Page 1


“เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุเมืองนคร” คนใต ศีลธรรม และการเมือง อนุสรณ อุณโณ

P

Thirdspace


“เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุเมืองนคร” คนใต ศีลธรรม และการเมือง

ISBN: 978-616-398-197-4 ผูชวยศาสตราจารย ดร.อนุสรณ อุณโณ อาจารยประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร จัดพิมพโดย ศูนยอาเซียนศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม รวมกับ

P

Thirdspace

บรรณาธิการบริหาร Thirdspace Publishing สมัคร กอเซ็ม ที่ปรึกษา ผูชวยศาสตราจารย.ดร.เทียมสูรย สิริศรีศักดิ์ ผูชวยศาสตราจารย.ดร.อรอนงค ทิพยพิมล กองบรรณาธิการ ชานนท ไชยทองดี อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ มิ่ง ปญหา ศิริวุฒิ บุญชื่น ปาณัสม วจนะพิศุทธิ์

คมสัน พรมรินทร คุณวุฒิ บุญฤกษ นิรันดรรักษ ปาทาน ศิริธร ศิริวรรณ

เลขากองบรรณาธิการ โกมารุดดีน แซเมาะ พิมพครั้งที่ 1

กรกฎาคม 2560

จำนวน ราคา ออกแบบปก ออกแบบ/จัดพิมพ

1,000 เลม 200 บาท ณัฐกานต ทาจันทร nuttakarn.th90@gmail.com หจก.วนิดาการพิมพ 14/2 หมู 5 ตําบลสันผีเสื้อ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม 50300 โทรศัพท 08 1783 8569 วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม 239 ถนนหวยแกว ตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม 50200 โทรศัพท/โทรสาร 0 5394 3594 E-mail : asean.cmu@gmail.com thirdspacebooks@gmail.com

สถานที่ติดตอ สอบถามรายละเอียด


คํานําผูเขียน หากเทียบกับคําเรียกคนในภูมิภาคอื่น เชน “คนเหนือ” และ “คนอีสาน” แลว “คนใต” เปนคําเรียกคนในภูมิภาคที่มีผูรวมสรางอยางคึกคักมากที่สุด เพราะนักวิชาการรวมถึง “ปญญาชน” โดยเฉพาะในทองถิน่ จํานวนมากไมเพียงแต ระบุอยางชัดเจนวา “คนใต” มีบุคลิกลักษณะอยางไร หากแตยังใหเหตุผลดวยวา เหตุใด “คนใต” จึงมีบคุ ลิกลักษณะเชนทีว่ า นัน้ เชน ชวน (2534) เสนอวา “คนใต” มีลักษณะเปนนักเลง กลาไดกลาเสีย รักพวกพอง และผูกพันกับถิ่นกําเนิด เชนเดียวกับอาคม (2543) ที่เสนอวา “คนใต” มีใจนักเลง กลาไดกลาเสีย รวมทั้ง หยิ่งและทระนงในเกียรติและศักดิ์ศรี ดังที่แสดงออกในวงการแขงขันวัวชน เนื่องจากอาศัยอยูในรัฐชายขอบมากอน ขณะที่ณรงค (2544) เสนอวาคนลุมนํ้า ปากพนังเปนคนรักอิสระ เชื่อมั่นตนเอง มีใจนักเลง และรักพวกพอง เพราะ ความที่อยูหางไกลจากศูนยกลางอํานาจรัฐในอดีตและจําเปนตองดําเนินชีวิต ดวยตนเอง นอกจากนี้ พวกเขาไมเพียงแตไมหวังพึง่ รัฐ หากแตยงั มักถกเถียงโตแยง เจาหนาที่รัฐอยูเสมอ จนถูกตราหนาวาเปน “คนหัวหมอ” ขณะทีน่ ธิ ิ (2548) ไมเพียงแตอธิบายวาเหตุใด “คนใต” จึงมีบคุ ลิกลักษณะ อยางที่รับรูกัน หากแตยังเชื่อมโยงบุคลิกลักษณะของ “คนใต” เขากับการเมือง ระดับชาติดวย เขาเสนอวาเพราะเหตุที่เขาสูระบบการผลิตเชิงพาณิชยกอนการ ขยายตัวเขามาของรัฐสวนกลาง “คนใต” จึงไมเพียงแตเปนคนหัวแข็ง หัวหมอ ดุ และดือ้ รัน้ หากแตยงั ไมไวใจและไมหวังพึง่ รัฐ พวกเขาชอบรัฐทีส่ ามารถควบคุมได ซึ่งสงผลตอการจัดความสัมพันธกับพรรคการเมืองและรัฐบาลโดยตรง กลาวคือ ในดานหนึ่ง “คนใต” รูสึกวาความเปนคนหัวแข็งและหัวหมอของพวกเขาเปน คุณสมบัติที่ขาดไมไดสําหรับพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่อีกดาน พวกเขาเห็นวารัฐบาลควรอยูใตการควบคุมของพวกเขา ฉะนั้น พวกเขาจึงเห็น ความแตกแยกในพรรคประชาธิปต ยและการไรความสามารถของพรรคประชาธิปต ย iii


ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเปนขอดี เพราะชวยใหพวกเขาสามารถควบคุม รั ฐ บาลและพรรคได นอกจากนี้ สาเหตุ ที่ พ วกเขาไม เ ลื อ กพรรคไทยรั ก ไทย เปนเพราะพวกเขาไมตองการอยูภายใตรัฐอุปถัมภรวมทั้งรัฐบาลที่แข็งแกรง ที่พวกเขาไมสามารถควบคุมได อยางไรก็ดี ความเปน “คนใต” โดยเฉพาะในทางการเมืองไมสามารถ อธิบายไดดวยเฉพาะเงื่อนไขทางภูมิศาสตรและประวัติศาสตรการเมืองและ เศรษฐกิจเพียงลําพัง เพราะสิ่งนี้เปนอัตลักษณที่แยกไมออกจากการสรางและ ตอกยํ้าของนักวิชาการ และ “ปญญาชน” โดยเฉพาะดานคติชนวิทยาและ ประวัติศาสตรทองถิ่นขางตน และโดยเฉพาะอยางยิ่งคือเปนอัตลักษณที่เกี่ยวโยง กับกลยุทธทางการเมืองของพรรคประชาธิปตยที่ชูความเปน “พรรคคนใต” ในการรณรงคทางการเมือง ขณะเดียวกันบุคลิกลักษณะความเปน “คนใต” ที่เขาใจกันก็มีลักษณะเหมารวมและตีขลุม ละเลยความแตกตางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนชาติพันธุและเพศสภาวะของคนในภูมิภาค หรือกระทั่ง วาคุณลักษณะของฝงตะวันตกและฝงตะวันออกที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและ สังคมตางกัน เชนเดียวกับความสัมพันธระหวางคนใตกับพรรคประชาธิปตย ที่นอกจากจะมีคนใตจํานวนหนึ่งไมพอใจและไมสนับสนุนพรรคประชาธิปตย สาเหตุที่คนใตสนับสนุนพรรคประชาธิปตยก็มีความละเอียดซับซอนกวาเพียงแค การตอบรับความเปน “พรรคคนใต” ที่พรรคประชาธิปตยชูอยางเปดเผย หนั ง สื อ เล ม นี้ เ ขี ย นขึ้ น ท า มกลางข อ ถกเถี ย งเกี่ ย วกั บ “คนใต ” ซึ่ ง ทั้ ง นักวิชาการ “ปญญาชน” ทองถิ่น รวมถึงพรรคประชาธิปตยรวมกันสรางและ เลือกใช ขณะเดียวกันก็เขียนขึ้นทามกลางสถานการณความขัดแยงทางการเมือง รวมสมัยที่การมีสวนของคนในภาคใตทาทายความรูความเขาใจเกี่ยวกับ “คนใต” ที่ ไ หลเวี ย นอยู  ใ นสั ง คมอย า งสํ า คั ญ อาศั ย หมู  บ  า นแห ง หนึ่ ง ในอํ า เภอหั ว ไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เปนพื้นที่ในการศึกษา ชี้ใหเห็นวาคนในหมูบานมีชีวิต ทางการเมืองรวมทั้งสรางและแสดงออกซึ่งอัตลักษณและตัวตนทางการเมือง iv


ของพวกเขาอยางไร ทั้งที่อยูในรูปของการเลือกตั้งระดับทองถิ่นและระดับชาติ การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง การมีปฏิสัมพันธกับรัฐ และกิจกรรม ทางสังคมและวัฒนธรรม พรอมกับชี้วาชีวิตรวมทั้งอัตลักษณและตัวตนทาง การเมืองของพวกเขาวางอยูบนเงื่อนไขและปจจัยทางสังคม วัฒนธรรม รวมทั้ง เศรษฐกิจแบบใด มีนัยทางศีลธรรมอยางไร และการมีสวนในความขัดแยงทาง การเมืองของพวกเขาสงผลกระทบและมีนัยอยางไรตอการเมืองไทยทั้งในปจจุบัน และอนาคต หนังสืออาศัยขอมูลจากการสัมภาษณและการสังเกตการณในพืน้ ทีร่ ะหวาง ป พ.ศ.2554-2555 เปนหลัก และเสริมดวยขอมูลจากเอกสาร อยางไรก็ดี เนือ่ งจาก ขอมูลมีความละเอียดออนและสามารถสงผลกระทบในแงลบตอผูใหสัมภาษณ รวมถึงผูที่เกี่ยวของได ชื่อบุคคลและสถานที่ในระดับทองถิ่น เชน หมูบาน และ ตําบลในหนังสือจึงเปนนามสมมติ ยกเวนกรณีบุคคลสาธารณะและเปนที่รูจักกัน โดยทั่ ว ไปที่ ใ ช น ามจริ ง นอกจากนี้ เพื่ อ ให ส อดรั บ กั บ รู ป ลั ก ษณ ข องหนั ง สื อ การอางอิงคําใหสัมภาษณในแตละครั้งจะระบุแตเพียงชื่อรวมถึงคุณลักษณะ ผูใหสัมภาษณ สวนวันที่ในการสัมภาษณจะระบุตอทายชื่อผูใหสัมภาษณแตละคน ในนามานุกรม ผูเขียนซาบซึ้งในความเอื้อเฟอและเมตตาอารีของผูใหสัมภาษณเปน อยางยิง่ และขอขอบคุณพวกเขาในทีน่ อี้ กี หนแมจะไมสามารถระบุนามจริงไดกต็ าม และหากหนังสือจะยังประโยชนหรือกอใหเกิดคุณงามความดีใดผูเ ขียนก็ขอมอบให พวกเขาที่มีสวนชวยใหความรูความเขาใจเกี่ยวกับ “คนใต” สอดรับกับความ เปนจริง มีความจําเพาะและละเอียดลออยิ่งขึ้น สวนความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่อาจเกิดขึ้นไดผูเขียนขอนอมรับไวแตลําพัง อนุสรณ อุณโณ ตนฤดูฝนพุทธศักราช 2560 บานสรงประภา ดอนเมือง v


คํานําสํานักพิมพ หนังสือ “เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุเมืองนคร”: คนใต ศีลธรรม และ การเมือง ของผูช ว ยศาสตราจารย ดร.อนุสรณ อุณโณ งานศึกษาทางมานุษยวิทยาทีใ่ ชเวลา ในการเก็บขอมูลในชวง พ.ศ.2554-พ.ศ.2555 ในหมูบ า นแหงหนึง่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพือ่ ทําความเขาใจในมิตทิ างการเมืองของชาวบานคนใต โดยศึกษาตัง้ แตระดับการเมือง ทองถิ่น การเมืองชาติ และการเมืองเสื้อสี โดยอาศัยการสัมภาษณ และการสังเกตเพื่อ เสนอขอมูลใหผูอานไดรับรู และเขาใจวา มูลเหตุในการที่ใครสักคนจะปกใจแนวแน เชื่อมั่นในใครสักคนที่ตนจะเลือกมาเปนตัวแทนทางการเมืองเพื่อมาดูแลผลประโยชน ของคนในชุมชนนัน้ มีรากเหงาอยางไร และแสดงใหเห็นพลวัตทางสังคมทีก่ อ ใหเกิดกลุม คน ทีม่ คี วามสัมพันธกนั กอใหเกิดเครือขายทางการเมืองซึง่ ผูกโยงไปสูก ารเมืองในระดับชาติ ขอมูลภาคสนามของผูเ ขียนไดทาํ ใหกลับมาตัง้ คําถามกับ “วาทกรรมคนใต” ทีเ่ หมา รวมวา ลวนแลวแตมีรสนิยมทางการเมืองที่เหมือนกัน แตแทที่จริงแลว คนใตในหนังสือ เลมนีไ้ ดแสดงตัวตนใหเราเห็นวา ไมวา จะเปนรสนิยมหรือความนิยมชมชอบตอตัวบุคคล กลุมคน หรือพรรคการเมืองใดๆ ก็แลวแต ลวนมีเหตุปจจัยที่ละเอียดซับซอนภายใต สิ่งที่เรียกวา “ศีลธรรม และการเมือง” หนังสือเลมนีจ้ งึ ชวยใหเราทําความเขาใจกับความเปนคนใต คานิยมและการเมือง ของคนใต จึงเปนสวนหนึ่งที่ชวยผลักดันใหนักวิจัย นักวิชาการหันมาสรางองคความรู เกี่ยวกับภาคใต การเปดพื้นที่เพื่อการถกเถียงที่กวางขึ้น และสรางกรอบการอธิบาย มุมมองศึกษาเรือ่ งภาคใต/คนใตทตี่ า งออกจากไปเดิม งานชิน้ นีจ้ ะตอบคําถามถึงวาทําไม คนใตจึงมีสวนสําคัญอยางมากในการเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศไทยครั้งลาสุด ทางศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม และสํานักพิมพ Thirdspace ขอขอบพระคุณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.อนุสรณ อุณโณ แหงคณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ที่กรุณามอบตนฉบับของหนังสือเลมนี้เพื่อ จัดพิมพเผยแพร อันเปนประโยชนทางวิชาการในสังคมไทย และผูจ ดั พิมพขอขอบพระคุณ ผูทรงคุณวุฒิทั้งสองทานที่ชวยกรุณาใหขอแนะนําและขอแลกเปลี่ยนที่มีประโยชน อยางมากในการปรับแกไขงานชิ้นนี้ กองบรรณาธิการ ศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม และ สํานักพิมพ Thirdspace vi


สารบัญ คํานําผูเขียน คํานําสํานักพิมพ ความนํา: คนใต ศีลธรรม และความนิยมในพรรคการเมือง

iii vi 1

บทที่ 1: บานเกาะ 1. การตั้งถิ่นฐานและประชากร 2. พัฒนาการระบบเศรษฐกิจ 3. สภาพเศรษฐกิจปจจุบันและนัยสําคัญทางสังคมและการเมือง 3.1 ประมงทะเลและระบบแพ 3.2 รับจางทั่วไป 3.3 การเลี้ยงกุงขาว 3.4 สถานะทางเศรษฐกิจกับนัยทางสังคมและการเมือง

6 8 11 17 17 22 25 31

บทที่ 2: ชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม 1. เครือญาติและสมัครพรรคพวก: ฐานเครือขายความสัมพันธทางสังคม 2. ครู: บุคคลในอุดมคติ 3. นักเลง: บุคคลที่จําเปนสําหรับโลกแหงความเปนจริง 4. ศิลปนพื้นบาน: สื่อความรู ระบบคุณคา และจินตนาการ

33 35 38 43 50

บทที่ 3: การเมืองทองถิ่น 1. การเลือกตั้งผูใหญบาน: เครือญาติและเงิน 2. การเลือกตั้งสมาชิกองคการบริหารสวนตําบล: เครือญาติและฝกฝายการเมือง 3. การเลือกตั้งสมาชิกองคการบริหารสวนจังหวัด: เครือญาติ คุณสมบัติสวนตัว และเครือขาย

55 56 68

vii

74


บทที่ 4: การเมืองชาติ 1. การกาวขึ้นสูความนิยมของพรรคประชาธิปตย ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และอําเภอหัวไทร 2. ชาวบานเกาะกับพรรคประชาธิปตย 3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร วันที่ 3 กรกฎาคม 2554: บททดสอบความนิยมในพรรคประชาธิปตย

79 80

บทที่ 5: “การเมืองเสื้อสี” 1. “เสื้อเหลือง”: พันธมิตรฯ พรรคประชาธิปตย “ภาคประชาชน” และสถาบันกษัตริย 2. “เสื้อแดง”: พลังทาทายระเบียบการเมืองเชิงศีลธรรม

117 118

สรุป

139

ความตาม: คนใต ศีลธรรม และอนาคตการเมืองไทย

145

บรรณานุกรม

148

นามานุกรม

150

viii

90 99

130


ความนํา: คนใต ศีลธรรม และความนิยมในพรรคการเมือง ตั้งแตตนป พ.ศ.2554 มีแผนปายไวนิลทั้งขนาดใหญ กลาง และเล็ก ติดตั้งบริเวณทางแยกและริมถนนสายปากพนัง-หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป น ระยะ ในแผ น ป า ยเป น ภาพผู  ช ายในชุ ด สู ท พนมมื อ ไหว พ ระธาตุ จั ง หวั ด นครศรีธรรมราช พรอมขอความกํากับวา “เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุ เมืองนคร” ถัดจากภาพผูชายคนดังกลาวลงมาระบุชื่อและตําแหนงของเขาวา “นายนนทิวรรธน นนทภักดิ์ ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี” ในด า นหนึ่ ง แผ น ป า ยไวนิ ล ข า งต น สื่ อ ถึ ง ความมี ศ รั ท ธาปสาทะใน พระพุทธศาสนาของนายนนทิวรรธน เพราะการนมัสการพระธาตุเมืองนคร เปนวัตรปฏิบัติทางพุทธศาสนาที่สําคัญของคนในภาคใต การที่นายนนทิวรรธน พนมมือไหวพระธาตุเมืองนครพรอมกับชักชวนชาวพุทธคนอื่นโดยเฉพาะที่อยู ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ใหกระทําตามจึงเปนการดําเนินชีวิตในครรลอง พระพุ ท ธศาสนาของคนในภู มิ ภ าคนี้ ทว า ในอี ก ด า น แผ น ป า ยดั ง กล า วเป น สวนหนึ่งของการรณรงคทางการเมืองของนายนนทิวรรธน เพราะนอกจาก เปนอดีตผูสมัครนายกองคการบริหารสวนจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ไมประสบ ความสําเร็จ นายนนทิวรรธนเปนเลขานุการสวนตัวนายวิทยา แกวภราดัย สมาชิ ก สภาผู  แ ทนราษฎรพรรคประชาธิ ป  ต ย สมั ย ดํ า รงตํ า แหน ง รั ฐ มนตรี วาการกระทรวงสาธารณสุข และหลังจากนายวิทยาลาออกจากตําแหนงเพราะ ถูกกลาวหาวาพัวพันกับการทุจริต นายนนทิวรรธนไดมาประจําทีส่ าํ นักนายกรัฐมนตรี 1


“เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุเมืองนคร” คนใต ศีลธรรม และการเมือง

นอกจากนี้ แมขาวลือที่วานายนนทิวรรธนไดรับการวางตัวจากนายวิทยาผูมีศักดิ์ เปนอาใหเปนทายาททางการเมืองแทนเขาไมเปนความจริงเพราะนายวิทยาไดลง รับสมัครเลือกตัง้ สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ในระบบเขต แทนทีจ่ ะเปนระบบบัญชีรายชือ่ แตแผนปายไวนิลรูปนายนนทิวรรธนไหวพระธาตุ เมืองนครทีต่ ดิ ตัง้ ตลอดเสนทางสายปากพนัง-หัวไทร รวมทัง้ บริเวณอืน่ ในเขตจังหวัด นครศรีธรรมราช ถือเปนสวนหนึ่งของการสรางภาพลักษณสําหรับการกาวเขาสู ถนนการเมืองในอนาคตของนายนนทิวรรธนไมวาจะเปนในระดับใดก็ตาม การรณรงคทางการเมืองของนายนนทิวรรธนขางตนมีความสําคัญ เพราะ ในขณะที่ผูสังเกตการณการเมืองจํานวนมากเห็นวาการเมืองไทยหลังตนทศวรรษ 2540 เปนตนมาไดกา วเขาสูย คุ ของการแขงขันในเชิงนโยบาย ทวานายนนทิวรรธน กลับเลือกที่จะรณรงคทางการเมืองดวยการแสดงตนเปนพุทธมามกะที่เปยมดวย ศรัทธาปสาทะพรอมกับชักชวนใหคนในภาคใตไหวพระธาตุนครรวมกับเขา นอกจากนี้ แมทผี่ า นมากระแสการวิพากษวจิ ารณนายวิทยารวมทัง้ พรรคประชาธิปต ย ในภาคใตในแงของการไมมผี ลงานหรือไมแกไขปญหาในพืน้ ทีจ่ ะทวีความรุนแรงขึน้ ซึ่งควรสงผลใหการอาศัยรมเงาพรรคประชาธิปตยในการรณรงคทางการเมือง ตองใหความสําคัญกับนโยบาย ผลงาน และการแกไขปญหาเพิ่มขึ้นตามไปดวย แตประเด็นเหลานีไ้ มไดถกู หยิบยกขึน้ มาในการเสนอภาพของนายนนทิวรรธนเพือ่ เขาสูถนนการเมืองแตอยางใด คําถามจึงเปนวาเหตุใดการเปน “คนธรรมะธัมโม” จึงเปนคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของนักการเมืองแทนที่จะเปนผูมีแนวคิดและ ผลงานที่โดดเดนและเปนรูปธรรม เหตุใดการชวนคน “เขาวัดเขาวา” จึงถูกเลือก เปน “จุดขาย” และเหตุใดจึงตองชูศีลธรรมแทนจะเปนนโยบายหากตองการมีชัย ทางการเมืองในภาคใตในรมเงาพรรคประชาธิปตย Askew (2008) เสนอวาสาเหตุหนึ่งที่พรรคประชาธิปตยสามารถครองใจ คนในภาคใตมาอยางตอเนื่องคือการสรางและเสนอภาพของพรรคสองประการ ทีเ่ ชือ่ มโยงกัน ประการแรกคือการเสนอภาพพรรคการเมืองทีเ่ ปย มศีลธรรมจรรยา 2


อนุสรณ อุณโณ

ผานความซื่อสัตยสุจริตของนายชวน หลีกภัย และการเปดโปงการทุจริตรวมทั้ง ตอตานอํานาจรัฐที่อยุติธรรมมาอยางตอเนื่องเพราะความที่มักเปนฝายคาน ประการที่สองคือการเสนอภาพความเปน “พรรคคนใต” โดยอาศัยจํานวนและ สัดสวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรภายในพรรครวมทั้งอดีตหัวหนาพรรค นายชวน เปนฐาน ควบคูไปกับการตอกยํ้าความเปน “คนใต” ซึ่งมีความแตกตาง (หรือ อีกนัยหนึ่งคือเหนือกวา) จากคนภาคอื่นในแงที่เปนผูมีความกระตือรือรนทาง การเมือง ชื่นชอบนักการเมืองที่มีคุณธรรม และตอตานอํานาจรัฐที่ไมเปนธรรม นอกจากนี้ Askew (2008) เสนอวาความรักและความภักดีในพรรค ประชาธิปตยของคนในภาคใตไมไดเปนเพียงผลพวงของกลยุทธทางการเมือง ของพรรคประชาธิปตยประการเดียว หากแตยังเปนสวนหนึ่งของกระบวนการ สรางตัวตนและชุมชนทางการเมืองในอุดมคติของคนในภาคใตเองดวย เขาเสนอวา คนใตเห็นวาการสนับสนุนพรรคประชาธิปตยคือการแสดงใหเห็นวาพวกเขา กระทําในสิ่งที่ถูกตองดีงามและเปนประโยชนตอระบบการเมือง คือ ไมขายเสียง ตอตานการทุจริต และตรวจสอบรัฐบาล ฉะนั้น ยิ่งพรรคไทยรักไทยมีอิทธิพลและ สามารถตัง้ รัฐบาลเสียงขางมากไดเทาใด พวกเขาก็ยงิ่ สนับสนุนพรรคประชาธิปต ย มากเทานั้น เพราะเห็นวาเปนการทําใหระบบการเมืองมีคุณธรรม เปนการสราง และแสดงออกซึ่งตัวตนทางการเมืองของพวกเขาที่จะยังประโยชนใหกับสังคม โดยรวม ในทํ า นองเดี ย วกั น ภู เ มฆ (2550) เสนอว า สาเหตุ ที่ ค นในภาคใต ใ ห ความนิยมในพรรคประชาธิปตยตั้งแตทศวรรษ 2530 เปนตนมาเปนเพราะ พวกเขาพึงพอใจในภาพลักษณของพรรคประชาธิปต ยทเี่ นนการเชิดชูนกั การเมือง ที่ซื่อสัตยสุจริต เชน นายชวน หลีกภัย และพลเอกเปรม ติณสูลานนท และ การเปดโปงการทุจริต ซึ่งสอดคลองกับบุคลิกของ “คนใต” ที่พวกเขาเห็นวา เปนคนที่รักความเปนธรรมและไมยอมถูกเอาเปรียบ พวกเขาชื่นชอบภาพลักษณ การตรวจสอบอํานาจรัฐของพรรคประชาธิปตยในฐานะที่เปนพรรคฝายคาน เพราะสอดคลองกับความรูสึกของพวกเขาที่ถูกขมเหงและเอาเปรียบจากรัฐบาล 3


“เกิดมาหนึ่งชาติ ตองกราบพระธาตุเมืองนคร” คนใต ศีลธรรม และการเมือง

กรุงเทพฯ นอกจากนี้ พวกเขารูส กึ วาพรรคประชาธิปต ยเปน “พวก” เดียวกับพวกเขา และพวกเขาในฐานะ “คนใต” ก็ตองรักพวกพอง การเชิญชวน “คนใต” ไปไหว พระธาตุเมืองนครของนายนนทิวรรธนจงึ เปนไปในครรลองของกลยุทธทางการเมือง พรรคประชาธิปตยในภาคใตดังที่วานี้ อยางไรก็ดี ความสัมพันธระหวางพรรคประชาธิปตยกับคนใตไมไดเปน เชนที่วาเสียทั้งหมด เพราะแมคนใตจํานวนหนึ่งเห็นดวยกับความเปน “คนใต” ที่ พ รรคประชาธิ ป  ต ย นํ า เสนอ แต พ วกเขาก็ ไ ม ไ ด เ ลื อ กพรรคประชาธิ ป  ต ย ขณะเดียวกันแมพวกเขาเชื่อวานายชวน หลีกภัย มีความซื่อสัตยสุจริต แตก็ เห็นวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรภาคใตหลายคนมีความเกี่ยวของกับการทุจริต คอรรัปชัน โดยเฉพาะกรณี สปก. 4-01 ขณะที่ในชวง พ.ศ.2552-2554 ที่ พรรคประชาธิปตยไดมีโอกาสเปนรัฐบาล การสํารวจพบวาการทุจริตขยายตัว อยางมาก ฉะนั้น ภาพของพรรคประชาธิปตยที่วามีศีลธรรมจรรยาจึงเปนเพียง คําโฆษณาชวนเชื่อในสายตาของคนใตเหลานี้ นอกจากนี้ สาเหตุที่คนในภาคใต จํานวนมากสนับสนุนพรรคประชาธิปตยไมไดเปนเพราะพวกเขาเห็นวาพรรค ประชาธิปต ยเปน “พรรคคนใต” เพียงประการเดียว หากแตยงั เปนเพราะพวกเขา ไดรับการอุปถัมภคํ้าชูในหลายลักษณะ รวมไปถึงการอยูในเครือขายหัวคะแนน ซึ่ ง ได รั บ การตอบแทนเป น ระยะและอย า งต อ เนื่ อ ง ซึ่ ง ส ง ผลให ภ าพความมี ศีลธรรมจรรยาของพรรคประชาธิปตยเปนที่นากังขาในเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกันความเปน “คนใต” ที่พรรคประชาธิปตยรวมสรางและ หยิบใชจากงานศึกษาสังคมและวัฒนธรรมภาคใต (ดู จรูญ มปป., ชวน 2534, ณรงค 2544, สุธิวงศ 2544, อาคม 2543 เปนตัวอยาง) ในการรณรงคทางการเมือง ไมวาจะเปนความมีใจนักเลง รักความเปนธรรม รักอิสระ ไมหวังพึ่งพาหรือวา ตอตานรัฐ ไมไดสอดรับกับสภาพความเปนจริงเสียทีเดียวหรือทั้งหมด เพราะการ ใชเงินและการตอบแทนในลักษณะตางๆ สามารถพบเห็นไดในการเมืองภาคใต ไมวา จะในระดับทองถิน่ หรือระดับชาติ การทุจริตผิดศีลธรรมมีใหเห็นในทุกวงการ 4


อนุสรณ อุณโณ

โดยเฉพาะอยางยิง่ คือการวิง่ เตน ฝากฝง โยกยายในระบบราชการโดยอาศัยเครือขาย ความสัมพันธทั้งในเชิงเครือญาติ สมัครพรรคพวก บริวาร และความเปน “คนใต” ประการสําคัญ คนใตมีความจงรักภักดีตอสถาบันพระมหากษัตริยอยางยิ่ง อีกทั้ง ยังพรอมจะปกปองชาติจากผูไมหวังดี การที่พวกเขาสนับสนุนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอยางยิ่งคือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการ เปลีย่ นแปลงประเทศไทยใหเปนประชาธิปไตยทีส่ มบูรณอนั มีพระมหากษัตริยท รง เปนประมุข (กปปส.)1 ในเวลาตอมา ในการปกปองชาติและสถาบันพระมหากษัตริย จาก “พวกลมเจา เผาเมือง” ทาทายคุณลักษณะความเปน “คนใต” ขอที่วา พวกเขาตอตานรัฐสวนกลางบนฐานของภูมิภาคนิยมอยางแหลมคม ความเปน “คนใต” ทั้งในเชิงบุคลิกภาพ ทัศนะและปฏิสัมพันธกับรัฐ และ การสนับสนุนพรรคประชาธิปต ยทมี่ ศี ลี ธรรมเปนตัวเชือ่ มตัดจึงจําเปนตองไดรบั การ ทบทวนหรือพิจารณาใหมภายใตเงือ่ นไขและสภาวการณจาํ เพาะ เพือ่ จะไดเห็นวา ภายใตเงื่อนไขและสภาวการณดังกลาวพวกเขามีบุคลิกลักษณะในทางสังคมและ การเมืองอยางไร เปนไปดังที่มักรับรูและเขาใจกันหรือไม และพวกเขาเขาใจและ อธิบายตัวเองอยางไร ตําแหนงแหงที่ของศีลธรรมอยูตรงไหน รวมถึงจะเขาใจ ความสั ม พั น ธ ร ะหว า งพวกเขากั บ พรรคประชาธิ ป  ต ย ที่ ก  า วพ น ไปจากโวหาร ทางการเมือง และจะเขาใจการมีสวนในความขัดแยงทางการเมืองของพวกเขา ที่กาวขามความเปนภูมิภาคนิยมไดอยางไร เนื้อหาในหนังสือจะใหความกระจาง ในประเด็นคําถามเหลานี้ 1

ถึ ง แม ค นใต จ ะมี ส ว นในคณะกรรมการประชาชนเพื่ อ การเปลี่ ย นแปลงประเทศไทยให เ ป น ประชาธิปไตยที่สมบูรณอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (กปปส.) มากกวาในพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในแงของแกนนำและผูเขารวม (ดู ชลิตา 2560) ทวาดวยความที่ สถาบันพระมหากษัตริยซึ่งเกี่ยวพันกับความเปน “คนใต” ถูกใชในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ มากกวา กปปส. ซึ่งอาศัยสัญลักษณอื่นเขมขนโดดเดนกวา การกลาวถึงคนใตในบริบทความ ขัดแยงทางการเมืองรวมสมัยในหนังสือจึงเนนในชวงพันธมิตรฯ เปนหลัก สวนการมีสวนของคนใต ในชวง กปปส. ตลอดจนผลและนัยตอการเมืองไทยจากการมีสวนดังกลาวจะกลาวถึงในความตาม ของหนังสือ 5


เกิดมาหนึ่งชาติ ต้องกราบพระธาตุเมืองนคร : คนใต้ ศีลธรรม และการเมือง  

ความนำ ในหนังสือ “เกิดมาหนึ่งชาติ ต้องกราบพระธาตุเมืองนคร : คนใต้ ศีลธรรม และการเมือง" โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you