Issuu on Google+

ร่วมสร้างประเทศไทย : ปฏิบัติการโดยมหาวิทยาลัยเพื่อแก้วิกฤตชาติ น.พ.ประเวศ วะสี มหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังทางปัญญาขนาดใหญ่ที่สุด ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยร้อยกว่าแห่ง มีนิสิตนักศึกษารวม กว่าหนึ่งแสนคน มีอาจารย์นักวิจัย บุคลากรต่างๆ เป็นขุมพลังที่จะแก้วิกฤตชาติ และขณะนี้ชาติวิกฤตที่สุดแล้ว คาถามก็คือว่ามหาวิทยาลัยจะใช้พลังของตนในการแก้วิกฤตชาติได้อย่างไร กุญแจที่สาคัญที่จะปลดปล่อยพลังของมหาวิทยาลัยที่มีพลังอัดแน่นอยู่ ก็คือการพลิกมุมมอง เพราะหากมองแต่ มุมทางวิชาการบางครั้งก็มองไม่ออก แต่ถ้ามองจากสังคมเข้ามาจะเห็นสิ่งที่น่าทาและทาได้มากมาย ไม่เช่นนั้น แล้วจะกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รู้ว่ามีวิกฤต มีคนตาย วิกฤตทางการเมืองก็ไม่ มีทางออก ซึ่งทั้งหมดนี้หากไปดูต้นตอลึกๆ แล้ว ก็คือการขาดความเป็นธรรม เพราะความเป็นธรรมมี ความสาคัญสาหรับการอยู่ร่วมกัน ซึ่งถ้าขาดความเป็นธรรมจะแตกแยกและขัดแย้งกัน และเกิดความรุนแรง ถ้ามี ความเป็นธรรมก็จะอยู่กันได้ดี ผู้คนอยู่ร่วมกันและรักชาติรักบ้านเมือง วิกฤตชาติ-ความเป็นธรรม สังคมไทยขาดความเป็นธรรมทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย ในด้านสาธารณสุขนั้น ก็จะเห็นการขาด ความเป็นธรรม ลูกคนจนตายมากกว่าลูกคนรวยสามเท่า ความยากจนกับความอยุติธรรมทางสังคมเป็นความ รุนแรงอย่างเงียบ ( Silence Violence) และก่อให้เกิดความตายมากกว่าสงคราม เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่ง สังคมไทยแสนจะไม่เข้าใจ และอะไรที่เป็นโครงสร้างนั้นรุนแรงมาก ร้อยปีที่ผ่านมาสังคมไทยพยายามแก้ปัญหา ก็แก้ไม่ได้ เพราะติดโครงสร้างด้านต่างๆ ได้แก่ โครงสร้างด้านจิตสานึก ซึ่งเราโตมาในสังคมที่ขาดความเป็น ธรรมเราก็จะไม่มีจิตสานึกเรื่องความเป็นธรรม จิตสานึกเป็นอย่างไร วิธีคิดก็เป็นอย่างนั้น

โครงสร้างทาง

กฎหมาย ซึ่งยึดเอาคอนเซ็ปท์แบบออสติเนียนของอังกฤษ ที่ถือว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐ แต่อังกฤษนั้น เป็นประชาธิปไตยแล้ว เมื่อไทยเอามาใช้แต่เราเป็นรัฐเผด็จการ กฎหมายจึงรุนแรงมากกับประชาชน เช่น กฎหมายป่าสงวน ซึ่งให้อานาจกรมป่าไม้ในการกาหนดเขตป่าทาให้คนสิบกว่าล้านที่อยู่ก็กลายเป็นผิดกฎหมาย ทันที จนกระทั่งพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “กฎหมายไปบุกรุกประชาชน” นักกฎหมายของไทยไม่เข้าใจความ ซับซ้อนทั้งหมดว่ากฎหมายจะเป็นเครื่องมือช่วยนาออกจากความรุนแรงที่ซับซ้อนให้คลี่คลายออกไป โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็น


ธรรม โครงสร้างการศึกษา ทาให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงและทาลายฐานของประเทศ โครงสร้างทาง การเมือง ซึ่งจะเอาแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ ก็ฆ่ากันตายมากว่าแปดสิบปี เพราะไม่มีพื้นฐานจากท้องถิ่น พลิกมุมการศึกษา ระบบการศึกษาของไทยไม่ได้สร้างการศึกษาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการ แม้แต่อาชีวะ ศึกษา เราก็รังเกียจ เรามาจากสังคมที่ดูถูกการใช้แรงงาน อย่างภาษิต “รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา” “ขอให้ได้เป็น เจ้าคนนายคน” “ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน” ซึ่งจริงๆ แล้วคนต้องทางาน แต่ทัศนคติเหล่านั้นคือลักษณะที่มา กาหนดการศึกษาด้วย ข้อเสนอประการแรกคือ ทาการศึกษา ให้เป็นการศึกษาของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน ประการที่สอง ทาการ อาชีวะศึกษาให้เกิดการเรียนรู้และมีอาชีพมีรายได้ด้วย โดยดึงผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วม และประการที่สาม เป็นการศึกษาเพื่อวิชาการ ถ้าเราดูพระเจดีย์แห่งการพัฒนา ว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานพระเจดีย์ว่าต้องเข้มแข็งแข็งแรงที่สุด ทุกระบบทั้ง การศึกษา การปกครองต้องเชื่อมกับฐาน บทบาทมหาวิทยาลัยในการแก้วิกฤตชาติ มหาวิทยาลัยอาจช่วยแก้วิกฤตชาติได้โดยผ่าน 3 แนวทางคือ 1. สร้างจิตสานึกแห่งความเป็นธรรม ถ้าทาได้ก็เป็น เหมือนหัวรถจักร ถ้ามีจิตสานึกแห่งความเป็นธรรมได้ เรื่องต่างๆ ก็ตามมา เป็นสัมมาทิฐิ ซึ่งจะนามาสู่สัมมา ปฏิบัติ 2. สร้างฐานของชาติให้มั่นคงแข็งแรง 3. สังเคราะห์นโยบายสาธารณะ เพราะที่ผ่านมาคนที่มากาหนด นโยบายสาธารณะโดยมาเป็นคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่มหาวิทยาลัยไม่มีส่วนกาหนดนโยบายสาธารณะ เลยเพราะไปติดอยู่ที่การสอน เป็นเรื่องสาคัญมากว่าทาอย่างไรมหาวิทยาลัยจะเข้ามาพัฒนานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยกับความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด การทาให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ต้องเอาท้องที่เป็นตัวตั้งเพราะท้องที่มีทุนมีอะไรเยอะแยะ จึงต้องขยายความคิด เรื่อง AFP ได้แก่ –Area (พื้นที)่ , Function (กระบวนการ) และ Participation (การมีส่วนร่วม) ผมทางานชุมชน มากว่าสามสิบปี ที่พูดนี่ไม่ได้พูดจากทฤษฎี ผมไม่ได้รู้ทฤษฎีอะไรมาก แต่เชื่อว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้ว


ภายในห้าปีทุกอย่างจะดีขึ้น และเรื่องนี้ไม่ยาก เมื่อหนึ่งมหาวิทยาลัยดูแลพื้นที่หนึ่งจังหวัด พื้นที่ก็จะแคบเข้ามา ย่อมทาได้แน่นอนเพราะมหาวิทยาลัยหนึ่งๆ มีกาลังเยอะ ข้อเสนอสิ่งที่ต้องทาก็คือ 1 สารวจข้อมูลจังหวัด เป็นประโยชน์ต่อการวางแผน การทาความเข้าใจ เช่นว่าเรามีพื้นที่เท่าไหร่ ใครทาอะไรอยู่ 2 ส่งนักศึกษาไปอยู่กับชาวบ้าน ไปเข้าใจวัฒนธรรมชาวบ้าน เพื่อทาให้เกิดความเข้าใจคนข้างล่าง จุดสาคัญคือ ถ้าคนข้างบนเข้าใจคนข้างล่างบ้านเมืองก็จะไปได้โลด 3 ร่วมทาแผนชุมชน ซึ่งชาวบ้านเขามีการทาแผนชุมชน อยู่แล้ว แต่นักศึกษาและอาจารย์ก็จะมีเทคนิควิธีที่จะเข้ามาหนุนเสริม 4 พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ 5 ส่งเสริมองค์กรปกครองท้องถิ่น 6 สังเคราะห์ประเด็นนโยบายจากการปฏิบัติ เพราะคนที่ปฏิบัติจะรู้ว่าอะไรที่ เป็นอุปสรรคในการ ถ้าเราลอยตัวก็จะไม่เข้าใจว่าประเด็นนโยบายอะไรมีปัญหาในทางปฏิบัติ 7. ทาการสื่อสาร เพราะชุมชนท้องถิ่นอาจจะทาได้ระดับหนึ่ง แต่มหาวิทยาลัยสามารถสื่อสารได้ไกลกว่า 8. ผลิตกาลังคนที่ชุมชน ท้องถิ่นต้องการ เช่นกรณีตัวอย่างความร่วมมือระหว่าง อบต. กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลิตพยาบาลชุมชน 9. ศูนย์จัดการความรู้ในพื้นที่ ถ้ามหาวิทยาลัยเข้าไปสารวจรู้ว่าใครทาอะไรอยู่ที่ไหน สักพักมหาวิทยาลัยก็จะเป็น ศูนย์จัดการความรู้ในท้องที่ นอกจากนี้ยังสามารถมีอะไรทาได้อีกมาก เช่น ศูนย์นวัตกรรมทางสังคม คู่ตรงข้ามของความรุนแรงคือความ สร้างสรรค์ เพราะในสังคมที่ซับซ้อนมันติดขัดอยู่ และสร้างสรรค์ไม่ได้ ทางออกคือ นวัตกรรมทางสังคม เรา ต้องการความรู้ใหม่ นวัตกรรมใหม่ ที่จะออกจากสังคมที่ซับซ้อน นอกจากนี้แล้ว มีคนกล่าวว่า “ถ้าเรามีนักข่าวที่ เก่งๆ สักพันคน ประเทศเปลี่ยน” นักข่าวมีความรู้อยู่ในตัว และมหาวิทยาลัยก็มีวิชาการ บางมหาวิทยาลัยก็มีเงิน เป็นหมื่นล้าน ก็น่าจะให้ความรู้แก่นักข่าว จัดการเรียนที่ส่งเสริมนักข่าวให้เขาเรียนได้โดยทางานด้วย สุดท้าย เป็นเรื่องนโยบายและการปรับตัวของมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องอาศัยส่วนต่างๆ ต่อไปนี้ คือ 1. นายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะจัดทรัพยากรสนับสนุน 2. รมต. รมช. และ สกอ. ที่ต้องเข้ามารับนโยบาย 3. มหาวิทยาลัย ซ���่งต้องปรับ โครงสร้างและวิชาการ ก็ต้องดูโครงสร้างและให้คุณค่าทางวิชาการแบบใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจ 4. คณะทางาน ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยกับการแก้วิกฤตชาติ .ปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่ โดย สถาบันอุดมศึกษา จัดโดย สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สานักงานคณะกรรมการ


อุดมศึกษา คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ


002 ร่วมสร้างประเทศไทย ปฏิบัติการโดย