Page 1

อาจารย์ธรรมจักร พรหมพ้วย


• เราอ่านเรื่องนี้ ของเราคือ เราต้องการ ของ คืออะไร อะไรที่เราสามารถเรียนรูเ้ กี่ยวกับ ด้วยการอ่านอย่างระมัดระวังในบทนํา คํานํา หรือสารบัญ แต่ละย่อหน้าที่ผเู ้ ขียนกล่าว ได้หรือไม่ คําถามอะไร ที่เรามี • มีส่วนใดของประโยคหรือย่อหน้าที่เรา ส่วนไหนที่ ส่วนไหนที่ • หากว่าเราไม่เข้าใจบางเรื่อง คนเขียน ในการทําความเข้าใจ • เรามีคาํ ถามอะไร ที่ตอ้ งได้


• เราเข้าใจความหมายหลักของคําบางคําหรือเปล่า ต้องหาในพจนานุ กรมหรือไม่ • ผูเ้ ขียนใช้ ทัว่ ไป หรือใช้ ออกไป ที่นําเสนอเชื่อถือได้หรือไม่ หรือต้องตั้งคําถาม ที่สาํ คัญที่สุดของเนื้ อหาคืออะไร • การอ่านนี้ สอดคล้องกับความต้องการของเราเพียงใด จะเชื่อมโยงไปสู่ ได้หรือไม่ ของคําถามต่อประเด็นในเนื้ อความนี้ คืออะไร เราเข้าใจ ของมันหรือไม่ • เราจําเป็ นต้อง ในเนื้ อความอื่นก่อนที่จะคืบหน้าต่อไปกับ เนื้ อหาอันนี้ หรือไม่


• นักอ่านที่มีวิจารณญาณสามารถที่จะระบุองค์ประกอบการให้เหตุผลในเนื้ อหา ต่างๆ ได้ ดังมีองค์ประกอบความคิดดังนี้ อะไรคือจุดมุง่ หมายของผูเ้ ขียน คําถามอะไรที่ผูเ้ ขียนพยายามหาคําตอบ สารสนเทศอะไรที่ผูเ้ ขียนใช้นําไปสู่ขอ้ สรุป ข้อสรุปหรือบทสรุปหลักของผูเ้ ขียนคืออะไร แนวคิดหลักของการคิดของผูเ้ ขียนคืออะไร ผูเ้ ขียนทึกทักเอาในเรื่องใดบ้าง

• •

ผูเ้ ขียนกําลังมองในเรื่องอะไร และเห็นมันอย่างไร หากผูเ้ ขียนถูกต้อง (หรือหยัง่ รู)้ ข้อบ่งชี้ อันไหน ที่เราควรยอมรับ


• ความรูส้ ึกแรก • เราสังเกตอะไรได้เป็ น ที่เราเห็นคืออะไร • สองอย่างนั้นมี หรือว่า • ข้อความนั้นได้กอ่ ให้

อย่างไรต่อเรา

• คําศัพท์ • คําไหนที่ ได้กอ่ น ทําไม • คํานี้ กับคําอื่นๆ อย่างไร • มีคาํ บาง หรือไม่ ทําไม ต่างออกไปหรือไม่


• สังเกตรูปแบบ • รูปลักษณ์ กับที่เคยเห็นหรือไม่ • รูปลักษณ์ ทั้งหมดอย่างไร • ข้อความนั้นเป็ น ของงานทั้งหมดหรือไม่ หรือเป็ น เป็ นจังหวะอย่างไร • ดูวา่ มีอะไร แปลกออกไปอย่างไร • มีการ อะไร และมี ออกมาอย่างไร กี่แบบ (อาทิ พรรณนา บรรยาย สาธยาย โต้เถียง อภิปราย) • มี • สามารถระบุ ได้หรือไม่ • มีส่วนไหนที่ ไม่กล่าวถึง อะไรที่ผูเ้ ขียน ไป


• มุมมองและลักษณะ • ข้อความนั้นทําให้เราต้อง • มีสีและมีแสง ทําไมเขาจึงใช้สี แสง อย่างนั้น • ใครกล่าวอะไรในข้อความนั้น ไปหรือไม่

หรือ ที่มี

ต่อเรื่องนั้นอย่างไร ของเราหรือไม่ และ ผูเ้ ขียนบรรยายมี

ที่จาํ กัด

• สัญลักษณ์ Symbolism • มีการใช้ หรือไม่ แบบไหน • มี แตกต่างกันหลากหลายแบบหรือไม่ อันไหนที่สาํ คัญ • หากมี หลายแบบ เราจะ ที่หลากหลายนั้นได้ หรือไม่


ดูคลิปโฆษณาของ “พลังแห่งคําถาม” ของ ปตท PTT Public Company Limited, 2014


• •

• •

นักคิดที่ดีได้เลยหากว่าเราเป็ นนักถามที่ยาํ ่ แย่ คําถามจะเป็ นสิ่ง ของเราให้เดินหน้าต่อไป ในขณะที่ จะเป็ นการ คําถามก็อาจเป็ น ต่อเนื่ องมาได้ จิตของคนที่ไม่เคยมีคาํ ถามอาจถือได้วา่ เป็ น หากไม่มีการถามก็อาจมีคา่ เท่ากับ ก็มีคา่ เท่ากับ เช่นกัน

เราไม่อาจเป็ น เป็ นการ

ทําให้

หรือ

ในขณะหนึ่ ง แต่ มีความ

ก็จะเท่ากับ


• หากจิตของคุณไม่อาจกระตุน้ ให้เกิดคําถามอย่างแข็งขันได้ ก็หมายความว่าการ ได้ เรียนของคุณก็ไม่อาจเข้าสู่ • หากปราศจากคําถามที่แม้จะเป็ นการเริ่มต้นที่เป็ นรากฐานวิชาการต่างๆ ก็จะไม่ได้พฒ ั นามาจนถึงปั จจุบนั นี้ มี แล้วต้องการที่จะหา ให้ได้ • และถ้าเกิด ที่น่าสงสัยตามมา ก็ตอ้ งหา


นําไปสู่การตั้ง นําไปสู่การตั้ง ต้องเข้าใจในประเด็นต่างๆ เรียนรูก้ ารใช้ ต้องรูจ้ กั การตั้งคําถาม ไม่ใช่นัง่ เงียบ • ต้อง ตัวเอง และ ให้ “ถาม” อยูเ่ สมอ • ต้องมีการ • • • •

• นําไปสู่

และ


• การคิด นําไปสู่การหา

คือกระบวนการของการใช้คาํ ถามเพื่อกระตุน้ ให้เกิด และพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่าง และ

• Philosophical Inquiry เป็ นการฝึ กทักษะทางการคิด ในเรื่องการคิดอย่าง มีวิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ พยายามทําให้เด็กมี และ เกี่ยวกับ รวมทั้งกระตุน้ ให้เด็ก โดยการ เป็ นผูเ้ รียนที่แข็งขัน • การสืบถาม เป็ นการบ่มเพาะ


• คําถามเพื่อ • ต้องมี


• อะไรคือ หรือ ของหลักสูตรหรือหลักวิชานี้ • คําถามหรือว่าปั ญหาอะไรคือ ของหลักวิชานี้ ของหลักวิชานี้ คืออะไร อะไรที่นับว่าจําเป็ น หรือ อะไรที่จาํ เป็ นต้องเรียนรูเ้ พื่อให้เหตุผลในวิชานี้ อะไรที่เป็ นการ หลักสูตรหรือหลักวิชานี้ • การ หรือการ ชนิ ดใดที่เราจําเป็ นต้องเรียนเพื่อใช้เหตุผล • อะไรคือ ของเหตุผลที่ดีสาํ หรับหลักวิชานี้


• คนที่อยูใ่ นสาขาวิชานี้ ให้บรรลุความสําเร็จ ที่เขาพยายามมีคาํ ถาม และ ที่พยายามมีการ แก้ไขกัน • ข้อสารสนเทศและข้อมูลชนิ ดใดที่เขา • จะมี ข้อสารสนเทศและข้อมูล ในสาขาวิชานี้ • อะไรคือ หรือ ในสาขานี้ • การศึกษาในสาขาวิชานี้ จะ อย่างไร อะไรสร้างให้เรา ในเรื่องนี้ หรือไม่


• ในลักษณะใดที่ • ในลักษณะใดที่ผูเ้ ชี่ยวชาญในสาขานี้ • มีสาขาอื่นที่มี หรือ ที่ต่างกันไปหรือไม่ ในลักษณะใดจากการที่มีจุดยืนต่างกัน

คงอยูใ่ นสาขาวิชานี้ คงอยู่

• ในลักษณะใดที่คาํ ถามในสาขานี้ และในลักษณะ ใดที่คาํ ถามในสาขานี้ ยังคงเป็ นที่ • ในลักษณะใดที่ และ ในสาขานี้ ที่ให้ ต่อการปฏิบตั ิอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็ น แต่อาจ กลายเป็ นการทําไปด้วย หรือ


• ในลักษณะใดที่คนในวิชาชีพสาขานี้ หรือ มากกว่าที่จะเป็ นคนที่มี ในลักษณะใดที่คงอยูใ่ นสาขานั้นที่ทาํ ให้

นั้นจะทําหน้าที่

ของหลักวิชาอะไรที่จะบอกเราเกี่ยวกับ ใน เพียงใด เกี่ยวกับ สาขานั้น สาขานี้ คืออะไร • มี อย่างไรระหว่างแนวคิด ทฤษฎีของหลักวิชากับการไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็ น จริง


• ในการอ่านการ เพื่อให้ได้ซึ่ง แบบมีคาํ ถามอย่างไร

และ

นั้น เราต้องอ่าน

• ตําราได้แสดงให้เห็นถึง ใน ให้ปรากฏได้อย่างไร • ตําราอื่นๆ ที่มีอยู่ นี้ แสดง กันอย่างไร หากตําราแต่ละเล่มมี ต่อการอธิบายแนวคิด จะมีการจัดการกับการรับรู ้ อย่างไร • มี ในสาขานี้ ที่ ในประเด็นสําคัญที่ให้ไว้ใน ตําราหรือไม่ และไม่เห็นด้วยอย่างไร • มีตาํ ราในสาขาวิชาเดียวกันมี หรือไม่ ในลักษณะใด ที่คงอยูเ่ กี่ยวกับวิชานี้ ในจุดยืนที่แตกต่าง ที่


• ในลักษณะใดที่ตาํ รานี้ เรียกได้วา่ เป็ น ในสาขาวิชานาฏกรรม มี ในลักษณะใดที่เขาคิดว่าไม่เป็ น ผูเ้ ชี่ยวชาญในสาขานี้ ที่ นาฏกรรมหรือไม่เกี่ยวข้องกับนาฏกรรม • ในลักษณะใดที่คาํ ถามที่ถามในตํารา นําไปสู่ ในทาง และตําราได้แยกแยะ กลับกัน มีคาํ ถามในตําราอย่างไรที่ยงั เป็ น ความแตกต่างในประเภทคําถามดังกล่าว


• เรื่องที่อา่ น เรื่องที่เรียน คืออะไร

• • • •

คําถาม ประเด็น ข้อสังเกต ข้อคิดเห็นของตน


• ไม่ม่นั ใจว่าคําถามที่หยิบยกขึ้นมา จงอธิบาย • คําถาม หรือยัง หรือเป็ นการถามเพิ่มเติมยํา้ เข้าไป แค่นนั้ คําถามในมุมมองของเราคือ... • เราควรจะถามคําถาม หรือว่า • จาก คําถามคือ... จาก มุมมองคือ... มุมมองก็คือ... ทางไหน จุดใน คือ...


เลือกงานวิจยั วิทยานิ พนธ์ จากห้องสมุดหรืออินเตอร์เน็ ตมา ๑ เรื่อง แล้วสรุปใจความมาเล่าให้เพื่อนฟั งหน้าชั้นเรียน ในสัปดาห์หน้า


R. and Edler Paul 2008


• ความชัดเจน คือความเข้าใจได้ ปราศจากความสับสนหรือคลุมเครือ ความชัดเจนเปรียบเหมือนช่องทางสู่มาตรฐานอันอื่น เพราะหากว่า ข้อความที่จะพิจารณาขาดความชัดเจน เราก็ไม่อาจพิจารณาต่อไปได้ ว่ามีความถูกต้องสอดคล้อง การคิดนั้นควรจะต้องมีความชัดเจน มี เนื้ อหารายละเอียด เห็นภาพ มีตวั อย่าง


•คุณสามารถให้รายละเอียดในเรื่องนั้นได้หรือไม่ หรือมีความจําเป็ น ที่จะต้องอธิบายรายละเอียดหรือไม่ •คุณสามารถแสดงเรื่องนั้นในอีกทางหนึ่ งได้อีกหรือไม่ หรือ แสดงออกถึงเรื่องนั้นให้แตกต่างได้หรือไม่ •คุณสามารถให้ภาพเรื่องนั้นได้หรือไม่ หรือควรจะให้ภาพหรือไม่ •คุณยกตัวอย่างได้หรือไม่ หรือควรให้ยกตัวอย่างหรือไม่ •อธิบายด้วยคําพูดของตนเองว่าคิดอย่างไรกับที่คนอื่นเพิ่งพูดไป มี ความเข้าใจชัดเจนในความหมายหรือไม่


•คุณช่วยอธิบายรายละเอียดสิ่งที่คุณพูดให้มากขึ้นกว่านี้ได้ หรือไม่ •คุณช่วยยกตัวอย่างหรือให้ภาพประกอบจุดที่คุณกําลังพูดได้ หรือไม่ •ผมได้ยินคุณกล่าวว่า... ไม่ทราบว่าผมได้ยินถูกต้องหรือไม่ หรือ ว่าผมเข้าใจผิดไป


• ความถูกต้อง หมายถึง การปราศจากข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง หรือปราศจากการบิดเบือน • ข้อความนั้นอาจมีความชัดเจนในตัวข้อความแต่อาจถูกต้องก็ได้ การคิดไม่มากก็นอ้ ยมักมี ความถูกต้องเสมอ ถือว่าเป็ นประโยชน์ที่เราจะเข้าถึงข้อมูลที่มีอยูจ่ ริง • เราจะตรวจสอบได้อย่างไร ว่าเป็ นจริงหรือไม่ • เราจะพิสูจน์ขอ้ เท็จได้อย่างไร • เราจะวางใจในความถูกต้องของข้อมูลจากแห่งที่มานั้นได้เพียงใด


•เราจะตรวจสอบได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เห็ นหรือสิ่งที่รมู ้ านัน้ เป็ น ความจริง •เราจะรับรองข้อเท็จจริงจากประเด็นนี้ได้อย่างไร •เราจะวางใจในความถูกต้องของข้อมูลเหล่านี้ท่ีมาจาก แหล่งที่มานี้ได้หรือไม่


• ความแม่นยํา หมายถึง ความเหมาะพอดีต่อระดับรายละเอียดและความเฉพาะ • ข้อความสามารถแสดงได้อย่างชัดเจนและถูกต้องแต่อาจไม่มีความแม่นยํา เช่น สมศักดิ์เป็ น คนสูง (แต่ไม่รวู ้ า่ สูงเท่าไร อย่างไร) รําไทยมีความอ่อนช้อย ฯลฯ การคิดสามารถทําให้มี ความแม่นยําได้ ทั้งนี้ ต้องระบุลงไปในรายละเอียด • คุณสามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากขึ้ นได้หรือไม่ • คุณจะกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปได้หรือไม่ • คุณจะโต้แย้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่ ว่าเรื่องนั้นมีจุดข้องใจที่ใด


•คุณช่วยให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ •คุณสามารถกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปกว่านี้อีกได้หรือไม่ •คุณจะกล่าวให้เจาะจงเพื่อโต้แย้งในประเด็นของคุณได้หรือไม่


• ความสอดคล้อง หมาย ถึงความเชื่อมโยงกับประเด็นที่พิจารณา มีความเชื่อมโยงในตรรกะ มี ความสําคัญต่อประเด็นที่พิจารณา • ข้อความที่แสดงอาจมีความชัดเจน ถูกต้องและแม่ยาํ แต่อาจไม่สอดคล้องกับประเด็นที่ พิจารณาหรือที่ถาม • Ex. นักเรียนอาจคิดว่าได้ใช้ความพยายามอย่างมากในชั้นเรียน และคิดว่าความพยายามจะส่งผลให้ได้ คะแนนในชั้นเรียนที่ดี แต่อาจออกมาไม่ดี เพราะความพยายามที่ทาํ ไป อาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กาํ หนดการ วัดผลในเชิงคุณภาพ

• สิ่งที่ตอ้ งคํานึ งถึงคือ ต้องสันนิ ษฐานไว้กอ่ นว่าเราอาจยังไม่ได้ประเมินสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งประเด็น แนวคิดและสารสนเทศ อย่างครบถ้วนเพียงพอ • ไม่ชกั แม่น้ําทั้งห้า ไม่ออกอ่าวออกทะเล


• ไม่เห็นว่าที่พดู นั้นเกี่ยวข้องกับเนื้ อหา หัวเรื่อง สมมติฐานหรือวัตถุประสงค์ ขอให้ชี้แจงว่ามีความสัมพันธ์กนั อย่างไร ในแง่มุมใด • สามารถอธิบายความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างคําถามของคุณและคําถามที่ถูกถามได้ • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ เป็ นอย่างไร • คําถามของคุณเชื่อมโยงกับประเด็นที่เรากําลังดําเนิ นการอย่างไร


•ผมยังมองไม่เห็ นว่าที่คุณพูดเกี่ยวกับคําถามอย่างไร คุณจะบอก ได้หรือไม่ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร •คุณอธิบายได้หรือไม่ว่าสิ่งที่คุณคิดเชื่ อมโยงกับคําถามของคุณ และคําถามที่เราถามหรือไม่อย่างไร


• ความลึก ประกอบไปด้วยความซับซ้อนและความสัมพันธ์เชื่อมโยง บ่งชี้ ถึงการคิดแจ้งตลอด ผ่านตัวแปรจํานวนมากในสถานการณ์ บริบท ความคิดและคําถาม • ข้อความอาจมีความชัดเจน ถูกต้อง แม่นยําและสอดคล้อง แต่ก็อาจขาดความลึก (กลายเป็ น แค่รายงานไป) • การคิดนั้นอาจมีท้งั ผิวเผินและแบบลึก เราต้องระลึกและสันนิ ษฐานที่วา่ เราอาจจะยังพิจารณา สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในเชิงความซ้อนของมันที่มีอยู่


• • • •

คําถามแบบง่ายๆ ธรรมดา หรือว่าซับซ้อน คําตอบเป็ นแบบง่ายๆ หรือว่ายาก อะไรทําให้เกิดความซับซ้อนในคําถามนี้ เราจะพิจารณาความซับซ้อนในคําถามได้อย่างไร


•คําถามบ่งชี้หรือซับซ้อน มันยากหรือง่ายในการตอบ •อะไรทําให้คาํ ถามนี้มีความซับซ้อน •เราจะจัดการกับความซับซ้อนในคําถามนี้ได้อย่างไร


• ความกว้าง หมายถึง การพิจารณาอย่างหลากหลายมุมมอง (perspective) การมีมุมมอง อย่างครอบคลุม อย่างเปิ ดกว้าง และมีมุมมองอย่างเปิ ดใจกว้าง (open your mind) • แนวการให้เหตุผลอาจมีความชัดเจน ถูกต้อง แม่นยํา สอดคล้องและมีความลึก แต่ก็อาจขาด ความกว้าง • Ex. ข้อโต้แย้งระหว่างสายอนุ รกั ษ์นิยมและเสรีนิยม เช่น ในวงการนาฏกรรม

• การคิดอาจโดยใจที่เปิ ดกว้างหรือคับแคบเป็ นทัศคติ (Attitude) และความกว้างของการคิด ต้องการนักคิดที่ใช้เหตุผลอย่างหยัง่ ลึกมากกว่ามุมมองเดียว หรือกรอบอ้างอิงที่อาจแคบ เกินไป • เราสามารถสันนิ ษฐานได้วา่ เราอาจยังไม่ได้ประเมินสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่


• มุมมองอะไรที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ • มุมมองที่เกี่ยวข้องอันไหนที่เราละเลยไป • เราละเลยที่จะพิจารณามุมมองตรงกันข้าม (binary system) เพียงเพราะว่าเราไม่ตอ้ งการเปลี่ยน มุมมองของเรา • เรามองมุมมองตรงกันข้ามกับความเชื่อของเราด้วยความเชื่อที่ดี หรือเพียงแต่หาข้อผิดพลาดหรือข้อตําหนิ เพียงเท่านั้น (ชอบจับผิด) • หากเรามองคําถามจากมุมมองอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ แล้วความรับผิดชอบทางจริยธรรม ของเราคืออะไร • เราพิจารณาประเด้นนั้นด้วยมุมมองใด Ex. เสรีนิยม ประชานิ ยม อนุ รกั ษ์นิยม สังคมนิ ยม ฯลฯ


• มุมมองอะไรที่ สอดคล้องกับประเด็นนี้ • มุมมองที่ เกี่ ยวข้องอันไหนที่ เราละเลยไป • เราล้มเหลวที่ จะพิจารณามุมมองที่ เห็นตรงกันข้ามกับเราหรือไม่ หรือเพราะว่าเราไม่เปิ ดกว้างในการเปลี่ ยน มุมมองของเรา • เราได้มมุ มองโต้แย้งอย่างเลื่ อมใสศรัทธา หรือเพียงแต่คอยจับผิดเท่านั้น • เราอาจมองเรื่ องนี้ ในเฉพาะมุมศิลปกรรมศาสตร์ ยังมีมมุ มองด้านอื่ นอีกหรือไม่ เช่น สังคม วัฒนธรรม ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม • เราพิจารณามุมมองนี้ ในจุดยืนของอนุ รกั ษ์นิยม หรือเสรีนิยม


• ตรรกะ หมายถึง ส่วนที่ทาํ ให้ดูมีเหตุผล ไม่ขดั แย้งกัน การรักษาซึ่ง ดุลยพินิจและมีเหตุผล • เมื่อเรา “คิด” หมายถึงว่าเรากําลังช่วยเรียงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกันสู่ความเป็ นระเบียบ มากขึ้ น และเมื่อผสมผสานความคิดที่สนับสนุ นซึ่งกันและกันอย่างมีเหตุผล ความคิดนั้นถือว่า มี “ตรรกะ” • แต่หากว่าผสมกันแล้วไม่สนับสนุ นซึ่งกันและกัน หรือขัดแย้งกัน ก็ถือว่า “ขาดตรรกะ” • การคิดนั้นมีตรรกะได้มากหรือน้อย อาจคงเส้นคงวาหรือบูรณาการกัน อาจมีเหตุผลร่วมกัน หรืออาจขัดแย้งกันในทางตรงข้าม


• • • • •

ทั้งหมดได้เหมาะเจาะกันอย่างมีตรรกะหรือไม่ เรื่องนี้ ดูมีเหตุผลจริงๆ หรือไม่ ตรรกะนั้นเป็ นไปตามที่คุณได้พดู ไปก่อนหรือเปล่า สิ่งที่คุณพูดมีหลักฐานสนับสนุ นตามมาหรือไม่ แต่ก่อนคุณอาจพูดแบบนี้ ตอนนี้ คุณพูดแบบนั้น คนอาจมองไม่เห็นว่าอันไหนเป็ นจริง และอะไรคือ “จุดยืน” ของคุณ


• ความสําคัญ หมายถึง การมีความสําคัญ ความเกี่ยวเนื่ อง การมีดุลยพินิจหรือความหมายที่มี สารัตถะ

• เมื่อเราให้เหตุผลต่อประเด็นใดประเด้นหนึ่ ง เราก็อาจให้ความสําคัญกับ สารสนเทศ (ที่สอดคล้องกับประเด็น) และก็ตอ้ งรวมเอาเอาความคิดที่สาํ คัญทุก แนวคิด บ่อยครั้งที่เราล้มเหลว และรูว้ า่ ความคิดจํานวนมากนั้นอาจคสอดคล้อง กับประเด็น แต่มนั อาจไม่ได้มีความสําคัญอย่างเท่าเทียมกัน • ในทํานองเดียวกัน เราอาจล้มเหลวที่จะถามคําถามสําคัญ และมักจะถามคําถามแต่เพียงผิว เผิน หรือคําถามที่ไม่ค่อยสําคัญ หรือมีน้ําหนักน้อย • การคิดมีความสําคัญไม่มากก็นอ้ ย สามารถที่จะมีจุดเน้นในส่วนที่เป็ นสารัตถะมากที่สุด อะไร คือผลสืบเนื่ องสูงสุด อะไรคือข้อบ่งชี้ ที่สาํ คัญที่สุด


• • • •

ข้อสารสนเทศ (Information) อะไรที่สาํ คัญที่สุดที่เราต้องการหยิบยกในประเด็นนั้น ข้อเท็จจริงสําคัญอย่างไรในบริบทนั้น คําถามเหล่านี้ อันไหนสําคัญที่สุด ความคิดหรือแนวคิดอันสําคัญที่สุด


• ความเที่ยงธรรม หมายถึงปราศจากอคติ ปราศจากความไม่ซื่อสัตย์หรือ ความชมชอบ เห็นแก่ประโยชน์ตนเอง มีความหลอกลวงหรือความไม่ยุติธรรม • เราคิดโดยธรรมชาติจากมุมมองของเราเอง จากมุมมองที่มีแนวโน้มว่าจะเป็ น “จุดยืน” ของตน ความเที่ยงธรรมก็คือพยายามที่จะมองทุกมุมมองโดยที่ไม่อิงกับความรูส้ ึก หรือผลประโยชน์ของตนเอง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะมีอคติและโน้มเอียงเข้ามาสู่ มุมมองของเรา • เป็ นเรื่องสําคัญที่จะนําเอาเรื่องความเที่ยงธรรมนี้ เป็ นแนวหน้าในการคิด เรื่องนี้ นับว่า สําคัญต่อการที่เราจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เรามองสิ่งต่างๆ ที่เราไม่อยากมอง หรืออาจยอมแพ้ได้โดยง่าย • การคิดสามารถมีความเที่ยงธรรมได้มากน้อย เมื่อใดก็ตามที่มีมากกว่าหนึ่ งมุมมอง เราควรที่จะมีความเที่ยงธรรมในการพิจารณามุมต่างๆ โดยพิจารณามุมมองที่ สอดคล้องโดยให้ดูคาํ ถามที่เกี่ยวกับประเด็นนั้น


• กลุ่มเฉพาะนี้ มีผลประโยชน์แอบอิงอยูก่ บั ประเด็นนั้น ที่จะทําให้เขาบิดเบือนมุมมองไปได้หรือไม่ • Ex. การจัดการแสดงในงานอีเวนท์ เป็ นงานศิลปะหรือการขายสินค้า • เรามองมุมมองคนอื่นอย่างเข้าใจหรือไม่ • การที่เราหยิบยกปั ญหาดูวา่ มีความเที่ยงธรรมหรือมีความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือไม่น้ัน เราอาจ พิจารณาปั ญหาจากมุมมองทางเลือก • แนวคิดที่ใช้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ (คิดมาจากกลุ่มนี้ หรือกลุ่มนั้น) หรือว่าบางกลุ่มใช้แนวคิดอย่างไม่ ยุติธรรมเพื่อที่จะครอบงํา (ในการรักษาอํานาจ การควบคุม ฯลฯ) • กฎหมายนี้ มีความยุติธรรมหรือจริยธรรมหรือไม่ หรือว่าไปละเมิดสิทธิของผูอ้ ื่น


อ้างอิงจากรูปแบบจาก คูม่ ือการจัดทําดุษฎีนิพนธ์ วิทยานิ พนธ์ สารนิ พนธ์ และการศึกษาอิสระ ของ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคําแหง พ.ศ.๒๕๕๐ (พิมพ์ครั้งที่ ๒ แก้ไขปรับปรุง)


• • • •

บทนํา วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง วิธีดาํ เนิ นการวิจยั บรรณานุ กรม


• ส่วนประกอบตอนต้น หรือส่วนนํา • ส่วนประกอบตอนท้าย


1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

กระดาษที่ใช้พิมพ์ ตัวพิมพ์และการพิมพ์ การเว้นที่วา่ งขอบกระดาษ การย่อหน้า การเว้นระยะการพิมพ์ การพิมพ์เลขหน้า การลําดับและการพิมพ์หวั ข้อ การพิมพ์หวั ข้อย่อย


9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17.

การพิมพ์เครื่องหมายต่างๆ การใช้คาํ ภาษาต่างประเทศ การคัดลอกข้อความโดยตรง การพิมพ์ตาราง การพิมพ์ภาพประกอบ การทําเชิงอรรถ การใช้เลขอารบิก การพิมพ์ชื่อย่อและคําย่อ การใช้คาํ ย่อและสัญลักษณ์ทางสถิติ


1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

รูปแบบของการอ้างอิง การอ้างอิงผูแ้ ต่งที่เป็ นบุคคล การอ้างอิงเอกสารที่ผูแ้ ต่งเป็ นหน่ วยงานหรือนิ ติบุคคล การอ้างอิงเอกสารที่ไม่ปรากฏชื่อผูแ้ ต่ง การอ้างอิงเอกสารหลายงานพร้อมกัน การอ้างอิงข้อความจากบทหนึ่ งหรือย่อหน้าหนึ่ งของหนังสือ การอ้างอิงวรรณกรรมคลาสสิก การอ้างอิงเอกสารที่เป็ นการติดต่อส่วนบุคคลหรือการสัมภาษณ์


9. 10. 11. 12.

การอ้างอิงสาระสังเขป การอ้างอิงข้อมูลจากภาพ ตารางหรือภาคผนวก การอ้างอิงเอกสารจากสื่ออื่นๆ การอ้างอิงเอกสารที่ปรากฏในเอกสารอื่น


1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

หลักทัว่ ไปของการอ้างอิง รูปแบบทัว่ ไปของรายการอ้างอิง การระบุชื่อผูแ้ ต่ง การระบุปีพิมพ์ การระบุชื่อเรื่อง การระบุขอ้ มูลเพิ่มเติมของเอกสาร การระบุสถานที่พิมพ์ การระบุชื่อวารสาร/นิ ตยสาร หนังสือพิมพ์ และข้อมูลการพิมพ์


9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17.

การระบุแหล่งข้อมูลจากวิทยานิ พนธ์ การระบุแหล่งข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ การระบุแหล่งข้อมูลจากสารานุ กรมหรือพจนานุ กรม การระบุแหล่งข้อมูลจากสื่ออิเล็กทรอนิ กส์ การอ้างอิงบทวิจารณ์ การอ้างอิงสื่อโสตทัศน์ การอ้างอิงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การอ้างอิงเอกสารที่ไม่เขียนเป็ นภาษาอังกฤษ การอ้างอิงเอกสารที่ไม่ได้พิมพ์เผยแพร่


1. 2. 3. 4. 5.

ประเด็นปั ญหา วัตถุประสงค์ของการวิจยั วิธีดาํ เนิ นการวิจยั ผลการวิจยั ข้อเสนอแนะ

พลังของการตั้งคำถาม  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you