Issuu on Google+

ทฤษฎีสุนทรียะในคัมภีรนาฏยศาสตร1

คัมภีรนาฏยศาสตร เปนตําราวาดวยศาสตรและศิลปะการละคร ผูแตงคือ ภรตมุนี รจนา ขึ้นประมาณ 500 กอนคริสตกาล โดยรวบรวมเนื้อหาตางๆ จากบรรดางานเขียนที่มีมากอนหนานั้น ภรตมุนีจึงไมใชคนแรกที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับนาฏยศาสตร เพราะงานศิลปะและงานละคร นั้น มีอยูในอินเดียกอนหนานั้นแลว คําวา นาฏยศาสตร หมายถึงศาสตรศิลปะการละคร แตเนื้อหาในคัมภีร ไมไดมีเพียง เรื่องราวเกี่ยวกับการสรางละคร การแสดงละครเทานั้น ยังมีความคิดทั้งศาสตรและศิลป5มากมาย แฝงอยู จนมีผูกลาววา “สิ่งที่พบไดในนี้อาจพบเห็นไดที่อื่น แตที่สิ่งสามารถพบไดในนี้ ก็ไมสามารถพบไดที่ ไหนอีกแลว”2 เพราะการละครนั้นถือไดวาเปนศาสตรที่รวมศาสตรและศิลป5ตางๆ ไวนับตั้งแตการสราง โรงละครที่ตองอาศัยความรูทางการชาง การเคลื่อนไหวรางกายในการแสดงละครที่ตองเรียนรู ลักษณะทางกายวิภาค การดนตรีที่ใชในละคร พิธีกรรมตางๆ ฯลฯ อีกทั้งเนื้อเรื่องของละครก็แสดง ความเปนไปในโลก คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวไดวา “การแสดงละคร หรือที่เรียกวานาฏยศาสตรนั้น จะมิใชป*ญญา มิใช ศิลปะ มิใชวิชา และมิชากลาศาสตร มิใชกรรม หามิได, (ศาสตรและศิลป.ทั้ง ปวงและกรรมชนิดตางๆ รวมอยูแล,วในนาฏยศาสตรนี้ เพราะฉะนั้นข,าพเจ,า (ภรต) จึงได,ทําศาสตรนี้ไว,)” (นาฏยศาสตร – VI.134)

1

สวนหนึ่งของวิทยานิพนธ เรื่อง “สุนทรียศาสตรในคัมภีรนาฏยศาสตร” ของ ฐิติรัตน รัตนจรัสโรจน ตามหลักสูตร อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ปCการศึกษา 2542 2 Rathin Sengupta เขียนไวที่ปกนอกของคัมภีรนาฏยศาสตร ฉบับแปลเปนภาษาอังกฤษ โดย Adya Ranggacharya


เนื้อหาในคัมภีรนาฏยศาสตร จึงมีความคิดในศาสตรตางๆ มากมาย และเนื้อหาซึ่งมีความ โดดเดนมากคือ ความคิดเกี่ยวกับการชมละคร ซึ่งไดอธิบายถึง ความสัมพันธระหวางละครกับผูชม ละคร หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความสัมพันธระหวางศิลปXน (นักแสดง) ศิลปะ (งานละคร) กับผูชมเสพ ศิลปะ (ผูชม) และเนื้อหานี้เองที่แฝงมโนทัศนเกี่ยวกับสุนทรียศาสตรเอาไว

ศิลปะ : งานที่กอใหเกิดรส ศิลปะนั้นคืออะไร เปนคําถามหลักในการศึกษาสุนทรียศาสตร คัมภีรนาฏยศาสตร กลาว ไววา “ไมมีนาฏยะใดปราศจากรส” (นาฏยศาสตร-VI.34) การกลาวเชนนี้แสดงใหเห็นวา รสเปน สิ่งที่ขาดไมไดในการแสดง การแสดงถือเปนศาสตรแขนงหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเทาเทียมกับศิลปะสาขาอื่น เชน ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ฯลฯ สิ่งที่เราไดจากจากชื่นชมงานศิลปะเหลานี้ ก็คือ “รส” ซึ่งมีสวนทําใหผลงานทรงคุณคาเพียงพอที่จะเรียกวา “ศิลปะ” อาจกลาวไดวา ตามทัศนะของคัมภีรนาฏยศาสตร ศิลปะก็คืองานที่กอใหเกิดรส และสิ่งที่ผู เสพงานศิลปะจะไดรับก็คือ “รส” รสคืออะไร รสเกิดขึ้นไดอยางไร งานที่กอใหเกิดรสเปนงานเชนใดและทําใหเกิดรสได อยางไร เมื่อรสเปนสิ่งที่ผูเสพงานศิลปะจะไดรับจากการชมหรือสัมผัสจากงานศิลปะ ก็แสดงวา การเกิดรสตองอาศัยป[จจัยคือ ผูชม และเมื่อเปนเชนนี้แลวจึงเกิดขอคําถามเชิงปรัชญาที่วา แทจริง แลว รสเปนคุณสมบัติที่อยูในงานศิลปะหรือเปนคุณสมบัติท่อี ยูในตัวผูชมงานศิลปะ หากรสเปน คุณสมบัติที่อยูในตัวผูชมแตละคนแลว คุณสมบัติดังกลาวจะเปนสากลไดหรือไม และการตัดสินวา สิ่งใดเปนงานศิลปะดวยรสจะมีความขัดแยงอยางไร


รส คืออะไร “...ที่เรียกวารสนั้น หมายถึง สิ่งที่รู,ได,เพราะการชิมหรือกิน...” (นาฏยศาสตร- VI.34) คําวารส โดยความหมายแลว หมายถึงสิ่งที่รูไดดวยการชิมหรือการกิน คัมภีรนาฏยศาสตร อธิบายโดยการเปรียบเทียบกับ การกินอาหาร เมื่อเรารับประทานอาหารที่ถูกปรุงดวยเครื่องปรุงที่ มีรสชาติตางๆ สิ่งที่เราไดจาการรับประทานอาหารนั้นก็คือ รสอรอย หากแตรสอรอยนั้นมิใชเพราะ ลิ้นที่เรารับรสชาติอยางเดียว แตรสอรอยเปนเพราะจิตใจเราเปนตัวที่รับรู คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวไววา “...ผู,ชิมหรือผู,กิน เมื่อกินอาหารที่ปรุงขึ้นด,วยเครื่องปรุงตางๆ ชื่อวา ยอมชิมหรือกินซึ่งรสทั้งหลาย (การกินอาหารก็คือการกินรสนั่นเอง) และ เป;นคนที่มีใจคอเป;นปกติดี กินรสเข,าไปแล,วก็เบิกบานสําราญใจ เป;นต,น ความข,อนี้อุปมาฉันใด ผู,ดูละครที่มีใจคอเป;นปกติดี ก็มีอุปไมยฉันนั้น คือกิน รสที่เป;นสถายีภาวะประกอบด,วยการแสดงวาจา อวัยวะและตัวเดิมใน เนื้อเรื่องอันเป;นเสมือนกับข,าวที่แสดงภาวะตางๆ (มีรสตางๆ) ก็ยอม เบิกบานสําราญใจ เป;นต,น เพราะฉะนั้น ข,าพเจ,าจึงกลวแถลงวา นาฏยรส (รสเกิดจากการแสดงละคร)...” (นาฏยศาสตร-VI.34) เชนเดียวกับการแสดงละครที่มีบทโศกเศรา บทสุขสมที่คละเคลากัน สิ่งที่เราไดรับก็คือเรา มีความรูสึกรวมไปกับการแสดง รับรูถึงความรูสึกสนุกสนานนั้น และรูสึกเห็นใจกับชะตากรรมของ ตัวละครและความรูสึกตางๆ ที่เราไดรับ ก็ทําใหเราเกิดความสําราญใจ คัมภีรนาฏยศาสตรเรียกสิ่ง ที่เราไดรับเมื่อชมการแสดงนี้วา นาฏยรส (รสที่เกิดจากการชมการแสดง) หมายถึง ความรูสึก สะเทือนอารมณ ซึ่งเปนจุดประสงคหลักของการแสดงที่จะตองเราใหเกิดขึ้นในใจผูชม หากเรามองในมุมมองของผูเสพงานศิปะ ที่ทําใหเรามีความรูสึกรวมคลอยตามไปกับงาน นั้นๆ แลวทําใหเราเกิดความรูสึกสบายใจ เชน การฟ[งเพลงที่มีจังหวะคอนขางเร็ว ในบันไดเสียง เมเจอรที่มีทํานองและจังหวะที่ทําใหเรารูสึกสนุกสนานเบิกบานใจ ความรูสึกสนุกสนานเบิกบานใจ ที่เราไดรับนี้ก็คือ รส ซึ่งอาจเรียกรสที่เกิดจากดนตรีวา สังคีตรส


แต นาฏยรสและสังคีตรสนั้นแตกตางจากรสอรอย แมวาจะตองใชใจในการรับรูนั้นเชนกัน แตเพราะภาวะเปนป[จจัยที่ทําใหเกิดรสตางกัน รสที่เกิดจากอาหารเปนเพราะอาหารนั้นมีรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม จนเมื่อเรากินรสชาติตางๆ เขาไปแลว จึงเกิดความรูสึกวาสิ่งนั้นเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แลวก็รวมเปนรสชาติที่เราเรียกวา อรอย ตามใจที่รูสึก ดังนั้นภาวะที่ทําใหเกิดรสอรอยก็คือ เครื่องปรุงรสชาติตางๆ ของอาหาร แตสําหรับนาฏยรสแลว ภาวะที่ทําใหเกิดรสนั้น คืออารมณ-ตางๆ ที่ทําใหใจเราเกิด ความรูสึกตอบสนองตออารมณ-นั้นๆ และทําใหเรารูสึกพึงพอใจในที่สุด (รสที่เกิดจากการ เสพงานศิลปะนี้เป3นคุณสมบัติรวม ที่ทําใหเราสามารถแยกงานศิลปะออกจากสิ่งอื่นได) รสที่เกิดจาการชมงานศิลปะ ไมใชสิ่งที่อยูในงานศิลปะ แตเป3นสิ่งที่อยูในใจผูชมงาน ศิลปะ เป3นปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจของผูชมเมื่อไดชมงานศิลปะ การกลาววารสเปน ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจของผูชมนั้น หมายความวา รส คือความรูสึกที่ตอบสนองตออารมณที่ เกิดขึ้นเมื่อไดชมงานศิลปะ และความรูสึกนั้นทําใหผูชมเกิดความเบิกบานสําราญใจ แตรส ไมใชตัว อารมณที่เกิดขึ้น แตเปนความรูสึกที่เรามี เพื่อตอบสนองตออารมณที่เกิดขึ้น จะเห็นไดวา คําวา อารมณ และ ความรูสึก นั้นมีความเกี่ยวพันกันจึงทําใหดูเหมือนวาเปน คําที่มีความหมยาเดียวกัน แตเมื่อมองถึงความสัมพันธของทั้งสองคํานี้แลว จะเห็นไดวามีความ แตกตางกันเพราะอารมณ-ทําใหเกิดความรูสึกและความรูสึกนั้นจะเกิดขึ้นไมไดถาไมมี อารมณ-เกิดขึ้น ดังนั้น รส ที่หมายถึงความรูสึกที่ตอยสนองตออารมณที่เกิดขึ้น ก็เปนไปเชนเดียวกัน ใน คัมภีรนาฏยศาสตร อารมณที่ทําใหรสเกิดขึ้นเรียกวา สถายีภาวะ และไดกลาวถึงสถายีภาวะและ รสที่ไดจากการชมการแสดงไวดังนี้


รส RASA

ภาวะ BHAVA

ความหมาย MEANING

สี COLOUR

ศฤงคารรส (รสแหงความรัก) Shringar(Erotic) หาสยรส (รสแหงความขบขัน) Hasya (Humorous) กรุณารส(รสแหงความกรุณา) Karuna (Pathetic) เราทรรส (รสแหงความโกรธ) Raudra (Terrible) วีรรส (รสแหงความกลาหาญ) Veera (Heroic) ภยานกรส (รสแหงความกลัว) Bhayanaka (Fearful) พีภัตสรส (รสแหงความขยะแขยง) Bibhatsa (Odious) อัมภุตรส (รสแหงความอัศจรรยใจ) Adbhuta (Wonderous) ศานตรส (รสแหงความสงบ) Shanta (Peaceful)

รติภาวะ (ภาวะรัก) Rati หาสะภาวะ (ภาวะขบขัน) Hasa โศกะภาวะ (ภาวะโศก) Shoka โกรธะ (ภาวะโกรธ) Krodh อุตสาหะภาวะ (ภาวะมุงมั่นในการตอสู) Utsaha ภยะภาวะ (ภาวะนากลัว) Bhaya ชุคุปสาภาวะ (ภาวะนารังเกียจ) Jugupsa วิสมะยะภาวะ (ภาวะนาพิศวง) Vismaya กัลมะภาวะ (ภาวะสงบ) Calm

ความรัก Delight ความนุกสนาน Laughter ความโศก Sorrow ความโกรธ Anger ความมีพลัง Heroism ความกลัว Fear ความชิงชัง รังเกียจ Disgust ความอัศจรรยใจ Wonder ความสงบ Peace

Pale Light Green White Grey Red Pale Orange Black Blue Yellow White


สถายีภาวะและรสตางๆ เหลานี้ เปนอารมณและความรูสึกที่เราจะไดรับเมื่อชม การแสดงหรือในงานศิลปะประเภทตางๆ และงานศิลปะแตละชิ้นนั้นก็อาจมีภาวะตางๆ คละเคลากันไปและทําใหไดรับรสตางๆ ซึ่งจะทําใหเกิดความพึงพอใจจากการไดเสพงาน ศิลปะนั้นๆ ดังนั้นในการตัดสินวางานใดเปนงานศิลปะก็สามารถทําไดโดย ใชรสที่เกิดจาก การเสพหรือการชมงานศิลปะเปนเครื่องมือชี้วัด เพราะหากงานศิลปะนั้นไมทําใหเกิดรส ดังกลาวขางตน และไมทําใหเกิดความพึงพอใจก็ไมอาจนับไดวางานชิ้นนั้นเปนงานศิลปะ เพราะไมกอใหเกิดรส หากแตรสเปนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจผูชม จึงเกิดคําถามตามมาวา รสนั้นสามารถ เกิดขึ้นไดกับคนทุกคนหรือไม( และเป-นไปไดหรือไม(ที่คนทั่วไปที่ไดชมงานศิลปะแต(กลับ บอกว(าไม(ไดรับรส หากเป-นเช(นนี้จะมีการอธิบายขอขัดแยงนี้อย(างไร รสเกิดขึ้นไดอยางไร จากการวิเคราะหคัมภีรนาฏยศาสตร ทําใหสามารถจําแนกองคประกอบที่ทําให เกิดรสในงานศิลปะได 3 ประการ คือ 1. สถายีภาวะ ที่ศิลปXนถายทอดไวในงานศิลปะ 2. งานศิลปะ ที่เปนเหตุสงเสริมและบันดาลใหเกิดสถายีภาวะ 3. สภาวะจิตใจของผูชมงานศิลปะที่มีความพรอมทางจิตใจ ซึ่งในแตละองคประกอบมีความสัมพันธที่ทําใหเกิดรส ดังนี้ ศิลปXน สถายีภาวะ รส

งานศิลปะ วยภิจารีภาวะ -วิภาวะ -อนุภาวะ

ผูรับชมงานศิลปะ สถายีภาวะ รส


จากแผนภาพ สามารถอธิบายได ดังนี้ 1. ศิลปJน เกิดสถายีภาวะขึ้นในใจและตองการที่จะถายทอดสถายีภาวะนั้น ใหปรากฎ คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวไววา “...อันใดอยูในใจกวี อันจะต,องให,ปรากฏ ออกมาโดยการแสดงด,วยคําพูด อวัยวะ สีหน,าและตัวเดิมในเนื้อเรื่อง อันนั้นทาน เรียกวา ภาวะ” (นาฏยศาสตร-VII.3) ขอความนี้เปนการกลาวถึงความหมายหนึ่งของภาวะซึ่งเปน ความหมายที่อธิบายโดยเทียบกับศิลปXน คัมภีรนาฏยศาสตรกลาววา ภาวะมี 3 ชนิด คือ - สถายีภาวะ - วยภิจารีภาวะ - สาตวิกภาวะ แตดวยวยภิจารีภาวะและสาตวิกภาวะนั้นเปนภาวะที่ทําใหเกิดรสดวยวิธีแสดง ดังนั้นภาวะในความหมายนี้จึงหมายถึงสถายีภาวะ ซึ่งเปนภาวะที่ทําใหถึงพรอมความเปน รส และเปนภาวะสั่งการ สวนวยภิจารีภาวะและสาตวิกภาวะนั้น คัมภีรนาฏยศาสตรเปรียบเทียบไววา “เพราะเหตุที่มีตระกูล ความประพฤติ วิชา การกระทําและศิลป. พิเศษกวากันจึงจะเป;นพระเจ,าแผนดินได, ในคนเหลานี้ คนอื่นมีความรู, น,อยกวา ก็ต,องเป;นบริวารของพระเจ,าแผนดินเหลานั้น เชนเดียวกัน วิ ภาวะ อนุภาวะและวยภิจรีภาวะ เป;นบริวารของสถายีภาวะ สถายีภาวะเป;น เจ,า เพราะเป;นที่อาศัยของภาวะอื่นๆ เป;นอันมาก” (คัมภีรนาฏยศาสตร VII.10) การเปรียบเทียบวาวิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะเปนบริวารหรือเปนขารับใช ของสถายีภาวะนั้น หมายความวาเมื่อสถายีภาวะเกิดขึ้นในใจของศิลปXน ทําใหศิลปXนตอง ถายทอดออกมาเพื่อใหผูอื่นรับรู และการที่จะทําใหภาวะในใจปรากฏ ก็กระทําโดยใช วิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะ ซึ่งเป3นเหตุสงเสริมบันดาลใหสถายีภาวะนั้น เดนชัดและปรากฏขึ้น


สถายีภาวะ วยภิจารีภาวะ วิภาวะและอนุภาวะ

ศิลปXน

งานศิลปะ

สถายีภาวะ เปนภาวะในระดับที่อยูในใจของศิลปXน ซึ่งภาวะดังกลาวอาจจะเปน เพียงจินตนาการโดยที่มิไดมาจากประสบการณในชีวิตจริง เพราะโดยความหมาย ภาวะ และรสนั้นตางกัน รสนั้นเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะภาวะ เปนความรูสึกที่เราไดรับ แตภาวะ เปนสิ่งที่ทําใหเรารูสึก ศิลปXนจึงอาจจินตนาการภาวะตางๆ ขึ้นเองได ดังนั้นการเกิดขึ้น ของภาวะในจิตใจอาจไมจําเปนที่ศิลปXนจะตองไดผานประสบการณนั้นมา หากแตศิลปXน อาจตองใชเหตุการณบางอยางที่เคยประสบมาในชีวิตมาเปนแรงบันดาลใจในการสราง งานโดยใหการเลียนใหเหมือนหรือแสรางทํา หรือจินตนาการตามมโนภาพของตนเอง วยภิจารีภาวะ เปนเหตุสงเสริมใหสถายีภาวะมีความโดดเดนชัดเจนขึ้น ดังที่ คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวไววา “วยภิจารีภาวะ นั้นคือ 1.นิระเวทะ (ความไมศรัทธาหรือไม แยแสตอสิ่งใด) 2.คลานิ (ความเหนื่อย) 3.ที่เรียกวาศังกา (ความ สงสัย) 4.อสูยา (ความให,ร,ายทาน) 5.มทะ (ความเมา) 6.ศระมะ (ความออนเพลีย) 7.อาลัสยะ (ความเกียจคร,าน) ...21.นิทรา (ความงวง) ...29.วยาธิ (ความปHวยไข,) 30.อุนมาทะ (ความบ,าคลั่ง) 31.มรณะ (ความตาย) 32.ตราสะ (ความสะดุ,งกลัว) 33.วิตรรกะ (ความพิจารณาซึ่งความสงสัยที่เกิดขึ้นเพื่อให,แนใจ) ภาวะทั้งหลาย 33 อยางที่ได,ออกชื่อมานี้ เรียกวา วยภิจารี หรือ สัญจารี คือ เหตุ สงเสริมหรือเหตุบันดาล” (นาฏยศาสตร-VI.19.22)


วยภิจารีภาวะ เปนภาวะที่แสดงเพื่อใหสถายีภาวะ ซึ่งเปนอารมณหลักเดนชัดขึ้น เชน การแสดงภาวะขบขัน (หาสะ) เพื่อใหเกิดความขบขัน (หาสยรส) วยภิจารีที่สงเสริมให เกิดการหัวเราะก็อาจแสดงโดย แกลงทําเกียจคราน (อาลัสยะ) งวงนอน (นิทรา) หรือหาก ตองการแสดงภาวะความกลัว (ภายะ) วยภิจารีที่สงเสริมก็คือ ตราสะ (ความสะดุงกลัว) เปนตน วิภาวะ และ อนุภาวะ นั้น เปนภาวะที่สงเสริมใหสถานีภาวะและวยภิจารีภาวะ เดนชัดขึ้น เปนภาวะที่อยูในระดับปรากฏการณ เปนภาวะในระดับที่แสดงออกมาใหเห็นได วิภาวะนั้นเปนตัวกําหนดอนุภาวะขึ้น เปนผลที่เกิดขึ้น คัมภีรนาฏยศาสตร อธิบายความหมายของ วิภาวะวา “วิภาวะ คือ ภาวะที่นําไปสูการรับรู, ดังนั้น วิภาวะ คือ สาเหตุ วิ ภาวะเป;นสาเหตุของคําพูด ทาทางและการแสดงสีหน,า” (นาฏย ศาสตร-VII.4-5) วิภาวะเปนภาวะที่ทําใหสถายีภาวะนั้นปรากฏใหเห็นได คัมภีรนาฏยศาสตรกลาว อีกวา “วิภาวะ คือ ความหมายที่ทําทุกคนรู,... ที่เรียกเป;นวิภาวะ เพราะเป;นสิ่งที่ถูกทําให,ปรากฏ หรือทําให,รู,แจมแจ,งขึ้น อาศัยการ แสดง คําพูดหรืออวัยวะ เป;นต,น เพราะฉะนั้นความหมายที่ทําให, ปรากฏขึ้นนี้รู,ได,วาเป;น วิภาวะ” (นาฏยศาสตร-VII.5-6) วิภาวะทําใหความหมายที่เกิดจากสถีภาวะนั้น แจมชัดขึ้น และเปนเหตุของคําพูด ทาทางและการแสดงสีหนา ซึ่งคือ อนุภาวะ หรือผลที่เกิดขึ้น ตามคําอธิบายในคัมภีรที่วา


“...แตความหมายใด เขายอมทําตามในที่นี้ โดยการแสดง คําพูดและอวัยวะ เป;นต,น ความหมายที่ประกอบด,วยการแสดง ทาทาง ด,วยอวัยวะน,อยใหญนั้น (พูดพลางยกไม,ยกมือประกอบ คําพูดเลาถึงเหตุการณที่เกิดขึ้น) เรียกวา อนุภาวะ (คือการทํา ทาทาง)” (นาฏยศาสตร-VII.7) วิภาวะและอนุภาวะจะขยายสถายีภาวะใหเดนชัด และทําใหเกิดรสขึ้นในใจ ผูชม เชน การแสดงภาวะรัก (รติ) เพื่อใหเกืดความซาบซึ้งในความรัก (ศฤงคารรส) วยภิจารีภาวะ ก็อาจแสดงโดยความอาย (วรีฑา) และความยินดี (หรรษะ) วิภาวะอาจ แสดงเหตุการณที่รคนรักมาพบกัน จากนั้นอนุภาวะ ซึ่งเปนผลจากวิภาวะ อาจแสดงโดย การพูดจาออนหวาน ทําทาทางงดงาม เพื่อใหเกิดความซาบซึ้งในความรัก (ศฤงคารรส) เปนตน วิภาวะและอนุภาวะนี้ เปนภาวะที่อยูในระดับปรากฏการณ คัมภีรนาฏยศาสตร กลาวไววา “...บรรดาภาวะทั้งหลายนั้น วิภาวะและอนุภาวะทั้งสอง อยางนี้ เป;นความสําเร็จตามสภาพของโลก ดําเนินตามความเป;นไป ของโลก ผู,รู,ทั้งหลายพึงทราบโดยอภินายะ คือ การแสดง” (นาฏย ศาสตร VII.8-9) วิภาวะและอนุภาวะเปนภาวะที่ทําใหสถายีภาวะเดนขึ้นในปรากฏการณ เพราะ สถายีภาวะนั้นเปนสิ่งที่อยูในใจเห็นไดไมชัด เมื่อตองการจะทําใหสถายีภาวะเดนชัด ก็ตอง ถายทอดภาวะนี้ลงในงานศิลปะ และในการถายทอดศิลปXนจะตองจําลองภาวะในใจโดย อาศัยภาวะระดับตอมาคือ วยภิจารีภาวะ เพื่อสงเสริมใหสถายีภาวะนั้นเดนชัดขึ้น จาก วยภิจารีภาวะก็ขยายใหอยูในระดับที่ผูชมมองเห็นได โดยจําลองลงเปนวิภาวะและอนุ ภาวะ ซึ่งเปนภาวะที่อยูในระดับปรากฏการณ ซึ่งก็คืองานศิลปะนั่นเอง


ศิลปJนสรางงานโดยมีสถายีภาวะเป3นแรงบันดาลใจทําใหเกิดภาวะ คือ เหตุการณ-ที่ปรากฏและตามมาดวยอนุภาวะ คือการทําทาทางเพื่อตอบสนองตอ วิภาวะและวยภิจารี ที่เป3นเหตุสงเสริมทําใหผูชมไดรับสถายีภาวะ (สวนสาตวิกะนั้น ถือวาเป3นอนุภาวะอยางหนึ่ง) วิภาวะและอนุภาวะนั้นเปนสิ่งปรากฏเดนชัดไมตองอาศัย การอธิบายใดๆ ผูชมก็สามารถเขาใจได เชน ในละครที่มีภาวะโศก วิภาวะที่ทําใหเกิดภาวะโศก ก็คือ เหตุการณที่พลัดพรากจากคนรัก อนุภาวะที่ตอบสนองตอเหตุการณก็คือ รองไห นั่นคือ วิภาวะเปน เหตุทําใหเกิดภาวะโศก และอนุภาวะก็คือผลที่เกิดจากภาวะโศก ทําใหเมื่อผูชมไดชมเหตุและผลแลว ก็รูสึกเห็นใจตัวละคร แตเพียงแควิภาวะและอนุภาวะอาจจะสื่อถึงภาวะโศกไมชัดเจน เพื่อใหชัดเจน อาจจะตองใชวยภิจารีภาวะ เชน วิภาวะที่ทําใหเกิดภาวะโศก คือพลัดพรากจากคนรัก วยภิจารีที่ตอบสนองตอ วิภาวะและทําใหสถายีภาวะ ซึ่งคือภาวะโศกเดนชัดขึ้น ก็คือ ทําเปนเปนอึดอัดใจ ทําทานั่งซึม เปนตน ซึ่งวยภิจารีภาวะนี้เองที่จะแสดงถึง ความสามารถของศิลปXนในการถายทอดวาจะสามารถทําใหผูชมเขาถึงสถายีภาวะที่เปน ภาวะหลักของการแสดงไดมากนอยเพียงใด กลาวโดยรวมก็คือ วิภาวะ อนุภาวะ (รวมถึงสาตวิกภาวะ) และวยภิจารี ภาวะนั้นก็คือ เครื่องมือหรือสื่อที่ใชถายทอดสถายีภาวะที่อยูในใจของศิลปJนนั่นเอง วิภาวะและอนุภาวะ เทียบไดกับรูปแบบของงานศิลปะที่กอใหเกิดรส ซึ่งรูปแบบก็ จะแปรไปตามประเภทของงานศิลปะนั้นๆ เชน วิภาวะ และอนุภาวะในละคร ก็คือทําทารําซึ่งสื่อรสตางๆ และมีแบบแผนที่ แนนอน ในงานจิตรกรรม ก็คือแบบลวดลายตางๆ ในงานสถาป[ตยกรรมก็คือ การ แกะสลักและการวางแผนผัง เพื่อใหเกิดทัศนวิสัยที่เปนระเบียบ และในดนตรี วิภาวะและ อนุภาวะ ก็เทียบไดกับ ราคะ (Raga) หรือทวงทํานอง เมละ (Mela) หรือบันไดเสียง หรือ ตาละ (Tala) หรือจังหวะ ที่ผสมผสานกลมกืนกัน หรือเมื่อเปรียบเทียบกับดนตรี ตะวันตก การจะทําใหเกิดภาวะโศกก็อาจทําไดโดยวิภาวะ คือ เพลงที่ใชบรรเลงในบันได เสียงไมเนอรและมีความเร็วตัวโนตเทากับ 60 (Largo) อนุภาวะที่ตอบสนองตอวิภาวะก็ คือ ทํานองเพลงมีตัวโนตไมเกินเขบ็ดหนึ่งชั้น ใชคูเสียงไมเนอร และใชเครื่องหมายกํากับ


อารมณเศรา ซึ่งจากการแสดงของวิภาวะและอนุภาวะก็สามารถแสดงใหเห็นถึงภาวะโศก ไดในระดับหนึ่งแตเพื่อใหภาวะโศกเดนชัดขึ้น ก็อาจใชวยภิจารีภาวะ คือ อาจใชบันไดเสียง ไมเนอรบลูส (Blues scale) เพื่อเพิ่มความบีบคั้นใหกับบทเพลง และอาจใชเสียงแผวเบา เหมือนจะขาดใจเขามาเพื่อเพิ่มความสะเทือนใจ ก็จะทําใหบทเพลงสามารถายทอดภาวะ โศกไดมากขึ้น และทําใหผูชมไดรับรสมากขึ้น ดวยเพราะรสนั้นเกิดจากวยภิจารีภาวะ อนุ ภาวะและวิภาวะประกอบกัน ตังในคัมภีรนาฏยศาสตรไดกลาวไววา “...การสําเร็จรูปขึ้นเป;นรสได, ยอมมีเพราะ วิภาวะ อนุภาวะ และวยภิจารี (สัญจารี) ประกอบกัน...” (นาฏยศาสตร-VI.34) จากการวิเคราะหขางตน ทําใหเรามองเห็นความหมายของศิลปะ อีกแงหนึ่งก็คือ งานศิลปะเปนงานที่ศิลปXนถายทอดอารมณหรือสถายีภาวะไว เพราะงานศิลปะเปนงานที่ กอใหเกิดรส และรสเกิดขึ้นจาก วิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะประกอบกัน ดังนั้น วิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะ ซึ่งเปนสิ่งที่กอใหเกิดรสขึ้นจึงจะถือวาเปนงานศิลปะ แตวิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะนั้น มีขึ้นเพื่อถายทอดใหเกิดสถายีภาวะ ดังนั้น นอกจากงานศิลปะจะเป3นงานที่กระตุนใหเกิดรสในผูชมแลว งานศิลปะยังเป3นงาน ที่ศิลปJนถายทอดอารมณ-หรือสถายีภาวะไวดวย งานศิลปะทําใหเกิดรสขึ้นในผูชมที่มีความพรอมทางดานจิตใจ คัมภีรนาฏยศาสตรกลาววา “...ผู,ชมหรือผู,กินเมื่อกินอาหารที่ปรุงขึ้นด,วยเครื่องปรุง ตางๆ ชื่อวายอมชิมหรือกินซึ่งรสทั้งหลาย (การกินอาหารก็คือการ กินรสนั่นเอง) และคนที่มีใจคอเป;นปกติดี กินรสเข,าไปแล,วก็เบิก บานสําราญใจ เป;นต,น ความข,อนี้อุปมาฉันใด ผู,ดูละครที่มีใจคอ เป;นปกติดี ก็มอี ุปไมยฉันนั้น” (นาฏยศาสตร-VI.34)


จะเห็นไดวา รสเปนสิ่งที่ตองใชจิตใจในการรับรู ผูชมซึ่งมีใจคอเปนปกติดีในที่นี้ หมายถึง ผูชมที่มีความพรอมทางดานจิตใจ ซึ่งในคัมภีรนาฏยศาสตรก็ไดกลาวถึงความ พรอมและคุณสมบัติของผูชมเอาไว ดังนี้ “ผู,ซึ่งมีความตั้งใจ ซื่อสัตย สามารถที่จะโต,แย,งและให, เหตุผลได, ผู,ซึ่งสามารถตรวจสอบความผิดพลาดได,และมีจิตใจที่จะ เห็นอกเห็นใจผู,อื่น บุคคลเหลานี้มีคุณสมบัติที่จะเป;นผู,ชมได,... ผู,ซึ่ง ดีใจเมื่อตัวละครดีใจหรือรู,สึกสังเวชเมื่อตัวละครผจญกับความ ทุกขยากและเสียใจเมื่อตัวละครเศร,าโศกนี่คือคุณสมบัติของผู,ชม” (นาฏยศาสตร-XXVII.4-15a) นั่นคือผูชมจะตองมีความตั้งใจที่จะชมงาน มีสติป[ญญาพอที่จะใหเหตุผล มีความ พรอมที่จะใสใจกับผูอื่น เปนผูที่สามารถรับรูและมีความรูสึกรวมไปกับงานได ซึ่ง คุณสมบัติดังกลาวนี้นับวาเปนคุณสมบัติที่ผูชมพึงมีและเปนคุณสมบัติที่กลาวถึงความ พรอมทางใจของผูชมที่จะใชวิจารณญาณในการชม นอกจากวิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะจะเปนบริวารของสถายีภาวะ คือ มี ขึ้นเพื่อถายทอดใหเกิดสถายีภาวะ วิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะ ยังทําใหเกิดสถายี ภาวะเดนชัดขึ้นในใจผูชมงานศิลปะ ทําใหเกิดรสในใจผูชม คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวถึง การที่ สถายีภาวะที่ทําใหเกิดรสวา “สถายีภาวะ คือ ภาวะทั้งหลายยอมถึงซึ่งความเป;นรส กลาวคือภาวะทั้งหลายปรากฏเป;นรสขึ้นมา (ถ,ารสเกิดเพราะภาวะ แล,ว เหตุไฉนภาวะจึงเป;นรสไปได, ที่วาภาวะเป;นรสนั้นคือ สถายีภาวะนั้นแหละเป;นตัวรส)...” (นาฏยศาสตร-VII.11) การกลาววา สถายีภาวะเปนตัวรสเชนนี้ ดูเหมือนจะมีความขัดแยงเพราะสถายีภาวะเปนตัวทําใหเกิดรส สถายีภาวะและรส จึงไมนาจะเปนสิ่งเดียวกัน แตการกลาววา สถายีภาวะเปนตัวรสนั้น ไมมีความขัดแยงกับการกลาววา สถายีภาวะทําใหเกิดรสเลย


เพราะรสนั้นเปนคุณสมบัติอยางหนึ่งที่เราไดจสากสถายีภาวะ ในคัมภีรนาฏยศาสตรได กลาวเปรียบเทียบไววา “...ภาวะนํารสไปอยางไร ตอบวาภาวะที่นํารสไปนั้นเป;นที่ โลกรู,กัน เหมือนดวงตะวันยอมนํา (คือทําให,เป;น) วันนี้ เดือนนี้ แตไมได,หอบหิ้วหรือแบกไป เป;นแตวา การนําไปนั้นเป;นที่โลกรู,กัน ดวงต���วันนําวันนี้เดือนนี้ไปฉันใด ภาวะทั้งหลายเหลานี้ยอมนํารส ทั้งหลายด,วยวิธีการแสดง (ละคร) ฉันนั้น” (นาฏยศาสตร-VII.42)

เพราะการที่ภาวะทําใหเกิดรสนั้นภาวะไมไดแบกตัวรสไป หมายความวารสไมใช สิ่งที่จะถูกภาวะซึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่งกระทําใหเปนไปหรือเกิดขึ้น แตลักษณะของการที่ภาวะ ทําใหรสเกิดขึ้นนั้นเปรียบเหมือน ลักษณะที่ดวงอาทิตยทําใหวันนี้เดือนนี้ผานไป การที่เรา รูวาวันนี้จะหมดไปก็เพราะดวงอาทิตยตกดิน ซึ่งก็คือหมายถึงจะหมดวันนี้ และเมื่อดวง อาทิตยจะขึ้นอีกครั้งวันนี้ก็มาอีกครั้ง และเมื่อดวงอาทิตยตกวันนี้ก็หมดไปอีก การกลาว วา ดวงอาทิตยขึ้นเปนวันนี้จึงไมมีความขัดแยง เพราะความหมายของวันนี้ก็คือเริ่มนับตั้งแต ดวงอาทิตยขึ้น หากเราไมไดมองวาวันนี้เปนสิ่ง แตมองวาวันนี้เปนคุณสมบัติหนึ่งที่เราคิด ไดจากดวงอาทิตยขึ้น การกลาววา “ดวงอาทิตยขึ้นก็คือวันนี้” ไมไดกอใหเกิดความ ขัดแยงใด สถายีภาวะและรสก็เชนกัน หากเราไมไดมองวารสเป3นสิ่ง แตเป3น คุณสมบัติหนึ่งที่ไดจากสถายีภาวะก็จะไมมีความขัดแยงอยางใด


เมื่อรสเปนคุณสมบัติหนึ่งของสถายีภาวะ หากศิลปXนสามารถายทอดสถายีภาวะ ลงในงานศิลปะโดยใช วิภาวะ อนุภาวะและวยภิจารีภาวะได และผูชมมีใจพรอมที่จะรับรส แลว ก็แนนอนวาผูชมทุกคนจะสามารถรับรสจากงานศิลปะได เพราะวิภาวะและอนุภาวะ นั้นเปนสิ่งที่เปนไปตามสภาพของโลก และเปนสิ่งที่สามารถเขาใจไดโดยไมตองอาศัยการ อธิบายที่ซับซอนใดๆ คัมภีรนาฏยศาสตรกลาววา “บรรดาภาวะทั้งหลายเหลานั้น วิภาวะและอนุภาวะทั้งสอง อยางนี้ เป;นความสําเร็จตามสภาพของโลก และทานได,กลาวถึง ลักษณะของวิภาวะและอนุภาวะไว, เพราะมันเป;นไปตามสภาพของ โลก...” (นาฏยศาสตร-VII.8) วิภาวะและอนุภาวะจึงถือไดวาเปนสิ่งที่อยูในระดับปรากฏการณ คืออยูในระดับที่ เราสามารถรับรูไดและเขาใจได วิภาวะและอนุภาวะจึงเปนระดับยอยที่สุดที่สามารถ สื่อสารใหผูชมเขาใจได และโดยตัววิภาวะและอนุภาวะเองก็สามารถที่จะทําใหเกิดสถายี ภาวะได และรสเองก็เปนคุณสมบัติหนึ่งในสถายีภาวะ ดังนั้น หากผูชมงานศิลปะมีความ พรอมทางจิตใจแลว ก็จะสามารถรับรูรสไดทุกคน รสเปนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของผูชม ความพรอมทางจิตใจของผูชมจึงมีความสําคัญ ดังนั้นในการชมงานนอกจากผูชมจะตองสามารถรวมรับรูความรูสึกไดแลว ผูชมจะตองไม มีอคติที่จะคิดถึงตัวเอง แตตองทําใจใหเปนกลาง เพาะหากผูชมคํานึงถึงตัวเองในขณะที่ ชมแลว ก็จะเปนอุปสรรคในการเขาถึงงานนั้น คัมภีรนาฏยศาสตรกลาวถึงอุปสรรคในการ รับรูรสวา “เรื่องราวที่ต,องทําความเข,าใจนั้นมีมากมาย แตชีวิตนั้น แสนสั้นและผู,ชมก็มีทั้งชนชั้นต่ํา ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง จึงเป;นไป ไมได,สําหรับชนชั้นต่ําที่จะเข,าใจวิธีทางหรือทาทางการแสดงออก ของชนชั้นสูง ดังนั้นแตละคนอาจมีความคาดหวังที่จะเข,าใจตามที่ เขาได,รับรู,มเกี่ยวกับศิลปะการตางกาย การกระทํา คําพูด ทาทาง... ...เพราะจะมีความแตกตางกันไปตามความชอบไมชอบของ ชนชั้นสูง คนชั้นต่ํา ผู,ชาย ผู,หญิง คนแก คนหนุม เชน คนหนุมจะ


ชอบเรื่องราวของความรักมากกวาเรื่องประเพณีโบราณ ผู,หญิง เด็ก และผู,มีป*ญญาน,อยจะชอบเรื่องราวขบขัน ชอบเสื้อผ,าที่หรูหรา การแตงหน,าและการตอสู,” (นาฏยศาสตร-XXVII.4-15a) การยึดติดกับสิ่งที่ตนเคยรูมาจะทําใหเกิดความคาดหวังขึ้น ทําใหเปนอุปสรรคใน การรับรูรส ผูชมจึงควรทําใจเปนกลาง ตัดอคติในใจเกี่ยวกับความชอบ-ไมชอบออกไป ในขณะที่ชมก็จะทําใหไดรับรสตามที่งานนั้นกอใหเกิดขึ้น และเมื่อไดชมแลวก็อาจจะชอบ หรือไมชอบก็ได การที่ทําใจเปนกลางไมยึดติดกับสิ่งที่เราเคยรูมา จะทําใหเราสามารถ เขาถึงงานศิลปะนั้นๆ ตามที่งานนั้นตองการเสนอ เพราะศิลปXนแตละคนก็จะมีวิธีถายทอด ตางกัน ใชเครื่องมือตางกัน จึงจําเปนที่ผูชมจะตองยอมทิ้งตัวเองเพื่อเขาไปในบริบทของ งานนั้น และพรอมที่จะยอมรับในวิธีที่ศิลปXนจะเสนอ ไมวาจะมีความแปลกแตกตางจาก ความรูที่เราเคยมีมาอยางไรก็ตาม แตหากมีใจเปนกลางแลวยังไมเกิดรส ก็แสดงวางาน นั้นไมประสบความสําเร็จในการกอใหเกิดรส จึงไมอาจเรียกงานนั้นวาเปนงานศิลปะได ดังนั้น การตอบป[ญหาที่วาเปนไปไดหรือไมที่คนที่ชมงานทั่วไป จะบอกวาเปนงานศิลปะแต ไมเกิดรส คําตอบคือมีความเปนไปไดหากผูชมคนนั้นยึงไมมีความถึงพรอมที่จะชมงาน แต หากผูนั้นเปนผูมีคุณสมบัติและมีความพรอมที่จะชมแลว ก็เปนไปไมไดที่จะไมไดรับรสจาก งานศิลปะนั้น รสกับการนิยามศิลปะ ในกระบวนการที่ทําใหเกิดรสนั้น ศิลปXน งานศิลปะและผูชมงานศิลปะเปน องคประกอบทั้งสามที่มีความสําคัญและจะ ขาดอยางใดอยางหนึ่งมิได 1. ศิลปJน มีภาวะเกิดขึ้นในใจและ ตองการทําใหปรากฏเดนชัด องคประกอบ สวนนี้ มีความคลายคลึงกับความคิดในเรื่อง การแสดงออกของโครเชและคอลลิ่งวูด แต ในทัศนะของคัมภีรนาฏยศาสตร ศิลปะมิไดจบลงเพียงในจินตนาการของศิลปXนเหมือนกับ ความคิดของโครเชและคอลลิ่งวูด เพราะศิลปXนตองการทําใหปรากฏเดนชัดขึ้นเพื่อ


ถายทอดไปสูผูอื่น และภาวะที่เกิดขึ้นนี้ศิลปXนอาจจินตนาการขึ้นในใจ โดยที่ภาวะดังกลาว ไมไดเกิดขึ้นจริงๆ ในขณะที่เขาสรางงาน 2.งานศิลปะ กระตุนใหเกิดรสในตัวผูชม องคประกอบสวนนี้มีความคลายคลึงกับ ความคิดของดิวอี้ในเรื่องงานศิลปะกระตุนใหเกิดความรูสึกในตัวผูชม แมวางานศิลปะใน ทัศนะของคัมภีรนาฏยศาสตรจะเปนงานที่กอใหเกิดรส แตเพราะรสเกิดจากภาวะที่ศิลปXน ถายทอดไว งานศิลปะจึงมีความหมายวาเปนงานที่ศิลปXนไดถายทอดภาวะไว และ กอใหเกิดรสในตัวผูชม โดยไมพิจารณาที่ตัวผูสรางงานศิลปะ 3.ผูชมงานศิลปะ เกิดรสขึ้นในใจ รสที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากภาวะที่ศิลปXนถายทอดไว แมวาจะเปนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ แตก็ไมไดเปนมุมมองของแตละคนเหมือนความคิดของ ดูแคส เพราะในกระบวนการเกิดรสนั้น รสเกิดจากภาวะไดแก วยภิจารีภาวะ วิภาวะและ อนุภาวะ ซึ่งวิภาวะและอนุภาวะนั้นเปนภาวะระดับปรากฏการณ มีรูปแบบที่ชัดเจนและ สามารถกอใหเกิดรสขึ้นในใจได จึงมีความเปนวัตถุวิสัย ทําใหศิลปXนสามารถสื่อสารภาวะ และทําใหเกิดรสในตัวผูชมไดตรงกัน จะเห็นไดวาลักษณะของความสัมพันธดังกลาวมีลักษณะเปนการสื่อสารระหวาง ศิลปXนกับผูชมงานศิลปะ โดยมีงานศิลปะเปนสื่อกลาง มีสิ่งที่เปนตัวสารก็คือรส เราจึง กลาวไดวา ศิลปะในทัศนะของคัมภีร-นาฏยศาสตร- ก็คือ กระบวนการสื่อสารรสจาก ศิลปJนไปสูผูชม ผานทางงานศิลปะและงานศิลปะก็คืองานที่กอใหเกิดรส หรืองานที่ ศิลปJนถายทอดภาวะไวและกอใหเกิดรสในผูชมงานศิลปะ การนิยามเชนนี้มีความคลายคลึงกับทฤษฎีการแสดงออกในฐานะที่เปน การสื่อสารในสุนทรียศาสตรตะวันตก แตมีความแตกตางกันในการอธิบายถึงการสงผาน สารจากศิลปXนไปสูผูชม ซึ่งทําใหไมเปนป[ญหาในเรื่องการตัดสินงานศิลปะดังนี้ 1.ในทฤษฎีตะวันตกมีป[ญหาในเรื่องการตรวจสอบวา ผูชมไดรับสิ่งที่ศิลปXน ถายทอดไวไดตรงกันหรือไม เพราะหากกระบวนการสงผานไมใชเปนไปในแบบที่วา สิ่งนั้น เดินทางจากที่หนึ่งไปปรากฏอีกที่หนึ่ง เราก็ไมสามารถที่จะประกันไดวา สิ่งที่ศิลปXนสงกับ สิ่งที่ผูชมรับจะเปนสิ่งเดียวกัน แตในคัมภีรนาฏยศาสตรนั้นแยกระหวาง ภาวะแ���ะรส ออกจากกัน สิ่งที่ศิลปXนสงก็คือภาวะ และสิ่งที่ผูชมรับก็คือรส และรสเกิดขึ้นเพราะภาวะ จึงทําใหผูชมสามารถรับรสไดตรงกับที่ศิลปXนตองการ 2.แมวารสจะเปนสิ่งที่อยูในใจผูชม แตก็เปนสิ่งที่ทุกคนมีไดเหมือนกัน จึงเปนสิ่ง สากลที่สามารถใชตัดสินงานศิลปะได เพราะรสและภาวะนั้นเกิดจากภาวะซึ่งถูกถายทอด


ไวในงานศิลปะ รสจึงไมใชสิ่งที่ผูชมแตละคนจะคิดขึ้นไดตามใจหรือเปนมุมมองของแตละ คน แตเปนสิ่งที่เกิดจากงานศิลปะทําใหเกิดขึ้น 3.นอกจากนี้ ภาวะที่อยูในใจศิลปXนขณะที่สรางงานนั้น ก็สามารถจินตนาการขึ้น ไดโดยที่อาจจะไมไดมีภาวะเชนนั้นจริงๆ ในขณะที่สรางงาน เพราะภาวะนั้นแยกออกจาก รสนั้นทําใหเกิดขึ้นเองไมไดเพราะเปนสิ่งที่เรารูสึกและเปนสิ่งที่ภาวะทําใหเกิดขึ้น แตเรา จินตนาการภาวะไดและเมื่อเปนเชนนี้การสรางงานจึงไมตองใชแรงบันดาลใจจากภาวะที่ เกิดขึ้นจริง แตเปนการจินตนาการภาวะขึ้นได งานศิลปะจึงไมจํากัดอยูเพียงแคงานที่ ศิลปXนสรางขึ้นจากอารมณที่เกิดขึ้นจริงขณะสรางงาน ก็จะไมเปนป[ญหาเหมือนกับทฤษฎี การแสดงออกของตอลสตอยและโครเช ในเรื่องความจริงใจของศิลปXน ในการสื่อสาร จุดมุงหมายของการสื่อสารก็คือผูรับสารไดรับสารที่ผูสงสารได สงไปกระบวนการสื่อสารในศิลปะก็เชนกัน จุดมุงหมายของกระบวนการก็คือ ผูชมงาน ศิลปะไดรับรสตามที่ศิลปXนไดถายทอดไวในงานศิลปะ ดังนั้น ในการตัดสินงานศิลปะก็ จะตองตัดสินจากความสําเร็จของกระบวนการศิลปะวางานชิ้นนั้นกอใหเกิดรสในผูชม หรือไม และผูชมไดรับรสตรงกับที่ศิลปXนไดถายทอดไว การตัดสินความสําเร็จของศิลปะ ในคัมภีรนาฏยศาสตรกลาวถึงความสําเร็จของการแสดงไว 2 ประการ คือ ความสําเร็จในระดับมนุษยและความสําเร็จในระดับวิญญาณ ดังนี้ 1.ความสําเร็จในระดับมนุษย- (Human success) เปนความสําเร็จจากการที่ผูชมมีความเขาใจในงานตรงกับสิ่งที่ผูสรางตองการ ถายทอด คัมภีรนาฏยศาสตร กลาววา “ความสําเร็จนี้ดูได,จากปฏิกิริยาของผู,ชม เชน การยิ้ม การหัวเราะเสียงดัง การอุทานตางๆ เหลานี้ คือ สาธุ ไมนาเลย หรือ การปรบมือเสียงดัง เป;นต,น” (นาฏยศาสตร-XXVII.4-15a) สิ่งเหลานี้แสดงใหเห็นถึงความพึงพอใจของผูชมหลังจากที่ไดชมการแสดง ความสําเร็จนั้นเกิดจากการที่ผูชมไดรับรสตรงตามภาวะที่ผูแสดงตองการถายทอดดังนี้


“เมื่อนักแสดง เชน นักระบํา แสดงอารมณขัน ผู,ชมจะยิ้ม อยางสุภาพเมื่อพูดคําตางๆ นําไปสูอารมณขันนั้นไมชัดเจน ผู,ชม จะเพียงแตอมยิ้ม อารมณขันที่เป;นการเลนพิเรน ผู,ชมก็จะหัวเราะ เสียงดัง... การแสดงใดก็ตามที่กระทําเกี่ยวกับศีลธรรมอันถูกต,อง ได,อยางดีเลิศ จะถูกตอบรับกลับมาด,วยคําอุทานวา “สาธุ” และ คล,ายคลึงกัน เมื่อเกิดความประหลาดใจหรือเกิดความยินดีอยางยิ่ง ผู,ชมจะอุทานวา “โอ,โห” แตสําหรับการแสดงที่นาเวทนาสงสารผู,ชม จะอุทานวา “ไมนาเลย” เมื่อมีบางสิ่งที่ทําให,ตกใจ ผู,ชมจะตอบรับด,วยการปรบมือ เสียงดัง เมื่อบรรดาคําพูดที่ประณามการกระทําผิดได,กลาวขึ้น หรือ เมื่อนักแสดงแสดงความสะพรึงกลัว เชน ผมตั้งชัน หรือเมื่อมีการ ยอกย,อนและการโต,ตอบที่ทําให,เกิดความอยากรู,อยากเห็น ผู,ชมจะ ตอบกลับมาด,วยการปรบมือ เมื่อมีข,อความที่ชาญฉลาดในกรแสดงหรือมีฉากการตอสู, หรือชุลมุน ผู,ชมจะปรบมือโดยยืนขึ้นจากที่นั่งและปรบมือทั้งน้ําตา ด,วยความซาบซึ้งและทั้งหมดนี้คือความสําเร็จในระดับมนุษย” (นาฏยศาสตร-XXVII.4-15a) เห็นไดชัดวาความสําเร็จของการแสดงนั้น ขึ้นอยูกับปฏิกิริยาของผูชมวาไดรับรส เหมือนกับที่นักแสดงไดถายทอดภาวะไวหรือไม นั่นคือผูชมรับรูวาศิลปXนนั้นไดแสดงภาวะ อะไรไว และผูชมก็ไดรับรสตามที่ศิลปXนไดแสดงไวในศิลปะ ความสําเร็จในระดับนี้จะตองอาศัยความพรอมทางดานจิตใจและคุณสมบัติของ ผูชมประกอบกัน คือ ผูชมจะตองพรอมที่จะรวมรับความรูสึก มีใจเปนกลาง อยางไรก็ ตาม อาจจะมีอุปสรรคในเรื่องความแตกตางของผูชมที่แตกตางกันออกไป ตามวัย ความรูและชนชั้น ทําใหผูชมไมไดรับรสตามที่ผูแสดงตองการถายทอด แตหากผูชมมี ความพรอมและมีคุณสมบัติเหมาะสมแลว ก็จะสามารถรับรสไดตรงตามที่ศิลปXน ถายทอด


2.ความสําเร็จในระดับจิตวิญญาณ (Divine success) เปนความสําเร็จจากการที่ภาวะไดถูกถายทอดออกไปราวกับวาในไดเกิดขึ้นจริง และผูชมไดรับรสและมีความรูสึกรวมราวกับวาไดเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง โดยลืมตัวตนของ ตน มีความรูสึกรวมไปกับงานนั้น เปนความสําเร็จจากการที่ผูชมและผูแสดงไดเขาถึง วิญญาณของงานนั้นและหลอใรวมเปนหนึ่งเดียวกัน คัมภีรนาฏยศาสตรกลาววา “การแสดงซึ่งบรรดาอารมณความรู,สึกทั้งหลายถูกถายทอด ออกมาราวกับวา พวกเขาได,มีอารมณความรู,สึกเชนนั้นจริงๆ และเพียบพร,อมไปด,วยรูปแบบที่ดีเลิศเรียกวา “ไทวี สิทธิ” (Daivi Siddhi) เป;นความสําเร็จระดับวิญญาณ ผู,ชมจะตอบรับด,วยการนิ่ง ไมสงเสียง ไมมีการรบกวน เงียบ โรงละครนั้นเต็มทุกที่นั่ง นี่คือ ความสําเร็จในระดับวิญญาณ” (นาฏยศาสตร-XXVII.15a-18b)

ความสําเร็จในระดับนี้แตกตางจากความสําเร็จในระดับมนุษย เพราะผูชมไมเพียง รับรูวาผูแสดง แสดงภาวะอะไรและตองการสื่อสารอะไร แตผูชมจะไดรับรสและภาวะที่ผู แสดงถายทอดไว ราวกับวา ผูชมเกิดภาวะนั้นจริงๆ ทําใหผูชมไดรวมรูสึกไปกับผูแสดง และงานนั้นๆ ความสําเร็จในระดับนี้นับไดวาเปนความสําเร็จที่ทําใหผูชมไดเขาถึงรสที่ แทจริง และยังนําผูชมไปสูความพึงพอใจที่สูงสุด ซึ่งเปนความพึงพอใจที่เกิดจากการ ตระหนักรูทางศีลธรรมและนําไปสูการหลุดพนดวย เพราะการไดรวมรูสึกนี้ มีความ เกี่ยวของการการรูตระหนักทางศีลธรรมในทัศนะของปรัชญาฮินดู


จะเห็นไดวาในการตัดสินคุณคาทางศิลปะนั้น จะใชรสที่เกิดขึ้นในผูชมเปนตัว ตัดสิน ซึ่งรสนี้ถือไดวาเปนรสที่เกิดจากงานศิลปะซึ่งแตกตางจากความรูสึกทั่วไป เปนรส ที่เกิดจากการคลุกเคลาจากรสตางๆ และเปนสิ่งที่ทุกคนมีขึ้นไดในใจเหมือนกัน จึงมีความ เปนสากลในการตัดสิน และเพราะรสเกิดจากภาวะซึ่งอยูในงานศิลปะ รสจึงไมใชสิ่งที่ผูชม แตละคนจะคิดขึ้นเอง จึงไมมีป[ญหาในการตัดสินคุณคาและไมจําเปนตองตัดสินโดยใช เกณฑที่อยูนอกเหนือบริบทของศิลปะ อยางไรก็ตาม แมวาศิลปะในทัศนะของคัมภีรนาฏยศาสตรจะสามารถตัดสินไดใน บริบทของศิลปะ โดยไมตองตัดสินคุณคาจากสิ่งอื่น แตก็ไมไดหมายความวาศิลปะจะไมมี ความเกี่ยวพันกับสิ่งอื่น ในทัศนะของคัมภีรนาฏยศาสตรนั้น ยังนําไปสูความพึงพอใจและ มีความเกี่ยวพันกับศีลธรรมและการหลุดพนดวย ธรรมจักร พรหมพวย / เรียบเรียง มิถุนายน 2554


Aesthetic Theory in Natyasastra