Issuu on Google+

1

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT system. 1. ข้ อมูลและสารสนเทศ ข้อมูล (Data) มีความหมายแตกต่างจากสารสนเทศ (Information) หรื อสารนิเทศ พจนานุ กรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้คาจากัดความคาว่า ข้ อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริ งหรื อสิ่งที่ถือ หรื อยอมรั บว่าเป็ นข้อเท็จจริ ง สาหรับใช้เป็ น หลัก อนุ มานหาความจริ ง หรื อ การค านวณ ข้อ มูลจึ งมัก มี ค วามหมายในลัก ษณะที่ เ ป็ นข้อ มูลดิ บ (Raw Data) เรี ยกได้ว่าเป็ นสิ่งที่ได้จากการสังเกต ปรากฏการณ์การกระทาหรื อลักษณะต่างๆ ของวัตถุ สิ่งของ คน สัตว์หรื อพืชแล้วบันทึกไว้เป็ นตัวเลข สัญลักษณ์ ภาพ หรื อเสียง สารสนเทศ (Information) หมายถึงข่าวสารที่ได้จากการนาข้อมูลดิบ (Raw Data) มาคานวณ ทางสถิติหรื อประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ งข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยู่ในรู ปที่สามารถนาไปใช้ งานได้ทนั ที (วาสนา สุขกระสานติ 2541: 6-1) เทคโนโลยี หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์มาใช้ให้เกิด ประโยชน์ทางปฏิบตั ิและอุตสาหกรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2539: 406) เทคโนโลยีสารสนเทศ มาจากภาษาอังกฤษว่า Information Technology และมีผนู้ ิ ยมเรี ยกทับ ศัพท์ยอ่ ว่า IT ซึ่งสุชาดา กีรนันท์ (2541: 23) ให้ความหมายว่า หมายถึง เทคโนโลยีทุกด้านที่เข้ามาร่ วม ในกระบวนการจัด เก็ บ สร้ า ง และสื่ อ สารสนเทศ (วาสนา สุ ข กระสานติ 2541: 6-1) กล่ าวถึ ง ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่า หมายถึงกระบวนการต่ างๆ และระบบงานที่ ช่ว ยให้ได้ สารสนเทศตามที่ ต ้องการ ลูค ัส (Lucas, Jr. 1997: 7) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะอ้างถึง เทคโนโลยีทุกชนิดที่ประยุกต์เพื่อใช้ในการประมวลผลจัดเก็บ และส่งผ่านสารนิเทศต่างๆ ให้อยู่ในรู ป ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลักสองสาขา คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม โดยทัว่ ไปหมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้ สาหรั บ การสร้ าง การจัด การ การประมวลผลข้อมูลให้เป็ นข้อสนเทศ การเก็บบัน ทึ ก ข้อ มูลเป็ น ฐานข้อมูล และส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตลอดจนเทคโนโลยีท้ งั หลายที่เกี่ยวเนื่ อง กับการแสดงสารสนเทศโดยใช้ระบบดิจิตอล (ชุนเทียม ทินกฤต, 2540) การสื่อสาร คือกระบวนการสาหรับแลกเปลี่ยนสาร รู ปแบบอย่างง่ายของสาร คือ จะต้องส่ ง จากผูส้ ่งสารหรื ออุปกรณ์เข้ารหัส ไปยังผูร้ ับสารหรื ออุปกรณ์ถอดรหัส


2

การสื่ อ สาร หมายถึง การติ ด ต่ อระหว่ างมนุ ษ ย์ด ้ว ยวิธี ต่ า ง ๆ ซึ่ ง ท าให้ฝ่ ายหนึ่ งรั บ รู้ ความหมายจากอีกฝ่ ายหนึ่ ง และ เกิดการตอบสนอง ปั จจุบนั การสื่ อสารมีมากมายหลายวิธี อาจเป็ น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม ระบบโทรคมนาคม หรื อ การสื่ อสารระบบ เครื อข่ายที่อาศัยดาวเทียมและสายเคเบิลใยแก้ว เรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเตอร์เน็ท ก็ได้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology ; ICT) คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรื อ ประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนาไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มกั จะ หมายถึง คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (hardware) ส่วนคาสัง่ (software) และส่วนข้อมูล (data) และ ระบบการสื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นโทรศัพท์ ระบบสื่อสารข้อมูล ดาวเทียมหรื อเครื่ องมือ สื่อสารใด ๆ ทั้งมีสายและไร้สาย (ความหมายตามที่ให้ไว้ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความจาเป็ น ต่อ ชีวิตประจาวันทุกวันนี้อย่างยิง่ จึงตั้งหน่วยงานขึ้นรองรับและบริ การ เกิดเป็ นกระทรวงใหม่ชื่อ “กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - Ministry of Information and Communication Technology” หรื อกระทรวงไอซีที-ICT 2. ระบบและวิธกี ารเชิงระบบ ระบบ หมายถึง การนาปัจจัยต่างๆ อันได้แก่ คน (People) ทรัพยากร (Resource) แนวคิด (Concept) และกระบวนการ (Process) มาผสมผสานการทางานร่ วมกันเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายอย่างใด อย่างหนึ่งตามที่ได้วางแผนไว้ โดยภายในระบบอาจประกอบไปด้วยระบบย่อ (Subsystem) ต่างๆ ที่ ต้องทางานร่ วมกันเพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์เดียวกัน


3

ลักษณะของระบบ ระบบมีลกั ษณะที่ควรรู้และศึกษาดังนี้  ระบบ หมายถึง การรวมของสิ่งย่อยๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่หนึ่งส่วนขึ้นไปเป็ นหน่วยเดียวกัน เพื่อวัตถุประสงค์หรื อความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน เช่น ระบบราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรมและกองต่างๆ เป็ นต้น หรื อระบบสุริยะจักรวาล (Solar System)  ระบบ หมายถึง ระบบการทางานขององค์การต่างๆ ที่ประกอบด้วยระบบย่อยๆ หลายระบบ รวมกันและทางานร่ วมกัน ซึ่งจะต้องมีการปฏิบตั ิงานอย่างใดอย่างหนึ่ งเพื่อประโยชน์หรื อ วัตถุประสงค์ร่วมกันหรื ออย่างเดียวกัน เช่น ระบบโรงเรี ยน ระบบโรงพยาบาล ระบบธนาคาร ระบบบริ ษทั ระบบห้างร้าน เป็ นต้น  การทางานของหน่วยงานย่อยต่างๆ ของระบบ จะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องประสานกัน โดยมีวตั ถุประสงค์หรื อความมุ่งหมายร่ วมกันหรื ออย่างเดียวกัน เช่น ในองค์กรหนึ่งอาจแบ่ง ออกเป็ นหลายฝ่ าย หรื อหลายแผนก โดยแต่ละฝ่ ายหรื อแต่ละแผนกจะมีหน้าที่ในการทางาน ร่ วมประสานเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน  ระบบอาจถูกจาแนกแยกเป็ นประเภทใดประเภทหนึ่ง หรื อหลายประเภท ทั้งนี้สุดแต่ใครเป็ นผู้ จาแนก และผูท้ ี่ทาการจาแนกจะเห็นว่าควรแบ่งหรื อควรจะจัดเป็ นประเภทใด เช่น เป็ นระบบ เปิ ดหรื อระบบปิ ด ระบบเครื่ องจักร หรื อระบบกึ่งเครื่ องจักร เป็ นต้น วิธี ก ารเชิ ง ระบบ ; ที่ ใ ช้วิ เ คราะห์ ร ะบบมี ก ารด าเนิ น งาน 8 ขั้น ตอน ซึ่ ง ประจัก ษ์ เฉิ ด โฉม และศิษฐ์ วงษ์กมลเศรษฐ์ (2537) กล่าวไว้ดงั นี้คือ 1) ปัญหา (identify problem) รวบรวมสิ่งที่เป็ นปัญหา 2) จุดมุ่งหมาย (objective) กาหนดวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ปัญหา 3) ศึกษาข้อจากัดต่างๆ (constraints) พิจารณาขอบเขตเพื่อการศึกษาข้อจากัดระบุหน้าที่ของส่วนต่างๆ 4) ทางเลือก (alternative) ค้นหาและเลือกวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหา 5) การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม (selection) หาทางแก้ปัญหาที่จะสามารถแก้ปัญหาได้จริ ง 6) การทดลองปฏิบตั ิ (implementation) ทดลองปฏิบตั ิกบั กลุ่มย่อย 7) การประเมินผล (evaluation) หาจุดดีจุดด้อย และ 8) การปรับปรุ งแก้ไข (modification) ปรับปรุ งส่วนที่บกพร่ อง และนาส่วนดีไปปฏิบตั ิ อย่างไรก็ตาม


4

บทบาทความสาคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทาให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอานวยความสะดวกต่อการ ดารงชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริ มปัจจัยพื้นฐานทาให้มนุษย์มีชีวติ ความเป็ นอยูท่ ี่ดีข้ นึ เช่น การ สร้างที่พกั อาศัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้าและการให้บริ การต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของ มนุษย์ได้มากขึ้น เทคโนโลยีทาให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็ นจานวนมากและมีราคาถูกลง เทคโนโลยีทาให้การติดต่อสื่อสารเป็ นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ ว การสื่อสารที่เชื่อมโยงกันอย่างทัว่ ถึงทาให้ ประชากรในโลกสามารถติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าวสารจากทัว่ ทุกมุมโลกได้ตลอดเวลา องค์ประกอบของระบบ 1. สิ่งที่ป้อนเข้าไป ( Input ) หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่จาเป็ นต้องใช้ในกระบวนการหรื อโครงการต่างๆ เช่น ในระบบการเรี ยนการสอนในชั้นเรี ยน อาจได้แก่ ครู นักเรี ยน ชั้นเรี ยน หลักสูตร ตารางสอน วิธีการสอน เป็ นต้น ถ้าในเรื่ องระบบหายใจ อาจได้แก่ จมูก ปอด กระบังลม อากาศ เป็ นต้น 2. กระบวนการหรื อการดาเนินงาน ( Process) หมายถึง การนาเอาสิ่งที่ป้อนเข้าไป มาจัดกระทาให้เกิด ผลบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตอ้ งการ เช่น การสอนของครู หรื อการให้นกั เรี ยนทากิจกรรม เป็ นต้น 3. ผลผลิต หรื อการประเมินผล (Output) หมายถึง ผลที่ได้จากการกระทาในขั้นที่สอง ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนของนักเรี ยน หรื อผลงานของนักเรี ยน เป็ นต้น


5

3. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยังมีการสับสนอยูม่ ากระหว่างคาว่า ระบบสารสนเทศ ( Information System) กับ เทคโนโลยี สารสนเทศ ( Information Technology) ความจริ งทั้งสองคาคือสิ่งเดียวกันแต่แตกต่างกันที่เทคโนโลยี ในส่วนแรก หมายถึงระบบที่มีการนาข้อมูลดิบไปประมวลผลให้อยู่ในรู ปสารสนเทศที่พร้อมใช้งาน เช่ น การอ่านข่ าวในหน้าหนังสื อพิมพ์แล้ว ไปเล่าต่ อให้อีก คนหนึ่ งฟั ง ก็ถือได้ว่าเป็ นระบบ สารสนเทศอย่างหนึ่งแล้ว เพราะมีการอ่านข้อมูลดิบจากแหล่งข่าวสารแล้วมีการประมวลผลในสมอง บันทึกจดจา และมีการแจกจ่ายไปยังบุคคลอื่น แต่ในกรณี เดียวกันนี้ถา้ มีเทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น ทา การป้ อนข้อความในข่าวนั้นด้วยเครื่ องสแกนเนอร์ แล้วบันทึกเป็ นไฟล์ภาพ ทาการส่ งผ่าน Email ไปยังบุคคลที่ตอ้ งการ ทั้งสองวิธีการนี้มีวตั ถุประสงค์เดียวกันคือต้องการเผยแพร่ ข่าวสารไปยังบุคคล อื่นแต่ใช้วิธีการที่ต่างกัน วิธีหลังนี้ เองที่เรี ยกกันว่า “ เทคโนโลยีสารสนเทศ ” กล่าวคือมีการใช้ เครื่ องมือ อุปกรณ์ ที่ช่วยเหลือในการนาเข้าข้อมูล จัดเก็บ บันทึก ประมวลผล แจกจ่าย ส่งผ่าน ข้อมูล ด้วยความรวดเร็ ว ถูกต้อง แม่นยาและได้ขอ้ มูลครบถ้วนกว่าวิธีการแรก ดังนั้นเพื่อความ เข้าใจของคาสองคานี้เพิ่มขึ้น จะอธิบายด้วยแผนภาพดังนี้ ระบบสารสนเทศที่ไม่ใช้ เทคโนโลยี ( Non Information Technology )

แหล่งกาเนิดของข้อมูล(Source of Data) การนาข้อมูลเข้าระบบ ( Data Entry) การบันทึกข้อมูลลงหน่วยความจา (Data Storage) การนาสารสนเทศไปใช้(Application) เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเครื่ องมือที่ทาให้สามารถพัฒนาข้อมูลต่างๆ ในระบบสารสนเทศ ให้อยูใ่ นรู ปของ “ สารสนเทศ ” ที่สามารถนาไปใช้งานได้ทนั ที “ Information Technology is an Enabling tool for developing information system ”


6

4. องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ บุคลากร เป็ นส่วนประกอบที่สาคัญ เพราะบุคลากรที่มคี วามรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มา ซึ่งสารสนเทศ จะเป็ นผูด้ าเนินการ ในการทางานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็ นส่วนประกอบที่จะทาให้เกิด ระบบสารสนเทศ ด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดาเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผจู้ ดั การถึง พนักงานขาย เป็ นส่วนประกอบที่จะทาให้เกิดสารสนเทศได้ ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็ นระเบียบวิธีการปฏิบตั ิงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยูใ่ นรู ปแบบที่จะทาให้ เป็ นสารสนเทศได้ เช่น กาหนดให้ มีการป้ อนข้อมูลทุกวัน ป้ อนข้อมูลให้ทนั ตามกาหนดเวลา มีการ แก้ไขข้อมูลให้ถกู ต้องอยูเ่ สมอ กาหนดเวลาในการประมวลผล การทารายงาน การดาเนินการ ต่าง ๆ ต้องมีข้นั ตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบ สารสนเทศ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่ องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คานวณ หรื อพิมพ์รายงาน ผลตามที่ตอ้ งการ คอมพิวเตอร์เป็ นอุปกรณ์ที่ทางานได้รวดเร็ว มี ความแม่นยาในการทางาน และทางานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงเป็ นองค์ประกอบ หนึ่งของระบบสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ คือลาดับขั้นตอนคาสัง่ ให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทางานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคาสัง่ ที่เรี ยง เป็ นลาดับขั้นตอนสัง่ ให้คอมพิวเตอร์ทางานตามต้องการ และประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตอ้ งการ

ข้ อมูล เป็ นวัตถุดิบที่ทาให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็ นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นกับสารสนเทศที่ตอ้ งการ เช่น ในสถานศึกษามักจะต้องการ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรี ยน ข้อมูลผลการเรี ยน ข้อมูล อาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเป็ นสิ่งที่สาคัญประการหนึ่งที่มีบทบาทต่อการให้เกิด สารสนเทศ


7

5. ขั้นตอนการจัดระบบสารสนเทศ การจัดทาระบบสารสนเทศ มีข้นั ตอน 4 ขั้นดังนี้ 1) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data collection) หมายถึงการดาเนินการตามภารกิจดังต่อไปนี้ (1) การสารวจวัตถุประสงค์และความต้องการสารสนเทศจากผูใ้ ช้ (2) การปรับปรุ งแบบที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล (3) การคัดเลือกข้อมูลจากแบบรายงาน (4) การพิจารณาเพิ่มเติมแหล่งในการจัดเก็บข้อมูล (5) จาแนกหมวดหมูข่ อ้ มูลที่รวบรวมได้ (6) กาหนดเวลาในการเก็บข้อมูลแต่ละชนิด (7) ดาเนินการจัดเก็บข้อมูล (8) การมอบหมายบุคคลให้มีหน้าที่ในการดาเนินการ 2) การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) หมายถึง การจัดประมวลผลหรื อวิเคราะห์ผลที่เก็บ ข้อมูลรักษาไว้ ให้ผบู้ ริ หารประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการประมวลผลตามความต้องการของผูใ้ ช้ เป็ นการเฉพาะเรื่ อง วิธีการประมวลผลอาจกระทาด้วยมือ หรื อเครื่ องกลเป็ นกระบวนการในการ เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศที่กาหนดไว้ 3) การเก็บรักษาข้ อมูล (Data storing) หมายถึง การดาเนินการดังนี้ (1) การคัดเลือกข้อมูลไว้ในสื่อต่างๆ (2) การจาแนกตามหมวดหมู่ของข้อมูลเรี ยงลาดับ (3) การแก้ไข และจัดกระทาข้อมูลให้เป็ นปัจจุบนั (4) การจัดระบบข้อมูล 4) การนาเสนอข้ อมูล (Data Presentation) หมายถึง การกาหนดชนิดและรู ปแบบของสารสนเทศ เพื่อนาเสนอตามความเหมาะสมในการนาไปใช้ ซึ่งประกอบสื่อการนาเสนอวิธีการนาเสนอ และ ระยะเวลาในการนาเสนอโดยสรุ ปกระบวนการจัดระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยส่วนที่มี ความสาคัญ คือการรวบรวมข้อมูลการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบข้อมูลหรื อการการประมวลผล ข้อมูลซึ่งอาจกระทาได้โดยใช้มือหรื อใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์เพื่อเป็ นการคัดเลือกจาแนกแก้ไขข้อมูล ให้เป็ นปัจจุบนั ตลอดจนการจัดระบบข้อมูล และสามารถนาเสนอข้อมูลเมื่อมีการใช้ท้งั ในด้านการ บริ การ


8

6. ประเภทของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศสามารถแยกตามหน้าที่ที่แตกต่างกันได้ดงั นี้ 1. ระบบสานักงานอัตโนมัติ (Office Automatic System หรือ OAS ) เป็ นระบบที่ใช้บุคลากรน้อยที่สุด โดยอาศัยเครื่ องมือแบบอัตโนมัติและระบบสื่อสารเชื่องโยงข่าวสารระหว่างเครื่ องมือเหล่านั้นเข้า ด้วยกัน QAS มีจุดมุ่งหมายให้เป็ นระบบที่ไม่ใช้กระดาษ (Paperless System) ส่งข่าว สารถึงกันด้วย ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange) แทน ซึ่งมีรูปแบบในการใช้งาน 2 ลักษณะคือ  รู ปแบบของระบบงานพิม พ์แ ละการประมวลผลทางอิเ ล็ก ทรอนิ ก ส์ (Electronic Publishing & Processing System) ได้แก่การสื่อสารด้วยข้อความ รู ปภาพ จดหมายอิเล็กทรอนิ กส์ (Electronic Mail : E-Mail) โทรสาร (FAX)หรื อ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ (Voice Mail) เป็ นต้น  รู ปแบบการประชุมทางไกลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Meeting System) เป็ นเทคนิคที่ทาให้ กลุ่มคนทัว่ โลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ คล้ายการพูดคุยกันโดยตรง เช่น การประชุมทางไกลแบบ มีแต่เสี ยง (Audio Conferencing),การประชุมทางไกลแบบมีท้ งั ภาพและเสี ยง (Video Conferencing) หร��� อ ทั้ งจดห มายอิ เล็ ก ท รอนิ ก ส์ โท รสาร และ เสี ยง อิ เ ล็ ก ทรอนิ กส์ ร ว มกั น เป็ นต้ น 2. ระบบประมวลผลรายการประจาวัน (Transaction Processing System หรือ TPS) เป็ นระบบ สารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรื อการปฏิบตั ิงานประจาหรื อ งานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจานวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการ ทาธุรกรรมหรื อปฏิบตั ิงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขาย สินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จานวนและราคาของสิ นค้าที่ขายไป รวมทั้ง วิธีการชาระเงินของลูกค้า 3. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System หรือ MIS ) คือระบบที่ให้ สารสนเทศ ที่ผบู้ ริ หารต้องการ เพื่อให้สามารทางาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศ ภายในและภายนอกสารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปั จจุบนั นอกจากนี้ ระบบนี้ จะต้อง ให้สารสนเทศในช่ ว งเวลาที่เป็ นประโยชน์ เพื่อให้ผบู้ ริ หารสามารถตัด สิ น ใจในการวางแผนการ ควบคุม และการปฏิบตั ิการขององค์กรได้อย่าง ถูกต้อง แม้ว่าผูบ้ ริ หารที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้ สูงสุดคือผูบ้ ริ หารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบนี้แล้วจะเป็ นระบบที่สามารถสนับสนุ นข้อมูล ให้ผบู้ ริ หารทั้งสาม ระดับ คื อทั้งผูบ้ ริ หารระดับต้น ผูบ้ ริ หารระดับกลางและผูบ้ ริ หารระดับสู ง โดย ระบบนี้จะให้รายงานที่สรุ ปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริ ษทั


9

4. ระบบสนับสนุนการตัดสิ นใจ (Decision Support System หรือ DSS) เป็ นระบบที่พฒั นาขึ้นจาก ระบบ MIS อีกระดับหนึ่ ง เนื่ องจาก ถึงแม้ว่าผูท้ ี่มีหน้าที่ในการตัดสิ นใจจะสามารถใช้ประสบการณ์ หรื อใช้ขอ้ มูลที่มีอยูแ่ ล้วในระบบเอ็มไอเอส ของบริ ษทั สาหรับทาการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงานปกติ แต่บ่อยครั้งที่ผตู้ ดั สินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผูบ้ ริ หารในระดับสูงและระดับกลางจะเผชิญ กับการตัดสิ นใจที่ ประกอบด้วยปั จ จัยที่ ซบั ซ้อนเกิน กว่ าความสามารถของมนุ ษย์ที่จ ะประมวลเข้า ด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จึ ง ทาให้เกิดระบบนี้ ข้ ึน ซึ่งเป็ นระบบที่สนับสนุ นความต้องการเฉพาะของ ผูบ้ ริ หารแต่ละคน (made by order) ในหลายๆสถานการณ์ ระบบ นี้มีหน้าที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็ นไป ได้อย่างสะดวก 5. ระบบสารสนเทศเพือ่ ผู้บริหารระดับสู ง (Executive Informaion Systyem หรือ EIS ) เป็ นระบบที่ สร้ างขึ้ น เพื่อ สนับสนุ น สารสนเทศและการตัด สิ น ใจส าหรั บ ผูบ้ ริ หารระดับ สู งโดยเฉพาะ หรื อ สามารถกล่าวได้ว่าระบบนี้คือส่วนหนึ่งของ DSS ที่แยกออกมา เพื่อเน้นการให้สารสนเทศที่สาคัญต่อd การบริ การต่อผูบ้ ริ หาร 6. ปั ญ ญาประดิ ษ ฐ์ (AI:Artificial Intelligence)ระบบที่ ท าให้ เ ครื่ องคอมพิ ว เตอร์ ก ลายเป็ น ผูช้ านาญการ ในสาขาใดสาขาหนึ่ง คล้ายกับมนุษย์ ระบบผูเ้ ชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายคลึงกับระบบอื่นๆ คือ เป็ นระบบคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยผูบ้ ริ หารแก้ไขปั ญ หาหรื อทาการ ตัด สิ น ใจได้ดี ข้ ึน อย่างไรก็ดีระบบ ผูเ้ ชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยูม่ าก เนื่องจากระบบผูเ้ ชี่ยวชาญจะเกี่ยวข้องกับการจัดการ ความรู้ (Knowledge) มากกว่ า สารสนเทศ และถูก ออกแบบให้ช่ว ยในการตัด สิ น ใจโดยใช้วิธี เ ดี ย วกับ ผูเ้ ชี่ยวชาญที่ มนุษย์ โดยใช้หลักการทางานด้วยระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)


10

ตัวอย่างเทคโนโลยีเพือ่ นาระบบสารสนเทศมาใช้ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เป็ นเครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจาข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบตั ิตามคาสั่งที่บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทางานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ คอมพิวเตอร์น้ นั ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อม กันเรี ยกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์น้ ีจะต้องทางานร่ วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรื อที่เรี ยกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี 2546: 4)

ระบบสารสนเทศ เป็ นระบบที่ช่วยเสริ มประสิทธิภาพการทางานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย

รู ปที่ 1.1 ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ 1.1 ฮาร์ดแวร์ (hardware) หมายถึง ตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เช่น คียบ์ อร์ด (keyboard) เมาส์ (mouse) จอภาพ (monitor) จอภาพสัมผัส (touch screen) ปากกาแสง (light pen) เครื่ องอ่าน รหัสแท่ง (barcode reader) เครื่ องพิมพ์ (printer) ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสาหรับเสื่อมโยง คอมพิวเตอร์เข้าเป็ นเครื อข่าย เช่น โมเด็ม (modem) และสายสัญญาณ 1.2 ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง โปรแกรมหรื อชุดคาสัง่ ( instruction ) ที่ใช้ควบคุมการทางานของ เครื่ องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆเพื่อให้ทางานตามคาสัง่ ของผูใ้ ช้ โดยทัว่ ไปโปรแกรม


11

1.3) โปรแกรมขับอุปกรณ์ หรื อดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์ (device driver) เป็ นโปรแกรมที่ช่วยในการติดตั้ง ระบบเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อหรื อใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้

1.4) โปรแกรมแปลภาษา เป็ นโปรแกรมที่ทาหน้าที่แปลโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ระดับสูงให้เป็ นรหัสที่อยูใ่ นรู ปแบบที่เครื่ องคอมพิวเตอร์สามารถทางานได้ ดังรู ปที่ 1.9 ตัวอย่างตัว แปลภาษา เช่น ตัวแปลภาษาจาวา ตัวแปลภาษาชี


12

1.5 ข้อมูล(date) ข้อมูลจะถูกรวบรวมและป้ อนข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านอุปกรณ์ของหน่วย รับเข้า เช่น คียบ์ อร์ด และ สแกนเนอร์ (scanner) ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็ นระบบเพื่อการสืบค้น ที่รวดเร็ วและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยูใ่ นหน่วยความจา (memory unit) ก่อนที่จะถูกย้ายไปเก็บที่ หน่วยเก็บข้อมูล (storage unit) เช่น ฮาร์ดดิสก์ และแผ่นซีดี (compact Disc : CD) การป้ องกันข้อมูลเข้าสู่เครื่ อง คอมพิวเตอร์ ดังรู ป

1.6 บุคลากร (people) บุคลากรเป็ นองค์ประกอบที่สาคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ ในที่น้ ี หมายถึง บุคคลากรที่เป็ นผูพ้ ฒั นาระบบสารสนเทศ ดังรู ปที่ 1.11 บุคคลากรที่เป็ นผูพ้ ฒั นาระบบสารสนเทศจะต้องมี ความรู้ความสามารถในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพให้สามารถทางานได้ตามความต้องการ ของผูใ้ ช้ ง่ายและสะดวก ส่วนผูใ้ ช้ตอ้ งมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถในการใช้งานระบบ สารสนเทศ และการสื่อสารต่างๆ ได้อย่างถูกต้องจึงเกิดสารสนเทศที่เป็ นประโยชน์


13

1.7 ขั้นตอนการปฏิบตั ิงาน (procedure) ระบบสารสนเทศต้องมีข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานที่เป็ นลาดับขั้น ชัดเจน เพื่อให้ผใู้ ช้สามารถเข้าใจได้ง่าย และดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในสถานการณ์ปกติและ สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการทาสาเนาข้อมูลขั้นตอนการปฏิบตั ิเมื่อข้อมูล ได้รับความเสียหาย หรื อเมื่อเครื่ องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เกิดการชารุ ดเสียหาย ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ ควรได้รับการรวบรวมและจัดทาให้เป็ นรู ปเล่ม ของคู่มือการใช้งาน ดังรู ป

องค์กรต่างๆ มีการลงทุนจานวนมากในการจัดหาระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพเพื่อนามาช่วยงาน ทั้งด้านการบริ หารและการจัดการงานทัว่ ไปขององค์กร โดยเน้นที่คุณภาพของระบบสารสนเทศและความคุม้ ค่า ในการลงทุน การใช้ระบบสารสนเทศจะเริ่ มจากการนาขย้อนมูลป้ อนเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ระบบ คอมพิวเตอร์จะทาการประมวลข้อมูลเหล่านั้น แล้วจึงส่งผลลัพธ์ออกมาให้กบั ผู���้ ช้ ผูใ้ ช้ระบบสารสนเทศจะนา สารสนเทศนั้นไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หากผลลัพธ์ที่ได้จาการ ประมวลผลไม่ถกู ต้องหรื อไม่สมบูรณ์ ก็ตอ้ งย้อนมาพิจารณาเริ่ มต้นที่ข้นั ตอนการป้ อนข้อมูลใหม่อีกครั้งว่า ข้อมูลเข้า และขั้นตอนอื่นๆ มีความถูกต้อง สมบรู ณ์หรื อไม่ ดังรู ป

รู ป แสดงกระบวนการประมวลผลข้อมูล และการใช้สารสนเทศ


14

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่ งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็ นการส่ งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ หรื อเครื่ องมือที่อยูห่ ่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ ขอ้ มูลหรื อสารสนเทศไปยังผูใ้ ช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็ นไปอย่างสะดวก รวดเร็ ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรู ปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่ งอาจเป็ น ตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice) เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร หรื อเผยแพร่ สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิ ดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสี ยง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนาแสง คลื่น ไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็ นต้น สาหรับกลไกหลักของการสื่ อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบ พื้นฐาน 3 ส่ วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่ อกลางสาหรับการรับ/ส่ งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจาแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็ น 6 รู ปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ 1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิตอล, กล้องถ่ายวีดีทศั น์ , เครื่ องเอกซเรย์ ฯลฯ 2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็ นสื่ อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก , จานแม่เหล็ก , จานแสงหรื อจานเลเซอร์ , บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ 3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท้งั ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ 4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่ องพิมพ์, จอภาพ, พล็อตเตอร์ ฯลฯ 5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทาสาเนาเอกสาร เช่น เครื่ องถ่ายเอกสาร, เครื่ องถ่ายไมโครฟิ ล์ม 6. เทคโนโลยีสาหรับถ่ายทอดหรื อสื่ อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ , วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ท้งั ระยะใกล้และไกล ลัก ษณะของข้อ มู ล หรื อ สารสนเทศที่ ส่ ง ผ่า นระบบคอมพิ ว เตอร์ แ ละการสื่ อ สาร ดัง นี้ ข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ใช้กนั อยูท่ วั่ ไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลกั ษณะของสัญญาณ เป็ นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรี ยกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์ จะแตกต่างไป เพราะ ระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้ าสูงต่าสลับกัน เป็ นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่ อง เรี ยกว่า "สัญญาณ ดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่ งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่ งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ เครื่ อง


15

หนึ่งไปยังเครื่ องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรี ยกว่า "โมเด็ม" (Modem) เทคโนโลยีโทรคมนาคมสมัยใหม่ การสื่อสารผ่านดาวเทียม (satellite-based communication) การสื่อสารผ่านดาวเทียม (satellite-based communication) เนื่องจากท้องที่ทางภูมิศาสตร์ เต็มไป ด้วยภูเขา หุบเขา หรื อเป็ นเกาะอยู่ในทะเล การสื่ อสารที่ดีวิธีหนึ่ งคือการใช้ดาวเทียม ดาวเทียมได้รับ การส่ งให้โ คจรรอบโลก โดยมีก ารเคลื่อนที่ ไปพร้ อมกับการหมุน ของโลก ทาให้ด าวเที ยมอยู่ใน ตาแหน่งคงที่เมื่อมองจากพื้นโลก ดาวเทียมจะมีเครื่ องถ่ายทอดสัญญาณติดตั้งอยู่ การสื่ อสารโดยผ่าน ดาวเที ย มจะทาโดยการส่ งสัญ ญาณสื่ อสารจากสถานี ภ าคพื้น ดิ น แห่ งหนึ่ งขึ้ น ไปยังดาวเที ย ม เมื่อ ดาวเทียมรับก็จะส่งกลับมายังสถานีภาคพื้นดินอีกแห่งหนึ่ งหรื อหลายแห่ ง เราจึงใช้ดาวเทียมเพื่อแพร่ ภาพสัญญาณโทรทัศน์ได้ การรับจะครอบคลุมพื้นที่ที่ดาวเทียมลอยอยู่ ซึ่งจะมีบริ เวณกว้างมากและทา ได้โดยไม่มีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ เช่น มีแนวเขาบังสัญญาณ ดาวเทียมจึงเป็ นสถานี กลางที่ถ่ายทอด สัญญาณจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้

การสื่อสารผ่านดาวเทียม ปัจจุบนั ประเทศไทยมีดาวเทียมไทยคมสามดวงลอยอยูเ่ หนือประเทศทางด้านมหาสมุทรอินเดีย และอ่าวไทย ดาวเทียมไทยคมนี้ใช้ประโยชน์ทางด้านการสื่อสารของประเทศได้มาก เพราะเป็ นการ ให้บริ การสื่อสารของประเทศในรู ปแบบต่างๆ ตั้งแต่การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณจากวิทยุ สัญญาณข้อมูลข่าวสารต่างๆ


16

ดาวเทียมได้รับการส่งให้โคจรรอบโลก โดยมีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนของโลก ทาให้ ดาวเทียมอยูใ่ นตาแหน่งคงที่เมื่อมองจากพื้นโลก

ตัวเครื่ องถ่ายทอดสัญญาณของดาวเทียม


17

การสื่อสารด้ วยเส้ นใยนาแสง (fiber optic) การสื่อสารด้ วยเส้ นใยนาแสง เส้นใยนาแสงมีลกั ษณะเป็ นท่อแก้วที่อ่อนตัวอยูใ่ นสายที่หุม้ ด้วยพลาสติก ลักษณะของท่อแก้วหุม้ ด้วยสารพิเศษที่ทาให้เกิดการหักเหของแสงอยูภ่ ายในท่อแก้ว ดังนั้นเราสามารถ ส่ งแสงจากปลายด้านหนึ่ งให้ไปปรากฏที่ปลายอีกด้านหนึ่ งได้ แม้ว่าเส้นใยน าแสงนั้นจะคดงอไป อย่างไรก็ตามก็จะส่ งแสงเข้าไปในท่อแก้วได้ เมื่อมีการนาเอาข้อมูลเข้าไปผสมกับแสง เพื่อให้แสง กระพริ บตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล ทาให้เรารับส่งสัญญาณข้อมูลไปกับแสงได้ การรับส่ งข้อมูล เข้าไปในแสงทาได้มากและรวดเร็ ว

เส้ นใยนาแสง


18

โครงสร้างของเส้นใยแก้วนาแสง ทั้งชนิดโหมดเดี่ยว และ หลายโหมด

การรับ/ส่ง ข้อมูล ของเส้นใยแก้วนาแสง


19

แนวโน้ มของเทคโนโลยีสารสนเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 บริ ษทั ไอบีเอ็มได้นาไมโครคอมพิวเตอร์ออกจาหน่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ ในขณะนั้นใช้ไมโครโพรเซสเซอร์ 8088เพียงไม่กี่ปีต่อมาก็ได้พฒั นาไมโครคอมพิวเตอร์ที่ใช้ ไมโครโพรเซสเซอร์ 80286หากย้อนกลับไปในอดีตพบว่า ไมโครคอมพิวเตอร์เปลี่ยนรุ่ นใหม่บ่อยมาก บริ ษทั ผูพ้ ฒั นาไมโครโพรเซสเซอร์ได้คิดค้นและพัฒนาให้ขีดความสามารถเพิ่มขึ้นตลอดเวลาในปี พ.ศ.2545 ไมโครโพรเซสเซอร์ รุ่นเพนเทียมโฟร์ของบริ ษทั อินเทลและรุ่ นเอธรอนของบริ ษทั เอเอ็มดี ทางานได้ดว้ ยความเร็ วกว่า 2,000 เมกะเฮิรตซ์ ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์รุ่นนี้มคี วามเร็วใน การคานวณเพิ่มขึ้น มีผลทาให้พฒั นาการทางซอฟต์แวร์กา้ วหน้าไปจากเดิมมาก

ขณะเดี ยวกัน ความจุ ของหน่ ว ยความจาหลักที่ ใช้ในไมโครคอมพิวเตอร์ ก็เพิ่มขึ้น เป็ นลาดับ ไมโครคอมพิวเตอร์ที่บริ ษทั ไอบีเอ็มพัฒนาขึ้น ในปี พ.ศ.2524 มีหน่ วยความจาเพียง 64 กิโลไบต์ แต่ ปัจจุบนั แนวโน้มของหน่วยความจาในไมโครคอมพิวเตอร์ เป็ นหลายร้อยเมกะไบต์จนมีแนวโน้มถึง กิกะไบต์ในไม่ชา้ นี้


20

ประโยชน์ ของการนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนทาให้ชีวิตความเป็ นอยูข่ องคนในปัจจุบนั มีความ สะดวกสบายมากขึ้น ทาให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ ว มีการทากิจกรรม หลายสิ่งหลายอย่างร่ วมกันง่ายขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดประโยชน์ใน ด้านต่างๆ เช่น 1. ด้ านการศึกษา ; เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการ บริ หารด้านการศึกษา เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ ยงั ใช้เป็ น เครื่ อ งมือ ในการเพิ่ มโอกาสทางด้า นการศึก ษาและเพิ่ม ประสิ ทธิ ภ าพการเรี ยนการสอนตัว อย่า ง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในด้านการศึกษา ดังรู ป

1. การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ทาให้ผทู้ ี่อยู่ห่างไกลหรื อไม่สะดวกในการเดินทางสามารถได้รับ การศึกษาเช่นเดียวกับผูท้ ี่อยูใ่ นเมือง 2. บทเรี ยนอิเล็กทรอนิ กส์ยงั ช่วยเสริ มประสิ ทธิภาพการเรี ยนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ฟิ สิ กส์ เคมี ชีวะ ภาษาต่างประเทศ ทาให้บทเรี ยนมีความน่าสนใจมากขึ้น และเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น การ แสดงสถานการณ์จาลอง แบบจาลอง ภาพเคลื่อนไหว แสงสีและเสียงประกอบ นักเรี ยนสามารถเตรี ยม ตัวก่อนเรี ยน หรื อทบทวนบทเรี ยนด้วยตนเองเมื่อใดก็ได้ที่มีเวลาว่าง 3. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มโอกาสในการเรี ยนรู้ให้กบั ผูพ้ ิการทางสายตาหรื อหู เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมีบทบาทต่อการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษาได้ เป็ นอย่างดี ทั้งในและนอกสถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ ใช้บทเรี ยนออนไลน์ในการฝึ กอบรมพนักงาน เพื่อให้ความรู้ เพิ่มเติ ม นอกจากนี้ อินเทอร์ เน็ ตยังเป็ นแหล่งข้อมูลที่สาคัญ ที่ท้ งั ครู และนักเรี ยนหรื อ บุคคลทัว่ ไป ใช้สาหรับค้นหาข้อมูลเรื่ องต่างๆ ในการทารายงาน หรื อเพื่อศึกษาหาความรู้ เว็บไซต์


21

2. ด้ านการแพทย์และสาธารณสุ ข ;เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารถูกนามาใช้เริ่ มตั้งแต่การทา ทะเบียนคนไข้ การรักษาพยาบาลทัว่ ไป ตลอดจนการวินิจฉัยและรักษาโรคต่ างๆ ได้อย่ารวดเร็ วและ แม่นยา นอกจากนี้ยงั ใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการวิจยั ทางการแพทย์ รักษาคนไข้ดว้ ยระบบการ รัก ษาทางไกลตลอดเวลาผ่านเครื อข่ ายการสื่ อสาร เครื่ องเอ็กซเรย์ค อมพิว เตอร์ ที่เรี ยกว่า อีเอ็มไอ สแกนเนอร์ ( EMI scanner ) ถูกนามาใช้ถ่ายภาพสมองมนุ ษย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติในสมอง เช่น ดูเนื้องอกพยาธิเลือดออกในสมอง และต่อมาได้พฒั นาให้ถ่ายภาพหน้าตัดได้ทวั่ ร่ างกาย เรี ยกชื่อว่า ซีเอ ที ( CAT-Computerized Axial Tomography scanner: CAT scanner ) ใช้วิธีฉายแสงเป็ นจังหวะไป รอบๆ ร่ างกายของมนุษย์ ถ่ายเอ็กซเรย์และเครื่ องรับแสงเอกซเรย์ที่อยู่ตรงข้ามจะเปลี่ยนแสงเอ็กซเรย์ ให้เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าเก็บไว้ในจานแม่เหล็ก จากนั้นจะนาสัญ ญาณไฟฟ้ าเหล่านี้ เข้าไปวิเคราะห์ใน เครื่ องคอมพิวเตอร์ และแสดงผลลัพธ์เป็ นภาพทางจอโทรทัศน์หรื อพิมพ์ภาพออกมาทางเครื่ องพิมพ์ ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดังรู ป


22

3. ด้ านการเกษตรและอุตสาหกรรม ;เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารถูกนามาใช้ประโยชน์ใน ด้านเกษตรกรรม เช่ น การจัด ทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและพยากรณ์ ผลผลิต ด้านการเกษตร นอกจากนี้ยงั ช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม การประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่ตอ้ งเสี่ยงภัยและเป็ นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรงงาน สารเคมี โรง ผลิตและควบคุมการจ่ายไฟฟ้ า รวมถึงงานที่ตอ้ งทาซ้ าๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ และโรงงาน แบตเตอรี่ ปั จจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการผลิต และ ควบคุมคุณภาพสินค้า การส่งสินค้าตามใบสางสินค้า การควบคุมวัสดุคงคลัง และการคิดราคาต้นทุ น สิ น ค้ า ตั ว อ ย่ า ง เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ แ ล ะ ก า ร สื่ อ ส า ร ใ น ด้ า น อุ ต ส า ห ก ร ร ม ดังรู ป


23

คาถามท้ ายบท 1. เรี ยงลาดับขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล ข้อใดถูกต้อง 1.Input Data 2.Data Processing 3.Output Data 2. หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ เป็ นการประยุกต์ใช้หลักการด้านใด 3. การเบิกเงินจากตู ้ ATM จัดเป็ นการ ประมวลผลในรู ปแบบใด 4. องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคือข้อใด 5. ระบบสารสนเทศประเภทใดมีลกั ษณะการทางานเหมือนมนุษย์มากที่สุด เฉลย 1. 1,2,3 2. ปัญญาประดิษฐ์ 3. การประมวลผลแบบทันทีทนั ใด Online Processing หรื อ ระบบประมวลผลรายการ ประจาวัน (Transaction Processing System หรื อ TPS) 4. ข้อมูล ซอฟต์แวร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการปฏิบตั ิ บุคลากร 5. ปัญญาประดิษฐ์


ict_system