Page 1


หลวงตาปัญญาดี


สไตล์ ฉลาดล�้าด้วยธรรมะ

หลวงตาปัญญาดี

ฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ

คิดดี พูดดี ท�ำดี คบคนดี ไปสู่สถำนที่ดี หลวงตาปัญญาดี


ค�ำน�ำหน้ำ หนั ง สื อ หลวงตาปั ญ ญาดี เล่ ม นี้ ธรรมสภำ สถำบั น บั น ลื อ ธรรม และศิ ษ ยำนุ ศิ ษ ย์ ได้ จั ด ท� ำ ในวำระฉลอง ๑๐๐ ปี ชำตกำล พระพรหม มั ง คลำจำรย์ หลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทภิ ก ขุ ในปี พุ ท ธศั ก รำช ๒๕๕๔ เป็ น ระยะเวลำนำนหลำยปี ที่ ห ลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทะได้ ดั บ ขั น ธ์ ตั้ ง แต่ วั น ที่ ๑๐ ตุ ล ำคม ๒๕๕๐ ยั ง ควำมระลึ ก ถึ ง แก่ ศิ ษ ยำนุ ศิ ษ ย์ เป็ น อย่ ำ งมำก ควำมระลึ ก ถึ ง เช่ น นี้ หลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทภิ ก ขุ ไ ด้ บ อก แก่ บ รรดำศิ ษ ยำนุ ศิ ษ ย์ ว ่ ำ “ไม่ มี อ ะไรดี ไ ปกว่ า การปฏิ บั ติ ธ รรม” ตำมที่ ห ลวงพ่ อ ได้ สั่ ง สอนไว้ และให้ เ ผยแพร่ ธ รรมะค� ำ สอนของหลวงพ่ อ อั น เป็ น กำรสื บ ทอดธรรมะในตั ว ของหลวงพ่ อ ให้ ค งอยู ่ ไ ปไม่ มี วั น ตำย ตลอดระยะเวลำที่ ผ ่ ำ นมำ ธรรมสภำและสถำบั น บั น ลื อ ธรรม ได้ สื บ ทอดธรรมะและเผยแพร่ ค� ำ สอนของหลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทะอยู ่ เ สมอ แก่ เ หล่ ำ พุ ท ธบริ ษั ท ทั้ ง หลำย ตำมปณิ ธ ำนของหลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทะ ที่ ไ ด้ สั่ ง สอนไว้ แ ก่ ศิ ษ ยำนุ ศิ ษ ย์ อำทิ เ ช่ น กำรต่ อ ต้ ำ นอบำยมุ ข กำร ปฏิ รู ป ประเพณี กำรปฏิ วั ติ เ ลิ ก เชื่ อ สิ่ ง งมงำยไร้ ส ำระ และกำรปฏิ บั ติ ต น ให้ เ ป็ น คนดี ต ำมแนวทำง ๕ ดี สู ่ ค วำมเป็ น มนุ ษ ย์ ได้ แ ก่ ๑. คิ ด ดี ๒. พู ด ดี ๓. ท� ำ ดี ๔. คบคนดี ๕. ไปสู ่ ส ถำนที่ ดี หนั ง สื อ ฉลำดล�้ ำ ด้ ว ยธรรมะสไตล์ ห ลวงตำปั ญ ญำดี เล่ ม นี้ เป็ น อี ก เล่ ม หนึ่ ง ที่ ธ รรมสภำและสถำบั น บั น ลื อ ธรรม จั ด ท� ำ ขึ้ น อย่ ำ งประณี ต หลวงตาปัญญาดี


ฉลอง ๑๐๐ ปี ชำตกำล หลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทภิ ก ขุ เพื่ อ ให้ ธ รรมะได้ แพร่ ห ลำยในหมู ่ พุ ท ธศำสนิ ก ชนมำกยิ่ ง ขึ้ น หลั ก ธรรมของหลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทภิ ก ขุ ที่ ถ ่ ำ ยทอดจำกค� ำ สอน ขององค์ ส มเด็ จ พระสั ม มำสั ม พุ ท ธเจ้ ำ มี อ ยู ่ ม ำกมำย อำทิ เ ช่ น หลั ก การของชาวพุ ท ธ ในเรื่ อ ง...หลั ก กำรนั บ ถื อ พระรั ต นตรั ย อย่ ำ งมั่ น คง ไม่ ง ่ อ นแง่ น คลอนแคลนไปในทำงสิ่ ง งมงำยไร้ ส ำระ หลั ก การท� า งาน โดยมี อุ ด มกำรณ์ ว ่ ำ งำนคื อ ชี วิ ต ชี วิ ต คื อ งำน บั น ดำลสุ ข ท� ำ งำนให้ ส นุ ก เป็ น สุ ข เมื่ อ ท� ำ งำน หลั ก การพั ฒ นาตน มี ห ลั ก กำรว่ ำ ตื่ น ตั ว ว่ อ งไว ก้ ำ วหน้ ำ ท� ำ งำนแข่ ง กั บ เวลำ เพื่ อ พั ฒ นำสั ง คม หลั ก การด� า เนิ น ชี วิ ต มี ห ลั ก กำรว่ ำ อยู ่ กั น ด้ ว ยควำมรั ก อย่ ำ เหลวไหล ห่ ำ งไกลอบำยมุ ข เดิ น ให้ ถู ก ทำง...ยิ่ ง ให้ ยิ่ ง ได้ ฯลฯ อำนิ ส งส์ จ ำกกำรจั ด พิ ม พ์ ห นั ง สื อ “หลวงตาปั ญ ญาดี ” เล่ ม นี้ ธรรมสภำ สถำบั น บั น ลื อ ธรรม และเหล่ ำ ศิ ษ ยำนุ ศิ ษ ย์ ถวำยแด่ พ ระ พรหมมั ง คลำจำรย์ หลวงพ่ อ ปั ญ ญำนั น ทภิ ก ขุ พระผู ้ เ ป็ น แสงสว่ ำ งของ ชำวพุ ท ธทั้ ง หลำยตลอดกำลนำนเทอญ. ด้ ว ยควำมสุ จ ริ ต หวั ง ดี ธรรมสภำปรำรถนำให้ โ ลกพบกั บ ควำมสงบสุ ข หลวงตาปัญญาดี


สารบาญ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่

๑. ควำมอยำก ๒. ธรรมะหล่ อ เลี้ ย งใจ ๓. ทำสตั ว ตน ๔. ขู ด เกลำควำมเห็ น แก่ ตั ว ๘ ๕ ขู ด เกลำควำมบกพร่ อ ง ๖. จิ ต รั ก ษำเรำ ๗. สวรรค์ ใ นอกนรกในใจ ๘. รู ้ จั ก ตั ว ทุ ก ข์ ๙. เจริ ญ ภำวนำเพื่ อ ฝึ ก จิ ต ๑๐. หำยใจเข้ ำ พุ ท ธ หำยใจออกโธ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่

หลวงตาปัญญาดี

๑๑. ๑๒. ๑๓. ๑๔. ๑๕. ๑๖. ๑๗. ๑๘.

กระทบอำรมณ์ ควำมดี ต ้ อ งรี บ ท� ำ บำป บุ ญ เกำะในใจ ปรุ ง แต่ ง บุ ญ บำป ปรุ ง แต่ ง ในจิ ต เกิ ด ๆ ดั บ ๆ ไฟกิ เ ลส สติ กั บ ปั ญ ญำ


ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่

๑๙ ๒๐. ๒๑. ๒๒. ๒๓. ๒๔. ๒๕. ๒๖. ๒๗. ๒๘. ๒๙.

พิ จ ำรณำ อำยตนะ ๖ สั ง เกตดู สภำพเดิ ม พ้ น จำกกองทุ ก ข์ มองโลกตำมจริ ง อย่ ำ เชื่ อ อยู ่ ที่ ตั ว เรำ รื้ อ ตนออกจำกทุกข์ อุ ป ำทำน เปลี่ ย นไปตำมสภำพ

ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่ ธรรมะข้ อ ที่

๓๐. ๓๑. ๓๒. ๓๓. ๓๔. ๓๕. ๓๖. ๓๗.

ธรรมะเป็ น เครื่ อ งปลอบจิ ต ใจ อย่ ำ คำดหวั ง เอำธรรมะน� ำ ไปข้ ำ งหน้ ำ รู ้ จั ก แบ่ ง ปั น กำยกั บ ใจ มิ จ ฉำทิ ฏ ฐิ พิ จ ำรณำตั ว เอง ขั น ติ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา หลวงพ่อปัญญำนันทภิกขุ เรื่ อ ง...ฉลำดท� ำ กั บ ควำมนึ ก คิ ด เรื่ อ ง...ฉลำดในมนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ เรื่ อ ง...ศิ ล ปะในกำรปฏิ บั ติ ตั ว เรื่ อ ง...วิ ธี รั บ ธรรมะตอนสู ง อำยุ เรื่ อ ง...รู ้ ห น้ ำ ที่ บุ ต ร เรื่ อ ง...ปฏิ บั ติ ถู ก ในกำรรั ก ษำชำติ เรื่ อ ง...เป็ น ครู ที่ ดี เรื่ อ ง...รู ้ ซึ้ ง คุ ณ ค่ ำ ของธรรมะ เรื่ อ ง...ตระหนั ก กำรผั ก ผ่ อ นจิ ต ใจ เรื่ อ ง...ใฝ่ เ จริ ญ รอยอริ ย ชน เรื่ อ ง...วิ ธี นึ ก คิ ด ท� ำ ให้ ไ ม่ เ ป็ น ทุ ก ข์ เรื่ อ ง...เจริ ญ วั ย เจริ ญ ธรรม

หลวงตาปัญญาดี

๘๗ ๘๙ ๙๑ ๙๓ ๙๕ ๙๗ ๙๙ ๑๐๑ ๑๐๓ ๑๐๕ ๑๐๗ ๑๐๙


หลวงตาปัญญาดี


๑๐ หลวงตาปัญญาดี


ควำมอยำก

ควำมทุ ก ข์ หรื อ ควำมหนำวทำงจิ ต นั้ น เกิ ด จำกกิ เ ลสตั ณ หำที่ เ กิ ด ขึ้ น ในใจเรำ คื อ มี ค วำมอยำกได้ อยำกมี อยำกเป็ น อยำกได้ นั่ น ได้ นี่ มั น ก็ เ ป็ น ควำมหนำวใจอยู ่ เพรำะจิ ต ใจไม่ อ บอุ่ น ถ้ ำ ได้ ม ำสมใจก็ มี ค วำมสบำยใจชั่ ว ขณะหนึ่ ง แต่ ว ่ ำ พ้ น จำกนั้ น ก็ อ ยำกได้ ใ หม่ ต ่ อ ไป อยู ่ ด ้ ว ยกำรไม่ อิ่ ม ไม่ พ อ...ควำมหนำวใจเช่ น นี้ มี แ ต่ ค วำมทุ ก ข์ ต ลอดเวลำ หลวงตาปัญญาดี ๑๑


๑๒ หลวงตาปัญญาดี


ธรรมะหล่อเลี้ยงใจ

กำรมีชีวิตที่สมบูรณ์ทำงจิตใจนั้น

เรำต้องเอำพระธรรม มำหล่ อ เลี้ ย งใจ ชี วิ ต ของเรำจึงจะสมบูรณ์ขึ้น....ถ้ ำ เรำไม่ใช้ ธรรมะหล่ อ เลี้ ย งใจ ชี วิตจะบกพร่อง จะมีควำมทุกข์มีปัญหำ อยู ่ ค นเดี ย วก็ เ ป็ น ทุ ก ข์ แ บบคนเดียว อยู่สองคนก็เป็นทุกข์แบบ อยู่ส องคน แล้ ว ก็ ท ะเลำะเบำะแว้งกัน อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นพวก ก็ไม่อยู่กัน ด้ ว ยควำมรั ก ควำมสำมั คคี ไม่ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน แตกแยกแตกร้ ำ วกั น เพรำะเรำไม่มีธรรมะเป็นหลักใจ มี แต่กิเลส คือควำมเห็น แก่ ตั ว เป็ น หลั ก ครองใจ...ท�ำให้เกิดควำมเดือดร้อนกันไปทั่ว หลวงตาปัญญาดี ๑๓


๑๔ หลวงตาปัญญาดี


ทำสตัวตน

เรำเป็นทำสของอ�ำนำจอัตตำตัวตน หรือควำมเห็นแก่ตัว

ท�ำอะไรก็เพื่อตัว แม้ท�ำบุญท�ำทำนก็ท�ำเพื่อตัวทั้งนั้น ไม่ได้ท�ำเพื่อเสียสละ ท�ำแต่เพียงทำน ยังหวังผลตอบแทนอยู่ พระพุทธเจ้ำไม่ให้เรำท�ำอะไรเพื่อ ตัวเอง แต่ให้ท�ำเพื่อคนอื่น เพื่อให้คนอื่นเป็นสุข ถ้ำทุกคนที่เป็นพุทธบริษัท ช่วยกันคิด ช่วยกันพูด ช่วยกันท�ำเพื่อให้คนอื่นเป็นสุขแล้วโลกมันก็เป็นสุข แต่นี่เรำไม่ได้คิดเพื่อให้คนอื่นเป็นสุข แต่เรำคิดเพื่อตัวเรำเป็นสุข เอำควำมสุขเฉพำะตัวเรำ คนอื่นจะได้ทุกข์เดือดร้อนอย่ำงไรก็ช่ำงเขำ อย่ำงนี้ควำมเห็นแก่ตัวมันออกหน้ำ ปัญญำก็ไม่มี...

หลวงตาปัญญาดี ๑๕


๑๖ หลวงตาปัญญาดี


ขูดเกลำควำมเห็นแก่ตัว

หลักค�ำสอนของพระพุทธเจ้ำ สอนให้เรำช�ำระขูดเกลำ...ขูดเกลำอะไร...

ก็ ขู ด เกลำควำมเห็ น แก่ ตั ว ซึ่ ง ควำมเห็ น แก่ ตั ว นั้ น มั น แตกดอกออกช่ อ มำ เป็นควำมโลภ เป็ น ควำมโกรธ เป็ น ควำมหลง เป็นควำมริษยำพยำบำท อำฆำตจองเวร แข่ ง ดี ถื อ ตั ว ด้ ว ยประกำรต่ ำ ง ๆ... สิ่งนี้มันแตกดอกออกมำ จำกควำมเห็นแก่ตัวนั่นเอง เรำจึงต้องตั้งฐำนให้เป็นสัมมำทิฏฐิ โดยเฉพำะ ท� ำ อะไรทุ ก อย่ ำ งต้ อ งท� ำ ด้ ว ยควำมขู ด เกลำควำมเห็ น แก่ ตั ว ให้ เ บำบำงลง ให้น้อยลงไปทุ ก เวลำนำที ข องชี วิ ต .... แล้ วท�ำตนให้เป็ น ประโยชน์ แ ก่ ผู ้ อื่ น ...

หลวงตาปัญญาดี ๑๗


๑๘ หลวงตาปัญญาดี


ขูดเกลำควำมบกพร่อง

กำรปฏิบัติกิจในทำงพระพุทธศำสนำเช่นให้ทำน ก็เพื่อกำรขูดเกลำ...

รักษำศีลก็เพื่อกำรขูดเกลำ...เจริญภำวนำก็เพื่อกำรขูดเกลำ... เรำมำฟังธรรมนี่ก็ฟังเพื่อกำรขูดเกลำ ต้องฟังให้เกิดปัญญำ แล้วน�ำปัญญำนั้นไปเป็นเครื่องมือ ขูดเกลำจิตใจของเรำ เอำไปใช้เป็นแว่นกระจก ส�ำหรับมองดูตัวเรำว่ำมีควำมบกพร่องอะไรบ้ำง เรำไม่ดีไม่งำมที่ตรงไหนบ้ำง ควำมประพฤติของเรำเป็นอย่ำงไร... ถ้ำเรำเห็นว่ำมันผิดมันไม่ถูกต้อง เรำก็แก้ไขท�ำเสียให้ดี...

หลวงตาปัญญาดี ๑๙


๑๘ หลวงตาปัญญาดี


ขูดเกลำควำมบกพร่อง

กำรปฏิบัติกิจในทำงพระพุทธศำสนำเช่นให้ทำน ก็เพื่อกำรขูดเกลำ...

รักษำศีลก็เพื่อกำรขูดเกลำ...เจริญภำวนำก็เพื่อกำรขูดเกลำ... เรำมำฟังธรรมนี่ก็ฟังเพื่อกำรขูดเกลำ ต้องฟังให้เกิดปัญญำ แล้วน�ำปัญญำนั้นไปเป็นเครื่องมือ ขูดเกลำจิตใจของเรำ เอำไปใช้เป็นแว่นกระจก ส�ำหรับมองดูตัวเรำว่ำมีควำมบกพร่องอะไรบ้ำง เรำไม่ดีไม่งำมที่ตรงไหนบ้ำง ควำมประพฤติของเรำเป็นอย่ำงไร... ถ้ำเรำเห็นว่ำมันผิดมันไม่ถูกต้อง เรำก็แก้ไขท�ำเสียให้ดี...

หลวงตาปัญญาดี ๑๙


๒๐ หลวงตาปัญญาดี


จิตรักษำเรำ

จิตของคนเรำนั้นเมื่อยังไม่ได้ฝึก มันดิ้นรนกลับกลอกรักษำยำก ห้ำมยำกซุกซนยิ่งกว่ำลิง ชอบไปในที่ต�่ำ ไปในที่ที่เป็นกิเลส ไหลไปตำมอ�ำนำจควำมโลภ ไหลไปตำมอ�ำนำจควำมโกรธ ไหลไปตำมอ�ำนำจควำมหลง ควำมริษยำ ควำมพยำบำท...รูป...มำกระทบตำก็ไหลไปกับรูป เสียง...มำกระทบหูก็ไหลไปกับเสียง กลิ่น...มำกระทบจมูก ก็ไหลไปตำมกลิ่น รส...มำกระทบลิ้นก็ไหลไปกับรส เรียกว่ำมันไม่หยุด ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่น ไม่อ่อนโยน ไม่เหมำะที่จะใช้งำนปรำณีตสูงขึ้นไป... เรำจึงต้องฝึกสมำธิ... เพื่อให้สมำธิรักษำเรำ...

หลวงตาปัญญาดี ๒๑


๒๒ หลวงตาปัญญาดี


สวรรค์ในอกนรกในใจ

คนไทยโบรำณพูดไว้ถูกต้องว่ำ

สวรรค์ ใ นอก...นรกในใจ... นิ พ พำนอยู ่ ไ หน ก็ อ ยู ่ ใ นใจนั่ น แหละ อะไร ๆ มั น ก็ อ ยู ่ ที่ ใ จของเรำทั้ ง นั้ น ควำมสุ ข ก็ อ ยู ่ ที่ ใ จ ควำมทุ ก ข์ ก็ อ ยู ่ ที่ ใ จ อะไรที่ เ กิ ด ขึ้ น ในชี วิ ต ของเรำ มั น เกิ ด ขึ้ น จำกใจเรำคิ ด ก่ อ นทั้ ง นั้ น เมื่ อ ใจเรำคิ ด ปำกเรำก็ พู ด มื อ เรำก็ ท� ำ มั น ก็ เ ป็ น ตั ว กรรมขึ้ น มำ กรรมมั น เกิ ด ขึ้ น จำกใจตั้ ง ใจ ถ้ ำ ใจไม่ ตั้ ง ใจก็ ไ ม่ เ ป็ น กรรม....

หลวงตาปัญญาดี ๒๓


๒๔ หลวงตาปัญญาดี


รู้จักตัวทุกข์

ชีวิตที่เป็นอยู่ขณะนี้ มันเวียนว่ำย

จมลง...ผุ ด ขึ้ น จมลง...ผุดขึ้น ในกองทุกข์อยู่ตลอดเวลำ ตรำบใดที่ เ รำยั ง ไม่ รู ้ ว ่ ำ ควำมทุกข์คืออะไร เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ควำมทุ ก ข์ เ ป็ น เรื่ อ งดับได้...ดับได้โ ดยวิธีใดเรำไม่รู้ไม่เข้ ำ ใจ เรำก็ด�ำ ผุดด�ำว่ำ ยในกระทะทองแดง กระทะทองแดงคือ ภำวะควำมเป็นทุกข์ ควำมเป็ น ทุ ก ข์ อ ยู ่ ที่ ไ หน?...ควำมเป็นทุกข์อยู่ในใจของเรำ...นี่เอง...

หลวงตาปัญญาดี ๒๕


๒๖ หลวงตาปัญญาดี


เจริญภำวนำเพื่อฝึกจิต

จุดมุ่งหมำยของกำรเจริญภำวนำมิใช่เพื่ออะไร

เพื่อฝึกจิตของเรำเอง...ฝึกจิตให้สงบ... มิให้วิ่งไปวิ่งมำ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอำรมณ์เดียว แล้วก็ให้อ่อนโยนเหมำะที่จะใช้ท�ำงำน เหมือนกับเรำฝึกสัตว์ป่ำนั่นแหละ สัตว์ในป่ำที่เรำได้มำใหม่ ๆ มันยังไม่เชื่อง เช่นว่ำ ม้ำป่ำมันก็ไม่เชื่อง ช้ำงมันก็ไม่เชื่อง เรำต้องฝึกให้มัน หยุดดิ้นก่อน ให้มันฟังค�ำสั่งต่อไป ก็เอำมำใช้ได้.... กำรฝึกจิตก็เช่นกัน ต้องท�ำให้จิตมันเชื่อง...จึงจะใช้ได้ หลวงตาปัญญาดี ๒๗


๒๘ หลวงตาปัญญาดี


๑๐

หำยใจเข้ำพุท หำยใจออกโธ

สมำธิแบบง่ำยที่สุดเป็นประโยชน์มำกที่สุดก็คือ “เจริญอำนำปำนสติ” อำนำปำนสติท�ำง่ำย ๆ นั่งตัวตรงหรือ นอนก็ได้ ถ้ำเรำลุกขึ้นไม่ได้ก็นอนท�ำ... หำยใจเข้ำช้ำ ๆ หำยใจออกช้ำ ๆ หำยใจเข้ำก�ำหนดรู้ตำมลมหำยใจ หรือจะภำวนำว่ำ หำยใจเข้ำ “พุท” หำยใจออก “โธ” ก็ได้ หรือไม่ใช้ค�ำนั้น แต่ก�ำหนดรู้ว่ำเข้ำ รู้ตำมลมเข้ำไป เมื่อหำยใจออกก็รู้ รู้ตำมลมออกมำ นั่งท�ำที่ไหนก็ได้ นั่งท�ำที่ชำยหำดก็ได้... แล้วจะรู้ที่ไหน ? ก็รู้ที่ใจฉันเอง...

หลวงตาปัญญาดี ๒๙


๓๐ หลวงตาปัญญาดี


๑๑

กระทบอำรมณ์

เวลำเรำกระทบอำรมณ์อะไรที่มันจะเป็นควำมทุกข์นะโยม

พอรู้สึกว่ำอำรมณ์มันไม่ค่อยดี รีบหำยใจแรง ๆ ... พอหำยใจแรงอำรมณ์มันก็เปลี่ยน ควำมโกรธมันก็ลดลงไป หำยใจแรงแล้วอัดไว้ในปอด หำยใจเข้ำแล้วอัดไว้ อัดไว้นำนหน่อยแล้วหำยใจออกเสีย อัดเข้ำไป...หำยใจออก อำรมณ์นั้นหำยไป ควำมเครียดหำยไป มันตั้งตัวได้ คือมันตั้งตัวได้ตอนเอำลมหำยใจอัดไว้นี่เอง ถ้ำเรำท�ำไว้บ่อย ๆ จนกระทั่งว่ำชิน ท�ำบ่อย ๆ เวลำเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหำยใจ เรำจะได้ก�ำหนดลมหำยใจของเรำ จะหลับตำตำยอย่ำงสงบ ไม่กังวล ไม่ห่วงใย... หลวงตาปัญญาดี ๓๑


๓๒ หลวงตาปัญญาดี


๑๒

ควำมดีต้องรีบท�ำ

กำรท�ำควำมดี...เรำต้องรีบท�ำ ก่อนที่ร่ำงกำยจะอ่อนเพลียไปไม่ไหว...

จะไปรักษำศีลแต่เรำให้เขำหำมไปรักษำ อย่ำงนี้มันรักษำไม่ไหวแล้ว เพรำะว่ำมันอ่อนเพลียเต็มที่ แล้วเวลำที่ใกล้จะตำย เขำจะบอกว่ำ “อะระหัง...อะระหัง” ...ฮึ ! อะไรหัง ๆ กูฟังไม่รู้เรื่อง เพรำะไม่เคยรู้จักว่ำ “อะระหัง” คืออะไร ไม่รู้ว่ำ “พุทโธ” คืออะไร ก็ว่ำส่งเดชไปเท่ำนั้นเอง มันไม่ได้เรื่องหรอก อย่ำงนี้เขำเรียกว่ำข้ำศึกประชิดก�ำแพง แล้วจึงฝึกทหำร แล้วจะไปรบกับใครได้ เรื่องอย่ำงนี้มันต้องเตรียมไว้ก่อน ต้องรักษำศีลไว้ก่อน ต้องเจริญภำวนำไว้ก่อน หมั่นฟังธรรม หมั่นประพฤติดีประพฤติชอบ เข้ำหำพระศำสนำ... หลวงตาปัญญาดี ๓๓


๓๔ หลวงตาปัญญาดี


๑๓

บำป บุญ เกำะในใจ

สมเด็จพระพุทธเจ้ำบอกว่ำ

ในพระไตรปิฎกกล่ ำ วไว้ เมื่ อพระพุทธเจ้ ำ ... ทรงเห็ น ชำวเมื องพำกันอำบน�้ำคงคำเพื่อล้ ำ งบำป ...บำปบุญนั้นไม่ได้อยู่ที่ผิวกำย ไม่ เ หมื อ นกับฝุ่นขี้โ คลน ที่ม ำจับอยู่ต ำมผิวหนัง บำปบุ ญ เป็ น สิ่ งที่เกิดขึ้นในใจ เป็นเรื่องของจิตแท้ ๆ เรำจะมำล้ ำ งเพียงร่ ำ งกำยนั้นล้ ำ งไม่ได้ ถ้ ำ จะล้ ำ งสิ่งที่เป็นบำปคือควำมชั่วในใจ เรำก็ ต ้ อ งล้ ำ งด้ ว ยกำรประพฤติสิ่งที่ตรงกันข้ ำ มกับสิ่งที่เกิดบำป คื อ ท� ำ ดี นั่ น เอง ต้องล้ ำ งด้วยศีล ต้องล้ ำ งด้วยสมำธิ ต้องล้ ำ งด้วยปัญญำ ไม่ใช่ล้ ำ งด้วยน�้ำ ดังที่ท่ ำ นกระท�ำ กันอยู่ดังนี้... หลวงตาปัญญาดี ๓๕


๓๖ หลวงตาปัญญาดี


๑๔

ปรุงแต่งบุญบำป

ที่เป็นบุญเป็นบำปขึ้นในใจของเรำ

หรือว่ำเป็นกุศล เป็นอกุศลขึ้นในใจของเรำนั้น ก็เพรำะสิ่งภำยนอกเข้ำมำกระทบ แล้วก็ท�ำให้เกิดควำมคิดปรุงแต่งขึ้นมำ ควำมคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในใจของเรำ ที่เรำสวดมนต์ว่ำ “สังขำรำ อนิจจำ สังขำรำ อนัตตำ” ตัวสังขำรตัวนี้แหละเขำเรียกว่ำ กำรปรุงแต่งของจิต เมื่อเกิดกำรปรุงแต่งขึ้น ก็เป็นไปในรูปต่ำง ๆ เช่นปรุงแต่งให้เป็นกุศลก็ได้ ให้เป็นอกุศลก็ได้ สุดแล้วแต่อำรมณ์และเรื่องที่มำกระทบ...

หลวงตาปัญญาดี ๓๗


๓๘ หลวงตาปัญญาดี


๑๕

ปรุงแต่งในจิต

สมมติว่ำเรำได้เห็นอะไร แล้วสิ่งนั้นมันก่อให้เกิดกำรปรุงแต่งขึ้นในใจ ของเรำ เช่นเกิดควำมโลภบ้ำง เกิดควำมโกรธบ้ำง เกิดควำมหลงบ้ำง เกิดควำมริษยำพยำบำทบ้ำง หรือว่ำเกิดควำมศรัทธำเลื่อมใส อยำกจะท�ำบุญสุนทำนต่ำง ๆ อันนี้เรียกว่ำเป็นเรื่องปรุงแต่ง มันเกิดขึ้นเพรำะอำรมณ์มำกระทบจิตใจของเรำ มันกระทบตรงไหน...ก็มำกระทบที่ประตูนั่นเอง ประตูตำ ประตูหู ประตูจมูก ประตูลิ้น ประตูกำย แล้วมันก็ไปเกิดกำรปรุงแต่งขึ้นที่จิตของเรำ ท�ำให้จิตของเรำเปลี่ยนสภำพจำกควำมสงบขึ้นมำ จำกกำรไม่ดีไม่ชั่ว กลับกลำยเป็นเรื่องดีเรื่องชั่วขึ้นมำ สุดแล้วแต่มันจะมำกระทบปรุงแต่ง...ในจิตของเรำ

หลวงตาปัญญาดี ๓๙


๔๐ หลวงตาปัญญาดี


๑๖

เกิด ๆ ดับ ๆ

เมื่อเรื่องอันใดเกิดขึ้นแล้ว...ไม่ใช่มันจะอยู่ถำวรอย่ำงนั้นหำมิได้

เมื่อเกิดแล้วมันก็ดับไปสิ้นไป...ควำมดีเกิดขึ้นมันก็ดับไป ควำมชั่วเกิดขึ้นมันก็ดับไป...พระพุทธศำสนำสอนให้เรำเข้ำใจว่ำ อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดขึ้นชั่วขณะเท่ำนั้น เกิด...ดับ ๆ อยู่ตลอดเวลำ เมื่อมีเชื้อ...สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น หมดเชื้อสิ่งนั้นก็แตกดับไป คล้ำย ๆ กับไฟ ไฟไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลำ แต่ว่ำมันเกิดขึ้นเพรำะกำรกระทบ คือกำรกระทบของสิ่งที่ก่อให้เกิดไฟ มีเชื้อไปวำง พอเกิดควำมร้อนก็ติดไฟขึ้นมำ...จิตของเรำก็เช่นกัน หลวงตาปัญญาดี ๔๑


๔๒ หลวงตาปัญญาดี


๑๗

ไฟกิเลส

ไฟกิเลสมันเกิดขึ้นในใจแล้วท�ำให้ร้อน เช่นควำมโลภเกิดขึ้นมันก็ร้อน

ควำมโกรธเกิ ด ขึ้ น มั น ก็ ร ้ อ น ควำมหลงเกิ ด ขึ้ น ก็ ร ้ อ น แล้ ว ก็ ไ ม่ ร ้ อ นเปล่ ำ ท�ำให้มืดมัวไป ท�ำให้มองไม่เห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง อันนี้มันเป็นไฟ ที่ลุกขึ้นในใจของเรำ ลุกขึ้นแล้วมันก็ดับไป แต่ว่ำเรำมักจะใส่เชื้อให้มัน เชื้อที่เรำเอำมำใส่นั้น คือ กำรรู้เท่ำไม่ถึงกำรณ์ ไม่รู้เหตุผลของสิ่งนั้น ๆ ว่ำสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นอย่ำงไร มันตั้งอยู่ด้วยอะไร แล้วพิษสงของ มันขนำดไหนเรำไม่รู้ เมื่อไม่รู้เท่ำทันมันก็เพิ่มเชื้อ กำรเพิ่มเชื้อไฟก็คือกำร คิดถึงสิ่งนั้นบ่อย ๆ เช่น เรำคิดถึงสิ่งที่เรำชอบใจก็เกิดไฟรำคะ คิดถึงสิ่งที่ ไม่ชอบใจก็เกิดไฟโทสะ หรือว่ำเกิดไฟโมหะขึ้นมำในใจของเรำ ลุกขึ้นแล้วก็ดับไป จะนำนแค่ไหน...อยู่ที่ใจของเรำเอง... หลวงตาปัญญาดี ๔๓


๔๔ หลวงตาปัญญาดี


๑๘

สติกับปัญญำ

เรื่องของกิเลสก็เหมือนกัน เรำต้องรู้ว่ำมันเกิดขึ้นมำทำงใด

มำจำกไหน อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น... อันนี้ต้องใช้สองอย่ำง เขำเรียก “สติ” กับ “ปัญญำ” ตัวสติกับปัญญำนี้ใช้มำก เรำจึงได้ยินพระท่ำนพูดบ่อย ๆ ว่ำ ต้องใช้สติปัญญำเป็นตัวกั้นกระแส สติเป็นเครื่องกั้น ปัญญำเป็นเครื่องกรองอีกทีหนึ่ง สองอย่ำงมำร่วมมือร่วมใจกัน แล้วเจ้ำกิเลสมันหลุดเข้ำมำไม่ได้ มันถูกสติกั้นไว้ ปัญญำกรองไว้มันติดอยู่ตรงนั้น มันไม่หลุดเข้ำไปข้ำงใน ไม่ไปรบกวนจิตใจของเรำได้...

หลวงตาปัญญาดี ๔๕


๔๖ หลวงตาปัญญาดี


๑๙

พิจำรณำ

ธรรมะสองตัวนี้ต้องคอยใช้ไว้ ตัวสติใช้กั้นไว้ก่อนแล้วปัญญำ

ก็มำพิจำรณำ มำพิจำรณำว่ำสิ่งนี้คืออะไร มีพิษสงอย่ำงไร ให้ทุกข์ให้โทษอย่ำงไร เรำเอำมำแยกแยะพิจำรณำ เอำทีละตัว พิจำรณำทีละเรื่อง ไม่พิจำรณำทีเดียวแล้วจบเรื่อง ต้องคอยพิจำรณำไป เรียกว่ำค่อยรู้เท่ำ รู้ทันมำกขึ้น เข้ำใจเรื่องปัญหำชีวิตมำกขึ้น เข้ำใจเรื่องอะไรต่ำง ๆ ชัดเจนแจ่มแจ้งมำกขึ้น เมื่อเรำเข้ำใจชัดในเรื่องเหล่ำนั้น มันก็หมดฤทธิ์ไปเอง ไม่รบกวนเรำให้เกิดควำมทุกข์ควำมเดือดร้อนได้ เพรำะเรำรู้ว่ำอะไรมันเป็นอะไร ถูกต้องมำกยิ่งขึ้น อันนี้เป็นเรื่องส�ำคัญ...ในกำรใช้สติและปัญญำ

หลวงตาปัญญาดี ๔๗


๔๘ หลวงตาปัญญาดี


๒๐

อำยตนะ

ทำงเกิดของกิเลสมันก็มี

ทำงหู ทำงตำ ทำงจมูก ทำงลิ้น ทำงกำย ทำงใจ ที่เรำเรียกกว่ำอำยตนะหกบ้ำง ทวำรหกบ้ำง อำยตนะแปลว่ำ ที่ต่อ คืออำยตนะภำยในมัน ไปต่อกับภำยนอก ภำยในก็มีตำ หู จมูกลิ้น กำย ใจ ภำยนอกก็คู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมำรมณ์ รูปมำต่อกับตำ เสียงมำต่อกับหู กลิ่นมำต่อกับจมูก รสมำต่อกับลิ้น โผฏฐัพพะมำต่อกับกำยประสำท ธรรมำรมณ์ก็เกิดที่ใจของเรำ มันต่อเนื่องกันอย่ำงนี้ เมื่อมำเชื่อมโยงเข้ำกันแล้ว มันก็เกิดปฏิกิริยำขึ้นมำทันที...

หลวงตาปัญญาดี ๔๙


๕๐ หลวงตาปัญญาดี


๒๑

สังเกตดู

ในวิถีชีวิตของเรำในวันหนึ่ง ๆ นี้ เรำเกิดควำมเพลิดเพลิน

เกิดควำมขัดแย้ง เกิดควำมหลง เกิดควำมริษยำ เกิดอะไรต่ออะไรมำกมำยก่ำยกอง แล้วในขณะที่ สิ่งเหล่ำนั้นมันเกิดกระทบอยู่ในตัวของเรำนั้น เรำสังเกตดูว่ำมันร้อนหรือเย็น มันสุขหรือทุกข์ มันวุ่นวำยหรือมันสงบ ถ้ำพิจำรณำแล้วก็จะเห็นว่ำมันร้อน มันร้อนทั้งนั้น...มันร้อนด้วยควำมอยำก... มันร้อนด้วยควำมไม่อยำก เป็นต้น.... หลวงตาปัญญาดี ๕๑


๕๒ หลวงตาปัญญาดี


๒๒

สภำพเดิม

ถ้ำเรำมีจิตไม่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่ำเรำมีจิตเป็น

พุทธะขึ้นมำ เป็นผู้รู้ขึ้นมำทันที... รู้อะไรถูกต้องขึ้นมำ แล้วก็เป็นตัวเอง อย่ำงแท้จริง สภำพมันอยู่คงที่ หน้ำตำดั้งเดิมของมันปรำกฏอยู่อย่ำงนั้น ไม่ถูกฉำบด้วยกิเลส เรียกว่ำไม่ถูกปรุงแต่ง สภำพจิตมันก็เป็นอย่ำงนี้ เป็นของมีอยู่แล้วไม่ใช่ไม่มี พุทธะมีอยู่ในตัวท่ำนแล้ว พระพุทธเจ้ำมีอยู่ใน ตัวท่ำนแล้ว แต่ท่ำนไม่รู้จัก ไปเที่ยวค้นหำภำยนอก ไปหำพระพุทธเจ้ำ จำกข้ำงนอก มันจะพบได้อย่ำงไร พระพุทธเจ้ำไม่ได้อยู่ข้ำงนอกตัวเรำ พระพุทธเจ้ำ ที่แท้ก็คือ จิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งนั่นเอง... หลวงตาปัญญาดี ๕๓


๕๔ หลวงตาปัญญาดี


๒๓

พ้นจำกกองทุกข์

ข้อปฏิบัติตั้งแต่ศีล

สมำธิ ปัญญำ ขึ้นไปโดยล�ำดับก็มีเป้ำหมำยส�ำคัญ อยู่ที่ต้องกำรท�ำตนให้พ้นจำกกองทุกข์นั่นเอง เมื่อพ้นจำกกองทุกข์แล้ว จะเรียกว่ำไม่มีควำมทุกข์ต่อไป เพรำะ... พระพุทธเจ้ำตรัสไว้ว่ำ ในโลกนี้มี ควำมทุกข์ ควำมทุกข์เท่ำนั้นเกิดขึ้น ควำมทุกข์เท่ำนั้นตั้งอยู่ ควำมทุกข์เท่ำนั้นดับไป นอกจำกทุกข์หำมีอะไรไม่ แปลว่ำเต็มไปด้วยควำมทุกข์ตลอดเวลำ...

หลวงตาปัญญาดี ๕๕


๕๖ หลวงตาปัญญาดี


๒๔

มองโลกตำมจริง

พระพุทธเจ้ำมองโลกอย่ำงไร

มองตำมสภำพที่มันเป็นอยู่จริง ให้เข้ำใจตำมสภำพที่มันเป็นอยู่จริง ๆ ไม่ได้มองในแง่ดีและแง่ร้ำย คนเรำถ้ำมองในแง่ดีมำกไป ก็เห็นแต่แง่ดี อำจจะเกิด “ติด” ควำมดี ยึดมั่นในควำมดีก็ได้ ถ้ำมองในแง่ร้ำยเกินไปก็จะไป “ติด” อยู่ที่ควำมร้ำยอีก ท�ำให้ไม่เข้ำใจเรื่องนั้นถูกต้อง พระพุทธเจ้ำท่ำนจึงสอนว่ำ...ให้มองในแง่จริง ๆ มองอะไรมองให้เห็น ตำมสภำพที่เป็นจริง ค�ำศัพท์พิเศษค�ำนี้เรียกว่ำ “ยถำภูตญำณทัสสนะ” แปลว่ำ เห็นทุกสิ่งทุกอย่ำงตำมที่มันเป็นอยู่จริง ๆ กำรมองให้ถึงควำมจริงนั่นแหละ เรำจะพบกับควำมจริง และจะท�ำให้เรำรู้ควำมจริงในสิ่งนั้น ถูกต้อง และพ้นไปจำกปัญหำในชีวิตประจ�ำวัน... หลวงตาปัญญาดี ๕๗


๕๘ หลวงตาปัญญาดี


๒๕

อย่ำเชื่อ

ในทำงพระพุทธศำสนำนั้น

ไม่ต้องกำรให้ใครเชื่อง่ำย ๆ พระพุทธเจ้ำไม่ต้องกำรให้พุทธบริษัท เป็นคนเชื่อง่ำยเชื่อดำยในเรื่องอะไรต่ำง ๆ แต่ให้เป็นคนมีเหตุผล เอำไปคิดเอำไปตรองให้ละเอียด กรองหลำย ๆ ชั้น กรองจนกระทั่งเหลือแต่น�้ำใส...เรำก็จะได้พบของจริง แค่ฟังเขำพูดอะไรก็เชื่อ ใครพูดอะไรให้ฟังก็เชื่อ ไม่ได้...พระพุทธเจ้ำไม่ให้เชื่ออย่ำงนั้น... หลวงตาปัญญาดี ๕๙


๖๐ หลวงตาปัญญาดี


๒๖

อยู่ที่ตัวเรำ

ปัญหำชีวิตทั้งหลำยทั้งปวงนั้น เกิดจำกตัวเรำ ไม่ได้เกิดจำกผู้อื่นสิ่งอื่น

แม้จะมีผู้อื่นเข้ำมำเกี่ยวข้อง แต่มันก็ตั้งต้นที่ตัวเรำ ส�ำคัญอยู่ที่ตัวเรำ ตัวกำรใหญ่มันอยู่ที่ตัวเรำเอง ทีนี้ คนเรำไม่ค่อยจะคิดตำมหลักกำรนี้ เพรำะฉะนั้นเวลำมีควำมทุกข์ ควำมเดือดร้อนใจ แทนทีี่จะมองด้ำนในตัวเอง กลับไปมองสิ่งภำยนอก แล้วก็ไปพูดว่ำดวงไม่ดีบ้ำง ดำวนั้นมำชน ดำวนั้นมำแทรกดำวนี้บ้ำง เป็นไปตำมเรื่องโหรำศำสตร์ ไม่ใช่เรื่องพระพุทธศำสนำ...

หลวงตาปัญญาดี ๖๑


๖๒ หลวงตาปัญญาดี


๒๗

รื้อตนออกจำกทุกข์

พระพุทธเจ้ำสอนให้คิด ให้ตรองเพื่อจะให้รู้สำเหตุของเรื่องอะไรต่ำง ๆ

อันเป็นตัวควำมทุกข์ แล้วพระองค์ทรงสอนว่ำ “จงรื้อตนออกจำกทุกข์” อันนี้หมำยควำมว่ำอย่ำงไร หมำยควำมว่ำ... เรำมันจมอยู่ในกองทุกข์ เป็นปุถุชน เป็นคนที่สติน้อย ปัญญำน้อย นี่ก็เรียกว่ำจมอยู่ในกองทุกข์ตลอดเวลำ เมื่อรู้ตัวว่ำจมอยู่ในกองทุกข์ จะยอมจมอยู่ท�ำไม เรำนี้ก็ถูกควำมทุกข์มันดูดไว้จมลงไปเรื่อย ๆ นั่นมันเพรำะเรื่องอะไร เพรำะเรำเข้ำไปยึดถือในเรื่องนั้น... ยึดมั่นในเรื่องนั้น ยึดมั่นในเรื่องโลก... หลวงตาปัญญาดี ๖๓


๖๔ หลวงตาปัญญาดี


๒๘

อุปำทำน

ควำมทุกข์มันเกิดจำก “ควำมยึดติด”

ซึ่งในภำษำธรรมะเรียกว่ำ “อุปำทำน” อุปำทำนก็คือ กำรเข้ำไปยึดเข้ำไปถือในสิ่งนั้นไว้...คนที่ติดใน “ตัว” ท�ำอะไรก็เพื่อตัว ไม่ค่อยท�ำอะไรเพื่อท�ำลำยตัว หรือเพื่อถอนควำมยึดมั่นถือมั่นในตัว ให้มันจำงหำยไป ก็เลยติดอยู่ตลอดเวลำ เหมือนเรำติดอะไรมันก็เป็นทุกข์ เกิดควำมเดือดร้อนใจ มีปัญหำขึ้นในชีวิตด้วยประกำรต่ำง ๆ เรำไม่เคยมองเห็นทุกข์ของสิ่งนั้น ไม่เคยเห็นโทษของสิ่งนั้น...

หลวงตาปัญญาดี ๖๕


๖๖ หลวงตาปัญญาดี


๒๙

เปลี่ยนไปตำมสภำพ

คนเรำนี่ก็เหมือนกัน...ถ้ำเขำพูดถึงเรื่องควำมดับทุกข์ บำงคนไม่เข้ำใจ เพรำะไม่เคยคิดว่ำ ตัวมีทุกข์อย่ำงละเอียดอย่ำงลึกซึ้ง อยู่ในจิตใจ คิดแต่เรื่องยังสนุกอยู่ ยังเพลิดเพลินอยู่ ยังสบำยใจอยู่กับสิ่งเหล่ำนั้น เรำได้ทรัพย์สมบัติอันใดมำ เรำก็ชื่นชมในสิ่งเหล่ำนั้น ยึดถืออยู่ในสิ่งเหล่ำนั้น ไม่มีควำมคิดอันใดแทรกขึ้นมำในใจว่ำ สิ่งทั้งหลำยมันไม่เที่ยง มีควำมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำ เมื่อมันเปลี่ยนแปลงขึ้นมำ เรำก็เสียใจ นั่งเป็นทุกข์ ตรมตรอมใจ พอทุกข์มำก ๆ สภำพจิตก็เปลี่ยนแปลงไป เรียกว่ำสุขภำพจิตเสื่อม เมื่อสุขภำพจิตเสื่อม สุขภำพกำยก็พลอยเสื่อมไปด้วย...

หลวงตาปัญญาดี ๖๗


๖๘ หลวงตาปัญญาดี


๓๐

ธรรมะเป็นเครื่องปลอบจิตใจ

ถ้ำใจเรำอยู่กับธรรมะ พออะไรเกิดขึ้น เรำก็นึกในใจได้ว่ำ

“กูว่ำแล้วว่ำมันจะเป็นอย่ำงนั้น กูว่ำแล้วว่ำมันจะเป็นอย่ำงนี้” เพรำะเรำรู้ว่ำธรรมดำมันเป็นอย่ำงนั้น แล้วใครในโลก ที่จะหนีกฎธรรมชำติไปได้ หนีธรรมดำไปแล้ว ไม่มีสักรำยเดียว ย่อมเป็นไปตำมเรื่องของมันทั้งนั้น พระพุทธเจ้ำท่ำนจึงสอนให้เรำ “มนะสิกำร” หมำยควำมว่ำ ให้คิดไว้บ่อย ๆ พิจำรณำไว้บ่อย ๆ ในเรื่องต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรำ อย่ำไปยินดีในสิ่งที่มีที่ได้ อย่ำไปยินร้ำยในสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ เวลำได้อะไรมำ ก็อย่ำไปดีอกดีใจลิงโลดว่ำ เรำได้ เพรำะวันหนึ่งมันอำจไม่ได้ ถ้ำเรำดีใจเมื่อได้สักเท่ำใด เวลำไม่ได้ก็เสียใจเท่ำนั้น...

หลวงตาปัญญาดี ๖๙


๗๐ หลวงตาปัญญาดี


๓๑

อย่ำคำดหวัง

สิ่งทั้งหลำยในโลกนี้ อย่ำไปหวังให้มันมำกเกินไป

ลงทุนท�ำอะไร อย่ำไปคิดว่ำครำวนี้ต้องได้ก�ำไรงำม อย่ำคิดอย่ำงนั้น มันอำจจะไม่ได้อย่ำงที่คิด เพรำะเหตุกำรณ์ของโลก มันผันผวนเหลือเกิน กำรเงินกำรทองก็เปลี่ยนแปลงทุกวัน เช้ำอย่ำงหนึ่ง สำยอย่ำงหนึ่ง มันเปลี่ยนแปลง ค่ำมันก็ไม่ยืนยงคงที่ เรำจะไปหวังอะไรจำกสิ่งเหล่ำนั้นไม่ได้ อย่ำไปหวังให้เป็นทุกข์เลย นึกแต่เพียงว่ำฉันมีหน้ำที่ท�ำสิ่งนี้...เรำบังคับไม่ได้ว่ำให้ได้เท่ำนั้น ให้ได้เท่ำนี้...มันไม่ได้ดังใจทั้งนั้น เพรำะสิ่งทั้งหลำยในโลกนี้ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลำ...อย่ำไปหวัง ท�ำไปเถอะ ท�ำตำมหน้ำที่ แต่ว่ำท�ำให้ดีที่สุด ให้เรียบร้อยที่สุด...

หลวงตาปัญญาดี ๗๑


๗๒ หลวงตาปัญญาดี


๓๒

เอำธรรมะน�ำไปข้ำงหน้ำ

คุณธรรมเป็นเรื่องส�ำคัญส�ำหรับชีวิต ที่เรำต้องมีต้องใช้ในชีวิตประจ�ำวัน

เรำจะไปไหน จะเกี่ยวข้องอะไรกับใครก็ตำมใจ เรำต้องไปโดยธรรมะ เอำธรรมะน�ำทำงไปข้ำงหน้ำ เป็นดวงประทีปน�ำทำงชีวิต อย่ำเอำควำมมืดน�ำทำง เพรำะเดินมืด ๆ มันตกหลุมได้ สะดุดตอไม้ได้ เหยียบงูได้ เสียหำยได้ ถ้ำเรำเดินด้วยแสงสว่ำง พบใคร...เรำปฏิบัติต่อคนนั้นโดยธรรม เรำจะพูดอะไรกับใคร เรำก็พูดกับเขำโดยธรรมะ คือไม่เอำเปรียบใคร ไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดเอำประโยชน์ถ่ำยเดียว คนเรำมันต้องแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ใครมั่งมีแล้วกินคนเดียวมันก็เหมือนคนจน ท�ำไมจึงจน? ...เพรำะไม่มีเพื่อน ไม่มีมิตรสหำย ได้อะไรก็หันหน้ำเข้ำมุมกลัวคนจะเห็น แล้วก็นั่งกินอยู่คนเดียว กินคนเดียวมันอร่อยที่ไหน กินหลำยคนมันค่อยอร่อยหน่อย... หลวงตาปัญญาดี ๗๓


๗๔ หลวงตาปัญญาดี


๓๓

รู้จักแบ่งปัน

พระพุทธเจ้ำตรัสว่ำ “เนกำสี ละภะเต สุขัง” กินคนเดียวไม่เป็นสุข

ร�่ำรวยคนเดียวมันก็ไม่เป็นสุข ท�ำอะไรคนเดียวมันก็ไม่เป็นสุข เรำต้องแบ่งสันปันส่วนสิ่งที่เรำมีเรำได้ ให้แก่คนอื่นบ้ำงตำมโอกำส ตำมควำมสำมำรถ เพื่อนมนุษย์ก็จะได้รับควำมสุขจำกเรำ ได้รับควำมร่มเย็นจำกเรำ ธรรมะแผ่กระจำยไปยังบุคคลเหล่ำนั้น เขำก็จะมีควำมสุข...คนเรำถ้ำมีควำมสุขแล้ว ก็ไม่คิดชั่ว ไม่คิดที่จะก่อกรรมท�ำเข็ญกับใคร ๆ ไม่อยำกจะท�ำเรื่องให้มันยุ่ง เพรำะเท่ำนี้ก็สบำยอยู่แล้ว จะไปยุ่งท�ำไมอีก บ้ำนนั้น ต�ำบลนั้น ก็อยู่กันด้วยควำมสุข เพรำะมีธรรมะคุ้มครองรักษำ... หลวงตาปัญญาดี ๗๕


๗๖ หลวงตาปัญญาดี


๓๔

กำยกับใจ

คนเรำมีแต่ร่ำงกำย แล้วจะเป็นอยู่ได้เมื่อไร ?

เรำต้องมีใจด้วย เรำจึงพูดว่ำกำยกับใจ รูปกับนำม รูปก็คือร่ำงกำย นำมก็คือเรื่องใจ มันมี ๒ เรื่อง ๒ อย่ ำง ถ้ำสองอย่ำงนี้อยู่ด้วยกันอย่ำงถูกต้อง ชีวิตก็ดีขึ้น แต่ถ้ำสองอย่ำงนี้อยู่ด้วยกันไม่ถูกต้อง ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น คือมีแต่ร่ำงกำย...แต่ไม่มีใจ ใจที่ไม่มีธรรมะก็เหมือนกับ ไม่มีชีวิตชีวำ เขำเรียกว่ำเป็นซำกศพเดินได้ แล้วไม่เดินเปล่ำนะ เดินไปสร้ำงปัญหำในสังคม ไปเที่ยวฉกชิงวิ่งรำว ล้วงกระเป๋ำไปตำมเรื่องตำมรำว มันสร้ำงปัญหำ... หลวงตาปัญญาดี ๗๗


๗๘ หลวงตาปัญญาดี


๓๕

มิจฉำทิฏฐิ

ใจเป็นมิจฉำทิฏฐิ ไม่มีธรรมะเป็นหลักคุ้มครองใจ

นี่อันตรำย

เข้ำไปตรงไหน ก็อันตรำยแก่คนตรงนั้น อยู่ที่ไหน ก็เป็นอันตรำยแก่สังคมตรงนั้น คนอันตรำยนี้มันขำดธรรมะ ไม่มีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครอง จิตใจจึงได้เป็นเช่นนั้น...

หลวงตาปัญญาดี ๗๙


๘๐ หลวงตาปัญญาดี


๓๖

พิจำรณำตัวเอง

มองดูตัวเองให้ดีว่ำ มันขำดธรรมะไปบ้ำงไหม

มีกำรฉุนเฉียวบ้ำงไหม หงุดหงิดบ้ำงไหม โกรธใครจนลืมตัว แล้วแสดงอะไร ๆ ออกในทำงที่ไม่เหมำะ ไม่ควรบ้ำงไหม ถ้ำเรำแสดงอำกำรอย่ำงนั้นออกไป ก็แสดงว่ำ ขณะนั้นธรรมะไม่มีอยู่ในใจของเรำ เมื่อธรรมะไม่มีอยู่ในใจของเรำ อะไรกระทบมันก็เกิดระเบิดขึ้นมำทันที แสดงออกมำภำยนอก เช่น ทำงกำรพูด หน้ำตำ มือไม้ ท�ำท่ำทำงแปลก ๆ แต่ถ้ำเรำมีธรรมะคุ้มครองอยู่สม�่ำเสมอ อะไรมำกระทบเรำเข้ำ เรำก็รับได้อย่ำงใจเย็น ใจสงบ ค่อยพูดค่อยจำ ไม่ต้องใช้อำรมณ์ แต่ใช้เหตุผล...

หลวงตาปัญญาดี ๘๑


๘๒ หลวงตาปัญญาดี


๓๗ ขันติ

ควำมอดทนได้นี่ก็เป็นธรรมะตัวหนึ่งเรียกว่ำ ขันติ มีควำมอดทน

ใครจะท�ำอะไรแก่เรำก็ทนได้ ไม่เป็นไรเรื่องมันก็ไม่ยุ่ง แต่ถ้ำเกิดทนไม่ได้ ก็จะเกิดกำรเปรี้ยงปร้ำงขึ้นมำทันที สร้ำงปัญหำ คือควำมทุกข์ควำมเดือดร้อน...

หลวงตาปัญญาดี ๘๓


หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา

หลวงตาปัญญาดี


๘๖ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ฉลำดท�ำกับควำมนึกคิด คนเรำ...เวลำมีควำมทุกข์ ถ้ำคิดตรวจใจดูให้ดีแล้ว จะมองเห็น ‘ควำมจริง’ จะจับได้ว่ำ....ที่ได้เป็นทุกข์นี้เพรำะอะไร ก็เพรำะว่ำเรำคิดแต่เรื่องนั้นเรื่องเดียว ....เรื่องที่จะทุกข์เรื่องเดียว เรื่องอื่นมี....แต่เรำไม่คิด คิดอยู่แต่เรื่องนั้น แล้วก็นั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ตลอดเวลำ ท�ำไมจึงกลุ้ม?.... ก็ก�ำลังไปคิดถึงแต่เรื่องที่ท�ำให้กลุ้มนั่นเอง อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นในใจของคนเรำนั้นมันเกิดมำจำก ....ควำมคิดของเรำเอง ไม่ได้เกิดมำจำกอะไรอื่น

หลวงพ่อปัญญำนันทะ

หลวงตาปัญญาดี ๘๗


๘๘ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ฉลำดในมนุษยสัมพันธ์ ปัญหำอำจจะเกิดขึ้นว่ำ.... เรำจะปฏิบัติธรรมอะไร ? เรำจึงจะอยู่ด้วยควำมสุข ควำมสงบตำมสมควรแก่ฐำนะ ธรรมะที่เรำจะน�ำมำเป็นหลักปฏิบัตินั้นมีมำก แต่ว่ำในเบื้องต้น.... ที่เรำควรจะใช้ก่อนอะไรทั้งหมดนี้ คือ เรำจะต้องอยู่กันด้วย... ควำม “เมตตำปรำนี” ต่อกัน อยู่กันด้วยควำม “เห็นอกเห็นใจ” กัน อันนี้เป็นคุณธรรมชั้นแรก.... ชั้นพื้นฐำน ที่มีให้เรำทั้งหลำยปฏิบัติ

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๘๙


๙๐ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ศิลปะในกำรปฏิบัติตัว พระพุทธองค์ท่ำนสอนว่ำ.... ได้เห็น ได้ยิน ได้ชิม ได้ลิ้ม ได้จับ ได้ต้องสิ่งใด มีอะไรเกิดขึ้นในใจของเรำเรื่องใด.... เรำจะต้องคิดแยกแยะวิจัยออกไปว่ำ.... สิ่งนี้คืออะไร มำจำกอะไร ให้คุณให้โทษอย่ำงไร จะน�ำให้เกิดประโยชน์ทำงธรรมชำติอย่ำงไร มันให้ร้อน...หรือให้เย็น ที่ใจอย่ำงไร สงบหรือวุ่นวำย เหล่ำนี้ต้องพิจำรณำ ถ้ำเรำได้พิจำรณำทุกครั้ง...ที่มีอะไรเกิดขึ้นแก่เรำ เรำจะเป็นคนฉลำดขึ้น มีควำมรู้เรื่องชีวิตมำกขึ้น เมื่อมีควำมรู้ในเรื่องชีวิตมำก ๆ อะไรมำกระทบเรำก็เฉยได้ ไม่หวั่นไหว

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๙๑


๙๒ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา วิธีรับธรรมะตอนสูงอำยุ คนโบรำณเขำจึงแบ่งไว้ว่ำ....ตอนเด็กเรียน เมื่อจบแล้วก็ครองบ้ำนครองเรือน ท�ำหน้ำที่ พอแก่ตัวลงคล้อยออกป่ำ... คนปูนนี้เป็นพวกสันยำสี หมำยควำมว่ำ ไปอยู่สงบ ๆ เข้ำวัดเข้ำวำ ถือศีลกินเพล ถือข้ำงควำมสงบด้ำนจิตใจ เหมือนญำติโยมที่หมั่นมำวัดมำฟังธรรม ก็เรียกได้ว่ำ...มำหำควำมสงบ มำท�ำจิตใจให้สบำยไปในรูปธรรมะ ศึกษำธรรม มองเห็นควำมจริงของสิ่งทั้งหลำย ....ตำมสภำพที่เป็นจริง โดยไม่ก่อปัญหำ ไม่เป็นผู้มีปัญหำทำงจิต

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๙๓


๙๔ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา รู้หน้ำที่บุตร บุญคุณของพ่อแม่ท่ำน เปรียบด้วยของหนักของใหญ่ทั้งนั้น เปรียบด้วยแผ่นดิน เปรียบด้วยอำกำศ เปรียบด้วยภูเขำพระสุเมรุซึ่งมันใหญ่เหลือเกิน เป็นภูเขำหิมำลัยสูงสุด....สูงที่สุดในโลก ....ท่ำนเป็นบุคคลแรกซึ่งมีบุญคุณแก่เรำ เรำจึงต้องควรจะได้นึกถึง โดยเฉพำะส่วนที่เรำควรจะตอบแทนอย่ำงไร ถ้ำดูตำมหลักในทำงธรรมะแล้วมีว่ำ.... ท่ำนเลี้ยงเรำมำ เรำต้องเลี้ยงท่ำน ประพฤติตนให้สมควรที่จะได้รับมรดกของท่ำน เมื่อท่ำนเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องดูแลรักษำ....

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๙๕


๙๖ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ปฏิบัติถูกในกำรรักษำชำติ อัน “คนที่รักชำติ” นี้.... ย่อมไม่มีควำมคิดที่จะท�ำอะไรในทำงเห็นแก่ตัว ไม่กอบโกยเอำประโยชน์ส่วนรวม.... มำเป็นประโยชน์ส่วนตัว มีควำมพอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้ สมมติว่ำ.... เรำเป็นข้ำรำชกำร เรำท�ำงำนตำมหน้ำที่ กำรท�ำงำนตำมหน้ำที่นั้นก็เรียกว่ำรักชำติแล้ว เพรำะควำมรักชำตินั้น ต้อง.... “รักชำติกอปกรณีย์แน่วไว้” นั้นคือ.... “ท�ำงำนในหน้ำที่ให้สมบูรณ์ ให้เรียบร้อย”

หลวงพ่อปัญญำนันทะ

หลวงตาปัญญาดี ๙๗


๙๘ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา เป็นครูที่ดี ในชีวิตของแต่ละคนนี้...เรำเป็นทั้งสองอย่ำง ....เปํ็นครูในบำงครั้ง เป็นศิษย์ในบำงครำว เพรำะฉะนั้น.... เมื่อใดเรำเป็นครูก็ต้องเป็นครูให้สมบูรณ์ ให้เรียบร้อย อย่ำนึกแต่ว่ำ ครูคือคนที่สอนหนังสือในโรงเรียนเท่ำนั้น....ไม่ใช่ ทุกคนเป็นครูในฐำนะเป็นพ่อเป็นแม่ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูสอนหนังสือ เป็นอะไรก็ตำม ต้องมีเวลำส�ำหรับที่จะให้แก่ผู้น้อย ให้แก่ศิษย์ ให้แก่ลูก คือมีเวลำที่จะนั่งคุยกัน แนะน�ำพร�่ำเตือน ให้เขำได้เกิดควำมคิดนึกในทำงที่ถูกที่ชอบ

หลวงพ่อปัญญำนันทะ

หลวงตาปัญญาดี ๙๙


๑๐๐ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา รู้ซึ้งคุณค่ำของธรรมะ ชีวิตของคนเรำนั้น....มีปัญหำอยู่ตลอดเวลำ เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ เกิดขึ้นในจิตใจของเรำบ่อย ๆ ถ้ำเรำไม่มีเครื่องมือส�ำหรับไว้แก้ไขก็ล�ำบำก เหมือนขับรถไปไหนไม่มีเครื่องมือติดไปด้วย ....เกิดขัดข้องอะไรขึ้นมำ ก็เดือดร้อนกันใหญ่ ในชีวิตของเรำแต่ละคนนี้ก็เหมือนกัน ถ้ำเรำไม่มีเครื่องอุ่นใจคือ “ธรรมะ” ไว้ส�ำหรับแก้ไขปัญหำที่เกิดขึ้น เรำก็หนักใจไปตลอดทำง ถึงครำวทุกข์....ทุกข์มำก มีควำมเดือดร้อนมำก ดังที่ท่ำนทั้งหลำยเคยประสบมำแล้วทั้งนั้น

หลวงพ่อปัญญำนันทะ

หลวงตาปัญญาดี ๑๐๑


๑๐๒ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ตระหนักกำรพักผ่อนจิตใจ ควำมเจริญของพระศำสนำที่แท้จริงนั้น ก็คือ... ‘ควำมเจริญแห่งจิตใจคน’ นั่นเอง และจิตใจคนที่จะเจริญนั้น ก็ต้องอำศัยธรรมในทำงพระศำสนำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง....ไม่มีทำงอื่น ถ้ำเรำเอำศีลธรรมทำงศำสนำมำหล่อเลี้ยงจิตใจ จิตใจของเรำก็จะเจริญอยู่ด้วยควำมสะอำด เจริญอยู่ด้วยควำมสว่ำง เจริญอยู่ด้วยควำมสงบ แต่ถ้ำเรำไม่ใช้ศีลธรรมในทำงศำสนำ เป็นเครื่องช่วย...จิตใจเรำก็ไม่เจริญ คือมันตกไปตำมอ�ำนำจของควำมโลภ... ควำมโกรธ ควำมหลง...วุ่นวำยตลอดเวลำ

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๑๐๓


๑๐๒ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ตระหนักกำรพักผ่อนจิตใจ ควำมเจริญของพระศำสนำที่แท้จริงนั้น ก็คือ... ‘ควำมเจริญแห่งจิตใจคน’ นั่นเอง และจิตใจคนที่จะเจริญนั้น ก็ต้องอำศัยธรรมในทำงพระศำสนำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง....ไม่มีทำงอื่น ถ้ำเรำเอำศีลธรรมทำงศำสนำมำหล่อเลี้ยงจิตใจ จิตใจของเรำก็จะเจริญอยู่ด้วยควำมสะอำด เจริญอยู่ด้วยควำมสว่ำง เจริญอยู่ด้วยควำมสงบ แต่ถ้ำเรำไม่ใช้ศีลธรรมในทำงศำสนำ เป็นเครื่องช่วย...จิตใจเรำก็ไม่เจริญ คือมันตกไปตำมอ�ำนำจของควำมโลภ... ควำมโกรธ ควำมหลง...วุ่นวำยตลอดเวลำ

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๑๐๓


๑๐๔ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา ใฝ่เจริญรอยอริยชน สิ่งทั้งหลำยมันเกิดเพรำะเรำไม่ระวัง ถ้ำเรำระวังแล้ว...มันไม่เกิด เช่น เรำเดิน ....ถ้ำเรำเดินระวังมันก็ไม่หกล้ม ไม่เหยียบแก้ว ไม่ถล�ำตกร่อง ไม่เกิดควำมเสียหำย แต่ถ้ำเดินพรวดพรำดขำดสติขำดสัมปชัญญะ ย่อมเกิดเรื่องบ่อย ลื่นบ้ำง ล้มบ้ำง เตะนั่น ชนนี่ วุ่นวำยไปหมด.... นั่นเป็นเพรำะขำดควำมระวัง ใจนี่ถ้ำไม่ระวังแล้วมักรักเรื่อย....เกลียดเรื่อย ตลอดทำง แล้วก็สะสมขึ้นมำเรื่องทั้งดีทั้งเสีย ดี....มักจะน้อย แต่มักจะเสียมำกกว่ำ ฉะนั้น....ต้องระวังไว้ให้ดี มำฝึกตำมรอยนี้กันเถิด

หลวงพ่อปัญญำนันทะ

หลวงตาปัญญาดี ๑๐๕


๑๐๖ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา วิธีนึกคิดท�ำให้ไม่เป็นทุกข์ ที่เรำยังกลุ้มอยู่นี่....เพรำะเรำมองไม่เห็น ไม่เห็นว่ำมันไม่เที่ยงจริง มันเป็นทุกข์จริง มันเป็นอนัตตำจริง....ยังมองไม่เห็น เมื่อมองไม่เห็นก็อย่ำงนั้นแหละ.... ยังไม่ปลง ปลงไม่ได้เพรำะยังไม่เห็น ....มันต้องเห็นด้วยปัญญำ เมื่อเห็นด้วยปัญญำ เรำก็ปลงได้วำงได้ ....ชีวิตก็ดีขึ้น เรำอยู่ในโลก ต้องต่อสู้กับปัญหำร้อยแปด เรำก็ต้องใช้ปัญญำมำปลอบโยนจิตใจ น�ำเอำมำพิจำรณำในเรื่องนั้น ๆ ตำมเรื่องตำมรำว เรำก็จะพ้นจำก “ควำมทุกข์” ในชีวิตประจ�ำวัน

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๑๐๗


๑๐๘ หลวงตาปัญญาดี


อมตวาจา เจริญวัย เจริญธรรม คนที่ท�ำงำนท�ำกำรก็เหมือนกัน.... ถ้ำรู้สึกตัวว่ำแก่....ขี้หลงขี้ลืมควรผ่อนเลิกได้แล้ว พักผ่อนสบำย ๆ.... หำควำมสุขทำงใจตอนท้ำยของชีวิต พักผ่อนเสียบ้ำง....แล้วหัดคนอื่นให้ท�ำงำนแทนเรำ ในขณะที่เรำยังมีชีวิตอยู่.... ท�ำเพียงเป็นที่ปรึกษำ ควบคุมดูแลเขำ มีอะไรบกพร่องจะได้สอนได้เตือนเขำ ถ้ำเรำท�ำเสียจนกระทั่งหมดลมหำยใจ ลูกเรำก็ท�ำงำนไม่เป็น ทีนี้มันก็ยุ่งอีก เรำต้องฝึกสอนเขำไว้ท�ำงำน ลูกก็ท�ำงำนเป็นทุกคน อย่ำงนี้เรียกว่ำฉลำด

หลวงพ่อปัญญำนันทะ หลวงตาปัญญาดี ๑๐๙


หลวงตาปัญญาดี


หลวงตาปัญญาดี

Profile for Thammasapa

ฉลาดล้ำด้วยธรรมะ สไตล์ หลวงตาปัญญาดี  

หนังสือ ฉลาดล้ำด้วยธรรมะ สไตล์ หลวงตาปัญญาดี ฉลอง 100 ปี ชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ พ.ศ.2554

ฉลาดล้ำด้วยธรรมะ สไตล์ หลวงตาปัญญาดี  

หนังสือ ฉลาดล้ำด้วยธรรมะ สไตล์ หลวงตาปัญญาดี ฉลอง 100 ปี ชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ พ.ศ.2554

Advertisement

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded