การเต้นราแบบดั้งเดิมในจีนโบราณยังมีความสัมพันธ์กับเวทมนตร์และพิธีกรรม

ของหมอผี รูปร่างของตัวอักษรจีนที่หมายถึง “หมอผี” (Wu - 巫) แสดงรูป แขนที่ใช้ในการเต้นราของพวกหมอผี จึงเป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของ หมอผีที่สื่อสารระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์  ปรากฏบันทึกโบราณหลายแห่งว่ามีหมอผีที่แสดงการเต้นราเพื่อขอฝนในช่วงเวลา ของภัยแล้ง คือระบาขอฝน (wǔyú - 舞雩) ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงในตารา โบราณจานวนมากรวมทั้งกวีนิพนธ์ของขงจื้อ


 2,000-1,100

ปี ก่อนคริสต์ศักราช  พบระบาอูอู (Wuwu) เป็นระบาทรงเจ้า เพื่อบาบัดความเจ็บไข้ ความอับโชค ความทุกข์ของมนุษย์ที่ได้รับจากธรรมชาติ รูปแบบเป็นมายากล+ กายกรรมโลดโผน


 1,100-700

ปีก่อนคริสต์ศักราช  ปรากฏละครใบ้ ละครตลก เพลงพื้นบ้าน การเล่านิทานประกอบดนตรี ระบา  ต้นศตวรรษที่ 7 ก่อน ค.ศ. 

มีศิลปินแคระท่านหนึ่งเป็นจาอวดทีม่ ีชอื่ เสียงในราชสานัก เป็นที่โปรดปรานแก่องค์ พระจักรพรรดิ เป็นทั้งคีตกวี นักแสดง นักกายกรรม และจาอวดประจาราชสานัก การแสดงมักแทรกคติธรรม กลายเป็นขนบนิยมให้กบั นักการแสดงรุ่นหลัง


 ตาราจีนโบราณ

เช่น “พิธีกรรมของราชวงศ์โจว” (ค.ศ.ที่ 2) ในตารานั้น บันทึกถึงการเต้นราที่สาคัญที่สุดของราชวงศ์โจว 6 ชนิดที่เรียกว่า "ระบาอัน ยิ่งใหญ่” ที่ร่ายราเพื่อบูชาสรวงสวรรค์ โลก เทพเจ้า รวมทั้งบรรพบุรุษหรือดวง วิญญาณในตานาน  ระบาทั้ง 6 ชนิดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชสานัก บทเพลงและระบาเหล่านี้เริ่ม ขึ้นครั้งแรกในช่วงราชวงศ์โจวตะวันตก (ค.ศ.1046-771) และเป็นที่รู้จักใน นาม “ยา-ยวี”้ (Yayue) ดนตรีและการเคลื่อนไหวเป็นส่วนสาคัญในการ แสดง แต่ละชุดจะมีบทเพลงเฉพาะ


 รูปแบบของระบาทั้ง

   

6 มาจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และตานานสาคัญ ได้แก่ 1. ยันเหมียนต้าเจือน (Yunmen Dajuan 雲門大卷) จากยุค จักรพรรดิเหลืองแสดงเพื่อเคารพท้องฟ้า 2. ต้าเซี่ยน หรือ ต้าซาง (Daxian 大咸หรือ Dazhang 大章) จากยุคพระจักรพรรดิเหยา แสดงเพื่อความเคารพพื้นดิน 3. ต้าฉิง หรือ ต้าเชา (Daqing 大磬หรือ Dashao 大韶) จากยุค จักรพรรดิชุนแสดงเพื่อเคารพเทพทั้งสี่ทิศ หรือ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวและทะเล 4. ต้าเซี่ยะ Daxia (大夏) เพื่อถวายพระเกียรติแก่พระจักรพรรดิอวี่มหาราช เพื่อเคารพภูเขาและแม่น้า 5. ต้าหู Dahu (大濩) จากพระเจ้าถังแห่งซางที่สืบมาจากยุคปลายของ ราชวงศ์เซี่ย เป็นการเคารพบรรพบุรุษหญิง 6. ต้าหวู่ Dawu (大武) เป็นการสรรเสริญพระจักรพรรดิหวู่โจว เพื่อเป็นการ บูชาบรรพบุรุษทั่วไป


 นอกจากนี้ยังมี

"ระบาเบ็ดเตล็ด" อีก 6 แบบ ที่จะแสดงโดยหนุ่มสาวของ ชนชั้นสูง ซึ่งจัดแสดงในพิธีกรรมปลีกย่อยและพิธีเซ่นสังเวยต่างๆ ได้แก่ ระบาผ้าไหม 5 สี (帗舞) ดาเนินการสาหรับเคารพบูชาพื้นดินและเมล็ดพันธุ์แห่ง ทวยเทพ 2. ระบาขนนก (羽舞) เป็นบูชาศาลเจ้าและบรรพบุรุษหรือเทพเจ้ารักษาทิศ 3. ระบาจักรพรรดิ (皇舞) แสดงบูชาเทพเจ้าทั้งสี่ทิศหรือเพื่อขอฝน 4. ระบาธงหางจามรี (旄舞) แสดง ณ ที่สังเวยใน Biyong (辟雍) 5. ระบาโล่ (干舞) เพื่อแสดงความพร้อมเพรียงทางการทหารหรือเพื่อบูชาภูเขาและ แม่น้า 6. ระบาราษฎร (人舞) เพื่อเป็นการบูชาดวงดาวหรือศาลบรรพบุรุษ 1.

การเต้นราทั้งหมดนั้นมักถืออุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น ขนนก ขนหาง จามรีหรือโล่ ยกเว้นระบาราษฎรที่มุ่งเน้นแสดงการเคลื่อนไหวของแขน


 นอกเหนือจากการเต้นราอย่างเป็นแบบแผน

ระบาในพิธีกรรม ระบาที่เป็นที่นิยม และระบาพื้นบ้านแล้ว การเต้นรายังถูกกล่าวถึงตาราโบราณ คือ Book of Rites ที่บันทึกไว้ว่าขุนนางเหวินแห่งแคว้นเหว่ยเกิดง่วงนอนในระหว่างการ แสดงของราชสานักที่กาลังแสดงดนตรีและนาฏกรรมใหม่ของเว่ยและเจิ้งตาม ตามแนวทางของขงจื่อ ที่แม้ว่าจะดูไร้สภาพและไม่เป็นระเบียบ  ในช่วงฤดู​ใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงสงครามระหว่างแคว้น ได้ปรากฏ ตาราแบบแผนของนางระบาในตาราโบราณ ซึ่งสตรีเหล่านี้อาจมาจาก ครอบครัวยากจนที่เดินทางเข้าไปถวายตัวในฝ่ายในของรา���สานักหรือบ้านของ ขุนนาง รวมถึงทาสต่างๆ ก็ได้รับการดูแลในฐานะนางระบาซึ่งมีมาตั้งแต่สมัย ราชวงศ์เซี่ย


 สมัยราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮน ั่

221 ก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 220 / พ.ศ.322-763  จักรพรรดิอู่ตี้ (Wudi) 104 ปีก่อน ค.ศ. / พ.ศ.647 

 

ทรงจัดตั้งสถาบันคีตศิลป์แห่งราชสานัก มีการดัดแปลงแนวเพลงใหม่ๆ ผสมอิทธิพลดนตรีต่างชาติ เช่น เปอร์เซีย รับเอาเครื่องดนตรีบางอย่างจากเอเชียกลางมาปรับใช้ คือ ผีผา (Pipa) และ ตี้จื่อ (Dizi)-ขลุ่ยผิว เกิดหุ่นเงาของจีน มีบันทึกว่า “ความล้มเหลวของพิธีเรียกวิญญาณ” ทาให้ยังคงเรียกประตู ทางเข้าออกของโรงงิ้ว ว่า “ประตูเงา หรือ ประตูวิญญาณ” ในปลายราชวงศ์ฮั่นหุ่นเงา ของจีนได้กลายเป็นมหรสพในงานเลี้ยงของราชสานัก หุ่นนี้ทาจากไม้เคลื่อนไหวได้รอบตัว โดยล้อเลื่อน ขยับแขน เป่าขลุ่ย และตีกลองได้ ไป๋ซี (Baixi) เป็นการแสดงกายกรรม+ระบา+ดนตรี+ละครใบ้ และต่อมาระบานี้ได้ พัฒนามาแสดงเป็นเรื่องราว


 ตาราประวัติศาสตร์กล่าวถึงการเต้นราจานวนมากในช่วงเวลานี้

หนึ่งในตานานของ การราอาวุธน่าจะเกิดในระหว่างความพยายามที่จะลอบสังหารหลิวปัง (ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ฮั่น) ในงานเลี้ยงที่หงเหมิน  เหตุการณ์นี้ก็ยังบอกถึงรูปแบบพื้นฐานของระบากองโม่ "Gong Mo" เต้นรา (公莫舞) – รูปศัพท์นี้หมายถึง "ท่าน...อย่า!” กล่าวถึงการกระทาอย่างลับๆ ของโดยเซีย่ งโป (Xiang Bo) ในช่วงราเพลงดาบเพื่อป้องกันไม่ให้เซี่ยงจ้วง (Xiang Zhuang) ยื่นดาบของเขาให้หลิวปัง  ในยุคต่อมากองโม่เป็นระบาทีร่ ู้จักกันดีคือ ระบาผ้าพันคอ (巾舞) โดยใช้มือทั้ง สองถือผ้าพันคอผืนยาวคล้ายกับระบาผ้าไหมยาวในปัจจุบัน (Long Silk Dance)  หลิวปังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ริเริม ่ ราวีรชัย (War Dance) เรียกกันว่า ป้ายวี่ Bayu (巴渝) หรือที่รู้จักกันในภายหลังว่าเจ้าหวู่ (Zhaowu - 昭武) ระบานี้เป็นการแสดงขนาดใหญ่ที่ใช้การควงอาวุธประกอบจังหวะกลองและเพลงใน ภาษาป้า (Ba)


 ในช่วงราชวงศ์ฉินและฮั่น

ราชสานักจัดตั้งสถาบันดนตรียวี่ฝู (yuefu) ทาหน้าที่การเก็บรวบรวมดนตรีพื้นบ้านและการเต้นราสาหรับราชสานัก  ระบาที่เป็นที่นิยมของราชวงศ์ฮั่นคือ “ระบาแขนเสื้อยาว” ตามที่ปรากฏหลักฐาน จานวนมากเป็นภาพและประติมากรรมในยุคนั้น แขนเสื้อนั้นจะยาวและแคบคล้าย กับ "แขนน้า" (水袖 แขนเสื้อยาวของชุดผ้าไหมที่ถอดออกได้ในส่วนที่ต่อ จากข้อมือ) ต่อมาก็ได้ใช้ในอุปรากรจีนในปัจจุบัน  ตาราประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้อีกว่านางระบาจะเยื้องเอวไปพร้อมกับการสะบัด แขนเสื้อนั้น นอกจากนี้ยังปรากฏการเต้นราอื่นๆ เช่น ระบากลอง (鞞舞) ระบาระฆัง (鐸舞) รากระบี่ และราคู่ (對舞)


 ในช่วงราชวงศ์ฮั่น

นิยมของการแสดงวิพิธทัศนาที่เรียกว่าไป๋ซี baixi (百戲 หรือ "ร้อยการแสดง") ที่รวมเอาศิลปะการแสดงของจีนต่างๆ เช่น การแสดงผาดโผน ศิลปะการต่อสู้ มายากล ตลก ดนตรีและการเต้นรา เจิ้งเหอ (Zhang Heng) ได้บันทึกการแสดงต่าง ๆ ในหนังสือบทกวีแห่งโลก ตะวันตก (Lyric Essay on Western Capital - 西京賦) ระบุว่ามีนักเต้นแต่งตัวเป็นสัตว์ปลาและมังกร  ในหนังสือนาฏกรรมของฟู่หยี (傅毅) ได้กล่าวถึง “ระบาเจ็ดถาด” (七盤舞 หรือเรียกว่าระบาถาดกลอง - 盤鼓舞) เป็นการแสดง ผาดโผนประกอบการเต้นราที่มีการโยนกลองและรับถ้วยถาดไปมาอย่างรวดเร็ว


 นักแสดงที่มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์ฮั่นคือ

เซ้าเฟ่ยหยาน (Zhao Feiyan) ความงามของเธอได้เปลี่ยนสถานะจากจุดเริ่มต้นที่ต่าต้อยจนกลายเป็นสมเด็จ พระจักรพรรดินี ชื่อเฟ่ยหยาน หมายถึง นกนางแอ่นที่กาลังโบยบิน เพราะเธอมี รูปร่างที่งดงามและการเต้นราที่อ่อนไหวราวกับความพริ้วไหวของดอกไม้ในมือ แม้นักเต้นอาชีพอย่างเฟ่ยหยานมีสถานะทางสังคมต่าและผ่านอาชีพเข้ามาด้วย ความยากจน แต่ก็ประสบความสาเร็จด้วยการมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นด้วยการ เป็นนางสนม ผิดกับหวังเว่งซู (Wang Wengxu -王翁須) ที่ถูกบังคับ ให้กลายเป็นนางระบาของแคว้น แต่ต่อมาชีวิตก็ตกต่าลงเพราะความเบื่อหน่ายใน งานนาฏกรรมของจักรพรรดิซวนแห่งราชวงศ์ฮั่น


ภาพปั้นบนอิฐ

(ดินเผา) แสดงภาพของกายกรรมที่แสดงในงานเลี้ยง สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ.25-220) ค้นพบที่สุสานเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เมื่อ ค.ศ.1954 ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของสุสานสวมหมวกและเสื้อคลุมยาว มีนักดนตรีและนักกายกรรมกาลังทาการแสดงพร้อมกับนักดนตรีหญิง ชายสองคนกาลังเล่นปาหี่ ในขณะที่นางระบากาลังเต้นราด้วยผ้าพันคอ ยาวไปพร้อมกับจังหวะกลอง โต๊ะที่เห็นว่างเปล่าในกลางภาพแสดงว่า กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในงานเลี้ยง


Bai Xi


 ค.ศ.220–589

 เป็นช่วงปลายของราชวงศ์ฮั่นและเริ่มต้นราชวงศ์สุย

นาฏกรรมได้รับอิทธิพล เด่นชัดจากเอเชียกลางดังปรากฏในเพลงจีนและการเต้นราต่างๆ รวมถึงเครื่อง ดนตรีทรงลูกแพร์ คือ ผีผา (Pipa) และการเชิดสิงโตอาจเข้ามาสู่จีนในช่วง นี้ผ่านเอเชียกลาง  บทเพลงและการเต้นราของกูชา (Kucha) กลายเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับที่นิยม ในแคว้นเหลียงตะวันตก (ปัจจุบันคือจังหวัดกานซู) ซึ่งอาจจะเป็นการซึมซับ รูปแบบจากชาวฮั่นหรือชนชาติอื่น จักรพรรดิโจวอู่แห่งราชวงศ์โจวเหนือที่ทรง ประสูติในเซี่ยนไป๋ (Xianbei) ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงเตอร์กที่ได้ทรงนาบท เพลงและการเต้นราของเอเชียกลางเข้าไปยังประเทศจีน


 ในระยะนี้เกิดสงครามกลางเมืองเช่นเดียวกับความขัดแย้งของพวกร่อนเร่

ภาคเหนือ (Wu Hu) ส่งผลทาให้จีนแตกเป็นหลายรัฐและหลายราชวงศ์ที่จัดตั้ง ขึ้นโดยชาวจีนฮั่นและเชื้อชาติอื่น ราชสานักของราชวงศ์จิ้น (ค.ศ.265-420) ได้ย้ายไปอยู่ทางทิศใต้ และพวกจีนฮั่นอีกเป็นจานวนมากก็อพยพไปทางทิศใต้ เพราะทนแรงกดดันจากชนเผ่าหยู (Hu) ทางตอนเหนือไม่ไหว  การอพยพครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการผสมสานของดนตรีและการเต้นราจากที่ราบลุ่ม ภาคกลางกับประเพณีท้องถิ่นภาคใต้ เป็นการแสดงดนตรีชนิดที่เรียกว่าจิ้งจาง (Qingshang - 清商) รวมทั้งดนตรี (หรือเป็นที่รู้จักกันว่าจิ้งหยี่ Qingyue 清樂)


 เมื่อเมืองหลวงย้ายไปที่เมืองจิ้งกัง

(Jiankang ปัจจุบันคือ นานจิง Nanjing) ดนตรีและการเต้นราจากแคว้นหวู่ (Wu) ใต้แม่น้าแยงซี กลายเป็นที่นิยม  การเต้นราเหล่านี้รวมถึงระบาเกียงซี (Qianxi 前溪舞 – เกียงซีเป็น หมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งนักแสดงเคยรวมตัวกันเพื่อศึกษาดนตรีและ การเต้นรา) ระบาปัด (拂舞) ระบาป่านขาว (白紵舞) ระบาถ้วย ถาด (杯槃舞) และระบาหมิงเจิ้น (Mingjun - 明君舞) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของหวังเซ่าเจิน (Wang Zhaojun)


 ค.ศ.160

/ พ.ศ.703  จักรพรรดิให้สร้างโรงละครถาวร เพื่อใช้จัดแสดงต้อนรับแขกเมือง ตั้งอยู่ทางทิศ ใต้ของประตูเมืองหลวง เป็นเวทียกพื้นสูง เสา 4 ต้น มีหลังคาคลุม ผู้ชมนั่งชม ในเกี้ยวประจาตัว  เนื้อเรื่องที่นิยมแสดงละครในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-7 เช่นเรื่อง “หน้าใหญ่” (หน้าปลอม/หน้ากาก) และ “ภรรยาโยกเยก”  หุ่นจีน สามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทาท่าเล่นเครื่องดนตรีได้มากขึ้น แสดง เรื่องราวจากประวัติศาสตร์ ตานาน และนิทานพื้นบ้าน


 เรื่องหน้าใหญ่

ดัดแปลงมาจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ กล่าวถึงกษัตริย์ฉังกง (Chang Gong) แห่งหลานหลิง (Lanling) สมัยราชวงศ์ฉีตอนเหนือ (Qi) ผู้มีใบหน้างดงามราว สตรี เมื่อเจ้าชายฉังกงออกรบต้องสวมหน้ากากที่ดูดุร้ายขึงขังเพื่อให้ข้าศึกเกรงกลัว ฉากสาคัญคือ ฉากที่แสดงท่าทางการออกรบของเจ้าชายฉังกงที่สง่างามน่าเกรงขาม มีความเร้าใจน่าตื่นเต้น


 เรื่องภรรยาโยกเยก

 

กล่าวถึงหญิงเคราะห์ร้ายคนหนึ่งที่ถูกสามีขี้เมาทุบตีเป็นประจา ผู้แสดงจะทาท่าโอด ครวญด้วยความทุกข์ทรมานของตนให้เพื่อนบ้านรับทราบ พร้อมทั้งโยกตัวไปมา ทั้งร้าไห้ ทั้งบ่น ทั้งถอนหายใจอย่างโศกเศร้า เมื่อครวญเพลงเศร้าไปหลายบท ผู้ชมจะร่วมร้องบทสร้อยเพลงนั้นพร้อมๆ กัน อีกบทหนึ่งคือสามีขี้เมานั้น นักแสดงจะแสดงนิสัยเกเร โหดร้ายที่กระทาต่อภรรยาใน ลักษณะต่างๆ


 ในสมัยจักรพรรดิเหวินของราชวงศ์สุยเป็นการสิ้นสุดการปะทะกันและการแบ่งแยก

จีน ราชวงศ์สุยได้ทาการเก็บรวบรวมดนตรีและการเต้นราของชนชาติต่างๆ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ รวมถึงการแสดงที่เป็นที่นิยมนอกแผ่นดินจีนไว้  ในหนังสือชื่อ "ตาราเจ็ดดนตรี" (Seven Books of Music – 七部樂) อธิบายถึงดนตรีและการเต้นราของแคว้นเหลียงตะวันตก เกาหลี อินเดีย บุกคารา กูชา ฯลฯ และยังกล่าวถึงจิ้งชาง (Qingshang) และ เว่งกัง (Wenkang - 文康) รวมถึงระบาสวมหน้ากากที่เป็นที่รู้จักกัน ในภายหลังว่า หลี่ไป๋ (Libi - 禮畢)


 ต่อมาในสมัย​ราชวงศ์สุย

ดนตรีและการเต้นราของซูเหล่ (Shule) และ ซามาร์คันด์ (Samarkand) ถูกเพิ่มเข้าไปในหนังสือ "ตาราเก้าดนตรี" ซึ่งได้ขยายออกไปเป็น “ตาราสิบดนตรี” ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิถังไท้จง (Taizong) แห่งราชวงศ์ถัง โดยเพิ่มบทเพลงยั่นหวี่ (Yanyue - 燕樂 บทเพลงงานเลี้ยง) ของเกาจาง (Gaochang) แต่ตัดเพลงเว่งกังออก (Wenkang)  การแสดงที่นิยมมากที่สุดคือจิ้งจาง (Qingshang) ของแคว้นเหลียงตะวันตก และการแสดงดนตรีกูชา (Kuchan)


 ค.ศ.618-907

/ พ.ศ.1161-1450 (300 ปี)  ยุคทองแห่งศิลปวัฒนธรรม  เกิดเส้นทางสายแพรไหม (Silk Road)  จักรพรรดิหมิงหวง (Min Huang ค.ศ.714/พ.ศ.1257) ทรงสนพระทัยในศิลปะทุกแขนง ทรงตั้งสถาบันการแสดงในราชสานัก ชื่อลี่หยวน (Liyuan) หรือ “สวนแพร์” (Pear Garden Theatre School) เป็นที่ฝึกหัดศิลปินในทุกสาขา สมาชิกเป็นชายทั้งสิ้น คือ เป็นขันที แสดงอยู่ฝ่ายหน้า  ทรงตั้งสถาบันการแสดงแห่งราชสานักฝ่ายใน ซึ่งเป็นสตรีล้วน ชื่อ “สวนแห่งฤดูอมตะ”  ทรงร่วมแสดงด้วยพระองค์เอง เพื่อเอาใจพระชายาหยางกุ้ยเฟย (Yang Guifei)  แสดงในราชสานักโดยใช้ศาลา และสวนดอกไม้ตามธรรมชาติเป็นฉาก


 สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและลักษณะสากลของดนตรีและการ

เต้นราแห่งราชวงศ์ถัง มิได้มีแต่เพียงการแสดงยั่นหวี่และจิ้งจางของชาวจีนฮั่น หากมีดนตรีและการเต้นราจากประเทศอินเดีย เอเชียกลางเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ คือ พยู (Pyu) และฟูนัน (Funan) รวมถึงแคว้นอื่นๆ ที่มีพรมแดนติด กับจีน เช่น ตุ้ยฮั่น? (Tuyuhun) และน่านเจ้า (Nanzhao) ได้เข้ามา แสดงถวายเป็นบรรณาการแต่องค์จักพรรดิในเมืองหลวงที่ฉางอาน (Chang’an) ซึ่งต่างก็เต้นราในชุดพื้นเมืองของตน ถือได้ว่าราชสานักถังได้ รวบรวมผู้มีความสามารถในการเต้นราอันหรูหราหมึมา โดยได้รวมเอา นาฏกรรมของ จีน เกาหลี อินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียกลางเข้ามาไว้ด้วยกัน


 โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบาที่เป็นที่นิยมจากเอเชียกลาง

เช่น ระบาหมุนตัว (胡旋舞) แห่งซามาร์คันด์ ที่เป็นการหมุนตัวอย่างรวดเร็วคล้ายกับระบา ของพวกอุยกูร์ในปัจจุบัน ในยุคนี้มักจะหล่าวกันว่านาฏกรรมต่างๆ เกิดจาก อันลู่ซาน (An Lushan) และพระสนมหยาง (Yang) แห่งจักรพรรดิ ซ่วนจง  นอกจากนีย้ ังมีการแสดงอื่น ๆ เช่น ระบากิ่งหม่อน (柘枝舞) ของพวก ทาชเคนต์ (Tashment) และการเต้นเดี่ยวของชาวป่า (胡騰舞) นอกจากนี้ยังได้มีการอธิบายถึงการเต้นราของชนผิวขาวที่ทาเสียงสูงขึ้นจมูก


 ราชวงศ์ถังเป็นยุคทองของดนตรีและการเต้นรา

มีสถาบันที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลการฝึกอบรมการแสดงดนตรีและเต้นราในราชสานัก เช่น สานัก นาฏกรรมหลวง (太樂署) ที่รับผิดชอบการแสดงย่าหวี่ (Yayue) และ ยั่นหวี่ (yanyue) สานักกลองและปี่ (鼓吹署) รับผิดชอบดนตรี ในพระราชพิธี  จักรพรรดิเกาจูทรงจัดตั้งสถาบันนาฏกรรมหลวง ซึ่งต่อมาจักรพรรดิซวนทรง โปรดให้ใช้สวนแพร์เป็นสถาบันการศึกษาสาหรับการฝึกหัดของ นักดนตรี นักเต้นและนักแสดง จานวนนักดนตรีและนักแสดงในราชสานักจึงมี มากถึงหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการแสดงยั่นหวี่ ทั้งหมดอยู่ภายใต้ การบริหารงานของสานักกลองและปี่ ที่เรียกกันว่าสานักวิหารไท้จาง (Taichang Temples 太常寺)


 การแสดงดนตรีในราชสานักถังแบ่งเป็น

๒ รูปแบบ คือการแสดงนั่ง (坐部 伎) และการแสดงยืน (立部伎) การแสดงนั่งจัดในห้องโถงขนาดเล็กที่ จากัดจานวนของนักเต้นและเน้นเนื้อหาชั้นสูงของศิลปะ การแสดงยืนใช้นักเต้น จานวนมากและมักจะแสดงในสนามหญ้าหรือพื้นที่สี่เหลี่ยมมีที่ไว้สาหรับแสดง ผลงานแบบยิ่งใหญ่ การแสดงยืนเป็นรูปแบบระบา เช่น  ระบาเจ็ดคุณธรรม (七德舞) เดิมเรียกว่า "เจ้าชายแห่งฉินสืบสันตติวงศ์" (秦王破陣樂) เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจักรพรรดิ ถังไท้จง (หรือเจ้าชายแห่งฉินก่อนครองราชย์เป็นจักรพรรดิ) ระบานี้ใช้นักเต้น ๑๒๐ คนในชุดเกราะทองถือหอก แต่ก็ยังสามารถปรับมาเป็นการแสดงนั่งโดย ใช้นักแสดง ๔ คนสวมชุดครุยแพรแดง ระบาที่สาคัญอีก ๒ ชุดในสมัยราชวงศ์ ถัง คือ ระบาอานวยพร (慶善舞 หรือเรียกว่า ระบาเก้าคุณธรรม (九功舞) และราแม่ท่าชั้นสูง (上元舞)


 ระบาขนาดเล็กจัดแสดงในระหว่างงานเลี้ยงและโอกาสอื่นๆ

อาจแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ การแสดงเชิงพลัง (健舞) ซึ่งอวดความแข็งแรงและ กายกรรม และการแสดงความนุ่มนวล (軟舞) ซึ่งอวดความอ่อนโยนและ สง่างาม  การแสดงพลังรวมถึงการแสดงจากเอเชียกลาง เช่น การเต้นหมุน ระบากิ่ง หม่อน และการเต้นของชาวป่า หรือที่รู้จักกันดีของการแสดงเชิงพลังก็คือการรา ดาบ ซึ่งการแสดงที่มีชื่อเสียงนั้นแสดงโดยพระสนมกงซัน (Lady Gongsun - 公孫大娘) ที่เชื่อว่าได้แรงบันดาลใจในการเขียนอักษร จีนของจางเสี่ยว (Zhang Xu)  การแสดงแบบนุ่มนวลนั้น เช่น ราเดี่ยวเอวเขียว (綠腰)


 Details

from the Southern Tang/Song dynasty painting "Night Revels of Han Xizai" by Gu Hongzhong, depicting the dancer Wang Wushan (王屋山) performing the Green Waist Dance from the Tang dynasty. The dance was also called Liuyao (六么) as it is similar in pronunciation to Green Waist (Luyao).


 การแสดงขนาดใหญ่ที่มีนักร้อง

นักเต้นและนักดนตรีจานวนมากสาหรับงานจัด เลี้ยงที่ราชสานักถัง เรียกว่า มหกรรมการแสดงอันยิ่งใหญ่ (Grand Composition - 大曲) ซึ่งพัฒนามาจากการแสดงอันยิ่งใหญ่ในสมัย ราชวงศ์ฮั่น ที่เรียกว่าเซี่ยงเหอ (Xianghe - 相和大曲) แต่พัฒนาให้ ซับซ้อนขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง  ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงอย่างยิง่ เช่น ระบาสายรุ้งกระโปรงขนนก (霓裳羽衣 舞) ออกแบบโดยพระสนมหยางกุ้ยเฟยและใช้การขับร้องในแบบของจักรพรรดิ ซวนจง การแสดงนี้เดิมเรียกว่า ระบาพราหมณ์ อาจจะได้นาการเต้นราเอเชีย หรืออินเดียกลางไปแสดงในราชสานักตามวิถีทางแบบกูชา (Kucha)  การแสดงเหล่านี้ได้ยุติลงหลักจากเกิดกบฏอันหลู่ซาง (An Lushan) ซึ่งได้ เข้ามาบั่นทอนอานาจและความมั่งคั่งของจักรวรรดิ จึงทาให้ดนตรีและนาฏกรรม ในราชสานักเสื่อมลงอย่างมาก


 ในราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง

นาฏกรรมเชิงละครที่มีการร้องและเต้นจากราชวงศ์ ก่อนหน้านี้กลายเป็นที่นิยมและได้รับการพัฒนาต่อ เช่น การแสดงหน้าใหญ่ (大 面) หรือ "หน้ากาก" ที่เรียกว่า "กษัตริย์แห่งหลานหลิง" (蘭陵王) เป็นการเต้นราสวมหน้ากากที่มาจากราชวงศ์ฉีเหนือเพื่อแสดงความเคารพเกาจาง กง (Gao Changgong) ที่ทาสงครามโดยสวมหน้ากากออกรบ  การแสดงโบตู (Botou - 撥頭 หมายถึง ใช้มือเสยผม) จากเอเชียกลาง เป็นระบาหน้ากากอีกชนิดหนึ่ง มีตานานว่าลูกชายคนหนึ่งกา���ังมองหาเสือที่ฆ่าพ่อ ของเขา  การแสดงเรื่อง "สตรีร้องลา" (踏謡娘) เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของภรรยาถูก ทารุณโดยสามีของเธอที่กาลังเมา แสดงครั้งแรกใช้ผู้ชายแสดงเป็นผู้หญิง  เนื้อเรื่องที่ใช้แสดงทั้งละครเพลงและระบานั้นมีความเรียบง่าย แต่จะได้กลายเป็น จุดเริ่มต้นของการแสดงงิ้วและการละครจีนอื่นๆ ต่อไป


 การแสดงทั้งหลายได้ถูกพรรณนาไว้ในบทกวีสมัยราชวงศ์ถัง

ดังที่ไป๋จวีอี้และ หยวน เช็งได้กล่าวถึงระบาหมุนตัวไว้ในบทกวีชื่อว่า "การหมุนของสาวชาวหู" (胡旋女) หรือตู้ฝู่ (Du Fu) ซึ่งเป็นการราดาบ และยังได้กล่าวถึง ระบา ป่านขาว การเชิดสิงโตและการแสดงอื่นๆ ไว้ด้วย  นอกจากนีก้ วีแห่งราชวงศ์ยังได้เขียนโคลง (Ci) เพื่อใช้ขับสาหรับแสดง เช่น "พระโพธิสัตว์เถื่อน" (菩薩蠻) ระบาขบวน (隊舞) ซึ่งใช้นักแสดง จานวนหลายร้อย  การแสดงจานวนมากถูกบันทึกไว้ในเอกสารสมัยราชวงศ์ถัง แต่ส่วนใหญ่ หายไปหลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ แต่ยังคงเหลือบันทึกที่สาคัญที่เป็นการ แสดงขนาดใหญ่กว่า ๖๐ ชุดการแสดง รวมถึงบทเพลงและการเต้นราบางชนิดถูก เผยแพร่ไปยังประเทศญี่ปุ่นและยังคงแสดงอยู่จนทุกวันนี้ เช่นการแสดงกากากุ (gagaku)


 มีบทละคร

โครงเรื่อง แก่นเรื่อง เกิดขึ้นจานวนมาก และได้รับการอนุรักษ์สืบ ทอดมาจนปัจจุบัน  เกิดการแสดงตลกที่เรียกว่า กังเจิงชี่ (Canjunxi)


หยางกุ้ยเฟย


นางระบาในราชวงศ์ถัง คริสต์ศตวรรษที่ 7


ตุ๊กตากระเบื้องสมัยราชวงศ์ถัง เป็นรูปนางระบาและนักดนตรี


การแสดงหุ่นในราชวงศ์ถัง

นิยมทั่วไปในชนบทและเมืองน้อยใหญ่ เริ่มมีฉิ่งเข้ามาบรรเลงประกอบ แสดงเรื่องราวชีวิตและการสั่งสอนตาม หลักพุทธศาสนาที่เริ่มแพร่หลายในราชวงศ์ถัง ตัวละครที่พบบ่อยคือ คนชรา


 ค.ศ.

907-960 / พ.ศ.1450-1503  ศิลปะการแสดงทุกแขนงชะงัก เพราะมีสงครามทั่วอาณาจักร  เป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินจีนแบ่งแยกออกเป็น ๕ ราชวงศ์ ๑๐ อาณาจักรซึ่งตรงกับ การล่มสลายของราชวงศ์ถัง และกลับเป็นปึกแผ่นแกครั้งภายใต้ราชวงศ์ซ่ง ในช่วงราชวงศ์ซ่งนั้น การมัดเท้ากลายเป็นที่แพร่หลายแพร่หลายในจีนในสมัย ๕ ราชวงศ์ ๑๐ อาณาจักรนี้ และอาจเป็นที่นิยมในหมู่นางระบา  มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องพระสนมคนโปรดของจักรพรรดิลี่ยิ่ว (Li Yu) แห่งราชวงศ์ถังใต้ ได้มัดเท้าของเธอให้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวและเต้นราดอกบัว ด้วยปลายเท้า


 ค.ศ.960-1279

/ พ.ศ.1503-1822  ศูนย์กลางอานาจย้ายไปอยู่ทางตอนเหนือของจีน  จักรพรรดิสนับสนุนศิลปะการแสดงอย่างเต็มที่ ทาให้มีบรรยากาศศิลปะการแสดง ครึกครื้น  การแสดงไป๋ซี่ (กายกรรม+มายากล) ยังคงมีแสดงทั่วไป  หุ่นจีนพัฒนาสูงสุดในสมัยนี้ แตกแยกออกเป็น หุ่นไม้ หุ่นไหม หุ่นน้า (ต้นเค้าหุ่นน้าของเวียดนาม) และหุ่นสด (ใช้เด็กแทนตัวหุ่น) หุ่นได้รับความ นิยมสูงมากในเมืองหังโจว (Hangzhou) ปรากฏร้านผลิตหุ่นมากกว่า 24 ร้าน


การชักเชิดหุ่นสาย เป็นรูปโครงกระดูก ในสมัยราชวงศ์ซ่ง


 สมัยจักรพรรดิเฉินจง

(Chen Zhong-ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11) มีการแสดง ละครอิงประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรก โดยอาศัยเรื่องราวจากสมัยสามก๊ก เรียกว่า “จ๋าจวี้” (Zaju) (ซึ่งจะเป็นต้นเค้าแห่งอุปรากรจีนต่อไป)  จ๋าจวี้ ประกอบด้วยผู้แสดงหลัก 3 คน   

ชายไว้เครา น่าเกรงขามเป็นที่ยาเกรงของตัวละครอื่น ตลกชาย รูปร่างบึกบึนแข็งแรง แต่งหน้าด้วยสี ชายสง่างาม มีอานาจเป็นผู้นา

 สมัยจักรพรรดิหุยจง

(Hui Zhong-ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12) จ๋าจวี้ได้รับ ความนิยมมากในทุกชนชั้น มีการสร้างเวทีถาวรด้วยไม้ขนาดใหญ่ใช้เสาถึง 24 ต้นที่เมืองหลวงไคเฟิง (Keifeng) ริมแม่น้าเปียน


 ศูนย์กลางความบันเทิงในราชวงศ์ซ่งอยู่ที่เมืองเปียนเหลียง

(Bianliang ปัจจุบันคือเมืองไคเฟิง) และย้านต่อมาที่หลินหนาน (Lin'an ปัจจุบันคือ เมืองหางโจว) ได้มีการแสดงว่าจื่อ (wazi - 瓦子 หมายถึง กระเบื้อง) หรือ wasi (瓦肆 ตลาดกระเบื้อง) ซึ่งเป็นละครในรูปแบบปิดวิกที่เรียกว่า เกาหลัน (goulan 勾欄)  อาจพบการแสดงในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลายในเมืองศูนย์กลางเหล่านี้ การ แสดงบางอย่างเรียกว่าระบาล้อ (舞旋) ที่ใช้การหมุนอย่างรวดเร็ว รวมถึง การแสดงจากต่างประเทศอื่นๆ (舞番樂)  การแสดงที่มาจากสมัยราชวงศ์ถังได้พัฒนาเป็นรูปของคณะที่มีตัวชูโรงเรียกว่า “ดอกไม้ที่ใจกลาง” ซึ่งมีเสาไม้ไผ่อยู่กลางและนักเต้นและนักดนตรีเป็นฉากหลัง  การแสดงได้รวมเอาบทพูดคนเดียวและบทเจรจาเข้าไว้ด้วยกันซึ่งการแสดงแบบ ราชวงศ์ซ่งนั้นเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยของการแสดงของจีนในปัจจุบัน ดังเช่น ระบา ดอกไม้กลอง (花鼓)


 การละเล่นหัวโต

(耍大頭) ซึ่งสวมหน้ากากเป็นหัวพระภิกษุขนาดใหญ่ (大頭和尚) ซึ่งส่งผลต่อยุคต่อมาที่นักแสดงสวมหน้ากากหรือหัวขนาด ใหญ่ออกแสดง  การแสดงเรือแห้ง (旱船) เป็นการแสดงซึ่งเป็นที่รู้จักจากราชวงศ์ก่อน ใช้ เด็กผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวเป็นหญิงสาวสวมเครื่องแต่งกายที่มีโครงสร้างคล้ายเรือ ทาจากผ้า ปรากฏตัวขึ้นด้วยการเข้าไปนั่งในเรือแล้วถือพาย  การแสดงเหล่านี้อาจจะแสดงโดยคณะนักแสดงเร่ที่เรียกว่าเจ้อโหว (shehuo - 社火 ตั้งชื่อตามเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งจะแสดงในช่วงเทศกาลของแต่ ละหมู่บ้านหรือเมือง มีการแสดงและการเต้นราหลากหลาย เช่น การแสดงจับ ผีเสื้อ (撲蝴蝶) ม้าไม้ไผ่ (竹馬) ระบาเป้าหลาว (Bao Lao 舞鮑老เป้าหลาวเป็นตัวตลก) และเพลงพื้นบ้าน (村田樂) ซึ่งพัฒนา ไปสู่​การแสดงย่างจื่อ (Yangge) ในช่วงราชวงศ์ชิง


 การแสดงว่าจื่อ

(wazi) ของราชวงศ์ซ่งได้พัฒนารูปแบบมาเป็นการแสดงละคร ต่างๆ ที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยต่อมา โดยเฉพาะอุปรากรจีนหรืองิ้วได้เริ่มก่อรูป มี การเล่าเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การราดาบจะแสดงเฉลิมฉลองที่ประตูหงเห มิน (Hong Gate) ที่พรรณนาถึงปฏิกิริยาของจางเสี่ยว (Zhang Xu) และตู้ฝู (Du Fu) หลังจากดูการราดาบที่มีชื่อเสียงของพระสนมกองซัน (Gongsun) แห่งราชวงศ์ถัง เนื้อเรื่องตามบทเพลงกล่าวถึง "ระบาแห่งคา พิพากษา" (舞判 หรือเรียกกันว่า ระบาของจงขุย 跳鐘馗) ซึ่งต่อมา กลายเป็นอุปรากรในสมัย​ราชวงศ์หมิง  รวมถึงระบาของราชวงศ์ซ่ง เช่น ระบาโบกธง (撲旗子) ได้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของอุปรากรจีน  การละครของจีนในภาคเหนือได้มีการพัฒนาในรูปแบบเป็นการแสดงที่ หลากหลาย เรียกว่า จ๋าจวี้ (Zaju) ส่วนในทางภาคใต้ก็มีการพัฒนาเป็น อุปรากรหนานซี่ (Nanxi)


 การแสดงจัดในศูนย์กลางชุมชน

เช่น ตลาด โรงน้าชา และย่านบันเทิง  เกิดคณะนักแสดงอาชีพที่มีสมาชิก 5-7 คน เป็นคนในตระกูลเดียวกัน มีชื่อเสียง จนเรียกเป็นสมญานาม เช่น แม่ปลาทอง พ่อหัวโต เล่นเป็นละครเร่รวมทั้งรับใช้ ราชสานัก (หากฝ่าฝืนงานของราชการจะถูกโบย 40 ที)  บทละคร สาหรับราชสานักจะแต่งโดยกวีหลวง ส่วนชาวบ้านทั่วไปนิยมบทละคร จากนักละครสังกัดสมาคมหนังสือที่รุ่งเรืองในย่านมหรสพ (50 โรงละคร) ที่เมืองหังโจวมีเขตมหรสพประมาณ 17 เขต  ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์ซ่งเสื่อมอานาจลงเพาะการรุกรานจากพวกมอง โกล  เกิดการแบ่งแยกอุปรากร ที่แบ่งเป็นแบบเหนือ แบบใต้


Mural from the Song Dynasty tomb of Zhao Daweng at Baisha in Yuxian, Henan, depicting a male dancer accompanied by musicians dated to 1099 AD


Details of the painting One Hundred Children Playing in the Spring" (百子嬉春图页) by Su Hanchen (苏汉臣) from the Song Dynasty. Painting cropped to show the lion dance


 ค.ศ.1280-1368

/ พ.ศ.1823-1911  แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการรุกราน แต่ศิลปะการแสดงกลับเจริญรุ่งเรือง เพราะชาว มองโกลมีอุปนิส���ยรักการแสดง และเห็นว่าการแสดงจะสามารถเข้าถึงความคิดและ รสนิยมของคนจีนได้  เป็นยุคทองอีกยุคหนึ่งของการละครจีน  เกิดนักเขียนบทละครที่แสดงเสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของชาว มองโกลอย่างลุ่มลึก โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 แบ่งรูปแบบ การแสดงออกเป็น ละครภาคเหนือ และละครภาคใต้  เกิดรูปแบบการแต่งหน้างิ้วในสมัยนี้


 อุปรากรจีนที่มาจากสมัยราชวงศ์หยวนกลายเป็นที่นิยมมาก

ซึ่งจะได้ทาให้เกิด ความหลากหลายของประเภทในการแสดงอุปรากรจีน เช่น งิ้วคุนฉวี่ (Kunqu) และงิ้วปักกิ่ง ได้พัฒนาไปตามแต่ละภูมิภาค จนทาให้อุปรากรจีนกลายเป็นที่นิยม เพิ่มขึ้น และได้มีการคลี่คลายรูปแบบให้มีลักษณะเฉพาะตัว ส่วนระบาต่างๆ นั้นก็ ได้ถูกจัดแสดงนอกราชสานักมากขึ้นและแยกต่างหากจากระบาพื้นบ้านอื่นๆ และ มักใช้แสดงเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลต่างๆ  การแสดงพื้นบ้าน ดนตรีและระบาเหล่านั้นก็ยังนิยมต่อมาจนสมัย​ราชวงศ์ชิง เช่น ระบากลองดอกไม้ ระบาโคมไฟดอกไม้ (花燈) ระบาเก็บใบชา (採茶) รวมถึงดนตรีและการแสดงระบาอื่นๆ


งิ้วแบบภาคเหนือ

 จ๋าจวี้

(Zaju-ไม่เหมือนจ๋าจวี้ราชวงศ์ซ่ง) มีรูปแบบการแสดงที่ถ่ายทอดมา จากราชวงศ์ซ่งทางตอนเหนือ แต่ได้รับอิทธิพลบทละครจาก “กวงฮั่นชิง” (Guan Hanqing) บิดาแห่งการละครจีน เขียนบทละครกว่า 60 เรื่อง (เหลือต่อมาเพียง 14 เรื่อง) เนื้อเรื่องโดยมากเกี่ยวกับความรัก เรื่องเบา สมอง ชีวิตชาววัง แต่แฝงด้วยคุณธรรมตามปรัชญาขงจื๊อ แต่ก็แฝงการเสียดสี ราชวงศ์มองโกลหรือราชวงศ์หยวนเอาไว้อย่างแยบยล  ชาวมองโกลยอมรับปรัชญาขงจื๊อ การละครจึงเฟื่องฟู มีรูปแบบการประพันธ์ และนักเขียนบทละครเกิดขึ้นกว่า 120 ท่าน เหลือตกทอดมาประมาณ 150 เรื่อง  หวางซื่อผู่ (Wang Shipu) เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่งเรื่อง ซีเซียงจี้ (Xi xianng ji-Romance of the Western Chamber) – ความรักในหอแดง


งิ้วแบบภาคใต้

 งิ้วหนานซี่

(Nan Xi) มีศูนย์กลางที่เมืองหังโจว เน้นความอ่อนโยนของ บทกวีหรือเนื้อเพลง แต่ไม่วางกฏเกณฑ์และรูปแบบตายตัวเหมือนละคร ภาคเหนือ สอดแทรกศีลธรรม ให้สุนทรียภาพกับอารมณ์และเสียงดนตรี การขับร้อง  นักเขียนบทละครที่มีชื่อ คือ เกาหมิง (Gao Ming-คริสต์ศตวรรษที่ 14) หยิบยกปัญหาสังคมมาตีแผ่ในละคร  ผู้ชมยังชื่นชอบละครอิงประวัติศาสตร์แบบโบราณ


 ค.ศ.1368-1644

(300 ปี) / พ.ศ.1911-2187  เกิดการตีพิมพ์บทละครจาหน่ายให้อ่าน เกิดนักเขียนบท นักวิจารณ์ละคร โดยมากเป็น ลูกศิษย์ของ ถังเซียนจู (Tang Xianzu) [บรมครูการละครสมัยหมิง 

ถังเซียนจูเปิดสถาบันการละครอวี่หมิง (Yu Ming)งานของสานักนี้มีความไพเราะ เชิงอรรถรส มีการแสดงที่โด่งดังคือ “ความฝัน 4 แบบของอวี่หมิง” บทละครของสานักนี้ ได้รับความนิยมสูงสุด

 หวายเหลียงฟู่

(Wei Liangfu) คีตกวีผู้สร้างสรรค์ละครอย่างใหม่ คือ คุนชวี (Kunqu) ใช้แนวดนตรีอย่างภาคเหนือ (หยวนชวี, หยวนจ๋าจวี้) ผนวกแนวดนตรี ของภาคใต้ ศิลปินของละครคุนชวี ต้องมีความสามารถหลายด้าน ทั้งขับร้อง ฟ้อนรา เจรจากลอนสด แสดงท่าทาง สื่อสารอารมณ์ชั้นสูง  ความคึกคักของการละครเกิดขึ้นที่เมืองซูโจว (Suzhou) เมืองหลวงราชวงศ์หมิง และการละครทั้งสองรูปแบบได้กอ่ เกิดรูปแบบของอุปรากรจีนในเวลาต่อมา


 หรือราชวงศ์แมนจู

คริสต์ศักราช 1736-1796 (60 ปี)  จักรพรรดิเฉียนหลง (Qian Long) จักรพรรดิองค์ที่ 4 ทรงสนพระทัยใน ศิลปะการแสดง ทรงตระเวนคัดเลือกศิลปินที่มากฝีมือที่มีมาตั้งแต่ราชวงศ์หมิง ให้เข้ามาประจา ณ กรุงปักกิ่ง  ทรงโปรดให้ตั้งคณะงิ้วหลวง ทรงปรับปรุงการแสดงให้สมจริงยิง่ ขึ้น ดัดแปลง ออกแบบเวทีให้ใหญ่ขึ้น ละครสมัยนี้เป็นต้นเค้าให้เกิดอุปรากรปักกิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเน้นความนุ่มนวลของการผสานศิลปะแขนงต่างๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่


 การดนตรี

คีตลีลา  การขับร้อง ขับกล่อมบทกวี กลอนสด  การแสดงระบา นาฏลีลา  การแสดงท่าทางและอารมณ์ความรู้สึก  การแสดงศิลปะป้องกันตัว กระบวนรบและกายกรรม


 กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสตรี

เช่น การมัดเท้า ที่เข้มงวดมากขึ้นมีผลต่อจากัดการ เคลื่อนไหวของสตรีได้กลายเป็นข้อห้ามทางสังคมที่ห้ามสตรีที่มัดเท้าออกแสดง กฎ ของสตรีเหล่านี้ที่ใช้เป็นพื้นฐานเดียวกันกับกฎของนักแสดงหญิงภายในโรงละคร หลวงแห่งปักกิ่งของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงด้วย ทาให้เกิดการแสดงที่ เลียนแบบสตรีโดยใช้ผู้ชายเข้ามารับบทบาทแทนที่ผู้หญิง อย่างไรก็ดียังคงมี นักแสดงหญิงที่มัดเท้าออกแสดงเร่ทั่วไปในศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นช่วงที่ประกาศใช้ กฎหมายใหม่แล้ว


 ในช่วงต้นศตวรรษที่

20 ได้มีความพยายามฟื้นฟูให้ "ใช้รูปแบบเก่า" ทั้งของงานวรรณกรรมและศิลปะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อกับมวลชน รูปแบบการเต้นราแบบดั้งเดิมของจีนได้มีการปรับปรุงและใช้โฆษณาชวนเชื่อ  ในปี ค.ศ.1943 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ริเริ่มการแสดงที่ใช้การเคลื่อนไหว แบบใหม่ที่เรียกว่าหยางจื่อ (Yangge) ซึ่งถูกนามาใช้เป็นแสดงนัยของการ เดินขวนชุมนุมสนับสนุนการปกครองแบบสังคมนิยมของชาวบ้าน  การเต้นราแบบใหม่นี้มีความเรียบง่ายกว่านาฏกรรมแบบเก่า มีองค์ประกอบตาม ลัทธิสังคมนิยม เช่น ผู้นาขบวนถือเคียวแทนร่ม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "ต่อสู้หยางจื่อ” (Struggle Yangge) หรือ "การปฏิรูปหยางจื่อ” (Reform Yangge)


 นักแสดงที่โดดเด่นของช่วงแรกนี้คือ

ไต้ไอ่เหลียง (Dai Ailian) ที่ได้ รวบรวมศิลปะการฟ้อนราพื้นบ้านและมีการสร้างผลงานใหม่บนพื้นฐานเดิมเหล่านี้ โดยใช้การเต้นราพื้นบ้านของชาวฮั่นหรือชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เพื่อนาเสนอภาพของ มวลชนสู่ประชาชน ผลงานของเธอ เช่น ระบาดอกบัวที่ได้แรงบันดาลใจมาก จากการเต้นราพื้นบ้านของพวกซานซี (Shaanxi) ระบานางฟ้าเหิรหาว (Flying Apsaras) ที่สร้างจากแรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมฝาผนังใน ถ้ามาเก๊า Mogao หรือระบากลองของชาวเย้า ระบาใบ้พิการ ระบาทิเบตใน ฤดูใบไม้ผลิและระบาพื้นบ้านมณฑลอานฮุยนาฏศิลป์พื้นบ้าน  ไอ่เหลียงยังได้ก่อตั้งโรงเรียนบัลเล่ตแ์ ห่งแรกในประเทศจีน ชื่อว่าโรงเรียน นาฏกรรมแห่งปักกิ่ง ในปี ค.ศ.1954


 การเต้นราแบบตะวันตกกลายเป็นที่นิยมในศตวรรษที่

20 เช่น การเต้นบอลรูม แบบตะวันตกและกลายเป็นที่นิยมมากในปี ค.ศ.1940 ตามไนต์คลับของ เซี่ยงไฮ้ แม้กระทั่งผู้นาลัทธิคอมมิวนิสต์ เช่น เหมาเจ๋อตุงและโจวเอินไหลก็มี ความหลงใหลในการเต้นบอลรูมแบบโซเวียต ซึ่งตามธรรมเนียมจีนในอดีตนั้น ชายและหญิงสูงศักดิ์จะไม่ได้รับอนุญาตให้เต้นจับมือกัน  ในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการสร้างสรรค์เต้นราใหม่บนพื้นฐานของ รูปแบบเก่า เช่นเดียวกับประเพณีพื้นบ้านต่างๆ ซึ่งได้สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งชื่อแบบดั้งเดิมที่เคยใช้กันมาก็ถูกนามาตีความและสร้างสรรค์ด้วยการ ออกแบบท่าเต้นสมัยใหม่ตามจินตนาการเพื่อจัดแสดงในโรงละครหรือผ่านสื่อ โทรทัศน์



ประวัติศาสตร์นาฏกรรมจีน ๒๕๕๘