Page 1

TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION www.thaifood.org TUNA

SEAFOOD

FOR: 25-31 OCT 2010 FRUIT & VEGETABLE

SWEET CORN

ISSUE: 20 PINEAPPLE

DATE: 2 NOVEMBER 2010

FOOD INGREDTENTS & READY TO EAT

TRADER

ั ฟรี!!! สมมนาเรื อ ่ ง " Bisphenol A ในกระป๋อง...

ต้องรู”้ ในว ันพฤห ัสบดีท ี่ 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา 08.30-16.00 น. ณ โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซค์

่ ออกถกธปท.ปมบาทแข็งจีจ ้ า่ ยค่าระวางเรือ สภาผูส ้ ง

เป็นดอลล์-หว ังชว่ ยลดต้นทุน

่ ออก ผวา อียู ตรวจเข้มผ ักสดสง จากไทย

้ นโยบายอาจ ดอกเบีย ิ้ ปี ทรงต ัวถึงสน

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 1


CONTENTS ข้อมูลด้านเทคนิค 3 ผวา อียู ตรวจเข้มผ ักสดส่งออกจากไทย ั 3 จีนเดินหน้าระบบตรวจสอบย้อนกล ับผ ักและเนือ้ สตว์ ้ ราร ับรองสินค้าเกษตรอินทรีย ์ 3 น ับถอยหล ังบราซิลบ ังค ับใชต ั พช ั 4 อียป ู ร ับ MRLs สารกาจ ัดศตรู ื ในพืชและสตว์

4 อียใู ห้การร ับรองสารสก ัดโรสแมรี่

สถานการณ์ดา้ นการค้า

่ ออกถกธปท.ปมบาทแข็งจีจ ้ า่ ยค่าระวาง 8 สภาผูส ้ ง ่ ยลดต้นทุน เรือเป็นดอลล์-หว ังชว

8 "หยน ่ ั หว่อหยุน ่ " ยึดแชมป์เบอร์ 1 ิ ค้าชว ่ งนา้ ท่วม 8 พาณิชย์ คุมเข้มราคาสน

9 สศค.ประเมินเงินบาท-นา้ ท่วมไม่กระทบจีดพ ี ี 9 ชูลดภาษี 15% ดึงต่างชาติลงทุน ปัน ้ ไทยเป็น

สรุปการประชุมคณะร ัฐมนตรี

ี น ศูนย์กลางการค้าของอาเซย

10 เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย.ย ังขยายต ัวต่อเนือ ่ ง 5 สรุปการประชุมครม. ว ันที่ 26 ตุลาคม 2553 เอกสารแนบ 1

ื่ ถือไทย ้ อ ันด ับความเชอ 10 มูดส ี้ ’์ ปร ับขึน ้ เบอร์ 1 11 สง่ ออกไทยไปจีนทะยานขึน ี นค่าเงินแข็ง ไทยจ่อลงนาม 11 มาร์คถกอาเซย

สถานการณ์ดา้ นประมง

เพิม ่ 3ข้อผูกพ ัน อ ัตราแลกเปลีย ่ น

ั นา้ ในติมอร์ฯ 6 เตือนชาวประมงไทย ล ักลอบจ ับสตว์

6 ไทยผ่านฉลุยระเบียบ IUU "วานูอาตู"มีปญ ั หาไม่

12 อ ัตราแลกเปลีย ่ น ว ันที่ 26 – 29 ตุลาคม 53

มีใบร ับรองทูนา่

ิ้ ปี เอกสาร ้ นโยบายอาจทรงต ัวถึงสน 13 ดอกเบีย แนบ 2

สถานการณ์ดา้ นการเกษตร

ิ ค้า 13 ผลการประชุมแนวทางแก้ไขปัญหาสน เกษตรทีไ่ ด้ร ับผลกระทบจากค่าเงินบาท

ั ันธ์ ประชาสมพ

ิ ค้าเกษตรพุง 7 ธปท.ชรี้ าคาสน ่ แน่ ้ ผ 7 อุตฯจีผ ู ้ ลิตอาหารเครือ ่ งดืม ่ คลายสต๊อก หว ัง แก้ปญ ั หาราคานา้ ตาลแพงเกินจริง

ั 14 ฟรี สมมนา*** " Bisphenol A ใน กระป๋อง...ต้องรู ้ " เอกสารแนบ 3 -5 ั 14 สมมนาเรื อ ่ ง “THE EU REGULATION ON FOOD CONTACT PLASTICS AND PAPERS” เอกสารแนบ 6

สาระน่ารู ้ 15 ONESTOP Export Service Center (OSEC)

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 2


่ ออกจากไทย ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ ผวา อียู ตรวจเข้มผ ักสดสง 25 ตุลาคม 2553

่ ออกจากไทย ดีเดย์ 1 ต.ค. ผวา “อีย”ู ตรวจเข้มผ ักสดสง

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิ ดเผยว่า สหภาพยุโรป (อีย)ู ิ ค้าผ ักสดของไทย ทีต ได้พจ ิ ารณาเพิม ่ เติมรายการสน ่ อ ้ ง ่ ตรวจสน ิ ค้าทีด ได้ร ับการตรวจเข้มในการสุม ่ า่ นนาเข้าของ ิ อียู โดยกาหนดให้ผ ักช ี ใบกะเพรา ใบโหระพา ต้อง สมาชก ตรวจเข้มทีร่ ะด ับ 20% เพือ ่ ตรวจหาสารตกค้างจากยาฆ่า ้ ซาลโมเนลลา ทีท แมลง โดยเฉพาะเชือ ่ าให ้เกิดอาการท ้องเสีย

จีนเดินหน้าระบบตรวจสอบย้อนกล ับผ ัก ั ทีม่ า: มกอช. วันที่ 27 ตุลาคม 2553 ้ สตว์ และเนือ เมือ ่ วันที่ 21 ตุลาคม 2553 รัฐมนตรีกระทรวง พาณิชย์จน ี ลงนามข ้อตกลงกับนายกเทศมนตรี 10 เมืองนาร่องได ้แก่ Shanghai, Dalian, Nanjing, Wuxi, Hangzhou, Ningbo, Qingdao, Chongqing, Kunming และ Chengdu เพือ ่ เดินหน ้าระบบการตรวจสอบย ้อนกลับเนือ ้ สัตว์และ ผักในตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ต ซึง่ ระบบดังกล่าว ้ อาหารในเมืองเหล่านีส จะช่วยให ้ผู ้ซือ ้ ามารถรู ้ แหล่งทีม ่ าทัง้ หมดของเนือ ้ สัตว์และผักตัง้ แต่การ ผลิตถึงการกระจายสินค ้าโดยสามารถตรวจสอบ ผ่านทางอินเตอร์เน็ ตได ้ นอกจากนีย ้ งั ช่วยให ้ รัฐบาลสามารถรู ้ทีม ่ าของอาหารในกรณีทพ ี่ บ อาหารทีไ่ ม่ปลอดภัยอีกด ้วย ทัง้ นี้ ระบบดังกล่าว จะมีแผนทีจ ่ ะปรับใช ้ทั่วประเทศในอนาคตต่อไป

10% ในสินค ้าผักชี ใบกะเพรา ใบโหระพา มีผลบังคับใช ้ตัง้ แต่วันที่ 1 ต.ค. และอียย ู ังได้คงมาตรการตรวจเข้มสารตกค้างในผ ัก ิ อียู 3 ไทยในระด ับ 50% ณ ด่านนาเข้าของประเทศสมาชก รายการต่อไป ได้แก่ ถว่ ั ฝักยาว ผ ักในตระกูลมะเขือ และผ ัก ในตระกูลกะหลา ่ เรือ ่ งนีไ ้ ด ้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผักไทยไป อียู เพราะหากตรวจสอบแล ้วมีปัญหา อียจ ู ะห ้ามนาเข ้า กระทรวง พาณิชย์จะนัดหารือกับผู ้ประกอบการเพือ ่ หาทางป้ องกันปั ญหา ภายในสัปดาห์นี้ “กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให ้กรมวิชาการเกษตร ทบทวนแก ้ไข ประกาศเรือ ่ งหลักเกณฑ์ วิธก ี าร และเงือ ่ นไขการจดทะเบียนผู ้ ส่งออกผักและผลไม ้สดไปยังสหภาพยุโรป พ.ศ. … โดยจะมี บทลงโทษพักใช ้ เพิกถอนใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนเป็ นผู ้ ส่งออก การดาเนินมาตรการกับผู ้ผลิตสินค ้าและผู ้ส่งออกทีฝ ่ ่ าฝื น หรือไม่ปฏิบต ั ต ิ ามระเบียบ หรือได ้รับการแจ ้งเตือนจากประเทศผู ้ นาเข ้าเกีย ่ วกับความปลอดภัยด ้านอาหาร”

้ ราร ับรองสน ิ บ ังค ับใชต ิ ค้าเกษตร น ับถอยหล ังบราซล อินทรีย ์ ทีม่ า: มกอช. วันที่ 28 ตุลาคม 2553

ิ จะเริม เจ ้าหน ้าทีก ่ ระทรวงเกษตรบราซิล เปิ ดเผยว่า บราซล ่ บ ังค ับ ้ ราร ับรองสน ิ ค้าเกษตรอินทรียบ ิ ในเดือนมกราคม ใชต ์ ราซล 2554 โดยการบังคับใช ้ตรารับรองนีจ ้ ะช่วยอานวยความสะดวกให ้กับ สินค ้าเพือ ่ การส่งออก Roberto Guimaraes Habib Matter อธิบดีกรมการรับรองคุณภาพ เกษตรอินทรีย ์ กล่าวว่า การบังคับใช ้ตรารับรองนีจ ้ ะช่วยขยายตลาด สินค ้าเกษตรอินทรียข ์ องบราซิลภายในประเทศ และยังช่วยด ้านการ ส่งออกอีกด ้วย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 3


ั พช ั ทีม่ า: มก อียป ู ร ับ MRLs สารกาจ ัดศตรู ื ในพืชและสตว์ อช. วันที่ 27 ตุลาคม 2553

เมือ ่ ว ันที่ 9 ตุลาคม 2553 สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบการ ั พช ั จานวน ปร ับค่า MRLs ของสารกาจ ัดศตรู ื ในพืชและสตว์ 14 รายการได้แก่ • Acequinocyl • Bentazone • Carbendazim • Cyfluthrin • Fenamidone • Fenazaquin • Flonicamid • Flutriafol • Imidacloprid • Ioxynil • Metconazole • Prothioconazole • Tebufenozide • Thiophanate-methyl

อียใู ห้การร ับรองสารสก ัดโรสแมรี่ ทีม่ า: มก อช. วันที่ 29 ตุลาคม 2553

ปั จจุบน ั ผู ้บริโภคให ้ความสนใจกับอาหารทีม ่ ี ส่วนประกอบของสารกันบูดทีม ่ าจากธรรมชาติ ่ ารพยายามคิดค ้นและรับรองการ มากขึน ้ นาไปสูก ใช ้สารกันบูดจากธรรมชาติ (natural preservative) มากขึน ้ โดยเมือ ่ วันที่ 20 ตุลาคม

2553 สหภาพยุโรปได ้ตีพม ิ พ์ในวารสาร European Commission’s official journal โดย

ทัง้ นี้ การปรับลดค่า MRLs ของสารกาจัดศัตรูพช ื ทัง้ 14 รายการนีม ้ ี วัตถุประสงค์เพือ ่ ป้ องกันไม่ให ้ผู ้บริโภคได ้รับค่าควรบริโภคสูงสุดต่อ วัน (ADI) มากเกินกว่าทีอ ่ นุโลมไว ้ ให ้สอดคล ้องกับข ้อแนะนาของ องค์การอนามัยโลก (WHO) และอยูภ ่ ายใต ้การประเมินผลและ ควบคุมของคณะกรรมการยุโรปทางวิทยาศาสตร์ด ้านพืช (EU Scientific Committee on Plants) และผ่านการพิจารณาเห็นชอบ ของคณะกรรมการยุโรปด ้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (EU Standing Committee on the Food Chain and Animal) ด ้วยแล ้ว สามารถศึกษารายละเอียดเพิม ่ เติมของกฎระเบียบดังกล่าวได ้จาก … อ่านต่อคลิก http://eurlex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2010:266:0010: 0038:EN:PDF

ให้การร ับรองว่าสารสก ัดโรสแมรีม ่ ค ี วาม ปลอดภ ัยสามารถใชเ้ ป็นสารปรุงแต่งอาหาร ซงึ่ สารสก ัดโรสแมรีม ่ ค ี ณ ุ สมบ ัติเป็นสารต้าน อนุมล ู อิสระ ทัง้ นี้ ผู ้ผลิตสารดังกล่าว เริม ่ เก็บ รวบรวมข ้อมูลเพือ ่ ขอการรับรองจากสหภาพยุโรป ตัง้ แต่ปี

2539

อย่างไรก็ตาม ผู ้ผลิตต ้องติดฉลากสารประกอบ โดยระบุวา่ antioxidant: extract of rosemary หรือ antioxidant: E392 นอกจากนี้ EU Directives ยังระบุวา่ สารประกอบหลักทีม ่ ส ี ว่ นใน การต ้านอนุมล ู อิสระคือ carnosic acid และ carnosol ซึง่ ผู ้ผลิตอาหารเสริมต ้องระมัดระวัง ปริมาณการใช ้สารประกอบเหล่านีด ้ ้วย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 4


ลาดับ

เรือ ่ ง

สาระสาคัญ

26.

การดาเนินงานของประเทศไทยภายใต้ ั อนุสญญาสหประชาชาติ วา่ ด้วยการ เปลีย ่ นแปลงสภาพภูมอ ิ ากาศ

คณะร ัฐมนตรีเห็ นชอบการดาเนินงานของ ั ประเทศไทยภายใต้อนุสญญาสหประชาชาติ วา่ ด้วยการเปลีย ่ นแปลงสภาพภูมอ ิ ากาศ ตามมติ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการ เปลีย ่ นแปลงสภาพภูมอ ิ ากาศแห่งชาติ เมือ ่ วันที่ 20 ตุลาคม 2553 ตามทีก ่ ระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดล ้อมเสนอ

25

31.

สรุปสถานการณ์ภ ัยพิบ ัติดา้ นการเกษตร ปี 2553 ครงที ั้ ่ 36

ปัจจุบ ันมีสถานการณ์อท ุ กภ ัย จานวน 27 จ ังหว ัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจต ิ ร กาแพงเพชร ลาพูน อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี นครนายก สระแก ้ว ปราจีนบุรี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ชัยภูม ิ สุรน ิ ทร์ บุรรี ัมย์ และ ขอนแก่น

30

ทีม ่ า: ทีม ่ า: www.thaigov.go.th วันที่ 26 ตุลาคม 2553

หน ้า

รายละเอียดดังเอกสารแนบ 1

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 5


ั นา้ ในติมอร์ฯ ทีม่ า: มก เตือนชาวประมงไทย ล ักลอบจ ับสตว์ อช. วันที่ 26 ตุลาคม 2553

กระทรวงการต่างประเทศได ้รับแจ ้งจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงดิล ี ว่าทางการติมอร์ตะว ันออก ได้กวดข ันจ ับกุมเรือประมงที่ ั นา้ ในทะเลอาณาเขตของติมอร์ฯ อย่าง ล ักลอบเข้าไปจ ับสตว์ ต่อเนือ ่ งและเข้มงวด ซึง่ ทีผ ่ า่ นมา ได ้มีการจับกุมเรือประมงและ ลูกเรือ และได ้มีการพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย

ไทยผ่านฉลุยระเบียบ IUU "วานูอาตู"มี ปัญหาไม่มใี บร ับรองทูนา ่ ทีม่ า: ประชาชาติ ธุรกิจ วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กรมประมงยืนย ันระเบียบ IUU ไม่ทาการ ประมงโดยผิดกฎหมายของสหภาพยุโรป ่ ออกสน ิ ค้าประมงไทย 9 เดือน ไม่กระทบสง แรก ออกใบร ับรองไปแล้ว 3,200 ฉบ ับ ่ ออกสน ิ ค้าไปอียย ปริมาณสง ู อดไม่ตก ยกเว้นทูนา่ มีปญ ั หานิดหน่อย ไม่สามารถ นาเข้าจาก "วานูอาตู" ได้ เพราะทีป ่ ระเทศนี้ ไม่มใี ครออกใบร ับรอง IUU ให้ก ับโรงงานทู น่าไทย รายงานภายหลังจากทีส ่ หภาพยุโรป (อีย)ู ได ้ บังคับใช ้กฎระเบียบว่าด ้วยการป้ องกัน ต่อต ้าน และขจัดการทาประมงทีผ ่ ด ิ กฎหมาย (IUU) ตัง้ แต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็ นต ้นมา ปรากฏ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี นี้ กรมประมงได ้ออก ใบรับรองการจับสัตว์น้ าไปแล ้วเป็ นจานวน 3,200 ฉบับ แจกจ่ายสมุดบันทึกการทาการ ้ 5,600 ลา ประมง (ล็อกบุก ๊ ) ให ้เรือประมงทัง้ สิน และร่วมมือกับกรมเจ ้าท่า จัดทาโครงการ Mobile Unit เพือ ่ ออกให ้บริการรับจดทะเบียน เรือและ อาชญาบัตรทาประมงจานวน 6,700 ลา คิดเป็ นร ้อยละ 90 ของเป้ าหมาย โดยกรมประมง ้ 1,000 ได ้ตรวจสอบมาตรฐานเรือประมงทัง้ สิน ลา เกินกว่าเป้ าหมายทีต ่ งั ้ ไว ้ในเบือ ้ งต ้นถึง 300 ลา

ดร.สมหญิง เปี่ ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง

่ ผล กล่าวยืนยันว่า กฎระเบียบ IUU ย ังไม่สง ่ ออกสน ิ ค้าประมง กระทบต่อการนาเข้า-สง ของไทยไปย ังสหภาพยุโรป สังเกตได ้จาก ปริมาณการนาเข ้าวัตถุดบ ิ สัตว์น้ าโดยเฉพาะการ นาเข ้าปลาทูน่าจากต่างประเทศเพือ ่ แปรรูปก่อน ั ส่วนการนาเข ้า ส่งออกสหภาพยุโรป พบว่ามีสด เพิม ่ ขึน ้

เกีย ่ วกับเรือ ่ งดังกล่าว กระทรวงฯ ขอประกาศเตือนผู ้ประกอบการและ เรือประมงของไทยให ้หลีกเลีย ่ งการรุกล้าจับปลา หรือกระทาการผิด กฎหมายในทะเลอาณาเขตของประเทศติมอร์ฯ อย่างเด็ดขาด เนือ ่ งจากทางการติมอร์ฯ ได ้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเรือตรวจ ยามฝั่ งทะเลอย่างดี อันเนือ ่ งมาจากนโยบายของรัฐบาลติมอร์ฯ ที่ เคร่งครัดในการปกป้ องทรัพยากรทางทะเลของประเทศ รวมทัง้ การรุก ล้าจากต่างชาติ และทางการติมอร์ฯ จะใช ้มาตรการจับกุมเรือประมง ต่างชาติทรี่ ก ุ ล้าเข ้ามาอย่างเข ้มงวด เมือ ่ เปรียบเทียบตัวเลขการส่งออกสินค ้าประมงในช่วง 6 เดือนแรกของ ปี นก ี้ บ ั ช่วงเดียวกันของปี 2551 และ 2552 พบว่าปริมาณการส่งออก สินค ้าประมงไปยังสหภาพยุโรปมีอต ั ราเติบโตคงที่ โดยมีปริมาณการ ส่งออกจานวน 121,461 ตัน มูลค่า 16,127.74 ล ้านบาท มีข ้อน่าสังเกตว่าทีผ ่ า่ นมา ประเทศวานูอาตูถอ ื เป็ นแหล่งวัตถุดบ ิ ปลาทู น่าทีส ่ าคัญทีป ่ ้ อนวัตถุดบ ิ ให ้แก่อต ุ สาหกรรมปลาทูน่าของไทย โดยปี 2552 ประเทศไทยนาเข ้าปลาทูน่าจาก ประเทศวานูอาตูมากเป็ นอันดับ สอง แต่ปรากฏว่าปี นป ี้ ระเทศไทยต ้องงดนาเข ้าปลาทูน่าจากวานูอาตู ้ อย่างสินเชิง เนือ ่ งจากประเทศวานูอาตูยงั ไม่มห ี น่วยงาน ภายในประเทศทีม ่ อ ี านาจออกใบ รับรองการจับสัตว์น้ าโดยตรง แต่วานู อาตูเคยเป็ นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส มาก่อน ดังนัน ้ รัฐบาลไทย จึงเร่งประสานงานกับฝรั่งเศสให ้ช่วยเร่งแก ้ไขปั ญหาดังกล่าวเป็ นการ เร่งด่วน เพือ ่ ให ้ประเทศไทยสามารถนาเข ้าปลาทูน่าจากแหล่งนีไ ้ ปใช ้ เป็ นวัตถุดบ ิ ส่งออกไปขายตลาดสหภาพยุโรปได ้ในอนาคต ปั จจุบน ั ทั่วประเทศมีเรือประมงทีม ่ อ ี าชญาบัตรจานวน 13,000 ลา และ กาลังมาขึน ้ ทะเบียนเพิม ่ เติมอีก 2,000 ลา แต่ยงั มีเรือประมงเถือ ่ นทีย ่ งั ไม่มอ ี าชญาบัตร อีกจานวนหนึง่ ซึง่ ส่วนใหญ่เป็ นเรือประมงอวนลาก โดยก่อนหน ้านีผ ้ ู ้ประกอบการ เรือประมงอวนลากในฝั่ งอันดามันและ อ่าวไทย อ ้างว่าประสบปั ญหาเดือดร ้อนเพราะไม่สามารถจาหน่ายปลา เพือ ่ ส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปได ้ ดังนัน ้ กลุม ่ เรือประมงอวนลากจึง ได ้ยืน ่ หนังสือร ้องเรียนไปยังรัฐสภา เพือ ่ ขอให ้ กรมประมงออกอาชญา บัตรแก่เรือประมงในกลุม ่ นี… ้ อ่านต่อคลิก http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv03281053 &sectionid=0203&day=2010-10-28

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 6


ิ ค้าเกษตรพุง ธปท.ชรี้ าคาสน ่ แน่ ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 26 ตุลาคม 2553

นายไพบูลย์ กิตติศรีกงั วาน ผู ้ช่วยผู ้ว่าการสายนโยบายการเงิน ้ ผ ้ (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหานา้ ท่วมในขณะนีม ี ลต่อการปร ับขึน

ิ ค้าเกษตร อาหารสด พืชผ ัก เพราะโดย ของราคาสน ธรรมชาติเวลาเกิดสถานการณ์นา้ ท่วมม ักจะทาให้พช ื ผล ี หาย ทาให้มป ทางการเกษตรเสย ี ริมาณผลผลิตน้อยลง ่ ผลให้ราคาสน ิ ค้าปร ับสูงขึน ้ ซึง่ จะมีผลให ้ภาวะเงินเฟ้ อสูงขึน สง ้ บ ้าง แต่การเพิม ่ ขึน ้ ของราคาสินค ้าเกษตรเหล่านี้ จะกระทบต่อ อัตราเงินเฟ้ อหรือ เสถียรภาพด ้านราคาในระยะต่อไป รวมถึงทาให ้ การคาดการณ์เงินเฟ้ อของประชาชนในอนาคตปรับสูงขึน ้ อีกหรือไม่ และจะกระทบระดับเงินเฟ้ อเป้ าหมายที่ ธปท.ต ้องดูแลให ้เงินเฟ้ อ พืน ้ ฐานอยูใ่ นกรอบ 0.5-3% หรือไม่ ต ้องรอผลประเมินรายละเอียด อีกครัง้ "ถ ้าปริมาณสินค ้าลด ราคาสูงขึน ้ ย่อมมีผลให ้เงินเฟ้ อสูงขึน ้ บ ้าง แต่จะสูงถึงขัน ้ กระทบเงินเฟ้ อให ้เกินกรอบเป้ าหมายหรือไม่ ควรติดตามดู ประเมินสถานการณ์ให ้ใกล ้ชิด"…อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/121707

้ ผ อุตฯจีผ ู ้ ลิตอาหารเครือ ่ งดืม ่ คลายสต๊อก หว ังแก้ปญ ั หาราคานา้ ตาลแพงเกินจริง ทีม ่ า: ไทยรัฐ วันที่ 29 ตุลาคม 2553

นายวิฑรู ย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิ ดเผยว่า จากการหารือกับโรงงานน้ าตาลราย

ใหญ่ 4 ราย คือ กลุม ่ มิตรผล กลุม ่ ไทยรุง่ เรือง กลุม ่ ไทยเอกลักษณ์และกลุม ่ เคเอสแอล เกียวกั ่ บ น้ าตาลค ้างกระดานหรือน้ าตาลทีเ่ หลือจากการ จาหน่ายในแต่ละงวดจานวนมาก โดยกระทรวง อุตสาหกรรมต ้องการให ้โรงงานน้ าตาลระบาย น้ าตาล เพือ ่ ให ้ราคาน้ าตาลในตลาดผู ้บริโภค ลดลง เพราะขณะนีย ้ งั พบว่าบางพืน ้ ทีร่ าคา น้ าตาลยังสูงกว่าราคาควบคุมของกระทรวง พาณิชย์ ซงึ่ ได้ขอความร่วมมือให้โรงงาน ั ื้ ขายนา้ ตาล นา้ ตาลไปตรวจสอบสญญาซ อ ก ับผูผ ้ ลิตอาหารและเครือ ่ งดืม ่ และขอให้ ั ผูผ ้ ลิตอาหารและเครือ ่ งดืม ่ คืนสญญาน า้ ตาล ้ ใี่ ชไ้ ม่หมด เพือ ปี นีท ่ ให้โรงงานนา้ ตาลนาไป จาหน่ายให้ประชาชนทว่ ั ไป ซงึ่ โรงงาน นา้ ตาลพร้อมทีจ ่ ะให้ความร่วมมือ และสัปดาห์ หน ้าจะเชิญโรงงานน้ าตาลทีเ่ หลือมาหารือด ้วย นอกจากนี้ ยังจะเพิม ่ จานวนน้ าตาลของ กท.เข ้า ่ ลาดในประเทศจากเดิมสัปดาห์ละ 50,000 สูต กระสอบ เป็ น 70,000-80,000 กระสอบ เพือ ่ ให ้มี ่ ลาดมากขึน น้ าตาลเข ้าสูต ้

ด ้านนายพงษ์ เทพ จารุอาพรพรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการ อ ้อยและน้ าตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า น้ าตาลค ้างกระดานกว่า 70% เป็ นน้ าตาลทีภ ่ าคอุตสาหกรรมทาสัญญาไว ้กับโรงงาน ทาให ้ ไม่สามารถนาน้ าตาลค ้างกระดานมาจาหน่ายได ้ เพราะมีการ ประเมินตัวเลขการใช ้น้ าตาลไว ้สูงมาก เนือ ่ งจากกังวลว่าน้ าตาลจะ ขาดแคลน ประกอบกับในช่วงเดือน เม.ย.ทีผ ่ า่ นมาอากาศร ้อน มาก มีการแข่งขันฟุตบอลโลกทาให ้อาหารและเครือ ่ งดืม ่ ขายดี ส่งผลให ้ความต ้องการน้ าตาลสูงขึน ้ ทาให ้ห่วงน้ าตาลขาดแคลน ช่วงปลายปี .…อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/122596

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 7


่ ออกถกธปท.ปมบาทแข็งจีจ ้ า สภาผูส ้ ง ่ ยค่าระวางเรือ ่ เป็นดอลล์-หว ังชวยลดต้นทุน ทีม่ า: คม ชัด ลึก วันที่ 25 ตุลาคม 2553

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู ้ขนส่งสินค ้าทางเรือแห่ง ่ ออกเตรียมเสนอ ประเทศไทย (สภาผู ้ส่งออก) เปิ ดเผยว่า สภาผูส ้ ง ภาคร ัฐและหน่วยงานทีเ่ กีย ่ วข้องในการลดปัญหาและอุปสรรค ่ ออก เพือ ่ ยบรรเทาผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ต่อการสง ่ ชว โดยว ันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ จะหารือก ับนายประสาร ไตรร ัตน์วร กุล ผูว้ า่ การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หาก ธปท.ร ับ หล ักการทีเ่ สนอแล้วก็ จะต้องหารือก ับหน่วยงานทีเ่ กีย ่ วข้องอืน ่ ๆ ทงกรมศุ ั้ ลกากร กรมสรรพากรและกระทรวงการคล ังต่อไป

"หยน ่ ั หว่อหยุน ่ " ยึดแชมป์เบอร์ 1 ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 28 ตุลาคม 2553

ิ ธิ์ กรรมการผู ้จัดการ นายสมหวัง ตัง้ สมบัตวิ ส ิ ท ใหญ่ บริษัท หยัน ่ หว่อ-หยุน ่ จากัด เปิ ดเผยว่า

้ อง ผลประกอบการใน 3 ไตรมาสแรกปี นีข บริษ ัทเป็นไปตามเป้าหมายทีว่ างไว้ คือมี ยอดขาย 2,700 ล้านบาท และย ังคงครอง สว่ นแบ่งทางการตลาดเป็นอ ันด ับ 1 ใน ี วิ๊ ขาว 81% และเต้าเจีย ้ ว ผลิตภ ัณฑ์ซอ 54% โดยรายได้ 60% มาจากผลิตภ ัณฑ์ ี วิ๊ ขาว ซอ ี วิ๊ ดา ซอ ี วิ๊ กลุม ่ ถว่ ั เหลือง ได้แก่ ซอ ้ ว หวาน และเต้าเจีย ทัง้ นี้ ได ้ตัง้ เป้ ายอดขายของปี หน ้าเพิม ่ ขึน ้ เป็ น 3,200 ล ้านบาท ซึง่ มุง่ ขยายตลาดเพิม ่ เติม โดยเฉพาะตลาดเครือ ่ งปรุงรสสาเร็จรูปทีม ่ อ ี ต ั รา การเติบโตของตลาดถึง 25% มีมล ู ค่าตลาดรวม 570 ล ้านบาท ซึง่ ขณะนีบ ้ ริษัทได ้ออกผลิตภัณฑ์ ่ "I-Chef" และเตรียมงบประมาณ ใหม่ภายใต ้ชือ 100 ล ้านบาท สาหรับโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพือ ่ ให ้ได ้ส่วนแบ่งตลาด เครือ ่ งปรุงรสสาเร็จรูปเพิม ่ ขึน ้ เป็ น 15% ในปี หน ้า จากปั จจุบน ั ทีม ่ อ ี ยูเ่ พียง 1.8% อย่างไรก็ตาม ปั ญหาน้ าท่วมในขณะนีส ้ ง่ ผลกระทบโดยตรงต่อ ้ น ้อยลง และ ยอดขายรวม เนือ ่ งจากลูกค ้าสัง่ ซือ ไม่สามารถกระจายสินค ้าขึน ้ ไปทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือได ้เต็มที.่

การชาระค่าระวางเรือจะเสนอให ้ชาระเป็ นเงินสกุลต่างประเทศ หลังจากต่อสู ้เรือ ่ งนีม ้ านานกว่า 6 ปี แล ้วแต่ยงั ไม่ได ้รับการตอบสนอง แต่ขณะนีถ ้ อ ื ว่า ธปท.รับหลักการแล ้ว หากแก ้ประเด็นนีไ้ ด ้ก็จะเป็ น การช่วยลดต ้นทุนได ้ทางหนึง่ นอกจากนีย ้ งั มีเรือ ่ งการส่งสินค ้าทาง ่ เรือ ซึงปกติแล ้วการทางานของท่าเรือในต่างประเทศจะไม่มวี ันหยุด ยาว แต่ประเทศไทยมีวันหยุดยาว ก็จะเสนอให ้มีการทางานเป็ นกะได ้ หรือไม่ เนือ ่ งจากการส่งสินค ้าไม่สามารถรอนานได ้ ซึง่ ประเด็นนีจ ้ ะ หารือกับหน่วยงานทีเ่ กีย ่ วข ้องต่อไป ส่วนข ้อเสนอกับกระทรวง ่ มต่อข ้อมูลทางระบบไอที เพือ พาณิชย์นัน ้ ตนได ้เสนอให ้มีการเชือ ่ ให ้ ผู ้ส่งออกสามารถเข ้าถึงข ้อมูลได ้อย่างรวดเร็วมากขึน ้ รวมทัง้ สามารถ สอบถามถึงประเด็นปั ญหากับทูตพาณิชย์ทป ี่ ระจาอยูใ่ นแต่ละประเทศ ได ้โดยตรงด ้วย …อ่านต่อ คลิก http://www.komchadluek.net/detail/20101025/77286

ิ ค้าชว ่ งนา้ ท่วม ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 26 พาณิชย์ คุมเข้มราคาสน ตุลาคม 2553

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิ ดเผยว่า จากปั ญหาน้ าท่วมใน ิ ค้าอย่าง หลายพืน ้ ทีข ่ ณะนี้ กระทรวงได้ตรวจสอบราคาสน ิ เพือ ใกล้ชด ่ ไม่ให้ประชาชนได้ร ับความเดือดร้อน โดยพบว่า ปริมาณสินค ้าอุปโภคบริโภคทีจ ่ าเป็ นต่อการครองชีพยังไม่ขาดแคลน ไม่พบการกักตุน หรือฉวยโอกาสขึน ้ ราคา “หากประชาชนพบการปฏิเสธการจาหน่ายสินค ้า กักตุนสินค ้า หรือ ขายราคาสูงเกินสมควรสามารถร ้องเรียนได ้ทีส ่ ายด่วน กรมการค ้า ภายใน 1569 หรือสานักงานการค ้าภายในจังหวัดในท ้องทีก ่ รมการค ้า ภายในจะส่งหน่วยเคลือ ่ นทีเ่ ร็วออกไปตรวจสอบทันที และหากพบ การกระทาผิดจะดาเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะมีโทษ จาคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทัง้ จาทัง้ ปรับ

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 8


สศค. ประเมินเงินบาท-นา้ ท่วมไม่กระทบจีดพ ี ป ี ี 53 ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 28 ตุลาคม 2553

เมือ ่ วันที่ 28 ต.ค. นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู ้อานวยการ สานักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิ ดเผยว่า อ ัตราการขยายต ัวเศรษฐกิจไทยในปี นี้ จะย ัง อยูใ่ นกรอบทีเ่ คยประมาณการไว้เดิมคือระหว่าง 7.3%-7.8% ของผลิตภ ัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดพ ี )ี โดยมีการ ขยายตัวอยูใ่ นกรอบทีต ่ ่าสุด 7.3% ต่อปี โดยคาดว่า อัตราการ ขยายตัวในไตรมาส 3 จะอยูท ่ ี่ 7.4% ต่อปี และ ไตรมาส 4 จะอยูท ่ ี่ 2.3% ต่อปี ทัง้ นี้ สศค.ประเมินว่า กรณีน้ าท่วมรุนแรงได ้ส่งผล เสียหายคิดเป็ นมูลค่าประมาณ 22,000 ล ้านบาท จะกระทบต่อจีดพ ี ี 0.21% และ ส่งผลให ้เงินเฟ้ อทั่วไปปรับเพิม ่ ขึน ้ อีกประมาณ 0.3% ขณะที่ ประเมินค่าเฉลีย ่ เงินบาทใน ช่วง 4 เดือนสุดท ้ายของปี วา่ จะ แข็งค่ามาอยูท ่ รี่ ะดับ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึง่ ในระดับนี้ จะ กระทบต่อจีดพ ี ป ี ระมาณ 0.1% “ผลของน้ าท่วมและเงินบาททีป ่ รับ ค่าแข็งขึน ้ จะทาให ้จีดพ ี ช ี ะลอลงบ ้าง แต่ก็ยงั อยูใ่ นกรอบทีเ่ รา ประมาณการเดิม และคาดว่า ทัง้ ปี จด ี พ ี จ ี ะขยายตัวในระดับ 7.3%…

ชูลดภาษี 15% ดึงต่างชาติลงทุน ปัน ้ ี น ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซย

อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/122468

ทีม ่ า: ประชาชาติธรุ กิจ วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาตรการภาษีเพือ ่ สน ับสนุนให้ไทยเป็น ื้ ขายสน ิ ค้า ในภูมภ ศูนย์กลางในการซอ ิ าคนี้ (International Procurement Center : IPC) ผ่านการอนุม ัติของทีป ่ ระชุม คณะร ัฐมนตรี ไปเป็นทีเ่ รียบร้อยแล้ว เมือ ่ ว ันที่ 19 ต.ค. 2553 สาหรับรายละเอียดของมาตรการชุดนีจ ้ ะแบ่ง ออกเป็ น 2 ส่วน คือ 1) ปรับลดอัตราภาษี เงินได ้ นิตบ ิ ค ุ คลเหลือ 15% ของกาไรสุทธิ เป็ นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชีตอ ่ เนือ ่ งกัน สาหรับนักลงทุน ไทยและต่างชาติทต ี่ งั ้ ศูนย์กลางการจัดหาสินค ้า ระหว่างประเทศ หรือศูนย์ IPC ในกรณีทม ี่ รี ายได ้ ้ -ขายสินค ้านอกประเทศไทยส่งไปขาย จากการซือ ให ้กับบริษัทในเครือทีอ ่ ยูใ่ นต่างประเทศ (out-out transaction) โดยสินค ้าดังกล่าวมิได ้ถูกนาเข ้ามา ในประเทศไทย กับกรณีทม ี่ รี ายได ้จากการส่ง ้ ส่วนไปขายให ้กับโรงงานผลิตที่ วัตถุดบ ิ และชิน ตัง้ อยูน ่ อกประเทศไทย(in-out transaction) 2) ปรับลดอัตราภาษี เงินได ้บุคคลธรรมดาให ้กับ แรงงานต่างด ้าวทีม ่ าทางานในศูนย์ IPC ในระดับ ่ วชาญระดับสูง เหลือ 15% ผู ้บริหารหรือผู ้เชีย ของเงินได ้แต่ไม่เกิน 3 คน เป็ นเวลา 5 ปี รวมทัง้ ยกเว ้นภาษี เงินได ้บุคคลธรรมดาให ้กับแรงงานคน ต่างด ้าวทีถ ่ ก ู ส่งไปทางานใน ต่างประเทศด ้วย

ส่วนบริษัททีจ ่ ะเข ้ามาขอใช ้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังกล่าวกับ กรมสรรพากรจะต ้องมีคณ ุ สมบัตด ิ ังนี้ 1) มีทน ุ จดทะเบียนไม่ต่ากว่า 10 ล ้านบาท 2) ศูนย์ IPC จะต ้องมีคา่ ใช ้จ่ายจากการดาเนินงาน โดยจ่ายเงินให ้กับผู ้รับในประเทศไทยไม่ต่ากว่า 15 ล ้านบาทต่อปี 3) ศูนย์ IPC จะต ้องมีคา่ ใช ้จ่ายจากการลงทุนในประเทศไทยไม่ต่า กว่า 30 ล ้านบาทต่อปี 4) มีรายได ้จากธุรกรรมทัง้ กรณี out-out และ in-out ไม่ต่ากว่า 1,000 ล ้านบาทต่อปี ภายในรอบระยะเวลาบัญชี ่ วชาญทีป และ 5) มีการจ่ายเงินค่าจ ้างให ้กับผู ้เชีย ่ ฏิบต ั งิ านในศูนย์ IPC ไม่น ้อยกว่า 2.5 ล ้านบาทต่อปี จานวน อย่างน ้อย 3 คน…อ่าน ต่อคลิก http://prachachat.net/view_news.php?newsid=02fin06281053&se ctionid=0206&day=2010-10-28

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 9


เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย.ย ังขยายต ัวต่อเนือ ่ ง ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 29 ตุลาคม 2553

ื่ ถือไทย ทีม่ า: ้ อ ันด ับความเชอ มูดส ี้ ’์ ปร ับขึน ไทยรัฐ วันที่ 29 ตุลาคม 2553

่ ข่าวรายงานว่า สถาบันจัดอันดับความ ผู ้สือ น่าเชือ่ ถือระหว่างประเทศ มูดส ี้ ์ อินเวสเตอร์ เซอร์วส ิ ประกาศปร ับเพิม ่ แนวโน้มอ ันด ับความ

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู ้อานวยการอาวุโส ฝ่ ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิ ดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจ

นายคริสเตียน เดอ กุชแมน ผู ้ช่วยรองประธานและ ่ ถือ หัวหน ้านักวิเคราะห์อน ั ดับความน่าเชือ ระดับประเทศประจาประเทศไทยของมูดส ี้ ์ ระบุ ว่า รัฐบาลไทยสามารถนาพาเศรษฐกิจให ้ผ่านพ ้น วิกฤติเศรษฐกิจภายนอกประเทศครัง้ ใหญ่ รวมทัง้ วิกฤติภายในประเทศทีอ ่ าจทาลายเสถียรภาพได ้ ่ ถือ การเปลีย ่ นแปลงแนวโน ้มอันดับความน่าเชือ ่ เี สถียรภาพนัน กลับไปสูม ้ สะท ้อนถึงมุมมอง ์ วี่ า่ การปรับตัวดีขน ของมูดส ี้ ท ึ้ ในช่วงทีผ ่ า่ นมาใน ด ้านปั จจัยพืน ้ ฐานทางเศรษฐกิจนัน ้ เพียงพอทีจ ่ ะ ชดเชยกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต ์ งั ได ้ปรับเพิม ขณะเดียวกัน มูดส ี้ ย ่ เพดานอันดับ ่ ถือตราสารหนีส ความน่าเชือ ้ กุลเงินต่างประเทศของ ไทยขึน ้ 1 ขัน ้ สู่ A2 โดยแนวโน ้มมีเสถียรภาพ ้ งึ อันดับความน่าเชือ ่ ถือสูงสุดทีส บ่งชีถ ่ ามารถ กาหนดให ้แก่ตราสารหนีส ้ กุลเงินต่างประเทศที่ ออกโดยองค์กรทีอ ่ ยูใ่ นประเทศหนึง่ ๆ ซึง่ เพดานนี้ ประเมินความเป็ นไปได ้ทีจ่ ะเกิดการผิดนัดชาระหนี้ สกุลเงินต่างประเทศทัง้ ระบบหากเกิดการประกาศ พักชาระหนี้ …อ่านต่อคลิก

ด ้านการนาเข ้าเดือน ก.ย. มีมล ู ค่า 14,712 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ เพิม ่ ขึน ้ จากช่วงเดียวกันของปี กอ ่ น ร ้อยละ 15.7 ชะลอตัวลงจาก เดือนก่อนหน ้า สอดคล ้องกับภาคการผลิตและอุปสงค์ในประเทศที่ แนวโน ้มชะลอลง ส่วนภาวะธุรกิจโดยรวมในเดือนกันยายน 2553 ่ มัน ทรงตัวจากเดือนก่อนหน ้า สะท ้อนจากระดับดัชนีความเชือ ่ ทาง ธุรกิจที่ 50.6 เทียบกับ 50.3 ในเดือนทีผ ่ า่ นมา โดยผู ้ประกอบการ ่ มัน ยังมีความเชือ ่ เพิม ่ ขึน ้ ในด ้านการผลิต การลงทุน ผล ประกอบการ และการจ ้างงาน ซึง่ เป็ นองค์ประกอบของดัชนีความ ่ มัน เชือ ่ ทางธุรกิจทีอ ่ ยูเ่ หนือระดับ 50

ื่ ถือของไทยสูม ่ ี "เสถียรภาพ" จาก "เชงิ น่าเชอ ื่ ถือตราสารหนีส ้ กุล ลบ" โดยอ ันด ับความน่าเชอ เงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศของร ัฐบาล ิ ใจของมูดส ไทยอยูท ่ ี่ Baa1 ซงึ่ การต ัดสน ี้ ใ์ น ครงนี ั้ เ้ ห็ นว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้ นต ัวอย่าง แข็งแกร่ง ขณะทีส ่ ถานการณ์การคล ังของ ร ัฐบาลมีเสถียรภาพ แม้ สถานการณ์ทาง การเมืองย ังมีความวุน ่ วายต่อเนือ ่ ง

ไทยเดือนก.ย.53 ย ังคงขยายต ัวต่อเนือ ่ ง โดยเฉพาะการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเทีย ่ ว และการส่งออก ขณะทีอ ่ ป ุ สงค์ในประเทศทัง้ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอลง บ ้าง หลังจากทีข ่ ยายตัวสูงในช่วงก่อนหน ้า โดยการส่งออกเดือน ก.ย.นี้ มีมล ู ค่า 17,955 ล ้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็ นประวัตก ิ ารณ์ แต่อต ั ราการขยายตัวแนวโน ้มชะลอลงตามแนวโน ้มของเศรษฐกิจ โลก โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี กอ ่ น ร ้อยละ 21.8 ขยายตัวดีเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะการส่งออกในหมวดเกษตร ่ ว่าการส่งออกในปี นจ และหมวดทีใ่ ช ้เทคโนโลยีสงู และเชือ ี้ ะ ้ ทีเ่ ห็นแม ้จะมีการ ขยายตัวได ้ตามเป้ าหมาย เนือ ่ งจากคาสัง่ ซือ ชะลอลงบ ้างแต่ยงั อยูใ่ นระดับทีด ่ ี และผลกระทบจากการแข็งค่า ของเงินบาทเมือ ่ สอบถามจากผู ้ประกอบการ ได ้รับผลกระทบน ้อย และเห็นว่าผลกระทบจะเกิดขึน ้ จริงในต ้นปี 2554 เพราะมีการ กาหนดล่วงหน ้าไว ้แล ้ว 3-6 เดือน

“กาลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนนีอ ้ ยูท ่ ี่ 64.4 ซึง่ บาง อุตสาหกรรมกาลังการผลิตสูงสุดแล ้ว ดังนัน ้ ต ้องมีการนาเข ้า เครือ ่ งจักร และมีการขยายกาลังการผลิตเพิม ่ เติม” …อ่านต่อคลิก http://www.thairath.co.th/content/eco/122819

http://www.thairath.co.th/content/eco/122595

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 10


่ ออกไทยไปจีนทะยานขึน ้ เบอร์ 1 ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ สง 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นางสาวลีนา พงษ์ พฤกษา อัครราชทูต(ฝ่ ายการพาณิชย์) ณ กรุง ้ ากไม่น ับ ปั กกิง่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิ ดเผย ว่า ขณะนีห

ี นค่าเงินแข็ง ไทยจ่อลงนาม มาร์คถกอาเซย เพิม ่ 3ข้อผูกพ ัน ทีม่ า: ไทยโพสต์ วันที่ 26 ตุลาคม 2553

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิ ดเผยว่า ระหว่างวันที่ 27-30 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมสุดยอด อาเซียน ครัง้ ที่ 17 ทีก ่ รุงฮานอย เวียดนาม โดย ก่อนการประชุมผู ้นาจะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรี เศรษฐกิจอาเซียน (AEM) และการประชุมคณะ มนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ิ ธิ์ เวชชา สาหรับการประชุมผู ้นาอาเซียน นายอภิสท ชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเข ้าร่วมประชุม โดยประเด็น สาค ัญทีผ ่ น ู ้ าจะหารือก ัน นอกจากการเร่งร ัด ี นไปสูก ่ ารเป็นประชาคม การผล ักด ันอาเซย ี เศรษฐกิจอาเซยน (เออีซ)ี แล้ว จะหารือถึง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกว่าจะมี ี นมากน้อยแค่ไหน รวมทงั้ ผลกระทบก ับอาเซย ี นประสบ ปัญหาค่าเงินแข็งค่า เพราะอาเซย ปัญหาเหมือนก ันหมด ส่วนการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะ หารือและติดตามความคืบหน ้าในการดาเนินงาน ี ายในปี 2558 ซึง่ จะมี ตามแผนงานการจัดตัง้ เออีซภ การเร่งรัดให ้อาเซียนเร่งดาเนินการตามทีไ่ ด ้มีการ ผูกพันไว ้ เช่น การให ้สัตยาบันความตกลงต่างๆ ใน สาขาสินค ้า บริการ ลงทุน และคมนาคม ตลอดจน การหารือแนวทางในการพัฒนารายสาขาภายใต ้ AEC

ี น 9 ประเทศรวมก ัน ในชว ่ ง 9 เดือนแรกของปี นี้ ตลาดอาเซย ่ ออกอ ันด ับหนึง่ ของ ้ น รวมถึงภาพรวมทงปี ั้ นีจ ี จะกลายเป็นสง ไทยแซงหน้าทุกตลาด โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี นไ ี้ ทยส่งออก ไปจีนแล ้วมูลค่า 15,491 ล ้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 40% ั ส่วนตลาดถึง 11% และทัง้ ปี 2553 นีจ และมีสด ้ ากการหารือร่วมกับ 8 สานักงานส่งเสริมการค ้าระหว่างประเทศ (สคร.)ของไทยในจีน คาดว่าการส่งออกของไทยไปจีนจะมีอต ั ราการขยายตัวไม่ต่ากว่า 50% สาหรับปั จจัยสาคัญทีท ่ าให ้ตลาดจีนมีอต ั ราการขยายตัวสูง เป็ นผล จากรัฐบาลจีนได ้มีมาตรการกระตุ ้นเศรษฐกิจ โดยเพิม ่ การบริโภค ภายในให ้ขยายตัว ทัง้ การเพิม ่ ค่าจ ้างแรงงาน การเพิม ่ สวัสดิการ ด ้านต่างๆ การเพิม ่ การออมในประเทศ การขยายระบบประกันสังคม ในเขตชนบท เป็ นต ้น จากปั จจัยต่างๆ เหล่านีม ้ ผ ี ลให ้ชาวจีนมี รายได ้เพิม ่ ขึน ้ และมีความมัน ่ ใจในการจับจ่ายใช ้สอยมากขึน ้ นอกจากนีเ้ ป็ นผลจากประเทศไทยได ้มีการจัดทาความตกลงเขต การค ้าเสรี(เอฟทีเอ)นามกลุม ่ อาเซียนกับจีน ซึง่ ขณะนีภ ้ าษี นาเข ้า สินค ้าระหว่างกันเกือบ 100% ได ้ลดลงเป็ น 0% แล ้ว ทาให ้การค ้า มีการขยายตัวมากขึน ้ รวมถึงเป็ นผลจากจีนได ้จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป ่ งไฮ ้ และจะเป็ นเจ ้าภาพจัดกีฬาเอเชีย ่ นเกมส์ในเดือน ทีเ่ ซีย พฤศจิกายนศกนีจ ้ ะทาให ้จีนมีการบริโภคเพิม ่ ขึน ้ และมีความ ต ้องการสินค ้าจากต่างประเทศซึง่ รวมทัง้ ไทยเพิม ่ ขึน ้ "ปั จจัยค่าเงินบาทบาทแข็งไม่กระทบกับการส่งออกไปตลาดจีน มากนัก เพราะความต ้องการนาเข ้าสินค ้าของจีนยังมีปริมาณมาก … อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&vi ew=article&id=45519:2010-10-27-07-06-03&catid=90:2009-0208-11-24-34&Itemid=425

โดยในส่วนของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการ ลงนามพิธส ี ารด ้านเศรษฐกิจทีส ่ าคัญ จานวน 3 ฉบับ ได ้แก่ 1.พิธส ี ารเพือ ่ แก ้ไขพิธส ี ารด ้วยการ พิจารณาเป็ นพิเศษสาหรับสินค ้าข ้าวและน้ าตาล 2. พิธส ี ารเพือ ่ อนุวัตข ิ ้อผูกพันเปิ ดตลาดการค ้าบริการ ชุดที่ 8 ภายใต ้กรอบความตกลงอาเซียนว่าด ้วย การค ้าภาคบริการ และ 3.พิธส ี ารเพือ ่ แก ้ไขข ้อ ผูกพันชุดที่ 2 ภายใต ้ความตกลงการค ้าสินค ้าของ อาเซียนกับจีน…อ่านต่อคลิก http://www.thaipost.net/news/261010/29191

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 11


ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข ้อมูลวันที่ 2,3,9,10,16,17,23,24,25,30,31 ตุลาคม 2553 ไม่มต ี ัวเลขอัตราแลกเปลีย ่ น จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 12


ิ ค้าเกษตรทีไ่ ด้ร ับ ผลการประชุมแนวทางแก้ไขปัญหาสน ผลกระทบจากค่าเงินบาท ทีม ่ า: หนังสือจากกรมการค ้าภายใน ที่ พณ 0409/ว 10451 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2553

ิ้ ปี วันที่ 25 ้ นโยบายอาจทรงต ัวถึงสน ดอกเบีย ตุลาคม

่ ด อัตราดอกเบีย ้ ไทยจะก ้าวเข ้าสูจ ุ เปลีย ่ นอีกครัง้ หรือไม่ หลังแนวโน ้มเศรษฐกิจโลกทีฟ ่ ื้ นตัวดี ต่อเนือ ่ งส่อแววล่มกลางอากาศ ทาให ้การประชุม เมือ ่ ว ันที่ 20 ตุลาคม 2553 ทีผ ่ า่ นมา ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ิ ใจตรึงอ ัตราดอกเบีย ้ อาร์/พีไว้ในระด ับ ต ัดสน 1.75% จากการประชุม 2 ครัง้ ก่อนหน ้าเมือ ่ วันที่ 14 ก.ค. และ 25 ส.ค. ทีม ่ ก ี ารปรับขึน ้ คราวละ 0.25% แต่ยงั ย้าสถานการณ์ปัจจุบน ั ทิศทางยังเป็ น ขาขึน ้ เหตุอต ั ราดอกเบีย ้ ทีแ ่ ท ้จริงยังติดลบซึง่ ไม่ เหมาะกับเศรษฐกิจทีอ ่ ยูร่ ะหว่างการขยายตัวของ ไทย อย่างไรก็ตาม การตรึงอัตราดอกเบีย ้ นโยบายไว ้ใน ้นทางการเติ ระดับดังกล่าวจะทาให ้เส บโตเศรษฐกิจ ไทยมีทศ ิ ทางเป็ นอย่างไร ได ้รับคาตอบจาก นาย ไพบูลย์ กิตติศรีกงั วาน ผู ้ช่วยผู ้ว่าการ สายนโยบาย การเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ต ้อง ติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อจีดพ ี ใี ห ้มี ความชัดเจนขึน ้ แต่หากเหตุการณ์เกิดความผันผวน ก็อาจมีการเรียกประชุมนัดพิเศษได ้ ทัง้ นี้ เพือ ่ นามา เป็ นสาระสาคัญในการประเมินและกาหนดนโยบาย การเงินในการประชุมนัดสุดท ้ายในวันที่ 1 ธ.ค. 2553 …อ่านต่อคลิก http://www.thannews.th.com/index.php?option=c om_content&view=article&id=45298:2 010-10-25-02-19-40&catid=101:2009-02-0811-30-52&Itemid=440

ด ้วยสมาคมฯ ได ้รับหนังสือจากกรมการค ้าภายใน ที่ พณ 0409/ว 10451 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2553 แจ ้งสรุปผลการประชุมแนว ทางแก ้ไขปั ญหาสินค ้าเกษตรทีไ่ ด ้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท เมือ ่ วันศุกร์ท ี่ 15 ตุลาคม 2553 มีแนวทางการแก ้ไขปั ญหา ดังนี้ ้ า่ ยให้ ่ ยลดภาระค่าใชจ 1. ลดต้นทุนการผลิต : เพือ ่ ชว ผูป ้ ระกอบการ ได้แก่ 

กลุม ่ อุตสาหกรรมเนือ ้ สัตว์และประมง : ขอให ้ลดภาษี นาเข ้ากากถั่วเหลือง ราคาข ้าวโพดเลีย ้ งสัตว์ เร่งรัดการ ออกระเบียบ/ประกาศการนาเข ้ากากถั่วเหลืองปี 2554

กลุม ่ อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋ อง : ขอให ้คณะกรรมการ ้ น้ าตาล อ ้อยและน้ าตาลปรับเงือ ่ นไขการกาหนดราคารับซือ ในราคาพิเศษของกลุม ่ อุตสาหกรรมแปรรูปทีต ่ ้องใช ้น้ าตาล ชะลอการปรับราคาแผ่นดีบก ุ สาหรับผลิตกระป๋ อง (Tin Plate)

2. ระบบข้อมูลภาพรวมการผลิต การตลาด : ขอให้มก ี าร ประสานด้านข้อมูลระหว่างหน่วยงานทีเ่ กีย ่ วข้องทงภาคร ั้ ัฐ และเอกชน เพือ ่ แก้ไขปัญหาในระยะยาว 3. มาตรการด้านการเงิน : เร่งร ัดข ับเคลือ ่ นมาตรการเพือ ่ ชะลอหรือลดการแข็งค่าของเงินบาทโดยเร็ วทีส ่ ด ุ 

รับฝากหรือจานาเงินสกุลดอลลาร์จากผู ้ส่งออก โดยให ้ ่ OD กาหนด ส่วนต่างของอัตราแลกเปลีย ่ นในรูปสินเชือ อัตราดอกเบีย ้ ต่า ชดเชยค่าดอกเบีย ้ กาหนดระยะเวลา ปลอดดอกเบีย ้ และยกเว ้นค่าธรรมเนียม

้ ขายล่วงหน ้า รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท คงอัตราการซือ (Fix Forward) ขอให ้ภาครัฐสนับสนุนค่าธรรมเนียมการทา Forward และคงอัตราดอกเบีย ้ ไว ้ทีร่ ้อยละ 1.75

ให ้ความช่วยเหลือผู ้ส่งออกทุกขนาดทัง้ ระบบ

กาหนดอัตราแลกเปลีย ่ นเงินบาทกรณีพเิ ศษเฉพาะผู ้ ส่งออก

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 13


ั *** ฟรี สมมนา*** " Bisphenol A ในกระป๋อง...ต้องรู ้ " ตามทีส ่ มาคมผู ้ผลิตอาหารสาเร็จได ้ส่งหนังสือถึงนายกสมาคมบรรจุภณ ั ฑ์โลหะไทย เรือ ่ ง EU และ US จะสัง่ ห ้ามใช ้ สาร Bisphenol A (BPA) ในการผลิตบรรจุภณ ั ฑ์อาหาร เนือ ่ งจากพบว่า การใช ้สาร BPA ในการผลิตบรรจุภณ ั ฑ์อาหารมี ่ งอันตรายสูงต่อผู ้บริโภค และสมาคมฯได ้สอบถามข ้อมูลจากสมาคมบรรจุภณ ความเสีย ั ฑ์โลหะไทย ถึงการเตรี-ยมความ พร ้อมรับมือกับกฎระเบียบ EU และ US ทีจ ่ ะออกมาในอนาคต ว่าหากประเทศคูค ่ ้าสาคัญทัง้ สองประเทศมีการสัง่ ห ้ามใช ้ BPA ในการผลิตบรรจุภณ ั ฑ์ ผู ้ผลิตบรรจุภณ ั ฑ์ของไทย จะสามารถเตรียมความพร ้อมผลิตสินค ้าให ้สอดคล ้องกับ กฎระเบียบ และสามารถใช ้สารเคมีอน ื่ ทดแทนการใช ้ BPA ได ้หรือไม่ นัน ้ (รายละเอียดเอกสารแนบ 3) ั ด ังนน ั้ สมาคมบรรจุภ ัณฑ์โลหะไทยจึงได้จ ัดสมมนาในห ัวข้อ "สถานการณ์สาร Bisphenol A ในภาชนะ กระป๋องบรรจุอาหาร" (รายละเอียดเอกสารแนบ 4) ในว ันพฤห ัสบดีท ี่ 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา 08.30ิ 16.00 น. ณ โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซค์ โดยทางสมาคมบรรจุภ ัณฑ์โลหะไทยได้สารองทีน ่ ง่ ั แก่ ท่านสมาชก สมาคมผูผ ้ ลิตอาหารสาเร็ จรูป จานวน 100 ทีน ่ ง่ ั ในการนี้ สมาคมฯ จึงใคร่ขอเรียนเชิญ ท่านสมาชิกเข ้าร่วม สัมมนาในครัง้ นี้ โดยส่งแบบตอบรับการเข ้าร่วมสัมมนา (รายละเอียดเอกสารแนบ 5 ) มายังสมาคมฯ Attn: ธณั ฐยา ทาง โทรสาร 02-261-2996-7 หรือ E-mail: tanatya@thaifood.org ภายในวันศุกร์ท ี่ 5 พฤศจิกายน 2553 เพือ ่ ทางสมาคม ฯ จักนาส่งสมาคมบรรจุภณ ั ฑ์โลหะไทยต่อไป ั สมมนา “THE EU REGULATION ON FOOD CONTACT PLASTICS AND PAPERS”

ขอเชิญเข ้าร่วมฟั งสัมมนาเรือ ่ ง THE EU REGULATION ON FOOD CONTACT PLASTICS AND PAPERS ้ 3 สถาบันค ้นคว ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ในวันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ณ ห ้องละออง ภูมริ ัตน์ ชัน ค่าลงทะเบียน หน่วยงานรัฐบาล 2,500 บาท บริษัทเอกชน 3,000 บาท หากท่านสนใจติดต่อ Khun Sukany Macharoen โทร. 02 562 5045 โทรสาร 02 562 5046-7 E-mail: fagisym@ku.ac.th, fagicvp@ku.ac.th รายละเอียดดังเอกสารแนบ 6

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 14


ONESTOP Export Service Center (OSEC) การให ้บริการของศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จให ้บริการออก เอกสารใบรับรองและให ้คาแนะนาปรึกษาเกีย ่ วกับการส่งออกประเภทต่างๆ ดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9.

ใบรับรองแหล่งกาเนิดสินค ้า(Certificate of Original: C/O) โดยกรมการค ้าต่างประเทศ การจดทะเบียนธุรกิจ และใบรับรองการจดทะเบียนธุรกิจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค ้า ั ว์ โดยกรมปศุสต ั ว์ ใบรับรองด ้านสุขอนามัยสินค ้าปศุสต ใบรับรองสินค ้าฮาลาล โดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ใบรับรองแหล่งกาเนิดสินค ้า และการรับรองเอกสารทั่วไปทางการค ้า โดยหอการค ้าไทย การบริการให ้คาปรึกษาในด ้านการใช ้สิทธิพเิ ศษตามข ้อตกลงการค ้าเสรี โดยกรมเจรจาการค ้าระหว่างประเทศ ิ ทางปั ญญา โดยกรมทรัพย์สน ิ ทางปั ญญา การบริการให ้คาปรึกษาในด ้านทรัพย์สน บริการให ้คาปรึกษาเกีย ่ วกับการรับรองเอกสารภาษาต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล (ทุกวันพุธ) บริการให ้คาปรึกษาเรือ ่ งพิกด ั ศุลกากร อัตราศุลกากร พิธก ี ารศุลกากร กฎว่าด ้วยแหล่งกาเนิดสิทธิประโยชน์ ต่างๆ โดยกรมศุลากร 10. บริการให ้คาปรึกษาเกีย ่ วกับใบอนุญาตนาเข ้าผลิตภัณฑ์ทอ ี่ ยูใ่ นความควบคุมของสานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา 11. ให ้บริการด ้านการเงินและการธนาคาร โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)(ทุกวันพุธ) ้ 1 เลขที่ 22/77 ถนนรัชดาภิเษก เขตจัตจ สถานทีท ่ าการ: อาคารกรมส่งเสริมการส่งออก ชัน ุ ักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 02 512 0123 ต่อ 800, 832 โทรสาร. 02 512 0329, 02 512 3055 E-mail: onestop@depthai.go.th Website: tradelogistics.go.th, www.depthai.go.th ว ันเวลาทาการ: เปิ ดให ้บริการทุกวันจันทร์ถงึ ศุกร์ (เว ้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) ระหว่างวันที่ 08.30 – 16.30 น.

หน่วยงานทีเ่ กีย ่ วข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค ้า Call Center: 1570 Website: www.dba.go.th กรมสรรพากร Call Center: 1161 Website: www.rd.go.th กรมศุลกากร Call Center: 1164 Website: www.custom.go.th กรมการค ้าต่างประเทศ Call Center: 1385 Website: www.dft.go.th กรมส่งเสริมการส่งออก Call Center: 1169 Website: www.depthai.go.th กรมเจรจาการค ้าระหว่างประเทศ โทร. 02 507 7555 Website: www.dtn.go.th กรมวิชาการเกษตร โทร. 02 579 0151-7 Website: www.doa.go.th สานักงามาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช) โทร. 02 283 1600 Website: www.acfs.go.th EXIM BANK โทร. 02 271 0506 Website: www.exim.go.th

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

Page 15


THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION Tel : (662) 261-2684-6 Fax : (662) 261-2996-7 www.thaifood.org E-mail: thaifood@thaifood.org

Executive Director วิกรานต์ โกมลบุตร E-mail: vikrant@thaifood.org Administrative Manager ลินดา เปลีย ่ นประเสริฐ E-mail: linda@thaifood.org Trade and Technical Manager สุพ ัตรา ริว้ ไพโรจน์ E-mail: supatra@thaifood.org Head of Trade & Technical Division -Fruit and Vegetable Products

วิภาพร สกุลครู E-mail: vipaporn@thaifood.org Trade and Technical Officer Division - Fruit and Vegetable Products อ ัญชลี พรมมา E-mail:anchalee@thaifood.org ธณัฐยา จ ันทรศรี E-mail: tanatya@thaifood.org

Head of Trade & Technical Division- Fisheries Products ชนิกานต์ ธนูพท ิ ักษ์ E-mail: chanikan@thaifood.org สมาคมผูผ ้ ลิตอาหารสาเร็จรูป ขอขอบคุณเว็ ปไซต์ ด ังต่อไปนี้ Trade and Technical OfficerDivision -Fisheries Product

1. http://www.thannews.th.com

6. http://www.dailynews.co.th

นลินพรรณ อิม ่ สาระพางค์ E-mail: nalinpan@thaifood.org

2. http://www.thairath.co.th

7. http://www.acfs.go.th

วรวรรณ เมธีธาดา E-mail: worawan@thaifood.org

3. http://www.bangkokbiznews.com

8. http://www.posttoday.com

4. http://www.tnsc.com

9.http://www.matichon.co.th

Data Management Office

5. http://www.prachachat.net

ธนพร จุด ้ ศรี E-mail: thanaporn@thaifood.org Commercial Relation Executive ก ัญญาภ ัค ชินขุนทด E-mail:kanyaphak@thaifood.org Administrator วสุ กริง่ รูธ ้ รรม E-mail:vasu@thaifood.org ศิรณ ิ ีย ์ ถิน ่ ประชา E-mail:sirinee@thaifood.org Accountant วิมล ดีแท้ E-mail: wimon@thaifood.org

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF 25-31 OCT 2010: ISSUE 20

เสนอข้อคิดเห็น/ ข้อเสนอแนะ ………………………… ………………………… ………………………… …………………………

Page 16


http://www.thaigov.go.th

ข่ า วที่ 01/10 วันที่ 26 ตุลาคม 2553

วันนี ้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้ องประชุมงบประมาณ ชัน้ 3 อาคารรัฐสภา 3 ถนนอู่ทองใน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็ นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนัน้ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษก ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และนายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ แถลงข่าวผลการประชุม คณะรัฐมนตรี สรุปสาระสําคัญได้ ดงั นี ้ กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่างพระราชบัญญัตริ าชบัณฑิตยสถาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. เรื่ อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตังองค์ ้ การบริ หารการพัฒนาพื ้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 3. เรื่ อง การปรับปรุงแก้ ไขระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการรับบริ จาคและการให้ ความ ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม 4. เรื่ อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้ นค่าธรรมเนียมสําหรับการประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. .... 5. เรื่ อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... เศรษฐกิจ 6. เรื่ อง 7.

เรื่ อง

8. 9.

เรื่ อง เรื่ อง

10.

เรื่ อง

11.

เรื่ อง

12.

เรื่ อง

สังคม 13. เรื่ อง 14.

เรื่ อง

แผนการดําเนินงาน ประมาณการรายได้ และงบประมาณรายจ่ายของสํานักงาน คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น เพื่อชําระหนี ้ค่าจัดซื ้อที่ดินและอาคาร ของสภาทนายความ การเตรี ยมการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 แนวทางการดําเนินการในการเสนอเรื่ องที่เกี่ยวกับการก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณการ เปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิ ของหน่วยงานต่างๆ ความก้ าวหน้ าการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ความคืบหน้ าการดําเนินการโครงการช่วยเหลือด้ านการเงินแก่ผ้ ปู ระกอบธุรกิจ โลจิสติกส์ไทย ครัง้ ที่ 2 ขออนุมตั ใิ ช้ เงินงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น การแก้ ไขปั ญหาการละเมิดสิทธิในที่ดนิ ของราษฎรบ้ านหนองปลิง ตําบลดอนเมย อําเภอ เมืองอํานาจเจริ ญ จังหวัดอํานาจเจริญ (รายนายเด่นภัทร ทองคํา) ขออนุมตั งิ บประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงิน สํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบตั กิ รณีฉกุ เฉิน (อุทกภัย)


2 15.

เรื่ อง

16. 17. 18. 19. 20.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการ เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น เพื่อจัดซื ้อเครื่ องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย การให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน มาตรการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2553 การประชุมคณะกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รายงานผลการปฏิบตั กิ ารช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ ้าท่วม รายงานความเสียหายจากอุทกภัยด้ านการแพทย์และสาธารณสุข

ต่ างประเทศ 21. เรื่ อง ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นํา ครัง้ ที่ 5 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ สามฝ่ าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) 22. เรื่ อง การรับรองร่างปฏิญญาว่าด้ วยความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติเกี่ยวกับการ จัดการภัยพิบตั ิ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3 ณ กรุงฮานอย 23. เรื่ อง การพิจารณาให้ ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ของประธานร่วมการประชุมสุดยอด อาเซียน-สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3 (Draft Co-Chairs’ Statement of the 3rd ASEAN–UN Summit) 24. เรื่ อง การลงนามพิธีสารอนุวตั ขิ ้ อผูกพันชุดที่ 2 ภายใต้ ความตกลงการค้ าบริการของกรอบความ ตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน 25. เรื่ อง ร่างแถลงการณ์ร่วมสําหรับการประชุมผู้นําลุม่ นํ ้าโขงกับญี่ปนุ่ ครัง้ ที่ 2 26. เรื่ อง การดําเนินงานของประเทศไทยภายใต้ อนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ 27. เรื่ อง การขอขยายเขตกงสุลของสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจําจังหวัด ขอนแก่น และการขอขยายเขตกงสุลของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ 28. เรื่ อง ขอความเห็นชอบในการลงนามความตกลงว่าด้ วยความร่วมมือด้ านวัฒนธรรมระหว่าง อาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย 29. เรื่ อง ร่างแถลงการณ์ของผู้นําอาเซียนว่าด้ วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และฝี มือแรงงาน เพื่อการฟื น้ ฟูและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจออย่างยัง่ ยืน (ASEAN Leaders’ Statement on Human Resources and Skills Development for Economic Recovery and Sustainable Growth) เรื่องที่คณะรั ฐมนตรี รับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 30. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์อทุ กภัยเนื่องจากอิทธิพลของร่ องความกดอากาศตํ่าพาดผ่านภาคใต้ ตอนบน ภาคกลางและภาคตะวันออก และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างวันที่ 10 - 25 ตุลาคม 2553) 31. เรื่ อง สรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 36 32. เรื่ อง รายงานสถานการณ์นํ ้าในรอบสัปดาห์ (วันที่ 19-25 ตุลาคม 2553 ) 33. เรื่ อง การนําเสนอข้ อมูลสภาวะอากาศ แต่ งตัง้ 34. เรื่ อง

แต่งตัง้ 1. การแต่งตังผู ้ ้ อํานวยการองค์การจัดการนํ ้าเสีย 2. การแต่งตังประธานกรรมการและกรรมการผู ้ ้ ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบัน คุ้มครอง เงินฝาก 3. แต่งตังผู ้ ้ วา่ การการไฟฟ้านครหลวง


3 4. การแต่งตังผู ้ ้ ที่จะดํารงตําแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (สํานักนายก รัฐมนตรี ) 5. แต่งตังรองผู ้ ้ วา่ การการกีฬาแห่งประเทศไทย 6. ขออนุมตั แิ ต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ (กระทรวงคมนาคม)

******************************** กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี อย่างเป็ นทางการกับสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกครัง้ หนึง่ สํานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรื อวันที่มีการประชุม ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟั งได้ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจําจังหวัด และติดตามมติคณะรัฐมนตรี ที่สําคัญได้ ทางรายการ “เจาะลึก ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันอังคารในเวลา 21.00-22.00 น. “หากท่านใดประสงค์จะขอรับข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี สมัครได้ ทาง www.thaigov.go.th “


4 กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่ างพระราชบัญญัตริ าชบัณฑิตยสถาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรั ฐ มนตรี อ นุ มัติ ห ลัก การร่ า งพระราชบัญ ญั ติ ร าชบัณ ฑิ ต ยสถาน (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ ราชบัณ ฑิ ต ยสถานเสนอ และให้ ส่ ง สํ า นั ก งานคณะกรรมการกฤษฎี ก าตรวจพิ จ ารณา โดยให้ รั บ ความเห็ น ของ กระทรวงการคลัง สํา นัก งบประมาณ สํ านักงาน ก.พ.และสํา นัก งาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพิจารณาด้ ว ย แล้ ว ส่ง ให้ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ข้ อเท็จจริง ราชบัณ ฑิ ต ยสถานเสนอว่ า ในปั จ จุ บัน การให้ บริ ก ารของราชบัณ ฑิ ต ยสถานยัง ตอบสนองต่ อ กลุ่ ม ผู้รับ บริ ก ารได้ ไ ม่ทั่ว ถึ ง เพี ย งพอ และไม่สามารถรั ก ษามาตรฐานระยะเวลาการให้ บริ ก ารให้ เป็ นไปตามที่ กํา หนดไว้ ไ ด้ เนื่องจาก ผู้ปฏิบตั ิงานมีจํานวนน้ อยและต้ องปฏิบตั ิภารกิจด้ านการสร้ างองค์ความรู้ และภารกิจด้ านการให้ บริ การ ทางวิชาการไป พร้ อม ๆ กัน ทําให้ การดําเนินงานยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเห็นควรให้ แยกภารกิจทังสองด้ ้ าน ดังกล่าวออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อความรวดเร็ วในการปฏิบตั ิงาน สามารถตอบสนองความต้ องการของสังคมได้ ทนั เวลา สมควรปรับปรุ ง พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 โดยให้ อํานาจของราชบัณฑิตยสถานจัดตังหน่ ้ วย บริ การรู ปแบบพิเศษเพื่อให้ มีความคล่องตัวในการให้ บริ การทางวิชาการแก่ประชาชนและแยกบุคลากรที่ปฏิบตั ิภารกิจด้ าน การสร้ างองค์ความรู้ และ ภารกิจด้ านการบริ การทางวิชาการออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งจะทําให้ ภาระงานของเจ้ าหน้ าที่ ลดลง และบุคลากรมี ความเชี่ยวชาญในงานเฉพาะด้ านเพิ่มขึ ้นและทํางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ ้น สาระสําคัญของเรื่ อง 1. กํ าหนดให้ จัดตัง้ หน่วยบริ การรู ปแบบพิเศษของราชบัณฑิ ตยสถานเพื่ อบริ การสนับสนุนภารกิ จของ ราชบัณฑิตยสถานให้ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ ้น (ร่างมาตรา 3) 2. กําหนดให้ ราชบัณฑิตยสถานอาจมีรายได้ จากเงินค่าธรรมเนียม ค่าสมนาคุณ และค่าบริ การต่าง ๆของ ราชบัณฑิตยสถาน และรายได้ หลังหักรายจ่ายของหน่วยบริ การรู ปแบบพิเศษ โดยรายได้ ที่เกิ ดจากการดําเนินการตาม วัตถุป ระสงค์ ไม่เป็ นรายได้ ที่ ต้องนํ าส่งกระทรวงการคลัง นอกจากนัน้ กํ า หนดให้ สภาราชบัณฑิ ตมี อํานาจในการออก ข้ อบังคับเกี่ยวกับการใช้ จ่ายเงินและพัสดุในการบริ หารรายได้ (ร่างมาตรา 4 และร่างมาตรา 6) 3. กําหนดให้ สภาราชบัณฑิตมีอํานาจเลือกและเสนอแต่งตังเลขาธิ ้ การราชบัณฑิตยสถานต่อนายกรัฐมนตรี (ร่างมาตรา 7) 4. กําหนดให้ มีเลขาธิการราชบัณฑิตยสถานคนหนึ่งเป็ นผู้บงั คับบัญชาข้ าราชการ รับผิดชอบในการปฏิบตั ิ ราชการของราชบัณฑิตยสถาน ขึน้ ตรงต่อนายกราชบัณฑิ ตยสถานและปฏิบัติหน้ าที่ ให้ เป็ นไปตามนโยบาย ข้ อบังคับ ระเบียบ มติและคําสัง่ ของสภาราชบัณฑิตและนายกราชบัณฑิตยสถาน และให้ มีรองเลขาธิ การราชบัณฑิตยสถานเป็ น ผู้ช่วยสัง่ และปฏิบตั ริ าชการด้ วย (ร่างมาตรา 9) 5. กําหนดให้ ในการเสนอเรื่ องไปยังคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี การเสนอคําขอรับงบประมาณรายจ่าย ประจําปี การขอกําหนดตําแหน่งหรื ออัตราข้ าราชการให้ นายกราชบัณฑิตยสถานเป็ นผู้ลงนามเสนอ (ร่างมาตรา 10) 2. เรื่ อง ร่ างพระราชกฤษฎีกาจัดตัง้ องค์ การบริ หารการพัฒนาพืน้ ที่พิเศษเพื่อการท่ องเที่ยวอย่ างยั่งยืน (องค์ การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรั ฐมนตรี อนุมัติหลักการร่ างพระราชกฤษฎีกาจัดตังองค์ ้ การบริ หารการพัฒนาพืน้ ที่ พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนัน่ ขจรประศาสน์) เสนอ และให้ สง่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ทังนี ้ ้ ให้ องค์การบริ หารการพัฒนาพื ้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) เร่ งรัดการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ในการกํ าหนดแนวทางการบริ หารและพัฒนาองค์การบริ หารการพัฒนาพืน้ ที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) ให้ สามารถดําเนินงานตามอํานาจหน้ าที่ได้ อย่างมีประสิทธิ ภาพ และมีผลเป็ นรู ปธรรมมากยิ่งขึ ้น เพื่อ เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป


5 สาระสําคัญของร่ างพระราชกฤษฎีกา ร่ า งพระราชกฤษฎี ก าจั ด ตัง้ องค์ ก ารบริ ห ารการพั ฒ นาพื น้ ที่ พิ เ ศษเพื่ อ การท่ อ งเที่ ย วอย่ า งยั่ ง ยื น (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้ แก้ ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตังองค์ ้ การบริ หารการพัฒนาพื ้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยัง่ ยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 มาตรา 14,15,26 และเพิ่มเติมมาตรา 29 ดังนี ้ พระราชกฤษฎีกาจัดตัง้ องค์ การบริหารการพัฒนา พืน้ ที่พเิ ศษเพื่อการท่ องเที่ยวอย่ างยั่งยืน (องค์ การมหาชน) พ.ศ. 2546 มาตรา 14 ให้ มี ค ณะกรรมการคณะหนึ่ ง เรี ยกว่ า “คณะกรรมการบริ ห ารการพั ฒ นาพื น้ ที่ พิ เ ศษเพื่ อ การ ท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืน” เรี ยกโดยย่อว่า “กพท.” ประกอบด้ วย ฯลฯ (2) กรรมการโดยตํ า แหน่ ง จํ า นวนสี่ ค น ได้ แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฯลฯ มาตรา 15 ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้ องมีคณ ุ สมบัตแิ ละไม่มีลกั ษณะต้ องห้ าม ดังต่อไปนี ้ ฯลฯ (6) ไม่เป็ นเจ้ าหน้ าที่หรื อลูกจ้ างขององค์การ ที่ปรึ กษา อนุกรรมการ หรื อผู้เชี่ยวชาญที่มีสญ ั ญาจ้ างกับองค์การ มาตรา 26 ผู้อํานวยการต้ องเป็ นผู้สามารถทํางานให้ แก่ องค์การได้ เต็มเวลา และต้ องเป็ นผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้ องห้ าม ดังต่อไปนี ้ ฯลฯ (2) มี อ ายุไ ม่ เ กิ น หกสิ บ ห้ า ปี บริ บูร ณ์ ใ นวัน ที่ ไ ด้ รั บ การ แต่งตัง้ ฯลฯ มาตรา 29 นอกจากการพ้ นจากตํ า แหน่ ง ตามวาระ ผู้อํานวยการพ้ นจากตําแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก ฯลฯ

พระราชกฤษฎีกาจัดตัง้ องค์ การบริหารการพัฒนา พืน้ ที่พเิ ศษเพื่อการท่ องเที่ยวอย่ างยั่งยืน (องค์ การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาตรา 3 แก้ ไขเพิ่มเติมมาตรา 14 (2) ดังนี ้

(2) กรร มการโดย ตํ า แหน่ ง จํ านวนสี่ คน ได้ แ ก่ ปลั ด กระทรวงการท่ อ งเที่ ย วและกี ฬ า ปลั ด กระทรวง ทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล้ อม ปลั ด กระทรวง มหาดไทย และผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ มาตรา 4 แก้ ไขเพิ่มเติมมาตรา 15 (6) ดังนี ้ (6) ไม่ เ ป็ นเจ้ าหน้ าที่ ห รื อ ลู ก จ้ างขององค์ ก าร หรื อ ที่ปรึกษา หรื อผู้เชี่ยวชาญที่มีสญ ั ญาจ้ างกับองค์การ มาตรา 5 แก้ ไขเพิ่มเติมมาตรา 26 (2) ดังนี ้

(2) มี อายุไ ม่เ กิ น หกสิบเอ็ด ปี บริ บูรณ์ ใ นวัน ที่ ได้ รั บ การ แต่งตัง้ มาตรา 6 เพิ่มความในมาตรา 29 เป็ น (2/1) ดังนี ้

(2/1) เมื่อมีอายุครบหกสิบห้ าปี บริบรู ณ์

3. เรื่ อง การปรับปรุ งแก้ ไขระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่ าด้ วยการรับบริจาคและการให้ ความช่ วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม คณะรัฐมนตรี 1. เห็นชอบร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการรับบริจาคและการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สาํ นักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยให้ ตดั ผู้ทรงคุณวุฒิซงึ่ นายกรัฐมนตรี แต่งตังเป็ ้ นกรรมการออก และให้ ดําเนินการต่อไปได้ 2. เพื่อให้ การให้ ความช่วยเหลือและฟื น้ ฟูประชาชนผู้ประสบสาธารณภัยดําเนินไปในแนวทางเดียวกัน ให้ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยเป็ นผู้พิจารณาการให้ ความช่วยเหลือ ส่วนกรณีการฟื น้ ฟู ประชาชนผู้ประสบสาธารณภัยให้ คณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจเป็ นผู้พิจารณา สาระสําคัญของร่ างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่ าด้ วยการรับบริจาคและการให้ ความช่ วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีดงั นี ้


6 ข้ อ 3 ให้ ยกเลิกความในข้ อ 8 แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการรับบริ จาคและการให้ ความ ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 ซึง่ แก้ ไขเพิม่ เติม โดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการรับบริจาคและการ ให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 และให้ ใช้ ความต่อไปนี ้แทน “ข้ อ 8 ให้ มีคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สํานักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้ วย รองนายกรัฐมนตรี หรื อรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซงึ่ นายกรัฐมนตรี มอบหมายเป็ นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อํานวยการสํานัก งบประมาณ อธิบดีกรมทรัพยากรนํ ้า เป็ นกรรมการ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็ นกรรมการและเลขานุการ ผู้อํานวยการ สํานักตรวจราชการ และผู้อํานวยการกองคลัง สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็ นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ” 4. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงยกเว้ นค่ าธรรมเนียมสําหรับการประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. .... คณะรั ฐ มนตรี อ นุมัติห ลัก การร่ า งกฎกระทรวงยกเว้ น ค่า ธรรมเนี ย มสํา หรั บการประกอบธุร กิ จโรงแรม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้ วดําเนินการ ต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงมหาดไทยเสนอว่ า สื บ เนื่ อ งจากมติ ค ณะรั ฐ มนตรี (8 มิ ถุน ายน 2553) ที่ ไ ด้ ม อบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยรับไปดําเนินการออกกฎกระทรวงเพื่อขอยกเว้ นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรม จากวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ดังนัน้ เพื่อให้ เป็ นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ดงั กล่าว จึงได้ ยกร่ างกฎกระทรวง ยกเว้ น ค่าธรรมเนียมสําหรับการประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. .... โดยขอยกเว้ นค่าธรรมเนียมสําหรับการประกอบ ธุรกิจโรงแรมตามข้ อ 1 (7) แห่งกฎกระทรวงกําหนดค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์ และวิธีการชําระค่าธรรมเนียม สําหรับการ ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551 สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง ให้ ยกเว้ น ค่ า ธรรมเนี ย มสํ า หรั บ การประกอบธุ ร กิ จ โรงแรมตามข้ อ 1 (7) แห่ ง กฎกระทรวงกํ า หนด ค่าธรรมเนี ย ม หลัก เกณฑ์ และวิธีก ารชํ าระค่าธรรมเนี ยม สํ าหรั บการประกอบธุรกิ จโรงแรม พ.ศ. 2551 ตัง้ แต่วัน ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เฉพาะโรงแรมที่ได้ รับอนุญาตก่อนวันที่ 8 มิถนุ ายน 2553 5. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงแบ่ งส่ วนราชการกรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี รับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... ที่สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎี ก าตรวจพิ จารณาแล้ ว และสํ า นัก เลขาธิ ก ารคณะรั ฐมนตรี จะได้ ส่ง ร่ า งกฎกระทรวงดัง กล่า วให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงมหาดไทยลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง 1. กําหนดให้ ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2545 (ร่างข้ อ 1) 2. กําหนดให้ กรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดนิ ของบุคคลและจัดการ ที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทําแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้ บริ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ อสังหาริ มทรัพย์ การส่งเสริ มธุรกิ จอสังหาริ มทรัพย์ และการจัดการข้ อมูลสารสนเทศที่ดิน และให้ มีอํานาจหน้ าที่ตามที่ กําหนด (ร่างข้ อ 2) 3. กํ า หนดให้ แบ่ ง ส่ ว นราชการกรมที่ ดิ น กระทรวงมหาดไทย ออกเป็ นราชการบริ ห ารส่ ว นกลาง ประกอบด้ วย 8 สํานัก 3 สํานักงาน 6 กอง ราชการบริ หารส่วนภูมิภาค ประกอบด้ วย สํานักงานจังหวัด และสํานักงานที่ดิน อําเภอ โดยให้ มีอํานาจหน้ าที่ตามที่กําหนด (ร่างข้ อ 3 และร่างข้ อ 6 ถึงข้ อ 24) 4. กํ า หนดให้ มี ก ลุ่ม ตรวจสอบภายใน และกลุ่ม พัฒ นาระบบบริ ห าร รั บ ผิ ด ชอบงานขึน้ ตรงต่อ อธิ บ ดี กรมที่ดนิ และให้ มีอํานาจหน้ าที่ตามที่กําหนด (ร่างข้ อ 4 และร่างข้ อ 5) เศรษฐกิจ 6. เรื่ อง แผนการดําเนินงาน ประมาณการรายได้ และงบประมาณรายจ่ ายของสํานักงานคณะกรรมการกํากับ กิจการพลังงาน ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554


7 คณะรัฐมนตรี รับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทัง้ 3 ข้ อ ดังนี ้ 1. รั บ ทราบผลการดํ า เนิ น งาน การจัด เก็ บ รายได้ จ ากค่ า ธรรมเนี ย มและการใช้ จ่ า ยงบประมาณของ สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (สกพ.) ปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 2. เห็นชอบแผนการดําเนินงาน และประมาณการรายได้ ของ สกพ. ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 3. เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายของ สกพ. ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 จากเงินรายได้ ของสํานักงานเพื่อเป็ น ค่า ใช้ จ่า ยในการดําเนิน งานตามแผนการดําเนิน งานที่ ได้ กําหนดไว้ ในวงเงิน งบประมาณ รวม 655.19 ล้ า นบาท ทัง้ นี ้ ให้ สามารถถัวจ่ายงบประมาณได้ ภายในกรอบวงเงินที่ได้ รับความเห็นชอบ ทัง้ นี ้ ให้ กระทรวงพลังงาน (คณะกรรมการกํ ากับกิจการพลังงาน) รับความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดําเนินการต่อไปด้ วย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงพลังงาน (พน.) รายงานเกี่ยวกับการดําเนินงานของ สกพ. ดังนี ้ 1. ผลการดํ า เนิ น งาน การจัด เก็ บ รายได้ จ ากค่ า ธรรมเนี ย ม และการใช้ จ่ า ยงบประมาณของ สกพ. ปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 คณะกรรมการกํ ากับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ สกพ.ได้ วางรากฐานการกํากับดูแลกิจการ พลังงานไทยด้ วยการวางหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้ อบังคับ และประกาศเพื่อกํ า หนดทิศทางการกํ ากับกิ จการพลังงานให้ เกิด “ประสิทธิ ผล” โดยยึดหลัก การกํากับดูแล การประกอบกิจการพลังงานอย่างโปร่ งใส เพื่อความมัน่ คงของกิจการ พลัง งานไทยและคํ า นึ ง ถึ ง ผลประโยชน์ ข องประชาชนผู้ ใ ช้ พลัง งานและประเทศเป็ นหลัก ทัง้ นี ้ การดํ า เนิ น งานที่ มี “ประสิทธิ ผล” ที่ เกิ ดขึน้ ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 รวมทัง้ การจัดเก็ บรายได้ จากค่าธรรมเนี ยมและการใช้ จ่าย งบประมาณของ สกพ. สรุปได้ ดงั นี ้ 1.1 ผลการดําเนินงานปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 กกพ. และ สกพ. ได้ ดําเนินภารกิจต่าง ๆ ตาม แผนการดําเนินงานอย่างครบถ้ วน และตอบสนองต่อเป้าประสงค์ตามแผนยุทธศาสตร์ การกํากับกิจการพลังงาน พ.ศ. 25512555 ทัง้ 6 ยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาผลสําเร็ จการดําเนินงานเป็ น 5 ด้ านดังนี ้ 1.1.1 ด้ านมาตรฐานกิจการพลังงาน 1.1.2 ด้ านประสิทธิภาพกิจการพลังงาน 1.1.3 ด้ านการบริ หารจัดการและการแข่งขันในกิจการพลังงาน 1.1.4 ด้ านการส่งเสริ มการ มีสว่ นร่วมของผู้ใช้ พลังงาน 1.1.5 ด้ านการพัฒนาองค์กรให้ มีคณ ุ ภาพ 1.2 ผลการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สกพ. มีรายได้ จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการพลังงาน (ค่าธรรมเนียมฯ) ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2552-30 มิถนุ ายน 2553 รวมทังสิ ้ ้นจํานวน 585.34 ล้ านบาท และคาดว่าภายในสิ ้นปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 จะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ ได้ อีก 14.61 ล้ านบาท เมื่อรวมแล้ วคาดว่าในปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 สกพ.จะมีรายได้ จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ รวมทังสิ ้ ้น ประมาณ 599.95 ล้ านบาท ซึง่ สูงกว่ารายได้ ที่ประมาณการไว้ 585.87 ล้ านบาท จํานวน 14.08 ล้ านบาท 1.3 ผลการใช้ จ่ า ยปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 สกพ.ได้ รั บ อนุมัติง บประมาณจํ า นวน 584.51 ล้ านบาท และคาดว่า ณ สิน้ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 สกพ.จะเบิกจ่ายงบประมาณตํ่ากว่างบประมาณที่ ได้ รับอนุมัติ ประมาณ 12.52 ล้ านบาท เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณในการปฏิบตั ิงานของ กกพ. และ สกพ. ได้ ม่งุ เน้ นการบริ หาร จัดการทรัพยากรในสํานักงานอย่างมีประสิทธิ ภาพ ประกอบกับ สกพ.คาดว่างบประมาณในส่วนที่ตงไว้ ั ้ สําหรับเป็ นเงิน สํารองกรณีฉกุ เฉินและจําเป็ น ไม่มีความจําเป็ นที่จะต้ องเบิกจ่าย และรายจ่ายด้ านบุคลากรที่เบิกจ่ายจริ งตํ่ากว่ารายจ่ายที่ ประมาณการไว้ จึ ง ส่ ง ผลให้ ก ารเบิ ก จ่ า ยงบประมาณประจํ า ปี พ.ศ. 2553 ของ สกพ. ตํ่ า กว่ า ที่ ป ระมาณการไว้ และ เมื่อเปรี ยบเทียบประมาณการการเบิกจ่ายงบประมาณกับประมาณการรายได้ ที่คาดว่าจะจัดเก็บจากค่าธรรมเนียมฯ ได้ จริ ง ภายในสิ ้นปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 แล้ ว สกพ.จะมีเงินงบประมาณเหลือจ่ายที่คาดว่าจะนําส่งคลังเป็ นรายได้ แผ่นดิน ประมาณ 27.96 ล้ านบาท 2. แผนการดําเนินงาน ประมาณการรายได้ และงบประมาณรายจ่ายของ สกพ.ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 กกพ.และสกพ. ได้ กําหนดแนวทางของแผนการดําเนินงานในปี งบประมาณ 2554 ที่ม่งุ เน้ นประสิทธิภาพการกํากับกิจการ พลังงาน โดยพิจารณาถึง “ความพึงพอใจของผู้มีสว่ นได้ เสียต่อการกํากับกิจการพลังงาน รวมไปถึงขีดความสามารถในการ พัฒนากิจการพลังงานของประเทศให้ เทียบเคียงได้ ในระดับสากล” ซึ่งจะสอดคล้ องกับทิศทางและระดับความสําเร็ จของ การกํากับกิจการพลังงานที่ กกพ. กําหนดไว้ นอกจากนี ้ แผนการดําเนินงานในปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 จะเน้ นแผนพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถ ของทรั พ ยากรบุค คลของ สกพ. เพื่ อ เพิ่ ม ศัก ยภาพการปฏิ บัติ ห น้ า ที่ ใ นการกํ า กับ กิ จ การพลัง งานของประเทศอย่า งมี ประสิทธิภาพ และพัฒนาองค์กรให้ เป็ นองค์กรที่มีระบบการบริ หารจัดการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ ้น


8 2.1 แนวทางการจัดทําแผนการดําเนินงานฯ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของ สกพ. เป็ นไปตาม แผนยุทธศาสตร์ การกํากับกิจการพลังงาน 5 ปี พ.ศ. 2551 -2555 รวมทังทิ ้ ศทางและระดับความสําเร็ จการกํากับกิจการ พลังงาน 2.2 แผนการดําเนินงานปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็ นการแปลงยุทธศาสตร์ การกํ ากับกิ จการ พลังงานไปสู่การปฏิบัติได้ อย่างมีประสิทธิ ภาพและเป็ นรู ปธรรมและเกิดประโยชน์ ต่อผู้มีส่วนได้ เสียในกิจการพลังงาน ประชาชนผู้บริ โภคและประเทศในภาพรวม โดยผลที่ได้ รับจะครอบคลุม 5 ด้ าน ดังนี ้ 2.2.1 ด้ านมาตรฐานกิจการพลังงาน 2.2.2 ด้ านประสิทธิภาพกิจการพลังงาน 2.2.3 ด้ านการบริ หารจัดการและการแข่งขันในกิจการพลังงาน 2.2.4 ด้ านการ ส่งเสริ มการมีสว่ นร่วมของผู้ใช้ พลังงาน 2.2.5 ด้ านการพัฒนาองค์กรให้ มีคณ ุ ภาพ 2.3 ประมาณการรายได้ ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของ สกพ. จํานวน 655.65 ล้ านบาท โดยใช้ อัตราค่าธรรมเนี ยมใบอนุญาตและค่าธรรมเนี ยมการประกอบกิ จการพลังงานตามระเบียบ กกพ. กํ าหนดอัตรา ค่าธรรมเนียมการอนุญาตและการประกอบกิ จการพลังงาน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็ นอัตราที่ คณะรั ฐมนตรี พิจารณาให้ ความ เห็น ชอบแล้ วเมื่อวัน ที่ 2 ธันวาคม 2551 ทัง้ นี ้ กกพ.ได้ พิจารณาแล้ ว เห็ นว่า อัตราค่า ธรรมเนี ย มดัง กล่าวยังเป็ นอัตราที่ เหมาะสมต่อการดําเนินงานตามแผนการดําเนินงานและไม่สร้ างภาระให้ แก่ผ้ ปู ระกอบกิจการพลังงานและผู้บริ โภคจนเกิน สมควร 2.4 ประมาณการรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของ สกพ. ในวงเงิน 655.19 ล้ านบาท ซึง่ เมื่อเทียบกับประมาณการรายได้ ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ ประมาณ 655.65 ล้ านบาท จะมียอดเงินรายได้ เหลือส่งคลังเป็ น รายได้ แผ่นดินประมาณ 0.46 ล้ านบาท ทังนี ้ ้ ให้ สามารถถัวจ่ายงบประมาณได้ ภายในกรอบวงเงินที่ได้ รับความเห็นชอบ และ ให้ สกพ.ใช้ กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี ตามที่ได้ รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ของปี งบประมาณก่อนไป พลางก่อนในกรณี ที่แผนการดําเนินงานประมาณการรายได้ และงบประมาณรายจ่ายประจํ าปี ของ สกพ.ออกไม่ทันปี งบประมาณใหม่ 7. เรื่ อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็ น เพื่อชําระหนีค้ ่ าจัดซือ้ ที่ดนิ และอาคารของสภาทนายความ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงยุตธิ รรมเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมตั กิ ารจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่าย เพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น เพื่ออุดหนุนให้ แก่สภาทนายความ จํานวน 31,394,500 บาท 2. อนุมตั ใิ ห้ กระทรวงยุตธิ รรม (สํานักงานปลัดกระทรวงยุตธิ รรม) จ่ายเงินก่อหนี ้ผูกพันเกินกว่าหรื อ นอกเหนือไปจากที่กําหนดไว้ ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี หรื อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมก่อนได้ รับเงินประจํางวดเพื่อเป็ นเงินอุดหนุนให้ แก่สภาทนายความในการชําระหนี ้การจัดซื ้อที่ดินและอาคารของ สภาทนายความ บริ เวณถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุ งเทพมหานคร เพื่อพัฒนาเป็ นที่ทําการถาวรของสภาทนายความ แทนการเช่าที่ทําการของสภาทนายความเดิม ที่ถนนราชดําเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 8. เรื่อง การเตรียมการจัดทํางบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 คณะรัฐมนตรี 1. เห็นชอบแนวทางการเตรี ยมการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ตามที่ สํานักงบประมาณเสนอ 2. มอบหมายให้ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะที่เป็ นฝ่ าย เลขานุการคณะกรรมการจัดทําแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับสํานักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ไป ดําเนินการปรับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนํามาเสนอให้ คณะรัฐมนตรี ให้ ความเห็นชอบต่อไป โดยเฉพาะในส่วน ของการประมาณการรายได้ และรายจ่ายให้ ครอบคลุมถึงระยะเวลาสิ ้นสุดการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดปั จจุบนั รวมถึงการประมาณการงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ที่จําเป็ นและการประมาณการรายจ่าย ล่วงหน้ า 3 ปี เพื่อไม่ให้ การบริ หารราชการแผ่นดินต้ องชะงักลงในช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน ตามความเห็นของ สํานักงาน ก.พ.ร. ทังนี ้ ้ ให้ สาํ นักงาน ก.พ.ร.รับความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติไปพิจารณาดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้ องต่อไปด้ วย


9 พ.ศ. 2555 ดังนี ้

สาระสําคัญของเรื่อง สํ า นัก งบประมาณได้ เ สนอแนวทางการเตรี ย มการจัด ทํ า งบประมาณรายจ่ า ยประจํ า ปี งบประมาณ

1. การจั ด ทํ า แผนปฏิ บั ติ ร าชการ 4 ปี และแผนปฏิ บั ติ ร าชการประจํ า ปี สํ า หรั บ การจั ด ทํ า งบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 76 บัญญัติให้ “คณะรัฐมนตรี จดั ทําแผนการบริ หารราชการแผ่นดิน” และพระราชกฤษฎีกาว่าด้ วยหลักเกณฑ์และ วิธีการบริ หารกิจการบ้ านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 13 กําหนดให้ “คณะรัฐมนตรี จดั ทําแผนการบริ หารราชการแผ่นดิน ตามระยะเวลาการบริ หารราชการของคณะรัฐมนตรี ” ซึ่งคณะรัฐมนตรี ชุดปั จจุบนั ได้ จดั ทําแผนการบริ หารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2552-2554 ตามระยะเวลาการบริ หารราชการของคณะรัฐมนตรี ดังนัน้ จึงจําเป็ นต้ องมีแผนการบริ หารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2555 ที่จะให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจใช้ เป็ นกรอบในการจัดทําแผนปฏิบตั ิราชการ 4 ปี และแผนปฏิบตั ิ ราชการประจําปี สําหรับการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ 2555 ตามนัยกฎหมายที่เกี่ยวข้ อง จึงเห็นว่า การที่ ขาดแผนการบริ หารราชการแผ่นดินที่จะเชื่อมโยงกับงบประมาณในปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 เป็ นปั ญหาข้ อ กฎหมายที่อยูใ่ นความรับผิดชอบของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการที่จะกระทบต่อการดําเนินงานของรัฐบาล และการจัดทํางบประมาณในปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ดังนัน้ จึงเห็นเป็ นการสมควรที่ คณะรั ฐมนตรี จะมอบหมายให้ สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพิจารณากํ าหนดแนวทางการแก้ ไขปั ญหาในกรณี นีเ้ ป็ นการ เร่ งด่วน โดยประสานงานกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ และ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 2. การจัดทําคําของงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ.2555 เพื่อรองรับข้ อตกลงระหว่าง กระทรวงการคลังและสํานักงบประมาณ เรื่ องการเข้ าสู่ภาวะงบประมาณสมดุลภายในระยะเวลา 5 ปี โดยให้ กระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นดําเนินการ ดังนี ้ 2.1 ทบทวนการประมาณการค่าใช้ จ่ายในการจัดทําและนําส่งผลผลิตของหน่วยงานให้ สอดคล้ อง กับศักยภาพการปฏิบตั งิ านจริ ง และประหยัด โดยการทบทวนรายจ่ายลงทุนให้ สอดคล้ องกับขีดความสามารถในการใช้ จ่าย จริ ง หรื อ ลดค่ า ใช้ จ่ า ยดํ า เนิ น งานที่ มิ ไ ด้ ส่ ง ผลกระทบโดยตรงต่ อ ปริ ม าณและคุ ณ ภาพของบริ ก ารสาธารณะ เพื่ อ สํานักงบประมาณใช้ เป็ นข้ อมูลประกอบการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 2.2 ให้ ความสําคัญกับการจัดทํางบประมาณอย่างบูรณาการเพื่อลดความซํ ้าซ้ อนของการดําเนิน ภารกิจของรัฐ 2.3 นําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ในการจัดการงบประมาณ เช่น การขอรับจัดสรรงบประมาณ เพื่อ ดํา เนิ น โครงการ/รายการ ในมิ ติ พื น้ ที่ ให้ แสดงสถานที่ ดํา เนิ น งานอย่า งชัดเจน ตรวจสอบได้ โดยให้ ร ะบุพิกัด (Global Positioning System) ของพื ้นที่ดําเนินงาน เป็ นต้ น 3. การกําหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยกํ าหนดแผนและ ขันตอนการปฏิ ้ บตั ิงานในการจัดทําร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ตามกรอบ ระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กําหนดไว้ สรุ ปขันตอนที ้ ่สําคัญของปฏิทินงบประมาณได้ ดังนี ้ 3.1 วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2553 คณะรั ฐมนตรี พิจารณาให้ ความเห็นชอบแนวทางการ เตรี ยมการจัดทํางบประมาณ รวมทังปฏิ ้ ทินงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 3.2 วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2553 สํานักงบประมาณเสนอยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ต่อคณะรั ฐมนตรีพจิ ารณาให้ ความเห็นชอบ 3.3 วั น อั ง คารที่ 25 มกราคม 2554 สํ า นัก งบประมาณเสนอนโยบายงบประมาณ วงเงิ น โครงสร้ างงบประมาณรายจ่าย และวงเงิ นรายจ่ายประจํ าขัน้ ตํ่าที่ จําเป็ นและรายจ่ายตามข้ อผูกพันต่ อคณะรั ฐมนตรี พิจารณา ให้ ความเห็นชอบ 3.4 วั น อั ง คารที่ 1 กุ ม ภาพั น ธ์ 2554 ส่ ว นราชการ รั ฐ วิ ส าหกิ จ และหน่ ว ยงานอื่ น จัด ทํ า รายละเอียด วงเงิน และคําของบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ที่สอดคล้ องกับยุทธศาสตร์ การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 และบูรณาการงบประมาณในมิติพื ้นที่ให้ สอดคล้ องกับแผนพัฒนา จังหวัดและกลุ่มจังหวัด รวมทัง้ จัดทํ าประมาณการรายได้ ประจํ าปี ซึ่งได้ รับนโยบายและความเห็นชอบจากรองนายก รัฐมนตรี ที่รับผิดชอบหรื อรัฐมนตรี เจ้ าสังกัดแล้ วส่งสํานักงบประมาณ


10 3.5 วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 สํานักงบประมาณพิจารณาและจัดทําข้ อเสนอรายละเอียด งบประมาณเพื่อนําเสนอคณะรั ฐมนตรี พิจารณาให้ ความเห็นชอบพร้ อมหลักเกณฑ์ การปรับปรุ งงบประมาณรายจ่าย ประจําปี พ.ศ. 2555 3.6 วั น พุ ธ ที่ 30 มี นาคม – วั นอัง คารที่ 5 เมษายน 2554 ส่ว นราชการ รั ฐวิ สาหกิ จ และ หน่วยงานอื่นปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบหรื อรัฐมนตรี เจ้ าสังกัด ส่งสํานักงบประมาณอย่างช้ าภายในวันอังคารที่ 5 เมษายน 2554 3.7 วั น อั ง คารที่ 26 เมษายน 2554 สํ า นั ก งบประมาณพิ จ ารณาปรั บ ปรุ ง รายละเอี ย ด งบประมาณเพื่อนําเสนอคณะรั ฐมนตรี พจิ ารณาให้ ความเห็นชอบ 3.8 วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2554 สํานักงบประมาณเสนอร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจํ าปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 และเอกสารงบประมาณต่อคณะรั ฐมนตรี พิจารณาให้ ความเห็นชอบและ นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 3.9 วันพุธที่ 25 – วันพฤหัสบดีท่ ี 26 พฤษภาคม 2554 และวันพุธที่ 17 วันพฤหัสบดีท่ ี 18 สิงหาคม 2554 (โดยประมาณ) สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 วาระที่ 1 และวาระที่ 2-3 ตามลําดับ 3.10 วั น จั น ทร์ ที่ 5 กั น ยายน 2554 (โดยประมาณ) วุ ฒิ ส ภาพิ จ ารณาให้ ความเห็ น ชอบ ร่างพระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 3.11 วั น ศุ ก ร์ ที่ 9 กั น ยายน 2554 (โดยประมาณ) สํ า นัก เลขาธิ ก ารคณะรั ฐ มนตรี จ ะนํ า ร่ างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2555 ขึ ้นทูลเกล้ าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้ เป็ น กฎหมายต่อไป 9. เรื่ อง แนวทางการดํ า เนิ น การในการเสนอเรื่ องที่ เกี่ ยวกั บ การก่ อหนี ้ผู ก พั น ข้ ามปี งบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่ อหนี ผ้ ูกพันเกินกว่ าวงเงินที่คณะรั ฐมนตรี อนุ มัติของหน่ วยงาน ต่ าง ๆ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่สํานักงบประมาณเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมตั ิให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเปลี่ยนแปลงรายการ เพิ่มวงเงิน หรื อขยายระยะเวลาเพื่อก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิไว้ แล้ ว ทัง้ 14 รายการ ตามที่ กระทรวงต่า ง ๆ เสนอ โดยมี ว งเงิ น ก่ อ หนี ผ้ ูก พัน ข้ า มปี แต่ล ะรายการ ตามผลการพิ จ ารณาความเหมาะสมของ สํานักงบประมาณ และอนุมตั กิ ารขยายเวลาการควบคุมงานก่อสร้ าง 2. มอบหมายให้ สว่ นราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการลงนามในสัญญาและกํากับการดําเนินงานให้ เป็ นไป ตามกรอบวงเงินงบประมาณและระยะเวลาตามข้ อ 1 ข้ อเท็จจริง ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 ให้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่จะเสนอเรื่ องการก่อหนี ้ผูกพัน ข้ ามปี งบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ ส่งเรื่ องดังกล่า วให้ สํานักงบประมาณพิจ ารณาและรวบรวมนํ าเสนอคณะรั ฐมนตรี และสํา นักงบประมาณได้ ดําเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรี ดงั กล่าว และคณะรั ฐมนตรี ได้ มีมติเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 อนุมัติตามที่สํานัก งบประมาณเสนอ ดังนี ้ 1. อนุมตั ิในหลักการให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจกันเงินไว้ เบิกจ่ายเหลื่อมปี รายการก่อหนี ้ผูกพันข้ าม ปี งบประมาณที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ไิ ว้ แล้ ว ทัง้ 17 รายการตามที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอมา 2. ให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิ จเจ้ าของโครงการพิจารณารายละเอียดการเปลี่ยนแปลงหรื อการเพิ่ม วงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณของรายการตามนัยข้ อ 1 และนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครัง้ หนึง่ เพื่ อ ให้ เป็ นไปตามนั ย ของมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ดัง กล่ า ว สํ า นั ก งบประมาณได้ ร วบรวมรายการตามที่ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ พิจารณารายละเอียดการเปลี่ยนแปลงหรื อการเพิ่มวงเงินก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกิน กว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จํานวน 14 รายการ (จากเดิมจํานวน 17 รายการ โดยมี 1 รายการ ส่วนราชการได้ ดําเนินการนําเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาโดยตรง และอีก 2 รายการ อยู่ระหว่างการพิจารณา รายละเอียดของสํานักงบประมาณ) ดังนี ้


11 1. ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอขอก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเปลี่ยนแปลงรายการ เพิ่มวงเงิน หรื อขยายระยะเวลาเพื่อก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิ จํานวน 14 รายการ จาก 6 กระทรวง 6 หน่วยงาน วงเงินผูกพันรวม 13,810.51 ล้ านบาท ลดลงจากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิไว้ 14,143.25 ล้ านบาท (รวมวงเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด) จํานวน 332.74 ล้ านบาท 2. สํานักงบประมาณพิจารณาแล้ ว มีความเห็นดังนี ้ 2.1 เห็นควรให้ ความเห็นชอบ จํานวน 14 รายการ วงเงินรวม 13,789.41 ล้ านบาท ลดลงจาก วงเงินที่ขอ 21.10 ล้ านบาท รวมเป็ นลดลงจากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ไิ ว้ จํานวน 353.84 ล้ านบาท 2.2 นอกเหนื อ ไปจาก 17 รายการที่ ค ณะรั ฐ มนตรี ไ ด้ มี ม ติ อ นุมัติ ห ลัก การแล้ ว เมื่ อ วัน ที่ 28 กันยายน 2553 ยังมีอีก 1 รายการ คือรายการค่าควบคุมงานก่อสร้ างอาคารที่ทําการศาลจังหวัดวิเชียรบุรี ขนาด 8 บัลลังก์ 1 หลัง พร้ อมบ้ านพักและสิ่งก่อสร้ างประกอบ ของสํานักงานศาลยุติธรรม วงเงิน 1.95 ล้ านบาท ระยะเวลา 3 ปี (2552 2554) ซึ่งต้ องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็ นรายการที่มีการขอขยายระยะเวลาดําเนินการโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง รายการหรื อเพิ่มวงเงินจากที่เดิมที่คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิ ซึ่งตามระเบียบการก่อหนี ้ผูกพันข้ ามปี งบประมาณ ข้ อ 7 (2) เป็ น อํานาจรัฐมนตรี อนุมตั ิ แต่เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวเป็ นหน่วยงานที่ไม่ได้ อยู่ภายใต้ กํากับดูแลของรัฐบาล จึงไม่มีรัฐมนตรี ที่ จ ะมี อํ า นาจพิ จ ารณาอนุมัติ ก ารขยายระยะเวลาผูก พัน ข้ า มปี งบประมาณตามนัย ระเบี ย บการก่ อ หนี ผ้ ูก พัน ข้ า มปี งบประมาณ ดังนัน้ จึงต้ องนําเสนอขออนุมตั ติ อ่ คณะรัฐมนตรี ซงึ่ เป็ นผู้มีอํานาจตามพระราชบัญญัตวิ ิธีการงบประมาณฯ เป็ น ผู้พิจารณาอนุมตั ิ และสํานักงบประมาณพิจารณาแล้ ว เห็นควรให้ ความเห็นชอบรายการดังกล่าวของสํานักงานศาลยุติธรรม จํ านวน 1 รายการ ให้ ขยายระยะเวลาดําเนินการเป็ น ระยะเวลา 4 ปี (2552-2555) จากเดิมที่ คณะรั ฐมนตรี อนุมัติไว้ ระยะเวลา 3 ปี (2552-2554) วงเงิน 1.95 ล้ านบาท 10. เรื่ อง ความก้ าวหน้ าการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) คณะรัฐมนตรี รับทราบความก้ าวหน้ าการจัดทําร่ างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ตามที่สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี ้ สาระสําคัญของเรื่ อง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความก้ าวหน้ าการจัดทํา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) สรุปสาระสําคัญ ดังนี ้ 1. การเตรี ยมการจัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) การจัดทํ าแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ยึดหลักการมี ส่วนร่ วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนและ การศึกษาวิจยั เชิงลึกเฉพาะด้ านในมิติต่าง ๆ โดยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นยุทธศาสตร์ และแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ การ จัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 สามารถกําหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศที่ชดั เจน สอดคล้ องกับวิสยั ทัศน์ ที่กําหนดและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 2. ความก้ าวหน้ าการเตรี ยมการจัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 2.1 การจัด ทํ า วิ สัย ทัศ น์ ก ารพัฒ นาประเทศไทยในระยะยาว 20 ปี ได้ ดํ า เนิ น การวิ เ คราะห์ การเปลี่ยนแปลงทังภายในและภายนอกประเทศ ้ และกําหนดเป็ นวิสยั ทัศน์การพัฒนาประเทศระยะ 20 ปี รวมทังการจั ้ ด ประชุมระดมความคิดเห็นหลายเวทีตงแต่ ั ้ สว่ นกลางจนถึงระดับพื ้นที่ 2.2 การจัดทํ า ร่ า งแนวคิดทิ ศทางการพัฒนาประเทศในช่ ว งของแผนพัฒ นาฯ ฉบับที่ 11 เป็ น การประเมิ น ผลการพั ฒ นาได้ วิ เ คราะห์ ส ภาวะแวดล้ อมที่ มี ผ ลกระทบต่ อ การพั ฒ นาในมิ ติ เ ศรษฐกิ จ สั ง คม ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม 2.3 การพัฒนากรอบแนวคิดและร่างทิศทางการพัฒนาในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดยการจัด ประชุมระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการประชุมระดมความคิดเห็นในการประชุมประจําปี 2553 ของ สศช. เรื่ อง “ทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11” เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ณ ศูนย์แสดงสินค้ าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี 2.4 การติดตามประเมินผลแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สศช. ได้ ดําเนินการติดตามประเมินผลการ พัฒนาในระยะ 3 ปี แรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2552) ควบคูไ่ ปกับการจัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดย สรุปผลการประเมินได้ ดังนี ้ 2.4.1 การขับเคลื่ อนแผนพัฒ นาฯ ฉบับ ที่ 10 ไปสู่ก ารปฏิบัติ ได้ น้ อมนํ า ปรั ชญาของ เศรษฐกิ จพอเพีย งไปประยุกต์ ใช้ ในภาคีการพัฒ นาต่าง ๆ เป็ นไปอย่างกว้ างขวางและการบริ หารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สูก่ ารปฏิบตั ใิ นภาคีการพัฒนาต่าง ๆ


12 2.4.2 ผลการพัฒนาประเทศในระยะ 3 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 พบว่า การศึกษา ด้ อยคุณภาพ ประชาชนมีพฤติกรรมการดํารงชีวิตที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่ วยเป็ นปั ญหาสําคัญของพัฒนาศักยภาพคนไทย แต่มี ภูมิค้ มุ กันในการดํารงชีวิตมากขึ ้น เนื่องจากการขยายความคุ้มครองทางสังคมและการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ 2.4.3 ความอยู่เย็นเป็ นสุขร่ วมกันของคนไทยในช่วง 3 ปี แรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ใกล้ เคียงเมื่อสิ ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เป็ นร้ อยละ 64 – 66 อยูใ่ นระดับที่ต้องปรับปรุง 2.4.4 ข้ อเสนอแนวทางการพัฒ นาที่ ควรให้ ค วามสํ า คัญในช่ ว งหลัง ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ได้ แก่ (1) พัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยให้ เป็ นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรี ยนรู้ (2) สร้ างความเข้ มแข็งของชุมชนและสังคมให้ เป็ นรากฐานการพัฒนาที่มนั่ คงของ ประเทศ (3) ปรับโครงสร้ างเศรษฐกิจให้ สมดุล ยัง่ ยืนและมีภมู ิค้ มุ กันมากขึ ้น (4) พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้ อมและความหลากหลายทางชี วภาพ เพื่อเป็ นฐานในการพัฒนาประเทศ (5) เสริ มสร้ างธรรมาภิบาลในทุกระดับเพื่อการบริหารจัดการที่ดีของประเทศ 3. สาระสําคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ประกอบด้ วย 3.1 ปฐมบท : ภูมิค้ ุมกันกับการพัฒนาประเทศ ผลการพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 – 7 สรุ ปว่า เศรษฐกิจก้ าวหน้ า สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้ อมมีปัญหา ส่งผลให้ การพัฒนาไม่ยงั่ ยืน ซึง่ นําไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการวางแผนในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 โดยยึดตามแนวพระราชดํารัส “เศรษฐกิจ พอเพียง” และต่อเนื่องมาในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 และ 10 โดยการประยุกต์ใช้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใน ช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สรุปในภาพรวม สังคมไทยมีภมู ิค้ มุ กันเพิ่มขึ ้นแต่ยงั ไม่เพียงพอต่อการวางรากฐานการพัฒนาให้ เข้ มแข็งพึง่ ตนเองได้ จําเป็ นต้ องสร้ างให้ เข้ มแข็งใน 4 ด้ าน ได้ แก่ ด้ านวัตถุ ด้ านสังคม ด้ านสิง่ แวดล้ อม และด้ านวัฒนธรรม 3.2 การประเมินสถานการณ์ : ความเสี่ยงและการสร้ างภูมิค้ ุมกันของประเทศ 3.2.1 สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ 3.2.2 การประเมินความเสี่ยง 3.2.3 การสร้ างภูมิค้ มุ กันของประเทศ 3.2.4 ประเด็นการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป 3.3 ทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 3.3.1 หลัก การ มุ่ง พัฒ นาภายใต้ ห ลัก ปรั ช ญาของเศรษฐกิ จ พอเพี ย งและขับ เคลื่ อ น ให้ บงั เกิดผลในทางปฏิบตั ิที่ชดั เจนยิ่งขึ ้นในทุกระดับ โดยยึดคนเป็ นศูนย์กลางของการพัฒนา ให้ ความสําคัญกับการสร้ าง กระบวนการมี ส่ว นร่ ว มของทุก ภาคส่ว นในสัง คมการพัฒ นาประเทศสู่ค วามสมดุล ในทุก มิ ติอ ย่า งบูร ณาการและเป็ น องค์รวม โดยยึดวิสยั ทัศน์ ปี พ.ศ. 2570 เป็ นเป้าหมาย 3.3.2 วิสยั ทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้ วยความเสมอภาค เป็ นธรรม และ มีภมู ิค้ มุ กันต่อการเปลี่ยนแปลง” 3.3.3 พันธกิจ (1) สร้ างความเป็ นธรรมในการกระจายรายได้ ควบคูก่ บั การสร้ างสังคมคุณธรรม (2) พัฒนาฐานการผลิตและบริ การให้ เข้ มแข็งและมีเสถียรภาพบนฐานความรู้ และความสร้ างสรรค์ของคนไทย (3) สร้ างภู มิ ค้ ุ มกั น ให้ เข้ มแข็ ง สามารถป้ องกั น และรองรั บ ผลกระทบและ ความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ ้นในอนาคต 3.3.4 วัตถุประสงค์ (1) พัฒนาให้ คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติดํารงชีวิตได้ อย่างปกติสุข และ สังคมมีธรรมาภิบาล (2) พัฒนาคน ชุมชน และสังคมให้ มีความพร้ อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงและ อยูก่ บั การเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเป็ นสุข (3) ปรั บโครงสร้ างเศรษฐกิ จให้ เติบโตอย่างมีคุณภาพ สัง คมและการเมืองมี ความมัน่ คง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมมีความอุดมสมบูรณ์ ประเทศมีการพัฒนาอย่างยัง่ ยืน


13 3.3.5 เป้าหมายหลัก มีดงั นี ้ (1) สังคมไทยมีความสงบสุข อย่างมีธรรมาภิบาลเพิ่มขึ ้น (2) ประชากรไทยทุ ก คนมี ห ลัก ประกัน ทางสัง คมที่ มี คุณ ภาพที่ ทั่ว ถึ ง (3) เพิ่ ม ผลิ ต ภาพการผลิ ต รวมและในแต่ ล ะ ภาคการผลิต (4) โครงสร้ างเศรษฐกิจมีความสมดุล เข้ มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ (5) ประเทศไทยมีความสามารถในการ แข่งขันสูงขึ ้น (6) ทรัพยากรธรรมชาติอดุ มสมบูรณ์และคุณภาพสิง่ แวดล้ อมดีขึ ้น 3.4 ยุทธศาสตร์ การพัฒนา ประกอบด้ วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้ แก่ 3.4.1 ยุทธศาสตร์ การสร้ าง ความเป็ นธรรมในสังคม 3.4.2 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาคนสู่สงั คมแห่งการเรี ยนรู้ ตลอดชีวิตอย่างยัง่ ยืน 3.4.3 ยุทธศาสตร์ การสร้ างความสมดุลและมัน่ คงของอาหารและพลังงาน 3.4.4 ยุทธศาสตร์ การสร้ างเศรษฐกิจฐานความรู้ และการสร้ าง ปั จจัยแวดล้ อม 3.4.5 ยุทธศาสตร์ การสร้ างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและความมัน่ คงในภูมิภาค 3.4.6 ยุทธศาสตร์ การ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมอย่างยัง่ ยืน 3.5 การบริหารจัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 สู่การปฏิบัติ 3.5.1 หลัก การ : การบริ ห ารจัด การแผนพัฒ นาฯ ฉบับ ที่ 11 จะต้ อ งดํ า เนิ น การบน หลักการสําคัญ 2 ประการ ได้ แก่ 1) การกําหนดบทบาทของภาคีการพัฒนาแต่ละภาคส่วนให้ ชดั เจน และ 2) บทบาทของ แต่ละภาคีต้องสอดคล้ องและเชื่อมโยงกันในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การพัฒนาภายใต้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 สู่การ ปฏิบตั ิ 3.5.2 แนวทางการขับเคลื่อนแผนฯ สูก่ ารปฏิบตั ิ : มุ่งสร้ างความเข้ าใจในวัตถุประสงค์ของ แผนฯ ให้ เกิ ดการยอมรั บและผสมผสานและสอดแทรกไว้ ในแผนปฏิ บัติก ารต่า งๆ พัฒ นาวิ ธี ก ารและเครื่ องมื อที่ ใช้ ใน การแปลงแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสม และจัดทําระบบการติดตามประเมินผลและสร้ างตัวชี ว้ ัดเพื่อการพัฒนาที่ สามารถนําไปใช้ กํากับการดําเนินงานตามยุทธศาสตร์ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 3.5.3 กระบวนการขับเคลื่อน : เป็ นการแปลงแผนอย่างเป็ นขันเป็ ้ นตอน ตังแต่ ้ การ ถ่ายทอดทิศทาง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 รวมทังการจั ้ ดทําตัวชี ้วัดความสําเร็ จ ลงสูแ่ ผนระดับต่าง ๆ 3.5.4 บทบาทภาคีการพัฒนา : มุ่งพัฒนาบทบาทของทุกภาคส่วนให้ สามารถขับเคลื่อน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสริ มสร้ างความเข้ มแข็งให้ ภาคีตา่ งๆ สามารถผลักดันและดําเนินการ ตามแนวทางการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ได้ อย่างเหมาะสม และสร้ างสภาพแวดล้ อมให้ เอื ้อต่อการดําเนินงาน ภายใต้ บทบาทภาคีการพัฒนาต่างๆ เกิดการบูรณาการการพัฒนาในทุกระดับ 11. เรื่ อง ความคืบหน้ าการดําเนินการโครงการช่ วยเหลือด้ านการเงินแก่ ผ้ ูประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ ไทย ครัง้ ที่ 2 คณะรั ฐมนตรี รับทราบความคืบหน้ าการดําเนินการโครงการช่วยเหลือด้ านการเงินแก่ ผ้ ูประกอบธุรกิ จ โลจิสติกส์ไทย ครัง้ ที่ 2 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี ้ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงพาณิ ชย์ (พณ.) โดยคณะกรรมการบริ หารโครงการช่วยเหลือด้ านการเงินแก่ ผ้ ูประกอบธุรกิ จ โลจิสติกส์ไทย สรุปความคืบหน้ าในการดําเนินการโครงการฯ ระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2553 ดังนี ้ 1. การประชาสัมพันธ์โครงการ พณ. ได้ จัด ทํ า แผ่ น พับ จํ า นวน 10,000 ฉบับ เพื่ อ เผยแพร่ ใ ห้ แ ก่ ผ้ ูป ระกอบธุ ร กิ จ โลจิ ส ติ ก ส์ ทัว่ ประเทศได้ รับทราบมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐตามโครงการฯ ดังกล่าว 2. การอนุมตั สิ นิ เชื่อ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ได้ อนุมตั ิสินเชื่อระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2553 วงเงินสินเชื่อทังสิ ้ ้น 1,183.98 ล้ านบาท คิดเป็ นร้ อยละ 39.47 ของวงเงินสินเชื่อ ทังหมดในโครงการฯ ้ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2553 สรุ ปได้ ดังนี ้ 1) ผู้ยื่นขอกู้ จํานวน 382 ราย วงเงิน 1,196.06 ล้ านบาท 2) ได้ รับอนุมตั ิสินเชื่อ จํานวน 371 ราย วงเงิน 1,069.48 ล้ านบาท 3) การเบิกจ่ายเงินกู้ จํานวน 274 ราย วงเงิน 856.33 ล้ านบาท 12. เรื่ อง ขออนุมัตใิ ช้ เงินงบกลาง รายการเงินสํารองจ่ ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็ น คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิเงินงบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 รายการเงิน สํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น จํานวน 21,329,000 บาท เพื่อเป็ นค่าใช้ จ่ายในการปรับปรุงพื ้นที่บริเวณชัน้ 9 อาคาร ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 สําหรับใช้ เป็ นห้ องทรงงานพระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ า


14 พัชรกิตยิ าภา ตามที่สํานักงานอัยการสูงสุดเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง สํานักงานอัยการสูงสุด (อส.) รายงานว่า 1. อส. จะเปิ ดที่ ทําการแห่งใหม่ ณ อาคารศูนย์ ราชการเฉลิมพระเกี ยรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อย่างเป็ นทางการในเดือนธันวาคม 2553 ซึง่ อาคารดังกล่าวยังมิได้ มีการจัดเตรี ยมพื ้นที่ไว้ รองรับสําหรับใช้ เป็ นห้ องทรงงาน พระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิติยาภา อส. จึงมีความจําเป็ นที่จะต้ องปรับปรุ งพื ้นที่บริ เวณชัน้ 9 สําหรับใช้ เป็ นห้ อง ทรงงานพระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิตยิ าภา 2. กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ ทําการออกแบบและประมาณราคาค่าตกแต่งและปรับปรุ งห้ องทรงงาน รวมเป็ นเงินทังสิ ้ ้น 21,329,000 บาท แต่เนื่องจากรายการดังกล่าว อส. มิได้ บรรจุไว้ ในคําขอตังงบประมาณรายจ่ ้ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 อีกทังรายการค่ ้ าปรับปรุงอาคารที่ทําการและบ้ านพักและสิ่งก่อสร้ างประกอบที่ได้ รับการจัดสรรเงิน งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง จํานวน 59,230,200 บาท ไม่เพียงพอที่จะนํามาเจียดจ่าย เป็ นค่าปรับปรุงห้ องทรงงานพระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิติยาภาได้ เนื่องจาก อส. มีรายการปรับปรุ งอาคารที่ทําการ และบ้ านพักหลายรายการที่จําเป็ นต้ องปรับปรุง 3. อส. พิจารณาแล้ วเห็ นว่า กรณี ดงั กล่าวเป็ นกรณี จําเป็ นและเร่ งด่วน จึงจํ าเป็ นต้ องขออนุมัติใช้ เงิน งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น จํานวน 21,329,000 บาท สังคม 13. เรื่ อง การแก้ ไ ขปั ญหาการละเมิ ด สิ ท ธิ ใ นที่ดิ น ของราษฎรบ้ า นหนองปลิ ง ตํา บลดอนเมย อํา เภอเมื อ ง อํานาจเจริญ จังหวัดอํานาจเจริญ (รายนายเด่ นภัทร ทองคํา) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิให้ จ่ายค่าทดแทนที่ดิน ค่าชดเชยต้ นไม้ และค่าเสียโอกาสในการทําประโยชน์ในที่ดิน จํานวนเงิน 676,799 บาท เพื่อเป็ นการช่วยเหลือเยียวยาแก่นายเด่นภัทร ทองคํา ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ สําหรับ ค่าใช้ จ่ายดังกล่าวเห็นสมควรให้ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เจียดจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่ได้ รับจัดสรรแล้ วไปดําเนินการ ซึง่ เป็ นไปตามความเห็นของสํานักงบประมาณ 14. เรื่ อง ขออนุมัตงิ บประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจําเป็ น เพื่อช่ วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัตกิ รณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) คณะรัฐมนตรี 1. อนุมตั ใิ นหลักการให้ ใช้ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสํารอง จ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบตั กิ รณีฉกุ เฉิน (อุทกภัย) ครัวเรื อนละ 5,000 บาท ตามที่ กระทรวงมหาดไทยเสนอ เฉพาะราษฎรผู้ประสบอุทกภัยจากกรณีเกิดนํ ้าท่วมฉับพลัน ทําให้ ไม่สามารถขนย้ ายทรัพย์สนิ ไป สูใ่ นที่ปลอดภัยได้ หรื อผู้ที่มีที่พกั อาศัยอยูใ่ นพื ้นที่นํ ้าท่วมขังติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน 2. มอบหมายให้ กระทรวงการคลังเสนอวิธีการจ่ายเงินแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยให้ คณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจพิจารณาในวันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2553 15. เรื่ อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสํารอง จ่ ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็ น เพื่อจัดซือ้ เครื่ องมืออุปกรณ์ ในการช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย คณะรัฐมนตรี 1. อนุมตั ใิ นหลักการให้ จดั ซื ้อเครื่ องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เรื อท้ องแบนพร้ อม เครื่ องยนต์ เรื อขนาดเล็กพร้ อมพาย บ้ านพักอาศัยชัว่ คราวแบบเต็นท์ยกพื ้น ห้ องสุขาเคลือ่ นที่ เครื่ องสูบนํ ้า และกระสอบทราย 2. มอบหมายให้ คณะกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยและสํานักงบประมาณรับไปพิจารณา 2 ประเด็น ดังนี ้ 2.1 ลําดับความสําคัญในการดําเนินการจัดซื ้อเครื่ องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 2.2 สัดส่วนในการใช้ งบประมาณเพื่อจัดซื ้อเครื่ องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ว่า สมควรใช้ เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรื อใช้ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรื อจําเป็ น แล้ วดําเนินการต่อไปได้


15 16. เรื่ อง การให้ ความช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน คณะรั ฐมนตรี รับทราบการให้ ความช่ วยเหลือผู้ประสบอุท กภัย ของกระทรวงแรงงาน ตามที่ กระทรวง แรงงานเสนอ ดังนี ้ กระทรวงแรงงานได้ จัดตัง้ ศูน ย์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติกระทรวงแรงงาน ทัง้ ในส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาค เพื่อทํ าหน้ าที่ให้ ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้ อนด้ านอาชี พจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจาก สถานการณ์การเกิดอุทกภัยในหลายพื ้นที่ของประเทศไทย ทําให้ ประชาชนเป็ นจํานวนมากได้ รับความสูญเสียทังร่้ างกายและ ทรั พย์ สิน กระทรวงแรงงานได้ ตระหนักถึงความสําคัญของปั ญหาดังกล่าว จึงได้ ติดตามสถานการณ์ การเกิดอุทกภัยและ ให้ ความช่วยเหลือดังนี ้ 1. แจ้ งให้ ทกุ จังหวัดมอบหมายแรงงานจังหวัดประสานให้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานร่วมมือกันใน การให้ บริ การประชาชนตามภารกิจและติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัย และให้ ความร่ วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ในจังหวัด เพื่อให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 2. สํารวจความต้ องการความช่วยเหลือของประชาชนในพืน้ ที่ที่ประสบภัยธรรมชาติหลังนํา้ ลดเพื่อให้ การช่วยเหลือตามโครงการจ้ างงานเร่ งด่วนและพัฒนาทักษะฝี มือเพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนด้ านอาชีพในปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 3. กรมการจัดหางานจัดทําโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2553 ภายหลัง นํ ้าลดใน 2 โครงการ ได้ แก่ 1) โครงการช่วยเหลือถึงบ้ านบริ การอาชีพ เป้าหมาย 75,000 คน 2) โครงการฟื น้ ฟูสร้ างอาชีพใหม่ให้ คนว่างงาน ตกงาน จากอุทกภัย 2553 เป้าหมาย 15,000 คน ในการฟื น้ ฟูอาชีพประสบภัยที่ต้องการอาชีพเดิม และสร้ างอาชีพ ใหม่ให้ ผ้ ปู ระสบภัยที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ 4. กรมพัฒนาฝี มือแรงงานจัดตังคณะทํ ้ างานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จัดชุดปฏิบตั กิ ารเคลื่อนที่ไปยังพื ้นที่ ประสบภัยเพื่อให้ ความช่วยเหลือในเบื ้องต้ น ได้ แก่ การอพยพย้ ายสิ่งของ เดินสายไฟฟ้า แจกจ่ายถุงยังชีพ ซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่ องใช้ ไฟฟ้า เครื่ องมือเครื่ องใช้ ตา่ ง ๆ และยานพาหนะ รวมทังเตรี ้ ยมสํารวจข้ อมูล เพื่อจัดฝึ กอาชีพ พัฒนาฝี มือและ ศักยภาพในการทํางานตามความต้ องการของผู้ประสบอุทกภัย และจัดทําโครงการเพื่อให้ การช่วยเหลือภายหลังนํ ้าลด จํานวน 2 โครงการ คือ 1) โครงการซ่อมแซมอุปกรณ์ยานพาหนะ เครื่ องใช้ ของผู้ประสบอุทกภัย 2) โครงการพัฒนาฝี มือและ พัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 5. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดําเนินการออกประกาศขอความร่ วมมือสถานประกอบกิ จ การ ช่ ว ยเหลื อ ลูก จ้ า งผู้ ไ ด้ รั บ ผลกระทบจากอุท กภัย และสั่ง การให้ จ ัง หวัด สํา รวจความเดื อ ดร้ อนของสถานประกอบ กิจการและลูกจ้ างผู้ประสบอุทกภัย เพื่อทราบความเดือดร้ อนและความต้ องการความช่วยเหลือ ตลอดจนขอรับบริ จาคเงิน และสิ่งของจากสถานประกอบกิจการที่ไม่ได้ รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อนําไปช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้ อน 6. สํานักงานประกันสังคมได้ ออกประกาศ เรื่ อง ขยายหรื อเลื่อนกําหนดเวลาการนําส่งเงินสมทบของสถาน ประกอบกิจการที่ประสบอุทกภัย และการนําส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยให้ สถานประกอบกิจการยื่นแสดงความ จํานงขอเลื่อนกําหนดเวลาต่อสํานักงานประกันสังคม และจัดทําโครงการ “ประกันสังคมเคียงข้ างผู้ประกันตนต้ าน อุทกภัย ” เพื่อให้ ผ้ ปู ระกันตนที่มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยกู้เงินเพื่อนําไปซ่อมแซมปรับปรุ งที่อยู่อาศัยของ ครอบครัว รายละไม่เกิน “ห้ าหมื่นบาท” โดยมีอตั ราดอกเบี ้ยใน 2 ปี แรกคงที่ ร้ อยละ 2.5 ต่อปี หลังจากนันเป็ ้ นดอกเบี ้ย ลอยตัวตามเงื่อนไขของธนาคารที่มีการลงนามทํา MOU ขณะนี ้อยูร่ ะหว่างการประสานการดําเนินงานกับธนาคาร 7. ในส่วนกลาง กระทรวงแรงงานได้ จดั ตังศู ้ นย์รับบริ จาค “แรงงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ณ บริ เวณด้ านหน้ าศูนย์ บริ การประชาชนกระทรวงแรงงาน ชัน้ 1 อาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อขอรับบริ จาคสิ่งของ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และรับบริ จาคเงินผ่านบัญชี “แรงงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย” ธนาคารกรุ งไทย สาขากระทรวง แรงงาน เลขที่บญ ั ชี 383 0 11134 7 หมายเลขโทรศัพท์ สายด่วน 1506 8. ในส่วนภูมิภาค กระทรวงแรงงาน โดยสํานักงานแรงงานจังหวัด ได้ จดั ตังศู ้ นย์รับบริ จาคสิ่งของช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย และรับบริ จาคเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงแรงงาน เลขที่บญ ั ชี 383 0 11134 7 17. เรื่อง มาตรการให้ ความช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบมาตรการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2553 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง ตามที่ กระทรวงมหาดไทยได้ เสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 เพื่อรับทราบ สถานการณ์ อุทกภัยและการให้ ความช่วยเหลือของกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2553 – 18 ตุลาคม 2553 ในการนี ้


16 กระทรวงการคลังได้ พิจารณาแล้ วเห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ ้นในครัง้ นี ้มีผ้ ทู ี่ได้ รับผลกระทบและเกิดความเสียหาย ทังประชาชน ้ ทัว่ ไป ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ดังนัน้ กระทรวงการคลังจึงได้ กําหนดมาตรการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2553 ในส่วนที่เกี่ยวข้ อง โดยสรุปมีดงั นี ้ 1. ความคล่ องตัวด้ านการเงินเพื่อให้ ส่วนราชการให้ ความช่ วยเหลือ (กรมบัญชีกลาง) เพื่อให้ ส่วนราชการมีความคล่องตัวด้ านการเงินในการให้ ความช่วยเหลือความเดือดร้ อนเฉพาะหน้ า มีดงั นี ้ 1.1 จังหวัดแต่ละจังหวัดมีเงินทดรองราชการที่สามารถเบิกใช้ ได้ ทนั ที ในวงเงิน 50 ล้ านบาท หากไม่ เพี ย งพออธิ บ ดี ก รมบัญ ชี ก ลางสามารถอนุ มัติ ว งเงิ น ให้ ได้ อี ก 200 ล้ านบาท (รวมเป็ น 250 ล้ านบาท) และปลัด กระทรวงการคลังมีอํานาจอนุมัติวงเงินเพิ่มขึน้ ถึง 500 ล้ านบาท หากเกินกว่านี ้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง เป็ น ผู้อนุมตั ิ 1.2 การจัดซื ้อพัสดุตา่ ง ๆ โดยใช้ เงินทดรองราชการ ได้ รับยกเว้ นให้ ไม่ต้องปฏิบตั ิตามระเบียบว่าด้ วย การพัสดุ โดยเป็ นอํานาจของผู้วา่ ราชการจังหวัดที่จะมอบหมายให้ เจ้ าหน้ าที่หนึ่งคนหรื อหลายคนทําการจัดซื ้อ และตรวจรับ ไปก่อน แล้ วจึงรายงานผู้วา่ ราชการจังหวัดภายหลัง 1.3 การขอขยายวงเงินทดรองราชการเป็ นเรื่ องที่จงั หวัดจะแจ้ งผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึง่ ในการ ปฏิบตั งิ านร่วมกันที่ผา่ นมาของกรมบัญชีกลางกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย และจังหวัดได้ มีการประสานงานภายใน กันอย่างใกล้ ชิด จึงมีความรวมเร็ ว ทันต่อสถานการณ์ 2. มาตรการช่ วยเหลือผู้เช่ าที่ราชพัสดุ ที่ได้ รับความเดือดร้ อน (กรมธนารักษ์ ) เพื่อเป็ นการช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุ ที่ได้ รับความเดือดร้ อนได้ มีแนวทางดังนี ้

2.1 ผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย ให้ พิจารณาความเสียหายของอาคารที่พกั อาศัย หาก อาคารที่พกั อาศัยเสียหายบางส่วนให้ ยกเว้ นการเรี ยกเก็บค่าเช่าเป็ นเวลา 1 ปี หากอาคารที่พกั อาศัยเสียหายทังหลั ้ ง ให้ ยกเว้ นการเรี ยกเก็บค่าเช่าเป็ นเวลา 2 ปี

2.2 ผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการเกษตร หากพืชหรื อผลผลิตได้ รับความเสียหายให้ ยกเว้ นการ เรี ยกเก็บค่าเช่าเป็ นเวลา 1 ปี โดยมีข้อมูลการรับรองความเสียหายจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้ อง 2.3 ผู้เช่าอาคารราชพัสดุ หากผลกระทบจากอุทกภัยทําให้ ผ้ เู ช่าอาคารราชพัสดุไม่สามารถประกอบ อาชีพได้ ตามปกติ เป็ นเวลาเกิน 3 วัน ให้ ยกเว้ นการเรี ยกเก็บค่าเช่าเป็ นเวลา 1 เดือน 2.4 ให้ ยกเว้ นการคิดเงินเพิ่ม กรณีที่ผ้ เู ช่าไม่สามารถชําระค่าเช่า ค่าธรรมเนียมหรื อเงินอื่นใดที่ต้อง ชําระภายในกําหนดระยะเวลา โดยเหตุมาจากการเกิดอุทกภัยดังกล่าว ซึง่ ถือเป็ นเหตุสดุ วิสยั 3. ความช่ วยเหลือแก่ ลูกค้ าสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3.1 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธ.ก.ส. มี มาตรการให้ ความ ช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้ าที่ประสบอุทกภัย ปี บัญชี 2553 ดังนี ้ 3.1.1 กรณี เกษตรกรลูกค้ าเสียชีวิตจากอุทกภัย จะจําหน่ายลูกหนีอ้ อกจากบัญชีเป็ นหนี ส้ ูญ โดย ธ.ก.ส. รับภาระเอง 3.1.2 กรณีเกษตรกรลูกค้ าประสบภัยอย่างร้ ายแรงและไม่เสียชีวิต (1) หนี ้เงินกู้เดิมที่มีอยูก่ ่อนประสบภัย (1.1) ขยายเวลาการชําระหนี ้เงินกู้เป็ นเวลา 3 ปี ตังแต่ ้ ปีบัญชี 2553 – 2555 (1.2) งดคิดดอกเบี ้ยเงินกู้เป็ นเวลา 3 ปี ตังแต่ ้ ปีบัญชี 2553 – 2555 โดย ธ.ก.ส. จะขอชดเชยดอกเบี ้ยจากรัฐบาลตามอัตราดอกเบี ้ย MRR-1 ซึง่ ขณะนี ้มีอตั ราดอกร้ อยละ 5.75 ต่อปี (1.3) หากการให้ ความช่วยเหลือตามข้ อ (1.1) และ (1.2) ยังคงเป็ นภาระหนัก แก่เกษตรกรลูกค้ า ธ.ก.ส. จะพิจารณาให้ ความช่วยเหลือด้ วยการปรับโครงสร้ างหนี ้และฟื น้ ฟูอาชีพเกษตรกร ให้ สอดคล้ องกับความสามารถในการชําระหนี ้ (2) การให้ เงินกู้ใหม่เพื่อฟื น้ ฟูการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต (2.1) ให้ เงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท (2.2) ลดดอกเบี ้ยเงินกู้จากอัตราปกติที่ ธ.ก.ส. เรี ยกเก็บจากเกษตรกรลูกค้ า ร้ อยละ 3 ต่อปี เป็ นเวลาไม่เกิน 3 ปี โดย ธ.ก.ส. จะขอชดเชยดอกเบี ้ยจากรัฐบาลในอัตราร้ อยละ 3 ต่อปี (2.3) กําหนดชําระหนี ้เงินกู้ตามความสามารถในการชําระหนี ้ของเกษตรกรลูกค้ า โดย ธ.ก.ส. จะลดหย่อนหลักประกันการกู้เงินจากหลักเกณฑ์ปกติ ดังนี ้


17 (2.3.1) กรณีก้ เู งินโดยจํานองอสังหาริมทรัพย์เป็ นประกัน ให้ ขยายวงเงิน กู้จากที่ก้ ไู ด้ ไม่เกินครึ่งหนึง่ ของวงเงินจดทะเบียนจํานอง เป็ นให้ ก้ ไู ด้ ไม่เกินวงเงินจดทะเบียนจํานอง (2.3.2) กรณี ก้ ูเ งิ น โดยใช้ ก ลุ่ม ลูกค้ า รั บ รองรั บ ผิ ดชอบอย่า งลูก หนี ร้ ่ ว ม ตังแต่ ้ 5 คนขึ ้นไป ให้ ขยายวงเงินในการประกันจากรายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็ นไม่เกิน 200,000 บาท ทังนี ้ ้ ในปี 2553 หากปรากฏว่าเกษตรกรลูกค้ า ธ.ก.ส. ประสบอุทกภัยเพิ่มขึ ้นทัง้ ในเขตพื ้นที่เดิมและในพื ้นที่อื่น ๆ อีก ธ.ก.ส. ขอถือใช้ มาตรการให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้ าดังกล่าวเช่นเดียวกัน 3.2 ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินมีมาตรการให้ ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้ อนแก่

ผู้ประสบอุทกภัย ดังนี ้

3.2.1 หนี ้เงินกู้เดิม ลูกค้ าสินเชื่อเดิมของธนาคารและลูกค้ าสินเชื่อเคหะให้ พกั ชําระหนี ้

เงินต้ นและดอกเบีย้ เป็ นระยะเวลาไม่ เกิน 6 เดือน และให้ ตดิ ต่ อขอความช่ วยเหลือได้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2553

เกิน 30 ปี

(1) ลูกค้ าสินเชื่อเดิม : ขยายระยะเวลาการผ่อนชําระหนี ้ออกไปอีกไม่เกิน 6 เดือน (2) ลูกค้ าสินเชื่อเคหะ : ปรับลดเงินงวด หรื อขยายระยะเวลาการผ่อนชําระหนี ้ออกไปไม่

(3) ลูกค้ าสินเชื่อธุรกิจและ SMEs : ให้ พกั ชําระหนี ้เงินต้ นเป็ นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ขยายระยะเวลาการผ่อนชําระหนี ้ออกไปอีกไม่เกิน 1 ปี และสามารถกู้เพิ่มเป็ นเงินทุนหมุนเวียน ไม่เกินรายละ 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี ้ย MLR ลบ ร้ อยละ 1.5 (ตลอด 5 ปี ) (4) ลูกค้ าสินเชื่อ ธุรกิจห้ องแถว : จะให้ ก้ ไู ม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี ้ย MLR – 1.5 ต่อปี 3.2.2 เงินกู้ใหม่ ลูกค้ าสินเชื่อเคหะเดิมและประชาชนทัว่ ไป สามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ได้ ไม่เกินรายละ 300,000 บาท ผ่อนชําระภายใน 3-5 ปี อัตราดอกเบี ้ยปี แรกร้ อยละ 2.50 ปี ที่ 2 คิด MLR ลบ ร้ อยละ 2.00 (ปั จจุบนั MLR เท่ากับร้ อยละ 6) ปี ที่ 3 เป็ นต้ นไปคิด MLR ลบ ร้ อยละ 1.00 3.3 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธอส. ได้ จัดทํ า “โครงการเงินกู้เพื่อลดภาระหนี ้ ปลูกสร้ าง ซ่ อมแซมที่อยู่อาศัยแก่ ผ้ ูประสบอุทกภัย ปี 2553” เพื่อเป็ นการให้ ความช่วยเหลือแก่ลกู ค้ าเดิมและลูกค้ าใหม่ อันจะเป็ นการแบ่งเบาภาระให้ กับลูกค้ าธนาคารในการขอลดภาระหนีท้ ี่ผ่อนชําระ และประชาชนที่ต้องการไถ่ถอนจาก สถาบันการเงินเดิมรวมทังการปลู ้ กสร้ างซ่อมแซมอาคารหรื อที่อยู่อาศัยที่ได้ รับความเสียหาย โดยกําหนดอัตราดอกเบี ้ย พิเศษ ดังนี ้ ปี ที่ 1 เดือนที่ 1-4 คิดอัตราดอกเบี ้ยร้ อยละ 0 เดือนที่ 5-12 คิดอัตราดอกเบี ้ย MRR-2.00 = ร้ อยละ 4.50 (ปั จจุบนั MRR ของธนาคารอยู่ที่ร้อยละ 6.50) ปี ที่ 2 คิดอัตราดอกเบี ้ย MRR-2.00 = ร้ อยละ 4.50 ปี ที่ 3 คิดอัตรา ดอกเบี ้ย MRR-1.00 = ร้ อยละ 5.50 ปี ที่ 4 จนถึงตลอดอายุสญ ั ญา รายย่อย MRR-0.50 = ร้ อยละ 6 สวัสดิการ MRR-1.00 - สําหรับลูกค้ าธนาคารที่ขอลดภาระหนี ้ที่ผอ่ นชําระ จะได้ รับการปลอดผ่อนชําระเงินงวด 4 เดือน - สํ า หรั บ ประชาชนที่ ไ ถ่ ถ อนปลูก สร้ างซ่อมแซมที่ อ ยู่อาศัย ผ่ อนชํ า ระเงิ น งวดปกติ (เดือ น 1-4 ไม่คดิ ดอกเบี ้ย) 3.4 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่ อมแห่ งประเทศไทย (ธพว.) 3.4.1 การพักชําระหนี ้ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชําระหนี ้ และหรื อปรับปรุ งโครงสร้ างหนี ้ สําหรับ ลูกค้ าเดิม โดยดําเนินการพักชําระเงินต้ นและหรื อเงินต้ นพร้ อมดอกเบี ้ยให้ กบั ลูกค้ าทุกราย ตังแต่ ้ งวดครบกําหนดชําระใน เดือนที่ประสบปั ญหา เป็ นระยะเวลาตังแต่ ้ 3 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน ทังนี ้ ้ให้ พิจารณาระยะเวลาเป็ นราย ๆ ตามความเหมาะสม 3.4.2 วงเงินฉุกเฉินเพื่อฟื น้ ฟูกิจการ สําหรับลูกค้ าเดิม และลูกค้ าทัว่ ไป ได้ กําหนดวงเงินสินเชื่อ ฉุกเฉินเพื่อเงินทุนในการปรับปรุง ฟื น้ ฟู และหมุนเวียนในการดําเนินกิจการ - กู้สงู สุดรายละไม่เกิน 500,000 บาท - ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี ระยะเวลาปลอดการชําระคืนเงินต้ น (Grace Period) ไม่เกิน 12 เดือน - อัตราดอกเบี ้ย : ลูกค้ าเดิมของธนาคารคิดอัตราดอกเบี ้ย เท่ากับ MLR ตลอดอายุสญ ั ญา (ปั จจุบนั MLR ของธนาคารเท่ากับร้ อยละ 7) : ลูกค้ า SMEs ทัว่ ไปที่ประสบภัยพิบตั คิ ดิ อัตราดอกเบี ้ย MLR บวก ร้ อยละ 0.5 ต่อปี 3.5 ธนาคารอิสลามแห่ งประเทศไทย (ธอท.)


18 อเนกประสงค์

3.5.1 ให้ สิน เชื่ อเพื่ อซ่อมแซมที่ อยู่อาศัย และสถานประกอบการ เงิ น ทุน หมุน เวี ย น และสิน เชื่ อ

3.5.2 ไม่จํากัดวงเงิน โดยพิจารณาตามความเสียหายจริ ง 3.5.3 ผ่อนปรนเงินต้ นและอัตรากําไรเป็ นระยะเวลา 3 เดือน เดือนที่ 4 – 24 จะคิดอัตรากําไรตํ่ากว่า สัญญาเดิมร้ อยละ 1 หรื อเลือกชําระหนี ้เฉพาะส่วนอัตรากําไรเป็ นระยะเวลา 12 เดือน ส่วนเดือนที่ 13 – 24 ชําระทังเงิ ้ นต้ น และกําไร โดยจะคิดอัตรากําไรตํ่ากว่าสัญญาเดิมร้ อยละ 1 3.6 ธนาคารเพื่อการส่ งออกและนําเข้ าแห่ งประเทศไทย (ธสน.) จะพิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไข ให้ กบั ผู้สง่ ออกที่ได้ รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็ นราย ๆ ไป 3.7 ธนาคารกรุ งไทย จํากัด (มหาชน) 3.7.1 ผ่อนปรนเงื่อนไขในการชําระหนี ้ 3.7.2 ให้ ก้ เู พิ่มเติม เพื่อปรับปรุ งกิจการ 3.7.3 สําหรับลูกค้ าสินเชื่อบ้ าน กู้ซอ่ มแซม อนุมตั ิภายใน 3 วัน 3.7.4 ลูกค้ าธุรกิจที่ได้ รับผลกระทบ โดยตรง ธนาคารจะให้ การสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลกู ค้ าเพื่อใช้ ในการซ่อมแซมและปรับปรุ งกิจการ รวมทังเป็ ้ นเงินทุน หมุนเวียน 3.7.5 ส่วนลูกค้ าที่ได้ รับผลกระทบทางอ้ อม ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขการชําระหนี ้ โดยให้ พกั ชําระเงินต้ นนาน 6 เดือน หรื อชําระดอกเบี ้ยบางส่วน 3.7.6 ลูกค้ า Home for Cash ให้ อนุมตั สิ นิ เชื่อภายใน 3 วัน โดยคิดอัตราดอกเบี ้ย MLR – 1.75 เป็ นเวลา 2 ปี หลังจากนันคิ ้ ด MLR – 0.5 ต่อปี 3.8 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่ อม (บสย.) จะประสานงานกับสถาบันการเงินทุกแห่งเพื่อผ่อนปรนค่าธรรมเนี ยมการคํา้ ประกันให้ กับผู้ที่ใช้ บริการ บสย. คํ ้าประกันและได้ รับผลกระทบจากอุทกภัย 4. การจัดตัง้ ศูนย์ บริการผู้ประสบภัยของกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังมอบหมายให้ กรมบัญชีกลาง โดยสํานักคลังจังหวัดจัดตังศู ้ นย์บริ การประชาชนใน จังหวัดที่เกิดอุทกภัย (One Stop Service) เพื่ออํานวยความสะดวกให้ กบั ประชาชนในการขอรับความช่วยเหลือจาก หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทังนี ้ ้ มาตรการดังกล่าวข้ างต้ นเป็ นการให้ ความช่วยเหลือกับประชาชนทั่วไปและลูกค้ าสถาบัน การเงินเฉพาะกิจของรัฐซึง่ มีทงเกษตรกร ั้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และรายย่อยทัว่ ไป 18. เรื่ อง การประชุมคณะกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุ ปผลการประชุมคณะกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย ตามที่รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรั ฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ประธานกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เสนอ ทังนี ้ ้ ในส่วนการแต่งตังคณะกรรมการอํ ้ านวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ให้ เพิ่มเติม อธิบดีกรมบัญชีกลางและผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เป็ นกรรมการด้ วย ความเป็ นมา ขณะนี ้ได้ เกิดสถานการณ์อทุ กภัยขึ ้นในพื ้นที่หลายจังหวัดทัว่ ประเทศ ทําให้ ประชาชนได้ รับความเดือดร้ อน บ้ านเรื อน ทรัพย์สนิ และพืชผลทางการเกษตรได้ รับความเสียหาย ซึง่ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้ พิจารณาสัง่ การให้ ส่วนราชการที่ เกี่ ยวข้ อง เร่ งดําเนินการให้ ความช่วยเหลือประชาชนที่ ได้ รับความเดือดร้ อนจากสถานการณ์ อุทกภัยใน เบื ้องต้ นแล้ ว เพื่อให้ การอํานวยการ กํากับ ติดตามการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และการฟื น้ ฟูความเสียหายจาก สถานการณ์ อุท กภัย เป็ นไปอย่ า งมี ร ะบบ รวดเร็ ว มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ประสิ ท ธิ ผ ล นายกรั ฐ มนตรี จึ ง ได้ มี คํ า สั่ง แต่ ง ตัง้ คณะกรรมการ และจัดตังศู ้ นย์อํานวยการ ดังนี ้ 1. คณะกรรมการอํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เรี ยกโดยย่อว่า “คชอ.” โดยมี รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรั ฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็ นประธานกรรมการ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิ น ที่ ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็ นรองประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง เป็ น กรรมการ และรองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (นายธี รภัทร สันติเมทนีดล) เป็ นกรรมการและเลขานุการ มีอํานาจหน้ าที่ อํานวยการ กํากับ ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง รวมทังฟื ้ น้ ฟูบูรณะโครงสร้ าง พื ้นฐาน และสิง่ ก่อสร้ าง สาธารณประโยชน์ และที่จําเป็ นเร่งด่วน ซึง่ จะได้ รับผลกระทบจากปั ญหาอุทกภัยในพื ้นที่ทกุ จังหวัด ของประเทศ ประสานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนในการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และเครื่ องมืออุปกรณ์ตา่ ง ๆ เพื่อให้ ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยเกิดการบูรณาการในด้ านต่าง ๆ อย่าง มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ ว รวมทังติ ้ ดตามประเมินผล และตรวจสอบการดําเนินงานตามแนวทางมาตรการ และ


19 แผนงาน/โครงการในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ทราบอย่างต่อเนื่อง 2. จัดตังศู ้ นย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยขึ ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทําเนียบรัฐบาล โดยให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิ น ที่ปรึ กษานายกรัฐมนตรี เป็ นผู้อํานวยการศูนย์ นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็ นรองผู้อํานวยการศูนย์ และนายจําเริ ญ ยุติธรรมสกุล ผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรี เป็ น เลขานุก ารศูน ย์ ฯ โดยมี ผ้ ูแทนหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ ง 17 หน่ ว ยงาน เป็ นผู้รับ ผิ ด ชอบประจํ า ศูน ย์ มี อํา นาจหน้ า ที่ ประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชน ในการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และ เครื่ องมืออุปกรณ์ ต่างๆ เพื่อให้ ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย รวมทัง้ การรับเรื่ องร้ องเรี ยนจาก ประชาชนที่ได้ รับความเสียหายจากเหตุการณ์อทุ กภัย ผลการดําเนินงานของคณะกรรมการฯ คณะกรรมการอํานวยการ กํ ากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้ มีการประชุมครัง้ ที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 โดยมีประเด็นที่รับทราบและพิจารณา ดังนี ้ 1. รับทราบรายงานสถานการณ์อทุ กภัยในพื ้นที่ตา่ ง ๆ ทัว่ ประเทศ 2. รับทราบผลการดําเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องในการแก้ ไขปั ญหาอุทกภัย 3. แนวทางและมาตรการในการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่ งด่วน กรณีผ้ แู ทนกองทัพบก ได้ นําเสนอประเด็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณในการประกอบอาหารจัดเลี ้ยงผู้ประสบภัย ซึง่ ที่ประชุมได้ ขอให้ ผ้ แู ทน กระทรวงกลาโหมรับเรื่ องไปพิจารณาด้ วย สําหรับการแก้ ไขระเบียบฯ การกําหนดวิธีการช่วยเหลือและการชดเชยด้ านต่าง ๆ ให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ องเร่งดําเนินการตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายต่อไป 4. การจัดตังศู ้ นย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ฝ่ ายเลขานุการฯ ได้ นําเสนอรู ปแบบการ ดําเนินการและการบริ หารศูนย์ ประสานการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งประกอบด้ วยฝ่ ายต่าง ๆ 5 ฝ่ าย คือ ฝ่ ายบริ หาร ฝ่ ายประสานงาน ฝ่ ายข้ อมูล ฝ่ ายรับเรื่ องราวร้ องทุกข์ ฝ่ ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ โดยมีระบบการบริ หารงาน 3 ระบบ ได้ แก่ ระบบรายงานติดตามข้ อมูลการแจ้ งเตือนภัย ระบบวิเคราะห์ และกํ าหนดลําดับความสําคัญ ระบบจัดสรรความ ช่วยเหลือและการฟื น้ ฟู โดยมีนโยบายการทํางานที่สําคัญ กล่าวคือ ติดตามจากรายงานสูก่ ารประสานการปฏิบตั ิภายใน 24 ชัว่ โมง เปิ ดเผยข้ อมูลให้ เข้ าถึงได้ โดยเอกชน – ประชาชน (Open Data) ทังนี ้ ้ กลไกการจัดการ 3 ระบบให้ ทําทังระดั ้ บ ส่วนกลาง กลุ่มพื ้นที่ประสบภัย และในจังหวัด อําเภอ ตําบล (อบต.) หมู่บ้าน การสร้ างความร่ วมมือจากทุกภาคส่วน เสริ ม เอกชน – ประชาชน ในด้ านการจัดการข้ อมูล และการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมทังเร่ ้ งรัดพัฒนามาตรการฟื น้ ฟู อย่างเป็ นระบบ เชื่อมโยงฝ่ ายนโยบาย ซึง่ ที่ประชุมพิจารณาแล้ วเห็นชอบตามที่ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอ 19. เรื่ อง รายงานผลการปฏิบัตกิ ารช่ วยเหลือผู้ประสบภัยนํา้ ท่ วม คณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานผลการปฏิบตั ิการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ ้าท่วมตามที่กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เสนอ ดังนี ้ ตามที่ได้ เกิดเหตุการณ์ นํ ้าท่วมหนักในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกําลังขยายพื ้นที่ออกไปสู่ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ศูนย์เตือนภัยพิบตั ิแห่งชาติ สํานักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีภารกิจส่วนหนึ่งในการแจ้ งเตือนภัย และการบรรเทาภัย เพื่อให้ การช่วยเหลือสนับสนุนการทํางานและประสานงานให้ กบั เจ้ าหน้ าที่และหน่วยงานที่เกี่ ยวข้ อง จึงได้ ดําเนินการจัดตังศู ้ นย์บริ หารข้ อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัย กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร และสนับสนุนการดําเนินการของศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ดังนี ้ 1. ศูนย์บริ หารข้ อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีบทบาทหน้ าที่ ในการประสานข้ อมูลระหว่างผู้ขอรับความช่วยเหลือกับหน่วยงานผู้ให้ ความช่วยเหลือผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1111 และ ระบบโทรสาร SMS หมายเลข 4567891 และได้ ประสานงานกับเว็บไซต์ของรัฐบาล (www.pm.go.th) และเว็บไซต์ของ เอกชน (www.thaiflood.com) สรุปผลการดําเนินงานระหว่างวันที่ 16-25 ตุลาคม 2553 ดังนี ้ 1.1 ตอบข้ อสอบถามข้ อมูลเกี่ยวกับอุทกภัยผ่านสายด่วน 1111 จํานวน 3,129 ราย 1.2 รับข้ อร้ องทุกข์จากผู้ประสบเหตุอทุ กภัย จํานวน 773 ราย 1.3 รับข้ อร้ องทุกข์ผา่ นระบบ SMS หมายเลข 4567891 จํานวน 372 ราย (ดําเนินการสําเร็จ จํานวน 197 ราย ไม่สามารถติดต่อได้ จํานวน 175 ราย) 1.4 รับข้ อมูลและประสานความช่วยเหลือผ่านระบบวิทยุ VHF ของกระทรวงฯ และเครื อข่ายวิทยุ สมัคเล่น ให้ ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื ้นที่ที่สว่ นราชการเข้ าไปไม่ถึง


20

ชัว่ โมง

1.5 ติดตังเครื ้ อข่ายระบบสือ่ สารในจังหวัดที่มีพื ้นที่ประสบภัย 2. สนับสนุนศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2.1 สนับสนุนเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบพกพา จํานวน 10 ชุด 2.2 สนับสนุนเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบตังโต๊ ้ ะ จํานวน 10 ชุด 2.3 สนับสนุนเครื่ องพริ น้ เตอร์ จํานวน 2 ชุด 2.4 ดําเนินการติดตังเครื ้ อข่ายอินเตอร์ เน็ท 2.5 จัดเจ้ าหน้ าที่เพื่อปฏิบตั งิ านศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ตลอด 24

20. เรื่อง รายงานความเสียหายจากอุทกภัยด้ านการแพทย์ และสาธารณสุข คณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานความเสียหายจากอุทกภัยด้ านการแพทย์และสาธารณสุข ตามที่กระทรวง สาธารณสุขเสนอ ดังนี ้ ด้ ว ยขณะนี ้ ได้ เกิ ดอุท กภัยร้ ายแรงในหลายจังหวัด ทํ าให้ ส่ง ผลกระทบต่อประชาชนในพื น้ ที่ ที่ เกิ ดเหตุ อุทกภัยได้ รับความเสียหายทังร่้ างกายและจิตใจ รวมถึงผลกระทบต่อสถานบริ การด้ านการแพทย์และสาธารณสุขหลายแห่ง โดยพบผู้ป่วยเสียชีวิต เกิดโรคภัย ผู้ป่วยด้ อยโอกาส เช่น ผู้สงู อายุ ผู้พิการ ไม่สามารถเข้ าถึงบริ การได้ โดยสะดวก นอกจากนี ้ สถานบริ การขนาดใหญ่ ได้ รับความเสียหายทําให้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการให้ บริ การการดูแลรักษาผู้ป่วย กระทรวง สาธารณสุขขอรายงานความเสียหายจากอุทกภัยด้ านการแพทย์และสาธารณสุข สรุปได้ ดงั นี ้ การให้ บริ การหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทงสิ ั ้ ้น 334 หน่วย พบมีอาการเจ็บป่ วย 107,223 ราย โรคที่พบมากที่สดุ คือ นํ ้ากัดเท้ า คิดเป็ นร้ อยละ 51.40 รองลงมามีอาการปวดเมื่อย ร้ อยละ 13.5 ราย และโรคไข้ หวัด/ระบบทางเดินหายใจ ร้ อยละ 9.4 พบผู้มีอาการป่ วยทางจิตจํานวน 816 ราย ส่วนใหญ่มีอาการเครี ยด/วิตกกังวล ส่งเข้ ารักษาต่อ 99 ราย คิดเป็ น ร้ อยละ 12.13 การเยี่ยมบ้ านและให้ บริ การสุขศึกษา จํานวน 61,688 คน การเสียชีวิตจากสถานการณ์อทุ กภัยระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 จํานวน ผู้เสียชีวิต 56 ราย ใน 17 จังหวัด เป็ นเพศชาย 44 คน เพศหญิง 12 คน คิดเป็ นร้ อยละ 78.57 และ 21.42 ตามลําดับ ส่วน ใหญ่ มีอายุ 60 ปี ขึ ้นไป คิดเป็ นร้ อยละ 23.21 สาเหตุของการตาย สูงสุดคือ จมนํ ้า จํานวน 49 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 78.50 การสนับ สนุ น ด้ า นยาและเวชภัณ ฑ์ สิ่ ง ของ เพื่ อ ช่ ว ยเหลื อ ประชาชนผู้ป ระสบอุท กภัย มูล ค่ า ทัง้ สิ น้ 31,146,406 บาท ได้ แก่ 1) การสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ รวมมูลค่าทังสิ ้ ้น 15,468,000 บาท 2)การสนับสนุนอุปกรณ์ ควบคุมป้องกันโรค รวมมูลค่าทังสิ ้ ้น 14,775,680 บาท 3) การสนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ ด้ านอนามัยสิง่ แวดล้ อม รวมมูลค่า ทังสิ ้ ้น 902,726 บาท สถานบริ การขนาดใหญ่ได้ รับความเสียหาย ได้ แก่ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โรงพยาบาลจิตเวช นครราชสีมา โรงพยาบาลพิมาย และโรงพยาบาลชัยภูมิ จากการประเมินเบือ้ งต้ น พบมูลค่าความเสียหายรวมทัง้ สิน้ 50,370,000 บาท โดยในส่วนถนน และ อาคาร จะประเมินได้ หลังจากนํ ้าลด ดังนี ้ 1) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เกิด ความเสียหายมูลค่ารวมทังสิ ้ ้น 30,150,000 บาท ได้ แก่ เครื่ องอบผ้ า เครื่ องซักผ้ า เครื่ องรี ดผ้ า ตู้แช่ ค่าใช้ จ่ายในเรื่ องอาหาร ผู้ป่วย ค่าใช้ จ่ายการทําความสะอาดเสื ้อผ้ าผู้ป่วย ค่ายใช้ จ่ายขนย้ ายครุภณ ั ฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์และผู้ป่วย ค่าใช้ จ่ายส่ง ต่อผู้ป่วยหนัก ค่าใช้ จ่ายปฏิบตั งิ านล่วงเวลา และค่าใช้ จ่ายสถานที่พกั ชัว่ คราวเจ้ าหน้ าที่ 2) โรงพยาบาลจิตเวช นครราชสีมา ราชนคริ น ทร์ เกิ ดความเสี ย หายมูลค่า รวมทัง้ สิน้ 6,000,000 บาท ได้ แก่ เครื่ องซัก ผ้ า และเครื่ องกํ า เนิ ดไฟฟ้ า 3) โรงพยาบาลพิมาย เกิดความเสียหายมูลค่ารวมทังสิ ้ ้น 7,000,000 บาท ได้ แก่ คลังยา การซ่อมแซมระบบบําบัดนํ ้าเสีย และ ระบบประปา 4) โรงพยาบาลชัยภูมิ เกิดความเสียหายมูลค่ารวมทังสิ ้ ้น 7,230,000 บาท ได้ แก่ การซ่อมแซมรัว้ หม้ อแปลง ไฟฟ้า และเครื่ องสูบนํ ้า ต่ างประเทศ 21. เรื่ อง ร่ างแถลงการณ์ ร่ วมการประชุ ม ระดั บ ผู้ นํ า ครั ้ง ที่ 5 แผนงานการพั ฒ นาเขตเศรษฐกิ จ สามฝ่ าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการร่ างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นํา ครัง้ ที่ 5 แผนงานการพัฒนา เขตเศรษฐกิจสามฝ่ าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Joint Statement of the Fifth Indonesia – Malaysia – Thailand Growth Triangle : IMT-GT, Final Draft) และมอบหมายให้ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม


21 แห่ ง ชาติ รั บ ไปประสานงานกับ ฝ่ ายเลขานุก ารระดับ ชาติ แ ผนงาน IMT-GT ของอิ น โดนี เ ซี ย และมาเลเซี ย และศูน ย์ ประสานงานความร่ วมมืออนุภมู ิภาค IMT-GT ในการร่ วมพิจารณาปรับปรุ งร่ างแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวให้ สมบูรณ์ โดย สามารถปรับเปลี่ยนในส่วนที่มิใช่สาระสําคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ สาระสําคัญของเรื่ อง ประเทศไทยได้ เป็ นเจ้ าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี และเจ้ าหน้ าที่อาวุโส ครัง้ ที่ 17 แผนงาน IMT-GT เมื่อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2553 ณ จังหวัดกระบี่ โดยมีรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็ น หัวหน้ าคณะผู้แทนไทยระดับรัฐมนตรี และปฏิบตั ิหน้ าที่ประธานการประชุม ครัง้ ที่ 17 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2553 และใน โอกาสที่ประเทศไทยต้ องทําหน้ าที่ประธาน IMT-GT ตามวาระหมุนเวียน นายกรัฐมนตรี ของไทยจะเป็ นผู้ทําหน้ าที่ประธาน การประชุมระดับผู้นํา ครัง้ ที่ 5 แผนงาน IMT-GT ในวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ระหว่างเวลา 16.45-17.45 น. ณ National Convention Centre กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึง่ จัดในช่วงการประชุมระดับผู้นําอาเซียน ครัง้ ที่ 17 โดย รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) ซึง่ ได้ รับมอบหมายให้ เป็ นรัฐมนตรี ประจําแผนงาน IMTGT ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 จะเป็ นผู้ทําหน้ าที่หวั หน้ ารัฐมนตรี IMT-GT และนําเสนอรายงาน Summary Report of IMT-GT Ministers to Leader : Progress of IMT-GT in 2009/10 and Future Challenges ต่อที่ ประชุมระดับผู้นํา ซึง่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมจะได้ ให้ ข้อคิดเห็นและเชิญให้ ผ้ นู ําของอินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมทังเลขาธิ ้ การอาเซียนและประธานธนาคารพัฒนาเอเชียให้ ข้อคิดเห็นด้ วย เพื่อสรุ ปเป็ นคําแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุม ระดับผู้นํา ครัง้ ที่ 5 ของแผนงาน IMT-GT ต่อไป โดยฝ่ ายเลขานุการระดับชาติของแผนงาน IMT-GT ของสามประเทศร่วมกับ ศูนย์ประสานงานความร่วมมืออนุภมู ิภาค IMT-GT ได้ ยกร่างคําแถลงการณ์ร่วมแล้ วเสร็ จ โดยสรุปสาระสําคัญได้ ดังนี ้ 1. การประชุมครัง้ นี ้มีวตั ถุประสงค์เพื่อทบทวนด้ านความก้ าวหน้ าของความร่ วมมือที่ผ่านมาและ กําหนดทิศทางของการดําเนินการต่อไปตามวิสยั ทัศน์ ของแผนงาน IMT-GT โดยตระหนักถึงความสําคัญของแผนงานใน การดํารงไว้ ซงึ่ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการปรับตัวต่อวิกฤตเศรษฐกิจของโลก และเชื่อว่าการเร่ งรัดการดําเนินการตาม แผนงานจะช่วยในการบรรลุเป้าหมายของอาเซียนในการเป็ นประชาคมเศรษฐกิจภายในปี 2558 2. ยินดีตอ่ ความก้ าวหน้ าในการดําเนินการโดยรัฐมนตรี เจ้ าหน้ าที่อาวุโส ภาคเอกชนและภาคีการ พัฒนา ในช่วงปี 2552-2553 และการพลิกฟื ้น ข้ อผูก พันและการมี ส่วนร่ วมของรั ฐและจังหวัดในพื น้ ที่ แผนงานในด้ า น โครงการพัฒนาเพื่อการเชื่อมโยงระหว่างอนุภมู ิภาค รวมทังรั ้ บทราบความก้ าวหน้ าการดําเนินการโดยภาคเอกชน IMT-GT และเร่ งรัดความร่ วมมืออย่างเป็ นรู ปธรรมยิ่งขึ ้น โดยเน้ นยํ ้าความสําคัญในการปรับปรุ งกฎระเบียบด้ านโลจิสติกส์ พิธีการ ศุ ล กากร การตรวจคนเข้ าเมื อ ง และการตรวจสิ น ค้ า เพื่ อ สนั บ สนุ น การเชื่ อ มโยงทางโครงสร้ างพื น้ ฐาน โดยใช้ กรอบดําเนินการของอาเซียน 3. ยินดีต่อผลการทบทวนกลางรอบของการดําเนินการตามแผนที่นําทาง IMT-GT ปี 2550-2554 รวมทังยุ ้ ทธศาสตร์ รายสาขาความร่วมมือ และแผนงานหลัก และเน้ นยํ ้าความสําคัญของบทบาทของภาคเอกชน โดยเฉพาะ สภาธุรกิจ IMT-GT พร้ อมทังต้ ้ อนรับรัฐบาลญี่ปนและสถาบั ุ่ นวิจยั ทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ที่ได้ เข้ าร่วมเป็ นพันธมิตรการพัฒนาที่มีศกั ยภาพของ IMT-GT 4. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ ที่ยืนยาวและลึกซึ ้งกับธนาคารพัฒนาเอเชียในฐานะพันธมิตรการ พัฒ นา และขอขอบคุณ ต่อ การสนับ สนุน ในการจัด ทํ า การทบทวนกลางรอบของแผนที่ นํ า ทาง IMT-GT การทบทวน กระบวนการดําเนินงานของ IMT-GT และการคัดเลือกโครงการเร่ งด่วนเพื่อความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค รวมทัง้ กลุ่ม โครงการความร่ วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงการในอนุภมู ิภาค IMT-GT โดยขอให้ ธนาคารพัฒนาเอเชียให้ การสนับสนุนต่อไป 5. ยืนยันในการมีวิสยั ทัศน์ร่วมในการเป็ นประชาคมอาเซียนเพื่อดํารงไว้ ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่ งเรื องร่ วมกันในอนุภูมิภาค ร่ วมกับอาเซียน ทัง้ ในการบรรลุตามเป้าประสงค์และการดําเนินการตามกฎบัตร อาเซียน โดยถื อว่า IMT-GT เป็ นส่วนหนึ่งของการก่อตังประชาคมเศรษฐกิ ้ จอาเซียนในปี 2558 โดยจะดําเนินงานอย่าง ใกล้ ชิดกับสํานักงานเลขาธิการอาเซียนต่อไป 22. เรื่อง การรับรองร่ างปฏิญญาว่ าด้ วยความร่ วมมือระหว่ างอาเซียนกับสหประชาชาติเกี่ยวกับการจัดการ ภัยพิบัติ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3 ณ กรุ งฮานอย คณะรัฐมนตรี เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาว่าด้ วยความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติเกี่ยวกับการ จัดการภัยพิบตั ิ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี ้


22 สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะที่กํากับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึง่ เป็ นหน่วยงานหลัก ในคณะกรรมการอาเซียนด้ านการจัดการภัยพิบตั ิ (ASEAN Committee on Disaster Management : ACDM) รายงานว่า 1. ในโอกาสที่จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3 ณ กรุงฮานอย ในวันที่ 30 ตุลาคม 2553 จะมีการนําเสนอร่างปฏิญญาว่าด้ วยความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบตั ิ ให้ ที่ ประชุมดังกล่าวพิจารณาให้ การรับรอง 2. ร่ างปฏิญญาฯ มีสาระสําคัญเกี่ ยวกับการประกาศเจตนารมณ์ ทางการเมื องร่ วมกันเพื่ อก่อตังกลไก ้ สําหรั บการจัดการภัยพิ บัติ โดยการจัดทํ าแผนยุทธศาสตร์ ความร่ ว มมื อด้ า นการจัดการภัย พิบัติระหว่างอาเซียนและ สหประชาชาติ ค.ศ. 2011 – 2015 (ASEAN-United Nations Strategic Plan of Cooperation on Disaster Management) ซึง่ แผนยุทธศาสตร์ ดงั กล่าวจะกําหนดแนวทางความร่วมมือ 3 ประเด็นหลัก ได้ แก่ 2.1 การเสริ มสร้ างศักยภาพและขีดความสามารถและการปฏิบตั ิการที่กําหนดไว้ ในแผนปฏิบตั ิการ ภายใต้ ความตกลงอาเซียนว่าด้ วยการจัดการภัยพิบตั แิ ละการตอบโต้ สถานการณ์ฉกุ เฉิน 2.2 การประเมินความเสี่ยงภัย การเตรี ยมความพร้ อม การแจ้ งเตือนภัยล่วงหน้ า การเฝ้าระวังภัย การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การตอบโต้ สถานการณ์ฉกุ เฉิน การบูรณะฟื น้ ฟู รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้ องกับการ ก่อสร้ างใหม่และการพัฒนา 2.3 การกําหนดให้ มีการนําบทเรี ยนและประสบการณ์ ที่ได้ รับจากการปฏิบตั ิงานร่ วมกันระหว่าง อาเซียนและสหประชาชาติในเหตุการณ์ ภยั พิบตั ิจากพายุไซโคลนนาร์ กีสในสหภาพพม่า ความพยายามในอดีตและการ ดําเนินการร่วมกันในปั จจุบนั ตลอดจนการนําเอาปั จจัยที่ท้าทายต่าง ๆ ในปั จจุบนั มาพิจารณาด้ วย 3. ในส่วนของการติดตามประเมินผลนัน้ ร่ างปฏิญญาฯ ได้ กําหนดให้ คณะกรรมการอาเซียนด้ านการ จัดการภัยพิบตั ิ (ACDM) โดยการช่วยเหลือและการสนับสนุนของสํานักเลขาธิการอาเซียน United Nations Regional Coordinating Mechanism (UN-RCM) รวมทังองค์ ้ กรอื่น ๆ ของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้ องเป็ นผู้ติดตามและประเมินผลการ นําร่ างปฏิญญาไปสู่การปฏิบตั ิ โดยให้ รายงานผลการปฏิบตั ิตามแผนยุทธศาสตร์ ฯ ต่อที่ประชุมอาเซียน-สหประชาชาติใน ครัง้ ต่อไป 4. กรมสนธิสญ ั ญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แจ้ งว่า สาระสําคัญของร่ างปฏิญญาฯ เป็ นการ ประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองร่ วมกัน เพื่อก่อตังกลไกสํ ้ าหรับการจัดการภัยพิบตั ิ โดยการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ความ ร่ วมมือด้ านการจัดการภัยพิบตั ิระหว่างอาเซียนและสหประชาชาติ ประจําปี ค.ศ. 2011 – 2015 ซึง่ มิได้ ก่อให้ เกิดพันธกรณี ภายใต้ บงั คับของกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้ วิธีการรับรอง (Adopt) โดยไม่มีการลงนาม ดังนัน้ ร่ างปฏิญญาฯ จึงไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทังนี ้ ้ ตามคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6-7/2551 เกี่ยวกับคําแถลงการณ์ร่วมของ ไทย – กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถนุ ายน 2551 23. เรื่ อง การพิจารณาให้ ความเห็นชอบร่ างแถลงการณ์ ของประธานร่ วมการประชุมสุดยอดอาเซียน- สหประชาชาติ ครั ง้ ที่ 3 (Draft Co-Chairs’ Statement of the 3rd ASEAN–UN Summit) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็นชอบร่ างเอกสารแถลงการณ์ ของประธานร่ วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3 (Draft Co-Chairs’ Statement of the 3rd ASEAN–UN Summit) 2. หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุ งแก้ ไขร่ างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสําคัญหรื อไม่ขดั ต่อผลประโยชน์ ของประเทศไทย ให้ กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีก สาระสําคัญของเอกสาร แถลงการณ์ของประธานร่ วมการประชุมฯ เน้ นการส่งเสริ มความร่ วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ ในมิติต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนให้ ประเทศสมาชิกอาเซียนบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ การเสริ มสร้ างขีด ความสามารถของอาเซียนในเรื่ องของการบริ หารจัดการภัยพิบตั ิ การจัดสัมมนาและอบรมในเรื่ องการทูตในเชิงป้องกันและ การรักษาสันติภาพ การที่สหประชาชาติจะสนับสนุนกลไกสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ทังนี ้ ้ จะมีการปฏิบตั ิตามกรอบความ ร่วมมือเพื่อการดําเนินงานร่วมกันปี 2554 – 2555 ในเรื่ องข้ างต้ นตามที่ปรากฏในภาคผนวกของเอกสารร่ างแถลงการณ์ของ ประธานร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครัง้ ที่ 3


23 24. เรื่ อง การลงนามพิธีสารอนุวัตขิ ้ อผูกพันชุดที่ 2 ภายใต้ ความตกลงการค้ าบริการของกรอบความตกลง ร่ วมมือทางเศรษฐกิจระหว่ างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่ งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐ ประชาชนจีน คณะรัฐมนตรี อนุมตั แิ ละเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทัง้ 4 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมตั ิการลงนามในพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 2 ภายใต้ ความตกลงการค้ าบริ การของกรอบความ ตกลงร่ ว มมื อ ทางเศรษฐกิ จ ระหว่ า งประเทศสมาชิ ก สมาคมประชาชาติ แ ห่ ง เอเชี ย ตะวัน ออกเฉี ย งใต้ แ ละสาธารณรั ฐ ประชาชนจีน และให้ นําเสนอพิธีสารฯ เข้ าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ ความเห็นชอบ เพื่อดําเนินการให้ พิธีสารฯ มีผลใช้ บังคับต่อไป 2. มอบหมายให้ รัฐ มนตรี ว่า การกระทรวงพาณิ ชย์ รั ฐมนตรี ช่ว ยว่าการกระทรวงพาณิ ชย์ หรื อผู้ได้ รับ มอบหมายอื่น เป็ นผู้ลงนามในพิธีสารฯ ทัง้ นี ้ หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุ งแก้ ไขถ้ อยคําที่มิใช่สาระสําคัญในพิธีสารฯ ให้ ผ้ ลู งนามสามารถใช้ ดลุ ยพินิจในเรื่ องนัน้ ๆ ได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีกครัง้ หนึง่ 3. มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศจัดทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ให้ รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรื อผู้ได้ รับมอบหมายอื่น เป็ นผู้ลงนามในพิธีสารฯ 4. เมื่อรัฐสภาเห็นชอบตามข้ อ 1. แล้ ว ให้ คณะรัฐมนตรี มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศจัดทํา หนังสือแจ้ งประเทศภาคีอื่น ๆ ว่าประเทศไทยได้ ดําเนินการตามกระบวนการภายในเสร็ จสิ ้นแล้ ว เพื่อให้ พิธีสารฯ มีผลใช้ บังคับ ข้ อเท็จจริง กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า 1. ที่ประชุมอาเซียน-จีน (ACTNC) ได้ เจรจาทําความตกลงว่าด้ วยการค้ าบริ การเพื่อกําหนดกติกาการทํา การค้ า และระดับการเปิ ดตลาดภาคบริ การในภูมิภาคอาเซียนและจีน ในการนี ้ การเจรจาด้ านบริการภายใต้ กรอบอาเซียนจีนเพื่อจัดทําข้ อบทความตกลงและข้ อผูกพันการเปิ ดตลาดรายสาขาชุดที่ 2 ได้ เสร็จสิ ้น และพร้ อมเสนอให้ รัฐมนตรี เศรษฐกิจ อาเซียน-จีน ลงนามในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนตุลาคม 2553 2. กระทรวงพาณิชย์พจิ ารณาแล้ วเห็นว่าการลงนามในพิธีสารดังกล่าว จะนํามาซึง่ การพัฒนาทาง เศรษฐกิจด้ านการค้ าบริ การระหว่างประเทศสมาชิกภาคี จึงเห็นควรเร่งดําเนินการภายในประเทศตามบทบัญญัตภิ ายใต้ รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สามารถลงนามพิธีสารฯ เพื่อคงไว้ ซงึ่ ภาพลักษณ์ที่ดี และการมีสว่ นร่วมของไทยในอาเซียน และมีความ จําเป็ นเร่งด่วนที่จะต้ องนําเสนอเรื่ องเข้ าสูท่ ี่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา สาระสําคัญของเรื่ อง 1. พิธีสารฯ และข้ อผูกพันที่อยูใ่ นภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ จะมีผลใช้ บงั คับในวันที่ 1 มกราคม 2554 2. สําหรับประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถแจ้ งการดําเนินการตามกระบวนการภายในของตนให้ แล้ วเสร็ จได้ ภายในวันที่ 1 มกราคม 2554 สิทธิและภาระผูกพัน (rights and obligations) ของประเทศนัน้ ๆ ภายใต้ พิธีสารฯ และ ภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ จะเกิดขึ ้นในวันที่ประเทศสมาชิกแจ้ งให้ ฝ่ายเลขาธิ การอาเซียนทราบเป็ นลายลักษณ์ อกั ษรว่าได้ ดําเนินการตามกระบวนการภายในของตนเสร็ จสิ ้นแล้ ว 3. ตารางข้ อผูกพันของแต่ละประเทศจะผนวกแนบท้ ายพิธีสารฯ เป็ นส่วนหนึ่งของความตกลงฯ โดยส่วน ของไทยได้ เสนอเปิ ดตลาดเพิ่มขึ ้นจากข้ อผูกพันภายใต้ GATS และข้ อผูกพันชุดที่ 1 ครอบคลุมกิจกรรมบริ การบางประเภท ในสาขาวิชาชีพ สาขาโทรคมนาคม การศึกษา การเงิน การท่องเที่ยว และการขนส่งทางเรื อ/ทางอากาศ/ทางราง และทาง อากาศ 4. ข้ อเสนอดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้ กรอบที่กฎหมายปั จจุบนั อนุญาตให้ ต่างชาติประกอบธุรกิจได้ คือ ให้ ประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนสามารถเข้ ามาประกอบธุรกิจได้ โดยถือหุ้นไม่เกินร้ อยละ 49 และมีเงื่อนไขอื่นตามกฎหมาย เฉพาะสาขา เช่น ในสาขาวิชาชีพต้ องเป็ นไปตามที่สภาวิชาชีพกําหนด 25. ร่ างแถลงการณ์ ร่วมสําหรั บการประชุมผู้นําลุ่มนํา้ โขงกับญี่ปุ่น ครัง้ ที่ 2 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็ น ชอบต่อร่ า งแถลงการณ์ ร่ว มสํา หรั บการประชุมผู้นํ า ลุ่มนํ า้ โขงกับญี่ ปุ่ น ครั ง้ ที่ 2 และอนุมัติใ ห้ นายกรัฐมนตรี รับรองร่างเอกสารดังกล่าวข้ างต้ น


24 2. หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุ งแก้ ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสําคัญหรื อไม่ขดั ต่อผลประโยชน์ของ ไทย ขอให้ กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีก สาระสําคัญของเรื่ อง 1. ความร่ วมมือลุ่มนํ ้าโขงกับญี่ปนประกอบด้ ุ่ วยสมาชิก 6 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และญี่ ปุ่ น เริ่ มต้ น จากดํ า ริ ข องรั ฐ บาลญี่ ปุ่ น เพื่ อส่ง เสริ ม บทบาทของตนให้ ชัดเจนขึน้ ในฐานะหุ้น ส่ว นเพื่ อการพัฒ นา (Development Partner) ในอนุภูมิภาคลุ่มนํา้ โขง โดยญี่ ปุ่นเป็ นเจ้ าภาพจัดการประชุมผู้นําครัง้ แรก เมื่อวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2552 ที่กรุงโตเกียว 2. โดยที่สาระสําคัญของร่ างถ้ อยแถลงฯ เป็ นการแสดงความยินดีต่อการดําเนินความร่ วมมือที่ผ่านมาใน ด้ า นต่า ง ๆ ระหว่ า งประเทศในลุ่ม นํ า้ โขงและประเทศญี่ ปุ่ นและเป็ นการแสดงเจตนารมณ์ ท างการเมื อ งที่ จ ะดํ า เนิ น ความสัมพันธ์ ดงั กล่าวต่อไปในอนาคต ซึง่ มิได้ ก่อให้ เกิดพันธกรณีภายใต้ บงั คับของกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้ วิธีการ รับรอง (adopt) โดยไม่มีการลงนาม ดังนันร่ ้ างถ้ อยแถลงฯ จึงไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190อ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทังนี ้ ้ ตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7 /2551 เกี่ยวกับคําแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถนุ ายน 2551 3. สาระสําคัญ/ข้ อเท็จจริ งและข้ อกฎหมาย 3.1 พอใจกับความสําเร็ จในความร่ วมมือระหว่างประเทศลุ่มนํ ้าโขงกับญี่ปนที ุ่ ่ผ่านมา ทังในด้ ้ าน การเมื องและเศรษฐกิ จ โดยเฉพาะหลัง จากการประชุมผู้นํ า ฯ ครั ง้ ที่ 1 ที่ ก รุ ง โตเกี ย วและชื่ น ชมความพยายามในการ ปรึกษาหารื อทังในระดั ้ บรัฐมนตรี ตา่ งประเทศและรัฐมนตรี เศรษฐกิจ 3.2 ชื่นชมกับความคืบหน้ าที่สําคัญในการดําเนินการตามปฎิญญาโตเกียวและแผนปฏิบตั ิการ ลุ่มนํ า้ โขงกับญี่ ปุ่น 63 รายการ ทัง้ นี ้ นายกรั ฐ มนตรี ญี่ปุ่นยื น ยัน ที่ จะร่ ว มมื อกับประเทศลุ่มนํ า้ โขงดํา เนิ น การให้ บรรลุ เป้าหมายตามผลการประชุมผู้นําฯ ครัง้ ที่ 1 และชื่นชมในความพยายามของประเทศลุม่ นํ ้าโขงที่ได้ มีการช่วยเหลือพึ่งพาระหว่างกัน มาตลอด 3.3 ยืนยันความมุ่งมัน่ ที่จะพัฒนาโครงสร้ างพื ้นฐานและการอํานวยความสะดวกด้ านการขนส่ง พร้ อมทังรั้ บรองร่างแผนปฏิบตั กิ ารตามข้ อริ เริ่ มความร่วมมือด้ านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมลุ่มนํ ้าโขงกับญี่ปนุ่ ซึง่ จัดทําโดย รัฐมนตรี เศรษฐกิ จ ซึ่งเน้ นการพัฒนาโครงสร้ างพื ้นฐาน การอํานวยความสะดวกทางการค้ าและโลจิสติกส์ การส่งเสริ ม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อุตสาหกรรมสนับสนุน ภาคบริ การและภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ 3.4 ยินดีตอ่ ผลการประชุมระว่างประเทศลุม่ นํ ้าโขงกับญี่ปนเกี ุ่ ่ยวกับแนวพื ้นที่เศรษฐกิจตะวันออกตะวันตกและแนวพื ้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ ที่ญี่ปนและไทยป็ ุ่ นเจ้ าภาพร่ วมตามข้ อเสนอของนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมผู้นําฯ ครัง้ ที่1 3.5 เห็นความจํ าเป็ นในการส่งเสริ มความร่ วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการดําเนิน โครงการร่ วมกัน โดยชื่นชมที่มีการจัดการหารื อระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครัง้ แรก เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งภาค เอกชนได้ มีข้อเสนอต่อภาครัฐในร่ างแผนปฏิบตั ิการตามข้ อริ เริ่ มความร่ วมมือด้ านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมลุ่มนํ ้าโขงกับ ญี่ปนุ่ 3.6 ตระหนักถึงความสําคัญในการพัฒนาทรั พยากรมนุษย์ ในภูมิภาคและยินดีที่ไทยพร้ อมให้ การสนับสนุนตามแผนปฏิบตั กิ ารฯ 63 รายการ ซึง่ ไทยมีศกั ยภาพสูงในด้ านนี ้ 3.7 รับรองแผนปฏิบตั ิการทศวรรษแห่งแม่โขงเขียวขจี ซึ่งเสนอโดยญี่ปนและหวั ุ่ งว่าความร่ วมมือ ในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อมจะช่วยให้ ภูมิภาคลุ่มนํ า้ โขงเขียวชอุ่ม มีความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถรับมือกับ ภัยธรรมชาติตา่ งๆ 3.8 เห็นถึงความจําเป็ นในการส่งเสริ มความร่วมมือในการบริ หารจัดการนํ ้าในลุม่ นํ ้าโขง และยินดีที่ ญี่ปนประกาศจะให้ ุ่ เงินสนับสนุนจํานวน 300 ล้ านเยน สําหรับโครงการบริ หารจัดการนํ ้าของคณะกรรมการลุม่ แม่นํ ้าโขง 3.9 หารื อ เกี่ ย วกั บ ประเด็ น ในภูมิ ภ าคและระหว่ า งประเทศที่ เ ป็ นข้ อ ห่ ว งกั ง วลร่ ว มกัน อาทิ สถานการณ์ ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ ในพม่า ประเด็นทางทะเล การปฏิรูปสหประชาชาติ และสมาชิกถาวรของ คณะมนตรี ความมัน่ คงแห่งสหประชาชาติ 3.10 ญี่ ปุ่นจะเป็ นเจ้ าภาพจัดการประชุมผู้นําลุ่มนํา้ โขงกับญี่ ปุ่น ครัง้ ที่ 3 ที่กรุ งจาการ์ ตา ในปี 2554 คู่ขนานกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครัง้ ที่ 19 พร้ อมทังการประชุ ้ มรัฐมนตรี ต่างประเทศครัง้ ที่ 4 และการประชุม รัฐมนตรี เศรษฐกิจครัง้ ที่ 3 ในปี 2554 ที่กรุงจาการ์ ตา


25 26. เรื่ อง การดําเนินงานของประเทศไทยภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบการดําเนินงานของประเทศไทยภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ วยการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามมติผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แห่ งชาติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมเสนอ ดังนี ้ 1.เห็นชอบกับกรอบการเจรจาของประเทศไทยสําหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) และให้ นําเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป 2. เห็นชอบให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมร่ วมกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดส่งหนังสือ แสดงเจตนารมณ์สนับสนุน (Associations) ต่อ Copenhagen Accord ไปยังสํานักเลขาธิการอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่า ด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ นําเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนจัดส่งหนังสือแสดงเจตนารมณ์ดงั กล่าว 3. เห็นชอบในองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยซึง่ ประกอบด้ วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้ อง 16 หน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมเป็ นหัวหน้ า คณะ 4. เห็ น ชอบให้ จัด ตัง้ สํ า นัก งานเฉพาะกิ จ ด้ า นการเจรจาภายใต้ อ นุสัญ ญาสหประชาชาติ ว่า ด้ ว ยการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสําหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาฯ สมัยที่ 16 – 17 โดยมี นายอภิชยั ชวเจริ ญพันธ์ เป็ น หัวหน้ าคณะเจรจา (Chief Negotiator) และมีผ้ แู ทนจากหน่วยงานหลักร่วมปฏิบตั งิ านเต็มเวลาเพื่อจัดทําท่าทีการเจรจาของ ประเทศไทย ตามอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกี ยวโต และให้ เสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตามกรอบที่ได้ รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และตาม เอกสารการเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 และ สมั ย ที่ 17 โดยมี สํ า นั ก งานประสานการจั ด การการเปลี่ ย นแปลงสภาพภู มิ อ ากาศ สํ า นั ก งานนโยบายและแผน ทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ ง แวดล้ อ ม และองค์ ก ารบริ ห ารจัด การก๊ า ซเรื อ นกระจก กระทรวงทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละ สิ่งแวดล้ อมร่ วมสนับสนุนการปฏิบตั ิงาน และขอให้ สํานักงบประมาณพิจารณางบประมาณสนับสนุนการดําเนินงานตาม ความเหมาะสม โดยให้ สํานักงานเฉพาะกิจด้ านการเจรจาฯ ทําความตกลงกับสํานักงบประมาณต่อไป สาระสําคัญของเรื่อง 1. การที่ประเทศไทยได้ เข้ าเป็ นภาคีอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อ วันที่ 28 กรกฎาคม 2537 และได้ ดําเนินการตามพันธกรณี ของอนุสญ ั ญาฯ ตลอดมาโดยมีสํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมทําหน้ าที่เป็ นหน่วยงานประสานงานกลางของอนุสญ ั ญาฯ ซึ่งในการประชุมรัฐภาคี อนุสญ ั ญาฯ สมัยที่ 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในระหว่างวันที่ 7 – 18 ธันวาคม 2552 ที่ผลการประชุมไม่บรรลุซงึ่ ข้ อตกลงระยะ ยาวรวมถึงยังไม่มีความคืบหน้ าในการดําเนินงานตามพิธีสารโตเกียว แต่รัฐภาคีได้ ร่วมกันรับทราบข้ อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ซึง่ เป็ นกรอบการดําเนินงานตามความสมัครใจโดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ทังนี ้ ้ ประเทศไทยได้ แสดงท่า ที ในทางบวกต่อข้ อตกลงโคเปนเฮเกน และแจ้ งเป็ นหนัง สือต่อสํา นักเลขาธิ ก ารอนุสัญญาฯ แล้ ว เมื่อวัน ที่ 29 มกราคม 2553 โดยให้ เหตุวา่ ต้ องได้ รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาและรัฐสภาก่อนตามลําดับ 2. สํานักเลขาธิการอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกําหนดจัดประชุม รัฐสภาคืออนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2553 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก โดยมีสาระของการเจรจาได้ แก่ข้อตกลงความร่ วมมือในระยะยาวและการปรับหรื อ คงไว้ ซงึ่ พิธีสารเกียวโตในการลดก๊ าซเรื อนกระจกของประเทศที่พฒ ั นาแล้ วต่อเนื่องจากการประชุมครัง้ ที่แล้ ว ซึง่ ประเทศไทย ฐานะภาคีจกั ต้ องเข้ าประชุมและเจรจาด้ วย 3. คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ ประชุมพิจารณาเรื่ องที่ ต้องเตรี ยมการ เข้ า ร่ ว มของประเทศไทยเมื่ อ วัน ที่ 20 ตุล าคม 2553 ในเรื่ อ งกรอบการเจรจา การสนับ สนุ น ข้ อ ตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยที่จะเข้ าร่ วมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาฯ สมัยที่ 16 และข้ อเสนอการจัดตัง้ สํานักงานเฉพาะกิจเพื่อเตรี ยมการด้ านเจรจาต่อเนื่องทังการประชุ ้ มในสมัยที่ 16 ถึง สมัยที่ 17 4. เนื่ อ งจากการจัด ทํ า กรอบเจรจาของประเทศไทยและเจตนารมณ์ สนับ สนุน ข้ อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ของประเทศไทย เปรี ยบเหมือนการข้ อตกลงกับต่างประเทศถึงแม้ จะไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ต้องมีการดําเนินการที่โปร่ งใส จึงจําเป็ นต้ องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ เพื่อเสนอต่อรัฐสภา


26 พิจารณาให้ ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อไป ให้ ทันต่อการประชุมรัฐภาคี อนุสญ ั ญาสหประชาชาติวา่ ด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 ในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2553 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก 5. สาระสําคัญ/ข้ อเท็จจริ งของเรื่ อง 5.1 สาระของกรอบการเจรจาของประเทศไทยสํ า หรั บ การประชุม รั ฐ ภาคี ก รอบอนุ สัญ ญา สหประชาชาติว่าด้ วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) ที่คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศได้ ให้ ความเห็นชอบได้ ยกร่ างขึ ้นบนพื ้นฐานของความรับผิดชอบร่ วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคํานึงถึงศักยภาพ (Common but differentiated responsibitities and Respective Capabilities) ความรับผิดชอบในอดีต (Historical Responsibility) การพัฒนาที่ยงั่ ยืน (Sustainable Development) ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy) การ ขจัดปั ญหาความยากจน (Poverty Eradication) และหลักการสากลอื่นๆ ที่สอดคล้ องกับพันธกรณีของสนธิสญ ั ญาภายใต้ กรอบองค์การ สหประชาชาติที่ประเทศไทยเป็ นภาคี 5.2 ข้ อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ที่เป็ นผลจากการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาฯ สมัยที่ 15 ไม่มีสถานะเป็ นข้ อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็ นการเปิ ดให้ ภาคีแสดงเจตนารมณ์ ในการสนับสนุน (association) ต่อข้ อตกลงดังกล่าว ไม่ได้ มีผลผูกพันตามกฎหมายแต่อย่างใด ปั จจุบนั มีรัฐภาคีที่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุน (association) ต่อ Copenhagen Accord แล้ ว จํานวน 139 ประเทศ (สถานะเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2553) โดยในจํานวนนี ้ ประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ได้ แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา และเวียดนาม 5.3 เพื่อเป็ นการเตรี ยมความพร้ อมของประเทศไทยให้ สามารถเข้ าร่ วมเจรจาในการประชุมรัฐภาคี สัญญาฯ สมัยที่ 16 ได้ ทกุ เรื่ อง ดังนันผู ้ ้ แทนประเทศไทยสมควรประกอบด้ วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้ อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคเอกชน และสื่อมวลชน 5.4 เพื่อเป็ นการเตรี ยมท่าทีและการเจรจาของประเทศไทยสําหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสญ ั ญาฯ สมัยที่ 16 ที่เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก ในปี 2553 และต่อเนื่องถึงการประชุมสมัยที่ 17 ณ นครโยฮันเนสเบอร์ ก สหภาพ อาฟริ กาใต้ ในปลาบดี 2554 ซึง่ มีความสําคัญและเข้ มแข็งในการเจรจาอย่างยิง่ คณะกรรมการนโยบายเปลีย่ นแปลง ภูมิอากาศแห่งชาติ จึงเห็นควรให้ มีการแต่งตังสํ ้ านักงานเฉพาะกิจด้ านการเจรจา โดยให้ ผ้ แู ทนจากกระทรวงที่มีสว่ นร่วมใน การเจรจาหลักมาปฏิบตั ใิ นเรื่ องดังกล่าวเต็มเวลาโดยมีนายอภิชยั ชวเจริญพันธ์เป็ นหัวหน้ าคณะเจรจา (Chief Negotiator)) และมีระยะเวลาดําเนินการตังแต่ ้ ปัจจุบนั จนสิ ้นสุดการประชุม COP17 (เดือนธันวาคม 2554) 27. เรื่ อง การขอขยายเขตกงสุลของสถานกงสุลใหญ่ สาธารณรั ฐสังคมนิยมเวียดนามประจําจังหวัดขอนแก่ น และการขอขยายเขตกงสุลของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. ให้ สถานกงสุลใหญ่ สาธารณรั ฐสังคมนิยมเวียดนามประจําจังหวัดขอนแก่น มีเขตกงสุลครอบคลุม จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครพนม สกลนคร มุกดาหาร มหาสารคาม อุบลราชธานี นครราชสีมา หนองบัวลําภู กาฬสินธุ์ เลย ร้ อยเอ็ด ยโสธร อํานาจเจริ ญ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรี สะเกษ และสุรินทร์ 2. ให้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมนิ ห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีเขตกงสุลครอบคลุมนคร โฮจิมินห์ จังหวัดเถื่อเทียน – เว้ ดานัง กว๋างนาม กว๋างหงาย บิง่ ดิง่ ฟู้เอี ้ยน คังหว่ ้ า นิงถ่วน บิง่ ถ่วน ด่งนาย บ่าเหรี ยะ – หวุงเต่า บิญ ่ เซือง ล็องอาน เตี่ยนซาง เบ๊ นแจ หวิงล็อง จ่าวิง เกิ่นเทอ เหิ่วซาง บากเลียว และก่าเมา 28. เรื่ อง ขอความเห็นชอบในการลงนามความตกลงว่ าด้ วยความร่ วมมือด้ านวัฒนธรรมระหว่ างอาเซียนกับ สหพันธรัฐรัสเซีย คณะรัฐมนตรี เห็นชอบและอนุมตั ติ ามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็ น ชอบในหลั ก การร่ า งความตกลงว่ า ด้ วยความร่ ว มมื อ ด้ านวั ฒ นธรรมระหว่ า งอาเซี ย นกั บ สหพันธรัฐรัสเซีย(Agreement on Cultural Cooperation between the Governments of the Member States of the Association of Southeast Asian Nations and the Government of the Russian Federation) 2. อนุมตั ิให้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็ นผู้ลงนามในความตกลงว่าด้ วยความร่ วมมือ ด้ านวัฒนธรรมระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)รายงานว่า


27 1. อาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซีย ในฐานะประเทศคูเ่ จรจาของอาเซียนมีข้อริ เริ่ มร่วมกันในการพัฒนาความ ร่วมมือด้ านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริ มความเชื่อมโยงของภูมิภาคและการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซียให้ เข้ มแข็ง ยิ่งขึ ้น ในส่วนความร่วมมือด้ านสังคมและวัฒนธรรม ได้ มีการหารื อเกี่ยวกับการยกร่ างความตกลงว่าด้ วยความร่วมมือด้ าน วัฒนธรรมระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซียในการประชุมคณะอนุกรรมการ/คณะกรรมการด้ านวัฒนธรรมและสนเทศ ของอาเซียน โดยร่ างความตกลงฯ มีการปรับแก้ ไขหลายครัง้ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนและฝ่ ายรัสเซีย รวมทังการปรั ้ บ แก้ ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องฝ่ ายไทย 2. สถานะล่าสุด สํานักเลขาธิการอาเซียนได้ แจ้ งว่า ที่ประชุมรัฐมนตรี อาเซียนที่กํากับดูแลด้ านศิลปะและ วัฒนธรรม (AMCA) ได้ ให้ ความเห็นชอบการเสนอลงนามความตกลงฯ ดังกล่าวในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ครัง้ ที่ 2 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2553 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 3. สาระสําคัญของร่างความตกลงว่าด้ วยความร่วมมือด้ านวัฒนธรรมระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย 3.1 วัตถุประสงค์ ร่ างความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศสมาชิกของ อาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียในด้ านวัฒนธรรม 3.2 ลักษณะความร่วมมือ เพื่อการส่งเสริ มและพัฒนาความร่ วมมือและแลกเปลี่ยนในสาขาวัฒนธรรมรู ปแบบต่าง ๆ ประกอบด้ วย ดนตรี การละคร งานจดหมายเหตุ หอสมุด พิพิธภัณฑ์ มรดกทางวัฒนธรรม นาฏศิลป์ ทัศนศิลป์ ภาพยนตร์ สิทธิบตั ร หัตถกรรมพื ้นบ้ าน ศิลปะประยุกต์ มัณฑนศิลป์ ละครสัตว์ และศิลปะในรูปแบบอื่น ๆ ภายในขอบเขตของกฎหมาย และนโยบายของแต่ละประเทศ ทังนี ้ ้ ค่าใช้ จ่ายที่เกิดจากความร่ วมมือตามความตกลงฯ ฝ่ ายผู้ส่งจะรับผิดชอบค่าใช้ จ่าย ในการเดินทางระหว่างประเทศไป-กลับของผู้แทนของตน และฝ่ ายผู้รับจะรับผิดชอบค่าอาหารและที่พัก ค่าล่าม และ ค่าใช้ จ่ายในการเดินทางภายในประเทศ คณะกรรมการอาเซียนว่าด้ วยวัฒนธรรมและสนเทศ (ASEAN Committee on Culture and Information) และกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซียจะเป็ นผู้ดําเนินการความตกลงฉบับนี ้ และจะเป็ น หน่วยงานติดต่อรับผิดชอบการประสานงานคัดเลือกการดําเนินงาน และการดูแลโครงการความร่ วมมือต่าง ๆ รวมทัง้ การปรึกษาหารื อ การเตรี ยมการดําเนินโครงการความร่วมมือตามที่ระบุในความตกลงฯ 4. การเริ่ มต้ นมีผลบังคับใช้ 4.1 ความตกลงฯ ฉบับนี ้จะมีผลบังคับใช้ ในวันที่เลขาธิการอาเซียนได้ รับการแจ้ งเป็ นลายลักษณ์ อักษรว่ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐรัสเซียได้ ดําเนินกระบวนการที่จําเป็ นภายในแต่ละ ประเทศ เพื่อการมีผลใช้ บงั คับของความตกลงฯ เรี ยบร้ อยแล้ ว 4.2 ความตกลงฯ ฉบับนี ้จะมีผลบังคับใช้ เป็ นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนันจะต่ ้ ออายุได้ โดยอัตโนมัติ ครัง้ ละ 5 ปี เว้ นแต่รัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนหรื อรั ฐบาลแห่งสหพันธรัฐรัสเซียจะแจ้ งให้ อีกฝ่ ายหนึ่งทราบเป็ น ลายลักษณ์อกั ษรถึงเจตนาที่จะยกเลิกความตกลงฯ ล่วงหน้ าอย่างน้ อย 6 เดือนก่อนที่ความตกลงฯ จะสิ ้นสุดลง 5. วธ. พิจารณาแล้ วเห็นว่า ร่างความตกลงฯ ดังกล่าวจะเป็ นประโยชน์สําหรับประเทศไทยในฐานะประเทศ สมาชิ กของอาเซียนในการส่งเสริ มความร่ วมมื อและแลกเปลี่ยนด้ านวัฒนธรรม ทัง้ ในระดับภาครัฐ นักวิชาการ ศิลปิ น ประชาชน ตลอดจนเยาวชน ผ่านการเรี ยนรู้ การปกป้อง สงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื น้ ฟู และการพัฒนาวัฒนธรรมและศิลปะ แขนงต่าง ๆ ซึง่ เป็ นการสนับสนุนการดําเนินงานภายใต้ กรอบการทูตเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริ มความเข้ าใจของความ หลากหลายทางวัฒนธรรม อันเป็ นส่วนหนึ่งของการสร้ างความสมานฉันท์และสันติสขุ ทังในระดั ้ บประเทศ ระดับภูมิภาค และประชาคมโลกที่ยงั่ ยืน วธ. ได้ แจ้ งข้ อมูลเพิ่มเติม ว่า สามารถดําเนินงานตามร่ างความตกลงฯ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้ เป็ นไปตามหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 29. เรื่อง ร่ างแถลงการณ์ ของผู้นําอาเซียนว่ าด้ วยการพัฒนาทรั พยากรมนุษย์ และฝี มือแรงงาน เพื่อการฟื ้ นฟู และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจออย่ างยั่งยืน (ASEAN Leaders’ Statement on Human Resources and Skills Development for Economic Recovery and Sustainable Growth) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างแถลงการณ์ของผู้นําอาเซียนว่าด้ วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และฝี มือแรงงาน เพื่อการฟื น้ ฟูและความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจออย่างยัง่ ยืน (ASEAN Leaders’ Statement on Human Resources and


28 Skills Development for Economic Recovery and Sustainable Growth) ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และหาก จําเป็ นต้ องแก้ ไขปรับปรุงร่างแถลงการณ์ดงั กล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสําคัญก่อนมีการรับรองขอให้ กระทรวงแรงงานสามารถ ดําเนินการได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี ทราบอีก สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงแรงงาน (รง.) รายงานว่า 1.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึง่ เป็ นประธานอาเซียนได้ จดั ทําร่ างแถลงการณ์ของผู้นําอาเซียนว่าด้ วย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และฝี มือแรงงาน เพื่อการฟื ้นฟูและความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจออย่างยั่งยืน (ASEAN Leaders’ Statement on Human Resources and Skills Development for Economic Recovery and Sustainable Growth) โดยร่ างแถลงการณ์ดงั กล่าวได้ ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมคณะมนตรี ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครัง้ ที่ 4 แล้ ว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 ซึง่ ในส่วนของประเทศไทยนัน้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ เป็ น หัวหน้ าคณะผู้แทนไทยในการเข้ าร่ วมประชุมและฝ่ ายเวียดนามมีกําหนดที่จะเสนอร่ างแถลงการณ์ ดงั กล่าวต่อที่ประชุม สุดยอดผู้นํ ้าอาเซียนครัง้ ที่ 17 ในเดือนตุลาคม 2553 เพื่อให้ การรับรอง 2. สาระสําคัญของร่ างแถลงการณ์เป็ นวิสยั ทัศน์ในการดําเนินการความร่วมมือด้ านการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์และฝี มือแรงงานในด้ านต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนความร่ วมมือทางวิชาการและการเสริ มสร้ างสมรรถนะในอาเซียน การส่งเสริ มไตรภาคีและความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน การยกระดับคุณภาพและฝี มือแรงงานในประเทศสมาชิกอาเซียน การ ส่ง เสริ มการเรี ย นรู้ ตลอดชี วิ ต โดยมอบหมายให้ รัฐมนตรี เจ้ า หน้ า ที่ อาวุโสเฉพาะสาขา (ในส่ว นของไทยคื อ รง.) เป็ น ผู้ดําเนินการตามร่างแถลงการณ์ดงั กล่าว โดยให้ สอดคล้ องกับกฎหมาย ระเบียบและนโยบายของประเทศสมาชิก 3. กระทรวงแรงงานได้ ขอให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พิจารณาให้ ความเห็นทางกฎหหมายต่อร่ าง แถลงการณ์ ดงั กล่าว ซึ่ง กต. (กรมสนธิ สญ ั ญาและกฎหมาย) ได้ มีหนังสือแจ้ งข้ อคิดเห็นสรุ ปได้ ว่าไม่มีข้อขัดข้ องในด้ าน สารัตถะต่อร่ างแถลงการณ์ และสาระสําคัญของร่ างแถลงการณ์ เป็ นวิสยั ทัศน์ ในการดําเนินความร่ วมมือด้ านการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์และฝี มือแรงงานของกลุม่ ประเทศอาเซียน จึงเป็ นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์และนโยบายทางการเมืองของ กลุ่มประเทศอาเซียนที่มิได้ ก่อให้ เกิดพันธกรณีภายใต้ บงั คับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่น่าจะเป็ นหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 4. กระทรวงแรงงานมีความเห็นว่า ร่ างแถลงการณ์ดงั กล่าวเป็ นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์และนโยบาย ทางการเมืองของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มิได้ ก่อให้ เกิดพันธกรณีภายใต้ บงั คับของกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว โดย ดําเนินงานให้ สอดคล้ องกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของประเทศสมาชิก ซึง่ เป็ นประโยชน์และสอดคล้ องกับภารกิจ ของกระทรวงแรงงาน โดยที่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6-7/2551 เกี่ยวกับคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลง วันที่ 18 มิถนุ ายน 2551 ที่ระบุวา่ “ปกติคําแถลงการณ์ที่ไม่ประสงค์จะให้ มีผลทางกฎหมายนันไม่ ้ มีความจําเป็ นต้ องลงนาม” เนื่องจากร่ างแถลงการณ์ ดงั กล่าวจะได้ รับการรั บรอง (adopt) โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียนโดยไม่มีการลงนาม จึงไม่มี ผลผูกพันทางกฎหมาย เรื่ องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 30. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์ อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของร่ องความกดอากาศตํ่าพาดผ่ านภาคใต้ ตอนบน ภาคกลางและ ภาคตะวันออก และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่ างวันที่ 10 - 25 ตุลาคม 2553) คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุ ปสถานการณ์ อุทกภัยเนื่ องจากอิทธิ พลของร่ องความกดอากาศตํ่าพาดผ่าน ภาคใต้ ตอนบน ภาคกลางและภาคตะวันออก และมรสุมตะวัน ตกเฉี ยงใต้ (ระหว่ างวันที่ 10 - 25 ตุลาคม 2553) ของ กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ดังนี ้ 1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่างวันที่ 25-31 ต.ค. 2553) 1.1 บริ เวณความกดอากาศสูงกําลังค่อนข้ างแรงจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตลอดทังสั ้ ปดาห์ ทําให้ มี ฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่ง จากนันอุ ้ ณหภูมิจะลดลง 4-6 องศา กับมีลมแรง สําหรับภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มมากขึ ้น ส่วนคลื่น ลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกําลังแรงขึ ้นตังแต่ ้ วนั ที่ 26 ต.ค. 2553 1.2 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้ องกั น และบรรเทาสาธารณภั ย ได้ แจ้ งเตื อ นให้ จั ง หวั ด ในภาคเหนื อ เตรี ย มการป้ องกัน และแก้ ไขปั ญหาอันเกิ ดจากสภาวะฝนตกหนัก อาจทํ า ให้ เ กิ ดนํ า้ ท่ ว มฉับพลัน นํ า้ ป่ า ไหลหลาก นํ ้าล้ นตลิง่ และดินถล่ม ในช่วงวันที่ 21-23 ต.ค. 2553 แล้ ว 2. การคาดการณ์ สภาพนํา้


29 2.1 กรมชลประทาน ได้ ประกาศเตือนให้ ประชาชนในภาคกลางที่อาศัยอยู่ตลอดแนวลํานํา้ แม่นํา้ เจ้ าพระยาทัง้ สองฝั่ ง ตรวจสอบความแข็งแรงของกําแพงป้องกันตลิ่ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งกรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ แจ้ งให้ จงั หวัดปทุมธานีเตรี ยมการป้องกันและแก้ ไขปั ญหาอันเกิดจากนํ ้าท่วมในพื ้นที่ 2.2 กรมชลประทาน ได้ ประกาศเตือนให้ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริ เวณแม่นํ ้าชี เฝ้า ระวังบริ เวณใกล้ จดุ บรรจบของแม่นํ ้าชีและแม่นํ ้าพองเป็ นพิเศษ และแม่นํ ้ามูล โดยกระทรวงมหาดไทยได้ แจ้ งให้ จงั หวัด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้ อยเอ็ด ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรี สะเกษ และอุบลราชธานี แจ้ งอําเภอ องค์กรปกครอง ส่วนท้ องถิ่น เตรี ยมการป้องกัน และเตรี ยมความพร้ อมในการให้ ความช่วยเหลือประชาชน 3. สถานการณ์ อุทกภัยปั จจุบนั (วันที่ 10-25 ต.ค. 2553) ปั จจุบนั จังหวัดที่ยงั คงมีสถานการณ์อทุ กภัยทังสิ ้ ้น 25 จังหวัด 215 อําเภอ 1,569 ตําบล 12,068 หมู่บ้าน ได้ แก่ จังหวัดพิจิตร กําแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทยั ธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรี สะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรี อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ปราจีนบุรี สมุทรปราการ อุบลราชธานี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 877,875 ครัวเรื อน 2,516,440 คน พื ้นที่การเกษตรที่ คาดว่าจะเสียหาย ประมาณ 3,185,932 ไร่ 4. การให้ ความช่ วยเหลือของกระทรวงมหาดไทย 4.1 รั ฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย 4.1.1 รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) พร้ อมด้ วย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค พร้ อม คณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมราษฎร และมอบถุงยังชีพ ในพื ้นที่จงั หวัดนครราชสีมา สระแก้ ว ปราจีนบุรี สระบุรี นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี และจังหวัดสิงห์บรุ ี รวมจํานวน 5,000 ถุง 4.1.2 รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษา ราชการแทน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้ อมคณะ เดินทางไปประชุมเพื่อเตรี ยมการ รองรั บสถานการณ์ อุทกภัย ปี 2553 ในพื น้ ที่ ภาคกลาง ณ จัง หวัด พระนครศรี อ ยุธ ยา และจัง หวัด นนทบุรี และในพื น้ ที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดนครราชสีมา 4.2 รั ฐมนตรี ช่วยว่ าการกระทรวงมหาดไทย ตังแต่ ้ วนั ที่ 19 ต.ค. 2553 รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์) รองอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายประทีป กีรติเรขา) กรมส่งเสริ มการปกครองท้ องถิ่น การไฟฟ้านครหลวง พร้ อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมราษฎรและมอบถุงยังชีพ ในพื ้นที่18 อําเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา รวมจํานวน 11,000 ถุง พร้ อมทังปฏิ ้ บตั ิ หน้ าที่ ณ ศูน ย์ อํ า นวยการเฉพาะกิ จ ป้ องกัน และแก้ ไขปั ญ หาอุท กภัย วาตภัย และดิน ถล่ม ปี 2553 ส่วนหน้ า จังหวัด นครราชสีมา 5. การให้ ความช่ วยเหลือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่ วยงานอื่น (อยู่ระหว่าง สํารวจและการรวบรวมข้ อมูล) 6. สิง่ ของพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 6.1 พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั พระราชทานถุงยังชีพ ให้ มลู นิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบแก่ราษฎรเพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนในเบื ้องต้ น รวม จํานวน 66,850 ครอบครัว 6.2สํานักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทกั ษ์ สภากาชาดไทยมอบชุดธารนํ ้าใจพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยรวม จํานวน 23,980ชุด นํ ้าดื่ม 213,640 ขวด และยาสามัญประจําบ้ านจํานวน2,000ชุด 6.3 กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ ผู้แทนพระองค์ เดินทางไปมอบถุงพระราชทานในพื ้นที่ประสบอุทกภัย รวม จํานวน 11,050 ชุด 6.4 พระเจ้ าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ าโสมสวลี พระวรราชาทินดั ดามาตุ (นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และ พระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิติยาภา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทรงให้ ผ้ แู ทน พระองค์เดินทางไปมอบถุงพระราชทานแก่ราษฎร ในพื ้นที่ประสบอุทกภัย รวม จํานวน 14,107 ชุด และอาหารกล่อง จํานวน 3,500 กล่อง 6.5 สมเด็จ พระบรมโอรสาธิร าชฯ สยามมกุฎ ราชกุม าร ได้ พ ระราชทานพระราชานุญ าต ให้ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) และคณะ นําถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้ แก่ผ้ ูประสบ อุทกภัยในพื ้นที่จงั หวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี จํานวน 1,000 ชุด


30

31. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครั ง้ ที่ 36 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 36 ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2553 ประกอบด้ วย สถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตร สถานการณ์นํ ้า และการดําเนินการตามแผนเตรี ยมรับสถานการณ์ ภัยพิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ ดงั นี ้ สถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร ปั จจุบันมี สถานการณ์ อุทกภัย จํานวน 27 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กําแพงเพชร ลําพูน อุทยั ธานี นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง พระนครศรี อยุธยา นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี นครนายก สระแก้ ว ปราจี นบุรี นครราชสีมา ศรี สะเกษ ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และขอนแก่น สรุ ป สถานการณ์ได้ ดงั นี ้ 1. ลพบุรี สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 11 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง ลพบุรี 9 ตําบล โคกสําโรง 13 ตําบล ชัยบาดาล 16 ตําบล พัฒนานิคม 6 ตําบล ลําสนธิ 6 ตําบล ท่าหลวง หนองม่วง สระโบสถ์ 5 ตําบล โคกเจริญ 5 ตําบล บ้ านหมี่ 7 ตําบล ท่าวุ้ง 6 ตําบล 2. สระบุรี สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 15 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 13 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง 4 ตําบล 1 เทศบาล อําเภอบ้ านหมอ 2 ตําบล พระพุทธบาท 1 ตําบล มวกเหล็ก 2 ตําบล แก่งคอย 12 ตําบล วังม่วง 3 ตําบล เสาไห้ 12 ตําบล เฉลิมพระเกียรติ 3 ตําบล ดอนพุด 4 ตําบล หนองแซง 9 ตําบล หนองแค 13 ตําบลวิหารแดง 7 ตําบล 3. เพชรบูรณ์ สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 5 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง 3 ตําบล หนองไผ่ 13 ตําบล ศรี เทพ 7 ตําบล บึงสามพัน 8 ตําบล วิเชียรบุรี 14 ตําบล 4. สุโขทัย สถานการณ์นํ ้าท่วมพื ้นที่ลมุ่ ตํ่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภอกงไกลาศ ตําบลกง คาดว่ าจะเข้ าสู่ภาวะปกติประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 5. พิษณุโลก สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภอบางระกํา คาด ว่ าจะเข้ าสู่ภาวะปกติประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 6. พิจิตร สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 53 ในพืน้ ที่ 4 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอสามง่าม 4 ตําบล ์ โพธิประทับช้ าง 4 ตําบล บึงนางราง 1 ตําบล โพทะเล 5 ตําบล 7. กําแพงเพชร สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 6 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอขาณุวรลักษ บุรี 9 ตําบล ปางศิลาทอง 2 ตําบล ไทรงาม 7 ตําบล บึงสามัคคี 4 ตําบล ทรายทองวัฒนา 3 ตําบล พานกระต่าย 8 ตําบล 8. ลําพูน สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิง่ ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภอบ้ านโฮ่ง 3 ตําบล 9. อุทัยธานี สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภอเมืองอุทยั ธานี 2 ตําบล 10. นครสวรรค์ สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 7 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอตาคลี 5 ตําบล ลาดยาว 8 ตําบล หนองบัว 4 ตําบล.ท่าตะโก 10 ตําบล ไพศาลี 8 ตําบล เมือง 3 ตําบล บรรพตพิสยั 11. ชัยนาท สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 3-4 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 7 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเนินขาม 3 ตําบล หันคา 7 ตําบล เมืองชัยนาท 8 ตําบล วัดสิงห์ 4 ตําบล หนองมะโมง 4 ตําบลมโนรมย์ 7 ตําบล สรรพยา 7 ตําบล 12. สิงห์ บุรี สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค 53 ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภออินทร์ บรุ ี 7 ตําบล 2 เทศบาล 13. อ่ างทอง สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 7 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง ป่ า โมก ไชโย วิเศษชัยชาญ โพธิ์ทอง สามโก้ และแสวงหา 14. พระนครศรี อยุธยา สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 19-20 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 5 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอ พระนครศรี อยุธยา 4 ตําบล บางไทร 23 ตําบล มหาราช 12 ตําบล ผักไห่ 7 ตําบลบางบาล 8 ตําบล 15. นครปฐม สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่อาํ เภอ 1 อําเภอ คือ อําเภอบางเลน 2 ตําบล 16. นนทบุรี สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 6 อําเภอ ได้ แก่ ได้ แก่ อ.ปากเกร็ ด 7 ตําบล.เมืองนนทบุรี 4 ตําบล บางกรวย 4 ตําบล บางใหญ่ 6 ตําบล บางบัวทอง 8 ตําบล ไทรน้ อย 7 ตําบล


31 17. ปทุมธานี สถานการณ์ นํา้ ล้ นตลิ่ง เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 7 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง ปทุมธานี สามโคก ลาดหลุมแก้ ว ธัญบุรี ลําลูกกา คลองหลวง และหนองเสือ 18. สุพรรณบุรี สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 53 ในพืน้ ที่ 6 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง 19 ตําบล.บางปลาม้ า 13 ตําบล.สองพี่น้อง 14 ตําบล สามชุก 7 ตําบล หนองหญ้ าไซ 6 ตําบล .เดิมบางนางบวช 14 ตําบล 19. นครนายก สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่อาํ เภอ 1 อําเภอ คือ อําเภอบ้ านนา 2 ตําบล 20. สระแก้ ว สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 15 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 4 อําเภอ ได้ แก่ อําเภออรัญประเทศ 6 ตําบล อําเภอวังนํ ้าเย็น 1 ตําบล ตาพระยา 1 เทศบาลตําบล โคกสูง 3 ตําบล 21. ปราจีนบุรี สถานการณ์ นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 3 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอนาดี 1 ตําบล อําเภอกบินทร์ บรุ ี 2 ตําบล ศรี มหาโพธิ์ 7 ตําบล 1 เทศบาล 22. นครราชสีมา สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 15-16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 21 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอ เมือง 11 ตําบล สูงเนิน 11 ตําบล ขามทะเลสอ 5 ตําบล โนนแดง 3 ตําบล คง 2 ตําบล เสิงสาง 6 ตําบล หนองบุญมาก จักรราช 8 ตําบล เทพารักษ์ 4 ตําบล ด่านขุนทด 16 ตําบล บ้ านเหลื่อม 4 ตําบล โนนสูง 16 ตําบล โชคชัย 10 ตําบล พิมาย 6 ตําบล โนนไทย 10 ตําบล ห้ วยแถลง 10 ตําบล ปากช่อง 8 ตําบล สีคิ ้ว 3 ตําบล ปั กธงชัย 11 ตําบล ขามสะแกแสง 7 ตําบล เฉลิมพระเกียรติ 5 ตําบล พระทองคํา 5 ตําบล บัวใหญ่ 7 ตําบล ครบุรี บัวลาย เมืองยาง สีดา ชุมพวง วังนํ ้าเขียว ลําทะเมนชัย แก้ งสนามนาง ส่วนในตัวเมืองนครราชสีมา เกิดนํ ้าท่วมในพื ้นที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หมูบ่ ้ านการเคหะแห่งชาติ หมูบ่ ้ านเคียงเคหะ โรงพยาบาลเซนต์เมรี โรงพยาบาลมหาราช 23. ศรี สะเกษ สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 1 อําเภอ คือ อําเภอขุนหาญ 1 ตําบล 24. ชัยภูมิ สถานการณ์ นํ ้าป่ าไหลหลาก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 16 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอเมือง เกษตรสมบูรณ์ ภูเขียว บําเหน็จณรงค์ เนินสง่า จัตรุ ัส บ้ านเขว้ า แก้ งคร้ อ หนองบัวแดง หนองบัวระเหว คอนสวรรค์ ซับใหญ่ คอนสาร ภักดีชมุ พล เทพสถิต และบ้ านแท่น 25. สุรินทร์ สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 19 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 7 อําเภอ ได้ แก่ ได้ แก่ อําเภอเมือง 3 ตําบล สังขะ 4 ตําบล. บัวเชด 6 ตําบล ศรี ขรภูมิ 1 ตําบล.ศรี ณรงค์ 5 ตําบล ชุมพลบุรี 9 ตําบล กาบเชิง 5 ตําบล 26. บุรีรัมย์ สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 20 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 11 อําเภอ ได้ แก่ ได้ แก่ อําเภอโนนดิน แดง สตึก ปะคํา บ้ านกรวด ประโคนชัย เฉลิมพระเกียรติ ละหานทราย นางรอง หนองหงส์ ลําปลายมาศ และชํานิ 27. ขอนแก่ น สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง เมื่อวันที่ 20 ต.ค.53 ในพืน้ ที่ 5 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอภูผาม่าน 3 ตําบล บ้ านไผ่ 1 ตําบล 1 เทศบาล.ชุมแพ 12 ตําบล .หนองเรื อ 5 ตําบล มัญจาคีรี 8 ตําบล สถานการณ์ นํา้ 1. สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังประเทศ ้ (25 ตุลาคม 2553) มีปริ มาณนํ ้าทังหมด ้ 54,923 ล้ านลูกบาศก์ เมตร หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 75 ของความจุอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังหมด ้ เพิ่มขึ ้นจาก สัปดาห์ก่อน(52,093 ล้ านลูกบาศก์ เมตร) จํานวน 2,830 ล้ านลูกบาศก์เมตร (ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 31,082 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 42 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (58,430 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 79) จํานวน 3,507 ล้ านลูกบาศก์เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 18,632 ล้ านลูกบาศก์เมตร สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ (25 ตุลาคม 2553) มีปริมาณนํ ้าทังหมด ้ 51,406 ล้ านลูกบาศก์เมตร หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 74 ของความจุอ่างเก็ บนํา้ ขนาดใหญ่ทัง้ หมด เพิ่มขึน้ จากสัปดาห์ ก่อน(48,777 ล้ านลูกบาศก์ เมตร) จํานวน 2,629 ล้ านลูกบาศก์ เมตร (ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 27,883 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 40 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (55,150 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 79) จํานวน 3,744 ล้ านลูกบาศก์ เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 18,189 ล้ านลูกบาศก์เมตร


32

ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่ างภูมิพล สิริกิต์ ิ แควน้ อย และป่ าสักฯ อ่ างเก็บนํา้ 1.ภูมิพล 2.สิริกิติ์ ภูมิพล+สิริกิติ์ 3.แควน้ อย 4.ป่ าสัก รวม 4 อ่ าง อ่ างเก็บนํา้

1.ภูมิพล 2.สิริกิต์ิ ภูมิพล+สิริกิติ์ 3.แควน้ อยฯ 4.ป่ าสักชลสิทธิ์ รวม 4 อ่างฯ

อ่ างเก็บนํา้ 1.สิริกิต์ 2.แม่งดั ฯ 3.กิ่วคอหมา 4.แควน้ อยฯ 5.ห้ วยหลวง 6.จุฬาภรณ์ 7.อุบลรัตน์ 8.ลําปาว 9. ลําตะคอง 10.ลําพระเพลิง 11.ลําแซะ 12.สิรินธร 13.ป่ าสักชลสิทธิ์

ม.ค.- เม.ย. 58.78 389.40 448.18 113.72 75.75 637.65

พ.ค.- ส.ค. 1,270.65 3,071.75 4,342.40 344.00 438.77 5,125.17

ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 53 ปริมาตร % นํา้ 8,113 60 7,737 81 15,850 69 755 98 1,090 114 17,695 72

ก.ย. 1,509.77 1,855.85 3,365.62 470.22 1,038.51 4,874.35

1- 25 ต.ค. 1,740.62 469.69 2,210.31 170.74 1,335.51 3,716.56

ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ปริมาตร % นํา้ 4,313 32 4,887 51 9,200 40 719 93 1,087 113 11,006 45

รวม 1 ม.ค.- 25 ต.ค. 4,579.82 5,786.69 10,366.51 1,098.68 2,888.54 14,353.73

หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร

เฉลี่ย ผลต่ างปี 53 กับ 1 ม.ค.- 25 ต.ค. ค่ าเฉลี่ย 4,625.62 -45.80 5,134.29 652.40 9,759.91 606.60 1,527.23 -428.55 2,043.08 845.46 13,330.21 1,023.52

สภาพนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนภูมิพล สิ ริกิต์ ิ และป่ าสักชลสิ ทธิ์ หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร ปริมาณนํา้ ไหล ปริมาณนํา้ ลงอ่ าง ระบาย วันนี ้ เมื่อ วันนี ้ เมื่อ วาน วาน 150.03 181.83 0.00 0.00 14.49 14.45 2.02 1.98 164.52 196.28 2.02 1.98 6.61 6.59 0.00 0.00 79.69 84.27 105.37 111.82 250.82 287.14 107.39 113.80

ปริมาณนํา้ รั บได้ อีก

5,349 1,773 7,122 14 0 7,136

อ่ างเก็บนํา้ ที่อยู่ในเกณฑ์ นํา้ มากกว่ าร้ อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จํานวน 19 อ่ าง ดังนี ้ หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร ปริมาตรนํา้ ในอ่ าง ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ฯ ปริมาตร % ปริมาตร % ความจุ ความจุ นํา้ นํา้ อ่ างฯ อ่ างฯ 7,725 81 4,875 51 267 101 245 92 183 108 177 104 748 97 712 93 119 101 114 97 177 108 133 81 2,637 108 2,056 85 1,290 90 1,205 84 376 120 349 111 117 106 116 105 239 87 232 84 1,587 81 756 38 1,116 116 1,113 116

ปริมาณนํา้ ไหลลง อ่ างฯ วันนี ้ เมื่อ วาน 14.45 1.76 1.83 6.59 1.66 3.59 138.88 2.83 3.93 1.54 0.56 3.39 84.27

ปริมาณนํา้ ระบาย วันนี ้

19.10 1.98 6.23 1.04 2.57 2.57 5.50 0.00 1.66 0.49 3.27 3.79 193.58 23.34 7.26 5.13 4.53 7.43 1.00 2.72 4.56 0.00 5.91 0.00 90.28 111.82

เมื่อ วาน 1.97 1.35 2.57 0.00 0.49 1.08 20.34 4.96 8.42 3.70 0.00 0.00 112.41

ปริมาณนํา้ รั บได้ อีก

1,785 0 0 21 0 0 0 140 0 0 36 379 0


33 อ่ างเก็บนํา้ 14.ทับเสลา 15.กระเสียว 16.ขุนด่านฯ 17.คลองสียดั 18.หนองปลาไหล 19.ประแสร์

ปริมาตรนํา้ ในอ่ าง ปริมาตรนํา้ ใช้ การได้ ฯ ปริมาตร % ปริมาตร % ความจุ ความจุ นํา้ นํา้ อ่ างฯ อ่ างฯ 171 107 163 102 280 117 240 100 213 95 208 93 432 103 402 96 168 102 154 95 263 106 243 98

ปริมาณนํา้ ไหลลง อ่ างฯ วันนี ้ เมื่อ วาน 6.18 18.20 1.30 3.30 1.76 1.37

10.34 18.23 1.30 4.64 1.94 0.49

ปริมาณนํา้ ระบาย วันนี ้

เมื่อ วาน

7.99 16.95 0.08 2.63 0.41 2.46

10.01 16.28 0.08 2.63 0.35 2.90

ปริมาณนํา้ รั บได้ อีก

0 0 11 0 0 0

2. สภาพนํา้ ท่ า ปริ มาณนํ ้าในลํานํ ้าต่างๆ ตามสถานีสํารวจปริ มาณนํ ้าท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริ มาณนํ ้าอยู่ใน เกณฑ์ปกติ ยกเว้ น แม่นํ ้าปิ ง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร อําเภอบรรพตพิสยั จังหวัด นครสวรรค์ ปริมาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าล้ นตลิง่ แม่นํ ้าวัง บริ เวณอําเภอสามเงา จังหวัดตาก ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้ามาก แม่นํ ้ายม บริ เวณอําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย อําเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ปริ มาณนํ ้าอยู่ในเกณฑ์นํ ้า มาก บริเวณอําเภอบางระกํา จังหวัดพิษณุโลก ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าล้ นตลิง่ แม่นํ ้าน่าน อําเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้ามาก แ ม่ นํ ้า ชี อํ า เ ภ อ เ มื อ ง จั ง ห วั ด ชั ย ภู มิ ป ริ ม า ณ นํ ้า อ ยู่ ใ น เ ก ณ ฑ์ นํ ้า ล้ น ต ลิ่ ง อํ า เ ภ อ มหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้ามาก แม่นํ ้ามูล อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ อําเภอเมือง จังหวัดศรี สะเกษ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ปริ มาณนํ ้าอยูใ่ นเกณฑ์นํ ้าล้ นตลิง่ ปริ มาณนํ ้าในแม่นํ ้าเจ้ าพระยาไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 2,799 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ ้นจากเมื่อวาน 27 ลบ.ม./วินาที) ปริ มาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนเจ้ าพระยา 3,281 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ ้นจากเมื่อวาน 91 ลบ.ม./วินาที) รั บ นํ ้า เ ข้ า ร ะ บ บ ส่ ง นํ ้า ทุ่ ง ฝั่ ง ต ะ วั น อ อ ก 3 5 ล บ . ม . / วิ น า ที ( เ พิ่ ม ขึ น้ จ า ก เ มื่ อ ว า น 1 ลบ.ม./วินาที ) และทุ่งฝั่ งตะวันตก 296 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ ้นจากเมื่อวาน 9 ลบ.ม./วินาที) ปริ มาณนํ ้าไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 1,292 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ ้นจากเมื่อวาน 14 ลบ.ม./วินาที) การดําเนินการตามแผนเตรี ยมสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร 1. แจ้ งเตือนสถานการณ์ นํา้ ระหว่างวันที่ 20 –25 ตุลาคม 2553 จํานวน 9 ฉบับ แบ่งเป็ น แจ้ งเตือน สถานการณ์นํ ้าในแม่นํ ้าเจ้ าพระยา 5 ฉบับ สถานการณ์นํ ้าในแม่นํ ้าชี 3 ฉบับ สถานการณ์นํ ้าในแม่นํ ้ามูล 1 ฉบับ 2. สนับสนุ นเครื่ องสูบนํา้ เคลื่อนที่ ได้ เตรี ยมการไว้ จํานวน 1,200 เครื่ อง สนับสนุนแล้ วจํานวน 924 เครื่ อง (เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ที่ผา่ นมา 43 เครื่ อง) ในพื ้นที่ 59 จังหวัด ดังนี ้ ภาคเหนือ 16 จังหวัด จํานวน 205 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดเชียงใหม่(35) นครสวรรค์(19) เพชรบูรณ์ (1) ลําปาง(34) น่าน(12) พิษณุโลก(4) แพร่ (16) ตาก(16) ลําพูน(15) พะเยา(6) แม่ฮ่องสอน(18) เชียงราย(3) อุตรดิตถ์ (6) สุโขทัย(8) กําแพงเพชร(10) พิจิตร(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด จํานวน 257 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครราชสีมา(48) ขอนแก่น(21) มหาสารคาม(11) ร้ อยเอ็ด(21) กาฬสินธุ์(32) อุบลราชธานี(6) นครพนม(15) มุกดาหาร(11) ชัยภูมิ(10) อํานาจเจริ ญ(14) สุรินทร์ (7) ศรี สะเกษ(11) อุดรธานี(8) สกลนคร(9) ยโสธร(9) บุรีรัมย์(10) หนองคาย(14) ภาคกลาง 14 จังหวัด จํานวน 372 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดชัยนาท(24) สิงห์บรุ ี (7) พระนครศรี อยุธยา(10) นนทบุรี(44) ปทุมธานี(44) นครปฐม(19) ลพบุรี(35) สุพรรณบุรี(97) สระบุรี(18) ราชบุรี(34) อุทยั ธานี(15) อ่างทอง(14) กาญจนบุรี(9) กรุงเทพฯ(2)


34 (23) ระยอง(8)

ภาคตะวันออก 4 จังหวัด จํานวน 62 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครนายก(13) ปราจีนบุรี(16) ฉะเชิงเทรา

ภาคใต้ 8 จังหวัด จํานวน 71 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัด เพชรบุรี(41) นครศรี ธรรมราช(8) พังงา(1) สงขลา(9) ยะลา(1) พัทลุง(2) ปั ตตานี(1) ชุมพร(11) 3. สนั บ สนุ น พื ช อาหารสั ต ว์ จํ า นวน 309,060 กิ โ ลกรั ม (เพิ่ ม ขึน้ จากสัป ดาห์ ที่ ผ่ า นมา 182,460 กิโลกรัม) แร่ ธาตุและเวชภัณฑ์ 792 ชุด (เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 142 ชุด) และดูแลสุขภาพสัตว์ 115,484 ตัว (เพิ่มขึ ้น จากสัปดาห์ที่ผา่ นมา 174,558 ตัว) ในพื ้นที่ 27 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรี สะเกษ อุบลราชธานี น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี กําแพงเพชร ชัยนาท ลพบุรี พระนครศรี อยุธยา สิงห์บรุ ี อ่างทอง กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ ว ทังนี ้ ้ กรมปศุสตั ว์ได้ เตรี ยมความพร้ อมด้ านเสบียงสัตว์ไว้ ล่วงหน้ า โดยการผลิตทังหญ้ ้ าแห้ ง หญ้ าสด และหญ้ าหมักไว้ ที่ ศูนย์วิจยั และพัฒนาอาหารสัตว์ /สถานีพฒ ั นาอาหารสัตว์ จํานวน 29 ศูนย์ /สถานีสามารถบริ การ ช่วยเหลือราษฎรได้ ทนั ที (ณ วันที่ 18 ต.ค. 53) จํานวน 8,016 ตัน ผลกระทบด้ านการเกษตร ด้ านพืช ช่ วงภัย วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2553 (ข้ อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัย จํานวน 54 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดกํ าแพงเพชร เชี ยงราย เชี ยงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลําปาง ลําพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ร้ อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลําภู อํานาจเจริ ญ อุดรธานี อุบลราชธานี กรุ งเทพฯ ชัยนาท นนทบุรี พระนครศรี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บรุ ี อ่างทอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และระนอง คาดว่ าจะเสี ยหาย 2,757,236 ไร่ ได้ ดําเนินการสํารวจแล้ ว (ณ 22 ต.ค.53) พบว่ าเสียหายแล้ ว 573,708 ไร่ แบ่งเป็ น ข้ าว 515,945 ไร่ พืชไร่ 47,211 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 10,892 ไร่ เกษตรกร 66,224 ราย คิดเป็ นวงเงิน ช่ วยเหลือทัง้ สิน้ 363.26 ล้ านบาท แบ่งเป็ น ช่ วยเหลือแล้ ว 85.54 ล้ านบาท (เงินท้ องถิ่น เงินทดรองราชการอําเภอและ จังหวัด 79.46 ล้ านบาท เงินทดรองราชการปลัดกระทรวงเกษตรฯ 6.08 ล้ านบาท) อยู่ระหว่ างขอรั บการช่ วยเหลื อ 277.72 ล้ านบาท ช่ วงภัยวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึง ปั จจุบัน (ข้ อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัย จํานวน 29 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดตาก ลําพูน ลําปาง นครสวรรค์ อุทยั ธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรี สะเกษ หนองคาย กรุ งเทพฯ สิงห์บรุ ี สระบุรี ลพบุรี พระนครศรี อยุธยา อ่างทอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม คาดว่ าจะเสียหาย 2,949,644 ไร่ แยกเป็ น ข้ าว 1,945,107 พืชไร่ 886,586 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 87,375 ไร่ เกษตรกร 201,912 ราย ด้ านประมง ช่ วงภัย วันที่ 1 สิงหาคม 2553 ถึง ปั จจุบัน (ข้ อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัยทังสิ ้ ้น 48 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน ลําปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก แพร่ นครสวรรค์ เลย มุกดาหาร นครพนม หนองบัวลําภู อุดรธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ยโสธร สกลนคร อุบลราชธานี หนองคาย กาฬสินธุ์ ร้ อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา สุรินทร์ อุทยั ธานี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บรุ ี อ่างทอง พระนครศรี อยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ ว นครนายก นนทบุรี กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ชลบุรี คาดว่ าจะเสี ยหาย พืน้ ที่ เพาะเลีย้ งสัตว์ นํา้ 54,647 ไร่ และกระชังเลีย้ งสัตว์ นํา้ 12,060 ตารางเมตร เกษตรกร 41,659 ราย ได้ ดาํ เนินการสํารวจแล้ ว (ณ 22 ต.ค.53) พบว่ าพืน้ ที่เพาะเลีย้ งเสียหายแล้ ว 7,894 ไร่ และ 10,027 ตารางเมตร คิดเป็ นวงเงินช่ วยเหลือทัง้ สิน้ 24.13 ล้ านบาท แบ่งเป็ น ช่ วยเหลือแล้ ว 1.81 ล้ านบาท (เงิน ท้ องถิ่น เงินทดรองราชการอําเภอและจังหวัด 1.45 ล้ านบาท เงินทดรองราชการปลัดกระทรวงเกษตรฯ 0.36 ล้ านบาท) อยู่ระหว่ างขอรับการช่ วยเหลือ 22.32 ล้ านบาท ด้ านปศุสัตว์ ช่ วงภัย วันที่ 1 สิงหาคม 2553 ถึง ปั จจุบัน (ข้ อมูล ณ วันที่ 22 ต.ค. 53) ประสบภัยทังสิ ้ ้น 35 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ กําแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ อุตรดิตถ์ อุทยั ธานี น่าน


35 ลํ า ปาง ลํ า พูน ขอนแก่ น มหาสารคาม หนองคาย ชัย ภูมิ นครราชสี ม า ศรี ส ะเกษ อุบ ลราชธานี กรุ ง เทพฯ ชัย นาท พระนครศรี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บรุ ี สุพรรณบุรี อ่างทอง ปราจีนบุรี สระแก้ ว กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร คาดว่ าจะเสียหาย เกษตรกร 61,619 ราย สัตว์ได้ รับผลกระทบ 5,259,564 ล้ านตัว แบ่งเป็ น โค 171,893 ตัว กระบือ 7,395 ตัว สุกร 264,761 ตัว แพะ-แกะ 8,798 ตัว สัตว์ปีก 4,776,717 ตัว แปลงหญ้ า 35,609 ไร่ (เพิ่มขึ ้นจาก สัปดาห์ที่ผา่ นมา 4,101,511 ตัว) 32. เรื่อง รายงานสถานการณ์ นํา้ ในรอบสัปดาห์ (วันที่ 19-25 ตุลาคม 2553 ) คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลรายงานสถานการณ์นํ ้าในรอบสัปดาห์ (วันที่ 19-25 ตุลาคม 2553) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อม ดังนี ้ 1. สถานการณ์ นํา้ ในภาพรวม - สภาพภูมิ อากาศในรอบสัปดาห์ ที่ ผ่า นมา ร่ องมรสุม กํ า ลังแรงพาดผ่า นภาคกลางตอนล่า ง ภาค ตะวันออก ภาคใต้ ตอนบน ทําให้ มีฝนตกมากในพื ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จนเกิดนํ ้า ท่วมในหลายพื ้นที่ตอ่ เนื่องจากสัปดาห์ก่อน - สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ มีปริมาณนํ ้าเก็บกัก ประมาณร้ อยละ 73 อยูใ่ นเกณฑ์ปานกลาง เขื่อนที่มีนํา้ ล้ นอาคารระบายนํา้ มีจาํ นวน 13 แห่ ง คือ เขื่อนแม่งดั สมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วคอ หมา จ.ลําปาง เขื่อนห้ วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลําตะคอง เขื่อนลํา พระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนป่ าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนทับเสลา จ.อุทยั ธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนคลองสียดั จ.ฉะเชิงเทรา เขื่อนหนองปลาไหล จ.ระยอง และเขื่อนประแสร์ จ.ระยอง เขื่อนที่มีนํ ้าระหว่างร้ อยละ 81 - 100 มีจํานวน 6 แห่ง คือ เขื่อนแควน้ อยบํารุงแดน จ.พิษณุโลก เขื่อนสิริกิติ์ จ. อุตรดิตถ์ เขื่อนลําปาว จ.กาฬสินธุ์ เขื่อนลําแซะ จ.นครราชสีมา เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี และเขื่อนขุนด่านปราการชล จ. นครนายก เขื่อนที่มีนํ ้าระหว่างร้ อยละ 50 - 80 มีจํานวน 12 แห่ง ประกอบด้ วย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนแม่กวงอุดม ธ า ร า จ .เ ชี ย ง ใ ห ม่ เ ขื่ อ น กิ่ ว ล ม จ .ลํ า ป า ง เ ขื่ อ น นํ ้ า อู น เ ขื่ อ น นํ ้ า พุ ง จ .ส ก ล น ค ร เ ขื่ อ น มู ล บ น จ.นครราชสี ม า เขื่ อ นลํ า นางรอง จ.บุ รี รั ม ย์ เขื่ อ นศรี น คริ น ทร์ เขื่ อ นวชิ ร าลงกรณ์ จ.กาญจนบุ รี เขื่ อ นบางพระ จ.ชลบุรี เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ ธานี และเขื่อนบางลาง จ.ยะลา เขื่อนที่มีนํ ้าน้ อยกว่าร้ อยละ 50 มีจํานวน 2 แห่ง ประกอบด้ วย เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และเขื่อนปราณ บุรี จ.ประจวบคีรีขนั ธ์ - สภาพนํ ้าในแม่นํ ้าสายสําคัญ ส่วนใหญ่อยูใ่ นเกณฑ์ปกติ แม่นํา้ ที่มีปริ มาณนํา้ ล้ นตลิ่ง คือ แม่นํา้ ปิ ง ที่ อ.บรรพตพิสยั จ.นครสวรรค์ แม่นํา้ วัง ที่ อ.สามเงา จ.ตาก แม่นํ ้ายม ที่ อ.บางระกํา จ.พิษณุโลก แม่นํ ้าเจ้ าพระยา ที่ อ.เมือง จ.สิงห์บรุ ี และที่ อ.พระนครศรี อยุธยา จ.พระนครศรี อยุธยา แ ม่ นํ า้ ป่ า สั ก ที่ อ .วิ เ ชี ย ร บุ รี จ .เ พ ช ร บู ร ณ์ แ ม่ นํ า้ ชี ที่ อ .เ มื อ ง จ .ชั ย ภู มิ แล ะ ที่ บ้ า น โ จ ด อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่ น แม่นํา้ มูล ที่ อ.เฉลิม พระเกี ย รติ จ.นครราชสีม า ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และที่ อ.เมื อง จ.อุบลราชธานี ลําปลายมาศ ที่ อ.ลําปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ลําชี ที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ห้ วยทับทัน ที่ อ.ห้ วยทับทัน จ.ศรี สะเกษ ห้ วยสําราญ ที่ อ.เมือง จ.ศรี สะเกษ ห้ วยขะยุง ที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรี สะเกษ และแม่นํ ้าปราจีนบุรี ที่ อ.กบินทร์ บรุ ี และที่ อ. เมือง จ.ปราจีนบุรี แม่ นํ า้ ที่ มี ป ริ ม าณนํ า้ มาก คื อ แม่ นํ า้ น่ า น ที่ อ.ชุ ม แสง จ.นครสวรรค์ คลองโพธิ์ ที่ กิ่ ง อ.แม่ เ ปิ น จ.นครสวรรค์ แม่นํ ้าพอง ที่ อ.นํ ้าพอง จ.ขอนแก่น ลําตะเพิน ที่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี คลองพระปรง ที่ อ.เมือง จ.สระแก้ ว แม่นํ ้าตะกัว่ ป่ า ที่ อ.กะปง จ.พังงา 2. สถานการณ์ อุทกภัยในรอบสัปดาห์ มีพื ้นที่ที่เกิดเหตุนํ ้าท่วมใน 29 จังหวัด ประกอบด้ วย เชียงใหม่ ลํา พูน สุโขทัย กํ าแพงเพชร เพชรบูรณ์ พิจิตร ชัย ภูมิ มหาสารคาม ขอนแก่ น นครราชสี มา บุรีรัมย์ สุริน ทร์ ศรี สะเกษ อุบลราชธานี นครสวรรค์ อุทยั ธานี สิงห์บรุ ี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรี อยุธยา สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี สระแก้ ว ชลบุรี สุพรรณบุรี และสตูล 3. การให้ ความช่ วยเหลือ 3.1 รั ฐมนตรี ว่ า การกระทรวงทรั พยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล้ อม พร้ อมด้ วยอธิ บดี กรมทรัพยากรนํ ้า ได้ เดินทางตรวจพื ้นที่นํ ้าท่วมและมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ได้ รับความเดือดร้ อนจากเหตุการณ์ นํ ้าท่วม


36 - ในวันที่ 21 ต.ค. 2553 ตรวจพื ้นที่นํ ้าท่วมที่บ้านปากกะพอก อ.ศรี มหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี และมอบถุงยังชีพและนํ ้าดื่ม จํานวน 200 ชุด - ในวันที่ 23 ต.ค. 2553 ตรวจพื ้นที่นํ ้าท่วมที่ตําบลปากตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี และมอบถุงยังชีพ จํ า น ว น 4 0 0 ชุ ด แ ล ะ นํ ้า ดื่ ม จํ า น ว น 5 , 0 0 0 ข ว ด พ ร้ อ ม บิ น สํ า ร ว จ ส ภ า พ พื ้น ที่ นํ ้า ท่ ว ม บ ริ เ ว ณ ลุม่ นํ ้าป่ าสักและเจ้ าพระยาตอนล่าง - ในวันที่ 24 ต.ค. 2553 ได้ ไปตรวจสภาพนํ ้าในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 3.2 กรมทรัพยากรนํ ้า มอบนํา้ ดื่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี พระนครศรี อยุธยา ปทุมธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา ปราจีนบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม น่าน พิษณุโลก จํานวนรวม 33,500 ขวด สนับสนุนระบบประปาเคลื่อนที่ 2 ระบบ รถยนต์รับส่งประชาชนที่ประสบภัย เครื่ องสูบนํ ้า 5 เครื่ อง เครื่ องยังชีพ 200 ชุด 3.3 ในรอบสัปดาห์ นี ้ สถานี เตื อนภัยล่วงหน้ าของกรมทรั พยากรนํ า้ มี การแจ้ งเตือนภัย จํ านวน 7 ครั ง้ ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน ใน 5 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย ชัยภูมิ และสุราษฎร์ ธานี เป็ นการเตือนในระดับอพยพ 2 ครัง้ 2 หมูบ่ ้ าน ระดับเตรี ยมอพยพ 2 ครัง้ 4 หมูบ่ ้ าน และระดับเฝ้าระวัง 3 ครัง้ 4 หมูบ่ ้ าน 3.4 กรมทรัพยากรนํ ้าบาดาล ดําเนินการป้องกันนํ ้าท่วมบ่อบาดาลแบบถาวร 1,086 บ่อ เป่ าล้ างบ่อนํ ้า บาดาล 175 บ่อ ซ่อมเครื่ องสูบนํ ้า 140 เครื่ อง ซ่อมแซมระบบประปา 35 ระบบ แจกนํ ้าดื่ม 73,490 ขวด และแจกนํ ้าจาก ระบบประปาเคลื่อนที่ 33,000 ลิตร 3.5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดส่งรถผลิตนํ ้าดื่ม 1 คัน รถบรรทุกนํ ้าขนาด 6,000 ลิตร 3 คัน และรถแบ็กโฮ จํานวน 1 คัน เพื่อสนับสนุนการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย 4. การเตรี ยมรั บสถานการณ์ อุทกภัย ปี 2553 4.1 ให้ แจ้ งทุกหน่วยงานเตรี ยมรับสถานการณ์ อทุ กภัยในพื ้นที่จงั หวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขนั ธ์ ชุมพร สุราษฎร์ ธานี และนครศรี ธรรมราช ในช่วงวันที่ 26 - 31 ต.ค. 2553 เนื่องจากว่า ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมา ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทําให้ บริ เวณตอนบน มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง และทําให้ ภาคใต้ ฝั่งตะวันออกมี ฝนมากขึ ้นและอาจจะมีฝนตกหนักบางพื ้นที่ 4.2 การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย รายงานสถานการณ์นํ ้าของเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีปริ มาณนํ ้าเก็บกัก เต็มอ่าง โดยวันที่ 25 ต.ค. 2553 มีนํ ้าประมาณร้ อยละ 112 แต่ ยังคงระบายนํ ้าในอัตราเดิม ประมาณวันละ 22 ล้ าน ลบ.ม. ไม่ได้ ระบายมากขึ ้น เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อพื ้นที่ท้ายนํ ้า โดยเฉพาะจุดบรรจบของแม่นํ ้าพองกับแม่นํ ้าชี อย่างไรก็ตาม การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่ง ประเทศไทย ได้ ติดตามสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิ ทยาอย่างใกล้ ชิด พบว่า พืน้ ที่ ต้นนํ า้ มีปริมาณฝนลดลง ซึง่ คาดว่า จะสามารถควบคุมสถานการณ์นํ ้าของเขื่อนอุบลรัตน์ได้ 4.3 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม ได้ มอบหมายให้ หน่วยงานในสังกัดดําเนินการเฝ้า ระวังและเตรี ยมการรับสถานการณ์ รวมทังช่ ้ วยบรรเทาความเดือดร้ อนของประชาชนผู้ได้ รับผลกระทบจากเหตุการณ์นํ ้าท่วม ดังนี ้ การดําเนินงานในระหว่างสถานการณ์ นํ ้าท่วม ให้ กรมทรัพยากรนํ ้าโดยศูนย์ป้องกันวิกฤตินํ ้า เป็ นศูนย์ ป ร ะ ส า น ง า น ข อ ง ก ร ะ ท ร ว ง ใ น ส่ ว น ก ล า ง ใ ห้ สํ า นั ก ง า น ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ทุกจังหวัดเป็ นศูนย์ประสานงานในพื ้นที่ รวมทัง้ ให้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวง บูรณาการบุคลากรและครุ ภณ ั ฑ์ ในการ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกําลัง การดําเนินงานภายหลังนํ ้าลด ให้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดําเนินการในด้ านต่างๆ ได้ แก่ การแก้ ไข ปั ญหานํ า้ เสี ย และขยะในพื น้ ที่ นํ า้ ท่ ว ม การซ่ อ มแซมบ่ อ นํ า้ บาดาล ระบบประปา แหล่ ง นํ า้ ธรรมชาติ การฟื ้ น ฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อม การตรวจสอบพื ้นที่เกิดอุทกภัยและดินถล่ม การคาดการณ์ สถานการณ์ ในอนาคต รวมทังการกํ ้ าหนดมาตรป้องกันและแก้ ไข 4.4 สถานการณ์นํ ้าท่วมในพื ้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์ นํ ้าท่วมในลุ่มนํา้ ชี ปั จจุบนั ที่จงั หวัดชัยภูมิระดับนํ ้าลดลงแล้ ว คาดว่า จะเข้ าสู่สภาวะปกติ ภายใน 2 - 5 วัน ซึ่งปริ มาณนํา้ หลากได้ ไหลผ่านอ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น อ.แวงน้ อย อ.แวงใหญ่ จ.มหาสารคาม และคาดว่า ปริ มาณนํ ้าหลากสูงสุดจะไหลไปถึงขอนแก่นในวันที่ 27 ต.ค. 2553 มหาสารคามในวันที่ 30 ต.ค. 2553 กาฬสินธุ์ในวันที่ 2 พ.ย. 2553 ยโสธรในวันที่ 4 พ.ย. 2553 และจะถึงอุบลราชธานีในวันที่ 5 พ.ย. 2553


37 ส่ ว นสถานการณ์ นํ า้ ท่ ว มในลุ่ ม นํ า้ มู ล ระดั บ นํ า้ ท่ ว มที่ จั ง หวั ด นครราชสี ม าเริ่ ม ลดลง คาดว่ า จะเข้ าสูส่ ภาวะปกติภายใน 7 – 10 วัน ซึง่ ปริ มาณนํ ้าหลากสูงสุดจะถึง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 27 ต.ค. 2553 อ.ราษี ไศล จ.ศรี สะเกษ ในวันที่ 31 ต.ค. 2553 และจะถึงอุบลราชธานีในวันที่ 2 พ.ย. 2553 ดังนัน้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 2 พ.ย. 2553 เป็ นต้ นไป ระดับนํ ้าท่วมที่อบุ ลราชธานีจะสูงขึ ้นจากปั จจุบนั ประมาณ 50 ซม. จนถึงวันที่ 5 พ.ย. 2553 หลังจากนัน้ ระดับนํ ้าท่วมจะทรงตัวและจะค่อยๆลดลงจนกลับสูส่ ภาวะปกติภายในสิ ้นเดือน พ.ย. 2553 ขอให้ หน่ วยงานที่ เกี่ ยวข้ องเฝ้ าระวังและเตรี ยมรั บสถานการณ์ ในช่ วงวันดัง กล่ า วไว้ ด้ ว ย โดยเฉพาะพื น้ ที่ อ.วารินชําราบ ที่เป็ นพื ้นที่ลมุ่ ตํ่า 4.5 สถานการณ์นํ ้าท่วมในพื ้นที่ภาคกลาง ลุ่มนํ ้าเจ้ าพระยา มีปริ มาณฝนสะสมตังแต่ ้ ต้นปี 1,444 มม. มากกว่าปริ มาณฝนสะสมเฉลี่ย 33 ปี ถึง ร้ อยละ 44 ลุม่ นํ ้าป่ าสัก มีปริ มาณฝนสะสมตังแต่ ้ ต้นปี 1,567 มม. มากกว่าปริมาณฝนสะสมเฉลี่ย 33 ปี ถึงร้ อยละ 31 ทําให้ เกิ ด นํ า้ ล้ น ตลิ่ ง ท่ ว มพื น้ ที่ ริ ม แม่ นํ า้ ในเขตจัง หวัด นครสวรรค์ ชัย นาท สิ ง ห์ บุรี อ่ า งทอง พระนครศรี อ ยุธ ยา ปทุม ธานี กรุงเทพมหานคร(บางส่วน) และสมุทรปราการ 33. เรื่ อง การนําเสนอข้ อมูลสภาวะอากาศ คณะรั ฐมนตรี รับทราบข้ อมูลการนําเสนอข้ อมูลสภาวะอากาศของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร ดังนี ้ ลักษณะอากาศในช่ วง 7 วันที่ผ่านมา (วันจันทร์ ท่ ี 18 – วันอาทิตย์ ท่ ี 24 ตุลาคม 2553) ในช่วงวันอังคารที่ 19-วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2553 บริ เวณความกดอากาศสูงได้ แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ตอนบน ส่ง ผลให้ ร่องมรสุมได้ เลื่อนลงพาดผ่า นภาคกลาง และภาคตะวันออก ทํ าให้ ประเทศไทยตอนบน (ภาคเหนื อ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก) มีฝนลดลง ส่ วนในช่ วงพฤหัสบดีท่ ี 21 – วันจันทร์ ท่ ี 25 ตุลาคม 2553 บริ เวณความกดอากาศสูงยังคงแผ่ลงมาปก คลุมประเทศไทยตอนบน และร่ องมรสุมมีกําลังอ่อนลง โดยพาดผ่านภาคใต้ ตอนบนและชายฝั่ งภาคตะวันออก ทํ าให้ ประเทศไทยมีฝนลดลง สําหรับพายุไต้ ฝนุ่ เมกี บริ เวณทะเลจีนใต้ ได้ เคลื่อนขึ ้นฝั่ งที่มณฑลฟูเจี ้ยน ประเทศจีน และพายุไซโคลน กีรี บริเวณอ่าวเบงกอลได้ เคลื่อนขึ ้นฝั่ งที่ประเทศพม่า พายุทงสองลู ั้ กนี ้ไม่ได้ เคลื่อนผ่านประเทศไทย สรุ ป ในช่ วงวันอังคารที่ 19 – วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2553 ยังคงมีฝนตกหนักลงมาในเขตที่เกิดอุทกภัย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในช่วงวันพฤหัสบดีที่ 21 – วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม 2553 ทัว่ ประเทศมีปริ มาณฝนลดลง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทย มีกําลังอ่อนลงด้ วย ลักษณะอากาศในช่ วง 7 วันข้ างหน้ า (วันอังคารที่ 26 ตุลาคม – วันจันทร์ ท่ ี 1 พฤศจิกายน 2553) การคาดหมายลัก ษณะอากาศที่ สํา คัญในช่ว ง 7 วัน ข้ างหน้ า (วันอังคารที่ 26 ตุลาคม – วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2553) บริเวณความกดอากาศสูงกําลังแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตลอดทังสั ้ ปดาห์ ทําให้ ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งในระยะแรก จากนันอากาศจะเย็ ้ นลงโดยอุณหภูมิจะลดลง 4-3 องศา กับมีลมแรง สําหรับภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มมากขึ ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริ เวณอ่าวไทย จะมี กําลังแรงขึ ้น ตังแต่ ้ วนั อังคารที่ 26 ตุลาคม 2553 เป็ นต้ นไป ข้ อควรระวัง ในวันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2553 บริ เวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ส่วนในช่วงวันอังคารที่ 26 ตุลาคม – วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ขอให้ ประชาชนบริ เวณจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ ชุมพร สุราษฎร์ ธานี และนครศรี ธรรมราช ระมัดระวังอันตรายจากฝนตก หนักที่อาจจะเกิดขึ ้น ส่วนชาวเรื อในอ่าวไทยควรเดินเรื อด้ วยความระมัดระวัง เนื่องจากคลื่นลดที่จะมีกําลังแรงขึ ้น 5

แต่ งตัง้

34. เรื่อง แต่ งตัง้ 1. การแต่ งตัง้ ผู้อาํ นวยการองค์ การจัดการนํา้ เสีย คณะรั ฐมนตรี เห็ น ชอบตามที่ กระทรวงทรั พ ยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้ อมเสนอแต่ง ตัง้ นายไพโรจน์ สัตยสัณห์ สกุล ให้ ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการองค์การจัดการนํา้ เสีย (ผู้อํานวยการ อจน.) โดยให้ ได้ รับค่าตอบแทนคงที่


38 รายเดือน 160,000 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้ ให้ ความเห็นชอบแล้ ว ตามมติคณะกรรมการองค์ การจัดการนํ า้ เสีย (คณะกรรมการ อจน.) เงินฝาก

2. การแต่ งตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครอง

คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตังประธานกรรมการและกรรมการ ้ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตามพระราชบัญญัตสิ ถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ดังนี ้ 1. นายนริ ศ ชัยสูตร ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็ นประธานกรรมการ แทนนายมานิ ต วิทยาเต็ม 2. นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด เป็ นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้ านกฎหมาย) แทนนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล เนื่องจากนายมานิตฯ และนายวัยวุฒิฯ ต้ องออกจากตําแหน่ง โดยวิธีจบั สลากในวาระเริ่ มแรกเมื่อครบกําหนด สองปี 3. นายศานิต ร่ างน้ อย เป็ นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้ านการเงินการคลัง) แทนนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เนื่องจากนายธวัชชัยฯ มีอายุครบ 70 ปี จึงต้ องพ้ นจากตําแหน่ง ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 26 ตุลาคม 2553 เป็ นต้ นไป 3. แต่ งตัง้ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตัง้ นายอาทร สินสวัสดิ์ ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้วา่ การ การไฟฟ้านครหลวง โดยให้ ได้ รับอัตราค่าตอบแทนคงที่เดือนละ 442,000 บาท ตามที่กระทรวงการคลังได้ ให้ ความเห็นชอบ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ตามมติคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง 4. การแต่ งตัง้ ผู้ท่ จี ะดํารงตําแหน่ งรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (สํานักนายกรั ฐมนตรี ) คณะรั ฐ มนตรี อ นุมัติ ตามที่ สํา นัก งานคณะกรรมการกฤษฎี ก าเสนอแต่ง ตัง้ นายธรรมนิ ตย์ สุมัน ตกุล กรรมการร่ างกฎหมายประจํ า (นักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ ดํารงตําแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักนายกรัฐมนตรี ตังแต่ ้ วนั ที่ 18 ตุลาคม 2553 ซึง่ เป็ นวันที่มีคําสัง่ ให้ รักษาราชการแทนในตําแหน่งดังกล่าว ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 5. แต่ งตัง้ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่ งประเทศไทย คณะรั ฐมนตรี เห็ น ชอบตามที่ ก ระทรวงการท่ องเที่ ย วและกี ฬ าเสนอแต่ง ตัง้ นางสมคิด ปิ่ นทอง ดํา รง ตําแหน่งรองผู้วา่ การการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ ายกีฬาเป็ นเลิศและวิทยาศาสตร์ การกีฬา (นักบริ หาร 10) โดยให้ ได้ รับอัตรา เงินเดือน 73,370 บาท ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 26 ตุลาคม 2553 เป็ นต้ นไป 6. ขออนุมัตแิ ต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ ก ระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตัง้ ข้ าราชการให้ ดํา รงตํ าแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวง (บริหารระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง ที่วา่ งอยู่ จํานวน 3 ตําแหน่ง ดังนี ้ 1. นายสมชัย ศิริวัฒ นโชค รองอธิ บดี (บริ ห ารระดับ ต้ น ) กรมการขนส่ง ทางบก ให้ โ อนเลื่อนไปดํา รง ตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริ หารระดับสูง) 2. นายจุฬา สุขมานพ รองผู้อํานวยการ (บริหารระดับต้ น) สํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ให้ โอนเลื่อนไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารระดับสูง) 3. นายบัญชา เรื อ นทิ พ ย์ ผู้อํา นวยการสํา นัก (อํ า นวยการระดับสูง ) สํ า นัก วิ เ คราะห์ วิ จัย และพัฒนา กรมทางหลวงชนบท ให้ โอนไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป **************************


39


สมาคมผูผลิตอาหารสําเร็จรูป THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION

ที่ 387/2553

ดวนมาก

6 กันยายน 2553 เรื่อง EU และ US จะสั่งหามใชสาร Bisphenol A ในการผลิตบรรจุภัณฑอาหาร เรียน นายกสมาคมบรรจุภณ ั ฑโลหะไทย สิ่งที่สงมาดวย 1. หนังสือกรมการคาตางประเทศ เลขที่ พณ 0304 ว.96 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 2. ขาว FDA sued over BPA จาก www.nrdc.org สืบเนื่องจากสมาคมฯไดรับหนังสือเลขที่ พณ 0304 ว.96 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 จาก กรมการคาตางประเทศ เรือ่ ง EU จะสั่งหามใชสาร Bisphenol A ในการผลิตบรรจุภัณฑอาหาร เนื่องจากพบวา การใชสาร BPA ในการผลิตบรรจุภัณฑอาหารมีความเสี่ยงอันตรายสูงตอผูบริโภค แตยังคงมีความปลอดภัย หากใชในปริมาณนอย ซึ่งในบางประเทศของ EU เชน เยอรมนี เดนมารก และสวีเดน ไดขอใหบริษัทที่ผลิต สินคาดังกลาวใชสารอื่นทดแทน หรืองด การใชสารเคมีดังกลาว แลว อีกทั้ง รัฐนิวยอรค ในสหรัฐอเมริกา ก็ได ออกกฎหมายหามการผลิตและจําหนายผลิตภัณฑ ที่มีสาร Bisphenol A ที่ใชสําหรับเด็ก โดยมีผลบังคับใชตั้งแต วันที่ 1 ธันวาคม 2553 (รายละเอียดตามสิ่งที่สงมาดวย 1) นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังไดรับทราบขอมูลจาก หนวยงาน Natural Resource Defense Council (NRDC) ของ US ไดประกาศจะยื่นฟองตอ US FDA ที่หนวยงาน FDA ยังไม ประกาศหามใชสาร BPA ในบรรจุ ภัณฑเครื่องดื่มและอาหาร (รายละเอียดตามสิ่งที่สงมาดวย 2) ซึ่งแสดงถึงแนวโนมวาอาจจะมีการออก กฎระเบียบหามใชสาร Bisphenol A ในอนาคตอันใกล และหากมีการออกกฎระเบียบหามใชสารดังกลาว จะ สงผลกระทบตอสินคาสงออกที่ใชบรรจุภัณฑที่มีสวนผสมของ BPA ทําใหไมสามารถสงสินคาไปจําหนายใน EU และ US ได ในการนี้ สมาคมฯ ใครขอสอบถามขอมูลจากสมาคมบรรจุภัณฑ โลหะไทย ถึงการเตรียม ความพรอมรับมือกับกฎระเบียบ EU และ US ที่จะออกมาในอนาคต วาหากประเทศคูคาสําคัญทั้งสองประเทศ มีการสั่งหามใช BPA ในการผลิตบรรจุภัณฑ ผูผลิต บรรจุภัณฑของ ไทย จะสามารถเตรี ยมความพรอมผลิต สินคาใหสอดคลองกับกฎระเบียบ และสามารถใชสารเคมีอื่นทดแทนการใช BPA ไดหรือไม จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาประเด็นดังกลาว และแจงผลใหสมาคมทราบดวย จักขอบคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ นายณัฐ ออนศรี นายกสมาคมผูผลิตอาหารสําเร็จรูป 170/21-22 อาคารโอเชีย่ น ทาวเวอร 1 ชั้น 9 ถ.รัชดาภิเษกตัดใหม แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 170/21-22 9th Floor Ocean Tower 1 Bld., New Ratchadapisek Rd., Klongtoey, Bangkok 10110 Thailand. Tel : (662) 261-2684-6, 261-2995, 261-2679-82 Fax : 261-2996-7 E-mail : thaifood@thaifood.org Website : www.thaifood.org


alrnl {Hhnorrr:dr,?l:r.l :xn..,r.Y.:.f. .............

rteg fud'll..3?T0a

i,"rozoufll$

r1nr...[.:.9.9..].1 .....

6r arrnr{ninornr:dlSrgrJ

n:r:nr:rirsirli:srma,rori{ronsr:$,tuur{i 1u rlqs:U:s.d.i#il1ddI_Ei!p!e!et4 sior r: tlrtit'on:r uns :;gr

nt:flnnu::

n-rronar:firrutt

O r?o"

olA"t"-tt ,iin{riai{A1rflfxoul^I1.,r

J'x*466nrfr"ntt*i';1tJ tirutir*rurtr6*mC,! 1i

3s t. R.99.

0- ,a.t. nr1,"\' rc.rorwlrri*Lani7ortflta"?ottt'

f'rtlo dru-nrro: nr:m.:nr:d'r 1nt-ozsqtctzq Twar 02sqtqtx


EUov*.r#rlidrr Bhphenot A'1fllrt{anu::!;' ,}iorrtrt ru tfioufrrulicr:ni"phenot At{tao BPAlunr:ninr::-orYordornr: nt:rvin:rrrdsr o-usr:ruci aaoillu rirtlhoryrSqdruuuasl:nrururru n1nnn1Jfin!110.:dnrr-riu{riarlrr-vdru4tnrvirrav nflo.:dl31nn for lTheInstitutc Healrhand consunrerProtcction: IHCP)tu Eu tt!'jrnr:1dar: 1l)-:!Rfilq1011r1: n ?1:.1!flfl.i OU9l:lUfl.i tlo!!!

t t n s l t ^ f l t U t ' 1 t Uunutnttn I!udonnu

eisplenole liio gpA.lllnr:flfier

It O 0s@tl r n, e! tntfl1J[1[ull:lJ taruouc[tnourr.Jrun:&yl:Jlfi r1]

?gr?ndo!rloqao:!fl'kiro1#riu'ndrfin?utirn'rndnldar:6unnuvru iilrinrourr{nuovairnu ':

kirsrl'fat:rniqr-lnaitrrriiluonornfrEuropcan Authoriry FoodSafety : EFSAigfii't:sl'tfiol ?'1nx: tr

4

' i

rb,d

-

.i

" []IlrdrilflU[YRrtrttjlllJlULt!$:]U10dll[n

-;-

1fi)tntrn{1 11lJfl']111

(Subsranccs of Vcry High

concem : svHC)3o:ladoar:rnflfr d'o.rroolqtnldnrl:crir! REA.cH Itio\ri orgn:I1r?rlo:n cr:xor!:nr ooflnA ru#rtlflfiqrracil"rvliru fiflni cidld.irrful6n 'lnuinarirri'r1i1u'liufi dfiar: eisptrcnot .q t rlurrnl zss:rfiuri'u}Jn-rriu{rn'n {tiroonror 'lrorsqloi:cr"n::r-.:'ldldar: spalunr:Hn'n?urir r::lninrqiorur;rn'oLiaur:nrir?udr'hl iirrrlruh eurrnvarfgr ,lririo}J

n1J]: l. dl1]n.il1rll llulu lu9rrru: 11fl.-1nl{u:dlrynd 2. http://www.bureauveritas.com ndlJl|lfl:nr: TBT d 1un ll 1sr:fl 1t 111.i nlr n r ff{fl]nr] 2553


NGO ฟอง USFDA ไมหา  มการใชสาร BPA ขาวอันตรายของสารBPA หรือ bisphenol A ในบรรจุภัณฑอาหารตาง ๆ ในซุปเปอรมาเก็ต เริ่มขึ้นเมื่อป 2006 จนถึงปจจุบัน FDA ยังไมมี มาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยแจงเพียงใหใชมาตรการที่มีเหตุผล และหลีกเลี่ยงสารเคมีดังกลา ว หนวยงาน Natural Resource Defense Council (NRDC) ซึง่ เปนองคกรไมแสวงผลกําไรของผูเ ชีย ่ วชาญดานวิทยาศาสตร กฎหมายและสิง่ แวดลอม ไดยื่นคํารองขอให FDA ประกาศหามใชสาร BPAในบรรจุภัณฑเครื่องดื่มและอาหาร เมื่อเดือนตุลาคม 2008 และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไดประกาศตัดสินใจที่จะฟอง FDA วา มีความลมเหลวในการตอบสนองตอขอรองเรียนของประชาชนใหประกาศหามใชสาร BPA ในผลิตภัณฑ เชน ขวดพลาสติก และ เปนสวนผสมในอีพอกซีเรซิ่น (Epoxy resins) สําหรับบรรจุภัณฑกระปอง และเรียกรองให FDA ประกาศหามใชสาร BPA หรือ แจง เหตุผลการปฏิเสธตอคํารองดังกลาว ขณะนี้ สาร BPA ยังคงนํามาใชในบรรจุภัณฑอาหาร และแมวา บางรัฐของสหรัฐอเมริกาไดหามใช สารดังกลาวแลว และสารปลอด BPA ซึ่งเปนทางเลือกของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑก็มีใชตามทองตลาดแลว แต FDA ยังคงนิ่งเฉยตอ เรื่องนี้อยางไมมีเหตุผล สาร BPA มีสว นตอการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง พบวาตรวจพบสาร BPA ในประชากรถึง 90% และมีความเสีย ่ ง มากสําหรับทารกและเด็ก สามารถติดตามการเคลือ ่ นไหวของ NRDC ไดที่ www.nrdc.org ที่มา : “FDA sued over BPA”, http://wrightnewsletter.com/2010/08/04/bpa-silence/

FDA sued over BPA (Original version) FDA to answer for BPA silence Back in 2006, e-Tips readers first heard about the potential dangers of bisphenol A, a chemical found in just about every piece of food packaging in the supermarket. Since then, the news has only gotten worse, yet the FDA remains silent on calls to ban the chemical. Well, one organization says enough is enough. “You can ignore us all you want, but we’re not going to go away.” That’s the message the Natural Resource Defense Council (NRDC) sent to the FDA when the Council recently announced a decision to sue the agency over its failure to respond to a citizens’ petition calling for the banning of bisphenol A (BPA) from products like plastic bottles and food can liners. The lawsuit calls for the FDA to either ban BPA or release a statement of why they are denying the petition. The petition was filed in 2008. Here we are, more than halfway through 2010 — and the 90-day deadline for petition response from the FDA, set by law, has long since passed. Meanwhile, BPA is still used in most food packaging, despite the numerous major health risks associated with the chemical. Some states have moved to ban the chemical, yet the FDA remains silent on the issue. In a press release from the NRDC, they explain that BPA-free alternatives are out there, and that there is no excuse to keep BPA in food packaging. They see no reason for the FDA’s non-response on the issue. I’m not surprised it came to this — and I’m glad someone is stepping up on this one. At the beginning of the year, I wrote to you about the FDA’s willful ignorance on the matter of BPA (“FDA refuses to ban dangerous chemical,” 2/3/2010). Then, I told you about its links to type 2 diabetes, heart disease, and cancer. And the fact that 90% of us have detectable levels in our bodies (The NRDC says it’s over 93%). Despite this, the FDA’s “solution” was to call for “reasonable measures” to avoid the chemical. But how do you do that when it’s in…oh, just about every package on the grocery store shelves? BPA’s presence in liquid infant formula cans and baby bottles is particularly disturbing, considering that most research on the risks associated with the chemical point to a far more serious risk for infants and young children than for adults. “Reasonable measures” just isn’t good enough for the NRDC. Not good enough for you, either? You can follow their progress, and be the first to know how you can help the fight, by visiting www.nrdc.org. Sources: “FDA Sued for Nonresponse to Petition Against Bisphenol A,” Medscape Today (www.medscape.com) “Lawsuit Seeks to Ban BPA from Food Packaging,” Natural Resources Defense Council (www.nrdc.org)


ฉบับที่ 48/ 2553 เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 20 ตุลาคม 2553 นายไพบูลย กิตติศรีกังวาน ผูชวยผูวาการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแหงประเทศไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ ซึ่งที่ประชุมไดพิจารณาภาวะเศรษฐกิจ และเงินเฟอรวมทั้งแนวโนมในระยะตอไปเพื่อกําหนดแนวนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยมีประเด็นสําคัญ ดังนี้ เศรษฐกิจโลกมีแนวโนมฟนตัวตอเนื่อง แตคาดวาจะชะลอลงบางในชวงตอไป โดยเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุน มีความเปราะบาง จากการบริโภคที่ยังฟนตัว ชาและปญ หาการวางงานที่ยังอยูใ น ระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังคงมีความเสี่ยงจากการตองปรับลดการขาดดุลการคลังในปหนา สําหรับ เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโนมขยายตัวดี โดยการบริโภคและการลงทุนมีมาก เศรษฐกิจ ไทยยั งมี แนวโนม ขยายตัว ได จ ากแรงขับ เคลื่อ นที่ สํา คัญ คือ อุป สงคใ นประเทศ อยางไรก็ต าม ความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกอาจมีผลตอแนวโนมการสงออกของไทย ขณะที่แรงกดดันตอเงินเฟอในปจจุบันทรงตัว ภายใตวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น สภาวะแวดลอมของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง และ ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกทีเ่ พิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งกอน คณะกรรมการฯ จึงมี มติใหคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไวกอนที่รอยละ 1.75 ตอป เพื่อรอประเมินสถานการณและผลกระทบตอ เศรษฐกิจไทย ใหมีความชัดเจนขึ้น

ธนาคารแหงประเทศไทย 20 ตุลาคม 2553 ขอมูลเพิม่ เติม : ทีมกลยุทธนโยบายการเงิน 1 โทร: 0 2283 5621, 02283 6186 e-mail: MonetaryPolicyStrategyTeam@bot.or.th


TFPA Trade & Technical Weekly Brief: 25-31 October 2010  

Trade & Technical Weekly Brief