Page 1

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

TFPA TUNA

SEAFOOD

FRUIT & VEGETABLE

ww w.thaifood.org

/26 – 30 July 2010

JULY 2010

Thai Food Processors’ Association

SWEET CORN

PINEAPPLE

FOOD INGREDTENTS & READY TO EAT

TRADER

ฟรี !!! โครงการฝึกอบรม HACCP โดยสมอ. อียอู น ุญาตให้ใช้ขา้ วโพด GM เพิ่มอีก 6 ชนิด สินค้าทูน่าและ ผลิตภัณฑ์ประจําเดือน กรกฎาคม 2553

บ.ไทยขึ้นแท่นเบอร์1 โลก ผลิตอาหารทะเล ใหญ่ส ุด-หลังTUFทมุ่ 2.8 หมื่นล.ซื้อกิจการบ.ย ุโรป

แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังอยูใ่ น ภาวะที่เปราะบาง [ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 1


CONTENTS FOOD

TECHNICAL

TRADE /FOOD INDUSRY

พบสารกําจัดแมลงผิดกฎหมายในผล Currant เมือง เบียร์ --หน้า4

สอท.ออกโรงขึ้นราคาสินค้า ต้นท ุนวัตถ ุดิบ พาเหรดพุ่งพรวด—- หน้า 8

EFSA ลดค่า ADI สีผสมอาหาร Amaranth -- หน้า 4

ไทยติดอันดับโลกประเทศแก้โลกร้อน -- หน้า 8

อียอู น ุญาตให้ใช้ขา้ วโพด GM เพิ่มอีก 6 ชนิด--หน้า 4

คาดศก.อียฟ ู ้ ื นตัวเร็วกว่าสหรัฐ—- หน้า 9

สรุปหัวข้อข่าวการประชุม ครม. สร ุปหัวข้อข่าวการประช ุม ครม. ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553--หน้า 5

FISHERY SITUATION

หน ุนเอสเอ็มอีไทยไปลงท ุนต่างแดน แก้ปัญหาขาด แคลนแรงงาน-ต้นท ุน บ่ายหน้าสูล่ าวพม่า เวียดนาม—-หน้า 9 ภาคการเงินโลกได้ขอ้ กําหนดใหม่—-หน้า 9 แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังอยูใ่ นภาวะที่ เปราะบาง--หน้า 10

สินค้าทูนา่ และผลิตภัณฑ์ประจําเดือน กรกฎาคม 2553--หน้า 5

มนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดติวเข้มผูส้ ง่ ออกไทยใช้สิทธิ AFTA—-หน้า 10

อ ุตฯสั่ ง BOI ถกเอกชน ย ุติปัญหาแรงงานต่างด้าว— หน้า 6

“จีน” ผงาดแซง “ญี่ปุ่น” ครองยักษ์เศรษฐกิจ เบอร์ 2 ของโลกแล้ว --หน้า 10

บ.ไทยขึ้นแท่นเบอร์1โลก ผลิตอาหารทะเลใหญ่ ส ุด-เครือข่ายทัว่ โลก หลังTUFทมุ่ 2.8หมื่นล.ซื้อ กิจการบ.ย ุโรป – หน้า 6

EXCHANGE RATE อัตราแลกเปลี่ยน --- หน้า 10

ข่าวประชาสัมพันธ์ FRUIT& VETGETABLE, SUGAR SITUATION

ภัยแล้งรุนแรงฉุดรายได้เกษตรกร-7

ภัยแล้งร ุนแรงฉ ุดรายได้เกษตรกร—หน้า 7

ฟรี !!! โครงการฝึกอบรม HACCP โดยสมอ. –- หน้า 11

รัสเซียร้อนตับแตก อ ุณหภูมิพ่งุ 35 องศา --หน้า 7 ชาวบ้านแห่เล่นนํ้า พืชผลเกษตรเสียหาย— หน้า 7 กษ.เปิดตัวโลโก้ใหม่เจาะตลาดอีย ู – หน้า 7

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 2


FOOD TECHNICAL พบสารกําจัดแมลงผิดกฎหมายในผล Currant เมืองเบียร์ ที่มา: มกอช วันที่ 29 ก.ค 2553

เมือ่ วันที่ 26 กรกฎาคม 2553 องค์กรคุม้ ครองสิง่ แวดล้อม กรีนพีซได้กล่าวว่า มีการพบสารกําจัดแมลงผิดกฎหมายในผลไม้ จําพวกเบอร์รี่ทปี่ ลูกในเยอรมนีซึ่งวางจําหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต โดยกลุม่ กรีนพีซกล่าวว่า ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบตั กิ ารที่นาํ ผลไม้ดงั กล่าวจากร้านขายผลไม้ในเครือเดียวกัน 4 แห่งในเยอรมนี พบว่ามีในผล Currant มีสารกําจัดแมลงรวมกันถึง 9 ชนิด ในขณะ ที่ผลงานวิจยั เดียวกันนีข้ องปี 2549 พบสารกําจัดแมลงใน ตัวอย่างผลไม้เพียงตัวอย่างละ 3 ชนิดเท่านัน้ ถึงแม้ว่าปริมาณสารกําจัดแมลงในบางกรณีจะไม่เกินที่ กฎระเบียบด้านเกษตรได้กาํ หนดไว้ แต่กรีนพีซก็กล่าวว่าสารกําจัด ศัตรูพืชหลายชนิด ที่รวมกันอาจก่อให้เกิดปั ญหา อ่านต่อคลิก

http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype=07&id=7497

EFSA ลดค่า ADI สีผสมอาหาร Amaranth

ที่มา:

มกอช วันที่ 30 ก.ค 2553

เมือ่ วันที่ 26 ก.ค 2553 สํานักงานอาหารปลอดภัยแห่ง สหภาพยุโรป (EFSA) ได้ตพี ิมพ์คา่ ของระดับที่ยอมรับได้ตอ่ วัน (ADI) ใหม่ของสีผสมอาหารสีแดง Amaranth (E123) โดยได้ สรุปว่าสีดงั กล่าวไม่เป็ นอันตรายต่อสารพันธุกรรม (Genotoxic) หรือเป็ นสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) และตั้งค่า ADI ใหม่ไว้ท่ ี 0.15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นน.ต่อวัน ซึ่งตํ่ากว่าค่าที่ คณะกรรมการด้านอาหารประจําสหภาพย ุโรป (SCF) เคย กําหนดไว้เมื่อปี 2527 ที่ 0-0.8 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นน. ต่อวัน และคณะผูเ้ ชีย่ วชาญด้านสารปรุงแต่งอาหารของ FAO/WHO (JECFA) กําหนดไว้ที่ 0-0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นน.ต่อวัน

INFORMATION

อียอู น ุญาตให้ใช้ขา้ วโพด GM เพิ่มอีก 6 ชนิด ที่มา: มกอช วันที่ 30 ก.ค 2553

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้ขา้ วโพด ที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม (GM) 6 ชนิดสําหรับใช้ เป็ นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ ในปั จจุบนั นี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้อนุญาตให้ใช้ ข้าวโพด GM 5 ชนิด ซึ่งมีรหัสดังต่อไปนี้ 1507×59122 59122×1507×NK603 MON88017×MON810 MON89034×NK603 และ Bt×GA21 ทัง้ ยังต่ออายุ ให้กบั ข้าวโพด GM รหัส Bt11 โดยอนุญาตให้นาํ เข้าและ แปรรูปพืชเหล่านีไ้ ด้แต่ยงั ไม่อนุญาตให้เพาะปลูก ทัง้ นี้ ข้าวโพดทัง้ 6 ชนิดนี้ ได้รบั การประเมินความเสีย่ ง ด้านความปลอดภัยจากสํานักงานความปลอดภัยอาหาร สหภาพยุโรป (EFSA) เป็ นที่เรียบร้อยแล้ว และได้รบั อนุญาตให้ใช้ในกฎหมายของทางสหภาพยุโรป เป็ น ระยะเวลา 10 ปี เท่านัน้ และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากข้าวโพด GM นี้ ต้องติดฉลากและสามารถทวนสอบ (Traceability) ได้

อ่านต่อ คลิก http://www.acfs.go.th/news_detail.php?ntype=07&id=7507

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 3


สรุปหัวข้อข่าวการประชุม ครม. ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกสมาคมฯ

เรือ่ งที่

เรือ่ ง

หน้า

14.

การรายงานผลการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง สรุปผลการสํารวจภาวะการทํางาน ของประชากร เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และสรุปผลการสํารวจความเดือดร้อนและความ ต้องการของประชาชน พ.ศ. 2553

17

15.

ขอความเห็นชอบในการอนุมตั ริ า่ งกฎบัตรสมาคมความร่วมมือแห่งภูมภิ าคมหาสมุทรอินเดีย ฉบับแก้ไข

20

18.

สรุปสถานการณ์ภยั แล้ง ฝนทิง้ ช่วง และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553)

22

19.

สรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ า้ นการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 23

25

ที่มา: www.thaigov.go.th วันที่ 28 ก.ค 2553 รายละเอียดดังเอกสารแนบ 1

FISHERY SITUATION สิน ค้าทูน่าและผลิตภัณฑ์ประจําเดือน กรกฎาคม 2553 ที่มา: ส่วนเศรษฐกิจการประมง กรม ประมง

สถานการณ์ภายในประเทศ

[ THAI

การผลิต ทูนา่ จากกองเรือต่างชาติที่นาํ ขึน้ ท่าในประเทศไทย ในช่วง ม.ค.-เม.ย. 53 มีปริมาณ 5,540.6 ตันโดยในเดือน เม.ย. 53 มี ปริมาณ 474 ตัน ลดลงจากเดือนที่ผา่ นมา –62.5% และเมือ่ เทียบกับเดือนเดียวกันของปี ที่ผา่ นมาลดลงเกือบเท่าตัว ชนิด ปลาทีข่ นึ้ ท่า เป็ น yellowfin 41% bigeye 24% และอีก 35% เป็ น ทูนา่ หลายชนิดคละกับปลาดาบและกระโทงแทง ผลผลิตที่ขนึ้ ท่า มาจากเรือเบ็ดราว 42% ส่วนอีก 58% มาจากเรืออวนล้อมจับ ซึ่งเป็ นเรือชักธงญี่ปุ่น สําหรับเรือผลผลิตจากเบ็ดราวได้จาก ปาปั วนิวกินี 35% ไต้หวัน 33% อินโดนีเซีย16% จีน 14% และ เบลิซ (Belize) 2% ปลาโอดําและโอลาย ช่วง ม.ค.-พ.ค. 53 มีปริมาณ 4,873 ตัน โดยในเดือน พ.ค. 53 มีปริมาณ 900 ตัน แยกเป็ นโอดํา 540 ตัน และโอลาย 360 ตัน ปริมาณปลาโอขึน้ ท่าลดลงจากเดือนที่ ผ่านมา -29.7% และเมือ่ เทียบกับปี ที่ผา่ นมาในเดือนเดียวกัน ปริมาณเพิ่มขึน้ กว่าเท่าตัว

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 4


การตลาดและการค้า ราคาทูนา่ วัตถุดบิ นําเข้ายังคงเพิ่มขึน้ อย่างต่อเนือ่ งในเดือน มิ.ย. อยูท่ ี่ราคา 1,775 USD/ตัน เพิ่มขึน้ จาก 1,500 USD/ ตัน ในเดือน พ.ค. หรือเพิ่มขึน้ +18.3% และเมือ่ เทียบกับเดือน เดียวกันในปี ที่ผา่ นมาราคาเพิ่มขึน้ +29.1% การนําเข้าทูนา่ สดแช่เย็นแช่แข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็ นวัตถุดบิ ของ ไทยช่วง ม.ค.-พ.ค.53 มีปริมาณ 360,825 ตัน มูลค่า 14,306 ล้านบาท โดยในเดือน พ.ค.53 มีปริมาณ72,773 ตัน มูลค่า 3,288 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึน้ +24.8% และ+45.6% ตามลําดับ เมือ่ เทียบกับเดือนที่แล้ว และเมือ่ เทียบกับเดือนเดียวกันในปี 52ปริมาณและมูลค่าเพิ่ม ขึ้น +2.9% และ +13.8% ตามลําดับ

การส่งออกทูนา่ กระป๋ องของไทยช่วง ม.ค.-พ.ค.53 มี ปริมาณ 214,238 ตัน มูลค่า20,715 ล้านบาท โดยในเดือน พ.ค. 53 มีปริมาณ 43,093 ตัน มูลค่า 4,219 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึน้ +7.8% และ +12.3% ตามลําดับ เมือ่ เทียบกับเดือนที่ผา่ นมาและเมือ่ เทียบกับเดือนเดียวกันในปี 52 ปริมาณเพิ่มขึน้ +11.7% แต่มลู ค่าลดลง -0.9%

การตลาดและการค้า ตลาดทูนา่ กระป๋ องในเยอรมันค่อนข้างเงียบเหงา เนือ่ งจาก เงินยูโรอ่อนตัวผลผลิตน้อย ราคาสูง มีการเสนอขายจาก ผูผ้ ลิตทูนา่ กระป๋ องน้อยทุกแหล่งผลิต แต่อย่างไรก็ตาม ผูค้ า้ ใน ตลาดเยอรมัน ไม่มผี ลกระทบจากการมีผลผลิตเข้าตลาดน้อย เพาะความต้องการก็มนี อ้ ยเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่าปลายปี ผลการจับ skipjackวัตถุดบิ ทูนา่ กระป๋ องน่าจะดีขน้ึ ราคา วัตถุดบิ น่าจะลดลง ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผูบ้ ริโภคใน ตลาดยุโรป ได้ให้ความสนใจ เรื่องการตรวจรับรองสารปรอท ตกค้างในผลิตภัณฑ์ทนู า่ ทําให้ผผู้ ลิตทูนา่ จะต้องเพิ่มค่าใช้จา่ ย ในการตรวจสารปรอท และแสดงในฉลากผลิตภัณฑ์ทนู า่ ว่า ปลอดสารปรอท (INFOFISH Trade News No. 12/2010)

สถานการณ์ภายนอกประเทศ

การผลิต

ปริมาณทูนา่ ขึน้ ท่าที่ญี่ปุ่นในช่วง 3 เดือนแรกปี 53 ลดลง -7% เมือ่ เทียบกับช่วงเดียวกันในปี ที่ผา่ นมา โดน ปริมาณทูนา่ สดชนิด bluefin albacore และskipjack ที่จบั ในเขต น่านนํา้ ของญี่ปุ่นค่อนข้างดี แต่ปริมาณทูนา่ ทีจ่ บั จากนอก น่านนํา้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ นทูนา่ แช่แข็ง ลดลงทุกชนิด โดยเฉพาะ skipjack ทําให้ตอ้ งนําเข้าเพิ่มขึน้ ในช่วงนี้ เมือ่ พิจารณา ปริมาณการนําเข้าทูนา่ รวมทุกชนิด 4 เดือนแรก ลดลง เล็กน้อย อยูท่ ี่ 95,080 ตัน จาก 95,549 ตัน ในช่วงเวลา เดียวกันของปี ทีผ่ า่ นมา เป็ นการนําเข้าลดลงสําหรับ bluefin (-69%) yellowfin และ bigeye นําเข้าใน ระดับเดิม แต่ skipjack นําเข้าเพิ่มขึน้ +37% (INFOFISH Trade News No. 12/2010)

[ THAI

ปัญหาอ ุปสรรค ผลผลิตทูนา่ ขาดแคลน เนือ่ งจากจับได้นอ้ ยในทุกพื้นที่ ทั้ง มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกทัง้ ฝัง่ ตะวันตกและ ตะวันออก ทําให้ราคาทูนา่ วัตถุดบิ ของไทยเพิ่มขึน้ โดยตลอด

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 5


อ ุตฯสัง่ BOI ถกเอกชน ย ุติปัญหาแรงงานต่าง ด้าว ที่มา: แนวหน้า วันที่ 27 ก.ค 2553

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิ ดเผยว่า ได้ มอบหมายให้สาํ นักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอ ไอ)ไปหารือกับภาคเอกชนทีไ่ ด้รบั การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอ ไอถึงความจําเป็ นในการขึน้ ทะเบียนแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็ น รายๆเพื่อนํากลับเข้าสูท่ ปี่ ระชุมคณะกรรมการส่งเสริมการ ลงทุน(บอร์ดบีโอไอ)ทีม่ นี ายกรัฐมนตรีเป็ นประธานอีกครัง้ จาก ก่อนหน้านีบ้ อร์ดได้สงั ่ ตีกลับมาศึกษาเพิ่มเติม เพราะถือว่ามี ความละเอียดอ่อนและขัดต่อนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่ กําหนดไว้ ซึ่งการนําเข้ามาคงจะต้องดูว่าแรงงานไทยขาดแคลน จริงเป็ นสําคัญและเมือ่ มีการพัฒนาคนในประเทศได้ก็จะต้องทํา การยกเลิก ด้านนางอรรชกา สีบญ ุ เรือง เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การนําเข้าแรงงานต่างด้าวคงจะต้องคํานึงถึงข้อเท็จจริงและ จําเป็ นมากน้อยเพียงใด และต้องมีการกําหนดเงือ่ นไขโดยเฉพาะ ระยะเวลา เพราะท้ายที่สดุ แล้วจะต้องใช้แรงงานไทยเพื่อไม่ให้ขดั กับนโยบายการส่งเสริมการลงทุน โดยขณะนีบ้ ีโอไออยูร่ ะหว่าง การหารือกับผูป้ ระกอบการเพื่อที่จะเสนอไปยังบอร์ดบีโอไอเร็วๆ นีเ้ พื่อตัดสินใจอีกครัง้ ในขัน้ สุดท้าย อ่านต่อคลิกhttp://www.naewna.com/news.asp?ID=220962

บ.ไทยขึ้นแท่นเบอร์1โลก ผลิตอาหารทะเล ใหญ่ส ุด-เครือข่ายทัว่ โลก หลังTUFทมุ่ 2.8 หมื่นล.ซื้อกิจการบ.ย ุโรป ที่มา:มติชนออนไลน์ วันที่ 28 ก.ค. 2553

"ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น"สยายปีกบ ุกตลาดตปท. ทมุ่ 2.8 หมื่นล้านบาทซื้อกิจการบ.ยักษ์ใหญ่อาหารทะลบร รจ ุกระป๋องในย ุโรป พร้อมขึ้นแท่นผูผ้ ลิตปลาทูนา่ บรรจ ุ กระป๋องรายใหญ่ที่ส ุดในโลก และกลายเป็นบริษทั ผลิต อาหารทะเลรายใหญ่ที่ส ุดของโลก มีเครือข่ายครอบคล ุม ไปทั่วโลก

เมือ่ วันที่ 28 ก.ค. 2553 นายธีรพงศ์ จันศิริ กรรมการ บริษทั ไทยยูเนีย่ น โฟรเซ่น โปรดักส์ จํากัด(มหาชน) แจ้งตลาด หลักทรัพย์ฯว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษทั เมือ่ วันที่ 27 กรกฎาคม 2553 มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษทั จาก 883,170,950 บาท เป็ น 1,000,000,000 บาท พร้อม อนุมตั ใิ ห้บริษทั ฯ เข้าซื้อหุน้ สามัญทัง้ หมดของบริษทั MW Brands Holdings SAS (MWBrands) จํานวนรวม 31,367,000 หุน้ หรือคิดเป็ นร้อยละ 100.00 ณ วันที่ 27 กรกฏาคม 2553 และหุน้ เพิ่มเติมอีกส่วนไม่เกิน 417,517 หุน้ ที่กาํ ลังจะ ออกภายใต้การใช้สทิ ธิของสิทธิในการซื้อหุน้ (Stock Option) ที่ ออกโดย MW Brands ประกอบกับการชําระหนีเ้ งินกูร้ ะยะยาว และหนีเ้ งินกูจ้ ากกรรมการทัง้ หมด ซึ่งคิดเป็ นมูลค่ากิจการ (Enterprise Value) รวมทัง้ สิน้ 680 ล้านยูโร (คิดเป็ นประมาณ 28,495.74ล้านบาทที่อตั ราแลกเปลีย่ น 41.9055 บาทต่อ 1 ยูโร)พร้อมแต่งตัง้ บริษทั หลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จํากัด เป็ นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อดําเนินการดังกล่าว สําหรับMW Brands เป็ นผูผ้ ลิตและจําหน่ายอาหารทะเลบรรจุ กระป๋ องแบบครบวงจรโดยมีเครื่องหมายการค้าเป็ นของตนเอง ผลิตภัณฑ์หลักคือ ปลาทูนา่ ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าจากปลาทู น่า (Value-added Tuna products) นอกจากนีบ้ ริษทั ยังจัด จําหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกีย่ วข้อง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลา แมคเคอเรล ปลาซาร์ดนี และอาหารทะเลชนิดอื่นๆ MWBrands มี สํานักงานใหญ่ ตัง้ อยูท่ ี่ประเทศฝรัง่ เศส และมีโรงงานที่ตงั้ อยู่ ในแหล่งจับปลาที่สาํ คัญ 2 แหล่ง ได้แก่ ซีเชล(Seychelles) และ กาน่า และยังมีโรงงานอยูท่ ี่ประเทศโปรตุเกส, และ ฝรัง่ เศส MW Brands จําหน่ายสินค้าในยุโรปภายใต้เครื่องหมายการค้า ทั้งหมด 4 ยี่หอ้ ได้แก่ Petit Navire และ H. Parmentier ใน ฝรัง่ เศส และ John West ในประเทศอังกฤษเนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์ และยีห่ อ้ Mareblu ในประเทศอิตาลี โดยมีสว่ นแบ่ง ทางการตลาดเป็ นอันดับต้นๆ ในประเทศฝรัง่ เศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ และอิตาลี อ่านต่อคลิก http://203.151.20.17/news_detail.php?newsid=1280315092 &grpid=04&catid=05

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 6


FRUIT& VETGETABLE, SUGAR SITUATION

ภัยแล้งร ุนแรงฉ ุดรายได้เกษตรกร ที่มา: เดลินวิ ส์ วันที่ 26 ก.ค 2553

เป็ นที่ปรากฏชัดแล้วว่าสถานการณ์ภยั แล้งในปี นีร้ นุ แรงมากกว่า ปี ที่ผา่ นมา และอาจส่งผลกระทบต่อไปยังฤดูกาลผลิตหน้าอย่าง หลีกเลีย่ งได้ยาก ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สํานักงาน เศรษฐกิจการเกษตร ได้ออกมาระบุถึงปั ญหาภัยแล้งที่สร้างความ เสียหายต่อภาคเกษตรตัง้ แต่ชว่ งต้นปี ที่ผา่ นมาจนถึงขณะนี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ภยั แล้งต่อภาค การเกษตรว่า มีพื้นทีท่ ี่คาดว่าจะได้รบั ความเสียหายประมาณ 44 จังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นทีก่ ารเกษตรและผลผลิตสินค้าเกษตร ที่สาํ คัญหลายอย่าง คิดเป็ นมูลค่าความเสียหายไม่ตาํ่ กว่า 13,986 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรที่ได้รบั ผลกระทบ ได้แก่ ข้าวนาปรัง สับปะรด ปาล์มนํ้ามัน และไม้ผล ส่วนพืชเกษตรที่ไม่ได้รบั ผลกระทบมีประมาณ 1.9 ล้านตัน ได้แก่ ข้าวนาปี มันสําปะหลัง อ้อย โรงงาน ปศุสตั ว์และประมง อ่านต่อคลิก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&catego ryId=344&contentID=80580

รัสเซียร้อนตับแตก อ ุณหภ ูมิพงุ่ 35 องศา ชาวบ้านแห่เล่นนํ้า พืชผลเกษตรเสียหาย ที่มา: แนวหน้า วันที่ 26 ก.ค 2553

[ THAI

สํานักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงมอสโก เมือง หลวงของสหพันธรัฐรัสเซีย กําลังเผชิญกับคลืน่ ความร้อนที่ ส่งผลให้อณ ุ หภูมขิ องมหานครทีม่ ปี ระชากรอาศัยอยูก่ ว่า 10.5 ล้านคนแห่งนี้ ล่าสุดอยูท่ ี่ 35 องศาเซลเซียสถือเป็ น ระดับสูงสุดของรัสเซียนับตัง้ แต่ปี 1981 เป็ นต้นมา ขณะเดียวกันมีรายงานว่าคลืน่ ความร้อนที่กาํ ลังแผ่ปกคลุม พื้นที่สว่ นต่างๆของรัสเซียทําให้พื้นที่เพาะปลูกของรัสเซีย เสียหายเป็ นวงกว้างกินพื้นที่ไปแล้วกว่า 92,000 ตาราง กิโลเมตร ด้านศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติของรัสเซีย ออกมาระบุวา่ มีโอกาสน้อยมากที่อณ ุ หภูมขิ องอากาศใน รัสเซียจะลดลงในช่วง 2-3 วันข้างหน้าเนือ่ งจากคลืน่ ความ ร้อนยังคงจะไม่เคลือ่ นตัวออกไปจากอาณาเขตของประเทศ โดยมีความเป็ นไปได้ทอี่ ณ ุ หภูมอิ าจพุ่งสูงถึง 40 องศา เซลเซียสในช่วงปลายสัปดาห์ และการที่รสั เซียถูกปกคลุม ด้วยคลืน่ ความร้อนเป็ นเวลานานเช่นนีอ้ าจทําให้เกิดภาวะ ขาดแคลนอาหารตามมาในปี นีเ้ นือ่ งจากพืชผลทางการ เกษตรส่วนใหญ่จะได้รบั ความเสียหาย อ่านต่อคลิก http://www.naewna.com/news.asp?ID=220815

กษ.เปิดตัวโลโก้ใหม่เจาะตลาดอีย ู ที่มา:ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 29 ก.ค พ.ศ. 2553

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เปิ ดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมประกาศกฎ กระทรวงเรื่องใช้เครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ภายใต้ พ.ร.บ มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของคณะกรรมาธิการ ยุโรป เรื่องการควบคุมการผลิตและการติดฉลากผลิตภัณฑ์ อินทรีย์ (Logo) ใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตง้ั แต่วนั ที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งกฎระเบียบใหม่นไี้ ด้บงั คับให้สนิ ค้าที่ผลิตในสหภาพ ยุโรปต้อง ติดโลโก้บนฉลาก และต้องระบุแหล่งผลิตสินค้าด้วย ขณะเดียวกันสินค้าเกษตรอินทรียท์ ี่นาํ เข้าจากประเทศ ภายนอกสหภาพยุโรปให้เป็ นไปอย่างสมัครใจ การติดฉลาก สามารถกระทําได้ เมือ่ มีวตั ถุดบิ หรือส่วนประกอบอินทรีย์ มากกว่า 95% ของส่วนประกอบทัง้ หมด ทัง้ ยังห้ามใช้สนิ ค้า จีเอ็มโอ (GMO) ในการผลิตสินค้าอินทรีย์ แต่อนุญาตให้พบ จีเอ็มโอปนเปื้ อนอย่าง ไม่ตงั้ ใจ 0.9% จึงสามารถระบุได้วา่ เป็ นสินค้าเกษตรอินทรีย์

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 7


TRADE /F OOD INDUSRY สอท.ออกโรงขึ้นราคาสินค้า ต้นท ุนวัตถ ุดิบ พาเหรดพุ่งพรวด ที่มา: ไทยโพสต์ วันที่ 26 ก.ค 2553

สอท.ออกโรงส่งสัญญาณขึน้ ราคาสินค้าไตรมาส 4 เอกชน เจอต้นทุนวัตถุดบิ ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรพาเหรด ปรับตัว ผลพวงเศรษฐกิจฟื้ น พิษภัยแล้ง แถมเจอเด้ง 2 เสียค่าหัวแย่งแรงงาน ดันต้นทุนผลิตขยับสูง แนวโน้มพุง่ พรวด นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกิตติมศักดิแ์ ละ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร สภา อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิ ดเผยว่า แนวโน้ม ราคาสินค้าช่วงไตรมาส 4 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึน้ จาก ทิศทางราคาวัตถุดบิ การผลิตสินค้า ทั้งวัตถุดบิ จาก ภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร ซึ่งเริ่มปรับตัวสูงขึน้ จาก ปั จจัยความต้องการสินค้าที่ขยายตัวจากเศรษฐกิจโลกฟื้ น และภาวะภัยแล้ง นอกจากนีย้ งั มีตน้ ทุนจากปั จจัยแรงงาน ขาดแคลนโดยเฉพาะระดับช่างฝี มือที่สง่ ผลให้หลาย อุตสาหกรรมต้องดึงตัวแรงงานด้วยการจ่ายค่าแรงที่ สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับราคาสินค้าคงไม่สามารถปรับ ขึน้ ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริงได้เนือ่ งจากเศรษฐกิจเพิ่งเริ่ม ฟื้ นตัวทําให้การแข่งขันสูงและแรงซื้อประชาชนยังไม่ได้ดี มากนัก

ไทยติดอันดับโลกประเทศแก้โลกร้อน

ที่มา: ไทยรัฐ

วันที่ 27 ก.ค 2553

นายทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรกั ษ์พลังงาน (พพ.) เปิ ดเผยว่า พพ.ได้รบั รายงานจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรืออบก. ที่ได้รวบรวมข้อมูลและสถิติ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามกลไกการพัฒนาที่ สะอาดของไทย( CDM )ซึ่งปั จจุบนั พบว่า มีโครงการที่ได้รบั หนังสือรับรองเป็ นโครงการ CDM จากอบก. หรือ(Letter of Approval: LoA) แล้วทัง้ สิ้น 111 โครงการ จากโครงการที่ยื่น แสดงเจตจํานงเป็ นโครงการCDM ทัง้ สิ้น 195 โครงการ โดย ส่วนใหญ่ 60 %เป็ นโครงการประเภท ชีวมวลและก๊าซ ชีวภาพ รองลงมาได้แก่กลุม่ พลังงานทดแทนประเภทอื่น ๆ อาทิ ลม แสงอาทิตย์ พลังงานนํา้ เป็ นต้น

ทั้งนี้ จากโครงการทัง้ หมดที่ได้ LoA พบว่าได้รบั การขึน้ ทะเบียนรับรองโครงการ CDM จากสหประชาชาติวา่ ด้วย ความเปลี่ยนแปลงของภูมอิ ากาศ (UNFCCC) จํานวน 36 โครงการ คิดเป็ นปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกจากการ ดําเนินโครงการได้ทงั้ สิ้น 2.13 ล้านตันคาร์บอนต่อปี โดย เป็ นที่นา่ ยินดีว่าเมือ่ ดูจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ ทําให้ไทยติดอันดับ 15 ของโลก และอยูอ่ นั ดับที่ 7 ของชาติ ในเอเชีย แต่หากดูจากโครงการที่ได้รบั การขึน้ ทะเบียนกับ สหประชาชาติ พบว่าไทยอยูอ่ ันดับที่ 10 ของโลก และติด อันดับที่ 6 ของเอเชีย อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/99189

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 8


คาดศก.อียฟ ู ้ ื นตัวเร็วกว่าสหรัฐ ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

วันที่ 27 ก.ค 2553

สํานักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิ ดเผยผลสํารวจความ คิดเห็นของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ระหว่างสหภาพยุโรป หรืออีย ู กับสหรัฐฯ ครัง้ ล่าสุดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจอียนู น้ั มีโอกาสที่จะก้าวขึน้ สูภ่ าวะสดใส เรืองรอง ถึงแม้ว่าตลอดช่วงปี นีเ้ ป็ นต้นมา กลุม่ ประเทศอียทู ี่ใช้สกุล เงินยูโร หรือยูโรโซน จะประสบวิกฤติหนีเ้ สียจากภาคสาธารณะ และ ภาวะการขาดดุลงบประมาณจํานวนมหาศาลรุมเร้าก็ตาม แต่ถึง กระนัน้ ก็ยงั เชือ่ มัน่ ว่า อียจู ะสามารถผ่านพ้นวิกฤติครัง้ นี้ กลับมาสู่ ภาวะเรืองรองทางเศรษฐกิจอีกครัง้

นางสาวหิริญญา สุจินยั ที่ปรึกษาด้านการลงทุนสํานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิ ดเผยว่า บีโอ ไอมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ผปู้ ระกอบการเอสเอ็มอีในระดับ ท้องถิ่นไปทําการตลาดและลงทุนในต่างประเทศมากขึน้ เพื่อ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สงู และ การแข็งค่าของเงินบาทจนทําให้ความสามารถในการแข่งขัน ลดลง เบื้องต้นจะผลักดันกลุม่ สิง่ ทอเครื่องนุง่ ห่ม การ ก่อสร้าง และเกษตรแปรรูปไปลงทุนในประเทศลาว พม่า เวียดนาม และกลุม่ ประเทศแอฟริกา เป็ นต้น อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/99429

ภาคการเงินโลกได้ขอ้ กําหนดใหม่ ที่มา:

ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 28 ก.ค 2553

จากการทีด่ าํ เนินมาตรการรับมือกับวิกฤติขา้ งต้น โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งมาตรการปรับลดงบประมาณรายจ่าย หรือนโยบายรัดเข็มขัด ของภาครัฐ นอกจากนีเ้ ศรษฐกิจของประเทศอียใู หญ่ ๆ เช่น เยอรมันและอังกฤษยังมีการเติบโตอย่างต่อเนือ่ งขณะที่ สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯนัน้ ปรากฏว่า เติบโตน้อยกว่าที่ บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์กนั ไว้ โดยจากผลสํารวจความ คิดเห็นระบุวา่ ในไตรมาสที่ 2 นี้ เติบโตในอัตราร้อยละ 2.5 ลดลง จากไตรมาสแรกที่เติบโตร้อยละ 2.7 และยังน้อยกว่าเมือ่ ไตรมาส สุดท้ายของปี ที่แล้วที่เติบโตถึงร้อยละ 5.6 ด้วย

หน ุนเอสเอ็มอีไทยไปลงท ุนต่างแดน แก้ปัญหา ขาดแคลนแรงงาน-ต้นท ุน บ่ายหน้าสูล่ าวพม่า เวียดนาม ที่มา: ไทยรัฐ วันที่ 28 ก.ค 2553

หลังจากที่นกั ลงทุนได้โล่งใจกับผลการตรวจสอบสถานะ ความแข็งแกร่ง หรือ stress test ของ 91 ธนาคารในยุโรปที่ เปิ ดเผย ออกมาอย่างเป็ นทางการเมือ่ วันศุกร์ทผี่ า่ นมา (23 ก.ค.) ซึ่งแม้หลายฝ่ ายจะติงว่าไม่ให้รายละเอียดมากนักแต่โดย ภาพรวมก็ให้ผลในเชิงบวกออกมาเป็ นส่วนใหญ่ ล่าสุดเมือ่ วัน จันทร์ที่ผา่ นมา (26 ก.ค.) ผูว้ ่าการธนาคารกลางและผูก้ าํ กับ นโยบายการเงินของนานาประเทศได้บรรลุขอ้ ตกลงในเบื้องต้น ร่วมกันเพื่อกําหนดมาตรฐานใหม่ที่ได้รบั ความคาดหมายว่าจะ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กบั ระบบการเงินโลกมากยิ่งขึน้

ภายใต้ขอ้ ตกลงใหม่ดงั กล่าวของคณะกรรมาธิการบาเซิล ว่าด้วยการกํากับดูแลภาคการเงิน ธนาคารพาณิชย์ จําเป็ นต้องสํารองเงินทุนมากขึน้ และมีเงินสดในงบดุลบัญชี มากขึน้ เพื่อรองรับความเสีย่ งทีอ่ าจเกิดขึน้ อย่างไม่คาดฝัน แต่ ข้อตกลงยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดว่าเงินสดและทุนสํารองที่ ต้องมีเพิ่มขึน้ นัน้ เป็ นจํานวนเท่าใดในขัน้ ตํา่ อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view =article&id=37135:2010-07-28-02-0037&catid=90:2009-02-08-11-24-34&Itemid=425 [ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 9


แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังอยูใ่ นภาวะที่ เปราะบาง ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 29 ก.ค 2553

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิ ดเผยว่า ยอดสัง่ ซื้อสินค้าคงทน ประจําเดือนมิ.ย.ร่วงลง 1.0% สวนทางกับที่นกั วิเคราะห์สว่ น ใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึน้ 1.0% และเป็ นการปรับตัวลงติดต่อกัน 2 เดือน โดยยอดสัง่ ซื้อเครื่องบินร่วงลงมากกว่า 25% และหากไม่ นับรวมสินค้าในหมวดการขนส่งซึ่งเป็ นหมวดสินค้าทีม่ คี วามผัน ผวนมาก พบว่า ยอดสัง่ ซื้อสินค้าคงทนเดือนมิ.ย.ปรับตัวลดลง 0.6% ทัง้ นี้ ยอดสัง่ ซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าทีม่ อี ายุการใช้งาน นานกว่า 3 ปี เป็ นดัชนีวดั สถานะความแข็งแกร่งของภาคการ ผลิตซึ่งถือเป็ น 1 ในแรงขับเคลือ่ นหลักของระบบเศรษฐกิจสหรัฐ โดยในช่วงที่ผา่ นมา ภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้สง่ ผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมหลักๆของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องจักร อิเล็กทรอนิก ยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก ก่อนหน้านี้ สหรัฐรายงาน ดัชนีความเชือ่ มัน่ ผูบ้ ริโภคเดือน ก.ค.ร่วงลงสูร่ ะดับ 50.4 จุด จากเดือนมิ.ย.ที่ระดับ54.3 จุด ลดลงมากกว่าทีน่ กั วิเคราะห์คาดว่าจะอยูท่ ี่ระดับ 51.0 จุด สะท้อนให้เห็นว่าผูบ้ ริโภคมีความวิตกกังวลเกีย่ วกับอัตราว่างงาน ที่อยูใ่ นระดับสูงและภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้ ผูบ้ ริโภคลดการใช้จา่ ย

มนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ เปิดติวเข้มผูส้ ง่ ออกไทยใช้สิทธิ AFTA ที่มา: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 29 ก.ค 2553

ผ่านมา 6 เดือน นับจากวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ความตก ลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้ ด้วยการลด อัตราภาษีสนิ ค้าปกติ (Normal List) กว่า 8,000 รายการ ลง เหลือ 0% จะส่งผลดีกบั การค้าของไทยและอาเซียนอย่างที่ คาดหวังกันไว้หรือไม่ นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ พูดถึงบทบาทในการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก การลดภาษี ตลอดจนแนวทางการเยียวยาผลกระทบจาก AFTA

[ THAI

รายงานล่าสุดในช่วง 5 เดือนแรกที่ผา่ นมา ปรากฏว่าการ ส่งออกสินค้าไทยมีสดั ส่วน 48% มูลค่า 5,115 ล้านเหรียญ สหรัฐ จากการส่งออกสินค้าทีอ่ ยูภ่ ายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 10,644 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึน้ จากปี ก่อนที่มสี ดั ส่วน 42% มูลค่า 3,166 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกสินค้าที่อยูภ่ ายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 7,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ตาม แต่ยงั ไม่เป็ นไปตามที่ กระทรวงพาณิชย์หวังไว้ เพราะถ้าจะเกิดประโยชน์จาก AFTA จริง จะต้องมีผปู้ ระกอบการมาใช้สทิ ธิ 100% หากเทียบกับ สิงคโปร์-มาเลเซียที่มคี วามพร้อมกว่าเรามากทัง้ ทรัพยากร/ บุคคลและเทคโนโลยี เราคงเป็ นเบอร์ 2 หรือ 3 ซึ่ง ต่อไปเป็ น หน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะต้องไปศึกษาว่ามีสาเหตุ อะไร ทําไมผูป้ ระกอบการไม่มาใช้สทิ ธิ AFTA เพราะไม่ร ู้ หรือไม่ พร้อม และจะแก้ไขปั ญหานีอ้ ย่างไร อ่านต่อคลิก

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv 05290753&sectionid=0203&day=2010-07-29

“จีน” ผงาดแซง “ญี่ปุ่น” ครองยักษ์ เศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกแล้ว ที่มา: ไทยรัฐ วันที่ 31 ก.ค 2553

อี้ กัง รองผูว้ ่าการธนาคารแห่งชาติของจีน ซึ่งปั จจุบนั ควบตําแหน่งประธานกํากับดูแลด้านอัตราแลกเปลีย่ นด้วย นัน้ ให้สมั ภาษณ์กบั นิตยสารท้องถิ่น “ก่ายเก๋อ” ซึ่งมีการลง ในเว็บไซต์ www.safe.gov.cn วันนี้ (30 ก.ค.) ระบุวา่ ในความ เป็ นจริงตอนนี้ จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึน้ มาเป็ นประเทศที่มี เศรษฐกิจใหญ่ทสี่ ดุ เป็ นอันดับ 2 ของโลกแล้ว "จีดพี ีจีนขยายตัว 11.1 เปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งปี แรกของปี 2010 เมือ่ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี ก่อน และน่าที่จะ รักษาอัตราการขยายตัวโดยรวมในปี นีไ้ ว้ที่ระดับ 9 เปอร์เซ็นต์ได้" อี้ กล่าว นอกจากนี้ ตามที่ธนาคารโลก โกลด์แมน แซคส์ รวมไปถึง สถาบันชือ่ ดังรายอื่นๆ เคยทํานายไว้ จีนมีโอกาสสูงที่จะแซง หน้าสหรัฐฯขึน้ มาเป็ นมหาอํานาจเบอร์หนึง่ ของโลกได้ใน ราวๆ ปี 2025 แต่ทงั้ นีก้ ็ขนึ้ อยูก่ บั การขึน้ ลงของค่าเงิน หยวนด้วย ทัง้ นี้ เศรษฐกิจจีนแซงหน้าอังกฤษและฝรัง่ เศสได้ในปี 2005 จากนัน้ ก็ปาดหน้าเยอรมนีขนึ้ มาครองตําแหน่งยักษ์เศรษฐกิจ เบอร์ 3 ได้ในปี 2007 และหากไม่มอี ะไรผิดพลาด จีนจะแซง หน้าญี่ปุ่นอย่างเป็ นทางการภายในปี 2010 นี้

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 10


CURRENCY

EXCHANGE RATE

ทีม่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูลวันที่ 1,3,4,10,11,16,17,18,24,25,26,31 กรกฎาคม 2553 ไม่มีตวั เลขอัตราแลกเปลี่ยน จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีม่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 11


ข่ าวประชาสั มพันธ์ ฟรี !!! โครงการฝึกอบรม HACCP โดยสมอ. สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อ ุตสาหกรรม ได้ประกาศกําหนดมาตรฐานระบบการวิเคราะห์ อันตรายและจุดวิกฤตที่ตอ้ งควบคุมในการผลิตอาหาร มอก. 7000-2540 (HAZARD ANALYSIS AND CRITICAL CONTROL POINT (HACCP) SYSTEM) ขึน้ เพื่อเป็ นแนวทางให้หน่วยงานต่างๆ นําไปใช้ปฏิบตั เิ พื่อให้เกิดความมัน่ ใจในความ ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และจัดให้มี "โครงการ ฝึ กอบรมและให้คาํ ปรึกษาแนะนําการจัดระบบการวิเคราะห์อนั ตรายและจุดวิกฤตที่ตอ้ งควบคุมในการผลิตอาหาร-HACCP" เพื่อให้ความช่วยเหลือหน่วยงานในการพัฒนาและจัดทําระบบ HACCP ได้สาํ เร็จ จนสามารถได้รบั การรับรอง โครงการใช้ เวลาดําเนินการทัง้ สิ้น 10 เดือน คุณสมบัตเิ บื้องต้นต้องเป็ นบริษทั ที่ยงั ไม่เคยได้รบั การรับรองระบบ HACCP รับจํานวน จํากัด First Come First Serve โดยจะเริ่มโครงการประมาณปลายปี 2553 สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ท่ี สํานักส่งเสริมและพัฒนาด้านการ มาตรฐาน กลมุ่ พัฒนาผูป้ ระกอบการด้านมาตรฐาน โทร. 02-202 3431, 02-202 3431 โทรสาร 02-3543315, 02-354-3315, 02-354-3157, 02-354-3157 รายละเอียดังเอกสารแนบ 2

[ THAI

FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ISSUE 7

]

Page 12


http://www.thaigov.go.th

ข่าวที่ 01/07 วันที่ 28 กรกฎาคม 2553

วันนี ้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้ องประชุมคณะรัฐมนตรี ชัน้ 2 สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล นายอภิสทิ ธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็ นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนัน้ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษก ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และนายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ แถลงข่าวผลการประชุม คณะรัฐมนตรี สรุปสาระสําคัญได้ ดงั นี ้ กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้ วยการให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ รับเงินเดือนสูง กว่าหรื อตํ่ากว่าขันตํ ้ ่า หรื อสูงกว่าขันสู ้ งของอันดับ พ.ศ. .... 2. เรื่ อง ร่างแผนแม่บทสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553 – 2557 และร่ างระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี วา่ ด้ วยการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. .... 3. เรื่ อง ร่างพระราชบัญญัตกิ ารส่งเสริมสังคมแห่งการเรี ยนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... 4. เรื่ อง ร่างกฎกระทรวงกําหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระบิดาแห่งการค้ าไทย พ.ศ. .... 5. เรื่ อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เศรษฐกิจ 6. เรื่ อง 7. เรื่ อง 8.

เรื่ อง

9.

เรื่ อง

10. 11.

เรื่ อง เรื่ อง

12.

เรื่ อง

การทบทวน ปรับปรุง หรื อยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับสิทธิพิเศษของหน่วยงานต่าง ๆ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรือจําเป็ น เพื่อใช้ ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดล วิทยานุสรณ์ 2 ที่ประสบปั ญหาอัคคีภยั การใช้ กระบวนการอนุญาโตตุลาการในสัญญาการให้ สนิ เชื่อโครงการก่อสร้ างโรงไฟฟ้า พลังความร้ อน Hongsa Mine-Mouth Power Project กับ Hongsa Power Co.,Ltd สรุปผลการรับฟั งความคิดเห็นของประชาชนในงาน “6 วัน 63 ล้ านความคิด” ร่วมเดินหน้ า ปฏิรูปประเทศไทย” ผลการสํารวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว พ.ศ. 2553 ผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั ิ การไทยเข้ มแข็ง 2555 ครัง้ ที่ 6/2553 สถิตจิ ํานวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจําแนกรายสัญชาติและรายได้ ย้ อนหลัง 10 ปี (ปี 2543-2552) และ 6 เดือนของปี 2553 (มกราคม-มิถนุ ายน)

สังคม 13. 14.

เรื่ อง เรื่ อง

รายงานการพัฒนาระบบราชการไทย ประจําปี พ.ศ. 2552 การรายงานผลการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่ อง สรุปผลการสํารวจภาวะการ ทํางานของประชากร เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และสรุปผลการสํารวจความเดือดร้ อน และความต้ องการของประชาชน พ.ศ. 2553


2 ต่ างประเทศ 15. เรื่ อง ขอความเห็นชอบในการอนุมตั ริ ่างกฎบัตรสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทร อินเดีย ฉบับแก้ ไข 16. เรื่ อง รายงานการปฏิบตั ริ าชการในสาธารณรัฐประชาชนจีนของรองนายกรัฐมนตรี 17. เรื่ อง ขอความเห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้ วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดม ศึกษาระหว่างไทย-จีน

เรื่องที่คณะรัฐมนตรี รับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 18. เรื่ อง สรุปสถานการณ์ภยั แล้ ง ฝนทิ ้งช่วง และการให้ ความช่วยเหลือ (ข้ อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553) 19. เรื่ อง สรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 23 แต่ งตัง้ 20. เรื่ อง แต่งตัง้ 1. การปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สนิ ทางปั ญญาแห่งชาติ 2. แต่งตังกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา 3. แต่งตังข้ ้ าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ********************************* กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี อย่างเป็ นทางการกับสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกครัง้ หนึง่ สํานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรื อวันที่มีการประชุม ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟั งได้ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจําจังหวัด และติดตามมติคณะรัฐมนตรี ที่สําคัญได้ ทางรายการ “เจาะลึก ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันอังคารในเวลา 21.00-22.00 น. “หากท่านใดประสงค์จะขอรับข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี สมัครได้ ทาง www.thaigov.go.th “


3 กฎหมาย 1. เรื่อง ร่ างกฎ ก.ค.ศ. ว่ าด้ วยการให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ รับเงินเดือนสูงกว่ าหรือ ตํ่ากว่ าขัน้ ตํ่า หรื อสูงกว่ าขัน้ สูงของอันดับ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้ วยการให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ รับเงินเดือน สูงกว่าหรื อตํ่ากว่าขันตํ ้ ่า หรือสูงกว่าขันสู ้ งของอันดับ พ.ศ. .... ที่สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงาน ก.พ. เสนอ และให้ ดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง 1. กระทรวงศึกษาธิการได้ วเิ คราะห์ประเด็นความเห็นของ ดร.สืบแสง พรหมบุญ แล้ ว มีความเห็นว่า ร่างกฎ ก.ค.ศ. ข้ อ 2 ที่ ดร.สืบแสงฯ อ้ างถึง คือกรณีที่กาํ หนดให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ท่ไี ด้ รับ เงินเดือนถึงขัน้ สูงของอันดับเงินเดือนของตําแหน่ งและวิทยฐานะในอันดับ คศ. 3 และ คศ. 4 ได้ รับเงินเดือนใน อันดับที่สูงขึน้ ไม่ เกิน 2 ขัน้ (ได้ รับเงินเดือน คศ. 4 และ คศ. 5) นัน้ เป็ นข้ อมูลร่างกฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่ผา่ นการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 แต่เมื่อร่างกฎ ก.ค.ศ. ดังกล่าวได้ ผา่ นการตรวจพิจารณาของสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ ว มีการแก้ ไขจากเดิมเป็ น “ข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใด เมื่อได้ รับเงินเดือน ถึงขันสู ้ งของอันดับเงินเดือนของตําแหน่งและวิทยฐานะในอันดับ คศ. 3 และ คศ. 4 ให้ ผ้ ูนัน้ ได้ รับเงินเดือนในอันดับที่ สูงขึน้ ในขัน้ ที่เทียบได้ ตรงกันกับขัน้ เงินเดือนของอันดับเดิมตามตารางเทียบขันเงิ ้ นเดือนแต่ละอันดับที่ข้าราชการครู ้ ดํารงตําแหน่งและวิทยฐานะสูงขึ ้นท้ ายกฎ ก.ค.ศ. นี ้ ...” และบุคลากรทางการศึกษาจะได้ รับเมื่อได้ รับการบรรจุและแต่งตังให้ 2. กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงาน ก.พ. มีความเห็นในประเด็นข้ อสังเกตของ ดร.สืบแสงฯ ดังนี ้ ข้ อสังเกตของ ดร.สืบแสงฯ ความเห็นของกระทรวงศึกษาธิการ/สํานักงาน ก.พ. (1) การกําหนดให้ ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาผู้ได้ รับเงินเดือน ถึงขันสู ้ งของอันดับเงินเดือนของตําแหน่ง และวิทยฐานะในอันดับ คศ. 3 และ คศ. 4 ได้ รับเงินเดือนในอันดับที่สงู ขึ ้นไม่เกิน 2 ขัน้ อาจไม่สอดคล้ องกับหลักการ กําหนดอัตราเงินเดือนของข้ าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในแต่ละ อันดับซึง่ เป็ นไปตามค่างานกับผู้ที่ได้ รับ การแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งและวิทย ฐานะสูงขึ ้นด้ วย

กระทรวงศึกษาธิการ - ร่างกฎ ก.ค.ศ. ดังกล่าวเป็ นการจ่ายค่าตอบแทนให้ แก่ข้าราชการครูและบุคลาก ทางการศึกษาซึง่ ยังคงปฏิบตั หิ น้ าที่เดิม วิทยฐานะเดิม ที่ไม่ประสงค์จะขอให้ มีวทิ ยฐานะ แต่มีความทุม่ เทและเสียสละให้ กบั การจัด การเรี ยนการสอน การบริ หารหรื อการนิเทศกา ซึง่ จะได้ รับค่าตอบแทนเพิม่ เฉพาะเงินเดือนเท่านันเป็ ้ นการจ่ายค่าตอบแทนตามค่างานข ตําแหน่งส่วนเงินวิทยฐานะยังคงรับในวิทยฐานะเดิมต่อไป ซึง่ จะเป็ นอีกทางเลือกหนึง่ ขอ ข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ตงใจทํ ั ้ างาน สําหรับประเด็นอาจเกิดความไม ธรรมกับผู้ได้ รับการแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งและวิทยฐานะสูงขึ ้นนันเห็ ้ นว่า ข้ าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาผู้ได้ รับเงินเดือนถึงขันสู ้ งสุดของอันดับจะได้ รับค่าตอบแทนเฉพา ้ ดํารงตําแหน่งและวิท เป็ นเงินเดือนแต่ไม่ได้ รับเงินวิทยฐานะ ส่วนผู้ที่ได้ รับการแต่งตังให้ สูงขึ ้นจะได้ รับทังเงิ ้ นเดือนและเงินวิทยฐานะ จึงไม่ก่อให้ เกิดความไม ธรรมแต่ประการใด (2) ข้ าราชการครูและบุคลากรทางการ กระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาผู้ดํารงตําแหน่งใดในระดับใด ควร - ระบบตําแหน่งของข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็ นตําแหน่งประเภทวิชาก ความสามารถหรื อคุณวุฒิหรื อประสบการณ์ของบุคคลเป็ นหลัก แม้ วา่ ลักษณะหน้ าที่คว ได้ รับเงินเดือนในอันดับที่ตนดํารง ตําแหน่ง และปฏิบตั หิ น้ าที่ในตําแหน่ง รับผิดชอบจะไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจได้ รับเงินเดือนในระดับที่สงู ขึ ้นไป เพราะถือว่าบุคคล ประสบการณ์ในหน้ าที่ใดมากย่อมปฏิบตั งิ านในหน้ าที่นนดี ั ้ กว่าผู้มีประสบการณ์น้อยเป็ น นัน้ ประกอบกับตําแหน่งดังกล่าวเป็ น สร้ างระบบขึ ้น รองรับข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับง ตําแหน่งประเภทวิชาการในลักษณะ หน้ าที่ที่สงู ขึ ้นให้ ได้ รับเงินเดือนสูงขึ ้น เช่นเดียวกับตําแหน่งประเภทวิชาการ ตามระบบจําแนกตําแหน่งของข้ าราชการ พลเรื อน ซึ่งไม่ เคยมีการดําเนินการใน ลักษณะเช่ นนี ้ (3) หากดําเนินการตามแนวทางดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ - ไม่เป็ นภาระด้ านงบประมาณมากนัก เนื่องจากปั จจุบนั มีข้าราชการครูและบุคลากรทา จะก่อให้ เกิดผลกระทบด้ านภาระ ศึกษาที่ได้ รับเงินเดือนถึงขันสู ้ งสุดของอันดับเงินเดือนในอันดับ คศ. 3 มีจํานว งบประมาณเกี่ยวกับบําเหน็จบํานาญ 1,683 คน และอันดับ คศ. 4 จํานวนเพียง 252 คน ซึง่ จะใช้ งบประมาณเฉพาะในส่วนท ของข้ าราชการและบุคลากรทางการ


4

ศึกษา และทําให้ เกิดความเหลื่อมลํ ้าและ เงินเดือนเท่านัน้ สําหรับประเด็นที่จะทําให้ เกิดความเหลือ่ มลํ ้าและไม่เป็ นธรรมกับข้ าราช ความไม่เป็ นธรรมต่อข้ าราชการประเภท ประเภทอื่น เห็นนว่าวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็ นวิชาชีพชันสู ้ ง มีความสําค อื่น ๆ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงจําเป็ นต้ องมีระบบเงินเดือนที่ก้าวหน้ าเป็ นมาตรการจูง ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความประพฤติดีก้าวเข้ าสูว่ ิชาชีพ สํานักงาน ก.พ. - หากดําเนินการตามแนวทางดังกล่าวจะก่อให้ เกิดผลกระทบด้ านภาระงบประมาณเกี่ย เงินเดือนและบําเหน็จบํานาญของข้ าราชการและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มสูงขึ ้น ทังนี ้ คํานวณภาระงบประมาณโดยใช้ ฐานข้ อมูลจํานวนข้ าราชการครูตามบัญชีถือจ่ายของ กรมบัญชีกลาง ปี งบประมาณ พ.ศ. 2552 ประมาณการอย่างน้ อยต้ องใช้ งบประมาณเพ ปี ที่ 1 จํานวน 40 ล้ านบาท ปี ที่ 2 จํานวน 106 ล้ านบาท ปี ที่ 3 จํานวน 180 ล้ านบาท ปี ท จํานวน 279 ล้ านบาท ปี ที่ 5 จํานวน 403 ล้ านบาท และปี ที่ 10 จํานวน 1,089 ล้ านบาท หากดําเนินการตามแนวทางนี ้ จะไม่เป็ นธรรมกับ ข้ าราชการประเภทอื่น (4) ในความเป็ นจริ ง เงินเดือนข้ าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในปั จจุบนั - ตําแหน่งข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็ นต ที่ถือความสามารถหรื อคุณวุฒิและประสบการณ์ของบุคคลเป็ นหลัก หากปฏิบตั งิ านใน เป็ นไปตามพระราชบัญญัตริ ะเบียบ ข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หนึง่ เป็ นเวลานานย่อมมีความชํานาญความเชี่ยวชาญในการปฏิบตั งิ าน แม้ วา่ หน้ าที่ควา รับผิดชอบจะไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจได้ รับเงินเดือนในระดับที่สงู ขึ ้นไป ดังนันในข้ ้ อนี ้จึงไม่ม อยูแ่ ล้ ว ซึง่ ข้ าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาทัง้ 4 ประเภท คือ 1. ครูผ้ มู ี ประเด็นพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวทิ ยฐาน เชี่ยวชาญพิเศษเทียบได้ กบั ตําแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 10 ก็เนื่องจากเป็ นระบบการป ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2. วิทยฐานะที่พจิ ารณาจากผลการปฏิบตั งิ านและผลงานทางวิชาการเป็ นหลัก ศึกษานิเทศก์ ผู้มีใบประกอบ วิชาชีพ 3.ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีใบ ประกอบวิชาชีพ และ 4.ผู้บริ หาร การศึกษาที่มีใบประกอบวิชาชีพ จะ ได้ รับเงินวิทยฐานะตังแต่ ้ 3,500 ถึง 13,000 บาท อยูแ่ ล้ ว ซึง่ เงินวิทยฐานะ 13,000 บาท เทียบได้ กบั เงินตําแหน่ง วิชาการของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย ระดับ 10 (5) หากให้ ความเห็นชอบร่างกฎ ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ ดังกล่าว จะเป็ นการส่งเสริ มข้ าราชการครู - ในอนาคตข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่จะก้ าวเข้ าสูว่ ิทยฐานะชําน และบุคลากรทางการศึกษาระดับสูง (คศ. การพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ กฎ ก.ค.ศ. นี ้ จึงเป็ นมาตรการจูงใจให้ ข้ าราชการครู ั นาตนเองและพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง และเตรี ยมการไว้ ร 3, คศ. 4, คศ.5) ซึง่ มีเงินเดือนสูงอยูแ่ ล้ ว บุคลากรทางการศึกษาได้ พฒ ข้ าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ ดังกล่าว ส่วนผู้น้อยและระดับกลางจะมิได้ รับ สํานักงาน ก.พ. ประโยชน์ - มีความชัดเจนว่าเป็ นการส่งเสริมและเอื ้อประโยชน์เฉพาะข้ าราชการครูและบุคลากรทา ศึกษาระดับ คศ.3 และ คศ.4 เนื่องจากเป็ นการปรับการให้ ได้ รับเงินเดือนเฉพาะตําแหน่ง คศ.3 และ คศ.4 เท่านัน้ สาระสําคัญของร่ างกฎ ก.ค.ศ. 1. กําหนดให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ รับเงินเดือนสูงกว่าหรื อตํ่ากว่าขันตํ ้ ่าของอันดับ ในในกรณีตา่ ง ๆ (ร่างข้ อ 1) ้ นเดือนของอันดับเดิม (ร่างข้ อ 2) 2. กําหนดอัตราเงินเดือนในอันดับที่สงู ขึ ้นในขันที ้ ่เทียบได้ ตรงกันกับขันเงิ 3. กําหนดให้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้ รับแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งและวิทยฐานะใด ถ้ าได้ รับเงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนขันสู ้ งของอันดับเงินเดือนสําหรับตําแหน่งและวิทยฐานะนันอยู ้ แ่ ล้ ว ให้ ได้ รับเงินเดือนใน อัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้ รับอยู่ (ร่างข้ อ 3)


5 4. กําหนดให้ การได้ รับเงินเดือนสูงกว่าหรือตํ่ากว่าขันตํ ้ ่า หรื อสูงกว่าขันสู ้ งของอันดับสําหรับข้ าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ก. (3) (4) (5) และ (6) และตามมาตรา 38 ค. (2) ให้ นํากฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการตามกฎหมายว่าด้ วยระเบียบข้ าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและกฎหมายว่าด้ วยระเบียบข้ าราชการ พลเรื อนในส่วนที่เกี่ยวข้ อง มาใช้ บงั คับโดยอนุโลม (ร่างข้ อ 5) 2. เรื่อง ร่ างแผนแม่ บทสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553 – 2557 และร่ างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่ าด้ วยการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่ งชาติ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้ างเสริมสุขภาพเสนอ ดังนี ้ 1. ร่างแผนแม่บทสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553 – 2557 2. ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วา่ ด้ วยการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. .... 3. แนวทางการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ ดังนี ้ 3.1 งบประมาณสนับสนุนจากงบประมาณประจําปี ให้ สํานักงานจัดทําข้ อเสนองบประมาณ รายจ่ายประจําปี ผ่านหน่วยงานต้ นสังกัดเพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณประจําปี งบประมาณ 2555 3.2 งบประมาณจากแผนฟื ้ นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ให้ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกิจการ เพื่อสังคม ประสานกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้ อง เพื่อหาแนวทางในการดําเนินการจัดสรรงบประมาณ จากโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็งที่มีวตั ถุประสงค์สอดคล้ องกับการสร้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคม เพื่อนํามาเป็ น งบประมาณในการจัดทําโครงการต่าง ๆ ของสํานักงาน 3.3 งบประมาณจากกองทุนและทุนหมุนเวียนภายใต้ กาํ กับดูแลของกรมบัญชีกลาง ให้ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสร้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคม ประสานกับกรมบัญชีกลาง เพื่อจัดทํารายชื่อของกองทุนและ ทุนหมุนเวียนภายใต้ การกํากับดูแลของกรมบัญชีกลาง ที่มีวตั ถุประสงค์สอดคล้ องกับอํานาจหน้ าที่และหรื อวัตถุประสงค์ ของคณะกรรมการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติและสํานักงานฯ และหาแนวทางในการโอนย้ ายงบประมาณ และหรื อ ปรับปรุงกฎเกณฑ์ และระเบียบของกองทุนและทุนหมุนเวียนนัน้ ๆ เพื่อเอื ้อประโยชน์ตอ่ การดําเนินการของคณะกรรมการฯ และสํานักงานฯ ในการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย ข้ อเท็จจริง ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้ างเสริมสุขภาพเสนอว่า 1. สภาพสังคมที่พฒ ั นาและมีความซับซ้ อนมากขึ ้นเรื่ อย ๆ ปั ญหาและความท้ าทายในสังคมปรากฏขึ ้น ุ ภาพชีวิตของประชาชนถดถอยหากไม่มีระบบหรื อกลไกที่ช่วยแก้ ไข หลากหลายและซับซ้ อนยากต่อการแก้ ไข ทําให้ คณ ปั ญหา แม้ วา่ รัฐบาลมีหน้ าที่แก้ ไขปั ญหาแต่ด้วยความซับซ้ อนในทุกมิตขิ องสังคมและปั จจัยต่าง ๆ การขาดความเชี่ยวชาญ หรื อประสบการณ์ข้อจํากัดของระบบราชการ ตลอดจนงบประมาณ ทําให้ ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ ไขปั ญหานัน้ ไม่เกิดผลได้ ทนั ต่อการเกิดขึ ้นของปั ญหา สําหรับภาคธุรกิจ แม้ จะไม่มีข้อจํากัดเหมือนรัฐบาล แต่ก็มกั มุง่ แสวงหากําไรเป็ น หลัก ทําให้ ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญถูกใช้ ไปกับกิจการที่แสวงหาผลกําไร ไม่ใช่กิจการที่สร้ างประโยชน์แก่สงั คมหรื อ สิง่ แวดล้ อม หรื อบางธุรกิจมีกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ก็ไม่ยงั่ ยืนและไม่เกิดผลในการแก้ ไขปั ญหา หากแต่เป็ นเพียงเครื่ องมือใน การสร้ างภาพลักษณ์ ด้ วยข้ อจํากัดของรัฐบาลและภาคธุรกิจ ทําให้ เกิดภาคส่วนที่สามในสังคมสมัยใหม่ ได้ แก่ ภาคประชาสังคม เช่น องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรศาสนา แต่องค์กรภาคประชาสังคมก็มีข้อจํากัดที่สําคัญรวม 2 ประการคือ 1.1 การไม่มีเป้าหมายในการสร้ างรายได้ เพื่อการดําเนินงานและการขยายงานด้ วยตนเอง ทําให้ ต้ องพึง่ พาทรัพยากรจากภายนอก 1.2 การขาดวัฒนธรรมในการคิดค้ นนวัตกรรมเพื่อการบริ หารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การที่องค์กรภาคประชาสังคมมีข้อจํากัดดังกล่าว ทําให้ ในปั จจุบนั เกิดกระแสกิจการแบบใหม่ที่มงุ่ เน้ น ดําเนินการเพื่อผลประโยชน์ของสังคมในการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิง่ แวดล้ อมเป็ นหลัก โดยมีความยัง่ ยืนทางการเงินและ ดําเนินงานอย่างมีนวัตกรรมและใช้ โอกาสที่เกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น โอกาสในการใช้ เทคโนโลยีราคาถูกเพื่อเพิม่ คุณภาพ ชีวิต กิจการเหล่านี ้เรี ยกว่า “กิจการเพื่อสังคม” หมายถึง กิจการที่มีรายรับจากการขาย การผลิตสินค้ าและหรื อการ ให้ บริ การ ที่ถกู ตังขึ ้ ้นเพื่อเป้าหมายอย่างชัดเจนตังแต่ ้ เริ่มแรก หรื อกําหนดเพิ่มเติม หรื อปรับเปลี่ยนเป้าหมาย ในการแก้ ไข ปั ญหาและพัฒนาชุมชน สังคม และหรื อสิง่ แวดล้ อมเป็ นหลัก ไม่มีเป้าหมายในการสร้ างกําไร และมีลกั ษณะพิเศษ เช่น กระบวนการผลิต การดําเนินการ รวมถึงผลิตภัณฑ์หรื อบริการไม่ก่อให้ เกิดผลเสียต่อเนื่องในระยะยาวต่อสังคม สุขภาวะ และสิง่ แวดล้ อม มีศกั ยภาพที่จะมีความยัง่ ยืนทางการเงินได้ ด้วยตนเอง


6 3. การเติบโตของภาคกิจการเพื่อสังคม จะนําไปสูก่ ารพัฒนาเศรษฐกิจที่ยงั่ ยืนและสังคมที่มีความเท่าเทียม กัน และมีปัญญามากขึ ้น กิจการเพื่อสังคมจึงเป็ นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวและมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน สําหรับประเทศไทยสามารถแจงประโยชน์ของกิจการเพื่อสังคมได้ 4 ประเด็น กล่าวคือ สร้ างเสริ มกลไกตลาดที่มีคณ ุ ธรรมและยัง่ ยืน พัฒนาสังคมและสิง่ แวดล้ อมอย่างยัง่ ยืนขยายผลได้ สร้ าง เศรษฐกิจใหม่แห่งคุณธรรมและความยัง่ ยืนและพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณะ 4. รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนโดยเฉพาะภาคเอกชน สามารถร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิง่ แวดล้ อมอย่างเกื ้อกูลกันเพื่อความก้ าวหน้ าอย่างยัง่ ยืนของประเทศไทย ประกอบกับได้ มีกระแสโลกเกี่ยวกับ กิจการเพื่อสังคมซึง่ เป็ นกิจการที่มีลกั ษณะพิเศษที่ตงขึ ั ้ ้นเพื่อแก้ ไขปั ญหาสังคมและสิง่ แวดล้ อม นายกรัฐมนตรี จงึ ได้ มีคําสัง่ แต่งตังคณะกรรมการสร้ ้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคม โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็ นประธาน และในคราวประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 ได้ มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทสร้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553-2557 และร่ างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี วา่ ด้ วยการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. .... และให้ นําเรื่ องดังกล่าวเสนอผ่านกองทุน สนับสนุนการสร้ างเสริ มสุขภาพ ซึง่ ในคราวประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้ างเสริมสุขภาพ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ได้ มีมติเห็นชอบด้ วยแล้ ว แต่มีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี วา่ ควรนําเรื่ องนี ้เข้ าสูก่ ารประชุม คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพิ่มปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็ นคณะกรรมการตามระเบียบนี ้ และ ให้ กรอ. เสนอชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ตําแหน่ง รวมทังควรกํ ้ าหนดเป้าหมายของกิจการเพื่อสังคมให้ ครอบคลุม การแก้ ไขปั ญหาความยากจน สุขภาวะของผู้ที่ทํางานและผู้ที่เกี่ยวข้ อง การดําเนินธุรกิจต้ องไม่เบียดเบียนหรื อทําลาย สิง่ แวดล้ อม และเปลี่ยนชื่อจาก “กิจการเพื่อสังคม” เป็ น “วิสาหกิจเพื่อสังคม” สาระสําคัญของเรื่อง 1. สาระสําคัญของร่ างแผนแม่ บทฯ 1.1 กําหนดความสําคัญของกิจการเพื่อสังคมต่อประเทศไทยโดยกําหนดประเภท และรูปแบบ กิจการเพื่อสังคม และการวิเคราะห์โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ และช่องว่างเชิงศักยภาพของกลุม่ กิจการเพื่อสังคมไทย เป็ นต้ น 1.2 กําหนดวิสยั ทัศน์ และนโยบายการสร้ างเสริมกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย 1.3 กําหนดยุทธศาสตร์ การสร้ างการรับรู้ และการเรี ยนรู้เรื่ องกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย แบ่งออกเป็ น 4 มาตรการ คือ มาตรการการให้ รางวัล และจัดประกวดกิจการเพื่อสังคมระดับประเทศ มาตรการการจัด สัมมนา และการประชุมเกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคม มาตรการการพัฒนาเนื ้อหาความรู้ และหลักสูตรการเรี ยนการสอน และ มาตรการการพัฒนาฐานข้ อมูล และศึกษากระบวนการเรียนรู้เรื่ องกิจการเพื่อสังคม 1.4 กําหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนารูปแบบ และขีดความสามารถของกิจการเพื่อสังคม แบ่ง ออกเป็ น 2 มาตรการ คือ มาตรการพัฒนารูปแบบเฉพาะ และกฎหมายที่เกี่ยวข้ อง และมาตรการการพัฒนาศูนย์บม่ เพาะ และ ให้ คําปรึกษาสําหรับกิจการเพื่อสังคม 1.5 กําหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนาช่องทางการเข้ าถึงแหล่งเงินทุนและทรัพยากร แบ่งออกเป็ น 3 มาตรการ คือ มาตรการสนับสนุนให้ องค์กรภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจก่อตังกิ ้ จการเพื่อสังคม มาตรการการพัฒนา กระบวนการ กลไก และเครื่องมือส่งเสริ มการลงทุนในกิจการเพื่อสังคม และมาตรการการพัฒนาและส่งเสริมบริ การของ สถาบัน ตัวกลางในตลาดเงินและตลาดทุนเพื่อกิจการเพื่อสังคม 1.6 กําหนดแนวทางการบริหารจัดการ การกํากับดูแลและการติดตามประเมินผล 2. สาระสําคัญของร่ างระเบียบฯ 2.1 กําหนดให้ จดั ตังสํ ้ านักงานสร้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็ นหน่วยงานภายในกองทุน สนับสนุนการสร้ างเสริมสุขภาพ โดยมีวตั ถุประสงค์ อํานาจหน้ าที่ ตลอดจนให้ มีรายได้ จากเงินและทรัพย์สนิ ตามที่กําหนด (ร่างข้ อ 5 ร่างข้ อ 6 ร่างข้ อ 15 และร่างข้ อ 16) 2.2 กําหนดให้ มีคณะกรรมการสร้ างเสริ มกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็ น ประธานกรรมการ กรรมการโดยตําแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซงึ่ นายกรัฐมนตรี แต่งตัง้ และให้ คณะกรรมการมีอํานาจ หน้ าที่ตามที่กําหนด (ร่างข้ อ 8 และร่างข้ อ 12) 2.3 กําหนดวาระการดํารงตําแหน่ง การพ้ นจากตําแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกําหนด องค์ประชุมของคณะกรรมการ (ร่างข้ อ 9 ร่างข้ อ 10 และร่างข้ อ 11) 2.4 กําหนดให้ นํากฎหมายว่าด้ วยกองทุนสนับสนุนการสร้ างเสริ มสุขภาพ ระเบียบ ข้ อบังคับ และ มติคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้ างเสริมสุขภาพมาใช้ กบั การบริหารสํานักงานโดยอนุโลม (ร่างข้ อ 19)


7 3. เรื่อง ร่ างพระราชบัญญัตกิ ารส่ งเสริมสังคมแห่ งการเรี ยนรู้ และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั หิ ลักการร่างพระราชบัญญัตกิ ารส่งเสริมสังคมแห่งการเรี ยนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ สง่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้ รับข้ อสังเกต เพิ่มเติมของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการจัดตังกองทุ ้ นสนับสนุนการสร้ างเสริ มสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน แทนการจัดตังสถาบั ้ นส่งเสริมสังคมการเรี ยนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึง่ จะต้ องเปลีย่ นแปลงชื่อและสาระสําคัญของ ร่างพระราชบัญญัตใิ นเรื่ องนี ้ไปประกอบการพิจารณาด้ วย ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลังไปพิจารณากําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการให้ สถาบัน ส่งเสริมสังคมแห่งการเรี ยนรู้และคุณภาพเยาวชนมีอํานาจจัดเก็บเงินบํารุงสถาบันจากผู้มีหน้ าที่เสียภาษี ตามกฎหมายว่า ด้ วยสุราและยาสูบ (ร่างมาตรา 11) และให้ เสนอสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่าง พระราชบัญญัตใิ นเรื่ องนี ้ต่อไป แล้ วเสนอคณะรัฐมนตรี พจิ ารณาอีกครัง้ หนึง่ 4. เรื่อง ร่ างกฎกระทรวงกําหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ ท่ รี ะลึกพระบิดาแห่ งการค้ าไทย พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั หิ ลักการร่างกฎกระทรวงกําหนดลักษณะของเหรี ยญกษาปณ์ที่ระลึกพระบิดาแห่งการค้ าไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ สง่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้ แก้ ไขชื่อ ร่างกฎกระทรวง ให้ สอดคล้ องกับเนื ้อหาของร่างกฎกระทรวงด้ วย แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังรายงานว่า ด้ วยมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้ าเจ้ าอยูห่ วั ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้ าพี่นางเธอเจ้ าฟ้ากัลยาณิวฒ ั นา กรมหลวงนราธิวาสราชนคริ นทร์ ได้ ขอความร่วมมือ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดทําเหรี ยญกษาปณ์ที่ระลึกพระบิดาแห่งการค้ าไทย เนื่องในโอกาสนี ้ สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง ร่างกฎกระทรวงกําหนดลักษณะของเหรี ยญกษาปณ์ที่ระลึกพระบิดาแห่งการค้ าไทย พ.ศ. .... กําหนดลักษณะ จัดทําเหรี ยญกษาปณ์ที่ระลึกพระบิดาแห่งการค้ าไทย ชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื ้อโลหะ นํ ้าหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือ เผื่อขาดลวดลายและลักษณะอื่น ๆ ของเหรี ยญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคายี่สบิ บาท ประเภท ธรรมดา (จํานวนผลิตไม่เกิน 500,000 เหรี ยญ) 5. เรื่อง ร่ างกฎกระทรวงแบ่ งส่ วนราชการสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี รับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว ตามที่กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะได้ สง่ ร่างกฎกระทรวงในเรื่ องนี ้ให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ข้ อเท็จจริง 1. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ เสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงาน ้ านักงานคณะกรรมการ ปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยจัดตังสํ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสํานักป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และกําหนด อํานาจหน้ าที่ของส่วนราชการดังกล่าว ซึง่ สํานักงาน ก.พ.ร. ได้ มีมติเห็นชอบแล้ ว เพื่อให้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณา 2. สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็ จแล้ ว มีการแก้ ไข เพิ่มเติมเล็กน้ อย 3. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สํานักงาน ก.พ. และสํานักงาน ก.พ.ร. แจ้ งยืนยัน เห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวด้ วยแล้ ว สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง 1. เพิ่มเติมอํานาจหน้ าที่ของสํานักงานปลัดกระทรวง ในการดําเนินงานเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และ ความมัน่ คงปลอดภัยทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ร่างข้ อ 1) 2. กําหนดให้ มีสํานักงานคณะกรรมการธุรกรรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสํานักป้องกันและปราบปราม การกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ร่างข้ อ 2 และร่างข้ อ 3)


8 3. กําหนดอํานาจหน้ าที่ของสํานักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสํานักป้องกันและ ปราบปรามการกระทําความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ร่างข้ อ 4 และร่างข้ อ 5) เศรษฐกิจ 6. เรื่อง การทบทวน ปรับปรุ ง หรือยกเลิกมติคณะรั ฐมนตรีเกี่ยวกับสิทธิพเิ ศษของหน่ วยงานต่ าง ๆ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบการทบทวน ปรับปรุง หรื อยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับสิทธิพิเศษของหน่วยงาน ต่าง ๆ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี ้ 1. ให้ หน่วยงานคงได้ รับให้ สทิ ธิพเิ ศษต่อไป จํานวน 11 หน่วยงาน โดยแบ่งเป็ น 1.1 ให้ หน่วยงานคงได้ รับสิทธิพิเศษต่อไปตามหลักเกณฑ์ หรื อเงื่อนไขเดิม จํานวน 2 หน่วยงาน ได้ แก่ 1) สิทธิพิเศษของหน่วยงานสร้ างอาวุธของกระทรวงกลาโหม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2525 2) สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2524 1.2 ให้ หน่วยงานคงได้ รับสิทธิพิเศษต่อไป โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์หรื อเงื่อนไขการได้ รับสิทธิพิเศษของ หน่วยงานต่าง ๆ จํานวน 9 หน่วยงาน ได้ แก่ 1) สิทธิพิเศษของโรงกลัน่ นํ ้ามันฝาง กรมการพลังงานทหาร โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2528 2) สิทธิพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) (1) สิทธิพิเศษในการจําหน่ายหรื อรับจ้ างทําผลิตภัณฑ์ตา่ ง ๆ ที่ อผศ. สามารถทําหรื อผลิตขึ ้นเอง โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 (2) สิทธิพิเศษในการรับจ้ างบริการรักษาความปลอดภัย โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 3) สิทธิพิเศษของสภากาชาดไทย โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2533 4) สิทธิพิเศษของโรงพิมพ์ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้ วยระเบียบบริ หาร ราชการส่วนท้ องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัตใิ ห้ มีฐานะเป็ นราชการบริหารส่วนท้ องถิ่น หรื อหน่วยงานอื่นของรัฐ และโรงพิมพ์ที่อยูใ่ นความควบคุมของหน่วยงานดังกล่าว โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 5) สิทธิพิเศษของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 6) วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรื อพระนครศรี อยุธยา (โรงเรี ยนต่อเรื อพระนครศรี อยุธยาเดิม) โดย ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2506 7) สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กรมอาชีวศึกษาเดิม) โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 8) บริ ษัท ไม้ อดั ไทย จํากัด โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2513 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2517 9) องค์การอุตสาหกรรมป่ าไม้ โดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2527 2. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้ สทิ ธิพิเศษแก่หน่วยงานต่าง ๆ จํานวน 3 หน่วยงาน ได้ แก่ 2.1 สิทธิพิเศษของโรงเรี ยนผู้ใหญ่รวมช่าง โรงเรี ยนผู้ใหญ่สายอาชีวศึกษา และโรงเรี ยนฝึ กฝนอาชีพ เคลื่อนที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2517 2.2 สิทธิพิเศษของบริ ษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) (บมจ. ทีโอที) หรื อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เดิม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2531 2.3 มหาวิทยาลัยมหิดล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 7. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารอง จ่ ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็ น เพื่อใช้ ปรั บปรุ งซ่ อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ที่ประสบปั ญหาอัคคีภยั คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการให้ โรงเรี ยนมหิดลวิทยานุสรณ์ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 และจัดหาครุภณ ั ฑ์ที่ประสบอัคคีภยั ในวงเงิน 128,346,900 บาท โดยอนุมตั ใิ ห้ เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น วงเงิน 72,641,200 บาท เพื่อเป็ น ค่าใช้ จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ที่ประสบปั ญหาอัคคีภยั ซึง่ มีความจําเป็ นเร่งด่วนต้ องใช้ จา่ ย


9 จากงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 สําหรับการจัดหาครุภณ ั ฑ์ ในวงเงิน 55,705,700 บาท นัน้ ให้ ใช้ จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยปรับแผนการปฏิบตั งิ านและแผนการใช้ จา่ ยงบประมาณ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ไปดําเนินการก่อน หากไม่เพียงพอจึงขอทําความตกลงกับสํานักงบประมาณ ใช้ จ่ายจาก งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ นเมื่อ พระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 มีผลใช้ บงั คับแล้ ว เพื่อให้ สอดคล้ องกับแผนการปฏิบตั งิ าน และแผนการใช้ จ่ายงบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าวที่จะแล้ วเสร็ จในเดือนเมษายน 2554 ซึง่ เป็ นไปตามความเห็นของสํานักงบประมาณ สาระสําคัญของเรื่อง กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า 1. ตามที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ได้ ประสบเหตุอคั คีภยั อาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มิถนุ ายน 2553 เวลาประมาณ 02.55 น. ทําให้ ศนู ย์วทิ ยบริการ (ห้ องสมุดและห้ องสืบค้ นข้ อมูลด้ วยระบบคอมพิวเตอร์ ) ห้ อง ฉายภาพยนตร์ เสมือนจริงดาราศาสตร์ สามมิติ ห้ องประชุม และห้ องเรี ยนบางส่วนของอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ได้ รับความเสียหายไม่สามารถใช้ การได้ และได้ ปิดทําการเรี ยนการสอนเป็ นเวลาหนึง่ สัปดาห์ ซึง่ ต่อมาได้ รับการจัดสรร งบประมาณทังสิ ้ ้น 9,307,795 บาท เพื่อใช้ ในการซ่อมแซมและจัดหาสถานที่และวัสดุอปุ กรณ์ที่จําเป็ นเร่งด่วนให้ สามารถ เปิ ดเรี ยนได้ ตามปกติภายในวันที่ 14 มิถนุ ายน 2553 2. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณเบื ้องต้ นเป็ นเพียงการเยียวยาเพื่อให้ มี การจัดการเรี ยนการสอนได้ ในเบื ้องต้ นเท่านัน้ แต่การใช้ ประโยชน์ในอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ยังไม่สามารถใช้ ประโยชน์ ได้ ตามปกติ จึงได้ เร่งรัดการออกแบบเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ให้ สามารถใช้ งานได้ ตามปกติ และ ได้ ดําเนินการเสร็ จเรี ยบร้ อยแล้ ว เป็ นเงิน 130,842,294.35 บาท ซึง่ เป็ นวงเงินจํานวนมาก โรงเรี ยนมหิดลวิทยานุสรณ์ ไม่สามารถปรับปรุงแผนงานเพื่อมาใช้ ดาํ เนินการปรับปรุงซ่อมแซมได้ จึงมีความจําเป็ นต้ องขอรับการสนับสนุนงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ นจากคณะรัฐมนตรี เป็ นเงิน 130,842,294.35 บาท เพื่อใช้ ในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 ให้ สามารถใช้ งานในการเรี ยน การสอนได้ ตามปกติในปี การศึกษา 2554 เทอมแรกได้ ตอ่ ไป 8. เรื่อง การใช้ กระบวนการอนุญาโตตุลาการในสัญญาการให้ สินเชื่อโครงการก่ อสร้ างโรงไฟฟ้าพลังความร้ อน Hongsa Mine-Mouth Power Project กับ Hongsa Power Co.,Ltd คณะรัฐมนตรี อนุมตั ใิ ห้ มีการกําหนดในสัญญาสินเชื่อ สัญญาคํ ้าประกัน และสัญญาทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ อง กับการให้ สนิ เชื่อระยะยาว Syndicated Loan เพื่อใช้ ในการลงทุนดําเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระหว่างธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (บมจ. ธนาคารกรุงไทย) และธนาคารออมสินกับ Hongsa Power Company Limited (HPC) ซึง่ เป็ นบริ ษัทจดทะเบียนใน สปป.ลาว โดยมอบข้ อพิพาทให้ อนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศเป็ นผู้ชี ้ขาด ตามที่ บมจ. ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินทัง้ 2 แห่งเสนอ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สาระสําคัญของเรื่อง กระทรวงการคลังรายงานว่า 1. บมจ. ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินแจ้ งว่าได้ ร่วมกับกลุม่ ธนาคารแห่งอื่น ประกอบด้ วย ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้ าแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรี อยุธยา จํากัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จํากัด (มหาชน) และ ธนาคารทหารไทย จํากัด (มหาชน) อนุมตั สิ นิ เชื่อระยะยาว Syndicated Loan ให้ แก่ HPC ซึง่ เป็ นบริษัทจดทะเบียนใน สปป.ลาว เพื่อใช้ ในการลงทุนดําเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ใน สปป.ลาว วงเงินรวมใน Tranche A จํานวน 63,000 ล้ านบาท และใน Tranche B จํานวน 930 ดอลลาร์ สหรัฐ โดย บมจ. ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินได้ รับการจัดสรร วงเงินในการให้ สนิ เชื่อครัง้ นี ้แห่งละ 10,500 ล้ านบาท 2. บริ ษัทที่ปรึกษากฎหมายแชนด์เล่อร์ และทองเอก จํากัด ซึง่ เป็ นที่ปรึกษากฎหมายของกลุม่ ธนาคารผู้ให้ สินเชื่อได้ เสนอให้ พิจารณากําหนดวิธีระงับข้ อพิพาทโดยการใช้ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศไว้ ในสัญญาสินเชื่อ สัญญา คํ ้าประกัน และสัญญาทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ องกับการให้ สนิ เชื่อครัง้ นี ้ โดยเสนอให้ มีการกําหนดในสัญญาว่าข้ อพิพาท ใด ๆ จะต้ องนําส่งต่อและได้ รับการชี ้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการภายใต้ ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของเอสไอเอซี (SIAC Arbitration Rules) และกําหนดสถานที่ที่จะมีการอนุญาโตตุลาการ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยใช้ ภาษาอังกฤษในการพิจารณา ในขันตอนต่ ้ าง ๆ


10 3. การให้ สนิ เชื่อในครัง้ นี ้เป็ นการทําสัญญาในลักษณะ Syndicated Loan ซึง่ กลุม่ ธนาคารผู้ให้ สนิ เชื่อ ทุกรายจะต้ องยอมรับเงื่อนไขในสัญญาตามมติเสียงข้ างมากของกลุม่ และจากการประชุมหารื อระหว่างกลุม่ ธนาคารผู้ให้ สินเชื่อปรากฏว่า กลุม่ ธนาคารผู้ให้ สนิ เชื่อรายอื่นได้ ยอมรับการใช้ ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับ ข้ อพิพาทตามคําแนะนําของที่ปรึกษากฎหมาย 4. สปป.ลาว ไม่ได้ เป็ นภาคีในอนุสญ ั ญาว่าด้ วยการยอมรับนับถือและการใช้ บงั คับคําชี ้ขาดคําพิพากษา ศาลต่างประเทศในทางแพ่งและพาณิชย์ (อนุสญ ั ญากรุงเฮก 1971) ซึง่ ในกรณีที่เกิดกรณีพิพาทตามสัญญาสินเชื่อ สัญญา คํ ้า ประกัน และสัญญาทางการเงินฉบับอื่น ๆ และจะต้ องนําข้ อพิพาทขึ ้นสูก่ ารพิจารณาในศาลต่างประเทศเมื่อกลุม่ ธนาคาร ผู้ให้ สนิ เชื่อชนะคดีแล้ ว จะนําคําพิพากษาของศาลต่างประเทศดังกล่าวเพื่อขอให้ ศาลใน สปป.ลาว บังคับตามคําพิพากษา ของศาลต่างประเทศโดยตรงไม่ได้ แต่จะต้ องมีการฟ้องร้ องเป็ นคดีใหม่ในศาลใน สปป.ลาว และจะต้ องมีการนําสืบ พยานหลักฐานกันใหม่อีกครัง้ หนึง่ ซึง่ ในการฟ้องคดีในศาลใน สปป.ลาว นัน้ ที่ปรึกษากฎหมายใน สปป.ลาว ได้ ระบุถึง เหตุผลหลายประการที่กลุม่ ธนาคารผู้ให้ สนิ เชื่อควรหลีกเลี่ยงการระงับข้ อพิพาทที่เกิดขึ ้นตามสัญญาสินเชื่อ สัญญาคํ ้า ประกัน และสัญญาทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ องกับการให้ สนิ เชื่อในครัง้ นี ้ โดยการฟ้องร้ องคดีในศาล สปป.ลาว โดยตรง อาทิเช่น ในความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายใน สปป.ลาว กล่าวอ้ างว่าผู้พิพากษาอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการพิจารณา คดีทางแพ่ง ที่มีความซับซ้ อนและอาจไม่มีความรู้ความเข้ าใจในกฎหมายต่างประเทศซึง่ เป็ นกฎหมายที่คสู่ ญ ั ญาตกลงให้ ใช้ บงั คับในสัญญาดังกล่าว 5. สปป.ลาว เป็ นภาคีในอนุสญ ั ญาว่าด้ วยการยอมรับนับถือและการใช้ บงั คับคําชี ้ขาดอนุญาโตตุลาการ ต่างประเทศ (อนุสญ ั ญานิวยอร์ ค 1958) โดยคําชี ้ขาดของอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศสามารถบังคับใช้ ได้ ใน สปป.ลาว โดยผ่านการยื่นคําร้ องขอต่อศาลใน สปป.ลาว เพื่อให้ บงั คับตามคําชี ้ขาดดังกล่าว ซึง่ ศาลใน สปป.ลาว จะต้ องบังคับตาม คําชี ้ขาดดังกล่าว เว้ นแต่วา่ คําชี ้ขาดดังกล่าวจะขัดกับกฎหมายใน สปป.ลาว นอกจากนี ้ บริ ษัทที่ปรึกษากฎหมายของกลุม่ ธนาคารผู้ให้ สนิ เชื่อแจ้ งว่าได้ มีตวั อย่างของ Electricite du Laos และรัฐบาล สปป.ลาว ซึง่ ได้ เข้ าทําสัญญาหลายฉบับที่มี ข้ อกําหนดให้ ใช้ อนุญาโตตุลาการต่างประเทศในการระงับข้ อพิพาท และโดยส่วนใหญ่จะตกลงกันให้ ดําเนินกระบวน พิจารณาโดยสํานักงานอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ภายใต้ กฎคณะกรรมาธิการสหประชาชาติวา่ ด้ วย กฎเกณฑ์การค้ าระหว่างประเทศ (UNCITRAL Rules) หรื อกฎอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่ง สิงคโปร์ (SIAC Rules) 6. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ วเห็นว่า การกําหนดให้ มีการมอบข้ อพิพาทให้ อนุญาโตตุลาการระหว่าง ประเทศเป็ นผู้ชี ้ขาดในสัญญาสินเชื่อ สัญญาคํ ้าประกัน และสัญญาทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ องกับการให้ สนิ เชื่อในครัง้ นี ้ เป็ นการให้ ก้ กู บั นิตบิ คุ คลต่างประเทศ ซึง่ จะทําให้ การระงับข้ อพิพาทเป็ นไปด้ วยความรวดเร็ ว และข้ อพิพาทจะได้ รับการ ้ ม่ ธนาคารผู้ให้ สนิ เชื่อรายอื่นได้ ยอมรับการใช้ ข้อสัญญา พิจารณาหาข้ อยุตโิ ดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่ องดังกล่าว อีกทังกลุ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้ อพิพาทแล้ ว หาก บมจ. ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินไม่ยอมรับการ ใช้ ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในการระงับข้ อพิพาทดังกล่าว ธนาคารทัง้ 2 แห่งก็จะต้ องถอนตัวจาการให้ สินเชื่อดังกล่าว 9. เรื่อง สรุ ปผลการรับฟั งความคิดเห็นของประชาชนในงาน “6 วัน 63 ล้ านความคิด” ร่ วมเดินหน้ าปฏิรูป ประเทศไทย” คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการรับฟั งความคิดเห็นของประชาชนในงาน “6 วัน 63 ล้ านความคิด” ร่วม เดินหน้ าปฏิรูปประเทศไทย ตามที่สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เสนอ และมอบหมายให้ รัฐมนตรี ประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) รับไปจัดตังคณะทํ ้ างานขึ ้นเพื่อพิจารณากลัน่ กรองข้ อมูลผลการรับฟั งความ คิดเห็นของประชาชนในงาน “6 วัน 63 ล้ านความคิด” ร่วมเดินหน้ าปฏิรูปประเทศไทย ก่อนมอบหมายให้ หน่วยงานที่ เกี่ยวข้ องพิจารณาดําเนินการต่อไป เรื่ องเดิม 1.รัฐบาลได้ จดั ทําโครงการร่วมเดินหน้ าปฏิรูปประเทศไทย โดยมีกระบวนการในการรวบรวมความคิดเห็น ของประชาชนในหลายรูปแบบ ทังการรั ้ บฟั งความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของการสัมมนาระดมความคิดเห็น ซึง่ มีการรับฟั งความคิดเห็นจาก 4 ภาคส่วน คือ กลุม่ องค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น กลุม่ นักธุรกิจเอกชน กลุม่ อาจารย์ นักวิชาการในมหาวิทยาลัย และกลุม่ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน รวมทังการเปิ ้ ดเวทีรับฟั งความเห็นภาคประชาชนเพื่อ การปฏิรูปประเทศไทย นอกจากนี ้ยังมีการสํารวจความเดือดร้ อนและความต้ องการของประชาชน ที่เรี ยกว่า National ั้ าคัญ คือ การประมวลข้ อมูลปั ญหาและข้ อเสนอแนะทังหมด ้ Survey โดย สํานักงานสถิตแิ ห่งชาติ เป็ นต้ น และมีขนตอนสํ


11 จากทุกภาคส่วนและจากทุกเวทีดงั กล่าวข้ างต้ น ทังนี ้ ้ ภายในสิ ้นเดือนกันยายน จะรวบรวมข้ อมูลดิบทังหมดเพื ้ ่อนําเป็ น ข้ อมูลขันต้ ้ นต่อการจัดหมวดหมูข่ องปั ญหา ข้ อเสนอแนะ เพื่อนําเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ร่วมกันอีกครัง้ หนึง่ กําหนดเป็ นนโยบายของประเทศ และจัดทําเป็ นพิมพ์เขียว (Blueprint) ปฏิรูปประเทศมอบเป็ นของขวัญ แก่ประชาชนในวันที่ 1 มกราคม 2554 อันจะนําไปสูแ่ นวทางการปฏิรูปประเทศไทยต่อไป สําหรับวิธีการที่เปิ ดให้ ประชาชนมี ส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยการบอกถึงปั ญหาของประเทศและเสนอแนะการพัฒนาประเทศ จะใช้ ช่องทางหลัก 3 ช่องทาง ในการเสนอความคิดเห็น คือ (1)ทางโทรศัพท์ หมายเลข 02 304 9999 (2)ทางจดหมาย ตู้ ปณ.9999 ทําเนียบรัฐบาล เขตดุสติ กรุงเทพฯ 10300 (3)ทางอินเตอร์ เน็ต ที่เว็บไซต์ของนายกรัฐมนตรี http://www.pm.go.th/forward 2.สําหรับการเปิ ดโอกาสให้ ประชาชนมีสว่ นร่วมในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางโทรศัพท์ รัฐบาลได้ จดั งาน “6 วัน 63 ล้ านความคิด” ร่วมเดินหน้ าปฏิรูปประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 1 – 6 กรกฎาคม 2553 เวลา 08.00 – 20.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี หลังใน ทําเนียบรัฐบาล โดยในงานจะมีอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนร่วมกันรับโทรศัพท์ ข้ อเท็จจริง ในการจัดงานดังกล่าว ปรากฏว่ามีประชาชนโทรศัพท์เข้ ามาแสดงความคิดเห็นและแจ้ งปั ญหาความ เดือดร้ อน รวมทังสิ ้ ้น 61,681 ราย สรุปประเด็นสําคัญได้ ดังนี ้ 1. ด้ านเศรษฐกิจ จํานวน 17,502 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 28.38 2. ด้ านการเมืองและกระบวนการยุตธิ รรม จํานวน 16,939 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 27.46 3. ด้ านสวัสดิการสังคม จํานวน 9,407 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 15.25 4. ด้ านการศึกษา จํานวน 5,320 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 8.63 5. ด้ านสาธารณูปโภค จํานวน 4,308 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 6.98 6. ด้ านสิง่ แวดล้ อมและการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ จํานวน 2,081 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 3.37 7. ด้ านสื่อและการสื่อสารมวลชน จํานวน 927 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 1.50 10. เรื่อง ผลการสํารวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจการท่ องเที่ยว พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการสํารวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว พ.ศ. 2553 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ข้ อเท็จจริง สํานักงานสถิตแิ ห่งชาติ ได้ ดําเนินการสํารวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว พ.ศ. 2553 โดยส่งแบบสอบถามถึงผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานจากสํานักงานพัฒนาการท่องเที่ยว จํานวนทังสิ ้ ้น 638 ราย ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553 ได้ รับแบบกลับคืนมา 245 ราย หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 38.4 และนําเสนอผลการสํารวจในภาพรวมระดับประเทศในรูปของร้ อยละ ซึง่ การสํารวจครัง้ นี ้ได้ สะท้ อนข้ อคิดเห็นของ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวฯ ต่อภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้ อง เพื่อจะได้ นําผลการสํารวจไปใช้ เป็ นแนวทาง ในการ ติดตามนโยบาย ประเมินผล และปรับปรุงการดําเนินงานต่อไป สํานักงานสถิตแิ ห่งชาติได้ จดั ทําผลการสํารวจ เสร็จเรี ยบร้ อยแล้ ว โดยมีสาระสําคัญสรุปได้ ดังนี ้ 1. ประเภทของธุรกิจการท่ องเที่ยว สถานประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมิน มาตรฐานฯ ส่วนใหญ่เป็ นธุรกิจโรงแรม/รี สอร์ ท/โฮมสเตย์ ร้ อยละ 53.9 รองลงมาเป็ น ธุรกิจนําเที่ยว/มัคคุเทศก์ ร้ อยละ 24.1 ธุรกิจภัตตาคาร/ร้ านอาหาร ร้ อยละ 15.1 และธุรกิจท่องเที่ยวอื่นๆ (เช่น เดินป่ า ล่องแก่ง ดูนก) ร้ อยละ 6.9 2. ลักษณะของกิจการ สถานประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ส่วนใหญ่มี ลักษณะของกิจการเป็ นบริ ษัทจํากัด บริษัทจํากัด (มหาชน) ร้ อยละ 55.9 รองลงมาเป็ น กิจการท่องเที่ยวส่วนบุคคล ห้ าง หุ้นส่วนสามัญที่ไม่เป็ นนิติบุคคล ร้ อยละ 18.0 และห้ างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้ างหุ้นส่วนจํากัด ร้ อยละ 11.4 ขณะที่ กิจการท่องเที่ยวอื่น ๆ (เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุม่ ชุมชน) มีร้อยละ 14.7 3. สถานการณ์ การท่ องเที่ยวปี 2553 เทียบกับปี 2552 ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ น การประเมินมาตรฐานฯ ร้ อยละ 41.2 เห็นว่าสถานการณ์ การท่องเที่ยวในภาพรวมปี 2553 ดีขึ ้น (เมื่อเทียบกับสถานการณ์ การท่องเที่ยว ปี 2552 ในช่วงเวลาเดียวกัน) เหมือนเดิม ร้ อยละ 26.1 และแย่ลง ร้ อยละ 32.7 (เนื่องจากเดือน มี.ค. – เม.ย. 53 มีผ้ ปู ระกอบการส่วนใหญ่ถึงร้ อยละ 84.1 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ท่องเที่ยวฯ โดยระบุวา่ สถานการณ์ดีขึ ้น


12 ร้ อยละ 45.2 เหมือนเดิม ร้ อยละ 26.2 และแย่ลง ร้ อยละ 28.6 ดังนัน้ ผลที่ได้ จงึ สะท้ อนให้ เห็นถึงสถานการณ์ที่ดี ก่อนที่จะ มีเหตุการณ์รุนแรงในเดือน พ.ค. 53) 4. ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และสาเหตุท่ที าํ ให้ ได้ รับผลกระทบ การได้ รับผลกระทบจากปั ญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น การเมือง การเงิน โรคระบาด ฯลฯ ของสถาน ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ พบว่า ร้ อยละ 91.8 ได้ รับผลกระทบ และร้ อยละ 8.2 ไม่ได้ รับ ผลกระทบ สําหรับสาเหตุที่ทําให้ สถานประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวฯ ได้ รับผลกระทบจากปั ญหาวิกฤตเศรษฐกิจ พบว่า 5 อันดับแรก คือ มาจากความไม่สงบ / ความขัดแย้ งภายในประเทศ ร้ อยละ 80.8 รองลงมา ปั ญหาด้ านการเมือง ร้ อยละ 68.6 ปั ญหาเศรษฐกิจโลก ร้ อยละ 53.5 ปั ญหาโรคระบาด เช่น ไข้ หวัด 2009 ร้ อยละ 40.0 และราคานํ ้ามันแพง ร้ อยละ 35.5 5. ความต้ องการให้ รัฐบาลแก้ ไขปั ญหาด้ านการท่ องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ระบุเรื่ องที่ต้องการให้ รัฐบาลแก้ ไข ปั ญหาด้ านการท่องเที่ยว 5 อันดับแรก คือ ร้ อยละ 83.7 ต้ องการให้ รัฐบาล สร้ างความเชื่อมัน่ ให้ กบั นักท่องเที่ยวทังในและ ้ ต่างประเทศ รองลงมา ร้ อยละ 79.2 ต้ องการให้ ประชาสัมพันธ์สร้ างภาพลักษณ์ด้านท่องเที่ยวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ร้ อยละ 62.4 ต้ องการให้ ฟืน้ ฟูแหล่งท่องเที่ยว ร้ อยละ 55.9 ต้ องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สนิ ของนักท่องเที่ยว และร้ อยละ 52.2 ต้ องการให้ รักษาความสะอาดแหล่งท่องเที่ยว 6. ความพึงพอใจต่ อมาตรการธุรกิจการท่ องเที่ยวของภาครัฐ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ระบุวา่ พึงพอใจต่อมาตรการต่าง ๆ ของ ภาครัฐเกินกว่าร้ อยละ 80 โดยมีมาตรการที่พงึ พอใจกว่าร้ อยละ 90 คือ มาตรการปรับแผนอบรม จัดประชุมสัมมนา โดยให้ ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในประเทศให้ มากขึ ้น แทนการจัดประชุมสัมมนาในต่างประเทศ (ร้ อยละ 91.0) และมาตรการ ประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ ามาในประเทศไทยในกรณีเกิดจลาจล (ร้ อยละ 90.2) 7. การทราบโครงการให้ ความช่ วยเหลือด้ านการเงิน การเข้ าร่วมโครงการฯ และความพึงพอใจ ต่อโครงการฯ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ร้ อยละ 53.5 ระบุวา่ ไม่ทราบเกี่ยวกับ โครงการให้ ความช่วยเหลือด้ านการเงินของภาครัฐ และมีร้อยละ 46.5 ที่ทราบ สําหรับผู้ประกอบการที่ทราบโครงการนี ้ มีร้อยละ 77.2 ไม่ได้ เข้ าร่วมโครงการฯ และร้ อยละ 22.8 เข้ าร่วมโครงการฯ โดยในกลุม่ ที่เข้ าร่วมโครงการฯ ร้ อยละ 88.5 ระบุ ว่า พึงพอใจต่อโครงการฯ (โดยพอใจมาก ร้ อยละ 23.1 ปานกลาง ร้ อยละ 34.6 น้ อย ร้ อยละ 30.8) และไม่พอใจ ร้ อยละ 11.5 8. การทราบ และการใช้ เว็บท่ องเที่ยว 2.0 แพลตฟอร์ ม ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ร้ อยละ 78.8 ไม่ทราบเกี่ยวกับเว็บท่องเที่ยว 2.0 แพลตฟอร์ ม (เป็ นเว็บที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิ ดโอกาสให้ ผ้ ปู ระกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสามารถเข้ ามาใช้ งาน ต่อเชื่อมเข้ ากับระบบ โดยไม่ต้องลงทุนระบบทังหมดเอง ้ และอํานวยความสะดวกแก่นกั ท่องเที่ยวในการจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ได้ เอง) และมีร้อยละ 21.2 ที่ทราบ สําหรับผู้ประกอบการในกลุม่ ที่ทราบเว็บท่องเที่ยว 2.0 แพลตฟอร์ ม พบว่า ร้ อยละ 61.5 ได้ ใช้ เว็บนี ้ และ ร้ อยละ 38.5 ไม่ได้ ใช้ โดยในกลุม่ ที่ใช้ เว็บท่องเที่ยวฯ นี ้ ร้ อยละ 87.5 เห็นว่า เว็บท่องเที่ยว 2.0 แพลตฟอร์ มสามารถช่วยเพิ่ม ศักยภาพทางธุรกิจท่องเที่ยวได้ (โดยระบุว่า ช่วยได้ มาก ร้ อยละ 3.1 ปานกลาง ร้ อยละ 65.6 น้ อย ร้ อยละ 18.8) และ ไม่ได้ ช่วย ร้ อยละ 12.5 9. ความเชื่อมั่นต่ อรัฐบาลในการช่ วยเหลือ/แก้ ไขปั ญหาด้ านการท่ องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ร้ อยละ 40.4 ระบุวา่ มีความเชื่อมัน่ ต่อรัฐบาล ในการช่วยเหลือ/แก้ ไขปั ญหาด้ านการท่องเที่ยวให้ ดีขึ ้น ร้ อยละ 20.0 ไม่เชื่อมัน่ และร้ อยละ 39.6 ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 10. ข้ อคิดเห็น/แนวทางที่จะทําให้ เศรษฐกิจด้ านการท่ องเที่ยวดีขนึ ้ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผา่ นการประเมินมาตรฐานฯ ในทุกสถานประกอบการ ได้ ให้ ข้อคิดเห็น/ แนวทางต่างๆ ที่คดิ ว่าจะทําให้ เศรษฐกิจด้ านการท่องเที่ยวดีขึ ้น ดังนี ้ ร้ อยละ 53.5 เห็นว่าควรเตรี ยมแผนเชิงรุก เพื่อรองรับ วิกฤตด้ านการท่องเที่ยว ร้ อยละ 51.4 ควรพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ร้ อยละ 44.5 ภาครัฐควรให้ ทนุ สนับสนุนแก่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและร้ อยละ42.0ควรพัฒนาบุคคลากรในธุรกิจการท่องเที่ยว


13 11. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบัตกิ ารไทย เข้ มแข็ง 2555 ครัง้ ที่ 6/2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั ิ การไทยเข้ มแข็ง 2555 ครัง้ ที่ 6/2553 ตามที่สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการตามแผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ได้ มีการ ประชุมครัง้ ที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 30 มิถนุ ายน 2553 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้ องประชุมเดช สนิทวงศ์ สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยได้ พิจารณาเรื่ อง ปั ญหาอุปสรรคในการดําเนินโครงการและการ ้ ดตามประเมินผลโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ดังนี ้ เร่งรัดการดําเนินงาน รวมทังกรอบแนวทางการติ 1. ปั ญหาอุปสรรคในการดําเนินโครงการและการเร่ งรัดการดําเนินงาน 1.1 จากการติดตามและประเมินผลการดําเนินโครงการ พบว่า ความพร้ อมในการดําเนินโครงการเป็ น อุปสรรคสําคัญในการขับเคลื่อนการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ให้ เป็ นไปตามเป้าหมาย โดย พบว่า หลายหน่วยงานขาดความพร้ อมในการดําเนินโครงการ ซึง่ นําไปสูป่ ั ญหาอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของ เครื่ องมือและอุปกรณ์ ปั ญหาการเข้ าถึงพื ้นที่ ปั ญหาการขาดแคลนผู้รับเหมาก่อสร้ าง และการใช้ ประโยชน์ของโครงการตาม เป้าหมาย เป็ นต้ น ส่งผลให้ การเบิกจ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริมสร้ าง ความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ประสบความล่าช้ าในหลายสาขาการลงทุน ดังนัน้ ในการนําเงินคงเหลือมาจัดสรร ใหม่ให้ แก่สว่ นราชการในระยะต่อไป นอกจากคณะกรรมการกลัน่ กรองและบริ หารโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทย เข้ มแข็ง 2555 จะพิจารณาจัดสรรให้ แก่โครงการที่คณะรัฐมนตรี ได้ เคยอนุมตั ไิ ว้ แต่ยงั ไม่ได้ รับจัดสรรเงินแล้ ว ควรพิจารณา โครงการที่มีความพร้ อมในการดําเนินการอย่างแท้ จริ งด้ วย เพื่อให้ สามารถดําเนินโครงการได้ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ ประชาชน ได้ รับประโยชน์สงู สุดจากการดําเนินโครงการ และควรกําหนดกลไกในการป้องกันการเกิดปั ญหาดังกล่าวในอนาคตด้ วย 1.2 เพื่อให้ การดําเนินโครงการเป็ นไปด้ วยความรวดเร็วยิ่งขึ ้น หน่วยงานเจ้ าของโครงการควรเร่ง ดําเนินการจัดซื ้อจัดจ้ าง และเบิกจ่ายให้ เป็ นไปตามเป้าหมาย รวมทังควรกํ ้ าหนดวันสิ ้นสุดระยะเวลาของการลงนามใน สัญญาด้ วย เพื่อให้ สามารถเร่งรัดการดําเนินงานและการเบิกจ่ายให้ เป็ นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถนุ ายน 2553 เรื่ อง มาตรการเร่งรัดการดําเนินงานสําหรับหน่วยงานที่ได้ รับอนุมตั เิ งินโครงการลงทุนภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 นอกจากนี ้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการควรจัดทําขอบเขตงาน (TOR) ไว้ เป็ นการล่วงหน้ า เพื่อให้ สามารถดําเนินการ จัดซื ้อจัดจ้ างได้ ทนั ทีเมื่อได้ รับการอนุมตั จิ ดั สรรเงินจากสํานักงบประมาณ 1.3 ควรมีการจัดตังคณะทํ ้ างานลงสํารวจพื ้นที่ภาคสนาม โดยสุ่มตัวอย่างในจํานวนที่เหมาะสม เพื่อติดตามผลการดําเนินโครงการและประโยชน์ที่เกิดขึ ้นจากการดําเนินโครงการเปรี ยบเทียบกับเป้าหมายที่กําหนดไว้ รวมทังจั ้ ดทํารายงานปั ญหาอุปสรรคในการดําเนินโครงการ ตลอดจนข้ อเสนอแนะเพื่อให้ เกิดการใช้ ประโยชน์โครงการ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 2. กรอบแนวทางการติดตามประเมินผลโครงการภายใต้ แผนปฏิบัตกิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 สํานักงานบริหารหนี ้สาธารณะ (สบน.) ได้ เสนอความคืบหน้ าการจัดทํากรอบการติดตามประเมินผลโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 โดยคณะกรรมการฯ มีความเห็นสรุปได้ ดังนี ้ ้ บ 2.1 ตัวชี ้วัดสําหรับการประเมินผลการดําเนินการตามแผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ทังในระดั โครงการและระดับสาขาการลงทุนมีจํานวนค่อนข้ างมากซึง่ อาจก่อให้ เกิดความสับสนได้ จึงควรกําหนดตัวชี ้วัดที่มีจํานวน ไม่มากจนเกินไป โดยอาจกําหนดตัวชี ้วัดที่สามารถสะท้ อนผลลัพธ์ของการดําเนินงาน เช่น ตัวชี ้วัดด้ านรายได้ ตัวชี ้วัดด้ าน คุณภาพชีวิต และตัวชี ้วัดด้ านการจ้ างงาน เป็ นต้ น เพื่อให้ ตวั ชี ้วัดระดับผลลัพธ์สามารถเชื่อมโยงกันและเปรี ยบเทียบกันได้ ระหว่างโครงการ เช่น ตัวชี ้วัดด้ านการจ้ างงานจะสามารถนํามาคํานวณสัดส่วนผลประโยชน์ในด้ านการจ้ างงานต่อวงเงิน ลงทุนโครงการเพื่อเปรี ยบเทียบผลประโยชน์ของแต่ละโครงการได้ เป็ นต้ น ทังนี ้ ้ ในการกําหนดตัวชี ้วัดของโครงการ ควรศึกษาข้ อมูลโครงการโดยละเอียดเพื่อให้ สามารถกําหนด ตัวชี ้วัดที่เหมาะสมและสามารถให้ หน่วยงานเจ้ าของโครงการนําไปใช้ งานได้ จริง 2.2 เนื่องจากการติดตามประเมินผลของ สบน. มีระยะเวลาในการดําเนินการประมาณ 1 ปี ดังนัน้ ในระหว่างนี ้ สศช. และสํานักงบประมาณจะร่วมกันติดตามผลการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 โดยรวบรวมผลการดําเนินโครงการ ปั ญหาอุปสรรคและข้ อเสนอแนะ เพื่อจัดทํารายงานสรุปผลการติดตามโครงการเสนอ คณะกรรมการฯ พิจารณาเพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรี ตอ่ ไป ซึง่ จะครอบคลุมใน 3 ประเด็น ได้ แก่ (1) ปั ญหาอุปสรรคในการ ดําเนินโครงการ เช่น ความพร้ อมของหน่วยงานดําเนินโครงการ เป็ นต้ น และข้ อเสนอแนะในการแก้ ไขปั ญหาที่เกิดขึ ้นและ


14 การปรับปรุงการดําเนินงานเพื่อให้ โครงการบรรลุวตั ถุประสงค์ (2) ผลกระทบของการดําเนินการตามแผนปฏิบตั กิ ารไทย เข้ มแข็ง 2555 ต่อเศรษฐกิจของประเทศ และ (3) ข้ อเสนอแนะแนวทางการดําเนินงานเพื่อให้ การใช้ จ่ายเงินกู้ตามพระราช กําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริมสร้ างความมัน่ คงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 เกิดผลประโยชน์ คุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์สงู สุด 3. สรุ ปมติคณะกรรมการฯ 3.1 มอบหมายให้ ฝ่ายเลขานุการจัดทํารายงานสรุปผลการติดตามการดําเนินโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 เสนอคณะกรรมการฯ พิจารณา เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรี ตอ่ ไป โดยครอบคลุมใน 3 ประเด็น ได้ แก่ (1) ปั ญหาอุปสรรคในการดําเนินโครงการ เช่น ความพร้ อมของหน่วยงานดําเนินโครงการ เป็ นต้ น และ ข้ อเสนอแนะ ในการแก้ ไขปั ญหาที่เกิดขึ ้นและการปรับปรุงการดําเนินงานเพื่อให้ โครงการบรรลุวตั ถุประสงค์ (2) ผลกระทบ ของ การดําเนินการตามแผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ต่อเศรษฐกิจของประเทศ และ (3) ข้ อเสนอแนะแนวทางการ ดําเนินงานเพื่อให้ การใช้ จา่ ยเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื น้ ฟูและเสริ มสร้ างความมัน่ คง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 เกิดผลประโยชน์ค้ มุ ค่าและผลสัมฤทธิ์สงู สุด 3.2 มอบหมายให้ สบน. นําข้ อสังเกตของคณะกรรมการฯ ในเรื่ องการกําหนดตัวชี ้วัดการดําเนิน โครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ไปพิจารณาปรับปรุงตัวชี ้วัดสําหรับการประเมินผลการดําเนินการทัง้ ในระดับโครงการและระดับสาขาการลงทุนต่อไป 12. เรื่อง สถิตจิ าํ นวนนักท่ องเที่ยวชาวต่ างประเทศจําแนกรายสัญชาติและรายได้ ย้ อนหลัง 10 ปี (ปี 2543-2552) และ 6 เดือนของปี 2553 (มกราคม-มิถุนายน) คณะรัฐมนตรี รับทราบการจัดทําข้ อมูลสถิตจิ ํานวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจําแนกรายสัญชาติและ รายได้ ย้ อนหลัง 10 ปี (ปี 2543 – 2552) และ 6 เดือนของปี 2553 (มกราคม – มิถนุ ายน) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬาเสนอ โดยมีสาระสําคัญดังนี ้ สรุ ปจํานวนและรายได้ นักท่ องเที่ยวปี 2542-2552 นักท่ องเที่ยวขยายตัวเฉลี่ยร้ อยละ 6.45 และมีจาํ นวนสูงที่สุด 14.58 ล้ านคน จากสถิตนิ กั ท่องเที่ยว ระหว่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทยระหว่างปี 2542-2552 พบว่านักท่องเที่ยวเพิ่มขึ ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.58 ล้ านคน ในปี 2542 เป็ น 14.12 ล้ านคน ในปี 2552 หรื อมีอตั ราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี เท่ากับร้ อยละ 6.45 โดยปี 2551 นักท่องเที่ยวมี จํานวนสูงที่สดุ เท่ากับ 14.58 ล้ านคน และในปี 2549 นักท่องเที่ยวมีอตั ราการขยายตัวสูงสุดเท่ากับร้ อยละ 20.01 ซึง่ ส่วน หนึง่ เป็ นผลมาจากการฟื น้ ตัวของการท่องเที่ยวไทยภายหลังเกิดธรณีพิบตั ภิ ยั ในหลายปี 2547 และการเปิ ดให้ บริการของ สนามบินนานาชาติสวุ รรณภูมิในปี 2549 สําหรับปี ที่นกั ท่องเที่ยวลดลงมากที่สดุ คือ ปี 2546 เนื่องจากความขัดแย้ งระหว่าง สหรัฐอเมริ กากับอิรัก และการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) ซึง่ มีผลกระทบต่อสถานการณ์ การท่องเที่ยวโดยรวม และมีผลทําให้ นกั ท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยลดลงถึงร้ อยละ 7.36 รายได้ จากการท่ องเที่ยวขยายตัวเฉลี่ยร้ อยละ 10.17 และมีรายได้ สูงสุด 5.75 แสนล้ านบาท จาก สถิตริ ายได้ จากการท่องเที่ยวระหว่างปี 2542-2552 พบว่า ประเทศไทยมีรายได้ จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2.53 แสนล้ านบาท ในปี 2542 เป็ ฯ 5.10 แสนล้ านบาท ในปี 2552 หรื อมีอตั ราการขยายตัวเฉลีย่ ต่อปี ร้ อยละ 10.17 โดยปี 2551 มีรายได้ จากการท่องเที่ยวสูงสุดเท่ากับ 5.75 แสนล้ านบาท และในปี 2549 รายได้ จากการท่องเที่ยวขยายตัวสูงสุด เท่ากับร้ อยละ 31.29 จากการเพิ่มขึ ้นของนักท่องเที่ยว สถานการณ์ การเมืองภายในประเทศและภาวะเศรษฐกิจส่ งผลกระทบต่ อการขยายตัวของภาค การท่ องเที่ยว ในระยะเวลา 10 ปี ที่ผา่ นมาจํานวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทยมีอตั ราการ ขยายตัวเฉลีย่ ต่อปี ร้ อยละ 6.45 แต่ในช่วงที่ผา่ นมานับตังแต่ ้ ปี 2551 ผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มี ความรุนแรงเพิ่มขึ ้น ตลอดจนวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของจํานวน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวขยายตัวเพียงร้ อยละ 0.83 ในปี 2551 และลดลงถึงร้ อยละ 3.20 ในปี 2552 จากการปิ ดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในปลายปี 2551 และเหตุการณ์รุนแรงในเดือนเมษายน 2552 ซึง่ รุนแรง กว่าการเกิดธรณีพิบตั ภิ ยั ที่มีผลทําให้ นกั ท่องเที่ยวในปี 2548 ลดลงเพียงร้ อยละ 1.15 สรุ ปสถานการณ์ จาํ นวนและรายได้ จากนักท่ องเที่ยวปี 2553 นักท่ องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึน้ ร้ อยละ 13.70 และเกือบครึ่งหนึ่งเป็ นนักท่ องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย ตะวันออก ในระหว่างเดือนมกราคม – มิถนุ ายน 2553 มีนกั ท่องเที่ยวระหว่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยจํานวน


15 7,515,025 คน โดยเป็ นนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สดุ 3,670,667 คน คิดเป็ นร้ อยละ 48.84 ของ นักท่องเที่ยวทังหมด ้ รองลงมาได้ แก่ นักท่องเที่ยวยุโรป เอเชียใต้ อเมริกา โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และแอฟริ กา ตามลําดับ และเมื่อเปรี ยบเทียบกับปี ที่ผา่ นมาพบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 13.70 จากการเพิ่มขึ ้นของนักท่องเที่ยวทุก ภูมิภาค สะท้ อนให้ เห็นถึงความมัน่ ใจของนักท่องเที่ยวที่ฟืน้ คืนจากปี ที่ผา่ นมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกและ ยุโรปที่มีจํานวนนักท่องเที่ยวรวมกันคิดเป็ นร้ อยละ 79.18 ของนักท่องเที่ยวทังหมดและนั ้ กท่องเที่ยวเพิ่มขึ ้นค่อนข้ างสูง (ร้ อย ละ 12.93 และ 15.86 ตามลําดับ) ทังนี ้ ้จากจํานวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวคาดว่าจะก่อให้ เกิดรายได้ จากการท่องเที่ยวประมาณ 272,553.78 ล้ านบาท เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 16.80 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี ที่ผา่ นมา ความเชื่อมั่นต่ อสถานการณ์ ภายในประเทศฟื ้ นคืนในเวลาอันสัน้ แม้ วา่ ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2553 สถานการณ์การเมืองภายในประเทศจะมีความรุนแรงและมีการเสนอข่าวสารไปทัว่ โลก โดยเฉพาะการ ประกาศสถานการณ์ฉกุ เฉินที่มีความร้ ายแรง และการมีผ้ เู สียชีวิตจํานวนมาก ตลอดจนการวางเพลิงอาคารหลายแห่งที่เป็ นที่ รู้จกั ของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจนได้ รับความเสียหายรุนแรง ซึง่ มีผลทําให้ นกั ท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคม 2553 ลดลง ร้ อยละ 12.93 แต่ในเดือนมิถนุ ายน 2553 ลดลงเพียงร้ อยละ 1.14 ซึง่ สะท้ อนถึง ความเชื่อมัน่ ของนักท่องเที่ยวที่ฟืน้ ตัวเพียง 1 เดือนหลังจากเหตุการณ์สิ ้นสุด ซึง่ ส่วนหนึง่ เป็ นผลจากการปรับตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางตรงสูแ่ หล่งท่องเที่ยวมากขึ ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในกรุงเทพฯ โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านด่านสุวรรณภูมิในช่วงมกราคม – มิถนุ ายน ลดลงจากร้ อยละ 67.09 ในปี 2552 เป็ นร้ อยละ 64.68 ในปี 2553 จํานวนนักท่ องเที่ยวปี 2553 คาดว่ าจะมีจาํ นวนประมาณ 15.34 ล้ านคน จากอัตราการขยายตัวใน ระดับสูงของนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2553 ต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2552 สะท้ อนให้ เห็นถึงความนิยมของแหล่ง ท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่อยูใ่ นระดับสูง นอกจากนี ้ สําหรับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรง ภายในประเทศในช่วงเมษายน – พฤษภาคม 2553 พบว่า มีหลายปั จจัยที่สะท้ อนให้ เห็นถึงความมัน่ ใจของนักท่องเที่ยวที่ เพิ่มขึ ้น เช่น จํานวนนักท่องเที่ยว เดือนมิถนุ ายน 2553 ที่ลดลงจากปี ที่ผา่ นมาเพียงร้ อยละ 1.14 และจํานวนผู้เดินทางผ่าน ด่านสนามบินสุวรรณภูมิเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2553 ซึง่ มีจํานวน 34,502 คน / วัน ที่สงู กว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 ที่เท่ากับ 34,410 คน/วัน เป็ นต้ น นอกจากนี ้ ผลจากการดําเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของกระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้ อง จะมีสว่ นช่วยกระตุ้นให้ จํานวนนักท่องเที่ยวในช่วงครึ่ง หลังของปี 2553 ขยายตัวต่อเนื่อง ทังนี ้ ้หากไม่มีผลกระทบจากปั จจัยลบอื่น ๆ เช่น สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ภัย ธรรมชาติร้ายแรง และวิกฤติเศรษฐกิจในกลุม่ ประเทศยุโรป เป็ นต้ น คาดว่าจํานวนตลอดปี 2553 จะมีจํานวนประมาณ 15.50 ล้ านคน

สังคม 13. เรื่อง รายงานการพัฒนาระบบราชการไทย ประจําปี พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบรายงานการพัฒนาระบบราชการไทย ประจําปี พ.ศ. 2552 ตามที่สํานักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี ้ 1. ภาพรวมของระบบราชการ ที่สะท้ อนขีดความสมรรถนะเชิงกายภาพและสัมฤทธิ์ผลของระบบราชการ มีดงั นี ้ 1.1 หน่วยงานของรัฐในกํากับของฝ่ ายบริหาร 4 ประเภท ได้ แก่ ประเภทที่ 1 ส่วนราชการ มีหน่วยงาน ในส่วนกลางรวม 175 หน่วยงาน ส่วนภูมิภาค 953 หน่วยงาน และส่วนท้ องถิ่น 7,858 หน่วยงาน ประเภทที่ 2 รัฐวิสาหกิจ 58 แห่ง ประเภทที่ 3 องค์การมหาชน 57 องค์การ ประเภทที่ 4 หน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ (หน่วยงานธุรการของ องค์กรของรัฐ) 8 แห่ง 1.2 กําลังคนภาครัฐในฝ่ ายพลเรื อนจํานวน 2,037,955 คน ประกอบด้ วย ข้ าราชการ 1,271,620 คน ลูกจ้ างประจํา 237,786 คน ลูกจ้ างชัว่ คราว 281,831 คน พนักงานจ้ าง 145,726 คน และพนักงานราชการ 100,992 คน 1.3 สมรรถนะในการแข่งขันของระบบราชการไทยเชิงเปรี ยบเทียบในปี พ.ศ. 2552 ในส่วนความเป็ น ประเทศที่เอื ้อต่อการลงทุนประกอบธุรกิจ ประเทศไทยอยูใ่ นลําดับที่ 13 จาก 181 ในส่วนดัชนีชี ้สภาวะธรรมาภิบาลของไทย ตามเกณฑ์ธนาคารโลกพบว่าค่าดัชนีชี ้วัดสภาวะธรรมาภิบาล โดยรวมของประเทศไทยยังอยูใ่ นกลุม่ Percentile Rank เดิม กล่าวคือ ยังเป็ นประเทศที่อยูใ่ นกลุม่ Percentile Rank ที่ 50 – 75 เช่นเดียวกับปี ก่อน อันดับความสามารถในการแข่งขันใน


16 ประเทศไทยพบว่า ปั จจัยหลักกลุม่ ประสิทธิภาพภาครัฐมีอนั ดับสูงขึ ้นอย่างต่อเนื่อง ปั จจัยหลักกลุม่ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ทรงตัวในอันดับเดิม ส่วนปั จจัยหลักกลุม่ ศักยภาพทางเศรษฐกิจและกลุม่ โครงสร้ างพื ้นฐานแม้ อนั ดับจะมีแนวโน้ มลดลง แต่ยงั รักษาอันดับในตําแหน่งที่ไม่ตํ่ากว่าปี พ.ศ. 2550 และความพร้ อมในการเป็ นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ. 2552 จํานวน 184 ประเทศ ซึง่ ประเทศไทยถูกจัดอยูใ่ นลําดับที่ 76 2. ความก้ าวหน้ าของการพัฒนาระบบราชการไทย 2.1 ผลการปฏิบตั ริ าชการตามคํารับรองการปฏิบตั ริ าชการจากการประเมินผลการปฏิบตั ริ าชการตาม คํารับรองฯ ประจําปี พ.ศ. 2552 ปรากฏว่าส่วนราชการมีคะแนนเฉลีย่ ที่สงู กว่าค่าเป้าหมายที่กําหนด โดยส่วนราชการ จํานวนหนึง่ มีคะแนนผลการปฏิบตั ริ าชการเฉลี่ยสูงกว่าค่าเป้าหมายที่กําหนดไว้ มาก ในส่วนของจังหวัดยังมีคะแนนเฉลีย่ สูงกว่าค่าเป้าหมายเล็กน้ อย 2.2 การผลักดันการพัฒนาระบบราชการไทยให้ เป็ นองค์การที่มีความพร้ อม 4 ด้ าน คือ ตอบสนองทัน ต่อการเปลี่ยนแปลง เก่ง ดี และมีสว่ นร่วมตามแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551 – 2555) ดังนี ้ - ตอบสนองความคาดหวังและความต้ องการของประชาชนโดยการพัฒนาคุณภาพการให้ บริการ ้ ประชาชน ด้ วยการส่งเสริ มการมอบอํานาจตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้ วยการมอบอํานาจ พ.ศ. 2550 การลดขันตอนและ ระยะเวลาการปฏิบตั ริ าชการ การพัฒนาศูนย์บริการร่วม การนําเทคโนโลยีมาปรับใช้ ในการให้ บริการ รวมทังเผยแพร่ ้ บริการ ของภาครัฐให้ เป็ นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ - การปรับรูปแบบการทํางานให้ มีลกั ษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงความร่วมมือและสร้ างเครื อข่าย ้ ดให้ ประชาชนเข้ ามามีสว่ นร่วมโดยการสร้ างความรู้ความเข้ าใจเกี่ยวกับการบริหาราชการแบบ กับฝ่ ายต่าง ๆ รวมทังเปิ มีสว่ นร่วม และส่งเสริ มการขยายผลการบริ หารราชการแบบมีสว่ นร่วมให้ เกิดขึ ้นในทุกจังหวัด ตลอดจนเพิ่มความเข้ มแข็ง แก่เครื อข่ายการพัฒนาระบบราชการให้ มากขึ ้น - การมุง่ สูก่ ารเป็ นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้ อมและความสามารถในการเรี ยนรู้ คิดริเริ่ ม เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้ อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ตา่ ง ๆ ด้ วยการเสนอให้ สว่ นราชการทบทวนบทบาท ภารกิจของตนและเน้ นการบริหารจัดการให้ สอดคล้ องกับบริบทต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีมาตรการชะลอการขยาย หน่วยงานของภาครัฐควบคูไ่ ปด้ วย และส่งเสริ มการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้ มีความพร้ อม สามารถเรี ยนรู้ ปรับตัว ด้ วย กระบวนการเรี ยนรู้จากประสบการณ์จริง หรื อกรณีศกึ ษาในรูปแบบต่าง ๆ ทังการประชุ ้ มแลกเปลี่ยนเรี ยนรู้ การประชุมชี ้แจง ประชุมสัมมนาทางวิชาการ การเรี ยนรู้ผา่ นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทังยั ้ งได้ แสวงหารูปแบบของระบบเวอร์ ชวั ร์ ออฟฟิ ต (Virtual office) เพื่อช่วยให้ ข้าราชการทํางานราชการที่บ้านเป็ นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ แก่บคุ ลากรภาครัฐอีกเช่นกัน ในส่วนของ องค์การมหาชนใดไม่สามารถดําเนินการให้ บรรลุวตั ถุประสงค์ของการจัดตังหรื ้ อหมดความจําเป็ นก็ให้ นําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อยุบเลิก และได้ จดั ให้ มีคมู่ ือการบริ หารงานและกํากับดูแลของคณะกรรมการองค์การมหาชน เพื่อให้ องค์การมหาชน บริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล - การสร้ างระบบการกํากับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มัน่ ใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทัง้ ทําให้ บคุ ลากรปฏิบตั งิ านอย่างมีจิตสํานึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม โดยได้ จดั ทํา หลักเกณฑ์สาํ หรับประเมินนโยบายและผลการดําเนินการตามนโยบายการกํากับดูแลองค์การที่ดี (Organizational Governance) ในส่วนของการตรวจควบคุมองค์การจากภายนอกนัน้ ได้ มีการปรับปรุงระบบการตรวจสอบและประเมิน ผลภาคราชการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) เพื่อรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรี และ บาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) ให้ ภาคส่วนอื่นเข้ ามามีบทบาทใน คณะรัฐมนตรี ทกุ รอบ 6 เดือน และตังคณะกรรมการธรรมาภิ ้ การตรวจสอบการทํางานของจังหวัด 2.3 การดําเนินงานขันต่ ้ อไปของ ก.พ.ร. จะเดินหน้ าสร้ างระบบราชการให้ มีความพร้ อมทัง้ 4 ด้ าน คือ ตอบสนองทันต่อการเปลี่ยนแปลง เก่ง ดี และมีสว่ นร่วม ตามแผนยุทธศาสตร์ ฯ โดยจะเพิ่มคุณภาพการบริ การภาครัฐ จะ พัฒนาระบบการตรวจสอบและประเมินภาคราชการ และจะเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ พร้ อมทังเร่ ้ งเสริมสร้ างคุณธรรมที่ เอื ้อต่อการรักษาจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐควบคูไ่ ปกับการบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริ หารกิจการบ้ านเมืองที่ดี 3. ผลการดําเนินงานของสํานักงาน ก.พ.ร. ประจําปี พ.ศ. 2552 ได้ ดําเนินการโดยมีแผนยุทธศาสตร์ กําลังคนและงบประมาณรายจ่ายของตนเองในฐานะหน่วยงานด้ านธุรการที่รับผิดชอบกิจกรรม วิชาการและแผนงานภายใต้ นโยบายของ ก.พ.ร. และเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบตั งิ านของพนักงานของรัฐที่สนองต่อความต้ องการ ประชาชนและการพัฒนาประเทศ สํานักงาน ก.พ.ร. ได้ ลงนามความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อนําไปสูค่ วามร่วมมือของ


17 ทังสององค์ ้ การในการเสริ มสร้ างสมรรถนะระบบราชการไทยให้ เป็ นกลไกที่เข้ มแข็งในการพัฒนาประเทศและเป็ นแบบอย่าง ที่ดีของประเทศในภูมิภาค 14. เรื่อง การรายงานผลการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง สรุ ปผลการสํารวจภาวะการทํางานของ ประชากร เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และสรุ ปผลการสํารวจความเดือดร้ อนและความต้ องการของประชาชน พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบการรายงานผลการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่ อง สรุปผลการสํารวจภาวะการทํางาน ของประชากร เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 และสรุปผลการสํารวจความเดือดร้ อนและความต้ องการของประชาชน พ.ศ. 2553 ตามที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี ้ 1. สํารวจภาวะการทํางานของประชากร เป็ นประจําทุกเดือน โดยในแต่ละเดือนมีจํานวนครัวเรื อน ตัวอย่าง 26,520 ตัวอย่าง สําหรับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ได้ จดั ทําสรุปผลการสํารวจเสร็ จเรี ยบร้ อยแล้ ว โดยมีประเด็นสําคัญของผลการ สํารวจ ดังนี ้ 1. ผู้อยูใ่ นกําลังแรงงาน ผู้ที่อยูใ่ นกําลังแรงงาน มีจํานวนทังสิ ้ ้น 38.05 ล้ านคน ประกอบด้ วย ผู้มีงานทํา 37.02 ล้ านคน ผู้ ว่างงาน 5.86 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 4.44 แสนคน ทังนี ้ ้ผู้ที่อยูใ่ นกําลังแรงงาน จํานวนลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับ ปี 2552 จํานวน 3.6 แสนคน (จาก 38.41 ล้ านคน เป็ น 38.05 ล้ านคน) 2. ผู้มีงานทํา ผู้มีงานทํา 37.02 ล้ านคน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 จํานวน 4.9 แสนคน (จาก 37.51 ล้ านคน เป็ น 37.02 ล้ านคน) หรื อลดลงร้ อยละ 1.3 ซึง่ มีผ้ ทู ํางานเพิ่มขึ ้นและลดลงในสาขาต่าง ๆ ได้ ดงั นี ้ (1) ผู้ทํางานเพิ่มขึ ้น ได้ แก่ ผู้ทํางานในสาขาการขายส่ง ขายปลีกฯ เพิม่ ขึ ้น 4.8 แสน คน (จาก 6.07 ล้ านคน เป็ น 6.55 ล้ านคน) สาขาการก่อสร้ าง เพิ่มขึ ้น 2.9 แสนคน (จาก 2.61 ล้ านคน เป็ น 2.90 ล้ านคน) สาขาการศึกษา เพิ่มขึ ้น 2.4 แสนคน (จาก 1.00 ล้ านคน เป็ น 1.24 ล้ านคน) สาขาการบริ หารราชการแผ่นดินฯ เพิ่มขึ ้น 1.8 แสนคน (จาก 1.36 ล้ านคน เป็ น 1.54 ล้ านคน) สาขาการโรงแรมและภัตตาคาร เพิม่ ขึ ้น 1.0 หมื่นคน (จาก 2.68 ล้ านคน เป็ น 2.69 ล้ านคน) ตามลําดับ (2) ผู้ทํางานลดลง ได้ แก่ ผู้ทํางานในสาขาเกษตรกรรม ลดลง 1.49 ล้ านคน (จาก 13.72 ล้ านคน เป็ น 12.23 ล้ านคน) สาขาการผลิต 7.0 หมื่นคน (จาก 5.79 ล้ านคน เป็ น 5.72 ล้ านคน) สาขาการบริหาร ชุนชนฯ 3.0 หมื่นคน (จาก 8.4 แสนคน เป็ น 8.1 แสนคน) สาขาการเงินการธนาคาร 1.0 หมื่นคน (จาก 3.7 แสนคน เป็ น 3.6 แสนคน) สาขากิจกรรมด้ านอสังหาริ มทรัพย์ ฯ 1.0 หมื่นคน (จาก 7.4 แสนคน เป็ น 7.3 แสนคน) ตามลําดับ 3. ผู้วา่ งงาน (1) ผู้วา่ งงานทัว่ ประเทศมีจํานวน 5.86 แสนคน คิดเป็ นอัตราการว่างงานร้ อยละ 1.5 ของกําลังแรงงานรวม (ลดลง 7.0 หมื่นคน เมื่อเปรี ยบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552) ประกอบด้ วย ผู้วา่ งงานที่ไม่ เคยทํางานมาก่อนจํานวน 2.01 แสนคน อีกส่วนหนึง่ เป็ นผู้วา่ งงานที่เคยทํางานมาก่อนจํานวน 3.85 แสนคน โดยเป็ นผู้ ว่างงานที่มาจากภาคการผลิต 1.85 แสนคน ภาคการบริการและการค้ า 1.41 แสนคน และภาคเกษตรกรรมการ 5.9 หมื่น คน (2) ผู้วา่ งงานเป็ นผู้มีการศึกษาอยูใ่ นระดับอุดมศึกษา จํานวน 1.69 แสนคน ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้ น 1.34 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.14 แสนคน ระดับประถมศึกษา 1.06 แสนคน และไม่มี การศึกษาและตํ่ากว่าประถมศึกษา 6.3 หมื่นคน ตามลําดับ (3) ผู้วา่ งงานส่วนใหญ่อยูใ่ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.54 แสนคน ภาคกลาง 1.47 แสนคน ภาคใต้ 1.28 แสนคน ภาคเหนือ 1.0 แสนคน และกรุงเทพมหานคร 5.7 หมื่นคน หากคิดเป็ นอัตราการว่างงาน ภาคใต้ เป็ นภาคที่มีอตั ราการว่างงานสูงสุด ร้ อยละ 2.4 ส่วนภาคที่มีอตั ราการว่างงานตํ่าสุดเป็ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้ อยละ 1.3 2. สํารวจความเดือดร้ อนและความต้ องการของประชาชน พ.ศ. 2553 โดยสอบถามประชาชนที่มีอายุ 15 ปี ขึ ้นไป ทุกจังหวัดทัว่ ประเทศ มีประชาชนถูกเลือกเป็ นตัวอย่างทังสิ ้ ้น จํานวน 100,920 คน โดยเก็บรวบรวมข้ อมูล ระหว่างวันที่ 18-24 มิถนุ ายน 2553 เพื่อให้ ประชาชนมีช่องทางที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปั ญหา และความต้ องการ


18 ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ได้ จดั ทําสรุปผลการสํารวจเสร็ จเรี ยบร้ อยแล้ ว โดยมีประเด็นสําคัญของผลการสํารวจ ดังนี ้ 2.1 การศึกษา ประชาชนมีความเดือดร้ อนด้ านคุณภาพระดับการศึกษามากกว่า ด้ านโครงสร้ างพื ้นฐานทางการศึกษา (1) ปั ญหาด้ านการศึกษา 3 อันดับแรก (เฉพาะปั ญหาในระดับมากและปาน กลาง) เป็ นปั ญหาเกี่ยวกับคุณภาพระบบการศึกษา ดังนี ้ ต้ องมีการเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อแข่งขัน (ร้ อยละ 28.1) ไม่มีโอกาส ให้ ลกู หลานเรี ยนสถาบันการศึกษาที่ดี (ร้ อยละ 27.1) และหลักสูตรการศึกษาเน้ นศีลธรรมและจริยธรรมน้ อย (ร้ อยละ 26.3) เป็ นที่นา่ สังเกตว่าปั ญหาที่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบอันดับแรก คือ ขาดโอกาสให้ ลกู หลานเรี ยน สถาบันการศึกษาที่ดี (ร้ อยละ 29.4) โดยเฉพาะในจังหวัดอุบลราชธานี (ร้ อยละ 43.3) (2) แม้ วา่ ผู้ที่มีความเดือดร้ อนด้ านโครงสร้ างพื ้นฐานทางการศึกษา เช่น การขาดแคลนครู การเดินทางไปสถานศึกษา (ระยะทางไกล เดินทางลําบาก) เป็ นต้ น จะพบในสัดส่วนที่น้อยกว่าปั ญหา เกี่ยวกับคุณภาพระบบการศึกษา แต่ก็พบปั ญหานี ้ในกรุงเทพมหานคร ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น 2.2 ความยากจนและสภาพความเป็ นอยู่ (1) เมื่อให้ ประชาชนประเมินฐานะตนเอง พบว่า ปั ญหาความยากจนเป็ น ปั ญหามากของคนจนเมืองที่อยูใ่ นกรุงเทพมหานคร และคนชนบทที่อยูใ่ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี ้ ผู้ประกอบ อาชีพกรรมกร และขับรถรับจ้ าง ประเมินฐานะตนเองว่าจนมากกว่าอาชีพอื่น ๆ (ร้ อยละ 33.0 และ 28.9 ตามลําดับ) (2) สัดส่วนคนจนจากการประเมินตนเอง (ร้ อยละ 12.8) มีมากกว่าสัดส่วน คนจนโดยใช้ เส้ นทางความยากจน (ประมาณร้ อยละ 9.0 ในปี 2551) โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ในขณะ ที่สดั ส่วนคนจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการประเมินตนเองมีคา่ ใกล้ เคียงกับเมื่อใช้ เส้ นความยากจน (3) ประชาชนเห็นว่าสาเหตุที่จน อันดับแรก คือ ไม่มีทนุ ประกอบอาชีพ (ร้ อย ละ 65.9) โดยประชาชนเกือบทุกภาคมีความคิดเห็นเป็ นไปในทิศทางเดียวกัน ยกเว้ นผู้ที่อยูใ่ นกรุงเทพมหานคร (ร้ อยละ 55.0) เห็นว่าเป็ นเพราะขาดโอกาส อาจเนื่องจากการดําเนินชีวิตในกรุงเทพมหานครมีการแข่งขันสูงกว่าภาคอื่น (4) แม้ วา่ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้ อยละ 58.8) มีความเห็นว่าฐานะความ เป็ นอยูใ่ นปี หน้ าจะเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับปั จจุบนั แต่ผ้ ทู ี่คดิ ว่าดีขึ ้นและเหมือนเดิมเมื่อเปรี ยบเทียบปี หน้ ากับปั จจุบนั ก็มี มากกว่าผู้ที่คดิ ว่าดีขึ ้นและเหมือนเดิมเมื่อเปรี ยบเทียบปั จจุบนั กับปี ที่ผา่ นมา ในขณะเดียวกัน ผู้ที่คดิ ว่าแย่ลงเมื่อ เปรี ยบเทียบปี หน้ ากับปั จจุบนั ก็มีน้อยกว่าผู้ที่คดิ ว่าแย่ลงเมื่อเปรี ยบเทียบปั จจุบนั กับปี ที่ผา่ นมา อาจกล่าวได้ วา่ คนไทยเชื่อมัน่ ว่า ความเป็ นอยูจ่ ะดีขึ ้นในปี หน้ า 2.3 ภาวะเศรษฐกิจครัวเรื อน (1) ปั ญหาด้ านอาชีพและการทํางาน 3 อันดับแรก (เฉพาะปั ญหาใน ระดับมากและปานกลาง) ได้ แก่ ต้ นทุนในการผลิตสูง (ร้ อยละ 54.3) ขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ (ร้ อยละ 47.8) และการทํามาหากินฝื ดเคือง (ร้ อยละ 40.8) โดยประชาชนทุกภาคมีความคิดเห็นค่อนข้ างสอดคล้ องกัน ยกเว้ น ประชาชนใน กรุงเทพมหานครที่เห็นว่าปั ญหาต้ นทุนในการผลิตสูงไม่อยูใ่ น 3 อันดับแรก แต่มีปัญหาเรื่ องไม่มีเส้ นสาย (2) ปั ญหารายได้ และหนี ้สิน 3 อันดับแรก (เฉพาะปั ญหาในระดับมาก และปานกลาง) ได้ แก่ รายได้ /ผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน (ร้ อยละ 54.9) รายได้ ไม่พอกิน (ร้ อยละ 50.3) และถูกกดราคา ผลผลิตการเกษตร (ร้ อยละ 42.6) โดยประชาชนทุกภาคมีความคิดเห็นค่อนข้ างสอดคล้ องกัน ยกเว้ น ประชาชนใน กรุงเทพมหานครและภาคกลางที่ปัญหาถูกกดราคาผลผลิตการเกษตรไม่อยูใ่ น 3 อันดับแรก แต่เดือดร้ อนเรื่ องเงินที่หามาได้ ส่วนใหญ่ต้องนํามาใช้ หนี ้ (3) ประชาชนเสนอให้ รัฐบาลแก้ ไขปั ญหาด้ านเศรษฐกิจ 3 อันดับแรก ดังนี ้ ควบคุมราคาสินค้ าที่จําเป็ นในชีวิตประจําวัน (ร้ อยละ 58.0) จัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ (ร้ อยละ 36.9) และเพิ่ม สวัสดิการในการครองชีพ (ร้ อยละ 35.8) 2.4 .ความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการของรัฐ (1) ประชาชนทราบเกือบทุกนโยบายในสัดส่วนสูงกว่าร้ อยละ 80 โดยเฉพาะโครงการเบี ้ยยังชีพผู้สงู อายุ และคนพิการ (ประมาณ ร้ อยละ 98) ซึง่ แสดงให้ เห็นว่าประชาชนให้ ความสนใจคน ด้ อยโอกาสในสังคมมากขึ ้น แต่เป็ นที่นา่ สังเกตว่าโครงการโฉนดชุมชนมีคนทราบน้ อยกว่าเรื่ องอื่น (ร้ อยละ 67.8)


19 โดยผู้ที่ทราบนโยบายนัน้ ส่วนใหญ่มากกว่าร้ อยละ 90 เห็นว่านโยบาย เหมาะสมแล้ ว แต่มีข้อสังเกตว่าโครงการเบี ้ยยังชีพแก่ผ้ พู ิการ และเบี ้ยยังชีพผู้สงู อายุ มีผ้ เู ห็นว่าไม่เหมาะสมมากกว่าเรื่ องอื่น (ประมาณร้ อยละ16-17) และเสนอว่าควรเพิ่มเบี ้ยยังชีพให้ มากกว่าเดิม (2) สิง่ ที่ประชาชนต้ องการให้ รัฐบาลแก้ ปัญหาด้ านสังคม 3 อันดับแรก คือ ต้ องการให้ จดั สวัสดิการรักษาพยาบาลของทุกกลุม่ ให้ เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือ และภาค ตะวันออกเฉียงเหนือให้ ความเห็นในเรื่ องนี ้มากกว่าภาคอื่น 2.5 ความเพียงพอของสาธารณูปโภค (1) ประชาชนมีความเห็นว่า เส้ นทางรถไฟ ระบบขนส่งมวลชนและ เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต มีไม่เพียงพอมากกว่าสาธารณูปโภคด้ านอื่น (ร้ อยละ 75.3 73.4 และ46.0 ตามลําดับ) (2) ปั ญหาเส้ นทางรถไฟไม่เพียงพอพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือมากกว่าภาคอื่น โดยประชาชนร้ อยละ 88.9 และ 82.1 ตามลําดับ ระบุวา่ ไม่เพียงพอ นอกจากนี ้พบว่า ไม่ตาํ่ กว่า ร้ อยละ 90 ของประชาชนใน 11 จาก 17 จังหวัดของภาคเหนือ (ยกเว้ น เชียงใหม่ ลําปาง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิษณุโลก และพิจิตร) ระบุวา่ เส้ นทางรถไฟไม่เพียงพอ และไม่ตํ่ากว่าร้ อยละ 90 ของประชาชนใน 12 จาก 19 จังหวัดภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ (ยกเว้ น นครราชสีมา สุรินทร์ ศรี สะเกษ อุบราชธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น และอุดรธานี) ระบุวา่ เส้ นทาง รถไฟไม่ เพียงพอ (3) ปั ญหาระบบขนส่งมวลชนไม่เพียงพอพบในภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น โดยประชาชนร้ อยละ 89.9 และ 82.2 ตามลําดับ ระบุวา่ ไม่เพียงพอ นอกจากนี ้พบว่า ไม่ตํ่ากว่าร้ อยละ 90 ของประชาชนทุกจังหวัดของภาคเหนือ (ยกเว้ น อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน) ระบุวา่ ระบบขนส่งมวลชนไม่ เพียงพอ และไม่ตํ่ากว่าร้ อยละ 90 ของประชาชนทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ยกเว้ น นครราชสีมา อุบลราชธานี ยโสธร อํานาจเจริญ หนองบัวลําภู ขอนแก่น เลย หนองคาย และร้ อยเอ็ด) ระบุวา่ ระบบขนส่งมวลชนไม่เพียงพอ (4) ปั ญหาเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตไม่เพียงพอเป็ นปั ญหาของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่น (ร้ อยละ 60.7) โดยเฉพาะประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ และชัยภูมิ ระบุวา่ ไม่เพียงพอถึง ร้ อยละ 86.1 และ74.0 ตามลําดับ (5) ภาคใต้ ประสบปั ญหานํ ้าประปาไม่เพียงพอมากกว่าภาคอื่น (ร้ อยละ 27.7) รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ (ร้ อยละ 20.7) และ 20.2 ตามลําดับ) ซึง่ เป็ นที่นา่ สังเกตว่า ประชาชนในจังหวัดนราธิวาสเกือบครึ่ง (ร้ อยละ 48.9) และในจังหวัดสุรินทร์ ร้อยละ 35.2 ระบุวา่ ไม่เพียงพอ (6) ปั ญหารถสาธารณะที่เข้ าชุมชน/หมูบ่ ้ านไม่เพียงพอพบในภาคกลาง และภาคเหนือมากกว่าภาคอื่น โดยประชาชนประมาณร้ อยละ 31 ระบุวา่ ไม่เพียงพอ ส่วนประชาชนในจังหวัด พระนครศรี อยุธยา และสระแก้ ว ประมาณร้ อยละ 52 ระบุวา่ ไม่เพียงพอ นอกจากนี ้จังหวัดแม่ฮ่องสอนและอุทยั ธานีประสบ ปั ญหานี ้มากกว่าจังหวัดอื่นในภาคเหนือ ( ร้ อยละ 49.7 ร้ อยละ และ 46.8 ตามลําดับ) 2.6 ความเดือดร้ อนด้ านอื่น ๆ สรุปได้ ดงั นี ้ (1) คนไทยให้ ความสําคัญกับปั ญหาสังคมมาก เนื่องจากระบุวา่ สิง่ ที่เป็ น ปั ญหา 3 อันดับแรก (เฉพาะปั ญหาในระดับมากและปานกลาง) คือ ความขัดแย้ งทางการเมือง (ร้ อยละ 50.2) การทุจริต คอรัปชัน่ ของเจ้ าหน้ าที่รัฐ (ร้ อยละ 49.3) และความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ (ร้ อยละ 46.8) (2) ปั ญหาที่ประชาชนในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาค ตะวันออกเฉียงเหนือประสบเป็ นอันดับแรก คือ ความขัดแย้ งทางการเมือง ขณะที่ผ้ ทู ี่อยูใ่ นกรุงเทพมหานครรู้สกึ เดือดร้ อน เรื่ องการทุจริ ตคอรัปชัน่ ของเจ้ าหน้ าที่รัฐมากกว่าเรื่ องอื่น สําหรับปั ญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ เป็ นเรื่ องเดือดร้ อน ที่สดุ ของประชาชนในภาคใต้ โดยเป็ นที่นา่ สังเกตว่า ปั ญหาเรื่ องสื่อ เช่น การนําเสนอข้ อมูลข่าวสารที่บดิ เบือน การปิ ดกัน้ สื่อ การขาดจริยธรรมของสื่อ ขาดการสนับสนุนสื่อที่มีคณ ุ ภาพ เป็ นต้ น พบผู้ที่ประสบปั ญหานี ้ในสัดส่วนที่น้อยกว่าเรื่ อง ข้ างต้ น (3) การประสบปั ญหาจากการให้ บริ การจากเจ้ าหน้ าที่รัฐ ในด้ านต่าง ๆ ดังนี ้ การให้ บริการโดยเลือกปฏิบตั ิ การเรี ยกรับสินบน การทุจริตคอรัปชัน่ และการข่มขูค่ กุ คาม พบว่า ประชาชนที่ประสบ ปั ญหาดังกล่าวเป็ นผู้ที่อยูใ่ นกรุงเทพมหานคร และภาคใต้ สงู กว่าภาคอื่น (4) ความรู้ความเข้ าใจของประชาชนเกี่ยวกับโครงการรถไฟรางคูแ่ ละโครงข่าย 3G พบว่า ประชาชนจํานวนหนึง่ ยังไม่ทราบเกี่ยวกับโครงการรถไฟรางคู่ (ร้ อยละ 43.7) และโครงข่าย 3G (ร้ อยละ 56.5) โดยประชาชน ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ระบุวา่ ไม่ทราบมากกว่าภาคอื่น รวมทังผู ้ ้ ที่อยูน่ อกเขตเทศบาลระบุวา่


20 ไม่ทราบมากกว่าใน เขตเทศบาล นอกจากนี ้ พบว่าผู้ที่ทราบ ส่วนใหญ่เห็นด้ วยกับโครงการดังกล่าว ดังนันรั ้ ฐบาลควร ประชาสัมพันธ์ให้ ข้อมูลและทําความเข้ าใจแก่ประชาชนก่อนที่จะดําเนินการดังกล่าว ต่ างประเทศ 15. เรื่อง ขอความเห็นชอบในการอนุมัตริ ่ างกฎบัตรสมาคมความร่ วมมือแห่ งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ฉบับแก้ ไข คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี ้ 1. เห็นชอบร่างกฎบัตรสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Co-operation : IOR-ARC) และอนุมตั ใิ ห้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงการต่างประเทศหรื อผู้แทน อนุมตั ิ (approve) ร่างเอกสารข้ างต้ น 2. หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุงแก้ ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสําคัญหรื อไม่ขดั ต่อผลประโยชน์ของ ไทย ให้ กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีก ข้ อเท็จจริง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า 1. IOR-ARC จะจัดตังขึ ้ ้นเมื่อปี 2538 ประกอบด้ วยสมาชิกในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย 18 ประเทศ ประกอบด้ วย ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริ กาใต้ เคนยา สิงคโปร์ โอมาน มอริเซียส อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรี ลงั กา แทนซาเนีย เยเมน บังกลาเทศ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย (เข้ าร่วมเป็ นสมาชิกเมื่อปี 2542) และ มีประเทศคูเ่ จรจา ได้ แก่ อียิปต์ ญี่ปนุ่ สหราชอาณาจักร จีน ฝรั่งเศส และกาตาร์ โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้ า การลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ผ่านการดําเนินการในลักษณะไตรภาคี (ภาครัฐบาล เอกชน และวิชาการ) 2. เยเมนจะเป็ นเจ้ าภาพจัดการประชุมสภารัฐมนตรี (Council of Ministers) ภายใต้ กรอบ IOR-ARC ครัง้ ที่ 10 การประชุมคณะกรรมการเจ้ าหน้ าที่อาวุโส (Committee of Senior Officials) ครัง้ ที่ 12 และการประชุม Sub-Committee of Senior Officials (SCSO) ครัง้ ที่ 3 ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2553 ณ กรุงซานา ทังนี ้ ้ มีประเด็นสําคัญที่จะพิจารณาคือ การพิจารณาอนุมตั ริ ่างกฎบัตร IOR-ARC ฉบับแก้ ไข เพื่อปฏิรูปให้ IOR-ARC มีการ ขับเคลื่อนไปข้ างหน้ าอย่างเป็ นรูปธรรมมากขึ ้น ซึง่ ร่างกฎบัตรดังกล่าวมีสาระสําคัญสรุปได้ ดังนี ้ 2.1 หลักการพืน้ ฐาน IOR-ARC จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เสริมสร้ างและเพิ่มพูนความ เข้ าใจและความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยยึดมัน่ ในหลักฉันทามติและตังอยู ้ บ่ นพื ้นฐานของความเคารพในหลักการ เรื่ องความเท่าเทียมกันทางอธิปไตย บูรณภาพเหนือดินแดน ความเป็ นอิสระทางการเมือง การไม่แทรกแซงกิจการภายใน ้ ้ ความร่วมมือภายใต้ IOR-ARC จะไม่กระทบต่อสิทธิและ การอยูร่ ่วมกันอย่างสันติ และผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ าย ทังนี พันธกรณีของรัฐสมาชิกในกรอบความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจและการค้ าอื่น ๆ 2.2 วัตถุประสงค์ ส่งเสริมการเจริ ญเติบโตอย่างยัง่ ยืน และการพัฒนาที่สมดุลของภูมิภาคและรัฐสมาชิก และเพื่อสร้ างพื ้นฐานความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยให้ ความสนใจการส่งเสริมความร่วมมือใน สาขาที่เกี่ยวข้ องกับการอํานวยความสะดวกและการเปิ ดเสรี ทางการค้ า การส่งเสริ มการลงทุนจากต่างประเทศ การ แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ ายของบุคคลและผู้ให้ บริการโดยไม่เลือก ปฏิบตั ิ และการพัฒนาโครงสร้ างพื ้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ ซึง่ รวมถึงการลดความยากจน การส่งเสริมการขนส่งทางทะเล และเรื่ องที่เกี่ยวข้ อง ความร่วมมือด้ านการค้ า การวิจยั และบริหารด้ านการประมง การเพาะเลี ้ยงสัตว์นํ ้า การศึกษาและการ ฝึ ก อบรม พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาธารณสุข การอนุรักษ์ สงิ่ แวดล้ อม การเกษตร และการจัดการ ภัยพิบตั ิ และรวมถึงการเสริมสร้ างความเข้ มแข็งให้ กบั ความร่วมมือและหารื อระหว่างรัฐสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศใน ประเด็นด้ านเศรษฐกิจโลก และหากเป็ นที่ต้องการกําหนดกลยุทธ์ร่วมและมีท่าทีร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศในประเด็นที่มี ผลประโยชน์ร่วมกัน ้ ้ รัฐสมาชิก 2.3 สมาชิกภาพ รัฐอธิปไตยทุกรัฐในภูมภิ าคมหาสมุทรอินเดียมีสทิ ธิในการเป็ นสมาชิก ทังนี จะเป็ นผู้ตดั สินใจในการรับสมาชิกเพิ่ม 2.4 กลไกการทํางาน ประกอบด้ วย สภารัฐมนตรี คณะกรรมการ เจ้ าหน้ าที่อาวุโส 3 ประเทศ ซึง่ เป็ น ประธานปั จจุบนั รองประธาน และอดีตประธาน คณะทํางานของหัวหน้ าคณะผู้แทน สํานักเลขาธิการ และหน่วยงาน ประสานงานกลางของแต่ละประเทศ โดยประธานและรองประธานสภารัฐมนตรี มีวาระ 2 ปี ในขณะที่เลขาธิการสมาคม ความร่วมมือจะได้ รับการแต่งตังโดยสภารั ้ ฐมนตรี โดยคัดเลือกจากผู้สมัครที่ได้ รับการเสนอชื่อ โดยรัฐสมาชิกมีวาระดํารง ตําแหน่ง 3 ปี และสามารถต่อวาระได้ 1 ครัง้


21 2.5 สิทธิและพันธกรณี รัฐสมาชิกพึงมีสทิ ธิและพันธกรณีที่เท่าเทียมกัน 2.6 การจัดการด้ านงบประมาณและการเงิน การสนับสนุนจากรัฐสมาชิกให้ เป็ นไปตามรายละเอียด ต่าง ๆ ซึง่ จะได้ มีการเสนอเพื่อให้ สภารัฐมนตรี รับรอง โดยไม่มีการปิ ดกันการรั ้ บการสนับสนุนด้ านงบประมาณจากภายนอก หากเห็นสมควรและให้ มีการจัดตังกองทุ ้ นพิเศษเพื่อเป็ นกลไกสนับสนุนด้ านงบประมาณในโครงการและแผนงานต่าง ๆ ที่ IOR-ARC ได้ มีมติรับรอง 2.7 การมีผลบังคับใช้ และการอนุวัติ กฎบัตร IOR-ARC ฉบับแก้ ไขนี ้ พร้ อมด้ วยเอกสารภาคผนวก ซึง่ เกี่ยวกับกฎว่าด้ วยขันตอนการดํ ้ าเนินงาน ระเบียบปฏิบตั สิ ําหรับเจ้ าหน้ าที่สํานักเลขาธิการ และระเบียบปฏิบตั ดิ ้ านการเงิน ของ IOR-ARC จะมีผลบังคับนับตังแต่ ้ วนั ที่มีการอนุมตั โิ ดยสภารัฐมนตรี 3. การปรับปรุงแก้ ไขร่างกฎบัตร IOR-ARC จะมีผลให้ เกิดการปฏิรูป IOR-ARC ซึง่ จะช่วยในการผลักดัน ้ การขับเคลื่อนไปข้ างหน้ าอย่างเป็ น การดําเนินความร่วมมือของประเทศสมาชิกในกรอบนี ้ให้ มีความคืบหน้ า รวมทังมี รูปธรรมมากขึ ้น 4. ร่างกฎบัตรฉบับนี ้จะได้ รับการอนุมตั ิ (approve) โดยที่ประชุมสภารัฐมนตรี IOR-ARC โดยไม่ลงนาม น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคหนึง่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้ องได้ รับความเห็นชอบของ ้ กร ซึง่ กําหนดหลักการและ คณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม โดยที่ร่างกฎบัตร IOR-ARC ฉบับแก้ ไข มีสาระเป็ นการจัดตังองค์ วัตถุประสงค์ของ IOR-ARC ที่เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจของรัฐสมาชิก สิทธิหน้ าที่ของรัฐสมาชิก ซึง่ สามารถปฏิบตั ไิ ด้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัตเิ พื่อให้ การเป็ นไปตามหนังสือสัญญา ดังนัน้ จึงไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้ องได้ รับความเห็นชอบของรัฐสภา 16. เรื่ อง รายงานการปฏิบัตริ าชการในสาธารณรัฐประชาชนจีนของรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานการปฏิบตั ริ าชการในสาธารณรัฐประชาชนจีนของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ในระหว่างวันที่ 16-23 กรกฎาคม 2553 ตามที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง ตามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ มีคําเชิญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะไปเยือนประเทศจีน และ นายกรัฐมนตรี ได้ มีบญ ั ชาสัง่ การให้ เจรจาข้ อราชการกับทางฝ่ ายรัฐบาลจีน ในช่วงระหว่าง วันที่ 16-23 กรกฎาคม 2553 นัน้ รองนายกรัฐมนตรี รายงานผลการปฏิบตั ิราชการตามที่ได้ รับมอบหมาย ดังนี ้ 1. ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2553 ได้ ทําหน้ าที่เป็ นหัวหน้ าคณะนํา นายวีระชัย วีระเมธีกลุ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นายประกอบ จิรกิติ และนายชํานิ ศักดิเศรษฐ เข้ าร่วม ประชุมสัมมนา ICAPP Conference on Poverty Alleviation ซึง่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็ นเจ้ าภาพจัดประชุมสัมมนาที่นคร คุนหมิง มีพรรคการเมืองในเอเชียเข้ าร่วมประชุมสัมมนา ครัง้ นี ้ 58 ประเทศ 2. ระหว่างวันที่ 18-21 กรกฎาคม 2553 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายวีระชัย วีระเมธีกลุ และ คณะได้ เข้ าพบผู้บริหารในคณะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ แก่ นายหลี เค่อ เฉียง รองนายกรัฐมนตรี คนที่หนึง่ นายหลิว จื ้อจุน รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงรถไฟ นายหวัง เจีย รุ่ย รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์ จีน ได้ เจรจาหารื อข้ อราชการ เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทยได้ บรรลุข้อตกลงสรุปได้ ดงั นี ้ 2.1 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในโครงการพัฒนากิจการรถไฟ ใน ระยะแรก จํานวน 2 โครงการ คือ โครงการก่อสร้ างรถไฟที่มีขนาดความกว้ างของรางที่เป็ นมาตรฐาน จากชายแดนไทย – ลาว ที่จงั หวัดหนองคาย ไปสุดชายแดนไทยที่สไุ หงโกลก เพื่อให้ ประชาชนในประเทศอาเซียนสามารถเดินทางไปมาหาสูก่ นั ได้ โดยทางรถไฟในอนาคต จากสิงคโปร์ ผา่ นมาเลเซีย ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไปยังสาธารณรัฐ ประชาชนจีน และโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดระยอง ทังนี ้ ้ จะดําเนินการโดยการก่อสร้ างบริษัทร่วมทุนไทย – จีน ขึ ้นรับผิดชอบบริ หารจัดการโครงการทังสอง ้ นี ้ โดยฝ่ ายไทยจะลงทุนด้ วยสิทธิการใช้ ประโยชน์ที่ดนิ ในเขตเส้ นทางการก่อสร้ างรางรถไฟ และปั จจัยพื ้นฐาน ที่จําเป็ น ฝ่ ายจีนลงทุนในค่าใช้ จ่ายส่วนที่เหลือทังหมด ้ รายละเอียดของการดําเนินการให้ คณะทํางานทังสองฝ่ ้ ายหารื อกัน ให้ เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ นายกรัฐมนตรี สามารถ ลงนามใน MOU กับรัฐบาลจีนได้ ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็ นทางการของนายกรัฐมนตรี ในครัง้ ต่อไป 2.2 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเร่งสนับสนุนให้ นกั ท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ ้น 2.3 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จะพิจารณาซื ้อข้ าวจากประเทศไทยเพิ่มมากขึ ้น


22 3. ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม คณะได้ เดินทางไปนครเซี่ยงไฮ้ เยี่ยมชมงาน EXPO และรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึง่ ได้ เสด็จทรงงานที่ศนู ย์การประชุม Ever bright ที่มีการสัมมนาทาง วิชาการ iCREATe ในหัวข้ อเกี่ยวกับวิศวกรรมฟื น้ ฟูสมรรถภาพ และเทคโนโลยีสงิ่ อํานวยความสะดวกสําหรับคนพิการ เสด็จ ฯ ทรงเป็ นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้ าใจ (MOU) ด้ านวิทยาศาสตร์ ระหว่างสถาบันวิจยั แสงซินโครตรอน กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และสถาบันฟิ สิกส์ประยุกต์แห่งเซีย่ งไฮ้ สถาบันวิทยาศาสตร์ แห่งสาธารณรัฐประชาชน จีน 17. เรื่อง ขอความเห็นชอบการลงนามในความตกลงว่ าด้ วยการรั บรองคุณวุฒกิ ารศึกษาระดับอุดมศึกษา ระหว่ างไทย-จีน คณะรัฐมนตรี เห็นชอบและอนุมตั ติ ามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทัง้ 3 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็นชอบการลงนามในความตกลงว่าด้ วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการของไทยและจีน (Agreement on Mutual Recognition of Academic Degrees in Higher Education between the Ministry of Education of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Education of Government of the People’s Republic of China) 2. อนุมตั ใิ ห้ กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนแปลงถ้ อยคําในความตกลงดังกล่าวเท่าที่จําเป็ น ซึง่ จะไม่ทําให้ สารัตถะในความตกลงเปลี่ยนแปลงไป 3. อนุมตั ใิ ห้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงศึกษาธิการหรื อผู้แทนเป็ นผู้ลงนามในความตกลงว่าด้ วยการรับรอง คุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาระหว่างไทย-จีน ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการออกหนังสือมอบอํานาจ ( Full Power) ให้ แก่รัฐมนตรีวา่ การ กระทรวงศึกษาธิการหรื อผู้แทน และให้ กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงด้ านถ้ อยคําและร่างความตกลงฯ ตามความเห็นของ กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนดําเนินการลงนามต่อไปด้ วย เรื่องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 18. เรื่อง สรุ ปสถานการณ์ ภยั แล้ ง ฝนทิง้ ช่ วง และการให้ ความช่ วยเหลือ (ข้ อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553) คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุปสถานการณ์ภยั แล้ งและการให้ ความช่วยเหลือ (ข้ อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553) ของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ ติดตามสถานการณ์ภยั แล้ งที่เกิดขึ ้น และการให้ ความช่วยเหลือ ดังนี ้ 1. สรุ ปสถานการณ์ ภยั แล้ ง ฝนทิง้ ช่ วง และการให้ ความช่ วยเหลือ 1.1 พืน้ ที่ประสบภัย 27 จังหวัด (ข้ อมูล ณ วันที่ 20-23 กรกฎาคม 2553)ได้ แก่ จังหวัด กําแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลําปาง ลําพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้ อยเอ็ด ศรี สะเกษ หนองบัวลําภู อุบลราชธานี ชัยนาท ประจวบคีรีขนั ธ์ ราชบุรี และจังหวัดลพบุรี รวม 161 อําเภอ 1,172 ตําบล 11,185 หมู่บ้าน แยกเป็ น ข้ อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ ง ฝนทิง้ ช่ วง ปี 2553 (ข้ อมูล ณ วันที่ 20-23 กรกฎาคม 2553) ที่

พืน้ ที่ประสบภัย ภาค จังหวัด อําเภอ

ตําบล

หมู่บ้าน

1

เหนือ

12

64

413

3,408

2

ตะวันออก เฉียงเหนือ

11

87

687

7,165

3

กลาง

4

10

72

612

รายชื่อจังหวัด กําแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลําปาง ลําพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้ อยเอ็ด ศรี สะเกษ หนองบัวลําภู อุบลราชธานี ชัยนาท ประจวบคีรีขนั ธ์ ราชบุรี

ราษฎรประสบภัย คน ครั วเรื อน 760,297

237,278

2,496,582

626,767

203,176

59,826


23 ลพบุรี รวมทัง้ ประเทศ

27

161

1,172

11,185

3,460,055

923,871

ตารางเปรี ยบเทียบข้ อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ งในรอบ 4 สัปดาห์ ท่ ผี ่ านมา ที่

ภาค

1 2

เหนือ ตะวันออก เฉียงเหนือ กลาง รวม

3

จํานวน หมู่บ้าน ทัง้ หมด

29 มิ.ย.-5 ก.ค. 2553

6-12 ก.ค. 2553

13-19 ก.ค. 2553

20-23 ก.ค. 2553

หมู่บ้าน

หมู่ บ้ าน

+ เพิ่ม - ลด -120

หมู่บ้าน

16,590

หมู่ บ้ าน 3,475

3,408

+ เพิ่ม - ลด -67

3,780

+ เพิ่ม - ลด -403

3,595

+ เพิ่ม - ลด -185

33,099

8,120

0

7,844

-276

7,782

-62

7,165

-617

11,736 74,944

909 12,809

0 -403

909 12,348

0 -461

797 12,054

-112 -294

612 11,185

-185 -869

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ ภยั แล้ ง ระหว่ างวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2553 ซึ่งมีพนื ้ ที่ ประสบภัยแล้ ง รวม 27 จังหวัด 175 อําเภอ 1,264 ตําบล 12,054 หมู่บ้าน แต่เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศตํ่าปกคลุมประเทศไทย ตอนบน ประกอบกับบริ เวณความกดอากาศสูงกําลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่เสริ มลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทํา ให้ มีฝนตกทัว่ ไปเป็ นบริเวณกว้ าง ส่งผลให้ จํานวนหมูบ่ ้ านที่ประสบภัยแล้ ง และฝนทิ ้งช่วงในพื ้นที่ตา่ งๆ ลดลง จํานวน 869 หมู่บ้าน หมายเหตุ สถานการณ์ภยั แล้ งปี 2553 ช่วงระยะเวลาที่มีสถานการณ์ภยั แล้ งสูงสุดอยูใ่ นห้ วงระหว่าง วันที่ 12-19 เมษายน 2553 มีพื ้นที่ประสบภัยแล้ ง จํานวน 60 จังหวัด 463 อําเภอ 3,005 ตําบล 24,248 หมูบ่ ้ าน ราษฎร ได้ รับความเดือดร้ อน 7,421,017 คน 1,982,861 ครัวเรื อน 1.2 ความเสียหาย พื ้นที่การเกษตรเสียหาย รวม 1,183,834 ไร่ แยกเป็ น พืชไร่ 916,784 ไร่ นาข้ าว 89,313 ไร่ พืชสวนและ อื่นๆ 177,737 ไร่ ในพืน้ ที่ 45 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดกําแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลําปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทยั ธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร ศรี สะเกษ ร้ อยเอ็ด เลยสกลนคร หนองคาย หนองบัวลําภู อํานาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท พระนครศรี อยุธยา จันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขนั ธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กระบี่ นครศรี ธรรมราช ระนอง พัทลุง สตูล สุราษฎร์ ธานี และจังหวัดตรัง 1.3 การให้ ความช่วยเหลือของจังหวัด 1) ใช้ รถบรรทุกนํ ้า 500 คัน แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริโภคแล้ ว จํานวน 208,855,150 ลิตร 2) ซ่อมสร้ างทํานบ/ฝายชัว่ คราวปิ ดกันลํ ้ านํ ้า 715 แห่ ง 3) ขุดลอกแหล่งนํ ้า 686 แห่ ง 4) งบประมาณดําเนินการใช้ จ่ายไปแล้ ว 618,810,743 บาท แยกเป็ น - งบทดรองราชการของจังหวัด (งบ 50 ล้ านบาท) 381,522,439 บาท - งบองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น 230,752,859 บาท (ข้ อมูลกรมส่งเสริมการปกครองท้ องถิ่น) - งบอื่น ๆ 6,535,445 บาท 1.4 การให้ ความช่ วยเหลือของหน่ วยงานอื่นๆ 1) กรมชลประทาน ได้ จดั ส่งเครื่ องสูบนํ ้า 143 เครื่ อง ไปให้ ความช่วยเหลือในพื ้นที่ 29 จังหวัด โดย แยกเป็ นรายภาค ดังนี ้ ภาคเหนือ 6 เครื่ อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 เครื่ อง ภาคกลาง 58 เครื่ อง ภาคตะวันออก 14 เครื่ อง และภาคใต้ 57 เครื่ อง และรถบรรทุกนํ ้า 33 คัน 3,628 เที่ยว รวมปริ มาณนํ ้าจํานวนทังสิ ้ ้น 21,768,000 ลิตร 2) ศูนย์ บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริโภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย จํานวน 4,076 เที่ยว รวมปริ มาณนํ ้าจํานวนทังสิ ้ ้น 26,067,000 ลิตร 3) ศูนย์ บรรเทาสาธารณภัย หน่ วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริโภค ให้ แก่ราษฎร ้ ้น 30,777,000 ลิตร ผู้ประสบภัย จํานวน 4,500 เที่ยว รวมปริ มาณนํ ้าจํานวนทังสิ


24 4) กองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริ โภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย จํานวน 996 เที่ยว รวมปริมาณนํ ้าจํานวนทังสิ ้ ้น 6,114,096 ลิตร 5) การประปาส่ วนภูมภิ าค ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริ โภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย โดยไม่คดิ มูลค่าเป็ น จํานวน 534,866,000 ลิตร และคิดเป็ นยอดเงินรวม จํานวน 8,557,869 บาท 6) การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่ งประเทศไทย ได้ จดั รถบรรทุกนํ ้า 30 คัน เพื่อแจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริโภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย รวมปริมาณนํ ้าจํานวนทังสิ ้ ้น 50,000,000 ลิตร 7) กรมทรัพยากรนํา้ ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริ โภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย รวมปริมาณนํ ้า จํานวนทังสิ ้ ้น 1,346,000 ลิตร 8) กรมทรัพยากรนํา้ บาดาล แจกนํ ้าจากจุดจ่ายนํ ้าถาวร 100 แห่ง ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย รวม ้ ้น 90,400,000 ลิตร ปริมาณนํ ้าจํานวนทังสิ 9) กรมอุทยาน สัตว์ ป่า และพันธุ์พืช ได้ แจกจ่ายนํ ้าอุปโภคบริ โภค ให้ แก่ราษฎรผู้ประสบภัย รวมปริมาณนํ ้าจํานวนทังสิ ้ ้น 236,000 ลิตร 10) สํานักฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ ้นบินปฏิบตั กิ าร รวม 125 วัน จํานวน 3,629 เที่ยว มีรายงาน ฝนตกในการปฏิบตั กิ าร รวม 114 วัน จํานวน 664 สถานี มีรายงานฝนตก 63 จังหวัด 11) สิ่งของพระราชทานช่ วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ ง สํานักงานบรรเทาทุกข์ และประชานามัยพิทกั ษ์ สภากาชาดไทย ได้ นําหน่วยนํ ้าดื่มไปบรรเทา ทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ งในพืน้ ที่ อําเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี อําเภอวาปี ปทุม จังหวัดมหาสารคาม และอําเภอลําสนธิ จังหวัดลพบุรี รวมจ่ายนํ ้าให้ กบั ประชาชนทังสิ ้ ้น จํานวน 2,910,500 ลิตร 2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่ างวันที่ 23-28 กรกฎาคม 2553 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2553เมื่อเวลา 04.00 น. พายุโซนร้ อน “ จันทู” (CHANTHU) มีศนู ย์กลางอยูบ่ ริเวณเมืองกินเจา (Qinzhou) มลฑลกวางสี (Guangxi) ประเทศจีน หรื อที่ละติจดู 22.5 องศาเหนือ ลองจิจดู 108.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ ศนู ย์กลาง ประมาณ 75 กิโลเมตรต่อ ชัว่ โมง พายุนี ้กําลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้ วยความเร็ วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชัว่ โมง คาดว่า พายุนี ้จะอ่อน กําลังลงเป็ นพายุดีเปรสชันในระยะต่อไป สําหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พดั ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มี กําลังแรงขึ ้น ทําให้ ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ ้น โดยมีฝนตกหนักได้ ในบางพื ้นที่ จึงขอให้ ประชาชนในพื ้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ใกล้ ทางนํ ้าไหลผ่าน บริ เวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะนํ ้า ท่วมฉับพลันและนํ ้าป่ าไหลหลากที่อาจเกิดขึ ้นได้ ในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2553 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พดั ปกคลุมทะเลอัน ดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกําลังแรงค่อนข้ างแรง ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาค ตะวันออกเฉียงเหนือทําให้ บริ เวณประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางพื ้นที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ แจ้ งเตือนเกี่ยวกับสภาวะอากาศ ให้ ศนู ย์ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยเขต และจังหวัด เพื่อเตรี ยมการป้องกันและแก้ ไขปั ญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม อันเกิดจาก สภาวะฝนตกหนักและคลื่นลมแรง อาจทําให้ เกิดนํ ้าท่วมฉับพลัน นํ ้าป่ าไหลหลาก และดินถล่ม สร้ างความเสียหายให้ แก่ชีวิต ทรัพย์สนิ และผลิตผลทางการเกษตรของประชาชนแล้ ว และให้ ศนู ย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และจังหวัด จัด ้ ยมเครื่ องมืออุปกรณ์ไว้ ให้ พร้ อม เพื่อ เจ้ าหน้ าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื ้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชัว่ โมง รวมทังเตรี สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ ทนั ต่อเหตุการณ์เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ ้น อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ รับรายงานข้ อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม พ.ศ.2553) จาก SMS ของศูนย์เตือนภัยพิบตั แิ ห่งชาติ และกรมอุตนุ ิยมวิทยา ว่าได้ เกิดแผ่นดินไหว ซึง่ ไม่กระทบไทย เมื่อ วันที่ 21 กรกฎาคม 2553 เวลา 02.18 น. แผ่นดินไหวบนบกบริเวณ New Britain Region, P.N.G. ขนาด 6.6 R เมื่อเวลา 16.16 น. แผ่นดินไหวบริ เวณทะเลโมลุกกะ ประเทศ อินโดนีเซีย ขนาด 6.3 R และเมื่อเวลา 19.27 น. แผ่นดินไหวบนบกบริ เวณ ประเทศพม่าใกล้ ชายแดนไทย ห่างจากอําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 6 กม. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 เวลา 19.27 น. แผ่นดินไหวบนบกบริเวณประเทศพม่าใกล้ ชายแดนไทย ห่างจากอําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 6 กม. และวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 เวลา 05.26 น. เกิดแผ่นดินไหวบริ เวณฮาลมาเฮร่ าประเทศอินโดนีเซีย (01.63 N, 127.38 E) ขนาด 5.2 ริ กเตอร์


25 19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครั ง้ ที่ 23 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 23 ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ประกอบด้ วย สถานการณ์นํ ้า และการดําเนินการตามแผนเตรี ยมรับสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 สรุปได้ ดงั นี ้ 1. สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังประเทศ ้ (23 กรกฎาคม 2553) มีปริมาณนํ ้าทังหมด ้ 33,088 ล้ านลูกบาศก์เมตร หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 45 ของความจุอา่ งเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังหมด ้ เพิม่ ขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 178 ล้ านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณนํ ้าใช้ การได้ 9,247 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 13 ของความจุอา่ งฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (44,284 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 60) จํานวน 11,196 ล้ านลูกบาศก์เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 40,467 ล้ านลูกบาศก์เมตร สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ (23 กรกฎาคม 2553) มีปริมาณนํ ้าทังหมด ้ 31,361 ล้ านลูกบาศก์เมตร หรื อ คิดเป็ นร้ อยละ 45 ของความจุอา่ งเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ทงหมด ั้ เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 162 ล้ านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณนํ ้าใช้ การได้ 8,000 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 11 ของความจุอา่ งฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (41,952 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 60) จํานวน 10,429 ล้ านลูกบาศก์เมตร ้ วนั ที่ 1-23 กรกฎาคม 2553 รวม 1,186.03 ล้ านลูกบาศก์เมตร น้ อย ปริมาณนํ ้าไหลลงอ่างภูมพิ ล สิริกิติ์ ตังแต่ กว่าค่าเฉลี่ย 1,461.94 ล้ านลูกบาศก์เมตร อนึง่ อิทธิพลของพายุ “โกนเซิน” ส่งผลให้ เกิดฝนตกหนักในพื ้นที่จงั หวัดน่าน ทําให้ มี ้ วนั ที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2553 จํานวน 230.56 ล้ านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแคว ปริมาณนํ ้าไหลลงอ่างเก็บนํ ้าเขื่อนสิริกิติ์ ตังแต่ น้ อยบํารุงแดน มีปริมาณนํ ้าไหลลงอ่างฯ จํานวน 24.94 ล้ านลูกบาศก์เมตร สําหรับวันนี ้มีปริมาณนํ ้าไหลลงอ่างฯ จํานวน 66.0 ล้ านลูกบาศก์เมตร สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ เขื่อนภูมิพล สิริกิต์ ิ และป่ าสักชลสิทธิ์ หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร อ่ างเก็บนํา้

ภูมิพล สิริกิติ์ ภูมิพล+สิริกิติ์ แควน้ อยฯ ป่ าสักชลสิทธิ์

ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 52 ปริมาตร นํา้ 6,012 4,934 10,946 199 297

% 45 52 48 26 31

ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 53 ปริมาตร % นํา้ 3,994 30 3,359 35 7,353 32 171 22 71 7

ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ปริมาตร % นํา้ 194 1 509 5 703 3 135 18 68 7

ปริมาณนํา้ ไหล ลงอ่ าง วันนี ้ เมื่อวาน

ปริมาณนํา้ ปริมาณนํา้ ระบาย รั บได้ อีก วันนี ้ เมื่อวาน

1.62 17.77 19.39 4.50 0.40

5.00 7.56 12.56 0.43 0.27

3.00 39.79 42.79 3.44 0.76

5.00 8.99 13.99 0.43 0.22

9,468 6,151 15,619 598 889

อ่ างเก็บนํา้ ที่อยู่ในเกณฑ์ นํา้ น้ อยกว่ าร้ อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จํานวน 16 อ่ าง ได้ แก่ แม่งดั (25) แม่กวง(11) กิ่วลม(28) กิ่วคอหมา(26) แควน้ อย(22) ห้ วยหลวง(21) นํ ้าอูน(25) อุบลรัตน์(27) ลําปาว(24) ลําตะคอง(27) มูลบน(24) ป่ าสักฯ(7) ทับเสลา(19) ขุนด่านฯ(15) คลองสียดั (23) และปราณบุรี(28) เพิม่ จากสัปดาห์ที่ผา่ นมา 1 อ่าง คือ อ่างเก็บนํ ้ากิ่วลม สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ ขนาดใหญ่ ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี มีอา่ งเก็บนํ ้า 7 อ่าง รวมปริมาณนํ ้า 73.7 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 41 ของความจุ อ่างฯ (น้ อยกว่าปี 2552 จํานวน 5.8 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 7) ปริมาณนํ ้าใช้ การได้ 59 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 33 ของความจุอา่ งฯ จังหวัดระยอง มีอา่ งเก็บนํ ้า 4 แห่ง รวมปริมาณนํ ้า 353.5 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 68 ของ ความจุอา่ งฯ (มากกว่าปี 2552 จํานวน 15.0 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 4) ปริมาณนํ ้าใช้ การได้ 325 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 62 ของความจุอา่ งฯ 2. สภาพนํา้ ท่ า ภาคเหนือ แม่นํ ้าปิ ง ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าน้ อย ยกเว้ นบริเวณสถานี P.1 สะพานนวรัฐ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์ปกติ แม่นํ ้าวัง แม่นํ ้ายม และแม่นํ ้าน่าน ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าน้ อย ยกเว้ น บริเวณ สถานี N.1 หน้ าสํานักงานป่ าไม้ อําเภอเมือง จังหวัดน่าน ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์ปกติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่นํ ้ามูล ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าน้ อย ภาคกลาง แม่นํ ้าเจ้ าพระยา และแม่นํ ้าป่ าสัก ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าน้ อย ภาคใต้ แม่นํ ้าท่าตะเภา แม่นํ ้าตาปี แม่นํ ้าโก-ลก ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์น้อย


26 ดังนี ้

3. คุณภาพนํา้ กรมชลประทาน ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพนํ ้าในแม่นํ ้าเจ้ าพระยา แม่นํ ้าท่าจีน และแม่นํ ้า แม่กลอง

ค่ า Sal (g/l) ข้ อมูล เกณฑ์ วันที่ ค่ าสูงสุด เวลา เจ้ าพระยา ท่านํ ้าจังหวัดนนทบุรี 23 ก.ค. 53 0.26 10.12 น. ปกติ เจ้ าพระยา ปากเกร็ ด* จังหวัดนนทบุรี 23 ก.ค. 53 0.25 07.13 น. ปกติ ปากคลองสําแล * จังหวัดปทุมธานี 22 ก.ค. 53 0.14 02.00 น. ปกติ ท่าจีน ที่วา่ การอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 23 ก.ค. 53 0.16 08.15 น. ปกติ แม่กลอง ปากคลองดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 22 ก.ค. 53 0.10 23.10 น. ปกติ หมายเหตุ ค่ ามาตรฐานความเค็มที่ปากคลองสําแลไม่ เกิน 0.20 กรั ม/ลิตร การดําเนินการแก้ ไขปั ญหาภัยแล้ งต่ อเนื่อง ตามแผนเตรียมสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร 1. แจ้ งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ เกษตรกรเลื่อนการทํานาปี ในเขตโครงการชลประทานทุกโครงการที่รับ นํ ้าจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตจิ์ ากปกติเดือนพฤษภาคมเป็ นประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2553 และจากการประเมิน สถานการณ์นํ ้าในเขื่อนภูมพิ ลและเขื่อนสิริกิติ์ พบว่าปั จจุบนั ทังสองเขื ้ ่อนยังมีปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์น้อย ซึง่ ไม่เพียงพอที่จะ ้ งดังกล่าว ประกอบด้ วย ตาก กําแพงเพชร สนับสนุนการทํานาปี จึงขอให้ เกษตรกรในพื ้นที่ 22 จังหวัด ที่ใช้ นํ ้าจากเขื่อนทังสองแห่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี นครปฐม พระนครศรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก สมุทรปราการ สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ให้ เลื่อนการทํานาปี ออกไปอีกครัง้ จาก เดิมที่เคยให้ เลือ่ นเป็ นกลางเดือนกรกฎาคม 2553 ออกไปจนถึงต้ นเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อไม่ให้ ผลผลิตเสียหายจากการ ขาดแคลนนํ ้า 2. สํานักฝนหลวงและการบินเกษตรได้ ปรับแผนปฏิบตั กิ ารการจัดตังหน่ ้ วยปฏิบตั กิ ารฝนหลวง ปั จจุบนั มีศนู ย์ ปฏิบตั กิ ารฝนหลวง จํานวน 5 ศูนย์ ประกอบด้ วย หน่วยปฏิบตั กิ าร จํานวน 11 หน่วย และฐานเติมสารฝนหลวง จํานวน 7 ฐาน โดยเน้ นปฏิบตั กิ ารให้ พื ้นที่ลมุ่ รับนํ ้าต่างๆ ดังนี ้ 2.1 ศูนย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําภาคเหนือ มีหน่วยปฏิบตั ิ จํานวน 4 หน่วย ได้ แก่ หน่วยฯ จังหวัด เชียงใหม่ ตาก แพร่ และพิษณุโลก 2.2 ศูนย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําภาคกลาง มีหน่วยปฏิบตั ิ จํานวน 2 หน่วย ได้ แก่ หน่วยฯ จังหวัด ลพบุรี และกาญจนบุรี ฐานเติมสารฯ จํานวน 1 ฐาน คือ จังหวัดนครสวรรค์ 2.3 ศูนย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหน่วยปฏิบตั ิ จํานวน 2 หน่วย ได้ แก่ หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี ฐานเติมสารฯ จํานวน 3 ฐาน คือ จังหวัดบุรีรัมย์ นครพนม นครราชสีมา 2.4 ศูนย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําภาคตะวันออก มีหน่วยปฏิบตั ิ จํานวน 1 หน่วย คือ หน่วยฯ จังหวัด สระแก้ ว ฐานเติมสารฯ จํานวน 1 ฐาน คือ จังหวัดระยอง 2.5 ศูนย์ปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําภาคใต้ มีหน่วยปฏิบตั ิ จํานวน 2 หน่วย คือ หน่วยฯ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ และสุราษฎร์ ธานี ฐานเติมสารฯ จํานวน 2 ฐาน คือ จังหวัดราชบุรี และนครศรี ธรรมราช ผลการปฏิบตั กิ ารฝนหลวงประจําสัปดาห์ ช่วงวันที่ 16-22 กรกฎาคม 2553 ขึ ้นปฏิบตั กิ าร จํานวน 309 เที่ยวบิน มีจงั หวัดที่มีรายงานฝนตก 51 จังหวัด วัดปริมาณนํ ้าฝนสูงสุดได้ 165.0 มิลลิเมตร ที่อําเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มี ปริมาณนํ ้าไหลลงอ่างฯ รวม 426.21 ล้ าน ลบ.ม. ผลการปฏิบตั กิ ารฝนหลวงสะสม 25 มกราคม – 22 กรกฎาคม 2553 ขึ ้นปฏิบตั กิ ารรวม 146 วัน จํานวน 4,459 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตกในปฏิบตั กิ าร รวม 135 วัน จํานวน 671 สถานี วัดปริ มาณนํ ้าฝนรายวันสูงสุดได้ 250.0 มิลลิเมตร จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 63 จังหวัด จากจํานวนจังหวัดที่อยูใ่ นเป้าหมายทังหมด ้ 70 จังหวัด ผลกระทบด้ านการเกษตร ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2553 อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 5 มิถนุ ายน.-19 กรกฎาคม.2553 ด้ านพืช พื ้นที่ประสบภัย 7 จังหวัด 16 อําเภอ ได้ แก่ จังหวัดน่าน ลําปาง เชียงราย กาญจนบุรี นครปฐม ตรัง และสตูล เกษตรกร 2,197 ราย พื ้นที่คาดว่าจะเสียหาย 31,700 ไร่ แบ่งเป็ นข้ าว 12,841 ไร่ พืชไร่ 13,945 ไร่ และพืชสวน 4,914 ไร่ แม่ นํา้

จุดเฝ้าระวัง


27 ด้ านประมง พื ้นที่ประสบภัย 3 จังหวัด 6 อําเภอ ได้ แก่ จังหวัดน่าน ลําปาง และเลย เกษตรกร 1,002 ราย พื ้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,008 บ่อ คิดเป็ นพื ้นที่ 549 ไร่ 108 กระชัง คิดเป็ นพื ้นที่ 2,286 ตารางเมตร ด้ านปศุสตั ว์ พื ้นที่ประสบภัย 1 จังหวัด 2 อําเภอ ได้ แก่ จังหวัดน่าน เกษตรกร 443 ราย ไก่พื ้นเมืองได้ รับ ผลกระทบ 15,683 ตัว การดําเนินการ อยูร่ ะหว่างสํารวจความเสียหาย ฝนทิง้ ช่ วง ช่วงภัยวันที่ 17 พฤษภาคม – 13 กรกฎาคม 2553 ด้ านพืช พื ้นที่ประสบภัย 4 จังหวัด 16 อําเภอ ได้ แก่ จังหวัดน่าน พิจิตร แพร่ และอํานาจเจริญ เกษตรกร 42,649 ราย พื ้นที่คาดว่าจะเสียหาย 221,763 ไร่ แบ่งเป็ น ข้ าว 164,284 ไร่ พืชไร่ 54,643 ไร่ และพืชสวน 2,836 ไร่ การดําเนินการ อยูร่ ะหว่างสํารวจความเสียหาย ภัยแล้ ง ช่วงภัยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 พฤษภาคม 2553 ด้ านพืช พื ้นที่การเกษตรเสียหาย 45 จังหวัด เกษตรกร 212,303 ราย พื ้นที่การเกษตรทังสิ ้ ้น 1,526,251 ไร่ แบ่งเป็ น ข้ าว 96,499 ไร่ พืชไร่ 1,269,282 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 160,471 ไร่ คิดเป็ นวงเงินช่วยเหลือ 1,251.3962 ล้ านบาท การดําเนินการ - ช่วยเหลือแล้ วด้ วยงบจังหวัดและงบกลาง วงเงิน 63.1648 ล้ านบาท - อยูร่ ะหว่างขอสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการอํานวยการกํากับ ติดตามการแก้ ไขปั ญหา อุทกภัยและภัยแล้ ง (คอปล.) วงเงิน 279.8104 ล้ านบาท - อยูร่ ะหว่างรอเอกสารของบกลางของจังหวัด วงเงิน 908.4210 ล้ านบาท ด้ านปศุสตั ว์ชว่ ยเหลือ เสร็จสิ ้นแล้ ว และด้ านประมงไม่มีความเสียหาย แต่ งตัง้ 20. เรื่อง แต่ งตัง้ 1. การปรั บปรุ งองค์ ประกอบคณะกรรมการนโยบายทรั พย์ สินทางปั ญญาแห่ งชาติ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบการปรับปรุงคําสัง่ แต่งตังคณะกรรมการนโยบายทรั ้ พย์สนิ ทางปั ญญาแห่งชาติ โดย เพิ่มประธานผู้แทนการค้ าไทยเป็ นกรรรมการ ตามที่รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) รอง ประธานกรรมการนโยบายทรัพย์สนิ ทางปั ญญาแห่งชาติเสนอ 2. แต่ งตัง้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒดิ ้ านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตังรองศาสตราจารย์ ้ กมลชัย รัตนสกาววงศ์ เป็ นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒดิ ้ านกฎหมายในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนศาสตราจารย์ศรี ราชา ้ ้ ให้ มีผลตังแต่ ้ วนั ที่ 28 กรกฎาคม 2553 เป็ นต้ นไป เจริญพานิช ที่ลาออก ทังนี 3. แต่ งตัง้ ข้ าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตังนายวิ ้ มล จํานงบุตร รองเลขาธิการ (บริ หาร ระดับต้ น) สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป ***********************************


TLC - HACCP กำหนดการโครงการ TLC-HACCP ช่วงเวลาที่

กิจกรรม

ผูเ้ ข้าร่วม

ระยะเวลา

1

* ฝึกอบรมเรือ่ ง - บทบาทผูบ้ ริหารในระบบ HACCP - GMP และการทำเอกสาร GMP * ตรวจเยีย่ มองค์กร (Initial Review) และมอบหมายงาน

ผูบ้ ริหาร หัวหน้าทีม และผูเ้ กีย่ วข้องใน องค์กร

องค์กรละ 2 วัน

2

* ฝึกอบรมเรือ่ ง - HACCP และขัน้ ตอนเข้าสูร่ ะบบ 1-12 - การจัดทำเอกสาร HACCP * ตรวจเยีย่ มองค์กร ติดตามความคืบหน้าการจัดทำ ระบบเอกสาร และมอบหมายงาน

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

องค์กรละ 2 วัน

* สมอ. ติดตามความคืบหน้าขององค์กรทีเ่ ข้าร่วมโครงการ และแนะนำการแก้ไขปัญหา

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

3

* ฝึกอบรมการตรวจประเมินภายใน (internal audit) ในองค์กร และติดตามความคืบหน้า

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

องค์กรละ 2 วัน

4

* ตรวจเยีย่ มองค์กร และติดตามความคืบหน้า ในการจัดทำระบบ

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

องค์กรละ 1 วัน

* สมอ. ติดตามความคืบหน้าขององค์กรทีเ่ ข้าร่วมโครงการ และแนะนำการแก้ไขปัญหา

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

* ตรวจประเมินเบือ้ งต้น แนะนำการปรับปรุงแก่องค์กร

หัวหน้าทีม และผู้ เกีย่ วข้องในองค์กร

5

องค์กรละ 1 วัน

องค์กรละ 1 วัน

โครงการฝึ ก อบรมและ ให้ ค ำปรึ ก ษาแนะนำการจั ด ระบบ การวิ เ คราะห์ อ ั น ตรายและจุ ด วิ ก ฤต ที ่ ต ้ อ งควบคุ ม ในการผลิ ต อาหาร-HACCP


โครงการฝึ ก อบรมและให้ ค ำปรึ ก ษาแนะนำการจั ด ระบบการวิ เ คราะห์ อ ั น ตรายและจุ ด วิ ก ฤตที ่ ต ้ อ งควบคุ ม ในการผลิ ต อาหาร-HACCP ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อตุ สาหกรรม ได้ประกาศกำหนดมาตรฐานระบบการวิเคราะห์อนั ตราย และจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร มอก.7000-2540 (HAZARD ANALYSIS AND CRITICAL CONTROL POINT (HACCP) SYSTEM) ขึน้ เพือ่ เป็นแนวทางให้หน่วยงานต่างๆ นำไป ใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หน่วยงานจะสามารถพัฒนาให้เข้าสู่ระบบ HACCP ได้ จำเป็นต้องมี ความรู้ ความเข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐาน และวิธกี ารดำเนินการในการจัดทำระบบดังกล่าว สำนักงานฯ จึงได้จัดให้มี "โครงการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำการจัดระบบการวิเคราะห์ อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร-HACCP" เพื่อให้ความช่วยเหลือหน่วยงานใน การพัฒนาและจัดทำระบบ HACCP ได้สำเร็จ จนสามารถได้รบั การรับรอง วิธีการ 1. สำนักงานฯ จัดองค์กรทีเ่ ข้าร่วมโครงการเป็นกลุม่ ๆ ละ 10 องค์กร 2. สำนักงานฯ จัดจ้างที่ปรึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ มาให้การฝึกอบรมและให้คำปรึกษา แนะนำการจัดทำระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร แก่ องค์กรที่เข้าร่วมโครงการ ระยะเวลาโครงการ โครงการใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น 10 เดือน โดยแบ่งเป็น 5 ช่วงเวลา ระยะห่างระหว่างช่วงเวลา จะพิจารณาตามกิจกรรมดำเนินการตามโครงการในแต่ละช่วงเวลา กิจกรรมดำเนินการตามโครงการ ช่วงเวลาที่ 1 - ทีป่ รึกษาฝึกอบรมเชิงปฏิบตั กิ าร ตรวจเยีย่ มองค์กร (Initial Review) และมอบหมายงาน ณ สถานทีท่ ำการ องค์กรละ 2 วัน เนื้อหาที่ฝึกอบรม - บทบาทของผู้บริหารในระบบ HACCP - GMP และการจัดทำเอกสาร GMP ช่วงเวลาที่ 2 - ทีป่ รึกษาฝึกอบรมเชิงปฏิบตั กิ าร ณ สถานทีท่ ำการ องค์กรละ 2 วัน เนื้อหาที่ฝึกอบรม - HACCP และขัน้ ตอนการเข้าสูร่ ะบบ 1-12 - การจัดทำเอกสาร HACCP

- ที่ปรึกษาติดตามความคืบหน้าการจัดทำระบบเอกสาร และมอบหมายงาน ณ สถานที่ ทำการ องค์กรละ 1 วัน ช่วงเวลาที่ 3 - ทีป่ รึกษาฝึกอบรมเชิงปฏิบตั ิ "การตรวจประเมินภายใน" (internal audit) ณ สถานทีท่ ำการ องค์กรละ 2 วัน โดยองค์กรสามารถส่งผูเ้ ข้าฝึกอบรมได้ไม่เกิน 25 คน ช่วงเวลาที่ 4 - ทีป่ รึกษาติดตามผลการฝึกตรวจประเมินภายใน และการดำเนินการตามระบบ ณ สถานที่ ทำการ องค์กรละ 1 วัน ช่วงเวลาที่ 5 - ที่ปรึกษาตรวจประเมินเบื้องต้นและแนะนำการปรับปรุงระบบ ณ สถานที่ทำการ องค์กรละ 1 วัน ค่าใช้จ่าย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังนี้ - ค่าจ้างเหมาทีป่ รึกษา ซึง่ รวมค่าเดินทาง ค่าทีพ่ กั และอืน่ ๆ ในส่วนของทีป่ รึกษา องค์กรผู้เข้าร่วมโครงการภาคเอกชน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสมทบในการเข้าร่วมโครงการ 14,000 บาท ต่อ 1องค์กร (เป็นค่าใช้จา่ ยสุทธิไม่เสียภาษีมลู ค่าเพิม่ ) เงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการ 1. องค์กรที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามกิจกรรมตลอดโครงการ 2. ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความมุ่งมั่นที่จะจัดทำระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุมในการผลิตอาหาร และนำไปใช้ในองค์กรอย่างจริงจัง 3. ผู้บริหารจะต้องจัดสรรบุคลากร (ผู้รับผิดชอบด้านการจัดระบบ HACCP และคณะ) และให้ การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการดำเนินการจัดทำระบบจนสำเร็จ 4. ผูบ้ ริหารจะต้องมีความมุง่ มัน่ ทีจ่ ะยืน่ ขอการรับรอง และต้องดำเนินการให้ได้รบั การรับรองภายใน ระยะเวลาอันสมควร 5. เมื่อได้รับการรับรองแล้ว ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าชมกิจการและถ่ายทอดความรู้ และ ประสบการณ์ เพือ่ เป็นวิทยาทานตามสมควร

H A C C P

สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาด้านการมาตรฐาน กลุม่ พัฒนาผูป้ ระกอบการด้านมาตรฐาน โทร. 0 2202 3431 โทรสาร 0 2354 3315 , 0 2354 3157


ใบสมัครเขารวมโครงการฝกอบรมและใหคําปรึกษาแนะนําการจัดทําระบบการจัดการ (Training Lead Consultancy: TLC) ISO 9001/ISO 14001/มอก.18001/HACCP -------------------------------------------------------------------------------------------------------------1. ทานมีความประสงคสมัครเขารวมโครงการ

… TLC ISO 9001 … TLC มอก.18001

… TLC ISO 14001 … TLC HACCP

2. ขอมูลหนวยงาน ชื่อหนวยงาน................................................................................................................................... ขอบขายการผลิต/บริการ.................................................................................................................... จํานวนพนักงาน..................................... คน ทุนจดทะเบียน .................................................... ลานบาท เว็บไซดของหนวยงาน ...................................................................................................................... สถานทีต ่ ั้งที่จะจัดทําระบบ เลขที่......................หมู. ........................ถนน..........................................ตําบล/แขวง............................ อําเภอ/เขต............................................จังหวัด......................................รหัสไปรษณีย.......................... โทรศัพท..............................................................โทรสาร.................................................................. 3. ผูบริหาร/ผูติดตอ/ผูป  ระสานงาน ผูบริหาร ชื่อ-นามสกุล(นาย/นาง/นางสาว)............................................................................................................ ตําแหนง……………………………………………………………………………………….……………………………………………… E-mail address …………………………………………………………………………………………………………………………… ผูติดตอ/ผูป  ระสานงาน ชื่อ-นามสกุล(นาย/นาง/นางสาว)............................................................................................................ ตําแหนง………………………………………………………………………………………………………………………………….…… E-mail address …………………………………………………………………………………………………………………………… โทรศัพท...............................................................โทรศัพทมือถือ........................................................ 4. เงื่อนไขการสมัครเขารวมโครงการ 1. หนวยงานตองไมเคยเขารวมโครงการ TLC ในระบบที่จะสมัคร 2. หนวยงานตองยังไมไดรับการรับรองระบบที่จะสมัคร 3. ตองมีการดําเนินธุรกิจของสถานประกอบการแลว สอบถามรายละเอียดโครงการ TLC เพิ่มเติมไดที่ “ คุณนพดล จรรยาอดิศัย “ คุณเขมิกา จันทรตระกูล “ คุณอําไพ คลายฉิม

โทรศัพท 0 2202 3431

ลงชื่อ...........................................................ผูสมัคร (...........................................................) ตําแหนง................................................... วันทีส ่ มัคร.................................................

กรุณาสงใบสมัครภายในวันศุกรท่ี 1 ตุลาคม 2553 ไดที่ สํานักสงเสริมและพัฒนาดานการมาตรฐาน สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท 0 2202 3431 โทรสาร 0 2354 3157, 0 2354 3315


TFPA Weekly Brief: 26-30 July 2010  

Trade & Technical Weekly Brief

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you