Issuu on Google+

Volume 1, Issue 1 April 2014

@ Mumbai

เครื่องประดับอินเดีย

กับความหมายที่ต้องบอกต่อ Photography by Subir Basak (internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 2

Namaste India

เครื่องประดับอินเดีย กับความหมายที่ต้องบอกต่อ แฟชั่นจากอินเดียหากพูดถึงเครื่องประดับต่างๆ ที่วางขายแพร่หลายในอินเดียสาหรับคนต่างถิ่นอาจเห็นเป็นของ สวยงามแบบแปลกๆ แต่สาหรับคนอินเดียเครื่องประดับแต่ละชนิดล้วนมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ เครื่องประดับบาง ชนิดสวมใส่เพื่อแสดงสถานะของผู้ใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับสาหรับสตรีที่นับถือศาสนาฮินดู ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อินเดียเคยถูกปกครองโดยราชวงศ์โมกุลที่มาจากแถบเปอร์เซียเป็นเวลานาน ซึ่งใน สมัยของราชวงศ์นี้ ทั้งหญิงและชายจะนิยมในการสวมใส่เครื่องประดับ การสวมใส่ นอกจากประดับร่างกายตั้งแต่ศรีษะจรด เท้าแล้ว เครื่องประดับยังถูกใช้แสดงถึงความมั่งคั่งของบุคคลหรือครอบครัว และตามความเชื่อถือเรื่องโชคลางของอินเดีย ด้วย รูปแบบหน้าตาของเครื่องประดับอินเดียจึงได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียค่อนข้างมากบางครั้งเวลาเลือกซื้อจึงแยกยากว่า อันไหนเป็นสไตล์อินเดียแท้อันไหนเป็นสไตล์แถบตะวันออกกลาง ก่อนจะควักสตางค์ซื้อเอามาใส่อวดโฉมกัน ไปรู้ความ หมายกันก่อนตัดสินใจ เรามาเริ่มต้นด้วย “แหวนนิ้วเท้า” มีชื่อเรียกในภาษาฮินดีว่า “บีชีย่า” (bichiya) ความนิยมสวมบีชีย่าจะสวมใส่กันในกลุ่มสตรีที่แต่งงานแล้ว การใส่ บีชีย่าในอินเดียมีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตะวันตกที่นิยมสวมใส่ใน แง่ของแฟชั่นมากกว่า มีการบันทึกว่าชาวอเมริกาเริ่มนิยมใส่ “แหวนนิ้วเท้า” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 อันเนื่องมาจากคุณมาร์จอรี่ โบเรลล์ (Marjorie Borell) หลังจากมาเยือนอินเดียแล้วก็เกิดปิ๊งไอเดีย ผลิตแหวนนิ้วเท้าออกมาวาง จาหน่ายในนิวยอร์ก ต่มาจึงกลายเป็นแฟชั่นใหม่ที่ได้รับความนิยมแต่ไม่ได้ แฝงไว้ซึ่งความหมายทางสัญลักษณ์อย่างที่เช่นคนอินเดียสวมใส่กัน บีชีย่าแบบดั้งเดิมแท้ๆ มักตกแต่งประดับประดามากมายอลังการเกิน บรรยายตามศิลปะแบบผสมของอินเดีย แม้ว่าปัจจุบันจะออกแบบให้ร่วมสมัยนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะสตรีที่ต้องเข้าพิธีสมรส จะมีเซ็ทของแหวนนิ้วเท้าที่ สวมใส่ที่นิ้วเท้าแทบทุกนิ้วยกเว้นแต่นิ้วก้อยสุดท้ายทั้งสองข้างเท่านั้นที่จะไม่นิยมสวมแหวน ตามธรรมเนียมนิยมแบบอินเดียนั้น มักสวมใส่แหวนนิ้วเท้าขนาดใหญ่ที่นิ้วโป้งข้างซ้ายเพื่อแสดงสถานะสมรส แต่ผู้ชายบาง คนที่สวมใส่ที่นิ้วโป้งด้วยเช่นกัน ด้วยความเชื่อว่าจะมีผลด้านการรักษาโรคหรือเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ ดังนั้นไปเจอสาวอินเดียคนไหนใส่แหวนนิ้วเท้าก็เข้าใจได้เลยว่าสาวเขาไม่โสดแล้ว แหวนนิ้วเท้านี้มีวางจาหน่ายทั่วไปทั้งทาด้วยโลหะและไม่ใช่โลหะ ส่วนใหญ่ทาจากเงินและสวมใส่เป็นคู่ สวมใส่ได้ทั้ง สองเท้า และมักใส่ที่นิ้วที่สองของทั้งสองเท้า ซึ่งมักสวมใส่ไปพร้อมกับรองเท้าแตะสไตล์ แบบแขกถึงจะเข้ากันได้เหมาะ เพราะได้โชว์แหวนเต็มที่ ส่วนทองคานั้นไม่นิยมนามาทา www..facebook.com/thaitrademumbai.th

(รูปภาพจาก internet)


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 3

แหวนนิ้วเท้า เพราะถือว่าทองเป็นสิ่งมีคุณค่าสูง มักสวมใส่ เป็นเครื่องประดับที่ไม่ต่ากว่าระดับเอวสาหรับชาวฮินดู แต่ ก็ไม่ได้เป็นข้อบังคับที่เข้มงวดอะไร เราจึงมักพบสตรีบาง คนสวมใส่แหวนนิ้วเท้าทาด้วยทองคาและเพชร ที่แสดงถึง ฐานะอันมั่งคั่งของครอบครัว แหวนเหล่านี้มักไม่เป็นวงที่ เชื่อมกัน แต่จะมีปลายเปิดที่สามารถเลื่อนให้ฟิตกับนิ้วเท้า หรือถอดเข้าถอดออก หลายคนคิดว่าเป็นแหวนใส่นิ้ว รูปแบบใหม่ใส่ผิดกันบ่อยให้แขกได้ขาเล่นมาเยอะแล้ว ก่อนใส่ดูกันให้ดีๆ อันดับต่อมาเป็น “เครื่องประดับจมูก ตุ้มจมูก หรือห่วงจมูก (nose pin, nose stud, nose ring)” แล้วแต่จะเรียกตาม ลักษณะรูปร่างที่ใช้ เป็นเครื่องประดับตามประเพณีนิยม โดยเฉพาะผู้หญิงที่สมรสแล้วนิยมเจาะจมูกและใส่ตุ้มจมูก หรือห่วงจมูกกันมาก เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ความบริสุทธิ์และการแต่งงานเช่นเดียวกัน ในอินเดียนั้น ตุ้มจมูก (stud) เรียกว่า ภุล (Phul) แต่ถ้าเป็นห่วงจมูก (ring) จะเรียกว่า นาธ (Nath) มักจะสวมที่โพรงจมูก ด้านซ้าย ซึ่งอาจจะมีห่วงร้อยเชื่อมกับตุ้มหู และในบาง พื้นที่ก็เจาะจมูกทั้งสองข้างก็มี บ้างก็ห้อยที่ผนังตรงกลาง ที่คั่นระหว่างโพรงจมูก แม้ว่าโดยแท้จริงแล้วการเจาะจมูก ไม่ได้มีกาเนิดในอินเดีย ถูกนาเข้ามาในช่วงศตวรรษที่ 16 จากตะวันออกกลาง โดยจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล แต่ ก็เป็นนิยมสวมใส่โดยสตรีอินเดียทั่วไป ซึ่งในบางภูมิภาค ถือเป็นเครื่องประดับจาเป็นที่ขาดไม่ได้ สตรีชาวฮินดู จะต้องสวมใส่ในวันแต่งงานและหลังจากแต่งงานแล้ว เชื่อว่าจะช่วยให้ลมหายใจบริสุทธิ์และช่วยปกป้องสุขภาพของ สามี โดยทั่วไปจะนิยมสวมใส่ด้านใดด้านหนึ่งของจมูก แต่ดูเหมือนด้านซ้ายเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากตามตาราของ อายุรเวช จมูกด้านซ้ายนั้นเกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง และการเจาะจมูกด้านซ้ายเชื่อกันว่าจะทาให้คลอดบุตร ง่าย รวมทั้งช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการปวดประจาเดือน ในบางพื้นที่ของอินเดียสตรีที่แต่งงานแล้วจะไม่ถอดห่วง จมูกออกเลยหลักจากพิธีแต่งงาน ดังนั้นห่วงจมูกหรือตุ้มจมูกจึงเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน แม้ปัจจุบันสตรีที่ยังไม่สมรส หลายๆคน รวมทั้งเด็กสาวทั่วไปในอินเดียจะนิยมเจาะและสวมตุ้มจมูกกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นเรื่องของแฟชั่นมากกว่า เรื่องของศาสนาหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบเนื่องมาแต่ดั้งเดิมก็ตาม อันดับที่ 3 “สร้อยมงคลสูตร (Mangalsutra)” เป็นเครื่องประดับที่ถือว่าสาคัญมากที่สตรีชาวฮินดูต้องสวมในพิธี แต่งงาน หมายถึง ด้ายมงคล (auspicious thread) ซึ่งมาจากคาสองคา คือ มงคล (mangal) หมายถึง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคล และคาว่า สูตร (sutra) หมายถึง ด้าย สร้อยมงคลสูตรประกอบด้วยจี้ทองคาและด้าย (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 4

Namaste India

สีเหลืองเตรียมจากขมิ้น ร้อยลูกปัดสีดา หรืออาจจะเป็นสร้อยทองแบบ ง่ายๆ ซึ่งแต่ละภูมิภาคของอินเดียอาจเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป รัฐทาง ภาคเหนือส่วนใหญ่จะเรียกว่า มงคลสูตร รัฐทางภาคใต้มีชื่อเรียกแตกต่าง กัน เช่น ถาลี (thaali) ปุสเตลู (pustelu) มานกัลยัม (maangalyam) หรือ มงคลสูตรัม (mangalsutram) เป็นต้น มงคลสูตรจึงเป็นสร้อยที่มีความ ศักดิ์สิทธิ์ ที่เจ้าบ่าวจะสวมให้ที่คอเจ้าสาวในวันแต่งงาน ในช่วงพิธีกรรมที่ เรียกว่า มงคลญาธารานาม (Mangalya dharanam หมายถึง การสวม มงคล) ถือเป็นการให้สถานะภรรยาและคู่ชีวิต และเป็นสัญลักษณ์ของการ ผูกมัดแบบถาวรระหว่างกัน หลังจากวันแต่งงานแล้วสร้อยมงคลจะถูกนามาสวมเปลี่ยนให้ใหม่ในวันหลัง โดยจะเปลี่ยนเป็น สร้อยคอทองคาแต่ยังคงมีลูกปัดสีดาร้อยเข้าด้วยกันซึ่งเชื่อว่าลูกปัดสีดามีอานาจแห่งเทพที่จะปกป้องคู่สามีภรรยาจาก ดวงตาปีศาจ และเชื่อว่าจะช่วยพิทักษ์ชีวิตของสามี สตรีชาวฮินดูมีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นเกี่ยวกับสร้อยชนิดนี้ ถ้าขาด หรือสูญหายไปจะถือเป็นลางร้าย ดังนั้นสร้อยมงคลสูตรนี้จึงมีความสาคัญมากนอกจากนี้ยังถือว่าสร้อยมงคลสูตร เป็น เครื่องหมายสูงสุดของความรักและความนับถือที่ได้รับในช่วงพิธีแต่งงาน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจึงต้องสวมใส่สร้อยนี้ตลอด ชีวิต หรือตลอดช่วงเวลาที่สามียังมีชีวิตอยู่ เพราะจะช่วยค้าจุนให้ชีวิตของสามีและครอบครัวดีขึ้น อันดับที่ 4 “กาไลแขน” หรือภาษาฮินดีเรียกว่า ชูดี (Chudi) ที่ อินเดียกาไลแขนสวมใส่ได้เฉพาะสตรีที่แต่งงานแล้วเท่านั้น เป็น สัญลักษณ์ที่ระบุถึงสถานะสมรสของผู้หญิงโดยเฉพาะชาวฮินดู คล้ายกับแหวนแต่งงานของชาวตะวันตก กาไลแขนจะทาจากวัสดุ ที่หลากหลาย ทั้งที่มีค่าและไม่มีค่า การสวมใส่กาไลในอินเดียนั้น สืบเนื่องมาตั้งแต่โบราณกาล ชูดีเป็นเครื่องประดับที่เก่าแก่ใน อินเดียและตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวฮินดู เจ้าสาวจะสวมใส่ กาไลแก้วเล็กๆ จานวนมากที่แขนในวันแต่งงาน โดยเชื่อกันว่ายิ่ง ใส่กาไลขนาดเล็กที่สุดได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่ บ่งบอกถึงความสุขและชีวิตแต่งงานที่เต็มเปี่ยมด้วยรัก กาไลสีเขียวหรือสีแดง (ขึ้นอยู่กับภูมิภาค) ยังเป็นสัญลักษณ์ถึง ความปลอดภัย การแต่งงาน และความโชคดี สาหรับสามีกาไลที่หักโดยไม่ตั้งใจอาจเป็นสัญญาณของอันตรายและเหตุที่ไม่ คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นกับสามีได้ และถ้าสามีเสียชีวิต สตรีชาวฮินดีจะต้องหักกาไลทิ้งเพื่อไว้ทุกข์และแสดงถึงการจากไป ของสามี แต่ในผู้นับถือศาสนาซิกข์ ผู้ชายบางคนจะสวมกาไลที่แขนหรือข้อมือ บิดาของเจ้าสาวจะมอบคาดาที่ทาจากเหล็ก หรือเหล็กกล้า แหวนทองคา และสร้อยโมห์รา (mohra) ให้แก่เจ้าบ่าวสวมใส่ในวันแต่งงาน ปัจุจับันนิยมสวมใส่เป็นคู่ที่แขน ทั้งสองข้าง ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแต่ดั้งเดิมสตรีชาวฮินดูที่สมรสแล้วมักสวมกาไลทองและกาไลแก้วร่วมกัน หรือสวมใส่ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ คราวนี้ก็พอจะรู้ความหมายเครื่องประดับสาคัญๆ ของอินเดียกันแล้ว ไปอินเดียคราวหน้าเลือกซื้อเลือกใส่กันได้ อย่างมั่นใจ สาวคนไหนไปถึงถิ่นแล้วไม่ใส่อินเทรนก็เหมือนไปไม่ถึงนะ ซิบอกให้... (ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Wikipedia,www.indiaindream.com และแหล่งความรู้มีชีวิตพีน่ ้องชาวอินเดียของเรา) (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 5

Knock Door India

ไปดูตลาดเครื่องประดับกัน

คนเยอะ ของเยอะไปหมดสาหรับอินเดียน่าสนใจทั้งนั้น ผู้ประกอบการ ไทยสามารถเลือกเจาะทาตลาดได้เพราะความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม และความเชื่อถือในคุณภาพสินค้าที่คนอินเดียยอมรับ วิธีการเจาะกลุ่ม เป้าหมายตามประเภทการใช้งาน เป็นวิธีที่ง่ายๆ และได้ผล อย่ารอช้าวันนี้ เราไปดูตลาดสินค้าเครื่องประดับที่อินเดียกัน เครื่องประดับอินเดียมีมากมายหลายประเภท กลุ่มผู้สวมใส่ที่แตกต่าง กัน ตลาดหลักของเครื่องประดับอินเดียและแหล่งผลิตที่แยกออกจากกัน อย่างชัดเจนตามประเภทของวัตถุดิบและประวัติศาสตร์อันยาวนาน เช่น แหล่งผลิตกาไลที่ขึ้นชื่อและใหญ่ที่สุดคือ เมืองฟีโรซาบัด (Firozabad) ใน รัฐอุตตรประเทศ และที่เมืองไฮเดอราบัด (Hyderabad) เมืองหลวงของรัฐ อานธรประเทศ มีตลาดค้าขายกาไลโดยเฉพาะที่เรียกว่า ลาดบาซาร์ (Laad Bazar) หรือจะแวะเวียนไปแถว Charminar ก็มีให้เลือกอย่างมากมาย ถ้ามี โอกาสแวะไปเที่ยวที่นั่นก็ขอเชิญไปหาซื้อกาไล หลากหลายชนิดมาเป็นของฝากได้ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ บาทไปถึงหลักพันขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ นอกจากนี้ ไฮเดอราบัดยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการซื้อขายไข่มุก แต่หากชื่นชอบเครื่องประดับหรือข้าวของเครื่องใช้ที่ทา จากเงิน ทองเหลือง ไม่ควรพลาดเมืองไมซอร์ (Mysore) มีให้เลือกให้ซื้อกันชนิดขนกลับไม่ไหวเลยทีเดียว ถ้า ชื่นชมพวกพลอยสีสวยๆ ก็ต้องไปที่รัฐโอริสา หรือชอบ เพชรก็ต้องไปที่รัฐสุรัตไม่ผิดหวังแน่นอนแต่ถ้าไม่ สะดวกที่จะไปถึงแหล่งผลิตข้างต้นที่มุมไบก็มีให้ช้อปปิ้ง กันมากมายเช่นกัน ด้วยเหตุที่คนอินเดียทั้งหญิงและชายชื่นชอบ การใส่เครื่องประดับเป็นชีวิตจิตใจ อินเดียจึงเป็น ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับใหญที่สุดในโลก คน อินเดียที่มีฐานะดีมักจะชอบสะสมเครื่องประดับเพชร เครื่องประดับทอง โดยถือว่าเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง จากข้อมูลอินเดียซื้อขายทองคาในสัดส่วนถึง 85% ของการซื้อขาย อัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมดในขณะที่เครื่องประดับอื่น เช่น เงิน มีสัดส่วน 8%

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 6

เพชรและพลอยสีสัดส่วน 4% และ 2% ตามลาดับ สาหรับแพลทินัมและไขมุกมีสัดสวน 1% ถึงแม้นว่าตัวเลขจะไม่มากแต่ ปัจจุบันลักษณะตลาดเป็นแบบ niche market ที่กาลังมาแรงในหัวเมืองใหญ เชน นิวเดลี มุมไบและไฮเดอราบัด ปัจจุบันตลาดเครื่องประดับในอินเดียมีขนาดใหญ่มาก ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 1.3 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 7.8 แสน ล้านบาท) มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 15-20% โดยเป็นเครื่องประดับเพชรประมาณ 7 แสนล้านรูปี (ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) หรือประมาณครึ่งหนึ่งของตลาด เครื่องประดับทั้งหมด จากก่อนหน้านี้เครื่องประดับเพชรใน อินเดียมีสัดส่วนอยู่เพียง 15% เท่านั้น และอีกปัจจัยหนึ่งที่ ทาให้คนนิยมซื้อทองน้อยลงอาจเป็นเพราะการขึ้นภาษีทองคา นาเข้าที่แพงขึ้นทาให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันมีคนไทยไปทาตลาดเครื่องประดับในอินเดียและประสบความสาเร็จบ้างแล้วแต่ยังมีจานวนที่น้อยมากแม้น ว่าจะเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชียกเว้นภาษีภายใต้ FTA อาเซียน-อินเดียด้วยก็ตาม ตลาดนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย มีบริษัทไทย พยายามเข้าไปเจาะตลาดอินเดียอยู่บ้างแต่ยังไม่มีรายไหนที่จะบุกตลาดหนักหรือเชิงรุกมากนัก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ ไทยที่เข้าไปเจาะตลาดกลุ่มนี้สาเร็จโดยการ่วมทุนกับบริษัท Gunjan Jewels เจาะกลุมลูกคาที่มีอายุ 25 ปีขึ้น จุดแข็งของสินค้าทองและเครื่องประดับไทยที่โดดเด่นชนะคู่แข่งเจ้าถิ่นคือ คุณภาพงานที่ดี วัตถุดิบทอง 24 กะรัต เนื้อบริสุทธิ์ 99.9% ขณะที่ผู้ผลิตอินเดียทาได้ 22 กะรัต หรือแม้นแต่สินค้าทองคาบริสุทธิ์ 96.5 - 99% รูปแบบที่ทันสมัย หลากหลาย ในขณะที่คู่แข่งท้องถิ่นยังคงมีการออกแบบสินค้าในรูปแบบเดิม ด้วยจุดแข็งดังกล่าวสินค้าไทยจึงจัดให้อยู่ใน ระดับพรีเมี่ยม ไม่รวยจริงซื้อไม่ได้กันเลยทีเดียว คนอินเดียนิยมสะสมเครื่องประดับโดยเฉพาะ ทองคาเพราะเชื่อว่ามูลค่าของทองคาจะไม่ลดลงในระยะ ยาว ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่อง สูง แต่เดิมคนซื้อสินค้าเครื่องประดับประเภทนี้มักจะอยู่ใน วัยผู้ใหญ่ ฐานะดี พฤติกรรมการซื้อจะนิยมซื้อเครื่อง ประดับที่ทาจากทองคาเป็นหลัก มีการออกแบบสไตล์ อินเดียแท้ๆ เป็นชุดใหญ่ครบทุกชิ้น หรูหรา อลังการ ส่วน ใหญ่จะเป็นงานฝีมือไม่มี Brand เพื่อใช้ประดับเวลาไป งานสาคัญ แต่วัตถุประสงค์จริงๆ คือ เก็บสะสมเพื่อเป็น การลงทุน แต่ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อสินค้าเครื่องประดับของคนอินเดียรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก ไม่นิยมซื้อเครื่องประดับ เทียมราคาถูกๆ แต่หันมานิยมซื้อเครื่องประดับที่ทาจากทองคา เงิน และเพชร ที่มีขนาดเล็ก เบา รูปแบบทันสมัยและต้องมี Brand แต่มีราคาไม่สูงนัก วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามมากกว่าเพื่อการลงทุนเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่มีโอกาสออกไปทางานนอกบ้านมากขึ้น มีรายได้ในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเป็���ผลมาจากการ พัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องและที่สาคัญได้รับอิทธิพลจากสื่อต่างๆ ทาให้พฤติกรรมการบริโภคโดยเฉพาะรสนิยมในการใช้เครื่องประดับของคนอินเดียรุ่น ใหม่เปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อพอใจเครื่องประดับชิ้นใหม่ก็พร้อมที่จะขายชิ้นเก่าคืน

Knock Door India

www..facebook.com/thaitrademumbai.th

(รูปภาพจาก internet)


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 7

แม้จะถูกหักราคาไปบ้างก็ไม่สนใจ ทาให้มีความถี่ในการซื้อเพิ่มขึ้นกว่าคนรุ่นเก่า บริษัทจาหน่ายเครื่องประดับจึงปรับตัว ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ มีการออกแบบและผลิตเครื่องประดับที่มีราคาไม่สูงนักเพื่อเอื้อต่อการ ตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วขึ้น หันไปเน้นการสร้าง Brand เน้นการผลิตและจาหน่ายเครื่องประดับเพชร เพราะสามารถทากาไรได้ สูงถึง 20-22% ซึ่งสูงกว่ากาไรจากเครื่องประดับทองคาถึง 2 เท่าด้วยการนาเพชรไปประดับกับเงินหรือโลหะมีค่าอื่นที่ราคา ถูกกว่าทองคา หรือไม่ก็ลดความบริสุทธิ์ของทองคาลงจากทองคา 22 K ก็ลดลงเหลือทองคา 18 K หรือลงไปถึง 14 K แต่ ทองคา 22 K ก็ยังคงเป็นทองคาที่ได้รับความนิยมเช่นเดิม ยังมีวิธีลดต้นทุนเครื่องประดับเพชรให้ต่าลงอีกด้วยการเลือกใช้ เพชรขนาดเล็กลง ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบเพชรลงได้ถึง 30% ถือเป็นเคล็ดลับสาคัญที่ใช้สาหรับเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ ได้อย่างประสบผลสาเร็จ บริษัทที่เป็นผู้บุกเบิกรายสาคัญ คือ DTC, Tanishq และ Gitanjali ปัจจุบันสินค้าชนิดนี้ได้ก้าวเข้าสู่ ตลาด Online กันอย่างเต็มรูปแบบและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างที่เรียกว่าฉุดไม่อยู่ ยิ่งในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ของอินเดียที่ เข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้สะดวก ทั้งนี้ราคาเครื่องประดับที่จาหน่าย Online ก็ถูกกว่าที่ซื้อจากร้านค้าปลีกทั่วไป 30-40% เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันเฉพาะตลาดเครื่องประดับราคาย่อมเยาที่จาหน่าย Online มีมูลค่า 2,000-2,500 ล้านรูปี (ประมาณ 1,200-1,500 ล้านบาท) บริษัทเครื่องประดับของอินเดียจึงหันมาจับตลาดนี้กันอย่างจริงจัง มีการเปิด เว็บไซต์เพื่อจาหน่ายสินค้ากันเป็นเรื่องเป็นราว เช่น Bluestone, CaratLane, Diamondere และ Jewelskart ซึ่งเว็บไซต์ เหล่านี้มีสัดส่วนยอดขายรวมกันกว่า 80% ของสินค้าที่จาหน่ายทั้งหมด ส่วนเรื่องคุณภาพเวบไซต์ ไม่ต้องพูดถึงของเขาดี จริงๆ ตลาดเครื่องประดับราคาย่อมเยา (Affordable Jewelry Market) มีอัตราการขยายตัวในปัจจุบันสูงถึง 30% จากเดิม ขยายตัวน้อยกว่า 5% ในช่วง 8-10 ปีที่ผ่านมา

Knock Door India

อยากไปขายบ้างไปขายที่ไหนดี ในภาพรวมความนิยมทองคายังมีสูงในทุกภูมิภาคของอินเดียโดยเฉพาะในภาคใต้จะนิยมเป็นอย่างมาก เช่น รัฐ ทมิฬนาฑู รัฐเกรละ รัฐกรณาฏกะ มีการบริโภคทองคาหรือเครื่องประดับทองคาสูงถึง 90% ของการบริโภคอัญมณีและ เครื่องประดับทั้งหมด สาหรับแพรตตินัมเริ่มได้รับความนิยมในภาคเหนือและภาคตะวันออก โดยเฉพาะกรุงนิวเดลีและ โกลกัตตา เครื่องประดับพลอยสีเป็นที่นิยมในภาคเหนือและตะวันออกมากกว่าภาคอื่นหรือถ้าถนัดเทคโนโลยีก็จัดแจง ทาเวบไซต์ขายออนไลด์กันเลย แต่ต้องประเมินค่าใช้จ่ายในการขนส่งและความปลอดภัยกันมากหน่อย ทั้งนี้ อย่าลืมศึกษา เรื่องกฎหมายการขายของออนไลด์ของทางอินเดียด้วย สิ่งสาคัญที่สุดที่ลืมไม่ได้คือต้องรู้และเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่ม เป้าหมายให้ชัดเจนถูกต้อง จาเป็นอย่างยิ่งสาหรับการค้า จงอย่าเชื่อคาพูดที่ปราศจาก เอกสารหลักฐานและต้องคิดให้ทัน ฟังให้ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพี่แขกทั้งหลายด้วย www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 8

ขายใครดีและขายอย่างไร ???

Knock Door India

มาดูที่สินค้ากันก่อนว่ามีอะไรกันบ้าง อันดับแรกสินค้าประเภททองคายังคงเป็นที่นิยมอันดับ 1 ในทุกกลุ่มแต่ตอนนี้ อาจจะเจอปัญหาเรื่องภาษีนาเข้าทองคาที่แพงระยิบอยู่และเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเพชรและพลอยเป็นที่นิยมในกลุ่ม คนรวยและคนชั้นกลางเป็นหลัก ฉะนั้นจะกาหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นใครต้องลงทุนสารวจตลาดกันซักหน่อยจะได้ รับทราบรสนิยมในแต่ละภูมิภาคที่ถูกต้อง แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คืออินเดียเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบเป็นจานวนมาก ไม่ว่าจะ เป็นพลอยสีต่างๆ หรือแม้นแต่เพชร รวมถึงเป็นแหล่งนาเข้าพลอยสี เพรชร ทองจากประเทศแถบแอฟริกา เพื่อผลิตและ ขายส่งต่อประเทศที่สามเป็นจานวนมากเช่นกัน ผู้ประกอบการไทยหลายคนก็นาเข้าวัตถุดิบต่างๆ จากคนอินเดียเช่นกัน ดังนั้นต้นทุนการผลิตบางส่วนแขกประเมินเก่งมากปัจจัยเรื่องการตั้ง ราคาจึงสาคัญพอๆ กับเรื่องคุณภาพเลยทีเดียว เจาะตลาด ภารตะ อาจจะมองดูยากแต่ถ้าเข้าใจตลาดก็ไม่ใช่อะไรที่ยากเย็น ไว้ โอกาสหน้าจะเจาะลึกถึง Business Model แบบอินเดี๊ยอินเดีย เผื่อ จะช่วยให้มองเห็นประตูทางเข้าตลาดนี้กันง่ายขึ้น

บุกตลาดตอนไหนดี ช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคมเป็นช่วงเทศกาลแต่งงานของคน อินเดียซึ่งโดยปกติคนอินเดียทุ่มไม่อั้นและเฉลิมฉลองกันอย่าง ยิ่งใหญ่ ในเดือนตุลาคม-มกราคม,มีนาคม-พฤษภาคมเป็นช่วง เทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ มากมาย รวมทั้งเทศกาลเฉลิมฉลองเทพ เจ้าต่างๆ ที่มีมากมาย ในเทศกาลเหล่านี้คนอินเดียมักมีการซื้อทอง อัญมณีและเครื่องประดับเป็นของขวัญแจกจ่ายกัน นอกจากที่กล่าวมาแล้วเทศกาลสากลที่มีการให้ของขวัญ เช่น ปีใหม่ คริสมาต ก็เริ่มเป็นที่นิยมในการซื้อของมีค่าให้เป็นของขวัญกันมากขึ้น เนื่องมาจากค่านิยมของคนอินเดียรุ่นใหม่ที่กลับมา จากศึกษาและทางานในต่างประเทศนั่นเอง

ผลิตสินค้าคุณภาพดี ราคาสูงจะมีโอกาสขายได้ไหม ?? ในอดีตคนอินเดียส่วนใหญ่จะค่อนข้างจนแต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ค่อนข้างจะมีเงินให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ มากขึ้น ผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง จานวนของคนชั้นกลางค่อนข้างรวยและคนชั้นกลางได้ขยายตัว ถึง 158.6% และ 62% ตามลาดับ ซึ่งช่วยเพิ่มกาลังซื้อให้สูงขึ้น กลุ่มที่เป็นตลาดเป้าหมายสาคัญของธุรกิจอัญมณีและ เครื่องประดับซึ่งในที่นี้เราเรียกว่าเศรษฐีใหม่ ดังนั้น จะไปเปิดตลาดเครื่องประดับในอินเดียก็ต้องเจาะกลุ่มนี้ให้ได้ Life Style คนเมืองทั่วไป ส่วนใหญ่จะเคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตกมาทั้งสิ้น หัวคิดสมัยใหม่ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลผู้บริโภคกลุ่มนี้ ค่อนข้างมีรสนิยมเป็นสากล หาเงินเก่งและใช้เก่งไม่แพ้กัน โอกาสมีเสมอถ้าใจสู้ นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียได้ประกาศเปิดเสรี ค้าปลีกสาหรับนักธุรกิจต่างชาติให้สามารถถือหุ้นได้ 100% สาหรับธุรกิจค้าปลีกประเภท Single Brand ซึ่งตรงกับธุรกิจค้า ปลีกอัญมณีและเครื่องประดับที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปดาเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น เน้นสร้าง Brand ให้มีภาพลักษณ์ที่ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบการเข้าตลาดแบบใหม่นี้จะสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคอินเดียที่นิยมซื้อ สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีตรายี่ห้อโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะประสบ ความสาเร็จจะมีมากขึ้น …แล้วพบกันที่ Thai Trade Center Mumbai ….. (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 9

การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับ จากไทยไปอินเดีย ปี 2553-2556 อินเดียนาเข้า สินค้าอัญมณีและ เครื่องประดับ (รวมทอง) จากไทย

มูลค่า

หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐ

442.1

388

379

236.4

เป็น���ันดับที่ 20 ของการนาเข้า สินค้าหมวดนี้ ทั้งหมดจากทั่วโลก

-2.8 -12.24

ปี 2553

ปี 2554

ปี 2555

ปี 2556 (ที่มา: กระทรวงพาณิชย์)

ปี 2556

อัตราการขยายตัว

(ร้อยละ)

ปี 2555 ปี 2554 ปี 2553

87.06 69.89

(ที่มา: กระทรวงพาณิชย์) www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 10

India..what’s happened?! อินเดียนาเข้ายางดิบมากขึน้ !! คณะกรรมการยางแห่งรัฐของอินเดียรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงสิ้นปี ที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2557 อินเดียนาเข้ายางดิบ เพิ่มขึ้น 49.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (324,467 ตัน) เนื่องจากผลผลิตยางภายในประเทศลดน้อยลงจากผลกระทบของลมมรสุมที่พัด เข้าประเทศมากเป็นพิเศษในปีนี้ ผลผลิตภายในประเทศในปีนี้จะลดลง 7.6% เหลือ 844,000 ตัน ทั้งนี้ ความต้องการใช้ยางดิบของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 977,400 ตัน เปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 972,705 ตัน โดยจะนาเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซียและไทย .....(ที่มา..http://rubberjournalasia.com )

ปี 56 อินเดียนาเข้าอัญมณีและเครือ่ งประดับลดลง 10% !! ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาการนาเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียลงลง 11% เหลือ 157,350 ล้านรูปี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วมีการนาเข้าสูงถึง 176,920 ล้านรูปี ภายหลังจากรัฐบาลประกาศเงื่อนไขการนาเข้าทองคา แท่งและอัญมณีที่เข้มข้นขึ้น Vipul Shah ประธานสภาส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (GJEPC) กล่าวว่า "ใน การนาเข้าทองคาแท่งและเครื่องประดับมีการลดลงอย่างมีนัยสาคัญเพราะข้อจากัดดังกล่าว แต่มีการนาเข้าเพชรเพิ่มสูงขึ้น" จากข้อมูลของ GJEPC ระบุว่าตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2556 มีการนาเข้าอัญมณีและเครื่องประดับลดลง 10% เมื่อ เทียบกับในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียถือว่าเป็นผู้บริโภคทองคาที่ใหญ่ที่สุดของโลกมีความต้องการผ่านปริมาณการนาเข้าสูง ไม่เพียงแต่ความต้องการทองคาแท่งเท่านั้น อินเดียยังมีความต้องการนาเข้าพลอยสี เพชร ไข่มุก ทองคาขาว และหินสีต่างๆ เป็นจานวนมาก ในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศข้อจากัดในการนาเข้าทองคาเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งได้เพิ่มขึ้น สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2012-13 การซื้อขายเพชรดิบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 6% ในขณะที่เพชรเจียระนัยแล้วลดลง 24% แต่พลอยดิบนาเข้าเพิ่มขึ้น 14.34% ในขณะที่มีการนาเข้าหินสีและไข่มุกเพิ่มขึ้นเช่นกัน รัฐบาลอินเดียได้ประกาศขึ้นภาษีนาเข้าทองคาจากเดิม 3% เป็น 10% และให้มีการผลิตเพื่อการส่งออกได้แค่ 20% เท่านั้น เน้นให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากกว่านาเข้า ........(ที่มา..Trust of India | Updated On: January 27, 2014)(www.ndtv.com )

ผูผ้ ลิตเหล็กอินเดียคาดว่า จะมีการนาเข้าเหล็กเพิม่ ขึน้ !! ภายหลังจากรัฐบาลอินเดียได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการนาเข้าเหล็กและเหล็กกล้าผู้ผลิต เหล็กภายในประเทศคาดว่าจะมีการนาเข้าสินค้าสองรายการนี้มากขึ้น รัฐบาลอินเดีย กาหนดให้สินค้าดังกล่าวจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากล มาจากประเทศผู้ผลิต จึงจะอนุญาติให้มีการส่งออกเหล็กเข้าไปยังอินเดียได้ ซึ่งการนาเข้า ที่มีจานวนเพิ่มสูงจะอาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาระดับสมดุลความต้องการบริโภค สินค้าดังกล่าวภายในประเทศได้..... (ที่มา..The Economic Times | 15 Mar, 2014 ) (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Micromax จะเริ่มผลิต SmartPhones ใน อินเดีย

Micromax ผู้จาหน่ายโทรศัพท์มือถือ PC และ Tablets รายใหญ่เป็นอันดับสองของอินเดียจะเริ่มต้นการผลิต โทรศัพท์มือถือในอินเดียในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะผลิต ที่โรงงาน Rudraprayag ใน Uttarakhand ซึ่งเดิมได้ผลิต LED และ Tablets อยู่แล้ว ผู้แทนบริษัทกล่าวว่า “บริษัทเป็นผู้ผลิต Tablets ที่มีจาหน่ายทั้งหมดในอินเดียอยู่แล้วแต่สาหรับการ ผลิตโทรศัพท์มือถือยังถือว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น” ทั้งนี้ บริษัท ครองส่วนแบ่งการตลาดโทรศัพท์มือถือ 13%, Smartphones 16% และ 8.9% ในเครื่องคอมพิวเตอร์และ Tablets.. (ที่มา..Trust of India | Updated On: April 22, 2014 )

Mahindra Group ทาสัญญาร่วมทุนกับ Univeg Group บุกตลาดผลไม้

การร่วมทุนกันระหว่าง Mahindra & Mahindra (M&M) และ Univeg Group จากแบลเยี่ยม มีสัดส่วนอยู่ที่ 60:40 โดยมีเป้าหมายคือการขยายตลาดผลไม้เกรดเอที่ผลิตได้ใน ประเทศอินเดียทั้งในประเทศและต่างประเทศ Pawan Goenka ผู้อานวยการของ M&M กล่าวว่า “เป้าหมายของการร่วมทุน ครั้งนี้เพื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับ ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นและพัฒนาปรับปรุงกระบวน การห่วงโซ่ อุปทานของการผลิตผลไม้สดให้ดีขึ้น” Hein Deprez ประธานของ Univeg Group กล่าวว่า “เป็นการดาเนินการที่ ผสมผสานระหว่างการตลาดและเกษตรกรเข้าด้วยกันโดย การใช้เทคนิคของทางบริษัทที่ได้รับการพิสูจน์แล้วใน 6 ทวีป และ 32 ศูนย์กระจายสินค้าในยุโรป จะเป็นประโยชน์ สาหรับผู้เกี่ยวข้องทุกคน” ปัจจุบันตลาดผลไม้สดของอินเดีย มีมูลค่า 30 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่ ไม่มีตราสินค้า M&M ถือครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 5% หรือ ประมาณ1.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯและได้เริ่มจาหน่าย ผลไม้ภายใต้ตรา Saboro เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (ที่มา..The Time of India | Updated On: April 14, 2014 )

Page 11

อินเดียนาเข้าน้ามันถั่วเหลืองเพิม่ ขึ้น เป็น 1.5 ล้านตัน

การนาเข้าน้ามันถั่วเหลืองในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น 112% เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วและแนวโน้มว่าในปีนี้จะมีการ นาเข้าทั้งหมด 1.5 ล้านตัน สาเหตุมาจากผลผลิตถั่วเหลือง ภายในประเทศมีน้อยและทาให้การผลิตอาจลดลงถึง 8% รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ราคาน้ามันปาล์มที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่ง การนาเข้าน้ามันปาล์มในอินเดียมีสัดส่วนมากถึง 70% ของ การนาเข้าน้ามันพืชเพื่อการบริโภคทั้งหมด Central Organization for Oil Industry & Trade หรือ COOIT ได้ ประมาณการว่าในฤดูกาล 2013-2014 จะมีถั่วเหลืองเพื่อใช้ใน การแปรรูปจานวน 89.8 ล้านตันซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่ 97 ล้านตัน โดยรัฐบาลได้มีการประมาณการล่วงหน้าไว้ว่าทั้งปี 2014 จะมีผลผลิตถั่วเหลืองทั้งสิ้น 12.45 ล้านตัน ซึ่งต่างกับ ในปีที่ผ่านมาที่ 14.67 ล้านตัน (ที่มา..The Time of India | Updated On: April 22, 2014 )

เดือนนีเ้ ดือนแห่งการเลือกตัง้ ของอินเดีย คนอินเดีย เลือกตัง้ โดย electronic voting machine

เข้าคูหา “กด” อย่างเดียว (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 12

@3rd Floor News …... ขึ้นบ้านใหม่ Thai Trade Center @Mumbai

สำนักงำนใหม่ของเรำตั้งอยู่ตำมที่อยู่นี้เลย Express Towers, 3rd Floor Nariman Point Mumbai 400021 Tel: +91-22-2283 0242, 2283 0243 Fax: +91-22-2284 6859 E-mail: thaitrademumbai@gmail.com ยินดีต้อนรับทุกท่าน...ไปมุมไบอย่าลืมแวะไปทักทายกันนะครับ (รูปภาพจาก internet)

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

Volume 1, Issue 1

Page 13

จดหมายน้อยจากมุมไบ! สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน หวังว่าคงได้รับความเพลิดเพลินจากการอ่าน @Mumbai ฉบับ ปฐมฤกษ์ของเรากันนะครับ ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นจากการคัดสรรของทีมงานของเราคงสร้าง ประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย หากยังมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย และเรายินดีอย่างยิ่งหากจะได้รับคาติชมหรือข้อเสนอแนะต่างๆ จากท่านผู้อ่านทุกท่านเพื่อ พัฒนา @Mumbai ให้ดีขึ้นต่อไปครับ ในตอนนี้ท่านสามารถติดต่อสื่อสารกับเราได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารเดิมๆ ผ่านทางจดหมาย e-mail โทรสาร โทรศัพท์ หรือจะทาง social network อย่าง facebook ก็ได้จัดทาไว้รองรับผู้ติดต่อถึง 2 ช่องทาง คือภาคภาษาอังกฤษ ที่ www.facebook.com/thaitradecenter.mumbai หรือภาคภาษาไทย เรียนเชิญมากด like เพื่อเป็น fanpage ของเราได้ที่ www.facebook.com/thaitrademumbai.th ครับ เท่านี้เราก็ไม่ขาดการติดต่อสื่อสารกั���แล้ว สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ จัดทา @Munbai ขึ้น เพื่อมุ่งหวังให้เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารให้กับ ผู้ประกอบการส่งออกไทยและผู้ที่สนใจในประเทศอินเดีย โดยเนื้อหาของวารสารจะไม่เจาะจงไปเฉพาะเรื่องการค้าขายระหว่าง ประเทศเท่านั้น แต่เรายังเน้นให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาหรับท่านที่จาเป็นต้องเดินทางมาทาภารกิจที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมความเชื่อ ความเป็นอยู่ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคได้อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่ สินค้าไทยมีโอกาสเข้ามาขยายตลาดและประสบผลสาเร็จได้อย่างไม่ยากนัก ด้วยจานวนประชากรที่มากบวกกับความต้องการ สินค้าที่หลากหลาย ตลาดนี้จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากอินเดียจะมีความน่าสนใจในเชิงการค้าการขายแล้ว ความ หลากหลายของศิลปะ วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามจานวนมากล้วนดึงดูดใจให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมุ่งหน้ามาที่ อินเดียด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ทุกวันนี้อินเดียก้าวเข้าสู่ยุคอินเดียใหม่ มีการพัฒนาประเทศไปในทุกๆ ด้าน ไม่ใช่เป็นประเทศที่ มีแต่ความลาบากและประชาชนที่ยากจนอีกแล้ว อินเดียพัฒนาไปมากในทุกด้านและพร้อมแล้วที่จะเปิดรับการมาเยือนจากผู้มา เยือนทั่วทุกมุมโลก ไว้ฉบับหน้าผมจะพาท่านไปดูความเปลี่ยนแปลงของอินเดียในวันนี้แล้วท่านจะเข้าใจว่าทาไมต้อง Incredible India ไว้พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ ส่วนฉบับหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นอยากให้ติดตามกันต่อไป รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน อดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้อานวยการ สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ จัดทาโดย : สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย บรรณาธิการ: นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้อานวยการสานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : นายสุทธิชาติ นิลคูหา ผู้ช่วยผูอ้ านวยการ สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ เทคนิคและกราฟฟิก : ทีมงานสานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ

www..facebook.com/thaitrademumbai.th


@ Mumbai

www..facebook.com/thaitrademumbai.th

จัดทาโดย......สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (Thai Trade Center @Mumbai) ..Address: Express Towers, 3rd Floor Nariman Point Mumbai 400021 Tel: +91-22-2283 0242, 2283 0243 Fax: +91-22-2284 6859 E-mail: thaitrademumbai@gmail.com


@ Mumbai (April.2014)