Issuu on Google+

TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION www.thaifood.org TUNA

SEAFOOD

FOR: 29 NOV. - 5 DEC. 2010 FRUIT & VEGETABLE

SWEET CORN

PINEAPPLE

ISSUE: 25

DATE: 7 DECEMBER 2010

FOOD INGREDTENTS & READY TO EAT

TRADER

EU แก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักไทย Review ครั้งที่ 2 อย่างเป็ นทางการ ้ รงงานปี ใหม่ ื้ ใจผูใ้ ชแ ิ ธิ'์ ซอ 'อภิสท ี่ งกดด ัน สศช. เตือน 6 ปัจจ ัยเสย เศรษฐกิจปี 54 ้ หมดเวลาผ่อนปรนแบงก์ชาติ ขึน ้ ดอกเบีย

ิ ปตท.อนไม่ ั้ อยูข ่ น ึ้ นํา้ ม ัน เบนซน ้ ดีเซล 50 สต. เตือนย ังมีแนวโน้มขึน อีก

ั ึ ษาวิเคราะห์ผลกระทบจากการทําความตกลงยอมร ับร่วม (MRA) สําหร ับ ฟรี!!! ประชาสัมพันธ์ งานสมมนา “โครงการศก ี น (พิก ัดศุลกากร 16 - 23)” ในวันพฤหัสบดีท ี่ 16 ธันวาคม 2553 ณ ม.เกษตรศาสตร์ ผลิตภ ัณฑ์อาหารสําเร็ จรูปอาเซย TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 1


CONTENTS ข้อมูลด้านเทคนิค

3 สินค้าประมงไทยถูกพบฮิสตามีนเกินมาตรฐาน ่ ตรวจเข้มผ ักไทย Review ครงที 3 EU แก้ไขมาตรการสุม ั้ ่ 2 อย่างเป็นทางการ ้ Vibrio Vulnificus 3 ข่าวดี เกาหลีใต้ยกเลิกตรวจเข้มเชือ ใน กุง้ ไทยแล้ว

สถานการณ์ดา้ นการค้า ้ ใจผูใ้ ชแ ้ รงงานปี ใหม่ ิ ธิ'์ ซือ 7 'อภิสท

7 สศช.เตือน6ปัจจ ัยเสียงกดด ันเศรษฐกิจปี 54 8 พาณิชย์คม ุ นําเข้าสินค้า หวน ่ ั ผลกระทบ อุตสาหกรรม

8 ราคาสินค้าเกษตรพุง่ ด ันเงินเฟ้อ พ.ย.ขย ับ 2.8% 8 เบอร์นานเกเตือนสหร ัฐ! คนตกงานมากกระทบศก. ระยะยาว

สรุปการประชุมคณะร ัฐมนตรี

9 นํา้ พริกเผาแม่ประนอม เซ็ งมาเลย์แสบ แอบก็อปปี้ ฉลาก

4 สรุปการประชุมครม. ว ันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เอกสารแนบ 1

้ ใจ 9 ดีเดย์ประชานิยมฉลองปี ใหม่ ร ัฐเปิ ดแพ็กเกจซือ รากหญ้า

9 ท่าเรือแหลมฉบ ังป่วน! 9 ปตท.อนไม่ ั้ อยูข ่ น ึ้ นํา้ ม ัน เบนซิน-ดีเซล 50 สต. เตือน

สถานการณ์ดา้ นประมง

้ อีก ย ังมีแนวโน้มขึน ๊ วและเครือ 10 เจาะตลาดสินค้าก๊วยเตีย ่ งปรุงใน

5 ราคากุง้ ส่งออกพุง่ 8 ดอลลาร์สหร ัฐ/ปอนด์ หวน ่ ั ออร์

โปแลนด์ เอกสารแนบ 2

เดอร์หดแนะคุมผลิต

5 ก.พล ังงานช่วยชาวประมง เจียดเงินมูลนิธก ิ เู ้ รือ

อ ัตราแลกเปลีย ่ น

ประสบ"วาตภ ัย"

12 อ ัตราแลกเปลีย ่ นระหว่างว ันที่ 29 พ.ย.- 3 ธ.ค. 53

สถานการณ์ดา้ นการเกษตร

้ 12 หมดเวลาผ่อนปรนแบงก์ชาติขน ึ้ ดอกเบีย ้ ดอกเบีย ้ เงินกู ้ 12 ไทยพาณิชย์- กรุงไทย ประกาศขึน 0.12-0.15% มีผล 4 ธ.ค.

6 คน.โมเมขอนํา้ ตาล 1.6 แสนกระสอบ เจออุตฯ ตอก หน้าหงายให้แค่ 2 พ ันเข้า "โมเดิรน ์ เทรด"

6 ลุน ้ ครม.ผ่านงบอุม ้ ชาวไร่ออ ้ ยท ัน ธ.ค. นี้ 6 เหตุมะพร้าวไทยขาดแคลน มะพ้ราวอิเหนา์ ะล ักไทย ฟิ ลิปปิ นสท

ั ันธ์ ประชาสมพ ั ั ึ ษาวิเคราะห์ 13 สมมนา งานสมมนา “โครงการศก ผลกระทบจากการทําความตกลงยอมร ับร่วม (MRA) สําหร ับผลิตภ ัณฑ์อาหารสําเร็ จรูป ี น (พิก ัดศุลกากร 16 - 23)”เอกสารแนบ 3-4 อาเซย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 2


ิ ค้าประมงไทยถูกพบฮส ิ ตามีนเกิน สน มาตรฐาน ทีม่ า: มกอช วันที่ 30 พ.ย. 2553 ด่านตรวจสอบและกักกันสินค ้าออสเตรเลีย (AQIS) ได ้ ออก Holding Order ให ้แก่รายการสินค ้าอาหารทะเล ้ ก้ามปูและปลา นํ าเข ้าจากไทย 2 รายการ ได ้แก่ เนือ เค็ม เนือ ่ งจากตรวจพบสารฮิสตามีนในปริมาณ 480 mg/kg และ320 mg/kg ตามลําด ับ ซึง่ ตาม ิ ตามีนในผลิตภัณฑ์ได ้ไม่ มาตรฐานแล ้วกําหนดให ้มีฮส เกิน 200 mg/kg

่ ตรวจเข้มผ ักไทย EU แก้ไขมาตรการสุม Review ครงที ั้ ่ 2 อย่างเป็นทางการ

ื้ Vibrio Vulnificus ข่าวดี เกาหลีใต้ยกเลิกตรวจเข้มเชอ ในกุง้ ไทยแล้ว ทีม่ า: มกอช วันที่ 3 ธ.ค. 2553

ทีม ่ า: สํานักงานทีป ่ รึกษาการเกษตรต่างประเทศ/สหภาพ ยุโรป วันที่ 30 พ.ย 2553

ตามทีก ่ ระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได ้เจรจากับกระทรวงสาธารณสุข เกาหลีใต ้ (KFDA) เกีย ่ วกับมาตรฐานและมาตรการตรวจเข ้ม 100% เชือ้ Vibrio Vulnificus ในกุ ้งไทยทุกประเภท กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต ้ ได ้แจ ้งสํานักงานสินค ้าเกษตรและ ิ ใจยกเลิกมาตรการตรวจเข้มเชอ ื้ อาหารแห่งชาติวา่ ได้ต ัดสน

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2010 คณะกรรมาธิการยุโรป ได ้ตีพม ิ พ์ผลการ Review ครัง้ ที่ 2 ของกฎระเบียบ EC Regulation 669/2009 อันเป็ นการแก ้ไข ภาคผนวกที่ 1 อย่างเป็ นทางการ ตาม Commission Regulation (EU) No 1099/2010 of 26 November 2010 amending Annex I to Regulation (EC) No 669/2009 implementing Regulation (EC) No 882/2004 of the European Par liament and of the Council as regards the increased level of official controls on imports of certain feed and food of non-animal origin สําหรับในส่วนทีเ่ กีย ่ วข ้องกับประเทศไทย ยังไม่มก ี าร เปลีย ่ นแปลงทีแ ่ ตกต่างจากการ Review ครัง้ ที่ 1 กล่าวคือ

1. EU ให้คงมาตรการตรวจเข้มผ ักไทยในการ ตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างในผ ัก 3 ประเภท คือ ผักในกลุม ่ มะเขือ (พิกด ั 0709 30 00, ex 0710 80 95) กลุม ่ กะหลํ่า (พิกด ั 0704, ex 0710 80 95) และถั่วฝั กยาว (พิกด ั ex 0708 20 00, ex 0710 22 00) ทีร่ ะดับ 50% ทัง้ ในรูปของผักสด แช่ เย็น และแช่แข็ง (fresh, chilled or frozen vegetables) 2. EU ให้คงมาตรการตรวจเข้มในการตรวจหา สารฆ่าแมลงตกค้างในผ ักไทย 2 ประเภท คือ ใบ ผักชี (coriander leaves พิกด ั ex 0709 90 90) และกะเพรา-โหระพา (holy, sweet basil พิกด ั ex 1211 90 85) เฉพาะในรูปผักสด (fresh) ทีร่ ะดับ 20%

Vibrio Vulnificus ในผลิตภ ัณฑ์กง ุ ้ แปรรูปทีไ่ ม่ตอ ้ งผ่านความ ร้อน (Processed shrimp products that do not require heating before consumption) จากไทยแล้ว ทงนี ั้ ้ จะใช ้ ่ ตรวจตามปกติเท่านน เพียงมาตรการสุม ั้ โดยยังคงตรวจเข ้ม กรณีกุ ้งดิบทัง้ นี้ มีผลบังคับใช ้แล ้ว

ั ื้ ซลโมแนล 3. EU ให้คงมาตรการตรวจเข้มในการตรวจหาเชอ ล่าในผ ักไทย 3 ประเภท คือ ใบผักชี (coriander leaves พิกด ั ex 0709 90 90) กะเพรา-โหระพา (holy, sweet basil พิกด ั ex 1211 90 85) และสะระแหน่ (mint พิกด ั ex 1211 90 85) เฉพาะในรูปผักสด ทีร่ ะดับ 10% มาตรการดังกล่าว จะมีผลตามกฏหมายบังคับใช ้อย่างเป็ นทางการ ในทุกประเทศสมาชิก EU-27 ตัง้ แต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็ นต ้น ไป สําหรับรายละเอียดของกฎระเบียบใหม่นี้ สามารถศึกษาเพิม ่ เติม ได ้จากเว็ปไซต์ ดังต่อไปนี้ http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2010:312:0009: 0013:EN:PDF

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 3


ลําด ับ 4.

สาระสําค ัญ

เรือ ่ ง

หน้า

ร่างกฎกระทรวงกําหนดอ ัตรา

เพือ ่ ให ้การกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการให ้บริการข ้อมูลธุรกิจ

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอ

สามารถครอบคลุม และสอดคล ้องกับเทคโนโลยีทม ี่ ก ี ารพัฒนา

ตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อม

เปลีย ่ นแปลงไป จึงเห็นสมควรแก ้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงทัง้ สอง

คําร ับรอง และค่าธรรมเนียมอืน ่ ทีเ่ กีย ่ วก ับ

ฉบับทีใ่ ช ้อยูใ่ นปั จจุบน ั

ห้างหุน ้ ส่วนและบริษ ัทจําก ัด

6

(ฉบ ับที่ ..)

พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกําหนด อ ัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การ ขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสาร พร้อมคําร ับรอง และค่าธรรมเนียมอืน ่ ที่ เกีย ่ วก ับบริษ ัทมหาชนจําก ัด

(ฉบ ับที่ ..)

พ.ศ. .... รวม 2 ฉบ ับ

7.

มติคณะกรรมการนโยบายพล ังงาน แห่งชาติ ครงที ั้ ่ 3/2553 (ครงที ั้ ่ 132)

8

- มาตรการลดภาระค่าไฟฟ้ าให ้แก่ผู ้ประสบอุทกภัย - แนวทางการคํานวณราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และอัตรา ค่าบริการสถานี LNG (LNG Receiving Terminal Tariff)

9.

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน้มปี 2553 – 2554

11

- เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2553 ขยายตัวร ้อยละ 6.7 - สศช. คาดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะขยายตัวในช่วงร ้อย ละ 3.5 - 4.5 ชะลอตัวจากร ้อยละ 7.9 ในปี 2553 อัตราเงินเฟ้ อ เท่ากับร ้อยละ 2.5 - 3.5

16.

สรุปสถานการณ์ภ ัยพิบ ัติดา้ น การเกษตรปี 2553 ครงที ั้ ่ 41

ปัจจุบ ันมีสถานการณ์อุทกภ ัย รวมทงประเทศ ั้ 4 จ ังหว ัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยากาฬสินธุ์ ร ้อยเอ็ด และพัทลุง

17

18.

ั สรุปรายงานภาวะสงคมไตรมาสสาม ปี 2553

การจ ้างงานเฉลีย ่ ของไตรมาสสามเพิม ่ ขึน ้ ร ้อยละ

23

0.8 จากไตรมาส

เดียวกัน ปี 2552 การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนือ ่ ง ทําให ้ โอกาสในการทํางานและสร ้างรายได ้ดีขน ึ้ อัตราการว่างงานเฉลีย ่ ลดลงเป็ น ร ้อยละ 0.9 มีผู ้ว่างงานจํานวน

341 .0 พันคน จํานวน

ผู ้ประกันตนทีข ่ อรับประโยชน์ ทดแทนกรณีวา่ งงานลงเป็ น 124,037 คน

ทีม ่ า: ทีม ��� า: www.thaigov.go.th วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 รายละเอียดดังเอกสารแนบ 1

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 4


่ ออกพุง ราคากุง้ สง ่ 8 ดอลลาร์สหร ัฐ/ปอนด์ หวน ่ ั ออร์ เดอร์หดแนะคุมผลิต ทีม่ า: มกอช วันที่ 1 ธ.ค. 2553

่ ยชาวประมง เจียดเงินมูลนิธก ก.พล ังงานชว ิ ู้ เรือประสบ"วาตภ ัย" ทีม่ า: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 6 ธ.ค. 2553

"วรรณร ัตน์" รมต.พล ังงาน อนุม ัติเงินจากมูลนิธ ิ ื้ เพลิงธรรมชาติและผูป กรมเชอ ้ ระกอบการ ่ ยเหลือเรือประมงถูก ปิ โตรเลียม 500,000 บาท ชว ่ ั เบือ ้ งต้นลําละ 5,000 บาท สว่ นเงิน พายุดเี ปรสชน ่ ยเหลือ หล ักตามมติ ครม.วงเงิน 27.72 ล้าน ชว บาท ย ังเงียบ วอนร ัฐบาลเร่งจ่ายเงินโดยด่วน

นายผนิศวร ชํานาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิ ดเผยว่า ทีผ ่ า่ นมายอดการส่งออกกุ ้งของประเทศไทยมี ้ เฉลีย อ ัตราขยายต ัวเพิม ่ ขึน ่ ปี ละ 4-5% แต่ในปี 2554 การ ่ ออกกุง้ ของไทยจะเริม ่ าวะวิกฤต มีแนวโน้มว่า สง ่ ก้าวเข้าสูภ จะลดลงทงมู ั้ ลค่าและปริมาณประมาณ 5-6% เนือ ่ งจาก ปัญหาการขาดแคลนกุง้ ในปี นี้ ทําให ้ราคากุ ้งของไทยปรับตัว ในเกณฑ์ทส ี่ งู ผิดปกติ มากกว่าทีค ่ าดการณ์ไว ้ถึง 1 เท่าตัว สังเกตได ้จากสถานการณ์กุ ้งในปี 2552 ไทยส่งออกกุ ้งในราคา เฉลีย ่ 6.40 ดอลลาร์สหรัฐ/ปอนด์ แต่ปี 2553 ราคากุ ้งขยับไปที่ ิ้ ปี 2553 ราคากุง้ อาจ 7 ดอลลาร์สหรัฐ/ปอนด์ คาดว่าก่อนสน แตะที่ 8 ดอลลาร์สหร ัฐ/ปอนด์ ทําให้ผน ู ้ ําเข้าออร์เดอร์กง ุ้ น้อยลง วิกฤตกุ ้งแพงกําลังส่งผลกระทบด ้านลบต่อการส่งออกกุ ้งไทยใน อนาคต เพราะการเปลีย ่ นแปลงดังกล่าว ทําให ้กระแสความนิยม บริโภคกุ ้งปรับตัวลดลงเรือ ่ ย ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึง่ เป็ นตลาดคู่ ้ อาหารโปรตีนชนิดอืน ค ้าหลัก พบว่าผู ้บริโภคหันไปเลือกซือ ่ ทีม ่ ี ราคาถูกกว่าแทน นอกจากนี้ เมือ ่ ราคากุ ้งแพงขึน ้ ซูเปอร์มาร์เก็ตก็ มีแนวโน ้มทีจ ่ ะลด Shelf-Space คือพืน ้ ทีว่ างจําหน่ายสินค ้ากุ ้งลง และเมนูกุ ้งใหญ่เริม ่ ถูกถอดออกจากภัตตาคารทีเ่ ป็ นลูกค ้าตลาด Food Service โดยนํ าเมนูอน ื่ เข ้ามาทดแทนสินค ้ากุ ้ง

นายมานะ ศรีพท ิ ักษ์ ประธานสมาคมการประมงแห่ง ประเทศไทย กล่าวกับว่า สมาคมได ้ทําการรวบรวม ่ เรือประมงทีป รายชือ ่ ระสบปั ญหาวาตภัยจากพายุ ่ ในช่วงทีผ ดีเปรสชัน ่ า่ นมา พบเรือประมงได ้รับความ เสียหายรวมทัง้ หมด 83 ลํา กระจายอยูใ่ นจังหวัด สงขลา นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ ระยอง จันทบุรี และ ตราด บริเวณท่าเรือประมงใหม่-ท่าเรือต ้นประดิษฐ์ท่าเรือหัวเขา-ท่าเรือบ ้านหัวเขาแดง-ท่าเรือนครนอกท่าเรือเหริน 1-ท่าเรือแหล่งพระราม-หัวเขือ ่ นตรงข ้าม อนุสาวรียก ์ รมหลวงชุมพร-ปากร่องนํ้ าเกาะหนูเกาะแมวปากนํ้ าปั ตตานี และท่าเรือหลังโรงแรมแลคอินทร์ สําหรับความช่วยเหลือเบือ ้ งต ้น สมาคมได ้ทําหนังสือไป ยังนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกล ู รัฐมนตรีวา่ การ กระทรวงพลังงาน ทราบถึงปั ญหาความเดือดร ้อนของ ชาวประมง และได ้รับการอนุมต ั ใิ ห ้ใช ้เงินจากมูลนิธก ิ รม ้ เพลิงธรรมชาติและ ผู ้ประกอบการปิ โตรเลียม ใน เชือ วงเงิน 500,000 บาท จัดสรรให ้เรือประมงทีไ่ ด ้รับความ เสียหายลําละ 5,000 บาท ส่วนเงินช่วยเหลือทีเ่ หลืออีก 85,000 บาทนัน ้ สมาคมได ้กันไว ้สําหรับจ่ายเงิน ช่วยเหลือเพิม ่ เติมให ้กับเรือประมงทีเ่ ข ้ามาแจ ้งความ จํานงนอกเหนือไปจาก 83 ลําเบือ ้ งต ้น …อ่านต่อคลิก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=0 2inv03061253&sectionid=0203&day=2010-12-06

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 5


คน.โมเมขอนํา้ ตาล 1.6 แสนกระสอบ เจออุตฯ ตอก หน้าหงายให้แค่ 2 พ ันเข้า"โมเดิรน ์ เทรด" ทีม่ า: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 29 พ.ย 2553

กรณีกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน (คน.) จะ ื้ คืนจาก ขอนํานํา้ ตาลทีก ่ องทุนอ้อยและนํา้ ตาลทรายซอ เทรดเดอร์ ซงึ่ ย ังเหลืออยูอ ่ ก ี 1.6 แสนกระสอบมาจ ัดสรร ต่อให้ก ับห้างค้าปลีก (โมเดิรน ์ เทรด) เพือ ่ กระจายต่อไป ย ังผูบ ้ ริโภค บรรเทาปัญหาการตึงต ัวของนํา้ ตาลทราย โดยจะส่งให ้ห ้างแม็คโครประมาณ 80,000 กระสอบ ทีเ่ หลืออีก 80,000 กระสอบจะพิจารณาว่าจะส่งให ้โมเดิรน ์ เทรดรายอืน ่ ๆ ผลิต นํ้ าตาลทรายเฮาส์แบรนด์จําหน่ายต่อไป โดยไม่ได ้ระบุถงึ นํ้ าตาลทีก ่ ระทรวงอุตสาหกรรมได ้จัดสรรให ้ 1 ล ้านกระสอบ ก่อนหน ้านี้ ซึง่ ยังเหลือค ้างกระดานอยูก ่ ว่า 2.2 แสนกระสอบ ขณะทีน ่ ายวิฑรู ย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ใน ฐานะประธานคณะกรรมการอ ้อยและนํ้ าตาลทราย (กอน.) เปิ ดเผยว่า คงเป็ นไปไม่ได ้ทีก ่ องทุนจะจัดสรรนํ้ าตาลทีเ่ หลืออยู่ ประมาณ 1.6 แสนกระสอบ (กระสอบละ 100 กิโลกรัม) ให ้ กระทรวงพาณิชย์ทัง้ หมด เพราะจะผิดวัตถุประสงค์ของการ ้ กลับมาเพือ กระจายนํ้ าตาลทีก ่ องทุนซือ ่ กระจายให ้กับผู ้บริโภค ทั่วประเทศให ้ได ้มากทีส ่ ด ุ หากจัดสรรให ้กับกระทรวงพาณิชย์ ่ ลาด หรือห ้างโมเดิรน ์ เพียงไม่กรี่ าย การกระจายนํ้ าตาลออกสูต จะกระจุกตัวเกินไป …อ่านต่อคลิก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv01 291153&sectionid=0203&day=2010-11-29

ลุน ้ ครม.ผ่านงบอุม ้ ชาวไร่ออ ้ ยท ัน ธ.ค. นี้ ทีม ่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 3 ธ.ค. 2553

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ ้อยและ ั ฒิ ้ ายชยวุ นํ้ าตาลทราย(สอน.)เปิ ดเผยว่า ขณะนีน

บรรณว ัฒน์ ร ัฐมนตรีวา่ การกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่ง ่ ยชาวไร่ออ ผล ักด ันงบชว ้ ยกว่า 6,900 ล้านบาท โดยจะ เสนอเข้าครม.เศรษฐกิจให้ท ันภายในเดือนธ ันวาคมปี นี้ หลังจากทีร่ ัฐบาลเห็นความเดือดร ้อนของชาวไร่อ ้อยทีป ่ ระสบ ปั ญหาภัยธรรมชาติตด ิ ต่อกันมา 2 ปี แล ้ว ทัง้ ภัยแล ้ง และนํ้ า ท่วม ดังนัน ้ ราคาอ ้อยขัน ้ ต ้นปี 2553/2554 ทีป ่ ระกาศออกมา 945 บาท/ตัน จึงต ้องมีสว่ นทีเ่ พิม ่ เข ้ามาอีก 105 บาทเพือ ่ มาช่วยทุก ตันอ ้อย จากทีฤ ่ ดูการผลิตใหม่นจ ี้ ะมีปริมาณอ ้อยเข ้าระบบ 6667 ล ้านตันอ ้อย เมือ ่ เทียบกับปริมาณอ ้อยเมือ ่ 3 ปี ทแ ี่ ล ้วจะมี ปริมาณอ ้อยสูงถึง 74 ล ้านตันอ ้อย เท่ากับว่าขณะนีม ้ อ ี ้อย หายไปแล ้ว 11% หรือมีเงินทีห ่ ายไปแล ้วประมาณ 8,0009,000 ล ้านบาท ด ้วยสาเหตุนรี้ ัฐมนตรีวา่ การกระทรวง อุตสาหกรรมจึงต ้องรีบผลักดันงบช่วยเหลือดังกล่าวเข ้า พิจารณาในครม.เศรษฐกิจให ้เร็วทีส ่ ด ุ …อ่านต่อคลิก

เหตุมะพร้าวไทยขาดแคลน มะพ้ราวอิเหนา์ ะล ักไทย ทีม่ า: มกอช วันที่ 30 พ.ย. 2553 ฟิ ลิปปิ นสท ยประวัต ิ เอนกพูนสินสุข นายด่านศุลกากร อ.คลองใหญ่ จ. ้ ลุม ตราด เปิ ดเผยว่า ในขณะนีก ่ พ่อค้าในจ ังหว ัดได้ ี และฟิ ลิปปิ นสเ์ ป็น นําเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซย ี ภาษี จํานวนมาก เนือ ่ งจากมะพร้าวมีคณ ุ ภาพ โดยเสย เพียงลูกละ 1 บาท ส่วนมะพร ้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ม ี ราคาสูงขึน ้ เป็ นราคาลูกละ 15 บาท เนือ ่ งได ้รับผลกระทบ จากราคานํ ามันทีม ่ รี าคาสูงขึน ้ และมะพร ้าวทีป ่ ลูกในจังหวัด ประจวบคีรข ี น ั ธ์ได ้รับความเสียหายจากแมลงดํากัดทําลาย ้ มะพร ้าวจากจังหวัดสุราษฎร์ ทําให ้ผู ้ประกอบการแห่มาซือ ธานี นอกจากนัน ้ ยังส่งผลให ้ปาล์มนํ้ ามันมีราคาสูงขึน ้ จาก กิโลกรัมละ 3 บาท เป็ นกิโลกรัมละ 7 บาท ื เนือ สบ ่ งจากปํญหาทีก ่ ล่าวมาข้างต้น ทําให้ผบ ู ้ ริโภค ้ จึงทําให้ ห ันมาบริโภคนํา้ กะทิมะพร้าวกล่องก ันมากขึน ้ เป็นราคากล่องละ 18 บาท ราคากะทิกล่องขย ับขึน

โดยนายไพรวัลณ์ ชูใหม่ นักวิชาการสํานักงานเกษตร จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จากปั ญหาพืน ้ ทีป ่ ลูกสวนมะพร ้าว เปลีย ่ นแปลง และปั ญหาแมลงศัตรูพช ื ทําให ้ผลผลิตลดลง 60%

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content& view=article&id=49346:2010-12-03-10-4657&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 6


ี งกดด ันเศรษฐกิจปี 54 ทีม่ า: กรุงเทพ สศช.เตือน6ปัจจ ัยเสย ธุรกิจ วันที่ 29 พ.ย. 2553

ี่ งกดด ันเศรษฐกิจไทยปี "54 "ศก.โลก สศช.เตือน6ปัจจ ัยเสย เปราะบาง-การเมืองป่วน-นํา้ ท่วม-เงินทุนเคลือ ่ นย้าย-ขาด แรงงาน-เงินเฟ้อ" คาดจีดพ ี โี ต 3.5-4.5%

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ คณะรัฐมนตรีวา่ คณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตร มาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน ้มปี 2553 - 2554 ตามที่ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สาระสําคัญของเรือ ่ ง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ได ้เผยแพร่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ ( GDP) ไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน ้มปี 2553 2554 เมือ ่ วันจันทร์ท ี่ 22 พฤศจิกายน 2553 โดยมีสาระสําคัญสรุปได ้ ดังนี้

้ รงงานปี ใหม่ ทีม่ า: ิ ธิ'์ ซอ ื้ ใจผูใ้ ชแ 'อภิสท ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 29 พ.ย. 2553

ิ ธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว นายอภิสท ปาฐกถาในหัวข ้อ "พลิกความท ้าทายสูโ่ อกาส: ประเทศไทย 2554" ทีศ ่ น ู ย์ประชุม สหประชาชาติ (26 พ.ย. 53) โดยกล่าวถึง นโยบายการเสริมความเข ้มแข็งเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ว่า จากเดิมทีเ่ น้นการ ่ ออก ร ัฐบาลมีนโยบายเพิม ื้ ใน สง ่ กําล ังซอ ้ เงินเดือนข้าราชการใน ประเทศ ทงการขึ ั้ น เดือนเมษายน ปี หน้า และมีนโยบายจะปร ับ ค่าจ้างขนตํ ั้ า่ เป็นต ัวเลข 2 หล ัก ประมาณ 1011 บาท จากเดิมทีข ่ น ึ้ ปี ละ 2-3 บาท ขณะทีน ่ ายปั ณณพงศ์ อิทธิอ ์ รรถนนท์ เลขาธิการ สภาองค์การนายจ ้าง ผู ้ประกอบการการค ้า ไทย และรักษาการคณะกรรมการค่าจ ้าง เปิ ดเผย ว่า คณะกรรมการค่าจ ้าง (บอร์ดค่าจ ้างกลาง ) ชุด ใหม่ทม ี่ ี นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวง แรงงาน เป็ นประธาน จะประชุมหาข ้อยุตค ิ า่ จ ้างขัน ้ ตํ่าประจําปี 2554 ประมาณต ้นเดือนธันวาคมนี้ ซึง่ น่าจะทันกาลประกาศใช ้ในวันที่ 1 มกราคม 2554 … อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=c om_content&view=article&id=48763:2010-11-2901-42-40&catid=85:2009-02-08-11-2245&Itemid=417

1. สถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 3/2553 ขยายต ัวร้อยละ 6.7 โดยมีแรงสนับสนุน จากการฟื้ นตัวของเศรษฐกิจโลกและความมัน ่ ใจของนักลงทุน ส่งผล ให ้ทัง้ การส่งออกการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนยังคงขยาย ตัวอย่างต่อเนือ ่ ง 2. แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จากภาวะเศรษฐกิจ ไทยในสามไตรมาสแรกของปี 2553 ทีข ่ ยายตัวสูงถึงร ้อยละ 9.3 และ เมือ ่ พิจารณาจากดัชนีชวี้ ัดต่างๆ สศช. ได้ปร ับประมาณการอ ัตรา การขยายต ัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 เป็นร้อยละ 7.9 อัตราเงิน เฟ้ อเท่ากับร ้อยละ 3.2 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร ้อยละ 4.3 ของ GDP 3. แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2554 สศช. คาดว่าภาวะ ่ งร้อยละ 3.5 - 4.5 เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะขยายต ัวในชว ชะลอต ัวจากร้อยละ 7.9 ในปี 2553 อัตราเงินเฟ้ อเท่ากับร ้อยละ 2.5 - 3.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร ้อยละ 3.3 ของ GDP โดยมี ่ ง ปั จจัยสนับสนุนและปั จจัยเสีย 4. แนวทางการบริหารเศรษฐกิจในปี 2554 1) เร่งฟื้ นฟูผลกระทบ จากอุทกภัยในปลายปี 2553 ทัง้ ด ้านการชดเชยรายได ้เกษตรกร และ ระบบสาธารณูปโภคขัน ้ พืน ้ ฐาน นอกจากนีเ้ ร่งวางแผนในระยะยาวใน การบริหารจัดการนํ้ าเพือ ่ การเกษตรและบริโภค ทัง้ ในกรณีภย ั แล ้ง และอุทกภัย 2) บริหารจัดการด ้านราคาสินค ้าทีม ่ แ ี นวโน ้มเพิม ่ ขึน ้ เนือ ่ งจากราคาสินค ้าเกษตรมีแนวโน ้มปรับตัวสูงขึน ้ จากความเสียหาย จากอุทกภัย และต ้นทุนการผลิตทีม ่ แ ี นวโน ้มปรับตัวสูงขึน ้ …อ่านต่อ คลิก http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/2010 1130/365398.html

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 7


ิ ค้าเกษตรพุง ราคาสน ่ ด ันเงินเฟ้อ พ.ย.ขย ับ 2.8% ทีม ่ า: ไทยรัฐ วันที่ 1 ธ.ค. 2553

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิ ดเผยถึงดัชนีราคา ผู ้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้ อ) เดือน พ.ย.53 ว่าเท่ากับ 108.75 โดย เพิม ่ ขึน ้ 0.21% เมือ ่ เทียบกับเดือนต.ค.53 และเพิม ่ ขึน ้ 2.8% เมือ ่ เทียบกับเดือนพ.ย.52 ส่วนยอดเฉลีย ่ 11 เดือนปี 53 (ม.ค.-พ.ย.) สูงขึน ้ 3.4% ขณะทีเ่ งินเฟ้ อพืน ้ ฐานทีต ่ ัดรายการสินค ้ากลุม ่ อาหารสด และพลังงานออกไป เท่ากับ 103.85 เพิม ่ ขึน ้ 0.02% เมือ ่ เทียบกับ เดือนต.ค.53 และสูงขึน ้ 1.1% เมือ ่ เทียบกับเดือนพ.ย.52 ส่วนเฉลีย ่ 11 เดือนสูงขึน ้ 0.9% …อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/131010

เบอร์นานเกเตือนสหร ัฐ! คนตกงานมากกระทบศก.ระยะ ยาว ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 1 ธ.ค. 2553

ิ ค้า หวน พาณิชย์คม ุ นําเข้าสน ่ ั ผลกระทบ อุตสาหกรรม ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 30 พ.ย. 2553 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีวา่ การกระทรวง พาณิชย์ เปิ ดเผยภายหลังเป็ นประธานประชุม คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้ อง ครัง้ ที่ 1/2553 ว่า ทีป ่ ระชุมมีมติเห็ นชอบให้แต่งตงั้ คณะอนุกรรมการพิจารณาการไต่สวน มาตรการปกป้อง เพือ ่ พิจารณากลน ่ ั กรอง และ เสนอความเห็ น หรือให้คา ํ แนะนําพร้อมเหตุผล ประกอบ ต่อคณะกรรมการฯ เกีย ่ วก ับการร ับคํา ขอ หรือคําร้องขอ ให้พจ ิ ารณาเปิ ดการไต่สวน และกําหนดมาตรการปกป้อง ซงึ่ เมือ ่ แต่งตงั้ แล้วเสร็ จ กระทรวงพาณิชย์ก็พร้อมนํา ิ ค้าทีเ่ พิม ้ มาตรการปกป้องจากการนําเข้าสน ่ ขึน (เซฟการ์ด) มาใชไ้ ด้ท ันที เพือ ่ ปกป้อง อุตสาหกรรมของไทยไม่ให้ได้ร ับผลกระทบ ิ ค้าทีม จากการนําเข้าสน ่ ากเกินไป พิจารณาของคณะกรรมการฯ และออกมาตรการ ป้ องกันได ้ทันท่วงที โดยมาตรการปกป้ องทีจ ่ ะใช ้ เช่น เรียกเก็บอากรการนํ าเข ้าจากผู ้นํ าเข ้าตามอัตรา ทีก ่ ําหนด หรือจํากัดปริมาณการนํ าเข ้า หรือจํากัด การนํ าเข ้าและภาษี ก็ได ้ หากมีข ้อสงสัยสอบถาม รายละเอียดได ้สายด่วน 1385” …อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/130759

สํานักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเบน เบอร์นานเก ประธานธนาคาร กลางแห่งสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ออกมาเตือนเกีย ่ วก ับระด ับการ

้ ในปัจจุบ ัน โดย ว่างงานของแรงงานในสหร ัฐฯ ทีม ่ จ ี ํานวนสูงขึน ่ ผลกระทบ "ระยะยาว" ก ับเศรษฐกิจสหร ัฐฯ ซงึ่ ได้ชอ ื่ ระบุจะสง ว่ามีขนาดใหญ่ทส ี่ ด ุ ในโลก เบน เบอร์นานเก ทีไ่ ด ้รับการยกย่องเป็ นบุคคลแห่งปี 2009 จาก นิตยสารไทม์ส ซึง่ ปั จจุบน ั ดํารงตําแหน่งประธาน ธนาคารกลาง สหรัฐฯ หรือ "เฟด" ได ้ออกมาเตือนระหว่างงานอภิปรายที่ มหาวิทยาลัยโคลัมบัส ในมลรัฐโอไฮโอ ว่า ปั ญหาทางด ้าน เศรษฐกิจทีส ่ หรัฐฯกําลังประสบอยูใ่ นปั จจุบน ั อาจไม่น่ากลัวเท่ากับ อัตราการว่างงานทีย ่ งั คงเพิม ่ ขึน ้ อย่างต่อเนือ ่ ง โดยเฉพาะการที่ จํานวนผู ้ว่างงานในตลาดแรงงานอเมริกน ั ได ้เพิม ่ ขึน ้ ประมาณร ้อยละ 40 ในช่วง 6 เดือนทีผ ่ า่ นมา ทัง้ นีเ้ ขายังกล่าวเสริมอีกว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯกระเตือ ้ งขึน ้ เพียง ่ ร ้อยละ 2 ถึง 2.5 เท่านัน ้ ซึงเป็ นอัตราทีน ่ ้อยเกินไปทีจ ่ ะรองรับกับ ่ ลาดได ้ และทางเฟดเองก็ได ้คาดการณ์รายได ้รวม แรงงานทีเ่ ข ้าสูต ของระบบเศรษฐกิจอเมริกน ั ทีจ ่ ะเพิม ่ ขึน ้ เพียงร ้อยละ 2.4 ถึง 2.5 ในปี นี้ แต่ในขณะเดียวกันการสํารวจอัตราการว่างงานล่าสุดของประเทศก็ ยังคงอยูท ่ รี่ ้อยละ 9.6 ในเดือนตุลาคม เมือ ่ อาทิตย์ทผ ี่ า่ นมา เฟดเพิง่ ประกาศพิมพ์ธนบัตรเพิม ่ อีกจํานวน 600,000 ล ้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 18 ล ้านล ้านบาท เพือ ่ หวัง หนุนภาคเศรษฐกิจ และลดอัตราการว่างงานสหรัฐฯทีย ่ งั คงพุง่ สูงใน ปั จจุบน ั …อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/oversea/130967

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 8


นํา้ พริกเผาแม่ประนอม เซ็งมาเลย์แสบ แอบ ก็อปปี้ ฉลาก ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 3 ธ.ค. 2553 ิ ทางปั ญญา นาง���ั จฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สน เปิ ดเผยว่า ผูผ ้ ลิตนํา้ พริกเผาตราแม่ประนอม ได้

ร้องเรียนว่าถูกลอกเลียนแบบเครือ ่ งหมาย ี การค้าในมาเลเซย จนทําให้ยอดขายลดลงมาก ิ ทางปั ญญา ซึง่ กรมได ้ประสานสํานักงานทรัพย์สน ของมาเลเซีย เพือ ่ ตามจับกุมผู ้ละเมิดเครือ ่ งหมาย การค ้าแล ้ว

ดีเดย์ประชานิยมฉลองปี ใหม่ ร ัฐเปิ ด ื้ ใจรากหญ้า ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 4 ธ.ค. แพ็กเกจซอ 2553

ท่าเรือแหลมฉบ ังป่วน! ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 กลุม ่ ธรรมาภิบาลเครือข่ายต ้านทุจริตและคอรัปชัน ได ้เข ้ายืน ่ หนังสือ ต่อกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริต วุฒส ิ ภา และคณะกรรมการ ั ป.ป.ช. ถึงความไม่ชอบของการให้สมปทานท่ าเรือ A0 แหลม ้ ฉบ ัง (ทลฉ.) โดยระบุวา่ มี การดําเนินการความไม่โปร่งใสเอือ ประโยชน์ตอ ่ บริษ ัทต่างชาติและมีการดําเนินการทีห ่ ลีกเลีย ่ ง ี ประโยชน์ …อ่านต่อคลิก กฎหมายทําให้ร ัฐสูญเสย http://www.thairath.co.th/content/eco/131587

ิ -ดีเซล 50สต. เตือนย ังมี ปตท.อนไม่ ั้ อยูข ่ น ึ้ นํา้ ม ัน เบนซน ้ อีก ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 6 ธ.ค. 2553 แนวโน้มขึน

ิ ธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิ ดเผย นายอภิสท ภายหลังหารือร่วมกับคณะทํางานในการดูแลค่า ครองชีพของประชาชนว่า ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้

ี ร ัฐบาลจะประกาศนโยบายการดูแลค่าครองชพ ให้ก ับประชาชนอย่างเป็นทางการเพือ ่ ให้ม ี ความเป็นอยูท ่ ด ี่ ข ี น ึ้ หล ังจากทีต ่ อ ้ งแบกร ับภาระ มานานทงเรื ั้ อ ่ งของโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม ิ ค้าทีม (แอลพีจ)ี โครงสร้างราคาสน ่ ค ี วาม จําเป็นต่อชวี ต ิ ประจําว ัน เช่น หมู ไข่ ไก่ เป็ นต ้น รวมถึงการดูแลกลุม ่ คนหรือแรงงานทีอ ่ ยูน ่ อกระบบ ประกันสังคม เช่น พ่อค ้า แม่ค ้า วินจักรยานยนต์ รับจ ้าง ช่างทําผม คนขับรถแท็กซี่ เป็ นต ้น ให ้เข ้ามา อยูใ่ นระบบประกันสังคมเพือ ่ ให ้ได ้รับสิทธิประโยชน์ เรือ ่ งการรักษาพยาบาลการรับเงินบําเหน็ จหรือ บํานาญหลังจากเกษี ยณอายุการทํางาน ทัง้ นี้ ในเรือ ่ งของโครงสร ้างราคาก๊าซแอลพีจรี ัฐบาล จะแยกราคาให ้ชัดเจนระหว่างภาคครัวเรือน และ ภาคอุตสาหกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมจะใช ้ ราคา ตลาดเป็ นหลักซึง่ จะได ้ไม่ต ้องนํ าเงินจาก กองทุน ้ เพลิงมาอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมและนํ า นํ้ ามันเชือ เงินไปลดราคานํ้ ามันแทนได ้ ขณะทีเ่ รือ ่ งของ โครงสร ้างราคาสินค ้านัน ้ ถือว่าเป็ นครัง้ แรกทีร่ ัฐบาล ได ้ศึกษาโครงสร ้างราคาสินค ้าทีจ ่ ําเป็ นอย่าง ละเอียดเพือ ่ พิจารณาว่าในแต่ละชนิดสินค ้านัน ้ มี ปั จจัยใดบ ้างทีเ่ ป็ นสาเหตุทําให ้ราคาสินค ้าแพงเพือ ่ จะได ้แก ้ไขปั ญหาได ้ถูกจุด …อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/131598

ิ และดีเซล ลิตรละ 50 ้ ราคานํา้ ม ัน เบนซน ปตท.ประกาศขึน ้ ลิตรละ 30 สตางค์ มีผลว ันที่ 7 ธ.ค.2553 สตางค์ เว้นอี85 ขึน ้ า ้ งึ ปี ใหม่นา เวลา 05.00 น. เตือนผูใ้ ชน ํ ้ ม ันจากนีถ ํ ้ ม ันย ังมีโอกาส ้ ได้อก ปร ับขึน ี เนือ ่ งจาก ราคานํ้ ามันในตลาดโลกได ้ดีดตัวสูงขึน ้ อย่างรุนแรง โดย ราคานํ้ ามันดิบ WTI ได ้ปรับตัวขึน ้ สูงสุดในรอบ 25 เดือน สะท ้อนผล ดัชนีชวี้ ัดทางเศรษฐกิจสัปดาห์ทผ ี่ า่ นมาทีม ่ ต ี ัวเลขออกมาดี ประกอบ กับสภาพอากาศในสหรัฐฯ และยุโรป ทีเ่ ริม ่ หนาวเย็นมากขึน ้ นอกจากนี้ ความต ้องการใช ้นํ้ ามันทัง้ เบนซินและดีเซลภายในภูมภ ิ าค ยังคงเพิม ่ มากขึน ้ ในช่วงฤดูหนาวนี้ ส่งผลให ้อุปทานภายในภูมภ ิ าค เริม ่ ตึงตัวมากขึน ้ ล่าสุดวันนี้ (6 ธ.ค. 53) ตลาดสิงคโปร์ ราคา นํ้ ามันดิบดูไบอยูท ่ ี่ 86.95ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นํ้ ามันสําเร็จรูป เบนซิน 95 อยูท ่ ี่ 101.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และนํ้ ามันดีเซล หมุนเร็วอยูท ่ ี่ 100.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึง่ เป็ นการทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็ นครัง้ แรกในรอบกว่า 2 ปี เช่นกัน… อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/132157

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 9


ิ ค้าก๊วยเตีย ๊ วและเครือ เจาะตลาดสน ่ งปรุงใน โปแลนด์ ทีม ่ า: กรมส่งเสริมการส่งออก

ตลาดเครือ ่ งปรุงในโปแลนด์ ปั จบ ุ น ั พฤติกรรมการบริโภคของ ชาวโปแลนด์เปลีย ่ นแปลงไป ชาวโปแลนด์ทดลองอาหารต่างชาติ อาหารรสจัด อาหารเผ็ด อาหารทีม ่ าจากสมุนไพรมากขึน ้ เป็ นผลดี ต่อสินค ้าไทย ซึง่ มีคณ ุ สมบัตต ิ รงต่อความต ้องการของผู ้บริโภค สินค ้าปรุงรสไทยทีม ่ แ ี นวโน ้มดีในตลาดโปแลนด์ ประกอบด ้วย 3 หมวดหลัก คือ เครือ ่ งปรุงทําจากพริก เครือ ่ งปรุงทําจากสมุนไพร และเครือ ่ งเทศ และเครือ ่ งปรุงจากถั่วเหลือง ซึง่ มีประโยชน์ตอ ่ สุขภาพ ไม่ทําให ้อ ้วน รสชาดจัดตามทีห ่ ันมาให ้ความนิยมกัน และมี ความแปลกใหม่น่าทดลอง

้ ก๋วยเตีย ้ หมีใ่ นโปแลนด์ ชาว ิ ค้าเสน ๋ ว/เสน ตลาดสน โปแลนด์ให ้ความสนใจบริโภคเส ้นก๊วยเตีย ๋ ว/เส ้นหมี่ มากขึน ้ ในช่วง 5 ปี ทผ ี่ า่ นมา การจําหน่ายทั่วไปที่ ได ้รับความนิยมสูงสุด คือ เส ้นพร ้อมรับประทานและ เส ้นทีน ่ ํ ามาปรุงอาหาร ปริมาณการจําหน่ายเพิม ่ ขึน ้ 5.98% คาดว่าในอีก 5 ปี ข ้างหน ้าจะเพิม ่ ขึน ้ 24.65%

บริษัทผู ้จําหน่าย 2 รายใหญ่ทส ี่ ด ุ ในตลาด ได ้แก่ Uniliver มีสว่ นแบ่งตลาดสูงสุด รองลงมา คือ บริษัท ทานเวียด เป็ นบริษัทของมหาเศรษฐีชาวเวียดนาม โดยใช ้กลยุทธ์การตลาดทีส ่ ําคัญ คือ การจําหน่ายเส ้น ํ ่ หมีส ่ าเร็จรูปบรรจุซอง ซึงไม่เคยมีมาก่อนในโปแลนด์ เส ้นก๊วยเตีย ๋ วทีจ ่ ําหน่ายมีทงเส ั ้ ้นทีม ่ รี สจืดและปรุงรส แต่เส ้นรสจืดได ้รับความนิยมมากกว่าเส ้นทีป ่ รุงรสแล ้ว เนือ ่ งจากมีคณ ุ ค่าทางอาหารสูงกว่า มีความเหนียวน ้อย กว่า สามารถนํ าไปปรุงอาหารอืน ่ ได ้ ปั จจุบน ั ผู ้ผลิตเห็น ว่าสินค ้าได ้รับการตอบรับดี และมีโอกาสเติบโตได ้อีก มาก ส่งผลให ้การแข่งขันในตลาดเพิมมากขึ ่ น ้ ขณะนี้ ยังไม่มก ี ารผลิตก๊วยเตีย ๋ วเส ้นเล็กและวุ ้นเส ้น ซึง่ ชาว โปแลนด์เห็นว่ามีประโยชน์ตอ ่ สุขภาพ เป็ นสินค ้า แปลกใหม่ นํ ามาปรุงอาหารทันสมัยได ้ จึงเป็ นโอกาส ของสินค ้าไทยที่ ผู ้ส่งออกควรเพิม ่ ช่องทางในการจัด จําหน่ายสินค ้า โดยแนะนํ าสินค ้ารูปแบบใหม่ ๆ เน ้น ด ้านสุขภาพ

ิ ค้าอาหารและสน ิ ค้าเกษตรของโปแลนด์ ระเบียบการนําเข้าสน ในปี ทผ ี่ า่ นมา จํานวนสินค ้าอาหารและสินค ้าเกษตรทีส ่ ง่ มายัง โปแลนด์ถก ู กักไว ้ทีด ่ า่ นตรวจสินค ้าเพิม ่ มากขึน ้ ปั ญหาเกิดจากผู ้ ส่งออกจัดเตรียมเอกสารไม่ครบถ ้วน หรือไม่ได ้ปฏิบต ั ต ิ ามระเบียบ ข ้อบังคับอย่างถูกต ้อง แนวทางแก ้ไข คือ ผู ้ส่งออกควรศึกษาข ้อมูล จาก The Food Safety and Inspection Service(FSIS) อย่าง ละเอียด และประสานงานกับผู ้นํ าเข ้าอย่างใกล ้ชิด ก่อนการจัดส่ง สินค ้า โปแลนด์เป็ นสมาชิกสหภาพยุโรป จะใช ้กฎระเบียบการ นํ าเข ้าในภาพรวมตามทีส ่ หภาพยุโรปกําหนด แต่มข ี น ั ้ ตอนปลีกย่อย ทีส ่ มาชิกกําหนดเองด ้วย ซึง่ ข ้อกําหนดการนํ าเข ้าสินค ้าที่ นอกเหนือจากกฎระเบียบของสหภาพยุโรป เรียกว่า Polish Food Law ข ้อกําหนดดังกล่าวได ้เผยแพร่ เมือ ่ วันที่ 27 กันยายน 2006 http://isap.sejm.gov.pl/DetailsServlet?id=WDU2006171122 5&min=1 ขัน ้ ตอนการนํ าเข ้าสินค ้า เป็ นไปตามสหภาพยุโรป แต่จะ เคร่งครัดเพิม ่ สําหรับสินค ้าอาหารทีไ่ ม่เคยใช ้ในสหภาพยุโรปก่อน เดือนพฤษภาคม 1997 ผู ้ส่งออกสามารถส่งเอกสารยืน ่ ขอทําการ อนุมต ั ล ิ ว่ งหน ้า ประมาณ 1 ถ ้าไม่ได ้ดําเนินการ เมือ ่ สินค ้ามาถึงด่าน ศุลกากร อาจจะถูกกักอยูท ่ ด ี่ า่ นจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบทุก ขัน ้ ตอน รายละเอียดดังเอกสารแน��� 2

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 10


ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข ้อมูลวันที่ 4,5,6 ธันวาคม 2553 ไม่มต ี ัวเลขอัตราแลกเปลีย ่ น จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 11


้ หมดเวลาผ่อนปรนแบงก์ชาติขน ึ้ ดอกเบีย ทีม ่ า: ไทยรัฐ วันที่ 3 ธ.ค. 2553

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ิ ใจขึน ้ (กนง.) รอบสุดท้ายปี นี้ 1 ธ ันวาคม ได้ต ัดสน ้ นโยบายหรืออาร์/พีอก ดอกเบีย ี 0.25 % จาก ระด ับ 1.75% เป็น 2.00% ต่อปี เหนือความผิด ้ ในต้นปี คาดน ักวิเคราะห์ทก ี่ นง.น่าจะประกาศขึน 2554

นายไพบูลย์ กิตติศรีกงั วาน ผู ้ช่วยผู ้ว่าการ สายนโยบาย การเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให ้เหตุผลว่า การที่ กนง. มีมติขน ึ้ ดอกเบีย ้ อาร์/พี 0.25% เป็ น 2.00% ต่อปี เนือ ่ งจาก 1. ความก ังวลต่อการเร่งต ัวของอ ัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้ อพืน ้ ฐานซึง่ ใช ้ในการพิจารณา นโยบายการเงิน ได ้เร่งตัวปรับขึน ้ ในอนาคต ตามแรง กดดันด ้านอุปสงค์จากการขยายตัวเศรษฐกิจ 2. สถานการณ์เศรษฐกิจโลกย ังมีแนวโน้มฟื้ น ต ัวอย่างต่อเนือ ่ ง จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทีม ่ ค ี วาม ชัดเจนมากขึน ้ แม ้ว่าตลาดการเงินระหว่างประเทศยังคง ผันผวนจากปั ญหาหนีส ้ าธารณะในยุโรป แต่มม ี าตรการ รองรับทีเ่ ป็ นรูปธรรมมากขึน ้ ขณะทีภ ่ าวะเศรษฐกิจ เอเชียยังมีแนวโน ้มขยายตัวแข็งแกร่ง จากการบริโภค และการลงทุน 3. อ ัตราการขยายต ัวทางเศรษฐกิจไทยย ังอยูใ่ น เกณฑ์ดอ ี ย่างต่อเนือ ่ ง โดยปี นผ ี้ ลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (จีดพ ี )ี น่าจะขยายได ้ตามเป้ าหมายที่ 7.3-8% และในปี หน ้าที่ 3-5% ถือเป็ นระดับการเติบโต ่ าวะปกติแล ้ว ดังนัน ทีเ่ ข ้าสูภ ้ อัตราดอกเบีย ้ ตํ่าพิเศษที่ รักษาไว ้ตลอด 2 ปี ทีผ ่ า่ นมาควรทยอยปรับขึน ้ เพือ ่ ให ้ ่ าวะปกติเช่นกัน ส่วนระดับอัตราเงิน…อ่านต่อ กลับเข ้าสูภ คลิก http://www.thanonline.com/index.php?option=com_c ontent&view=article&id=49366:2010-12-03-12-5243&catid=101:2009-02-08-11-30-52&Itemid=440

้ ดอกเบีย ้ เงินกู ้ ไทยพาณิชย์-กรุงไทย ประกาศขึน 0.12-0.15% มีผล 4 ธ.ค. ทีม่ า: มติชน วันที่ 3 ธ.ค. 2553

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู ้จัดการใหญ่ ธนาคารไทย ้ พาณิชย์ เปิ ดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศปร ับขึน ิ เชอ ื่ ้ เงินฝากประจํา ตว๋ ั แลกเงินและเงินให้สน อ ัตราดอกเบีย ้ ทุกประเภท หล ังจากทีธ ่ นาคารแห่งประเทศไทยปร ับขึน ้ นโยบายในว ันที่ 1 ธ ันวาคม 2553 ทีผ อ ัตราดอกเบีย ่ า่ นมา โดยการขึน ้ อัตราดอกเบีย ้ ในครัง้ นีเ้ พือ ่ ให ้สอดรับกับนโยบาย ทางการเงินของทางการ ซึง่ ธนาคารได ้พิจารณาปรับอัตรา ่ โดยเป็ นการปรับขึน ดอกเบีย ้ ทัง้ เงินฝากและเงินให ้สินเชือ ้ ในเงิน ฝากประจําทุกประเภทและตั๋วแลกเงิน ตามวงเงินและระยะเวลา การฝากเพือ ่ เป็ นการส่งเสริมการออม โดยปรับเพิม ่ ขึน ้ สูงสุดถึง 0.40% ต่อปี

ํ หร ับอ ัตราดอกเบีย ิ เชอ ื่ ได้ มีการปร ับขึน ่ ก ัน ้ เงินให้สน ้ เชน สา ้ 0.12% - 0.15% ต่อปี ตามประเภท โดยเป็นการปร ับขึน ิ เชอ ื่ ทงนี ้ เงินให้สน ของอ ัตราดอกเบีย ั้ ้ มีผลตงแต่ ั้ ว ันที่ 4 ธ ันวาคม 2553 เป็นต้นไป จากการปรับอัตราดอกเบีย ้ ดังกล่าว อัตราดอกเบีย ้ เงินฝากประจํา 3 เดือน จะอยูใ่ นช่วงอัตราดอกเบีย ้ 1% - 1.25% ต่อปี เงินฝาก ประจํา 6 เดือนจะอยูใ่ นช่วง 1.25% - 1.45% ต่อปี เงินฝาก ประจํา 12 เดือน จะอยูใ่ นช่วง 1.40% - 1.65% ต่อปี เงินฝาก ประจําระยะยาว 24 เดือน จะอยูใ่ นช่วง 2.25% - 2.50% ต่อปี และเงินฝากประจํา 36 เดือน ปรับเป็ น 2.65% ต่อปี สําหรับอัตรา ่ MLR ปรับเป็ น 6.12% ต่อปี อัตรา ดอกเบีย ้ เงินให ้สินเชือ ดอกเบีย ้ MOR ปรับเป็ น 6.40 % ต่อปี และ อัตราดอกเบีย ้ MRR ปรับเป็ น 6.65% ต่อปี ตามลําดับ เช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทย ทีป ่ ระกาศปรับขึน ้ ดอกเบีย ้ เงินฝาก ประจําในอัตรา 0.15-0.45% และดอกเบีย ้ เงินกู ้ 0.125% มีผลใน วันพรุง่ นี้ (4 ธ.ค.) …อ่านต่อคลิก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=12913668 57&grpid=03&catid=05

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 12


ั ึ ษาวิเคราะห์ผลกระทบจากการทําความตกลงยอมร ับร่วม (MRA) สมมนา “โครงการศก ี น (พิก ัดศุลกากร 16 - 23)” สําหร ับผลิตภ ัณฑ์อาหารสําเร็ จรูปอาเซย

ด ้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได ้รับมอบหมายจากสํานักงานมาตรฐานสินค ้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ให ้เป็ นคณะทีป ่ รึกษาดําเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ ข ้อได ้เปรียบ ข ้อเสียเปรียบของประเทศไทยทีจ ่ ะได ้รับจากการทําความตกลงยอมรับร่วม (MRA) สําหรับผลิตภัณฑ์ อาหารสําเร็จรูปอาเซียน (พิกด ั ศุลกากร 16-23) คณะทีป ่ รึกษาโครงการฯ ได ้จัดทํารายงานข ้อมูลการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบจากการทําความตกลง ร่วมในเบือ ้ งต ้นแล ้ว และจะจัดสัมมนาเพือ ่ รับฟั งความคิดเห็นจากผู ้ทีม ่ ส ี ว่ นได ้ส่วนเสียเพิม ่ เติมในวัน พฤหัสบดีท ี่ 16 ธันวาคม 2553 ณ KU Home ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หากท่านสมาชิกสนใจ เข ้าร่วมสัมมนากรุณาส่งแบบตอบรับกลับมาทีค ่ ณ ุ อนุชา วิลัยแก ้ว หรือคุณลาวัลย์ ธนาสว่างกุล โทรสาร (02) 218 6209 / (02) 218 2891 หรือ E-mail: mra_project@hotmail.com ภายในวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2553 (แบบตอบรับและกําหนดการสัมมนาดังเอกสารแนบ 3-4)

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 13


THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION Tel : (662) 261-2684-6 Fax : (662) 261-2996-7 www.thaifood.org E-mail: thaifood@thaifood.org

Executive Director วิกรานต์ โกมลบุตร E-mail: vikrant@thaifood.org Administrative Manager ลินดา เปลีย ่ นประเสริฐ E-mail: linda@thaifood.org Trade and Technical Manager สุพ ัตรา ริว้ ไพโรจน์ E-mail: supatra@thaifood.org Head of Trade & Technical Division -Fruit and Vegetable Products

วิภาพร สกุลครู E-mail: vipaporn@thaifood.org Trade and Technical Officer Division - Fruit and Vegetable Products อ ัญชลี พรมมา E-mail:anchalee@thaifood.org ธณัฐยา จ ันทรศรี E-mail: tanatya@thaifood.org

Head of Trade & Technical Division- Fisheries Products ชนิกานต์ ธนูพท ิ ักษ์ E-mail: chanikan@thaifood.org สมาคมผูผ ้ ลิตอาหารสําเร็จรูป ขอขอบคุณเว็ ปไซต์ ด ังต่อไปนี้ Trade and Technical OfficerDivision -Fisheries Product

1. http://www.thannews.th.com

6. http://www.dailynews.co.th

นลินพรรณ อิม ่ สาระพางค์ E-mail: nalinpan@thaifood.org

2. http://www.thairath.co.th

7. http://www.acfs.go.th

วรวรรณ เมธีธาดา E-mail: worawan@thaifood.org

3. http://www.bangkokbiznews.com

8. http://www.posttoday.com

4. http://www.tnsc.com

9.http://www.matichon.co.th

Data Management Office

5. http://www.prachachat.net

ธนพร จุด ้ ศรี E-mail: thanaporn@thaifood.org Commercial Relation Executive ก ัญญาภ ัค ชินขุนทด E-mail:kanyaphak@thaifood.org

เสนอข้อคิดเห็น/ ข้อเสนอแนะ

Administrator วสุ กริง่ รูธ ้ รรม E-mail:vasu@thaifood.org ศิรณ ิ ีย ์ ถิน ่ ประชา E-mail:sirinee@thaifood.org Accountant วิมล ดีแท้ E-mail: wimon@thaifood.org

………………………… ………………………… ………………………… …………………………

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 29 NOV.-5 DEC.2010: ISSUE 25

Page 14


http://www.thaigov.go.th

ข่าวที่ 01/11 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553

วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็ นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนั้น รองศาสตราจารย์ปณิ ธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบตั ิหน้าที่โฆษก ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิ การ์ รองโฆษกประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี และนายมารุ ต มัสยวาณิ ช รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุม คณะรัฐมนตรี สรุ ปสาระสําคัญได้ดงั นี้ กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่ างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วคั ซีน แห่ งชาติ พ.ศ. .... 2. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงที่ออกตามความพระราชบัญญัติพฒั นาที่ดิน พ.ศ. 2551 จํานวน 4 ฉบับ 3.

เรื่ อง

4.

เรื่ อง

5.

เรื่ อง

เศรษฐกิจ 6. เรื่ อง 7. 8. 9. 10.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะเวนคืน ร่ างพระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะดําเนินการเพื่อกิจการขนส่ งมวลชน ร่ างประกาศสํานัก นายกรัฐมนตรี เรื่ อง กําหนดให้การเวนคืนอสังหาริ มทรัพย์เป��� นกรณี ที่มีความจําเป็ นโดย เร่ งด่วน และร่ างประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่ อง กําหนดให้การเข้าใช้อสังหาริ มทรัพย์เพื่อ กิจการขนส่ งมวลชนเป็ นกรณี ที่มีความจําเป็ นและเร่ งด่วน โครงการรถไฟฟ้ าสายสี น้ าํ เงินช่วง หัวลําโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ จํานวน 8 ฉบับ ร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอ สําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุน้ ส่ วนและบริ ษทั จํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอ ตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับบริ ษทั มหาชนจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ร่ างพระราชกฤษฎีกาให้นาํ ราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยูใ่ นการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ ประจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ สําหรับปี พ.ศ. 2554 พ.ศ. .... การจําหน่ายผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังเส้นในสต็อกของรัฐบาลในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้า แห่งประเทศไทย (AFET) มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่ งชาติ ครั้งที่ 3/2553 (ครั้งที่ 132) แนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 2553/54 รอบที่ 1 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน้มปี 2553 – 2554 รายงานผลการดําเนินงานโฉนดชุมชน


2

สั งคม 11. เรื่ อง 12. เรื่ อง ต่ างประเทศ 13. เรื่ อง 14. เรื่ อง

15.

เรื่ อง

การจัดตั้งศูนย์ความเป็ นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทยเป็ นองค์การมหาชน การพิจารณาการสลับหรื อเลื่อนวันหยุดราชการประจําปี พ.ศ. 2554 การจัดทําความตกลงโครงการกับองค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ การต่ออายุขอ้ ตกลงความร่ วมมือด้านสาธารณสุ ขระหว่างศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริ กากับกระทรวงสาธารณสุ ข ฉบับเดิม พ.ศ. 2547 และการจัดทําร่ างข้อตกลงความ ร่ วมมือด้านสาธารณสุ ขระหว่างศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรคแห่ งชาติ สหรัฐฯกับกระทรวง สาธารณสุ ขฉบับใหม่ พ.ศ.2553 องค์ประกอบคณะผูแ้ ทนไทยในการเข้าร่ วมการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาสหประชาชาติวา่ ด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16

เรื่องทีค่ ณะรัฐมนตรีรับทราบเพือ่ เป็ นข้ อมูล 16. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์ภยั พิบตั ิดา้ นการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 41 17. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์อุทกภัย ภัยหนาว และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553) 18. เรื่ อง สรุ ปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสาม ปี 2553 แต่ งตั้ง 19. เรื่ อง

แต่งตั้ง 1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุ ข) 2. การแต่งตั้งกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ 3. ขออนุมตั ิให้ขา้ ราชการไปปฏิบตั ิงานในตําแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง 4. คําสัง่ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 316 /2553 เรื่ อง มอบหมายและมอบอํานาจให้รอง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปฏิบตั ิราชการแทนนายกรัฐมนตรี

******************************** กรุ ณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี อย่างเป็ นทางการกับสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง สํานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรื อวันที่มีการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสี ยงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุ งเทพมหานคร ส่ วนต่างจังหวัด รับฟังได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสี ยงแห่ งประเทศไทยประจําจังหวัด และติดตามมติคณะรัฐมนตรี ที่สาํ คัญได้ทางรายการ “เจาะลึก ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันอังคารในเวลา 21.00-22.00 น. “หากท่านใดประสงค์จะขอรับข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี สมัครได้ทาง www.thaigov.go.th “


3

กฎหมาย 1. เรื่อง ร่ างระเบียบสํ านักนายกรัฐมนตรี ว่ าด้ วยการขับเคลือ่ นนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ วคั ซีนแห่ งชาติ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่ างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายและแผน ยุทธศาสตร์วคั ซีนแห่ งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุ ขเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่ างกฎหมายและร่ างอนุ บัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของส่ วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้ว ดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงสาธารณสุ ข (สธ.) เสนอว่า 1. สํานักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติซ่ ึงได้จดั ตั้งขึ้นตามมติคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 ได้ประเมินสถานการณ์การพัฒนาวัคซีนของประเทศไทยพบว่ามีความก้าวหน้าด้านการสร้างเสริ มภูมิคุม้ กันโรค ให้แก่ ประชาชนได้อย่างครอบคลุม และการควบคุมคุณภาพวัคซีนที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานโดยองค์การอนามัยโลก แต่ดา้ นการวิจยั และพัฒนาวัคซีนมีความก้าวหน้าน้อย การพัฒนาวัคซีนไม่สามารถดําเนินการต่อเพือ่ เข้าสู่ การผลิตวัคซีนในระดับ อุตสาหกรรมได้ และจากการจัดทํา “แผนที่ทางเดินของวัคซีน 5 ชนิด” ได้แก่ วัคซีนเดงกี่ วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนบีซีจี หรื อวัคซีนป้ องกันวัณโรคชนิดใหม่ วัคซีนป้ องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรนและตับอักเสบบี ซึ่ง ถูกจัดลําดับความสําคัญไว้ในนโยบายวัคซีนแห่งชาติได้ช้ ีให้เห็นศักยภาพ และส่ วนที่ขาดในการวิจยั พัฒนาเพื่อการผลิตวัคซีนแต่ ละชนิด ซึ่งจําเป็ นต้องเร่ งรัดดําเนินการเพือ่ ให้บรรลุวตั ถุประสงค์ตามนโยบายวัคซีนแห่ งชาติ โดยคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติได้มีมติ ให้ผลักดันการดําเนินการดังกล่าว ดังนี้ 1.1 การจัดตั้ง “สถาบันวัคซีนแห่งชาติ” เป็ นหน่วยงานกลางด้านวัคซีนอย่างเป็ นทางการ ตามที่กาํ หนด ไว้ในนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วคั ซีนแห่งชาติ 1.2 การบริ หารจัดการวัคซีนแต่ละชนิดอย่างครบวงจรในรู ปแบบโครงการ 1.3 การพัฒนาบุคลากรตลอดวงจรของการพัฒนาวัคซีนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 1.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ โรงงานผลิตวัคซีนในระดับกึ่งอุตสาหกรรมและระดับ อุตสาหกรรม รวมทั้งกรอบโครงสร้างและอัตรากําลังของหน่วยงานควบคุมกํากับคุณภาพวัคซีนของประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น 1.5 การสนับสนุนการผลิตวัคซีน โดยกลไกต่าง ๆ รวมทั้งการกําหนดนโยบายการเลือกใช้วคั ซีนที่ผลิต ในประเทศ การสร้างเสริ มภูมิคุม้ กันโรคของประชาชน 2. นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วคั ซีนแห่งชาติได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แล้ว แต่สาํ นักงาน คณะกรรมการวัคซีนแห่ งชาติเป็ นหน่วยงานที่จดั ตั้งขึ้นเป็ นการภายใน ไม่มีอาํ นาจหน้าที่และกฎหมายรองรับ ไม่มีความอิสระ คล่องตัวในการดําเนินงาน และงบประมาณไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถดําเนินการให้เกิดความก้าวหน้าหรื อประสบความสําเร็ จใน การวิจยั พัฒนา และการผลิตวัคซีนเพื่อการพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องการบุคลากรที่มีความรู ้ความเชี่ยวชาญด้านวัคซีน ดังนั้น เพื่อให้การวิจยั พัฒนาและการผลิตวัคซีนเกิดการบูรณาการดําเนินงานด้านวัคซีนอย่างเป็ นเอกภาพและมีประสิ ทธิภาพจนสามารถ บรรลุวตั ถุประสงค์ของนโยบายวัคซีนแห่งชาติในการพึ่งตนเองด้านวัคซีน และมีความมัน่ คงในการมีวคั ซีนที่จาํ เป็ นสําหรับการ ป้ องกันควบคุมโรค สามารถลดการเจ็บป่ วยและเสี ยชีวติ จากการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ดว้ ยวัคซีน ลดการสูญเสี ยทาง เศรษฐก���จและสังคม และนําไปสู่ การเพิ่มขีดความสามารถการเป็ นผูน้ าํ ในภูมิภาคด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ 3. สําหรับงบประมาณดําเนินการ จําแนกเป็ นรายปี รวม 4 ปี เป็ นจํานวนเงิน 198.5 ล้านบาท โดยแบ่งเป็ นงบ ค่าตอบแทนบุคลากร งบดําเนินงานปกติ และงบขับเคลื่อนงานตามนโยบาย 4. ได้จดั ให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากส่ วนราชการ และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นชอบด้วย สาระสํ าคัญของร่ างระเบียบ 1. กําหนดให้มีคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็ นประธานกรรมการ กรรมการ โดยตําแหน่ง และกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิ และให้คณะกรรมการมีอาํ นาจหน้าที่ตามที่กาํ หนด (ร่ างข้อ 5 แ ละร่ างข้อ 10) 2. กําหนดให้มีคณะกรรมการบริ หารสถาบันวัคซีนแห่ งชาติ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงสาธารณสุ ข เป็ น ประธานกรรมการ กรรมการโดยตําแหน่งและกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิซ่ ึงมาจากการคัดเลือก และให้คณะกรรมการมีอาํ นาจหน้าที่ ตามที่กาํ หนด (ร่ างข้อ 11 และร่ างข้อ 14)


4

3. กําหนดให้จดั ตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เป็ นหน่วยงานภายในกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุ ข โดย ให้สถาบันมีอาํ นาจหน้าที่ตามที่กาํ หนด และให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุ ขแต่งตั้งผูอ้ าํ นวยการสถาบันฯ จากข้าราชการในสังกัด กระทรวงสาธารณสุ ข (ร่ างข้อ 15 และร่ างข้อ 16) 4. กําหนดให้งบประมาณที่ใช้ในกิจการการพัฒนางานด้านวัคซีนส่ วนหนึ่งประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินจาก งบประมาณรายจ่ายประจําปี จากกรมควบคุมโรค เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และให้เงินและทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดยกเว้น งบประมาณรายจ่ายประจําปี เป็ นเงินบํารุ งของสถาบัน (ร่ างข้อ 20) 2. เรื่อง ร่ างกฎกระทรวงทีอ่ อกตามความพระราชบัญญัติพฒ ั นาทีด่ ิน พ.ศ. 2551 จํานวน 4 ฉบับ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างกฎกระทรวงว่าด้วยการกําหนดแบบบัตรประจําตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. .... ร่ างกฎกระทรวงว่าด้วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และอัตราค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างดินเป็ น การเฉพาะราย พ.ศ. .... ร่ างกฎกระทรวงว่าด้วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และอัตราค่าใช้จ่ายในการบริ การแผนที่ หรื อข้อมูลทางแผนที่เป็ นการเฉพาะราย พ.ศ. .... และร่ างกฎกระทรวงว่าด้วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และ อัตราค่าใช้จ่ายในการปรับปรุ งดินหรื อที่ดิน หรื อการอนุรักษ์ดินและนํ้าเป็ นการเฉพาะราย พ.ศ. .... จํานวน 4 ฉบับ ตามที่ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เสนอ และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอว่า 1. เพื่อให้การปฏิบตั ิงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็ นไปด้วยความเรี ยบร้อยและชอบด้วยกฎหมายแห่ง พระราชบัญญัติพฒั นาที่ดิน พ.ศ. 2551 มาตรา 18 และมาตรา 20 ในการสํารวจความอุดมสมบูรณ์ของดินตามธรรมชาติ ความ เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ที่ดินและการสํารวจเพื่อกําหนดเขตอนุรักษ์ดินและนํ้าในที่ดินที่มีเจ้าของหรื อผูค้ รอบครอง รวมทั้ง ให้หน่วยงานของรัฐมีอาํ นาจในการเรี ยกเก็บค่าใช้จ่ายและยกเว้นการเก็บค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างดิน การ ปรับปรุ งดินหรื อที่ดิน หรื ออนุรักษ์ดินและนํ้า การบริ การแผนที่หรื อข้อมูลทางแผนที่ ให้เป็ นไปโดยถูกต้อง 2. ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 และครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ได้มีมติเห็นชอบร่ างกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวแล้ว สาระสํ าคัญของร่ างกฎกระทรวง 1. ร่ างกฎกระทรวงว่ าด้ วยการกําหนดแบบบัตรประจําตัวพนักงานเจ้ าหน้ าที่ พ.ศ. .... 1.1 กําหนดให้อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเป็ นผูอ้ อกบัตรประจําตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบท้ายกฎ กระทรวงนี้ (ร่ างข้อ 1 และร่ างข้อ 2) 1.2 กําหนดรู ปแบบของรู ปถ่ายที่จะติดบัตรประจําตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใช้รูปถ่ายที่ถ่ายไม่เกินหก เดือนก่อนวันที่ยนื่ คําขอ ขนาด 2.5 X 3.0 เซนติเมตร ครึ่ งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาสี เข้ม แต่งเครื่ องแบบปกติขาว หรื อเครื่ องแบบเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งตนสังกัด (ร่ างข้อ 3) 1.3 กําหนดระยะเวลาการใช้บตั รต้องไม่เกินหกปี นับแต่วนั ออกบัตร (ร่ างข้อ 4) 2. ร่ างกฎกระทรวงว่ าด้ วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และอัตราค่ าใช้ จ่ายในการวิเคราะห์ ตรวจสอบตัวอย่ างดินเป็ นการเฉพาะราย พ.ศ. .... 2.1 กําหนดให้ผปู ้ ระสงค์ให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างดินเป็ นการเฉพาะรายให้ยนื่ คํา ขอ ณ กรมพัฒนาที่ดิน หรื อให้ยนื่ ต่อสํานักงานพัฒนาที่ดินเขต หรื อสถานีพฒั นาที่ดินท้องที่ซ่ ึงที่ดินนั้นตั้งอยู่ (ร่ างข้อ 1) 2.2 กําหนดอัตราค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างดินให้เป็ นไปตามบัญชีทา้ ยกฎกระทรวง (ร่ างข้อ 2) 2.3 กรณี เกษตรกรให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างดินเพื่อปรับปรุ งดินหรื อที่ดิน เพือ่ เกษตรกรรมของตน ให้ได้รับการยกเว้นตามรายการบัญชีทา้ ยกฎกระทรวง (ร่ างข้อ 3) 2.4 กําหนดความหมายของคําว่า “เกษตรกร” (ร่ างข้อ 4) 2.5 ในกรณี ส่วนราชการหรื อหน่วยงานของรัฐประสงค์จะให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ตรวจสอบ ตัวอย่างดินเพือ่ ประโยชน์แก่ทางราชการ ให้ลดอัตราค่าใช้จ่ายครึ่ งหนึ่ง สําหรับการตรวจสอบในโครงการพิเศษตามนโยบายของ รัฐบาล หรื อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรื อจัดซื้อสารเคมีฯ ให้ยกเว้นอัตราค่าใช้จ่าย (ร่ างข้อ 5)


5

3. ร่ างกฎกระทรวงว่ าด้ วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และอัตราค่ าใช้ จ่ายในการบริการแผนที่ หรือข้ อมูลทางแผนทีเ่ ป็ นการเฉพาะราย พ.ศ. .... 3.1 กําหนดให้ผปู ้ ระสงค์ให้กรมพัฒนาที่ดินบริ การแผนที่หรื อข้อมูลทางแผนที่ ให้ยนื่ คําขอ ณ กรม พัฒนาที่ดิน หรื อสํานักงานพัฒนาที่ดินเขต หรื อสถานีพฒั นาที่ดินท้องที่ซ่ ึงที่ดินนั้นตั้งอยู่ (ร่ างข้อ 1) 3.2 แผนที่ หรื อข้อมูลทางแผนที่ที่ให้บริ การ กรมพัฒนาที่ดินสงวนไว้มิให้ผขู ้ อรับบริ การทําการ เปลี่ยนแปลง ทําซํ้า จําหน่าย จ่าย แจก หรื อเผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่ วนใด หรื อทั้งหมดของแผนที่ หรื อข้อมูลทางแผนที่แก่บุคคลที่สาม โดย เด็ดขาด (ร่ างข้อ 2) 3.3 อัตราค่าใช้จ่ายในการบริ การแผนที่ หรื อข้อมูลทางแผนที่เป็ นการเฉพาะรายให้เป็ นไปตามบัญชีทา้ ย กฎกระทรวง (ร่ างข้อ 3) 3.4 กรณี ส่วนราชการหรื อหน่วยงานของรัฐที่ทาํ ข้อตกลงความร่ วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อ แลกเปลี่ยนแผนที่หรื อข้อมูลทางแผนที่ ซึ่งได้ปรับปรุ งให้ถูกต้องและชัดเจนแล้วใช้ประโยชน์ทางราชการร่ วมกันทั้งสองฝ่ ายให้ ได้รับการยกเว้น ค่าใช้จ่ายตามบัญชีทา้ ยกฎกระทรวง (ร่ างข้อ 4) 4. ร่ างกฎกระทรวงว่ าด้ วยการกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข และอัตราค่ าใช้ จ่ายในการปรับปรุงดิน หรือทีด่ ิน หรือการอนุรักษ์ ดินและนํา้ เป็ นการเฉพาะราย พ.ศ. .... 4.1 กําหนดให้ผปู ้ ระสงค์ให้กรมพัฒนาที่ดินทําการปรับปรุ งดินหรื อที่ดิน หรื อการอนุรักษ์ดินและนํ้า เป็ นการเฉพาะราย ให้ยนื่ คําขอ ณ กรมพัฒนาที่ดิน สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต หรื อสถานีพฒั นาที่ดินท้องที่ซ่ ึงที่ดินนั้นตั้งอยู่ (ร่ างข้อ 1) 4.2 อัตราค่าใช้จ่ายในการปรับปรุ งดิน หรื อที่ดิน ���รื อการอนุรักษ์ดินและนํ้าเป็ นการเฉพาะรายให้ เป็ นไปตามบัญชีทา้ ยกฎกระทรวง (ร่ างข้อ 2) 3. เรื่อง ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ ินในบริเวณทีท่ จี่ ะเวนคืน ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ ินในบริเวณทีท่ จี่ ะ ดําเนินการเพือ่ กิจการขนส่ งมวลชน ร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเวนคืนอสั งหาริมทรัพย์ เป็ นกรณีทมี่ ี ความจําเป็ นโดยเร่ งด่ วน และร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเข้ าใช้ อสั งหาริมทรัพย์ เพือ่ กิจการขนส่ ง มวลชนเป็ นกรณีทมี่ ีความจําเป็ นและเร่ งด่ วน โครงการรถไฟฟ้าสายสี นํา้ เงินช่ วงหัวลําโพง – บางแค และช่ วงบางซื่อ – ท่ าพระ จํานวน 8 ฉบับ คณะรัฐมนตรี 1. อนุมตั ิหลักการร่ างพระราชกฤษฎีกา จํานวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว ดําเนินการต่อไปได้ 2. เมื่อร่ างพระราชกฤษฎีกา จํานวน 4 ฉบับ ตามข้อ 1. มีผลใช้บงั คับเป็ นกฎหมาย หากกระทรวงคมนาคมได้ ดําเนินการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว เห็นว่าหากเนิ่นช้าจะเป็ นอุปสรรคอย่างมากแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหรื อ ประโยชน์อื่นของรัฐ ฯลฯ ตามความในมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวา่ ด้วยการเวนคืนอสังหาริ มทรัพย์ฯ และตาม ความในมาตรา 19 แห่ งพระราชบัญญัติวา่ ด้วยการจัดหาอสังหาริ มทรัพย์ฯ ก็ให้กระทรวงคมนาคมเสนอร่ างประกาศสํานัก นายกรัฐมนตรี จํานวน 4 ฉบับ ให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป สาระสํ าคัญของร่ างพระราชกฤษฎีกาและร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี 1. ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ นิ ในบริเวณทีท่ จี่ ะเวนคืน ในท้ องทีเ่ ขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบ ศัตรูพ่าย เขตสั มพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุ งเทพมหานคร พ.ศ. .... และ ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ นิ ในบริเวณทีท่ จี่ ะดําเนินการเพือ่ กิจการขนส่ งมวลชน ใน ท้ องทีเ่ ขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสั มพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... มีสาระสําคัญดังนี้ 1.1 กําหนดวันใช้บงั คับตามพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วนั ที่ 7 กรกฎาคม 2554 (ร่ างข้อ 2) 1.2 กําหนดระยะเวลาใช้บงั คับ 4 ปี (ร่ างข้อ 3) 1.3 กําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะเวนคืน และกําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะดําเนินการเพื่อ กิจการขนส่ งมวลชน ในท้องที่เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้ อมปราบศัตรู พา่ ย เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขต


6

บางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริ ญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุ งเทพมหานคร ภายในแนวเขตตามแผนที่ทา้ ยพระราชกฤษฎีกาฯ (ร่ างข้อ 6) 2. ร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ นิ ในบริเวณทีท่ จี่ ะเวนคืน ในท้ องทีเ่ ขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอก น้ อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... และร่ างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตทีด่ ินในบริเวณทีท่ จี่ ะ ดําเนินการเพือ่ กิจการขนส่ งมวลชน ในท้ องทีเ่ ขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอกน้ อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุ งเทพมหานคร พ.ศ. .... มีสาระสําคัญดังนี้ 2.1 กําหนดวันใช้บงั คับตามพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วนั ที่ 7 กรกฎาคม 2554 (ร่ างข้อ 2) 2.2 กําหนดระยะเวลาใช้บงั คับ 4 ปี (ร่ างข้อ 3) 2.3 กําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะเวนคืน และกําหนดเขตที่ดินในบริ เวณที่ที่จะดําเนินการเพื่อ กิจการขนส่ งมวลชน ในท้องที่เขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุ งเทพมหานคร ภายในแนวเขตตามแผนที่ทา้ ยพระราชกฤษฎีกาฯ (ร่ างข้อ 6) 3. ร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเวนคืนอสั งหาริมทรัพย์ ในท้ องทีเ่ ขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรู พ่าย เขตสั มพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุงเทพมหานคร เป็ นกรณีทมี่ ีความจําเป็ นโดยเร่ งด่ วน และ ร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเข้ าใช้ อสั งหาริมทรัพย์ เพือ่ กิจการขนส่ งมวลชนในท้ องทีเ่ ขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรู พ่าย เขตสั มพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุ งเทพมหานคร เป็ นกรณีทมี่ ีความจําเป็ นและเร่ งด่ วน เป็ นการกําหนดให้การเวนคืนอสังหาริ มทรัพย์เป็ นกรณี ที่มีความจําเป็ นโดยเร่ งด่วน และการกําหนดให้การเข้าใช้อสังหาริ มทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่ งมวลชนเป็ นกรณี ที่มีความจําเป็ นและเร่ งด่วน ในท้องที่เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้ อมปราบศัตรู พา่ ย เขตสัม พันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริ ญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุ งเทพมหานคร 4. ร่ างประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเวนคืนอสั งหาริมทรัพย์ ในท้ องทีเ่ ขตบางซื่อ เขตบาง พลัด เขตบางกอกน้ อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็ นกรณีทมี่ ีความจําเป็ นโดยเร่ งด่ วน และร่ างประกาศ สํ านักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กําหนดให้ การเข้ าใช้ อสั งหาริมทรัพย์ เพือ่ กิจการขนส่ งมวลชนในท้ องทีเ่ ขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขต บางกอกน้ อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็ นกรณีทมี่ ีความจําเป็ นและเร่ งด่ วน เป็ นการกําหนดให้การ เวนคืนอสังหาริ มทรัพย์เป็ นกรณี ที่มีความจําเป็ นโดยเร่ งด่วน และการกําหนดให้การเข้าใช้อสังหาริ มทรัพย์เพื่อกิจการขนส่ ง มวลชนเป็ นกรณี ที่มีความจําเป็ นและเร่ งด่วนในท้องที่เขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุ งเทพมหานคร 4. เรื่อง ร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสํ าเนาเอกสารพร้ อมคํารับรอง และค่ าธรรมเนียมอืน่ ทีเ่ กีย่ วกับห้ างหุ้นส่ วนและบริษัทจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ าธรรมเนียม การจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสํ าเนาเอกสารพร้ อมคํารับรอง และค่ าธรรมเนียมอืน่ ทีเ่ กีย่ วกับบริษัทมหาชนจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุน้ ส่ วนและบริ ษทั จํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อม คํารับรอง และ ค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับบริ ษทั มหาชนจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงพาณิ ชย์เสนอ และให้ส่ง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงพาณิ ชย์เสนอว่า โดยที่กฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุน้ ส่ วนและบริ ษทั จํากัด พ.ศ. 2549 และกฎกระทรวง กําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่ เกี่ยวกับบริ ษทั มหาชนจํากัด พ.ศ. 2549 ที่ใช้บงั คับอยู่ มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบนั เพื่อให้ การกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริ การข้อมูลธุรกิจสามารถครอบคลุม และสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นสมควรแก้ไขปรับปรุ งกฎกระทรวงทั้งสองฉบับที่ใช้อยูใ่ นปัจจุบนั


7

สาระสํ าคัญของร่ างกฎกระทรวง 1. ร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสํ าเนาเอกสารพร้ อม คํารับรอง และค่ าธรรมเนียมอืน่ ทีเ่ กีย่ วกับห้ างหุ้นส่ วนและบริษัทจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสําคัญเป็ นการแก้ไข กฎกระทรวงกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และ ค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุน้ ส่ วนและบริ ษทั จํากัด พ.ศ. 2549 โดยปรับปรุ งอัตราค่าธรรมเนียมการถ่ายข้อมูลที่ได้จดั ทําจาก ระบบคอมพิวเตอร์ และกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการถ่ายโอนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคลจากเครื่ องคอมพิวเตอร์กรมพัฒนา ธุรกิจการค้าไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ของผูข้ อ 2. ร่ างกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสํ าเนาเอกสารพร้ อม คํารับรอง และค่ าธรรมเนียมอืน่ ทีเ่ กีย่ วกับบริษัทมหาชนจํากัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสําคัญเป็ นการแก้ไขกฎกระทรวง กําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสําเนาเอกสารพร้อมคํารับรอง และ ค่าธรรมเนียมอื่น ที่เกี่ยวกับบริ ษทั มหาชนจํากัด พ.ศ. 2549 โดยกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมการถ่ายข้อมูลที่ได้จดั ทําจากระบบคอมพิวเตอร์และการ ถ่ายโอนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคลจากเครื่ องคอมพิวเตอร์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ของผูข้ อ 5. เรื่อง ร่ างพระราชกฤษฎีกาให้ นําราคาปานกลางของทีด่ นิ ทีใ่ ช้ อยู่ในการประเมินภาษีบํารุ งท้ องทีป่ ระจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ ในการประเมินภาษีบํารุ งท้ องที่ สํ าหรับปี พ.ศ. 2554 พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างพระราชกฤษฎีกาให้นาํ ราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยูใ่ นการประเมินภาษี บํารุ งท้องที่ประจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ สําหรับปี พ.ศ. 2554 พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า เพื่อให้การจัดเก็บภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2554 ซึ่งจะต้องเริ่ มดําเนินการ ตั้งแต่วนั ที่ 1 มกราคม 2554 เป็ นไปตามมาตรา 3 แห่ งพระราชบัญญัติกาํ หนดราคาปานกลางของที่ดินสําหรับการประเมินภาษี บํารุ งท้องที่ พ.ศ. 2529 ที่กาํ หนดให้นาํ ราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยูใ่ นการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ประจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2529 มาใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2530 และปี ต่อ ๆ ไปตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนด แต่โดยที่การปรับปรุ งหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่ดินและอัตราภาษีบาํ รุ งท้องที่ ให้ เหมาะสมแก่สภาพการณ์ในปั จจุบนั รวมทั้งการปรับปรุ งโครงสร้าง หลักเกณฑ์ และอัตราการจัดเก็บภาษีบาํ รุ งท้องที่ ใหม่ยงั ไม่แล้วเสร็ จ จึงสมควรให้นาํ ราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยูใ่ นการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ประจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2553 มาใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2554 ด้วย ซึ่ง รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงการคลังในฐานะผูร้ ่ วมรักษาการตามพระราชบัญญัติภาษีบาํ รุ งท้องที่ พ.ศ. 2508 ได้เห็นชอบใน หลักการแล้ว สาระสํ าคัญของร่ างพระราชกฤษฎีกา 1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บงั คับตั้งแต่วนั ที่ 1 มกราคม 2554 เป็ นต้นไป (ร่ างมาตรา 2) 2. ให้นาํ ราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยูใ่ นการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่ประจําปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2553 มาใช้ในการประเมินภาษีบาํ รุ งท้องที่สาํ หรับปี พ.ศ. 2554 (ร่ างมาตรา 3) เศรษฐกิจ 6. เรื่อง การจําหน่ ายผลิตภัณฑ์ มันสํ าปะหลังเส้ นในสต็อกของรัฐบาลในตลาดสิ นค้ าเกษตรล่วงหน้ าแห่ งประเทศไทย (AFET) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้นาํ มันสําปะหลังเส้นในสต็อกของรัฐบาลในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้าแห่ งประเทศ ไทย (AFET) มาจําหน่ายเป็ นการทัว่ ไป ตามมติคณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลัง ครั้งที่ 8/2553 (ครั้งที่ 21) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุ วรรณคีรี) ประธานกรรมการนโยบายมันสําปะหลังเสนอ โดยให้ กระทรวงพาณิ ชย์รับความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เห็นว่ากระทรวงพาณิ ชย์ควร ดําเนินการให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็ นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและราคาผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังที่เปลี่ยนแปลง ไป รวมทั้งเป็ นประโยชน์และลดภาระของภาครัฐมากที่สุด ไปพิจารณาดําเนินการต่อไปด้วย สาระสํ าคัญของเรื่อง


8

รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุ วรรณคีรี) ประธานกรรมการนโยบายมันสําปะหลัง รายงานว่า 1. สถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังในปี 2551/52 ขณะนั้นประสบปัญหาราคาตกตํ่า จึงมีนโยบายให้ ระบายผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังทั้งในตลาดทัว่ ไปและในตลาด AFET เพื่อสร้างอํานาจต่อรองในการจําหน่าย รวมทั้งใช้เป็ นเกณฑ์ ราคาเปรี ยบเทียบจากการจําหน่าย และส่ งเสริ มให้มีการซื้อขายในตลาด AFET ด้วย 2. คณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสําปะหลังภายใต้คณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลังได้แต่งตั้ง คณะทํางานจําหน่ายผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังเส้นในสต็อกของรัฐบาลในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้าแห่ งประเทศไทย (AFET) โดยมีปลัดกระทรวงพาณิ ชย์เป็ นประธานคณะทํางาน มีอาํ นาจหน้าที่พิจารณากําหนดแนวทางในการจําหน่ายมันสําปะหลังเส้นใน สต็อกของรัฐบาล โดยใช้กลไกในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้าแห่ งประเทศไทย ด้วยวิธีการประมูลแบบใช้ส่วนต่างของราคาที่ผู ้ ประมูลยินดีจ่ายกับราคา มันสําปะหลังเส้นในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (Basis) โดยองค์การคลังสิ นค้าได้ ประกาศจําหน่ายมันสําปะหลังเส้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 และเสนอคณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสําปะหลัง พิจารณาเห็นชอบส่ วนต่างราคามันสําปะหลังเส้น ที่ส่วนต่างราคา + 0.05 ถึง + 0.45 บาท/กก. ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีมติให้ ชะลอการจําหน่ายไว้ก่อน เนื่องจากอยูร่ ะหว่างการดําเนินการตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผูป้ ลูกมันสําปะหลังปี 2552/53 ซึ่งอาจส่ งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคา 3. คณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลัง ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2553 (ครั้งที่ 21) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 มี มติเห็นชอบให้นาํ มันสําปะหลังเส้นในสต็อกของรัฐบาลตามที่ให้จาํ หน่ายในตลาดสิ นค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) มาจําหน่ายเป็ นการทัว่ ไป เนื่องจากสถานการณ์ตลาดและราคาผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังเปลี่ยนแปลงจากปี 2551/52 ประกอบกับผลิตภัณฑ์มนั สําปะหลังมีการเก็บรักษามานานคุณภาพอาจเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งต้องใช้ระยะเวลาดําเนินการ ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและค่���ใช้จ่ายในการดําเนินการอื่น ๆ เพิ่มขึ้น และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ให้คณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลังนําผลการพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี ก่อนที่หน่วยงานที่มีอาํ นาจหน้าที่ จะดําเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบตั ิต่อไป 7. มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่ งชาติ ครั้งที่ 3/2553 (ครั้งที่ 132) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบและรับทราบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่ งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 3/2553 (ครั้งที่ 132) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้ 1. เรื่องเพือ่ พิจารณา การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบริ ษทั สตาร์ปิโตรเลียม รี ไฟน์นิ่ง จํากัด 1.1 รับทราบมติ กพช. ที่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาจัดสร้างและประกอบกิจการโรงกลัน่ ปิ โตรเลียมตาม หลักการและตามความเห็นของสํานักงานอัยการสู งสุ ด 1.2 มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับไปเจจากับบริ ษทั สตาร์ปิโตรเลียม รี ไฟน์นิ่ง จํากัด (SPRC) เพื่อ กําหนดระยะเวลาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เหมาะสม และดําเนินการแก้ไขสัญญาจัดสร้างและ ประกอบกิจการโรงกลัน่ ปิ โตรเลียมต่อไป 1.3 เห็นชอบให้ใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทในสัญญาระหว่างบริ ษทั ปตท. จํากัด ่ (มหาชน) และกลุมบริ ษทั เชฟรอน 2. เรื่องเพือ่ ทราบ 2.1 มาตรการลดภาระค่ าไฟฟ้าให้ แก่ผ้ปู ระสบอุทกภัย เห็นชอบแนวทางการดําเนินมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้ าให้แก่ผปู ้ ระสบอุทกภัยตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ และมอบหมายให้การไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้ านครหลวง และการไฟฟ้ าส่ วนภูมิภาค ไป ดําเนินการ โดยให้คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็ นผูก้ าํ กับดูแลให้เป็ นไปตามนโยบาย 2.2 การขอส่ วนเพิม่ ราคารับซื้อไฟฟ้าพิเศษสํ าหรับ 4 อําเภอจังหวัดสงขลา เห็นชอบให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้ าจากพลังงานหมุนเวียนของผูผ้ ลิตไฟฟ้ าขนาดเล็กมาก (VSSP) และ ผูผ้ ลิตไฟฟ้ ารายเล็ก (SPP) สําหรับอําเภอจะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ในจังหวัดสงขลาเพิ่มจากเดิม โดยกําหนดส่ วน เพิ่มสําหรับโครงการที่ผลิตไฟฟ้ าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีก 1.50 บาท/กิโลวัตต์-ชัว่ โมง และพลังงาน


9

หมุนเวียนเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังนํ้าขนาดเล็ก และขยะ เพิ่มขึ้น 1.00 บาท/กิโลวัตต์-ชัว่ โมง โดยให้มีผลบังคับใช้กบั โครงการที่ยงั ไม่ได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้ าในพื้นที่ 4 อําเภอดังกล่าวและโครงการพลังงานหมุนเวียนที่จะเสนอขายไฟฟ้ าใน อนาคต 2.3 แนวทางการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาชุ มชนในพืน้ ทีร่ อบโรงไฟฟ้า เห็นชอบแนวทางการดําเนินงานของกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ าในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2.4 โครงการขยายระบบส่ งไฟฟ้าเพือ่ ส่ งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบ Cogeneration และพลังงาน หมุนเวียน 2.4.1 เห็นชอบในหลักการของโครงการขยายระบบส่ งไฟฟ้ าเพื่อส่ งเสริ มผูผ้ ลิตไฟฟ้ ารายเล็ก ระบบ Cogeneration และพลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งให้ กฟผ. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการให้ถูกต้อง ตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย 2.4.2 มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ งดําเนินการเพือ่ ให้ กฟผ.ดําเนินโครงการขยาย ระบบไฟฟ้ าฯ แล้วเสร็ จตามกําหนดเวลาในปี 2558 2.5 การดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-ลาว เพื่อศึกษาความเป็ นไปได้ในการพัฒนา โครงการไฟฟ้ าพลังนํ้าฝายบ้านกุ่ม เนื่องจากการศึกษาความเป็ นไปได้ของโครงการไฟฟ้ าพลังนํ้าฝ่ ายบ้านกุ่มได้ครบกําหนดตามที่ระบุใน MOU แล้ว ดังนั้นที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปพิจารณาดําเนินการเพื่อให้ได้ขอ้ ยุติต่อไป 2.6 แนวทางการคํานวณราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และอัตราค่ าบริการสถานี LNG (LNG Receiving Terminal Tariff) 2.6.1 เห็นชอบนโยบายและแนวทางการคํานวณราคา LNG และอัตราค่าบริ การสถานี LNG ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ 2.6.2 รับทราบกรอบหลักเกณฑ์การคํานวณอัตราค่าบริ การสถานี LNG และมอบหมายให้ กกพ. ดําเนินการกําหนดหลักเกณฑ์การคํานวณอัตราค่าบริ การสถานี LNG ตามมาตรา 65 แห่ งพระราชบัญญัติการประกอบ กิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ต่อไป 2.7 การปรับแผนงานโครงการโรงไฟฟ้าในระยะสั้ นเพือ่ รองรับความต้ องการไฟฟ้าทีเ่ พิม่ ขึน้ 2.7.1 เห็นชอบตามแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่ งด่วน 2.7.2 เห็นชอบให้ขยายการรับซื้อไฟฟ้ าจากผูผ้ ลิตไฟฟ้ าขนาดเล็กด้วยระบบผลิตไฟฟ้ าและ ความร้อนร่ วม (Cogeneration) เพิ่มเติมอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์โดยพิจารณารับซื้อไฟฟ้ าจากบัญชีรายชื่อเสนอขายไฟฟ้ า ผูผ้ ลิตไฟฟ้ ารายเล็กประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration ปี 2553 ที่ กกพ. ดําเนินการอยุ๋ตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 สิ งหาคม 2552 2.7.3 มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกฟผ.ไปดําเนินการตามข้อ 2.7.1 และ 2.7.2 เพื่อให้ สอดคล้องกับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้ าของประเทศต่อไป 8. เรื่อง แนวทางการช่ วยเหลือเกษตรกรโครงการประกันรายได้ เกษตรกร ปี 2553/54 รอบที่ 1 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปี 2553/54 รอบที่ 1 ตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 5/2553 และคณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลัง ครั้งที่ 8/2553 ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบให้ช่วยเหลือเกษตรกรผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ที่มีเอกสารสิ ทธิและตก หล่นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการด้านการผลิตข้าวโพดเลี้ยง สัตว์ ดังนี้ 1) เกษตรกรที่ตกหล่นไม่ได้ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2552/53 ให้คณะกรรมการ เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด เป็ นผูพ้ ิจารณาข้อเท็จจริ งว่าเป็ นเกษตรกรที่มีพ้นื ที่ปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 จริ ง และให้มีการดําเนินการขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ตามขั้นตอน ปกติ โดยพื้นที่ปลูกต้องไม่มากกว่าการเพาะปลูก ในปี 2552/53 สําหรับเกษตรกรที่อยูใ่ นเขตปฏิรูปที่ดินและที่ราชพัสดุ ให้มี


10

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานดังกล่าวเข้าร่ วมพิจารณาในคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตร ระดับจังหวัดด้วย 2) เกษตรกรที่ไม่ได้ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2552/53 แต่ข้ ึนทะเบียนเกษตรกร (ทบก.01) ให้กรมส่ งเสริ มการเกษตรตรวจสอบพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 ตามข้อเท็จจริ งและให้มีการดําเนินการ ขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ตามขั้นตอนปกติ โดยพื้นที่ปลูกต้องไม่มากกว่าที่แจ้งไว้ในทะเบียน เกษตรกร ปี พ.ศ. 2552/53 3) เกษตรกรที่ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2552/53 และขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ขอขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) เพิ่มขึ้นใน ปี 2553/54 ให้มีการดําเนินการขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ได้ตามขั้นตอนปกติโดยพื้นที่ปลูกต้องไม่มากกว่าการเพาะปลูก ปี 2552/53 4) เกษตรกรที่ไม่ได้ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2552/53 แต่ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าว (ทพศ.1) และหรื อทะเบียนปลูกมันสําปะหลัง (ทพศ.2) ปี 2552/53 ปรับเปลี่ยนอาชีพมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54 และขอ ขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ให้มีการดําเนินการขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ได้ ตามขั้นตอนปกติ โดยพื้นที่ปลูกต้องไม่มากกว่าพื้นที่ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าว (ทพศ.1) และหรื อขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกมันสําปะหลัง (ทพศ.2) ที่แจ้งไว้ในปี 2552/53 5) เกษตรกรที่ไม่ได้ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) และทะเบียนเกษตรกร (ทบก.01) ปี 2552/53 ปรับเปลี่ยนอาชีพมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54 และขอขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) เห็นควรไม่ ผ่อนผันให้ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 เนื่องจากเป็ นการส่ งเสริ มให้เกษตรกรบุกรุ กพื้นที่ นอกเหนือจากพื้นที่ที่มีเอกสารสิ ทธิเพิ่มขึ้น 6) เกษตรกรที่ข้ ึนทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 และอยูร่ ะหว่างรอการทํา ประชาคมแต่ประสบภัยธรรมชาติให้คณะกรรมการตรวจสอบระดับตําบลตรวจสอบพื้นที่ปลูกของเกษตรกร หากพบเศษซากต้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแปลงให้มีการดําเนินการขึ้นทะเบียนผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ตามขั้นตอนปกติ 2. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดําเนินการตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผูป้ ลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทพศ.3) ปี 2553/54 ในส่ วนของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การทําประชาคม และการออกหนังสื อรับรองให้เกษตรกรเป็ นสิ้ นสุ ดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และขยายระยะเวลาการทําสัญญาประกันรายได้เป็ นสิ้ นสุ ดวันที่ 31 มกราคม 2554 3. เห็นชอบการขอผ่อนผันหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกรโครงการประกันรายได้เกษตรกรผูป้ ลูกมัน สําปะหลัง ปี 2553/54 กรณี ที่เกษตรกรประสบภัยธรรมชาติ ให้ผอ่ นผันหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกรโครงการประกัน รายได้เกษตรกรผูป้ ลูกมันสําปะหลัง ปี 2553/54 กรณี ที่เกษตรกรประสบภัยธรรมชาติ โดยให้เกษตรกรที่ข้ ึนทะเบียนการปลูก มันสําปะหลัง (ทพศ. 2) ปี 2553/54 และอยูร่ ะหว่างรอการทําประชาคมแต่ประสบภัยธรรมชาติให้คณะกรรมการตรวจสอบ ระดับตําบลตรวจสอบพื้นที่ปลูกของเกษตรกร หากพบเศษซากต้นมันสําปะหลังในแปลงให้มีการดําเนินการขึ้นทะเบียนการปลูก มันสําปะหลัง (ทพศ.3) ปี 2553/54 ตามขั้นตอนปกติ และขยายระยะเวลาการดําเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผูป้ ลูก มันสําปะหลัง ปี 2553/54 ในส่ วนของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การประชาคมและการออกหนังสื อรับรองให้เกษตรกร เป็ น สิ้ นสุ ด วันที่ 31 ธันวาคม 2553 4. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการทําสัญญาจากเดิมสิ้ นสุ ดวันที่ 15 มกราคม 2554 เป็ นสิ้ นสุ ดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 และขยายระยะเวลาการใช้สิทธิประกันตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผูป้ ลูกมันสําปะหลัง ปี 2553/54 จากเดิมที่ กําหนดระยะเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรตั้งแต่วนั เก็บเกี่ยวที่ระบุในหนังสื อรับรองแต่ไม่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และต้องไม่ เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 เป็ นไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2554 9. เรื่อง สถานการณ์ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์ แนวโน้ มปี 2553 – 2554 คณะรัฐมนตรี รับทราบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน้มปี 2553 – 2554 ตามที่สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สาระสํ าคัญของเรื่อง


11

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยแพร่ ตวั เลขผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2553 และคาดการณ์แนวโน้มปี 2553 - 2554 เมื่อวันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2553 โดยมีสาระสําคัญ สรุ ปได้ดงั นี้ 1. สถานการณ์ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2553 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2553 ขยายตัวร้อยละ 6.7 โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้ นตัวของ เศรษฐกิจโลกและความมัน่ ใจของนักลงทุน ส่ งผลให้ท้ งั การส่ งออกการลงทุนและการบริ โภคของภาคเอกชนยังคงขยายตัวอย่าง ต่อเนื่อง หากปรับปัจจัยฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัวจากไตรมาสสองของปี 2553 ร้อยละ 0.2 (% QoQ SA) เป็ นการหดตัวเป็ น สองไตรมาสติดต่อกัน และ รวม 9 เดือนแรกของปี 2553 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 9.3 1.1 ภาคการส่ งออก มูลค่าการส่ งออกสิ นค้าในรู ปดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสนี้สูงถึง 49,721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็ นมูลค่าที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ โดยขยายตัวร้อยละ 22.2 เมื่อเทียบกับปี ก่อน หน้า สิ นค้าส่ งออกหลัก ได้แก่ ยานพาหนะและชิ้นส่ วน แผงวงจรรวม เครื่ องปรับอากาศ และ ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 60.1 17.0 38.2 และ 93.9 ตามลําดับตลาดส่ งออกหลักยังคงขยายตัว ได้แก่ สหรัฐอเมริ กา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ยกเว้นตลาดออสเตรเลียที่ ลดลงเนื่องจากการลดลงของการส่ งออกทองคําที่ยงั ไม่ข้ นึ รู ป และผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้าประเภท โครงก่อสร้าง 1.2 ภาคการท่ องเทีย่ วเริ่ มปรับตัวเข้าสู่ ภาวะปกติ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเมืองไทยใน ไตรมาสนี้ มีจาํ นวน 3.69 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี ที่ผา่ นมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากไตร มาสที่แล้ว ที่มีจาํ นวน 2.86 ล้านคน เป็ นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน มาเลเซีย และอินเดีย ที่ขยายตัวร้อยละ 78.7 26.9 และ 28.1 ตามลําดับ อัตราการเข้าพักอยูท่ ี่ระดับร้อยละ 48.4 เทียบกับร้อยละ 47.2 ในไตรมาสเดียวกันของปี ที่ผา่ นมา ส่ งผล ให้ GDP ในสาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวร้อยละ 10.1 เมื่อรวม 9 เดือน นักท่องเที่ยวต่างชาติมีจาํ นวน 11.2 ล้านคนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 1.3 การใช้ จ่ายภาคครัวเรือน ในไตรมาสนี้ขยายตัวร้อยละ 5.0 มีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้น ของรายได้เกษตรกร จากราคาพืชผลหลักที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคายางพารา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.0) มันสําปะหลัง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 121.6) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.7) ประกอบกับภาวะการจ้างงานอยูใ่ นเกณฑ์ดี โดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 อัตราการว่างงานอยูใ่ นระดับตํ่าที่ร้อยละ 0.9 ส่ งผลให้ผบู ้ ริ โภคมีความเชื่อมัน่ ในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เห็น ได้จากดัชนีความเชื่อมัน่ ของผูบ้ ริ โภคในไตรมาสนี้อยูท่ ี่ระดับร้อยละ 80.5 ปรับตัวดีข้ ึนจากร้อยละ 75.9 ในไตรมาสที่ผา่ นมา รวม 9 เดือน การใช้จ่ายภาคครัวเรื อนขยายตัวร้อยละ 5.1 1.4 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 14.5 เป็ นการขยายตัวในการก่อสร้างที่เร่ งตัวขึ้น เห็นได้ จากพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 18.1 เร่ งตัวขึ้นจากร้อยละ 10.8 ในไตรมาสที่ผา่ นมา โดยเฉพาะการก่อสร้างที่อยู่ อาศัยในเขตกรุ งเทพและปริ มณฑล ส่ วนการลงทุนในเครื่ องจักรเครื่ องมือชะลอตัว แต่ยงั อยูใ่ นอัตราที่สูงดัชนีความเชื่อมัน่ ของ นักธุรกิจ (Business Sentiment Index: BSI) เฉลี่ยในไตรมาสนี้อยูท่ ี่ร้อยละ 50.4 ปรับตัวดีข้ ึนจากร้อยละ 49.3 ในไตรมาสที่ผา่ นมา รวม 9 เดือน การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 15.4 2. แนวโน้ มภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จากภาวะเศรษฐกิจไทยในสามไตรมาสแรกของปี 2553 ที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 9.3 และเมื่อ พิจารณาจากดัชนีช้ ีวดั ต่างๆ สศช. ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 เป็ นร้อยละ 7.9 อัตราเงินเฟ้ อ เท่ากับ ร้อยละ 3.2 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 4.3 ของ GDP โดยมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ ยง ดังนี้ 2.1 ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย (1) เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีและ เอื้อต่อการส่ งออกของไทย นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดการส่ งออกมีการกระจายตัวมากขึ้น (2) การลงทุนยังคงขยายตัวอย่าง ต่อเนื่อง จากแรงส่ งของการส่ งออกและการบริ โภคในประเทศ (3) การท่องเที่ยวปรับตัวดีข้ ึน จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดีข้ ึนแล้ว สภาพอากาศที่เอื้ออํานวยต่อการท่องเที่ยว (4) สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจยังคงอยูใ่ นเกณฑ์ดี และตลาดทุนและตลาดพันธบัตร เอื้ออํานวยต่อการระดมทุนของภาคธุรกิจ และ (5) อัตราดอกเบี้ยอยูใ่ นระดับตํ่า เป็ นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ ภายในประเทศทั้งการบริ โภคและการลงทุนภาคเอกชน


12

2.2 ปัจจัยเสี่ ยงและข้ อจํากัด ประกอบด้วย (1) การแข็งค่าของเงินบาท (2) ผลจากปัญหาอุทกภัยที่ เกิดขึ้นทําให้ผลผลิตสิ นค้าเกษตรที่สาํ คัญลดลง และจะส่ งผลให้ราคาสิ นค้าเกษตรสู งขึ้น เป็ นแรงส่ งให้อตั ราเงินเฟ้ อมีแนวโน้ม เพิ่มสู งขึ้น (3) ความผันผวนของราคานํ้ามันและ(4) การบริ โภคสิ นค้าคงทนลดลง เนื่องจากการปรับเข้าสู่ ฐานที่สูงขึ้น 3. แนวโน้ มภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2554 สศช. คาดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.5 - 4.5 ชะลอตัวจากร้อยละ 7.9 ในปี 2553 อัตราเงินเฟ้ อเท่ากับร้อยละ 2.5 - 3.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 3.3 ของ GDP โดยมีปัจจัยสนับสนุน และปั จจัยเสี่ ยง ดังนี้ 3.1 ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2554 1) แรงส่ งจากการขยายตัวในปี 2553 ทําให้มีการขยายตัวต่อเนื่อง สร้างความเข้มแข็ง ให้กบั ภาคเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอุปสงค์ภายในประเทศซึ่งจะเป็ นปั จจัยสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2554 2) ครัวเรื อนมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจาก (1) การปรับเงินเดือนและค่าจ้างขั้นตํ่า (2) ่ ราคาสิ นค้าเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (3) การปรับเพิ่มวงเงินงบประมาณปี 2554 จะทําให้การใช้จายภาครัฐขยายตัวสูงขึ้น (4) อัตราการว่างงานเฉลี่ยที่อยูใ่ นระดับตํ่า และ (5) ความเชื่อมัน่ ผูบ้ ริ โภคปรับดีข้ ึนอย่างต่อเนื่อง 3) อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยูใ่ นระดับตํ่าเนื่องจาก (1) การดําเนินนโยบายการเงินแบบ ผ่อนคลายของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ในการกระตุน้ เศรษฐกิจ(2) ประเทศกําลังพัฒนาหลีกเลี่ยงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดผลกระทบจากปริ มาณเงินไหลเข้าและการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน 3.2 ปัจจัยเสี่ ยงและข้ อจํากัดทีค่ วรระมัดระวังในปี 2554 1) การฟื้ นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะการฟื้ นตัวของ กลุ่มสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่อุปสงค์ของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน เมื่อรวมกับเครื่ องมือทางด้านนโยบายการเงินการคลังที่มีอยูอ่ ย่างจํากัด จะทําให้ท้ งั สองประเทศมีแนวโน้มการขยายตัวในระดับตํ่า 2) สถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งของคนในสังคม แม้วา่ จะมีความสงบมาก ขึ้นจากช่วง 2 - 3 ปี ที่ผา่ นมา แต่กถ็ ือว่ายังไม่มนั่ คง ส่ งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการบริ หารราชการแผ่นดิน มีผลต่อความ เชื่อมัน่ ของนักลงทุนต่างชาติที่ชะลอการลงทุนในประเทศไทย และเป็ นอุปสรรคสําคัญต่อการพัฒนาในด้านอื่นๆ 3) สถานการณ์การผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกรมีความเสี่ ยงที่จะได้รับผลกระทบ จาก (1) ความแปรปรวนของสภาพอากาศและผลกระทบของปั ญหาอุทกภัย (2) การแข็งค่าของเงินบาทและเมื่อเทียบกับการอ่อนค่า ลงของเงินด่องของเวียดนาม ซึ่งเป็ นประเทศคู่แข่งสําคัญในการส่ งออกข้าว 4) การไหลเข้าและออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศหลัก ชะลอตัว ทําให้มีการเคลื่อนย้ายเงินมาสู่ ประเทศกําลังพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีผลทําให้ค่าเงินของ ภูมิภาคนี้ รวมถึงค่าเงินบาทของไทยได้แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ความได้เปรี ยบในการแข่งขันด้านการส่ งออกลดลง รวมทั้ง การเข้ามาเก็งกําไรในตลาดทุนและตลาดอสังหาริ มทรัพย์อาจส่ งผลให้ระดับราคาสิ นทรัพย์ (Asset Price) สู งขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิง่ ในตลาดอสังหาริ มทรัพย์ 5) การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม นับเป็ นอุปสรรคสําคัญอีกประการหนึ่งต่อ ่ การขยายตัวของอุตสาหกรรม แม้วาจะมีคาํ สัง่ ซื้อเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกําลังฟื้ นตัว แต่ผผู ้ ลิตก็ไม่สามารถผลิตสิ นค้าตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าได้ ทําให้โอกาสการขยายตัวของธุรกิจลดลงตามไปด้วย 6) แรงกดดันจากเงินเฟ้ อซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นในกรณี ที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ วเนื่องจากได้รับความเสี ยหายจากภัยพิบตั ิทางธรรมชาติ และการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้ ออาจนําไปสู่ การปรับอัตรา ดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังมีความเสี่ ยงต่อการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และนําไปสูการแข็งค่า ของเงินบาท 4. แนวทางการบริหารเศรษฐกิจในปี 2554 4.1 เร่ งฟื้ นฟูผลกระทบจากอุทกภัยในปลายปี 2553 ทั้งด้านการชดเชยรายได้เกษตรกร และระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้เร่ งวางแผนในระยะยาวในการบริ หารจัดการนํ้าเพื่อการเกษตรและบริ โภค ทั้งในกรณี ภยั แล้ง และอุทกภัย


13

4.2 บริ หารจัดการด้านราคาสิ นค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสิ นค้าเกษตรมีแนวโน้ม ปรับตัวสู งขึ้นจากความเสี ยหายจากอุทกภัย และต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวสู งขึ้น 4.3 ส่ งเสริ มและจูงใจให้ภาคธุรกิจส่ งออกใช้เครื่ องมือในการบริ หารความเสี่ ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อย่างสมํ่าเสมอ โดยมีผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ ยงที่หลากหลาย ง่ายต่อการใช้ และมีตน้ ทุนตํ่า 4.4 เร่ งแก้ปัญหาและบริ หารจัดการแรงงานทั้งในส่ วนที่ได้รับผลกระทบจากภัยนํ้าท่วม และ แรงงานที่ขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และแนวโน้มการ ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 4.5 เร่ งรัดการดําเนินการตามแผนการปรองดองอย่างเป็ นรู ปธรรม รวมทั้งการรักษาภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติ 10. เรื่อง รายงานผลการดําเนินงานโฉนดชุ มชน คณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานผลการดําเนินงานโฉนดชุมชนตามที่สาํ นักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เสนอ ดังนี้ เรื่องเดิม ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127 ตอนพิเศษ 73 ง วันที่ 11 มิถุนายน 2553 และนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นาย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็ นประธานกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ซึ่งตาม ข้อ 10 ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ดงั กล่าวกําหนดว่า ในวาระเริ่ มแรกให้ดาํ เนินการสํารวจพื้นที่เพื่อดําเนินงานโฉนดชุมชนใน พื้นที่นาํ ร่ องจํานวนไม่นอ้ ยกว่าสามสิ บพื้นที่ภายในหนึ่งร้อยยีส่ ิ บวันนับแต่วนั ที่ระเบียบนี้ใช้บงั คับ (ภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2553) ผลการดําเนินการทีผ่ ่ านมา คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชนได้มีคาํ สัง่ ที่ 3/2553 ลงวันที่ 27 สิ งหาคม 2553 แต่งตั้ง คณะทํางานสํารวจและตรวจสอบพื้นที่ในการจัดให้มีโฉนดชุมชนจํานวน 4 คณะ ประกอบด้วย คณะทํางานสํารวจและตรวจสอบ พื้นที่ในการจัดให้มีโฉนดชุมชน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง โดยมอบหมายให้คณะทํางานดังกล่าว ดําเนินการสํารวจพื้นที่เพื่อดําเนินงานโฉนดชุมชนในพื้นที่นาํ ร่ องจํานวน 58 ชุมชน จากจํานวนชุมชนที่เครื อข่ายภาคประชาชน เสนอขอให้จดั โฉนดชุมชน จํานวน 88 ชุมชน ซึ่งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชนในการประชุม ครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ได้พิจารณาผลการสํารวจและตรวจสอบพื้นที่ชุมชนจํานวน 58 ชุมชน ของคณะทํางานสํารวจ และตรวจสอบพื้นที่ในการจัดให้มีโฉนดชุมชนทั้ง 4 ภาค แล้วมีมติเห็นชอบให้ชุมชน รวม 35 ชุมชน ดําเนินงานตามขั้นตอนเพื่อ จัดให้มีโฉนดชุมชนต่อไป ซึ่งชุมชนดังกล่าวอยูใ่ นความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐที่ทาํ หน้าที่รับผิดชอบดูแลที่ดิน ดังนี้ 1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม จํานวน 17 ชุมชน 2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จํานวน 9 ชุมชน 3. กระทรวง คมนาคม จํานวน 1 ชุมชน 4. กระทรวงการคลัง จํานวน 3 ชุมชน 5. กระทรวงมหาดไทย จํานวน 14 ชุมชน 6. กรุ งเทพมหานคร จํานวน 4 ชุมชน สั งคม 11. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ ความเป็ นเลิศด้ านชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศไทยเป็ นองค์ การมหาชน คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ตามความเห็นของสํานักงาน ก.พ.ร. ดังนี้ 1. ให้จดั ตั้งศูนย์ความเป็ นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทยเป็ นองค์การมหาชน ในกํากับของ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. กําหนดเงื่อนไขในการจัดตั้งให้มีการประเมินความคุม้ ค่าของศูนย์ความเป็ นเลิศฯ เมื่อดําเนินการครบ 3 ปี หากพบว่าไม่คุม้ ค่าก็ให้ยบุ เลิก โดยมอบหมายให้รัฐมนตรี ผรู ้ ักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และ ก.พ.ร. กําหนดตัวชี้วดั และ ค่าเป้ าหมายสําหรับใช้ในการประเมินความคุม้ ค่าอย่างชัดเจนเป็ นรู ปธรรม


14

3. ให้ศูนย์ความเป็ นเลิศฯ เป็ นองค์การมหาชนในกลุ่มที่ 2 ประเภทบริ การที่ใช้เทคนิควิชาการเฉพาะด้านหรื อ สหวิทยาการ โดยมีอตั ราเงินเดือนผูอ้ าํ นวยการอยูร่ ะหว่างขั้น 100,000 – 250,000 บาท และอัตราเบี้ยประชุมกรรมการอยูร่ ะหว่าง ขั้น 6,000 – 16,000 บาทต่อเดือน โดยให้ยกเว้นการปฏิบตั ิตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2553 (เรื่ อง การขยายระยะเวลาของมาตรการระงับการขอ จัดตั้งหน่วยงานใหม่หรื อขยายหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552) เป็ นกรณี พิเศษเฉพาะราย และให้ ศูนย์ความเป็ นเลิศฯ ดําเนินการจัดทําแผนการปฏิบตั ิงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับบทบาทภารกิจที่ปรับ ใหม่ และเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี ตามความจําเป็ นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสํานักงบประมาณ 12. เรื่อง การพิจารณาการสลับหรือเลือ่ นวันหยุดราชการประจําปี พ.ศ. 2554 คณะรัฐมนตรี พิจารณาเรื่ องการสลับหรื อเลื่อนวันหยุดราชการประจําปี พ.ศ. 2554 ตามที่สาํ นักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้ 1. ให้วนั จันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2554 เป็ นวันหยุดราชการเพิ่มเป็ นกรณี พิเศษ เพื่อสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยว เชิงครอบครัว 2. ส่ วนรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงแรงงาน รับไปพิจารณาตามความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายต่อไป 3. ในกรณี ที่หน่วยงานใดที่มีภารกิจในการให้บริ การประชาชน หรื อมีความจําเป็ นหรื อราชการสําคัญใน วันดังกล่าวโดยกําหนดหรื อนัดหมายไว้ก่อนแล้ว หากยกเลิกหรื อเลื่อนไปจะเกิดความเสี ยหายหรื อกระทบต่อการให้บริ การประชาชน ให้ หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดําเนินการตามที่เห็นสมควร โดยมิให้เกิดความเสี ยหายต่อทางราชการและประชาชน ต่ างประเทศ 13. เรื่อง การจัดทําความตกลงโครงการกับองค์ การไม้ เขตร้ อนระหว่ างประเทศ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้ 1. เห็นชอบในการจัดทําความตกลงโครงการ PPD 139/07 Rev.1 (M) การเสริ มสร้างระบบข้อมูลด้านป่ าไม้ของ ชาติ “Strengthening of the National Forest Information System” และความตกลงโครงการ PD 470/07 Rev.1 (F) การพัฒนาและการดําเนินงานเรื่ องเกณฑ์และตัวชี้วดั สําหรับการจัดการอย่างยัง่ ยืนของสวนป่ าและป่ า “Development and Implementation of Criteria and Indicators for Sustainable Management of Planted Forests and Community Forests” 2. เห็นชอบให้อธิบดีกรมป่ าไม้เป็ นผูล้ งนามในความตกลงโครงการทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นชอบแล้ว ให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสื อมอบอํานาจ (Full Powers) เพือ่ ให้อธิบดีกรมป่ าไม้เป็ นผูแ้ ทนรัฐบาลลง นามในความตกลงโครงการข้างต้นต่อไป ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไป พิจารณาดําเนินการต่อไปด้วย สาระสํ าคัญของเรื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า องค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ (International Tropical Timber Organization : ITTO) มีหนังสื อจํานวน 2 ฉบับ ส่ งร่ างความตกลงโครงการ PPD 139/07 Rev.1 (M) และร่ างความตกลงโครงการ โครงการ PD 470/07 Rev.1 (F) พร้อมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้กรมป่ าไม้เพื่อพิจารณาให้ มีการลงนามโดยผูแ้ ทนรัฐบาลไทยและกรมป่ าไม้ แล้วส่งให้ ITTO เพือ่ ดําเนินการต่อไป ซึ่งทั้งสองโครงการ มีสาระสําคัญสรุ ป ได้ ดังนี้


15

สาระสํ าคัญ เป้าหมายของ โครงการ วัตถุประสงค์ของ โครงการ

โครงการ PPD 139/07 Rev.1 (M) ปรับปรุ งการตัดสิ นใจในการจัดการป่ าไม้ใน ระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด อําเภอ และ หน่วยจัดการป่ าไม้ วางแผนการดําเนินงานและองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อเสริ มสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบข้อมูล สารสนเทศป่ าไม้ของชาติ

โครงการ PD 470/07 Rev.1 (F) เพื่อเพิ่มปริ มาณไม้และของป่ าจากแหล่งที่ ถูกกฎหมายและยัง่ ยืน เพื่อพัฒนาระบบของเกณฑ์และตัวชี้วดั ซึ่งรวม ชุดเกณฑ์และตัวชี้วดั ของประเทศที่สามารถ ปฏิบตั ิได้ภายใต้บริ บทของการป่ าไม้ของ ประเทศ ระบบการตรวจติดตามกระบวนการ ควบคุมที่พอเพียงสําหรับการตรวจติดตามการ ขนส่ งไม้ และมีการฝึ กอบรมบุคลากรอย่าง เพียงพอในการดําเนินการในเรื่ องนี้ 1. หน่ วยงานบริหารโครงการ กรมป่ าไม้ 2. หน่ วยงานร่ วมดําเนินงาน กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พชื

หน่ วยงานดําเนินการ 1. หน่ วยงานบริหารโครงการ กรมป่ าไม้ 2. หน่ วยงานร่ วมดําเนินงาน กรมอุทยาน แห่ งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พชื และกรม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระยะเวลาดําเนินการ 8 เดือน 24 เดือน งบประมาณใน 116,005 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็ น 258,674 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็ น การดําเนินการ 1. งบประมาณ ITTO จํานวน 84,505 1. งบประมาณ ITTO จํานวน 209,574 ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ 2. งบประมาณสมทบจากกรมป่ าไม้ในรู ปของ 2. งบประมาณสมทบจากกรมป่ าไม้ในรู ปของ สิ่ งของและบุคลากรสนับสนุน (in kind) จํานวน สิ่ งของและบุคลากรสนับสนุน (in kind) จํานวน 31,500 ดอลลาร์สหรัฐ (เจียดจ่ายจากงบประมาณ 49,100 ดอลลาร์สหรัฐ (เจียดจ่ายจาก ปกติที่กรมป่ าไม้ได้รับการจัดสรรใน งบประมาณปกติที่กรมป่ าไม้ได้รับการจัดสรร ปี งบประมาณต่าง ๆ) ในปี งบประมาณต่าง ๆ) ความรับผิดชอบของ มาตรา 8 ข้อ 8.02 (b) กําหนดให้รัฐบาลจะต้องดําเนินการที่จาํ เป็ นทุกอย่างเพื่อให้มนั่ ใจว่ามีการ รัฐบาลไทย ยกเว้นภาษีศุลกากรอย่างเหมาะสมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นาํ เข้า ตลอดจนสิ่ งของต่าง ๆ ที่จาํ เป็ นต่อการ ดําเนินโครงการซึ่งจะต้องเสี ยภาษี ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่อาจมีร่วมมาด้วยจากวัสดุ โดย การยกเว้น หรื อจัดลงในบัญชีของโครงการ และเงินทุนของโครงการจะไม่ได้รับการอนุมตั ิให้นาํ ไป ชําระ ค่าภาษีศุลกากร หรื อภาษีอื่น ๆ มาตรา 8 ข้อ 8.03 กําหนดให้รัฐบาลตกลงว่า ITTO ไม่ตอ้ งรับผิดชอบต่อภาษีศุลกากรที่เรี ยกเก็บ หรื อภาษีอื่น ๆ ที่อาจบังคับใช้ต่ออุปกรณ์ วัสดุ และเครื่ องมือต่าง ๆ ที่นาํ เข้า สําหรับโครงการเงินทุน ของโครงการที่จะไม่ได้รับการอนุมตั ิให้นาํ ไปชําระค่าภาษีศุลกากรหรื อภาษีอื่น ๆ 14. เรื่อง การต่ ออายุข้อตกลงความร่ วมมือด้ านสาธารณสุ ขระหว่ างศูนย์ ควบคุมและป้องกันโรคแห่ งชาติสหรัฐอเมริกากับ กระทรวงสาธารณสุ ข ฉบับเดิม พ.ศ. 2547 และการจัดทําร่ างข้ อตกลงความร่ วมมือด้ านสาธารณสุ ขระหว่ างศูนย์ ควบคุมและ ป้องกันโรคแห่ งชาติ สหรัฐฯกับกระทรวงสาธารณสุ ขฉบับใหม่ พ.ศ.2553 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุ ขเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้ 1. ข้อตกลงการแก้ไข และขยายเวลากรอบความร่ วมมือด้านการศึกษาวิจยั และการดําเนินโครงการสาธารณสุ ข ระหว่างกระทรวงสาธารณสุ ขของประเทศไทย และศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรคแห่ งชาติ กระทรวงสาธารณสุ ข และบริ การ ประชาชนของประเทศสหรัฐอเมริ กา พุทธศักราช 2547 ออกไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 รวมทั้งให้ความเห็นชอบต่อร่ าง หนังสื อตอบของกระทรวงการต่างประเทศ ถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจําประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีความจําเป็ นต้อง


16

แก้ไขปรับปรุ ง โดยไม่ตอ้ งเสนอ

ร่ างหนังสื อดังกล่าว ในส่ วนที่ไม่ใช่สาระสําคัญก่อนการลงนาม ให้กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการได้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครั้ง 2. ร่ างกรอบความร่ วมมือฉบับใหม่ ซึ่งใช้ชื่อว่า “Agreement Amending and Extending the Research and Technical Collaboration between the Ministry of Public Health of Thailand and the US Centers for Disease Control and Prevention, Department of Health and Human Services” โดยมีฉบับแปลเป็ นภาษาไทยว่า “ข้อตกลง แก้ไขเพิ่มเติมและขยาย ระยะเวลาโครงการความร่ วมมือด้านวิชาการ และการศึกษาวิจยั ระหว่างกระทรวงสาธารณสุ ขของประเทศไทย และศูนย์ควบคุม และป้ องกันโรคแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุ ขและบริ การประชาชน ของประเทศสหรัฐอเมริ กา พุทธศักราช 2553” สาระสํ าคัญของเรื่อง กระทรวงสาธารณสุ ข (สธ.) รายงานว่า 1. กระทรวงสาธารณสุ ขได้มีความร่ วมมือด้านสาธารณสุ ขกับประเทศสหรัฐอเมริ กา โดยศูนย์ควบคุมและ ป้ องกันโรคแห่งชาติ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ได้รับการขยายเวลาหลายครั้ง โดยครั้งสุ ดท้ายในปี พ.ศ. 2547 ได้ขยาย ระยะเวลาความร่ วมมือฯ ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยก่อนถึงกําหนดเวลาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุ ขร่ วมกับศูนย์ควบคุม และป้ องกันโรค แห่ งชาติ สหรัฐอเมริ กาได้เริ่ มจัดทําข้อตกลงความร่ วมมือฉบับใหม่ เพื่อรองรับการดําเนินงานระยะต่อไปให้ สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เป็ นปัจจุบนั ของทั้งสองประเทศ แต่การจัดทําข้อตกลงความร่ วมมือฉบับใหม่จาํ เป็ นต้องใช้ เวลาเป็ นอย่างมากในการประสานงาน ตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของทั้งสองฝ่ าย และปรับร่ างเอกสาร จนเลยกําหนดเวลาสิ้ นสุ ดของการขยายเวลากรอบความร่ วมมือฉบับเดิม (วันที่ 17 มิถุนายน 2552) ทั้งนี้อยูภ่ ายใต้การรับทราบ และพยายามผลักดันแก้ไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริ กา ประจําประเทศไทย 2. ในช่วงปี พ.ศ.2553 กระทรวงสาธารณสุ ข และศูนย์ควบคุมและป้ องกันโรคแห่ งชาติฯ ได้ร่วมกันเร่ งรัด จัดทําร่ างข้อตกลงความร่ วมมือฉบับใหม่ ซึ่งใช้ชื่อว่า “Agreement Amending and Extending the Research and Technical Collaboration between the Ministry of Public Health of Thailand and the US Centers for Disease Control and Prevention, Department of Health and Human Services” โดยมีฉบับแปลเป็ นภาษาไทยว่า “ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม และขยายระยะเวลา โครงการความร่ วมมือด้านวิชาการ และการศึกษาวิจยั ระหว่างกระทรวงสาธารณสุ ขของประเทศไทย และศูนย์ ควบคุมและ ป้ องกันโรคแห่ งชาติ กระทรวงสาธารณสุ ขและบริ การประชาชนของประเทศสหรัฐอเมริ กา พุทธศักราช 2553” ซึ่งกระทรวง สาธารณสุ ขให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อใช้เป็ นกรอบความร่ วมมือต่อเนื่องจากฉบับเดิม พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุ ขได้ เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม และขยายระยะเวลา ข้อตกลงความร่ วมมือฉบับเดิม ซึ่งสิ้ นสุ ดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ต่อไปอีกจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 เพื่อให้มีเวลาเพียงพอ แก่ การจัดทําและลงนามข้อตกลงความร่ วมมือฉบับใหม่ 15. เรื่อง องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการเข้ าร่ วมการประชุ มรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลีย่ นแปลงสภาพ ภูมิอากาศ สมัยที่ 16 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบองค์ประกอบคณะผูแ้ ทนไทยในการเข้าร่ วมการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาสหประชาชาติวา่ ่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 โดยมีรัฐมนตรี วาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม เป็ นหัวหน้า คณะ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ หากมีการประชุมครั้งต่อไป ในกรณี ที่รัฐมนตรี วา่ การ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม เป็ นหัวหน้าคณะผูแ้ ทนไทย ให้นาํ เสนอนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบโดยไม่ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี อีก


17

เรื่องทีค่ ณะรัฐมนตรีรับทราบเพือ่ เป็ นข้ อมูล 16. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบตั ิด้านการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 41 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลสรุ ปสถานการณ์ภยั พิบตั ิดา้ นการเกษตรปี 2553 ครั้งที่ 41 ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ประกอบด้วย สถานการณ์ภยั พิบตั ิดา้ นการเกษตร สถานการณ์น้ าํ การช่วยเหลือด้านการเกษตร และผลกระทบด้านการเกษตร ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุ ปได้ดงั นี้ สถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร ปัจจุบันมีสถานการณ์ อุทกภัย รวมทั้งประเทศ 4 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดพระนครศรี อยุธยา กาฬสิ นธุ์ ร้อยเอ็ด และ พัทลุง สถานการณ์ นํา้ 1. สภาพนํา้ ในอ่างเก็บนํา้ สภาพนํ้าในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ (29 พฤศจิกายน 2553) มีปริ มาณนํ้าทั้งหมด 55,189 ล้านลูกบาศก์เมตร หรื อคิดเป็ นร้อยละ 75 ของความจุอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด ลดลงจากสัปดาห์ก่อน (55,410 ล้านลูกบาศก์เมตร) จํานวน 221 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริ มาณนํ้าใช้การได้ 31,348 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้อยละ 43 ของความจุอ่าง) น้อยกว่าปี 2552 (58,268 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้อยละ 79) จํานวน 3,006 ล้านลูกบาศก์เมตร สภาพนํ้าในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่ (29 พฤศจิกายน 2553) มีปริ มาณนํ้าทั้งหมด 51,678 ล้านลูกบาศก์เมตร หรื อคิดเป็ นร้อยละ 74 ของความจุอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด ลดลงจากสัปดาห์ก่อน(51,874 ล้านลูกบาศก์เมตร) จํานวน 196 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริ มาณนํ้าใช้การได้ 28,155 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้อยละ 40 ของความจุอ่าง) น้อยกว่าปี 2552 (55,006 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้อยละ 79) จํานวน 3,328 ล้านลูกบาศก์เมตร สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ เขื่อนภูมิพล สิ ริกติ ์ิ และป่ าสั กชลสิ ทธิ์ ปริมาตรนํา้ ในอ่างฯ ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ปริมาณนํา้ ไหลลง ปริมาณนํา้ อ่างฯ ระบาย ปริมาณนํา้ รับได้ อกี อ่ างเก็บนํา้ ปริมาตร % ความจุ ปริมาตร % ความ เมื่อ เมื่อ วันนี้ วันนี้ นํา้ อ่างฯ นํา้ จุอ่างฯ วาน วาน 1.ภูมิพล 8,774 65 4,974 37 10.34 8.03 5.00 5.00 4,688 2.สิ ริกิต์ ิ 7,791 82 4,941 52 5.47 7.80 7.02 6.99 1,719 ภูมิพล+ 16,565 72 9,915 43 15.81 15.83 12.02 11.99 6,407 สิ ริกิต์ ิ 3.แควน้อยฯ 752 98 716 93 1.60 1.61 2.59 2.59 17 4.ป่ าสักชล 857 89 854 89 0.52 0.52 1.75 1.75 103 สิ ทธิ์ รวม 4 อ่างฯ 18,179 74 11,485 46 17.93 17.96 16.36 16.33 6,522 หน่ วย : ล้านลูกบาศก์เมตร อ่ างเก็บนํา้ ทีอ่ ยู่ในเกณฑ์ นํา้ มากกว่ าร้ อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จํานวน 22 อ่าง ดังนี้


หน่ วย : ล้านลูกบาศก์เมตร

18

อ่ างเก็บนํา้ 13.ลําแซะ 14.สิ รินธร 15.ป่ าสักฯ 16.ทับเสลา 17.กระเสี ยว 18.ขุนด่านฯ 19.คลองสี ยดั 20.บางพระ 21.หนองปลา ไหล 22.ประแสร์ อ่ างเก็บนํา้ 1.สิ ริกิต์ ิ 2.แม่ งัดฯ 3.กิ่วลม 4.กิว่ คอหมา 5.แควน้ อยฯ 6.ห้ วยหลวง 7.จุฬาภรณ์ 8.อุบลรัตน์ 9.ลําปาว 10. ลําตะคอง

ปริมาตรนํา้ ในอ่างฯ

ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้

ปริมาตร % ความจุ นํา้ อ่างฯ 244 89 1,585 81 857 89 161 101 248 103 214 96 404 96

ปริมาตร นํา้ 237 754 854 153 208 209 374

ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่าง ปริมาณนํา้ ระบาย ฯ % ความจุ วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน อ่างฯ 86 0.28 0.00 0.00 0.00 38 0.83 0.83 0.00 0.00 89 0.52 0.52 1.75 1.75 96 0.16 0.00 0.16 0.16 87 0.60 0.25 0.06 0.06 93 0.07 0.06 0.22 0.31 89 0.00 0.00 1.65 1.15

96 163

82 99

84 149

72 92

0.07 0.64

0.10 0.64

0.08 0.42

0.07 0.42

21 1

242

98

222

90

0.08

0.08

0.20

0.44

6

ปริมาตรนํา้ ในอ่างฯ

ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้

ปริมาตร % ความจุ นํา้ อ่างฯ 7,791 82 272 103 104 93 187 110 752 98 122 103 159 97 2,325 96 1,241 87 343 109

ปริมาตร นํา้ 4,941 250 100 181 716 117 115 1,744 1,156 316

% ความจุ อ่างฯ 52 94 89 106 93 99 70 72 81 101

ปริมาณนํา้ รับได้ อกี 31 381 103 0 0 10 16

ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่าง ปริมาณนํา้ ระบาย ปริมาณนํา้ ฯ รับได้ อกี วันนี้ เมื่อวาน วันนี้ เมื่อวาน 5.47 0.38 3.80 0.54 1.60 0.00 0.10 0.00 0.00 2.30

7.80 0.19 3.23 0.12 1.61 0.00 0.24 2.80 0.00 1.01

7.02 0.32 4.79 1.67 2.59 0.05 0.91 9.15 0.00 0.79

6.99 0.30 3.45 1.67 2.59 0.05 0.96 8.89 1.24 0.00

1,719 0 8 0 17 0 5 107 189 0

11.ลําพระเพลิง 105

95

104

94

0.10

0.11

0.00

0.00

4

12.มูลบน

82

108

77

0.15

0.15

0.00

0.00

26

115


19

2. สภาพนํา้ ท่ า ปริ มาณนํ้าในลํานํ้าต่างๆ ตามสถานีสาํ รวจปริ มาณนํ้าท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริ มาณนํ้าอยูใ่ นเกณฑ์ ปกติ ยกเว้น แม่น้ าํ มูล อําเภอสะตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ปริ มาณนํ้าอยูใ่ นเกณฑ์น้ าํ ท่วม ปริ มาณนํ้าในแม่น้ าํ เจ้าพระยาไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 674 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 48 ลบ. ม./วินาที) ปริ มาณนํ้าไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 325 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 66 ลบ.ม./วินาที) รับนํ้าเข้าระบบส่ งนํ้าทุ่งฝั่งตะวันออก 177 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 29 ลบ.ม./วินาที) และ รับ ่ นํ้าเข้าระบบส่งนํ้าทุงฝั่งตะวันตก 214 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 1 ลบ.ม./วินาที) ปริ มาณนํ้าไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 25 ลบ.ม./วินาที (ลดลงจากเมื่อวาน 5 ลบ.ม./วินาที) การช่ วยเหลือด้ านการเกษตร 1. แจ้ งเตือนพืน้ ทีน่ ํา้ ท่ วม ดินถล่ ม และนํา้ ป่ าไหลหลาก ระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2553 จํานวน 1 ฉบับ พื้นที่ที่ควรเฝ้ าระวัง ได้แก่ ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรี อยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัด คือ จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร นครศรี ธรรมราช สุ ราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ภูเก็ต กระบี่ สตูล และตรัง 2. สนับสนุนเครื่องสู บนํา้ เคลือ่ นที่ เครื่องผลักดันนํา้ รถบรรทุก ดังนี้ 2.1 เครื่ องสู บนํ้าเคลื่อนที่ จํานวน 538 เครื่ อง ในพื้นที่ 34 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 4 จังหวัด จํานวน 8 เครื่ อง ภาค ตะวันออกเฉี ยงเหนือ 8 จังหวัด จํานวน 86 เครื่ อง ภาคกลาง 13 จังหวัด 293 เครื่ อง ภาคตะวันออก 1 จังหวัด จํานวน 4 เครื่ อง ภาคใต้ 8 จังหวัด จํานวน 147 เครื่ อง 2.2 เครื่ องผลักดันนํ้า จํานวน 77 เครื่ อง ได้แก่ จังหวัดสุ พรรณบุรี (17) กรุ งเทพฯ(7) พระนครศรี อยุธยา (17) นครปฐม(20) สงขลา(16) 2.3 รถบรรทุก จํานวน 5 คัน ได้แก่ จังหวัดนครราชสี มา(5 คัน) 2.4 รถแบ็คโฮ จํานวน 21 คัน ได้แก่ จังหวัดลพบุรี(21 คัน) 2.5 รถบรรทุกเทท้าย 6 ตัน จํานวน 6 คัน ได้แก่ จังหวัดลพบุรี(6 คัน) 3. สนับสนุนพืชอาหารสั ตว์ จํานวน 3,043,105 กิโลกรัม (เพิม่ ขึ้นจากสัปดาห์ที่ผา่ นมา 41,480 กิโลกรัม) แร่ ธาตุและเวชภัณฑ์ 6,834 ชุด (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผา่ นมา 143 ชุด) และดูแลสุ ขภาพสัตว์ 593,575 ตัว (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผา่ น มา 36,242 ตัว) ผลกระทบด้ านการเกษตร ด้ านพืช แบ่ งเป็ น 3 ช่ วงภัย 1. ช่ วงภัย วันที่ 1 สิ งหาคม ถึง 30 กันยายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัย จํานวน 54 จังหวัด พืน้ ทีป่ ระสบภัย 2,757,236 ไร่ ได้ ดําเนินการสํ ารวจแล้ ว (ณ วันที่ 19 พ.ย.53) พบว่ าเป็ นพืน้ ทีเ่ สี ยหายสิ้นเชิงแล้ ว 1,137,460 ไร่ แบ่งเป็ น ข้าว 1,047,476 ไร่ พืชไร่ 77,439 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 12,545 ไร่ เกษตรกร 120,319 ราย 2. ช่ วงภัยวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 26 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พ.ย. 53 ยกเว้น ภาคใต้) ประสบภัย จํานวน 51 จังหวัด พืน้ ทีป่ ระสบภัย 7,291,649 ไร่ แยกเป็ น ข้าว 5,549,125 ไร่ พืชไร่ 1,542,063 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 200,461 ไร่ เกษตรกร 602,461 ราย 3. ช่ วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึง ปัจจุบนั (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พ.ย. 53 เฉพาะภาคใต้ และไม่รวมพื้นที่ ความเสี ยหายของยางพารา) ประสบภัย จํานวน 12 จังหวัด ได้แก่จงั หวัด กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรี ธรรมราช นราธิวาส ระนอง พัทลุง ปัตตานี ยะลา สุ ราษฎร์ธานี สตูล สงขลาพืน้ ทีป่ ระสบภัย 900,757 ไร่ แยกเป็ น ข้าว 374,375 พืชไร่ 39,763 ไร่ พืชสวนและ อื่นๆ 486,619 ไร่ เกษตรกร 331,732 ราย พืน้ ทีป่ ระสบภัย (ยางพารา) ช่ วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึงปัจจุบนั (ข้อมูล ณ วันที่ 14 พ.ย. 53) ประสบภัย จํานวน 12 จังหวัด ได้แก่จงั หวัดนราธิวาส กระบี่ พัทลุง ปัตตานี สตูล สงขลา ชุมพร ระนอง ยะลา ตรัง นครศรี ธรรมราช สุ ราษฎร์ธานี พืน้ ทีป่ ระสบภัย 212,074 ไร่


20

ช่ วงภัย

จํานวน จังหวัด 53 51

เกษตรกร (ราย) 293,947 602,719

พืน้ ทีป่ ระสบภัย (ไร่ ) ข้ าว พืชไร่ 2,441,369 283,617 5,549,125 1,542,063

พืชสวน 32,250 200,461

รวมทั้งสิ้น 2,757,236 7,291,649

1 ส.ค. - 30 ก.ย.53 1 ต.ค. – 26 พ.ย.53 1 พ.ย. – ปัจจุบัน (เฉพาะภาคใต้และไม่รวม 12 331,732 374,375 39,763 486,619 900,757 ยางพารา) ยางพารา 1 พ.ย.– ปัจจุบัน 12 212,074 212,074 (ภาคใต้) รวม 1,228,398 8,364,869 1,865,443 931,404 11,161,716 ด้ านประมง แบ่งเป็ นความเสี ยหายเป็ น 2 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ าํ และเรื อประมง ดังนี้ 1. พืน้ ทีเ่ พาะเลีย้ งสั ตว์ นํา้ แบ่ งเป็ น 2 ช่ วงภัย 1.1 ช่ วงภัย วันที่ 1 สิ งหาคม 2553 - 23 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พ.ย. 53 ยกเว้นภาคใต้) ประสบภัยทั้งสิ้ น 53 จังหวัด เป็ นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ าํ 148,563 ไร่ และกระชังเลี้ยงสัตว์น้ าํ 580,306 ตารางเมตร เกษตรกร 89,799 ราย ได้ ดําเนินการสํ ารวจแล้ ว (ณ วันที่ 23 พ.ย. 53) พบว่ าพืน้ ทีเ่ พาะเลีย้ งเสี ยหายแล้ว 19,116 ไร่ และ 14,342 ตารางเมตร 1.2 ช่ วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึง ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พ.ย. 53 เฉพาะภาคใต้) ประสบภัย จํานวน 12 จังหวัด ได้แก่จงั หวัด ชุมพร พังงา ระนอง สุ ราษฎร์ธานี นครศรี ธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เป็ นพื้นที่ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ าํ 26,979 ไร่ และกระชังเลี้ยงสัตว์น้ าํ 152,330 ตารางเมตร เกษตรกร 21,204 ราย จํานวน เกษตรกร พืน้ ทีป่ ระสบภัย ช่ วงภัย จังหวัด (ราย) ไร่ ตรม. 1 ส.ค.– 23 พ.ย. 53 55 89,799 148,563 580,306 1 พ.ย. – ปัจจุบัน 12 21,204 26,979 152,330 (เฉพาะภาคใต้) รวม 67 111,003 175,542 732,636 2 เรือประมง ช่ วงระหว่ าง วันที่ 31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย. 53) ประสบภัยพิบตั ิท้ งั สิ้ น 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต นครศรี ธรรมราช สุ ราษฎร์ธานี สงขลา ปัตตานี กระบี่ ตรัง พัทลุง ชุมพร จํานวน 1,096 ลํา แบ่งเป็ น เรื อประมงพานิช 67 ลํา เรื อประมงพื้นบ้าน 1,029 ลํา ด้ านปศุสัตว์ แบ่ งเป็ น 2 ช่ วงภัย 1. ช่ วงภัย วันที่ 1 สิ งหาคม 2553 - 24 พฤศจิกายน 2553 (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ย. 53 ยกเว้นภาคใต้) ประสบภัย ทั้งสิ้ น 42 จังหวัด เกษตรกร 163,669 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 22,378,286 ตัว แบ่งเป็ น โค - กระบือ 436,200 ตัว สุ กร 444,217 ตัว แพะ - แกะ 30,294 ตัว สัตว์ปีก 21,472,945 ตัว แปลงหญ้า 39,407 ไร่ 2. ช่ วงภัยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ถึง ปัจจุบนั (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ย. 53 เฉพาะภาคใต้) ประสบภัย จํานวน 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรี ธรรมราช พังงา ตรัง พัทลุง ส���ูล ปัตตานี นราธิวาส สงขลา กระบี่ ยะลา ชุมพร สุ ราษฎร์-ธานี เกษตรกร 115,025 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 5,360,066 ตัว แบ่งเป็ น โค - กระบือ 259,074 ตัว สุ กร 237,172 ตัว แพะ - แกะ 46,656 ตัว สัตว์ปีก 4,811,794 ตัว แปลงหญ้า 6,305 ไร่ ประสบภัย เกษตรกร โคสุ กร แพะสั ตว์ ปีก รวม แปลง ช่ วงภัย (ราย) กระบือ (ตัว) แกะ(ตัว) (ตัว) (ตัว) หญ้ า (ตัว) (ไร่ ) 1 ส.ค. – 25 พ.ย. 163,669 436,200 444,217 30,294 21,472,945 22,378,286 39,407 53 1 พ.ย. – ปัจจุบัน 115,025 259,074 237,172 46,656 4,811,794 5,360,066 6,305


21

(เฉพาะภาคใต้) รวม

278,694

695,274

681,389 76,950

26,284,739 27,738,352 45,712

17. เรื่อง สรุปสถานการณ์ อุทกภัย ภัยหนาว และการให้ ความช่ วยเหลือ (ข้ อมูล ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553) คณะรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลสรุ ปสถานการณ์อุทกภัย ภัยหนาว และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553) ของกระทรวงมหาดไทย สรุ ปได้ดงั นี้ สรุ ปสถานการณ์ อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของร่ องความกดอากาศตํ่า มรสุ มตะวันตกเฉียงใต้ และพายุดีเปรสชั่นบริเวณ อ่ าวไทยตอนล่าง (ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม - 29 พฤศจิกายน 2553) 1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่ างวันที่ 29 พ.ย. - 4 ธ.ค. 2553) 1.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในช่วงวันที่ 29 พ.ย. - 4 ธ.ค. 2553 บริ เวณความ กดอากาศสูงและมรสุ มตะวันออกเฉี ยงเหนือที่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกาํ ลังอ่อนลง ทําให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิ สูงขึ้นเล็กน้อย และมีหมอกเพิ่มขึ้นในตอนเช้า ส่ วนภาคใต้มีฝนลดลงอยูใ่ นเกณฑ์กระจายและคลื่นลมในอ่าวไทยมีกาํ ลังอ่อนลง ขอให้ผขู ้ บั ขี่ยานพาหนะบริ เวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือ และภาคกลางระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริ เวณ หมอก 1.2 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีโทรสารด่วนที่สุด ที่ มท 0616/ว 12784 ลงวันที่ 29 พ.ย. 2553 แจ้งเตือนในช่วงระหว่างวันที่ 30 พ.ย. - 3 ธ.ค. 2553 ให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 (สุ ราษฎร์ ธานี) เขต 12 (สงขลา) เขต 18 (ภูเก็ต) และจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี นครศรี ธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล เตรี ยมการป้ องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสภาวะฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงในอ่าวไทย อาจ สร้างความเสี ยหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรของประชาชน และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้ าระวังติดตามสถานการณ์ใน พื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชัว่ โมง รวมทั้งเตรี ยมเครื่ องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยได้ทนั ต่อเหตุการณ์ 2. สถานการณ์ อุทกภัย 2.1 สถานการณ์อุทกภัยระหว่ างวันที่ 10 ต.ค. - 29 พ.ย. 2553 อันเนื่องมาจากอิทธิพลของร่ องความกดอากาศตํ่า พาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคกลาง และภาคตะวันออก และมรสุ มตะวันตกเฉียงใต้ มีจงั หวัดที่ประสบอุทกภัย และมีการประกาศเป็ นพื้นที่ประสบภัยพิบตั ิกรณี ฉุกเฉิน (อุทกภัย) ใน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 39 จังหวัด 425 อําเภอ 3,098 ตําบล 26,226 หมู่บา้ น มี ผูเ้ สี ยชีวิต 177 ราย ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,002,961 ครัวเรื อน 7,038,248 คน พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสี ยหายประมาณ 7,784,368 ไร่ ซึ่ง สถานการณ์ได้คลี่คลายแล้วอยูร่ ะหว่างการฟื้ นฟู 36 จังหวัด ปั จจุบนั ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยทั้งสิ้ น 3 จังหวัด 9 อําเภอ 75 ตําบล 438 หมู่บา้ น ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 35,305 ครัวเรื อน 111,046 คน ได้แก่ จังหวัดกาฬสิ นธุ์ ร้อยเอ็ด และจังหวัดพระนครศรี อยุธยา 2.2 สถานการณ์ อุทกภัยระหว่ างวันที่ 1 - 29 พ.ย. 2553 อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน่ บริ เวณอ่าว ไทยตอนล่างเคลื่อนผ่านภาคใต้ มีจงั หวัดที่ประสบอุทกภัย และมีการประกาศเป็ นพื้นที่ประสบภัยพิบตั ิกรณี ฉุกเฉิน (อุทกภัย) ใน ภาคใต้ รวม 12 จังหวัด 133 อําเภอ 874 ตําบล 6,197 หมู่บา้ น มีผเู ้ สี ยชีวิต 78 ราย ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 609,511 ครัวเรื อน 1,932,405 คน ซึ่งสถานการณ์ได้คลี่คลายแล้วอยูร่ ะหว่างการฟื้ นฟู 10 จังหวัด ปั จจุบนั ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยทั้งสิ้ น 2 จังหวัด 5 อําเภอ 27 ตําบล 169 หมู่บา้ น ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 32,465 ครัวเรื อน 104,001 คน ได้แก่ จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี และจังหวัดพัทลุง 2.3 การให้ ความช่ วยเหลือของหน่ วยงาน 2.3.1 จังหวัดที่ประสบภัย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สํานักงานป้ องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัด อําเภอ องค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่น กํานัน ผูใ้ หญ่บา้ น อปพร. อส. อาสาสมัคร มูลนิธิ องค์กรเอกชน ภาค ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดําเนินการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว และจะได้ ดําเนินการให้ความช่วยเหลือ จากเงินทดรองราชการ (งบ 50 ล้านบาท) ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ โดยเร่ งด่วนต่อไป


22

2.3.2 การแจกจ่ายนํ้าดื่มแก่ราษฎรผูป้ ระสบอุทกภัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั และสมเด็จ พระนางเจ้าสิ ริกิต์ ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยและให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่ วมกับ การประปาส่ วนภูมิภาค การประปานครหลวง จังหวัด ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดหานํ้าดื่มสะอาดมอบแก่ผปู ้ ระสบ อุทกภัย ซึ่งขณะนี้มีรายงานผลการแจกจ่ายนํ้า จํานวน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสิ นธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรี อยุธยา สระบุรี สุ รินทร์ และจังหวัดอุบลราชธานี รวม จํานวน 7,726,051 ลิตร 3. สิ่ งของพระราชทานช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 3.1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้พระราชทานถุงยัง ชีพให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผแู ้ ทนพระองค์เดินทาง ไปมอบสิ่ งของพระราชทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรในเบื้องต้น รวม จํานวน 94,850 ครอบครัว 3.2 สํานักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทกั ษ์ สภากาชาดไทย มอบชุดธารนํ้าใจพระราชทาน ช่วยเหลือผูป้ ระสบอุทกภัย รวม จํานวน 130,622 ชุด นํ้าดื่ม 11,014,320 ขวด ผ้าห่ม 2,200 ผืน เสื้ อกันหนาว 2,000 ตัว แก๊สหุงต้ม 1,050 ชุด หม้อเมเยอร์ 1,000 ใบ รถผลิตนํ้าดื่ม 3 คัน หน่วยครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทย และเรื อท้องแบน 7 ลํา 3.3 กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ ผูแ้ ทน พระองค์ เดินทางไปมอบถุงพระราชทานในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม จํานวน 19,250 ชุดนมเม็ดจิตรลดา 700 ลัง และส้วมสําเร็ จรู ป 600 ชุด 3.4 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินดั ดามาตุ (นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และพระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โปรดให้ผแู ้ ทนพระองค์เดินทาง ไปมอบถุงประทานแก่ราษฎร ในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม จํานวน 17,102 ถุง และอาหารกล่อง จํานวน 3,500 กล่อง 3.5 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้รัฐมนตรี วา่ การ กระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) และคณะ นําถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้แก่ผปู ้ ระสบอุทกภัยในพื้นที่จงั หวัด ราชบุรี เพชรบุรี และจังหวัดพระนครศรี อยุธยา รวม จํานวน 1,500 ชุด สรุปสถานการณ์ ภัยหนาว และการให้ ความช่ วยเหลือ (ระหว่ างวันที่ 1 - 29 พฤศจิกายน 2553) 1. การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาวของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จดั ตั้งศูนย์อาํ นวยการเฉพาะกิจป้ องกันและแก้ไขปั ญหาภัย หนาว ปี พ.ศ. 2553 - 2554 ของจังหวัดขึ้น ณ สํานักงานป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และจัดตั้งศูนย์อาํ นวยการเฉพาะกิจฯ อําเภอ และองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นทุกแห่ งในเขตพื้นที่ พร้อมทั้งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบประจําศูนย์ฯ เพื่อเป็ นศูนย์ประสานงานในการให้ ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสภาวะอากาศหนาวเย็นที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้จดั ตั้งศูนย์รับบริ จาคช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยหนาว ณ กรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย และที่จงั หวัดทุกจังหวัดด้วย 2. สถานการณ์ ภัยหนาว (ระหว่ างวันที่ 1 - 29 พฤศจิกายน 2553) ในขณะนี้ได้รับรายงานจังหวัดที่ได้ประกาศเป็ นพื้นที่ประสบภัยพิบตั ิกรณี ฉุกเฉิ น (ภัยหนาว) เนื่องจากมีสภาพอากาศหนาว (อุณหภูมิ 8.0 - 15.9 องศาเซลเซียส) ถึงหนาวจัด (อุณหภูมิต่าํ กว่า 8.0 องศาเซลเซียส) จํานวน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา เพชรบูรณ์ ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน ลําปาง ลําพูน ขอนแก่น นครพนม เลย สกลนคร หนองคาย และจังหวัดอุดรธานี รวม 188 อําเภอ 1,326 ตําบล 15,203 หมู่บา้ น 3. การให้ ความช่ วยเหลือของหน่ วยงาน 3.1 จังหวัดที่ได้ประกาศเป็ นพื้นที่ประสบภัยพิบตั ิกรณี ฉุกเฉิน (ภัยหนาว) ทั้ง 15 จังหวัด รายงานว่าได้มอบเครื่ อง กันหนาวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนผ้าห่มกันหนาวจากองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่น กรมป้ องกันและบรรเทาสา ธารณภัย สํานักงานป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด บริ ษทั ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) สมาคม มูลนิธิ ไปแล้ว รวม 235,398 ชิ้น 3.2 บริ ษทั ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว จํานวน 200,000 ผืน เพื่อ แจกจ่ายช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยหนาวในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครพนม สกลนคร หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลําภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสิ นธุ์ นครราชสี มา เชียงราย น่าน ลําปาง เชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน


23

4. สิ่ งของพระราชทานช่ วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ผแู ้ ทนพระองค์ เดินทางไป มอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่จงั หวัดเชียงราย เพชรบูรณ์ ขอนแก่น สกลนคร ลําพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และจังหวัดพะเยา ในระหว่างวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2553 รวม จํานวน 9,000 ถุง นมอัดเม็ดจิตรลดา 50 กล่อง และนมสด 50 กล่อง 5. การตรวจเยีย่ มประชาชนและติดตามการช่ วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) พร้อม ด้วย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายวิบูลย์ สงวนพงศ์) พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยีย่ มราษฎรและมอบเครื่ องกันหนาวในพื้นที่จงั หวัดกาฬสิ นธุ์ และเดินทางไปที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาฬสิ นธุ์ เพื่อ เป็ นประธาน จัดกิจกรรม โครงการเทิดทูนสถาบันสําคัญแห่งชาติ เพือ่ สร้างความสมานฉันท์ 18. เรื่อง สรุปรายงานภาวะสั งคมไตรมาสสาม ปี 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลสรุ ปรายงานภาวะสังคมไตรมาสสาม ปี 2553 ของสํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สรุ ปได้ดงั นี้ 1. เศรษฐกิจไทย การจ้ างงาน และรายได้ แรงงานไทย: เศรษฐกิจดีข้ ึน ทําให้โอกาสในการทํางานและการสร้าง รายได้ของประชาชนดีข้ นึ แต่ตลาดแรงงานตึงตัวมากขึ้นและจะเป็ นข้อจํากัดสําหรับภาคการผลิต ในระยะสั้นคุณภาพชีวติ แรงงาน จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบตั ิและความเสี ยหายในภาคเกษตร รวมทั้งการสู ญเสี ยรายได้ส่งกลับจากต่างประเทศจากการที่เงินบาท แข็งค่าขึ้นบ้าง 1.1 การจ้างงานเฉลี่ยของไตรมาสสามเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากไตรมาสเดียวกันปี 2552 การขยายตัวของ เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทําให้โอกาสในการทํางานและสร้างรายได้ดีข้ นึ อัตราการว่างงานเฉลี่ยลดลงเป็ นร้อยละ 0.9 มีผวู ้ า่ งงาน จํานวน 341.0 พันคน จํานวนผูป้ ระกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณี วา่ งงานลงเป็ น 124,037 คน 1.2 ประเด็นที่ยงั ต้องเฝ้ าระวังอย่างต่อเนื่องและเร่ งรัดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่ (1) ตลาดแรงงานมีแนวโน้ มตึงตัวมากขึ้นและขาดแคลนแรงงานระดับวิชาชี พในหลายสาขา โดยเฉพาะแรงงานระดับกึ่งฝี มือ และแรงงานระดับล่าง และจากการสํารวจความต้องการแรงงานของสภาอุตสาหกรรมแห่ ง ประเทศไทย 2553 ใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่ วนและอะไหล่ยานยนต์ ยานยนต์ ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่ องปรับอากาศและเครื่ องทําความเย็น และเครื่ องจักรกล พบว่าในช่วง 5 ปี ข้างหน้า (2554–2558) อุตสาหกรรมดังกล่าวมีความ ต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 248,862 คน โดยสัดส่ วนความต้องการแรงงานในระดับการศึกษามัธยมต้น-ปลายมากที่สุดร้อย ละ 52.9 รองมาเป็ นความต้องการแรงงานระดับวิชาชีพ (ปวช.- ปวส.) ร้อยละ 36 และความต้องการแรงงานระดับปริ ญญาตรี ร้อยละ 11.1 โดยในระดับวิชาชีพมีความต้องการแรงงานสาขาช่างกลโรงงานมากที่สุด รองลงมาคือสาขาไฟฟ้ า อิเล็กทรอนิกส์ และช่าง ยนต์ สําหรับความต้องการแรงงานในปริ ญญาตรี มีความต้องการสาขาวิศวกรรมศาสตร์มากที่สุดโดยเฉพาะในสาขาวิศวกรรม อุตสาหกรรม เครื่ องกล ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และแมคคาทรอนิกส์ และในภาพรวมของประเทศสัดส่ วนผูส้ มัครงาน ต่อตําแหน่งงานว่างสะสมยังคงลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความต้องการแรงงานที่มีมากกว่าผูส้ มัคร (2) ประเด็นเฝ้ าระวังอืน่ ทีม่ ีแนวโน้ มส่ งผลกระทบต่ อคุณภาพชีวติ แรงงานได้ ในระยะสั้ น ได้แก่ ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อรายได้แรงงานโดยเฉพาะในสาขาการผลิตสิ นค้าที่ใช้วตั ถุดิบภายในประเทศเป็ นส่ วนประกอบ หลัก (high local content) และใช้แรงงานสู ง (labour intensive) อาทิ อุตสาหกรรมสิ่ งทอ รองเท้า อัญมณี และเครื่ องประดับ เครื่ องหนัง อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารสําเร็ จรู ปและสิ นค้าเกษตร เป็ นต้น ซึ่งจะส่ งผลกระทบต่อเนื่องต่อรายได้ของแรงงาน และการสูญเสี ย โอกาสในการทํางานและสูญเสี ยรายได้จากพืชผลการเกษตร การสูญเสี ยทรัพย์สินจากผลกระทบภาวะนํ้าท่วม รวมทั้งได้รับ ผลกระทบจากราคาสิ นค้าอาหารที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากการที่ผลผลิตเกษตรออกสู่ ตลาดลดลง 2. สุ ขภาพประชาชนยังมีความเสี่ ยงจากโรคภัยทีต่ ้ องเฝ้ าระวังคือ การระบาดของไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง การระบาดของโรค มือ เท้าปากเพิ่มขึ้นมาก และในระยะสั้นยังต้องเฝ้ าระวังโรคที่มากับนํ้าท่วมได้แก่ โรคอุจจาระร่ วง ไข้หวัด ไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคผิวหนัง และโรคตาแดง นอกจากนี้ แม้วา่ ผูป้ ่ วยด้วยโรคเอดส์โดยรวมมีจาํ นวนลดลง แต่เยาวชนไทย อายุ 15–24 ปี และผูต้ ิดยาเสพติดชนิดฉีดยังเป็ นกลุ่มเสี่ ยงที่ตอ้ งเฝ้ าระวัง ในโอกาสที่วนั ที่ 1 ธันวาคมเป็ นวันต้านเอดส์โลก นั้น


24

ตอกยํ้าว่า ยังมีความจําเป็ นในการเฝ้ าระวังปั ญหาการติดต่อโรคเอดส์ที่ครบวงจรทั้งการป้ องกัน การเยียวยารักษากลุ่มติดเชื้อและ กลุ่มเด็กติดเชื้อที่เกิดจากพ่อแม่ที่ติดเชื้อ รวมทั้งเด็กกําพร้าจากพ่อแม่ติดเชื้อที่เสี ยชีวติ ไปแล้ว 3. อาชญากรรมเกีย่ วกับยาเสพติด ประทุษร้ ายต่ อทรัพย์ ยังพุ่งสู งขึน้ โดยเฉพาะคดียาเสพติดเพิม่ สู งสุ ดใน���อบ 9 ปี นอกจากนี้ ปัญหาความรุ นแรงของกลุ่มวัยรุ่ นมีมากขึน้ ปั ญหาความขัดแย้งของนักเรี ยนต่างสถาบันยกพวกทะเลาะ ตีกนั เป็ น ปัญหาเรื้ อรังและทวีความรุ นแรงขึ้น จะพบว่า มีการใช้อาวุธอันตราย และมีผลกระทบต่อความเสี ยหายในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนผูบ้ ริ สุทธิ์ 4. เรื่องเด่ นประจําฉบับ “กองทุนสวัสดิการชุ มชน...ทางข้ างหน้ ายังท้ าทาย” ซึ่งเป็ นการขับเคลื่อนตามกรอบ นโยบายการพัฒนาไปสู่สงั คมสวัสดิการ (Welfare society) ที่เกิดจากพลังร่ วมของทุกภาคส่ วน ยึดหลักความยัง่ ยืนและหนุนเสริ ม การคุม้ ครองทางสังคมแก่คนยากจนและผูด้ อ้ ยโอกาส และการสร้างความเข้มแข็งชุมชน ทั้งนี้ โดยมีประเด็นสําคัญ ดังนี้ 4.1 กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็ นทั้งเครื่ องมือในการจัดสวัสดิการและการพัฒนาทุนทางสังคม เป็ นตัวอย่าง บทเรี ยนในการนําทุนทางสังคมที่มีอยูใ่ นชุมชนมาช่วยรองรับการแก้ปัญหาและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งจะเป็ นรากฐาน สําคัญสําหรับการพัฒนาในอนาคต ทําให้เกิดการรวมตัวฟื้ นฟูระบบคุณค่าทุนทางสังคมที่มีอยูม่ าช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะ ของการจัดสวัสดิการชุมชนจากฐานที่มีอยูใ่ นชุมชน เช่น องค์กรการเงินชุมชนและการบูรณาการกองทุน การออมวันละบาทและกอง บุญสัจจะ วันละบาท กองทุนสวัสดิการจากศาสนากลุ่มออมทรัพย์และการจัดการทรัพยากร ฯลฯ 4.2 การขับเคลื่อนในเรื่ องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนมีความคืบหน้ามากขึ้น แต่การขยายให้มีความ ครอบคลุมทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มยากจน กลุ่มด้อยโอกาสนั้นยังมีความท้าทายหลายประการได้แก่ การครอบคลุมกลุ่มผูท้ ี่ยากจน และผูด้ อ้ ยโอกาสอย่างแท้จริ ง ระยะเวลาในการพัฒนาให้มีความแข็งแกร่ ง ความเข้าใจของประชาชน การประชาสัมพันธ์ ความ ชัดเจนของการปฏิบตั ิ และการสนับสนุนโดยภาครัฐ นอกจากนี้ รู ปแบบการจัดสวัสดิการที่ฟุ่มเฟื อยในบางกองทุนก็จะทําให้มี ปัญหาเรื่ องความยัง่ ยืนได้ในอนาคต ที่สาํ คัญคือ การนําความรู ้จากการพัฒนาชุมชน เช่น บัญชีครัวเรื อน การจัดทําแผนชุมชน ฯลฯ มาวิเคราะห์เพื่อขยายบทบาทสวัสดิการไปสู่ การแก้ปัญหาของครอบครัว เช่น หนี้สิน การสร้างอาชีพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สมาชิกให้ออกกําลังกาย ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ ยง รวมทั้งปลูกพืชผักปลอดสารพิษ มากกว่าการจัดสวัสดิการแบบให้เปล่า เฉพาะตัวบุคคล ก็จะเป็ นการมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในลักษณะของการจัดสวัสดิการชุมชนจากฐานที่มีเข้ามาเป็ นกําลังสําคัญในการ ขับเคลื่อนและพัฒนากองทุนและชุมชนในด้านอื่นๆ ต่อไป 4.3 ในยามที่เกิดภัยพิบตั ิและความยากลําบากของประชาชน สวัสดิการในเรื่ องการเจ็บป่ วย และการทําศพก็ นับว่าเป็ นแรงหนุนเสริ มจากกองทุนสวัสดิการที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในกลุ่มที่ยากจน แม้วา่ โดยบทบาทของกองทุน จะไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแรก (First aid) อย่างไรก็ตาม ในอนาคตกองทุนสามารถเป็ นศูนย์ขอ้ มูลเพื่อการแก้ไขเยียวยาที่ สําคัญรวมทั้งการเป็ นเครื อข่ายในการประสานความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้ าหมายได้อย่างมีประสิ ทธิภาพมากขึ้น และหาก กองทุนมีความแข็งแกร่ งมากขึ้นอาจจะให้สวัสดิการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าในภาวะที่ประสบภัยพิบตั ิได้ดว้ ย

แต่ งตั้ง 19. แต่ งตั้ง

1. แต่ งตั้งข้ าราชการ (กระทรวงสาธารณสุ ข) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงสาธารณสุ ขเสนอแต่งตั้ง นายธวัชชัย วิวฒั น์วรพันธ์ นายแพทย์ 9 วช. (ด้าน เวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสี มา สํานักงานสาธารณสุ ขจังหวัดนครราชสี มา สํานักงานปลัดกระทรวง ให้ดาํ รงตําแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาล มหาราชนครราชสี มา สํานักงานสาธารณสุ ขจังหวัดนครราชสี มา สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุ ข ตั้งแต่วนั ที่ 31 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็ นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วนั ที่ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็ นต้นไป 2. การแต่ งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่ งชาติ


25

คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ แต่งตั้งกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิใน คณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติชุดใหม่ จํานวน 5 คน เนื่องจากกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดาํ รงตําแหน่งมาครบกําหนด สองปี ตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อดังนี้ 1. นายสันทัด สมชีวิตา 2. นายพีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ 3. นายทวี บุตรสุนทร 4. นายกอปร กฤตยากีรณ 5. นายประสิ ทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วนั ที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เป็ นต้นไป 3. ขออนุมัติให้ ข้าราชการไปปฏิบัตงิ านในตําแหน่ งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิในหลักการให้นายวรรณธรรม กาญจนสุ วรรณ ข้าราชการพลเรื อนในสถาบันอุดมศึกษา ตําแหน่ง รองศาสตราจารย์ ระดับ 9 สาขาวิชารัฐศาสตร์ ไปปฏิบตั ิงานในตําแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง มีกาํ หนดไม่เกินสี่ ปี นับตั้งแต่วนั ที่ผมู ้ ีอาํ นาจสัง่ บรรจุตามกฎหมายสัง่ ให้ออกจากราชการตามนัยพระราชกฤษฎีกากําหนด หลักเกณฑ์การสัง่ ให้ขา้ ราชการไปทําการ ซึ่งให้นบั เวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. 2550 ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอ 4. คําสั่ งสํ านักนายกรัฐมนตรี ที่ 316 /2553 เรื่อง มอบหมายและมอบอํานาจให้ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจําสํ านักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รับทราบคําสัง่ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 316 /2553 เรื่ อง มอบหมายและมอบอํานาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปฏิบตั ิราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามที่สาํ นักนายกรัฐมนตรี ได้มีคาํ สัง่ ที่ 308/2553 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เรื่ อง มอบหมายและมอบอํานาจให้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปฏิบตั ิราชการแทนนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว นั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริ หารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอํานาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรี จึงมีคาํ สัง่ ให้ยกเลิกความในส่ วนที่ 2 ของคําสัง่ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 308/2553 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 และให้ ใช้ความต่อไปนี้แทน “ส่ วนที่ 2 1. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุ เทพ เทือกสุ บรรณ) 1.1 การมอบหมายและมอบอํานาจให้ กาํ กับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.1.1 กระทรวงกลาโหม 1.1.2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ 1.1.3 กระทรวงคมนาคม 1.1.4 กระทรวงมหาดไทย 1.1.5 กระทรวงยุติธรรม 1.1.6 กระทรวงวัฒนธรรม 1.2 การมอบหมายและมอบอํานาจให้ กาํ กับการบริหารราชการและสั่ งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.2.1 สํานักข่าวกรองแห่งชาติ 1.2.2 สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 1.3

กํากับดูแลและลงนามในเอกสารทีเ่ กีย่ วกับเรื่องต่ าง ๆ ดังนี้ 1.3.1 การขอพระราชทานอภัยโทษ 1.3.2 การขอแปลงสัญชาติเป็ นไทย 1.4 การสั่ งการตามกฎหมายว่ าด้ วยระเบียบข้ าราชการพลเรือน และการดําเนินคดีปกครอง รวมทั้งลง นามมอบอํานาจให้ พนักงานอัยการดําเนินคดีปกครองกรณีทมี่ ีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่ งการตามกฎหมายดังกล่าว


26

1.5 การสั่ งการตามกฎหมายว่ าด้ วยระเบียบข้ าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย และการสั่ งการตาม กฎหมายว่ าด้ วยระเบียบข้ าราชการครู ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่ างการดําเนินการตามกฎหมายและการดําเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนาม มอบอํานาจให้ พนักงานอัยการดําเนินคดีปกครองกรณีทมี่ ีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่ งการตามกฎหมายดังกล่าว 1.6 การสั่ งการตามกฎหมายว่ าด้ วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1.7 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสํ านักนายกรัฐมนตรีทเี่ กีย่ วข้ องกับการ มีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้ อ 1.1 - 1.6 ยกเว้ น 1.7.1 เรื่ องที่เกี่ยวกับกฎหมาย 1.7.2 การสถาปนาพระอิสริ ยยศ อิสริ ยศักดิ์ สมณศักดิ์ 1.7.3 การแต่งตั้ง ในกรณี การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุ ด ข้าราชการ ตําแหน่งหัวหน้าส่ วนราชการระดับกระทรวงและกรม เอกอัครราชทูตประจําต่างประเทศ กงสุ ล และกรรมการที่มีตาํ แหน่งหน้าที่ สําคัญ 1.7.4 การพระราชทานยศทหาร ตํารวจ ชั้นนายพล 1.7.5 การพระราชทานเครื่ องราชอิสริ ยาภรณ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และการพระราชทาน เครื่ องราชอิสริ ยาภรณ์ประจําปี 1.7.6 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตหรื อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการประกาศใช้ ความตกลงระหว่างประเทศ 1.7.7 เรื่ องสําคัญที่เคยมีประเพณี ปฏิบตั ิให้เสนอนายกรัฐมนตรี ลงนาม” ทั้งนี้ ตั้งแต่วนั ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เป็ นต้นไป *********************


ระเบียบการนาเข้าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของโปแลนด์ ในปีที่ผ่านมา จานวนสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่ส่งมายังโปแลนด์ถูกกักไว้ที่ด่านตรวจสินค้าเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าของผู้ส่งออกรายใหม่ที่ยังไม่เคยส่งสินค้ามาโปแลนด์ ปัญหาเกิดจากการที่ผู้ส่งออกจัดเตรียม เอกสารไม่ครบถ้วน หรือไม่ได้ปฎิบัติตามระเบียบข้อบังคับอย่างถูกต้อง แนวทางการแก้ไข คือ ผู้ส่งออกควร ศึกษาข้อมูลจาก The Food Safety and Inspection Service (FSIS) อย่างละเอียด และประสานงานกับผู้นาเข้า อย่างใกล้ชิด ก่อนการจัดส่งสินค้า โปแลนด์เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ใช้กฎระเบียบการนาเข้าในภาพรวมตามที่สหภาพยุโรปกาหนด แต่มีขั้นตอน ปลีกย่อยที่ประเทศสมาชิกกาหนดเองด้วย เช่น ส่วนผสมของวิตามิน เกลือแร่ และสารกาจัดแมลงตกค้าง รวมถึง มาตรฐานค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการดาเนินงานในการตรวจสินค้า และการลงทะเบียน แตกต่างกันไปในแต่ละ ประเทศ รัฐบาลโปแลนด์ได้ออกข้อกาหนดการนาเข้าสินค้า นอกเหนือจากกฎระเบียบของสหภาพยุโรป เรียกว่า Polish Food Law (Ustawa o Bezpieczeństwie Zywności i Zywienia) ข้อกาหนดดังกล่าวได้เผยแพร่ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2006 (Polish Journal of Law 2006, Nr 171, pos. 1225) http://isap.sejm.gov.pl/DetailsServlet?id=WDU20061711225&min=1

ข้อกาหนดการจัดทาฉลากสินค้า โปแลนด์ได้ปรับปรุงข้อกาหนดเดิมให้รัดกุมชัดเจน และจัดทาข้อกาหนดเพิ่มเติม ให้เป็นไปตามตามระเบียบ ของสหภาพยุโรป ได้แก่ - รูปแบบการใส่วันที่ - จะต้องใช้รูปแบบ วัน เดือน ปี dd/mm/year และต้องระบุ best before ในกรณี สินค้าเน่าเปื่อย จะต้องกาหนดวันหมดอายุ - วิธีการเก็บรักษาและการใช้งาน - จะต้องระบุวิธีการเก็บรักษาและการใช้งานบนป้ายสินค้า - สินค้าอาหารเสริม - โปแลนด์ให้ความสาคัญกับสินค้าอาหารเสริมมากกว่าประเทศอื่นในยุโรป กฏหมายโปแลนด์ระบุให้ระบุคาว่า อาหารเสริม ควบคู่ไปกับตราสินค้า ทุกที่ซึ่งมีตราสินค้าบนป้าย สินค้า


- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ – โปแลนด์กาหนดให้ระบุคาเตือนเรื่องสุขภาพบนสลากด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ข้อกาหนดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ สารปรุงรสอาหาร สารจากัดแมลงและสารตกค้าง เป็นไปตามข้อกาหนดของ สหภาพยุโรป ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตร อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตรในโปแลนด์ มีมูลค่าระหว่าง ร้อยละ 7 – 22 ภาษีมูลค่าเพิ่มสาหรับ สินค้าอาหารกึ่งสาเร็จรูปมีภาษี ร้อยละ 7 และสินค้าบริโภคทั่วไปมีภาษี ร้อยละ 22 ภาษีสรรพสามิตรของโปแลนด์มีมูลค่าสูงกว่าประเทศอื่นในยุโรป โปแลนด์กาหนดให้สินค้านาเข้าทุก ประเภทจะต้องมีฉลากระบุมูลค่าภาษีสรรพสามิตร และต้องชาระภาษีทันทีที่สินค้าเข้าประเทศ กฎระเบียบ อื่นเป็นไปตามระเบียบของสหภาพยุโรป สินค้า biotechnology ในปี 2006 โปแลนด์ห้ามจาหน่ายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาค และห้ามการจดทะเบียนเมล็ดพันธุ์จากที่มาจาก เทคโนโลยีชีวภาค ต่อมาในปี 2008 วุฒิสภาได้ออกกฎหมายชะลอการจาหน่ายสินค้าอาหารสัตว์ที่มาจาก เทคโนโลยีชีวภาค ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2012 ซึ่งเป็นการละเมินข้อตกลงที่โปแลนด์จะต้องดาเนินการ ในกรอบของสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปกาลังหาทางดาเนินการให้โปแลนด์เปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมได้จัดทาและปรับปรุงกฎระเบียบฉบับใหม่และเก่าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาค ยื่นเสนอต่อสหภาพยุโรปในปี 2009 โปแลนด์ไม่เห็นด้วยกับการใช้เทคโนโลยีชีวภาคในการเกษตร และ คัดค้านการอนุญาตให้ใช้สินค้าเทคโนโลยีชีวภาคของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ โปแลนด์มีกฎระเบียบการนาเข้าสินค้าด้านพันธุกรรม เช่น การนาเข้าน้าเชื้อของสัตว์ จะต้องมี เอกสารใบรับรองสุขภาพ แหล่งที่มา และคุณภาพ เป็นต้น ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารใช้เวลาหลาย สัปดาห์


ขั้นตอนการนาเข้าสินค้า ขั้นตอนทั่วไปเป็นไปตามสหภาพยุโรป แต่จะเคร่งครัดเพิ่มสาหรับสินค้าอาหารที่ไม่เคยใช้ในสหภาพยุโรป ก่อนเดือนพฤษภาคม 1997 (Novel food products) ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ผู้ ส่งออกสามารถส่งเอกสารยื่นขอทาการอนุมัติล่วงหน้า โดยจะต้องจัดส่งสาเนาใบรับรองทุกประเภทตาม ระเบียบข้อบังคับ ผลการวิเคราะห์จากห้องทดลอง ตัวอย่างฉลากในภาษาโปลิช ระบุส่วนผสมสินค้า ระยะเวลาการขออนุมัติล่วงหน้า ประมาณ 1 เดือน และร้นระยะเวลาการตรวจสอบสินค้าเมื่อสินค้าเดินทาง มาถึงด่านศุลกากรโปแลนด์ โดยแจ้งว่าได้ผา่ นการตรวจมาแล้ว ผู้นาเข้าจะนาเอกสารสาคัญยื่นให้กับด่าน เท่านั้น เอกสารดังกล่าว ได้แก่ sanitary inspection (3 ชุด) Invoice Transportation เช่น

airway bill Health

Certificate/Phytosanitary Certificate/Microbiological Certificate และเอกสารสารจากผู้ผลิตยืนยัน

คุณภาพสินค้า ได้แก่ ผลการตรวจจากห้องแลป ถ้าไม่ได้มีการยื่นขออนุมัติล่วงหน้า เมื่อสินค้ามาถึงด่านศุลกากร อาจจะต้องถูกนาไปตรวจสอบใน ห้องทดลอง และสินค้าจะต้องถูกกักอยู่ที่ด่านจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งใช้เวลาหลาย สัปดาห์ สินค้าที่มีประวัติดี ไม่มีปัญหา จะได้รับการสุ่มตรวจ ประมาณปีละ 1 ครั้ง

สาหรับสินค้าไทย นับว่ามีปัญหาน้อย เมื่อเทียบกับสินค้านาเข้าจากประเทศอื่น ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ เอกสารไม่ครบถ้วน หรือการเอกสารครบถ้วนแต่กรอกข้อมูลไม่ครบ หรือขาดการลงนาม การประทับตรา จากหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งผู้ส่งออกจะต้องเร่งส่งเอกสารที่ถูกต้องมาโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นสินค้าจะถูก ทาลาย หรือส่งกลับ การฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือ หรือด่านตรวจ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก


ตลาดสินค้าเส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมี่ในโปแลนด์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวโปแลนด์ให้ความสนใจบริโภคเส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมีมากขึ้น เส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมี่ใน โปแลนด์ที่จาหน่ายทั่วไปในตลาด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ เส้นพร้อมรับประทานและเส้นที่นามาปรุง อาหาร ปริมาณการจาหน่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.98 ในปี 2010 คาดว่าจะมีปริมาณ 28,808.65 ตัน และเพิ่มจากปี 2005 ร้อยละ 35.72 ทั้งนี้ มูลค่าการค้าเส้นก๊วยเตี๋ยวในโปแลนด์ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.36 ในปี 2010 คาดว่าจะมียอด จาหน่ายสูงถึง 445.98 ล้านสว๊อตตี้ (๑ 12 บาท) เพี่มขึ้นจากปี 2005 ร้อยละ 37.30 แนวโน้มในอีก 5 ปีข้างหน้า ปริมาณการจาหน่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.65 หรือ มีปริมาณ 35,911.29 ตัน และมูลค่าจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.92 คิดเป็น 512.51 ล้านสว๊อตตี้ (๑ 12 บาท) เส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมีเ่ ข้ามาจาหน่ายในโปแลนด์ได้เพียงในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งได้รับความนิยมใน 5 ปีที่ ผ่านมา เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในโปแลนด์จานวนมาก และชาวโปแลนด์เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น บริษัทผู้จาหน่าย 2 รายใหญ่ที่สุดในตลาด ได้แก่ Uniliver มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ประมาณร้อยละ 48 รองลงมา เป็นบริษัทของมหาเศรษฐีชาวเวียดนาม บริษัท ทานเวียด มีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 30 กลยุทธ์การตลาดที่สาคัญ คือ การจาหน่ายเส้นหมีสาเร็จรูปบรรจุซอง (แบบเดียวกับม่าม่า ไวไว และอื่นๆ) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในโปแลนด์ มุ่งกลุ่มลูกค้าคนทางานในสานักงาน แนะนาในฐานะอาหารว่างที่รวดเร็ว สะดวก และราคาถูก อีกทั้ง โปแลนด์ เป็นประเทศที่อากาศหนาวเย็น ก๊วยเตี๋ยวร้อนเป็นอาหารที่เหมาะสมต่อสภาพอากาศ เส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมีท่ ี่จาหน่าย มีทั้งเส้นที่มรสจืด และเส้นปรุงรสซึ่งมีรสชาดของอาหารท้องถิ่นผสม เช่น รส ซุปเห็ด รสซุปหัวหอม รสซุปไก่ และรสซุปเนื้อ เป็นต้น ในปัจจุบัน ผู้ผลิตได้นาเสนอเส้นปรุงรสที่แปลกใหม่ เช่น รสเผ็ด และรสสมุนไพร แต่เส้นรสจืดได้รับความนิยมมากกว่าก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมี่ที่ปรุงรสมาแล้ว เนื่องจากมี คุณค่าทางอาหารสูงกว่า มีความเหนียวน้อยกว่า และสามารถนาไปใช้ปรุงอาหารอื่นได้ เช่น สลัด ซุป และ อาหารทั่วไป ตาราอาหารสมัยใหม่ในโปแลนด์ แนะนารายการอาหารที่ทาจากเส้นก๊วยเตี๋ยวมากขึ้น แหล่งจาหน่ายที่มียอดขายสูงสุด คือ ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่อยู่บริเวณสานักงานและบ้านพัก มีมูลค่าตลาด ร้อย ละ 50 ของการจาหน่ายทั้งหมดในประเทศ ในขณะที่ยอดจาหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต มีเพียง ร้อยละ 26


การแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตเห็นว่าสินค้าได้รับการตอบรับดี มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ผู้ผลิตนา รูปแบบใหม่ของสินค้ามานาเสนอในตลาด เช่น บริษัท ทานเวียด นาเสนอวุ้นเส้น และก๊วยเตี๋ยวเส้นเล็ก ที่ชาว โปแลนด์ไม่รู้จักมาก่อน สร้างสีสรรในการปรุงอาหารให้กับชาวโปแลนด์ จึงได้รับความนิยมดี ส่วนเส้นหมี่ สาเร็จรูปถูกนามาใช้เป็นอาหารว่าง เป็นที่นิยมของทางานสานักงาน และนักศึกษา โอกาสของสินค้าไทย แต่เดิมบริษัท ทานเวียด นาเข้าและจาหน่าย มาม่า ได้ผลกาไรดีมาก ต่อมาบริษัทฯ เห็นช่องทางผลิตสินค้าเอง และจาหน่ายในราคาที่ต่ากว่าราคาของมาม่า จึงหยุดการนาเข้าสินค้าจากไทย สาหรับสินค้าก๊วยเตี๋ยว/บะหมี่จาก ไทยถูกรสนิยมชาวท้องถิ่น เป็นเส้นจืดไม่ปรุงรส เพื่อนามาใช้ในการปรุงอาหาร เส้นมาม่าถูกปากผู้บริโภคที่ นิยมอาหารมีรสชาด แต่ชาวโปแลนด์ท้องถิ่นรับประทานอาหารรสจืดกว่า อีกทั้ง ราคาเส้นบะหมี่ที่ผลิตใน โปแลนด์ต่ากว่าราคาที่นาเข้า แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการผลิตก๊วยเตี๋ยวเส้นเล็กและวุ้นเส้น ซึ่งชาวโปแลนด์เห็นว่ามี ประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นสินค้าแปลกใหม่ นามาปรุงอาหารทันสมัยได้ ช่องทางการจัดจาหน่ายของสินค้าไทย สินค้าในโปแลนด์นาเข้าผ่านบริษัทผู้นาเข้า มาจาหน่ายต่อไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และห้างร้าน ผู้นาเข้าสินค้าเส้นก๊วยเตี๋ยว/เส้นหมี่ มีทั้งบริษัทชาวเวียดนาม และบริษัทโปแลนด์ ซึ่งเป็นผู้นาเข้าสินค้าอาหาร ต่างชาติ โดยเฉพาะอาหารเอเชีย มุ่งกลุ่มลูกค้าชาวเอเชีย ชาวต่างชาติ และชาวโปแลนด์ระดับกลางและบนที่นิยม อาหารต่างชาติ ผู้นาเข้าจะเป็นผู้ที่รู้จักความต้องการของตลาดดี วิธีการเพิ่มการซื้อขายสินค้าจากไทย ผู้ส่งออกควรแนะนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ เน้นคุณสมบัติด้านสุขภาพ มี คุณค่าทางอาหารสูง ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ และแนะนาเมนูอาหารให้ผู้นาเข้าไปเผยแพร่ต่อ เนื่องจากชาวโปแลนด์ ชอบปรุงอาหาร นิยมสรรหาเมนูใหม่ๆ สานักงานฯ วอร์ซอ พบว่า การที่สานักงานฯ พิมพ์ตาราอาหารแจกใน ร้านขายของชา เพิ่มการจาหน่ายสินค้าอาหารของไทยได้ กว่าร้อยละ 30 จากประมาณการของร้านค้า


ตลาดเครื่องปรุงรสในโปแลนด ตั้งแตป 2004 เปนตนมา ลักษณะการใชชีวิตและการบริโภคอาหารของชาวโปแลนดเปลี่ยนไปจากเดิมอยางรวดเร็ว แต เดิมชาวโปแลนดรับประทานอาหารทองถิ่นเปนหลัก รายการอาหารและรสชาดไมหลากหลาย ชาวโปแลนดดั้งเดิมไมกลา ลองอาหารตางชาติ แตในปจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ชาวโปแลนดทดลองอาหารตางชาติ อาหารรสจัด อาหารเผ็ด อาหารที่มาจากสมุนไพร การรับประทานอาหารตางชาติและอาหารเผ็ดกลายเปนการบงบอกความเปนคนรุนใหม มี การศึกษาและมีฐานะ ดังนั้น สินคาเครื่องปรุงรสแปลกใหมจึงขยายตัวเร็วในโปแลนด และมีแนวโนมขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ สินคาเครื่องปรุงรสไทยที่มีแนวโนมดีในตลาดโปแลนด ประกอบดวย 3 หมวดหลัก คือ เครื่องปรุงทาจากพริก เครื่องปรุง ทาจากสมุนไพรและเครื่องเทศ และเครื่องปรุงจากถั่วเหลือง มีการขยายตลาดสูงมาก ระหวาง ป 2005 ถึงป 2010 เติบโต รอยละ 46.99 รอยละ 13.59 และ รอยละ 88.70 ตามลาดับ ยอดจาหนายในป 2009 ประมาณ 6.76 ลานสวอตตี้ (@ 12 บาท) 797.59 และ 8.47 ลานสวอตตี้ คาดวาป 2010 จะมียอดจาดหนาย 7.09 ลานสวอตตี้ 835.48 ลานสวอตตี้ และ 8.98 ลานสวอตตี้ ตามลําดับ บริษัทที่เปนผูแทนจาหนายเครื่องปรุงที่นาเขาจากเอเชียรายใหญที่สุดคือ บริษัท ทานเวียด จากัด ซึ่งมีเจาของเปนชาว เวียดนาม มีเครือขายกวางขวางทั่วโปแลนด สินคาวางจาหนายในซุปเปอรมารเก็ต ไฮเปอรมารเก็ต และหางรานทั่วไป เนน สินคาอาหารเอเชียเปนหลัก จาหนายสินคาโดยใชตราสินคาของทานเวียดเอง ผูนาเขาและจาหนายรายใหญอันดับสอง คือ บริษัท เดอ แคร จากัด วางจาหนายสินคาในซุปเปอรมารเก็ต ไฮเปอรมารเก็ต และหางรานทั่วไป เชนกัน แตจาหนายสินคาโดยใชตราสินคาของบริษัทผูสงออก และชวยสงเสริมตราสินคาดวย อันดับที่สามและสี่ไดแก เอเชียฟูด และซีฟูดโปแลนด ทั้งสองบริษัทเปนของชาวเวียดนาม เนนกลุมคนเวียดนามและคน ตางชาติในโปแลนด ในตนป 2009 บริษัท ทานเวียด ลงทุนดานโฆษณาและการตลาดอยางมาก ซึ่งไดผลตอบรับเปนอยางดี ยอดจาหนายเพิ่มสูง อยางเห็นไดชัด และสรางชื่อเสียงใหกับสินคาเอเชียทั่วไปดวย ไดผลิตและออกอากาศโฆษณาทางโทรทัศน แนะนาใหชาว โปแลนดไดรูจักสินคาของบริษัทฯ และไดรับรูวา สินคาเหลานี้นอกจากใชปรุงอาหารเอเชียแลว ยังนามาใชกับอาหาโปลิช และอาหารนานาชาติไดเปนอยางดี และเครื่องปรุงรสเหลานี้ มีคุณคาตอสุขภาพมากกวาเครื่องปรุงรสที่มีไขมันสูงที่ใช ทั่วไปในประเทศ จึงทาใหเครื่องปรุงรสจากไทยไดรับความนิยมสูงไปดวย ชาวโปแลนดนิยมปรุงอาหารเอง นิตยสารและรายการโทรทัศนหลายแหงไดสรางตาราอาหารใหมๆ เพื่อดึงดูดผูอานผูชม และไดนาเสนอวิธีการนาเครื่อ���ปรุงรสเหลานี้มาใช เปนการเพิ่มความรูจักและความนิยม รวมทั้งเพิ่มยอดขายไดอยาง รวดเร็ว พฤติกรรมการบริโภคและการใชชีวิตของโปแลนดที่เปลี่ยนแปลงไป เปนผลดีตอสินคาอาหารไทย ซึ่งมีคุณสมบัติตรงกับ ความตองการของผูบริโภค คือ มีประโยชนตอสุขภาพ ไมทาใหอวน รสชาดจัดตามที่ชาวโปแลนดหันมาใหความนิยม และ มีความแปลกใหมลึกลับนาทดลอง


รายชื่อบริษัทผูนาเขาอาหารเอเชียในโปแลนด "AGRAHURT" Eksport-Import

www.agrahurt.com.pl

Spice

ASIA FOODS Sp. z o.o.

www.asiafoods.pl

Oriental Food

ATLANTA Poland SA

www.atlantapoland.com.pl

Canned Fruit, nuts

BAFRA Sp. z o.o.

www.bafra.pl

Rice

BAKAL CENTER Sp. z o.o.

www.bakal.com.pl

Canned Fruit, nuts

BAKAL SERWIS Krzysztof Andrzej Rybak

Canned Fruit, nuts

Bakalland S.A

www.uft.pl

BIG-FISH Sp. z o.o.

www.bigfish.com.pl

Nuts Fish Seafoods

Biuro Handlowe "IMPAK - PIROG"

www.impak.pl

Rice

BK-Food Poland

www.bk-food.com.pl

Fruit & vegetables

BURY Sp. z o.o.

www.bury.pl

Fresh Fruit & vegetables

CANADA TRADING Sp. z o.o.

www.canadatrading.com.pl

Fish Seafoods

CENOS

www.cenos.com.pl

Rice

CONTIMAX Sp. z o.o. De Care

www.contimax.pl www.decare.pl

DEVELOPER SAwww.developersa.pl

Fish Seafoods Oriental Food Canned Fruit, nuts

Dripol Sp. z o.o.

www.dripol.com.pl

ELIZA FRUIT Sp. z o.o.

www.elizafruit.pl

ENI

Fruit & vegetables, tuna Fresh Fruit & vegetables Canned corn

Export-Import AMASOL Sp. z o.o.

www.amasol.pl

Fresh Fruit & vegetables

FRoSTA Sp. z o.o.

www.frosta.pl

Fish Seafoods

GIANA Sp. z o.o.

www.giana.pl

Canned Fruit & vegetables, Tuna

GRAAL Spotka Akcyjna

www.graal.pl

Sea foods, fish


Greek Trade Spotka z o.o.

www.greektrade.com.pl

Fruit & vegetables - canned and frozen, nuts

HELIO SA

www.helio.pl

Canned Fruit, nuts

Hfp S.A.

www.sonko.com.pl

Rice

IMPEXRYB S.j. Halina Korkudc

www.dialcom.com.pl/impexryb

Fish Seafoods

INTERFOOD Sp. z. o.o. Kupiec Sp.zo.o LEVANT Hurtownia Orientalna

www.interfood.pl www.kupiec.pl www.orientalne.waw.pl

Fish Seafoods Rice Oriental Food

LEVANT Import-Export

www.levant.pl

Canned fruit, Tea

LUX FISH Przydziat i Jaskulscy S.j.

www.luxfish.pl

Fish Seafoods

Makro K&K

www.makro-kk.com.pl

Rice

Marimax Polska Sp. z o.o.

www.kier.eu

Fruit & vegetables - canned & fresh

Merkur

www.merkur.com.pl

MERRE

Canned Fruit, nuts Oriental Food

MULTITRANSPORT PACKING POLSKA Sp. z o.o.

www.mtp.krakow.pl

Fresh Fruit & vegetables

Sp. z o.o.

www.newcentury.com.pl

Oriental food

NORD CAPITAL Sp. z o.o.

www.nordcapital.com.pl

Fish Seafoods

PARTNER Sp. z o.o.

www.partner-trade.com.pl

Nuts spice

NEW CENTURY International Co. Ltd.

POLGRAND Polryza. Sp. z o.o.

Rice www.polryza.com.pl

Rice

Przedsiebiorstwo ATEX

Nuts spice

Przedsiebiorstwo Handlowo-Ustugowe

Nowakowska


CYTRUS S.j. Import Export Andrzej

www.cytrus.pl

Fresh Fruit & vegetables

www.posti.pl

Tea coffee

www.pirs.com.pl

Fish Seafoods

www.bmc.com.pl

Fish Seafoods

www.polmex.pl

Fresh Fruit & vegetables

Nowakowski i Mirostawa Przedsiebiorstwo HandlowoWytworcze POSTI SA w Warszawie Przedsiebiorstwo ProdukcyjnoHandlowe PIRS Sp. z o.o. Przedsiebiorstwo ProdukcyjnoHandlowo-Ustugowe BMC Jerzy Szczepankowski Przedsiebiorstwo ProdukcyjnoUstugowo-Handlowe POLMEX Sp. z o.o. Przetworstwo Ryb PRORYB B. Z.

www.proryb.com.pl

Fish Seafoods

Dyzmaoscy Sp. z o.o. PUNKT Import-Export Sp. z o.o QUADRUM FOODS Sp. z o.o.

www.punkt.com.pl/ www.qf.com.pl

Canned Fruit & vegetables, Tuna Fruit & vegetables - fresh & frozen

RENEX Regina Jedrych, Tomasz

www.renex.bydgoszcz.pl

Fruit & vegetables

ROLIMPEX

www.rolimpex.waw.pl

Rice

Rol-Ryz

www.ryz.pl

Rice

Sagitta

www.sagitta.com.pl

Canned Fruit & vegetables

Jedrych S.j.

Sanechem S.A.

www.sanechem.com.pl

Oriental Food, sea foods, vegetables

SANTE A. Kowalski S.j. SAWEX

www.sante.pl www.sawexpl.com

Nuts spice canned fruits Rice


Sea Foods Poland

www.lajt.onet.pl/blog/

Oriental Food

www.seamor.com.pl

Fish Seafoods

SEKO Sp. z o.o.

www.rybki-seko.pl

Fish Seafoods

SIKKIM S.c.

www.herbata.biz.pl

Tea coffee

SKO .P.KRISTALLIDIS sp. z o.o.

www.sko.pl

Canned friut

SOLGER Sp. z o.o.

www.solger.pl

Rice

SUNDAY Polska Sp. Z o.o.

www.sunday.pl

Rice

seafoods,142785134,notka.html SEAMOR International Ltd Sp. z o.o.

SUPERFISH SA

www.superfish.pl

Fish Seafoods

Tan-Viet International Ltd Sp. z o.o.

www.tan-viet.com.pl

Oriental Food

TASMAN FISH TRADING Sp. z o.o.

www.tasman.com.pl

Fish Seafoods

Telko-Poland Sp. z o.o.

www.telkogroup.com.pl

Fruit & vegetables - canned, fresh, frozen

UNIQ LISNER Sp. z o.o.

www.lisner.com.pl

Fish Seafoods

Vita Fruit Sp. z o.o.

www.vitafruit.pl

Fruit

VOG Polska Sp. z o.o.

www.vog.pl

Fruit & vegetables - canned & fresh, seafoods

Wilbo S.A

www.wilbo.pl/index.php?

Fish Seafoods


FRIT,I:CERC

Ftr NO. : A221862:Jg

I'k!J. 24 mA

A3:54P1'l P1

?b-+ .dxrfllJrii.];i ;ra1!trl iiltin:

:'-4 ucn " ...... 'iirfi..i.9...p,E,.'z-. .. .."

i i'|

" rxnr..p,9q.P-..........,.,. n$:tff !Imfl n: lvnnnnllnMrf'r?lltnnu

n.nrXrln r'.:lnrlr.hSrriu nl{rar,r.r J0330 24finnim!$ 2553 rCor liu$ driuuurr

zonml orln:rrfih:n rYryr-lf,nr:6'om*riruur u1unflr1nl{hHrornlr*Iin3 dlruonr:s-ar'rrur

tfloro"rrfirih,:rulrorrgtufturirrnun:tororlrr:lllr6 1uot.yld rlo!ulruhlnrucdfinurnrngxfir?rr}nnr:uri.l1wrn.ln:nfi:urltlmf,uil,rrfiulnrnr:6n:y.t irm:r{Honrrutrnnlirirn'nrnnn.luoli::fir(MRA) ftxiunfiof dmrrrrhrir: ac16au d.tln:rnr:n-,rndrri{oqd::e.rdrfio lrn:r;r{6.rrnnrrr:r rlollulitr! a"ori!r lu:r.Jn.r (flriqflRnrnl16::mslnrfio:ldiurnn1:rh [4RAdlr.tr"u hnn"nrdorur:drrludar16! 23)6nri.s:1!r?!nt1!6nrriuocriarnuaur:rftulu:.:rl uurrilio.rni* urih,ulorirro.l lnn::rldo:rfiodulrnflr 1 MRAe',rndTl luaru;dnru:dlllnrrtor.rnlr.r lCrhrf,rrnr:r,ruri{0{n,lro:r:rire: !r;rliuHqnr:lurrnn'ttri'rf:rtnnnrua!i!iro-.:ndrr nioIltl.rt-tttlt:t!.:,rulurdo{dl*ril$d 6urlorufr rn;o;irr ro-ordrL l ulfio:'r fil r rr I finrrtruornq1"ifi rirr.rlrYdrtrf;urfilr6rlu {urqrtru6 d to f,ulnr zssa xu Home nrIr1$lrrttrlrn-urnno:n-rlrf tunr:dltonr.drlinullnrJnl:16rlnJaonlrrorlro:r:frrnrhrhnr: :l:ilrn"r w*uf,nr:r'rrlro'lndlrldrii firi1tn0iiln:l orrhu n'odnurdllnylnrrnr:r l; ihLflun-rdrnoururir-ntJf.:rlrir o,:dn:la.rrir*lqzro:rnru d{

O IEII'

6rEu$ttldaI:nf,or:nnlfnrualrn:r:rd o'nr:o:,tqrrrd.o t 6rueot @ ./w 4r/4.. aounorn,rr ur-'r6o r-,,rSllauouooo.tnae g{ r1., '1dri1M1^r!.r uka

I

I

r-bsr3ad,uiar.rdn;'raJ^sl'rr"'r,,fiVt %'A

lLi1*m>e' ?fl rr:. aal lnna!1 1:olnrnorrrrrtf J t ur! 91 frlrirln:.rn,u {:Jrrrruru lruom ir"rur{rLnr.oeg,aoz'sole

filz1 I'an v-opq'aru

,r^-rl',nt'nf,r.tLZ /,,


. FR0t1 : CERC

FCXN0. :e22I8523A

:11n1 $qnlltlt

Nov. 24 zAtA a3i54Pf1 P2

lll

"far,rnr:6nrrl te:rndl nn*nror nnrrdrnrtro nno!,sriuirlrhuiu Hfiofiru,r{orurrdrrio;aaoor16a*" innqu-ru6flfi 1B!'$11ox2559 $ KU Homon'rut$lltltlms1n"s!n!|nrd1f,o{ o.iYr!rttru - 09 1611. 09.0011.

ndrrr'q,rr{

loo , nrln"ndr"u rrtr4ydo

,gry".l!-tltnrf

09.16q-- 08.35lr.

,rlttgt"ry:lll"ttl!1_..

ndr:lldarut$nuaollrrrntt unrnrrttlrooTn:,rnrr Tcur {urlirrinlrur:roltruf,$dllnBoltr!01r1!r1t.Jmfi onrunrrrinr1|rmrft.$li11rn{ufi ofrrudornrr*rrln:rl']olmr{lul,| [cranr{nlrfli alnrrrtmr rhol'rs tr,tRA rnooulLurlft luolron ho: onrf,udlun rouro*tuiorYturn rfi (r$n']:lnfirmTfi {dr11,1unr:ltruhq irwii'! rlnsoHnnrrfl nur hl: oq:idl

10.20r|..10,35* r,r'nit!r:mlorrrrr-j.N 10.35$ - 10.55H.

urro,ttolarnn!nrrdomrrlrnllonnl uoli'liir 1l,lm;lnl!vrrnfuonrrflntn loa, o cilrJfl ffitnnrrrtlrnit!nvqr o li1lrr$rlnrhr-nfl0nl!nrr|Jn1'olrt:lrcr!1

10.55t1- 11.3611

rlur e,r,r ! inraton!mlr iotlln aluorirl tl 1t\,tRAy un:lnrnllrnnrd nnr

Tqu'

jo

mn,rilfi nn nrrrtnrri,Inrronpn:rrnrlFfrlmuonlni 1rxrlrr"nri orn i mtomrdr*rir r:r.lrltl o o"runqrrnlnrorm$nfi t$til :ltri'hu ollLLrrrqomunrrrdl'hir'rrontrll

11,35l.t.12.3011,

,thr,"i*;.- rnufiond."i,rl6';;r1rrfi{'f1ir*"-*r ili

12.301{.1330',!r.

n-nrLi!r:tnuortt:rrrii'tl

13.30r. 15.00$.

I

yl o,rrlLrltfitLfilrl$r ro!# 2

16.00$.

16.00r|.

rionorqlhilnrmr,rL,orllrrr,lllnr,mr,uur.uirrl:fulflorrfin'rflr ;tdoiudlnlrr6orf,ttlt,rdnr-'tlrrtfirur rurfl g


แบบตอบรับเข้าร่วมสัมมนา “โครงการศึกษาวิ เคราะห์ผลกระทบจากการทําความตกลงยอมรับร่วม สําหรับผลิ ตภัณฑ์อาหารสําเร็จรูปของอาเซียน” วันที่ 16 ธันวาคม 2553 ณ KU Home ภายในมหาวิ ทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1. ชื่อ-นามสกุล ................................... ........................................................... ตําแหน่ง ....................................................... หน่วยงาน .................................................................................................................................................................................. หมายเลขโทรศัพท์ ..............................................................................โทรสาร ..................................................................... E-mail address ............................................................................................. ยินดีเข้าร่ วมการสัมมนาใน

 ช่วงเช้า  ช่วงบ่าย  ช่วงเช้า-บ่าย

2 . ชื่อ-นามสกุล ................................................................................................... ตําแหน่ง ................................................... หน่วยงาน ................................................................................................................................................................................ หมายเลขโทรศัพท์ ............................................................................... โทรสาร....................................................................... E-mail address ............................................................................................... ยินดีเข้าร่ วมการสัมมนาใน

 ช่วงเช้า  ช่วงบ่าย  ช่วงเช้า-บ่าย

3 . ชื่อ-นามสกุล .................................................................................................. ตําแหน่ง .................................................... หน่วยงาน ................................................................................................................................................................................ หมายเลขโทรศัพท์ .................................................................................โทรสาร ..................................................................... E-mail address ................................................................................................. ยินดีเข้าร่ วมการสัมมนาใน

 ช่วงเช้า  ช่วงบ่าย  ช่วงเช้า-บ่าย

กรุณาส่ งแบบตอบรับกลับมาที่

คุณอนุชา วิลยั แก้ว โทร.0898925079 คุณลาวัลย์ ธนาสว่ างกุล โทร.0814804779 โทรสาร 02 218 6209 / 02 218 2891 Email: mra_project@hotmail.com

ภายในวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2553


TFPA Trade & Technical Weekly Brief: 29 November - 5 December 2010