Issuu on Google+

TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION www.thaifood.org TUNA

SEAFOOD

FRUIT & VEGETABLE

FOR: 27 SEPT. – 3 OCT. 2010 SWEET CORN

PINEAPPLE

ISSUE: 16

DATE: 4 OCTOBER 2010

FOOD INGREDTENTS & READY TO EAT

TRADER

ฟรี!! ! * ขอเชญิ เข้าร่วมสมมนาเรื ั อ ่ ง ―Doing Business with the EU-EU Regulations on Food Additives and Novel Foods‖ ั ิ เข้าร่วมสมมนาเรื * ขอเชญ อ ่ ง ―ก้าวท ันมาตรการ AD สหร ัฐฯ‖ ั ิ เข้าร่วมสมมนาเรื *ขอเชญ อ ่ ง ―มาตรการตอบโต้การทุม ่ ตลาด AD มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) และมาตรการปกป้อง ิ ค้าทีเ่ พิม ้ (SG) แก่วส การนาเข้าสน ่ ขึน ิ าหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม‖

ิ ขึน ้ ภาษีนาเข้าปลาซาร์ดน บราซล ี กระป๋อง 32%

ี่ วชาญเสนอให้ชะลอการ ผูเ้ ชย อนุม ัติขายปลาแซลมอนต ัด แต่งพ ันธุก ์ รรม การติดตามผลกระทบและมาตรการ รองร ับการแข็งค่าของเงินบาทก ับผู ้ ่ ออก สง

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 1


CONTENTS TECHNICAL INFORMATION

TRADE & FOOD SITUATION

ี่ วชาญเสนอให้ชะลอการอนุม ัติขายปลาแซลมอนต ัด ผูเ้ ชย

้ า้ นกา รเมือง การประสานท่าที ไทยในการเจรจาล็อบบีด

แต่งพ ันธุกรรม ---หน ้า 3

และการค้าระหว่างไทย-สหร ัฐ---หน ้า 8

สวทช. หว ังไทยยอมร ับพืช GMO--- หน ้า 3

ธปท.ระดมสมองร ับโจทย์ศก.โลกเปลีย ่ น ---หน ้า 8

"จุรน ิ ทร์‖ลงนามประกาศใหม่ "อาหารฉายร ังส ี "ทงในและ ั้

ไอทีดเี ผยผลวิจ ัย 'เจาะเกษตรลาว' --- หน ้า 9

นาเข้าต้องได้มาตรฐานสากล --- หน ้า 3

การติดตามผลกระทบและมาตรการรองร ับการแข็งค่า ่ ออก --- หน ้า 9 ของเงินบาทก ับผูส ้ ง 'เอดีบ'ี ปร ับเป้าจีดพ ี ไี ทยปี นีโ้ ต 7%--- หน ้า 9 ่ ออกอาหาร1ล้านล.---หน ้า 10 ไทยเล็ง2 ปี สง

สรุปหัวข้อการประชุม ครม.

อุตฯลดค่าธรรมเนียม รง. 198 ล. --- หน ้า 10 ิ ค้าจ่อถูกมะก ันต ัด GSP ---หน ้า 11 เตือนสน

สรุปประชุมครม ว ันที่ 28 ก ันยายน 2553 — หน ้า 4 เอกสารแนบ 1

ม.หอการค้าเผยค่าเงินบาทกระทบเกษตรกร --หน ้า 11 ร่างกรอบเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการ ี น --- หน ้า 11 ตรวจสอบและร ับรองของอาเซย สสว.หว ังใชเ้ อเปก สน ับสนุนเอสเอ็มอี ตงเครื ั้ อข่ายธุรกิจ

FISHERY SITUATION

เปิ ดตลาดต่างแดน --- หน ้า12

ิ ขึน ้ ภาษีนาเข้าปลาซาร์ดน บราชล ี กระป๋อง 32%-หน ้า 5

CURRENCY EXCHANGE RATE

เอกสารแนบ 2

อัตราแลกเปลีย ่ น---หน ้า 13

FRUIT & VEGETABLE SITUATION

CURRENCY EXCHANGE RATE ก.เกษตรฯ ทดลองระบบแจ ้งเตือนความปลอดภัยสินค ้า

เกษตรฯ ชงคุม ้ ครองพ ันธุพ ์ ช ื ใหม่เพิม ่ 8 ชนิด---หน ้า 6

ั ขอเชิญเข้าร่วมสมมนาเรื อ ่ ง ―Doing Business with the EU-EU Regulations on Food Additives and Novel Foods‖ --หน ้า 14 เอกสารแนบ 3

ทุม ่ นา้ ตาลแสนกระสอบกล ับตลาด

ั ขอเชิญเข้าร่วมสมมนาห ัวข้อ ―ก้าวท ันมาตรการ AD สหร ัฐฯ‖

เกษตร---หน ้า 5

อุตฯระบายได้ผล-

โควตาพิเศษพาณิชย์ขายไม่ออก---หน ้า 6 ้ ผลพวง จ ับกระแสคอมโมดิตข ี้ าขึน

ศก.เปราะบาง-

อากาศแปรปรวน---หน ้า 7

หน ้า 14 เอกสารแนบ 4 ั ขอเชิญเข้าร่วมสมมนาห ัวข้อ ―มาตรการตอบโต้การทุม ่ ตลาด AD มาตรการตอบโต้การอุดหนุน ้ นาเข้าสินค้าทีเ่ พิม ่ ขึน

รมว.พาณิชย์ ย ัน 1 ต.ค. ปุ๋ยลดราคาแน่นอน---หน ้า 7

--

(CVD) และมาตรการปกป้องการ

(SG) แก่วส ิ าหกิจขนาดกลางและขนาด

ย่อม‖ -- หน ้า 14 เอกสารแนบ 5

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 2


ี่ วชาญเสนอให้ชะลอการอนุม ัติขายปลาแซลมอน ผูเ้ ชย ต ัดแต่งพ ันธุกรรม ทีม่ า: มกอช วันทิ่ 27 ก.ย. 2553

คณะผู ้เชยี่ วชาญอิสระ ประกอบด ้วยสมาชกิ 14 คน ซงึ่ มีหน ้าทีใ่ ห ้ ึ ษาวิจ ัยเรือ คาปรึกษา USFDA ลงความเห็นว่าให้ศก ่ ง ปลาแซลมอนต ัดแต่งพ ันธุกรรมให้มากกว่านี้ เพราะทีม ่ อ ี ยูย ่ ัง ไม่เพียงพอทีจ่ ะยืนยันได ้ว่าข ้อเสนอของบริษัท อควา เบาน์ต ี เทคโนโลยี เรือ ่ งพันธุป ์ ลาแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรมมีความเสยี่ ง ี ่ ิ ต่อชวต ิ มนุษย์หรือ สงแวดล ้อมหรือไม่ กรณีปลาแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรมเกิดขึน ้ เมือ ่ บริษัท อควา ์ น เบาน์ต ี เทคโนโลยี ซงึ่ มีสานักงานใหญ่อยูท ่ รี่ ัฐแมสซาชูเซตสย ื่ ขออนุมัตต ิ อ ่ USFDA เพือ ่ วางจาหน่ายปลาดังกล่าว ทัง้ นี้ บริษัทผู ้ผลิต กล่าวว่า ปลาแซลมอนแอตแลนติกทีถ ่ ก ู ฉีดหน่วย ิ ิ พันธุกรรมทีน ่ ามาจากปลาแซลมอนพันธุ์ แปซฟิก ชนุค สามารถ ้ เติบโตเต็มวัยภายใน 16-18 เดือน เร็วกว่าเดิมทีต ่ ้องใชเวลา 30 เดือน แต่ยังคงลักษณะทุกประการเหมือนกับแซลมอน แอตแลนติก

สวทช. หว ังไทยยอมร ับพืช GMO ทีม่ า: มกอช วันทิ่ 1 ต.ค

ในเวทีเสวนา "จับกระแสพืช GMO ความเปลีย ่ นแปลงแห่งยุค ื่ สารวิทยาศาสตร์ไทย สมัยทีน ่ ่าจับตา" ทีจ่ ัดขึน ้ โดยศูนย์สอ ิ สวทช. นายพรศลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค ้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีดัดแปลง พันธุกรรมเป็ นเรือ ่ งวิทยาศาสตร์ทไี่ ทยไม่ควรปฏิเสธ หากเป็ น ทางออกทีจ่ ะชว่ ยเพิม ่ ผลผลิตให ้ประเทศมีความมั่นคงทางด ้าน อาหาร และความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ หน่วยบริหารจัดการความรู ้ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ขณะนีเ้ กือบทุกประเทศทั่วโลกมีการวิจัย พัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือพืช GMO อย่างกว ้างขวาง โดยสหภาพยุโรปมีการวิจัยทัง้ ในระดับห ้องปฏิบต ั ก ิ ารและ ภาคสนามตัง้ แต่ปี 2534 พืช GMO ทีผ ่ า่ นการทดสอบ ความปลอดภ ัยและปลูกก ันเชงิ การค้า ได้แก่ ข้าวโพดบีท ี ต้านทานหนอนแมลง ถว่ ั เหลืองต้านสารปราบว ัชพืช ฝ้าย บีทต ี า้ นทานหนอนแมลง คาโนลาต้านสารปราบว ัชพืช ่ ั สม ี ว่ ง ตลอดจนมะละกอต้านโรคไวร ัส คาร์เนชน จากการทีม ่ ก ี ารปลูกพืช GMO ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกตัง้ แต่ปี ้ 2536 -2550 พบว่าปริมาณการใชสารเคมี กาจัดแมลงและสาร ปราบวัชพืชลดลง 8.8% หรือคิดเป็ น 359 ล ้านกิโลกรัมต่อปี ี ต่อสงิ่ แวดล ้อม 17.2% และลดผลเสย ทัง้ นี้ การวิจัยพัฒนาพืช GMO ในไทย เน ้นไปทีก ่ ารพัฒนา คุณภาพต ้านทานโรค และเสริมสร ้างลักษณะทีด ่ ข ี องผลผลิต ได ้แก่ มะละกอต ้านทานโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน มะเขือ เทศต ้านทานโรคไวรัสใบหงิกเหลือง และกล ้วยไม ้ทีอ ่ ายุการ ปั กแจกันยาวนานขึน ้ แต่ยังไม่มก ี ารอนุญาตให ้ปลูกพืชในเชงิ การค ้า

"จุรน ิ ทร์‖ลงนามประกาศใหม่"อาหารฉายร ังส"ี ทงั้ ในและนาเข้าต้องได้มาตรฐานสากล ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 30 ต.ค. 2553

2553

นายแพทย์สพ ุ รรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ั ภาษณ์วา่ เมือ ให ้สม ่ วันที่ 14 กันยายน 2553 ิ ฏ์ ร ัฐมนตรีวา่ การกระทรวง นายจุรน ิ ทร์ ล ักษณวิศษ สาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ี บ ับ ควบคุมมาตรฐานของอาหารทีผ ่ า่ นกรรมวิธฉ ี ายร ังสฉ ้ งแต่ ใหม่ ซงึ่ ได้ปร ับปรุงประกาศฉบ ับเก่าทีใ่ ชต ั้ ปลายปี 2549

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 3


เพือ ่ คุ ้มครองความปลอดภัยของผู ้บริโภค และให ้ประชาชนได ้ ี าหาร บริโภคอาหารทีม ่ ค ี ณ ุ ค่าทางโภชนาการ ซงึ่ การฉายรังสอ ั ว์ ผลไม ้ นัน ้ จัดเป็ นกระบวนการถนอมอาหาร ทัง้ ประเภทเนือ ้ สต ่ กระเทียม หัวหอม แครอท เพือ ธัญพืช อาหารประเภทหัว เชน ่ ลด ้ งแต่ ี และเก็บไว ้ได ้ยาวนานขึน การเน่าเสย ้ โดยมีผลบ ังค ับใชต ั้ ว ัน ถ ัดจากว ันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทงผู ั้ ผ ้ ลิตในประเทศ ี ากต่างประเทศต้องปฏิบ ัติ และผูน ้ าเข้าอาหารฉายร ังสจ แนวทางเดียวก ัน นายแพทย์สพ ุ รรณกล่าวว่า ตามประกาศดังกล่าว กาหนดให ้อาหาร ทีจ ่ ะนามาฉายรังส ี จะต ้องปฏิบต ั ต ิ ามหลักเกณฑ์และวิธก ี ารทีด ่ ใี น การผลิตหรือจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices) หรือ ข ้อกาหนดพืน ้ ฐานด ้านสุขลักษณะอาหาร ภาชนะทีบ ่ รรจุอาหารฉาย ี ้องอยูใ่ นสภาพทีถ ทัง้ ก่อนและหลังฉายรังสต ่ ก ู สุขลักษณะ รวมทัง้ ี าหารต ้องมีวธิ ก สถานทีฉ ่ ายรังสอ ี ารผลิต วิธก ี ารฉายรังส ี มาตรฐาน เครือ ่ งมือเครือ ่ งใช ้ และการเก็บรักษาอาหารต ้องได ้มาตรฐานจีไอพี (Good Irradiation Practice) โดยกาหนดให ้ใชรั้ งสไี ด ้ 3 ชนิด ี กมมา หรือรังสเี อกซ ์ หรือรัง���อ ี เิ ล็กตรอน ทัง้ นีอ ได ้แก่ รังสแ ้ าหาร ี ะต ้องแสดงข ้อความ “ผ่านการฉายรังสแ ี ล ้ว” และ ฉายรังสจ ี นฉลากอาหาร เครือ ่ งหมายการฉายรังสบ

เรือ ่ งที่ 6.

นางสาวทิพย์วรรณ ปริญญาศริ ิ ผู ้อานวยการกองควบคุม อาหาร สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่นี้ ได ้กาหนดปริมาณ ี ด ้ ้ รังสด ู กลืนสูงสุดทีอ ่ นุญาตให ้ใชตามวั ตถุประสงค์การใชฉาย รังส ี ซงึ่ เป็ นระดับทีป ่ ลอดภัยต่อผู ้บริโภคและไม่ทาให ้คุณค่า ี ไปไว ้ 6 ประเภท ดังนี้ (1) กรณีใชเพื ้ อ อาหารเสย ่ ยับยัง้ การ ้ อ งอกระหว่างการเก็บรักษา ไม่เกิน 1 กิโลเกรย์ (2) ใชเพื ่ ้ อ ชะลอการสุก ไม่เกิน 2 กิโลเกรย์ (3) ใชเพื ่ ควบคุมการแพร่ ้ อ พันธุข ์ องแมลง ไม่เกิน 2 กิโลเกรย์ (4) ใชเพื ่ ลดปริมาณ ิ ไม่เกิน 4 กิโลเกรย์ (5) ใชเพื ้ อ ปรสต ่ ยืดอายุการเก็บรักษา ้ อ ไม่เกิน 7 กิโลเกรย์ และ (6) ใชเพื ่ ลดปริมาณจุลน ิ ทรีย ์ และ จุลน ิ ทรียท ์ ท ี่ าให ้เกิดโรค ไม่เกิน 10 กิโลเกรย์ อาหารทีผ ่ า่ น ี าแล ้วห ้ามนามาฉายรังสซ ี ้า ยกเว ้นอาหารทีม การฉายรังสม ่ ี ื้ ตา่ เชน ่ ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห ้ง อาหารแห ้ง และ ความชน อาหารอืน ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพือ ่ กาจัดแมลงทีเ่ ข ้าไปภาย ี าแล ้ว ซงึ่ มาตรฐานดังกล่าว สานักงาน หลังจากฉายรังสม ิ คณะกรรมการอาหารและยาได ้เวียนแจ ้งประเทศสมาชก องค์การค ้าโลกทราบอย่างเป็ นทางการแล ้ว…อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&vie w=article&id=43222:qqq&catid=176:2009-06-25-09-2602&Itemid=524

เรือ ่ ง

หน้า

้ ขายล่วงหน้า พ การประกาศกาหนดสินค้าและต ัวแปรตามพระราชบ ัญญ ัติส ัญญาซือ

.ศ. 2546 เพิม ่ เติม (สินค้า และต ัวแปร

จานวน 14 ประเภท) - 1. กลุม ่ โลหะมีคา่ ได ้แก่ เงิน แพลทินัม 2. กลุม ่ โลหะอืน ่ ได ้แก่ ทองแดง สังกะสี เหล็ก อะลูมเิ นียม และดีบก ุ 3. กลุม ่ สินทรัพย์อน ื่ ได ้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้ า และพลาสติก

7

4. กลุม ่ ตัวแปร ได ้แก่ ค่าระวาง คาร์บอนเครดิต และดัชนีส ิ นค ้าโภค

ภัณฑ์ เพือ ่ คณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะได ้ประกาศกาหนดต่อไป

32. 37 37 . 37 . 33.

การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (มกราคม-สิงหาคม) การส่งออกมีมล ู ค่า 125,083.0 ล ้านเหรียญสหรัฐฯ เพิม ่ ขึน ้ ร ้อยละ 32.6 ร ้อยละ 24.3

ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมล ู ค่า 4,047,974.3 ล ้านบาท เพิม ่ ขึน ้

33

สรุปสถานการณ์ภ ัยพิบ ัติดา้ นการเกษตรปี2553 ครงที ั้ ่ 32 ปั จจุบันมีสถานการณ์อท ุ กภัย จานวน 8 จังหวัด ได ้แก่ จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจต ิ ร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง และ

36

พระนครศรีอยุธยา

34.

สรุปสถานการณ์อท ุ กภ ัยเนือ ่ งจากร่องมรสุมกาล ังค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างว ันที่ 10 – 27 ก ันยายน 2553)

39

พืน ้ ทีป ่ ระสบภัย11 จังหวัด สถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงมีสถานการณ์อท ุ กภัยในพืน ้ ที7่ จังหวัด

่ ออก รายงานผล การเสวนา เรือ ่ ง ―ส่งออกอย่างไรในสภาวะทีเ่ งินบาทแข็ งค่า ‖ และสรุปมาตรการช่วยเหลือผูส ้ ง

35.

41

1. การแทรกแซงค่าเงินไม่ให ้ผันผวน 2. ควบคุมการไหลของเงินทุนต่างประเทศ 3.อนุญาตให ้ชาระค่าระวางเรือ เป็ นสกุลเงินต่างประเทศ

ทีม ่ า: ทีม ่ า: www.thaigov.go.th วันที่ 28 กันยายน 2553 รายละเอียดดังเอกสารแนบ 1

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 4


ิ ขึน ้ ภาษีนาเข้าปลาซาร์ดน บราชล ี กระป๋อง 32% ทีม่ า:

ิ ได้ ว ันที่ 26 มิถน ุ ายน 2553 ทีผ ่ า่ นมา ร ัฐบาลบราชล

สคร. ณ นครเซาเปาโล/มิถน ุ ายน 2553

ประกาศเพิม ่ อ ัตราภาษีนาเข้า (Import Duty) จากเดิมที่ เรียกเก็บในอ ัตรา 16% เป็น 32% หลังจากที่ คณะกรรมาธิการด ้านการค ้าระหว่างประเทศ (CAMEX :The Board of Foreign Trade) เห็นชอบกับข ้อเสนอของกระทรวง ิ (Ministry of Fisheries การประมงและการเกษตรของบราชล and Agriculture (MPA)) โดยเหตุผลของการภาษี ดังกล่าว เพือ ่ ต ้องการปกป้ องอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมแปร ิ ค ้าทีเ่ กีย ิ ไม่ให ้เสย ี เปรียบปลาซาร์ดน รูปสน ่ วข ้องของบราชล ี กระป๋ องทีม ่ ก ี ารนาเข ้าสูงขึน ้ มาอย่างต่อเนือ ่ ง โดยเฉพาะแหล่ง ี ซงึ่ รวมถึงประเทศไทยทีม นาเข ้าจากประเทศในเอเชย ่ ก ี าร ิ ค ้าดังกล่าวมูลค่าประมาณ 50-120 ล ้านบาท สง่ ออกสน รายละเอียดดังเอกสารแนบ 2

ก.เกษตรฯ ทดลองระบบแจ้งเตือนความปลอดภ ัย ิ ค้าเกษตร ทีม่ า: สานักข่าวไทย วันที่ 29 ก.ย. 2553 สน

นายยุคล ลิม ้ แหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิ ดเผยภายหลังเป็ นประธานประชุมคณะอนุกรรมการกากับ ั ว์ ดูแลระบบแจ ้งเตือนความปลอดภัยอาหารและอาหารสต

ิ ค ้าเกษตร สอดคล ้องกับยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสน และอาหาร ปี 2553-2556 ทีม ่ เี ป้ าหมายสร ้างความมั่นใจใน มาตรฐานการผลิต และการควบคุมคุณภาพมาตรฐานความ ิ ค ้าเกษตรและอาหารของไทย โดยได ้มอบหมาย ปลอดภัยในสน ิ ค ้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มก ให ้สานักงานมาตรฐานสน ิ ค ้านาเข ้า อช.) ทดลองบันทึกข ้อมูลแจ ้งเตือนในสว่ นของสน ั ว์ เข ้าสูร่ ะบบแจ ้งเตือนความปลอดภัยอาหารและอาหารสต ้ ิ สาหรับประเทศไทย เป็ นเวลา 1 เดือน ได ้ข ้อมูลทัง้ สน 11 ั ว์ได ้ทดลองนาเข ้าข ้อมูลการแจ ้งเตือน รายการ และกรมปศุสต ั ว์นาเข ้า จานวน อาหารนาเข ้า จานวน 1 รายการ และอาหารสต 1 รายการ ั ว์ สาหรับระบบแจ ้งเตือนความปลอดภัยอาหารและอาหารสต สาหรับประเทศไทย เกิดขึน ้ จากการขยายการดาเนินงาน โครงการนาร่องระบบแจ ้งเตือนความปลอดภัยอาหารของ ี น ภายหลังจากทีก อาเซย ่ ระทรวงเกษตรฯ ได ้เสนอเจรจาขอ ความร่วมมือจากสหภาพยุโรป ในการจัดตัง้ ระบบแจ ้งเตือน ั ว์ของอาเซย ี น โดย ความปลอดภัยอาหารและอาหารสต ิ สานักงานมาตรฐานสนค ้าเกษตรฯ เป็ นผู ้แทน

สาหร ับประเทศไทยว่า การดาเนินงานระบบนี้ ระยะแรกจะ ั ทก ิ ค้าเกษตร อาหาร และอาหารสตว์ ครอบคลุมสน ุ ชนิดที่ ่ ออกไปต่างประเทศ นาเข้าและสง

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 5


เกษตรฯ ชงคุม ้ ครองพ ันธุพ ์ ช ื ใหม่เพิม ่ 8 ชนิด ทีม่ า: มก อช วันทิ่ 1 ต.ค 2553

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอคุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื ใหม่ตามพ.ร.บ. ้ ี ั คุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื เพิม ่ อีก 8 ชนิด ชศกยภาพนักปรับปรุงพันธุพ ์ ช ื ไทยเก่งขึน ้ แห่จดทะเบียนเพียบโดยเฉพาะกล ้วยไม ้สกุลหวาย ข ้าวโพด มะเขือเทศ แตงกวา นางจารุวรรณ จาติเสถียร ผู ้อานวยการกองคุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื กรม ้ ณะกรรมการคุม วิชาการเกษตร เปิ ดเผยว่า ขณะนีค ้ ครอง พ ันธุพ ์ ช ื ได้เตรียมเสนอให้ร ัฐมนตรีวา่ การกระทรวงเกษตร และสหกรณ์พจ ิ ารณาประกาศกาหนดชนิดพ ันธุพ ์ ช ื ใหม่ เพิม ่ อีก 8 ชนิด ให้ได้ร ับความคุม ้ ครองตามพ.ร.บ.คุม ้ ครอง ี พ ันธุพ ์ ช ื พ.ศ.2542 ได้แก่ 1.กล ้วยไม ้สกุลฟาแลนนอปซส (Phalaenopsis) และลูกผสม 2.กล ้วยไม ้สกุลแคทลียา (Cattleya) และลูกผสม 3.มะเขือ (Solanum melongena L.) 4.ผักกาดหอม (Lactuca sativa L.) 5.ถั่วแขก(Phaseolus vugaris L.) 6.ฟั กทอง (Cucurbita moschata Duchesne) และ ลูกผสม 7.บวบเหลีย ่ ม (Luffa acutangula(L.) Roxb.) และ 8. ี จานวน 4 ชนิด คือ Acacia พืชให ้เนือ ้ ไม ้สกุลอะเคเซย auriculaeformis A.Cunn. Ex Benth., A. mangium Wild., A aulacocarpa A.Cunn. ex Benth. และ A. crassicarpa A.Cunn.ex Benth. และลูกผสม ซงึ่ ถือเป็ นพืชทีม ่ ศ ี ักยภาพทาง ้ เศรษฐกิจ และมีการใชประโยชน์ อย่างยั่งยืน จากทีไ่ ด ้ประกาศไป แล ้วก่อนหน ้านี้ 48 ชนิด อาทิ แตงกวา แตงร ้าน แตงโม มะระ ผักบุ ้งจีน ผักคะน ้า ไม ้ดอกสกุลขมิน ้ เป็ นต ้น โดยระยะเวลาในการคุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื ใหม่ทไี่ ด ้รับการจดทะเบียน ขึน ้ อยูก ่ บ ั ชนิดพืช แยกเป็ น 3 กลุม ่ คือ พืชทีใ่ ห ้ผลผลิตหลังปลูก ่ ข ้าว อ ้อย มีระยะเวลาคุ ้มครอง 12 ปี พืชที่ ไม่เกิน 2 ปี เชน ่ ทุเรียน มะม่วง สมโอ ้ ให ้ผลผลิตหลังปลูกเกินกว่า 2 ปี เชน ให ้ ้ ่ ยูคา ความคุ ้���ครอง 17 ปี และพืชทีใ่ ชประโยชน์ จากเนือ ้ ไม ้ เชน ั และกระถินณรงค์ กาหนดเวลาให ้ความคุ ้มครอง 27 ปี ลิปตัส สก สว่ นพันธุพ ์ ช ื ใหม่ทม ี่ ผ ี ลกระทบอย่างรุนแรงในทางตรงหรือ ทางอ ้อมต่อสงิ่ แวดล ้อม รวมถึงสุขภาพหรือสวัสดิภาพของ ประชาชน ถือเป็ นพืชต ้องห ้ามซงึ่ ไม่รับจดทะเบียนคุ ้มครองพันธุ์ พืช

"สาหรับการคุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื ในประเทศไทยมี 2 มิต ิ ได ้แก่ ิ ธิของนักปรับปรุงพันธุใ์ นทรัพย์สน ิ ทางปั ญญาที่ ระบบสท เกีย ่ วข ้องกับพันธุพ ์ ช ื และระบบการคุ ้มครองและอนุรักษ์ ความ ้ หลากหลายทางชวี ภาพของพันธุพ ์ ช ื ให ้ใชประโยชน์ ได ้อย่าง ยั่งยืน พร ้อมแบ่งปั นผลประโยชน์อย่างยุตธิ รรมและเท่าเทียม ซงึ่ นักปรับปรุงพันธุท ์ ป ี่ รับปรุงพันธุพ ์ ช ื ใหม่สาเร็จแล ้ว ควรยืน ่ จดทะเบียนคุ ้มครองพันธุพ ์ ช ื ใหม่กบ ั กรมวิชาการเกษตร เพือ ่ ิ ิ ่ ึ ่ ปกป้ องสทธิในทรัพย์สนทางปั ญญาของตนเอง ซงจะชวย รักษาผลประโยชน์ในระยะยาวได ้"

ทุม ่ นา้ ตาลแสนกระสอบกล ับตลาด อุตฯระบาย ได้ผล-โควตาพิเศษพาณิชย์ขายไม่ออก ทีม่ า: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 30 ก.ย. 2553

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ากระจายนา้ ตาลโควตา ค. ื้ คืนออกสูต ่ ลาด เผยขึน ้ งวดไปแล้ว 2 งวด 100,000 ซอ ่ ผลราคานา้ ตาลในตลาดอ่อนต ัวลงท ันที กระสอบ สง ิ ะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะ นายวิฑรู ย์ สม ประธานคณะกรรมการอ ้อยและน้ าตาลทราย (กอน.) และ ื้ คืนมา เปิ ดเผย คณะกรรมการจาหน่ายน้ าตาลโควตา ค.ทีซ ่ อ ื้ กับ "ประชาชาติธรุ กิจ" ว่า หลังจากทีม ่ ก ี ารปรับปรุงวิธก ี ารซอ น้ าตาลสง่ ออก (โควตา ค.) จานวน 743,000 กระสอบ (กระสอบละ 100 กิโลกรัม) กลับคืนมาเรียบร ้อยแล ้ว ทาง กองทุนอ ้อยและน้ าตาลทรายได ้นาน้ าตาลจานวนดังกล่าวมา ่ ลาดไปได ้แล ้ว 2 งวด (หรือ 2 สป ั ดาห์) จาหน่ายระบายสูต งวดละ 50,000 กระสอบ สง่ ผลให ้ภาวะน้ าตาลตึงตัวในตลาด ผ่อนคลายลง ราคาน้ าตาลในท ้องตลาดเริม ่ อ่อนตัวลง… อ่าน ต่อคลิก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv013009 53&sectionid=0203&day=2010-09-30

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 6


้ ผลพวง ศก.เปราะบางจ ับกระแสคอมโมดิตข ี้ าขึน อากาศแปรปรวน ทีม่ า: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 30 ก.ย. 2553

รมว.พาณิชย์ ย ัน 1 ต.ค. ปุ๋ยลดราคาแน่นอน ทีม่ า:

บาร์เคลย์ แคพิท ัล ระบุวา่ คอมโมดิตม ี้ แ ี นวโน้มในทิศทาง ่ ง ทีด ่ ข ี น ึ้ และอุปทานทีม ่ จ ี าก ัดจะเป็นประเด็นสาค ัญในชว ไตรมาส 4 ของปี นี้ ซงึ่ เควิน นอร์รช ิ น ักวิเคราะห์ของ บริษ ัทมองว่า ความต้องการถ่านหิน , อะลูมเิ นียม, กาแฟ, ทองแดง, นา้ ม ันดิบ, ข้าวโพด, นา้ ตาล และถว่ ั เหลือง อาจ ทาสถิตส ิ ง ู สุดในปี นี้ โดยเฉพาะความต ้องการทองแดงทีม ่ ส ี งู มาก และในปี นรี้ าคาทองแดงปรับขึน ้ ไปแล ้ว 8.6% อันเป็ นผล จากความต ้องการในจีน และการคาดการณ์วา่ อุปทานในโลกจะ ตึงตัวขึน ้

ั รัฐมนตรีวา่ การกระทรวง เมือ ่ วันที่ 30 ก.ย. นางพรทิวา นาคาศย ิ ธิ์ เวชชาชวี ะ พาณิชย์ ในฐานะทีไ่ ด ้รับมอบหมายจาก นายอภิสท นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู ้ถามสด ของนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส. ลาพูน พรรคเพือ ่ ไทย เกีย ่ วกับปั จจัยการผลิตด ้านการเกษตรมี ราคาแพง ในการประชุมสภาผู ้แทนราษฎรว่า กรมการค ้าภายใน ไม่ได ้นิง่ นอนใจต่อปั ญหาปั จจัยด ้านการผลิตมีราคาแพง ิ ผู ้ประกอบการมาหารือ หลังจากทีเ่ งินบาทแข็งค่าขึน ้ ก็ได ้เชญ และในว ันที่ 1 ตุลาคม นี้ จะมีการลดราคาปุ๋ยลงมา

ี าร์บข สอดคล ้องกับดัชนีซอ ี องรอยเตอร์ส/ เจฟเฟอรีส ์ ที่ ครอบคลุมวัตถุดบ ิ 19 ประเภททีอ ่ ยูใ่ นระดับทีด ่ ท ี ส ี่ ด ุ ในไตรมาส ปั จจุบน ั หลังจากร่วงลงในชว่ ง 6 เดือนแรกของปี นี้ ท่ามกลาง ความวิตกว่าการฟื้ นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจสะดุดลง เพราะ การเติบโตทีช ่ ะลอลงของจีน และการหั่น งบประมาณในยุโรป ทว่าในไตรมาส 3 ดัชนีปรับตัวดีขน ึ้ 8.2% อันเป็ นผลจากราคา ทองคาทีไ่ ต่ระดับขึน ้ เรือ ่ ยๆ

ทัง้ นี้ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จากเดิม 12,000 บาทต่อตัน เหลือ 10,000 บาทต่อตัน สว่ นปุ๋ยสูตร 15-15-15 จากราคา 15,000 บาทต่อตัน เหลือ 14,000 บาทต่อตัน ซงึ่ นางพรทิวา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามความเคลือ ่ นไหว และพิจารณาปรับ ราคาตามค่าเงินบาท

ขณะทีร่ าคาฝ้ ายทาสถิตส ิ งู สุดแตะระดับ 1 ดอลลาร์ตอ ่ ปอนด์ เป็ นครัง้ แรกในรอบ 15 ปี รายงานแนวโน ้มตลาดโลกของบาร์ เคลย์ฯระบุวา่ ไตรมาสปั จจุบน ั แสดงถึงการลงทุนด ้านคอม โมดิตท ี้ แ ี่ ข็งแกร่งทีส ่ ด ุ ในรอบปี นี้ และคาดว่าราคาจะปรับขึน ้ อีก ในไตรมาส 4 โดยเฉพาะน้ ามัน โลหะพืน ้ ฐาน และตลาดเกษตร บางชนิดด ้วย…อ่านต่อคลิก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02for01300953 &sectionid=0205&day=2010-09-30

ไทยรัฐ วันที่ 30 ก.ย. 2553

ั โพธิส ด ้าน นายศุภชย ์ ุ รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงเกษตรและ ี้ จงว่า 2 ปี ทผ สหกรณ์ ชแ ี่ า่ นมา มีการจับปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ปลอมเป็ นจานวนมากหรือกว่า 100 ราย โดยได ้มีการสง่ ฟ้ อง ดาเนินคดี และปรับไปหลายรายแล ้ว จึงขอยืนยันว่า กระทรวง เกษตรฯ ไม่ได ้นิง่ นอนใจ และดาเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ สว่ นเรือ ่ งเมล็ดพันธุข ์ ้าวทีข ่ าดแคลนในท ้องตลาด กระทรวง เกษตรฯ ได ้แก ้ปั ญหาด ้วยการของบจากรัฐบาล มาก่อสร ้างศูนย์ สง่ เสริมเมล็ดพันธุข ์ ้าวและชุมชนแล ้ว จึงมั่นใจว่า จะสามารถ แก ้ไขปั ญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุข ์ ้าวได…อ่ ้ านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/115299

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 7


้ า้ นการเมือง การประสานท่าทีไทยในการเจรจาล็ อบบีด และการค้าระหว่างไทย-สหร ัฐฯ โดย TFPA ผู ้แทนสมาคม ฯ เข ้าร่วมเสวนาเรือ ่ งการประสานฯ เมือ ่ วันที่ 27 กันยายน 2553 ิ ิก ณ กระทรวงการต่างประเทศ จัดโดยกรมอเมริกาและแปซฟ ใต ้ จุดประสงค์ เพือ ่ ให ้ความรู ้แก่ภาคเอกชนและแลกเปลีย ่ น ข ้อคิดเห็น

ธปท.ระดมสมองร ับโจทย์ศก.โลกเปลีย ่ น ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 27 ก.ย. 2553

ดร.ธาริษา ว ัฒนเกส ผูว้ า่ ธปท. กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข ้อ

่ ศวรรษหน ้า" เรือ ่ ง "ขับเคลือ ่ นเศรษฐกิจไทย ก ้าวไกลสูท ั มนา ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน ทีผ ่ า่ นมา จากงานสม วิชาการประจาปี 2553 ว่าเมือ ่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

- ความสาค ัญของการ Lobby ตัง้ แต่สร ้างชาติ สหรัฐฯ เป็ น ิ ธิยน สงั คมของการ lobby เป็ นวัฒนธรรมทีป ่ ระชาชนมีสท ื่ คา ่ ร ้องเรียน วงการ lobby เชน Consultant, Lobbying firms, Law firm, Lobbying Groups สส.ของสหรัฐฯ เมือ ่ เกษี ยนหรือไม่ ได ้รับเลือกตัง้ จะกลับมาเป็ น Lobbyist การผ่านร่างกฎหมายต่าง ้ ๆ ต ้องมีการ lobby ซงึ่ ดาเนินการโดยใชความรู ้สติปัญญา จึงทา ิ ธิภาพและประสท ิ ธิผล ในการเจรจาล๊อบบีเ้ พือ ให ้เกิดประสท ่ รักษาและต่อผลประโยชน์ของไทยในสหรัฐฯ ฝ่ ายไทยต ้องหา แนวร่วม (Friends of Thailand) -นโยบายเศรษฐกิจสหร ัฐฯ ภารกิจเร่งด่วนของประธานาธิบดี บารัค โอบามา คือ การฟื้ นฟูเศรษฐกิจ และการจัดทาแผนกระตุ ้น ิ ธิตา่ ง ๆ การ เศรษฐกิจ ให ้ความสาคัญกับการเจรจาปกป้ องสท ิ ทางปั ญญา จับตาการดาเนินการในประเด็น คุ ้มครองทรัพย์สน แรงงานและสงิ่ แวดล ้อมของประเทศคูค ่ ้าสาคัญ ให ้ความสาคัญ กับการเจรจา FTA ระดับภูมภ ิ าค โดยเฉพาะประกาศเข ้าร่วม เจรจาความตกลง Trans-Pacific Partnership(TTP) อย่างไรก็ ตาม Mid-term Election กลางเดือนพ.ย.2553 หาก ี งข ้างมาก นโยบายการค ้าของสหรัฐฯ พรรค Republican ได ้เสย อาจเปลีย ่ นไป -การค้าสหร ัฐฯก ับไทย ไทยหยุดเจรจา FTA กับสหรัฐฯ เมือ ่ ปี ั เจน ภาครัฐเจรจาผ่านSenior 2549 จึงไม่มเี วทีหารือทีช ่ ด Official Informal Dialogue สาหรับเอกชนมีความร่วมมือ USASEAN Business Council อุปสรรคของไทยในการค ้ากับสหรัฐฯ ได ้แก่ เงินดอลล่าอ่อนค่า คนอเมริกน ั บริโภคลดลง นโย���ายของ พรรคเดโมแครตต่อต ้านการค ้าเสรี มาตรฐานแรงงานและ สงิ่ แวดล ้อมสูง และมาตรการกีดกันทางการค ้า

การเงินทงระด ั้ ับโลกและภูมภ ิ าคเปลีย ่ นแปลง โดยทีก ่ ลุม ่ ประเทศอุตสาหกรรมหล ักย ังคงวนเวียนอยูก ่ ับการ แก้ปญ ั หาทีเ่ ป็นผลพวงจากวิกฤติการเงินโลก ทาให้ ี ห ันมาพึง่ ตลาดเอเชย ี หลายประเทศในภูมภ ิ าคเอเชย อย่างตืน ่ ต ัวและพร้อมก้าวไปข้างหน้าภายใต้แรง ข ับเคลือ ่ นสาค ัญทางเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปี ี นทีจ ขณะเดียวกันเพือ ่ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซย ่ ะ ิ ค ้า บริการ ทุน เกิดขึน ้ ในปี 2557 ทีจ ่ ะเกิดการไหลเวียนของสน และแรงงานทักษะอย่างเสรี ดังนัน ้ ถ ้าหากว่าไทยยังไม่รบ ี ลง มือผลักดันการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศด ้วยการเร่งเพิม ่ ผลิตภาพการผลิตทัง้ ภาคอุตสาหกรรม ิ ค ้า/สร ้างมูลค่าบริการ เกษตรกรรมและเร่งพัฒนาคุณภาพสน ไทยจะติดอยูใ่ นกับดักของประเทศทีม ่ รี ายได ้ระดับกลาง ที่ เรียกว่า Middle income country trap เป็ นการอยูต ่ รงกลางที่ มีปัญหาอัตราการเติบโตชา้ คือ ด ้านบนไทยก็ไม่สามารถ ี ได ้ใน แข่งขันสูกั้ บกลุม ่ ประเทศพัฒนาแล ้วในเอเชย ้ ิ การ อุตสาหกรรมทีใ่ ชเทคโนโลยี สงู ด ้านล่างไทยต ้องเผชญ ท ้าทายจากประเทศทีค ่ า่ แรงยังถูกกว่ามาแย่งตลาด สาหรับ ี่ งและสร ้างโอกาสใน ข ้อเสนอ 4 แนวทาง เพือ ่ จะรับความเสย ระยะต่อไป คือ 1. การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 2. การปฏิรป ู ระบบการเงิน 3. การเตรียมแนวทางการดาเนิน นโยบายการเงิน และ 4.การปฏิรป ู ทางการคลัง ดร.อาคม เติม ิ รองเลขาธิสศช.หรือสภาพ ัฒน์ กล่าวถึง พิทยาไพสฐ ื้ ทิศทางอีก 10 ปี จะต ้องสร ้างกลุม ่ ผู ้มีรายได ้ให ้มีกาลังซอ ภายในประเทศ ทีส ่ าคัญรัฐบาลต ้องเปิ ดให ้ภาคเอกชนเข ้ามา ่ ด ้านโครงสร ้างพืน ึ ษา สุขภาพ ลงทุนทางสงั คมเชน ้ ฐานการศก ่ ยผูว้ า่ การ หรือกีฬาต่างๆนายไพบูลย์ กิตติศรีก ังวาน ผูช ้ ว สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงความท ้าทายของธปท. ในการดาเนินนโยบายให ้เป็ นรูปธรรมใน 4 เรือ ่ งหลักคือ 1. นโยบายการเงิน 2. ต ้องสร ้างสมดุลการไหลเข ้า-ออกของ เงินทุน 3. การดูแลตลาดเงินตราต่างประเทศให ้เสรีมากขึน ้ 4. สนับสนุนการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินโดยภายใต ้ มาสเตอร์แพลน ฉบับที่ 3 จะเห็นการแข่งขันมากขึน ้ … อ่านต่อ คลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view =article&id=42642:2010-09-27-02-54-20&catid=101:2009-02-0811-30-52&Itemid=440

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 8


ไอทีดเี ผยผลวิจ ัย 'เจาะเกษตรลาว' ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 27 ก.ย. 2553

การติดตามผลกระทบและมาตรการรองร ับการแข็ง ่ ออก โดย TFPA ค่าของเงินบาทก ับผูส ้ ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรือ ่ งดังกล่าว เมือ ่ วันที่ 28 กันยายน 2553 เวลา 14.00-17.00 น. ณ ห ้อง ประชุมสภาอุตสาหกรรมฯ เพือ ่ ระดมปั ญหาความเดือดร ้อนของ ผู ้สง่ ออกจากการแข็งค่าของเงินบาท นามาประมวลและเสนอ ิ ผู ้แทนจากสมาคมสง่ ออกต่าง ๆ แนวทางแก ้ไขปั ญหา โดยเชญ (สมาคมผู ้ผลิตอาหารสาเร็จรูป พลาสติก สมุนไพร ยานยนต์ อัญมณี ไฟฟ้ า มันสาปะหลัง เครือ ่ งหนังการค ้าชายแดน) และ ื เสนอ กกร. กรอ. รมว. ภาครัฐทีเ่ กีย ่ วข ้องและจะทาหนังสอ คลัง ธปท รมว.พณ รวมถึงขอเข ้าพบ และจะมีการแถลงข่าว ต่อไป

ึ ษาโอกาสและศก ั ยภาพ ไอทีด ี นาผลการวิจัยภายใต ้โครงการศก การลงทุนภาคการเกษตรของผู ้ประกอบการไทยในสปป.ลาว มา ั มนาเรือ นาเสนอในการสม ่ ง "โอกาสและความท ้าทายต่อการ ลงทุนใน CLV (กัมพูชา ลาว เวียดนาม)" เมือ ่ วันพุธที่ 22 กันยายน ทีผ ่ า่ นมา วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย เนือ ่ งจากใน

้ ป เวลานีผ ู ้ ระกอบการภาคการเกษตรของไทยเข้าไปลงทุน ิ ก ับอุปสรรคในด้านการ ในลาวเป็นจานวนมาก แต่ตอ ้ งเผชญ ติดต่อก ับทางการหลายๆ สว่ น ทาให้การลงทุนไม่ราบรืน ่ ึ ษาดูวา่ จะสามารถชว ่ ยเหลือ อย่างทีค ่ ด ิ จึงได้ไปศก ้ ผูป ้ ระกอบการของไทยได้อย่างไรบ้าง คณะวิจัยใชเวลา ึ ษาและลงพืน ิ ค ้าเกษตร 8 ประมาณ 1 ปี ในการศก ้ ทีเ่ ก็บข ้อมูลสน ิ ค ้าทีน รายการ โดยพิจารณาจากสน ่ ักลงทุนจากไทยเข ้าไปลงทุน ั ว์ ข ้าวโพด อยูแ ่ ละมีศักยภาพทีน ่ ่าลงทุน ได ้แก่ ข ้าวโพดเลีย ้ งสต หวาน ถั่วเหลือง มันสาปะหลัง อ ้อยโรงงาน กาแฟ ยางพารา และ ไม ้ยูคาลิปตัส ิ ค ้าเกษตรทีม ข ้าวโพดหวานเป็ นอีกหนึง่ สน ่ ศ ี ักยภาพในแง่การ สง่ ออกหากย ้ายฐานการผลิตไปทีป ่ ระเทศลาว เพราะนอกจากการ ่ หภาพยุโรปไม่ต ้องเสย ี ภาษี การสง่ ออกจากประเทศ สง่ ออกสูส ไทยยังถูกตัง้ กาแพงภาษี ตอ ่ ต ้านการทุม ่ ตลาด (เอดี) ข ้อมูลจาก ไอทีดรี ะบุวา่ ไทยเป็ นประเทศทีเ่ ข ้าไปลงทุนในลาวมากทีส ่ ด ุ มูลค่าการลงทุนระหว่างปี 2549-2551 ตามมาด ้วยจีนเป็ นอันดับ 2 ด ้านดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสปป. ลาวเป็ นประเทศทีน ่ ่าลงทุนทีส ่ ด ุ เมือ ่ เทียบกับกัมพูชาและ เวียดนาม เพราะมีสถานะทางการเงินทีแ ่ ข็งแกร่ง อยูท ่ า่ มกลาง ตลาดขนาดใหญ่ ทัง้ จีน ไทย เวียดนาม และกัมพูชา โดยใน อนาคตลาวจะกลายเป็ น Land Link ทีส ่ าคัญในภูมภ ิ าค การ ลงทุนในลาวจะเป็ นการลงทุนเพือ ่ สง่ ออกไปยังประเทศเพือ ่ นบ ้าน มากกว่าการผลิตขายภายในประเทศ นอกจากนีล ้ าวยังมี ้ ้ ทรัพยากรน้ าและทีด ่ น ิ ทีอ ่ ด ุ มสมบูรณ์ ซงึ่ ยังไม่มก ี ารนามาใชให เกิดประโยชน์อก ี เป็ นจานวนมาก และลาวเป็ นประเทศทีไ่ ด ้รับ ิ ธิพเิ ศษต่างๆ ทางด ้านการค ้าจากองค์การสหประชาชาติใน สท ฐานะประเทศด ้อยพัฒนาทีส ่ ด ุ …อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view= article&id=42632:2010-09-27-02-26-39&catid=90:2009-02-08-11-2434&Itemid=425

ั หลังของชาติ - สาระสาคัญคือ การสง่ ออกถือเป็ นกระดูกสน วิกฤตค่าเงินบาทขณะนีถ ้ อ ื ว่าเป็ นเหตุการณ์ไม่ปกติ ขอให ้ ภาครัฐชว่ ยปรับลดอัตราดอกเบีย ้ ผ่อนคลายระเบียบให ้ ั พันธ์ให ้ สามารถจ่ายค่าระวางเรือเป็ น USD ได ้ ประชาสม ความรู ้กับSMEs ดูแลการไหลเข ้า-ออกเงินในตลาดหุ ้นไม่ให ้ เกิดการเกร็งกาไรสว่ นต่างของค่าเงิน สมาคมผู ้ผลิตอาหาร สาเร็จรูปให ้ความเห็นว่า ตลาด EU และ US มีปัญหาด ้าน ิ ค ้าไม่ได ้ เมือ เศรษฐกิจทาให ้ขึน ้ ราคาสน ่ ค่าเงินบาทแข็งยิง่ ทา ิ ค ้าเกษตรเป็ น long term ให ้รายรับลดลงอีก สน contract ขอให ้รัฐเร่งเข ้ามาชว่ ยเหลือ โดย fixed forward ิ ค ้าทีม rate สาหรับสน ่ ี Local content สูงอย่างน ้อย 5060%/ ขอให ้ดูแลค่าเงินบาทให ้มีเสถียรภาพ ขณะนี้ ราคา ิ ค ้าไทยสูงขึน ี เปรียบคูแ สน ้ ทุกวัน เสย ่ ข่งขันมาก /และดูแล ตลาดหุ ้น

'เอดีบ'ี ปร ับเป้าจีดพ ี ไี ทยปี นีโ้ ต 7% ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 29 ก.ย. 2553

นายสาธิต รังคสริ ิ ผู ้อานวยการสานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิ ดเผยว่า สศค. ได้มก ี ารปร ับเป้าหมายอ ัตรา การขยายต ัวเศรษฐกิจไทยปี 2553 ใหม่ เป็นเติบโตที่ ระด ับ 7.5% จากเดิมซงึ่ อยูท ่ ี่ 5.5% เมือ ่ มิถน ุ ายน 2553 ที่ ผ่านมา สว่ นอัตราเงินเฟ้ อปี 2553 นัน ้ อยูท ่ ี่ 3.4% ขณะทีใ่ น ่ ิ้ ปี น่าจะอยู่ สวนของอ ัตราแลกเปลีย ่ นคาดว่าเงินบาทในสน ื่ ว่า อ ัตราการ ทีร่ าว 30 บาท/ดอลลาร์สหร ัฐฯ ทงนี ั้ เ้ ชอ ่ งไตรมาส ขยายต ัวทางเศรษฐกิจ (จีดพ ี )ี ของไทยในชว 3/2553 ย ังคงเติบโตต่อเนือ ่ งจากไตรมาสก่อนหน้า นี้ โดยคาดว่าจะมีอ ัตราเติบโตในระด ับที่ 6% และในไตร มาส 4/2553 จะขยายต ัวประมาณ 3.3%

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 9


ี่ งเศรษฐกิจสาคัญทีย สาหรับปั จจัยเสย ่ ังต ้องจับตามอง ได ้แก่ 1. ภาวะเงินบาททีแ ่ ข็งค่า โดยเงินบาททีแ ่ ข็งค่าขึน ้ 1% จะมี ผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดพ ี )ี ประม���ณ 0.3% และมีผลกระทบต่อการสง่ ออก 0.4% 2.ปั จจัยการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาลไม่วา่ จะเป็ นการเลือกตัง้ ใหม่ การ ยุบพรรค และการเปลีย ่ นแปลงรัฐบาล และ 3.ภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศคูค ่ ้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ สหภาพ ยุโรป ญีป ่ น ุ่ และจีน ซงึ่ มูลค่าการสง่ ออกของไทยไปยัง ั สว่ นรวมกันถึง 60% ของมูลค่าการ ประเทศดังกล่าวมีสด สง่ ออกโดยรวม สถานการณ์คา่ เงินบาทตัง้ แต่ต ้นปี ทผ ี่ า่ นมาเงินบาทนัน ้ มีการ ิ้ ปี จะแตะ แข็งค่าขึน ้ แล ้วประมาณ 7.83% โดยคาดว่า ณ สน ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะทีป ่ ระเมินว่าเฉลีย ่ ทัง้ ปี 2553 ค่าเงินบาทจะอยูท ่ ี่ 31.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนีย ้ ังคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มี ิ้ ปี นี้ โอกาสจะปรับขึน ้ อัตราดอกเบีย ้ นโยบายได ้อีกจนถึงสน หลังจากแนวโน ้มเศรษฐกิจไทยฟื้ นตัวดีขน ึ้ รวมถึงการควบคุม ิ้ เงินเฟ้ อ โดยอาจจะปรับขึน ้ อีกครัง้ ละ 0.25% ซงึ่ จะทาให ้สน ปี อต ั ราดอกเบีย ้ นโยบายจะขึน ้ ไปอยูท ่ รี่ าว 2-2.25% จาก ปั จจุบน ั ซงึ่ อยูท ่ ี่ 1.75% และอาจเป็ น 3% ในปี 2554 ี (เอดีบ)ี ปร ับเป้าคาดการณ์จด ด้านธนาคารพ ัฒนาเอเชย ี ี พีของไทยปี 2553 เป็นโต 7% จากเดิมคาดไว้ทรี่ ะด ับ 4% โดยมองเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแข็งแกร่งได ้ในครึง่ ปี ่ เดียวกับเศรษฐกิจในภูมภ หลังต่อเนือ ่ งจากครึง่ ปี แรก เชน ิ าค ี มาที่ ี โดยปร ับคาดการณ์จด เอเชย ี พ ี ข ี องภูมภ ิ าคเอเชย 8.2% จากเดิม 7.5% ซงึ่ สูงกว่าปี กอ ่ นทีเ่ ติบโตระดับ 5.4% การปรับเพิม ่ คาดการณ์อต ั ราการขยายตัวของเศรษฐกิจใน ี ครัง้ นี้ ครอบคลุมถึง 44 ประเทศกาลังพัฒนาและกลุม เอเชย ่ ี แต่ไม่นับรวมญีป ประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ในเอเชย ่ น… ุ่ อ่านต่อคลิก

ิ ค ้าอาหารแปรรูป ทัง้ นีม ้ เี ป้ าหมายสาคัญเพือ ่ ยกระดับการผลิตสน สง่ ออกของไทยไปสหภาพยุโรป (อีย)ู ให ้ตรงกับความต ้องการ ของผู ้บริโภค ซงึ่ จะทาให ้ไทยขยายปริมาณและมูลค่าการ สง่ ออกไปยุโรปได ้อีกมากและเหนือกว่าคูแ ่ ข่งขัน โดยกลุม ่ ยังมีแผนทีจ ่ ะผลักดันประเทศไทยเป็ นฟูด วัลเล่ยข ์ อง ี น โดยในเร็วๆนีจ อาเซย ้ ะเปิ ดเว็บไซต์ thailandaseanfoodvalley.com โดยจะนาผลงานวิจัยของ ื่ ดังทั่วประเทศทีม มหาวิทยาลัยชอ ่ ก ี ารเรียนการสอนและ งานวิจัยด ้านวิศวกรรมอาหารมาขึน ้ เว็บไซต์ เพือ ่ ก่อให ้เกิดการ ิ ค ้าเชงิ พาณิชย์ จับคูก ่ บ ั ภาคธุรกิจนาไปต่อยอดในการผลิตสน ้ ขณะเดียวกันจะแนะนาให ้ผู ้ประกอบการได ้ใชประโยชน์ จาก ี น(อาฟต ้า)ในการนาวัตถุดบ ความตกลงเขตการค ้าเสรีอาเซย ิ ิ ค ้าทีม จากเพือ ่ นบ ้านมาแปรรูปเป็ นสน ่ น ี วัตกรรมและมีมล ู ค่าเพิม ่ ิ อาเซย ี น สูงกว่าคูแ ่ ข่งขันเพือ ่ สง่ ออกไปยังประเทศสมาชก รวมถึงภูมภ ิ าคอืน ่ ๆ อาทิ แทนทีจ ่ ะผลิตเป็ นปลากระป๋ อง ก็ผลิต เป็ นปลาบรรจุแคปซูล การผลิตสบูท ่ ท ี่ าจากข ้าว เป็ นต ้น "ใน ิ ค ้าอาหารสง่ ออกของไทยต ้องแข่งด ้วยนวัตกรรม อนาคตสน ความคิดสร ้างสรรค์ใหม่ๆ ทีไ่ ด ้มูลค่าเพิม ่ สูงตัง้ เป้ าหมายการ ิ ค ้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยในปี 2555 ที่ 1 สง่ ออกสน ิ ค ้าอาหาร 5 อันดับแรก ล ้านล ้านบาท และติดอันดับผู ้สง่ ออกสน ของโลก จากปั จจุบน ั อยูอ ่ น ั ดับ 7 โดยในปี 2552 ไทยสง่ ออก ิ ค ้าเกษตรและอาหารแปรรูปมูลค่าประมาณ 780,000 ล ้าน สน บาท และในปี นค ี้ าดจะสง่ ออกที่ 820,000 ล ้านบาท โดยค่าเงิน ี่ งสาคัญ ปั จจุบน บาทยังเป็ นปั จจัยเสย ั มีตลาดสาคัญที่ ั สว่ น 20-30% อียู 20-30% ญีป สหรัฐอเมริกาสด ่ น ุ่ 20% และ ี น… อ่านต่อคลิก ทีเ่ หลือเป็ นตลาดตะวันออกกลางและอาเซย

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view =article&id=42880:7&catid=101:2009-02-08-11-30-52&Itemid=440

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view =article&id=42872:21&catid=87:2009-02-08-11-23-26&Itemid=423

่ ออกอาหาร1ล้านล. ไทยเล็ง2 ปี สง

ทีม ่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่

29 ก.ย. 2553

ิ ฎ์ ลิม นายวิศษ ้ ประนะ ประธานกลุม ่ อุตสาหกรรมอาหาร ั ดาห์นต ส.อ.ท. เปิ ดเผยกับว่า ในปลายสป ี้ นและคณะจะเดินทาง

ไปศกึ ษาดูงานทีฟ ่ ด ู วัลเล่ย ์ หรือ "หุบเขาอาหาร" ณ สาธารณรัฐ ิ ค ้าอาหารที่ เนเธอร์แลนด์ ซงึ่ เป็ นศูนย์วจิ ัย และพัฒนาต่อยอดสน มีมล ู ค่าเพิม ่ ทีใ่ หญ่ทส ี่ ด ุ ในยุโรป เพือ ่ ขอคาแนะนาจาก ี่ วชาญและเพือ ผูเ้ ชย ่ นาเอาองค์ความรูแ ้ ละรูปแบบการ บริหารจ ัดการมาใชเ้ ป็นต้นแบบ และต่อยอดในการ ิ ค้าอาหารของไทย พ ัฒนาการผลิตสน

อุตฯลดค่าธรรมเนียม รง. 198 ล. ทีม ่ า: ประชาชาติ ธุรกิจ วันที่ 30 ก.ย. 2553 ั วุฒ ิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงอุตสาหกรรม นายชย เปิ ดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได ้ออกกฎกระทรวงยกเว ้น ค่าธรรมเนียมรายปี ให ้แก่ผู ้ประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ. 2553 โดยให ้ยกเว ้นค่าธรรมเนียมรายปี ตามพระราชบัญญัตโิ รงงาน พ.ศ. 2535 ทีจ ่ ะถึงกาหนดเรียกเก็บในวันที่ 1 ตุลาคม 255330 กันยายน 2554 แก่ผู ้ประกอบกิจการโรงงานจาพวกที่ 2 และจาพวกที่ 3 ทุกขนาด "เนือ ่ งจากทีผ ่ า่ นมาเกิดปั ญหาความไม่สงบจากการชุมนุมทาง การเมืองในหลายพืน ้ ที่ ดังนัน ้ การออกกฎกระทรวงยกเว ้น ค่าธรรมเนียมโรงงานเป็ นเวลา 1 ปี จะชว่ ยลดภาระของผู ้ ประกอบกิจการลงทุน ทัง้ นี้ โรงงานทั่วประเทศมีภาระต ้องชาระ ิ้ 83,434 โรงงาน รัฐสูญเสย ี รายได ้ ค่าธรรมเนียมรายปี ทงั ้ สน ประมาณ 198 ล ้านบาท"

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 10


ิ ค้าจ่อถูกมะก ันต ัด GSP เตือนสน

ทีม ่ า: มกอช วันทิ่ 30 ก.ย.

2553

ม.หอการค้าเผยค่าเงินบาทกระทบเกษตรกร ทีม ่ า: โพสต์ทเู ดย์ วันทิ่ 30 ก.ย. 2553

ค่าเงินบาทกระทบเศรษฐกิจภูมภ ิ าค โดยเฉพาะ ภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ เหตุการเกษตรเป็นหล ัก เร่ง ร ัฐบาลดูแลเงินบาทให้อยูใ่ นระด ับ 30 บาทต่อเหรียญ สหร ัฐ คาดเดือนพ.ย. เงินบาทแตะ 29 บาท และปี หน้า เห็น 28 บาทต่อเหรียญสหร ัฐ

นางสาววิบล ู ย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมการค ้าต่างประเทศ เปิ ดเผยว่า จากการตรวจสอบสถิตก ิ ารนาเข ้าสหรัฐฯ ในชว่ ง 5 ิ ค้าที่ เดือนของปี 2553 (มกราคม-พฤษภาคม) ปรากฏว่ามีสน

คาดว่ามีแนวโน้มนาเข้าเกินเพดานทีส ่ หร ัฐฯกาหนด จานวน ์ รินและ 5 รายการคือ เครือ ่ งประด ับทาจากโลหะเงิน เดกซท โมดิไฟด์สตาร์ชอืน ่ ๆ มะม่วงแปรรูป และแป้งข้าวเจ้า ซงึ่ หาก ยอดการสง่ ออกยังเพิม ่ ขึน ้ อย่างต่อเนือ ่ ง และเข ้าเงือ ่ นไขอย่างใด ิ ธิพเิ ศษ อย่างหนึง่ ซงึ่ สหรัฐฯกาหนด ก็อาจทาให ้สหรัฐฯ ตัดสท ิ ค ้าในกลุม ทางภาษี ศล ุ กากร (GSP) สน ่ นีไ ้ ด้ ์ รินและโมดิไฟด์สตาร์ชอืน ปั จจุบน ั เดกซท ่ ๆ ภาษี 0.7c/kg นาเข ้าจากไทย 12.48 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ สว่ นแบ่งตลาดของ ไทย 28.50% มะม่วงแปรรูป ภาษี 1.5 C/kg สหรัฐฯ นาเข ้าจาก ไทย 4.18 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ สว่ นแบ่งตลาดของไทย 31.11% และแป้ งข ้าวเจ ้า ภาษี 0.09c/kg สว่ นแบ่งตลาด 36.73% อย่างไรก็ตาม สาน ักงานผูแ ้ ทนการค้าสหร ัฐฯ (USTR) ได้ ออกประกาศ เพือ ่ เปิ ดการทบทวนโครงการ GSP สหร ัฐฯ ประจาปี 2553 โดยสามารถยืน ่ คาร้องเพือ ่ ขอยกเว้นเพดาน ่ ออกภายในว ันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 สง ิ ธิ GSP ไทย 2 ทัง้ นีใ้ นเดือนกรกฎาคม 2553 สหรัฐฯตัดสท ิ ค ้า รายการคือ กุ ้งปรุงแต่งและยางเรเดียลรถยนต์นั่ง เนือ ่ งจากสน ทัง้ สองสงออกเกินเพดานทีส ่ หรัฐฯกาหนด โดยกุ ้งปรุงแต่ง สง่ ออกสหรัฐไป 14.19 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 400 ล ้านบาท สูงเกินกว่าเพดานการสง่ ออก ทีส ่ หรัฐฯกาหนดให ้ มีสว่ นแบ่งไม่เกิน 50% แต่สว่ นแบ่งตลาดสูงถึง 65.63% ซงึ่ ี ภาษี นาเข ้าอัตรา 5% ขณะทีย ต ้องไปเสย ่ างเรเดียลในปี 2552 สง่ ออก 154.76 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ เกินเพดานขัน ้ สูงที่ กาหนดให ้ไม่เกิน 140 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ ทาให ้ยางเรเดียลของ ี ภาษี นาเข ้าในอัตร 4% อยูใ่ นขณะนี้ ไทยเสย

ั ผู ้อานวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ พลวิชย และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค ้าไทย เปิ ดเผยว่า จากปั ญหา ค่าเงินบาทแข็งค่าสง่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภูมภ ิ าค โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต ้ ค่อนข ้างมาก เนือ ่ งจากธุรกิจสว่ นใหญ่พงึ่ พาภาคการเกษตร เป็ นหลัก การทีค ่ า่ เงินบาทแข็งค่าขึน ้ จึงได ้รับผลกระทบ ค่อนข ้างมาก โดยโอกาสทีเ่ งินบาทจะแข็งค่ามาอยูท ่ รี่ ะดับ 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในชว่ งเดือนพ.ย. ก็มค ี วามเป็ นไป ได ้สูง รัฐบาลจึงต ้องพยุงให ้อยูใ่ นระดับที่ 30 บาทต่อเหรียญ สหรัฐไปจนถึงเดือนต.ค.ให ้ได ้ เพราะในระดับนีย ้ ังไม่กระทบ ต่อเศรษฐกิจมากนัก ขณะทีภ ่ าคกลางและในสว่ นของเขตกรุงเทพมหานคร ได ้รับ ผลกระทบค่อนข ้างน ้อย เนือ ่ งจากผู ้ประกอบการสว่ นใหญ่อยู่ ่ ในภาคอุตสาหกรรม มีความสามารถในการปรับตัวได ้ดี เชน การทาประกันค่าเงิน รวมทัง้ ยังคานวณค่าเงินไว ้ทีร่ ะดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐไว ้อยูแ ่ ล ้ว

ทัง้ นี้ ปั ญหาทีต ่ ้องการให ้ภาครัฐเข ้ามาจัดการอย่างเร่งด่วน ใน ภาคเกษตร คือ ต ้นทุนทางการเกษตรทีเ่ พิม ่ ขึน ้ จากราคาน้ ามัน และราคาปุ๋ย เพราะผู ้ประกอบการได ้รับผลกระทบจากค่าเงิน ิ ค ้าเกษตรลดลง แต่ต ้นทุนยังอยูใ่ นระดับสูง บาทมาก ราคาสน สว่ นภาคการผลิต ต ้องการให ้พัฒนาฝี มือแรงงาน และเร่ง ิ เชอ ื่ ให ้มากขึน ปล่อยสน ้ เพราะผู ้ประกอบการขาดสภาพคล่อง จากการทีค ่ า่ เงินบาทแข็งค่า … อ่านต่อคลิก http://www.posttoday.com

ร่างกรอบเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการ ี น โดย TFPA ตรวจสอบและร ับรองของอาเซย ั มนารับฟั ง สานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อต ุ สาหกรรมได ้จัดสม ความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกรอบเจรจาฯ เมือ ่ ิ ี้ เพือ วันที่ 28 กันยายน 2553 ณ โรงแรมสยามซต ่ ให ้ข ้อมูล และรับฟั งความเห็นต่อร่างฯ เพือ ่ ประมวลนาเสนอรัฐมนตรี เมือ ่ เห็นชอบจะนาเสนอรัฐสภาต่อไป โดยนโยบายรัฐบาล ปี 2551 เน ้นให ้อาเซยี นมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 11


สสว.หว ังใชเ้ อเปก สน ับสนุนเอสเอ็มอี ตงเครื ั้ อข่าย ธุรกิจ เปิ ดตลาดต่างแดน ทีม่ า: แนวหน ้า วันทิ่ 28 ก.ย. 2553

- ความเป็นมา ASEAN ก่อตัง้ ขึน ้ เมือ ่ ปี 2510 AFTA เกิดเมือ ่ ปี 2535 และมีการตัง้ คณะกรรมการทีป ่ รึกษาด ้านมาตรฐานและ ี น(ASEAN Consultative Committee for คุณภาพของอาเซย Standards and Quality-ACCSQ) เพือ ่ สง่ เสริมและอานวย ี น สนับสนุน ความสะดวกในการเปิ ดเสรีทางการค ้าในอาเซย ข ้อมูลและข ้อเสนอแนะด ้านมาตรฐานและการตรวจสองและ รับรอง ประกอบด ้วย (1) คณะทางาน(Working Group) 3 คณะ(ด ้านมาตรฐานและความตกลงยอมรับร่วม ด ้านการ รับรองระบบงานและการตรวจสอบและรับรอง ด ้านมาตรวิทยา เชงิ กฎหมาย) (2)คณะทางานด ้านผลิตภัณฑ์(Product Working Group) 8 คณะ(ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิกส ์ เครือ ่ งสาอาง ผลิตภัณฑ์อาหารสาเร็จรูป ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ ยาง ผลิตภัณฑ์ยา เครือ ่ งมือแพทย์ ยาแผนโบราณและ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) และ(3)คณะทางานเฉพาะกิจ(Task Force) - ร่างกรอบเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการ ี น โดยภาพรวมของทุกสาขา ตรวจสอบและร ับรองของอาเซย ี น เนือ ้ หาเป็ นไปตามกรอบความตกลงยอมรับร่วมของอาเซย ้ างสอดคล ้องกับระดับการพัฒนาขีดความสามารถ บังคับใชอย่ โดยคานึงถึงความสามารถความพร ้อมและมาตรการรองรับ ปั ญหาทีพ ่ บคือหลายประเทศยังขาดความพร ้อมทัง้ บุคลากรและ งบประมาณ - คณะทางานด้านผลิตภ ัณฑ์อาหารสาเร็จรูป (The Product Working Group on Prepared Foodstuff) วัตถุประสงค์ขจัดข ้อกาหนดทางเทคนิคทีเ่ ป็ น อุปสรรคทางการค ้าและอานวยความสะดวกในการเคลือ ่ นย ้าย ิ ค ้า ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารสาเร็จรูปทีม สน ่ ก ี ารผลิตและ ี น(ตอนที่ 16-23) โดยจะเลือก ค ้าขายภายในภูมภ ิ าคอาเซย ิ ค ้าทีจ ิ ค ้าทีเ่ กิดประโยชน์กบ สน ่ ะลงนามระหว่างคูภ ่ าคี เน ้นสน ั เศรษฐกิจของประเทศ ขอบข่ายทีจ ่ ะทาการปรับประสาน ข ้อกาหนดเทคนิคและMRA ได ้แก่ ฉลากอาหาร ระบบควบคุม อาหาร HACCP, Food Registration, Harmonization of Food Safety Standard, MRA สาหรับ Low risk products ความ คืบหน ้าการดาเนินงานตัง้ ASEAN Consultative Network แลกเปลีย ่ นข ้อมูลมาตรฐาน กฎ ระเบียบ/ ตัง้ คณะทางานด ้านการปรับประสาน ทบทวน วิเคราะห์ เปรียบเทียบกฎหมาย เน ้นFood Additive และ Contaminant/ ตัง้ คณะทางานการจัดทา MRA ี่ งตา่ ก่อน ซงึ่ ยังคัดเลือกไม่ เริม ่ กับอาหารกลุม ่ ทีม ่ ค ี วามเสย เสร็จ/ โครงการความร่วมมือEC-ASEAN ตัง้ ASEAN Reference Laboratories ระบุ infrastructure ทีจ ่ าเป็ นและสร ้างความ ื่ มั่นในผลการตรวจและทดสอบ เชอ

ั ดิ์ สุภสร ผู ้อานวยการสานักงานสง่ เสริมวิสาหกิจ นายยุทธศก ขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิ ดเผยว่า ในการประชุม รัฐมนตรีเอเปค เอสเอ็มอีครัง้ ที่ 17 ระหว่างวันที่ 2-3 ตุลาคมนี้ ั ฒ ิ บรรณว ัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ทีป ่ ระเทศญีป ่ น ุ่ นายชยวุ จะเป็นห ัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมเพือ ่ หารือเกีย ่ วก ับการ ผล ักด ันเอสเอ็มอีให้เป็นเครือ ่ งจ ักรในการข ับเคลือ ่ น เศรษฐกิจแทนผูป ้ ระกอบการรายใหญ่ พร ้อมกันนีจ ้ ะหารือ เกีย ่ วกับการอยูร่ อดของเอสเอ็มอีหลังวิกฤติเศรษฐกิจว่าจะมี แนวโน ้มอย่างไรสอดรับกับทิศทางของทุกประเทศทีอ ่ อกมา ประกาศว่าปี 2553ว่าพ ้นวิกฤติเศรษฐกิจแล ้ว "จากการเปิ ดเสรีทางการค ้า จาเป็ นต ้องสร ้างองค์ความรู ้ให ้กับ ื่ มโยงกับประเทศ เอสเอ็มอี และสร ้างเครือข่ายธุรกิจเพือ ่ เชอ เพือ ่ นบ ้าน ผลักดันให ้เอสเอ็มอีออกไปทาธุรกิจในต่างประเทศ ได ้ เพราะเอสเอ็มอีไม่สามารถออกไปทาธุรกิจลาพังในต่าง แดนได ้ การประชุมครัง้ นีจ ้ ะเสนอให ้ทีป ่ ระชุมเอเปคเอสเอ็มอี ้ ิ ค ้า ใชเกตเวย์ ของไทยจับคูธ ่ รุ กิจและให ้ไทยเป็ นแหล่งผลิตสน ป้ อนให ้ด ้วย" "จากวิกฤติเศรษฐกิจทีเ่ กิดขึน ้ สง่ ผลให ้เอสเอ็มอีในสหรัฐและ ยุโรปไม่สามารถแข่งขันในประเทศตัวเองได ้ ทาให ้เอสเอ็มอี สหรัฐพยายามเข ้าไปลงทุนในจีนมาแล ้ว แต่ไม่สาเร็จเพราะ แข่งขันสูง ขณะทีไ่ ทยต ้องการเป็ นศูนย์กลางการลงทุนรองรับ ้ สเตอร์ เอสเอ็มอีตา่ งชาติอยูแ ่ ล ้ว ทาให ้ไทยพร ้อมทีจ ่ ะใชคลั ี นเกตเวย์รองรับการทาธุรกิจร่วมกับ เอสเอ็มอีทม ี่ ี และอาเซย เอสเอ็มอีสหรัฐ ขณะเดียวกันจะชว่ ยสร ้างโอกาสให ้เอสเอ็มอี ไทยทาธุรกิจกับต่างชาติได ้มากขึน ้ "… อ่านต่อคลิก http://www.naewna.com/news.asp?ID=229772

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 12


ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข ้อมูลวันที่ 7,8,12,13,14,15,21,22 กันยายน 2553 ไม่มต ี วั เลขอัตราแลกเปลีย ่ น จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 13


ั ิ เข้าร่วมสมมนาเรื  ขอเชญ อ ่ ง ―Doing Business with the EU-EU Regulations on Food Additives and Novel Foods‖ ิ ค ้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได ้รับการประสานจากสานักงานคณะ ตามทีส ่ านักงานมาตรฐานสน ั มนาเรือ ผู ้แทนสหภาพยุโรป ประจาประเทศไทย เป็ นเจ ้า ภาพร่วมในการจัดสม ่ ง ―Doing Business with the EU-EU Regulations on Food Additives and Novel Foods‖ ในว ันพฤห ัสบดีท ี่ 14 ตุลาคม 2553 เวลา 09.00-16.30 น. ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพือ ่ เสริมสร ้างความรู ้ความเข ้าใจ เกีย ่ วกับกฎระเบียบว่าด ้วยสารปรุงแต่งอาหาร (Food Additives) และกฎระเบียบว่าด ้วยอาหารใหม่ (Novel Foods) ของสหภาพยุโรปแก่เจ ้าหน ้าทีภ ่ าครัฐทีเ่ กีย ่ วข ้องและผู ้ประกอบการภาคเอกชนของไทย โดยไม่ม ี ้ า ิ้ ค่าใชจ ่ ยใดๆ ทงส ั้ น ื่ พร ้อมสง่ แบบฟอร์มใบลงทะเบียน ดังเอกสารแนบ 3 และสง่ กลับไปยังโทรสาร 0 ทัง้ นี้ ขอได ้โปรดแจ ้งชอ 2748 7880 ภายในว ันที่ 7 ตุลาคม 2553 จักขอบคุณยิง่ หรือติด���่อสอบถามรายละเอียดเพิม ่ เติมติดต่อได ้ที่ คุณอมร โทร 02-7487881 ต่อ 117 ั ิ เข้าร่วมสมมนาเรื  ขอเชญ อ ่ ง ―ก้าวท ันมาตรการ AD สหร ัฐฯ‖ ในวันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2553 ณ ห ้อง ื่ พร ้อม ประชุมอาคารเอนกประสงค์ กรมการค ้าต่างประเทศ เวลา 9.00 - 12.00 น. ทัง้ นี้ ขอได ้โปรดแจ ้งชอ สง่ แบบฟอร์มใบลงทะเบียน ดังเอกสารแนบ 4 และสง่ กลับไปยังโทรสาร 02 547- 4741 ภายในว ันที่ 6 ตุลาคม 2553 จักขอบพระคุณยิง่ ั ิ เข้าร่วมการสมมนาเรื  ขอเชญ อ ่ ง ―มาตรการตอบโต้การทุม ่ ตลาด AD มาตรการตอบโต้การอุดหนุน ิ ค้าทีเ่ พิม ้ (SG) แก่วส (CVD) และมาตรการปกป้องการนาเข้าสน ่ ขึน ิ าหกิจขนาดกลางและขนาด ื่ ย่อม‖ วันที่ 19 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองค อร์ด กรุงเทพฯ ทัง้ นี้ ขอได ้โปรดแจ ้งชอ พร ้อมสง่ แบบฟอร์มใบลงทะเบียน ดังเอกสารแนบ 5 และสง่ กลับไปยังโทรสาร 02 547 4741

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 14


THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION Tel : (662) 261-2684-6 Fax : (662) 261-2996-7 www.thaifood.org E-mail: thaifood@thaifood.org Executive Director วิกรานต์ โกมลบุตร vikrant@thaifood.org Administrative Manager ลินดา เปลีย ่ นประเสริฐ linda@thaifood.org

Trade and Technical Manager

สุพัตรา ริว้ ไพโรจน์ supatra@thaifood.org

Head of Trade & Technical Division Fruit and Vegetable Products

วิภาพร สกุลครู vipaporn@thaifood.org Head of Trade & Technical Division Fisheries Products ชนิกานต์ ธนูพท ิ ักษ์ chanikan@thaifood.org

Trade and Technical Officer

นลินพรรณ อิม ่ สาระพางค์

สมาคมผูผ ้ ลิตอาหารสาเร็จรูป ขอขอบคุณเว็ปไซต์ ด ังต่อไปนี้

nalinpan@thaifood.org

1.

http://www.thannews.th.com

6. http://www.dailynews.co.th

วรวรรณ เมธีธาดา

2.

http://www.thairath.co.th

7. http://www.acfs.go.th

3.

http://www.bangkokbiznews.com

8. http://www.posttoday.com

4.

http://www.tnsc.com

9.http://www.matichon.co.th

5.

http://www.prachachat.net

worawan@thaifood.org

Data Management Office

ธนพร จุ ้ดศรี thanaporn@thaifood.org Commercial Relation Executive กัญญาภัค ชินขุนทด kanyaphak@thaifood.org

Administrator

วสุ กริง่ รู ้ธรรม vasu@thaifood.org ศิรณ ิ ีย ์ ถิน ่ ประชา sirinee@thaifood.org Accountant วิมล ดีแท ้ wimon@thaifood.org

เสนอข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ……………………………… ……………………………… ……………………………… ……………………………… ……………………………… ………………………

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 27 SEP-3 OCT 2010: ISSUE 16

Page 15


http://www.thaigov.go.th

ข่ า วที่ 01/09 วันที่ 28 กันยายน 2553

วันนี ้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้ องประชุมคณะรัฐมนตรี ชัน้ 2 สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล ์ นายอภิสทิ ธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็ นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนัน้ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบตั ิหน้ าที่โฆษกประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี และนายมารุ ต มัสยวาณิช รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ แถลงข่าวผลการประชุม คณะรัฐมนตรี สรุปสาระสําคัญได้ ดงั นี ้ กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรข้ าราชการ ซึง่ มี ตําแหน่งหน้ าที่ประจําอยูใ่ นต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. เรื่ อง ร่างพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 3. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงกํ าหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้ าราชการ พ.ศ. .... 4. เรื่ อง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่ อง การบริ จาคภาษี เงินได้ ตามมาตรา 58 และ การจัดสรรเงินสนับสนุนสมทบแก่พรรคการเมืองตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 เศรษฐกิจ 5. เรื่ อง 6. เรื่ อง 7. 8. 9. 10. 11.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

12.

เรื่ อง

13.

เรื่ อง

14.

เรื่ อง

15. 16.

เรื่ อง เรื่ อง

การบริ หารโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 การประกาศกําหนดสินค้ าและตัวแปรตามพระราชบัญญัตสิ ญ ั ญาซื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 เพิ่มเติม (สินค้ าและตัวแปร จํานวน 14 ประเภท) งบประมาณเพื่อสนับสนุนโรงเรี ยนอนุบาลทีปังกรรัศมีโชติเป็ นกรณีพิเศษ แผนการบริ หารหนี ้สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 โครงการจัดระบบการปลูกข้ าว การบริ หารโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2 5 5 5 (เพิ่มเติม) แนวทางการดําเนินการในการเสนอเรื่ องที่เกี่ยวกับการก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ การ เปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิ ของหน่วยงานต่าง ๆ การยกเว้ นการปฏิบตั ิตามมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดซื ้ออาหารเสริ ม (นม) โรงเรี ยน จากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) การจัดระบบการจัดซื ้ออาหาร เครื่ องบริ โภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหาร กระทรวง ยุตธิ รรม มาตรการสินเชื่อเพื่อเสริ มสภาพคล่องให้ แก่ผ้ ปู ระกอบการ SMEs ย่านราชประสงค์และ พื ้นที่ใกล้ เคียงที่ได้ รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง (ปรับปรุง เพิ่มเติม) โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2554 ของการประปาส่วนภูมิภาค รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้ างหนี ้เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวง การคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริมสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552


2 17.

เรื่ อง

18.

เรื่ อง

สังคม 19. เรื่ อง 20. 21.

เรื่ อง เรื่ อง

ผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั ิ การไทยเข้ มแข็ง 2555 ครัง้ ที่ 8/2553 ข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของสภาผู้แทนราษฎร และข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิ การวิสามัญพิจารณาศึกษาร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของวุฒิสภา มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถนะอากาศยานของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐ ขอสิทธิกําลังพลให้ แก่เจ้ าหน้ าที่ศนู ย์บญ ั ชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และ หน่วยในสายงาน

ต่ างประเทศ 22. เรื่ อง ความก้ าวหน้ ากรอบร่วมมือทวิภาคี ด้ านการจัดการทรัพยากรนํ ้าและสิง่ แวดล้ อมระหว่าง ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 23. เรื่ อง การขอความเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมการประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรี กลาโหมประเทศคูเ่ จรจา 24. เรื่ อง ผลการประชุมเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง ครัง้ ที่ 6 25. เรื่ อง กรอบการเจรจาเพื่อให้ ความเห็นชอบในหลักการต่อร่ างพิธีสารเสริ มว่าด้ วยการรับผิดและ การชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วยความปลอดภัยทางชีวภาพ 26. เรื่ อง การลงนามใน Memorandum of Understanding on the Implementation of the ASEAN Single Window Pilot Project 27. เรื่ อง การลงนามเอกสารโครงการเสริ มสร้ างประสิทธิ ภาพด้ านการสืบสวน การข่าวกรองและ การอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองต่อการลักลอบค้ ายาเสพติดและเคมีภณ ั ฑ์ สารตังต้ ้ น 28. เรื่ อง ร่างแผนปฏิบตั กิ ารร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสเปน 29. เรื่ อง การรับรองร่างเอกสารผลการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป ครัง้ ที่ 8 30. เรื่ อง การจัดทําข้ อตกลงการหารื อของเจ้ าหน้ าที่ระดับสูงด้ านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (ปี 2553-2557) 31. เรื่ อง กรอบการเจรจาในการรับรองพิธีสารนาโงยาว่าด้ วยการเข้ าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและ การแบ่งปั นผลประโยชน์ที่เกิดขึ ้นจากการใช้ ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียม และยุตธิ รรม เรื่องที่คณะรั ฐมนตรี รับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 32. เรื่ อง การค้ าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (มกราคม-สิงหาคม) 33. เรื่ อง สรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 32 34. เรื่ อง สรุปสถานการณ์อทุ กภัยเนื่องจากร่องมรสุมกําลังค่อนข้ างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 – 27 กันยายน 2553) 35. เรื่ อง รายงานผล การเสวนา เรื่ อง “ส่งออกอย่างไรในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า” และสรุ ป มาตรการช่วยเหลือผู้สง่ ออก


3 แต่ งตัง้ 36. เรื่ อง แต่งตัง้ 1. ขออนุมตั ิแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวง ยุตธิ รรม) 2. แต่งตังคณะกรรมการพั ้ ฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ เพิ่มเติม 3. การแต่งตังกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ ้า และการเกษตร 4. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุตธิ รรม) 5. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) 6. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวง การคลัง) 7. ขออนุมตั แิ ต่งตังกรรมการอื ้ ่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดนิ เพื่อเกษตรกรรม 8. แต่งตังกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แห่งชาติ 9. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หารระดับสูง (กระทรวง พาณิชย์) 10. แต่งตังข้ ้ าราชการ (กระทรวงแรงงาน) 11. ขออนุมตั แิ ต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ (กระทรวงคมนาคม) 12. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง (กระทรวง สาธารณสุข) 13. การแต่งตังข้ ้ าราชการประเภทบริ หาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 14. การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ ประเภทบริ หารระดับสูง (กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม) 15. การแต่งตังผู ้ ้ อํานวยการองค์การคลังสินค้ า (กระทรวงพาณิชย์) 16. แต่งตังกรรมการผู ้ ้ จดั การธนาคารอาคารสงเคราะห์ 17. แต่งตังกรรมการผู ้ ้ ช่วยรัฐมนตรี (สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ) 18. แต่งตังประธานกรรมการและกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสํานักงาน ส่งเสริ มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แห่งชาติ 19. แต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร) 20. การโอนข้ าราชการพลเรื อนสามัญมาแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งเลขาธิการสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง) 21. การแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย ******************************** กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี อย่างเป็ นทางการกับสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกครัง้ หนึง่ สํานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรื อวันที่มีการประชุม ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟั งได้ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจําจังหวัด และติดตามมติคณะรัฐมนตรี ที่สําคัญได้ ทางรายการ “เจาะลึก ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันอังคารในเวลา 21.00-22.00 น. “หากท่านใดประสงค์จะขอรับข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี สมัครได้ ทาง www.thaigov.go.th “


4 กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่ างระเบียบกระทรวงการคลังว่ าด้ วยเงินช่ วยเหลือการศึกษาของบุตรข้ าราชการ ซึ่งมีตําแหน่ งหน้ าที่ ประจําอยู่ในต่ างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการร่ างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตร ข้ าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหน้ าที่ ประจําอยู่ในต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ ส่ง คณะกรรมการตรวจสอบร่ า งกฎหมายและร่ า งอนุบัญญัติที่ เสนอคณะรั ฐ มนตรี ตรวจพิ จ ารณา สํ า หรั บความเห็ น ของ กระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับร่ างระเบียบดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่องบประมาณจึงให้ เชิญผู้แทนสํานักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้ าร่ วมชี ้แจงในคณะกรรมการตรวจสอบร่ างกฎหมายฯ ด้ วย แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า เนื่องจากได้ มีการประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษา ของบุตร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 ซึ่ง กํ า หนดให้ ข้าราชการซึ่งมี ตําแหน่ง หน้ า ที่ ประจํ าอยู่ในต่า งประเทศมี สิทธิ ได้ รับเงิ น สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรในกรณีจําเป็ นต้ องส่งบุตรไปศึกษาในสถานศึกษานอกประเทศที่ข้าราชการมีตําแหน่ง หน้ าที่ ประจํ าอยู่ จึงมีความจํ าเป็ นต้ องแก้ ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรของ ข้ าราชการซึ่งมีตําแหน่งหน้ าที่ประจําอยู่ในต่างประเทศ พ.ศ. 2535 เพื่อให้ สอดคล้ องกับบทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าว สาระสําคัญของร่ างระเบียบ 1. กํ า หนดให้ ข้าราชการซึ่งมีตําแหน่ง หน้ าที่ ประจํ าอยู่ในประเทศที่ ไม่มีสถานศึกษาที่ ได้ รับการรั บรอง มาตรฐานการศึกษาจากสถาบันรับรองมาตรฐานสากลหรื อเป็ นประเทศหรื อเมืองที่มีภาวะความเป็ นอยูไ่ ม่ปกติ ตามรายชื่อที่ กระทรวงการคลังกําหนดให้ มีสิทธิได้ รับเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตร สําหรับบุตรที่ศกึ ษาอยู่ในสถานศึกษานอกประเทศ ที่ข้าราชการผู้นนประจํ ั้ าการได้ ยกเว้ นสถานศึกษาที่ตงอยู ั ้ ่ในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริ กา ประเทศแคนาดา ประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศไทย ทัง้ นี ้ การกํ าหนดรายชื่อประเทศหรื อเมืองดังกล่าว ให้ เป็ นอํานาจของ กระทรวงการคลัง (ร่างข้ อ 3) 2. กําหนดให้ ส่วนราชการพิจารณาหากเห็นว่ามีเหตุผลความจําเป็ นและสมควรให้ ข้าราชการที่ประจําการ ในสหราชอาณาจักร สหรั ฐอเมริ กา ประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ได้ รับเงินช่วยเหลือ การศึก ษาบุตร สํ า หรั บบุตรที่ ศึก ษา ณ สถานศึก ษาในประเทศที่ ข้า ราชการประจํ า การได้ ตามระเบีย บนี ้ โดยได้ เสนอ กระทรวงการคลังพิจารณาอนุมตั เิ ป็ นการเฉพาะราย (ร่างข้ อ 3) 3. กําหนดให้ อตั ราการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรกรณีตามข้ อ 1 และข้ อ 2 ให้ เบิกจ่ายได้ ในอัตรา ร้ อยละห้ าสิบของจํานวนที่จ่ายจริ งตามที่สถานศึกษาเรี ยกเก็บ เฉพาะกรณีตามข้ อ 2 ต้ องไม่เกินอัตราร้ อยละห้ าสิบของ จํานวนเงินที่สถานศึกษาในประเทศที่ข้าราชการประจําการเรี ยกเก็บ (ร่างข้ อ 5) 2. เรื่อง ร่ างพระราชบัญญัตศิ ุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่ างพระราชบัญญัติศลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ ไขเพิ่มเติมอัตราโทษ จํานวน เงินในการงดการเรี ยกเก็บ และจํ านวนเงินเพิ่มที่ เรี ยกเก็บ) ที่กระทรวงการคลังแก้ ไขจากร่ างที่สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว โดยแก้ ไขอัตราโทษปรับตามมาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ ตามที่ได้ เคยเสนอแก้ ไขอัตราโทษ ปรับจาก “ปรับไม่เกินสี่เท่าราคาของซึง่ ได้ รวมค่าอากรไว้ ด้วยแล้ ว” เป็ น “ปรับไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งแต่ไม่เกินสี่เท่าราคาของซึง่ ได้ รวมค่าอากรไว้ ด้วยแล้ ว” โดยได้ กําหนดอัตราขันตํ ้ ่าไว้ และคงอัตราโทษจําคุกตามมาตรา 27 ไว้ ตามเดิม เป็ น “จําคุกไม่ เกินสิบปี ” แล้ วให้ สง่ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้ วเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป 3. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ พ.ศ. .... คณะรั ฐม���ตรี เห็ น ชอบร่ า งกฎกระทรวงกํ า หนดหลักเกณฑ์ และวิ ธี ก ารจัดการเงิ น ของกองทุน บํา เหน็ จ บํานาญข้ าราชการ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรี ชุดก่อนได้ มีมติอนุมตั ิหลักการและสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ พิจารณาแล้ ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ ดําเนินการต่อไปได้


5

พ.ศ. 2546

สาระสําคัญของร่ างกฎหมาย 1. ยกเลิก 1.1 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550

1.2 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ 1.3 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ 1.4 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ

(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 2. กําหนดคุณสมบัตขิ องสถาบันการเงินหรื อนิตบิ คุ คลที่ กบข. จะมอบหมายให้ จดั การเงินของกองทุนทังใน ้ ประเทศและต่างประเทศ โดยต้ องเป็ นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้ านการลงทุน มีผ้ บู ริ หารและทีมงานที่มีประสบการณ์ และ กําหนดข้ อห้ ามมิให้ สถาบันการเงินหรื อนิติบุคคลผู้ได้ รับมอบหมายให้ จดั การเงินของกองทุนนําเงินของกองทุนไปลงทุนใน ตราสารทุนและตราสารกึ่งหนี ้กึ่งทุนของตนเอง โดยให้ คณะกรรมการ กบข. เป็ นผู้กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้ องห้ าม เพิ่มเติม รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการคัดเลือกบริ ษัทจัดการกองทุน และค่าใช้ จ่าย ในการดําเนินการจัดการกองทุน 3. กําหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่กองทุนนําเงินของกองทุนไปลงทุนได้ โดยแยกเป็ นกลุ่มมัน่ คงสูงซึ่ง พระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้ าราชการ พ.ศ. 2539 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม กําหนดให้ ลงทุนไม่น้อยกว่าร้ อยละ 60 ของเงินกองทุนและกลุม่ หลักทรัพย์อื่น และกําหนดประเภทของธุรกรรมที่ให้ ทําได้ 4. เพิ่ ม เติ ม ประเภทของหลัก ทรั พ ย์ ที่ ก องทุ น สามารถลงทุ น ได้ ใ นส่ ว นของตราสารหนี ้ หน่ ว ยลงทุ น ตราสารสิทธิ และการทําธุรกรรม 5. ให้ อํานาจคณะกรรมการ กบข. กําหนดให้ มีการลงทุนในหลักทรัพย์ตา่ งจากที่กําหนดได้ สําหรับการลงทุน ต่างประเทศ โดยวงเงินลงทุนต่างประเทศต้ องไม่เกินร้ อยละ 25 ของเงินกองทุน 6. ให้ อํานาจคณะกรรมการ กบข. ในการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ กองทุนรับชําระหนี ้ด้ วยทรัพย์สิน อื่นที่มิใช่หลักทรัพย์ที่กฎกระทรวงกําหนดให้ ลงทุนได้ กรณีที่ผ้ อู อกตราสารหรื อลูกหนี ้ผิดนัดชําระหนี ้ 4. เรื่ อง ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่ อง การบริ จาคภาษี เงินได้ ตามมาตรา 58 และการจัดสรรเงิน สนับสนุนสมทบแก่ พรรคการเมืองตามมาตรา 76 แห่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่ าด้ วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรี รับทราบความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่ อง การบริ จาคภาษี เงินได้ ตามมาตรา 58 และ การจัดสรรเงินสนับสนุนสมทบแก่พรรคการเมืองตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2550 ตามที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ข้ อเท็จจริง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีการายงานว่า 1. สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตังได้ ้ ขอให้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ ความเห็นในปั ญหา ข้ อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตังจะดํ ้ าเนินการจัดทําประกาศที่เกี่ยวข้ องกับแนวทางการ ปฏิบตั ติ ามมาตรา 58 มาตรา 76 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ซึง่ เป็ นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการบริ จาคภาษี เงินได้ บคุ คลธรรมดาและการจัดสรรเงินสนับสนุนสมทบแก่พรรคการเมือง และ การให้ พรรคการเมืองที่ได้ รับเงินสนับสนุนต้ องจัดทําแผนการดําเนินงานและแผนการใช้ จ่ายเงิน 2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) พิจารณาแล้ วเห็นว่า 2.1 พระราชบัญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยพรรคการเมื อ ง พ.ศ. 2550 ได้ กํ า หนดให้ กรมสรรพากรโอนเงินบริ จาคภาษี ตามมาตรา 58 ให้ แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อโอนเงินบริ จาคนันต่ ้ อไปให้ พรรคการเมืองที่ ได้ รับบริ จาค เงินบริ จาคตามมาตรา 58 ดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้ บงั คับมาตรา 77 ซึ่งกํ าหนดให้ พรรค การเมื อ ง ที่ ไ ด้ รั บ การสนับ สนุน รายปี ตามมาตรา 75 และเงิ น สนับ สนุน สมทบตามมาตรา 76 ต้ อ งจัด ทํ า แผนการ ดําเนินงานและแผนการใช้ จ่ายเงินตามมาตรา 87 ดังนัน้ พรรคการเมืองที่ได้ รับเงินบริ จาคภาษี ตามมาตรา 58 จึงไม่ต้อง จัดทําแผนการดําเนินงานและแผนการใช้ จ่ายเงินตามมาตรา 87 การที่สํานักงานคณะกรมการการเลือกตังกํ ้ าหนดเงื่อนไขใน การที่พรรคการเมืองจะมาขอรับเงินบริ จาคภาษี วา่ พรรคเมืองต้ องจัดทําแผนการใช้ จ่ายเงินตามมาตรา 87 ก่อน กองทุนเพื่อ


6 การพัฒนาพรรคการเมืองจึงจะโอนเงินบริ จาคให้ แก่พรรคการเมืองนัน้ จึงไม่น่าจะชอบด้ วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วยพรรคการเมืองฯ 2.2 ในกรณีที่พรรคการเมืองใดสิ ้นสภาพ เลิก หรื อยุบพรรคการเมืองก่อนที่กองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมืองจะโอนเงินบริ จาคภาษี ให้ แก่พรรคการเมืองนัน้ กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจึงต้ องโอนเงินนัน้ กลับคืนเป็ นรายได้ แผ่นดิน สําหรับกรณี ที่พรรคการเมืองไม่แสดงเจตนาขอรับเงินบริ จาคภาษี ย่อมเกิดขึ ้นมิได้ เนื่องจาก มาตรา 58 ได้ กําหนดให้ กองทุนเพื่อการพัฒ นาพรรคการเมื องโอนเงิ นบริ จาคภาษี ต่อให้ พรรคการเมื องที่ ได้ รับบริ จาค กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจึงมีหน้ าที่ต้องโอนเงินบริจาคนันให้ ้ แก่พรรคการเมืองซึง่ เป็ นผู้มีกรรมสิทธิ์ในเงินบริ จาค นัน้ ในกรณีที่พรรคการเมืองโอนหรื อส่งคืนเงินบริจาคให้ แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาการพรรคการเมือง ก็ต้องถือว่า เงินบริ จาค นัน้ เป็ นเงินที่มีผ้ ูมอบให้ เพื่อสมทบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองซึ่งต้ องตกเป็ นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรค การเมืองตามมาตรา 73 (8) แห่งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วยพรรคการเมืองฯ เศรษฐกิจ 5. เรื่ อง การบริหารโครงการภายใต้ แผนปฏิบัตกิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 คณะรัฐมนตรี รับทราบและอนุมตั ติ ามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทัง้ 5 ข้ อ ดังนี ้ 1. รับทราบวงเงินเหลือจ่ายภายใต้ พระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ าง ความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (พระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ) และให้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการ ที่ยงั ไม่ได้ รวบรวมหรื อรายงานวงเงินเหลือจ่ายไม่ครบถ้ วนเร่งดําเนินการแจ้ งวงเงินเหลือจ่ายมาที่กรมบัญชีกลางโดยด่วน 2. อนุมตั ิให้ ดําเนินโครงการใหม่ภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 จํานวน 17 โครงการ วงเงินรวม 5,621.24 ล้ านบาท และอนุมตั ิการจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ให้ แก่ โครงการที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ใิ ห้ ดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 และอยู่ภายใต้ วตั ถุประสงค์สาขา เศรษฐกิจ และกรอบวงเงินตามกรอบการใช้ จ่ายเงินกู้เสนอต่อรัฐสภาตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 5,743.24 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ ในกรณีโครงการใดเข้ าข่ายต้ องดําเนินการตามขันตอนของระเบี ้ ยบและกฎหมายใด ให้ หน่วยงาน เจ้ าของโครงก���รดําเนินการตามขันตอนของระเบี ้ ยบและกฎหมายที่เกี่ยวข้ องโดยเคร่งครัดต่อไปด้ วย 3. อนุมตั ิการขยายระยะเวลาลงนามในสัญญา การจัดสรรเงินและการดําเนินโครงการ หากหน่วยงาน เจ้ าของโครงการไม่สามารถดําเนินโครงการได้ ทนั เห็นควรให้ ยกเลิกวงเงินที่จดั สรรให้ โครงการและนํามารวมเป็ นวงเงินหลือ จ่ายต่อไป 4. อนุมตั กิ ารจัดสรรเงินสํารองจ่ายสําหรับโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 4.1 โครงการ Creative Green Park ขององค์การบริ หารการพัฒนาพื ้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) สํานักนายกรัฐมนตรี (นร.) วงเงิน 76.8085 ล้ านบาท 4.2 โครงการของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (คค.) วงเงิน 710.35 ล้ านบาท 4.3 โครงการเสริ มสร้ างประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้ าราชการในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ของสํานักงานคณะกรรมการข้ าราชการพลเรื อน วงเงิน 85.76 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ โครงการที่ไม่สามารถดําเนินการให้ แล้ วเสร็ จภายในเดือนธันวาคม 2553 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบตั ิในการจัดสรรเงินสํารองจ่ายสําหรับโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 ที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 เห็นสมควรผ่อนผันให้ แล้ วเสร็ จในปี งบประมาณ 2554 5. อนุมตั ิการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 โดยให้ หน่วยงานจะต้ องส่งข้ อมูลให้ สํานักงบประมาณ พิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงินซึง่ รวมถึงแผนปฏิบตั ิงานและแผนการใช้ จ่ายเงิน ให้ แล้ วเสร็ จภายใน 15 วันทําการ หลังจากคณะรัฐมนตรี อนุมตั ิการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ และ สํานัก งบประมาณจะดําเนินการอนุมตั ิภายใน 15 วันทําการ โดยหลังจากได้ รับอนุมตั ิแล้ ว หน่วยงานจะต้ องลงนามในสัญญาให้ แล้ วเสร็จภายใน 15 วันทําการ 6. เรื่ อง การประกาศกําหนดสินค้ าและตัวแปรตามพระราชบัญญัติสัญญาซือ้ ขายล่ วงหน้ า พ.ศ. 2546 เพิ่มเติม (สินค้ าและตัวแปร จํานวน 14 ประเภท)


7 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการกําหนดสินค้ าและตัวแปรตามพระราชบัญญัติสญ ั ญาซื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 เพิ่มเติม รวม 14 ประเภท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้ แก่ 1. กลุม่ โลหะมีคา่ ได้ แก่ เงิน แพลทินมั 2. กลุม่ โลหะอื่น ได้ แก่ ทองแดง สังกะสี เหล็ก อะลูมิเนียม และดีบกุ 3. กลุม่ สินทรัพย์อื่น ได้ แก่ ถ่านหิน ก๊ าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และพลาสติก 4. กลุม่ ตัวแปร ได้ แก่ ค่าระวาง คาร์ บอนเครดิต และดัชนีสนิ ค้ าโภคภัณฑ์ เพื่อคณะกรรมการกํากับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) จะได้ ประกาศกําหนดต่อไป ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงการคลังรับข้ อเสนอแนะของกระทรวงพลังงานที่เห็นว่า ในอนาคตหากจะมีการออกสัญญาซื ้อขายสัญญา ซื ้อขายล่วงหน้ าสินค้ าดังกล่าว ทางสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ควรประสานหารื อกับ กระทรวงพลัง งานด้ ว ย เพราะอาจมี ผลกระทบต่อราคาก๊ า ซธรรมชาติและไฟฟ้าของผู้ที่ ซือ้ สิน ค้ า ไปใช้ ป ระโยชน์ (เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม) หากไม่มี การกํ าหนดหลักเกณฑ์ ที่เป็ นธรรม ไปพิจารณาประสานดําเนิ นการในส่วนที่ เกี่ยวข้ องต่อไปด้ วย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า 1. สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สํานักงาน ก.ล.ต.) ได้ เสนอรายชื่อสินค้ า และตัวแปรตามพระราชบัญญัติสญ ั ญาซื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 เพิ่มเติมจํานวน 14 ประเภท ให้ กค.พิจารณานําเสนอ คณะรัฐมนตรี เพื่อให้ ความเห็นชอบ 2. พระราชบัญญัติสัญญาซือ้ ขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 มี การกํ าหนดประเภทของสินค้ าและตัวแปรไว้ จํานวนน้ อย (สินค้ า 3 ประเภท ได้ แก่ หลักทรัพย์ ทองคํา นํ ้ามันดิบ และตัวแปร 4 ประเภท ได้ แก่ อัตราแลกเปลี่ยน อัตรา ดอกเบี ้ย ดัชนีทางการเงิน ดัชนีกลุ่มหลักทรัพย์ ) ส่งผลให้ เกิดการใช้ ช่องว่างของกฎหมายให้ มีการซื ้อขายสัญญาซื ้อขาย ล่วงหน้ า ที่อ้างอิงกับสินค้ าและตัวแปรที่กฎหมายไม่ได้ กําหนดไว้ ซึ่งทําให้ การกระทําดังกล่าวไม่ได้ อยู่ภายใต้ กฎหมายว่า ด้ วยสัญญาซื ้อขายล่วงหน้ าและทําให้ ไม่มีหน่วยงานในการกํากับดูแล อย่างไรก็ดีบทบัญญัติของกฎหมายได้ กําหนดให้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สามารถประกาศเพิ่มเติมประเภทสินค้ าและตัวแปรได้ 3. สํานักงาน ก.ล.ต.ได้ ประสานงานกับบริ ษัท ตลาดอนุพนั ธ์ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เพื่อพิจารณา คัดเลือกสินค้ าและตัวแปรที่เห็นว่ามีความต้ องการในภาคธุรกิจและศักยภาพในการนําการเปิ ดการซื ้อขายสัญญาซื ้อขาย ล่วงหน้ าได้ ในอนาคต โดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครัง้ ที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 3 มิถนุ ายน 2553 ได้ มีมติเห็นชอบให้ สํานักงาน ก.ล.ต. นําเสนอสินค้ าและตัวแปร จํ านวน 14 ประเภทดังกล่าวต่อ กค. เพื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะ รัฐมนตรี ในการกําหนดให้ เป็ นสินค้ าและตัวแปรตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสญ ั ญาซื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 รวม 14 ประเภท 4. การประกาศเพิ่มเติมประเภทสินค้ าและตัวแปรทัง้ 14 ประเภทนันจะส่ ้ งผลให้ การซื ้อขายสัญญาซื ้อขาย ล่วงหน้ าที่อ้างอิงกับสินค้ าและตัวแปรเหล่านี ้มีหน่วยงานกํากับดูแลตามกฎหมาย คือ สํานักงาน ก.ล.ต.และศูนย์ซื ้อขาย สัญญาซื ้อขายล่วงหน้ าที่ได้ รับใบอนุญาตจะสามารถเปิ ดให้ มีการซื ้อขายล่วงหน้ าที่อ้างอิงกับสินค้ าและตัวแปรดังกล่าวไว้ เพื่ อ ป้ องกัน การมี ก ารซื อ้ ขายที่ เ ป็ นการทั่ว ไป และไม่ อ ยู่ภ ายใต้ ก ารบัง คับ ใช้ ข องกฎหมาย โดยตามมาตรา 67 แห่ ง พระราชบัญญัตซิ ื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 ก่อนที่จะเปิ ดให้ มีการซื ้อขายศูนย์ซื ้อขายสัญญาซื ้อขายล่วงหน้ าจะต้ องยื่นแบบ และ ข้ อความของสัญญาซื ้อขายล่วงหน้ า (contract specification) เพื่อขอความเห็นชอบในสาระสําคัญจาก สํานักงาน ก.ล.ต. ซึง่ สํานักงาน ก.ล.ต.มีแนวทางการพิจารณาจากปั จจัยต่าง ๆ เช่น ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปริ มาณการทํา ธุรกรรมในตลาดปั จจุบนั ความต้ องการของผู้ร่วมตลาด ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้ อมูลซื ้อขาย มาตรการป้อง ปรามการกระทําอันไม่เป็ นธรรมต่าง ๆ และผลสํารวจความเห็นจากผู้ร่วมตลาด เป็ นต้ น ซึง่ จะเป็ นการคุ้มครองผลประโยชน์ ของผู้ลงทุนใน อีกทางหนึง่ 5. สินค้ าและตัวแปรที่เสนอดังกล่าวมีปริ มาณการทําธุรกรรมในประเทศรองรับและภาคเอกชนยังมีการ ซื ้อขายนอกตลาด (OTC) และซื ้อขายล่วงหน้ าในตลาดต่างประเทศอยู่แล้ ว จึงมีศกั ยภาพที่จะนํามาเปิ ดให้ ซื ้อขายในไทยได้ ซึง่ จะเป็ นการผลักดันให้ ตลาดทุนไทยมีสินค้ าทางการเงินที่หลากหลายเพื่อเป็ นทางเลือกให้ แก่นกั ลงทุนมากยิ่งขึ ้น สําหรับ ตลาดต่างประเทศที่มีการซื ้อขายล่วงหน้ าสินค้ าและตัวแปรอ้ างอิงเหล่านี ้ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริ กา อินเดีย และ ญี่ปนุ่ เป็ นต้ น โดยแนวทางการกําหนดสินค้ าและตัวแปรใหม่ของตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็ นไปตามความต้ องการ ของตลาดโดยความเห็นชอบขององค์กรกํากับดูแลไม่ได้ ถกู จํากัดขอบเขตไว้ โดยกฎหมาย


8 6. การประกาศกํ าหนดสินค้ าและตัวแปรเพิ่มเติมนีเ้ ป็ นเพียงขันตอนการสร้ ้ างความชัดเจนให้ กับผู้ร่วม ตลาดและผู้ที่เกี่ยวข้ องในการพิจารณาโอกาสทางธุรกิจ ยังไม่สามารถนําสินค้ าหรื อตัวแปรเหล่านี ้มาซื ้อขายล่วงหน้ าได้ ทนั ที แต่จะต้ องมีการส���ารวจความต้ องการใช้ งานและความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้ องก่อน ซึง่ ในทางปฏิบตั ิจะไม่สามารถเจรจากับ ผู้ที่เกี่ยวข้ องในภาคเอกชนได้ หากภาครัฐไม่มีความชัดเจนในเชิงนโยบายที่จะเปิ ดให้ มีการซื ้อขายสัญญาซื ้อขายล่วงหน้ าที่ อ้ างอิงสินค้ าและตัวแปรดังกล่าว ดังนัน้ กค.จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ ความเห็นชอบในการกําหนดสินค้ าและตัวแปร ตามพระราชบัญญัติสญ ั ญาซื ้อขายล่วงหน้ า พ.ศ. 2546 เพิ่มเติม จํานวน 14 ประเภทที่กล่าวข้ างต้ น เพื่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะได้ ประกาศกําหนดต่อไป 7. เรื่ อง งบประมาณเพื่อสนับสนุนโรงเรี ยนอนุบาลทีปังกรรัศมีโชติเป็ นกรณีพเิ ศษ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการให้ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ในวงเงิน 70,800,000 บาท เพื่อเป็ นค่าใช้ จ่ายในการก่อสร้ างอาคารเรี ยน อาคาร หอประชุ ม เพิ่ ม เติ ม รวม 3 หลั ง และปรั บ ปรุ ง ภู มิ ทั ศ น์ โ รงเรี ย นอนุ บ าลที ปั งกรรั ศ มี โ ชติ เ ป็ นกรณี พิ เ ศษ ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้ อบังคับ และมติ คณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้ อง รวมทังระเบี ้ ยบว่าด้ วยการบริ หารงบประมาณ พ.ศ. 2548 และที่แก้ ไขเพิ่มเติมต่อไป ซึง่ เป็ นไปตามความเห็นของสํานักงบประมาณ 8. เรื่ อง แผนการบริหารหนีส้ าธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกํ ากับการ บริหารหนี ้สาธารณะ เสนอ ทัง้ 4 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมตั ิแผนการบริ หารหนี ้สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 ประกอบด้ วย 3 แผนงานย่อย ได้ แก่ 1. แผนการก่อหนี ้ใหม่ 2. แผนการปรับโครงสร้ างหนี ้ 3. แผนการบริหารความเสี่ยง 2. อนุมตั ิการกู้เงินและการคํ ้าประกันเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจภายใต้ กรอบวงเงินของแผนการบริ หารหนี ้สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 3. อนุมตั ใิ ห้ กระทรวงการคลังเป็ นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการ กู้เงิ นและการคํา้ ประกันในแต่ละครัง้ ได้ ตามความเหมาะสมและจําเป็ น ภายใต้ แผนการบริ หารหนี ส้ าธารณะ ประจํ าปี งบประมาณ 2554 แต่หากรัฐวิสาหกิจสามารถดําเนินการกู้เงินได้ เอง ก็ให้ สามารถดําเนินการได้ ตามความเหมาะสมและ จําเป็ นของรัฐวิสาหกิจนันๆ ้ 4. อนุมตั ิให้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังหรื อผู้ที่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็ นผู้ลง นามผูกพันการกู้เงินและหรื อการคํ ้าประกันเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้ อง ทังนี ้ ้ กระทรวงการคลังจะรายงานผลการดําเนินการ ตามแผนการบริ หารหนี ้สาธารณะดังกล่าวตามที่กําหนดไว้ ในพระราชบัญญัติการบริ หารหนี ้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่ แก้ ไขเพิ่มเติมและระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยการบริ หารหนี ้สาธารณะ พ.ศ. 2549 สาระสําคัญของเรื่ อง รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกํากับการบริ หารหนี ้สาธารณะรายงานว่า 1. คณะกรรมการนโยบายและกํากับการบริ หารหนี ้สาธารณะได้ ประชุม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ได้ พิจารณาเห็นชอบแผนการบริ หารหนี ้สาธารณะประจําปี งบประมาณ 2554 ดังนี ้ 1.1 แผนการบริ หารหนี ้สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 มีวงเงินดําเนินการรวมทังสิ ้ ้น 1,296,427.90 ล้ านบาท ประกอบด้ วยแผนงานย่อย 3 แผนงาน ได้ แก่

1. 2

.

2. 2.

1. 1.

รายการแผน แผนการก่อหนี ้ใหม่ รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ แผนการปรับโครงสร้ างหนี ้ รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ

วงเงิน ในประเทศ ต่างประเทศ 550,277.70 57,250.10 489,948.00 52,800.00 60,329.70 4,450.10 608,900.10 501,796.56 107,103.54 -

รวม 607,527.80 542,748.00 64,779.80 608,900.10 501,796.56 107,103.54


9 3 . รวม

(1

แผนการบริ หารความเสี่ยง 80,000.00 + 2 -

80,000.00 1,296,427.90

โดยในการจัดทําแผนการบริหารหนีส้ าธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 มีกรอบการพิจารณา ดังนี ้ 1) นโยบายของรัฐบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้ อง 2) หลักเกณฑ์การพิจารณาความต้ องการกู้เงินและบริหารหนี ้เพื่อบรรจุในแผนฯ 3) สภาพคล่องในระบบการเงิน 1.2 แผนการบริ หารหนี ้สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 มีข้อมูลและผลที่คาดว่าจะได้ รับจาก การดําเนินการสรุปได้ ดงั นี ้ 1.2.1 แผนการก่ อหนีใ้ หม่ (1) การก่ อหนีใ้ หม่ ของรัฐบาล (วงเงินรวม 542,748 ล้ านบาท) จําแนกเป็ น 1) หนี ้ในประเทศ : วงเงิน 480,000 ล้ านบาท 2) หนี ้ต่างประเทศ : วงเงิน 52,800 ล้ านบาท 3) รัฐบาลกู้มาให้ ก้ ตู อ่ (ในประเทศ) : วงเงิน 9,948 ล้ านบาท (2) การก่ อหนีใ้ หม่ ของรัฐวิสาหกิจ (วงเงินรวม 64,779.80 ล้ านบาท) จําแนกเป็ น 1) หนี ้ในประเทศ : วงเงิน 60,329.70 ล้ านบาท และ 2) หนีต้ ่ างประเทศ : วงเงิน 4,450.10 ล้ านบาท 1.2.2 แผนการปรับโครงสร้ างหนี ้ (1) การปรับโครงสร้ างหนีข้ องรัฐบาล : หนีใ้ นประเทศ (วงเงิน 501,796.56 ล้ านบาท) (2) การปรับโครงสร้ างหนีข้ องรัฐวิสาหกิจ : หนีใ้ นประเทศ (วงเงิน 107,103.54 ล้ านบาท) 1.2.3 แผนการบริหารความเสี่ยง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้ นทุนและความเสี่ยงให้ อยู่ในระดับ เหมาะสม ตามหลักการในการบริหารความเสี่ยงหนี ้สกุลเงินต่างประเทศและหนี ้ในประเทศ ซึง่ คณะกรรมการฯ ได้ พิจารณา แล้ วเห็นควรให้ กําหนดกรอบวงเงินสําหรับการดําเนินการบริ หารความเสี่ยงในปี งบประมาณ 2554 ไว้ ที่ 80,000 ล้ านบาท โดยให้ กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจสามารถเลือกบริ หารความเสี่ยงตามความเหมาะสมของช่วงเวลาและสภาวะตลาด ณ เวลานัน้ ทังนี ้ ้ให้ กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจอาจปรับวิธีการบริ หารความเสี่ยงในแต่ละสัญญาเงินกู้ให้ แตกต่างจาก วิธี ที่ระบุไว้ ในแผนฯ เพื่อให้ สอดคล้ องกับสภาวะตลาด แต่ไม่เกินกรอบวงเงินตามที่คณะกรรมการฯ ได้ กําหนดไว้ 1.2.4 แผนการบริ ห ารจัด การหนี ข้ องรั ฐ วิ ส าหกิ จ ที่ ไ ม่ ต้ อ งขออนุม ัติ ภ ายใต้ ก รอบแผนฯ ในคราวประชุม ครั ง้ ที่ 2/2549 เมื่ อ วัน ที่ 2 มิ ถุน ายน 2549 คณะกรรมการฯ มี ม ติ ใ ห้ แ ยกกิ จ กรรมออกโดยไม่ ต้ อ ง ขออนุมัติ ภ ายใต้ ก รอบแผนการบริ ห ารหนี ส้ าธารณะแต่ ยัง คงต้ อ งดํา เนิ น การตามขัน้ ตอนการกู้เ งิ น อื่ น และรายงาน ให้ ค ณะกรรมการฯ และคณะรั ฐ มนตรี เ พื่ อ ทราบ 2. ผลที่ ค าดว่ า จะได้ รั บ จากการดํา เนิ น การตามแผนการบริ ห ารหนี ส้ าธารณประจํา ปี งบประมาณ 2554 2.1 ภาพรวมของหนี ้สาธารณะ ณ สิ ้นเดือนมิถนุ ายน 2553 มียอดหนี ้สาธารณะคงค้ าง 4,202,410.70 ล้ านบาท คิดเป็ นร้ อยละ 43.19 ของ GDP 2.2 แผนการบริ หารหนีส้ าธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 มีวงเงินดําเนินการ 1,296,427.90 ล้ านบาท ได้ แก่ (1) แผนการกู้เงินใหม่ 607,527.80 ล้ านบาท (2) แผนการปรับโครงสร้ างหนี ้ 608,900.10 ล้ านบาท โดย เป็ นการปรับโครงสร้ างหนี ้ในประเทศทังสิ ้ ้น และ (3) แผนการบริหารความเสี่ยง 80,000 ล้ านบาท 2.3 เมื่อรวมวงเงินการกู้เงินและบริ หารหนีข้ องรัฐวิสาหกิจที่ได้ รับยกเว้ นไม่ต้องอยู่ภายใต้ ก รอบ วงเงิน กู้ แ ละบริ ห ารหนี ้ของแผนฯ อีก จํ า นวน 117,355.26 ล้ า นบาท จะทํ า ให้ ว งเงิน ดํ า เนิน การบริ ห ารและจัด การ หนี ้สาธารณะ ในปี งบประมาณ 2554 มีวงเงินเท่ากับ 1,413,783.16 ล้ านบาท 2.4 กรอบวงเงินกู้ตามพระราชบัญญัตกิ ารบริ หารหนี ้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม ที่กําหนดให้ กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินดําเนินการได้ ยงั คงอยูภ่ ายใต้ กรอบที่กฎหมายกําหนด ดังนี ้ 2.4.1 การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ (มาตรา 21) กําหนดกรอบวงเงินกู้ไว้ ไม่เกินร้ อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ที่ใช้ บงั คับอยู่ในขณะนันและงบประมาณร���ยจ่ ้ ายเพิ่มเติม และร้ อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตงไว้ ั ้ สําหรับการชําระคืนเงินต้ น ซึง่ เท่ากับ 440,043.69 ล้ านบาท 2.4.2 การกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (มาตรา 22) กําหนดกรอบ เงินกู้ไว้ ไม่เกินร้ อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งเท่ากับ 207,000 ล้ านบาท


10 2.4.3 การคํ ้าประกันและการให้ ก้ ูต่อในประเทศแก่รัฐวิสาหกิจภายใต้ แผนการบริ หารหนี ้ สาธารณะ ประจําปี งบประมาณ 2554 มีรัฐวิสาหกิจเสนอขอให้ กระทรวงการคลังพิจารณาการคํ ้าประกัน และขอให้ กระทรวงการคลังกู้เป็ นเงินบาทมาให้ ก้ ูต่อวงเงินรวม 162,791.78 ล้ านบาท โดยมาตรา 28 และมาตรา 25(2) ให้ อํา นาจ กระทรวงการคลังคํ ้าประกันเงินกู้และให้ ก้ ูต่อเป็ นบาทในปี งบประมาณหนึ่งได้ ไม่เกินร้ อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่าย ประจําปี ที่ใช้ บงั คับอยูใ่ นขณะนันและงบประมาณรายจ่ ้ ายเพิ่มเติม ซึง่ เท่ากับ 414,000 ล้ านบาท 2.4.5 คาดการณ์ ร ะดับ หนี ส้ าธารณะต่อ GDP หากมีก ารดํา เนิน การตามแผนฯ ทัง้ หมด ณ สิ ้นปี งบประมาณ 2554 คาดว่าจะมีสดั ส่วนหนี ้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับร้ อยละ 43.8 และมีภาระหนี ้ต่อ งบประมาณ อยู่ในระดับร้ อยละ 10.1 2.4.6 ประมาณภาระหนี ต้ ่า งประเทศต่อ รายได้ จ ากการส่ง ออกสิน ค้ า และบริ ก าร (Debt Service Ratio: DSR) ในช่วงปี งบประมาณ 2554-2558 คาดการณ์ว่า DSR จะอยู่ที่ระดับร้ อยละ 0.23-0.51 โดยใน ปี งบประมาณ 2554 จะมีส ดั ส่ว นอยู ่ที ่ร้ อ ยละ 0.47 ซึ ่ง ไม่เ กิน ร้ อ ยละ 9 ตามที ่กํ า หนดในข้ อ 4 (3) ของระเบีย บ กระทรวงการคลังว่าด้ วยการบริ หารหนี ้สาธารณะ พ.ศ. 2549 2.4.7 การก่อหนี ้ใหม่ทงหมดจะสามารถระดมทุ ั้ นได้ เพียงพอต่อการใช้ จ่ายของภาครัฐ 2.4.8 การออกพันธบัตรจะมีปริมาณการออกพันธบัตรอย่างสมํ่าเสมอและเพียงพอ ที่จะสร้ างอัตราดอกเบี ้ยอ้ างอิง (Benchmark) เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ในประเทศได้ 9. เรื่ อง โครงการจัดระบบการปลูกข้ าว คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการโครงการจัดระบบการปลูกข้ าว ระยะเวลาโครงการปี 2554-2556 รวม 3 ปี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ สําหรับงบประมาณเพื่อดําเนินโครงการฯ ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 หาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นความสําคัญและจําเป็ นเร่ งด่วนที่จะดําเนินการ เห็นควรมอบหมายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง พิจารณาปรั บแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้ จ่ายงบประมาณที่ ได้ รับ โดยลดขนาดหรื อยกเลิกการดําเนินการที่ ไม่ สอดคล้ องกับแนวทางและวิธีการตามโครงการดังกล่าวเพื่อไปดําเนินการในโอกาสแรกก่อน สําหรับการดําเนินงานในปี งบประมาณ พ.ศ. 2555-2556 ให้ เสนอขอตังงบประมาณรายจ่ ้ ายประจําปี ให้ สอดคล้ องกับลําดับความสําคัญของโครงการ ตามขันตอนปกติ ้ ตอ่ ไป ซึง่ เป็ นไปตามความเห็นของสํานักงบประมาณ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า 1. หลัง จากที ่ค ณะรัฐ มนตรี ไ ด้ มีม ติ 15 ธัน วาคม 2552 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ มีคํา สัง่ ที่ 20/2553 ลงวันที่ 19 มกราคม 2553 แต่งตั ้งคณะกรรมการจัดทําระบบการปลูกข้ าว โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เป็ นประธานคณะกรรมการ เพื่อกําหนดแนวทางจัดระบบการปลูกข้ าวให้ มีช่วงเวลาที่เหมาะสม และคณะกรรมการ ได้ พิจารณาและยกร่ างโครงการจัดระบบการปลูกข้ าว รวมทังจั ้ ดให้ มีการรับฟั งความคิดเห็น 2 ครัง้ คือ ครัง้ ที่ 1 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 ณ กรุ งเทพมหานคร มีเกษตรกรผู้เข้ าร่วมจาก 15 จังหวัด จํานวน 300 คน และครัง้ ที่ 2 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 ณ จังหวัดพิษณุโลก มีเกษตรกรผู้เข้ าร่ วมจาก 7 จังหวัด จํานวน 230 คน ผลการรับฟั งความคิดเห็นเกษตรกรทังหมด ้ เห็นด้ วยกับการจัดระบบการปลูกข้ าว ซึง่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ นําข้ อเสนอแนะจากการรับฟั งความคิดเห็นมาปรับปรุง โครงการในบางประการด้ วยแล้ ว 2. ในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายข้ าวแห่งชาติด้านการผลิต ครัง้ ที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ที่ประชุมได้ มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการจัดระบบการปลูกข้ าว 3. คณะกรรมการนโยบายข้ าวแห่งชาติ ได้ มีการประชุม ครัง้ ที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 มีมติ เห็น ชอบในหลัก การโครงการจัดระบบการปลูก ข้ า ว และกรอบวงเงิน งบประมาณ จํา นวน 2,180.36 ล้ า นบาท โดยมี ระยะเวลาดําเนินการ 3 ปี ตั ้งแต่ ปี 2553 - 2555 ทั ้งนี ้ ให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นําเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณา ต่อไป 4. คณะกรรมการนโยบายข้ าวแห่งชาติ ได้ มีการประชุม ครัง้ ที่ 10/2553 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 มีม ติ เห็นชอบในการปรับช่วงเวลาดําเนินการโครงการจัดระบบการปลูกข้ าว จากปี 2553 - 2555 เป็ นปี 2554 - 2556 ระยะเวลาดําเนินการ 3 ปี 5. หลักการโครงการจัดระบบการปลูกข้ าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี ้ 5.1 สถานการณ์การเพาะปลูกข้ าวในปั จจุบนั


11 5.1.1 เกษตรกรในชลประทานมีการเพาะปลูกข้ าวอย่างต่อเนื่องทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้ าว ทําให้ มีการทํานาปี ละ 2-3 ครัง้ หรื อ 4 ครัง้ ใน 2 ปี 5.1.2 เกษตรกรปลูกข้ าวไม่พร้ อมกันในพื ้นที่เดียวกัน ทําให้ ข้าวมีระยะการเจริ ญเติบโตที่ แตกต่างกันส่งผลให้ มีปัญหาเรื่ องการบริ หารจัดการนํ ้าและการใช้ เทคโนโลยีการผลิตข้ าว 5.2 สภาพปั ญหา เกิดปั ญหาการขาดแคลนนํ ้า การบริ หารจัดการนํ ้า ไม่สามารถดําเนินการตาม แผนการจัดสรรนํ า้ การระบาดของโรคและแมลง เช่น เพลี ้ยกระโดดสีนํา้ ตาล การระบาดของข้ าววัชพืช ทรัพยากรดิน เสื่อมโทรม เป็ นเหตุให้ เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ตํ่าและมีคณ ุ ภาพไม่ได้ มาตรฐาน ซึง่ กรณีหลังส่วนหนึ่งเกิด จากการใช้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้ รับการรับรองจากทางราชการ 5.3 การวิเคราะห์ผลกระทบการที่เกิดขึ ้น 5.3.1 ด้ านทรั พยากรนํ า้ มีการใช้ นํา้ เกิ นแผนการระบายนํ า้ ที่ กําหนดไว้ ปี ละประมาณ 1,000 – 2,500 ล้ านลูกบาศก์เมตร 5.3.2 ด้ านระบบนิเวศน์ การปลูกข้ าวโดยปราศจากการพักดินและการใช้ ป๋ ยเคมี ุ รวมทัง้ สารเคมีจํานวนมากเป็ นการทํ าลายศัตรู ธรรมชาติ มีสารเคมีตกค้ างในดิน นํ า้ และมี ผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร โดยตรง 5.3.3 ด้ านเศรษฐกิจ ตามระบบการปลูกข้ าวที่ปฏิบตั ิอยู่ในปั จจุบนั มีการใช้ เทคโนโลยีและ ปั จจัยการผลิตค่อนข้ างสูง เป็ นผลทําให้ ต้นทุนการผลิตข้ าวนาปรังสูงขึ ้น 5.4 แนวทางและประโยชน์ของการจัดระบบการปลูกข้ าว 5.4.1 แนวทาง (1) ให้ มีการปลูกข้ าวปี ละไม่เกิน 2 ครัง้ โดยงดเว้ นการปลูกข้ าวแบบต่อเนื่องทังปี ้ และให้ มีการใช้ นํ ้าไม่เกินปริ มาณนํ ้าต้ นทุนที่มีอยู่โดยพื ้นที่งดเว้ นปลูกข้ าวนาปรังจะมีการส่งเสริ มสนับสนุนให้ ปลูกพืชหลังนา หรื อพืชปุ๋ยสดทดแทน ทังนี ้ ้ ในพื ้นที่โครงการส่งนํ ้าและบํารุงรักษาเดียวกันจะมีการประชุมหารื อเพื่อกําหนดให้ มีการปลูกข้ าว พร้ อมกัน โดยคณะกรรมการระดับพื ้นที่ที่มีเกษตรกรเข้ าร่ วมเป็ นกรรมการด้ วย เพื่อความสะดวกและความมีประสิทธิภาพ สูงสุดในการบริหารจัดการนํ ้า (2) มีเป้าหมายดําเนินการในระยะแรก จํานวน 9,000,000 ไร่ ใน 22 จังหวัด ใน เขตชลประทาน ได้ แก่ จัง หวัดกํ า แพงเพชร เชี ย งราย นครสวรรค์ พิจิตร พิษ ณุโลก สุโขทัย อุทัย ธานี ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บรุ ี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และจังหวัดอื่น ๆ ที่มีปัญหา หรื อมีพื ้นที่ตอ่ เนื่องกับโครงการส่งนํ ้าและบํารุ งรักษาทัง้ 22 จังหวัดด้ วย (โดยมีเกณฑ์ที่ ใช้ เป็ นกรอบในก���รคัดเลือก คือ มีพื ้นที่ปลูกข้ าวนาปรังตังแต่ ้ 100,000 ไร่ ขึ ้นไป หรื อเป็ นพื ้นที่ที่มีการระบาดของเพลี ้ย กระโดดสีนํ ้าตาล หรื อเป็ นพื ้นที่บริ เวณใกล้ เคียงกับพื ้นที่ระบาดของเพลี ้ยกระโดดสีนํ ้าตาล หรื อมีพื ้นที่ในเขตชลประทาน ตังแต่ ้ 150,000 ไร่ขึ ้นไป และสามารถปลูกข้ าวได้ ตลอดทังปี ้ ) (3) แนวคิดในการจัดระบบการปลูกข้ าวใหม่เป็ น 4 ระบบ คือ ระบบการปลูกข้ าว แบบที่ 1 คือ ข้ าวนาปี -ข้ าวนาปรัง-พืชหลังนา ระบบการปลูกข้ าวแบบที่ 2 คือ ข้ าวนาปี -ข้ าวนาปรัง-เว้ นปลูก ระบบการปลูก ข้ าวแบบที่ 3 คือ ข้ าวนาปี -พืชหลังนา-ข้ าวนาปรัง ระบบการปลูกข้ าวแบบที่ 4 คือ ข้ าวนาปี -เว้ นปลูก-ข้ าวนาปรัง (4) ชนิดพันธุ์พืชหลังนาและพืชปุ๋ยสดทดแทนข้ าวในแต่ละระบบการปลูกข้ าวให้ เกษตรกรร่วมดําเนินการคัดเลือก โดยมีภาครัฐเป็ นผู้ให้ ข้อมูลทางวิชาการและการตลาด (5) มาตรการดําเนินงาน ประกอบด้ วย 1) การบริ หารจัดการนํ ้าซึงเป็ นไปตามมติ คณะกรรมการในระดับพื ้นที่ 2)การใช้ สิทธิประกันรายได้ ของเกษตรกรไม่เกินปี ละ 2 ครัง้ 3) การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลัง นา/พืช ปุ๋ยสด/พืชอื่น ๆ/ปั จจัยการผลิต 4)การจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตพืชหลังนา/พืชปุ๋ยสด 5)การผ่อนปรนดอกเบี ้ย ให้ กบั เกษตรกรที่เข้ าร่ วมโครงการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 6) ขอเลื่อนกําหนดเวลาการ ชําระหนี ้ของเกษตรกรที่เข้ าร่วมโครงการกับ ธ.ก.ส. 5.4.2 ผลประโยชน์ (1) ประโยชน์ที่เกษตรกรได้ รับ - ต้ นทุนการผลิตข้ าวลดลงจากการใช้ เทคโนโลยีที่ถกู ต้ องและเหมาะสม เช่น ชนิดพันธุ์ที่เหมาะสม เมล็ดพันธุ์ที่มีคณ ุ ภาพ การใช้ เมล็ดพันธุ์ในปริ มาณที่เหมาะสม การใช้ ป๋ ยเคมี ุ และสารเคมีกําจัด ศัตรูข้าวที่ถกู ต้ อง รวมทังนํ ้ ้ามันเชื ้อเพลิงในการสูบนํ ้า ทําให้ ต้นทุนการผลิตต่อไร่ลดลง และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ ้น


12 (2) ผลตอบแทนจากการปลูกข้ าวมากขึ ้น ระบบการปลูกข้ าวใหม่เกษตรกรไม่ทํา การปลูกข้ าวอย่างต่อเนื่อง ทําให้ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนนํ ้า รวมทังการปะปนของข้ ้ าววัชพืชหรื อข้ าวดีด ข้ าวเด้ งที่ สะสมจากการทํานาแบบต่อเนื่อง เป็ นผลให้ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 20 (3) ประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ - ไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตโดยรวมแม้ จะลดพื ้นที่ปลูกข้ าวนาปรังครัง้ ที่ 2 ไปบางส่วน เนื่องจากการปลูกข้ าว 2 รอบต่อปี ทําให้ มีการจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปลูกข้ าวพันธุ์ดี และ ลดการปลูกข้ าวคุณภาพตํ่าที่มีอายุสนั ้ จึงส่งผลให้ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่โดยรวมเพิ่มขึ ้น - ระบบนิเวศน์ ในพืน้ ที่นาเขตชลประทานดีขึน้ จากการพักดินหรื อการ ปลูกพืชอื่นหมุนเวียน ทําให้ พื ้นที่นาได้ รับการฟื น้ ฟู และปรับปรุงโครงสร้ างของดินให้ มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะหากมี การปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งเป็ นพื ชตระกูลถั่วจะให้ เพิ่มธาตุอาหารในดินทํ าให้ เกษตรกรสามารถลดการใช้ ป๋ ุยเคมีและลด สารเคมีเนื่ องจากการสะสมของศัตรู ข้า วลดลง ส่งผลต่อสภาพแวดล้ อมที่ ดีขึน้ ในวงกว้ างทัง้ ในพื น้ ที่ นา แหล่งนํ า้ และ ภูมิอากาศ ตลอดจนลดก๊ าซมีเทนซึ่งมีผลต่อภาวะโลกร้ อน นอกจากนี ้ยังเป็ นการฟื น้ ฟูแมลงศัตรู ธรรมชาติ ซึ่งช่วยควบคุม และลดการระบาดของโรคแมลงศัตรูข้าวได้ - มีการบริ หารจัดการนํ ้าอย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากเกษตรกรปลูกข้ าว ในช่วงเวลาเดียวกันทัง้ โครงการชลประทาน จึงสามารถกํ าหนดช่วงเวลาปล่อยนํา้ ได้ ไม่เกิดการสิ ้นเปลืองนํ า้ ส่งผลให้ สามารถประหยัดนํ ้าชลประทานได้ ประมาณ 1,200-2,000 ล้ านลูกบาศก์เมตร - เพิ่ ม ปริ ม าณผลผลิ ตพื ช ไร่ บ างชนิ ดและทดแทนการนํ า เข้ า ทํ า ให้ ไ ม่ สูญเสียเงินตราต่างประเทศ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว และข้ าวโพดเลี ้ยงสัตว์ เป็ นต้ น คิดเป็ นมูลค่ารวมปี ละกว่า 10,000 ล้ านบาท - ลดการนําเข้ าสารเคมีและปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ 6. เพื่อเป็ นการแก้ ปัญหาการทํานาของประเทศไทยอย่างยัง่ ยืน กษ.จึงมีความจําเป็ นต้ องจัดระบบการ ปลูกข้ าวใหม่ โดยต้ องได้ รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ องเพื่อให้ ช่วงระยะเวลาการปลูกข้ าวมีความเหมาะสม สอดคล้ องกับสภาพพื ้นที่ปริ มาณนํา้ ต้ นทุน เศรษฐกิจและสังคม โดยกํ าหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปรับตัวเข้ าสูร่ ะบบการปลูกข้ าวแบบใหม่ตามโครงการจัดระบบการปลูกข้ าวที่นําเสนอ 10.

เรื่อง

การบริหารโครงการภายใต้ แผนปฏิบัตกิ ารไทยเข้ มแข็ง 2 5 5 5 (เพิ่มเติม) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทัง้ 6 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมตั ิให้ ดําเนินโครงการสาขาการลงทุนในระดับชุมชนภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 วงเงิน รวม 302.9704 ล้ านบาท และอนุมตั ิการจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ ฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 302.9704 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ ในกรณีโครงการใดเข้ าข่ายต้ อง ดําเนินการตามขันตอนของระเบี ้ ยบและกฎหมายใดให้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการดําเนินการตามขันตอนของระเบี ้ ยบและ กฎหมายที่เกี่ยวข้ องโดยเคร่งครัดต่อไปด้ วย 2. อนุมตั ิการดําเนินโครงการส่งเสริ มเพิ่มศักยภาพการบริ หารการสาธารณะขันพื ้ ้นฐาน ของกรมส่งเสริ ม การปกครองท้ องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 35.3561 ล้ านบาท และโครงการก่อสร้ างทางและไฟฟ้าส่องสว่าง ของกรม ทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม วงเงิน 21.9970 ล้ านบาท ภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 สําหรับโครงการ ซ่อมแซมเรื อนแถวชันประทวน ้ ของกองทัพบก กระทรวงกลาโหม วงเงิน 400 ล้ านบาท โครงการส่งเสริ มเพิ่มศักยภาพการ บริ การสาธารณะขันพื ้ ้นฐาน ของกรมส่งเสริ มการปกครองท้ องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 35.3561 ล้ านบาท และ โครงการก่อสร้ างทางและไฟฟ้าส่องสว่างของกรมทางหลงงชนบท กระทรวงคมนาคม วงเงิน 21.9970 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ ใน กรณีโครงการใดเข้ าข่ายต้ องดําเนินการตามขันตอนของระเบี ้ ยบและกฎหมายใด ให้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการดําเนินการ ตามขันตอนของระเบี ้ ยบและกฎหมายที่เกี่ยวข้ องโดยเคร่ งครัดต่อไปด้ วย และโครงการที่ไม่สามารถดําเนินการให้ แล้ วเสร็ จ ภายในเดือนธันวาคม 2553 ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการปฏิบตั ิ ในการจัดสรรเงินสํารองจ่ายสําหรับโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 ที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 เห็นสมควรผ่อนผันให้ แล้ วเสร็ จในปี งบประมาณ 2554 3. อนุมตั ิการขยายระยะเวลาลงนามในสัญญา การจัดสรรเงิน และการดําเนินโครงการ หากหน่วยงาน เจ้ าของโครงการไม่สามารถดําเนินโครงการได้ ทนั เห็นควรให้ ยกเลิกวงเงินที่จดั สรรให้ โครงการและนํามารวมเป็ นวงเงินเหลือ จ่ายต่อไป


13 4. อนุมตั แิ นวทางการดําเนินโครงการก่อสร้ างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภเู ก็ตตามทางเลือกที่ 1 เป็ นลําดับแรก และพิจารณาทางเลือกที่ 2 หรื อทางเลือกที่ 3 เป็ นลําดับถัดมา 5. อนุมตั ิการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 โดยให้ หน่วยงานจะต้ องส่งข้ อมูลให้ สํานักงบประมาณพิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงิน ซึ่งรวมถึงแผนการปฏิบตั ิงานและแผนการใช้ จ่ายเงินให้ แล้ วเสร็ จภายใน 15 วันทําการ หลังจากคณ���รัฐมนตรี อนุมตั ิการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ และ สํานักงบประมาณจะดําเนินการอนุมตั ิภายใน 15 วันทําการ โดยหลังจากได้ รับอนุมตั ิแล้ ว หน่วยงานจะต้ องลงนามใน สัญญาให้ แล้ วเสร็จภายใน 15 วันทําการ 6. อนุมัติในหลักการเกี่ ยวกับการขอโอนเปลี่ยนแปลงรายละเอี ยดโครงการภายใต้ แผนปฏิบัติการ ไทยเข้ มแข็ง 2555 11. เรื่ อง แนวทางการดํ า เนิ น การในการเสนอเรื่ องที่ เ กี่ ย วกั บ การก่ อหนี ผ้ ู ก พั น ข้ ามปี งบประมาณ การ เปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่ อหนีผ้ ูกพันเกินกว่ าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัตขิ องหน่ วยงานต่ าง ๆ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิในหลักการให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจกันเงินไว้ เบิกจ่ายเหลื่อมปี รายการก่อหนี ้ ผูกพันข้ ามปี งบประมาณที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนีผ้ ูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าวงเงินที่ คณะรัฐมนตรี อนุมัติไว้ แล้ ว ทัง้ 17 รายการ ตามที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอมา และให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเจ้ าของ โครงการพิจารณารายละเอียดการเปลี่ยนแปลงหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณของรายการฯ และนําเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครัง้ หนึง่ ตามที่สํานักงบประมาณเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง สํานักงบประมาณได้ ดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (21 กันยายน 2553) โดยรวบรวมรายการที่ส่วน ราชการต่าง ๆ เสนอขอก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ เปลี่ยนแปลงรายการหรื อเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ เกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ งแต่ ั ้ วนั ที่ 21 กันยายน ถึงวันที่ 24 กันยายน 2553 ดังนี ้ 1. ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอขอก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเปลี่ยนแปลงรายการหรื อขอเพิ่ม วงเงินและขอขยายระยะเวลาเพื่อก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิ มีจํานวนทังสิ ้ ้น 17 รายการ จาก 7 กระทรวง 9 หน่วยงาน โดยผลของการเปลี่ยนแปลงรายการและขอเพิ่มงบประมาณในภาพรวมสรุ ปได้ ว่า รายการผูกพันที่เสนอมีการเปลี่ยนแปลงรายการ จํานวน 9 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลงรายการแต่เป็ นการเพิ่มวงเงิน จํานวน 5 รายการ และรายการที่วงเงินเกินกว่า 1,000 ล้ านบาท จํานวน 3 รายการ โดยวงเงินผูกพันเดิม 15,882.63 ล้ านบาท ลดลง เป็ น 15,542.99 ล้ านบาท (รวมวงเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด) ลดลงจํานวน 339.24 ล้ านบาท หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 2.14 2. สํานักงบประมาณพิจารณาแล้ วเห็นควรให้ ความเห็นชอบในหลักการให้ สว่ นราชการและรัฐวิสาหกิจก่อ หนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ เปลี่ยนแปลงรายการหรื อเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา เพื่อก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ จํานวนทังสิ ้ ้น 17 รายการ 7 กระทรวง 9 หน่วยงาน โดยผลของการเปลี่ยนแปลงรายการและขอเพิ่มงบประมาณในภาพรวม สรุปได้ ว่า รายการผูกพันที่เสนอมีการเปลี่ยนแปลงรายการจํานวน 9 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลงรายการแต่เป็ นการเพิ่มวงเงิน จํานวน 5 รายการ และรายการที่วงเงินเกินกว่า 1,000 ล้ านบาท (จํานวน 3 รายการ โดยวงเงินผูกพันเดิม 15,882.63 ล้ านบาท ลดลงเป็ น 15,520.89 ล้ านบาท (รวมวงเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด) ลดลงจํานวน 361.41 ล้ านบาท หรื อคิดเป็ น ร้ อยละ 2.28 โดยมีรายละเอียดผลการพิจารณาจําแนกเป็ นกระทรวง ตามตารางที่ 1 และจําแนกตามส่วนราชการ ดังนี ้ ตารางที่ 1 การเปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่ อหนีผ้ ูกพัน (รายกระทรวง)

กระทรวง

เสนอขอ ผลการพิจารณา จํ า น ว น วงเงิ น เดิ ม วง เ งิ น ใ ห ม่ เพิ่ ม/ลดลง จํ า น ว น ว ง เ งิ น รายการ (ล้ านบาท) (ล้ านบาท) (ล้ านบาท) รายการ (ล้ านบาท)

1.กระทรวงกลาโหม - ขอความเห็นชอบวงเงินและขยายระยะ 1 เวลา (รายการเกิน 1,000 ล้ านบาท) 2.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร -ขอเปลีย่ นแปลงรายการและขยายระยะเวลา 1 3. กระทรวงมหาดไทย

5,000.00

4,999.99

-0.01

1

4,999.99

165.00

164.25

-0.75

1

164.25


14 - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยไม่เพิ่มวงเงิน แต่ขยายระยะเวลา - ขอเพิ่มวงเงินแต่ไม่ขยายระยะเวลา - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยเพิ่มวงเงินแต่ ไม่ขยายระยะเวลา - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยเพิ่มวงเงินแต่ ไม่ขยายระยะเวลา - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยไม่เพิ่มวงเงิน และไม่ขยายระยะเวลา 4. กระทรวงศึกษาธิการ - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยเพิ่มวง เงินแต่ไม่ขยายเวลา 5. กระทรวงสาธารณสุข - ขอเปลี่ยนแปลงรายการโดยไม่เพิ่ม วงเงินและระยะเวลา 6. ส่วนราชการไม่สงั กัดสํานักนายกฯ - ขอความเห็นชอบวงเงินเพิ่มวงเงิน และขอขยายระยะเวลา (รายการเกิน 1,000 ล้ านบาท) - ขอความเห็นชอบวงเงินและขยาย ระยะเวลา (รายการเงิน 1,000 ล้ านบาท) 7. หน่วยงานของศาล - ขอเพิ่มวงเงินและขอขยายระยะเวลา

969.40

960.00

-0.94

1

960.00

4 1

220.00 40.00

264.26 43.50

44.26 3.50

4 1

243.24 43.50

3

146.00

165.03

19.03

3

165.03

1

735.00

735.00

0.00

1

734.00

1

34.98

37.48

2.5

1

37.48

1

65.25

49.00

-16.25

1

48.92

1

1,725.00

2,155.68

430.68

1

2,155.68

1

6,672.00

5,848.00

-824.00

1

5,848.00

1

110.00

120.80

10.8

1

120.80

17 15,520.89 3. รายการผูกพันข้ ามปี งบประมาณที่สํานักงบประมาณพิจารณาตามข้ อ 2 สามารถจําแนกได้ เป็ น 3 ประเภท รวม

ประกอบด้ วย

1

17

15,882.63

15,542.99

-339.64

3.1 รายการผูกพันข้ ามปี งบประมาณที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการในสาระสําคัญมีจํานวนทังสิ ้ ้น 9 รายการ โดย มี 4 รายการ ที่ไม่เพิ่มวงเงินผูกพันงบประมาณข้ ามปี เนื่องจากมีการปรับปรุ งขอบเขตของงานใหม่ มีการปรับปรุ งรายละเอียด รายการก่อสร้ างใหม่ ซึ่งกระทบต่อสาระของรายการ และมี 5 รายการ ที่เพิ่มวงเงินผูกพันงบประมาณข้ ามปี เนื่องจากปรับปรุ ง รายละเอียดรายการก่อสร้ าง 3.2 รายการผูกพันข้ ามปี งบประมาณที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายการในสาระสําคัญมีจํานวนทังสิ ้ ้น 5 รายการ โดยมี 4 รายการ ขอเพิ่มวงเงินผูกพันงบประมาณข้ ามปี โดยไม่ขยายระยะเวลา เนื่องจากมีผลสํารวจพื ้นที่จริ งพบว่าต้ องมีการใช้ วัสดุในการก่อสร้ างเพิ่มมากขึ ้นกว่าวงเงินงบประมาณที่ตงไว้ ั ้ (รวมวงเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด) และมี 1 รายการ ที่ขอเพิ่มวงเงิน ผูกพันงบประมาณข้ ามปี และขอขยายระยะเวลา เนื่องจาก มีผลการประกวดราคาสูงกว่าวงเงินทีได้ รับอนุมตั ไิ ว้ เดิม 3.3 รายการผูกพันข้ ามปี งบประมาณที่มีการผูกพันงบประมาณเกิน 1,000 ล้ านบาท โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง รายการ มีจํานวน 3 รายการ โดยมี 1 รายการ ขอเพิ่มวงเงินและขอขยายระยะเวลา เนื่องจากมีผลการประกวดราคาสูงกว่าวงเงิน งบประมาณที่ตงไว้ ั ้ (รวมวงเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด) และมี 2 รายการ ที่ขอขยายระยะเวลาโดยไม่เพิ่มวงเงิน 12. เรื่อง การยกเว้ นการปฏิบัตติ ามมติคณะรั ฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดซือ้ อาหารเสริม (นม) โรงเรี ยน จากองค์ การ ส่ งเสริมกิจการโคนมแห่ งประเทศไทย (อ.ส.ค.) คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบมติของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิ พิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิ จ ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. ยกเว้ นการปฏิบตั ิตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ที่เห็นชอบให้ ทกุ หน่วยงานของรัฐ ที่มีงบประมาณซื ้ออาหารเสริ ม (นม) โรงเรี ยน จัดซื ้อจาก อ.ส.ค. โดยวิธีกรณีพิเศษ ให้ แก่กองบัญชาการตํารวจตระเวน ชายแดน (บก.ตชด.) เป็ นกรณีพิเศษเฉพาะราย


15 2. ในช่วงรอยต่อของการบังคับใช้ มติคณะรัฐมนตรี อาจมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ปฏิบตั ิไม่สอดคล้ องกับแนว ทางการบริ ห ารจัด การนมโรงเรี ย น และจํ า เป็ นต้ อ งขอยกเว้ น ผ่ อ นผัน การปฏิ บัติ ต ามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ดัง กล่ า วต่ อ คณะรัฐมนตรี ซึง่ ในทางปฏิบตั ิสํานักเลขาธิการคณะร���ฐมนตรี จะแจ้ งให้ กระทรวงการคลัง โดยคณะกรรมการพิจารณาสิทธิ พิเศษฯ เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ด้วย ดังนัน้ เพื่อให้ เกิดความสะดวกและคล่องตัวในการ ปฏิ บัติร าชการ ตลอดจนไม่ เ ป็ นภาระต่อ คณะรั ฐ มนตรี ใ นการพิ จ ารณาเรื่ อ งที่ มิ ใ ช่ น โยบาย จึง อนุมัติเ ป็ นหลัก การให้ คณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษฯ เป็ นผู้มีอํานาจพิจารณายกเว้ นผ่อนผันการปฏิบตั ิตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ แก่หน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นที่ กําหนดให้ ทุกหน่วยงานของรั ฐที่ มี งบประมาณซื ้ออาหารเสริ ม (นม) โรงเรี ยน จัดซื ้อจาก อ.ส.ค. โดยวิธีกรณีพิเศษ โดยให้ กระทําได้ เฉพาะกรณีมีความจําเป็ น และไม่กระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของแนวทางการบริ หารจัดการนมทังระบบ ้ 13. เรื่อง การจัดระบบการจัดซือ้ อาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหาร กระทรวงยุตธิ รรม คณะรั ฐมนตรี เ ห็ น ชอบให้ ขยายระยะเวลาการยกเว้ น การดํา เนิ น การตามมติคณะรั ฐมนตรี เมื่ อวัน ที่ 1 กันยายน 2552 ในส่วนของการจัดซื ้ออาหารสด (ปลา เนื ้อสัตว์ พืชผัก) และวัสดุปรุ งอาหารต่อไปเป็ นเวลา 6 เดือน นับตังแต่ ้ วันที่ 1 ตุลาคม 2553 – 30 มีนาคม 2554 โดยในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ ใช้ วิธีการจัดซื ้อที่ดําเนินการอยูใ่ นปั จจุบนั และ ตามที่ได้ รับยกเว้ นอยูต่ อ่ ไป ตามที่กระทรวงยุตธิ รรมเสนอ 14. เรื่อง มาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่ องให้ แก่ ผ้ ูประกอบการ SMEs ย่ านราชประสงค์ และพืน้ ที่ใกล้ เคียง ที่ได้ รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่ สงบทางการเมือง (ปรับปรุ งเพิ่มเติม) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อเสริ มสภาพคล่องให้ แก่ผ้ ปู ระกอบการ SMEs ย่านราชประสงค์ และพื ้นที่ใกล้ เคียงที่ได้ รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบทางการเมือง (ปรับปรุ งเพิ่มเติม) ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลังได้ ดําเนินการตามที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 มอบหมายแล้ ว และ มีข้อเสนอเงื่อนไขของมาตรการสินเชื่อ ดังนี ้ 1. วงเงินดําเนินโครงการ : เห็นควรแยกวงเงินให้ ชดั เจนระหว่างสินเชื่อตามโครงการราชประสงค์ฯ ที่ยงั คง เหลืออยูจ่ ํานวน 5,000 ล้ านบาท เป็ นดังนี ้ (1) สินเชื่อแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 และวันที่ 8 มิถนุ ายน 2553 วงเงิน 3,000 ล้ านบาท (2) สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้ รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ ยงั ไม่ได้ รับค่าสินไหม ทดแทนจากบริษัทประกันภัย วงเงิน 2,000 ล้ านบาท ทัง้ นี ้ ผู้ประกอบการที่ ได้ รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ หรื อเหตุเกี่ ยวข้ องกับเพลิงไหม้ และมี กรมธรรม์ประกันภัย และอยู่ระหว่างดําเนินการฟ้องร้ องดําเนินคดีบริ ษัทประกันภัยต่อศาล ซึง่ ต้ องการจะขอสินเชื่อเพิ่มเติม จากที่ได้ รับสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันตามข้ อ (1) ไปแล้ ว จะต้ องเลือกขอสินเชื่อประเภทใดประเภทหนึ่งระหว่างสินเชื่อ แบบมีหลักประกันตามข้ อ (1) หรื อสินเชื่อตามข้ อ (2) ได้ เพียงประเภทเดียวเท่านัน้ 2. หลักเกณฑ์ /เงื่อนไขของสินเชื่อแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันตามโครงการราชประสงค์เดิม วงเงิน 3,000 ล้ านบาท : เห็นควรแก้ ไขเรื่ องกลุม่ เป้าหมาย และระยะเวลาในการพิจารณาสินเชื่อ ดังนี ้ (1) กลุม่ เป้าหมาย : เห็นควรแก้ ไข จาก กําหนดว่าเป็ นผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้ รับผลกระทบ จากการชุมนุมโดยยึดตามกรอบพื ้นที่ที่คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้ างที่ได้ รับผลกระทบจากการชุมนุมได้ กําหนดไว้ ซึง่ ครอบคลุมพื ้นที่กรุ งเทพมหานครทังหมด ้ เป็ น ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้ รับผลกระทบจากการชุมนุมโดยยึด ตามกรอบพื ้นที่ที่กรุ งเทพมหานครประกาศเป็ นพื ้นที่ประสบภัยพิบตั ิ 7 เขต รวมไปถึงพื ้นที่เขตดุสิตและพระนคร หรื ออยู่ใน เขตพื ้นที่ที่ถกู จํากัดการเข้ าออก เช่น บริ เวณกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (2) ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมตั สิ นิ เชื่อ : เห็นควรแก้ ไข จาก ธพว. ต้ องดําเนินการ ปล่อยสินเชื่อโดยเร็ ว ให้ แล้ วเสร็ จภายใน 7 วันนับแต่วนั ที่ได้ รับเอกสารครบถ้ วน เป็ น กรณีการกู้แบบไม่มีหลักประกัน ธพว. ต้ องดําเนินการปล่อยสินเชื่อให้ แล้ วเสร็ จภายใน 7 วัน สําหรับกรณีการกู้แบบมีหลักประกันนัน้ ให้ ธพว. พิจารณาให้ แล้ ว เสร็ จโดยเร็ ว ทังนี ้ ้ เนื่องจากกรณีการกู้แบบมีหลักประกันอาจต้ องมีการประเมินราคาหลักประกัน และต้ องมีการสํารวจ กิจการของผู้ขอกู้และผู้คํ ้าประกัน จึงอาจไม่สามารถพิจารณาสินเชื่อให้ แล้ วเสร็จภายใน 7 วันได้


16 สําหรับหลักเกณฑ์/เงื่อนไขอื่นๆ ให้ เป็ นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เดิมทังหมด ้ ซึง่ สรุปได้ ดงั นี ้ วงเงินสินเชื่อต่อราย กรณีการกู้แบบไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ไม่เกิน 1 ล้ านบาท กรณีการกู้แบบมีหลักประกัน : ไม่เกิน 3 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ ผู้ก้ รู ายหนึง่ สามารถกู้ได้ ทงแบบมี ั้ หลักประกันและแบบไม่มีหลักประกัน โดยวงเงินสินเชื่อต่อรายรวมทังสิ ้ ้นต้ องไม่เกิน 4 ล้ านบาท วัตถุประสงค์การกู้ เพื่อเป็ นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ระยะเวลาปลอดชําระคืนเงินต้ น 2 ปี ระยะเวลาการกู้ยืม ไม่เกิน 6 ปี ระยะเวลาดําเนินโครงการ สิ ้นสุดวันรั บคําขอสินเชื่ อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 หรื อจนกว่าจะเต็ม วงเงินสินเชื่อของโครงการ อัตราดอกเบี ้ย กรณี Clean Loan และกิจการถูกไฟไหม้ - วงเงิน 300,000 บาทแรก ปี แรกไม่มีดอกเบี ้ย ปี ที่ 2 – 6 ดอกเบี ้ยร้ อยละ 3 ต่อปี - วงเงินที่เกินจาก 300,000 บาทถึง 1 ล้ านบาท ปี ที่ 1 – 6 ดอกเบี ้ยร้ อยละ 3 ต่อปี กรณี Clean Loan และกิจการไม่ถกู ไฟไหม้ ปี ที่ 1 – 6 ดอกเบี ้ยร้ อยละ 3 ต่อปี กรณีการกู้แบบมีหลักประกัน ปี ที่ 1 – 6 ดอกเบี ้ยร้ อยละ MLR ลบ 3 ต่อปี ทังนี ้ ้ ให้ สํานักงานส่งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชดเชย ดอกเบี ้ย ให้ ธพว. ร้ อยละ 2 ต่อปี สําหรับสินเชื่อทังแบบที ้ ่มีหลักประกันและไม่มี หลักประกัน ตลอดอายุโครงการ หลักประกัน - กรณี Clean Loan : ไม่มีหลักประกัน - กรณีการกู้แบบมีหลักประกัน : ให้ สามารถเลือกใช้ หลักประกันแนวทางใด แนวทางหนึง่ หรื อหลายแนวทางร่วมกัน ดังนี ้ (1) ที่ดิน ที่ดินพร้ อมสิ่งปลูกสร้ าง สิ่งปลูกสร้ าง อาคารชุด ห้ องชุด เครื่ องจักร อุปกรณ์ การรับโอนสิทธิการเช่าในอสังหาริ มทรัพย์ของที่ราชพัสดุของ กรมธนารั กษ์ โดยให้ วงเงิ น กู้สูงสุดไม่เ กิ นร้ อยละ 100 ของการรั บราคา หลักประกันของธนาคาร หรื อ (2) บุคคลธรรมดาหรื อนิตบิ คุ คล หรื อ (3) การคํ ้าประกันไขว้ (Cross Guarantee) การตรวจสอบข้ อมู ล เครดิ ต ผู้ก้ ู และผู้คํ า้ ประกั น ต้ อ งเป็ นผู้ ตรวจข้ อมูล เครดิ ต เอง และต้ อ งไม่ มี ปั ญ หา สําหรับการกู้แบบมีหลักประกัน ภาระหนี ้ค้ างชําระกับสถาบันการเงินใด ๆ เว้ นแต่ได้ ปรับโครงสร้ างหนี ้แล้ ว (ส่วน กรณีการกู้แบบไม่มีหลักประกัน จะไม่มีการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้ อง) การบันทึกบัญชีของ ธพว. ให้ ธพว. แยกบันทึกบัญชีการดําเนินงานตามโครงการนี ้ออกจากการดําเนินงาน ปกติ (Public Service Account : PSA) เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายที่ อาจจะเกิดขึ ้นในอนาคตจากรัฐบาล 3. หลักเกณฑ์/เงื่อนไขของสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีกรมธรรม์ประกันภัยซึง่ ได้ รับผลกระทบ จากการชุมนุมที่ยงั ไม่ได้ ���ับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย วงเงิน 2,000 ล้ านบาท ดังนี ้


17 กลุม่ เป้าหมาย

วัตถุประสงค์การกู้ วงเงินสินเชื่อต่อราย ระยะเวลาปลอดชําระคืนเงินต้ น ระยะเวลาการกู้ยืม อัตราดอกเบี ้ย หลักประกัน ระยะเวลาในการพิ จ ารณา อนุมตั สิ นิ เชื่อ เงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ที่จะต้ อง มี ก ารดํ า เนิ น การหลัง เบิ ก จ่ า ย เงิ น กู้ แล้ ว (เป็ นเงื่ อ นไขบัง คับ ภ า ย ห ลั ง แ ล ะ ห า ก ผู้ ไ ม่ ดําเนินการตามที่ตกลง ธพว. จะถือเป็ นเหตุผิดสัญญา)

ผู้ประกอบการ SMEs ในเขตพืน้ ที่ที่กรุ งเทพมหานครประกาศเป็ นพื ้นที่ประสบ ภัยพิบตั ิ 7 เขต รวมไปถึงพื ้นที่เขตดุสติ และพระนคร ที่ได้ รับผลกระทบจากการ ชุมนุมทางการเมือง โดยได้ รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ หรื อเหตุเกี่ยวเนื่องกับ เพลิงไหม้ และมีกรมธรรม์ประกันภัย แต่ยงั ไม่ได้ รับค่าสินไหมทดแทนจากบริ ษัท ประกันภัย และอยู่ระหว่ างฟ้องร้ องดําเนินคดีบริษัทประกันภัยกับศาล และ จะต้ องไม่เป็ นผู้ที่ขอกู้ยืมแบบมีหลักประกันตามข้ อ 2. เพื่อใช้ ปรับปรุง ซ่อมแซม หรื อก่อสร้ างอาคาร สิง่ ปลูกสร้ างสถานประกอบการ ที่ได้ รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ หรื อความเสียหายที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุ เพลิงไหม้ ไม่ เกินร้ อยละ 60 ของมูลค่ าความเสียหายที่ประเมินโดยบริ ษัทประกันภัย หรื อหน่วยงานอื่นที่เชื่อถือได้ หรื อจํานวนเงินที่เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ แล้ วแต่จํานวนใดจะตํ่ากว่า ทังนี ้ ้ ต้ องไม่ เกิน 5 ล้ านบาทต่อราย 2 ปี ไม่เกิน 6 ปี ดอกเบี ้ยร้ อยละ MLR ลบ 3 ต่อปี ทังนี ้ ้ ให้ สสว. ชดเชยดอกเบี ้ยให้ ธพว. ร้ อยละ 2 ต่อปี ตลอดอายุโครงการ ไม่ ต้องมีหลักประกัน ธพว. ต้ องดําเนินการปล่อยสินเชื่อให้ แล้ วเสร็ จโดยเร็ ว (เนื่องจาก ธพว. ต้ อง ตรวจสอบมูลค่าความเสียหาย และมูลค่าการก่อสร้ างเพื่อกําหนดเงื่อนไขการ เบิกจ่ายตามความคืบหน้ าของการก่อสร้ าง จึงไม่สามารถพิจารณาสินเชื่อให้ แล้ วเสร็ จภายใน 7 วันได้ ) 1. ในภายหลังเมื่อมีข้อยุตวิ า่ บริษัทประกันภัยต้ องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ แก่ ผู้ก้ ูซึ่งเป็ นผู้เ อาประกันแล้ ว หากผู้ก้ ูไม่ติดเงื่ อนไขที่ ต้องยกผลประโยชน์ จาก สินไหมให้ กบั สถาบันการเงินที่เป็ นเจ้ าหนี ้ก่อนเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ หรื อ มีผลประโยชน์คงเหลือจากการชําระให้ กบั สถาบันการเงินอื่นๆ แล้ ว ให้ ผ้ กู ้ ู นําผลประโยชน์ดงั กล่าวหรื อผลประโยชน์ที่เหลือมาชําระให้ กบั ธพว. 2. สําหรับการก่อสร้ างใหม่ ผู้ก้ ูต้องมีการทําประกันภัยและยกผลประโยชน์ ให้ ธพว. เป็ นลําดับแรก

สํ า หรั บ หลัก เกณฑ์ / เงื่ อ นไขของสิ น เชื่ อ เพื่ อ ช่ ว ยเหลื อ ผู้ป ระกอบการที่ มี ก รมธรรม์ ป ระกัน ภัย ซึ่ง ได้ รั บ ผลกระทบจากการชุมนุมที่ยงั ไม่ได้ รับค่าสินไหมทดแทนจากบริ ษัทประกันภัย วงเงิน 2,000 ล้ านบาท ในเรื่ องอื่น ๆ ให้ เป็ นไป ตามแนวทางเดียวกันกับสินเชื่อแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันตามโครงการราชประสงค์เดิม วงเงิน 3,000 ล้ าน บาท ดังนี ้ ระยะเวลาดําเนินโครงการ การบันทึกบัญชีของ ธพว. การตรวจสอบข้ อมูลเครดิต

สิ ้นสุดวันรั บคําขอสินเชื่ อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 หรื อจนกว่าจะเต็ม วงเงินสินเชื่อของโครงการ ให้ ธพว. แยกบันทึกบัญชีการดําเนินงานตามโครงการนี ้ออกจากการดําเนินงาน ปกติ (Public Service Account : PSA) เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายที่ อาจจะเกิดขึ ้นในอนาคตจากรัฐบาล ผู้ก้ ตู ้ องเป็ นผู้ตรวจข้ อมูลเครดิตเอง และต้ องไม่มีปัญหาหนี ้ค้ างชําระกับสถาบัน การเงินใดๆ เว้ นแต่ได้ รับการปรับปรุงโครงสร้ างหนี ้แล้ ว หรื อมีข้อยุติเป็ นทางการ จากเจ้ าหนี ้แล้ ว


18 15. เรื่ อง โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2554 ของการประปาส่ วนภูมิภาค คณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ ดําเนินโครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2554 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รวม 15 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 2,018.529 ล้ านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ประกอบด้ วย 1. โครงการก่อสร้ างปรับปรุ งขยายระบบประปาที่ใช้ เงินกู้ 1 โครงการ คือ โครงการประปาจันทบุรี วงเงิน โครงการ 508.460 ล้ านบาท โดยให้ กปภ. กู้เงินภายในประเทศ (พันธบัตร) เพื่อลงทุนโครงการโดยมีกระทรวงการคลัง (กค.) เป็ นผู้คํ ้าประกัน 2. โครงการก่อสร้ างปรับปรุ งขยายระบบประปาที่รัฐให้ การสนับสนุนงบประมาณร้ อยละ 75 ของวงเงิน โครงการ จํานวน 7 โครงการ วงเงินโครงการรวม 1,179.619 ล้ านบาท 3. โครงการปรับปรุ งกิจการประปาภายหลังการรับโอน จํานวน 7 โครงการ วงเงินโครงการรวม 330.450 ล้ านบาท โดยรัฐให้ การสนับสนุนทังหมด ้ ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นและข้ อสังเกตของกระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปดําเนินการด้ วย 16. เรื่ อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรั บโครงสร้ างหนีเ้ งินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อาํ นาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื ้ นฟูและเสริมสร้ างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรี รับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอผลการจําหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้ มแข็งใน ปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครัง้ ที่ 1 เพื่อปรับโครงสร้ างหนี ้เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟู และเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 พร้ อมกับลงประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อปรับ โครงสร้ างหนี ้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไปด้ วย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า 1. กค.ได้ ดําเนินการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้ มแข็งในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครัง้ ที่ 1 เพื่อปรับ โครงสร้ างหนี ้เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงินไม่เกิน 100,000 ล้ านบาท อายุ 6 ปี จํานวน 1 รุ่ น จําหน่ายในระหว่างวันที่ 7-16 มิถนุ ายน 2553 โดยแบ่ง การจําหน่ายออกเป็ น 2 ช่วง ดังนี ้ 1.1 ช่วงที่ 1 วันที่ 7-8 มิถนุ ายน 2553 สําหรับผู้สงู อายุ (อายุ 60 ปี ขึ ้นไป) 1.2 ช่วงที่ 2 วันที่ 9-16 มิถนุ ายน 2553 สําหรับผู้มีสิทธิซื ้อทัว่ ไป รวมทังผู ้ ้ สงู อายุ ซึง่ กค.ได้ แต่งตัง้ ให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็ นนายทะเบียนและตัวแทนรับจ่ายเงิน และสถาบันการเงิน จํานวน 12 แห่ง เป็ นตัวแทนจัด จําหน่าย ประกอบด้ วย (1) ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) (2) ธนาคารกรุ งไทย จํากัด (มหาชน) (3) ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) (4) ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) (5) ธนาคารกรุ งศรี อยุธยา จํากัด(มหาชน) (6) ธนาคารออมสิน (7) ธนาคารทหารไทย จํากัด (มหาชน) (8) ธนาคารนครหลวงไทย จํากัด (มหาชน) (9) ธนาคารธนชาต จํากัด (มหาชน) (10) ธนาคารยูโอบี จํากัด (มหาชน) (11) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จํากัด (มหาชน) (12) ธนาคารซิตี ้แบงก์ เอ็น เอ สาขา กรุงเทพฯ โดยผลการจําหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ ตังแต่ ้ วนั ที่ 7-16 มิถนุ ายน 2553 และได้ เริ่ มจดทะเบียนวันที่ 9-18 มิถนุ ายน 2553 รวม 123,880 ราย เป็ นเงินทังสิ ้ ้น 82,230.29 ล้ านบาท 2. กค. ได้ นําเงินที่ได้ จากการจําหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ ไปปรับโครงสร้ างหนี ้เงินกู้ภายใต้ พระราช กําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ดังนี ้ 2.1 เงินกู้สําหรั บโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2552 ครัง้ ที่ 1 ชําระคืนต้ นเงินกู้ จํานวน 30,000 ล้ านบาท 2.2 เงินกู้สําหรับโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข���ง 2555 ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครัง้ ที่ 1 ชําระคืนต้ นเงินกู้ จํานวน 30,000 ล้ านบาท 2.3 เงินกู้สําหรั บโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครัง้ ที่ 2วงเงินที่ 1 ชําระคืนต้ นเงินกู้ จํานวน 22,230.29 ล้ านบาท 3. เพื่ อ อนุวัติ ต ามความในมาตรา 16 และมาตรา 24 แห่ ง พระราชบัญ ญัติ ก ารบริ ห ารหนี ส้ าธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 กค.จะต้ องประกาศผลการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน


19 นับแต่วนั ที่ทําสัญญากู้หรื อออกตราสารหนี ้ กค.จึงขอให้ ลงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่ อง ผลการออกพันธบัตรออมทรัพย์ ไทยเข้ มแข็งในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครัง้ ที่ 1 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่ อง แต่งตังพนั ้ กงานธนาคารแห่งประเทศ ไทยเป็ นเจ้ าหน้ าที่นายทะเบียนของพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้ มแข็งในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั ง้ ที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2553 (กค.ได้ สง่ เรื่ องดังกล่าวถึงสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2553) 17. เรื่ อง ผลการประชุ ม คณะกรรมการติ ด ตามและประเมิ น ผลการดํา เนิ น โครงการตามแผนปฏิ บั ติ ก าร ไทยเข้ มแข็ง 2555 ครั ง้ ที่ 8/2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั ิ การไทยเข้ มแข็ง 2555 ครัง้ ที่ 8/2553 ตามที่สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี ้ สาระสําคัญ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 ได้ มีการ ประชุ ม ครั ง้ ที่ 8/2553 เมื่ อ วัน ที่ 23 สิ ง หาคม 2553 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้ อ งประชุ ม เดช สนิ ท วงศ์ สํ า นัก งาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยได้ พิจารณาเรื่ อง การจัดสรรวงเงินเหลือจ่ายจากการจัดสรร เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และการประเมินผลการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 สาขาการศึกษา ดังนี ้ 1. การจั ด สรรวงเงิ น เหลื อ จ่ ายจากการจั ด สรรเงิ น กู้ ตามพระราชกํ า หนดให้ อํ า นาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื ้ นฟูและเสริมสร้ างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 1.1 ขณะนี ้ มีส่วนราชการเสนอโครงการเพื่อขอใช้ เงินเหลือจ่ายจํานวนมาก ซึ่งกระทรวงการคลัง ควรพิจารณาความจําเป็ นในการใช้ จ่ายเงินกู้ในส่วนวงเงินเหลือจ่ายอย่างรอบคอบ เนื่องจาก ปั จจุบนั เศรษฐกิจของประเทศ เริ่ มฟื น้ ตัวสู่สภาวะปกติแล้ ว จึงควรใช้ เงินเหลือจ่ายในการลงทุนโครงการที่มีความจําเป็ นเร่ งด่วนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างแท้ จริงเท่านัน้ และอาจพิจารณาใช้ งบประมาณแผ่นดินสําหรับโครงการทัว่ ไปที่ไม่มีความจําเป็ นเร่งด่วนมากนัก 1.2 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการบริ หารโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2553 ข้ อ 27 กําหนดให้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการที่ประสงค์จะเสนอโครงการเพิ่มเติม เสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลัน่ กรองและบริ หารโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 เพื่อพิจารณาและ นําเสนอให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมตั ิ อย่างไรก็ตาม ควรกําหนดขอบเขตเวลาที่ส่วนราชการจะสามารถขอขยายเวลาใน การลงนามสัญญา หรื อเสนอโครงการเพิ่ ม เติม ต่อคณะกรรมการกลั่น กรองฯ ด้ ว ย เพื่ อให้ ก ารใช้ จ่า ยเงิ น จากพระราช กําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 มีกรอบระยะเวลาที่ ชัดเจน 2. การประเมินผลการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้ มแข็ง 2555 สาขาการศึกษา คณะกรรมการฯ มีความเห็นเกี่ยวกับการประเมินผลการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 สาขา การศึกษา สรุปได้ ดงั นี ้ 2.1 จากการประเมินเบื ้องต้ น พบว่า การดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 สาขาการศึกษาในหลายกิจกรรมมีลกั ษณะเป็ นการดําเนินงานระยะสัน้ เช่น การจัดสรรอัตราจ้ างครู วฒ ุ ิปริ ญญาตรี จํานวน 4,224 อัตรา และการจัดสรรอัตราจ้ างผู้ปฏิบตั ิในโรงเรี ยนจํานวน 30,921 อัตราในโครงการพัฒนาครู ทงระบบ ั้ รวมถึงการ จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในโครงการปั จจัยสนับสนุนการศึกษา ซึ่งเมื่อแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 สิ ้นสุดลง กระทรวงศึกษาธิการอาจขาดงบประมาณในการดําเนินกิจกรรมดังกล่าวในระยะต่อไป โดยเฉพาะการจ้ างครู และการเช่า ซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ เกิดการว่างงานและกระทบต่อความยัง่ ยืนของโครงการได้ ดังนัน้ เพื่อให้ การดําเนินโครงการ เกิดประโยชน์อย่างยัง่ ยืน กระทรวงศึกษาธิการควรเตรี ยมแหล่งเงินรองรับ และกําหนดแนวทางดําเนินโครงการในระยะต่อไปด้ วย 2.2 การมีส่วนร่ วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่นเป็ นปั จจัยสําคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ การ ดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 สาขาการศึกษาประสบความสําเร็ จได้ ดังนัน้ รัฐบาลควรพิจารณา แนวทางการดําเนินการในระยะยาว โดยให้ ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่นที่มี ศกั ยภาพมีส่วนร่ วมในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของโรงเรี ยนในชุมชน และอาจใช้ โครงการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 เป็ นโครงการนําร่ อง เพื่อให้ เกิดการดําเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้ 3. สรุ ปมติคณะกรรมการฯ 3.1 กระทรวงการคลังควรพิจารณาความจํ าเป็ นในการใช้ จ่ายเงิ นกู้ในส่วนวงเงินเหลือจ่ายอย่าง รอบคอบ เนื่องจาก ปั จจุบนั เศรษฐกิจของประเทศเริ่ มฟื น้ ตัวสูส่ ภาวะปกติแล้ ว จึงควรใช้ เงินเหลือจ่ายในการลงทุนโครงการที่มี


20 ความจําเป็ นเร่ งด่วนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้ จริ งเท่านัน้ และอาจพิจารณาใช้ งบประมาณแผ่นดินสําหรับโครงการ ทัว่ ไปที่ไม่มีความจําเป็ นเร่งด่วนมากนัก รวมทังควรกํ ้ าหนดขอบเขตเวลาที่สว่ นราชการจะสามารถขอขยายเวลาในการลงนาม สัญญา หรื อเสนอโครงการเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการกลัน่ กรองฯ ด้ วย เพื่อให้ การใช้ จ่ายเงินจากพระราชกําหนดให้ อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริมสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 มีกรอบระยะเวลาที่ชดั เจน 3.2 เห็นควรเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาในประเด็น ดังนี ้ 3.2.1 พิ จ ารณากํ า หนดแนวทางดํ า เนิ น โครงการ และเตรี ย มจั ด หาแหล่ ง เงิ น รองรั บ การดําเนินการภายหลังจากแผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 สิ ้นสุดลง เพื่อให้ การดําเนินโครงการในการยกระดับมาตรฐาน การศึกษามีความต่อเนื่องและยัง่ ยืน 3.2.2 พิจ ารณากํ า หนดแนวทางการสร้ างความร่ ว มมื อในการยกระดับมาตรฐานการศึก ษา ร่ วมกับชุมชนและองค์ กรปกครองส่วนท้ องถิ่ น โดยให้ ชุมชนและองค์ กรปกครองส่วนท้ องถิ่ นที่ มีศักยภาพมี ส่วนร่ วมใน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรี ยนในชุมชน ซึง่ จะทําให้ การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษามีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ ้น 18. เรื่ อง ข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของสภาผู้ แทนราษฎร และข้ อสั งเกตของคณะกรรมาธิ การวิสามั ญพิจารณาศึกษา ร่ างพระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของวุฒสิ ภา คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิ การวิสามัญพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของสภาผู้แทนราษฎร และข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของวุฒิสภา และให้ ทุกหน่วยงานของรัฐรับ ข้ อสังเกตดังกล่าวไปพิจารณาดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้ อง โดยให้ สํานักงบประมาณเป็ นหน่วยงานกลางในการรวบรวมผล การดําเนินการ แล้ วส่งให้ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรี ตอ่ ไป ข้ อเท็จจริง 1. สํ า นัก งานเลขาธิ ก ารสภาผู้แ ทนราษฎรได้ ส่ง ข้ อสัง เกตของคณะกรรมาธิ ก ารวิส ามัญ พิจ ารณาร่ า ง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 มาเพื่อดําเนินการ โดยมีข้อสังเกตในด้ านต่าง ๆ ดังนี ้ 1.1 นโยบายและภาพรวมการจัดทํางบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ตามยุ ทธศาสตร์ การจั ดสรรงบประมาณ รวม 8 ยุ ทธศาสตร์ คือ ยุท ธศาสตร์ ก ารสร้ างความเชื่ อมั่น ของประเทศ ยุทธศาสตร์ การรั กษาความมัน่ คงของรั ฐ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมลํ ้าทางสังคม ยุ ท ธศาสตร์ การจั ด การเศรษฐกิ จ ให้ ขยายตั ว ได้ อย่ า งมี เ สถี ย รภาพและยั่ ง ยื น ยุ ท ธศาสตร์ การบริ ห ารจั ด การ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก ยุทธศาสตร์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจยั และนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์ การบริ หาร จัดการบ้ านเมืองที่ดี 1.2 การบริ ห ารจั ด การงบประมาณ เช่ น การเบิ ก จ่ า ยงบประมาณ การโอนเปลี่ ย นแปลง งบประมาณ ฯลฯ โดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ต้ องให้ ความสําคัญกับข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ โดยนําไปปรับปรุ งพัฒนาให้ เป็ นไปตามแนวทางดังกล่าว และในการนําเสนองบประมาณรายจ่ายประจําปี ต่อ ๆ ไป ต่อ คณะกรรมาธิการฯ ทุกหน่วยงานจะต้ องนําผลการดําเนินงานตามข้ อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้ องของปี ที่ผา่ นมาเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ ในปี ต่อไปด้ วย 1.3 การจัดสรรงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของกระทรวงและ หน่ วยงานต่ าง ๆ รวม 20 กระทรวง และส่วนราชการไม่สงั กัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรื อทบวง หน่วยงานของ รัฐสภา หน่วยงานของศาลหน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และจังหวัดและกลุม่ จังหวัด 2. สํ า นัก งานเลขาธิ ก ารวุ ฒิ ส ภาได้ ส่ ง ข้ อ สัง เกตของคณะกรรมาธิ ก ารวิ ส ามัญ พิ จ ารณาศึ ก ษาร่ า ง พระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 มาเพื่อดําเนินการ โดยมีข้อสังเกตในด้ านต่าง ๆ ดังนี ้ 2.1 นโยบายและภาพรวมการจัดทํางบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 เช่น ควรให้ กระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้ างภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดเก็บภาษี รัฐบาลควร ปรับปรุ งโครงสร้ างสัมปทานหรื อค่าภาคหลวงจากทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เหมาะสม การจัดสรรงบประมาณของ รัฐบาลควรกําหนดยุทธศาสตร์ ที่ม่งุ เน้ นสู่ประชาชนระดับรากหญ้ าเป็ นหลัก โดยมอบหมายให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการ


21 จัดสรรงบประมาณและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมบูรณาการร่ วมกับจังหวัดและท้ องถิ่นและจัดทําแผนการอย่างเป็ น รูปธรรมและเป็ นระบบ เป็ นต้ น 2.2 การจัดสรรงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 จําแนกตามกระทรวง และหน่ วยงานต่ าง ๆ รวม 20 กระทรวง ส่วนราชการไม่สงั กัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรื อทบวง หน่วยงานของ รัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จังหวัดและกลุม่ จังหวัด และสภากาชาดไทย สังคม 19. เรื่ อง มาตรการปรั บปรุ งประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถนะอากาศยานของกระทรวงทรั พยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้ อม คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบในหลักการมาตรการปรั บปรุ งประสิท ธิ ภาพและเพิ่ มสมรรถนะอากาศยานของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม (ทส.) ตามที่ กระทรวงทรั พยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมเสนอ และให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมรับข้ อเสนอแนะเพิ่มเติมของกระทรวงคมนาคมด้ านความปลอดภัย การจัด องค์ กรด้ านการบิน และการกํ ากับดูแลในด้ านการบินพลเรื อนซึ่งเป็ นข้ อเสนอแนะการปรั บปรุ งโครงสร้ างและการเพิ่ ม ประสิทธิภาพการบิน ไปพิจารณา โดย 1. การจัดหาอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มสมรรถนะของอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ จํานวน 9 เครื่ อง โดยให้ ทส.ทําความตกลงในรายละเอียดกับสํานักงบประมาณต่อไป ส่วนการจัดหาอากาศยานตามแผนแม่บทการใช้ การจัดหาและการบํารุ งอากาศยาน ปี พ.ศ. 2547 ให้ สํานักงบประมาณพิจารณาจัดสรรสนับสนุนให้ ตามความเหมาะสม ตามลําดับความจําเป็ นเร่ งด่วน และสอดคล้ องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศต่อไป ตามความเห็นของสํานัก งบประมาณ 3. การขอคงตํ า แหน่ ง นัก บิน ช่ า งเครื่ องบิน และช่า งวิท ยุก ารบิน กรณี ก ารเกษี ย ณอายุราชการ ขยาย อัตรากําลังตามจํานวนอากาศยานที่จดั หาเพิ่ม ให้ กระทรวงคมนาคมเสนอเรื่ องให้ คณะกรรมการบริ หารพนักงานราชการ พิจารณาต่อไป ตามความเห็นของสํานักงาน ก.พ. 4. การพัฒนาศูนย์ปฏิบตั กิ ารบินและซ่อมบํารุงอากาศยาน (การใช้ สนามบินร่ วม) ให้ ทส. รับความเห็นของ กระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับการใช้ พื ้นที่ท่าอากาศยานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไปพิจารณาดําเนินการต่อไป 5. เห็นชอบในหลักการการแต่งตังคณะกรรมการพั ้ ฒนาประสิทธิ ภาพและความปลอดภัยในการบริ หาร ทรัพยากรด้ านการบิน และให้ ทส. จัดทํารายละเอียดขององค์ประกอบและอํานาจหน้ าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวมาเพื่อ เสนอคณะรัฐมนตรี อีกครัง้ หนึง่ 20. เรื่ อง การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดซือ้ โดยรัฐ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบการดําเนินการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อโดยรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี ้ 1.เห็นชอบในหลักการให้ มีการดําเนินการตามแนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อ โดยรัฐของกระทรวงการคลัง 2.มอบหมายให้ กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางแต่งตังคณะกรรมการติ ้ ดตามและประเมินผลการ จัดซื ้อโดยรัฐที่มีรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังหรื อรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ได้ รับมอบหมายเป็ นประธาน โดยมีผ้ แู ทนจากหน่วยงานที่กํากับนโยบายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้ อง เช่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วน ท้ องถิ่น รวมถึงผู้แทนจากภาคเอกชนร่ วมเป็ นกรรมการ อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็ นกรรมการและเลขานุการ เพื่อกํากับและ ดูแลการพัฒนาระบบการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อโดยรัฐ และกําหนดกลุม่ เป้าหมายของการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อ โดยรัฐรวมทังติ ้ ดตามและรวบรวมผลการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อโดยรัฐ เพื่อนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี 3.ให้ การประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อโดยรัฐเป็ นเครื่ องมือในการติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐ เพื่อรวมรวมข้ อเท็จจริงของการดําเนินการจัดซื ้อจัดจ้ างรวมทังเป็ ้ นตัวชี ้วัดผลการปฏิบตั ิงานของส่วนราชการ องค์กรปกครอง ส่วนท้ องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ได้ รับงบประมาณ โดยให้ กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ประสานงานกับหน่วยงานที่ ���กี่ยวข้ อง 4.กํ า หนดให้ หน่ ว ยงานภาครั ฐ ที่ เ ป็ นกลุ่ม เป้ าหมายในการประเมิ น มาตรฐานการจัด ซื อ้ โดยรั ฐ ของ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐ ดําเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการ จัดซื ้อโดยรัฐกําหนด


22 5.ให้ หน่วยงานตรวจสอบภายในของหน่วยงานรับผิดชอบติดตามและตรวจสอบการประเมินมาตรฐานการ จัดซื ้อโดยรัฐของแต่ละหน่วยงานโดยมีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) มีหน้ าที่สอบทานการ ปฏิบัติง านของหน่ ว ยงานตรวจสอบภายใน สํ า หรั บ กรณี ของกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการคลัง (กค.) (สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)) จะมีหน้ าที่กํากับ ติดตามและตรวจสอบการประเมินมาตรฐานการ จัดซื ้อโดยรัฐขององค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ ตามลําดับ โดยมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการ จัดซื ้อโดยรัฐ พิจารณารวบรวมนําเสนอคณะรัฐมนตรี ทัง้ นี ้ ให้ ก ระทรวงการคลัง รั บ ความเห็ น ของกระทรวงกลาโหม กระทรวงศึก ษาธิ ก าร สํ า นัก งาน ก.พ.ร. สํ า นัก งาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดําเนินการด้ วย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า 1. กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางได้ ร่วมกับสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้ าดําเนินการโครงการ ความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐที่มีกลไกและขันตอนการปฏิ ้ บตั ิงานที่ เป็ นรู ปธรรม ระยะเวลา 6 เดือน (ตังแต่ ้ 12 มิถุนายน-11 ธันวาคม 2551) เพื่อศึกษากรอบแนวทางการพัฒนาระบบการ ติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐ โดยมีผลสรุปของโครงการฯ ดังนี ้ 1.1 การประเมินมาตรฐานฯ ควรมีความต่อเนื่ องและมีประสิทธิ ภาพประสิทธิ ผลสอดคล้ องกับ หลักเกณฑ์ การบริ หารกิ จการบ้ านเมืองที่ ดีในด้ านการพัฒนาศักยภาพ โดยมี ลักษณะเป็ นนโยบายของฝ่ ายบริ หาร ให้ คณะรัฐมนตรี กําหนดเป็ นนโยบายให้ หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบตั ิ ทังนี ้ ้ เพื่อความคล่องตัวและยืดหยุน่ เพียงพอที่จะรองรับการ ปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงแนวทางการดําเนินงานจัดซื ้อจัดจ้ างให้ มีประสิทธิภาพและเป็ นมาตรฐานมากยิ่งขึ ้น 1.2 ในการดําเนินการประเมินมาตรฐานฯ ควรเป็ นระบบที่ตดิ ตังภายในสํ ้ าหรับผู้บริ หาร ที่ใช้ ในการ กํากับดูแลการปฏิบตั ิงานในลักษณะของการประเมินตนเอง (Self-Assessment) เสมือนเป็ นการวางระบบสนับสนุนและ ปั จจัยพื ้นฐานในการสร้ างกระบวนการเรี ยนรู้ เพื่อให้ เกิดผลในทางปฏิบตั ิต่อหน่วยงานภาครัฐ อันจะช่วยส่งเสริ มให้ มีขีด ความสามารถในการปฏิบตั งิ านมากยิ่งขึ ้น 1.3 การกําหนดกลไกในการดําเนินการควรนําเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาแต่งตังคณะกรรมการ ้ ดําเนินการประเมินมาตรฐานฯ โดยมีหน้ าที่ พัฒนา ปรับปรุ งระบบติดตามการประเมินมาตรฐานฯ และนําเสนอผลการ วิเคราะห์ในลักษณะเชิงนโยบายเพื่อชี ้ประเด็นปั ญหา อุปสรรค รวมถึงเสนอแนะแนวทางการแก้ ไขและจัดทํารายงานเพื่อ นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี 1.4 มอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลางจัดการฝึ กอบรมเพื่อสร้ างความพร้ อมให้ กบั หน่วยงาน/ องค์กรที่เกี่ยวข้ อง และนําผลการประเมินมาตรฐานฯ มาพัฒนา ปรับปรุงระบบการจัดซื ้อจัดจ้ างของหน่วยงานภาครัฐ พร้ อม ทังประสานกั ้ บ สคร. และ มท. ในฐานะหน่วยงานกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น เพื่อพัฒนาปรับปรุง ระบบการจัดซื ้อจัดจ้ างของรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น 1.5 การกํ าหนดให้ มีการตรวจสอบจากภายนอก เพื่อสอบทานความน่าเชื่อถื อของการประเมิน มาตรฐานฯ ควรกําหนดเป็ นตัวชี ้วัดตามคํารับรองการปฏิบตั ริ าชการ สํานักงาน ก.พ.ร. และการสอบทานของ ค.ต.ป. 2. ปั จจุบนั มีการดําเนินงานตามกรอบแนวทางปฏิบตั ิที่มีการนําหลักธรรมรัฐ (Good Governance) มาเป็ น รากฐานในการดําเนินการต่าง ๆ อันเป็ นประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อให้ เกิดความโปร่ งใส ความประหยัด มี ประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และเป็ นธรรม กค.โดยกรมบัญชีกลางในฐานะที่กํากับดูแลการพัสดุภาครัฐ จึงได้ กําหนดให้ มี การดําเนินการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อโดยรัฐของประเทศไทยในภาพรวม รวมทังการจั ้ ดทําโครงการประเมินมาตรฐาน การจัดซื ้อโดยรัฐในระดับหน่วยงาน เพื่อเป็ นเสมือนโครงการนําร่ องในการประเมินผลการดําเนินงานของระบบการจัดซื ้อจัด จ้ างภาครัฐ โดยพัฒนาจากระบบการประเมินมาตรฐานการจัดซื ้อจัดจ้ างที่เป็ นสากล อันจะช่วยสนับสนุนการจัดซื ้อจัดจ้ าง ของหน่วยงานภาครัฐให้ มีมาตรฐานที่ดี ตลอดจนสร้ างความเชื่อมัน่ ในการบริ หารจัดการภาครัฐในประเทศไทยที่มีมาตรฐาน ในระดับสากล ดังนัน้ เพื่อให้ การดําเนินการประเมินมาตรฐานฯ ดังกล่าว มีความต่อเนื่องและครอบคลุมถึงหน่วยงานภาครัฐ ทัง้ หมด จึงมีความจําเป็ นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรั ฐ โดยผลของการประเมิน มาตรฐานฯ จะได้ นําไปสูก่ ารพัฒนาตลาดภาครัฐที่ความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป 3. แนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐ ตามที่ กค.เสนอ โดยมีประโยชน์ของ การพัฒนาระบบฯ ดังนี ้ 3.1 ฝ่ ายบริ หารมีเครื่ องมือในการติดตามและประเมินผลการจัดซื ้อโดยรัฐของหน่วยงานภาครัฐที่ เป็ นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ ้น


23 3.2 สนับ สนุ น ให้ หน่ ว ยงานภาครั ฐ ในฐานะผู้ ซื อ้ มี ก รอบแนวทางหรื อ มาตรฐานอ้ า งอิ ง การ ดําเนินการจัดซื ้อจัดจ้ างที่มีความชัดเจนเป็ นรูปธรรม 3.3 รวบรวมข้ อมูลที่เป็ นข้ อเท็จจริงสําหรับการพัฒนาระบบการจัดซื ้อจัดจ้ างที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ ้น 3.4 สามารถใช้ เป็ นข้ อมูลอ้ างอิงถึงมาตรฐานระบบการจัดซื ้อจัดจ้ างภาครัฐของประเทศไทย เพื่อ สร้ างความเชื่อมัน่ ในการบริ หารจัดการภาครัฐที่มีธรรมาภิบาลและมาตรฐานเทียบเท่าสากล 21. เรื่ อง ขอสิทธิกําลังพลให้ แก่ เจ้ าหน้ าที่ศูนย์ บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่ วยใน สายงาน คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบให้ เจ้ าหน้ าที่ศูนย์บญ ั ชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่วยใน สายงาน ได้ รับสิทธิกําลังพล (การนับเวลาราชการเป็ นทวีคณ ู ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็ นต้ นไป) เช่นเดียวกับผู้ปฏิบตั ิ หน้ าที่กองอํานวยการรักษาความมัน่ คงภายในราชอาณาจักร ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงกลาโหม (กห.) รายงานว่า กองทัพไทยขอสิทธิกําลังพลให้ แก่เจ้ าหน้ าที่ศนู ย์บญ ั ชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่วยในสายงาน ให้ ได้ รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ปฏิบตั ิหน้ าที่กองอํานวยการรักษาความมัน่ คง ภายในราชอาณาจักรตามคําสัง่ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 205/2549 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2549 กห.พิจารณาแล้ วเห็นว่าเจ้ าหน้ าที่ศูนย์ บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่วยใน สายงานมีลกั ษณะการปฏิบตั ิ และทําหน้ าที่ควบคุมอํานวยการ สัง่ การ ให้ เป็ นไปตามแผนป้องกันประเทศ สมควรได้ รับสิทธิ กําลังพลเช่นเดียวกัน โดยให้ นบั เวลาราชการเป็ นทวีคณ ู ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็ นต้ น ต่ างประเทศ 22. เรื่ อง ความก้ าวหน้ ากรอบร่ วมมือทวิภาคี ด้ านการจัดการทรัพยากรนํา้ และสิ่งแวดล้ อมระหว่ างราชอาณาจักร ไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คณะรัฐมนตรี รับทราบความสําเร็ จของการหารื อทวิภาคีระดับรัฐมนตรี เรื่ อง ความร่ วมมือด้ านการจัดการ ทรัพยากรนํ ้า และสิ่งแวดล้ อม ครัง้ ที่ 1 ระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และ อนุมตั ิในหลักการให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมดําเนินการตามความกรอบความร่ วมมือด้ านการจัดการ ทรัพยากรนํ ้าและสิง่ แวดล้ อม ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมเสนอ ทังนี ้ ้ งบประมาณเพื่อสนับสนุนการ ดําเนินงานตามกรอบความร่ วมมือทวิภาคีที่จะดําเนินการในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 – 2554 ให้ ใช้ จ่ายจากงบประมาณ รายจ่ายประจํ าปี ของแต่ละหน่วยงานตามเสนอ สําหรั บค่าใช้ จ่ายในปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 – 2556 ให้ เสนอขอตัง้ งบประมาณตามขันตอนตามความเหมาะสมและจํ ้ าเป็ นต่อไป สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม (ทส.) รายงานว่า 1. หลังจากที่คณะรัฐมนตรี ได้ มีมติ (15 มิถนุ ายน 2553) รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้ อมและคณะได้ เดินทางไปร่ วมประชุมหารื อทวิภาคีระดับรัฐมนตรี เรื่ อง ความร่ วมมือด้ านการจัดการทรัพยากรนํ ้า และสิ่งแวดล้ อม ครัง้ ที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 ถึง 26 มิถุนายน 2553 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตามคําเชิญของ รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และประธานองค์การจัดการทรัพยากรนํ ้าและสิง่ แวดล้ อมแห่ง สปป.ลาว และได้ ลงนาม ในสรุปบันทึกการประชุมทวิภาคีระดับรัฐมนตรี เรื่ อง ความร่วมมือด้ านการจัดการทรัพยากรนํ ้าและสิง่ แวดล้ อม ครัง้ ที่ 1 2. ผลการหารื อสรุปได้ วา่ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมและรัฐมนตรี ประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี แห่ง สปป.ลาว ได้ หารื อทิศทางและความร่ วมมืออย่างใกล้ ชิดระหว่างสองประเทศในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม เนื่องจากเป็ นประเด็นข้ ามพรมแดนซึง่ จําเป็ นต้ องมีการดําเนินงานร่วมกัน จึงจะเกิดผล การพัฒนาอย่างยัง่ ยืน จัดเป็ นการดําเนินการตามนโยบายและแนวทางจากผลการประชุมสุดยอดผู้นําลุ่มนํ ้าโขงตอนล่าง ครัง้ ที่ 1 (The First Mekong River Commission Summit) ที่ประเทศสมาชิกจะต้ องนําไปปฏิบตั ิให้ บงั เกิดผลเป็ นรูปธรรม โดยเร็ วที่สดุ และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย และ สปป.ลาว ในการนี ้ รัฐมนตรี ของทังสองประเทศได้ ้ หารื อและกําหนดประเด็นที่จะดําเนินการร่ วมกันอย่างใกล้ ชิด ได้ แก่ การ บริ หารจัดการนํ ้าแบบบูรณาการ การจัดการสิ่งแวดล้ อม การควบคุมมลพิษและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้ อม การจัดการภัยพิบตั ิ การวางแผนกลยุทธ์ และแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม การจัดการไฟป่ าและหมอกควันข้ ามพรมแดน


24 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการพิจารณาความร่ วมมือด้ านการถ่ายทอดวิชาการต่าง ๆ การฝึ กอบรม สัมมนา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประเด็นอื่น ๆ ที่อาจมีการสร้ างความร่วมมือในอนาคต 3. ความสําเร็ จในการหารื อระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว ทําให้ มีการพิจารณาประเด็นเร่ งด่วน 4 เรื่ อง เพื่อนําไปสูก่ ารปฏิบตั โิ ดยหน่วยงานของ ทส. ได้ แก่ 3.1 การจัดการสิ่งแวดล้ อม การควบคุมมลพิษและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้ อม จํ านวน 3 โครงการ วงเงินงบประมาณ 69,082,700 บาท 3.2 การจัดการภัยพิบตั ิ จํานวน 1 โครงการ วงเงินงบประมาณ 10,000,000 บาท 3.3 การวางแผนกลยุท ธ์ แ ละแผนการจัด การทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ ง แวดล้ อ ม จํ า นวน 3 โครงการ วงเงินงบประมาณ 4,500,000 บาท 3.4 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จํานวน 2 โครงการ วงเงินงบประมาณ 2,500,000 บาท รวมทังสิ ้ ้น 9 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมทังสิ ้ ้น 86,082,700 บาท ซึง่ ฝ่ ายไทยมีความพร้ อมในการให้ ความช่วยเหลือ และสนับสนุน โดยหน่วยงานที่ เกี่ ยวข้ องในสังกัด ทส. คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ ป่าและพันธุ์พืช กรมทรั พยากรนํ า้ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริ มคุณภาพสิ่งแวดล้ อม สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม และ องค์การบริหารจัดการก๊ าซเรื อนกระจก (องค์การมหาชน) 4. การเจรจาทวิภาคีระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาล สปป.ลาว ได้ กําหนดกรอบการดําเนินงานให้ เกิดผล เป็ นรู ปธรรมภายใน 3 ปี ทส. พิจารณาแล้ วเห็นว่าสามารถดําเนินการได้ ตามกรอบการเจรจา โดยจะต้ องเริ่ มดําเนินการ ภายในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งการดําเนินการนี ้ต้ องได้ รับการอนุมตั ิโครงการและงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี ก่อนดําเนินการ ทังนี ้ ้ ใช้ งบประมาณปกติของ ทส. 23. เรื่ อง การขอความเห็นชอบต่ อร่ างปฏิญญาร่ วมการประชุมรั ฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรั ฐมนตรี กลาโหม ประเทศคู่เจรจา คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอทัง้ 3 ข้ อ ดังนี ้ 1.ร่ างปฏิญญาร่ วมการประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรี กลาโหมประเทศคู่เจรจา (Ha Noi Joint Declaration on the First ASEAN Defence Ministers’ Meeting - Plus) 2.หากมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดของร่ างปฏิญญาร่ วมการประชุมรั ฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับ รัฐมนตรี กลาโหมประเทศคูเ่ จรจาที่จะไม่ทําให้ มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรื อเขตพื ้นที่นอกอาณาเขตซึง่ ประเทศไทยมี สิทธิอธิปไตยหรื อมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรื อตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรื อจะต้ องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้ การเป็ นไปตามหนังสือสัญญา หรื อมีผลกระทบต่อความมัน่ คงทางเศรษฐกิจหรื อสังคมของประเทศอย่างกว้ างขวางหรื อมีผล ผูกพันด้ านการค้ า การลงทุน หรื องบประมาณของประเทศอย่างมีนยั สําคัญให้ กระทรวงกลาโหมพิจารณาดําเนินการได้ ตาม ความเหมาะสม 3.ให้ รัฐมนตรี ว่า การกระทรวงกลาโหมเป็ นผู้ลงนามฝ่ ายไทยในร่ า งปฏิญญาร่ ว มการประชุมรั ฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรี กลาโหมประเทศคูเ่ จรจา ตามข้ อ 1 ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงกลาโหมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาดําเนินการด้ วย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงกลาโหม (กห.) รายงานว่า 1.กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกําหนดจะจัดการประชุมในระหว่างวันที่ 10 – 13 ตุลาคม 2553 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ดังนี ้ 1.1.การประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็ นทางการ (ASEAN Defence Ministers’ Meeting Retreat : ADMM Retreat) 1.2.การประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรี กลาโหมประเทศคูเ่ จรจา ครัง้ ที่ 1 (1st ASEAN Defence Ministers’ Meeting –Plus : ADMM-Plus) ซึ่งมีองค์ประกอบของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอีก 8 ประเทศ ได้ แก่ เครื อรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินเดีย ญี่ปนุ่ นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี สหพันธรัฐรัสเซีย และสหรัฐอเมริ กา ตามผลการประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนครัง้ ที่ 4 ใน การนีร้ ัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมจะเดินทางไปเข้ าร่ วมประชุมดังกล่าวและจะต้ องลงนามในร่ างปฏิญญาร่ วมการ ประชุมรัฐมนตรี กลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรี กลาโหมประเทศคู่เจรจา (Ha Noi Joint Declaration on First ASEAN Defence Ministers’ Meeting – Plus) ด้ วย


25 2. กห.พิจารณาร่างปฏิญญาร่วมฯ ดังกล่าวแล้ วมีความเห็น ดังนี ้ 2.1 ร่ างปฏิญญาร่ วมฯ ดังกล่าวมีลกั ษณะเป็ นความตกลงระหว่างประเทศที่เป็ นหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงต้ องได้ รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก่อนดําเนินกา���ให้ มี ผลผูกพัน (ก่อนการลงนาม) 2.2 ร่างปฏิญญาร่วมฯ ดังกล่าวมิได้ มีข้อความส่วนใดที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอาณา เขตไทยหรื อพื ้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิ ปไตยหรื อมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรื อมีผลกระทบต่อ ความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ หรื อสังคมของประเทศอย่างกว้ างขวาง หรื อมีความผูกพันด้ านการค้ า การลงทุนหรื องบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญแต่อย่างใด และ กห. สามารถปฏิบตั ิได้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ เป็ นไปตาม หนังสือสัญญา ดังนัน้ ร่างปฏิญญาร่วมฯ ดังกล่าวไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ที่จะต้ องได้ รับความเห็นชอบของรัฐสภา 24. เรื่อง ผลการประชุมเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุ่มแม่ นํา้ โขง ครั ง้ ที่ 6 คณะรัฐมนตรี รับทราบและมอบหมายตามที่รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนอง เตย) เสนอ ทัง้ 3 ข้ อ ดังนี ้ 1. รับทราบผลการประชุมเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง ครัง้ ที่ 6 ณ กรุ งโซล สาธารณรัฐ เกาหลี 2. มอบหมายกระทรวงพลังงาน (พน.) ประสานกระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลังของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อหารื อในรายละเอียดความร่ วมมือด้ านการพัฒนาพลังงานสะอาดและการพัฒนาพลังงานที่เป็ นมิตรต่อสิ่งแวดล้ อม อัน สืบเนื่ องจากผลการหารื อทวิภาคีระหว่างรั ฐมนตรี ประจํ าสํานัก นายกรั ฐมนตรี (นายสาทิ ตย์ ฯ) และรั ฐมนตรี กระทรวง ยุทธศาสตร์ และการคลังของสาธารณรัฐเกาหลี 3. มอบหมายสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประสานส่วนราชการที่ เกี่ยวข้ อง ได้ แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม พน. และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารนําเสนอแผนงานความร่ วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลีต่อธนาคารพัฒนาเอเชียในการประสานความร่ วมมือ ระหว่างเกาหลีกบั ประเทศลุม่ แม่นํ ้าโขงต่อไป ทังนี ้ ้ ให้ รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ในฐานะรัฐมนตรี ประจําแผนงานความร่ วมมือ ทางเศรษฐกิจในอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ต่อไป สาระสําคัญของเรื่ อง รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ ฯ) รายงานว่าทางสาธารณรัฐเกาหลีร่วมกับธนาคาร พัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ในฐานะเจ้ าภาพจัดเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง ณ กรุ งโซล สาธารณรัฐเกาหลี ได้ เชิญรัฐมนตรี GMS ของไทยและคณะผู้แทนไทยเข้ าร่ วมการหารื อในเวทีการประชุมดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี ้ 1. นโยบายของสาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลีได้ ดําเนินนโยบาย Global Korea และเพิ่มบทบาท เชิงรุกอย่างเต็มตัวในการเป็ นผู้ให้ ที่เด่นชัดในภูมิภาคนี ้ผ่านช่องทางทังในภาครั ้ ฐและภาคเอกชน รวมมูลค่ากว่า 3.5 พันล้ าน ดอลลาร์ สหรัฐ สาธารณรัฐเกาหลีได้ ลงนามบันทึกความเข้ าใจระหว่างกระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลังและ ADB ในปี 2551 เพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศลุ่มแม่นํ ้าโขง และได้ จัดตังกองทุ ้ นความร่ วมมือพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development Cooperation Fund : EDCF) วงเงินรวม 500 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ เพื่อการพัฒนาโครงสร้ างพื ้นฐานของกลุม่ GMS ร่ วมกับ ADB ซึง่ ปั จจุบนั ได้ ให้ ความช่วยเหลือไปแล้ วประมาณ 100 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ (สถานะเมื่อเดือนธันวาคม 2552) เพื่อพัฒนาถนนในกัมพูชา สาธารณรั ฐประชาธิ ปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และเวียดนาม รวมถึงเพื่อร่ วม สนับสนุนการดําเนินงานของแผนงานพนมเปญซึง่ เป็ นแผนพัฒนาศักยภาพของภาครัฐของประเทศ GMS ในขณะที่ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนําเข้ าและธนาคารเพื่อการพัฒนาของเกาหลีได้ จดั เตรี ยมเงินทุนเพื่อร่วมพัฒนาอนุภมู ิภาคประมาณ 2.5 พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐ และ 500 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ ตามลําดับ 2. การจัดเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 6-7 กันยายน 2553 มีวตั ถุประสงค์เพื่อให้ เป็ นเวทีหารื อเชิงลึกเพื่อกําหนดสาขาความร่ วมมือ แผนการทํางาน และโครงการที่ สําคัญร่วมกัน ระหว่างสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศ GMS และ ADB ในการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง รวมถึงเป็ นโอกาส ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประชาสัมพันธ์ความก้ าวหน้ าแผนงาน GMS และศักยภาพของอนุภมู ิภาคในปั จจุบนั ซึง่ การ


26 สนับสนุนของภาคีการพัฒนาดังเช่นสาธารณรัฐเกาหลีจะมีส่วนสําคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุ่ม แม่นํ ้าโขง ซึง่ แผนงานการพัฒนาความร่ วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภมู ิภาคลุ่มแม่นํ ้าโขง 6 ประเทศ ในระยะ 3-5 ปี ข้ างหน้ า มีความต้ องการงบประมาณสูง ถึง 20-25 พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการดําเนินงานใน 9 สาขา ความร่วมมือ (คมนาคม โทรคมนาคม พลังงาน เกษตร การลงทุน การท่องเที่ยว การอํานวยความสะดวกการค้ า การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ และสิง่ แวดล้ อม) 3. ผลการประชุมเวทีหารื อเพื่อการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขง ครัง้ ที่ 6 รัฐมนตรี กระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลังสาธารณรัฐเกาหลี รองประธาน ADB และรัฐมนตรี ประเทศสมาชิกแผนงาน GMS ได้ แก่ รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว (Mme.Khempheng Pholsena) รัฐมนตรี กระทรวงการรถไฟสหภาพพม่า (Mr.Thaung Lwin) และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ฯ)ได้ แจ้ ง นโยบายการดําเนินงานของกลุม่ ประเทศ GMS ในช่วงพิธีเปิ ดการประชุม เจ้ าหน้ าที่อาวุโสจาก 6 ประเทศลุม่ แม่นํ ้าโขง และ ภาครัฐและเอกชนของสาธารณรัฐเกาหลี ได้ ร่วมหารื อแนวทางความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศ GMS ใน ด้ านคมนาคมขนส่งการอํานวยความสะดวกการค้ าและการขนส่ง ด้ านสิ่งแวดล้ อม ด้ านพลังงาน และด้ านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และโทรคมนาคม โดยผลการประชุมที่สําคัญประกอบด้ วย 3.1 รัฐมนตรี กระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลังของสาธารณรัฐเกาหลี ได้ แจ้ งให้ ที่ประชุมทราบว่า สาธารณรัฐเกาหลีจะให้ ความช่วยเหลือกลุม่ ประเทศ GMS ทังในด้ ้ านวิชาการและการเงิน ร่วมมือเพื่อส่งเสริ มกิจกรรมที่เป็ น มิตรต่อสิ่งแวดล้ อมและส่งเสริ มการลงทุนของภาคเอกชน ปั จจุบนั สาธารณรัฐเกาหลีได้ ให้ ความร่ วมมือเพื่อการพัฒนา (Overseas Development Assistance : ODA) แก่ประเทศ GMS แล้ วประมาณ 2.2 พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐและคาดว่าจะ เพิ่มขึ ้นอีก 3 เท่า เมื่อถึงปี 2558 และขยายสัดส่วนของความร่ วมมือเพื่อการพัฒนาด้ านสิ่งแวดล้ อม (Green ODA) จาก ร้ อยละ 14 เป็ นร้ อยละ 30 ภายในปี 2563 โดยเฉพาะอย่า งยิ่ง การเสริ มสร้ างศัก ยภาพของประเทศเพื่ อรองรั บ สภาพ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนอกจากนี ้ ในระยะสามปี แรกสาธารณรัฐเกาหลีจะเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินในลักษณะ Co-Financing ร่ วมกับ ADB และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ จากร้ อยละ 10 เป็ นร้ อยละ 20 ผ่านกองทุนความร่ วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจ (EDCF) และสนับสนุนให้ ภาคเอกชนสาธารณรัฐเกาหลีเข้ ามาลงทุนยังอนุภมู ิภาคลุม่ แม่นํ ้าโขงเพิ่มมากขึ ้น ด้ วย 3.2 รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ฯ) ได้ ชี ้ให้ เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ตัวและยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงปั จจัยเสี่ยงอื่นทังภายในและภายนอกอนุ ้ ภูมิภาคทําให้ ประเทศลุ่มแม่นํ ้าโ���งจําเป็ นต้ อง สร้ างสมดุลในการพัฒนาที่ไม่พงึ่ พิงตลาดภายนอกประเทศมากจนเกินไปและเพิ่มความร่วมมือภายใต้ แผนงาน GMS ให้ ใกล้ ชิดมากขึ ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และให้ เกิดการพัฒนาที่ยงั่ ยืน ซึง่ เป็ นโอกาสอันดีที่สาธารณรัฐเกาหลีจะ เพิ่มบทบาทในการเป็ นภาคีการพัฒนา โดยไทยได้ เน้ นยํ ้าความพร้ อมในการร่วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อการพัฒนา อนุ ภูมิภาค 4. แนวทางความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศ GMS ในสาขาที่มีศกั ยภาพ ประกอบด้ วย ด้ านคมนาคมขนส่ง ด้ านการอํานวยความสะดวกการค้ าและการขนส่ง ด้ านสิง่ แวดล้ อม ด้ านพลังงาน ด้ านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและโทรคมนาคม 5. ผลการหารื อทวิ ภาคี ระดับรั ฐ มนตรี ระหว่า งรั ฐมนตรี ก ระทรวงยุท ธศาสตร์ แ ละการคลัง สาธารณ รัฐเกาหลี (Mr.Yoon Jeung-Hyun) และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ฯ )ในเรื่ องดังต่อไปนี ้ 5.1 สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยและเสถียรภาพของรัฐบาล โดยรัฐมนตรี กระทรวง ยุทธศาสตร์ ฯ ได้ แสดงความมัน่ ใจในรัฐบาลไทยและแสดงความพร้ อมในการเข้ าร่วมเป็ นหุ้นส่วนในการพัฒนาอนุภมู ิภาคลุม่ นํ า้ โขงในระยะต่อไป โดยรั บทราบข้ อเท็จจริ งจากรั ฐมนตรี ประจํ าสํานักนายกรั ฐมนตรี ไทยว่ารั ฐบาลไทยสามารถดูแล สถานการณ์ทางการเมืองให้ เข้ าสูภ่ าวะปกติได้ และอยูร่ ะหว่างการจัดทําแผนสร้ างความปรองดองภายในประเทศ 5.2 ความร่ วมมือในการพัฒนาพลังงานสะอาดและการพัฒนาพลังงานที่เป็ นมิตรต่อสิ่งแวดล้ อม รัฐมนตรี ของทังสองประเทศได้ ้ เห็นชอบในหลักการที่ไทยและสาธารณรัฐเกาหลีจะร่ วมมือกันในการพัฒนาพลังงานสะอาด และมอบหมายให้ มีการหารื อในรายละเอียดของความร่วมมือในระดับเจ้ าหน้ าที่ตอ่ ไป 5.3 รัฐมนตรี กระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลังของสาธารณรัฐเกาหลีได้ สอบถามถึงสถานการณ์ ผลผลิ ต และราคาข้ า วในประเทศไทย ซึ่ง รั ฐ มนตรี ป ระจํ า สํ า นัก นายกรั ฐ มนตรี (นายสาทิ ต ย์ ฯ ) ได้ แ จ้ ง ว่ า ราคาข้ า ว ภายในประเทศและราคาส่งออกไม่แตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้ าวในปี 2554 คาดว่าจะได้ รับผลกระทบจาก สถานการณ์ภยั แล้ งในช่วงที่ผา่ นมา


27 25. เรื่ อง กรอบการเจรจาเพื่อให้ ความเห็นชอบในหลักการต่ อร่ างพิธีสารเสริ มว่ าด้ วยการรั บผิดและการชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่ าด้ วยความปลอดภัยทางชีวภาพ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็นชอบกรอบการเจรจาร่ างพิธีสารเสริ มว่าด้ วยการรับผิดและการชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วย ความปลอดภัยทางชีวภาพ ตามความเห็นคณะกรรมการอนุรักษ์ และใช้ ประโยชน์ ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ดังนี ้ 1.1 เห็นชอบในหลักการของพิธีสารเสริมว่าด้ วยการรับผิดและชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วย ความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อให้ เป็ นกลไกการดําเนินงานตาม มาตรา 27 ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วยความปลอดภัย ทางชีวภาพ 1.2 ขอบเขตความเสียหายควรเน้ นความเสียหายจากสิง่ มีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่เคลื่อนย้ ายข้ าม พรมแดนที่สง่ ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ 1.3 พิธีสารเสริ มว่าด้ วยการรับผิดและชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วยความปลอดภัยทาง ชีวภาพ ควรมีกลไกควบคุมดูแลที่สามารถสร้ างความมัน่ ใจให้ กบั ภาคีนําเข้ า และในขณะเดียวกัน สร้ างแรงจูงใจให้ ภาคี ส่งออกมีการเคลื่อนย้ ายข้ ามพรมแดนอย่างถูกต้ องตามกฎหมายและ/หรื อ ระเบียบที่เกี่ยวข้ อง 1.4 ขอบเขตไม่ควรรวมผลิตภัณฑ์สืบเนื่อง (product thereof) เนื่องจากการพิสจู น์ความเสียหาย จากผลิตภัณฑ์สืบเนื่องทําได้ ยาก และไม่มีสภาพเป็ นสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม หากภาคีสว่ นใหญ่เห็นว่าควรรวมไว้ ในขอบเขต ขอให้ สํานักเลขาธิ การอนุสญ ั ญาว่าด้ วยความหลากหลายทางชีวภาพเสริ มสร้ างสมรรถนะในเรื่ องนีใ้ ห้ กับประเทศกําลัง พัฒนาด้ วย 1.5 ประเทศไทยซึง่ เป็ นประเทศผู้นําเข้ าสิง่ มีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เห็นควรให้ มีการกําหนดเรื่ อง ความมั่น คงทางการเงิ น ไว้ ใ ห้ ชัด เจน อย่า งไรก็ ต าม หลัก การของพิ ธี สารเสริ ม ฯ กํ า หนดให้ ผ้ ูป ระกอบกิ จ กรรมจะต้ อ ง รับผิดชอบในการดําเนินการตามมาตรการตอบสนองทันทีที่เกิดผลกระทบ และ/หรื อ ชดใช้ คา่ เสียหายอยูแ่ ล้ ว 2. เห็นชอบในหลักการต่อร่างพิธีสารเสริมว่าด้ วยการรับผิดและการชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วย ความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึง่ จะมีการพิจารณาในการประชุมสมัชชาภาคีพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่าด้ วยความปลอดภัยทาง ชีวภาพ สมัยที่ 5 ในระหว่างวันที่ 11-15 ตุลาคม 2553 ณ เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปนุ่ เพื่อให้ สํานักเลขาธิการอนุสญ ั ญาว่า ด้ วยความหลากหลายทางชีวภาพสามารถนําร่ างพิธีสารเสริ มฯ ดังกล่าวเปิ ดให้ ภาคีพิธีสารคาร์ ตาเฮนาฯ พิจารณาลงนาม รับรอง (adoption) ได้ ตามกําหนดเวลาที่กําหนดไว้ คือในช่วงระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2554 – 6 มีนาคม 2555 สาระสําคัญร่ างพิธีสารเสริ มว่ าด้ วยการรั บผิดและการชดใช้ ของพิธีสารคาร์ ตาเฮนาว่ าด้ วยความ ปลอดภัยทางชีวภาพ มีวตั ถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ และใช้ ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน, โดยคํานึงถึงสุขภาพของมนุษย์, โดยการจัดเตรี ยมกฎเกณฑ์และแนวทางระหว่างประเทศในเรื่ องของการรับผิดและชดใช้ ที่เกี่ยวเนื่องกับสิง่ มีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ร่ างพิธีสารเสริ มฯ ประกอบด้ วย 21 มาตรา โดย มาตรา 1-12 เป็ นเนื ้อหาพันธกรณี และมาตรา 13-21 เป็ น การบริ หารต่าง ๆ ของสํานักเลขาธิการอนุสญ ั ญาว่าด้ วยความหลากหลายทางชีวภาพ 1. ร่างพิธีสารเสริ มฯ ฉบับนี ้นํามาใช้ กบั ความเสียหาย ต่อการอนุรักษ์ และใช้ ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืนโดยคํานึงถึงความ เสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ - ที่เกิดขึ ้นภายในขอบเขตอํานาจรัฐของภาคี - เป็ นผลมาจากการขนส่ง การนําผ่าน การดูแล และการใช้ สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ เคลื่อนย้ ายข้ ามพรมแดนเพื่อนํามาใช้ โดยตรงเป็ นอาหารหรื ออาหารสัตว์หรื อใช้ ในกระบวนการผลิต, หรื อ เพื่อการใช้ ในสภาพ ควบคุม, หรื อ เพื่อปลดปล่อยสูส่ งิ่ แวดล้ อม 2. เป็ นการเคลื่อนย้ ายข้ ามพรมแดนทัง้ โดยเจตนา โดยไม่เจตนาตามมาตรา 17 ของพิธีสารฯ, โดยผิด กฎหมายตามมาตรา 25 ของพิธีสารฯ และโดยประเทศที่ไม่ใช่ภาคี 3. ภาคีจะต้ องกําหนดมาตรการตอบสนองในกรณีเกิดความเสียหายและดําเนินการโดยสอดคล้ องกับ กฎหมายภายในประเทศ หรื ออาจกําหนดไว้ ในกฎหมายภายในว่าด้ วยการรับผิดทางแพ่ง 4. กฎหมายภายในจะต้ อง กําหนดให้ ผ้ ปู ระกอบกิจกรรมแจ้ งหน่วยงานรับผิดชอบทันทีที่เกิดความเสียหาย, ประเมิน ความเสียหาย, และดําเนินมาตรการตอบสนองที่เหมาะสม และต้ องไม่ขดั ขวางการดําเนินการใดๆ ของหน่วยงานรับผิดชอบ


28 ในการดําเนินการแก้ ไขเยียวยา และภาคีมีสิทธิเรี ยกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้ จ่ายในการประเมินความเสียหายและการ ดําเนินการตามมาตรการจากผู้ประกอบกิจกรรม กําหนดเรื่ องการแก้ ไขเยียวยา, การทบทวนการบริ หารการจัดการ/ การตัดสินของศาล กําหนดกฎเกณฑ์และแนวทางการรับผิดทางแพ่ง โดยอาจใช้ (ก) กฎหมายที่มีอยู่ หรื อ (ข) พัฒนาขึ ้นโดยเฉพาะสําหรับวัตถุประสงค์นี ้ หรื อ (ค) ผสม���สาน (ก) และ (ข) โดยระบุถึงความเสียหาย มาตรการรับผิด ช่อง ทางการรับผิด สิทธิที่จะเรี ยกร้ อง 5. ภาคีอาจ ใช้ เกณฑ์ที่กําหนดไว้ ในกฎหมายภายในมากําหนดความเสียหาย - กําหนดช่วงเวลาที่ดําเนินการ - ข้ อจํากัดทางการเงินเพื่อเรี ยกคืนค่าใช้ จ่ายที่เกี่ยวข้ อง 26. เรื่ อง การลงนามใน Memorandum of Understanding on the Implementation of the ASEAN Single Window Pilot Project คณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ อธิ บดีกรมศุลกากรเป็ นผู้ลงนามบันทึกความเข้ าใจสําหรับการดําเนินโครงการ นําร่ องในการอํานวยความสะดวกด้ านศุลกากรด้ วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (Memorandum of Understanding on the Implementation of the ASEAN Single Window Pilot Project) และอนุมตั ิให้ กระทรวงการ ต่างประเทศ (กต.) จัดทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ในการลงนามต่อไป ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า 1. ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ลงนามในความตกลงว่าด้ วยการอํานวยความสะดวกด้ านศุลกากรด้ วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน และพิธีสารว่าด้ วยการอํานวยความสะดวกด้ านศุลกากรด้ วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียนแล้ ว 2. ในระยะเริ่ มต้ นประเทศสมาชิกอาเซียนจะดําเนินโครงการนําร่ องในการนําระบบ ASEAN Single Window มาใช้ โดยได้ มีการยกร่ างบันทึกความเข้ าใจสําหรับการดําเนินโครงการนําร่ องในการอํานวยความสะดวกด้ าน ศุลกากรด้ วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน ซึง่ ประเทศที่ลงนามในบันทึกความเข้ าใจดังกล่าวจะมีทงในฐานะ ั้ ผู้เข้ าร่ วม (Participant) และผู้สงั เกตการณ์ (Observer) สําหรับประเทศไทยนันจะลงนามในฐานะผู ้ ้ เข้ าร่ วมและในชันนี ้ ้ ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้ อธิบดีศลุ กากรของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็ นผู้ลงนามในบันทึกความเข้ าใจ ดังกล่าว เว้ นแต่มาเลเซียและอินโดนีเซีย สําหรับประเทศมาเลเซียผู้ลงนาม คือ Secretary General, Ministry of International Trade and Industry ส่วนประเทศอินโดนีเซียผู้ลงนาม คือ Deputy Minister for Trade and Industry Coordinating Ministry for Economic Affairs 3. ร่ างบันทึกความเข้ าใจดังกล่าวมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการทดสอบต้ นแบบทางเทคนิคในการแลกเปลี่ยน ข้ อมูลและสารสนเทศด้ วยข้ อมูลและสารสนเทศทดสอบโดยการใช้ เอกสารสารสนเทศ ข้ อมูล และการประมวลผลที่ มี มาตรฐานและมีความง่าย อีกทัง้ มีการใช้ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารสําหรับการแลกเปลี่ยนข้ อมูลดังกล่าวใน ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และการดําเนินโครงการนําร่ องดังกล่าวนี ้เป็ นการทดสอบระบบ ASEAN Single Window ก่อนที่จะมีการดําเนินการจัดตังระบบ ้ ASEAN Single Window ที่มีการปฏิบตั ิงานจริ งในอนาคตสําหรับระบบ National Single Window ของประเทศไทยนันได้ ้ ดําเนินการในระยะแรกแล้ ว และมีความพร้ อมพอสมควรที่จะเข้ าร่วมโครงการนําร่อง ดังกล่าวในฐานะผู้เข้ าร่วม 4. สํานักเลขาธิการอาเซียนได้ เร่ งรัดให้ ประเทศสมาชิกอาเซียนทังหลายดํ ้ าเนินขันตอนภายในของแต่ ้ ละ ประเทศให้ แล้ วเสร็จโดยเร็ ว และเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทังหลายดํ ้ าเนินขันตอนภายในของแต่ ้ ละประเทศเรี ยบร้ อยแล้ ว สํานักเลขาธิการอาเซียนจะดําเนินการให้ มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้ าใจดังกล่าวโดยเร็ วต่อไป 5. กรมศุลกากรได้ มีหนังสือหารื อกรมสนธิสญ ั ญาและกฎหมาย กต. ว่าการลงนามในร่างบันทึกความเข้ าใจ ดังกล่าวจะต้ องได้ รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรื อไม่ ซึง่ กรมสนธิ สัญ ญาและกฎหมายแจ้ ง ว่ า ร่ า งบัน ทึก ความเข้ า ใจดัง กล่า วน่า จะเป็ นหนัง สือ สัญ ญาตามมาตรา 190 ของ รั ฐ ธรรมนูญ ฯ และโดยที่ ข ณะนี ย้ ัง ไม่ มี ก ฎหมายว่ า ด้ ว ยการกํ า หนดขัน้ ตอนและวิ ธี ก ารจัด ทํ า หนัง สื อ สัญ ญาตามที่ รัฐธรรมนูญฯ กําหนด จึงเห็นควรใช้ แนวปฏิบตั ิที่ผ่านมา กล่าวคือส่วนราชการเจ้ าของเรื่ องต้ องเป็ นผู้พิจารณาให้ ความเห็น ในเรื่ องนี ้ต่อคณะรัฐมนตรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้ องจะต้ องให้ ความเห็นชอบประกอบเพื่อพิจารณาด้ วย และในส่วนของ


29 กรมสนธิ สญ ั ญาและกฎหมายนันเห็ ้ นว่า ร่ างบันทึกความเข้ าใจดังกล่าวไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตหรื อเขตพื ้นที่นอกอาณาเขตซึง่ ประเทศไทยมีสทิ ธิอธิปไตย หรื อมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรื อตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ หรื อมีผลกระทบต่อความมัน่ คงทางเศรษฐกิจหรื อสังคมของประเทศอย่างกว้ างขวาง หรื อมีผลผูกพัน ทางด้ านการค้ า การลงทุน หรื องบประมาณของประเทศไทยอย่างมีนยั สําคัญ 6. กค. เห็นว่า ร่ างบันทึกความเข้ าใจดังกล่าวไม่น่าที่จะเป็ นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรื อเขตพื ้นที่นอกอาณาเขตซึง่ ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรื อมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรื อตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ หรื อมีผลกระทบต่อความมัน่ คงทางเศรษฐกิจหรื อสังคมของประเทศอย่างกว้ างขวาง หรื อมีผลผูกพันทางด้ าน การค้ า การลงทุน หรื องบประมาณของประเทศไทยอย่างมีนยั สําคัญ ตามความเห็นของกรมสนธิสญ ั ญาและกฎหมาย และ ไม่ต้องออกพระราชบัญญัตเิ พื่อให้ การเป็ นไปตามหนังสือสัญญาแต่อย่างใด 27. เรื่ อง การลงนามเอกสารโครงการเสริ ม สร้ างประสิ ท ธิ ภ าพด้ า นการสื บ สวน การข่ าวกรองและการ อุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองต่ อการลักลอบค้ ายาเสพติดและเคมีภณ ั ฑ์ สารตัง้ ต้ น คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงยุตธิ รรมเสนอให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงยุติธรรมเป็ นผู้แทนฝ่ ายไทยใน การลงนามในเอกสารโครงการเสริ มสร้ างประสิทธิภาพด้ านการสืบสวน การข่าวกรอง และการอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนอง ต่อการลักลอบค้ ายาเสพติดและเคมีภณ ั ฑ์ สารตังต้ ้ น โดยให้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบ อํานาจ (Full Powers) ให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงยุตธิ รรมเป็ นผู้ลงนามต่อไป สาระสําคัญของเรื่ อง 1. กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) รายงานว่า ประเทศไทยได้ ร่วมเป็ นภาคีบนั ทึกความเข้ าใจ 7 ฝ่ ายฯ เพื่อการ ควบคุมยาเสพติดในอนุภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้ วย กัมพูชา จีน พม่า ลาว ไทย เวียดนาม สํานักงานยา เสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรื อ UNODC โดยที่เคยได้ รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2536 และได้ มีการดําเนินความร่ วมมือกับประเทศภาคีบนั ทึกความเข้ าใจดังกล่าวภายใต้ แผนปฏิบตั ิการในอนุ ภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติดในโครงการต่าง ๆ ภายใต้ แผนปฏิบตั ิการฯ จํานวนหลายโครงการจากอดีตจนถึงปั จจุบนั ซึง่ หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สํานักงาน ป.ป.ส. ได้ นําเสนอแผนปฏิบตั ิการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี ในขณะนัน้ และได้ รับ อนุมตั ใิ ห้ มีการดําเนินการตามแผนปฏิบตั กิ ารฯ ในโครงการต่าง ๆ ภายใต้ แผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 สํานักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรื อ UNODC ได้ เสนอโครงการใหม่ที่จะ ดําเนินการภายใต้ แผนปฏิบตั ิการดังกล่าว คือ โครงการเสริ มสร้ างประสิทธิ ภาพด้ านการสืบสวน การข่าวกรอง และการ อุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองต่อการลักลอบค้ ายาเสพติดและเคมีภณ ั ฑ์ สารตังต้ ้ น หรื อ โครงการ K19 โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อ การปราบปรามยาเสพติด และการค้ ายาเสพติดและป้องกันการยักย้ ายถ่ายเทเคมีภณ ั ฑ์ สารตังต้ ้ น รวมทังอุ ้ ปกรณ์ที่ใช้ ใน การผลิตยาเสพติด สําหรับโครงการ K19 นี ้ จะมีระยะเวลาดําเนินการทังสิ ้ ้น 4 ปี ดําเนินการใน 9 ประเทศ คือ หกประเทศ ภาคีภายใต้ กรอบบันทึกความเข้ า ใจ 7 ฝ่ ายฯ รวมกับอี ก 3 ประเทศที่ เข้ าร่ วมโครงการฯ คือ ฟิ ลิปปิ นส์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย 2. ยธ. ได้ พิจารณาเห็นว่า โครงการ K19 จะเป็ นประโยชน์ตอ่ ความร่วมมือด้ านการปราบปรามการผลิตยา เสพติดของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้ านที่เป็ นแหล่งผลิตยาเสพติด เนื่องจากเป็ นการควบคุม มิให้ มีการยักย้ ายถ่ายเทเคมีภณ ั ฑ์ สารตังต้ ้ น จากแหล่งที่ใช้ อย่างถูกกฎหมายไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดผิดกฎหมายที่อยู่ ภายนอกประเทศไทย นอกจากนี ้ โครงการ K19 ยังเป็ นโครงการที่เน้ นการสืบสวนหาโรงงานลักลอบผลิตยาเสพติดประเภท สารกระตุ้นต่อจิตและประสาท (Amphetamine-types Stimulants) หรื อ ATS ซึง่ กําลังเพิ่มจํานวนมากขึ ้นในภูมิภาคแห่งนี ้ ดังนัน้ จึงเป็ นการควบคุมอุปทานของยาเสพติดชนิดดังกล่าวในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้ านรวมทังประเทศอื ้ ่น ๆ ใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิให้ มีปริ มาณเพิ่มขึ ้น 3. ต่อมา ยธ. ได้ มีหนังสือด่วนมากที่ ยธ 1107/11737 ลงวันที่ 13 กันยายน 2553 แจ้ งข้ อมูลเพิ่มเติมใน ประเด็นที่เกี่ยวกับการดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 ที่ เกี่ยวข้ องกับโครงการ K19 ว่า การดําเนินโครงการจะไม่เข้ าข่ายมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เนื่องจากเอกสารโครงการไม่ได้ เป็ นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรื อจะต้ องออก พระราชบัญญัตเิ พื่อให้ เป็ นไปตามหนังสือสัญญาหรื อมีผลกระทบต่อความมัน่ คง เศรษฐกิจหรื อสังคมของประเทศไทย หรื อมี ผลผูกพันด้ านการค้ า การลงทุนหรื องบประมาณของประเทศอย่างมีนยั สําคัญ พร้ อมนี ้ ยธ. ได้ แนบหนังสือกระทรวงการ ต่างประเทศ (กต.) ด่วนมาก ที่ กต 1002/1105 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ที่ได้ เสนอข้ อพิจารณาเกี่ยวกับโครงการ K19 ดังกล่าว โดย กต. ไม่ขดั ข้ องในประเด็นสารัตถะ และได้ ปรับแก้ ไขร่างเอกสารโครงการฯ


30 28. เรื่อง ร่ างแผนปฏิบัตกิ ารร่ วมระหว่ างรั ฐบาลแห่ งราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสเปน คณะรัฐมนตรี รับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. รับทราบเรื่ องการปรับแก้ ข้อความตอนท้ ายของร่ างแผนปฏิบตั ิการร่ วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร ไทยกับราชอาณาจักรสเปน โดยเปลี่ยนข้ อความจาก “ในกรณี ที่มีความแตกต่าง ให้ ใช้ ตวั บทภาษาอังกฤษเป็ นเกณฑ์ ” (“In case of divergence, the English text shall prevail.”) เป็ นข้ อความ “โดยให้ คฉู่ บับทุกภาษามีผลเท่าเทียมกัน” (“, all texts being equally valid.”) 2. เห็นชอบต่อการปรับแก้ ช่วงระยะเวลาของร่ างแผนปฏิบตั ิการร่ วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับราชอาณาจักรสเปน จากปี 2552-2557 เป็ น ปี 2553-2558 เพื่อให้ สอดคล้ องกับปี ที่ลงนามในร่างแผนปฏิบตั กิ ารร่วมฯ สาระสําคัญของเรื่ อง 1. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 กระทรวงการต่างประเทศได้ รับการประสานเป็ นการภายในจากสถาน เอกอัครราชทูตสเปนประจําประเทศไทย ขอแก้ ไขตอนท้ ายของร่างแผนปฏิบตั กิ ารร่วมฯ โดยเปลี่ยนข้ อความจาก “ในกรณีที่มี ความแตกต่างให้ ใช้ ตวั บทภาษาอังกฤษเป็ นเกณฑ์” (“In case of divergence, the English text shall prevail.”) เป็ น ข้ อความ “โดยให้ คฉู่ บับทุกภาษามีผลเท่าเทียมกัน” (“, all texts being equally valid.”) โดยให้ เหตุผลว่า ในระบบ กฎหมายของสเปนในปั จจุบนั ไม่ยินยอมให้ ค่ฉู บับภาษาอังกฤษมีคณ ุ ค่าสูงกว่าคู่ฉบับภาษาสเปน ดังนัน้ ฝ่ ายสเปนจึงขอ ปรับแก้ ให้ ค่ฉู บับทุกภาษา (ได้ แก่ คู่ฉบับภาษาไทย ภาษาสเปน และภาษาอังกฤษ) มีผลเท่าเทียมกัน ซึง่ เป็ นหลักปฏิบตั ิ ที่ฝ่าย สเปนใช้ ในการทําความตกลงกับต่างประเทศ 2. รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงการต่างประเทศกําหนดจะเยือนประเทศสเปน เพื่อเข้ าพบและหารื อทวิภาคีกบั รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่ วมมือสเปน ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม 2553 ในโอกาสนี ้ ฝ่ ายไทยและ ฝ่ ายสเปนเห็นพ้ องกันว่า น่าจะจัดให้ มีการลงนามแผนปฏิบตั กิ ารร่วมฯ ในระหว่างการเยือนครัง้ นี ้ จึงมีความจําเป็ นที่จะต้ อง ปรับแก้ ช่วงระยะเวลาที่แผนปฏิบตั กิ ารร่วมฯ จะมีผลบังคับใช้ เพื่อให้ สอดคล้ องกับเวลาที่ลงนามในร่างแผนปฏิบตั ิการร่วมฯ จริ ง คือ ปรับแก้ จาก ปี 2552-2557 เป็ นปี 2553-2558 ทังนี ้ ้ มิได้ มีการปรับแก้ ในเนื ้อหาสาระของร่ างแผนปฏิบตั ิการร่ วมฯ ในส่วนอื่นแต่อย่างใด 29. เรื่อง การรับรองร่ างเอกสารผลการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป ครัง้ ที่ 8 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบต่อร่ างถ้ อยแถลงของประธานและร่ างแถลงการณ์ของผู้นําเรื่ องวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้ กระทรวงการต่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงถ้ อยคําในส่วนที่ไม่กระทบต่อ สาระสําคัญของร่ างเอกสารผลการประชุมทัง้ 2 ฉบับหรื อไม่ขดั ต่อผลประโยชน์ ของประเทศไทย โดยไม่ต้องเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี พิจารณาอีก สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า 1.รัฐบาลเบลเยี่ยมจะเป็ นเจ้ าภาพจัดการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป ครัง้ ที่ 8 (8th Asia-Europe MeetingASEM 8) ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2553 ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ และเสริมสร้ างความเข้ าใจระหว่างประเทศสมาชิก ASEM ซึง่ นายกรัฐมนตรี ได้ ตอบรับคําเชิญของฝ่ ายเบลเยี่ยมที่จะเข้ าร่วม การประชุมดังกล่าวแล้ ว ในการนี ้ที่ประชุมผู้นํา ASEM 8 จะรับรองร่ างเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM 8 จํานวน 2 ฉบับ ได้ แก่ 1) ร่างถ้ อยแถลงของประธาน (Chair’s Statement) และ 2) ร่ างแถลงการณ์ของผู้นํา (Leaders’ Declaration) เรื่ อง วิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยมีข้อมูลเกี่ยวข้ อง ดังนี ้ 1.1 การประชุมผู้นํา ASEM จัดขึ ้นทุก 2 ปี โดยประเทศสมาชิก ASEM ฝ่ ายยุโรปและฝ่ ายเอเชีย สลับกันเป็ นเจ้ าภาพ ทังนี ้ ้ ได้ มีการประชุมผู้นํา ASEM แล้ ว 7 ครัง้ โดยการประชุมผู้นํา ASEM 1 จัดเมื่อวันที่ 1-2 มีนาคม 2539 ณ กรุงเทพฯ ล่าสุด การประชุมผู้นํา ASEM 7 จัดขึ ้นเมื่อวันที่ 24-25 ตุลาคม 2551 ณ กรุ งปั กกิ่งและการประชุมผู้นํา ASEM 8 จะจัดระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2553 ณ กรุงบรัสเซลส์ 1.2 ที่ประชุมผู้นํา ASEM ทุกครัง้ ที่ผ่านมาได้ รับรองเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM ในรูปแบบ ถ้ อยแถลงของประธาน (Chair’s Statement) ซึ่งครอบคลุมประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมที่ ประเทศสมาชิก ASEM ให้ ความสําคัญ และประสงค์จะเน้ นความสําคัญขยายความร่ วมมือและเสริ มสร้ างความเข้ าใจ ระหว่างกัน และยังได้ รับรองเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM ในรู ปแบบแถลงการณ์ของผู้นํา (Leaders’ Declaration) ซึง่


31 เน้ นประเด็นที่ประเทศสมาชิกให้ ความสําคัญเป็ นพิเศษตามแต่สถานการณ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ ้นในช่วงการประชุมผู้นํา ASEM และเป็ นเอกสารเพิ่มเติมจากถ้ อยแถลงของประธาน 1.3 ที่ประชุมเจ้ าหน้ าที่อาวุโส ASEM (ASEM Senior Officials’ Meeting- ASEM SOM) ได้ พิจารณาร่างเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM 8 ทัง้ 2 ฉบับอย่างต่อเนื่อง โดยสถานะของร่ างเอกสารผลการประชุมผู้นําฯ ฉบับล่าสุด คือ ณ วันที่ 13 กันยายน 2553 การประชุม ASEM SOM จะพิจารณาร่างเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM 8 ครัง้ สุดท้ ายในวันที่ 3 ตุลาคม 2553 ณ กรุงบรัสเซลส์ 2. สาระสําคัญของร่างเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM 8 2.1 ร่างถ้ อยแถลงของประธาน ร่างถ้ อยแถลงของประธานมีสาระสําคัญประกอบด้ วย 5 หัวข้ อหลัก ได้ แก่ 1) การบริ หารเศ���ษฐกิจ โลกที่มีประสิทธิภาพ 2) การพัฒนาอย่างยัง่ ยืน-การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การรวมตัวทางสังคม การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อม ความร่ วมมือด้ านการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนระหว่างภูมิภาคเอเชีย-ยุโรปในอนาคต 3)ประเด็นระดับโลก-การต่อต้ านการก่อการ ร้ ายและอาชญากรรมข้ ามชาติ การป้องกันภัยพิบตั ิและการให้ ความช่วยเหลือภายหลังการเกิดภัยพิบตั ิ ความมัน่ คงมนุษย์ สิ ท ธิ ม นุษ ยชนและประชาธิ ป ไตย โจรสลัด การปฏิ รู ป ระบบสหประชาชาติ การลดอาวุธ 4) ประเด็ น ระดับ ภูมิ ภ าคสถานการณ์ ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียและยุโรป สถาปั ตยกรรมด้ านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและยุโรป และ 5) ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสูป่ ระชาชน การทําให้ ASEM เป็ นที่ร้ ูจกั กว้ างขวางยิ่งขึ ้น และอนาคตของ ASEM 2.2 ร่างแถลงการณ์ของผู้นําเรื่ องวิกฤตเศรษฐกิจโลก ร่ างแถลงการณ์ เรื่ องวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการส่งเสริ มความร่ วมมือระหว่าง ภูมิภาคเอเชียและยุโรปในการป้องกันและแก้ ไขปั ญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แนวทางในการแก้ ไขปั ญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกใน ระยะสันและระยะยาวการปฏิ ้ รูปโครงสร้ างของสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศ และความเชื่อมโยงระหว่าง ASEM กับ การประชุม G- 20 2.3 ประเด็นที่ฝ่ายไทยผลักดันในเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM 8 กระทรวงการต่างประเทศ ได้ เข้ าร่วมการประชุม ASEM SOM เพื่อพิจารณาร่ างเอกสารทัง้ 2 ฉบับ และผลักดันประเด็นที่เป็ นผลประโยชน์ของไทยโดยหารื อกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้ องด้ วยแล้ ว ดังนี ้ 2.3.1 ร่ างถ้ อยแถลงของประธาน กระทรวงการต่างประเทศ ได้ ผลักดันประเด็นที่เป็ นผลประโยชน์ ของไทย ซึ่งได้ สะท้ อนอยู่ในร่ างงเอกสารฉบับล่าสุด ได้ แก่ 1) การยึดมัน่ ในกรอบและวัตถุประสงค์ของเป้าหมายเพื่อการ พัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) และการให้ ความสําคัญต่อการประชุมระดับสูงเรื่ องเป้าหมายเพื่อ การพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (High Level Plenary Meeting on MDGs) ณ นครนิวยอร์ ก 2) การส่งเสริ มความเชื่อมโยงใน ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Connectivity) ในด้ านต่าง ๆ เพื่อเสริ มสร้ างความเข้ มแข็งภายในอาเซียนและส่งเสริ มการ เชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงในกรอบเอเชียและยุโรปซึง่ ฝ่ ายยุโรปสามารถให้ ความร่ วมมือและมีส่วน ร่วมได้ 3) การให้ ความสําคัญต่อเรื่ องกลไกและกรอบความร่วมมือในระดับอนุภมู ิภาคที่ยโุ รปสามารถสนับสนุนและให้ ความ ร่ วมมือได้ เช่น ยุทธศาสตร์ ความร่ วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้ าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady –Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy-ACMECS) และกรอบความร่ วมมืออนุภูมิภาคลุ่มนํา้ โขง (Greater Mekong Subregion-GMS ) 4) การกระตุ้นให้ เกิดความสนใจในความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดการประชุมรัฐมนตรี เศรษฐกิจ ASEM (ASEM Economic Ministers’ Meeting) อีกครัง้ หนึ่ง ภายหลังจากที่เลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มี กําหนด และ 5)การให้ ความสําคัญของกรอบและกระบวนการเจรจาที่เกี่ยวข้ องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอ ากาศใน กรอบของอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) โดยให้ ความสําคัญต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ พลังงานที่สะอาดจากประเทศพัฒนา แล้ วให้ แก่ประเทศกําลังพัฒนา 2.3.2 ร่ างแถลงการณ์ ของผู้นํา กระทรวงการต่างประเทศ ได้ ผลักดันประเด็นที่เป็ นประโยชน์ของ ไทย ซึง่ ได้ สะท้ อนอยู่ในร่ างเอกสารฉบับล่าสุด ได้ แก่ 1) สนับสนุนบทบาทขององค์กรภูมิภาคในการแก้ ไขปั ญหาที่เกี่ยวข้ อง กับการบริ หารวิกฤตและปรับปรุงองค์กรและสถาบันทางการเงินโลก 2) เน้ นยํ ้าความสําคัญของการปฏิรูปโครงสร้ างสถาบัน และองค์กรทางการเงินโลกและให้ ความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจให้ มีความสมดุล และ 3) ผลักดันผลประโยชน์ของ ประเทศกําลังพัฒนาที่มิได้ อยู่ในกรอบการประชุมผู้นํา G-20 โดยเฉพาะสานต่อท่าทีของอาเซียนและความเชื่อมโยงกับ กรอบผู้นํา G-20 โดยผ่านกรอบ ASEM เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของไทยและอาเซียน 3.ร่ างถ้ อยแถลงของประธานและร่ างแถลงการณ์ของผู้นําเรื่ องวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็ นเอกสารจากผลการ หารื อของการประชุมนํา ASEM 8 และสะท้ อนถึงเจตนารมณ์ของผู้นําต่อแนวทางการดําเนินการต่อไปของ ASEM โดยมิได้ มี


32 การลงนามและไม่ได้ ก่อให้ เกิดพันธกรณีภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนัน้ ร่างเอกสารผลการประชุม ผู้นํา ASEM ทัง้ 2 ฉบับ จึงไม่เป็ นสนธิสญ ั ญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ตาม โดยที่ที่ประชุมผู้นํา ASEM 8 จะรับรองร่ างเอกสารผลการประชุมผู้นํา ASEM ทัง้ 2 ฉบับ ในรูปของแถลงการณ์ซงึ่ เป็ นเรื่ องที่มีนยั เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จึงเสนอเรื่ อง ต่อคณะรัฐมนตรี พิจารณา ทังนี ้ ้ เป็ นไปตามมาตรา 4 (7) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้ วยการเสนอเรื่ องและการประชุม คณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

30. เรื่ อง การจัดทําข้ อตกลงการหารื อของเจ้ าหน้ าที่ระดับสูงด้ านเศรษฐกิจระหว่ างไทยกับฝรั่ งเศส (ปี 25532557) คณะรัฐมนตรี รับทราบการจัดทําข้ อตกลงการหารื อของเจ้ าหน้ าที่ระดับสูงด้ านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับ ฝรั่งเศส (ปี 2553-2557) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า 1. ที่ประชุมรัฐมนตรี เศรษฐกิจไทย-ฝรั่งเศส เมื่อปี 2549 มีมติเห็นชอบให้ ทงสองฝ่ ั้ ายจัดทํา Roadmap on Economic Partnership (ปี 2549-2551) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ซึ่ง ครอบคลุมด้ านการส่งเสริ มการค้ าและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจ และเป็ นข้ อบทหนึง่ ภายใต้ แผนปฏิบตั ิ การร่วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 ซึง่ จัดทําขึ ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยและฝรั่งเศส เมื่อปี 2547 2. Roadmap on Economic Partnership ได้ หมดอายุพร้ อมแผนปฏิบตั ิการร่ วมไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลของทังสองประเทศเห็ ้ นพ้ องที่จะขยายอายุแผนปฏิบตั ิการร่ วมไทย-ฝรั่งเศส และร่ างข้ อตกลงความ ร่วมมือด้ านเศรษฐกิจฯ ฉบับใหม่ ต่อไปอีก 5 ปี โดยปรับเปลี่ยนชื่อร่ างข้ อตกลงความร่ วมมือด้ านเศรษฐกิจฯ เป็ น “ข้ อตกลง การหารื อของเจ้ าหน้ าที่ระดับสูงด้ านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส” (The High Level Economic Dialogue between Thailand and France: HLED) ปี 2553-2557 สาระสําคัญของการจัดทําข้ อตกลงฯ 1. ข้ อ ตกลงการหารื อ ของเจ้ า หน้ า ที่ ร ะดับ สูง ด้ า นเศรษฐกิ จ ฯ เป็ นกรอบความร่ ว มมื อ เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ผลประโยชน์ด้านการค้ าและการลงทุนระหว่างไทยและฝรั่งเศสทังในกรอบทวิ ้ ภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี มีระยะเวลา 5 ปี คือ ตังแต่ ้ ปี 2553-2557 โดยจัดทําเป็ น 3 ภาษาได้ แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส 2. ข้ อตกลงการหารื อของเจ้ าหน้ าที่ ระดับสูงด้ านเศรษฐกิจฯ นี ้ จะเน้ นการหารื อและการแลกเปลี่ยน ข้ อคิดเห็นระหว่างกันเป็ นสําคัญ เพื่อมุ่งแก้ ปัญหาด้ านเศรษฐกิจ การค้ า และการลงทุนที่อยู่ในความสนใจของไทยและ ฝรั่งเศส 31. เรื่ อง กรอบการเจรจาในการรั บรองพิธีสารนาโงยาว่ าด้ วยการเข้ าถึงทรั พยากรพันธุกรรมและการแบ่ งปั น ผลประโยชน์ ท่ เี กิดขึน้ จากการใช้ ประโยชน์ ทรั พยากรพันธุกรรมอย่ างเท่ าเทียมและยุตธิ รรม คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. ให้ รับรองพิธีสารนาโงยาว่าด้ วยการเข้ าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแ���่งปั นผลประโยชน์ที่เกิดขึ ้นจาก การใช้ ป ระโยชน์ ท รั พ ยากรพัน ธุ ก รรมอย่ า งเท่ า เที ย มและยุติธ รรม ในการประชุม สมัช ชาภาคี อนุสัญ ญาว่า ด้ ว ยความ หลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 10 โดยให้ ดําเนินการตามกรอบการเจรจาในการรับรองพิธีสารนาโงยาว่าด้ วยการเข้ าถึง ทรัพยากรพันธุกรรมฯ 2. ให้ นํ า เสนอกรอบการเจรจาดัง กล่ า ว เพื่ อ ขอรั บ ความเห็ น ชอบจากรั ฐ สภา ตามมาตรา 190 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ต่อไป สรุ ปสาระสําคัญ สาระสําคัญของพิธีสารนาโงยาว่าด้ วยการเข้ าถึงทรัพยากรพันธุกรรม มีวตั ถุประสงค์เพื่อให้ มีการแบ่งปั น ผลประโยชน์จากการใช้ ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม รวมถึงโดยการเข้ าถึงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ เกี่ยวข้ องอย่างเหมาะสม โดยคํานึงถึงสิทธิเหนือทรัพยากรและเทคโนโลยีนนั ้ ซึง่ สนับสนุนการอนุรักษ์ ความหลากหลายทาง ชีวภาพและใช้ ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยัง่ ยืน พิธีสารมีทงสิ ั ้ ้น 31 มาตรา แบ่งเป็ นส่วนต่าง ๆ ดังนี ้


33 1. ส่วนนํา แสดงถึงความเป็ นมา และหลักการสําคัญที่ใช้ ในพิธีสารฯ อาทิ ความสัมพันธ์ ระหว่างการเข้ าถึง และการแบ่งปั นผลประโยชน์ ความเท่าเทียมในการเจรจาต่อรอง ความแน่นอนทางกฎหมาย และสิทธิของชุมชนพื ้นเมือง ดังเดิ ้ มและชุมชนท้ องถิ่น เป็ นต้ น 2. ข้ อกําหนดทัว่ ไป (มาตรา 1-3 bis) ประกอบด้ วย วัตถุประสงค์ ขอบเขต และความสัมพันธ์ กบั ความตก ลงระหว่ า งประเทศอื่ น ที่ กํ า หนดให้ พิ ธี ส ารฯ ครอบคลุม ทรั พ ยากรพัน ธุ ก รรมและภูมิ ปั ญ ญาท้ อ งถิ่ น ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง และ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ ้นจากการใช้ ทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้ องถิ่นนัน้ 3. ข้ อกํ าหนดหลัก (มาตรา 1-17+18 bis) มีข้อกํ าหนดที่สําคัญ อาทิ การแบ่งปั นผลประโยชน์อย่างเท่า เทียมและยุติธรรม การเข้ าถึงทรัพยากรพันธุกรรม การดําเนินการในกรณีการวิจยั และกรณีข้ามแดน ภูมิปัญญาท้ องถิ่นที่ เกี่ยวข้ องกับทรัพยากรพันธุกรรม การปฏิบตั ติ าม (compliance) และการติดตามตรวจสอบและรายงาน 4. ข้ อกํ าหนดสนับสนุน (มาตรา 18-31) อาทิ ประเทศที่มิใช่ภาคี (non-parties) การประชุมภาคีพิธีสาร องค์กรย่อย การลงนาม และการบังคับใช้ เป็ นต้ น 5. เอกสารแนบท้ าย (annex) จํานวน 2 เรื่ อง ได้ แก่ ผลประโยชน์ที่เป็ นตัวเงินและไม่เป็ นตัวเงิน และรายการ การใช้ ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม) เรื่ องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 32. เรื่อง การค้ าระหว่ างประเทศของไทยในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (มกราคม-สิงหาคม) คณะรั ฐมนตรี รับทราบข้ อมูลการค้ าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (มกราคมสิงหาคม) ของกระทรวงพาณิชย์ ดังนี ้ 1. การส่ งออก 1.1 การส่ งออกเดือนสิงหาคม 2553 1.1.1 การส่ งออก มีมลู ค่า 16,452.0 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เพิ่มขึ ้นต่อเนื่องร้ อยละ 23.9 การส่งออกยังคงขยายตัวเพิ่มขึ ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในรูปเงินบาทการส่งออกมีมลู ค่า 527,286.0 ล้ านบาท เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 17.5 1.1.2 สินค้ าส่ งออก ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องทุกหมวดสินค้ า โดยสินค้ าเกษตร/ อุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 14.0 สินค้ าอุตสาหกรรมสําคัญเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 26.1 และสินค้ าอื่นๆ เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 24.4 (1) สินค้ าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 14.0 สินค้ าที่ส่งออก เพิ่มขึ ้นทังปริ ้ มาณและมูลค่า ได้ แก่ ยางพารา อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋ องและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป ขณะที่มนั สําปะหลัง และ กุ้งแช่แข็งและแปรรูป มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ ้น แต่ปริมาณลดลงเล็กน้ อยเนื่องจากราคาส่งออกปรับตัวสูงขึ ้น สําหรับสินค้ าที่ส่งออกลดลงทังปริ ้ มาณและมูลค่า ได้ แก่ ข้ าว ปริ มาณและมูลค่า ลดลง ร้ อยละ 13.5 และ 18.6 ตามลําดับ เนื่องจากปั ญหาการแข่งขันด้ านราคากับเวียดนาม ปากีสถานและอินเดีย รวมทัง้ การแข็งค่าของเงินบาท ผัก ผลไม้ ปริ มาณและมูลค่าลดลงร้ อยละ 25.8 และ 2.8 ตามลําดับ เนื่ องจากผลผลิตใน ประเทศลดลง นํา้ ตาล ปริ มาณและมูลค่าลดลงร้ อยละ 56.6 และ 42.5 ตามลําดับ เนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลงและ ความต้ องการในประเทศเพิ่มสูงขึ ้น (2) สินค้ าอุตสาหกรรมสําคัญ สินค้ าส่งออกสําคัญส่วนใหญ่สง่ ออกเพิ่มขึ ้น สินค้ าที่ส่งออกเพิ่มขึน้ สูงกว่ าร้ อยละ 20 ได้ แก่ เครื่ องใช้ ไฟฟ้า ยานยนต์ เม็ดและผลิตภัณฑ์ พลาสติก สิ่งทอ เครื่ องสําอาง ผลิตภัณฑ์ ยาง อาหารสัตว์ เลีย้ ง เลนส์ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่ องกีฬาและเครื่ องเล่นเกมส์ และ ของเล่น สินค้ าที่ส่งออกเพิ่มขึน้ น้ อยกว่ าร้ อยละ 20 ได้ แก่ เครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์ นิเจอร์ เครื่ องเดินทางและเครื่ องหนัง เครื่ องใช้ เครื่ องประดับตกแต่ง และ ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่ องมือแพทย์ สินค้ าที่ส่ งออกลดลง ได้ แก่ อัญมณี ที่ ลดลงร้ อยละ 14.4 เป็ นผลจากการ ส่งออกทองคําที่ลดลงถึงร้ อยละ 72.9 ขณะที่อญ ั มณีที่หกั ทองคําออกแล้ วเพิ่มขึ ้นในอัตราสูงถึงร้ อยละ 47.4 วัสดุก่อสร้ าง ลดลงร้ อยละ 9.2 เป็ นการลดลงของการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กกล้ า(โครงก่อสร้ าง)ไปออสเตรเลียที่ลดลงถึงร้ อยละ 78.6 และ สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ลดลงร้ อยละ 1.9 เป็ นการลดลงในฮ่องกง ซึ่งเป็ นตลาดส่งออกสําคัญถึงร้ อยละ 11.5 เนื่องจากต้ องแข่งขันกับจีนที่มีการเพิ่มกําลังการผลิตในประเทศ โดยมีการสร้ างโรงงานกระดาษที่ใหญ่ที่สดุ ในโลก และ มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทนั สมัย


34 1.1.3 ตลาดส่ งออก ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องในอัตราสูง ในตลาดหลักและตลาดศักยภาพ สูง ขณะที่ตลาดศักยภาพระดับรองการส่งออกมีแนวโน้ มชะลอตัว (1) ตลาดหลัก ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องเป็ นเดือนที่สิบถึงร้ อยละ 31.2 เป็ นการ เพิ่มขึ ้นในทุกตลาด โดยเฉพาะสหรัฐฯและญี่ปนที ุ่ ่เพิ่มขึ ้นในอัตราสูงต่อเนื่องถึงร้ อยละ 36.8 และ 35.5 ตามลําดับ (2) ตลาดศักยภาพสูง ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องในอัตราร้ อยละ 25.8 เป็ นการ เพิ่มขึ ้นในทุกตลาด โดยเฉพาะอินเดียและอาเซียน(5) ที่ขยายตัวถึงร้ อยละ 44.3 และ 31.4 ตามลําดับ (3) ตลาดศักยภาพระดับรอง ส่งออกเพิ่มขึ ้นในอัตราชะลอตัวลง โดยขยายตัว เพียงร้ อยละ 11.5 เนื่องจากการส่งออกไปทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกลางลดลงร้ อยละ 10.1 และ 5.4 ขณะที่การ ส่งออกไปลาตินอเมริกาขยายตัวถึงร้ อยละ 105.6 • ตะวัน ออกกลางเป็ นการลดลงของการส่ง ออกไปอิ ห ร่ า นที่ ล ดลงถึ ง ร้ อยละ 80.4 สินค้ าที่สง่ ออกลดลงได้ แก่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ(ลดลงร้ อยละ 99.6) เครื่ องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ(ลดลงร้ อยละ 59.8) และผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้ า(ลดลงร้ อยละ 96.3) • ทวีปออสเตรเลีย เป็ นการลดลงของการส่งออกสินค้ า ทองคํา (ลดลง ร้ อยละ 100.0) ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้ าประเภทโครงก่อสร้ าง (ลดลงร้ อยละ 78.6) 1.2 การส่ งออกในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (ม.ค.-ส.ค.) 1.2.1 การส่ งออก การส่งออกมีมลู ค่า 125,083.0 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 32.6 ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมลู ค่า 4,047,974.3 ล้ านบาท เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 24.3 1.2.2 สินค้ าส่ งออก เพิ่มขึ ้นทุกหมวดสินค้ า ดังนี ้ สินค้ าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร สําคัญเพิ่มขึน้ ร้ อยละ 30.6 สินค้ าอุตสาหกรรมสําคัญเพิ่มขึน้ ร้ อยละ 33.0 และสินค้ าอื่น ๆ เพิ่มขึน้ ร้ อยละ 33.3 (1) สินค้ าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสําคัญ ส่ งออกเพิ่มขึน้ ทุกรายการ เป็ นการเพิ่มขึ ้นทังปริ ้ มาณและมูลค่า โดยเฉพาะ ยางพารา มันสําปะหลัง นํ ้าต���ล และอาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋ องและ แปรรูป กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และไก่แช่แข็งและแปรรูป รวมทังผั ้ กและผลไม้ ที่มลู ค่าส่งออกเพิ่มขึ ้นแต่ปริ มาณส่งออกลดลง เล็กน้ อย ส่วน ข้ าว ส่งออกลดลงทังปริ ้ มาณและมูลค่าร้ อยละ 9.5 และ 5.9 ตามลําดับ จากปั ญหาการแข่งขันด้ านราคากับ เวียดนาม ปากีสถานและอินเดียและการแข็งค่าของเงินบาท (2) สินค้ าอุตสาหกรรมสําคัญ ส่งออกเพิ่มขึ ้นทุกรายการ ยกเว้ นทองคํา • สิ น ค้ า ที่ ส่ ง ออกเพิ่ ม ขึ น้ สู ง กว่ า ร้ อยละ 20 ได้ แ ก่ เครื่ อ ง อิเล็กทรอนิกส์ เครื่ องใช้ ไฟฟ้า ยานยนต์ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่ องสําอาง เป็ นต้ น รวมทัง้ อัญมณีที่หกั ทองคําแล้ วส่งออกเพิ่มขึ ้นถึงร้ อยละ 26.8 (อัญมณีเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 9.0 ส่วนทองคําลดลง ร้ อยละ 2.1) • สิ น ค้ า ที่ ส่ ง ออกเพิ่ ม ขึ น้ น้ อ ยกว่ า ร้ อยละ 20 ได้ แ ก่ สิ่ ง ทอ วัสดุก่อสร้ าง สิ่งพิมพ์ เครื่ องเดินทางและเครื่ องหนัง เครื่ องใช้ เครื่ องประดับตกแต่ง อาหารสัตว์เลี ้ยง ผลิตภัณฑ์เภสัช/ เครื่ องมือแพทย์ นาฬิกา เครื่ องกีฬา และ ของเล่น 1.2.3 ตลาดส่ งออก (1) ตลาดหลัก ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องในอัตราร้ อยละ 27.8 และเป็ นการ เพิ่มขึ ้นในทุกตลาด ได้ แก่ ญี่ปนุ่ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป(15) เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 32.3 , 26.2 และ 21.5 ตามลําดับ (2) ตลาดศักยภาพสูง ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องถึงร้ อยละ 42.5 และเป็ นการ เพิ่มขึ ้นในอัตราที่คอ่ นข้ างสูงในทุกตลาด ทัง้ อาเซียน(5) จีน อินโดจีนและพม่า ฮ่องกง และ อินเดีย (3) ตลาดศักยภาพระดับรอง ส่งออกเพิ่มขึ ้นต่อเนื่องร้ อยละ 24.7 และเป็ นการ ขยายตัวในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะลาตินอเมริ กา และ ยุโรปตะวันออกที่ขยายตัวในอัตราสูง ยกเว้ นแอฟริ กาที่ส่งออก ลดลงร้ อยละ 1.9 เป็ นการลดลงของการส่งออกเหล็กกล้ าและผลิตภัณฑ์(โครงก่อสร้ าง) และข้ าว ที่ลดลงร้ อยละ 79.2 และ 25.3 ตามลําดับ 2. การนําเข้ า 2.1 การนําเข้ าเดือนสิงหาคม 2553 2.1.1 การนําเข้ า มีมลู ค่า 15,809.2 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี ที่ ผ่านมา เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 41.1 คิดในรูปเงินบาทมีมลู ค่า 512,533.5 ล้ านบาท เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 34.0 2.1.2 สินค้ านําเข้ า สินค้ านําเข้ าสําคัญมีการนําเข้ าเพิ่มขึ ้นทุกหมวดดังนี ้


35 (1) สินค้ าเชือ้ เพลิง นําเข้ าเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 42.1 สินค้ าเชื ้อเพลิงที่สําคัญ ได้ แก่ นํา้ มันดิบ เพิ่มขึ ้น ร้ อยละ 42.4 ในเชิงปริ มาณมีจํานวน 27.5 ล้ านบาร์ เรล (886,120 บาร์ เรลต่อวัน) เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 30.0 เนื่ องจากการขยายตัวของภาคการผลิต การส่งออก และการขนส่งโลจิสติกส์ ที่สอดคล้ องกับทิศทางเศรษฐกิ จของประเทศที่ ขยายตัวเพิ่มขึ ้น (2) สินค้ าทุน นําเข้ า เพิ่มขึน้ ร้ อยละ 38.9 เนื่ องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นใน เศรษฐกิจและความชัดเจนของการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า จึงตัดสินใจซื ้อสินค้ าใน หมวดทุนเพิ่มขึน้ เพื่ อปรั บปรุ งประสิทธิ ภาพและขยายการผลิต การนํ าเข้ าสินค้ าทุนที่ สําคัญ ได้ แก่ เครื่ องจั กรกลและ ส่ วนประกอบ นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 56.0 เครื่ องจักรไฟฟ้าและส่ วนประกอบ นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 29.7 เครื่ อง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่ วนประกอบ นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 14.8 (3) สินค้ าวัตถุดบิ และกึ่งสําเร็จรู ป นําเข้ าเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 39.5 สอดคล้ องกับ ภาคการส่งออกและภาคการบริ โภคภายในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ ้น ประกอบกับราคาสินค้ าถูกลงจากค่าเงินบาทแข็งค่า จูงใจให้ มีการซื ้อเพิ่มขึ ้น สินค้ าวัตถุดบิ และกึ่งสําเร็ จรูปสําคัญ ได้ แก่ เคมีภัณฑ์ นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 28.3 ส่วนใหญ่เป็ นการนําเข้ าเม็ด พลาสติก เพื่อใช้ ในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เครื่ องใช้ ไฟฟ้า ชิ ้นส่วนรถยนต์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ - อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่ องใช้ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 16.8 เหล็ก เหล็กกล้ าและผลิตภัณฑ์ นําเข้ าปริ มาณเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 22.8 มูลค่าเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 43.9 เป็ นการนําเข้ าตามความต้ องการบริ โภคภายในประเทศ เพื่อใช้ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเหล็กแผ่นเพื่อนํามาเป็ นวัตถุดบิ ในการผลิตภาชนะบรรจุภณ ั ฑ์สําหรับการ ส่งออกและจําหน่ายภายในประเทศ ทองคํา นํ าเข้ าปริ มาณ 16.9 ตัน มูลค่า 634.5 ล้ านเหรี ยญสหรั ฐฯ เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 165.0 และ 236.8 ตามลําดับ เนื่องจากราคาทองคําในตลาดโลกปรับตัวลดลง และเงินบาทแข็งค่าขึ ้น (4) สินค้ าอุปโภคบริ โภค นําเข้ า เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 34.5 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมของประเทศมีทิศทางดีขึ ้นทังภาคการผลิ ้ ตและท่องเที่ยว ประกอบกับรายได้ ภาคครัวเรื อนที่ปรับตัวดีขึ ้นทังภาคเกษตร ้ และอุ ต สาหกรรม การนํ า เข้ าสิ น ค้ าอุ ป โภคบริ โ ภคที่ สํ า คั ญ ได้ แก่ เครื่ องใช้ ไฟฟ้ าในบ้ าน เพิ่ ม ขึ น้ ร้ อยละ 30.9 เครื่องใช้ เบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 39.6 ผลิตภัณฑ์ เวชกรรมและเภสัชกรรม เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 16.3 (5) สินค้ ายานพาหนะและอุปกรณ์ ขนส่ ง นําเข้ าเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 98.7 การ นําเข้ าสินค้ ายานพาหนะและอุปกรณ์ ขนส่งที่สําคัญ ได้ แก่ ส่ วนประกอบและอุปกรณ์ ยานยนต์ เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 104.4 รถยนต์ น่ ั ง เพิ่มขึน้ ร้ อยละ 68.3 รถยนต์ โดยสารและรถบรรทุก เพิ่มขึน้ ร้ อยละ 143.0 ส่ วนประกอบและอุปกรณ์ จักรยานยนต์ และรถจักรยาน เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 50.3 2.2 การนําเข้ าในระยะ 8 เดือนของปี 2553 (ม.ค.-ส.ค.) 2.2.1 การนําเข้ า นําเข้ ามูลค่า 119,002.5 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของ ปี 2552 เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 47.9 คิดในรูปเงินบาทมีมลู ค่า 3,896,253.7 ล้ านบาท เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 38.8 2.2.2 สินค้ านําเข้ าสําคัญ มีการนําเข้ าเพิ่มขึ ้นทุกหมวดสินค้ าดังนี ้ สินค้ าเชื ้อเพลิง เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 38.4 สินค้ าทุน เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 35.8 สินค้ าวัตถุดิบกึ่งสําเร็ จรู ป เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 60.8 สินค้ าอุปโภคบริ โภค เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 32.9 และสินค้ ายานพาหนะและอุปกรณ์ เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 102.0 3. ดุลการค้ า เดือนสิงหาคม 2553 ไทยเกินดุลการค้ า 642.8 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เมื่อคิดในรู ปเงินบาท เกินดุล การค้ ามูลค่า 14,752.5 ล้ านบาท ส่งผลให้ ในระยะ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ไทยเกินดุลการค้ า 6,080.5 ล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้ ามูลค่า 151,720.6 ล้ านบาท 4. เปรี ยบเทียบอัตราการขยายตัวของการส่ งออกของไทยกับประเทศคู่แข่ ง ปี 2553 มค. 53 กพ. 53 มีค. 53 เมย. 53 พค.53 มิย.53 กค.53 สค.53 ไทย 30.8 23.1 40.9 35.2 42.1 46.3 20.6 23.9 จีน 21.0 45.7 24.2 30.4 48.4 43.9 38.0 34.3 ไต้ หวัน 75.8 32.6 50.1 47.8 57.9 34.1 38.5 26.6 เกาหลีใต้ 45.8 30.3 34.3 29.8 40.5 32.4 28.3 29.6


36 เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิ ลิปปิ นส์ 33. เรื่ อง

34.8 37.0 37.0 42.4

-25.6 19.2 18.4 42.5

5.3 29.3 36.4 43.7

24.6 30.0 26.6 28.2

43.0 29.0 21.9 37.3

33.4 28.3 17.2 33.4

25.5 Na Na Na

32.7

สรุ ปสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครั ง้ ที่ 32 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ิด้านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 32 ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ดังนี ้ สถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร สถานการณ์ อุทกภัย ปั จจุบนั มีสถานการณ์อทุ กภัย จํานวน 8 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง และพระนครศรี อยุธยา 1. จังหวัดสุโขทัย สถานการณ์นํ ้าท่วมพื ้นที่ลมุ่ ตํ่า ในพื ้นที่ตําบลกง อําเภอกงไกลาศ ระดับนํ ้าท่วมสูงประมาณ 0.30 ถึง0.70 เมตร สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอเมือง 6 ตําบล ได้ แก่ ตําบลยางซ้ าย ปากพระ ปากแคว บ้ านสวน บ้ าน หลุม และ ตาลเตี ้ย แนวโน้ มระดับนํ ้าทรงตัว 2. จังหวัดพิษณุโลก สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง ในพื ้นที่อําเภอบางระกํา นํ ้าล้ นตลิ่ง 2.37 เมตร แนวโน้ มระดับนํ ้าเพิ่มขึ ้น เนื่องจาก ยังมีนํ ้าไหลจากจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดแพร่อย่างต่อเนื่อง 3. จังหวัดพิจติ ร สถานการณ์ นํ า้ ล้ นตลิ่ ง ในพื น้ ที่ อําเภอสามง่ าม 4 ตําบล ได้ แก่ ตํ าบลสามง่ าม กํ าแพงดิน รั งนก เนิ นปอ ์ โพธิประทับช้ าง 4 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโพธิ์ประทับช้ าง วังจิก ไผ่ท่าโพ ไผ่รอบ บึงนางราง 1 ตําบล คือ ตําบลบางลาย โพทะเล 5 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโพทะเล ท่าเสา ทะนง ท้ ายนํ ้า ท่าขมิ ้น แนวโน้ มระดับนํ ้าทรงตัว 4. จังหวัดนครสวรรค์ สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอชุมแสง 2 ตําบล ได้ แก่ ตําบลบางเคียน โคกหม้ อ แนวโน้ มระดับทรงตัว 5. จังหวัดชัยนาท สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอเนินขาม 3 ตําบล ได้ แก่ ตําบลเนินขาม สุขเดือนห้ า กะบกเตี ้ย หนอง มะโมง 4 ตําบล ได้ แก่ ตําบลหนองมะโมง วังตะเคียน สะพานหิน กุดจอก 6. จังหวัดสิงห์ บุรี สถานการณ์ นํ ้าล้ นตลิ่ง ในพื ้นที่อําเภออินทร์ บุรี 6 ตําบล 1 เทศบาล ได้ แก่ ตําบลท่างาม นํ ้าตาล ประศุก ทับยา อินทร์ บรุ ี ชีนํ ้าราย เทศบาลตําบลอินทร์ บรุ ี เนื่องจากปริมาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยาเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที 7. จังหวัดอ่ างทอง สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิง่ ในพื ้นที่อําเภอป่ าโมก 2 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโผงเผง บางเสด็จ เนื่องจากปริ มาณนํ ้า ไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยาเกิน 1,800 ลบ.ม./วินาที แนวโน้ มระดับนํ ้าลดลง 8. จังหวัดพระนครศรี อยุธยา สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอพระนครศรี อยุธยา 4 ตําบล ได้ แก่ ตําบลภูเขาทอง คลองตะเคียน ไผ่ลิง และตําบลบ้ านป้อม อําเภอบางไทร 23 ตําบล ได้ แก่ ตําบลบางยี่โท ช่างเหล็ก แคตก ห่อหมก หน้ าไม้ บ้ านเกาะ บางพลี บางไทร ไม้ ตรา บ้ านม้ า โคกช้ าง แคออก บ้ านกลึง กระแชง ช้ างน้ อย บ้ านแป้ง สนามชัย ราชคราม ช้ างใหญ่ โพแตง เชียงรากน้ อย กกแก้ วบูรพา ไผ่พระ อําเภอมหาราช 12 ตําบล ได้ แก่ ตําบลบ้ านนา บ้ านขวาง ท่าตอ บ้ านใหม่ หัวไผ่ พิตเพียน โรงช้ าง เจ้ าปลุก นํ ้าเต้ า มหาราช กะทุ่ม บางนา อําเภอผักไห่ 7 ตําบล ได้ แก่ ตําบลท่าดินแดง กุฎี บ้ านใหญ่ ผักไห่ อมฤต ตาลาน ลําตะเคียน อําเภอบางบาล 8 ตําบล ได้ แก่ ตําบลนํ า้ เต้ า ทางช้ าง วัดตะกู บางหลวง บางหัก กบเจา บ้ านคลัง วัดยม แนวโน้ มระดับนํ ้าลดลง สถานการณ์ นํา้ 1. สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังประเทศ ้ (27 กันยายน 2553) มีปริ มาณนํ ้าทังหมด ้ 48,144 ล้ านลูกบาศก์ เมตร หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 65 ของความจุอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังหมด ้ เพิ่มขึ ้นจาก


37 สัปดาห์ก่อน(46,716 ล้ านลูกบาศก์ เมตร) จํานวน 1,428 ล้ านลูกบาศก์เมตร (ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 24,303 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 33 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (52,109 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 71) จํานวน 3,965 ล้ านลูกบาศก์เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 25,411 ล้ านลูกบาศก์เมตร สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ (27 กันยายน 2553) มีปริ มาณนํ ้าทังหมด ้ 45,206 ล้ านลูกบาศก์เมตร หรื อคิด เป็ นร้ อยละ 65 ของความจุอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ทงหมด ั้ เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ ก่อน(43,853 ล้ านลูกบาศก์ เมตร) จํานวน 1,353 ล้ าน ลูกบาศก์ เมตร (ปริ มาณนํา้ ใช้ การได้ 21,683 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 31 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (49,409 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 71) จํานวน 4,203 ล้ านลูกบาศก์เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 24,389 ล้ านลูกบาศก์เมตร ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่ างภูมิพล สิริกิต์ ิ แควน้ อย และป่ าสักฯ หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร อ่ างเก็บนํา้

1 ม.ค.-30 เม.ย.

1.ภูมิพล 2.สิริกิต์ิ ภูมิพล+สิริกิติ์ 3.แควน้ อย 4.ป่ าสัก รวม 4 อ่ าง

58.78 389.40 448.18 113.72 75.75 637.65

1 พ.ค.- 31 ส.ค.

1,270.65 3,071.75 4,342.40 344.00 438.77 5,125.17

1-27 ก.ย.

1,367.20 1,762.32 3,129.52 427.02 949.65 4,506.19

รวม 1 ม.ค.-27 ก.ย. 2,696.63 5,223.47 7,920.10 884.74 1,464.17 10,269.01

สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ เขื่อนภูมิพล สิริกิต์ ิ และป่ าสักชลสิทธิ์ อ่ างเก็บนํา้

ภูมิพล สิริกิต์ิ ภูมิพล+สิริกิติ์ แควน้ อยฯ ป่ าสักชลสิทธิ์ รวม 4 อ่างฯ

ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 52 ปริมาตร % นํา้ 7,067 52 5,760 61 12,827 56 291 38 693 72 13,811 55

ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 53 ปริมาตร % นํา้ 6,291 47 7,297 77 13,588 59 694 90 764 80 15,046 76

ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ปริมาตร % นํา้ 2,491 19 4,447 47 6,938 30 658 86 761 79 8,357 76

ปริมาณนํา้ ไหล ลงอ่ าง วันนี ้ เมื่อ วาน 40.00 42.70 33.53 33.20 73.53 75.90 13.94 14.29 28.02 30.78 115.49 120.97

เฉลี่ย 1 ม.ค.-27 ก.ย. 3,487.07 4,513.60 8,000.60 1,254.69 1,219.17 10,474.46

ผลต่ างปี 53 กับค่ าเฉลี่ย -790.44 709.87 -80.57 -369.95 245.00 -205.52

หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร

ปริมาณนํา้ ระบาย วันนี ้ เมื่อ วาน 2.00 2.00 3.16 2.89 5.16 4.89 9.50 9.50 20.69 21.97 35.35 36.36

ปริมาณนํา้ รั บ ได้ อีก

7,171 2,213 9,384 75 196 9,655

อ่ างเก็บนํา้ ที่อยู่ในเกณฑ์ นํา้ น้ อยกว่ าร้ อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จํานวน 1 อ่ าง ได้ แก่ ปราณบุรี(27) อ่ างเก็บนํา้ ที่อยู่ในเกณฑ์ นํา้ มากกว่ าร้ อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จํานวน 10 อ่ าง คือ 1. แม่งดั ฯ ปริ มาณนํ ้า 234 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 88 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 31 ล้ านลูกบาศก์เมตร 2. กิ่วคอหมา ปริ มาณนํ ้า 157 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 92 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 13 ล้ านลูกบาศก์เมตร 3. แควน้ อยฯ ปริ มาณนํ ้า 694 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 90 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 75 ล้ านลูกบาศก์เมตร 4. ห้ วยหลวง ปริ มาณนํ ้า 112 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 95 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 6 ล้ านลูกบาศก์เมตร 5. อุบลรัตน์ ปริ มาณนํ ้า 1,972 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 81 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 460 ล้ านลูกบาศก์เมตร 6. ลําปาว ปริ มาณนํ ้า 1,340 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 94 ของความจุอ่างฯ สามารถรับนํ ้าได้ อีก 90 ล้ านลูกบาศก์เมตร 7. ลําพระเพลิง ปริ มาณนํ ้า 101 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 92 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 8 ล้ านลูกบาศก์เมตร 8. กระเสียว ปริ มาณนํ ้า 257 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 107 9. หนองปลาไหล ปริ มาณนํ ้า 158 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 96 ของความจุอา่ งฯ สามารถรับ นํ ้าได้ อีก 6 ล้ านลูกบาศก์เมตร 10. ประแสร์ ปริ มาณนํ ้า 213 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 86 ของความจุอ่างฯ สามารถรับนํ ้าได้ อีก 35 ล้ านลูกบาศก์เมตร


38 2. สภาพนํา้ ท่ า ปริ มาณนํ ้าในลํานํ ้าต่างๆ ตามสถานีสํารวจปริ มาณนํ ้าท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริ มาณนํ ้าอยู่ในเกณฑ์ ปกติ ยกเว้ น แม่นํ ้ายม อําเภอบางระกํา จังหวัดพิษณุโลก (นํ ้าท่วม) แม่นํ ้าน่าน อําเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์(นํ ้ามาก) แม่นํ ้าป่ าสัก อําเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ (นํ ้าท่วม) แม่นํ ้าชี อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร (นํ ้าท่วม) อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูม(ิ นํ ้ามาก) แม่นํ ้ามูล อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี(นํ ้ามาก) ปริ มาณนํ ้าในแม่นํ ้าเจ้ าพระยาไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 1,718 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 27 ลบ. ม./วินาที) ปริมาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยา 1,732 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 97 ลบ.ม./วินาที) ปริมาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 243 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 4 ลบ.ม./วินาที) รับนํ ้าเข้ าระบบส่งนํ ้าทุ่งฝั่ งตะวันออก 187 ลบ.ม./วินาที รับนํ ้าเข้ าระบบส่งนํ ้าทุ่งฝั่ งตะวันตก 151 ลบ.ม./วินาที การดําเนินการตามแผนเตรี ยมสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร 1. แจ้ งเตือนผ่ านศูนย์ ตดิ ตามและแก้ ไขปั ญหาภัยพิบัตดิ ้ านการเกษตรจังหวัด “ฝนตกหนักและลมกระโชกแรง” ช่วงวันที่ 22 กันยายน 2553 ร่องมรสุมเลื่อ���ลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ แจ้ งเตือนให้ เกษตรกรเตรี ยมการรั บสถานการณ์ ฝนตกหนักและลมกระโชกแรง บริ เวณ ประเทศไทยตอนบน พื ้นที่เสี่ยงภัยบริ เวณที่ลาดเชิงเขา หรื อที่ลมุ่ ใกล้ ทางนํ ้าไหลของ อาจเกิดนํ ้าป่ าไหลหลากและดินถล่มได้ 2. สนับสนุ นเครื่ องสูบนํา้ เคลื่อนที่ ได้ เตรี ยมการไว้ จํานวน 1,200 เครื่ อง สนับสนุนแล้ วจํานวน 855 เครื่ อง (เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 63 เครื่ อง) ในพื ้นที่ 59 จังหวัด(ลดลง 2 จังหวัด) ดังนี ้ ภาคเหนือ 16 จังหวัด จํานวน 215 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดเชียงใหม่(35) นครสวรรค์(6) เพชรบูรณ์(2) ลําปาง (34) น่าน(12) พิษณุโลก(17) แพร่ (16) ตาก(16) ลําพูน(17) พะเยา(6) แม่ฮ่องสอน(18) เชียงราย(3) อุตรดิตถ์ (5) สุโขทัย (10) กําแพงเพชร(10) พิจิตร(8) ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือ 17 จังหวัด จํานวน 277 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครราชสีมา(47) ขอนแก่น(20) มหาสารคาม(17) ร้ อยเอ็ด(31) กาฬสินธุ์(45) อุบลราชธานี(6) นครพนม(14) มุกดาหาร(11) ชัยภูมิ(10) อํานาจเจริ ญ(14) สุรินทร์ (7) ศรี สะเกษ(11) อุดรธานี(5) สกลนคร(9) ยโสธร(12) บุรีรัมย์(9) หนองคาย(9) ภาคกลาง 14 จังหวัด จํานวน 232 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดชัยนาท(20) พระนครศรี อยุธยา(13) สิงห์บุรี(1) นนทบุรี( 7) ปทุมธานี ( 11) นครปฐม(8) ลพบุรี(16) สุพ รรณบุรี (85) สระบุรี (8) ราชบุรี(30) อุทัย ธานี (15) อ่า งทอง(9) กาญจนบุรี(7) กรุงเทพฯ(2) ภาคตะวันออก 4 จังหวัด จํานวน 69 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครนายก(15) ปราจีนบุรี(28) ฉะเชิงเทรา(18) ระยอง(8) ภาคใต้ 8 จังหวัด จํานวน 92 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัด เพชรบุรี(39) นครศรี ธรรมราช(19) พังงา(1) สงขลา(14) ยะลา(6) พัทลุง(2) ปั ตตานี(3) ชุมพร(8) 3. สนั บสนุ นพืชอาหารสัตว์ จํานวน 118,540 กิโลกรั ม (เพิ่มขึน้ จากสัปดาห์ ก่อน 42,200 กิโลกรัม) แร่ ธาตุและเวชภัณฑ์ 396 ชุด (เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 236 ชุด) และดูแลสุขภาพสัตว์ 42,077 ตัว(เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 2,640 ตัว) ในพื ้นที่ 13 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดหนองคาย ชัยภูมิ ร้ อยเอ็ด อุบลราชธานี อํานาจเจริ ญ น่าน เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พระนครศรี อยุธยา ผลกระทบด้ านการเกษตร อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 1 สิงหาคม – 24 กันยายน 2553 (ข้ อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย. 2553) ประสบภัยด้ านการเกษตร 53 จังหวัด ได้ แก่ ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดกําแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลําปาง ลําพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ 17 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ร้ อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลําภู อํานาจเจริ ญ อุดรธานี อุบลราชธานี ภาคกลาง 12 จังหวัด ได้ แก่ กรุ งเทพฯ กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม นนทบุรี พระนครศรี อยุธยา ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บรุ ี สุพรรณบุรี อ่างทอง ภาคตะวันออก 6 จังหวัด ได้ แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้ แก่ ระนอง


39 คาดว่ าจะเสียหาย ด้ านพืช 52 จังหวัด เกษตรกร 244,237 ราย พื ้นที่ 2,181,162 ไร่ ด้ านประมง 33 จังหวัด เกษตรกร 21,533 ราย พื ้นที่เพาะเลี ้ยงสัตว์นํ ้า 21,983 ไร่ และกระชังเลี ้ยงสัตว์นํ ้า 5,532 ตารางเมตร ด้ านปศุสตั ว์ 26 จังหวัด เกษตรกร 27,537 ราย สัตว์ได้ รับผลกระทบ 1,203,327 ตัว และแปลงหญ้ า 71.25 ไร่ ภาค เหนือ ต.อ.เฉียงเหนือ กลาง ตะวันออก ใต้ รวม

ด้ านพืช คาดว่ าจะ เกษตรกร เสียหาย ราย ไร่ 93,032 883,904 126,424 906,075 20,706 335,721 4,060 55,445 15 17 244,237 2,181,162

ด้ านประมง

ด้ านปศุสัตว์ สัตว์ ได้ รับ เกษตรกร คาดว่ าจะเสียหาย เกษตรกร ผลกระทบ ราย ไร่ ตรม. ราย ตัว 8,754 7,763 668 24,406 1,054,646 12,266 12,254 1,639 4,715 114,935 136 196 3,225 1,215 33,746 377 1,770 21,533 21,983 5,532 27,537 1,203,327

แปลงหญ้ า ไร่ 30.75 40.50 71.25

การดําเนินการ การให้ ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบตั ิ กรณีฉกุ เฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม ด้ านพืช ช่วยเหลือแล้ วบางส่วนด้ วยงบองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น งบทดรองราชการในอํานาจอําเภอและจังหวัด จํานวน 5 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดน่าน ลําปาง เชียงราย ตราด และชลบุรี เกษตรกร 6,065 ราย พื ้นที่เสียหาย 14,283 ไร่ เป็ นเงิน 10,180,051 บาท 34. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์ อุทกภัยเนื่องจากร่ องมรสุมกําลังค่ อนข้ างแรงพาดผ่ านประเทศไทย (ระหว่ างวันที่ 10 – 27 กันยายน 2553) คณะรั ฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุ ปสถานการณ์ อุท กภัย เนื่ องจากร่ องมรสุมกํ า ลัง ค่อนข้ า งแรงพาดผ่า น ประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 – 27 กันยายน 2553) ของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ ติดตามสถานการณ์ อุทกภัยเนื่ องจากร่ องมรสุมกํ าลังค่อนข้ างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 – 27 กันยายน 2553) รวมทังผลการปฏิ ้ บตั งิ านช่วยเหลือประชาชน ในห้ วงเวลาดังกล่าว ดังนี ้ 1. สรุปสถานการณ์อทุ กภัยเนื่องจากร่ องมรสุมกําลังค่อนข้ างแรงพาดผ่านประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 10 – 27 กันยายน 2553) 1.1 พื ้นที่ประสบภัย 11 จังหวัด 23 อําเภอ 112 ตําบล 445 หมูบ่ ้ าน ได้ แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน สุโขทัย ลําพูน พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง พระนครศรี อยุธยา และจังหวัดนครราชสีมา ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 19,490 ครัวเรื อน 48,575 คน พื ้นที่การเกษตรได้ รับความเสียหายประมาณ 28,528 ไร่ 1.2 สถานการณ์ ปัจจุบนั ยังคงมีสถานการณ์ อุทกภัยในพืน้ ที่ 7 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดสุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง และจังหวัดพระนครศรี อยุธยา ดังนี ้ 1) จังหวัดสุโขทัย นํ ้าในแม่นํ ้ายมเอ่อล้ นตลิ่งเข้ าท่วมบ้ านเรื อนราษฎร พื ้นที่การเกษตร ในพื ้นที่ อําเภอเมือง 6 ตําบล ได้ แก่ ตําบลยางซ้ าย ปากพระ ปากแคว บ้ านสวน บ้ านหลุม และตําบลตาลเตี ้ย โดยจังหวัด สํานักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เจ้ าหน้ าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ได้ นํากระสอบทรายทําเป็ นคันกันนํ ้ ้าเพื่อไม่ให้ นํ ้า ไหลเข้ ามาท่วมในพื ้นที่ และเร่งระบายนํ ้าลงสูแ่ ม่นํ ้ายมอย่างต่อเนื่อง 2) จังหวัดพิจิตร ปริ มาณนํ ้าในแม่นํ ้ายมมีระดับสูงขึ ้น ประกอบมีฝนตก ในพื ้นที่ทําให้ นํ ้าใน แม่นํ ้ายมเอ่อล้ นตลิ่งเข้ าท่วมในพื ้นที่ล่มุ ตํ่าริ มฝั่ ง 4 อําเภอ 14 ตําบล ได้ แก่ อําเภอสามง่ าม 4 ตําบล ได้ แก่ ตําบลสามง่าม กําแพงดิน รังนก และตําบลเนินปอ อําเภอโพธิ์ประทับช้ าง 4 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโพธิ์ประทับช้ าง วังจิก ไผ่ท่าโพ และตําบล ไผ่รอบ อําเภอบึงนาราง ที่ตําบลบางลาย และอําเภอโพทะเล 5 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโพทะเล ท่าเสา ทะนง ท้ ายนํา้ และตําบล ท่าขมิ ้น


40 3) จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณนํ ้าในแม่นํ ้าน่านมีระดับสูงขึ ้น ประกอบกับมีฝนตกในพื ้นที่ทําให้ เกิดนํ ้าท่วมขังในพื ้นที่ล่มุ ตํ่าการเกษตรของอําเภอชุมแสง 2 ตําบล ได้ แก่ตําบลบางเคียน (หมู่ที่ 1,3,4,5,6,7,9,11,13,14) และตําบลโคกหม้ อ (หมูท่ ี่ 2,3,4,6,8,) พื ้นที่การเกษตรได้ รับผลกระทบ 2,538 ไร่ 4) จังหวัดชัยนาท ได้ เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ทําให้ เกิดนํา้ ไหลหลากและนํ ้าท่วมขังบ้ านเรื อนราษฎร และพื ้นที่การเกษตร ในพื ้นที่ 5 อําเภอ 13 ตําบล 91 หมู่บ้าน ราษฎรเดือนร้ อน 8,076 ครัวเรื อน 18,084 คน ปั จจุบันยังคงมีนํา้ ท่ วม ขังในพืน้ ที่ 2 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเนินขาม 3 ตําบล และอําเภอหนองมะโมง 4 ตําบล 5) จังหวัดสิงห์ บุรี ปริ มาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยา เกิน 1,800 และ 2,000 ลบ.ม./วินาที ตามลําดับ ทําให้ นํา้ ในแม่นํา้ เจ้ าพระยามีปริ มาณสูงขึน้ เอ่อไหลเข้ าท่วมบ้ ���นเรื อนราษฎร และพืน้ ที่การเกษตร ในพืน้ ที่ อําเภออินทร์ บุรี 6 ตําบล 1 เทศบาล ได้ แก่ ตําบลท่างาม (หมู่ที่ 1-4,6-9) ตําบลนํ ้าตาล (หมู่ที่ 1-8) ตําบลประศุก (หมู่ที่ 17) ตําบลทับยา (หมูท่ ี่ 1-8) ตําบลอินทร์ บรุ ี (หมู่ที่ 1,2,6-10) ตําบลชีนํ ้าราย (หมู่ที่ 1-6,8) และเทศบาลตําบลอินทร์ บรุ ี (หมู่ที่ 3,4,6,7) ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 434 คน 124 ครัวเรื อน 6) จังหวัดอ่ างทอง นํ ้าจากแม่นํ ้าเจ้ าพระยา เอ่อล้ นตลิ่งเข้ าท่วมพื ้นที่อาํ เภอป่ าโมก 2 ตําบล ได้ แก่ ตําบลโผงเผง และตําบลบางเสด็จ เนื่องจากปริมาณนํ ้าเจ้ าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยาเกิน 1,800 ลบ.ม./วินาที 7) จังหวั ดพระนครศรี อยุ ธยา ปริ มาณนํ า้ ในแม่นํา้ เจ้ าพระยา แม่นํา้ ลพบุรี และแม่นํา้ น้ อย มีปริ มาณสูงขึ ้น ประกอบกับมีฝนตกในพื ้นที่ ทําให้ เกิดนํ ้าล้ นตลิ่งเข้ าท่วมพื ้นที่ล่มุ การเกษตรใน 5 อําเภอ 54 ตําบล 297 หมู่บ้าน ได้ แก่ อําเภอพระนครศรี อยุธยา 4 ตําบล อําเภอบางไทร 23 ตําบล อําเภอมหาราช 12 ตําบล อําเภอผักไห่ 7 ตําบล และอําเภอบางบาล 8 ตําบล ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 13,977 คน 4,494 ครัวเรื อน 1.3 การให้ ความช่ วยเหลือ จังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตสํานักงานป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อําเภอ องค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ได้ ให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในเบื ้องต้ นแล้ ว พร้ อมเร่งออกสํารวจความเสียหาย เพื่อให้ การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต่อไป 1.4 การให้ ความช่ วยเหลือของหน่ วยงานต่ าง ๆ 1) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - ศูนย์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลํ าปาง จัดส่งรถผลิตนํ า้ ดื่ ม จํ านวน 1 คัน รถบรรทุกนํ ้าขนาด 6,000 ลิตร จํานวน 1 คัน สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ตําบลนางแล ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย สนับสนุนรถแบ็กโฮ จํานวน 1 คัน แก่สํานักงานทางหลวงชนบทจังหวัดเชียงรายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื ้นที่ตําบลวาวี และรถบรรทุกนํ ้า จํานวน 2 คัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ตําบลนางแล 2) กรมชลประทาน ได้ เตรี ยมความพร้ อมเครื่ องสูบนํ ้า จํานวน 1,200 เครื่ อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามจังหวัด ต่าง ๆ ซึง่ ปั จจุบนั ได้ ให้ การสนับสนุนเครื่ องสูบนํ ้าเคลื่อนที่ 885 เครื่ อง ในพื ้นที่ 59 จังหวัด 3) ศูนย์ บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก - จทบ.น.น. จัดกําลังพล 24 นาย รยบ. 1 คัน และเรื อพระราชทาน 1 ลํา เข้ าให้ การช่วยเหลือ ในการขนย้ ายสิ่งของ และรับ-ส่งประชาชน ที่หมู่บ้านแสงดาว หมู่บ้านท่าล้ อ ตําบลฝายแก้ ว อําเภอภูเพียง และหมู่บ้าน ภูมินทร์ -ท่าลี่ ตําบลในเวียง อําเภอเมือง จังหวัดน่าน กองทัพภาคที่ 2 จัดกําลังพล และรถแบ็กโฮ จํานวน 10 คัน ให้ การช่วยเหลือราษฎรสร้ าง แนวคันกันนํ ้ ้า ในพื ้นที่ตําบลหนองบัวศาลา (หมู่ที่ 2,8,10) อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พร้ อมทังเร่ ้ งสูบนํ ้าออกจากพื ้นที่ อย่างต่อเนื่อง 1.5 สิ่งของพระราชทานช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 1) พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้ รับความเดือดร้ อน จึงได้ พระราชทานถุง ยังชีพ ให้ มลู นิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงโปรดให้ ผ้ แู ทนพระองค์ฯ เดินทางไปมอบสิ่งของพระราชทาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แพร่ พะเยา น่ าน และจังหวัดสุโขทัย รวมจํานวน 7,000 ครอบครัว 2) สํานักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทกั ษ์ สภากาชาดไทย ได้ นําชุด ธารนํ ้าใจพระราชทาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดลําปาง แพร่ นครสวรรค์ เชียงราย อุตรดิตถ์ พิจิตร นครนายก เพชรบูรณ์ หนองคาย และจังหวัดอุดรธานี รวมจํานวน 9,662 ชุด นํ ้าดื่ม 14,700 ขวด และสนับสนุนเรื อท้ องแบน 2 ลํา รถผลิตนํ ้า


41 ดื่ม 1 คัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ตําบลบางเคียน อําเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และที่ จังหวัดอ่ างทอง และ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนี ้ - วันที่ 27 กันยายน 2553 นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็ นผู้แทนพระองค์ นําชุดธารนํ ้าใจฯ พระราชทาน ไปบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่องค์การบริ หารส่วนตําบลโผงเผง อําเภอป่ าโมก จังหวัดอ่างทอง จํานวน 550 ชุด และที่วดั ศรี กุ ตําบลนํ ้าเต้ า อําเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรี อยุธยา จํานวน 2,000 ชุด 3) กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ ผ้ ูแทน พระองค์ ฯ เดิน ทางไปมอบถุง พระราชทานแก่ ราษฎรที่ ป ระสบอุท กภัย ในพื น้ ที่ จังหวั ดลําปาง แพร่ แม่ ฮ่องสอน น่ าน สกลนคร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมจํานวน 5,550 ชุด 4) พระเจ้ าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ าโสมสวลี พระวรราชาทินดั ดามาตุ (นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และพระ เจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิติยาภา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึง่ (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย ทรงโปรดให้ ผ้ แู ทนพระองค์ฯ เดินทางไปมอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดเชียงราย แพร่ ลําพูน อุตรดิตถ์ ปทุมธานี และ จังหวัดชัยภูมิ รวมจํานวน 10,090 ถุง และอาหารกล่อง จํานวน 3,500 กล่อง 2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่ างวันที่ 27 กันยายน – 2 ตุลาคม 2553 2.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในวันที่ 27 กันยายน 2553 ลมตะวันออก เคลื่อนเข้ าปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย ทําให้ ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้ มีฝนกระจาย สําหรับในช่วง วันที่ 28 กันยายน-2 ตุลาคม 2553 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ ตอนบน และภาคตะวันออก ทําให้ บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มขึ ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ ประชาชนบริ เวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ ตอนบน และ ภาคตะวันออกระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักไว้ ด้วย 2.2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ จัดเจ้ าหน้ าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ ในพื ้นที่อย่าง ต่อเนื่องตลอด 24 ชัว่ โมง รวมทังเตรี ้ ยมเครื่ องมืออุปกรณ์ไว้ ให้ พร้ อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ ทนั ต่อเหตุการณ์เมื่อ เกิดสาธารณภัยขึ ้น 35. เรื่อง รายงานผล การเสวนา เรื่อง “ส่ งออกอย่ างไรในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่ า” และสรุ ปมาตรการช่ วยเหลือ ผู้ส่งออก คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลรายงานผล การเสวนา เรื่ อง “ส่งออกอย่างไรในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า” และ สรุปมาตรการช่วยเหลือผู้สง่ ออก ของกระทรวงพาณิชย์ ดังนี ้ 1. ความเป็ นมา รั ฐ มนตรี ว่ า การกระทรวงพาณิ ช ย์ ไ ด้ มี บัญ ชาให้ ก รมส่ ง เสริ ม การส่ง ออกจัด เสวนาให้ ค วามรู้ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นและสรุ ปแนวทางการแก้ ปัญหาในภาวะที่อตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผันผวน ให้ กบั ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อรับมือกับสภาวะ ที่เงินบาทแข็งค่าในปั จจุบนั กรมส่งเสริ มการ ส่งออก จึงได้ จดั เสวนา เรื่ อง “ส่งออกอย่างไรในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2553 ระหว่าง เวลา 09.00-12.30 น. ณ ห้ องแกรนด์บอลรู ม โรงแรมเชอราตันแกรนด์ สุขมุ วิท โดยมีผ้ เู สวนาจากสภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย สภาหอการค้ าไทย นายกสมาคมแช่เยือกแข็งไทย สมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ธนาคารแห่งประเทศ ไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ร่วมกับผู้เข้ าฟั งเสวนา 240 คน 2. ประเด็นปั ญหาและมาตรการช่ วยเหลือผู้ส่งอ���กจากการเสวนาเรื่อง “ส่ งออกอย่ างไรในสภาวะ ที่เงินบาทแข็งค่ า” มีดงั นี ้ 2.1 การแทรกแซงค่ าเงินไม่ ให้ ผันผวน และสอดคล้ องกับค่าเงินในภูมิภาค เนื่องจากผู้สง่ ออกไม่ สามารถปรับราคาสินค้ าได้ โดยสินค้ าส่งออกบางกลุม่ ที่เป็ นสินค้ าต้ องแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่มีคา่ เงินแข็งค่า น้ อยกว่าไทยอาจเสียส่วนแบ่งการตลาด 2.2 ควบคุมการไหลของเงินทุนต่ างประเทศ (CAPITAL CONTROL) ในปั จจุบนั มีเงินนอกทะลัก เข้ ามาทํากําไรระยะสัน้ จากตลาดหุ้น Bond และอัตราแลกเปลี่ยนโดยอาจมีมาตรการของการกําหนดระยะเวลาการนําเงิน เข้ ามาลงทุน การออกมาตรการเรื่ องค่าธรรมเนียม แต่จะต้ องไม่กระทบการนําเงินเข้ า F D I ที่จะต้ องแยกในเรื่ องของ ผลกระทบจากภาคตลาดทุนและตลาดการเงิน 2.3 อนุญาตให้ ชาํ ระค่ าระวางเรื อ เป็ นสกุลเงินต่างประเทศ หากมีการชําระค่าระวางเรื อ ที่มีการเสนอ ราคาเป็ น CIF ผู้สง่ ออกสามารถชําระค่าระวางเรื อ เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ ไปชําระค่าระวางเรื อได้ โดยไม่ต้องแลกเป็ น เงินบาท


42 2.4 ชะลอการปรั บขึน้ ดอกเบีย้ นโยบาย โดยที่อตั รา 1.75% ของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะนี ้มี อัตราสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้ เงินนอกไหลเข้ ามาทํากําไรในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร/ตลาดการเงิน โดยเงินดอลล่าร์ สหรัฐฯ หมุนเวียนเข้ า-ออก ทําให้ เงินบาทแข็งค่า 2.5 ลดค่ าธรรมเนียมศุลกากรในการส่ งออก เพื่อไปทดแทนกับ ส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่ เพิ่มขึ ้น โดยลดค่าธรรมเนียมศุลกากรในการส่งออกต่อใบขน ค่าล่วงเวลาหลังเวลาราชการเพื่อช่วยลดต้ นทุนให้ ผ้ สู ง่ ออก โดยอาจดําเนินการในช่วง 3 – 6 เดือน เป็ นมาตรการชัว่ คราว 2.6 ช่ วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก เข้ าถึงแหล่งเงินทุนและเข้ าถึงการทําประกันความเสี่ยง 2.7 ขอให้ ภาครัฐจัดตัง้ กองทุนช่ วยเหลือผู้ส่งออก SMEs เช่นเดียวกับที่เคยมีกองทุนช่วยเหลือ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 2.8 ขอให้ หน่ วยงานภาครัฐให้ ข้อมูลอย่ างตรงไปตรงมากับผู้ประกอบการ เนื่องจากขณะที่ผ้ ู ส่งออกมีกําไร (PROFIT MARGIN) หรื อกําไรขันต้ ้ นประมาณร้ อยละ 5-10 แต่คา่ เงินบาทขณะนีแ้ ข็งค่ าขึน้ ร้ อยละ 8 แต่ งตัง้ 36. เรื่อง แต่ งตัง้ 1. ขออนุ มัติแต่ งตัง้ ข้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่ งประเภทวิชาการระดับทรงคุ ณวุ ฒิ (กระทรวง ยุตธิ รรม) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงยุตธิ รรมเสนอแต่งตัง้ นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร รองอธิบดีกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรี ภาพ ให้ ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึ กษาด้ านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ตังแต่ ้ วนั ที่ 16 มิถนุ ายน 2553 ซึง่ เป็ นวันที่มีคณ ุ สมบัติครบถ้ วนสมบูรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตัง้ เป็ นต้ นไป 2. แต่ งตัง้ คณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่ งชาติ เพิ่มเติม คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอการแต่งตังคณะกรรมการพั ้ ฒนาอนามัยการเจริ ญ พันธุ์แห่งชาติ เพิ่มเติม จํานวน 3 คน คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ ปลัดกรุงเทพมหานคร และการเกษตร

3. การแต่ งตัง้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริ หารสถาบันสารสนเทศทรั พยากรนํา้

คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเสนอ แต่งตัง้ พลเอกสุรินทร์ พิกลุ ทอง เป็ น กรรมการผู้ท รงคุณ วุฒิ ด้ า นการบริ ห าร ด้ า นการจัด การ (ซึ่ง มิ ใ ช่ ข้ า ราชการหรื อ ผู้ป ฏิ บัติง านในหน่ ว ยงานของรั ฐ ) ใน คณะกรรมการบริ หารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรนํ ้าและการเกษตร แทนนายวงศ์กลุ พัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึง่ ลาออก จากตําแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดงั กล่าว โดยให้ มีผลตังแต่ ้ วนั ที่คณะรัฐมนตรี มีมติเป็ นต้ นไป ทังนี ้ ้ ตามมาตรา 13 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตังสถาบั ้ นสารสนเทศทรัพยากรนํ ้าและการเกษตร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551 4. การแต่ ง ตัง้ ข้ า ราชการพลเรื อ นสามั ญ ให้ ดํา รงตํา แหน่ ง ประเภทวิช าการระดับทรงคุ ณ วุ ฒิ (กระทรวงยุตธิ รรม) คณะรั ฐ มนตรี อ นุ มั ติ ต ามที่ ก ระทรวงยุ ติ ธ รรมเสนอ แต่ ง ตั ง้ นายพิ ท ยา จิ น าวั ฒ น์ รองเลขาธิ ก าร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ ดํารง ตํ า แหน่ ง ที่ ป รึ ก ษาการป้ องกั น และปราบปรามยาเสพติ ด (นัก วิ เ คราะห์ น โยบายและแผนทรงคุณ วุฒิ ) สํ า นัก งาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ตังแต่ ้ วนั ที่ 4 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็ นวันที่มีคณ ุ สมบัติ ครบถ้ วนสมบูรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 5. การแต่ ง ตัง้ ข้ า ราชการพลเรื อ นสามั ญ ให้ ดํา รงตํา แหน่ ง ประเภทวิช าการระดับทรงคุ ณ วุ ฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)


43 คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่ง ตัง้ นายสํารวม ด่า นประชันกุล นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัด (ผู้อํานวยการเฉพาะด้ าน (แพทย์)) สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล สํานักงานปลัดกระทรวง ให้ ดํารง ตําแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้ านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสตูล สํานักงานสาธารณสุข จังหวัดสตูล สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตังแต่ ้ วันที่ 8 กันยายน 2553 ซึ่งเป็ นวันที่ มีคําสั่งให้ รักษา ราชการในตําแหน่งดังกล่าวและไม่ก่อนวันที่สํานักงาน ก.พ. ได้ รับคําขอประเมินพร้ อมเอกสารประกอบการประเมินครบถ้ วน สมบูรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 6. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จํานวน 2 ราย ตังแต่ ้ วนั ที่ 12 พฤษภาคม 2553 ซึง่ เป็ นวันที่มีคณ ุ สมบัติ ครบถ้ วนสมบูรณ์ ดังนี ้ 1. นางสาวเพรามาตร หันตรา รองอธิ บดีกรมสรรพากร ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึ กษาด้ านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร 2. นางวณี ทัศนมณเฑียร รองอธิบดีกรมสรรพากร ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึกษาด้ านยุทธศาสตร์ การจัดเก็บภาษี (กลุม่ ธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 7. ขออนุมัตแิ ต่ งตัง้ กรรมการอื่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดนิ เพื่อเกษตรกรรม คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตังกรรมการอื ้ ่นในคณะกรรมการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จํานวน 9 คน เนื่องจากกรรมการชุดเดิมได้ ครบวาระการดํารงตําแหน่ง โดยมีรายชื่อดังนี ้ 1. นาย ประพันธ์ เทียนวิหาร ผู้แทนเกษตรกร 2. นายปณิธาน ตังพิ ้ ทกั ษ ผู้แทนเกษตรกร 3. นายเอกวิทย์ สายแก้ วเทศ ผู้แทน เกษตรกร 4. นายตระกูล สว่างอารมย์ ผู้แทนเกษตรกร 5. นายปั ญญา ถํ ้าแก้ ว ผู้แทนเกษตรกร 6. นายสมชาย รอดหยู่ ผู้แทนเกษตรกร 7. นายธันวา จิตต์สงวน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิ 8. นายอํานาจ ทองเบ็ญญ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9. ผู้ช่วย ศาสตราจารย์อิทธิพล ศรี เสาวลักษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 28 กันยายน 2553 เป็ นต้ นไป 8. แต่ งตัง้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒใิ นค���ะกรรมการองค์ การพิพธิ ภัณฑ์ วิทยาศาสตร์ แห่ งชาติ คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเสนอแต่งตังกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แห่งชาติ จํานวน 5 คน ดังนี ้ 1. นายสันติ สาทิพย์พงษ์ 2. นายจรัลธาดา กรรณสูต 3. นางรุ่ งทิพย์ สิงห์ สุวรรณ 4. นางสาวชุติมา บุณยประภัศร 5. นายดิสทัต โหตระกิตย์ ทัง้ นี ้ ตังแต่ ้ วันที่ 28 กันยายน 2553 เป็ นต้ นไป พาณิชย์ )

9. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่ งประเภทบริ หารระดับสู ง (กระทรวง

คณะรั ฐ มนตรี อ นุมัติตามที่ ก ระทรวงพาณิ ชย์ เสนอแต่ง ตัง้ ข้ า ราชการพลเรื อ นสามัญ ให้ ดํา รงตํ า แหน่ ง ประเภทบริหารระดับสูง จํานวน 4 ราย คือ 1. นายสุทธิศกั ดิ์ เลาหชีวิน รองอธิบดีกรมการค้ าภายใน เลื่อนขึ ้นดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง พาณิชย์ 2. นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมเจรจาการค้ าระหว่างประเทศ เลื่อนขึ ้นดํารงตําแหน่งผู้ตรวจ ราชการกระทรวงพาณิชย์ 3. นางพิรมล เจริ ญเผ่า รองอธิบดีกรมส่งเสริ มการส่งออก เลื่อนขึ ้นดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง พาณิชย์ 4. นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร รองอธิบดีกรมการค้ าต่างประเทศ เลื่อนขึ ้นดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงพาณิชย์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป


44 10. แต่ งตัง้ ข้ าราชการ (กระทรวงแรงงาน) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จํานวน 2 ราย ดังนี ้ 1. แต่งตัง้ นางสุทศั นี สืบวงศ์แพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สํานักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ให้ ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริ หารระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวง แรงงาน 2. แต่งตัง้ นายสุนนั ท์ โพธิ์ทอง ที่ปรึ กษาวิชาการแรงงาน (นักวิชาการแรงงานทรงคุณวุฒิ) สํานักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ให้ ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริ หารระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวง แรงงาน ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 11. ขออนุมัตแิ ต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ ก ระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตัง้ ข้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูงที่จะว่างลง ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 เนื่องจากผู้ครองตําแหน่งเกษี ยณอายุราชการและทดแทนตําแหน่งที่ว่างลง ดังรายนามต่อไปนี ้ 1. นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม โอนย้ ายไปดํารงตําแหน่ง อธิบดีกรมเจ้ าท่า 2. นายเที ยนโชติ จงพีร์เพียร ผู้ตรวจราชการกระทรวง โอนย้ ายไปดํารงตําแหน่ง อธิ บดีกรมการขนส่ง ทางบก 3. นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ย้ ายไปดํารงตําแหน่ง รองปลัดกระทรวง 4. นายจํารูญ ตังไพศาลกิ ้ จ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ย้ ายไปดํารงตําแหน่ง รองปลัดกระทรวง ์ 5. นายศรศักดิ แสนสมบัติ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ย้ ายไปดํารงตําแหน่ง รองปลัดกระทรวง 6. นายวรเดช หาญประเสริ ฐ ที่ปรึ กษาด้ านเศรษฐกิจการขนส่งทางอากาศ ย้ ายไปดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจ ราชการกระทรวง ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป สาธารณสุข)

12. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่ งประเภทบริ หาร ระดับสูง (กระทรวง

คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญในสังกัดกระทรวง สาธารณสุข ให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 จํานวน 5 ราย ดังนี ้ 1. นายสุริยะ วงศ์คงคาเทพ สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สํานักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริ หาร ระดับสูง สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข 2. นายคํารณ ไชยศิริ สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สํานักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริ หาร ระดับสูง สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข 3. นายวชิ ร ะ เพ็ ง จัน ทร์ รองอธิ บดี (นัก บริ ห าร) ประเภทบริ ห าร ระดับต้ น กรมสุขภาพจิ ต กระทรวง สาธารณสุข ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริ หาร ระดับสูง สํานักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข 4. นายวิศิษฎ์ ตังนภากร ้ รองอธิบดี (นักบริ หาร) ประเภทบริ หาร ระดับต้ น กรมสนับสนุนบริ การสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ให้ ดํา รงตํ า แหน่ ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริ ห าร ระดับสูง สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข 5. นางวีรวรรณ แตงแก้ ว รองเลขาธิการ (นักบริ หาร) ประเภทบริ หาร ระดับต้ น สํานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริ หาร ระดับสูง สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป


45 13. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอการย้ ายสับเปลี่ยนข้ าราชการพลเรื อนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูง เพื่อประโยชน์ในการปฏิบตั ริ าชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวม 3 ราย ดังนี ้ 1. นายสิงห์ ทอง ชินวรรังสี รองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ให้ ดํารงตําแหน่งอธิบดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 2. นายอนันต์ ภู่สิทธิ กุล อธิ บดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจ ราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3. นายชวลิต ชูขจร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 14. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้ อม) คณะรั ฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมเสนอย้ ายสับเปลี่ยนหมุนเวียน ข้ าราชการพลเรื อนสามัญ ประเภทบริ หารระดับสูง จํานวน 7 ราย เลื่อนและแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับต้ น ให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หารระดับสูง จํานวน 4 ราย รวม 11 ราย ดังนี ้ 1. ย้ า ย นางมิ่ ง ขวัญ วิ ช ยารั ง สฤษดิ์ เลขาธิ ก าร (นัก บริ ห าร ระดับ สูง ) สํ า นัก งานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม ไปแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 2. ย้ า ย นายสุพ จน์ โตวิ จัก ษณ์ ชัย กุล ผู้ต รวจราชการกระทรวง (ผู้ต รวจราชการก���ะทรวง ระดับ สูง ) สํานักงานปลัดกระทรวงทรั พยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม ไปแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 3. ย้ าย นางนิศากร โฆษิ ตรั ตน์ รองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม ไปแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาร ระดับสูง) สํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 4. ย้ าย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิ บดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ ป่า และพันธุ์พืช ไปแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งอธิบดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรนํ ้า 5. ย้ าย นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิ บดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมทรั พยากรนํ า้ ไปแต่งตังให้ ้ ดํารง ตําแหน่งอธิบดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ ง 6. ย้ า ย นายอดิ ศัก ดิ์ ทองไข่ มุก ต์ อธิ บ ดี (นัก บริ ห าร ระดับ สูง ) กรมทรั พ ยากรทางทะเลและชายฝั่ ง ไปแต่ ง ตัง้ ให้ ดํ า รงตํ า แหน่ ง ผู้ต รวจราชการกระทรวง (ผู้ต รวจราชการกระทรวง ระดับ สูง ) สํ า นัก งานปลัด กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 7. ย้ าย นายสุนนั ต์ อรุ ณนพรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงาน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม ไปแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งอธิ บดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 8. เลื่อนและแต่งตัง้ นายสุรพล ปั ตตานี รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมทรัพยากรนํา้ ให้ ดํารง ตําแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 9. เลื่อนและแต่งตัง้ นายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิ บดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝั่ ง ให้ ดํ า รงตํ า แหน่ ง ผู้ ต รวจราชการกระทรวง (ผู้ต รวจราชการกระทรวง ระดับ สูง ) สํ า นัก งานปลัด กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 10. เลื่อนและแต่งตัง้ นายสุวิทย์ รัตนมณี รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ ดํารงตําแหน่ง อธิบดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมป่ าไม้ 11. เลื่อนและแต่งตัง้ นายปราณี ต ร้ อยบาง รองอธิ บดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมทรัพยากรนํา้ บาดาล ให้ ดํารงตําแหน่ง อธิบดี (นักบริ หาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรนํ ้าบาดาล


46 ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 15. การแต่ งตัง้ ผู้อาํ นวยการองค์ การคลังสินค้ า (กระทรวงพาณิชย์ ) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ แต่งตัง้ นายอนุกลู แต้ มประเสริ ฐ เป็ นผู้อํานวยการ องค์การคลังสินค้ า ตังแต่ ้ วนั ที่ลงนามในสัญญาจ้ างเป็ นต้ นไป 16. แต่ งตัง้ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบตามที่ กระทรวงการคลังเสนอแต่งตัง้ นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ดํารงตําแหน่ง กรรมการผู้จดั การธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 17. แต่ งตัง้ กรรมการผู้ช่วยรั ฐมนตรี (สํานักเลขาธิการนายกรั ฐมนตรี ) คณะรั ฐมนตรี เห็ นชอบรายชื่ อพร้ อมประวัติของผู้สมควรได้ รับการแต่ง ตัง้ เป็ นกรรมการผู้ช่ วยรั ฐมนตรี จํานวน 1 ราย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สืบแสง พรหมบุญ ตามที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยให้ มีผลตังแต่ ้ วันที่นายกรัฐมนตรี ลงนามในประกาศแต่งตังและมอบหมายให้ ้ เป็ นผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจํากระทรวงใดกระทรวงหนึง่ เป็ นต้ นไป เพื่อให้ ผ้ ไู ด้ รับแต่งตังลาออกจากตํ ้ าแหน่งอื่น ๆ ที่เป็ นลักษณะต้ องห้ ามได้ ดําเนินการให้ เรี ยบร้ อย 18. แต่ งตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิในคณะกรรมการบริ ห ารสํา นั ก งาน ส่ งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์ แวร์ แห่ งชาติ คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ ตามที่ กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตัง้ ประธาน กรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมจํานวน 8 คน ในคณะกรรมการบริ หารสํานักงานส่งเสริ มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แห่ ง ชาติ ดัง นี ้ นายศุภชัย ตัง้ วงศ์ ศ านต์ เป็ นประธานกรรมการ กรรมการผู้ท รงคุณวุฒิประกอบด้ ว ย นายราเมศวร์ ศิลปพรหม นายสรรพัช ญ โสภณ นายเฉลิม พล ปุณโณทก นายปราโมทย์ พงษ์ ท อง นายศิวะ แสงมณี นายวิวัฒน์ วงศ์วราวิภทั ร์ นางสาวรุ่งรัตน์ กุยสุวรรณ 19. แต่ งตัง้ ข้ าราชการให้ ดาํ รงตําแหน่ งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารง ตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ดังนี ้ 1. นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อํานวยการสํานักงานสถิติแห่งชาติ (นักบริ หารระดับสูง) ให้ ดํารงตําแหน่ง ปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2. นายต่อศักดิ์ วานิชขจร รองอธิบดีกรมอุตนุ ิยมวิทยา (นักบริ หารระดับต้ น) ให้ ดํารงตําแหน่งอธิบดีกรม อุตนุ ิยมวิทยา (นักบริหารระดับสูง) สังกัดกรมอุตนุ ิยมวิทยา ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 20. การโอนข้ า ราชการพลเรื อ นสามั ญ มาแต่ ง ตัง้ ให้ ดํา รงตํา แหน่ ง เลขาธิ ก ารสภาที่ป รึ ก ษา เศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ (ตําแหน่ งประเภทบริหาร ระดับสูง) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติรับโอน นายชั่ง ทอง โอภาสศิริวิทย์ ผู้ตรวจราชการสํา นักนายกรั ฐมนตรี (ผู้ตรวจ ราชการกระทรวง) ตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ไปแต่งตังให้ ้ ดํา รงตํ า แหน่ ง เลขาธิ ก ารสภาที่ ป รึ ก ษาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห่ ง ชาติ (ตํา แหน่ ง ประเภทบริ ห ารระดับ สูง ) เพื่ อ ทดแทน นางสาวเยาวลักษณ์ สุขวิวฒ ั นพร ที่จะเกษี ยณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ตามที่ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเสนอ 21. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการให้ ดาํ รงตําแหน่ งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย คณะรัฐมนตรี อนุมตั แิ ต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย ตามที่ กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี ้


47 จํานวน 2 ราย

1.แต่งตัง้ (ย้ าย) ข้ าราชการตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จํานวน 24 ราย 2.แต่งตังข้ ้ าราชการตําแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง

3.ให้ ข้าราชการตําแหน่งประเภทบริ หาร ระดับสูง พ้ นจากตําแหน่ง เพื่อแต่งตัง้ ให้ ดํารงตําแหน่งรองอธิบดี กรมการปกครอง จํานวน 1 ราย 4. แต่งตัง้ (เลื่อน) ข้ าราชการตําแหน่งประเภทบริ หารระดับต้ น ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ พิจารณาคัดเลือกข้ า ราชการเพื่ อเลื่ อนข้ า ราชการพลเรื อนสามัญขึน้ แต่ง ตัง้ ให้ ดํา รงตํ า แหน่ ง ประเภทบริ ห าร ระดับ สูง กระทรวงมหาดไทยขึ ้นแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จํานวน 21 ราย 5.เนื่ องจากนายสมศัก ย์ ภูรีศรี ศัก ดิ์ ตํ า แหน่ ง ผู้ว่า ราชการจัง หวัดสุพ รรณบุรี ปฏิ บัติห น้ า ที่ ในตํ า แหน่ ง ดังกล่าวครบสี่ปี (14 ธันวาคม 2549 - ปั จจุบนั ) แล้ ว แต่เนื่องจากมีผลการปฏิบตั ิราชการดีเยี่ยม ดังนัน้ เพื่อประโยชน์ใน การบริ หารราชการของจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ เป็ ���ไปด้ วยความต่อเนื่อง เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างมีประสิทธิ ภาพ จึงอนุมตั ิให้ นายสมศักย์ ภูรีศรี ศกั ดิ์ อยูป่ ฏิบตั หิ น้ าที่ผ้ วู า่ ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อไปเป็ นเวลา 1 ปี ทังนี ้ ้ สําหรับการแต่งตังตามข้ ้ อ 1-4 ให้ มีผลตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็ นต้ นไป ดังนี ้ 1) นายสมชัย หทยะตันติ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิจิตร และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงราย 2)นายเชิดศักดิ์ ชูศรี พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรปราการ 3)นายปรี ชา บุตรศรี พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย 4) นายธวัชชัย ฟั กอังกูร พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดร้ อยเอ็ด และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย 5) นายสมบัติ ตรี วฒ ั น์ สุวรรณ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด สกลนคร และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดขอนแก่น 6)นายอํานาจ ผการัตน์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุดรธานี และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสกลนคร 7)นายคมสัน เอกชัย พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุดรธานี 8) นายธีรเทพ ศรี ยะพันธ์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปั ตตานี และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดจันทบุรี 9) หม่ อ มหลวงปนัด ดา ดิ ศ กุล พ้ น จากตํ า แหน่ ง ผู้ว่า ราชการจัง หวัด (นัก ปกครอง ระดับ สูง ) จัง หวัด นครปฐม และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ 10) นายชิดพงษ์ ฤทธิ ประศาสน์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง ) จังหวัด สิงห์บรุ ี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครปฐม 11) นายระพี ผ่องบุพกิจ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา 12) นายเริ งศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด กาญจนบุรี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครพนม 13) นายเสนีย์ จิตตเกษม พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชลบุรี และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดน่าน 14) นายชวน ศิรินนั ท์พร พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดแพร่ 15) นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด เพชรบูรณ์ และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด ระยอง


48 16) นายวิลาศ รุจิวฒ ั นพงศ์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดศรี สะเกษ และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเพชรบูรณ์ 17) นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริ ต พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด หนองบัวลําภู และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดศรี สะเกษ 18) นายวินยั บัวประดิษฐ์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง ) จังหวัดหนองบัวลําภู 19) นายวันชัย สุทธิวรชัย พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยภูมิ และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย 20) นายวินยั ครุ วรรณพัฒน์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล 21) นายแก่นเพชร ช่วงรังษี พ้ นจากตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอํานาจเจริญ 22) นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลําปาง และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย 23) นายอธิคม สุพรรณพงศ์ พ้ นจากตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลําปาง 24) นายพินิจ เจริ ญพานิช พ้ นจากตําแหน่ง รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมการปกครอง และแต่งตัง้ ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชุมพร 25)นายชาญวิทย์ วสยางกูร พ้ นจากตําแหน่ง ที่ปรึกษาด้ านบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (นักวิเคราะห์ นโยบายและแผน ระดับทรงคุณวุฒ)ิ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยและแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นัก ปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมุกดาหาร 26)นายวิชิต ชาตไพสิฐ พ้ นจากตําแหน่ง ที่ปรึ กษาด้ านความมัน่ คง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ ทรงคุณวุฒิ) สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชลบุรี 27)นายบุญส่ง เตชะมณี สถิ ตย์ พ้ น จากตํา แหน่ง ผู้ว่า ราชการจัง หวัด (นัก ปกครอง ระดับ สูง ) จัง หวัด มุกดาหาร 28) นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดพิจิตร และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิจิตร 29) นายกิตติ ทรัพยวิสทุ ธิ์ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดราชบุรี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา 30) นายพงษ์ ศกั ดิ์ วังเสมอ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดพะเยา และแต���งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา 31) นายวันชัย โอสุคนธ์ ทิพย์ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด สุพรรณบุรี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุทยั ธานี 32) นายธานี สามารถกิจ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดชลบุรี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี 33) นายสมศักดิ์ ขําทวีพรหม พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด กาฬสินธุ์ และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดร้ อยเอ็ด 34) นายนิพนธ์ นราพิทกั ษ์ กุล พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด นราธิวาส และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปั ตตานี 35) นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด นครนายก และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บรุ ี


49 36) นายเสริ ม ไชยณรงค์ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดบุรีรัมย์ และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ 37) นายชัยโรจน์ มีแดง พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด นครสวรรค์ และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์ 38) นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริ ศ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด ร้ อยเอ็ด และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี 39) นายสุทธิ พงษ์ จุลเจริ ญ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด นครนายก และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครนายก 40) นายวิรัตน์ ลิ ้มสุวฒ ั น์ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดอุดรธานี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย 41) นายธํารงค์ เจริ ญกุล พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดสงขลา และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพังงา 42) นายสุรพล สายพันธ์ พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด อุบลราชธานี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี 43) นายตรี อัครเดชา พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดภูเก็ต และ แต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต 44) นายพิสิษฐ์ บุญช่วง พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดอุทยั ธานี และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง 45) นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัด ภูเก็ต และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุราษฎร์ ธานี 46) นางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่ อง พ้ นจากตําแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้ น) จังหวัดกําแพงเพชร และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด 47) นายจุลภัทร แสงจันทร์ พ้ นจากตําแหน่ง รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมโยธาธิการและผังเมือง และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร 48) นายจริ นทร์ จักกะพาก พ้ นจากตําแหน่ง รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมส่งเสริ มการปกครอง ท้ องถิ่น และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ ราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยภูมิ *********************


50


บราชิลขึ้นภาษีนาเข้าปลาซาร์ดีนกระป๋อง 32% วันที่ 26 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา รัฐบาลบราชิลได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนาเข้า (Import Duty) จาก เดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 16% เป็น 32% ตาม หลังจากที่คณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศ (CAMEX :The Board of Foreign Trade) เห็นชอบกับข้อเสนอของกระทรวงการประมงและการเกษตร ของบราชิล (Ministry of Fisheries and Agriculture (MPA)) โดยเหตุผลของการภาษีดังกล่าว เพื่อต้องการปกป้องอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าที่เกี่ยวข้องของบราชิลไม่ให้เสียเปรียบปลาซาร์ดีนกระป๋องที่มีการนาเข้าสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งนาเข้าจากประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่มีการส่งออกสินค้าดังกล่าวมูลค่า ประมาณ 50-120 ล้านบาทโดยในปี 2553 นี้มีอัตราขยายตัวถึงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 ถึง 130% โดยปี 2552 มีมูลค่า 53 ล้านบาท (ม.ค.-ธ.ค.) และปี2553 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า123 ล้านบาท โดยตลาดบราชิลนั้น เป็นตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยเป็นลาดับที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวกับปลาซาร์ดีนกระป๋องเท่านั้น แต่หากเป็นการนาเข้าวัตถุดิบ หรือปลาซาร์ดีนสดแช่แข็ง บราชิลก็ยังคงการเก็บภาษีในอัตราเท่าเดิมคือ 16% จากข้อมูลของรัฐบาลบราชิลอ้างว่าการออกมาตรการดังกล่าว จะส่งผลให้อุตสาหกรรมประมงและ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่เกี่ยวข้องจะมีความสามารถในการแข่งขันกับปลาชาร์ดีนที่นาเข้าได้ดีขึ้น และ ยังเป็นการช่วยให้อุตสาหกรรมที่มีแรงงานเกี่ยวข้องประมาณ 15,000-20,000 คน มีโอกาสพัฒนา ความสามารถด้านการผลิต และส่งออกไปยังประเทศอื่นๆในอเมริกาใต้ได้มากขึ้นด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่ามาตรการดังกล่าวออกมาในช่วงใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือน ตุลาคมที่จะถึงนี้ อาจเป็นไปได้ว่ามาตรการนี้ออกมาเพื่อช่วยผู้สมัครที่เป็นเป็นตัวแทนของพรรคแรงงาน (Worker’s Party) ซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันคือนาง Dilma Rousseff มีตาแหน่งเป็นรัฐมนตรีพลังงานของ บราชิล เนื่องจากผู้ใช้แรงงานและคนชั้นกลาง และล่างถือเป็นฐานเสียงสาคัญของรัฐบาล แต่การหยั่งเสียงที่ ผ่านมา (Poll) กลับถูก นาย Jose Serra ซึ่งเป็นคู่แข่งจากพรรค PSDB อตีดผู้ว่าการรัฐเซาเปาโลตัวเต็งอีกคน หนึ่งมีคะแนนนาอยู่ก็เป็นได้ ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้หากลยุทธ์การส่งออกที่เหมาะสมมาใช้ กับตลาดบราชิลได้ทัน ทั้งนี้ เชื่อว่าคนบราชิลโดยเฉพาะคนชั้นกลางมีความนิยมที่ใช้ปลากระป๋องโดยเฉพาะ ปลาซาร์ดีในการประกอบอาหารมากขึ้น จะทาให้การนาเข้าสินค้าดังกล่าวขยายตัวตามไปด้วย _____________________________________________________________________________________ สคร. ณ นครเซาเปาโล มิถุนายน 2553


European Union

A Public Seminar on “Doing Business with the EURegulations on Food Additives and Novel Foods"

Thursday, 14th October 2010 9.00 – 16.30 hrs. Landmark Ballroom, the Landmark Bangkok Hotel

This project is funded by the European Union


European Union

Background New EU regulations on food additives, food enzymes and food flavourings In December 2008, the regulations of the Package on Food Improvement Agents, including regulations on food additives, food enzymes and flavourings and food ingredients with flavouring properties, were adopted with different transitional periods. The set of Regulations aims to create a simplified common approval procedure for food additives, flavourings and enzymes, based on scientific opinions from the European Food Safety Authority (EFSA). For additives and flavourings which have already been covered by existing EU legislation, the new regulations bring the rules into line with the latest scientific and technological developments and improve the clarity of the legislation. With regard to food enzymes, the Regulation introduces for the first time new and harmonised EU rules replacing divergent national legislation. EU regulation on Novel Foods Novel foods are foods and food ingredients that have not been used for human consumption to a significant degree within the Community before 15 May 1997. Therefore, before being placed on the EU market, the novel foods must undergo a safety assessment. Companies that want to put a novel food in the EU market are required to submit an application with the scientific information and the safety assessment report to the competent authority of an EU Member State. Only those products considered to be safe for human consumption are authorised for marketing in the EU.

Objectives Recognising the importance of raising awareness about new EU's food safety regulations, the Business Information Centre of Delegation of the European Union to Thailand and National Bureau of Agricultural Commodity and Food Standards of the Ministry of Agriculture and Cooperatives are coorganising a public seminar to improve the understanding of Thai business communities and relevant stakeholders on the regulations of the Package on Food Improvement Agents and Novel Foods. With the growing concern on food safety among the European consumers, it is important for Thai food exporters and policy makers to be aware of the regulations. Businesses producing/exporting food or food ingredients that have never been commercialised in any one of the EU Member States before 15 May 1997 should understand the notification and/or authorisation procedure of a novel food before placing products on the EU market. Also, businesses producing and/or using additives, enzymes or flavourings should understand the approval system and know requirements for using those food improvement agents as well as how to label them.

Venue and Date Landmark Ballroom, the Landmark Bangkok Hotel Thursday 14th October 2010: Time 9.00-16.30 hrs.

How to Attend The seminar is free of charge on a first-come-first-serve basis.

Language The seminar will be conducted in English with a simultaneous interpretation service.


European Union

Public Conference on “Doing Business with the EU- Regulations on Food Additives and Novel Foods" Landmark Ballroom, the Landmark Bangkok Hotel Thursday, 14th October 2010 08h00

09h00

Registration

09h00

09h15

Opening address

Mr. Antonio Berenguer, Head of Trade and Economic Section, EU Delegation to Thailand Mr.Sakchai Sriboonsue, Secretary-General of National Bureau of Agricultural Commodity and Food Standards, Ministry of Agriculture and Cooperatives

09h15

10h15

Introduction to the Food Improvement Agents Legislative Package (FIAP) •

Regulation 1331/2008 on common authorisation for food additives, enzymes and flavourings

Regulation 1332/2008 on food enzymes

10h15

10h45

Coffee break

10h45

12h00

The Food Improvement Agents Legislative Package (Use of Food Additives in foods) •

Regulation 1333/2008 on food additives (sweeteners, colours, other additives, community list, transitional provisions)

12h00

12h15

Q&A

12h15

13h30

Lunch

13h30

14h15

The Food Improvement Agents Legislative Package (Use of Flavourings) •

Labelling of food additives, food flavourings and food enzymes

15h00

15h30

Coffee break

15h15

16h00

EU Novel Foods Regulation No. 258/97

16h30

Mr. Hermann Brei, Federal Ministry for food, Agriculture and Consumer Protection, Germany

Mr. Hermann Brei, Federal Ministry for food, Agriculture and Consumer Protection, Germany

Regulation 1334/2008 on flavourings and certain food ingredients with flavouring properties (smoke flavourings, flavouring substances, use of additives for flavourings, community list)

15h15

16h15

Finnish Food Safety Authority, EVIRA

Mr. Hermann Brei and Prof. Kimmo Peltonen

14h15

16h00

Prof. Kimmo Peltonen,

What are Novel Foods?

Review of EU Novel Food Legislation 258/97

How to read Novel food catalogue

Authorisation & Notification (Substantially Equivalent process)

Questions & Answers End of the Seminar

Mr. Hermann Brei, Federal Ministry for food, Agriculture and Consumer Protection, Germany Prof. Kimmo Peltonen, Finnish Food Safety Authority, EVIRA

Prof. Kimmo Peltonen, Finnish Food Safety Authority, EVIRA


European Union

Public Conference on

“Doing Business with the EU – Regulations on Food Additives and Novel Foods" Thursday, 14th October 2010, 9.00 – 16.30 hrs. Landmark Ballroom, the Landmark Bangkok Hotel Yes, the person below would join the seminar (Please Print in English) Company:______________________________________________________________________________ Address:________________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________________________ Tel:_________________________________________Fax:________________________________________

1. Name:____________________________________Position:__________________________________ Mobile Phone:_____________________________Email:____________________________________

2. Name:____________________________________Position:__________________________________ Mobile Phone:_____________________________Email:____________________________________

Main Activity:

Government Sector

Researcher

Manufacturer

Private company

Trader / Supplier

Business Association

Other (please specify):_____________________________________________

Please return this form by 7 October 2010 Email: info@doingbusinesswiththeeu.com Fax: +66 2 748 7880 For further information, please visit www.doingbusinesswiththeeu.com or Contact: Amorn Moongviriya / Tel +66 2 748 7881 ext 117


,9 Fn r-t/ 9-/e /J,g,,s,t'zn

:s/ v r( as c//t4t, wn 4/4/ ie'4e? w,/tr '*" 6

Lln!{ii$n0!.utro[utst'r!

(tr}P(h iln {!!l ddirn$s(" n!LltlrtL(trnlri0lrqn9m d.1119runu(tF&i!|{l nrft(llae nal

ur

r'!+.wlFLofMnn!|! f"! i"!u! r $i!n|a(E u!p9!8&e.wfrc$!q!njn0ln orlulmr rtuu) (utrLt*yr!;lfrilLUrl'trilun{ i.Frru!"rri{(y rb Llnrnf 4udctrl|MrmEgu$n!ft !' .urrii4l(unL$'truf ojAirl.hs'i'lioartao'rn nota:nsff 0ut'w!3!uhl nri graDp!6d!r! aq+rx ForcS o llso'r ! (t h6nr':!frr4nl cv An"uuLnL-bNFnni9Fr&e r0rn !!0sro @rrlurEna (-r rdileJeoDJ'r.o4rysf 4sio))l|i!.li!ttrghlog0!!!.l3rL) c $!slaunoyep!.n!r.ui!

&hla!*d"r.*t!,. o 69B..!nontLlr."mav

nu!.!M.utru0rtrnu'tWEBrulu!4iolrilLoioytoytrB(tr"4ca0utu.o'$!Fav4usn nryL[uM^LralDnotnLhi,trlcis0li"FnqnornFry,r!nL*ropr0r'!!,reqlurol{gnE dTl p-! tr prqqqlF,rt HDult0uulltut 'tu!trmpfnuuBurru$p s"!d w"6i a,{ !l:|urr:.F

!0.I'nmzI 006 ruotN!' !u.'[{r'Inuir.,r!!!.lluhoBLuLona,sFM}r E rsszfruut zt gre*nlnt ..!Ila! cv rdt!Mr..L!. ol!l'it'nB!!u!sn*!!! n!!!oLr!u o llt lFtr. l0*rrNF]nuMo LyruNB,ln0.:un.e0qloll+ rt illlsun$u$Drrntt

Ininlet9'(u|l}na.nrlx

r|n.!!!_!

Fh9rpulolgNPirn'rooln nis ffi|tlu'tLt*'lr{'0r

!o!'

ooolllnunn r iMnnnnooovt Br.rFN!!rtun.u t uE4ltrorrunlofigtulrtr


P.Errr.ulr! un!!{p{ltun4 .q t,r.5lt$ q9'.nr|!! -' {ltllNurll|.urutr.0uFq{'} 1n}q ".'-rrr& !ir.l $.nr.! ptltrrmulng,rclnlon ! i{.$ I !!Grr!{Wnt+}rr!'{r*tr1} â‚Ź9,ZarLlLCgntnlnr nr}arr.ro..'r$Nn!.ulNun*nu(u{rruqrt

---.--.*".*--.l|!|qr.*---.--}ryt!l

sqtr.*pslt!

s*lr4LldrtutLg'/,'.!{'ll!.,.t

.bslRt sttr+ .!!{m. !i, L'r't'!x"!rr*rryt!lof

ltt 4urtt"

gnr@

,ttr rl',]!.bzI f't *ry ".4u$.. atl |lu'u't u.q',.*! Ln''r2rL.nLt+EL0"n ndl

-----to_oF


iia1il dilrnilr'iftAnolrn'Idr

nrri..11*'........

"....' ;uff..?.-0....fS'gn...PJ?...

tirfniln11oqraysrorlolnr.rnr:t1r

116u0310/o.19&

n:ilnr:drrir{il:yrrq +a/too o.uuyrrit 0.[ ol n.uuyrl]:11000

l? fiuuruu zss: [: o.1

16o;uirdrtLnr:drLrLur

[tuu uronaru rnru{nn'nornr: tirrfo;rJ a

ad!

ly

6tiyt?1'ttJ10?u 1 nl u9nt:[1lo{au

z.ur.rusrouirnr:rdri alnr:dllur (acr.)fi n:runr:drrirqil:yrvrsieilfiutirrinsrucilra?ruiarmfi01utnfla1{uaerrurodoru (AD) 'tet:Rr:aolldnr:qnrr4u rirr.runo'ndrLrurl#nt rrufn^ugruriurfiulrn:nr:oolldnr:rilorarn

(c\aD)uasulet:nr:ilnrlo'tnr:drrdrfiudrfirn*ldu (sct ruiiarnfiollulnflat{uavrurqdol iufi rs suI:ru:rLaialarda raono.rnofn nl{nl rrrun:il::urulnurdru#rdrrnn:lnr:dr Earn 2553 '

|

qt

2i

yq

9

3

d

!,

a

I

9 l ' l . t u : y l Y t f lt y { 0t f i n ? 1 I n ? 1 [ 1 ' l t 0 t n u ? n 1 11 n : n 1 : [ u u ? u ' 1 1 1 1 { n 1 : n 1 f l { f l au1a?g d l

l:n

9

1n?1 ;

rirnrirelrldrfiorJntloronarmn::ruro.1eru[[osonflafl:yyniornRr:rflnraiyrrrnr:dr nrrL fivrififi1urruy :vmgarur$n wto q

a.

q

r-tl

t

Sy

I

I

|

..

,)

tufllru dlu nun1l0.1[[ds9tolt tnY|1,tfl'l:ft'110[:uu[Truytlur{ 1:? d u1.l1ua vnEollu{{

.

d

j jt y I I s 4. -; ' I . a e1 s 'lsntt1:?ltftlJtJ1.llft{fla'l?ft?u tnu fl1fiunn15[uoi0tuft{ d{11fl{lt1ft?u1 [[nguljUy'lo: 9t0u:lJn1t t

s

t

od

o.i

tlJ1:',1ufl]:d u1.49t1 d{yld{ 19t?U 2 lnrJtrfl.l9t0u d'1ufl.1R1utu?u?l 1 qnln

2553

6sGuururrfiofior:uruldrtnr:rJ:vqrdlltlurq nrliuuayrraror'rnrirtdau ovtol4ulrn @ Etlu +]drvntnrrr I{ib'h}6 dn$r\t1 }oal1rJ1t) r! 14rdtnl orl z.3rta"xrqrriolrlt4l A " -\ c4'llBnurAunn'hll1rc o)i$ jr-r l,rr t'R2rnurl6lt* tl4 i .n

zt )'a 'n> nejru z 7nzozs+lqtzs Ivr:er:oz5474741

@ 6r<4.of/oal

torrcnrnrruTrd u

*-A ;ftfrnrnoI, frin*,*.r*&i

tr$r,*t?al*l"d'.

(uluoqnu

airiar.rx&.

,.totu lun l: i9,

f

fl I lrnl htl lo ttra:91nlt ';1t11lfl Itfi I

/,u,,


dtnuann wyu#auultu^o tilu "utnnnilnilot...ilot!" 2Un 19 nd1n 2553 s

ae

d

N t fitltet?efta@atdo nolflota ntr nwJnluat

iufi u qarnru zssl 8.00-9.00 u.

: a,: slfiu

9.00-9.30 u.

: fiErflqnr:xi'u!ur

9.30-10.45 u.

..nr'ruffr"ug.ruu.rn:nr:orolldnr:{rLgralq : R'l:u::u'tutio.t (AD),,

10.45-11.00 1_1.: lr-niu:snruorur:'irr 11.00-12.30 l.t.

.,n'lrufdun'rul.rr:nr: o',ru::u",u,r'oo AD(rio),,

12.30-13.30 u.

r{n:-l :J: ymruorur: narriu

13.30-15.00 u.

nrrur:u''udol "nrufdug.rulrr:nr:nouldnr:qnfi qu (cvD),,

15.00-15.15 u.

r{niuil:yuruorrr:.ir.r

15.15-16.15 u.

o',rrrruru,rou.r "u.rrfdugruurr,:nr:ilnr1o{nr:drnirfi udrfirfildu (sc},

16.15-16.45 u. Q & A n1u-9t01j


Itull nolttu n11t"u1'?N17utruNu1 v:ytlvtIt,

1411tO "u1n'fl1'1Jn a9...flA.rt"

iufi tg natnuzsss dalun lffi 1nfr?dlvlnd ldo Fro.rnatoni0tnwvfi1un,

E-mail

rirunrir

rro-ul dQa

419t 11

1. 2. 3. 4.

nru'luiufi I na1n 2553 Irj:orrrffrnr:prouYunrsln:cr:tu 1 :r,1r 02-547-474r jrn

yd

L ro rogrr o i,d a A o r,r e s a d nfutuYlul lTglqol {'lucIlJuulnti t nfinttro'tut6rcllt.:dt{dollot:J:lgavt0uo[1{tJt9lx.l[n v

eq

$as flol0ulr:un'r tttrad

fl :tJRl:Ol9lliUtVtYtft

J

<

|

-

6

v

I

tl

<7t

I

fllfl:ud 1n1.02-5474739 na 7cn n R o{uavnou[gt1l1{n]:n1 Rtvllt?{l{lâ&#x201A;ŹuIt,


TFPA Trade & Technical Weekly Brief: 27 September - 3 October 2010