Page 1


ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็ นกฎหมายสู งสุ ดในการปกครองประเทศ ซึ่งอันมี พระมหากษัตริ ยท์ รงเป็ นประมุข มีระบบรัฐสภาและนายกรัฐมนตรี ที่เป็ นผูน้ ารัฐบาลใน การบริ หารประเทศ มีการแบ่งออกเป็ นสองฝ่ าย คือ ฝ่ ายนิติบญั ญัติ ฝ่ ายบริ หาร ฝ่ ายตุลาการ

*ซึ่งฝ่ ายนิติบญั ญัติและฝ่ ายบริ หาร จะถ่วงดุลอานาจซึ่งกันและกัน ส่ วนฝ่ ายตุลาการ จะเป็ นอิสระจากทั้งสองฝ่ าย


อานาจอธิปไตย หมายถึง อานาจสูงสุ ดในการปกครองรัฐ ย่อมมีความแตกต่างกันไป ในแต่ละระบอบการปกครอง ตัวอย่างเช่น ในระบอบประชาธิปไตย อานาจอธิปไตยเป็ น ของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนคือผูม้ ีอานาจสูงสุ ดในการปกครองประเทศ ในระบอบ สมบูรณาญาสิ ทธิราชย์ อานาจอธิปไตยเป็ นของพระมหากษัตริ ย ์ คือ กษัตริ ยเ์ ป็ นผูม้ ีอานาจ สูงสุ ดในการปกครองประเทศเป็ นต้น นับเป็ นองค์ประกอบสาคัญที่สุดของความเป็ นรัฐ เพราะการจะเป็ นรัฐได้น้ นั นอกจาก ต้องประกอบด้วย อาณาเขต ประชากร และรัฐบาลแล้ว ย่อมต้องมีอานาจอธิปไตยด้วย กล่าวคือ ประเทศนั้นต้องเป็ นประเทศที่สามารถมีอานาจสูงสุ ด (อานาจอธิปไตย) ในการ ปกครองตนเอง จึงจะสามารถเรี ยกว่า รัฐ ได้ สำหรับรำชอำณำจักรไทย ใช้ กำรปกครอง ระบอบประชำธิปไตย ดังนั้น อำนำจอธิปไตยจึงเป็ นของประชำชน อานาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อานาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ อานาจบริ หาร อานาจนิติบญั ญัติ และอานาจตุลาการ


ก่อนหน้าการปฏิวตั ิสยาม พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ในการ ปกครองประเทศ พระมหากษัตริ ยท์ รงเป็ นองค์รัฏฐาธิปัตย์และเป็ นประมุขฝ่ ายบริ หาร เช่นกัน ในปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญฉบับเขียนได้มีการประกาศใช้ โดยคาดว่าจะเป็ นแนว ปฏิบตั ิที่สาคัญที่สุดในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการ เมืองขึ้นระหว่างกลุ่มมีอิทธิพล จึงได้เกิดรัฐประหารขึ้นเป็ นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2477 รัฐธรรมนูญอย่างเป็ นทางการฉบับแรกของประเทศถูกยกเลิก และได้มีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรื อที่เรี ยกกันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ได้มีการประกาศใช้หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (พ.ศ. 2535) อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ถกู กล่าวอ้างว่าเป็ นต้นเหตุของความยุง่ ยาก ทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความโดดเด่นในด้านการมีส่วนร่ วมของภาคประชาชน ในกระบวนการร่ างรัฐธรรมนูญ[1] เช่นเดียวกับความเป็ นประชาธิปไตยในตัวกฎหมาย นอกจากนี้ยงั บัญญัติให้สมาชิกของทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สิ ทธิมนุษยชน จานวนมากได้รับการรับรองตามกฎหมาย และมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อ ตรวจสอบฝ่ ายบริ หารเป็ นครั้งแรก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และสานักงาน ผูต้ รวจการแผ่นดินของรัฐสภา หลังจากรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ถูกยกเลิก คณะรัฐประหารได้ประกาศกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญฉบับชัว่ คราวขึ้นปกครองประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาให้คณะรัฐประหารมีอานาจที่จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ฝ่ ายนิติบญั ญัติและสภาร่ าง รัฐธรรมนูญ ถึงแม้วา่ จะมีการควบคุมสื่ อมวลชนอย่างเข้มงวด การปะทะและการชุมนุมทาง การเมืองได้เกิดขึ้นอยูบ่ า้ ง และการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศทางการเมือง คณะรัฐประหารถูก บีบบังคับให้ยนิ ยอมที่จะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นและเทศบาลเป็ นปกติ ในปี พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้มีการประกาศใช้ แต่ได้ถกู วิพากษ์วจิ ารณ์วา่ มาจากคณะรัฐประหารและเป็ นเผด็จการอยูม่ าก


อำนำจนิติบัญญัติหรือสภำนิติบัญญัติ เป็ นฝ่ ายที่ปรึ กษาเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งมีอานาจผ่าน แก้ไขเพิ่มเติมหรื อยกเลิกกฎหมาย โดยกฎหมายที่เกิดจากสภานิติบญั ญัติเรี ยก กฎหมายลาย ลักษณ์อกั ษรและมีอานาจเด็ดขาดในการเพิ่มหรื อลดภาษี มติเห็นชอบไม่ชอบในงบประมาณ หรื อกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงินอื่น ๆ ในการปกครองแบบระบบรัฐสภา ฝ่ ายบริ หารรับผิดชอบต่อสภานิติบญั ญัติซ่ ึงอาจจะมี การถอดถอนฝ่ ายบริ หารได้ดว้ ยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในระบบประธานาธิบดี ตามลัทธิการ แยกใช้อานาจ สภานิติบญั ญัติถกู มองว่าเป็ นอิสระและเป็ นการปกครองแขนงหนึ่งซึ่ งเสมอกับ ฝ่ ายตุลาการและฝ่ ายบริ หาร องค์ประกอบของสภานิติบญั ญัติ คือ มีต้ งั แต่ 1 สภาขึ้นไป


สภำ คือ การประชุมซึ่งสามารถอภิปรายและลงมติในร่ างกฎหมายได้ สภานิติบญั ญัติ ซึ่งมีสภาเดียว เรี ยก สภำเดียว ส่ วนสภานิติบญั ญัติที่มีสองสภา เรี ยก ระบบสองสภำ ซึ่ง ปกติอธิบายเป็ นสภาสู งและสภาล่าง โดยมักมีหน้าที่อานาจและวิธีการเลือกสมาชิกต่างกัน ในระบบรัฐสภาส่ วนมาก สภาล่างเป็ นสภาที่มีอานาจกว่า ขณะที่สภาสูงเป็ นเพียงสภาให้ คาปรึ กษาหรื อทบทวน โดยฝ่ ายนิติบญั ญัติของไทยอยูใ่ นแบบระบบสภาคู่ แบ่งออกเป็ นระบบสมาชิกวุฒิสภา หรื อ ส.ว และสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรื อ ส.ส.


อำนำจบริหำร เป็ นการปกครองส่ วนที่มีอานาจและความรับผิดชอบเฉพาะการ บริ หารประเทศประจาวัน เป็ นระบบการแยกใช้อานาจออกแบบมา เพื่อกระจายอานาจเข้า สู ้หลายๆฝ่ าย เป็ นความพยายามที่จะรักษาเสรี ภาพปัจเจกบุคคล เพื่อเป็ นการสนองต่อผูน้ า บทบาทของฝ่ ายบริ หาร คือ การบังคับใช้กฎหมายตามที่ สภานิติบญั ญัติบญั ญัติข้ ึนและระบบตุลาการตีความผ่าน ฝ่ ายบริ หารสามารถเป็ นบ่อเกิด ของกฎหมายบางประเภทได้ เช่น กฤษฎีกาหรื อคาสัง่ ของฝ่ ายบริ หาร ระบบข้าราชการ ประจาบริ หารมักเป็ นที่มาของระเบียบในการบริ หารราชการแผ่นดิน ฝ่ ายบริ หารมี นายกรัฐมนตรี เป็ นประมุขแห่งอานาจ


อำนำจตุลำกำร เป็ นระบบศาลซึ่งทาหน้าที่ตีความและใช้บงั คับกฎหมาย ในนามของ รัฐ ตุลาการยังเป็ นกลไกสาหรับระงับข้อพิพาท ภายใต้ลทั ธิการแยกใช้อานาจ ฝ่ ายตุลาการ มักไม่สร้างกฎหมาย (ซึ่งเป็ นความรับผิดชอบของฝ่ ายนิติบญั ญัติ) หรื อบังคับใช้กฎหมาย (ซึ่งเป็ นความรับผิดชอบของฝ่ ายบริ หาร) แต่ตีความกฎหมายและใช้บงั คับกฎหมายเข้ากับ ข้อเท็จจริ งของแต่ละคดี ฝ่ ายตุลาการมักได้รับภารกิจให้ประกันความยุติธรรมเท่าเทียมกัน ตามกฎหมาย มักประกอบด้วยศาลอุทธรณ์สูงสุ ด เรี ยกว่า ศำลสู งสุ ดหรื อศาลรัฐธรรมนูญ ร่ วมกับศาลที่ต่ากว่า ในหลายเขตอานาจ ฝ่ ายตุลาการมีอานาจเปลี่ยนแปลงกฎหมายผ่านกระบวนการการ พิจารณาทบทวนโดยศาล ศาลที่มีอานาจการพิจารณาทบทวนโดยศาลอาจบอกล้าง กฎหมายและหลักเกณฑ์ของรัฐเมื่อเห็นว่ากฎหมายหรื อหลักเกณฑ์น้ นั ไม่เข้ากับบรรทัด ฐานที่สูงกว่า เช่น กฎหมายแม่บท บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรื อกฎหมายระหว่าง ประเทศ ผูพ้ ิพากษาเป็ นกาลังสาคัญสาหรับตีความและนารัฐธรรมนูญไปปฏิบตั ิ


กำรเลือกตั้งของประเทศไทย เป็ นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลเข้าไปทาหน้าที่ในการปกครองประเทศไทย อาทิ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรไทย, วุฒิสภาไทย, ผูว้ า่ ราชการกรุ งเทพมหานคร, ผูว้ า่ เมือง พัทยา และผูบ้ ริ หารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วยการให้ประชาชนออกเสี ยงเลือกบุคคลที่ เห็นสมควร ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรเป็ นการทัว่ ไปมาแล้ว 25 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็ นต้นมา โดยครั้งล่าสุ ดมีข้ ึนเมื่อปี พ.ศ. 2554 สาหรับประเทศ ไทย การเลือกตั้งเป็ นหน้าที่ของพลเมืองชาวไทย และตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็ นต้นมา อานวยการโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เป็ นอิสระ


กำรกบฏ หรื อ กำรขบถ หมายถึง การปฏิเสธการเชื่อฟัง ซึ่งอาจนาไปสู่ได้ท้ งั การ ต่อต้านขัดขืน หรื อความพยายามทาลายผูม้ ีอานาจในขณะนั้น เช่น รัฐบาลคณะหรื อ ผูเ้ ข้าร่ วมการกบฏเรี ยกว่า กบฏ หรื อ ขบถ ซึ่งความผิดอาญาฐานกระทาความผิดต่อความมัน่ คงของรัฐภายในราชอาณาจักร โดยใช้กาลังประทุษร้ายหรื อขู่เข็ญว่าจะใช้กาลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรื อเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ หรื อล้มล้างอานาจนิติบญั ญัติ อานาจบริ หาร หรื ออานาจตุลาการ หรื อ แบ่งแยกราชอาณาจักร หรื อยึดอานาจปกครองในส่ วนใดส่ วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร เรี ยกว่า ความผิดฐานเป็ นกบฏ.


มำตรำ ๑๑๓ ผูใ้ ดใช้กาลังประทุษร้ายหรื อขู่เข็ญว่าจะใช้กาลังประทุษร้าย เพื่อ (๑) ล้มล้างหรื อเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (๒) ล้มล้าง อานาจนิติบญั ญัติ อานาจบริ หารหรื ออานาจตุลาการ แห่งรัฐธรรมนูญ หรื อให้ใช้อานาจ ดังกล่าวแล้วไม่ได้หรื อ

(๓) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรื อยึดอานาจปกครองในส่ วนหนึ่งส่ วนใด แห่งราชอาณาจักร ผูน้ ้ นั กระทาความผิด ฐานเป็ นกบฏต้องระวางโทษ ประหารชีวิต หรื อ จาคุกตลอดชีวิต

มำตรำ ๑๑๔ ผูใ้ ด สะสมกาลังพลหรื ออาวุธ ตระเตรี ยมการอื่นใด หรื อ สมคบกัน เพื่อเป็ นกบฏ หรื อ กระทาความผิดใดๆ อันเป็ นส่ วนของ แผนการ เพื่อเป็ นกบฏ หรื อ ยุยงราษฎร ให้เป็ นกบฏ หรื อ รู ้ ว่ามีผจู ้ ะ เป็ น กบฏ แล้วกระทาการใด อันเป็ นการช่วยปกปิ ดไว้ ต้องระวางโทษ จาคุกตั้งแต่ สามปี ถึงสิ บห้าปี


มำตรำ ๑๑๕ ผูใ้ ด ยุยงทหารหรื อ ตารวจ ให้หนีราชการ ให้ละเลย ไม่กระทาการ ตามหน้าที่ หรื อให้ก่อการกาเริ บ ต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกิน ห้าปี ถ้าความผิดนั้นได้กระทาลง โดยมุ่งหมายจะบ่อนให้ วินยั และสมรรถภาพ ของ กรมกองทหาร หรื อ ตารวจ เสื่ อมทรามลง ผูก้ ระทาต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกิน สิ บปี มำตรำ ๑๑๖ ผูใ้ ดกระทาให้ปรากฏ แก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสื อ หรื อ วิธีอื่นใด อันมิใช่เป็ นการกระทา ภายในความมุ่งหมาย แห่ง รัฐธรรมนูญหรื อมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรื อ ติชม โดยสุ จริ ต (๑) เพื่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกฎหมายแผ่นดิน หรื อ รัฐบาล โดย ใช้กาลัง ข่ม ขืนใจ หรื อ ใช้ กาลังประทุษร้าย (๒) เพื่อให้ เกิดความปั่นป่ วน หรื อ กระด้างกระเดื่อง ในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะ ก่อความไม่สงบ ขึ้น ในราชอาณาจักร หรื อ (๓) เพื่อให้ ประชาชน ล่วงละเมิด กฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกิน เจ็ดปี


มาตรา ๑๑๗ ผูใ้ ด ยุยง หรื อ จัดให้เกิด การร่ วมกัน หยุดงาน การร่ วมกัน ปิ ดงานงดจ้าง หรื อ การร่ วมกัน ไม่ยอมค้าขาย หรื อ ติดต่อทางธุรกิจ กับบุคคลใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาล หรื อ เพื่อข่มขู่ประชาชน ต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกิน เจ็ดปี หรื อ ปรับไม่เกิน หนึ่ง หมื่นสี่ พนั บาท หรื อ ทั้งจาทั้งปรับ ผูใ้ ด ทราบความมุ่งหมายดังกล่าว และ เข้ามีส่วน หรื อ เข้าช่วย ในการร่ วมกัน หยุดงาน การ ร่ วมกัน ปิ ดงานงดจ้าง หรื อ การร่ วมกัน ไม่ยอมค้าขาย หรื อ ติดต่อธุรกิจ กับบุคคลใดๆ นั้น ต้องระวาง โทษ จาคุกไม่เกิน สามปี หรื อ ปรับไม่เกิน หกพันบาท หรื อ ทั้งจาทั้งปรับ ผูใ้ ด ทราบความมุ่งหมายดังกล่าว และ ใช้กาลังประทุษร้าย ขูเ่ ข็ญว่าจะ ใช้กาลังประทุษร้าย หรื อ ทาให้หวาดกลัว ด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลเข้ามีส่วน หรื อ เข้าช่วยในการร่ วมกัน หยุดงาน การร่ วมกัน ปิ ดงานงดจ้าง หรื อ การร่ วมกัน ไม่ยอมค้าขาย หรื อ ติดต่อทางธุรกิจ กับบุคคลใดๆ นั้น ต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกิน ห้าปี หรื อ ปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรื อ ทั้งจาทั้งปรับ


มำตรำ ๑๑๘ ผูใ้ ด กระทาการใดๆ ต่ อ ธง หรื อ เครื่ อ งหมายอื่ น ใด อัน มี ค วาม หมายถึ ง รั ฐ เพื่ อ เหยีย ดหยาม ประเทศชาติ ต้อ งระวางโทษ จาคุ ก ไม่ เ กิ น สอง ปี หรื อ ปรั บ ไม่ เ กิ น สี่ พ นั บาท หรื อ ทั้ง จาทั้ง ปรั บ


การเมืองและการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย  

นายธารินทร์ ช่ออบเชย 55014446