Issuu on Google+

เอฟ-22 แร็พเตอร์ (อังกฤษ: F-22 Raptor) เครื่องบินเอฟ-22 เป็นเครื่องบินเจ๊ตขับไล่ที่มีแผนจะนามาใช้ปฏิบัติการ ครองอากาศทดแทนเครื่องบินเอฟ-15 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้กาหนดความต้องการ เครื่องบินขับไล่ยุทธวิธีขั้นก้าวหน้า (ADVANCE TACTICAL FIGHTER) ต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ 2529 จึงได้คัดเลือก เครื่องบินต้นแบบจากสองกลุ่มบริษัทได้แก่ กลุ่มเจนเนอรัล ไดนามิกส์/ล็อกฮีด/โบอิง (เจเนอรัล ไดนามิกส์ ควบรวมกับล็ อกฮีดในภายหลัง) ที่สร้างเครื่องต้นแบบวายเอฟ-22 กับกลุ่มแมคดอนเนลล์ ดักลาส/นอร์ทธอป ที่สร้างเครื่องต้นแบบวาย เอฟ-23 เพื่อดาเนินการสาธิตและรับรองเครื่องต้นแบบ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2534 กองทัพอากาศสหรัฐฯตัดสินใจเลือก เครื่องต้นแบบวายเอฟ-22 ในการดาเนินการ เครื่องต้นแบบวายเอฟ-22 ดาเนินการสาธิตและรับรองเครื่องต้นแบบนานกว่า 54 เดือน โดยมีการทดลองบินกว่า 74 เที่ยวบิน รวมเวลา 91.6 ชั่วโมง ทดสอบติดตั้งและยิงจรวดนาวิถีอากาศสู่อากาศ ไซด์ไวน์เดอร์ และ แอมแรม การเติมน้ามัน กลางอากาศ ทดสอบปรับแรงขับของเครื่องยนต์ขณะบิน ระบบอิเล็กทรอนิกส์อากาศ (Avionics) การทดสอบและปรับปรุง ห้องนักบินโดยการทดลองใช้จริงร่วมกับกองทัพอากาศและกอง ทัพเรือสหรัฐฯ และการทดสอบวัดขนาดพื้นที่สะท้อน เรดาร์กับขนาดจริงของเครื่องบิน ส่วนการทดสอบเครื่องยนต์ต้นแบบมีอยู่ 2 แบบคือ เครื่องยนต์ต้นแบบ วายเอฟ-119 ของ บริษัทแพรทท์แอนด์วิทนีย์ และ เครื่องต้นแบบวายเอฟ 120 ของบริษัท เจนเนอรัล อิเล็คทริก ผลการตัดสินของ กองทัพอากาศสหรัฐ ได้เลือกเครื่องยนต์ต้นแบบวายเอฟ-119 สาหรับใช้กับเครื่องบินขับไล่ เอฟ-22 เอกลักษณ์

เครื่องยนต์เอฟ119-พีดับบลิว-100 ของเอฟ-22 แร็พเตอร์กาลังสันดาปท้ายขณะทาการทดสอบการบิน เอฟ-22 เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้าซึ่งถูกจัดว่าเป็นเครื่องบินล่องหนยุคที่สี่โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ[34] เครื่อง ยนต์เทอร์โบแฟนรุ่นแพรทท์แอนด์วิทนีย์เอฟ119-พีดับบลิว-100 สองเครื่องยนต์ที่มีสันดาปท้ายเป็นขุมกาลังของมัน แรง ผลักสูงสุดเป็นข้อมูลลับถึงแม้ว่าแหล่งข้อมูลหลายแห่งบอกว่าประมาณ 35,000 ปอนด์ในแต่ละเครื่อง[35] ความ เร็วสูงสุด โดยปราศจากอาวุธจะอยู่ที่ประมาณ 1.82 มัคอย่างที่เห็นเมื่อนายพลจอห์น พี จัมพ์เปอร์อดีตหัวหน้าในกองทัพอากาศ สหรัฐฯ ได้บินเครื่องเอฟ-22 จนถึงความเร็ว 1.7 มัคโดยไม่ใช้สันดาปท้ายเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2548[36] เมื่อ ใช้สันดาป ท้ายมันจะมีความเร็วมากกว่า 2 มัค (2,120 ก.ม./ช.ม.) ตามที่ล็อกฮีด มารตินกล่าว อย่างไรก็ตามแร็พเตอร์สามารถทา ความเร็วเกินความสามารถของมันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในระดับความสูงต่าโดยมีสัญญาณเตือนเพื่อไม่ให้นักบินทา ความเร็วมาก จนเกินไป อดีตหัวหน้าผู้ทดสอบแร็พเตอร์ของล็อกฮีด มาร์ตินชื่อพอล เมทซ์กล่าวว่าช่องที่อากาศเข้าของแร็พ เตอร์เป็นแบบนิ่ง แต่ในขณะที่แนวลาดเอียงตามหลักทฤษฎีจะให้ความเร็วมากกว่า 2.0 มัค แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันสิ่งนี้ แนวลาดเอียงดังกล่าวถูกใช้เพื่อป้องกันเครื่องยนต์จากการหยุดกลางคันแต่ตัว ส่วนที่รับอากาศเข้าเองก็อาจถูกออกแบบมา เพื่อสิ่งนี้เช่นกัน เมทซ์ยังกล่าวอีกว่าเอฟ-22 มีความเร็วสูงสุดมากกว่า 2.42 มัคและอัตราการไต่ระดับของมันก็เร็วกว่าเอฟ-15


อีเกิลเนื่อง จากเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ก้าวหน้ากว่า ถึงแม้ว่าตามหลักอัตราน้าหนักต่อแรงผลักของเครื่องบินแล้วเอฟ-15 จะ เท่ากับ 1.2:1 ในขณะที่เอฟ-22 มีอัตราอยู่ที่ 1:1[37] กองทัพอากาศสหรัฐฯ อ้างว่าเอฟ-22เอนั้นไร้เทียมทาน[1]

เอฟ-22 แร็พเตอร์กาลังเติมเชื้อเพลิงจากเคซี-10 เอ็กซ์เทนเดอร์ ในสาธารณะไม่มีใครรู้ความเร็วสูงสุดที่แท้จริงของเอฟ-22 ความสามารถของโครงสร้างที่ทนทานต่อแรงกดดันและ ความร้อนจากการเสียดสี โดยเฉพาะในเครื่องบินใช้พอลิเมอร์มาก มายในเอฟ-22 อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตามในขณะที่ เครื่องบินบางลารวดเร็วขึ้นด้วยการห่อผิว การขนส่งภายในของอาวุธโดยพื้นฐานทาให้เครื่องบินมีการทางานที่ดีขึ้นเมื่อ เทียบกับการบรรทุกอาวุธที่มากเกินไปของเครื่องบินแบบอื่น มันเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่สามารถบินแบบเหนือเสียงได้โดย ปราศจากการใช้ สันดาปท้าย ความสามารถนี้ถูกเรียกว่า ซูเปอร์ครูซ (supercruise) เอฟ-22 มีความคล่องตัวสูงทั้งในความเร็วเหนือเสียงและต่ากว่าเสียง มีมีแรงต้านที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง[38] ทาให้มัน ยังควบคุมได้ในความเร็วสูง แรงขับของเอฟ-22 ทาให้มันเลี้ยวได้แคบและทามุมปะทะได้ด[37] ี เอฟ-22 ยังสามารถทามุม [37][39] ปะทะได้มากกว่า 60 องศาตลอดเวลาในขณะที่ยังสามารถควบคุมได้ ในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2549 ขณะทาการทดสอบ ในอะแลสกา นัก บินเอฟ-22 ได้สาธิตให้เห็นว่าระดับความสูงร่อนมีประสิทธิภาพมากในการต่อสู้ ด้วยข้อได้เปรียบนี้ทาให้ มันมีคะแนนในการสังหารมากกว่าเครื่องบินขับไล่ลา อื่นของสหรัฐฯ และรวมทั้งเครื่องบินยุคที่สี่อีกด้วย[40] [แก้]ระบบอิเลคทรอนิกส์อากาศ

ระบบการบินของเอฟ-22 มีทั้งเรดาร์เตือนภัยแบบเอเอ็น/เอแอลอาร์-64[41] ระบบ อินฟราเรดเอเอ็น/เอเออาร์ 56 และ ระบบเตือนขีปนาวุธแบบอัลตราไวโอเล็ต และเรดาร์สแกน (Active Electronically Scanned Array) แบบเอเอ็น/เอพีจี-77 ของนอร์ทธรอป กรัมแมน เอเอ็น/เอพีจี-77 มีทั้งตัวหาเป้าระยะไกลและระยะใกล้เพื่อหาสัญญาณของอากาศยานข้าศึก เอเอ็น/เอแอลอาร์-94 เป็นระบบตัวรับในการตรวจการสัญญาณเรดาร์ในสภาพแวดล้อม มันประกอบด้วยเสาอากาศ กว่า 30 เสาที่กลมกลืนไปกับปีกและส่วนลาตัวเครื่องบิน มันถูกบรรยายโดยอดีตหัวหน้าโครงการเอฟ-22 ที่ล็อกฮีด มาร์ติน ชื่อ ทอม เบอร์บาจว่า "มันเป็นชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดของเครื่องบิน" โดยที่มันมีระยะไกลกว่าเรดาร์มันจึงสามารถให้เรดาร์ ที่เกินข้อจากัดของเอ ฟ-22 ได้ขณะที่มันล่องหน เมื่อเป้าหมายพุ่งเข้ามาเอเอ็น/เอแอลาร์-94 จะส่งต่อสัญญาณให้กับเรดาร์เอ เอ็น/เอพีจี-77 เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย[42]


เรดาร์เอเอ็น/เอพีจี-77 เออีเอสเอถูกออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการครอบครองและเข้าโจมตีน่านฟ้า จุดเด่นของมันคือทา ให้มองเห็นได้ยาก การสแกนด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ซึ่งสามารถหาเป้าหมายได้มากมายในทุกสภาพอากาศ เอเอ็น/เอพีจี77 จะเปลี่ยนคลื่นความถี่มากกว่า 1,000 ครั้งต่อวินาทีเพื่อป้องกันการสกัดกั้น เรดาร์นี้ยังสามารถปล่อยรังสีออกไปเพื่อทาให้ เซ็นเซอร์ของข้าศึกเสียหาย นั่นทาให้เครื่องบินนี้มีความสามารถในการโจมตีด้วยอิเลคทรอนิก[ ข้อมูลของเรดาร์ดาเนินการโดยหน่วยประมวลผลของเรย์ธีออนที่ เรียกว่าซีไอพี (Common Integrated Processor) สองตัว ซีไอพีจะทางาน 10,500 ล้านคาสั่งต่อวินาทีและมีหน่วยความจา 300 เมกะไบต์ ข้อมูลสามารถรวบรวมจากเรดาร์ และระบบอื่นๆ บนเครื่องบิน โดยถูกกรองโดยซีไอพีและเสนอแนวทางปฏิบัติบนจอแสดงผลในห้องนักบิน มันทาให้ นักบินสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่คับขันได้ ซอฟต์แวร์ของแร็พเตอร์ประกอบด้วยข้อมูลมากกว่า 1.7 ล้านข้อมูลซึ่ง ส่วนใหญ่จะมาจากเรดาร์เรดาร์ถูกคาดว่าจะมีระยะที่ 125-150 ไมล์ถึงแม้ว่าการวางแผนที่จะพัฒนามันจะให้ระยะไกลขึ้น เป็น 250 ไมล์และจะได้ยาวมากกว่าหากใช้แบบสาแสงแคบ[40] เอฟ-22 แตกต่างที่ไม่เหมือนใครมากมายจากเครื่องบินที่แบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มันมีเครื่องเ���ือนภัยและ ความสามารถในการระบุภัยนั้นๆ เหมือนกับที่อาร์ซี-135 ริเวทจอยน์ทของโบอิง[40] ใน ขณะที่อุปกรณ์ของเอฟ-22 ไม่ได้ทรง พลังและซับซ้อนเพราะว่าการล่องหนของมัน มันสามารถเข้าใกล้สมรภูมิได้มากขึ้นเพื่อทดแทนความสามารถที่ลดลงไป ของมัน[40] เอฟ-22 สามารถใช้ระบบควบคุมและเตือนภัยทางอากาศหรือเอแวกส์ (Airborne Warning and Control System) ขนาดเล็กได้ แม้ว่าจะลดความสามารถที่เทียบกับโครงสร้างของอี-3 เซนทรีที่มีความสามารถในการระบุตัวเป้าหมาย [37] ระบบ ทาให้เอฟ-22 กาหนดเป้าหมายเพื่อทางานร่วมกับเอฟ-15 และเอฟ-16 และสามารถกาหนดให้เครื่องบินทั้งสองลา โจมตีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ ดังนั้นจะต้องมีคนเลือกคนละเป้าหมายที่ต่างกัน มันมักสามารถระบุเป้าหมายได้รวดเร็วกว่า เอแวกส์ในบางครั้ง[40] ตัวเก็บข้อมูลแบบไออีอีอี-1394บีที่ถูกสร้างขึ้นมาให้กับเอฟ-22 ถูกดัดแปลงมาจากระบบไออีอีอี-1394 "ไฟร์ ไวร์" ซึ่งมันถูกใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป ตัวเก็บข้อมูลแบบเดียวกันถูกใช้ในเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ไลท์นิ่ง 2


test doc