Page 1

เทพเจาในศาสนาฮินดู Hindu Deity เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีนาฏยศาสตร TPA1104

โดย อาจารยธรรมจักร พรหมพ'วย

สาขาวิชานาฏกรรมไทย ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง ภาคเรียนที่ ๒ ป3การศึกษา ๒๕๕๗


พระบรมราชาธิบาย เรื่องเทพเจาและสิง่ นารู พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว

พระอินทร ในคัมภีรไตรเพท ซึ่งเป9นมูลรากแห;งศาสนาพราหมณนั้น พระอินทรเป9นพระเจ'าใหญ; ยิ่งกว;าเทพยดาทั้งหลาย นับว;าเป9นพระเจ'าแห;งฟ?า เป9นผู'ถอื ไว'ซึ่งอสุนีบาตและเป9นผู'บันดาลให' ฝนตก เพือ่ บํารุงพืชผลทั้งปวงในแผ;นดิน ต;อมาภายหลังเกิดมีพระเป9นเจ'าทั้ง ๓ ขึ้น พระอินทร จึงนับถือลดหย;อนลงมาเป9นชั้นรอง พระอินทนั้นมิได'นับว;าเป9นสยัมภู คือมิได'เกิดขึ้นขึ้นเอง มี บิดามารดา ที่ว;าเป9นโอรสแห;งเทยาส (ฟ?า) กับปฤถวี (ดิน) และเป9นเชษฐาแห;งพระอัคนีก็มี แต; ก็กล;าวเป9นอย;างอื่นก็มี เป9นผู'ครองสวรรค มีกําหนด ๑๐๐ ป3สวรรค ครั้นเมือ่ ครบกําหนดแล'ว ก็ต'องละทิพยสมบัติ มีเทวดาอื่นขึ้นมาเสวยทิพยสมบัติแทน บางทีมนุษยได'บําเพ็ญตบะฌาน กล'าพอก็สามารถจะครองสวรรคได'เหมือนกัน


นามของพระอินทรมีต;างๆ หลายอย;าง เหลือที่จะเก็บรวบรวมมาให'ได'หมด แต;ที่อยู; บ;อยๆ คือ ๑. “อมรินทร” เป9นใหญ;ในหมู;อมร ๒. “เทวปติ” “เทวเทวะ” เป9นใหญ;ในหมู;เทวดา ๓. “สุรปติ” (สุรบดี สุรบดินทร สุรินทร) ฯลฯ เป9นใหญ;ในหมู;สุร ๔. “มเหนทร”๑ ฤๅ “มหินทร” ใหญ;ยิ่ง ๕. “สักระ” ฤๅ “สักรินทร” ผู'มีความสามารถยิ่ง ๖. “วัชรี” ฤๅ “วัชรินทร” ผู'ถอื เพชราวุธ ๗. “สวรรคปติ” (สวรรคบดี) จอมสวรรค ๘. “เมฆวาหน” ผูท' รงเมฆ ๙. “วฤตระหา” ผู'สังหารวฤตะ คือความแห'งแล'งในแผ;นดิน ๑๐. “ทิวัสปติ” เจ'าแห;งอากาศ ๑๑. “วาสวะ” (วาสพ) เป9นใหญ;ในหมู;วสุเทพ ทั้ง ๘ มีพระเพลิงเป9นต'น ๑๒. “ศตกรตุ” ฤๅ “สตมขะ” เจ'าแห;งการบวงสรวงมีกําหนดได'ร'อย (คือ พิธีอศั วเมธ ๑๐๐ ครั้ง ซึ่งเป9นผลให'ผู'ทกี่ ระทําได'เป9นพระอินทร) ๑๓. “สหัสรากษะ” ฤๅ “สหัสนัย” พันตา ๑๔. “ศจีปติ” ภัสดาแห;งนางศจี รูปพระอินทรบางทีเป9น ๔ กร ๒ หัตถ ถือหอก หัตถที่ ๓ ถือเพชราวุธ หัตถที่ ๔ ว;าง แต;โดยมากมักมีแต; ๒ กร มีตาทั่วกาย ทรงช'าง หัตถขวาถือเพชราวุธ หัตถซ'ายถือธนู พาหนะมีช'างชื่อไอราวัต (ไอยนาพต) ฤๅ เอราวัณ ก็เรียกกับมีม'าขาวชื่อ อุจไฉหศระวัส มีรถคัน ๑ สารถีชื่อ มาตลี วิมานเรียกว;า ไวชยันตะ (ไพชยนตร!) ฤๅ เวชยันต! มีสวนนันทะอุทยาน นครที่สถิต ชือ่ อมรวดี ซึ่งอยู;บนเขาพระสุเมรุ ตามหนังสือมหาภารตะกล;าวว;า เมือง (อมรวดี) นี้ มีวิมานอันงดงามเป9นทีอ่ ยู;ของ ชาวเมือง ไม;มีนครใดที่จะงดงามเสมอเหมือนได' ในสวนมีต'นไม'หลายพรรณอันเป9นที่ร;มรื่น บ'างมีผลอันมีโอชาเลิศ บ'างมีดอกอันส;งกลิ่นหอมหวาน เหล;าอัปสรอันรูปงามอย;างยิ่งทําให' เป9นที่จําเริญเนตรชาวนคร ทั้งมีผู'ชํานาญในการขับร'องและสรรพดุรยิ างคอย;างหาที่เปรียบมิได' ต;างทําให'เป9นที่เพลิดเพลินใจด'วยสําเนียงไพเราะ นครนี้พระวิษณุกรรม๒เป9นผูส' ร'าง วัดโดยรอบ ๘๐๐ โยชน สูง ๔๐ โยชน บรรดาเสาทําด'วยเพชรและวิมาน บัลลังกทั้ง เครื่องประดับประดาทั้งปวง ล'วนทําด'วยทองนพคุณ ก ก


อินทร (อินทร)๓ ในยุคไตรเพท พระอินทรเป9นเทวดาอันเป9นที่นับถือมาก แต;ไม;ใช;เทวดาทีเ่ ป9นสยัมภูว คือไม;ได'สร'างตนเอง มีเทวดาและเทวีเป9นชนกชนนี นัยว;าๆ ผิวเป9นสีแสดหรือสีทอง (เหตุไร มาถึงเราจึงกลายเป&นสีเขียวไปก็หาทราบชัดไม* แต*ข,าพเจ,าได,พยายามตรวจค,นดูรูปเขียนมา จากอินเดียก็ทาเขียว เพราะฉะนั้น ไม*ใช*มาเปลีย่ นสีในเมืองเรา คงเปลีย่ นมาแต*ถิ่นเดิมเอง ว.ป.ร.) กับมีกล;าวว;ามีแขนยาวมาก แต;นับๆ ว;า เปลีย่ นรูปได'อย;างได'ตามใจ ยานที่โปรดทรง คือรถทองเทียมม'าแดงคู;หนึ่งมีขนคอและหางยาว หัตถขวาถือวัชระ ซึ่งเป9นของโปรดกว;าอย;าง อื่น แต;นอกจากนั้นยังมีอาวุธอย;างอื่นอีก คือ ศร ขอ ร*างแห สําหรับใช'ตลบศัตรู โปรดเสวย น้ําโสม ซึ่งทําให'เกิดความกล'าหาญในการสงคราม เป9นเจ'าเป9นใหญ;แห;งอากาศ เป9นผู'กํากับ ฤดูกาลและให'ฝน พระอินทรนั้นใช'วัชระ (คือสายฟ?า) รบกับพฤตาสูรอยูเ; ป9นนิตย พฤตาสูร (วฤต!ร) นั้นคือผีตัวร'ายอันเป9นองคแห;งความแห'งแล'ง และความไม;ดีแห;งฤดูกาล พระอินทรจึง ต'องคอยรบและกําราบเพื่อปล;อยฝนให'ตกจึงได'ฉายาว;า พฤตหน (วฤต!รหน) กลับมีเรือ่ งว;าครั้ง !

" #ก$

%&


หนึ่งมีอสูรชื่อ ปาณี หรือ วลาสูร (วล) ได'ขโมยโคของพวกฤษีเจ'าไปทั้งฝูง พระอินทรไปตามโค นั้นได'ฆ;าวลาสูร จึงได'ฉายาว;า วัลภิท (วลภิท) ในเทวาสุรสงคราม พระอินทรเป9นผู'นําเทวดาไปปราบอสูร (คือสิ่งชั่วร'ายต;างๆ ในดิน ฟ?าอากาศ) ได'ทําลายเวียงผาของอสูรเสียเป9นอันมาก จึงได'ฉายาว;า ปุรันทร (ปุรัน!ทร) คือผู' ทําลายเวียง ในพระไตรเพทมีบทสรรเสริญพระอินทรเป9นอันมาก เพราะชนอริยกะถือกันว;า พระอินทรเป9นเทพารักษของพวกตน โดยเฉพาะเป9นผู'นําพวกอริยกะกับกับพวกทัสยุ ซึ่งอยู;ใน แดนมัธยมประเทศ ก;อนทีพ่ วกอริยกะได'อพยพเข'าไป ตามไตรเพทปรากฏว;าพระอินทรมีมเหสี องคหนึ่ง ซึ่งเรียกว;า อินทราณี (อินท!ราณี) บ'าง เอนทรี (ไอนทรี) บ'าง ศจี บ'าง ซึง่ ทําให'พระ อินทรมีฉายาขึ้นว;า ศจิบดี (ศจิปติ) คือผัวนางศจี ต;อมาในชั้นหลังๆ พระอินทรอยู;คอ; นข'างจะตกต่ําลงมาก คือ ลงมาเป9นรองพระเป9น เจ'าทั้งสาม แต;ก็คงเป9นใหญ;ในเทดาชั้นดาวดึงสสวรรค จึงได'มีนามว;า เทวินทร! เทเวศร! เทวบดี สุรินทร! อมรินทร! ฯลฯ ยังทรงคุณวิเศษต;างๆ อย;างเช;นที่เคยมีมาแล'วในชั้นไตรเพท แต;สังเกต ได'ว;าอิทธิฤทธิ์นอ' ยลงบ'าง เพราะมีเวลาแพ'อสูร (เช;นแพ'เมฆนาลูกทศกัณฐ อันได'นามว;า อินทร ชิต) และสูอ' สูรไม;ได' ต'องไปวานกษัตริยมนุษยไปช;วย (เช;น วานท'าวทศรถในเรือ่ งรามเกียรติ์ และวานท'าวทุษยันตในเรือ่ งศกุนตลาเป9นต'น) ทั้งความประพฤติของพระอินทรก็ดูทรามลง มาก ที่เที่ยวทําชู'กับเมียใครๆ บ;อยๆ จนเกิดความใหญ;หลายครั้ง เช;น ในมหาภารตะมีเรื่องเล;า ว;า พระอินทรทําชู'กับนางอหลยาชายาพระโคดมดาบส จนถูกสาปให'บังเกิดมีรปู โยนีผุดขึ้นเต็ม ตัว และเลยได'ฉายาว;า สโยนี๔ แต;ภายหลังวิงวอนกันอย;างไรอย;างหนึ่ง รูปโยนีที่ตามตัวนั้นจึง หลายเป9นตาไป เลยได'ฉายาว;า เนตรโยนิ และ สหัสรากษะ (สหัสรากษ) หรือสหัสนัยน! (พันตา) และการที่ต'องแพ'ท'าวราพณาสูรจนอินทรชิตจับไปได'นั้น ก็เป9นส;วนหนึ่งแห;ง ทัณฑกรรม ในการที่ทําชู'กับชายาพระโคดม กับในมหาภารตะว;าพระอินทรเป9นบิดาพระอรชุน พระอินทรในชั้นหลังๆ นี้ บอกรูปกันว;าเป9นคนผิวนวล ขี่ม'าขาว หรือขี่ช'าง ถือวัชระ หรือศรบ'าง พระขรรคบ'าง นามพระอินทรที่เรียกกันอยู;บ;อยๆ (นอกจากที่กล;าวมาแล'วข'างต'น) คือ มเหนทร! ศักระ มัฆวาน วาสพ มีฉายาที่ใช'บ;อยๆ (นอกจากทีก่ ล;าวมาแล'ว) คือ เพชรปาณี (วัชรปาณี) แปลว;าผูถ' อื วัชระ เมฆวาหน แปลว;า ขี่เมฆ ศัตกระตู (ศตก!รตุ) แปลว;า ผู'ได'ทําพิธีร'อยครั้ง (คือ ทําพิธีอัศเมธร'อยครั้ง จึงได'ผลานิสงสเป9นใหญ;ในเทวดา) มรุตวาน แปลว;า เป9นเจ'าลม สวรรคบดี เป9นใหญ;ในสวรรค เหล;านี้เป9นต'น โอรสพระอินทร ชือ่ ไชยันต! (ชยันต!) เมืองชือ่ อมรวดี (อมราวติ) ปราสาทชื่อ เวชยันต! หรือไพชยนต! (ไวช!ยันต) สวนชื่อ นันทน! (นันทน) ๑ จิตรลดา ๑ (จิตร!ลตา) ๑ ปารุสก หรือ '

( ()* # ก+ #*ก


ปารุษย! (ปารุษ!ย) ๑ ช'างชื่อไอราพต (ไอราวต) หรือเอราวัณ (ไอราวณ) ม'าชื่อ อุจไฉศรพ (อุจไฉห!ศรวัส!) รถชือ่ วิมาน (หรือเวชยันต!กเ็ รียก) สารถีชื่อ มาตุลี (มาตลิ) ศรชื่อศักรธนู พระขรรคชื่อ ปรัญชะ๕

มเหสีพระอินทร มเหสีพระอินทรนั้น ตรวจดูตามหนังสือต;างๆ ว;ามีองคเดียว และโดยมากเรียกว;า “อินทราณี” ฤๅ “ศจี” แต;มีนามอีกหลายอย;าง โปรเฟสเซอร โมเนียร วิลเลียมสในหนังสือ พจนานุกรมอังกฤตสันสกฤตได'กล;าวว;า “มเหสี (ของพระอินทร!) มีนามเรียกว*า ศจี อินทราณี มโฆนิ อินทรศักติ ปุโลมซา และเปาโลมี” ดังนี้ ในคัมภีรฤคเวทมีกล;าวว;า “ตามบรรดาสตรี ทั้งหลาย อินทราณีมีโชคดียิ่งกว*าหญิงทั้งสิ้นเพราะว*าภัสดาของนางจะมิได,สิ้นชีพลงด,วยชรา ภาพเลยในเบือ้ งหน,า” ข'อนี้มิสเตอรวิลกินสอธิบายว;า เพราะพระอินทรจะเปลี่ยนไปกีอ่ งคๆ นางอินทราณีก็ยังคงเป9นอัครมเหสีของผูเ' ป9นพระอินทรต;อๆ ไป และนางอินทราณีขอเป9น อัครมเหสีของจอมสวรรคเสมอเพราะฉะนั้น จึงนับว;าไม;มีเลยภัสดาของนางอินทราณี จะต'อง สิ้นชีพลงเพราะชราภาพ โปรเฟสเซอร โมเนียร วิลเลียมสกล;าวว;าพระอาทิตยกับพระอินทราณี มีโอรสองค หนึ่งชื่อชยันตะ แต;มสิ เตอรวิลกินสว;าเทพบุตรนี้ชื่อจิตรคุปต! และว;าเกิดมาจากครรภนางโค ,

( ก -( .+ ก/0 ก1 2 3 - %ก4 & (# (5 -#& 61 (& & 7 ก+ & . * - -" 3 (3 #-#& 8 - ;#9 8( .+ - ก.< #9 8(

-"

* ก 5% ก -#&ก 8! /9 *5% 1. 9 8 /(ก 9 212

3 !& / ก

!- !& - "/( ก


เพราะพระอุมาได'สาบนางฟ?าทั่วไปไม;ให'มีบุตรได' นางอินทราณีบําเพ็ญกุศลกรรมต;างๆ เพือ่ ขอ พรให'มีบุตร จึงได'จิตรคุปตะเทพบุตรมาสมประสงคแต;จะทรงครรภเองไม;ได' จึงให'นางโคทรง ครรภแทน และเมื่อนางโคคลอดบุตรนั้น นางอินทราณีก็รู'สึกเจ็บเหมือนหนึ่งคลอดบุตรเอง ธตรฐ เป9นนามเรียกท'าวโลกบาลผู'รักษาทิศบูรพาและเป9นอธิบดีแห;งภูตหรือคนธรรพ (ตามความสันนิษฐานว;า คือตัวพระอินทรนั่นเอง เพราะคําว;า ธตรฐ ก็แปลว;ารั้งเมือง หรือใช' ตามภาษาไทยโบราณว;า “งําเมือง” และในตํารับที่กล;าวด'วยโลกบาล ก็ว;าทิศบูรพาเป9นของ พระอินทร) พระปรรชันย๖ อธิบายยากว;ามีลักษณะและหน'าที่อย;างไร ตามคําวรรเสริญก็มีต;างๆ ว;าเป9นฝนบ'าง เป9นพายุบ'าง เป9นเมฆบ'าง เป9นฟ?ากัมปนาทบ'าง เพราะฉะนั้นดูแย;งๆ หน'าที่กับพระอินทรอยู; ในรามายณะกล;าวชัดว;ามีตัวต;างจากพระอินทรแต;กาํ เนิดเป9นอย;างไร รูปร;าง สีสรรเป9นอย;างไร ค'นหาไม;พบ วาสพ (วาสว) นามแปลว;า “เป9นใหญ;ในหมู;วสุ” ใช'เรียกพระอินทร พวกเทวดาเรียกว;า วสุ ซึ่งว;าเป9น บริวารพระอินทรนั้น ตามไตรเพทนั้นเป9นคณะหนึ่งในหมู;เทวดา ๙ คณะ พวกวสุเทพนั้นมี ๘ คือ ๑. ธร (ดิน) ๒. อาป (น้ํา) ๓. อนิล (ลม) ๔. อนล (ไฟ) ๕. ธรุวะ (ดาวเหนือ) ๖. โสม (ดวง เดือน) ๗. ปรัตยุษ หรือป[จจุส (รุ;ง) ๘. ประภาส (แสงสว;าง) ตามนามที่ ๘ นี้กแ็ ลเห็นได'ว;ามุ;ง เอาสิ่งซึ่งคนในโบราณสมัยเห็นว;า เป9นสิ่งสําคัญและอัศจรรย จึงยกย;องเอาว;าเป9นเทวดา

=

-

* * ( $ -#&

!/


พระอาทิตย เป9นโอรสพระกัสปประชาบดีกับนางอทิติ ในคัมภีรฤคเวท กล;าวถึงพระอาทิตยว;าเป9น โอรสนางอทิตอิ งคหนึ่งและเรียกนามว;าสุริยะ ว;าเป9นองคเดียวกับพระอัคนีก็ว;า ในคัมภีรที่ กล;าวแล'วนั้นมีว;านางอทิตมิ ีโอรส ๘ องค แต;องค ๑ พิการ นางจึงทิ้งเสีย พี่นอ' งมีความสงสาร จึงช;วยแก'ไขให'หายพิการ และให'นามว;า วิวัสวัต ต;อมากล;าวว;าพระอินทร! ๑ พระสุรยะ ๑ พระอัคคี ๑ รวม ๓ นีไ้ ด'บาํ เพ็ญตบะต;างๆ มากจนได'เป9นใหญ;กว;าเทพยเจ'าทั้งหลาย ตามที่ว;า มาแล'วว;า พระอาทิตยเป9นโอรสนางอทิตินั้น บางทีกก็ ล;าวว;าเป9นโอรสพระเทยาส บางแห;งว;า นางอุษสั ๗เป9นมเหสีแห;งสุรยะ บางแห;งก็ว;าเป9นมารดา แต;ในคัมภีรปุราณะ โดยมากว;าเป9น โอรสพระกัสปกับนางอทิติ ในวิษณุปุราณะมีเรื่องถึงพระอาทิตยว;าได'กับนางสังคนา บุตรี พระวิศุกรรมเป9นมเหสีมเี รื่องราวยืดยาว แต;จะนํามาเล;าในทีนี้ก็จะฟ[\นเฝ]อนักจึงงดไว' (ดูใน เรื่องพระเสารด'วย) นามของพระอาทิตย ถ'าจะกล;าวถึงในหมู;เทวดานพเคราะหเรียกว;า “ระวิ” (ระพี) นอกจากนามที่ได'กล;าวมาแล'วข'างบนนี้ ยังมีทเี่ รียกอยู;มากอีกคือ “ทินกร” “ทิวากร” “ภาสกร” “ประภากร” “อาภากร” เป9นต'น

>

/4


ตามคัมภีรไตรเพทว;าพระสุรยะนั้น “เนตรทอง กรทอง ชิวหาทอง ทรงรถเทียมม,าเท,า ด*างขาว” ตามคัมภีรปุราณะบอกรูปพระอาทิตยว;าสีกายแดงแก; มี ๓ เนตร ๔ กร ถือดอกบัว เผือ่ น ๒ หัตถ หัตถทีเ่ หลืออีก ๒ หัตถนั้น หัตถ ๑ ให'พร หัตถ ๑ กวักให'บูชา นั่งบนดอกบัว หลวงมีรัศมีเปล;งประกาย มีสารถีคือพระอรุณ อาทิตย (อาทิตย) ในไตรเพทมีพระอาทิตย ๗ องค มีพระวรุณาทิตย!เป9นอาทิ เป9นโอรสแห;งพระอทิติๆ นั้นมีโอรส ๘ องค แต;ทอดทิ้งพระมรรตตาณฑะเสียองคหนึ่ง คงนําไปเฝ?าพระเจ'าแต; ๗ องค แต;ภายหลังไกล;เกลีย่ กันอย;างไรจึงเป9นอันตกลงรับพระมรรตตาณฑะนั้นเป9นอาทิตยด'วย พระอาทิตยทั้ง ๘ คือ ๑.วรุณาทิตย! ๒.มิตราทิตย! ๓.อริยมาทิตย! ๔.ภคาทิตย! ๕.องศาทิตย! ๖.อินทราทิตย! ๗.ธาตราทิตย! ๘.สุริยาทิตย! พระสุริยาทิตยนีแ้ หละคือพระมรรตตาณฑะ ที่พระชนนีไม;รับและไม;พาไปเฝ?าเทวดา เพราะฉะนั้นจึงมิได'ไปอยู;ในเทวโลกอย;างพระอาทิตย อีก ๗ องค คงเทีย่ วขับรถอยู;ระหว;างเทวโลกกับมนุษยโลกจนทุกวันนี้ (ดูสุริยต;อไป)

สูรย หรือ สุริย คือเทวดาที่มักเรียกว;า พระอาทิตย! เพราะเป9นลูกพระอทิติ (ดูทอี่ ทิติและอาทิตย) ใน พระเวท พระสูรยเป9นผู'ให'แสงและความอบอุ;น และบ'างก็เรียกว;า สวิตฤ (สวิตฤ! ) ขี่รถเทียมม'า สีแดง ๗ ตัว พระสูรยนี้กล;าวว;ามีชายาหลายนาง แต;ที่มีชื่อเสียงและมีเรื่องราวสนุกทีส่ ุดคือนาง สัญญา ผูเ' ป9นบุตรีพระวิศวกรรม มีลูกด'วยกันคือ พระมนูไววัสวัต หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว;า ท'าวสัตยพรต ๑ พระยม หรือ ธรรมราชา ๑ นางยมี หรือยมุนา (ลําน้ํา) ๑ พระสูรยนั้นร;างกาย รุ;งโรจนเหลือทน นางสัญญาจึงจัดให'นางฉายา ไปเป9นเมียแทน และเพือ่ ที่จะมิให'ผัวจําได'


จึงจําแลงเป9นนางม'า ได'นามว;า อัศวินี พระอาทิตยก็จาํ แลงเป9นม'าไปเป9นผัว เกิดลูกด'วยกันคือ พระอัศวิน แฝดคู; ๑ กับพระเวรันต! ๑ พระอาทิตยพานางกลับมายังสํานักแล'ว พระวิศวกรรม ผู'เป9นพ;อตาจึงเอาพระอาทิตยกลึงเพือ่ ขัดผิวทีส่ ว;างออกเสียส;วน ๑ ใน ๘ ผิวทีก่ ลึงขูดออกแล'ว นั้น พระวิศวกรรมไดเก็บเอาสร'างจักรถวายพระนารายณ ๑ ตรีศลู ถวายพระอิศวร ๑ คทาให' ท'าวกุเวร ๑ หอกให'พระขันทกุมาร ๑ และทําอาวุธแจกเทวดาอื่นๆ ได'อีกมาก

พระอัศวิน พระสูรยนั้นในรามายณะว;าเป9นพ;อพญาสุครีพกปFลราชผู'ครองนครกิษกินธยา (ขีดขินธ) ในมหาภารตะว;าเป9นพ;อท'าวกรรณะผู'ครองแคว'นองคราษฎร (เบ็งคอล) ผู'เป9น เสนาบดีแม;ทัพฝ^ายโกรพ ในหริวํศว;า พระสูรยเป9นพ;อพระมนูไววัสวัต พระมนูเป9นพ;อ ท'าวอิกษวากุผเู' ป9นบรมชนกแห;งกษัตริยสุรยิ วงศ ผู'ครองนครศรีอโยธยาและมิถลิ า และพระมนู มีธิดาชื่อนางอิลา ซึ่งได'ไปเป9นมเหสีพระพุธเทวราช พระพุธกับนางอิลามีโอรสคือท'าวปุรูรพ บรมกษัตริยแห;งจันทรวงศ กับมีความนิยมกันว;าพระสูรยเมือ่ จําแลงเป9นม'าอยู;นนั้ ได'พบฤษีชอื่ ยาญวัลกย!ได'บอกพระอรชุนยัชุรเวท ให'แก;พระยาญวัลกย รูปพระสูรยมีกายสีแดง เป9นคนร;างเล็กๆ ขี่รถเทียมม'า ๗ ตัวหรือตัวเดียว ๗ หัว มีสารถีชื่อ อรุณ นครทีส่ ํานักชื่อ วิวัสดี หรือ ภาสวดี นอกจากนางสัญญาผูเ' ป9นมเหสี และ นางฉายาผู'เป9นสนม พระอาทิตยมีชายาอีก ๓ นาง คือ สวรรณี ๑ สวาดี ๑ มหาวีรยา ๑ นามพระสูรยาทิตยมีที่ใช'อยู;บ;อยๆ คือ สวิตฤ (ผู'เลีย้ ว) วิวัสวัต (ผูส' ว;าง) ภาสกร (ผูท' ําแสงสว;าง) ทินกร (ผูท' ํากลางวัน) อรหบดี (เป9นใหญ;ในวัน) โลกจักษุ (ตาโลก) กรรมสากษี (พยานกรรม) เคราะหราช (เจ'าแห;งดาว) คภัสติมาน (มีแสง) สหัสรกิรณ (มีแสงพันหนึ่ง) วิกรรตตนะ (ผูถ' ูกตัดแสงสว;าง คือถูกขูด)


พระจันทร ฤๅ โสมเทพ – ในชั้นต'นโสมเทพเป9นเทวดาองคหนึ่ง ไม;ใช;พระจันทร แต;มาภายหลังจึง กลายเป9นพระจันทรไปด'วย ในฤคเวทว;าพระโสมเป9นเจ'าแห;งโสม ซึ่งนับถือกันว;าเป9นโอสถ วิเศษ โสมเป9นชือ่ ไม'เถาชนิด ๑ เรียกชือ่ ตามภาษาละตินว;า “อัสเคลป`อสั อซิดะ” (Asclepias acida) มีใบน'อย ดอกสีขาวเล็กๆ อยู;ปลายๆ เถา มียางขาวๆ รสฝาด ชาวมัชฌิมประเทศ นับถือกันมาก ในคัมภีรฤคเวทกัณฑที่ ๙ เต็มไปด'วยคําสรรเสริญต'นโสมและพระโสมเทพตาม คัมภีรเวทนั้น กล;าวว;าพระโสมเทพได'บุตรี ๓๓ องค ของพระประชาบดีเป9นชายา แต;พระโสม โปรดนางโรหินีมากกว;านางอื่นๆ นาง ๓๒ มีความหึง จึงกลับไปหาบิดา พระโสมวิงวอนขอรับ คืนไปและรับว;าจะเลี้ยงดูให'เสมอกัน แต;แล'วลืมคํานี้เสีย พระประชาบดีจึงสาปพระโสมให'เป9น ฝ3ในท'อง (เพราะเหตุฉะนี้พระจันทรจึงได'ผอมลงทุกวันจนดับหายไป) แล'วจึงค;อยเกิดขึ้นใหม; อีก ซึ่งมนุษยเห็นปรากฏอยู;เป9นข'างขึ้นข'างแรมจนกาลบัดนี้ ในวิษณุปุราณะ ซึ่งเป9นหนังสือชั้นใหม;กว;าไตรเพท กล;าวว;าพระโสมเทพ (คือ พระจันทร) เป9นโอรสพระอตฤมุนีพรหมบุตร แต;ว;าเกิดจากมหาสมุทรเมือ่ กวนน้ําอมฤตก็ว;า กับมีเรื่องต;อไปว;า พระจันทรได'กระทําพิธีราชสูยะมีบุญญาธิการมาก เกิดกําเริบขึ้นจึงไปลักพา


นางดารามเหสีพระพฤหัสบดีไป พระพฤหัสบดีพูดว;ากล;าวอย;างไร พระโสมเทพก็ไม;ฟ[ง เทพ ฤๅษีทั้งหลายไปว;ากล;าวก็ไม;ฟ[ง จนเกิดมีสงครามขึ้น พระอินทรกับเทวดาฝ^าย ๑ พระโสมกับ อสูรอีกฝ^าย ๑ จนนางดาราเองได'รับความเดือดร'อนจึงร'องขอบารมีพระพรหมธาดาเป9นที่พึ่ง พระพรหมธาดาจึงบังคับให'พระโสมคืนนางดารา แต;นางดารามีครรภอยูแ; ล'ว พระพฤหัสบดีจึง สั่งให'บุตรคลอดออกมา บุตรนี้คือพระพุธฝ^ายพระพฤหัสบดี ครั้นเมือ่ นางดาราได'รับสารภาพ แล'วว;าพระจันทรเป9นบิดาแห;งกุมารนั้น ก็มีความพิโรธจึงเผานางเสียจนเป9นเถ'า (เพราะพระ พฤหัสบดีนี้ว;าเป9นองคเดียวกับพระอัคนี) แต;พระพรหมได'ชุบนางขึ้นใหม;และโดยเหตุนางได' ล'างบาปแล'วด'วยเพลิง๘ พระพฤหัสบดีจึงรับไว'เป9นมเหสีอย;างเดิม ฝ^ายพระสมุทรมีความพิโรธ พระโสมผูเ' ป9นโอรสจึงตัดรอนเสีย แต;พระลักษมีผู'เป9นภคินีได'ช;วยวิงวอนขอหย;อนโทษบ'าง พระสมุทรจึงยอมถอนคําสาปให'ส;วน ๑ แล'วพระลักษมีได'ช;วยวิงวอนพระอุมา ขอให'พระโสม ได'กลับขึ้นไปบนสวรรค พระอุมาทูลวิงวอนพระอิศวรๆ จึงเอาพระจันทรติดเหนือนลาตของ พระองค แล'วเสด็จไปในสมาคมแห;งเทวดาทั้งหลาย พระพฤหัสบดีเห็นเช;นนั้นก็มีความ ขุ;นเคืองยิ่งนัก จนพระพรหมต'องไกล;เกลีย่ ว;า ให'พระจันทรอยูเ; สียนอกสวรรค แต;ให'เป9นเจ'า แห;งดาวและพฤกษชาติทั้งหลาย รูปพระจันทรเป9นมนุษย มีกายขาว ๒ กร ทรงรถเทียมม'าขาว ตามเรื่องราวในหนังสือพวกปุราณะโดยมากว;า พระจันทรเป9นโอรสพระอัตริมุนกี ับ นางอสูนยา และหริวํศก็กล;าวเช;นกัน พระจันทรได'บตุ รีพระทักษะเป9นชายา ๒๗ องค (นี้คอื นักษัตรทั้ง ๒๗) แต;พระจันทรมีความลําเอียงรักนางโรหิณีมากกว;าผู'อื่น นางอืน่ ๆ พากันไป ฟ?องพระทักษะ พระทักษะไปว;ากล;าวก็ไม;มีผลอันใด พระฤๅษีมีความโกรธจึงแช;งให'พระจันทร เป9นหมันและเป9นฝ3ในท'องด'วย แต;พวกบุตรีช;วยกันวิงวอนขอโทษ พระทักษะจึงผ;อนผันว;า โรคนั้นให'เป9นพักๆ เพราะฉะนั้นพระจันทรจึงไม;คงเต็มดวงอยูอ; ย;างพระอาทิตย แต;เวลา “ซูบ” ลง ก็กลับเต็มขึ้นอีกเสมอๆ ไป พระจันทรได'ทําพิธีราชาสูยะครั้งหนึ่งซึ่งทําให'มีความกําเริบมาก จนได'พานางดาราผู' เป9นมเหสีของพระพฤหัสบดีไป และแม'พระพฤหัสบดีขอดีๆ ให'คืนก็ไม;ฟ[ง พระพรหมว;ากล;าวก็ ไม;เชือ่ จึงเกิดเป9นเหตุให'วิวาทกันใหญ;จนถึงรบกัน พระศุกรซึ่งไม;ชอบพระพฤหัสบดีมาก;อน แล'วนั้นเข'าข'างพระจันทร และบรรดาทานพ เทตยและอสูรอื่นๆ ซึ่งเป9นศิษยพระศุกรก็เข'าข'าง พระจันทร พระอินทรและเทวดาอื่นๆ เข'าข'างพระพฤหัสบดีผเู' ป9นอาจารย (พระพฤหัสบดีและ พระศุกรเป9นฤๅษีทั้งคู;) การเทวาสุรสงครามนั้นว;า “เสียงสะเทือนไปทั่วทั้งไตรภพ” พระอิศวร (ซึ่งอยู;ข'างพระพฤหัส) ได'เอาตรีฟ[นพระจันทรขาดกลางตัว พระจันทรจึงได'นามว;า ภัคนาตม ในที่สุดพระพรหมาได'ห'ามการสงคราม และบังคับให'พระจันทรส;งนางดาราคืนแก;พระ ?

ก (#. 1/*@A


พฤหัสบดี นางดารานั้นมีบุตรติดท'องไปคนหนึ่งซึ่งในที่สดุ นางจึงรับว;าเป9นลูกพระจันทร กุมาร นั้นได'นามว;า พระพุธและเป9นปฐมชนกแห;งจันทรวงศ (ดูจันทรวงศต;อไป) พระจันทรถูกห'าม ไม;ให'ไปในที่ชุมนุมเทวดาอีก พระจันทรไปวิงวอนพระอิศวรๆ เอาพระจันทรทําเป9นป`\นเข'าไป ในที่ชุมนุมจึงเข'าไปได' นามและฉายาพระจันทรนั้นมีอยู;มาก ที่ใช'บอ; ยๆ คือ โสมอินทุ (“หยาด” เช;น หยาด น้ํา ชื่อนีเ้ รียกเนือ่ งมาจากโสม ดูทโี่ สมต;อไป) ศศี (“ลายเหมือนกระต;าย”) ศศิธร (“ทรงไว'ซึ่ง กระต;าย”) นิศากร รัชนิกร รัชนิกฤต (“ผูส' ร'างกลางคืน”) นักษัตรนาถ (“เป9นใหญ;ในนักษัตร”) ศีตมารีจิ (“มีแสงเย็นๆ”) สิตางศุ (“มีแสงขาว”) มฤคางกะ (“ลายเหมือนกวาง”) ศิวเสขร (“ป`\นพระศิวะ”) กุมุทบดี (“เป9นใหญ;ในดอกบัว”) เศวตาวาชี (“มีม'าขาว”) ตํารับปุราณะว;า รถพระจันทรมีสามล'อ ม'าสิบตัวที่เทียมนั้นสีเหมือนดอกมะลิ และที่ เทียมนั้นเป9นหน'ากระดาน คือข'างขวาแห;งคานห'าตัว ซ'ายห'าตัว


โสม (๑) คือน้ําที่คั้นจากต'นไม'ชนิดหนึ่งเรียกว;า ต'นโสม เป9นไม'เถา เรียกชื่อตามภาษา ละตินว;า “อัสคลป`อัสอซิดะ” (Asclepias acida) เถานี้เมื่อคั้นเป9นน้ําขาวขาว หมักไว'ก;อน แล'วจึงใช'เป9นเครื่องสังเวยเทวดาและพราหมณดื่มต;อไป เมือ่ ดื่มแล'วมีเมาและทําให'ร;าเริง พวกพราหมณชอบกันมากถึงแก;กล;าวว;าใครได'ดื่มโสมแล'วได'แลเห็นสวรรค ในพระฤคเวทมี กล;าวเรื่องน้ําโสมนีเ้ ป9นอันมาก มีคําสรรเสริญและกล;อม กับในหนังสือพราหมณะมีอธิบายโสม พูดไว'หลายอย;าง มีขอ' ความวิจิตรพิสดารมาก โสมนัน้ ยกย;องเรียกว;า “ราชัน” และเป9นเทวดา ผู'มอี านุภาพมาก อาจจะบําบัดโรคได'ทุกอย;างให'ทรัพยบังเกิดแก;ผู'นับถือ และเป9นใหญ;กว;า เทวดาทั้งปวง เพราะอาจบันดาลให'เทวดาทําอะไรๆ ได'อย;างใจ (คือ ดื่มเข'าไปแล'วเมานั้นเอง) พระอินทรเป9นผูโ' ปรดน้ําโสมมาก เพราะฉะนั้นถ'าจะถวายสังเวยอะไรก็ไม;โปรดเท;าน้ําโสม๙ (๒) พระจันทร ตั้งแต;ในยุคไตรเพทแล'วได'นามว;าโสมเทพ ชะรอยจะเป9นเพราะมีแสง ขาวเหมือนน้ําโสมเทพเมือ่ แรกคั้น อภินิหารต;างๆ ของโสมนั้นก็มายกให'พระจันทรเป9นอันมาก เช;น มีนามว;า โอสถิบดี (เจ'าแห;งยา) เป9นผู'คุ'มเกรงรักษาพลีกรรมและการบําเพ็ญกุศล โสมนั้นนิยมกันว;าเป9นยาอันประเสริฐ เพราะเป9นยาอันเย็นระงับความโกรธปองร'ายได' เพราะฉะนั้นเมื่อระงับโกรธแห;งผูอ' ื่นได'ด'วยความดี จึงเรียกว;า “ชนะได,ด,วยโสม” และคําที่ใช' เช;นนี้ติดมาจนในพุทธศาสนาของเรา จึงยังปรากฏมีในคาถา “พาหุง” ว;า สมเด็จพระมหามุนินทร ทรงชําระนางจิญจาได'ด'วยโอสถอันประเสริฐคือ โสม ดังนี้

B

.C $ D# " E* ( " -#&ก1 ) ก+

3 (/

& C!

- " ก+$

3 )(

#3


พระเพลิง (อัคนี) เป9นที่นับถือของพวกพราหมณโบราณมาก จึงมีเรื่องเล;าถึงมาก นัยหนึ่งว;าเป9นโอรส แห;งอากาศและปฤถวี นัยหนึ่งว;าเป9นโอรสพระพรหมาธิราช และเรียกนามว;าพระอภิมาณี นัยหนึ่งว;าเป9นโอรสพระกัสปกับนางอทิติ จึงนับว;าเป9นพระอาทิตยะองค ๑ นัยหนึ่ง (ในชั้น หลัง) ว;าเป9นโอรสพระอังคีรสราชาแห;งป`ตรีทั้งหลาย (คือบิดาของมนุษย) อีกนัยหนึ่งว;าเป9น องคเดียวกับพระพฤหัสบดี คําวรรเสริญบท ๑ ซึ่งโปรเฟสเส'อรโมเนียร วิลเลียมได'แปลลงไว'ใน หนังสือชือ่ “อินเดียนวิสดอม” บอกลักษณะพระเพลิงแจ;มแจ'งดี มีใจความตามคําสรรเสริญ นั้นว;า “มีแสงสว*าง รัศมี ๗ แฉก มีรูปแปลกๆ น*าชม กายสีเป&นทองคํา มีเศียร ๓ เกษากระจ*าง โพลนและโอษฐ!ทั้ง ๓ มีคางและทนต!อันร,อนจัด เสวยสรรพสิ่งทั้งปวง บางทีก็มเี ขานับด,วยพัน ล,วนรุ*งโรจน! มีเนตรนับด,วยพันอันฉายรัศมีกระจ*างจ,า ทรงรถลอยละลิ่วเฉียดลม เทียมม,าอัน แดงจัด” รูปที่เขียนโดยมาก มักมีกายสีแดง มีชงค ๓ กร ๗ เนตร ขนงและเกศาสีม;วงแก; ทรงแกะผู'เป9นพาหนะ คล'องสังวาลธุรําอย;างพราหมณ และมีสังวาลผลไม'รอ' ยกรองเป9นพวง มีเปลวไฟออกมาจากโอษฐ และมีรัศมีเป9น ๗ แฉก ถือขวาน


นามพระเพลิง ที่ใช'เรียกในมัชฌิมประเทศ นอกจาก “อัคคี” และ “อภิมาณ” ที่กล;าว แล'ว มี (๑) “พราหมณัศปติ” เป9นผู'ใหญ;ในหมู;พราหมณ (มุ;งว;ากองกูณฑ) (๒) “วาหนี” ผู'รับเครือ่ งพลีกูณฑ (๓) “ธนัญชัย” ผู'ชนะทรัพย (๔) “ชิวลนะ” ผูล' ุกสว;าง (๕) “ธูมเกตุ” ผู'มีควันเป9นที่กําหนด (๖) “ฉาคะรถะ” ผู'ทรงแกะผู' (๗) “สัปตะชิวหา” ผู'มีชิวหา ๗


พระวรุณ (พิรุณ) เป9นที่นับถือของชาวมัฌิมประเทศมาก ถือว;าเป9นเทพเจ'าแห;งน้ําทั้งหลาย เป9นผู'รักษา ความสุขสวัสดีแห;งมนุษยและสัตวทั้งปวง มีมเหสีนามว;า วรุณี และพระสมุทร พระคงคาเทวี ทั้งลําน้ํา สระและพุทั้งหลาย เป9นบริพาร มีอีกนามว;า “ประเจตัส” (มีป[ญญา) “ชละปติ” (เจ'าแห;งน้ํา) “ยาทะปติ” (เจ'าแห;ง สัตวน้ํา) “อัมพุราช” (เจ'าแห;งน้ําทั้งหลาย) “ปาศี” (ผู'ถอื บ;วง) รูปพระวรุณ กายสีขาว หัตถขวาถือบ;วง ฤๅถือธนูศรก็มี ทรง “มกระ” คือเหราเป9น พาหนะ (ไทยเราว;าทรงนาค) วรุณ = นามแห;งพระอาทิตยองคหนึ่ง (คือลูกนางอทิติที่นางสุรยิ าทิตย) ในพระเวท เรียกว;า “เจ,าฟJาอันอยู*ทั่วไป” นับถือกันว;าเป9นเทวราชอันมีมเหศรยิ่งกว;าเทพเจ'าอื่นๆ ฯ เป9น ผู'สร'างและบํารุงทั้งเทวโลกและมนุษยโลก มีอํานาจ เรียกว;ามายา อันเป9นสิ่งบันดาลให'รอบรู' ในสิ่งทั้งปวง พระองคย;อมส;งทูตไปในทิศานุทิศ เพือ่ จดจําบรรดากิจการที่เทวดา มนุษยละ อมนุษยประพฤติ ฯ พระองคย;อมรู'ละเอียดจนชั้นว;า ใครกระหยิบตากี่ครั้งและเกลียดชังความ เท็จทุกสถาน ฯ แม'ผู'ใดทําบาปมีกล;าวเท็จและเสียสัญญาเป9นต'น พระองคย;อมเอาวรุณบาศ


คล'องไปลงทัณฑ หรือมิฉะนั้นก็บันดาลให'มีอาการป^วยไข'มเี ป9นมานเป9นต'น แต;พระองคเป3\ยม ไปด'วยความเมตตากรุณา เพราะฉะนั้นผู'ใดรู'สึกบาปของตนแล'ว ก็ยอ; มผ;อนปรนประทานให' ผู'ใดประพฤติอยู;ในทํานองคลองธรรม ก็ประทานบําเหน็จบํานาญ โดยให'มีความสุขสิรสิ วัสดิ์ และช;วยให'พ'นมฤตยูได'ในกาลบางสมัย (ตามความนิยมในพระวรุณที่กล;าวมานี้ เปรียบดูก็ คล'ายกับความนิยมซึ่งพวกคริสตังและผูท' ี่มอี ยู;ในองคพระยะโฮวา ฯ)

ในพระเวท พระวรุณมิได'เป9นเจ'าน้ําโดยเฉพาะแต;มีฉายาอันหนึ่งว;า “สินธุปติ” ซึ่งใน ตอนหลังๆ มายกให'เป9นหน'าที่อย;างเดียวคือเป9นเจ'าน้ําทั่วไป (ไทยเราเขียนเพีย้ นมาว;า “พิรุณ” ซึ่งเพี้ยนจาก “พรุน” มาชั้นหนึ่งแล'ว) มหาภารตะว;า พระวรุณเป9นโอรสพระฤษีกรรมทมพรหมบุตรกับว;าเป9นโลกบาล ผู'รักษาทิศป[ศจิมและเป9นจอมนาค (เทียบวิรูป[กขในมหาสมัยสูตร)


พระวายะ๑๐ (พายุ) คือเจ'าลม ตามคัมภีรไตรเพทไม;ปรากฏว;ามีกําเนิดอย;างไร แต;หนังสือปุราณะกล;าวว;า เป9นโอรสพระกสปะกับนางอทิติ เพราะฉะนั้นนับว;าเป9นอาทิตยองค ๑ เหมือนกัน นอกจากวายุ ยังมีนามเรียกอีกว;า “วาตะ” “ปวนะ” “มารุต” “สปรรศนะ” “คันธวาหะ” ลักษณะตามไตรเพท ว;ามีรูปร;างงดงามยิ่งนัก ทรงรถเทียมม'าสีแดง ฤๅม;วงแดง ม'านั้น โดยมากเทียมคูเ; ดียว แต;บางทีมีเทียมถึงเก'าสิบเก'า ร'อย ฤาพันก็มี แล'วแต;กําลังอ;อนฤๅแรง ใน รูปเขียนชั้นหลังๆ มีสีกายขาวทรงมฤคเป9นพาหนะ หัตถถือธงสีขาวบ'าง เขนงฤๅแตรสําหรับ เป^าบ'าง

F

*/


พระยม ว;าเป9นโอรสของพระสุรยะกับนางสรัณยาอีกนัยหนึ่งในฤคเวทว;าเป9นโอรสของ คนธรรพ ในชั้นต'นตามคัมภีรไตรเพท มิได'นับถือว;าพระยมเป9นเจ'านรก เป9นแต;นับถือว;าเป9น มนุษยคนแรกที่ได'ถึงแก;ความตาย และเป9นผู'ทไี่ ด'ดําเนินทางโลกไปอยูท; ี่แห;งความตายก;อน ผู'อื่น จึงเป9นผู'นําทางของผูต' ายทั่วไป ครั้นเมือ่ ตายไปถึงสถานแห;งพระยมก็จะได'รับความสุขจึง นับถือว;าเป9นเจ'าแห;งผู'ตายทั้งหลายแล'วจึงกลายเป9นนับว;าพระยมคือตัวมฤตยู (ความตาย) นั้นเอง แต;อย;างไรก็ดีคงถือว;าการที่ไปถิ่นพระยมนั้นเป9นอันไปสูส; ถานอันเป9นสุข ครั้นมาในชั้น หลัง คือ ตามหนังสือปุราณะต;างๆ พระยมจึงมาเป9นตุลาการแห;งคนตาย และเป9นเจ'านรกเช;น ในปทมะปุราณะ เป9นต'น กล;าวว;าพระยมเป9นตุลาการของผู'ตาย และเป9นเจ'าแห;งผู'ตกนรก บรรดาคนที่ตายไปแล'วต'องไปเฉพาะพระพักตรพระยม เพือ่ ฟ[งข'อความที่พระจิตรคุปต!เทพเจ'า ได'จารึกไว'ในเรื่องกุศลและอกุศลกรรมของตน ผูท' ี่ได'ทําบุญพระยมก็ส;งไปยังสวรรค ผู'ทไี่ ด'ทํา บาปก็ไล;ไปลงนรกเพือ่ งทัณฑกรรมต;อไป ตามวิษณุปุราณะมีกล;าวไว'ว;า บรรดาคนที่ตายต'อง ตกไปอยู;ในเงื้อมหัตถพระยมทั้งสิ้นและจะต'องทนทุกขเวทนาต;างๆ เว'นเสียแต;ผู'ที่นับถือและ บูชาพระวิษณุอยู;เป9นนิตยเท;านั้น “และตามความนิยมของพวกพราหมณ!ว*า วิญญาณแห*ง


ผู,ตายจะออกจากร*างไปถึงถิ่นพระยมได,ภายใน ๔ ชั่วโมง ๔๐ นาที เพราะฉะนั้นจะเผาศพ ก*อนที่คนตายไปแล,วเกินเวลาที่กําหนดนั้นไม*ได,” (วิลกินส) นามพระยมที่มีเรียกกันอยูม; ากๆ ยังมีอยูอ; ีกดังต;อไปนี้ (๑) “ธรรมราชา” (๒) “ป`ตฤปติ” เป9นใหญ;ในหมู;บิดา (คือบรรพบุรุษ) (๓) “สมวุรติ” ผูต' ัดสินเทีย่ ง (๔) “สะมะนะ” ผูส' งบ (๕) “กาละ” เวลา (ที่ใช'พดู กันอยู;ว;าพระกาลมาผลาญ) (๖) “ทัณฑะธร” ผู'ถอื ไม' (สําหรับลงอาญา) (๗) “ศรัทธพเทว” เจ'าแห;งการทําศพ (๘) “ไววัสวตะ” เกิดแต;พระวิวัสวัต (พระอาทิตย) (๙) “อันตะกะ” ผู'ทําให'ถึงที่สดุ (แห;งชีพ) (๑๐) “มหิเษส” ผู'ทรงมหิงษ ตามรูปเขียน สีกายเขียว ภูษาแดง ทรงมงกุฎและมาลาประดับเกศา ถือคทา ทรง กระบือเป9นพาหนะ แต;ข'างไทยเราทรงสิงหเป9นพาหนะ


ยมและยมราช เทวดาผู'เป9นใหญ;เหนือคนตาย ตามตํารับไสยศาสตรว;า เป9นมนุษยที่ได'เกิดเป9นคน แรกในมนูยุคที่ ๗ เป9นโอรสแห;งพระวิวัสวัต (พระอาทิตย) กับนางสรัณยูเป9นเชษฐาแห;ง พระมนูองคที่ ๗ ในพระเวทออกนามพระยมว;า สังดมโน ชนานาม (ผู'รวบรวมคน) แลว;าเป9น ใหญ;เหนือป`ตฤปติทั้งหลาย (คือ เป9นต'นโคตรแห;งคนที่ล;วงลับไปแล'ว) ซึ่งได'ตายจากโลกมนุษย ไปอยู; ณ เทวโลก ฯ ในไสยศาสตรชั้นหลังว;า พระยมเป9นตุลาการผูล' งโทษแก;ผตู' าย จึงมีนามว;า “ธรรม” หรือ “ธรรมราช” และว;าที่อยูเ; รียกว;า “ยมะปุระ” เมื่อคนเราสิ้นชีพลงแล'ว เขานิยมว;ามโน แห;งคนนั้นไปสูย; มะปุระ มีเทวดาชือ่ พระจิตรคุปต! (มจิตฺต คุตฺโต ซึ่งชนสามัญเรียกว;า พระเจตคุก) เป9นผูอ' ;านประวัติการแห;งผู'ตาย อันจดไว'ในสมุดชือ่ อรรคสิ้นอานา (ส.อิครสอานา) แล'วพระยมก็วินิจฉัยซึ่งความดีความชั่ว ถ'าความดีมีมากก็ส;งไปสวรรค ถ'าความชั่วมีมากก็ส;งไป นรก เพือ่ ลงโทษทรมานสืบไป ฯ ส;วนลักษณะแห;งพระยมนั้น ตามคัมภีรมหาภารตะว;านุ;งห;มสีแดงเลือด กายสีเลือ่ ม ประภัสสร (คือวาวและใสอย;างแก'ว) ทรงมงกุฎ มีตาอันวาว หัตถถือบ;วงเรียกว;า ยมบาศ สําหรับคล'องคนตาย อีกนัยหนึ่งว;า รูปน;ากลัว สีกายเขียว นุ;งห;มสีแดงเลือด มีมหิงสเป9นพาหนะ หัตถ ๑ ถือไม'ชอื่ ยมทัณฑ อีกหัตถ ๑ ถือบ;วง อนึ่ง พระยมเป9นโลกบาลผูร' ักษาทิศทักษิณ


พระวิศุกรรม ฤๅเรียกว;าภาษาสันสกฤตว;า “วิศวกรรม” และ “ตวัสตฤ” ก็เรียกนับว;าเป9นศิลป`นเอก ในหมู;เทวดา ในรูปชาวมัชฌิมประเทศเขียน พระวิศุกรรมมีสีกายขาวมี ๓ เนตรทรงและอาภรณ ทอง ถือคทา (ของไทยเราเป9นสีเขียวโพกผ'า) พระอัศวิน เป9นเทวดา ๒ องคแฝด เรียกนามรวมนามเดียวว;า อัศวิน หาเรื่องราวที่จะเล;าถึงให' แจ;มแจ'งยาก และจะกล;าวชัดเจนว;าเป9นเจ'าแห;งอะไรก'เรียกยาก เพราะมีคําอธิบายต;างๆ กัน หลายประการนัก มิสเตอรมิยัวร (Muir D.C.L..LL.D.) ในหนังสือชือ่ “หนังสือสันสกฤตฉบับ เดิม” (Original Sanksgrit Texts) กล;าวพระอัศวิน “เป9นผู'เริ่มนําแสงสว;างในฟากฟ?าเวลาเช'า เป9นผูเ' ร;งเมฆที่บังแสงอรุณให'เลือ่ นพ'นไป และผู'นําทางให'พระอาทิตยเดิน” ในคําสรรเสริญมี กล;าวว;าเป9นโอรสพระสุรยะบ'าง ว;าเป9นโอรสแห;งฟากฟ?าบ'าง ว;าเป9นโอรสแห;งสมุทรบ'าง


ที่ว;าเป9นโอรสพระอาทิตยนั้น มีเรือ่ งเล;าในหนังสือวิษณุปุราณะว;า เมื่อครั้งนางสรัณยา ได'หนีจากพระอาทิตยไปแล'วนั้น (ดูเรื่องพระเสาร) นางออกไปอยู;ป^า พระอาทิตยเล็งทิพย เนตรเห็นว;านางอยู;แห;งใดแล'วจึงตามออกไป พบนางกลายรูปเป9นนางม'าอยู;ในป^า พระอาทิตย ก็จําแลงเป9นม'าไปอยู;ด'วย จนเกิดพระอัศวินทั้งคู;นี้มา (และบางทีจะด'วยเหตุนี้เอง กุมารทั้งสอง จึงได'นามว;าอัศวิน คือมูลรากของนามมาจากอัศวะนั้นเอง) พระอัศวินทั้ง ๒ นี้ นับถือกันว;าเป9นแพทยพิเศษสามารถเยียวยารักษาคนตาบอดให' แลเห็นได' คนขาเขยกให'ขาตรงและพิการต;างๆ ให'กลับเป9นคนดีได' รูปนั้นทราบได'แต;ว;าเป9นมนุษย และขี่ม'าแข;ง นักปราชญเยอรมันชือ่ โปรเฟ?สเซอร เส'อรโคลดสติคเกอร (goidstiicker) แสดงความเห็นไว'ว;า เดิมพระอัศวินนี้เป9นมนุษย จึงมี เรื่องราวกล;าวถึงว;าท;องเทีย่ วอยู;ในมนุษยโลกเพือ่ รักษาคนไข'โดยมาก ต;อๆ มาจึงยกย;องกันขึ้น เป9นเทวดา คนธรรพ (คันวธ) เป9นภูษณ (ผู'มีกําเนิด) จําพวก ๑ ซึ่งเข'าพวกเทวดาก็ได' เข'าพวกมนุษยก็ได' เพราะมี ทั้งอยูส; วรรคและอยู;มนุษยโลก หรืออีกนัยหนึ่ง ว;ามีเขาของเขาอัน ๑ ต;างหาก เรียกว;า คนธรรพโลก อยู;ระหว;างสวรรคกับโลกมนุษย ซึ่งเข'าใจว;าจะมุ;งความเป9นชาวเขา ส;วนหน'าที่ ของคนธรรพนั้น ว;าเป9นผู'รกั ษาโสม เป9นผู'ชํานาญในการปรุงโอสถ เป9นผูอ' ํานวยการนักษัตร และเป9นหมอดูรอบรู'กิจการต;างๆ ที่เป9นไปในโลกทั้งอดีต ป[จจุบันและอนาคต อธิบดีแห;ง คนธรรพชื่อท'าวจิตรรถ (ซึง่ เรียกกันข'างฝ^ายเราว;า ท'าวจิตรราช ท'าวจิตุราชบ'าง) หรือจิตรเสน อภินิหารของพวกคนธรรพ มีทสี่ ําคัญอยูอ; ีกอย;างหนึ่ง คือ เป9นผู'ชํานาญในการขับร'อง และดนตรีป3\พาทย เป9นพนักงานขับร'องและทําดนตรีบรรเลงบําเรอพระเป9นเจ'าและเทพนิกร ผู'ทเี่ ป9นครูเฒ;าของการขับร'องและดนตรี คือ พระนารทมุนี ผู'คิดทําพิณขึ้น แรก พระมุนีนี้ ได'นามว;ามหาคนธรรพบ'าง เทพคนธรรพบ'าง ปรคนธรรพบ'าง นามปรคนธรรพนี้ใช' โดยมากเนือ่ งด'วยป3\พาทย เพราะนับถือกันว;าเป9นครูใหญ; ต;อๆ มานามนั้นเรียกเพี้ยนๆ กันมา จึงกลายเป9น “พระประโคนธรรพ” การที่เป9นไปเช;นนี้ เพราะคนอ;านหนังสือไม;เป9นเท;านั้น (ข'อนี้มอี ธิบายไว'ในเรื่อง “กล;าวด'วยนาฏกะ” อันเป9นภาคผนวกอยูต; ;างหากข'าวหน'านี้แล'ว) อนึ่ง คนธรรพทั้งปวงเขากล;าวว;ามีนิสัยเจ'าชู'ทุกคน (แม'ตัวพระนารทมุนีเองก็อยู;ข'าง จะฝ[กใฝ^ในกามคุณมาก) เขาว;ามีเสน;หล;อใจให'ผู'หญิงรัก ถ'าคิดไปเสน;หนั้นก็จะอยู;ในการขับ ร'องและดนตรีนั่นเองกระมัง


การขับร'อง การรํา และการเล;นดนตรี ชาวมัธยมประเทศนับถือเป9นวิชาสําคัญอัน ๑ จึงยกย;องให'เทียมพระเวท มีตํารับเรียกว;า คานธรรพเวท แต;อันที่จริงเป9นหนังสือบริวารแห;ง พระสามเวท ซึ่งเป9นตํารับรวบรวมบทสรรเสริญต;างๆ ใช'ในพิธีไสยศาสตร คานธรรพเวทนั้น ว;าเป9นตํารับรวบรวมเรื่องขับร'อง เรื่องดนตรีป3\พาทยและวิธีรํา ว;าพระภรตมุนีเป9นผู'เรียบเรียง พระภรตมุนีตนนี้เป9นปฐมาจารยครูเฒ;าแห;งวิชารําซึ่งเรียกว;า นาฏยศาสตร หรือภรตศาสตร ตามชื่ออาจารย (เรื่องรํานี้กล;าวไว'พิสดารในภาคผนวกอันจ;าหน'าว;า “กล;าวด'วยนาฏกะ” นั้น แล'ว) สิทธา๑๑ เป9นฤษีจําพวกหนึ่ง ซึ่งคุณธรรมอย;างประเสริฐ สถิตยอยู; ณ วิมานหรือกุฎีระหว;าง พื้นดินกับพระอาทิตย มาใช'ศัพทยกยอฤษีในเมืองมนุษยที่ทรงคุณธรรมมั่นคงอย;างสิทธา ฤษี แปลว;า ผู'มีป[ญญาอันได'มาจากพระเป9นเจ'า ฤษีมีเป9นหลายชั้น เช;น ราชรรษี (เจ'าฤษี) พรหมณรรษี (พรหมฤษี) เทวรรษี (เทพฤษี) มหรรษี (มหาฤษี) เป9นต'น และมีความรอบรู'สูงต่ํา ต;างๆ กัน มีอยู;ทั่วไปนับว;าเป9นพราหมณอย;างสูง ทศฤษี ผู'ทเี่ รียกว;าประชาบดีนั้น ในมานวธรรมศาสตรได'ระบุนามไว' คือ ๑.มรีจิ ๒.อัตริ ๓. อังคีรส ๔.ปุลสั ตยะ ๕.ปลุหะ ๖.กรตุ ๗.วสิษฐ ๘.ประเจตรัส หรือ ทักษะ ๙.ภฤคุ ๑๐.นารท แต;บางอาจารยว;ามีแต; ๗ ซึ่งเรียกว;าสัปตฤษี หรือ มานัสบุตร (ลูกเกิดแต;มโน) ตํารับศัตบถพ ราหมณะระบุนามไว' คือ ๑.โคดม (โคตม) ๒.ภรัทวาช ๓.วิศวามิตร ๔.ชมัทอัคนี ๕.วสิษฐ ๖.กศป (กัศยป) ๗.อัตริ มหาภารตะระบุไว' คือ ๑.มรีจิ ๒.อัตริ ๓.อังคีรส ๔.ปุลสั ตยะ ๕.ปลุหะ ๖.กรตุ ๗.วสิษฐ ส;วนพระกศปนั้น มหาภารตะเรียกว;า “มาริจี” คือเป9นลูกพระมารีจิประชาบดี เหมือนกัน เพราะเป9นชนกแห;งเทวดาและมนุษยและสัตวทั้งหลาย (ดูทกี่ ศป) เมื่ออธิบายมาเพียงเท;านี้แล'ว ก็พอสังเกตได'แล'วว;าศัพท “ประชาบดี” นั้น ใช'เป9นคํา เรียกใครๆ หลายรายและเมื่อพบศัพทนีเ้ ข'าในหนังสือแห;งใดแล'ว ที่จะรู'ได'ว;ามุ;งเอาใคร ก็ได'แต; โดยพิจารณาประกอบด'วยความในเนื้อเรือ่ งเท;านั้น เช;นในธชัคคสูตรที่กล;าวว;า “อถปชาปติสสฺ เทวราชสฺส ธชคฺคํ อุลฺโลเกยฺยาท” ให'ดูตรงท'าวประชาบดีเทวราชนั้น ต'องเข'าว;ามุ;งหมายตัว พระอินทรเอง ฉะนี้เป9นตัวอย;าง ฤษีเจ็ดตน ก(- <


“สปตะฤษี” หรือตามภาษาสันสกฤตว;า “สปฺตรฺษิ” อีกนัยหนึ่งเรียกว;า “ประชาบดี” เป9นมานะสาบุตรของพระพรหมา โดยพระเป9นเจ'าองคนั้นให'กําเนิดโดยนึกมิได'มีกําเนิดจาก ครรภอย;างเทวดาและมนุษยอื่นๆ ในคัมภีรศตปถะพราหมณะได'ระบุนามไว'คือ (๑) โคดม (๒) ภรัทราช (๓) วิศวามิตร (๔) ชมทัศนี (๕) วสิษฐ (๖) กัศยป (๗) อัตริ มหาภารตะระบุไว'คือ (๑) มะรีจิ (๒) อัตริ (๓) อังคีรส (๔) ปุละหะ (๕) กระตุ (๖) ปุลสั ตยะ (๗) วสิษฐ วายุปุราณะเติม ภฤคุเข'าอีกตน ๑ แต;ยังคงเรียกอยู;ว;า “สัปตะฤษี” วิษณุปุราณะเติมภฤคุกับทักษะอีก ๒ ตน และเรียกว;า “พรหมฤษีทั้งเก'า” สัปตะฤษีปรากฏอยู;ในฟากฟ?าเป9นดาว ๗ ดวง ที่ไทยเราเรียก รวมหมู;ว;า “ดาวจระเข'” เมื่อเป9นดาวเช;นนี้มักเรียกว;า “ฤกษ” ข'อควรสังเกตมีอยู;คอื “ฤกษ” ภาษาสันสกฤตแปลว;า หมี ฉะนั้นทีฝ่ รั่งเขาเรียกดาวจระเข' “หมีใหญ;” (ละติน “Ursus Major” อังกฤษ “Great Bear”) ก็ตรงกับนามในภาษาสันสกฤต วาลมีก๑๒ ิ (เรียกกันในรามเกียรติ์ว;าวัชรมฤค) เป9นลูกพระวรุณผู'เป9นใหญ;ในน้ําทั้งหลาย พระวาล มีกีนี้กําเนิดในตระกูลพราหมณก็จริง แต;ในชั้นต'นพอใจสมาคมกับพวกชาวป^าและโจร ครั้งหนึ่ง ได'ยกเข'าปล'นสะดมพระฤษีทั้ง ๗ ตน ท;านฤษีทั้ง ๗ ตนได'กล;าวชี้แจงให'แลเห็นบาป แล'วได' สอนมนตให'เล;าบ;น มนตนีม้ ีคําเดียวว;า “มรา” คือนามของพระรามหวนดังนี้ พระวาลมิกิได'นั่ง บ;นมนตนี้อยู;หลายพันป3 และครั้นเมือ่ พระมุนีทั้ง ๗ กลับมายังที่นั้น ก็ได'พบอยูท; เี่ ดิม และตน กลายเป9น “วัลมีกะ” คือจอมปลวก จึงได'นามต;อมาว;า “วาลมีกิ” ดังนี้ พระวาลมีกินี้ สมมติว;าเป9นผู'รจนาเรื่องรามายณะฤๅรามเกียรติ์ เหตุที่จะแต;งขึ้นนั้น ได' มีกล;าวไว'โดยละเอียดในพาลกัณฑ คือ กัณฑที่ ๑ แห;งรามายณะ กล;าวโดยย;อคือ เมือ่ เสร็จ สงครามในลงกาแล'วได' ๑๖ ป3 พระรามครองสิริราไชยสวรรยในกรุงศรีอยุธยาอยู;แล'วพระวาล มีกิได'พบพระนารท ได'ตั้งป[ญาหาถามพระนารทว;าในโลกนี้ใครจะเป9นผู'น;านิยมและสรรเสริญ พระบารมียิ่งกว;าชนทั้งปวง พระนารทตอบว;าพระรามเป9นผูท' สี่ มควรจะนิยมและสรรเสริญ เช;นนั้น และเล;าเรือ่ งพระรามโดยย;อจนตลอด พระวาลมีกิได'ฟ[งแล'วเป9นที่จับใจ ครั้นพระนา รทกลับไปสวรรคแล'ว พระวาลมีกิจึงลงไปสรงน้ํากับพระภารทวาช ณ ลําน้ําตะสา ในเมื่อไปลง สรงอยู;นั้นได'เห็นนกนางนวล๑๓คู; ๑ เล;นอยู;ริมฝ[\ง ขณะนั้นมีนายพรานผู' ๑ ได'นิงนางนวลนั้น ตายตกลงที่ริมพระฤษีสรง นกเมียก็แสดงกิริยาเศร'าโศกต;างๆ พระมุนีมีความสลดยิ่งนัก จึงได' รําพันเป9นถ'อยคําแช;งด;านายพราน ถ'อยคําทีไ่ ด'รําพันนั้นก็เป9นวรรคตอนครุลหุไพเราะเป9นที่น;า พิศวง พระวาลมีกิจึงได'ตั้งนามลักษณพจนประพันธเช;นนี้ว;า “โศลก” เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้น แต;ความโศก ครั้นเมือ่ กลับไปยังกุฎแี ล'ว พระพรหมธาดาได'เสด็จลงมาเฉพาะหน'าพระวาลมีกิ - .+ ก+

ก/0 ก1 กก (

*C , กก *

. . (ก / - 2 : # IJJ , ,,=), ก

''.


พระมุนีก็รีบลุกขึ้นไปกระทําสักการบูชาตามควร แต;ในใจยังคงนึกถึงถ'อยคําที่รําพันถึง นายพรานนั้น ท'าวจตุรพักตรจึงตรัสสั่งพระวาลมีกิให'รจนา เรื่องรามายณะประพันธเป9นโศลก คาถาเพื่อเรื่องนี้จะได'ยั่งยืนชั่วกัลปาวสาน พระวาลมีกิรับเทวโองการแล'วเข'าฌาน จึงเล็งเห็น เหตุการณทั้งปวงแต;ต'นจนปลาย และประพันธไว'เป9นโศลกคาถาตลอดเรื่อง ครัน้ จบลงแล'ว จึง ได'สอนให'พระกุศและพระลพราชโอรสแฝดแห;งพระรามซึ่งได'มาสํานักอยู;ด'วย ณ ที่นั้น ให'เล;า บ;นจนจําได'ตลอดทั้งเรือ่ งรามายณะ ผู'ที่ได'ฟ[งก็ป3ติยิ่งนัก จนความเลือ่ งลือไปถึงพระกรรณ พระรามจึงตรัสให'หาเข'าไป พระกุศและพระลพเล;าเรื่องรามายณะนี้ในขณะเมื่อพระองคกําลัง ทําพิธีอัศวเมธ แล'วเรือ่ งรามายณะจึงมีผู'กําหนดจดจําไว'ได'มั่นคงต;อมาจนกาลบัดนี้ ส;วนนามที่กลายจากวาลมีกิ เป9นวัชรมฤคไปนั้น คงจะเป9นเพราะด'วยฟ[งไม;ถนัด จึง เขียนเดาๆ ไปเช;นนั้นเอง ศรภังค ฤษีตนนี้ไม;ปรากฏในรามเกียรติ๑๔ ์ อนึ่งมีขอ' ที่น;าสังเกตอยูอ; ย;าง ๑ คือศรภังคมุนนี ี้ เมื่อได'ทราบว;าคนบําเพ็ญฌานจนสําเร็จมรรคผลจะได'ไปถึงพรหมโลกแล'วก็หาได'อยู;รอจนถึง เวลาทีต่ นจะตายดดยธรรมดาไม; แต;เข'ากองไฟเผาตัวเสีย เพือ่ วิญญาณจะได'ออกจากร;างไปสู; พรหมโลกโดยพลัน ไม;ตอ' งสงสัยเลยการเผาตัวเช;นนี้เข'าข'างฝ^ายไสยศาสตร ในสมัยนั้นเห็นจะ นับถือกันและสอนกันว;าเป9นของดี พระพุทธเจ'าของเราจึงต'องทรงติโทษแห;งการฆ;าตัวตายไว' มาก ว;าเป9นสิ่งซึ่งหาผลดีมไิ ด'เลยกลับจัดว;าเป9นบาป และภิกษุใดเทศนาชักชวนให'คนหลงบาป ปลิดชีพตนเอง จึงได'ทรงบัญญัติเอาโทษเป9นมนุสสวิคหะปราชิก แต;ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ'าของ เราได'ทรงห'ามปรามอย;างเด็ดขาดเช;นนั้นก็ยังมีผทู' ี่เรียกว;าตนเป9นพุทธศาสนิกคงนิยมในการ เผาตัวอยู; ดังปรากฏในเมืองไทยเราเองก็เคยมี เช;นนายเรืองเผาตัวที่วดั อรุณในรัชกาลสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๓ เป9นตัวอย;าง กัณวะ (กัณว) คือพระมุนี๑๕ ผู'ที่ได'เก็บนางศกุนตลาได'ในกลางป^าและเลีย้ งไว'ตั้งแต;กําเนิดจนเติบ ใหญ; ได'เป9นมเหสีท'าวทุษยันต เธอเป9นคณาจารย ตัง้ สํานักอยู;ริมฝ[\งน้ํามาลินีในป^าหิมพานต (ฤษีชื่อกัณวมีนอกนีอ้ ีกหลายตน)

' ,

6

กE *C

*; D


นารท๑๖ เป9นเทพฤษี โอรสพระพรหมธาดา เป9นเทวทูตและชํานาญในการดุริยางค เป9นผู'คิด ริเริ่มทําพิณขึ้น ในหนังสือว;าเป9นตริกากัชณะ คือรอบรู'ในกาลทั้ง ๓ กล;าวคืออดีต ป[จจุบัน และอนาคต อีกนัยหนึ่งเรียกตริโลกัชณะ คือผู'รู'จักโลกทั้ง ๓ สามารถสอดบ;องเห็นทั่วไปด'วย อํานาจตบะ ตามความนิยมมีอยู;ว;า พระนารทนี้เป9นผู'ทไี่ ด'เล;าเรื่องรามายณะให'แก;พระวาลมีกิ ก;อนแล'วพระวาลมีกิ จึงได'รจนาเรื่องขึ้นตามเทวโองการของพระพรหม วสิษฐ เป9นพรหมฤษี ปุโรหิตประจําพระองคท'าวทศรฐในรามายณะ เรียกว;าโอรสพระพรหม โปรเฟ?สเส'อรมักซมุลเลอร กล;าวว;าเป?นพวกหัวหน'าพวกชีผ'าขาว (คือแต;งขาวล'วน) ก;อนที่ ได'มาเป9นปุโรหิตท'าวทศรฐ ได'เป9นปุโรหิตของพระราชาธิบดีในโบราณกาลมาแล'วหลายองค และได'เคยวิวาทกับพระวิศวามิตร เพราะแย;งที่ปุโรหิตกันครั้ง ๑ แต;ไม;เกี่ยวแก;เรื่องรามายณะ พระวิษฐมีชายานามว;าอรุนธตี วิศวามิตร (วิศวามิตร) นามแปว;า “เป9นมิตรทั่วไป” (ในเรื่องรามเกียรติ์ของเราเรียก “พระสวามิตร” แปลว;า เพื่อนของลิงดูกระไรๆ อยู); โดยกําเนิด พระวิศวามิตรเป9นชาติกษัตริย ในพระฤคเวทว;าเป?นโอรสแห;งท'าวกุศิก แต; ต;อมากล;าวกันว;า เป9นโอรสพระคาถิน หรือพระคาธิราชาครองนครกันยกุพช และว;าเป9นเชือ้ จันทรวงศ สกุลโปรพ เพราะฉะนั้นหนังสือหริวัศจึงกล;าวว;า พระวิศวามิตรเป9นทั้งโปรพและ เกาศิก บางครูก็ว;าท'าวคาธินั้นเป9นโอรสท'าวกุศิกและพระวิศวามิตรเป9นลูกท'าวคาธิ จึงมีนาม ตามสกุลว;า เกาศิก มรนามตามบิดาว;า คาธิช และคาธินท (เกิดแต;คาธิ) เรื่องราวที่กล;าวถึงพระวิศวามิตรมียืดยาวพิสดารมาก ในความมีอยูค; ือ พระวิศวามิตร เป9นกษัตริยแต;อยากเป9นพราหมณ พระวิสิษฐมุนีผู'เป9นเอกอัครพระพรหมฤษี หัวหน'าของชาติ พราหมณได'เป9นเจ'ากี้เจ'าการคัดค'านอย;างแข็งแรงมีแก;งแย;งกันอยู; วิวาทกันอยูม; ิได'หยุดหย;อน และถึงรบกันด'วยกําลังกายและกําลังฤทธิ์ พระวิศวามิตรบําเพ็ญบารมีขึ้นไปเป9นลําดับ โดยมุ;ง อยู;แต;จะได'เป9นพรหมฤษีจงได' ในระหว;างที่บําเพ็ญตบะอยู;นั้น เป9นทีเ่ ดือดร'อนแก;เทวดา พระอินทรจึงใช'นางเทพ อัปสรชื่อเมนกาให'ลงมาทําลายพิธี นางได'มายั่วยวนพระวิศวามิตรจนพิธีแตกและได'เสียกัน จน มีลูกเป9นนางศกุนตลา พระวิศวามิตรมีความละอายแก;ใจ พูดจาว;ากล;าวให'นางเมนกากลับไป ขึ้นไปสูส; วรรค แล'วพระองคก็ไปยังเขาจักรวาลเพือ่ บําเพ็ญตบะต;อไปอีกพันป3 =

*C

*;


รามายณะกล;าวว;า ในที่สุดเทวดาพากันไปอ'อนวอนพระวสิษฐพรหมมุนี พระวสิษฐจึง ยอมรับรองว;าพระวิศวสมิตรได'บําเพ็ญบารมีพอแล'ว ควรยกให'เป9นพรหมฤษีได' ฝ^ายพระวิศวา มิตรได'สมปรารถนาแล'วก็กระทําการเคารพต;อพระวิษฐตามสมควรแก;ผู'ที่มอี ายุมากกว;าในฝ^าย พรหมฤษีด'วยกัน เมือ่ สมัยกาลทีท่ 'าวทศรถครองนครศรีอโยธยานั้น พระวสิษฐมุนีเป9นปุโรหิต ของท'าวทศรถ พระวิศวามิตรดีกันแล'วจึงไปมาหาสู;กนั อยู;เนือง จนได'ขอพระรามและพระ ลักษมณไปช;วยปราบกากนาสูร๑๗ แล'วพระวิศวามิตรก็เลยเป9นครูกษัตริยทั้งสองนั้นสืบไป จึง พากันไปนครมิถิลาในการสวยัมพรนางสีดา และเมือ่ พระรามได'นางสีดาแล'ว ท'าวทศรถยกทัพ ไปรับกลับเมือง พระวิศวามิตรก็ได'ไปในกระบวนท'าวทศรถจนถึงนครอโยธยา แล'วจึงได'ลา กลับออกไปอยู;สํานักกลางป^าตามเดิม ทุรวาส๑๘ แปลว;า “นุ;งห;มปอน” ฤษีตนนี้นัย ๑ ว;าเป9นโอรสพระอัตริประชาบดีกับนางอนะสูน ยา อีกนัยหนึ่งว;าเป9นหลานพระประชาบดีองคนั้น ฤษีตนนี้เป9นคนโทโสร'าย และเมื่อไรใครทํา ให'ขัดใจสักนิดหน;อยก็มักจะสาปเสียทันที เช;น ในเรื่องศกุนตลา ฤษีตนนีไ้ ด'ไปถึงอาศรมของ พระกัณวะมุนีในเวลาเช'า ไม;มีใครออกไปต'อนรับจึงสาปนางศกุนตลา ทําให'นางนั้นต'องพราก กับทุษยันตเป9นหลายป3 ในมหาภารตะกล;าวไว'ว;า ฤษีทุรวาสได'อํานวยพรแก;นางกุนตีให'มีสิทธิ เชิญเทวดาองคใดๆ ลงมาเป9นสามีได'ตามปรารถนา นางนั้นจึงได'อัญเชิญพระอาทิตยลงมาเป9น สามี และมีโอรสชือ่ กรรณะ ซึ่งนางกุณตีเอาไปทิ้งไว'ที่ริมฝ[\งแม;น้ํายมุนา นายอธิรถผู'เป9นสารถี ของท'าวธตรฐกษัตริยจันทรวงศในนครหัสตินาปุระ ไปพบกุมารนี้ริมฝ[\งน'พ จึงเก็บเอาไปเลี้ยง เป9นบุตรบุญธรรม กรรณะนี้ ภายหลังได'เป9นเจ'าครองแคว'นองคราษฎร (คือทีเ่ รียกว;า “เบ็ง คอล” ในกาลบัดนี)้ ฝ^ายนางกุนตีนั้น ต;อจากเวลาที่ได'ประสูติกรรณะแล'วด้ําการอภิเษกสมรส กับท'าวปาณฑุ กษัตริยจันทรวงศผู'ครองนครหัสนาปุระ แต;ท'าวปาณฑุนั้นได'เผอิญได'ถูกสาปไว' ว;า ถ'าเมื่อใดเสพเมถุนจะต'องเสียพระชนมชีพ นางกุนตีจึงเชิญเทวา ๓ องคมาให'กําเนิดแก; พระโอรสแทน คือพระยทให'กําเนิดแด;พระยุธิษเฐียร พระพายุให'กําเนิดแด;พระภีมะเสน และ พระอินทรให'กําเนิดแด;พระอรชุน เจ'าสามองคกับโอรสของนางมัทรีมเหสีซ'ายของท'าวปาณฑุ อีก ๒ องคซึ่งได'กําเนิดจากพระอัศวินเทพบุตรแฝด มีนามว;าสหเทพกับนกูลรวม ๕ องค เรียก ในมหาภารตะว;า กษัตริยปาณฑพ อนึ่งในมหาภารตะเรื่องว;า ครั้งหนึ่งท'าวกฤษณะได'นิมนต พระทุรวาสฉัน แต;ลืมเช็ดเศษอาหารที่ได'ตกเป]อ• นตีนพระฤษีตนนั้น พระฤษีโกรธจึงทํานายว;า พระกฤษณะจะตายโดยอาการเลวทรามอย;างไรร ดังปรากฏในเรื่องพระกฤษณาวตารนั้นแล'ว สนัตกุมาร > ?

*; *C กN4;

(C 61

ก -#& M D


พรหมฤษี เป9นผู'ทํานายเรือ่ งพระนารายณจะมาอวตารในสุริยวงศกรุงอโยธยา กัสสป ฤๅเขียนตามสันสกฤตว;า “กศยป” เป9นนัดดาแห;งพระพรหมธิราช ได'มีบุตรเป9นเทวดา หลายองค (ดูในเรื่องเทวดาต;างๆ) และเป9นบิดาพญาครุฑกับอรุณ (ดูเรื่องพระอรุณ) มี พระพหมฤษีเป9นเผ;าพงศสืบต;อมาอีก กศป (กัศยป)๑๙ เป9นเทพมุนี ผู'มีนามปรากฏมาตั้งแต;สมัยไตรเพทและสมมติว;าเป9นผูแ' ต;งพระเวทบาง ตอนด'วย ทุกๆ ตํารับคงมีความเล;าอยูเ; หมือนกันว;า พระกศปเป9นผู'สร'างผู'หนึ่ง จึงได'นามว;า พระประชาบดี ตามหนังสือรามายณะ มหาภารตะและปุราณะ บางฉบับกล;าวไว'ว;า พระกศปนี้ เป9นโอรสพระมรีจิมุนี ผูเ' ป9นมานัสบุตร (ผูเ' กิดแต;มโน) แห;งพระมหาพรหม (ดูที่ประชาบดี ต;อไป) ผูเ' ป9นพระบิดาแห;งพระมนูไววัสวัต พระมนูไววัสวัตนี้เป9นมหาชนกแห;งมนุษยทั้งหลาย บนโลกนี้ เพราะฉะนั้น พระกศปจึงเป9นที่นับถือยกย;องเป9นอันมาก มหาภารตะและหนังสือ อื่นๆ ที่รุ;นราวคราวเดียวกันกล;าวไว'ว;า พระกศปได'พระอทิติเป9นอัครมเหสี และได'ธิดาพระ ทักษะประชาบดีเป9นชายาอีก ๑๒ องค โดยพระอทิตนิ ั้น พระกศปได'เป9นชนกแห;งพระอาทิตย ทั้งหลาย มีพระอินทรเป9นอาทิ (ในเรือ่ งศกุนตลานี้ พระกศปจึงพูดถึง “ท'าววาสพลูกข'า”) รามายณะและวิษณุปุราณะว;า “เมื่อพระวิษณุเมื่ออวตารเป&นวามน (คนเตีย้ ) นัน้ เป&นบุตรแห*ง พระอทิติและพระกศป” โดยชายาอีก ๑๒ คนนั้น พระกศปได'เป9นชนกสัตวต;างๆ ทุกอย;าง จึงเรียกว;า พระเทพบิดรบ'าง โลกบิดรบ'าง มหาบิดรบ'าง ประชาบดีบ'าง วิภาณฑก พรหมฤษี วงศพระกสป มีชื่อเสียงในรามายณะ เพราะเป9นบิดาพระฤษยศฤงค ฤษยศฤงค (เขียนตามบาลีว;า “อิสีหิงค” ยอดฤษี) พรหมฤษี โอรสพระวิภาณฑกมุนี ตามพาล กัณฑแห;งรามายณะ สุมันตรเป9นผูเ' ล;าเรื่องพระฤษยศฤงคถวายท'าวทศรฐก;อน คือ เรื่องฝนแล'ง ในเมืองอังครัฐ และท'าวโลมบาทได'ตรัวให'ใช'นางระบําไปล;อลวงพระฤษยศฤงคซึ่งไม;เคยพบ สตรี จนได'พระฤษยศฤงคเข'าไปนครและท'าวโลทบาทได'ยกพระธิดาให'พระฤษยศฤงค ฝนจึง ตกตามประสงค เรือ่ งตอนนี้ตรงกับเรื่องพระกไลยโกฏพระราชนิพนธรามเกียรติ์ ๖ เล;มสมุด ไทย แต;ของไทยเราเล;าเป9นเรื่องราวของพระกไลยโกฏ โอรสพระอิสีหิงค ในรามาบณะเล;าเป9น เรื่องตัวพระอิสีหิงคเอง พระฤษยศฤงคนีท้ 'าวทศรฐได'นิมนตเข'าไปช;วยทําพิธีอัศวเมธขอให'มี ราชโอรส (ซึ่งเราเรียกว;าพิธีกวนข'าวทิพย) B

.C$

61

$ 1

ก ก(( -#&-

* 61 .C

#3 #$

( $J กก 61 ก 6กก


อนึ่ง ฤษีกไลยโกฏ ไทยเราว;าเป9นหน'าเนื้อ จึงทําเป9นรูปเช;นนั้น แต;ในรามายณะกล;าว แต;ว;าพระฤษยศฤงคเกิดในป^าและเติบโตขึ้นในหมู;เนื้อ มิได'เห็นรูปมนุษยใดนอกจากพระวิ ภาณฑกมุนีผู'เป9นบิดา เพราะฉะนั้นถ'าจะทําให'ถูกเห็นว;าน;าจะให'ครองหนังเนื้อ ซึ่งตรงกับแผน ของฤษีทอี่ ยู;ป^า และมีศีรษะเนื้อครอบแทนชฎา พระฤษยะศฤงค เรื่องพระฤษยะศฤงคที่กล;าวนี้ มีในรามเกียรติ์ แต;เรียกยนามฤษีผู'เป9นตัวการว;า “ประลัยโกฏ” และว;าเป9นลูกพระ “อิสสี ิงค” ส;วนพระราชาในเรื่องนั้น ในรามเกียรติ์เรียกว;า “ท'าวโรมะพัท” ซึ่งไม;ต'องสงสัยเลยว;าเพีย้ นไปจาก “โลมะบาท” เท;านั้นเอง ตามเรื่องที่มีมาในรามายณะว;า พระฤษีฤษยะศฤงค (ฤษย–กวาง, ศฺฤยฺค–เขา) เป9น บุตรพระฤษีวิภาณฑกเชื้อสกุลกาศยป มารดาเป9นนางเนื้อ จึงมีเขาเล็กทีเ่ ขา ๑ ที่หน'าผาก (ใน รามเกียรติ์ว;าหน'าเป9นเนื้อทีเดียว) บิดาเลีย้ งไว'ในป^าตั้งแต;เล็ก จึงมิได'เคยเห็นมนุษยอื่น นอกจากบิดาของตน มีเรือ่ งเล;าว;าในแคว'นองคราษฎรมีพระราชาทรงนามว;าท'าวโลมบาท (ตีน ขน) มีอํานาจวาสนามาก แต;เผอิญได'ทําบาปอะไรอย;าง ๑ ไม;ปรากฏชัด จึงบันดาลให'ฝนแล'ง ในอาณาเขต ปุโรหิตและชีพ;อพราหมณแนะนําให'ท'าวโลมบาทไปเอาตัวฤษยะศฤงคเข'ามาทํา พิธีขอฝน ท'าวโลมบาทจึงคิดอุบาย จัดหานางนครโสเภณีหลายคนไปล;อพระฤษยะศฤงค ฝ^ายฤษยะศฤงคได'พบพวกหญิงและได'แตะต'องกายแล'วก็ใจแตก และเมือ่ บิดาถามว;าเหตุใดจึง มิเอาใจใส;ในกรณียะเช;นเคยมา ฤษยะศฤงคก็เล;าว;าได'ไปพบมนุษยพวกหนึ่งซึ่งมีรูปน;าดู ตา งาม เนือ้ นุ;มและหน'าอกเต็มและอ;อนผิดกับตน เป9นทีน่ ;าพึงใจยิ่งนัก พระวิภาณฑกจึงบอกลูก ว;า นั่นคือหมู;มารมาประจนให'เสียพรหมจรรย ฉะนั้นอย;าให'คบอีกเลย แต;ครั้นเมื่อบิดาไปพ'น อาศรมแล'ว ฤษยะศฤงคก็ออกไปพบพวกผู'หญิงทีย่ ั่วยวนนั้นอีก จึงถูกล;อลวงจนออกไปพ'นแนว ป^าไปถึงพลับพลาของท'าวโลมบาท เมือ่ นั้นเขาก็จับตัวถวายท'าวโลมบาท และท'าวโลมบาท พูดจาเอาใจใส;อย;างดี และบอกว;าจะยกนางศานตาผู'เป9นราชธิดาให' ฤษยะศฤงคก็ตกลงเข'าไป ในนครของท'าวโลมบาท และทําพิธีขอฝนสําเร็จสมตามปรารถนาของท'าวโลมบาท และก็ได'ทํา การสมรสกับนางศานตา อยู;เป9นสุขด'วยกันสืบมา สุชัยนา วาสเทพ และชาวาลี สามตนนี้เป9นฤษีอยู;ในดินแดนศรีอยุธยา ท'าวทศรฐได'นิมนตเข'าไปทําพิธอี ัศวเมธ พร'อมด'วยพระฤษยศฤงคและพระวสิษฐ พระชวาลีนั้นเป9นวงศพระกสป อีก ๒ ตนนั้นไม; ปรากฏเผ;าพงศ ในรามเกียรติ์ของเรา ฤษี ๕ ตนทีเ่ ข'าร;วมพิธีกวนข'าวทิพยนั้น คือพระกไลยโกฏ ๑ พระวสิษฐ ๑ พระสวามิตร ๑ พระวัชอัคคี ๑ พระภารทวาช ๑ (รามเกียรติ์เล;ม ๖ สมุดไทย) ไม;ตรงกับในหนังสือรามายณะ จะผิดไปด'วยเหตุใดก็เหลือคะเน


ภรต (ภรต) (อ;านว;า “ภะรต” ไม;ใช; “ภรต” ดังนี้) มีหลายคนที่มชี ื่อเช;นนี้ ที่พอจะเก็บมาระบุได' คือ (๑) เป9นราชาผู'หนึ่ง ในโบราณสมัย มีนามมาในพระเวท เป9นวีรบุรุษและมหาชนกของ ชนชาติหนึ่ง ซึ่งมีในพระเวทเรียกว;า “ภารต” (เกิดแต;ภรต) นามท;านภรตผู'นี้มกั ไปปนกับ พระวิศวามิตรเพราะเหตุที่ลูกท'าวภรตนี้ชอื่ วิศวามิตร และลูกพระวิศวามิตรชื่อภรต (๒) เป9นราชาผู'หนึ่ง อยู;ในมันวันตระหรือมนูยุคที่ ๑ เป9นผูท' ี่มีความศรัทธาใน พระพิษณุเป9นอันมาก ได'ละราชสมบัติเพื่อจะได'สมาธิรําลึกถึงพระพิษณุเป9นเนืองนิตย แต; เผอิญมีเหตุที่ทําให'เสียความมุ;งมั่นอันนั้น จึงต'องไปเวียนว;ายตายเกิด อีกนานจะได'ถึงทีส่ ูญสุด (นิรพาณ) (๓) โอรสท'าวทศรถกับนางไกเกยี (ไกยเกษี) อนุชาพระราม (ซึ่งในรามเกียรติ์ของเรา มาเรียกว;า “พระพรต” นั้นผิดถึง ๒ ชั้น ชั้นที่ ๑ คืออ;าน “ภะรต” เป9น “ภรต” ชั้นที่ ๒ ไม;รู' หนังสือ เอา “พ” แทน “ภ” ตัว “ภ” ๒ ตัวนีไ้ ทยๆ เรามักใช'ปนกันเลอะเทอะมาก เพราะอ;าน ออกสําเนียงเหมือนกัน) เรื่องราวของพระภรตองคนีม้ ีละเอียดอยู;ในรามเกียรติข์ องเราแล'ว ไม;ตอ' งเล;าซ้ําในที่นี้ เป9นแต;จะขอให'ท;านผูอ' ;านสังเกตไว'หน;อยหนึ่งว;า ในหนังสือรามเกียรติ์ของ เรา มีขอ' ว;าพระภรตไม;ได'ถวายพระเพลิงท'าวทศรถเพราะท'าวทศรถกริ้ว จึงห'ามไว'มิให' นางไกยเกษีกับพระภรตถวายพระเพลิง แท'จริงในรามยณะมิได'มีขอ' ความเช;นนัน้ มีกล;าวชัดว;า พระภรตเป9นผู'จัดการถวายพระเพลิงท'าวทศรถ (“ธรรมเนียม ห'ามมิให'ดผู ี” หรือ ห'ามมิให'เผา ศพไม;ใช;ธรรมเนียมของชาวทัธยมประเทศ ดูท;าทางสมจะเป9นธรรมเนียมจีน เพาะจีนมักชอบ ลงโทษกันแปลกๆ ต;างๆ ซึง่ คนชาติอื่นไม;ทํา) อีกข'อหนึ่งที่ควรกล;าวในที่นี้ คือเมือ่ พระราม เสร็จศึกลงกากลับเข'ามาครองกรุงศรีอโยธยาแล'ว พระภรตได'ไปทําศึกกับ “คนธรรพอันดุร,าย อันมีจํานวนรับได,ตั้งสามโกฏิ” และเมือ่ มีชัยแล'วได'ตงั้ ตนเป9นใหญ;ในแว;นแคว'นแคนคนธรรพ เหล;านั้นนี่เองคือเรือ่ งศึกพระภรตพระศัตรุฆน ซึ่งมีอยู;ในรามเกียรติ์บั้นปลายของเราแต; “คนธรรพอันดุร'าย” นั้นเรามาเกณฑให'เป9นยักษ เพือ่ ให'คล'ายๆ ครั้งศึกลงกาของพระราม พระลักษมณ (๔) พระภรตจันทรวงศ เป9นโอรสของท'าวทุษยันตกับนางศกุนตลา เป9นราชาครอง นครหัสดินและนิยมกันว;าท'าวภรตองคนีเ้ ป9นประถมจักรพรรดิ กษัตริยจันทรวงศต;อท;านผู'นลี้ ง ไปเรียกว;าภารตกษัตริยได'ทั้งนั้น แต;ที่ใช'กันอยู;มากทีส่ ุดคือใช'เรียกกษัตริยปาณฑพทั้ง ๕ มีพระยุธิษเฐียรเป9นอาทิ (ดูที่ ปาณฑพ) เหตุฉะนี้การสงครามใหญ;ซึ่งกษัตริยปาณฑพทั้ง ๕ ได'กระทําจึงเรียกว;า มหาภารตยุทธ


(๕) เป9นชือ่ พระมุนีตนหนึ่ง ซึ่งนิยมกันว;าเป9นปฐมาจารยครูเฒ;าแห;งนาฏศาสตร คือ วิชารํา นอกจากนี้มผี ู'ที่ชอื่ ภรตอีกหลายคน เช;น ตัวพระเอกในเรื่องนางเมรี ซึ่งเราเรียกกันว;า “พระรถ” นั้นก็ชื่อ “พระภรต” ประชาบดี “เป9นใหญ;ในประชา” เป9นบิดาหรือผูส' ร'างสัตวทั้งหลาย ในพระเวทเป9นศัพทใช'เรียก พระอินทร พระสวิตฤ (ตะวัน) พระโสม (น้ําโสม) พระหิรันยครรภ (พรหม) และเทวดาอื่นๆ มนูสํหิตา ใช'เรียกท'าวธาดาพรหม ผู'สร'างและค้ําจุนโลก และพระมนูสวายัมภูว (ผู'แสดงมาวนธรรมนั้นเอง) ก็เรียกว;าพระประชาบดี เพราะเป9นลูกพระพรหมและเป9นชนกแห;งทศฤษี ซึ่งเป9นชนกแห;งมนุษย (คําว;า “มนุษย” นั้นก็คอื แปลว;า เกิดแต;มนู) แต;โดยมากเมื่อกล;าวถึง ประชาบดี ย;อมเข'าใจกันว;ามุ;งถึงท;านฤษี ๑๐ ตนเป9นชนกแห;งมนุษยนั้นเอง แทตย (ไทตย) อสูรจําพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดแต;นางอทิติกับพระกศป พวกแทตยกับพวกทานพมักเข'าเป9น พวกเดียวกัน (และดูปนๆ กันอยู;) เป9นผูท' ี่มักทําลายพิธีของเทวดาและรบกับเทวดาอยู;ไม;ได' หยุดหย;อน พระทักษะ เรื่องยัญญะกรรมของพระทักษะ กล;าวถึงในรามายณะแต;โดยย;อๆ เท;านี้ เพราะผู'รจนาเรื่องเดิมเห็นว;าเป9นเรื่องทีผ่ ู' ศึกษาไสยศาสตรภาคที่กล;าวถึงพระศิวะควรจะรู'กันดีอยู;แล'ว แต;สําหรับผูอ' ;านไทยที่มไิ ด'ศึกษา ทางไสยศาสตร ข'าพเจ'าขอแถลงเรือ่ งให'ยาวอีกหน;อย พระทักษะมุนีผู'เป9นมานะสาบุตร (บุตรเกิดแต;ใจของพระพรหมา) และเป9นบิดา นางสตีผู'เป9นมเหสีของพระอิศวรเห็นว;าแต;งพระองคปอนและชอบสมาคมกับป3ศาจ ครั้ง ๑ พระทักษะจัดการยัญญะกรรมใหญ; เชิญเทวดาชุมนุมหมดแต;ไม;เชิญพระอิศวร นางสตีจึงต;อว;า บิดา แต;พระทักษะกับกล;าววาจาหมิ่นประมาทพระอิศวรต;างๆ นางสตีมความโทมนัสจึงกลั้น ใจตายเสีย๒๐ ความทราบถึงพระอิศวรก็กริ้ว เสด็จไปยังที่สโมสรสันนิบาต ทรงพระแสงธนูยิง ทักษะหัวขาดไป และยิงเทวดาบาดเจ็บไปมาก เทวดาผู'ใหญ;ช;วยกัยทูลวอนขอโทษ หายพระ F

ก ).. ก กC;O" % #*ก #P 8. ( 6 1 9 ก

*

( #

Q

.#* 8 #( #9

-#&

ก ก


พิโรธแล'ว จึงประทานพรให'เทวดาที่ขาดเจ็บกลับคืนดีตามเดิม แต;พระทักษะนั้นทรงเอาหัว แพะตัวให'หัวที่ขาดไป เพือ่ ให'เป9นเครื่องประจานว;าพระทักษะโง;เขลาเหมือนแพะ พระอิศวร เสด็จจากทีส่ โมสรนั้นแล'วก็เข'าฌานอยู;ในถ้ําแห;ง ๑ ในเขาจักรวาล เพราะทรงอาลัยถึงนางสตี ไม;รู'หาย ฝ^ายนางสตีตายแล'วได'ไปเกิดใหม;เป9นธิดาท'าวหิมวัต (เขาหิมาลัย) มีพระนามว;าอุมาเหมะวดี๒๑ ได'บําเพ็ญตบะเป9นอันมากแล'ว จึงได'เป9นมเหสีของพระอิศวร และพระเป9นเจ'าองค นั้นจึงเสด็จไปสถิตบนยอดเขาไกรลาสตามเดิม อทิติ แปลว;า “ไม;มีทสี่ ดุ ” มุ;งความว;าสวรรคอันหาที่สุดมิได' สมมติเป9นตัวขึ้นนับว;าเป9นเทพ มารดา บ'างก็ว;าเป9นมารดาพระทักษประชาบดี บ'างก็ว;าเป9นธิดาพระทักษะ ตามพระไตรเพท ว;าพระอทิติมโี อรส ๘ องค แต;รับเพียง ๗ องค ซึ่งมีนามปรากฏต;อมาว;าอาทิตย ในวิษณุ ปุราณะกล;าวว;า พระอทิตเิ ป9นธิดาพระทักษะและเป9นชายาพระกศป และพระวิษณุได'อวตาร มาเป9นคนค;อมเรียกว;า พระวามนาวตาร มาเจ'าครรภพระอทิติ (พระวิษณุจึงมีนามว;าอาทิตย ด'วยองคหนึ่ง) พระกศปและพระอทิติทั้ง ๒ นี้ ว;าเป9นชนกชนนีแห;งพระอินทรด'วย จึงได'นาม ว;าพระเทพมารดาบ'าง พระโลกมารดาบ'าง อนึ่งนางเทวกีผเู' ป9นชนนีแห;งพระกฤษณาวตารนั้น ก็กล;าวว;าคือพระอทิติแบ;งภาค อรุณ แปลว;า “แดงเรื่อ” คือตะวันแรกขึ้น ตามเรือ่ งว;าเป9นลูกพระกศปกับนางกัทรุ และ เป9นสารถีพระอาทิตย อรุณนี้พึ่งเกิดขึ้นในยุคหนังสือปุราณะ ในยุคไตรเพทนั้นแสงตะวันแรก ขึ้นเรียกว;าอุษา อุษา คือ แสงเงินแสงทอง ในพระเวทกล;าวว;า เป9นธิดาแหง;พระโทยส (เทยาส) คือฟ?า และ เป9นภคินีแห;งพระอาทิตยทั้งหลาย นางเทวีนี้มีความเมตตากรุณาแก;มนุษยมาก ยิ้มแย'มอยูเ; ป9น นิตยราวกับหญิงสาวที่ได'สามีใหม; นางมิได'มีเวลาผิดแผกแปลกเปลีย่ น เป9นอมฤต (ไม;ตาย) ไม;แก; จึงมีฉายาว;า เยาวนเทวี กามเทพ (กามเทว) $

#

#

.#


ในชั้นต'นๆ กามเทพไม;ได'ถอื กันว;าเป9นเทวดาผู'หนึ่ง ซึง่ มีหน'าที่ยั่วยวนหรือบันดาลให' ชายหญิงรักกันในทางประเวณีเท;านั้น “กาม” แปลตามศัพทว;า “ความใคร;” คือใคร;ในกิจใดๆ ทั่วไปไม;เฉพาะส;วนการเสพเมถุน จึงไม;รู'สึกกันว;าเป9นของที่ต่ําช'าเลวทราม เช;น ในฤคเวทมี ข'อความปรากฏอยู;แห;งหนึง่ ว;า ครั้นเมื่อสยัมภูวพรหม (นํปสุ กลึงค)๒๒ ได'มกี ําเนิดขึน้ เองแล'ว “ธรรมอันแรกที่ได,เกิดมีขนึ้ ในพรหมนั้นคือกามอันเป&นประถมพืชแห*งมโน และซึ่งพระมุนี ทั้งหลายได,ตรวจสอบดูแล,วด,วยปรีชาญาณทราบแน*ชัดแล,วในใจว*า (กาม) นั้นคือเครื่องเชือ่ ม ระหว*างสิ่งซึ่งเป&นอยูแ* ละซึง่ หาไม*” ดังนี้ อนึ่ง ในอถรรพเวทมีบทสรรเสริญพระกาม ซึ่งอธิบาย ว;า “ไม;ใช;ความใคร;ในทางเมถุนธรรมฝ^ายเดียว แท'จริงเป9นธรรมทั่วๆ ไป” ในพระเวทอัน เดียวกันนี้มีขอ' กล;าวไว'ว;า พระกามคือพระอัคคันั้นเอง ในไตตติริยะพราหมณะมีกล;าวไว' กามเทพนั้นเป9นโอรสพระธรรมราช (พระยม) และนางศรัทธาผู'เป9นชายา แต;หนังสือหริวังศะ กล;าวว;าเป9นลูกพระลักษมี อีกแห;งหนึ่งกล;าวว;าเกิดมาจากพระหทัยแห;งพรหมะ (พระผูส' ร'าง เป9นปุลึงค ไม;ใช;อันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหมาซึ่งเป9น นํปุสกลลึงค) อีกนัยหนึ่งว;ามีกําเนิดมา แต;น้ํา จึงมีนามว;าอิราชะ อีกนัยหนึ่งว;าเป9นอาตมภู (คือเป9นขึ้นเอง) จึงมีนามว;าอชะ (ไม;มี กําเนิดบ'าง) อนันยชะ (มิได'เกิดแต;ใคร) บ'าง ในหนังสือปุราณะ กล;าวว;า มีชายาชื่อรติ หรือ เรวา และมีมิตรคู;ใจอยูต; นหนึ่งชื่อ วสันต

$

1% $"


กามเทพ อนึ่ง ในปุราณะมีเรื่องว;า ตัง้ แต;พระสตีเทวีได'สิ้นชนมชีพไปเพราะพระทักษผูเ' ป9นบิดา ได'สบประมาทพระอิศวรผู'เป9นพระสามีของนางนั้น พระอิศวรมีความเสียพระทัยยิ่งนัก จึง เสด็จเข'าฌานประพฤติพระองคเป9นสันยาสี (คําอธิบายเรือ่ งสันยาสีมอี ยูท; อี่ ธิบายศัพท พราหมณ) ต;อมาพระสตีได'มีกําเนิดใหม;เป9นบุตรีท'าวหิมาลัยทรงนามว;า พระอุมาเหมวดี หรือ บรรพตี ก็เรียก เทวดาทั้งหลายคบคิดกันจะให'พระอุมาได'เป9นมเหสีพระอิศวร จึงแต;งให' กามเทพเป9นผู'จัดการ กามเทพจึงให'วสันตผูเ' ป9นสหายนฤมิตดอกไม'ให'ผลิเต็มต'น และเชิญพระ อุมาไปคอยอยู; ณ ทีอ่ ันควรแล'ว กามเทพจึงยิงพระอิศวรด'วยบุษปศร (คือ ศรทีท่ ําด'วยดอกไม') พระอิศวรถูกศรก'ลืมพระเนตรที่ ๓ นั้น ซึ่งบันดาลให'เกิดเป9นเพลิงไหม'กามเทพสูญไป จึงได' นามว;า อนังค (ไม;มีตัว) แต;ภายหลังพระอิศวรคลายความพิโรธ จึงโปรดให'กามเทพได'เกิดใหม; เป9นพระประทยุมนโอรสพระกฤษณาวตารกับนางรุกมิณีหรือมายา และพระประทยุมนนี้เป9น พระบิดาแห;งพระอนิรุทธ (อุณรุท) กามเทพนั้นว;าเป9นอธิบดีในหมู;อัปสรทั้งหลาย มีอาวุธคือธนู ทําด'วยต'นอ'อย มีสายเป9นผึ้งต;อๆ กัน ลูกศรมีปลายเป9นดอกไม'แทนเหล็ก ตามรูปมักทําเป9น ชายหนุ;มรูปงาม ขี่นกแก'ว มีอัปสรเป9นบริวาร มีธงพื้นแดงลายรูปมังกร


ภาพจําหลัก กามเทพแผลงบุษปศร ณ ปราสาทบันทายศรี กัมพูชา นามของกามเทพมีเรียกกันอีกคือ อิษม กันชนะ กึกริ มัทรณ และสมร มีฉายาว;า ภวัช และมโนช (เกิดมาแต;ใจหรือมโน) ในส;วนทีเ่ ป9นพระประทยุมนนั้น มีฉายาว;า กรรษณี (เกิด แต;กฤษณ) บ'าง กรรษณสุต (ลูกกฤษณะ) บ'าง (นามที่เลือนๆ กันมาจนกลายเป9น “ไกรสุต” ในเรื่องอุณรุทของเรา) ส;วนที่เป9นลูกนางมายานั้น ได'ฉายาว;า มายี หรือมายาสุต และส;วนที่ เป9นลูกพระลักษมี ได'ฉายาว;าศรีนันท นอกจากนี้มีฉายาอีกว;า อภิรูป (งาม) ทรรปกะ และ ทีปกะ (ผู'จุดไฟ) คัทยิน คฤธุ และคฤตส (มักมากหรือแหลมคม) กามน และ ขรุ (กําหนัด) กันตุ (สบาย) กลาเกลี (สนุกและวุ;นมาก) มาร (ผูผ' ลาญ) มายี (ผูล' วง) มธุทีป (ตะเกียงน้ําผึ้งหรือ ตะเกียงวสันต) มุหิระ (ผูท' าํ ให'ฉงน) มุรมุร (ไฟลั่นเปรี๊ยะๆ) ราคพฤนต (ราควฤนต) คือก'าน แห;งราครูป[สตร (เครื่องประหารของความงาม) รัตนารีจ (มีกมากในราคะ) สมร (ความจําได') ศฤงคารโยนี (บ;อเกิดแห;งความรัก) ติถ (ไฟ) วาม (งาม) และโดยเหตุที่มีศรเป9นดอกไม' จึงได' ฉายาว;า กุสุมาวุธ (กุสุมายุธ) ว;าปุษปธนู (ธนูดอกไม') และปุษปศร (ศรดอกไม') เธอมีธงเป9น มังกร จึงได'ฉายาว;า มกรเกตุ และเพราะเหตุที่มักถือดอกไม'อยู;ในมือ จึงได'ชอื่ ว;า เกตน


อัปสร (อัป;ศร) แปลตามศัพทว;า “ผู'กระดิกในน้ํา” รามายณะกล;าวว;า เมือ่ พระเป9นเจ'าทั้งหลายได' กวนเกษียรสมุทร เพือ่ ทําน้ําอมฤตนั้น ก;อนที่จะได'น้ําอมฤตขึ้นมา มีอื่นๆ ขึ้นมาก;อนหลาย อย;าง อย;างหนึ่งคืออัปสร ซึ่งผุดขึ้นมานับด'วยหมื่นด'วยแสน ล'วนเป9นหญิงที่มีรูปงามๆ และ ประดับด'วยเครื่องสนิมพิมพาภรณ๒๓อย;างงาม แต;ทั้งเทวดาและอสูรไม;รับเป9นคู;ครอง เพราะฉะนั้นพวกอัปสรจึงเลยตกอยู;เป9นของกลาง จึงได'นามว;า สุรางคนา (เมียเทวดาทั่วไป) และ สุมทาตมชา (สตรีผู'เต็มไปด'วยความมัวเมาหรือในความเพลิดเพลิน)

อัปสร ศิลปะอินเดีย

$& 5

D ;" $ $ &

.


ในหนังสือพวกปุราณะต;างๆ แบ;งอัปสรแบ;งคณาหลายคณาอันมีนามต;างๆ กัน วายุ ปุราณะว;ามี ๑๔ คณา แต;ตํารับหริวศะว;ามี ๗ คณา กับยังมีแบ;งเป9น ๒ จําพวก คือเป9นไทวิกะ (นางฟ?า) จําพวกหนึ่ง เลากิกะ (นางดิน) จําพวกหนึ่ง นัยว;าๆ ไทวิกะอัปสรมี ๑๐ นาง เลากิกะ อัปสรมี ๓๔ นาง พวกอัปสรเหล;านี้ทสี่ ําหรับมีเรื่องรักใคร;กับบุรุษ เช;น นางอรวศีซึ่งรักกับ ท'าวปุรูรพ (ดังมีเรือ่ งนาฏกะ ซึ่งกาลิทาสแต;งไว'อีกเรือ่ งหนึ่ง ชือ่ เรื่อง “วิกรโมรวศี” และ กล;าวถึงในถาคผนวกที่กล;าวถึงนาฏกะนั้น) หรือมิฉะนั้นก็ทําลายพิธผี ู'บําเพ็ญตบะอย;าง เช;น นางเมนะกากับพระวิศวามิตร เป9นต'น

ภาพจําหลัก นางอัปสร (Apsara) ณ ปราสาทนครวัด กัมพูชา สรุปความว;า อัปสรเป9นนางฟ?าจําพวกหนึ่งซึ่งมีรูปงาม เป9นที่น;าพึงใจและช;างยั่วยวน แต;ความประพฤติไม;สู'จะเป9นอย;างสตรีทสี่ ุภาพนัก และช;างมารยาจําแลงแปลงตัวได'หลาย อย;าง ไม;รู'จักรักใครได'ยั่งยืน มีเสน;หซึ่งทําให'ชายหลง จนในพระอาถรรพเวทต'องมีมนตรหรือ อาถรรพไว'กันหรือแก'เสน;หของนางอัปสร


โลกบาล๒๔ โลกนี้ ตามความนิยมของพราหมณว;ามีเทวดารักษาทั้ง ๘ ทิศ ดังต;อไปนี้ ๑. บูรพา พระอินทร ฤาเรียกว;า ท'าวธตรฐ ๒. อาคเนย พระอัคนี ทิศเรียกตามตามเทวดา ๓. ทักษิณ พระยม ๔. เนรดี พระสุริย หรืออีกนัยหนึ่งว;าพระเนรดี (นิรฤติ) ๕. ป[ศจิม พระวรุณ ๖. พายัพ พระพายุ ทิศเรียกตามนามเทวดา ๗. อุดร ท'าวกุเวร ๘. อีสาน (เอศาน) พระโสม หรืออีกนัยหนึ่งว;าพระอีศาน (ภาคหนึ่งแห;งพระศีวะ)

ส;วนในหนังสือข'างพระพุทธศาสนามีกล;าวไว' ๒ อย;าง คือ ในท'ายอาฏานาฏิยปริตร ใน ๑๒ ตํานานกล;าวว;า ปุริมทิศ ท'าวธตรฐ จอมภูต ทักชิณทิศ ท'าวริรุฬหก จอมเทวดา ป[จฉิมทิศ ท'าวสิรูป[กษ จอมนาค อุตรทิศ ท'าวกุเวร จอมยักษ

'

-

1-

1 $ - . RC ก4 -


แต;ในมหาสมัยสูตรและภาณยักษกล;าวว;า ปุริมทิศ ท'าวธตรฐ จอมคนธรรพ ทักษิณทิศ ท'าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ ป[จฉิมทิศ ท'าววิรูป[กษ จอมนาค อุตรทิศ ท'าวกุเวร จอมยักษ ดังนี้ เมื่อพิจารณา เทียบเคียงเข'ากับข'างฝ^ายไสยศาสตรดังกล;าวมาข'างบนนั้น จะเห็นได'ว;า บูรพาท'าวธตรฐกับพระอินทรพอนับว;าตรงกันได' เพราะถ'าจะว;าพระอินทรเป9นจอมภูตหรือ จอมคนธรรพ ก็พอจะใช'ได' และนาม “ธตรฐ” แปลว;า “รองเมือง” ก็พอควรทีจ่ ะเป9นชื่อ พระอินทรได' ทักษิณข'างไสยศาสตรว;าพระยม ในท'ายอาฏานาฏิยปริตรว;า วิรุฬหก “จอม เทวดา” ไม;ตรงกับพระยม แต;มหาสมัยสูตรว;า “จอมภุมภัณฑ” ตรวจดูตามศัพท “กุมภัณฑ” แปลว;า “มีอัณฑะเท;าหม'อ” และได'ความว;า “เป&นอสูรจําพวกหนึ่งมีพระรุทร (อิศวร) เป&น อธิบดี” ฉะนี้ ดูไขว'เขวไปใหญ;และไม;ลงรอยกันเลยทีเดียว คราวนี้ลองตรวจศัพท “วิรุฬหก” ดูได'ความว;า “วิรุฬโห” หรือ “วิรุฬหโก” แปลว;างอก ก็ไม;เข'าเค'าพระยมอีก จึงเป9นอันต'อง ลงเนือ้ เห็นว;า โลกบาลทิศนี้ ข'างพุทธศาสนาและพราหมณไม;ลงกันเป9นแน;แท' ป[ศจิม ข'าง ไสยศาสตรว;าเป9นทิศรองวิรุณ ข'างพุทธศาสนาว;าท'าววิรูป[กษจอมนาค พระวรุณเป9นเทวดาผู'มี หน'าที่เกี่ยวกับน้ํา เพราะฉะนั้นเอาเป9นลงรอยกันได'อกี ทิศหนึ่ง อุดรเป9นทิศของท'าวกุเวร ตรงกันทั้งในพุทธศาสนาและไสยศาสตร ส;วนทิศเฉียง ข'างพุทธศาสนาไม;ได'ออกนามโลกบาล แต;สังเกตตามนามทิศก็ตรงกัน คือตะวันออกเฉียงใต' เรียกว;า “อาคเณย” (ทิศของพระอัคนี) ตะวันตกเฉียงใต'เรียก “เนรตี” (ทิศของพระนิรฤตี) ตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว;า “วายว” คือ พายัพ (ทิศของพระวายุ) ตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว;า “อิสาน” (ทิศของพระอีศาน) เป9นต'น อนึ่ง ตามตํารับไสยศาสตร ทิศทุกทิศย;อมมีช'างสําคัญประจําอยู; เพือ่ เป9นพาหนะแห;ง เทพเจ'าผูอ' ภิบาลทิศนั้น มีนามกําหนดไว'ดังต;อไปนี้ ๑. ทิศบูรพา ช'างสําคัญชื่อ ไอราพต (ไอราวต) หรือ ไอราวัณ นางช'างชื่อ อะภรมู ๒. ทิศอาคเนย ช'างสําคัญชื่อ บุณฑริก (ปุณฑริก) นางช'างชื่อ กป`ลา ๓. ทิศทักษิณ ช'างสําคัญชื่อ วามน นางช'างชื่อ ป`งคลา ๔. ทิศเนรดี ช'างสําคัญชื่อ กุมุท นางช'างชื่อ อนูปมร


๕. ทิศป[ศจิม

ช'างสําคัญชื่อ อัญชัน นางช'างชื่อ ศุภทันตี ๖. ทิศอุดร ช'างสําคัญชื่อ สรรพโภม ๗. ทิศอีสาน ช'างสําคัญชื่อ สุประตีกะ ส;วนนางช'างสําหรับทิศอุดรและอีสานนั้นไม;แน; ยังเหลือพังอยูอ; ีก ๒ คือ อัญชนา กับ ตามรกรรณี แต;พังใดอยู;ทศิ ใดไม;สู'จะแน;นัก ส;วนในหนังสือรามายณะนั้น ระบุนามช'างประจํา ทิศไว'แต;สําหรับทิศใหญ; ๔ ทิศ คือ ๑. ทิศบูรพา ชื่อพลายวิรูปากษ ๒. ป[ศจิม ชื่อพลายโสมนัศ ๓. ทักษิณ ชื่อพลายมหาปทน ๕. อุดร ชื่อพลายหิมปาณฑร รากษส (อิตถีลึงคเป9น “รากษสี”) เป9นอสูรจําพวกหนึ่งซึ่งดีกม็ ี ชั่วก็มี แต;โดยมากมักเป9นศัตรู กับเทวดา อาศัยอยูต; ามป^าช'า ชอบกวนพราหมณในขณะทําพิธี มักกวนพราหมณผู'ตั้งใจสมาธิ เข'าสิงในซากซพ กินคน และรบกวนให'ร'ายแก;มนุษยโดยอาการต;างๆ พวกรากษสเมือ่ ครั้งได' ท'าวราพณาสูรเป9นราชา เที่ยงรังควานขนานใหญ;จนพระรามปราบแล'วจึงค;อยสงบลงไปพัก หนึ่ง ส;วนกําเนิดแห;งรากษสนั้น มีเล;าได'ต;างๆ กันในทีต่ ;างๆ บ'างก็ว;าเป9นลูกหลานพระ ปุลัสตยมุนี บ'างก็ว;ามาจากพระบาทพระธาดา วิษณุปุราณะว;าเกิดแต;รากษะพราหมณผู'เป9น ลูกพระกศปกับนางขศา และรามายณะกล;าวว;า เมื่อพระพรหมได'ทรงสร'างน้ําขึ้นแล'วได'ทรง สร'างภูตจํานวนหนึ่งขึ้นไว'เป9นผั้กษาน้ําทั้งปวงและนาม “รากษส” นั้นว;ามีมูลจากคําว;า “รักษ” นั้นเอง ตามทางทีค่ วรสันนิษฐานคือ รากษสคงจะเป9นคนป^า ซึ่งพวกอริยกะได'เข'ามา พบอยู;ในมัธยมประเทศและได'รบพุ;งปราบปราม การรบนี้คือ “เทวาสุรสงคราม” พากรากษสมีนามเรียกอีกหลายอย;างซึ่งมักเป9นนามบอกลักษณะหรือความประพฤติ เป9นต'นว;า อนุคันศร และหนูษ มุ;งความว;าผู'ฆ;าหรือทําร'ายอิษฏิป[จ ว;าเป9นผู'ขโมยเครือ่ งสังเวย (อิษฏิ) สนธยาพล ว;า “แรงเวลาพลบ” กัษปาฏ นักตัญจร ราตรีจร และ ศมนีษทั ว;า “ผูเ' ทีย่ ว ไปในเวลากลางคืน” นฤชัคธ หรือนฤจักษ ว;า “กินคน” ปลาทปลังกัษ และกราพยาท ว;า “กินเนื้อ” อัศรป อัศฤกป เกานป กีลาลปและรักตป ว;า “ผู'กินเลือด” ทันทศุก ว;า “ผู'กัด” ปรฆัส ว;า “ตะกละ” มลินมุข ว;า “หน'าดํา” แต;นามเหล;านี้ที่มิใช;สําหรับใช'ในเรียกรากษส โดยเฉพาะก็มี เช;น ป`ศาจก็เป9น “ราตรีจร” ได' ยักษก็เป9น “นฤจักษ” ได' ฉะนี้ เป9นต'น


ป<ศาจ (อิตถีลึงค ป<ศาจ) เป9นผีซึ่งชั้นต่ํากว;ารากษสและอสูรอื่นๆ บางตํารับก็ว;าพระพรหมาสร'างขึ้นพร'อมกับ พวกอสูร พระมนูสังหิตาว;าเป9นป`ศาจเกิดแต;พระประชาบดีองคหนึ่ง ปุราณะว;าเป9นลูก พระกศปกับนางโกธวศา (ขี้โกรธ) หรือป`ศาจา หรือ กป`ศา ก็เรียก พวกป`ศาจมีที่อยูอ; ันเป9น แดนหนึ่ง เรียกว;า ป`ศาจโลก อันเป9นภูมทิ ี่ต่ําทีส่ ุด พญาครุฑ พญาครุฑเป9นพาหนะแห;งพระนารายณ และมักกล;าวถึงอยู;ด'วยกันเนืองๆ เพราะฉะนั้นจึงสมควรที่จะได'กล;าวถึงกําเนิดและเรื่องราวไว'ในที่นี้บ'าง พอสังเขป เรื่องราวที่กล;าวถึงพญาครุฑนั้น มีกระจัดกระจายอยูห; ลายแห;ง แต;ปราชญอังกฤษผู' ๑ ชือ่ อับลยู. เย. วิลกินส ได'รวบรวมเรื่องพญาครุฑไว'ในหนังสือ ชือ่ “ฮินดูมิธอโลยิ” แสดง ด'วยเรื่องเทวดาต;างๆ ในไสยศาสตร ข'าพเจ'าขอเก็บความจากหนังสือฉบับนี้บ'าง จากหนังสือ อภิธานนามในไสยศาสตรของอาจารยยอน เดาสันอีกฉบับ ๑ เลือกสรรที่จุใจมาลงไว'ในที่นี้ พระกัศยปประชาบดีมีชายาหลายนาง แต;ในที่นี้กะกล;าวถึงแต; ๒ นาง ซึ่งมีนามใน เรื่องพญาครุฑ คือ นางวินะตา ๑ นางกัทรุ ๑ เป9นพีน่ 'องกัน นางวินะตานั้น เป9นมารดาพญา ครุฑกับพระอรุณ นางกัทรุเป9นมารดาแห;งนาคทั้งหลาย ฯ นางทั้ง ๒ ไม;ชอบกัน และลูกต;อลูก ก็เป9นอริตอ; กันด'วย ฯ สาเหตุที่จะวิวาทกันใหญ;นั้น คือ ๒ นางนั้นเกิดเถียงกันขึ้นถึงเรือ่ งสีม'า ซึ่งผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทรเมือ่ ครั้งกวนน้ําอมฤต๒๕ ถ'าแก;ท'าพนันกันว;าถ'าใครแพ'ต'องยอม เป9นทาสี เผอิญนางวินะตาแพ' จึงต'องเป9นทาสีให'นางกัทรุและนาคผู'เป9นลูกใช' ฯ ในมหาภารต มีเรื่องราวพิสดารกล;าวด'วยการที่พญาครุฑ ได'ช;วยมารดาให'พ'นจากกรรมกร เนื้อเรือ่ งเล;าโดย ย;อมีอยูด; ังต;อไปนี้ เหล;านาคมีความปรารถนาที่จะได'กินน้ําอมฤต เพือ่ จะได'ไม;ตาย จึงตั้งข'อสัญญาไว'ว;า ถ'าพญาครุฑไปจับเอาพระจันทร ซึ่งมีน้ําอมฤตอยู;เป9นบ;อๆ นั้นมาให'เป9นค;าไถ;จึงจะปล;อยตัว นางวินะตาให'พ'นจากกรรมกร พญาครุฑรับคําแล'วก็ไปหามารดา เพื่อขอเสบียงไปกินในกลาง ทาง นางก็สอนว;าให'ไปเทีย่ วหากินตามริมฝ[\งมหาสมุทร แต;กําชับว;าอย;ให'กินพราหมณ ให'กิน แต;ผู'ประกอบมิจฉาชีพ มีชาวประมงเป9นต'น ฯ พญาครุฑรับคํามารดาแล'วก็ลาไป จนถึงที่แห;ง ๑ เป9นหมู;บ'านชาวประมง พญาครุฑก็สูดเอาบ'านเรือน ต'นไม; ปศุสัตว มนุษย และของอื่นๆ ใน ที่นั้นกินเข'าไปหมด แต;คนที่อยู;ในที่นั้นเผอิญมีพราหมณอยู;คน ๑ ซึ่งพอพญาครุฑกลืนเข'าไป แล'วรูส' ึกเร;าร'อนเป9นกําลัง รู'ได'ว;าได'กลืนพราหมณเข'าไปแล'วจึงร'องบอกแก;พราหมณว;าให' ,

@-* - *(# !ก 5

- *"


ออกมาเสียเถิด พราหมณตอบว;ามีภรรยาอยู;คน ๑ เป9นลูกสาวชาวประมง ต'องให'นางนั้น ออกมาด'วยพราหมณจึงจะยอมออกมา พญาครุฑก็ยอมตาม ฯ พญาครุฑบินต;อไปจนถึงพระ กัศยปผู'บิดา ซึ่งเป9นดาวสถิตในนภากาศ พระบิดาก็ชี้ทางให'ไปหาอาหารในทะเลสาบแห;ง ๑ พญาครุฑก็พบเต;ากับช'างกําลังต;อสูก' ันอยู; เต;านั้นตัวยาว ๘๐ โยชน แล'วช'างยาว ๑๖๐ โยชน พญาครุฑคีบเต;าด'วยตีน ๑ คีบช'างอีกตีน ๑ แล'วก็ไปจับบนต'นไม'ต'น ๑ สูง ๘๐๐ โยชน แต; ต'นไม'นั้นทนน้ําหนักไม;ไหว กิ่งก็ลั่นจะหัก และเผอิญบนค;าคบไม'นั้น มีพราหมณคนรูกําลัง ประชุมบูชายัญอยู;หลายพันคน พญาครุฑเกรงว;าพราหมณจะเป9นอันตรายจึงคาบกิ่งไม'ที่ พราหมณอยู;นั้นด'วยปาก คงถือแต;ช'างและเต;าไว'ด'วยตีน และบินไปจนถึงภูเขาแห;ง ๑ ในทีไ่ กล ถิ่นมนุษย วางกิ่งไม'นั้นลงโดยดีแล'ว จึงกินเต;าและช'างได'โดยสะดวก ฯ ต;อไปนีพ้ ญาครุฑได'ข'าม อันตรายต;างๆ อีกหลายอย;าง จนในทีส่ ุดจึงไปถึงพระจันทร ฉวยพระจันทรได'แล'วก็ซ;อนไว'ใต' ป3ก และบินกลับ ฯ มากลางทางพบพระอินทรและทวยเทพซึ่งทราบเหตุว;าพญาครุฑลักน้ํา อมฤตไปได' เทวดาก็พากันเข'ารบพญาครุฑเพื่อแย;งชิงน้ําอมฤตคืน แต;พญาครุฑมีฤทธิ์มก ทําลายวัชระของพระอินทรเสียได' แม'แต;พระนารายณก็เอาชนะพญาครุฑมิได' แต;พญาครุฑจะ หนีพระนารายณก็ไม;พ'นเหมือนกัน ในทีส่ ุดจึงตกลงทําสัญญาเป9นไมตรีตอ; กัน พระนารายณ ประทานพรให'พญาครุฑไม;ตายและสัญญาว;าจะให'นั่ง ณ ทีส่ ูงกว;า ฝ^ายพญาครุฑยอมเป9น พาหนะแห;งพระนารายณ ฯ เพือ่ เหตุนแี้ ล พระนารายณจึงทรงครุฑ และส;วนพญาครุฑก็ได'อยู; ในธงที่งอนรถพระนารายณ อันเป9นที่นั่งสูงกว;า ฯ เรือ่ งนี้ในรามายณะก็มีเหมือนกัน พญาครุฑกับพวกนาคนั้น เลยเป9นอริกันไม;มีที่สิ้นสุดและจนชั้นบุตรหลานก็ยังคงรบ เป9นศัตรูตอ; กัน เพราะเหตุฉะนั้นพวกพราหมณเมื่อกลัวงูจึงออกนามพญาครุฑเพื่อให'งูกลัว ฯ


ส;วนรูปครุฑนั้น ตามตํารับว;า มีศีรษะ ป3กและตีนเป9นนก แต;มตี ัวเป9นคน หน'าสีขาว ปากสีแดง ตัวเป9นทอง ฯ พญาครุฑมีชายาชื่ออุนนะตี หรือวินายกา มีบุตรชือ่ สัมปาตี (ซึ่งในรามเกียรติ์ของเรา เรียก “สัมพาที”) กับชดายุ (ซึ่งในรามเกียรติ์เรียก “สดายุ”) ส;วนนามแห;งพญาครุฑนั้น มีอยูเ; ป9นอันมาก แต;ที่ใช'อยู;บ;อยๆ ได'เก็บรวบรวมไว' ดังต;อไปนี้ คือ – สุบรรณ - ป3กงาม ครุตมัน - จอมนก ทักษายะ - พอใจในความคล;องแคล;ว ศาลมลิน - ผูอ' ยู;ในต'นศาลมะลิ (งิ้ว) ตรรกษยะ - (คําแปลเคลือบคลุม) วินายก - ผู'ป[ดเป^า (ความขัดข'อง) สีตานน - หน'าขาว รักตะป[กษ - ป3กแดง เศวตะโรหิต - ขาวแดง๒๖ สุวรรณราย - ตัวทอง =

#3

-#&

#

7 . *R

61 6.

@ ?


คัคเนศวร ชะเคศวร นาคานตก ป[นนคนาศน สรรปาราติ อุรคาริ ตรัศวิน รสายน กามะจาริน กามายุส จิราท วิษณุวาหน สุเรนทรชิต วัชระชิต ไวนะเตยะ

- จอมฟ?า - จอมนก - ทําลายนาค - ผลาญงู - ศัตรูกับงู - อริแห;งงู - ผูเ' ป9นเร็ว - วิ่งเหมือนปรอท - ผูเ' ทีย่ วไปตามชอบใจ - ผูอ' ยู;ตามสบาย - กินนาน - พาหนะของพระวิษณุ - ผู'ชนะพระอินทร - ผู'ชนะวัชระ - เกิดแต;นางเวนะตา

พญาอนันตนาคราช เมื่อกล;าวถึงพญาครุฑแล'ว ก็นําให'นึกถึงพญานาค เพราะฝ^าย ๑ เป9นพาหนะแห;งพระ นารายณ อีกฝ^ายหนึ่งเป9นบัลลังก ฯ เรื่องราวเทีย่ วกระจัดกระจายอยู;หลายแห;ง แต;อาจารย ยอน เดาสัน ได'เก็บรวบรวมไว'โดยสังเขปในอภิธานของเขา ข'าพเจ'าจึงสามารถเก็บข'อความคัด มาไว'ดังต;อไปนี้ ฯ พญาอนันตนาคราช หรือเศษนาค และวาสุก๒๗ ี ก็เรียก เป9นอธิบดีแห;งนาคทั้งหลาย และเป9นใหญ;เหนือแคว'นบาดาล เป9นบัลลังกที่พระนารายณบรรทมพักในระหว;างสร'างโลก มี ศีรษะพัน ๑ ฯ บางตํารับว;าเศษนาคเป9นผูแ' บกโลกไว' และบางแห;งก็ว;ารองบาดาลทั้ง ๗ ชั้น เมื่อหาวครั้งใดแผ;นดินก็ไหวครั้งนั้น ฯ เมือ่ สิ้นกัลปก็พ;นพิษเป9นเปลงไฟไหม'โลกหมดสิ้น ฯ เมือ่ ครั้งเทวดากวนเกษียรสมุทรเพื่อทําน้ําอมฤตนั้น ได'ใช'พญาเศษนาคเป9นเชือกพันรอบมันทรคิรี และชักภูเขานั้นให'หมุนไป ฯ ในรูปภาพ พญาเศษนาคแต;งกายผ'าสีม;วง สวมสังวาลข'อมือ ๑ ถือ ผาลไถ และมือ ๑ ถือสากตําข'าว ฯ (ที่ถอื พาลไถและสากนี้เพราะกล;าวว;าในปาง พระกฤษณวตาร พญานาคนี้เป9นพระพลเทพ) ฯ >

$-3 (

3

$ 1

#

-#&@


ใหนังสือปุราณะต;างๆ กล;าวว;า พญาอนันตนาคราชเป9นลูกพระกัศยปกับนางกัทรุ ฯ บางตํารับว;าเป9นพระลักษมณในปางพระรามาวตาร และเป9นพระพลเทพในปางพระกฤษณาว ตาร ฯ พังพานแห;งพญาอนันตนาคราชนั้น เรียกว;าฒณีทวีป แคว'นชือ่ บาดาล นครหลวงชื่อ โภควดี วังชือ่ มณีภีตติ ทีอ่ ยู;ชอื่ มณีมณฑป มเหสีชอื่ อนันตศีรษา


พระอังคาร “มังคละ” ก็เรียก “ภุมมะ” ก็เรียก ไม;ปรากฏว;ากําเนิดอย;างไร (ค'นยยังไม;พบ) มิสเตอรวิลกินสว;าเป9นเทวดาองคเดียวกับพระขันทกุมาร รูปเป9นคน กายสีแดง ๔ กร ภูษา อาภรณแดง ทรงแกะเป9นพาหนะ พระพุฒ (พุธ) โอรสพระจันทรกับนางดารา (ดูในเรือ่ งพระจันทร) พระพฤหัสบดี เป9นครูแห;งเทวดาทั้งหลาย ตามไตรเพทว;าเป9นองคเดียวกับพระอัคนี แต;มาภายหลัง จึงนิยมกันว;าเป9นฤๅษี โอรสพระอังคีรสพรหมบุตร (ดูในเรื่องพระจันทรด'วย) พระศุกร เป9นโอรมพระภฤคมุรีพรหมบุตร เป9นครูแห;งพวกแทตย และว;าเนตรบอดข'าง ๑ ที่ว;า บอดนั้น มีเรือ่ งเล;าว;า เมือ่ พระนารายณอวตารเป9นพระวามนาวตาร ไปยังที่พลิราชจอมแทตย พระศุกรได'ห'ามพลิราชมิให' ๆ สิ่งใดแก;พระวามนาวตาร แต;พลิราชได'ลั่นวาจาแล'วว;า จะยก แผ;นดินให' ๓ ย;างให'แก;พระวามนาวตาร จึงตกลงเป9นจะให' และเป9นหน'าที่ของพระศุกรผู'เป9น ปุโรหิตของพลิราชที่จะอ;านมนตแลเทน้ํากลศให'หลั่ง แต;พระศุกรทราบแล'วว;า ถ'าแม'ให'ตาม พระวามนาวตารขอ ก็แผ;นดินก็คงจะตกไปเป9นของพระวามนาวตารทั้งสิ้น จึงหายตัวลงไปสิง อยู;ในกลศน้ําและกันมิให'น้ํานั้นไหลออกมาได' ฝ^ายพระวามนาวตารเล็งเห็นว;าพระศุกรลงไปกัน น้ําไว' จึงหยิบฟางหญ'าคาแยงลงในกลศถูกเนตรพระศุกรเจ็บปวดทนมิได' จึงต'องเป`ดน้ําให'ไหล และพระเนตรพระศุกรจึงบอดข'าง ๑ พระศุกรนี้ นับถือกันว;ามีวิทยาขลังสามารถชุบคนตายให' ฟ]•นได' สีกายเลือ่ มประภัสสร ภูษาอาภรณสีเดียวกับพระจันทร พระเสาร ว;าเป9นโอรสพระอาทิตยกับนางฉายา ฤๅอีกนัยหนึ่งว;าเป9นโอรสพระพลรามกับนาง เรวะดี ตามเรือ่ งที่ว;าเป9นโอรสพระอาทิตยกับนางฉายานั้น มีขอ' ความกล;าวไว'ในวิษณุปุราณะ ว;า นางสังคณา (ฤานัยหนึง่ เรียกว;า สรัณยา) บุตรีพระวิศุกรรมเป9นมเหสีพระสุรยะอยู;ด'วยกัน จนมีเทพบุตร ๓ องค แล'วนางสรัณยาทรรัศมีพระอาทิตยไม;ได' จึงจําต'องหลบหนีไป ให'นาง ฉายาอยูแ; ทน พระสุรยะก็ไม;รู'สึกอยู;หลายป3ว;าสับตัวกัน จนอยู;มาวัน ๑ นางฉายามีความโกรธ


พระยมผู'เป9นโอรสพระสุรยะกับนางสังคณา นางจึงกล;าวาจาแช;งพระยม และผลก็มีแก;พระยม ตามคําแช;ง ตามธรรมของคําแช;งของมารดาจะมีผลอันใดแก;บุตรก็หามิได' เพราะฉะนั้นพระ สุรยะจึงทราบได'ว;านางฉายามิใช'มารดาของพระยม พวกพราหมณถือว;า พระเสารเป9นเทวดาเคราะหร'าย ดังปรากฏอยู;ในหนังสือพรหมา ไววรรตปุราณะ เล;าเรื่องพระคเณศรว;าเมื่อพระคเณศรประสูติแล'วเทพยดาทั้งหลายได'พากัน ไปเฝ?าพระอิศวรกับพระปรรวดี และได'เข'าไปชมพระคเณศรเรียงองคกัน พระเสารไปที่นั้นด'วย แต;ก'มหน'าอยู; ตาหาดูพระกุมารไม; พระปรรวดีตรัสถามว;า เหตุไฉนจึงไม;แลดูพระกุมาร พระ เสารตอบว;า วัน ๑ พระเสารกําลังเข'าฌานรําลึกถึงคุณพระนารายณ มเหสีของพระเสารก็เข'า มา พระเสารก็หาได'ปราศรัยฤๅสําแดงความชื่นชมโสมนัสอย;างใดไม; นางมีความโกรธจึงสาบว;า ถ'าพระเสารแลดูผู'ใดให'ผู'นนั้ พินาศ ฝ^ายพระปรรวดีได'ทราบเรื่องแล'วก็ยังขืนวิงวอนให'พระเสาร ดูพระกุมาร พระเสารเรียกพระธรรมราชา (พระยม) ให'เป9นพยานว;าได'รับอนุมัตแิ ล'ว จึงมองดู พระคเณศร ทันใดนั้นเศียรพระคเณศรก็หลุดจากกายลอยไปยังไวกูณฐ และเข'าบรรจบกับองค พระนารายณ จนพระนารายณต'องขึ้นทรงครุฑไปยังลําน้ําปุษปะภัทร ตัดศีรษะช'างที่นอนหลับ อยู;ริมลําน้ํานั้นมาติดแทนเศียรพระคเณศรที่สูญไป พระอิศวรกับพระปรรวดีมีความยินดี ประทานพรต;างๆ แก;บรรดาเทวดา และพระฤๅษีชีพราหมณที่ไปเฝ?า เว'นแต;พระเสารนั้น พระปรรวดีได'แช;งให'ขาเขยกต;อมา รูปพระเสารกายสีดํา มี ๔ กร ภูษาอาภรณดํา และมิสเตอรวิลกินสว;า ทรงนกแร'งเป9น พาหนะ ตามตําราโหรของไทยว;าทรงเสือ พระราหู ว;าเป9นโอรสพระพฤหัสบดีกับนางสิงหิกา ตามความนิยมกันว;าพระราหูอมพระอาทิตย และพระจันทรเวลาอุปราคานั้น มีเรื่องเล;ามาว;าเดิมพระราหูเป9นอสูร แต;เมือ่ เวลากวนน้ํา อมฤตนั้นได'แปลงรูปเป9นเทวดา พระอาทิตยกับพระจันทรซึ่งนั่งอยู;ด'วยกันได'ทลู ท'วงแก;พระ นารายณว;า มีอสูรอีกตน ๑ ได'กินน้ําอมฤตแล'ว พระนารายณจึงได'ตัดเศียรอสูรนั้นเพื่อลง อาญา แต;อสูรนั้นได'น้ําอมฤตแล'ว เพราะฉะนั้นทั้งเศียรทั้งกายก็มไิ ด'ตาย พระนารายณจึงตัด นามภาคเศียรว;าราหู ให'อยู;ทางทีล่ ับแห;งจันทรโคจร ตั้งนามกายภาคว;าเกตุ ให'อยู;ทางทีแ่ จ'ง แห;งจันทรโคจร กับอนุญาตว;าเพื่อแก'แค'นให'ราหูมีเวลาได'เข'าใกล'พระอาทิตย พระจันทร และ กระทําให'มัวหม;น ร;างกายซูบผอมคล้ําไป รูปพระราหู สีกายดํา มิสเตอรวิลกินสว;าขี้สิงหเป9นพาหนะ แต;ตําราโหรไทยเราว;าขี่ ครุฑ


พระเกตุ เป9นภาคกายแห;งอสูรราหูเมื่อถูกพระนารายณฟ[นเป9น ๒ ภาค (ดูในเรือ่ งพระราหู) รูปพระเกตุ มิสเตอรวิลกินสไม;กล;าวว;าเป9นอย;างไร ตําราโหรไทยว;าการสีทอง ทรง นาคเป9นพาหนะ


ท@าวกุเวร ท'าวกุเวร ฤๅท'าวเวสวัณ และพระไพศรพณ!ก็เรียก ท'าวกุเวรนี้เป9นพรหมพงศ ดัง ปรากฏอยู;ในเรือ่ งราวที่เล;ามา ที่มีเรือ่ งราวละเอียดอยู; ๒ แห;ง คือ ในอุตตรกัณฑแห;ง รามายณะแห;ง ๑ เรื่องราวคล'ายๆ กัน ทีผ่ ิดกันเป9นข'อเสียคือ ในรามายณะว;าท'าวกุเรป[นเป9น พระนัดดาของท'าวปุลสั ต แต;ในมหาภารตะว;าเป9นโอรสพระปุลัสตยะ ในที่นี้จะได'เล;าเรือ่ งตาม ข'อความที่มีมาในรามายณะดังนี้ ในสัตยยุคครั้งที่ ๑ พระปุลสั ยตะมุนีพรหมบุตรได'ถกู นางฟ?าและนางมนุษยรบกวนให' เป9นที่รําคาญด'วยการร'องรําทําเพลงต;างๆ พระปุลัสตยะ จึงประกาศแช;งไว'ว;าถ'าแม'หญิงใดได' ให'แลเห็นอยู;ใกล'อาศรมของเธอแล'วให'หญิงนั้นต'องมีบุตร แต;นางธิดาขางราชฤษีตริณะวินทุ มิได'ทราบเหตุเช;นนั้น ก็ไปยังพระปุลัสตยะยกธิดาให' ต;อมานางจึงได'คอลดบุตรอันได'นามว;า วิศรวัส (ฤๅอีกนัยหนึ่งเรียกว;า เปาลัศต!ยัน คือ เกิดแต;ปุลัศตยะ) วิศรวัสได'เล;าเรียนวิทยาคมจน เป9นมุนีเช;นบิดา และได'นางธาดาแห;งพระภารทวาชมุนีเป9นชายา มีบุตรด'วยกัน นามว;ากุเวรฤๅ ไวศรวัณ (เวสวัณ คือเกิดแต;วิศรวัส) พระกุเวรได'บําเพ็ญตบะอยู;หลายพันป3 พระพรหมธาดาจึง ทรงพระเมตตาประทานพรให'เป9นเทวดาเจ'าแห;งทรัพยทั้งหลายและให'เป9นโลกบาลผู' ๑ ด'วย


กับทั้งประทานบุษบกสําคัญอัน ๑ ซึ่งจะใช'ขี่ลอยไปได'ทุกแห;ง พระวิศรวัสจึงแนะให'พระกุเวร ไปอยู; ณ เมืองลงกา ซึ่งพระวิศุกรรมได'สร'างขึ้นให'พวกรากษส แต;พวกรากษสตน ๑ มีนามว;า สุมาลี อันได'ถูกขับลงไปอยู; ณ บาดาลนั้นได'ขึ้นมาเยีย่ มแผ;นดิน ได'เห็นท'าวกุเวรขี่บุษบกไป เยีย่ มบิดา สุมาลีมีความริษยาและอยากจะใคร;ให'พวกรากษสได'กลับไปอยู; ณ กรุงลงกา ตามเดิม จึงให'นางไกกาสีผเู' ป9นธิดาขึ้นไปยั่วยวนพระวิศรวัสมุนี ๆ ก็เป9นที่พอใจจึงรับนางไว' เป9นชายา มีโอรสธิด'วยนางคือ ราพณ! ๑ กุมภกรรณ ๑ สุรปนขา ๑ วิภษี ณะ (พิเภก) ๑ อยู;มา นางไกกาสีมีความริษยาท'าวกุเวร จึงยุยงให'ราพณให'แข;งพี่บ'าง ราพณกับอนุชาทั้ง ๓ จึงพากัน ไปศึกษาในสํานักพระโคกรณมุนี (ที่เราเรียกว;าพระโคบุตร) ได'เข'าฌานและบําเพ็ญทุกรกิริยา ต;างๆ พันป3จนพรหมธาดาทรงพระเมตตาประทานพรหลายประการ (ซึ่งกล;าวไว'ในตอนว;าด'วย ทศกรรฐต;างหาก) แล'วราพณจึงชิงเอาลงกาและบุษบกจากท'าวกุเวร ตามข'อความที่ได'มาเช;นนีจ้ ึงปรากฏว;าท'าว “กุเปรัน” ในเรื่องรามเกียรติ์ของไทยเรา คือท'าวกุเวรนี้เอง ข'อที่ว;าท'าวกุเวรเป9นโลกบาลนั้น ปรากฏตามรามายณะว;า โลกบาลมี ๔ องค คือ พระอินทรอยู;ทิศทักษิณ พระวรุณอยู;ทิศป[ศจิม พระกุเวรอยู;ทิศอุดร แต;บางแห;งว;าโลกบาล มี ๘ นอกที่รักษาทิศใหญ;อนั กล;าวแล'ว มีที่รักษาทิศเฉียงคือ พระอัคนีทิศตะวันออกเฉียงใต' พระสุริยะทิศตะวันตกเฉียงใต' พระโสมตะวันออเฉียงเหนือ พระวายุตะวันตกเฉียงเหนือ ท'าวกุเวรนั้นเป9นใหญ;ในหมู;ยักษทั้งหลาย เมืองนั้นตามมหาภารตะว;าชื่อคันธมรรทนะ มีอุทยานอันเป9นที่สําราญและงดงามยิ่งนัก และมีกล;าวถึงในรามายณะบ;อยๆ พระภารวาทมุนี เมื่อรับพระราม นางสีดา และพระลักษมณ ก็ได'กล;าวว;า ขอสวนแห;งท'าวกุเวรอันอยู;ห;างไกล เหนือกุรุรัฐนั้น จงมาบังเกิดขึ้น ณ ที่นี้ ขอผ'าและอาภรณอย;างดีจงมาเกิดแทนใบไม' และนารี แทนผลซึ่งปรากฏว;าในสวนนั้นต'นนารีผล นอกจากถูกแย;งเมืองลงกาและบุษบก ท'าวกุเวรมิหนําซ้ําต'องไปรับใช'ท'าวราพณอยู; คราว ๑ ในตําแหน;งขุนคลัง แต;ไม;ใช;ตอ' งไปรับใช'ผู'เดียว เทวดาอื่นก็ตอ' งไปรับใช'อยู;แล'ว เช;น พระอินทรต'องไปรับใช'เป9นผู'ร'อยกรองพวงมาลัย พระเพลิงต'องไปเป9นพ;อครัว พระอาทิตยต'อง ไปให'แสงสว;างในเวลากลางวัน และพระจันทรในกลางคืน เป9นต'น รูปท'าวกุเวร ชาวมัชฌิมประเทศจะได'เคยเขียนฤๅป[•นไว'อย;างไร ยังไม;เคยพบ แต;ในชั้น หลังๆ นี้ ไม;มีใครเขียนฤๅป[น• เสียอีกแล'ว แต;ตามข'อความปรากฏว;าอยู;ว;า เดิมมนุษยและ พระพรหมยกขึ้นเป9นเทวดามียักษเป9นบริวาร ช;างไทยจึงมักเขียนท'าวกุเวรเป9นยักษ


กุเวร ท'าวกุเวร หรือที่เรียกนามอีกด'วยว;า “เวสวัน” หรือ “ไพษรพน!” มีกําเนิดเป9นยักษ และมีบริวารเป9นยักษ แต;เหตุใดจึงเข'าข'างฝ^ายเทวดาทุกๆ คราวที่เทวดารบกับยักษ? ข'อนี้ยอ; ม เป9นข'อฉงนของคนโดยมาก แท'จริงในเรื่องรามเกียรติ์ก็มีแถลงประวัติของท'าวกุเวร แต;ในที่นั้น เรียกว;า “ท'าวกุเปรัน” จึงไม;มีใครสําเหนียกว;าเป9นตัวเดียวกันกับท'าวกุเวรนั้นเอง มีนาม กลายเป9น “กุเปรัน” ไปนัน้ ข'าพเจ'า๒๘สันนิษฐานว;าคงเป9นไปโดยทางเดียวกับที่ “เซอร เจมส บรุก” กลายเป9น “ชีจําปลุก† ” เช;นที่กล;าวมาแล'วในคําอธิบายที่ ๑๔ กล;าวคือ พราหมณผู'เป9น ครูคงได'ออกนามว;า “กุเพร” ซึ่งอ;านตามสําเนียงสันสกฤตก็คล'าย “กุเบรัน” ผูจ' ดจึงจดลง ตามที่ตนได'ยินแล'วเมือ่ คัดลอกกันต;อมา หางตัว บ ยาวออกจึงกลายไปเป9นเปส;วนประวัติใน ต'นรามเกียรติ์กล;าวได'ถูกต'องดีพอประมาณ แต;เพราะเหตุที่ “ท'าวกุเปรัน” นับตั้งแต;ถูก ทศกัณฑแย;งบุษบกแล'วก็มไิ ด'กล;าวถึงอีก คนไทยโดยมากจึงมิใคร;ได'ใฝ^ใจถึง ฉะนั้นในที่นี้ ข'าพเจ'าขอแถลงประวัติของท'าวกุเปรันโดยย;อ ตามทีม่ ีในอุตตรกัณฑแห;งรามายณะและเก็บ จากที่อื่นประกอบบ'างพอสมควร ในกฤตยุค พระปุลัสตยะประชาบดี ผู'เป9นมานะสาบุตรของพระพรหมบําเพ็ญฌานอยู; ในป^าหิมพานต ให'รับความรําคาญเป9นอันมาก เพราะมีสตรีหลายคนชอบไปขับลําทําเพลงและ จับระบําเล;นที่ข'างอาศรม พระปุลัสตยะจึงประกาศคําสาปไว'ว;าถ'าหญิงใดเข'าไปใกล'อาศรม ของเธออีกให'เกิดมีครรภ มีนางกษัตริยองค ๑ ซึ่งเป9นบุตรีของท'าวตฤณะวินทุ มิได'ทราบ คําสาปนี้เดินเข'าไปใกล'อาศรม จึงเกิดมีครรภ ครั้วท'าวตฤณะวินทุทราบดังนั้นก็เลยยกธิดา ให'แก;พระปุลัสตยะ และนางมีโอรสชือ่ วัสวิศระ หรือเรียกตามกําเนิดว;า “เปาลัสตยะ” พราหมณผู'แถลงเรื่องรามเกียรติ์คงจะได'ออกนามว;า “เปาลสฺตตย” ผู'เขียนจึงจดลงตามที่ตน ได'ยินว;า “ลัสเตียน” ดังปรากฏในรามเกียรติ์นั้น พระเปาลัสตยะศึกษาและบําเพ็ญตะบะ เชี่ยวชาญจนได'เป9นฤๅษี และทําการสมรสกับบุตรีพระภรัทวาชประชาบดี มีโอรสองค ๑ ซึ่ง พระพรหมประทานนามว;า “ไวศระวัน” (“เกิดแต;วิศระวัส”) และเพราะว;าร;างกายไม;งดงามจึง มีฉายาว;า “กุเวร” (ตัวขี้ริ้ว) กุเวรได'บําเพ็ญตะบะอยูห; ลายพันป3 จึงได'รับพรของพระพรหมให' เป9น “ธนะบดี” (“เจ'าแห;งทรัพยทั้งหลาย”) และให'เป9นโลกบาลประจําทิศเหนือด'วย พระวิศระวัสผู'เป9นพระบิดาแนะนําให'กุเวรไปอยู;นครลงกา ซึ่งพระวิศวกรรมได'สร'างขึ้นในปาง ก;อน เพือ่ เป9นทีอ่ ยู;ของพวกรากษส แต;ซึ่งพวกรากษสได'ทิ้งร'างไป เพราะเกรงเดชพระนารายณ อยู;มาวัน ๑ ท'าวสุมาลี เจ'ารากษสซึ่งเป9นเชือ้ วงศรากษสที่หนีจากลงกาไปอยู;บาดาล ได'ขึ้นมาเยีย่ มมนุษยโลก เห็นท'าวกุเวรขึ้นบุษบกอันเป9นของพระพรหมประทานนั้น ลอยไปใน อากาศเพือ่ ไปเฝ?าพระบิดา ท'าวสุมาลีมีความอิสสา จึงคิดอุบายที่จะเอานครลงกาคืน ด'วย ?

-( .+

ก/0 ก1

*C


ความคิดเช;นนี้ สุมาลีจึงได'นําตัวธิดาชื่อไกกะสีไปถวานเป9นชายาของพระวิศรวัส และนางได' เป9นมารดาแห;งท'าวราพณ! (ทศกัณฐ) ๑ กุมภกรรณ ๑ นางศูรปนขา ๑ พิเภษณ! ๑ เมือ่ งนาง ไกกะสีได'เห็นความสง;าของท'าวกุเวรในเมื่อเธอไปเฝ?าพระบิดา นางนั้นก็มีความแค'นและยุยง ลูกของตนให'คิดแข;งท'าวกุเวร พญาราพณตั้งใจบําเพ็ญตบะอยู;หลายพันป3 จนพระพรหมทรง เมตตาแล'วพญาราพณจึงขอประทานพรว;า มิให,แพ,ผู,ใดที่มอี ิทธิฤทธิ์ยิ่งไปกว*ามนุษย! พอได'รับ พรแล'ว พญาราพณก็แย;งเอานครลงกากับบุษบกได'จากท'าวกุเวร ฝ^ายท'าวกุเวรพายักษบริวารหนีไปเฝ?าพระบิดา พระบิดาจึงสร'างนครให'ใหม; เรียกนาม นครว;า “อลงกา” หรือ “ประภา” บ'าง “วสุสถลี” บ'าง ตั้งอยู;ในป^าหิมพานต และมีสวน ระโหฐานชื่อเจตระรถ อยูบ; นเขามันทร อันต;อเนือ่ งกับเขาพระสุเมรุ อันนครและสวนของ ท'าวกุเวรนั้น เป9นรมณียะสถานน;าสําราญยิ่งนัก ทั้งผูท' ี่อยู;ในที่นั้นก็ปราศจากโศก ความเหน็ดเหนื่อย ความวิตก ความหิวและความกลัวภัยต;างๆ และคงชนมชีพอยู;ได'ตั้งหมื่นป3 ต'นไม'ใน สวนเจตระรถนั้นมีใบเป9นผ'าเนื้อดี มีดอกเป9นมณีมีค;าและมีผลเป9นนารี๒๙ ปราสาทที่อยู;ของ ท'าวกุเวรเป9นฝ3มอื พระวิศวกรรมสร'างขึ้นอย;างวิจิตรและเสวกในปราสาทนี้คือกินนรและ นางกินรีเป9นนางบําเรอ พวกยักษผู'เป9นบริวารได'ตามท'าวกุเวรจากนครลงกาไปอยู;ในนคร อลงกาด'วยและเพราะเหตุที่ท'าวกุเวรเป9นผู'ทอี่ ยู;ในศีลในธรรม มิได'มีใจพาลสันดานหยาบ จึงเข'าข'างฝ^ายเทวดาทุกๆ คราวที่รบกับอสูร ในภาพที่เขาเขียน ท'าวกุเวรเป9นคนผิวขาว มีสามขา มีฟ[น ๘ ซี่ และกายปะดับ อาภรณต;างๆ นอกจากนามที่กล;าวมาแล'ว ท'าวกุเวรมรนามที่เรียกอีกด'วยว;า “กุตะนุ” (ตัวขี้ริ้ว) “อิจฉาวสุ” (ผู'มที รัพยได'ตามใจจํานง) “ยักษะราช” “มยุราช” (เจ'าแห;งพวกมยุ คือ กินนร) “รากษะเสนทร!” (เป9นใหญ;เหนือรากษส) “รัตนะครรภ!” (เจ'าแห;งคน หมายความ ทรัพยทรัพยมีอํานาจให'คนต'องเคารพ) มเหสีของท'าวกุเวรเป9นธิดาแห;งพญามุรทานพ มีนามว;า “ยักษี” หรือ “จารวี” หรือ “เกาเวรี” ก็เรียก มีโอรสชือ่ “มณีครีพ” หรือ “วรรณกวี” ๑ “นลกุพร” ๑ หรือ “มยุราช” ๑ กับมีธิดาชื่อ “มีนากษี”

B

$1 * &

ก1 Nก4"

@-* 1 -#* .C


ท'าวกุเวรมีของวิเศษอยู; ๙ อย;าง เรียก “นิธิ” แต;ไม;ได'ความชัดเจนว;าเป9นอะไรบ'าง และมีลักษณะและคุณวิเศษอย;างไรบ'าง นามแห;งนิธิทั้ง ๙ นั้น คือ (๑) กัจฉะปะ แปลตามศัพทต;างๆ ว;าเต;า (๒) มุกุนทะ เป9นชือ่ แก'วชนิด ๑ (๓) นันทะ แปลตามศัพทว;าความปลื้ม ความดีใจ (๔) ขรรวะ แปลตามศัพทว;าบกพร;อง ชํารุด (ดูไม;น;าเป9นของมีราคาเลย) (๕) มกะระ แปลตามศัพทตรงๆ ว;ามังกรหรือเหรา (๖) นีละ แปลตามศัพทว;าสีน้ําเงินแก; หรือพลอยนิล (๗) ศังขะ แปลตามศัพทตรงๆ ว;าหอยสังข (๘) ป[ทมะ แปลตามศัพทว;าดอกบัวหลวง หรือพลอยทับทิม (๙) มหาป[ทมะ (ไม;ได'เค'าเลย) อีกนัยหนึ่งว;าท'าวเวสวัน (ไวรศ!วน) โดยเหตุทสี่ มมติกนั ว;าเป9นโอรสพระวิศรวัสมุนี ในพระเวทว;าเป9นอธิบดีในหมู;อสูร ต;อมาว;าเป9นเจ'าแห;งทรัพยและราชาแห;งยักษและคุยหกะ (พวกคุยหกะ เป9นอสูรจําพวก ๑ ซึ่งเป9นผูท' ี่เฝ?าทรัพยที่ฝ[งไว'ในแผ;นดิน อย;างปู^โสมของไทยเรา เป9นต'น) นัยหนึ่งว;าท'าวกุเวรเป9นโอรสพระปุลัสตยมุนีผู'เป9นบิดาพระวิศรวัสอีกชั้นหนึ่ง ข'อนี้ มหาภารตะอธิบายว;าท'าวกุเวรนั้นเป9นโอรสพระปุลสั ตย และพระบิดาโกรธพระกุเวรนัก ฝ[กใฝ^ แต;ที่พระพรหมไม;เอาใจใส;แก;บิดา พระปุลัสตยจึงได'แบ;งภาคเป9นพระวิศรวัส และได'นาง นิกะษาปุตรีท'าวสุมาลีรากษสเป9นชายา จึงมีโอรสอีก คือท'าวราพณาสูร กุมกรรณและวิภิษณ! (พิเภษณ!) และมีธิดา คือ ศูรปนขา ในรามเกียรติ์ไทยเราเรียกท'าวกุเวรว;า “ท'าวกุเปรัน” ข'อนี้คงจะเป9นด'วยผู'จด คําให'การของพราหมณผู'เล;าเรือ่ งนั้น ฟ[งพราหมณเรียกชือ่ ว;า “กุเพรัม” และจดลงไปว;า “กุเบรัม” (เพราะตัว “พ” ออกเสียงตามมคธหรือสันสกฤตเป9นเสียง “บ” ของเรา) ต;อมาหาง ตัว “บ” นั้นยาวออก ตัว “ม” สะกดกลายเป9น “น” ไป ก็ได'การเท;านั้น ส;วนกําเนิดนั้น ว;าเป9นลูก “ท,าวลัสเตียนพรหม” นี้ก็จดผิดอีกคือวิศรวัสมุนีนั้น โดยเหตุที่มีกําเนิดมาจาก ปุลัสตยจึงเรียกว;า “เปาลัสสตยม” เมือ่ จดตก “เปา” คงเหลืออยู;แต; “ลัสตยัม” ส;วนที่ในทีส่ ดุ กลายเป9น “เตียน” ไปได'นนั้ เดาไม;ยาก เพราะคําว;า “พยัญชนะ” เราก็อ;านออกสําเนียงกันอยู; ว;า “เพียนชนะ” ดังนี้เป9นตัวอย;าง นอกจากทีผ่ ิดเพีย้ นอยูด; 'วยวิธีเขียนนามดังกล;าวมาแล'วนั้น เรือ่ งราวในรามเกียรติ์ ฉบับไทยเป9นอันตรงกับรามายณะเดิมคือ ท'าวกุเวรกับท'าวราพณาสูรเป9นพี่น'องร;วมบิดากันแต; ต;างมารดาและทั้งรามายณะและมหาภารตะเล;าความตรงกันอยูต; อ; ไปว;า เดิมท'วกุเวรครอง นครลงกาซึ่งพระวิศวกรรมได'เป9นผูส' ร'างให' แต;นางนิกะษาได'ยยุ งท'าวราพณาสูรผู'เป9นบุตรมี


ความริษยาท'าวกุเวร ท'าวราพณจึงแย;งเอานครลงกาจากท'าวกุเวรได' และบุษบกที่พระพรหม ประทาน ท'าวราพณก็แย;งเอาเสียด'วย แต;ท'าวกุเวรนั้นพระพรหมโปรดปรานมาก จึงสร'างนคร ประทานใหม;ชื่อ อลกา หรือเรียกว;า ประภา บ'าง วสุธารา บ'าง อยู;ทเี่ ทือกเขาหิมาลัย มีสวน ชื่อ เจตรรถ (ไจต!รรถ) อยูท; ี่เขามันทรคีรี อันเป9นกิ่งแห;งเขาพระสุเมรุ อีกนัยหนึง่ ว;าที่อยู;ของ ท'าวกุเวรอยู;ทเี่ ขาไกรลาส พระวิศวกรรมเป9นผู'สร'างวิมานให' รามายณะและมหาภารตะเล;า ต;อไปว;า ท'าวกุเวรได'บําเพ็ญตบะหลายพันป3 เป9นที่โปรดปรานแห;งพรหม จึงขอประทานพรให' เป9นอมฤต (ไม;มตี าย) ให'เป9นโลกบาลและเป9นเจ'าแห;งทรัพย ด'วยอํานาจพรนั้นจึงได'เป9นผู' อภิบาลทิศอุดร และได'เป9นเจ'าของทองและเงินแก'วต;างๆ ทรัพยแผ;นดินทั่วไป กับมีทรัพย ๙ ประการเรียกว;า นวนิธิ ซึ่งไม;สู'จะได'ความชัดนักว;าเป9นของอย;างไรและใช'ทําอะไรบ'าง นามที่ใช'เรียกท'าวกุเวรมีอยู;เป9นอันมากที่นับว;าใช'อยูบ; ;อยๆ นอกจากกุเวร คือ กตนุ (ตัวขี้ริ้ว) ธนัท (ผู'ให'ทรัพย) ธนบดี (เป9นใหญ;ในทรัพย) ธเนศวร (เจ'าแห;งทรัพย) อุจฉาวสุ (มั่งมี ได'ตามใจ) ยักษราช (ขุนแห;งยักษ) มยุราช (ขุนแห;งกินนร) รากษสเสนทร (เป9นใหญ;ในหมู; รากษส) รัตนครรภ (พุงแก'ว) ราชะราช (ขุนแห;งขุน) นรราช (ขุนแห;งคน) เปลลัสตย! (ลูกป[สตย) ไอฑาวิฑะ (ลูกอิฑาวฑา) ในส;วนทีเ่ ป9นสหายพระอิศวร (อิศะ) นั้น ได'นามว;า อีศะสขี รูปท'าวกุเวรที่อินเดียมีกเขียนเป9นเนือ้ สีขาว รูปพิการ มีขาสามขา ฟ[น ๘ ซี่ ตกแต;ง เครื่องอาภรณอย;างพิจิตร (ทีเ่ ราเขียนกันเป9นรูปยืนแท;เท'าตะบองยาวนั้น ก็เข'าใจว;าจะตั้งใจ เขียนให'เป9นคนพิการขาโกง และตะบองยาวนั้นกระมังจะเป9นขาที่ ๓ แต;ของเราทําไมทาสีเป9น เขียวไปก็ไม;ทราบ) มเหสีท'าวกุเวรเป9นยักษิณีชื่อ จารวี หรือ ฤทธี บุตรีมุราสูร มีโอรส ๒ คือ มณีครีพ หรือ วรรณกวี ๑ นลกุพร หรือ มยุราช ๑ มีธิดา ๑ ชือ่ มีนากษี (ตาปลา)


พระสมุทร เป9นเจ'าแห;งทะเลทั้งหลาย แต;หาเรื่องราวที่กล;าวถึงกําเนิดไม;ได' มีแต;เรื่องเล;าใน รามายณะ ถึงเรื่องแม;น้ําคงคาเกิดมาในมนุษยโลกอย;างไรและว;าหลุมที่โอรสพระสัครราชได'ขุด นั้น คือ ห'วงทะเล (ดูเรือ่ งพระคงคา) ในเรื่องรามายณะลังกากัณฑ ตอนจองถนน มีบอกลักษณะและอาภรณของพระสมุทร ว;าสีกายน้ําเงินแก;แกมทอง ทรงสังวาลประดับด'วยแก'ววิเศษต;างๆ ทรงมงกุฎประดับด'วยไข;มุก และแก'วทะเลหลายประการ มีมาลัยดอกไม'สวรรคอันไม;รู'จักเหี่ยวแห'ง

พระคงคา แมAพระคงคา ได'ความตามพาลกัณฑแห;งหนังสือรามายณะว;า พระหิมาลัยมีมเหสีชอื่ นางมีนา บุตรี แห;งพระพระเมรุ ทั้ง ๒ นีม้ ีบุตรี ๑ องค คือพระคงคา ๑ พระอุมา ๑ เทพยดาทั้งหลายได'ขอ พระคงคาไปไว'เพื่อล'างบาป ลําน้ําคงคาจึงมีอยู;ในเทวโลก ต;อมามีพระมหากษัตริยองค ๑ ทรงพระนามว;าสัคร ฤๅสาคร (ดูเรื่องพระสัครราชด'วย) ท'าวสัครราชนี้ไม;มีโอรสจึงกระทําการ สักการะด'วยการทรมานพระองคต;างๆ ต;อหน'าพระภฤคุมุนีช'านานจนพระภฤคุมีความเมตตา


จึงให'พรให'มีโอรส คือมเหสีองค ๑ ให'มีกุมารแต;องคเดียว แต;อีก ๖ องคให'มีกุมาร ๖ หมื่นองค การก็เป9นไปตามพระภฤคุได'ประสาทพรไว' โอรสทีเ่ กิดมาแต;นางเกศินีมเหสีขวานั้นมีมาเฉพาะ องคเดียว นามว;า อังศุมาน นางสุมดีมเหสีซ'ายก็มโี อรสหกหมื่น แล'วท'าวสัครราชจะกระทําพิธี อัศวเมธ แต;พระอินทรลงมาลักม'าตัวนั้นไปเสียก;อน ท'าวสัครราชจึงตรัสใช'ให'พระโอรสหกหมื่น องคไปเที่ยวตามหาม'า พระกุมารได'ขุดแผ;นดินลงไปองคละโยชนจนถึงกลางพิภพ ก็หาได'พบ ม'านั้นไม; ฝ^ายพวกเทวดามีความตกใจจึงไปทูลวิงวอนพระพรหมมาให'ช;วย พระพรหมตรัสว;า พระนารายณจึงทรงแปลงเป9นกะบิล๓๐ลงไปแก'เหตุรอ' นของเทวดา พระนารายณเป9นกะบิลลง ไปยืนขวางทางพวกกุมารทั้งหกหมื่น ครั้นกุมารจะจับว;าเป9นผู'ร'ายมาลักม'าพระกะบิลก็บันดาล ให'เกิดไฟผลาญกุมารเป9นเถ'าถ;านไป ไม;มสี ิ่งไรจะทําให'กุมารเหล;านี้จะพ'นทุกขได'นอกจากที่ กระแสแม;พระคงคาจะมาล'างให'หมดมลทิน ท'าวสัครราชก็ดี และต;อมาพระอังศุมานก็ดี จะพยายมปานใด ก็ไม;สามารถ จะให'พระคงคาไหลลงมาจากเทวโลกได' พระทิลิปะราชโอรส พระอังศุมานก็ได'พยายามอีกแต;ไม;สําเร็จอีก จนถึงคราวพระภาคิรัถโอรสพระทิลิปะจึงสําเร็จ ตามประสงค พระภาคิรัถไม;มีโอรส จึงบําเพ็ญการทรมานต;างๆ จนพระพรหมาทรงพระเมตตา ตรัสว;าจะขอพรอันใดจะประสาทให' พระภาคิรัถจึงทูลขอให'พระคงคาลงมาล'างสาครกุมารทั้ง หกหมื่นให'หมดมลทินจะได'ขึ้นไปสวรรคได' กับขอโอรส ๒ องค พระพรหมาก็ประสาทพรให' และตรัสสําแดงอุบายว;า ให'พระภาคิรัถไปทูลวิงวอนพระอิศวรให'ช;วยเหนี่ยวรั้งแม;พระคงคาไว' บ'าง เพราะมิฉะนั้นน้ําจะท;วมโลกมนุษยหมด พระภาคิรัถก็ตั้งกระทํากิจบูชาพระอิศวรจนสม ประสงค ฝ^ายพระคงคามีความพิโรธว;ามนุษยบังอาจมาขอลงไปจึงกล;าวว;าจะไหลลงไปให'ท;วม โลก พระอิศวรเข'ารับกระแสพระคงคาและรวบไว'ด'วยพระเกศา จนแม;พระคงคาค;อยคลาย พิโรธแล'วกระแสคงคาจึงตกลงในสระวินทุ อันเป9นทีเ่ กิดแห;งสัปตมหานที น้ําคงคาสายหนึ่งได' หลั่งไหลตามพระภาคิรัถไป จนถึงมหาสมุทรและดําเนินลงไปในหลุมทีส่ าครกุมารทั้งหกหมื่น ได'ขุดไว'นั้น พอน้ําพระคงคาตกต'องกองเถ'าล'างมลทิน สาครกุมารทั้งหกหมื่นก็พน' ทุกข กลายเป9นเทพบุตรเหาะไปสู;เทวโลก และแม;พระคงคาก็ยังคงหลั่งไหลอยู;ในมนุษยโลกภาค ๑ จนตราบเท;าทุกวันนี้ เพราะเหตุฉะนี้ชาวมัชฌิมประเทศจึงนิยมกันว;า แม'ผู'ใดได'ลงแช;ในกระแส คงคาจะหมดมลทินสิ้นบาปได'

F

ก 1 1


รูปพระคงคาเขียนสีกายสีน้ําไหล สี่กร กรขวาทั้ง ๒ ถือก'อนศิลา กรซ'ายถือใบไม'กร ๑ ถือหม'อน้ํากร ๑ ทรงมัจฉาเป9นพาหนะ (หมายเหตุ นอกจากแม;พระคงคา ยังมีลําน้ําอีกหลาย ซึ่งกล;าวถึงในรามยณะ แต; กล;าวถึงเป9นลําน้ําแท'ๆ มากกว;าเป9นตัวเป9นตน จึงมิได'นํามรวมไว'แผนกเทวดานี)้


พระหิมาลัย ฤๅหิมพาน และหิมวัตก็เรียก ไม;มเี รื่องราวปรากฏในรามายณะว;ากําเนิดมาอย;างไร มีแต;กล;าวว;าเป9นบิดาพระคงคากับพระอุมา และว;าเป9นราชาแห;งภูเขาทั้งหลายในมนุษยโลก มีมเหสีชอื่ นางเมนา รูปพระหิมาลัยเป9นอย;างไรก็ไม;ปรากฏชัด ช;างไทยเขียนสีกายเป9นสีบัวโรย หิมาลัย ชื่อเขาใหญ;อันอยู;ทิศเหนือแห;งมัธยมประเทศ ตามภูมิศาสตรอังกฤษเรียกว;า “Himalay” (อ;านตามสําเนียงอังกฤษว;า “ฮิมเลส” แต;ในโรงเรียนเดีย๋ วนี้ดเู หมือนจะให'อ;าน ตามสําเนียงเดิมแล'ว) หิมพาน (หิมวัต, หิมวาน) คือ เขาหิมาลัย และป^าที่อยู;เชิงเขานั้นก็เรียกว;าป^าหิมพานด'วย เหมกูฏ แปลชือ่ ว;า “ยอดทอง” เป9นชื่อเขาอันหนึ่งซึ่งอยูเ; หนือเขาหิมาลัย เป9นเทือกเขายาวซึ่ง เป9นพรมแดน


พนัสบดี (วนัสปติ) แปลว;า “เป9นใหญ;ในป^า” ในชั้นต'น เช;นในตํารับยุคไตรเพท ใช'เรียกต'นไม'ใหญ;ๆ ที่ทํา ด'วยไม'ต'นไม'ใหญ; เช;น ครกและสากตําข'าว เป9นต'น ก็เรียกว;า พนัสบดี ต;อมาในชั้นหลังเกิดมี ความนิยมกันขึ้นว;าต'นไม'มกั เป9นทีอ่ าศัยแห;งรุกขเทวดา จึงเรียกเทวดานั้นๆ เป9นคําย;อว;า พนัสบดี ไม;ใช;นามของเทวดาองคใดองคหนึ่งโดยเฉพาะ ถ'าจะเทียบศัพทให'ใกล'ควรใช'ว;า “เจ'า ป^า”


พระพรหมา เป9นพระเป9นเจ'าองค ๑ ในหมู;พระเป9นเจ'าทั้ง ๓ ในศาสนาพราหมณ นับถือว;าเป9น ผู'สร'างสรรพสิ่งทั้งปวง เป9นสมัยสยัมภู คือเกิดขึ้นเองอีก กําเนิดของพระพรหมนี้ ตามคัมภีร ต;างๆ ข'างศาสนาพราหมณมีเรื่องเล;าไว'ต;างๆ กันหลายอย;าง พระมนูกล;าวว;าแรกบังเกิดนั้น เป9นไข;ฟองใหญ;กอ; น ไข;แตกออกแล'วจึงเป9นองคพระพรหม แต;หนังสือมหาภารตะและคัมภีร ปุราณะบางฉบับว;าพระพรหมาได'เกิดขึ้นในดอกบัวหลวง ซึ่งผุดมาจากนาภีพระนารายณ พรหมปุราณะกลับว;าพระพรหมาฤๅในที่นี้เรียกว;า “อาปวะ” ได'แบ;งพระองคเป9น ๒ ภาค เป9น ชายภาค ๑ หญิงภาค ๑ และพระนารายณได'เกิดมาแต;ภาคทั้ง ๒ นี้ แล'วพระนารายณจึงสร'าง พระวิราช ซึ่งเป9นผูไ' ด'เป9นบิดาของมนุษยคนแรก แต;ในคัมภีรนี้เองมีฎีกาอธิบายไว'ว;า ในชั้นต'น พระนารายณได'สร'างพระอาปวะฤๅ วิศษฏ ฤๅ วิราชขึ้น โดยอาศัยกําลังพระพรหมา แล'วพระ วิราชจึงสร'างพระมนูเป9นบิดาแห;งมนุษยทั้งหลายอักชัน้ ๑ ข'อความที่นํามากล;าวไว'โดยสังเขป เช;นนี้ ก็พอจะแสดงให'เห็นได'แล'วว;าการที่จะเล;าพระพรหมามิใช;ง;ายนักและพระพรหมากับ พระนารายณดูแย;งๆ กันเป9นผู'สร'างอยู; มิหนําซ้ําพระอิศวรกับพระพรหมา ก็แก;งแย;งกันอีก ว;า ใครสร'างใคร ในคัมภีรปุราณะฉบับ ๑ กล;าวว;าแรกเริ่มเดิมทีกอ; นที่จะมีโลกทั้งหลายขึ้น มีแต; มหากาล (คือพระอิศวร) อยูอ; งคเดียว พระมหากาลได'ถูพระกรซ'ายด'วยนิ้วพระหัตถ จนเกิด พองขึ้นเป9นรูปไข;มีสีคล'ายทอง ไข;นี้พระมหากาลได'ตอ; ยเป9น ๒ ภาค ภาคบนทําเป9นสวรรค ภาคล;างเป9นแผ;นดิน ในกลางเป9นพระพรหมา ซึ่งพระมหากาลได'มอบธุระให'เป9นผูส' ร'างต;อไป ดังนี้ แต;ขอ' ที่ว;าพระพรหมเป9นผูส' ร'างพระอิศวรนั้น คือสร'างพระรุทระขึ้นจากหน'าผาก แต; เรื่องราวของพระพรหมามีอีกมากมายเดินกว;าที่จะนํามาลงไว'ในที่นี้


พระพรหมา เป9นพระเป9นเจ'าองค ๑ ก็ดี แต;มผี ู'บูชาน'อยนัก ทั่วทั้งมัชฌิมประเทศมี เทวสถานที่บูชาพระพรหมาโดยเฉพาะอยูแห;งเดียวทีต่ ําบลปุษกะระ ในแขวงอาชมีรเท;านั้น พวกพราหมณนิยมกันว;าพระพรหมาเป9นผู'สร'างได'กระทํากิจเสร็จแล'ว จึงไม;ตอ' งมีสถานไว'ให' มาสถิต และบําบวงเฉพาะวันเพ็ญมาฆะป3ละครั้งเป9นพื้น นามพระพรหมาที่ใช'อยูอ; ย;างมากนอกจากพรหมาคือ (๑) “ธาตา” (ธาดา) ผูส' ร'าง (๒) “อาตมภู” เป9นขึ้นด'วยตนเอง (๓) “ประชาปติ” (ประชาบดี) เป9นใหญ;ในประชา (๔) “โลเกษ” เป9นเจ'าโลก (๕) “หิรัณยครรภ” เกิดแต;ทอ' ง (ไข;) ทอง (๖) “กมลาศน” นั่งบนดอกบัวหลวง (๗) “สวิตฤปติ” ภัสดาแห;งนางสวิตฤ (๘) “อทิกวี” กระวีที่ ๑ รูปพระพรหมา มีกายแดง สี่เศียร ทรงเครือ่ งขาว หัตถ ๑ ถือไม'เท'า อีกหัตถ ๑ ถือ ถาดสําหรับอามิสพลี มีห;าน (ฤๅหงส) เป9นพาหนะ พรหมา (พรหมา) พระเป9นเจ'าผู'สร'างโลก มีกาํ เนิดจากไข; เป9นมหาปชาบดียอกแห;งฤษีทั้งหลาย เมื่อพระพรหมาได'สร'างโลกขึ้นแล'ว โลกจะคงอยูไ; ด'มกี ําหนด ๑ วันของพระพรหมา คิดเป9นป3มนุษยได'สองร'อยสิบหกโกฏิป3 (เขียนเป9นตัวเลข ๒,๑๖๐,๐๐๐,๐๐๐) เมื่อสิ้นวัน ๑ ของพระพรหมาแล'ว มีไฟบรรลัยกัลป‹ไหม'โลกและสรรพสัตววัตถุทั้งปวง เว'นแต;พระมหาฤษี ทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย และธาตุทั้ง ๕ (คือ ดิน น้ํา ลม ไฟ อากาศ) พระพรหมาบรรทมหลับ ตื่นแล'วจึงจะสร'างโลกใหม;อันจะคงเวียนไปเช;นนี้จนบรรจบครบ ๑๐๐ ป3ของพระพรหมา (ซึ่ง ถ'าจะคํานวณเป9นป3มนุษยจะต'องเขียนด'วยตัวเลข ๑๕ ตัวจึงจะพอ) จึงจะถึงเวลามหาประลัย คือเวลาอันกระจัดกระจายอันใหญ;ยิ่ง พระพรหมาก็ดี พระฤษีก็ดี เทวดาก็ดี และทุกสิ่งทุก อย;างจะกระจัดกระจาย แยกออกเป9นธาตุต;างๆ อย;างที่เป9นอยู;เดิมที พระพรหมานี้ ออกนามบ;อยๆ ในพิธี แต;มเี ทวสถานสําหรับพระพรหมาโดยเฉพาะ เพียงแห;งเดียว คือที่ตําบลบุษกร แคว'นอาชมีร มัธยมประเทศซึ่งเป9นพยาน ปรากฏว;า พราหมณมิได'บูชาพระพรหมาโดยลําพังเลย มักบูชาพร'อมพับพระอิศวรหรือพระนารายณ (ทั้งนี้น;าจะเป9นเพราะเห็นว;าพระพรหมพระทัยเย็นๆ และไม;ใคร;จะอวตารลงมาตึงตังในโลก จึง


ไม;ใคร;ต'องประจบประแจงนัก รวบรวมความก็แปลว;าไม;กลัว จึงไม;ตอ' งประจบ ซึ่งเป9นธรรมดา โลกฉะนี้แล)

พระพรหมานั้น ว;าสีกายแดง (ไม;ใช;ขาว) มีสี่หน'า จึงเรียกว;า จัตุรานน หรือจัตุรมุข และอัษฏกรรณ (แปดหู) มีสี่กร เครื่องมือมีธารพระกร ช'อน (สําหรับหยอดเนยในไฟ) กับมี ประคํา มีธนูชื่อปริวีตะ มีหม'อน้ําและ (ในชั้นหลังๆ) คัมภีร มเหสีคอื พระสวัสวดี เทวีผอู' ุปถัมภ การศึกษา และเรียกว;า พระพราหมี ก็เรียก พาหนะคือหงส (ห;าน) จึงมีนามว;า หงสวาหน ที่ สถิตเรียกว;า พระพรหมพฤนทา พระพรหมานี้ ถูกแย;งอภินหิ ารไปให'พระอิศวรและพระพิษณุเสียมาก จนกระทัง่ ชื่อก็ ถูกแย;ง เช;น พระนารายณเดิมก็เป9นชื่อพระพรหมา แต;ถูกแย;งไปให'พระพิษณุ หนังสือพวก ปุราณะนั้นแลอยู;ข'างจะดูถกู พระพรหมามาก จึงมีพระอิศวรลงโทษก็มี เกิดในดอกบัวจากนาภี พระพิษณุก็มี ถึงในรามายณะก็ดูถูกพอใช'อยู; และพระพรหมั้น ดูมีอัธยาศัยทีข่ ัดใครไม;ได' ใคร ขอพรก็ให'ทั้งนั้น ยักษมารที่กําเริบก็มักเป9นเพราะได'พรพระพรหมา (ที่ฝ^ายเราเรียกว;า พระ อิศวรเป9นผู'ให'พรนั้นเห็นจะหลงไป โดยเหตุที่ตกอกตกใจว;าพระอิศวรเป9นยอดอย;างหนึ่ง และ ฉวยเอาศัพทว;า “โลเกศ” และ “ปรเมษฏ” ซึ่งเป9นนามพระพรหมไปยกให'พระอิศวรนั้นอีก อย;างหนึ่ง ซึ่งที่จริงไม;ควรจะให'เป9นไป เพราะพระอิศวรไม;ใช;เทวดาที่มักใจเย็น หรือมีลักษณะ เป9นคนแก;อย;างพระพรหม ไม;เชื่อขอให'เทียบกันดูเถิด ดูที่พระศิวะต;อไป)


นามพระพรหมา นอกจากที่กล;าวมาแล'ว ยังมีที่ใช'กันอยูอ; ีกบ;อยๆ คือ วิธี เวธา ทรุ หิณ และสรัษฏฤ แปลว;าผูส' ร'าง ธาดา (ธาตฤ) และวิธาตา (วิธาตฤ) แปลว;า ผูท' รงไว' ป`ตามหา (บิดาใหญ;) โลเกศ (จอมโลก) ประเมษฏ (เป9นใหญยิ่งในสวรรค) สนัต (เก;า) อาทิกวี (กวีแรก)

พระสรัสวดี ศิลปะอินเดีย ราวคริสตศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ พระสรัสวดี (สะรัสวติ) เป9นมเหสีพระพรหมธาดา พวกพราหมณนับถือว;าเป9นเจ'าของป[ญญาและวิทยา ทั้งหลาย เป9นมารดาแห;งพระเวท และเป9นผูค' ิดหนังสือเทวนาครี พระสรัสวดีนี้ พระพรหมาได' สร'างขึ้น คือแบ;งภาคจากพระองค (ดูเรือ่ งพระพรหมา) เพราะฉะนั้นบางทีก็เรียกว;าพรหมบุตรี บางทีก็พระสรัสวดี เป9นมเหสีพระนารายณ ตามความนิยมของพวกพราหมณไวษณวะนิกาย (คือพวกที่นับถือพระนารายณ) มีเรือ่ งเล;า เดิมพระนารายณมีมเหสี ๓ องค คือ พระลักษมี ๑ พระสรัสวดี ๑ พระคงคา ๑ แต;ไม;ได'เป9นที่ปรองดองกัน พระนารายณจึงยกพระสรัสวดีให'พระ พรหม ยกพระคงคาให'พระอิศวร คงไว'แต;พระลักษมี๓๑

.C -#* C

1ก1 *

1

-#& #

( ( .#61

$$*

*;" *C


พระสรัสวดีนับว;าเป9นเทพธิดาแม;น้ํา ในมัชฌิมประเทศมรลําน้ําชื่อสรัสวดี (ซึ่งชาว อินเดียเดีย๋ วนี้ เรียกว;า “สูรสูติ”) ข'างประจิมทิศแห;งแม;น้ํายมนา ในคัมภีรพระเวทกล;าวถึง แม;น้ําสรัสวดีมากกว;าแม;น้ําคงคา จึงเข'าใจได'ว;า ในโบราณสมัยนับถือลําน้ํานี้มากกว;าแม;พระ คงคา ในคัมภีรปุราณะต;างๆ มีนามมเหสีพระพรหมหลายนาม แต;ดูตามข'อความในมัตสา ปุราณะทําให'เข'าใจว;าองคเดียวมีหลายนาม คือพระพรหมได'แบ;งภาคพระองคเองออกเป9นพระ เทวีองค ๑ อันมีนามว;า ศตรูปาบ'าง สวิตฤบ'าง สรัสวดีบ'าง พรามณีบ'าง ดังนี้ แต;มีเรือ่ งราว ในสกันทะปุราณะ เล;าถึงเรื่องพระสวิตฤมีความหึงหวงกับพระคายะตฤ ซึ่งเป9นพระชายาพระ พรหมอีกองค ๑ ในป[ทมะปุราณะก็มีเรื่องคล'ายๆ กันอีก แต;ในวราหะปุราณะกล;าวถึงพระ สรัสวดี เรียกนามว;า คายะตฤบ'าง มเหศวรี (ซึ่งเป9นนามของพระอุมาอันหนึ่ง) บ'าง สวิตฤบ'าง แต;โดยมากเรียกว;าสรัสวดี

รูปของพระสรัสวดีเป9นหญิงสาว สีกายขาวนวลมี ๔ กร หัตถเบื้องขวาถือดอกไม' บูชา พระพรหม หัตถ ๑ ถือคัมภีรใบลาน อีกหัตถหนึ่งเบือ้ งซ'ายถือสายสร'างไข;มุก เรียกว;าศิวมาลา แทนประคําหัตถ หัตถ ๑ ถือกลองเรียกว;า “ทมรรวะ” (ที่ไทยเราเรียกว;าบัณเฑาะว) อีกหัตถ ๑ แต;ที่ทําเป9นถือพิณและนั่งบนดอกบัวหลวงก็มี


พระอิศวร เป9นพระเจ'าองค ๑ ในหมูพ; ระเป9นเจ'าทั้ง ๓ ในศาสนาพราหมณถือว;าเป9นผูล' 'างฤๅ ทําลายโดยเหตุที่ในศาสนาพราหมณ ถือว;าสัตวไม;ตายสูญเลยคงท;องเทีย่ วอยู;ในวัฏสงสาร จึง ไม;ถอื ว;าพระอิศวรเป9นผูผ' ลาญอย;างเดียวทั้งเป9นผูส' ร'างขึ้นใหม;ด'วย เพราะฉะนั้นนับว;าเป9นที่ เปลีย่ นแปลงของเก;าให'เป9นใหม;ดีขึ้น และโดยเหตุนี้จงึ มักปนๆ กับพระพรหมผู'สร'างอยู;บ'าง พระอิศวรมีนามกว;าพันนาม นามว;า “อิศวร” นี้เป9นามที่พราหมณจําพวก ๑ ใช'เรียก แปลว;า “พระเป9นเจ'า” เท;านั้น แต;ใช'คําว;า “พระศิวะ” ฤๅ “พระสังกร” ก็มี เดิมในคัมภีรไตร เพทไม;มีพระอิศวร พวกพราหมณชั้นหลังที่นับถือพระอิศวรจึงอ'างว;าพระอิศวรก็คือ “รุทร” ใน คัมภีรไตรเพทนั้นเอง นอกจากนามที่กล;าวมาแล'วยังมีนามใช'อยูอ; ีกบ;อยๆ คือ


(๑) นิลกัณฐ คอน้ําเงิน ตามเรื่องว;าเมือ่ พระเป9นเจ'าทัง้ หลายกวนมหาสมุทรทําน้าํ อมฤต พระรุทระได'ดื่มน้ําที่เหลือจากน้ําอมฤต น้ํานี้เป9นน้ําพิษทําให'คอเขียวไป (๒) “มหาเทวะ” คือ “มหาเทพ” (๓) “ภวะ” (๔) “สามภู” ฤๅ “สยมภู” เกิดเอง (๕) “หะระ” นําไป (๖) “มเหศวร” ฤๅ “ปรเมศวร” พระผู'เป9นใหญ;ยิ่ง (๗) “จันทรเษกระ”๓๒ ผู'มีจันทรอยู;บนนลาต (ดูเรือ่ งพระจันทร) (๘) “ภูเตศวร” ผูเ' ป9นใหญ;ในหมู;ภูต (๙) “มฤตุญชัย” ผู'ชนะความตาย (๑๐) “ศรีกัณฐะ” คองาม (๑๑) “สมรหร” สังหารสมร คือกาม (๑๒) “คังคธร” ผู'ทรงไว'ซงึ่ คงคา (ในเกศา-ดูเรือ่ งแม;พระคงคา) (๑๓) “สถานุ” ตั้งมั่น (๑๔) “คิริษะ” เจ'าแห;งภูเขา (จอมไกรลาศ) (๑๕) “ทิคัมพร” มีอากาศเป9นเครือ่ งปกป`ด (๑๖) “ภาควัต” ผูเ' ป9นเจ'า (๑๗) “อิสาน” ผู'ปกครอง (๑๘) “มหากาล” (๑๙) “ไตรยัมพกะ” สามตา (๒๐) “ป[ญจานนะ” หัวหน'า (สําหรับบูชาให'หายไข') พระอิศวรบนเขาไกรลาศ ฤๅ ถ'าเสด็จลงมายังมนุษยโลกก็สถิต ณ เมืองพาราณสี โคผู' เผือก เรียกว;า อุศุภราชบ'าง นันทิราชบ'างเป9นพาหนะ สีกายพระอิศวรเป9นสีขาว คอสีนลิ เกศาสีเจือแดงมุ;นอย;างฤษี กรมีเป9น ๒ บ'าง เป9น ๔ บ'าง ๑๐ บ'าง พักตรมี ๑ โดยมาก (นอกจากในปางที่เรียกนามว;า ป[ญจนะ นั้นมี ๕ พักตร) มีเนตร ๓ เนตรอยูท; ี่กลางนลาตและตึ้งขึ้นตรงๆ เหมือนทรงข'าวบิณฑ หัตถขวาถือกรีทรง หนังสือ มีพระจันทรเสีย้ วติดเหนือนลาต ทรงสังวาลเป9นงู ๑ สาย ทรงประคําทําด'วยกะโหลก ศีรษะมนุษย ๑ สายธุหร่ํา๓๓ ๑ สาย บางทีเครื่องอาภรณทั้งหลายก็ใช'เป9นงูล'วน

( **!)J #

ก ( *(J " * T #*

6(. $

;" $ 5

!61


ศีวะ๓๔ คือพระเป9นเจ'า ซึ่งมักเรียกกันว;า พระอิศวร ในชั้นต'น คือในยุคไตรเพท นาม ศีวะ ไม;มีเลย มีแต;เทวดาองคหนึ่งชื่อ รุทร ซึ่งในชั้นหลังมากลายเป9นพระศีวะขึ้น เป9นเทพเจ'าผู'มี อํานาจมากและดุร'ายจึงนับว;ามีหน'าที่เป9นผู'ล'างผู'ทําลาย ในยุคไตรเพทนั้น พระรุทรเป9นเทวดา สําคัญ “เป&นเจ,าใหญ*เหนือการสรรเสริญและยัญกรรม เป&นผู,บําบัดโรค ฯลฯ” แต;ส;วนอํานาจก็ มีมากถือวัชระ ถือธนูศร และดุร'ายอย;างยิ่ง เป9นผูท' ําลาย ในยัชุรเวทกล;าวถึงพระอิศวรว;า “อนิล” กายแดง มีตาพันตา แต;อีกแห;งหนึ่งเรียก นามว;า “ไตรยัมพก” ซึ่งแปลว;าสามตา ในหนังสือพราหมณะต;างๆ มีเล;าเรื่องกําเนิดพระรุทร ไว'ว;า พอเกิดมาก็ร'องไห' พระประชาบดีผู'เป9นเทพบิดรถามเหตุผลก็ตอบว;า เพราะยังไม;มีชื่อ พระประชาบดีจึงให'ชื่อว;า รุทร (จากมูล “รุท” = ร'องไห') แต;อีกนัยหนึ่งมีว;าได'ขอชือ่ ถึง ๘ ครั้ง และได'ชอื่ เป9นลําดับ คือ ภพ สรรพ ปศุบดี อุครเทพ มหาเทพ รุทธ อีศาน และอศนี ในชั้น อุปนิษทั พระรุทรสําคัญขึ้นอีกจึงเรียกว;า มเหศวร ในชั้นรามายณะและมหาภารตะนั้น ก็ยังเป9นใหญ;อยูแ; ล แต;ดูมีแพ'พระนารายณบ;อยๆ เช;นเมือ่ ครั้งไปช;วยท'าวพาณาสูรในเรื่องพระอนิรุทธเป9นต'น และบางแห;งก็มีตั้งใจจะไกล;เกลีย่ ระหว;างพระอิศวรกับพระนารายณ ครั้นลงมาในชั้นหลัง ในหนังสือพวกปุราณะนั้น ก็แล'วแต; หนังสือนิกายไหน ถ'าเป9นหนังสือไศพยนิกายก็ว;าพระอิศวรเป9นใหญ;ยิ่งกว;าใครๆ แต;ถ'าเป9น หนังสือไพษณพนิกายก็ชิงเอาความเป9นใหญ;ให'พระนารายณถึงแก;ให'พระอิศวรแสดงความ เคารพก็มี ถ'าจะกล;าวสรุปความ คือ พระอิศวรนั้น นิยมกันว;าเป9นผู'ผลาญ ผู'ละลายในหน'าที่ ผู'ล'างและผู'ทําให'สูญนั้น เรียกว;า พระรุทรบ'าง พระมหากาลบ'าง แต;การล'างย;อมถือกันว;าเป9น ของดี เหมือนทําให'สะอาดปราศจากมลทินโทษแล'ว จึงจะได'มีกําเนิดใหม;จึงเรียกพระเป9นเจ'า ผู'บันดาลให'สะอาดเช;นนี้วา; พระศีวะ หรือพระสังกร เป9นมงคลนาม ๒ อย;าง และโดยเหตุที่ ล'างแล'วก็กลับให'เกิดขึ้นใหม;เสมอไป จึงเรียกว;า พระอิศวร หรือพระมหาเทพ๓๕ คือพระผู'เป9น เจ'าอันใหญ;สูงสุด เครือ่ งหมายแห;งพระอิศวรในหน'าที่ผสู' ร'างขึ้นใหม;นั้น คือ พระศีวะลึงค! อัน เป9นเครือ่ งหมายแห;งความเกิด และพระโยนีคอื ศักดิ๓๖ ์ หรือแรงของพระอิศวร เป9น เครื่องหมายแห;งกําเนิดเหมือนกัน จึงมักไว'รวมกัน อีกประการหนึ่งพระอิศวรเป9นมหาโยคี เป9นที่มุ;งแห;งจิตของพราหมณทั้งปวงในทางสมถะภาวนาและเข'าฌานสมาธิ เป9นยอดแห;งธรรม ป[ญญา ในส;วนเป9นมหาโยคีนี้มีนามเรียกว;า ทิคัมพร (“มีอัมพร เป9นเครือ่ งนุ;งห;ม” คือ เปลือย ' , =

( ก.

$ @-* # #*ก ก (Sakti)

! .

" ก


กาย) และธุรชฏี (“มุ;นผมอันรุงรัง”) ถ'าจะกล;าวถึงในส;วนอภินิหารในทางทําลายให'แข็งขึ้นอีก ก็เรียกว;า พระไภรพ (“ผู'ทาํ ลายอย;างดุ”) อีกประการหนึ่งพระอิศวรโปรดอยู;ตามสุสาน หรือที่ เผาศพ และมีผเี ป9นบริวาร จึงเรียกว;าพระภูเตศวร บางทีก็มีเวลาโปรดจับระบําชนิดหนึ่งที่ เรียกว;า “ตาณฑพ”๓๗ (นีเ้ ป9นมูลแห;งคํา “ตันดั๊ก” ของชวา) และโดยที่มสี ามตา จึงเรียกว;า ตรีโลจนะ หรือไตรยัมพก ตาที่ ๓ นี้มอี านุภาพมาก อาจจะบันดาลให'เป9นไฟสังหารได'ทุกอย;าง ครั้งเมื่อกวนน้ําอํามฤตในเกษียรสมุทรนั้น ได'น้ําพิษขึน้ มาก;อน พระอิศวรเข'าดื่มเข'าไปทําให'คอ เขียว จึงได'นาม นีลกัณฐ! เมื่อพระจันทรอ'อนวอนให'ช;วยพาเข'าไปในเทพสภา ได'เอาพระจันทร เป9นป`\นเข'าไป (ดูเรื่องพระจันทร) จึงได'นามว;า จันทรเศขร และเมื่อพระคงคาจะลงมาจาก สวรรคมาสู;มนุษยภูมิ พระอิศวรเกรงว;าน้ําจะท;วมโลกหมด จึงเอาเกศาทํานบกั้นไว' จึงได'นาม ว;า คงคาธร

นอกจากนามที่กล;าวมาแล'วนี้ ยังมีอีกเป9นอันมกนับด'วยพัน แต;ทสี่ ําคัญๆ คือ อโฆร (น;ากลัว) พัภรุ และ ภควัต (“พระเป9นเจ'า”) คิรีษ (จอมเขา) หร (ผู'จับ) อีสาน (ผู'ครอง) ชฎาธร >

1#1 ก

* 1 7@

#*ก 8 ;O 9

$ D# " E* ( "


(ผู'มุ;นผม “ชฎา” แปลว;าผลที่มุ;นแล'ว) พระกาล (เวลา) กาลัญชร กปาล มาลิน (ใส;มาลัย หัวกระโหลก) มเหศร มฤตยุญชัย (ผู'ชํานะมฤตยู) ปศุบดี (เจ'าแห;งปศุสตั ว) สถานุ (มั่น) อุดร (ดุ) วิรูปากษ! (ตาพิการ หรือแปลก) และวิศวนาถ หรือวิเวศวร (เป9นใหญ;ครองทัว่ ไป) รูปพระอิศวรมักทําเป9นคนขาว มีตาสามตา ตาทีอ่ ยูต; รงหน'าผากมีจันทรครึ่งซีก อยู; เหนือจันทรล'อมตาที่ ๓ เกศามุ;นเป9นชฎา มีประคําหัวกระโหลก (มุณ!ฑมาลา) คล'องคอ และมี สังวาลเป9นงู ศอสีนิล นุ;งหนังเสือ หนังช'าง หรือหนังกวาง มีอาสนะเป9นหนังเสือ ถือตรีศลุ ชือ่ ปFนาก ถือธนูชอื่ อัชคพ บ'าง ถือบาศบ'าง มีภูตเป9นบริวาร สถานที่สถิตคือเขาไกลาส (ทีเ่ ขียน ว;า “ไกรลาส” นั้นเป9นอันแผลงเกินจากของเดิมไป)

พระมเหสีพระอิศวร คือ พระอุมา ซึ่งเรียกว;า พระบรรพตีบ'าง พระมหาเทวีบ'าง หรือ พระเทวีเฉยๆ บ'าง เป9นบุตรีท'าวหิมวัต (เขาหิมาลัย) เป9นศักดิ์ของพระอิศวร เพราะฉะนั้นจึงมี เครื่องหมายคือ พระโยนีอยู;ด'วยกันกับพระศีวลึงค พระเทวีนั้นมีเป9นสองภาค ภาคหนึ่งใจดี ภาคหนึ่งดุและมีอิทธิฤทธิม์ าก มีนามหลายนามในส;วนภาคข'างดี เช;น พระอุมา เป9นนางงาม เคารี (เหลืองกระจ;าง) บรรพติ (ปาร!วติ) คือ หญิงชาวเขา และเหมวดี (ไหมวติ) คือลูกท'าว หิมวัต ขคันมาตา (มารดาโลก) และภพนี (ภวนิ) ในส;วนภาคข'างดุ ชื่อ ทุรคา (ผูเ' ข'าถึงได') กาฬี และศยามา (ดํา) จัณฑี และจันทิกา (ดุ) ไภรพี (น;ากลัว) ในภาคดุนี้มีผู'บูชามาก เพราะกลัวกัน มาก วิธีบูชานั้นร'ายกาจคือ ประการหนึ่งสมมติว;าโปรดเห็นเลือดหรือเห็นคนตาย เพราะฉะนั้น จึงมีเอาคนไปฆ;าบูชายัญบ'าง หรือมีผู'เลือ่ มใสศรัทธาไปทําร'ายตนเองถวายบ'าง เช;น เอาเบ็ด


เกี่ยวหลังและไกวไปมาจนเนื้อหลุดฉะนี้เป9นต'น อีกประการหนึ่งมีวิธีบูชาที่เรียกว;า “ตานตริก”๓๘ คือ ทําให'พระเทวีมัวเพลิดเพลินทอดพระเนตรแต;การ “สร'าง” (คือ การเสพ เมถุน อันนับว;าเป9นองคของการสร'างหรือให'กําเนิด) จะได'ทรงลืมนึกถึงกายอยากเห็นเลือด และความเจ็บความตาย วิธีบูชาทั้งสองประการนี้เป9นวิธีที่เกิดขึ้นในชั้นหลังๆ เมื่อความคิดของ ชาวมัธยมประเทศ เลวทรามต่ําช'าลงกว;าชั้นยุคไตรเพทเป9นอันมากแล'ว การบูชาด'วยวิธีอัน ร'ายกาจ เช;นฆ;าคนบูชายัญ หรือด'วยอาการลามกต;างๆ รัฐบาลอังกฤษในอินเดียประกาศห'าม หมดแล'ว รูปพระเทวีโดยมากมักมี ๑๐ แขน ถืออาวุธต;างๆ ทุกมือ ในภาคทุรคามีสีกายเหลือง รูปร;างหมดจดงดงาม ขี่เสือ ในภาคกาลีมีกายสีดํา รูปร;างน;าเกลียดน;ากลัว มีเลือดหยดตาม ปากและตัว งูเป9นเครื่องแต;งและมีหัวกะโหลกหรือหัวคนตัดใหม;ๆ ห'อยหรือถือไว' ส;วนนาม และเรือ่ งราวยังอยูอ; ีกมากและพิสดาร เหลือที่จะเก็บมาไว'ได'ในที่นี้ จึงงดไว'กอ; น

?

$ 1-


พระอุมา “พระอุมา” มเหสีพระอิศวร มีนามต;างๆ ตามปางต;างๆ หลายปาง เช;นนี้ คือ (๑) “อุมา” เป9นบุตรีทักษะโอรสพระพรหมธาดา ในชั้นต'นทักษะไม;สมัครยกให'พระ อิศวร แต;พระพรหมขอให'จึงตกลง ในปางนี้มีเรื่องว;าครั้งหนึ่งทักษะได'มีการสมโภชใหญ; แต;ไม; อัญเชิญพระอิศวรไป ณ ทีน่ ั้น เพราะดถูกว;าเป9นยาจกโสมม พระอุมาเสียใจจึงกระโดดเข'ากอง กูณฑเผาตัวตาย แล'วได'นามว;า (๒) “สตี” คือเป9นหญิงที่ซอื่ ตรงดี ต;อมาหญิงเข'ากองไฟขณะเผาสามี จึงเรียกว;า “สตี” (๓) “ปรรวตี” ฤๅ “อุมาไหมวะวตี” เป9นบุตรีท'าวหิมวัต (คือเขาหิมาลัย) กับนางเมนา บุตรีแห;งเมรุ นี่คอื เมื่อเป9นเผาตัวเป9นสตีแล'วมาเกิดใหม; (๔) “เคารี” นี้เป9นปางเดียวกับปรรวตี ตามเรื่องว;าสีกายดํา พระอิศวรเย'าเรือ่ งสีกาย พระปรรวตีจึงออกไปอยู;ปา^ และเข'าฌานอยู;จนพระพรหมประทานพรให'กายเป9นทอง ทีก่ ล;าว แล'วข'างบนนี้ พระอุมาเป9นเทวีแท'และเป9นองคมเหสีพระอิศวร แต;นอกจากนี้ยังมีปางของพระ อุมาซึ่งดูเหมือนจะเป9นของที่มาพ;วงเข'าภายหลัง เช;น ทุรคา และกาลี เป9นต'น ซึ่งมีลักษณะผิด กับพระอุมา บางทีมากๆ และไม;เกีย่ วแก;เรือ่ งรามายณะ จึงมิได'กล;าวถึงในที่นี้ ปุรูรพ (ปุรูรวัส) มีนามปรากฏแต;ในพระเวท เป9นบุคคลที่เนือ่ งด'วยดวงตะวันและอุมา และกล;าวว;า สถิตอยู;ในอากาศภูมิตามพระเวทว;าเป9นลูกนางอินา และเป9นราชันผูอ' ยู;ในศิลธรรม ต;อมาใน มหาภารตะกล;าวว;า ปุรูรพเป9นโอรสพระพุทธกับนางอิลา บุตรีพระมนูไววัสวัต (ผู'เป9นโอรส พระสุริยเทพ และเป9นมหาชนกแห;งสุรยิ วงศ) และพระปุรูรพนี้ได'ครองนครประดิษฐาน ซึ่ง ตั้งอยู;ทางด'านตะวันออกทีแ่ หลมระหว;างลําน้ําคงคากับยมุนาต;อกัน อยู;ตรงข'ามฟากเมืองอัล ลาหบัดเดีย๋ วนี้) ประดิษฐานเป9นนครหลวงของกษัตรริยจันทรวงศก;อนหัสดินทรบุระ การที่ปุรู รพซึ่งในยุคไตรเพทเป9นนามแห;งบุคคลไม;มตี ัวมาเกิดเป9นผู'มีเนือ้ มีตัว และเป9นมหาชนกแห;งจัน ทรวงศขึ้นดังนี้ ก็ลงรอยเข'าแบบแผนแห;งตํานานโบราณทั้งปวง คือในเมือ่ แต;งพงศาวดารจัน ทรวงศ (ซึ่งในขณะที่แต;งพงศาวดารนั้นเป9นกษัตริยครองอาณาจักร) จะต'องเล;าเรื่องสืบสกุล ขึ้นไปให'ไกลๆ จึ่งต'องโยงขึน้ ไปให'ถึงผู'หนึ่งผู'ใดที่มีชอื่ เสียงปรากฏอยู;แล'วในโบราณกาล และจํา จะต'องให'ปรากฏว;าวงศนั้นเกิดขึ้นด'วยปาฏิหาริยอย;างเช;นเรื่องวงศเชียงรายของเรา ก็ตอ' งเล;า สาวขึ้นไปจนถึงทีส่ ดุ แห;งความรู'เพียงใดก็ตอ' งเอาปาฏิหาริยเข'าตรงนั้น จึ่งมีเรื่องพญาแสนปม


และอินทรเภรีขึ้น แท'จริงพญาแสนปมจะไม;มีตัวเลยก็ได'ฉันใด ท'าวปุรูรพก็อาจจะไม;มีตัวเลยด' เหมือนกัน ท'าวปุรูรพนี้ เป9นตัว “วิกรม” คือ พระเอกในเรื่องละครของกาลิทาส เรียกว;าเรือ่ ง “วิ กรโมรวศี” (วิกรม กับ อุรวศี) แต;เรือ่ งราวของท'าวปุรูรพและนางอุรวศีนั้น กาลิทาสไม;ได'คิด ขึ้น เป9นเรื่องโบราณอันมีอยู;แล'วในพระฤคเวท มีเป9นคําสนทนาระหว;างปุรูรพกับนางอุรวศี และในหนังสือศัตบถพราหมณะซึ่งเป9นตํารับกําหนดกิจกรรมของพราหมณผู'กระทําหน'าที่ อัธวรยุ (คือ ผูล' งมือทําการบูชายัญทั้งปวง) มีเล;าเรื่องปุรูรพกับอุรวศีที่รักใคร;ได'เสียกันอย;างไร และในหนังสือพวกปุราณะก็มีอีก ภาควัคปุราณะมีข'อกล;าวไว'ว;า “จากปุรรู พนั้นไซร,ได,บังเกิด ซึ่งพระไตรเพทในต,นไตรดายุค”


พระนารายณ พระเป9นเจ'าซึ่งมักจะออกนามว;านารายณนั้น คือผู'ทมี่ ีนามโดยเฉพาะว;า วิษณุ หรือ พิษณุ พวกพราหมณนับถือเป9นองค ๑ ในพระเป9นเจ'าทั้งสามของเขา และพราหมณบางเหล;าก็ ยกย;องว;าเป9นใหญ;กว;าเทพเจ'าทั้งปวง พราหมณผู'นับถือรพระนารายณว;าเป9นยิ่งใหญ;เช;นนี้ ได' นามว;า ไพษณพ (ไวษณว) ในชั้นต'น เมือ่ พระไตรเพทยังเป9นคัมภีรหลักแห;งลัทธิไสยศาสตรนั้น พระวิษณุมิได'เป9น เทวดาอันมีฤทธานุภาพมากมายปานใดนัก เช;นในพระฤคเวทกล;าวถึงพระวิษณุว;าเป9นองคแห;ง กําลังตะวันและว;าดําเนินผ;านสัปตภูมิ (ภูมทิ ั้ง ๗) โดยย;างสามย;างและว;าห;อหุ'มสรรพสิ่งทั้งปวง ด'วยรัศมีของพระองค ย;างทั้งสามซึ่งกล;าวในที่นี้ อรรถกถาจารยอธิบายมุ;งเอาแห;งแสงสว;าง ๓ ประการ กล;าวคือ ไฟ ๑ แสงฟ?าแลบ ๑ ดวงตะวัน ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็ว;ามุ;งเอาอาการแห;ง ตะวัน กล;าวคือเวลาขึ้น ๑ เวลาเทีย่ ง ๑ เวลาตกหนึ่ง กับในพระเวทและในหนังสือื่นๆ ซึ่งแต;ง ในยุคเดียวกันนั้นมีกล;าวถึงพระวิษณุว;าเป9นมิตรกับพระอินทร ซึ่งในยุคไตรเพทนี้เป9นเทวราชผู' มีฤทธานุภาพเป9นชั้นที่ ๑ พระวิษณุเป9นแต;เทวดาชั้นรองลงมาเท;านั้น แต;ถึงแม'ในสมัยนั้นก็ได' นามอยูแ; ล'วว;า “พระผู,สงวนอันไม*มผี ู,ชนะได,” ครั้นต;อๆ ลงมา มีคณาจารยสอนลัทธิไสยศาสตรต;างคนต;างคิดแผลงกันออกไป เรือ่ ง แห;งพระเป9นเจ'าทั้งหลายวิจิตรพิสดารขึ้นทุกที จึงมีขอ' ความผิดแผกแปลกไปจากข'อความที่มี อยู;ในตํารับพระเวทเดิม ทัง้ เกิดการแบ;งแยกเป9นสาขาเป9นนิกายต;างๆ กันไป ต;างนิกายก็ต;าง ยกย;องพระเป9นเจ'าองค ๑ ว;าเป9นใหญ;ยิ่งยวด และบรรดาสิ่งใดๆ ซึ่งเป9นปาฏิหาริยก็เก็บเอามา


ยกให'แก;พระเป9นเจ'าผูท' ี่ตนนับถือนั้นทั้งสิ้น เช;นการสร'างโลก ตามความนิยมในชั้นต'นก็ว;าเป9น หน'าที่พระพรหมา แต;พวกที่นับถือพระวิษณุเก็บเอามายกให'พระวิษณุ โดยอธิบายไปต;างๆ เช;นว;าพระวิษณุแบ;งภาคเป9นพระพรหมาและสร'างโลกขึ้นในน้ํา หรืออีกนัย ๑ ว;า พระพรหมา นั้นกําเนิดในดอกบัวซึ่งผุดขึ้นมาจากพระนาภีแห;งพระวิษณุ เพราะฉะนั้นจึงควรนับว;าพระ วิษณุนั้นแลเป9นผูส' ร'างโลกเพราะพระองคได'สร'างพระพรหมาขึ้นมาก;อน พระพรหมาจึงได' สร'างโลกขึ้น ในหนังสือป[ทมปุราณะยังอธิบายยิ่งไปกว;านั้น คือแสดงว;าพระวิษณุคือพระ ปรพรหมผู'เป9นปฐมบรมมูลแห;งโลกตามคัมภีรนั้นมีอยู;ว;า “ในเมื่อจําเดิมเรือ่ งรังสรรค!โลก พระมหาวิษณุมีพระหฤทัยปรารถนาจะใคร*ทรงสร,าง โลกทั้งหมด จึงบันดาลพระองค!ให,เป&นสามภาค กล*าวคือพระผูส, ร,าง ๑ ผูส, งวน ๑ ผูล, ,าง ๑ พระมหาบุรุษได,ทรงสร,างพระพรหมาขึ้นมาจากบั้นพระองค!เบื้องขวาเพือ่ สร,างโลกนี้ ทรงสร,าง พระวิษณุขึ้นจากบั้นพระองค!เบื้องซ,ายเพือ่ สงวนโลกนี้ แล,วจึงสร,างพระศิวะมหากาลขึ้นจาก กลางพระองค!เพือ่ ล,างโลกนี้ คนเราไซร,บางคนก็บูชาพระพรหมา บางคนก็บูชาพระวิษณุ บาง คนก็บูชาพระศิวะ แต*พระวิษณุเป&นเจ,าพระองค!ผู,เป&น ๑ แบ*งภาค ๓ นั้นไซร, ทรงสร,าง สงวน และล,างโลก เหตุฉะนีผ้ ู,มีศรัทธาแท,จริงจงอย*าได,บูชาพระเป&นเจ,าทั้งสามนั้นให,แปลกกันไป เลย” ในหนังสือวิษณุปุราณะ (ซึ่งจะได'กล;าวถึงต;อไปอีกมากในหนังสือนี)้ เป9นตํารับแสดง เรื่องพระวิษณุเป9นเจ'าเป9นอาทิ มีขอ' สรุปความไว'แห;ง ๑ ว;า “โลกนี้ไซร, ได,บังเกิดมาแต*พระ วิษณุ โลกนี้มอี ยู*ในพระองค! พระองค!เป&นผู,บันดาลให,โลกนี้คงอยู*และสูญไป พระองค!ไซร,คอื โลกนีแ้ ล,ว” ดังนี้ ก็ตรงกับคําในโองการแช;งน้ํา ซึ่งมีอยู;ว;า “แกวAนกลืนฟFากลืนดิน” นั้นแล ในหนังสือวิษณุปุราณะนั้นต;อจากวรรคที่กล;าวแล'วข'างบนนี้ มีข'อความเป9นคํา สรรเสริญไว'ว;า “ข,อขอไหว,พระองคผู,ไม*มีความเปลี่ยนแปลง ผู,ควรเคารพ ผูไ, ม*มีดับ พระวิษณุผู, เป&นใหญ*ยิ่ง ผู,มลี ักษณะอัน ๑ อันเดียวทั่วไป ผู,มีฤทธิอํานาจเหนือสรรพสิ่งทั่วไป ข,าขอไหว, พระองค!ผู,เป&นหิรัณยะครรภ! เป&นหะริ และเป&นสังกร คือ ผูส, ร,าง ผูส, งวน และผู,ลา, งโลก” ขอจง สังเกตว;า “หริรัณยะครรภ” นั้นเป9นนามใช'เรียกพระพรหมาผู'สร'างซึ่งกําเนิดมาจากไข; “หริ” เป9นนามแห;งพระนารายณ แปลว;า “สงวน” ตรงตามหน'าที่ “สังกร” นั้นเป9นนามแห;งพระศิวะ พระวิษณุนั้นโดยมากมักเรียกกันว;า นารายณ ซึ่งบางอาจารยก็แปลว;ามาจาก “นร” – น้ํา “อายน” – กระดิก สนธิเป9น “นารายณ” แปลว;าผู'กระดิกในน้ํา อธิบายว;า ทีเ่ รียกเช;นนี้ เพราะในเวลาที่สร'างนั้น สร'างในน้ําและบรรทมในน้ํา เมือ่ ขณะทีส่ ร'างแต;เดิมนามว;านารายณนี้ ก็เป9นของพระพรหมา แต;ครั้นเมื่อมีความนับถือพระวิษณุกันมากขึ้น จึงยกนามนารายณนี้มา ให'พระวิษณุๆ ก็เลยครอบครองเป9นเจ'าของต;อมาทีเดียว ผูท' ี่นับถือพระนารายณนั้นมักเรียก พระศิวะว;าพระมหาเทพ และศัพท “อิศวร” (พระผู'เป9นใหญ;) นั้น ก็ใช'เรียกพระนารายณแต;


ตามความนิยมแห;งคนโดยมาก นามอิศวรเป9นของพระศิวะเป9นเจ'า เรียกพระศิวะเป9นเจ'าว;า อิศวรทั่วกันแล'วจึงเป9นอันจะตู;ไปใช'นามพระนารายณไม;ได'ถนัดนัก ในคัมภีรจําพวกปุราณะ ต;างๆ ซึ่งพวกพราหมณไพษณพนิกายแต;งมีเรือ่ งราวอยู;หลายแห;ง สําหรับแสดงความเป9นใหญ; ของพระนารายณ เช;นมีตัวอย;างดังต;อไปนี้ ในหนังสือจําพวกภควัตปุราณะ มีเรื่องเล;าว;า. – ในกาลครั้ง ๑ พระฤษีเจ'าทั้งปวง กําลังกระทําพิธีพลีกรรมอยู;ที่ริมฝ[\งแม;น้ําสะรัสวดีได'เกิดมีขอ' เถียงกันขึ้นในระหว;างพระฤษีเจ'า ว;า อันพระเป9นเจ'าทั้งสามนั้น องคใดจะประเสริฐยิ่งกว;าองคอื่น จึงพร'อมกันแต;งให'พระถฤคุมุนีตรงไปพรหมโลกก;อนและเดินตรงเข'าไปในวิมานพระพรหมาโดยมิได'แสดงกิริยาเคารพตาม ประเพณีเลย พระพรหมาทอดพระเนตรเห็นพระมุนีประพฤติกิริยาหยาบเช;นนั้น ก็ทรงพระ โกรธแต;ทรงรําลึกขึ้นได'ว;า ผูผ' ิดนั้นเป9นโอรสแห;งพระองคเอง จนสู'ดับโทสะลงได' พระภฤคุได' แลเห็นดังนั้นแล'วจึงไปยังเขาไกรลาศ ครั้นเมือ่ พระมเหศวรรีบเสด็จออกมากอดกันอย;างฉันพี่ น'อง พระภฤคุก็หันหน'าหนีเสีย พระอิศวรมีความขัดพระทัยในความประพฤติแห;งพระมุนี จึงฉวยพระแสงตรีศลู เงื้อง;าจะฆ;าพระมุนีแต;นางบรรพตี (พระอุมา) เข'าไปกราบแทบพระบาท และทูลทัดทานพระสามีไว' พระภฤคุก็ไปยังไวกูณฐ (ที่สถิตพระนารายณ) เห็นพระนารายณ บรรทมหลับอยู;ทตี่ ักพระลักษมี พระมุนีก็ยกเท'าขึ้นถีบกลางพระทรวงพระเป9นเจ'าเสด็จลุกขึ้น นมัสการพระภฤคุแล'วตรัสว;า “ข,ายินดีขอต,อนรับท*านมหาพราหมณ! ขอเชิญท*านจงนั่งลง พักผ*อนกายและขอจงให,อภัยแก*ข,าพเจ,าผูไ, ด,กระทําผิดไปแล,วโดยความโฉดเขลา (คือในการที่ มิได'ลุกขึ้นต'อนรับแขกโดยเร็ว) และขอขอภัยที่ทําให,เท,าอันอ*อนของท*านต,องเจ็บเพราะ ข,าพเจ,า” ตรัสเช;นนั้นแล'วก็เอาพระหัตถนวดฟ[•นเท'าพระภฤคุ และตรัสต;อไปว;า “วันนี้ข,าพเจ,า เป&นผูท, ี่ได,มีบุญยิ่งนัก เพราะพระคุณเจ,าได,เอาธุลลี ะอองพระบาทแห*งองค! อันเป&นเครื่องล,าง บาปได,นั้นแตะแล,วบนหน,าอกแห*งข,า” เมื่อพระวิษณุเจ'าได'ตรัสฉะนี้แล'ว พระภฤคมุนีมีความ ปลื้มป3ติเต็มตื้นจนพูดไม;ออกจึงมิได'ทลู ตอบประการใด ทูลลากลับจากทีเ่ ฝ?าและตาก็เต็มไป ด'วยน้ําตาอันบังเกิดมาเพือ่ ความศรัทธาหาที่สุดมิได' ฝ^ายพระฤษีเจ'าทั้งหลายบรรดาที่สโมสร ประชุมอยู;ริมฝ[\งสะรัสวดีนนั้ ครั้นได'ฟ[งคําพระภฤคุแถลงเหตุการณต;างก็มีความแน;นอนใจ ว;า พระวิษณุเป9นใหญ;ยิ่งในพระเป9นเจ'าทั้งสาม เพราะพระองคปราศจากโทสะและความโกรธ


ในหนังสือป[ทมปุราณะมีข'อความเล;าไว'ถึงเรือ่ งพระอิศวรยอมยกย;องพระนารายณว;า เป9นใหญ;กว;าพระองค คือ มีเป9นถ'อยดํารัสแก;พระอุมามหาเทวี “ตูข,าจะแสดงให,เจ,าเข,าใจมูล และรูปแห*งพระวิษณุเจ,า จงรู,เถิดว*าแท,จริงพระองค!คือนารายณ!คือมหาบุรุษ และปรพรหมไม* มีที่เริ่มและไม*มีทสี่ ดุ ทรงรอบรู,ทั่วไป อยู*ในทีท่ ั้งปวงยัง่ ยืนมีไม*เปลีย่ นแปลง และเป&นบรมสุข พระองค!คือศิวะ คือหิรัณยะครรภ! และสูรยะ พระองค!ประเสริฐกว*าเทวดาทั้งหลาย แม,ตูข,าเอง ก็ไม*เทียบเท*า แต*ที่แท,นั้นเป&นการพ,นวิสัยที่ตขู ,า หรือพระพรหมา หรือเทวดาอืน่ ๆ จะแสดง พระคุณแห*งพระวาสุเทพ ผู,ประเดิมโลกและเป&นอธิบดีแห*งสากลโลกนี้ ฯ” ในหนังสือวราหะปุราณะ ซึ่งเป9นคัมภีรสําหรับแสดงคุณพระนารายณในหน'าที่ผสู' งวน โลกนั้น มีขอ' ความกล;าวไว'ว;า,- พระนารายณมหาเทพ เมือ่ ได'ทรงรําพึงถึงการสร'างโลกนี้ ได' ทรงรําพึงด'วยว;า เมื่อได'สร'างโลกขึ้นแล'วจําจะต'องสงวนต;อไปด'วย “แต*โดยเหตุที่ผไู, ม*มีตัวจะ กระทํากิจการอันใดมิได,ไซร, จําเราจะต,องสร,างสิ่งมีตวั ขึ้นจากเชื้อแห*งเราเอง และใช,ให,เป&นผู, สงวนโลกสืบไป” เมือ่ ทรงดําริฉะนั้นแล'ว พระนารายณสวยัมภูจึงได'สร'างเทวดาองค ๑ จาก เชื้อแห;งพระองค และประทานพรว;า “ดูกรวิษณุ เจ,าจงเป&นผู,รังสรรค!สิ่งทั้งปวง เจ,าจงเป&นผู, สงวนภพทั้งสามและเป&นทีร่ ักใคร*แห*งชนทั่วไป เจ,าจงเป&นผู,รอบรู,ในสิ่งสรรพ และทรงอานุภาพ ใหญ*ยิ่ง และเจ,าจงเป&นผู,ประพฤติตามความปรารถนาแห*งพรหมาและทวยเทพทุกเมือ่ เทอญ” แล'วพระมหาบุรุษก็กลับกลายเป9นพืชไปอย;างเดิม (คือไม;มตี ัว มีแต;คุณธรรม) ฝ^ายพระวิษณุ


เมื่อทรงคํานึงถึงสาเหตุที่พระองคได'มีกําเนิดมานั้น ก็บรรทมหลับไป และในขณะที่บรรทมกลับ อยู;นั้น ทรงสุบินนิมิตเห็นการสร'างของสิ่งต;างๆ จึงบันดาลให'มีดอกบัวหลวงผุดขึน้ มาจากพระ นาภี พระพรหมาได'บังเกิดขึ้น และพระวิษณุเป9นเจ'าได'ทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งได'บังเกิดมา จากพระองคฉะนั้นก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก

ข'อความที่กล;าวมาแล'วข'างบนนี้ ก็เป9นแต;หัวข'อพอสังเขปเพือ่ ให'สังเกตเห็นได'ว;า พวก พราหมณยกย;องนับถือพระนารายณกันอย;างสูงปานใด ถ'าจะเก็บข'อความอธิบายให'ละเอียดก็ จะกินที่มากนัก เพราะข'อความมีอยูอ; ย;างวิจิตรพิสดารมาก ยกตัวอย;างเช;นในวิษณุปุราณะแห;ง เดียวเท;านั้น ก็จะต'องการสุมดเล;มหนพอใช'กว;าจะเก็บข'อความได'หมด แต;ในทีน่ ี้ข'าพเจ'ามิได' มุ;งหมายที่จะแต;งตํารับไสยศาสตร ความปรารถนามีอยูอ; ย;าง ๑ ต;างหาก คือ จะอธิบายเรื่อง พระนารายณพอเป9นเค'าๆ เพือ่ ให'ผู'อ;านทราบลักษณะแห;งพระนารายณไว'บ'าง (ก;อนที่จะอ;าน เรื่องพระนารายณสิบปางซึ่งจะมีต;อไป) เพราะฉะนั้นข'อความที่กล;าวถึงพระนารายณในส;วนที่ เป9นองค ๑ ในพระเป9นเจ'าทั้งสามนั้น เท;าที่กล;าวมาข'างต'นนี้ก็ดูจะเพียงพออยูแ; ล'ว จะได'เหลือ ที่ไว'กล;าวถึงนารายณสิบปางให'ละเอียดต;อไป๓๙

B

! " & #3 61 D * 1 . ** (3 1 ก . ) .

!

( $" . + - 3 ! N-*-#& @" ! " & + 3 $ 1 #*. (. ก @ * @ @ กE % @.- . (#* @" $ ! " & *;"(

*;"( ! "


บัดนี้จะกล;าวถึงข'อความสําคัญอันเนือ่ งด'วยพระนารายณโดยย;อพอเป9นสังเขปดังนี้ ที่สถิตของพระนารายณเรียกว;า “ไวกูณฐ” ในคัมภีรมหาภารตะว;าเป9นทองทั้งแผ;น กว'างแปดหมื่นโยชน วิมานล'วนแล'วด'วยรัตนะเสาและช;อฟ?าใบระกาเป9นเพชรพลอย น้ําพระ คงคาตกลงมาจากสวรรคลงตรงธรุวะ (ยอดโลก หรือดาวเหนือ) แล'วไหลลงมาทางผมแห;ง สัปตฤษี (คือ ฤษีเจ็ดตน ซึง่ นิยมกันว;าบัดนี้แลเห็นเป9นดาว ๗ ซึ่งไทยเรียกว;าดาวจระเข') และ ตกจากนั้นเป9นลําน้ําใหญ; ณ ที่มีสระโบกขรณีทั้ง ๕ อันเต็มไปด'วย ๕ อย;าง มีดอกจงกลสีขาว สะอาด เป9นที่ประทับแห;งพระวิษณุเป9นเจ'าและข'างขวาแห;งพระองคนั้นคือพระลักษมี อันมี ราศีสว;างกระจ;างเหมือนแสงฟ?าและมีกลิ่นบัวหลวง หอมฟุ?งมาจากพระกายแห;งนางนั้นกลิ่น ไกลได'ได'ถึงระยะแปดร'อยโยชน

ในรูปสมัยใหม;นี้ ในมัธยมประเทศมักเขียนพระนารายณเป9นชายหนุ;ม สีดําหรือม;วง แก; และมีสี่กร แต;ส;วนสีกายพระนารายณนั้น ตามมหาภารตะว;าไม;เป9นสีดําอยูเ; สมอ ย;อม เปลีย่ นแปลงไปตามยุค คือในยุคที่ ๑ ซึ่งเรียกว;ากฤตายุคหรือสัตยะยุคนั้น ชนย;อมปฏิบัติดีงาม อยู;เป9นพื้นตั้งอยู;ในศีลธรรมสม่ําเสมอ กายพระนารายณจึงเป9นสีขาว เพราะความบริสุทธิ์ยอ; ม จับพระฉวีพระเป9นเจ'า กฤตายุคนี้ยอ; มคงอยู;ได' ๔,๘๐๐ ป3สวรรค (๑ ป3มนุษยเป9น ๑ วันสวรรค คํานวณตามจันทรคติ นับ ๓๖๐ วันเป9น ๑ ป3 ก็เป9นอันได'ความว;า อายุแห;งกฤตายุคคงเป9น


๑,๗๒๘,๐๐๐ ป3มนุษย) ครั้นสิ้นยุคนีแ้ ล'ว ถึงยุคที่ ๒ ซึ่งเรียกว;าไตรดายุค ความดีในโลกลดลง ไปส;วน ๑ ใน ๔ สีกายพระนารายณก็เปลี่ยนเป9นสีแดง ครั้นครบกําหนด ๓,๖๐๐ ป3สวรรค (๑,๒๙๖,๐๐๐ ป3มนุษย) ขึน้ ยุคที่ ๓ ซึ่งเรียกว;าทวาบรยุค ความดีโลกลดลงไป ๒ ส;วนใน ๔ สีกายพระนารายณเปลี่ยนไปเป9นเหลือง ครั้นครบกําหนด ๒,๔๐๐ ป3สวรรค (๘๖๔,๐๐๐ ป3 มนุษย) ขึ้นยุคที่ ๔ ซึ่งเรียกว;ากลียุค ยังคงเหลือความดีอยู;ในโลกเพียง ๑ ส;วน ๔ เท;านั้นสีกาย พระนารายณก็กลายเป9นสีดํา สมกับความมืดมัวแห;งโลก กลียุคนี้มีกําหนด ๑,๒๐๐ ป3 (๔๓๒,๐๐๐ ป3มนุษย) ครั้นเสือ่ สิ้นกลียุคนี้แล'ว พระเป9นเจ'าจึงจะล'างโลกและสถาปนาขึ้นใหม; กลับเริ่มเป9นกฤตายุคใหม;อีกต;อไป ในกาลบัดนี้เราอยู;ในกลียุค ซึ่งตามความนิยมข'าง ไสยศาสตรว;าได'เริ่มต'นตั้งแต; ๒๕๕๙ ป3ก;อนพุทธศักราช เพราะฉะนั้นป3พุทธธศักราช ๒๔๕๖ นี้ก็ตรงกับป3ที่ ๕๐๑๖ แห;งกลียุค เหตุฉะนี้ถ'าจะเขียนรูปพระนารายณในพุทธธศักราช ๒๔๕๖ นี้๔๐ (และต;อไปอีก ๔๒๖,๙๘๔ ป3) เขียนสีกายดําหรือสีดอกอัญชันเป9นถูก ส;วนการแต;งพระองคนั้น ตามรูปมักแต;งเป9นกษัตริย กรทั้ง ๔ นั้นมีถอื ของต;างๆ กัน ตามความในโองการแช;งน้ําว;า “สี่มือถือสังข!จักรคทาธรณี” ดังนี้คือกล;าวถึงของที่มักถือโดย ปกติ สังขนั้นชือ่ ปาญจะชันยะ ซึ่งเรียกตามนามแห;งอสูรตน ๑ ชือ่ ป[ญจะชน อสูรตนนี้ได'ลกั เอาตัวบุตรแห;งพราหมณสานทีปนี ผูเ' ป9นอาจารยแห;งพระกฤษณะไป พระกฤษณะตามลงไป พบในมหาสมุทร ป[ญจะชนได'เข'าไปอยู;ในเปลือกหอยสังข พระกฤษณะฆ;าอสูรแล'วก็เอาเปลือก หอยสังขนั้นมาใช'เป^าสืบไป๔๑ จักรที่ถอื นั้นชือ่ สุทรรศนะ หรือวัชรนาภะ คทานั้นชื่อเกาโมทกี (ปลายเป9นรูปบัวตูม) ส;วนในมือที่ ๔ ซึ่งว;าถือ “ธรณี” นั้นมักทําเป9นดอกบัว เพราะพวก พราหมณมักเปรียบพื้นดินนี้ด'วยดอกบัวหลวง นอกจาก ๔ อย;างซึ่งกล;าวแล'วนั้น พระนารายณ ยังมีอาวุธอีก ๒ อย;าง คือธนูศรชื่อศารนคะและพระขรรคชื่อนนทก ที่บนพระทรวงมีขนชนิด ๑ เรียกว;า ศรีวัตสะ มีทับทรวงเป9นแก'วชื่อเกาตุสุภ และมีวไลยฝ[งด'วยแก'วชื่อสยมันตะ เรื่อง อาวุธที่พระนารายณถือ และเรื่องแก'วสยมันตกะนั้น มีข'อความอธิบายไว'พิสดารในวิษณุ ปุราณะแต;เป9นเรื่องที่เนือ่ งด'วยพระกฤษณะ (เพราะฉะนั้นได'จดลงไว'ต;างหากแล'ว) ในหน'าที่ผู'สงวนโลก หรือโปรดสัตวให'พ'นทุกขอันเป9นผลแห;งอกุศลกรรม หรือความ ประพฤติพาลแห;งมนุษยหรือมุษยนั้นไซร' พระนารายณจําเป9นต'องเสด็จอวตารลงมาดับความ ร'อนให'เย็น ในการที่ลงมาเช;นนี้ยอ; มทรงรูปต;างๆ จึงเรียกว;าอวตารนั่นอวตารนี่ หรือเรียกตาม ภาษาไทยแท'ว;าปางนั้นปางนี้ ส;วนจํานวนปางนั้นไม;แน;ว;าเท;าใด บางตํารับว;า ๑๐ บางตํารับว;า

'F '

@..C -#*

! (

" & (C

#3 &

. . ',= ก


๒๔ และบางตํารับก็ว;านับไม;ถ'วน แต;โดยมากนิยมกันว;ามีสิบปาง ส;วนเรือ่ งอวตารหรือปางนี้ได' กล;าวไว'ในบท ๑ ต;างหากแล'ว๔๒ ผู'ที่มีความเลือ่ มใสในพระนารายณนั้น จะได'ผลานิสงสสําคัญอัน ๑ ซึ่งมีกล;าวอยู;เป9น หัวข'อสําคัญในโองการแช;งน้ํา กล;าวคือ “โอม สิทธิ สรวงศรีแกล,วแผ,วมฤตยู” ดังนี้ มุ;งเอา ความว;าผู'ที่มีความศรัทธามั่นคงอยู;ในพระนารายณแล'ว จะพ'นจากอํานาจพระยมได' ข'อนี้มี คําอธิบายพิสดารอยู;ในหนังสือวิษณุปุราณะ กัณฑที่ ๓ ปริจเฉทที่ ๗ ณ ที่นี้พราหมณไมตรยะมี ปุจฉาถามพระปราศรมุนีใจความว;า ทําอย;างไรชนจึงจะพ'นจากเงื้อมมือพระยมไปได' พระ ปราศรจึงวิสัชนาดังนี้ “ดูกรมุนีผู,เจริญ อันปุจฉานี้ไซร,พระนกูลได,เคยถามพระมาภีษมะผู,เป&นอัยกา๔๓ และ ตูข,าจะแสดงความซึ่งท*านวิสัชนาครั้งนั้นให,ฟSงฯ พระภีษมะนั้นไซร,ได,ว*า ณ กาลครั้งหนึ่ง มี พราหมณ!ผู, ๑ จากกะลิงคราษฎร!มาหาเรา เขาได,เล*าให,เราฟSงว*า ครั้งหนึ่งเขาได,ถามปSญหาแก* พระมุนีตน ๑ ซึ่งรําลึกชาติได, และเป&นผูซ, ึ่งรอบรู,ในกิจการทั้งที่ล*วงไปแล,วและจะมีมา ณ เบื้อง หน,า เมือ่ เราผู,มีความเชือ่ ถือในถ,อยคําแห*งพราหมร!นั้น ได,วิงวอนให,พราหมณ!แสดงความ ตามที่มหาฤษีได,กล*าวมานั้นไซร, พราหมณ!จึงเล*าให,เราฟSง และสิ่งซึ่งพราหมณ!เล*าให,เราฟSงนั้น เรายังมิได,เคยพบแห*งอื่นอีกเลย เมือ่ เราได,ถามปSญหาแก*พราหมณ!เหมือนอย*างที่สเู จ,าได,ถาม เรานี้ไซร, พราหมณ!กะลิงค!จึงเล*าความตามที่พระมุนีเล*าให,ฟSง คือข,อสําคัญอันพระฤษีผู,รําลึก ชาติได,นั้นแสดงแล,ว เป&นคําสนทนาระหว*างพระยมกับยมทูตตน ๑ ฯ ครั้ง ๑ พระยมแลเห็น ยมทูตผู, ๑ ถือบ*วงอยู*ในมือพระยมจึงกระซิบบอกกับเขานั้นว*า “เจ,าจงหลีกให,ไกลจากผู,ศรัทธา ในพระมธุสูทน! (นารายณ!) กูนี้ไซร,เป&นใหญ*ได,รับเทวบัญชาแห*งพระธาดาเป&นเจ,า อันเป&นที่ เคารพแห*งอมรรตยะเทพทั้งหลายให,เป&นผูเ, หนีย่ วรั้งมนุษย! และให,เป&นผูต, รวจตราผลแห*งกุศล และอกุศลในสากลโลก แต*ผู,ใดที่ปฏิบตั ิโดยอาศัยพระหริเป&นเจ,าเป&นธรรมุเทศไซร,ผู,นั้นแลจะ รอดพ,นจากอํานาจกู เพราะเหตุว*าพระวิษณุย*อมมีฤทธิอํานาจอาจครอบงําและเหนี่ยวรั้งกูได, เปรียบเหมือนทองคําถึงแม,จะทําขึ้นรูปให,เป&นกําไลก็ดี มงกุฎก็ดี หรือต*างหูกด็ ี คงยังมีเนือ้ อยู* อย*างเดิม ดังนี้ฉันใดแม,พระหรินั้นจะทรงรูปอย*างเทวดา สัตว!หรือมนุษย!กด็ ี ก็ยงั เป&นพระหริ อยูอ* ย*างเดิมฉันนั้น อันหยาดน้ําทั้งหลาย ซึ่งลมได,หอบขึ้นไปแล,วจากพื้นดิน ครัน้ เมื่อสงบแล,ว น้ํานั้นก็จะกลับตกลงพื้นดินอีกฉันใด อันว*านานาประเภทแห*งเทวดา มนุษย!และสัตว! ซึ่ง กระจัดกระจายไปแล,วเพือ่ ความกวนขุ*นแห*งอุปนิสยั เมื่อสิ้นกรรมแล,วจะกลับมารวมกันเข,าใน '

.C & 8 9 ... กC1 ก ;O $ 1Cกก - D */- " ( D#4 3 1 7 % 5 '

;O/ RC$ $ (. 1/ - ;O/ 61

RC #!& (#* RC #$ C

(

D 61 !

RC &% U%& @. ;# ก ก


ความสูญยิ่ง (นิรพาณ) อย*างเดิมฉันนั้น บุคคลใดมีปญ S ญาอุตสาหะนบนอบแทบพระบาทบงกช แห*งพระหริ อันเป&นทีเ่ คารพแห*งทวยเทพไซร, ผู,นั้นย*อมจะรอดพ,นจากบรรดาบ*วงบาป บุคคล เช*นนั้นและสูเจ,าจงหลีกให,ไกล เหมือนหลีกจากไฟอันหยอดแล,วด,วยน้ํามันฉันนั้นเทอญ ฯ” ครั้นได,ฟSงคําดํารัสแห*งพระยมฉะนั้นไซร, ยมทูตจึงทูลพระธรรมราช (พระยม) ความว*า “ข,าแต* พระองค!ผู,เป&นใหญ* ขอจงได,โปรดทรงแนะแก*ตูข,า ว*าทําไฉนข,าจึงจะรู,จักผู,ทเี่ ลื่อมใสในองค!พระ หริ อันเป&นผู,ครอบงําสรรพสัตว! ฯ” พระยมจึงตรัสตอบว*า ผู,ทเี่ ลือ่ มใสในพระวิษณุนั้นไซร, คือผู, ที่ไม*ลดละจากกิจปฏิบัติอนั ควรแก*วรรณะแห*งตน ผูท, ี่แลดูทั้งมิตรและอมิตรด,วยจิตอุเบกขา สม่ําเสมอ ผูท, ี่ไม*ถอื เอาของใดๆ (ซึ่งมิใช*ของตน) และไม*ทําร,ายสัตว!ใดๆ เจ,าจงรู,จักเถิดว*าผูท, ี่จิต ปราศจากมลทินนั้นแลเป&นผู,เลือ่ มใสในพระวิษณุ ผู,ทมี่ ีศรัทธาแท,จริงในพระหริไซร, เขาย*อมเอา พระชนรรทนะ (นารายณ!) ตั้งไว,เป&นกรรมัษฐานในดวงจิต ซึ่งเขาได,กระทําแล,วให,แผ,วจาก ความมัวเมา และผู,นั้นเป&นผู,มีมโนอันปราศจากความแปดเปTอU นด,วยมลทินแห*งกลียุค เจ,าจงรู, เถิดว*าอันคนดีทเี่ ป&นผู,นับถือพระวิษณุนั้น คือผู,ซึ่งถึงแม,จะได,เห็นทองอยู*ในทีล่ ับ ก็นึกเสียว*า ทรัพย!ของผูอ, ื่นเหมือนต,นหญ,าและตั้งจิตมุ*งอยู*แต*ทพี่ ระเป&นเจ,า คนผู,นั้นผ*องแผ,วเหมือนภูเขา แก,วอันใสสะอาด เพราะเหตุว*าพระวิษณุจะเสด็จอยูอ* ย*างใดในดวงใจแห*งชนผูม, ีความโกรธ ความริษยา และอคติอย*างอื่นๆ อันความรุ*มร,อนแห*งไฟจะอยูไ* ด,ในกองรัศมีอันเย็นแห*งดวง เดือนไฉนได, ผู,ใดยังชีพอยูโ* ดยตั้งอยู*ในมโนสาจริต มีอโกธะ (ความไม*ปองร,าย) และสันโดษ (มักน,อย) เป&นอาทิ ตั้งอยู*ในกายสุจริต มีอหึงสา (ไม*ทําร,ายแก*ผู,อื่น) เป&นอาทิ ตั้งอยู*ในกาย สุจริต มีอหึสา (ไม*ทําร,ายแก*ผอู, ื่น) เป&นอาทิ ตั้งอยู*ในวจีสุจริต กล*าววาจาอันไพเราะและดี ไม*โอ,อวดและพูดตามความจริงใจ ผู,นั้นไซร,ยอ* มมีพระวาสุเทพเป&นผู,กํากับดวงใจอยู*เป&นนิตย! อันว*าต,นเต็งรัง (สาละ) ย*อมสําแดงด,วยความงามว*าได,ดูดรสอันดียิ่งแล,วจากพื้นดินฉันใด เมื่อพระอนันตะเทวราชได,เสด็จสถิตย!อยู*ในดวงใจแห*งผู,ใดแล,ว ผู,นั้นก็จะมีความงามใน ท*ามกลางประชุมชนบนโลกใบนี้ ดูกรยมทูต เจ,าจงรีบหลีกเสียให,ห*างไกลจากบรรดาบุคคล ผู,ที่ ได,ชําระบาปกรรมได,แล,วโดยยมและนิยมปฏิบัต๔๔ ิ และผู,ซึ่งมีจิตตั้งมั่นอยู*ในพระอัจยุต (คือ พระนารายณ!) และซึ่งปราศจากจากเย*อหยิ่ง ความริษยา และความปองร,ายฯ” ตามที่ได'แปลมาส;วน ๑ เท;านี้ ก็พอเป9นทีส่ ังเกตได'แล'วว;าความมุ;งหมายแห;งพราหมณ คณาจารยนั้นมีอยูอ; ย;างไร ความปรารถนาก็ให'ชนพยายามประพฤติชอบไว' จะได'เป9นผู'ที่ตอ' ง ''

ก E ( ;" $ *6 5ก5 *" #@ * E # $" , $ ( ) %( $ ( " & ( ) ( *" $ ( ) ( *" ( ( 5*"*) $ @ )ก (') *" $ กก (,) * ก@. @ * ก & # 2 ( ก ) * E # $" , $ ( ) 1- ( ) ( ).4 $ 7 -#& # *C61 ( ) I( $ +J R ก 1( (') ( "* * (( * *) (,) # ; $ 1%ก5% * (C (/.

@ #*. #* $ " $ "$ @ $ R 6R ก 1 #* -


พระอัธยาศัยแห;งพระนารายณและพระนารายณจะได'คุ'มกันรักษามิให'ตกไปในเงื้อมมือพระยม คือไม;ให'ตกนรกเท;านั้น พระนารายณมีพระนามตั้งพัน และมีมนตอัน ๑ เรียกว;า “สหัสรนาม” ถือกันว;าเป9น มนตสําคัญ ใครว;าได'ตลอดได'บุญมาก ในนามทั้งพันแห;งพระนารายณนั้นนอกจากวิษณุและ นารายณ ยังมีที่พบใช'อยู;บอ; ยๆ อีกหลายนาม ดังเก็บมาลงไว'ในที่นี้บ'างพอเป9นสังเขป ดังต;อไปนี้ ไวกูรฐนาถ - จอมไวกูนฐ เกศวะ - มีผมอันงาม มัธวะ - ประกอบด'วยน้ําผึ้ง หรือเกิดแต;มธุ สวยภู - เกิดเอง ป`ตามวร (ป`ตามพร) - นุ;งเหลือง ชนรรทนะ - ผูท' ําให'คนไหว' วิษวัมวร (วิษวัมพร) - ผู'คุ'มครองโลก หริ - ผูส' งวน อนันตะ - ผู'ไม;มที สี่ ุด มุกุนทะ - ผู'ช;วย บุรุษโษตตม (บุรุโษดม) - ยอดชาย ยัญเญศวร - เป9นใหญ;เหนือการบูชา อัจยุต (อจุตตะ) - ไม;มีเสือ่ ม อนันตะไศยะนะ - นอนบนหลังอนันตนาค จัตุรภุช - สี่แขน ชลไศยิน - นอนในน้ํา ลักษมีปติ - ผัวนางลักษมี มธุสูทน - ผูส' ังหารมธุ (อสูร) นร - คน นารายณ - ผู'กระดิกในน้ํา ป[ญจายุทธ (ป[ญจาวุธ) - ผู'ถอื เอาอาวุธ ๕ อย;าง ป[ทมนาภ - สะดือบัว ศารนดิน หรือ ศารนคิปาณี - ผู'ถอื ศรศารนคะ จักรปาณี - ถือจักร


วาสุเทพ ทาโมทร โคบาล

- ลูกวสุเทพ - มีเชือก (ทาม) ผูกพุง - เลี้ยงโค

เป&นนามพระกฤษณะ แต*มักใช, เรียกพระนารายณ!เองด,วย

นารายณ พระนารายณเป9นเทพเจ'าองค ๑ ในหมู;พระเป9นเจ'าทั้ง ๓ ในศาสนาพราหมณ มีพระ นามปรากฏหลายอย;างที่ใช'อยู;มากคือ นารายณ ฤๅ พิษณุ หริ ฤๅ หริรักษ มธุสทู นะ (ผูส' ังหาร มธุ) ไกตะราชิต (ผู'ชํานะไกตะภะ มธุกับ ไกตพภพทั้ง ๒ นีเ้ ป9นอสูร ซึ่งได'เกิดขึ้นจากพระกรรณ พระนารายณ ขณะเมื่อบรรทมอยู;เหนือพญาเศษนาคเมื่อสิ้นกัลป‹ และกําลังจะผลาญพระ พรหมาซึ่งอยูเ; หนือดอกบัวอันผุดขึ้นมาจากพระนาภีนั้น ก็พอพระนารายณตื่นบรรทมขึ้น สังการอสูรสัยทัน) ไวกูณฐนารถ (ไวกูณฐ คือทีส่ ถิตของพระนารายณ) เกศวะ (ผู'มีเกศาอันงาม) มธวะ (เกิดแต;มธุ) สวยัมภู (เกิดขึ้นเอง) ป`ตัมวร ฤๅ ป`ตัมพร (ผู'ทรงเครื่องสีเหลือง) ชนรรทนะ (ผูท' ําให'ชนบูชา) วิษวัมวร (ผู'คุ'มเกรงโลก) อนันตะ (ไม;มีที่สดุ ) ทาโมทร (มีเชือกคาด) กกุนท (ผู'ช;วยให'รอดพ'น) บุรุษ ฤๅ ปุระโษดมยัชเนศวร (ผูเ' ป9นใหญ;ในพลีกรรม) ตริโลกนารถ ฤๅ ไตรโลกนาถ เหล;านี้เป9นต'น พระนารายณมีอวตารสําคัญ ๑๐ ปาง คือ (๑) มัตสยาวตาร เป9นปลา (๒) กูรมาวตาร เป9นเต;า (๓) วราหาวตาร เป9นหมู ลงมาสังหารหิรัญยักษะอสูร (๔) นรสิงหาวตาร เป9นนรสิงห ลงมาสังหารหิรัญกสิปอุ สูร ทั้ง ๔ ปางนี้ อยาในสมัยไตรดายุค คือยุคที่ ๑ แห;งกัลป‹ (๕) วามนาวตาร เป9นคนค;อม ลงมาลวงเอาไตรโลกคืนจากพลิราชอสูร (๖) ปรศุรามาวตาร เป9น ปรศุราม (คือ รามสูร) (๗) รามจันทราวตาร เป9นพระรามในรามายณะ (๘) กฤษณาวตาร เป9น พระกฤษณะ ฤๅที่เรียกว;าท'าวบรมจักรกฤษณ ในเรื่องอุณรุท ฤๅอีกนัยหนึ่งว;า พลรามาวตาร คือเป9นพระพลราม (พระพลเทพ) น'องพระกฤษณะ (๙) พุทธาวตาร เป9นพระพุทธเจ'า (๑๐) กัลกยาวตาร เป9นคนทีข่ ี่ม'าขาว ปางนี้จะมีมาต;อเมื่อปลายกลียุค (คือยุคที่ ๔ ป[ตยุบันนี้) พระกัลกยาวตารจะได'ล'างโลกนีท้ ั้งสิ้นแล'วจะได'เริ่มกัลป‹ใหม; เป9นสัตตยุคต;อไป รูปพระนารายณมีสี่กร โดยมากถือสังข ๑ จักร ๑ คทา ๑ ก'อนดินเป9นเครือ่ งหมาย แห;งโลก (ฤๅดอกไม'เป9นเครื่องหมายแห;งของเกิดแต;ดนิ ) ๑ นอกจากนี้บางทีถือธนู ลูกศร ตรี เป9นต'น พญาเศษนาค อีกนัยหนึ่งเรียกว;า อนันตนาคราช เป9นบัลลังกบรรทมลอยอยู;ในกลาง เกษียรสมุทร พญาครุฑเป9นพาหนะ สีกายพระนารายณนั้น ต;างกันตามยุค คือในสัตยุคเป9นสีขาว ในไตรดายุคเป9นสีแดง ในกาลียุคเป9นสีดํา (แต;สีดาํ ช;างเห็นว;ามืดไม;งาม จึงยักเยือ้ งแก'ไขเป9นสีดอกตะแบก)


พิษณุ (วิษณุ) คือ พระเป9นเจ'า ซึ่งมักใช'นามเรียกว;าพระนารายณ ในยุคไตรเพทพระพิษณุเป9นสหาย พระอินทรแต;พระอินทรเป9นใหญ;กว;า ต;อมาในชั้นยุคปุราณะพระพิษณุจึงมาเกิดเป9นใหญ;เป9น โตจนเป9นองคหนึ่งในพระเป9นเจ'าทั้ง ๓ ที่นับถือสูงสุดของพราหมณได' รับแบ;งให'เป9นผูส' งวน โลก (หริ) หรือกู'โลก คือเมือ่ บาปกรรมมีหนาแน;นในโลกเมือ่ ใด ก็อวตารลงมาช;วยสงเคราะห เสียครั้งหนึ่งเพือ่ ดับเข็ญให'เย็นในโลกทั้งสาม อวตารหรือปางของพิษณุนั้น มีมากมายหลายปาง แต;ที่นยิ มกันว;าเป9นปางใหญ; ๑๐ ปาง ดังต;อไปนี้ ปางที่ ๑ มัตสยาวตาร เป9นปลา (ตรงกับของเรา แต;ลําดับปางเป9นปางที่ ๓) ปางที่ ๒ กูรมาวตาร เป9นเต;า (ของเราก็เป9นเต;าแต;เรียกว;า “กัจฉปาวตาร” และเป9น ปางที่ ๒ ตรงกัน) ปางที่ ๓ วราหาวตาร เป9นหมู (ตรงกับของเราแต;ลําดับปางเป9นปางที่ ๑) ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร เป9นนรสิงห (ตรงกันแต;ของเราเป9นลําดับที่ ๖) ๔ ปางนี้ อวตารมาในกฤดายุค (ยุคที่ ๑ แห;งโลก) ปางที่ ๕ วามนาวตาร เป9นคนเตีย้ (ของเราเรียกว;า “ทวิชาวตาร” และลําดับเป9นปาง ที่ ๗) ปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร เป9นปรศุราม (คือทีเ่ ราเรียกว;า “รามสูร” ของเรานับเป9น นารายณอวตาร กลับไพล;ไปเป9นยักษ ผิดถนัดใจ) ปางที่ ๗ รามาวตาร เป9นพระราม (ของเราลําดับเป9นปางที่ ๑๐) ๓ ปางนี้ อวตารในไตรดายุค (ยุคที่ ๒ แห;งโลก) ปางที่ ๘ กฤษณาวตาร เป9นพระกฤษณะ (ของเรามีอยู;แต;นิดเดียว คือท'าวบรมจักรกฤษณปราบท'าวกรุงพาณในเรื่องอุณรุท แต;ลําดับเป9นปางที่ ๘ ตรงกัน) ปางนี้อวตารในทวาบรยุค (ยุคที่ ๓ แห;งโลก) ปางที่ ๙ พุทธาวตาร เป9นสมณโคดมบรมศาสดาจารย (ของเราไม;นับ) ปางนี้อวตารในกลียุค (ยุคที่ ๔ แห;งโลก) ปางที่ ๑๐ กัลกิยาวตาร เป9นมหาบุรุษขี่ม'าขาว (ของเราไม;มี ปางนี้มีมาในอนาคตกาล คือทีส่ ดุ แห;งกลียุค คล'ายพระศรีอาริยของเรา คือเมือ่ ถึงปางท;านผู'นี้โลกจะมีสุขทั่วไป) พระนารายณมีมเหสีพระนามว;า ลักษมี หรือพระศรี ก็เรียก (ไม;มีมเหสี ๒ องคอย;างที่ มักเข'าใจกัน และอยากให'มี) ที่สถิตของพระนารายณเรียกว;า “ไวกูณฐ” (ไม;ใช;ไวยกูณฐ) พาหนะ คือ พญาครุฑ รูปพระนารายณ มักเขียนเป9นชายหนุ;มรูปร;างสละสลวย สีกายนิลแก; ทรงเครื่องอย;างมหากษัตริย มีสี่กร ถือสังขชือ่ ปาญจชันยะ จักรชื่อสุทรรศน หรือวัชรนาภะ


คทาชื่อ เกโมทกี และดอกปทุม มีธนูชอื่ ศารนคะ พระขรรคชื่อนนทก บนอุระ มีขนเรียกว;า ศรีวัตสะ มีแก'วทับทรวงชื่อ เกาสตุภ มีวลัยฝ[งด'วยแก'วชื่อ สยมนตก ในรูปบางทีก็เขียนนั่งบน ดอกบัวกับพระลักษมี หรือบรรทมในบัว บางทีก็บรรทมเหนือพญานาคชื่อเศษนาคราช หรืออนันตนาคราช บางทีก็ขี่เวนไตยครุฑราช

พระนารายณมีนามตั้งพัน จึงเรียกว;า สหัสรนาม นามที่ใช'ๆ อยู;มากคือ อัจยุต (ไม;ตก ไม;สูญ) (ไม;มที สี่ ุด) อนันตไศยน (นอนบนอนันตนาค) จัตุรภุช (สีแ่ ขน) ทาโมทร (พุงทาม เมือ่ เป9นกฤษณ) โควันท หรือโคบาล (เมื่อเป9นกฤษณะ) หริ (ผู'สงวน) หฤษีเกศ (ยอดแห;งความรู'สึก ทั้งปวง) ชลไศยิน (นอนน้ํา) ชนรรทนะ (ผูซ' ึ่งชนไหว') เกศวะ (ผมงาม) กิรีติน (ใส;มงกุฎ) ลักษมีบดี (ผัวลักษมี) มธุสทู น (สังหารมธุอสูร) มาธพ (เกิดแต;มธุ) มุกุนท (ผู'ช;วยให'พ'น) นร (คน) นารายณ (ผู'กระดิกในน้ํา) ป[ญจายุทธ หรือป[ญจาวุธ (ถืออาวุธ ๕) ปทมนาภะ (สะดือ ดอกบัว) ป`ตามพร (นุ;งเหลือง) บุรุษ (ผู'ชายหรือดวงวิญญาณ) ปรุโษดม (ยอดชาย) ศารนคิน หรือศาสรนคิปาณี (ถือธนูศารคนะ) วาสุเทพ (ลูกวสุเทพ คือ กฤษณะ) ไวกูณฐนาถ (จอม ไวกูณฐ) ยัญเยศ หรือ ยัญเยศวร (เป9นใหญ;ในยัญกรรม) ลักษมี


เป9นมเหสีของพระนารายณ ซึ่งมีมเหสีองคเดียวไม;ใช;สองพระองคอย;างทีเ่ ข'าใจกันอยู; พระศรีนั้นไม;ใช;อีกองคแต;เป9นนามแห;งพระลักษมีนั้นเอง เช;น ภควดี ก็เป9นนามอีกนามหนึ่ง แห;งพระลักษมีอีกเหมือนกัน และถ'าว;านามหนึ่งจะให'เป9นองคหนึ่งฉะนั้นไซร' ก็เป9นอันได'มเหสี ให'พระนารายณอีกหลายองค คือ ๑.พระลักษมี ๒.พระศรี ๓.พระภควดี ๔.พระกษีราพธิดานัย ๕.พระป[ทมา ๖.พระกมลา ๗.พระชลธิชา ๘.พระจันจลา ๙.พระโลลา ๑๐.พระโลกมาตา รวม เป9น ๑๐ องค (ซึ่งถึงแม'พระนารายณก็จะเห็นพอแห;พระเกียรติยศ กระมัง)๔๕ แต;แท'จริงนั้น นามทั้ง ๑๐ ที่กล;าวมาแล'วข'างบนนี้ เป9นามแห;งเทวีองคเดียวกันทั้งสิ้น คือพระลักษมีนั้นเอง ส;วนกําเนิดของพระลักษมีนั้น ตามรามายณะว;าเกิดจากฟองน้ํา จึงได'นามว;า ชลธิชา (เกิดแต;น้ํา) เมื่อเทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทรทําน้ําอมฤต นางได'ผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทร จึงได'นามว;า กษีราพธิดานัย (ลูกสาวแห;งทะเลน้ํานม) และเมือ่ ผุดขึ้นมานั้น ถือดอกบัวจึงได' นามว;า ป[ทม หรือ กมลา ต;อๆ ไปในเมือ่ พระนารายณอวตารก็มักจะได'ไปกําเนิดเป9นเนือ้ คู;หรือเป9นญาติสนิท เช;นในปางวามนาวตารเป9นนางกมลา ในปางปรศุรามาวตารเป9นนางธรณี ในปางรามาวตาร เป9นนางสีดา ในปางกฤษณาวตารเป9นนางรุกมิณี พระลักษมีนั้น นับถือกันว;าเป?นตัวอย;างแห;งนางที่งามทั้งรูปและกิริยา เป9นผู'นําความ เจริญ (ภคะ) จึงเรียกว;า พระภควดี เป9นผูอ' ุปถัมภบรรดาสตรีทั้งปวงทุกชั้น รูปเขียนมักมีกายสี ทอง นั่งบนดอกบัว ถือดอกบัว

',

.+ 3# -( .+ (Monogamy) Q - ก.< # 61 .C- %. .

ก/0 ก1 *C *3 @ ! ก ! -#&! " & *;"( -* *C *$ 3 -#&- 5Cกก ก;O" 6

" 1 *6 5% & ก #R .#* #* .#* ก+ ! -#&- D 4กก ( .+ ก


พระลักษมี อีกนัยหนึ่งเรียกว;าพระศรี (พระศรีกับพระลักษมีไม;ใช;เป9น ๒ องค เป9นองคเดียวกัน เรียกนาม ๒ อย;าง ฯ) เป9นอัครมเหสีของพระนารายณ “และเมือ่ พระนารายณ!ได,อวตารมาเกิด ในมนุษยโลกคราวใด พระลักษมีกโ็ ดยเสด็จทุกครั้ง เมื่อเป&นพระวามนพระลักษมีได,บังเกิดจาก ดอกบัว และมีนามปรากฏว*า ปทมา ฤๅ กมลา เมือ่ พระองค!เป&นปรศุราม พระลักษมีเป&นนาง ธรานี เมื่อพระองค!เป&นพระราม พระลักษมีเป&นนางสีดา เมือ่ พระองค!เป&นพระกฤษณะ พระลักษมีเป&นนางรุกมินี ในปางอื่นพระลักษมีก็ได,เป&นผูอ, ุปฐากพระวิษณุนารถทุกครั้ง ถ,าแม, พระองค!ทรงถือเอาพระลักษมีก็คงมีเทวรูป คงจะให,พระองค!ของเทวีเป&นที่เหมาะสมกับ พระรูปแห*งพระวิษณุนารถเสมอไป” (กล;าวตามคัมภีรวิษณุปุราณะ) ในเรื่องรามายณะ พาลกัณฑมีเล;าถึงเรื่องกําเนิดของพระลักษมี ใจความว;าเมื่อขณะที่ เทพยเจ'าทั้งหลายกวนเกษียรสมุทรเพือ่ ทําน้ําอมฤต ได'มีดอกบัวหลวงผุดขึ้นมาจากกลางทะเล ในดอกบัวนั้นมีนางอยู;นาง ๑ อันงดงามหาที่ติไม;ได' จึงมีนามว;าลักษมี (แปลว;า มีความถึง พร'อม ฤๅ งามพร'อม) และมีสิริอันประเสริฐ จึงได'นามว;า ศรี พอขึ้นมาจากทะเลน้ํานมนางก็ ตรงเข'าไปยังนารายณ พระนารายณจึงยกให'เป9นพระมเหสีแต;บัดนั้น


ในรูปเขียน พระลักษมีมสี กี ายเป9นทอง นั่งบนดอกบัวหลวงมีพวงมาลาสวมคอ พวง มาลานี้ทําด'วยดอกไม'อันไม;มีเวลาร;วงโรยได'มาแต;เกษียรสมุทร นอกจากมีนามว;าลักษมีและศรี ยังมีที่เรียกกันอีก หริปรีย (เป9นที่รักใคร;แห;งพระหริ) ป[ทมา (นางบัวหลวง) ป[ทมาลัย (ผูส' ถิตในดกอบัวหลวง) ชลธิชา (เกิดแต;ทะเล) โลกมาตะ (มารดาโลก) เป9นต'น (จงดูเรื่องพระสรัสวดีด'วย) อาวุธพระนารายณ ตามที่ได'กล;าวมาแล'วข'างบนนี้ พระนารายณมีอาวุธ ๕ อย;างต;างมีเรื่องราวบอกเล;าว;า มาแต;ที่ใดบ'าง ดังเก็บมาไว'ดังต;อไปนี้ ๑. สังขปาญจะชันยะ เป9นเปลือกหอยสังขอันหุ'มกายอสูรตน ๑ ชือ่ ป[ญจะชน อสูร ตนนี้เมือ่ ขึ้นบกมีรูปคล'ายมนุษย แต;พอลงทะเลกลายเป9นหอยสังข ครั้ง ๑ ป[ญจะชนได'ลักเอา บุตรแห;งพราหมณสานทีปนี ผูเ' ป9นพระอาจารยพระกฤษณะนั้นลงไป พระกฤษณะตามลงไป ช;วยบุตรอาจารยฆ;าอสูรตาย แล'วจึงเอาเปลือกสังขนั้นมาใช'สําหรับเป^าในการสงครามสืบไป ตามธรรมเนียมกษัตริยโบราณต'องมีสังขสําหรับตัวเพือ่ ใช'เป9นเครื่องให'อาณัติสญ ั ญาณแด;พล เพราะฉะนั้นจึงจัดเข'าเป9นอาวุธอย;าง ๑ คือเป9นเครือ่ งใช'ในการสงคราม สังขของกษัตริยมักมี ชื่อ สังขของพระกฤษณะชื่อปาญจะชันยะแล'วก็คงเลยแต;งเรือ่ งราวประกอบขึ้นให'พิสดาร


อนึ่ง ควรสังเกตว;า เรือ่ งพระกฤษณะลงไปรบกับอสูรซึ่งเป9นสังขอยู;ในมหาสมุทรนี้ ดูคล'ายกับเรือ่ งในหนังสือนารายณสิบปางของไทยเรา ซึ่งกล;าวว;าพระนารายณอวตารเป9นปลา ลงไปรบกับสังขอสูรผูล' ักเอาพระเวทลงไปซ;อนไว' เรือ่ งนี้จะได'กล;าวถึงในตอนกล;าวด'วย มัตสยาวตารสืบไป ๒. จักรสุทรรศน หรือ วัชรนาภ มีเรื่องราวเล;ามาในมหาภารตะ ใจความว;า ครั้ง ๑ พระกฤษณะไปเยี่ยมท'าวยุธิษเฐียรและปาณฑพกุมารในนครอินทรปรัสถ พระอรชุนได'ชวน พระกฤษณไปเที่ยวไล;สัตวในป^าขาณฑพ (ขาณฑว) ซึง่ อยู;ริมนครนั้น เผอิญในเวลานั้นพระ เพลิงกําลังปรารถนาจะกินป^าขาณฑพ แต;พระอินทรไม;ยอม จึงเกิดวิวาทกัน พระกฤษณะกับ พระอรชุนเข'าข'างพระเพลิง ๆ จึงชนะได'กินป^าตามปรารถนา พระเพลิงจึงให'จักรวัชรนาภกับ คทาเกาโมทกีแค;พระกฤษณะเป9นบําเหน็จ ๓. คทาเกาทโมกี มีเรื่องอยู;ข'างบนนี้แล'ว ๔. ธนูศารนคะ ตามศัพทแปลว;า “ทําด'วยเขาสัตว” ๕. ขรรคนนทก ตามศัพทแปลว;า “ชื่นใจ”๔๖

'=

&% @. # & -#& *C

! D

* & 8 D ;" % @. 1 @ ; -#& #3

*;"9 (6ก ( $J ก

* ) U%& @.- ก1 @ ).* (. *.* 61


รายการอ@างอิง มงกุฎเกล'าเจ'าอยู;หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เทพเจ'าและสิ่งน;ารู' พระราชนิพนธ ร.๖. กรุงเทพฯ : ศรีป[ญญา, ๒๕๕๖

เทพเจ้าในศาสนาฮินดู  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you