Page 1

TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION www.thaifood.org TUNA

SEAFOOD

FOR: 13-19 SEPTEMPER 2010

FRUIT & VEGETABLE

SWEET CORN

PINEAPPLE

ISSUE: 14

DATE: 20 SEP 2010

FOOD INGREDTENTS & READY TO EAT

TRADER

้ ํา้ เชอ ื่ ม สหร ัฐอเมริกาเลิกใชน ข้าวโพด แบบฟรุกโตสสูง แคนาดาเตรียมยกเลิกระเบียบ อาหารนําเข้าเดิม เกาหลีใต้ประกาศลดภาษี นําเข้านํา้ ตาลทรายภายใต้ โควต้าจาก 35% เป็น 0% ี พุง ค่าเงินทว่ ั เอเชย ่ สูงทําสถิต ิ ใหม่ เครือข่ายแรงงานยืน ่ ข้อ เรียกร้องปร ับค่าจ้างขนตํ ั้ า ่ เป็น ว ันละ 250 บาท

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 1


CONTENTS TECHNICAL INFORMATION

TRADE & FOOD SITUATION

้ ํา้ เชือ ่ มข้าวโพดแบบฟรุกโตสสูง — หน้า 4 สหร ัฐอเมริกาเลิกใชน

มาตรฐานสารเคมีทางเกษตรทางการเกษตรญีป ่ ่ น--หน้ ุ า4

อิหร่านระง ับนําเข้าสินค้าเกษตร 49 ชนิด--หน้า 5

ข้อมูล GM แซลมอนย ังไม่พอจะสรุปว่าปลอดภ ัย--หน้า 5

ออสเตรเลียแก้ไขรายการสินค้าในการตรวจติดตาม--หน้า 5

เกษตรกรมะก ันฟ้องศาล หล ัง USDA ไฟเขียว GM Sugar beet-หน้า 6

ออร์แกนิกส"์ ทางเลือกของคนร ักสุขภาพ--หน้า 6

แคนาดาเตรียมยกเลิกระเบียบอาหารนําเข้าเดิม--หน้า 6

่ ร ับเงือ ออสซีป ่ นไขนําเข้า Marine Molluscs--หน้า 7

สรุปหัวข้อการประชุม ครม. •

สรุปประชุม ครม ประจําว ันที่ 14 ก ันยายน 2553 – หน้า 7 เอกสารแนบ 1

• • • • • •

• • • •

ค่าเงินทว่ ั เอเชียพุง ่ สูงทําสถิตใิ หม่--หน้า 10 เมือ ่ บาทแข็ง 29 บาท/เหรียญ ผูป ้ ระกอบการไทยจะอยูอ ่ ย่างไร? --หน้า 10 ราคาอาหารแพง กระทบเอเชียอ่วมสุด--หน้า 11 ส่งออกถูกกดด ัน--หน้า 11 ั คล ังชงครม.สปดาห์ หน้า เข็น 3 มาตรการดูแลเงินบาท--หน้า 12 ้ อ กสิกรไทยคาดส่งออกไปยุโรปช่วงทีเ่ หลือของปี นีอ ่ นแรง เหตุ ั ศก.หลายปท.ในอียฟ ู ้ื นต ัวไม่ชด--หน้ า 12 ค่าแรงขนตํ ั้ า่ 250บาท ‘ประชานิยม’ ประชาธิปต ั ย์--หน้า 12 เครือข่ายแรงงานยืน ่ ข้อเรียกร้องปร ับค่าจ้างขนตํ ั้ า่ เป็นว ันละ 250 บาท--หน้า 12 ความเป็นไปได้ในการจ ัดทําเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิค โดย TFPA--หน้า 13 ก.เกษตรฯ ตงที ั้ ม Mobile Unitเฝ้าระว ังการค้าสินค้าเกษตร-หน้า 13 ส่งออกเข้าร่วม China ASEAN-Expo ด ันเชียงรายเป็น City of Charm--หน้า 14 ตงสภาธรุ ั้ กจ ิ ไทย-ลาตินอเมริกา--หน้า 14

CURRENCY EXCHANGE RATE • อัตราแลกเปลีย ่ น---หน ้า

FISHERY SITUATION • •

้ แ ตลาดอาหารสุน ัขคึกค ัก! "ซีซาร์"ชูสข ุ ภาพสูค ู่ ข่ง – หน้า 8 ทูนา ่ กระป๋องส่งออกรุง ่ – หน้า 8

FRUIT & VEGETABLE SITUATION •

เกาหลีใต้ประกาศลดภาษีนําเข้านํา้ ตาลทรายภายใต้โควต้า จาก 35% เป็น 0%– หน้า 9 เอกสารแนบ 2

เหนือ กลาง ตะว ันออกฝนตกชุก-ตกหน ักบางแห่ง--หน้า 9

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 2


้ า ื่ มข้าวโพดแบบฟรุกโตสสูง สหร ัฐอเมริกาเลิกใชน ํ ้ เชอ

มาตรฐานสารเคมีทางเกษตรทางการเกษตรญีป ่ ่น ุ

ทีม ่ า: สํานั กงานส่งเสริมการค ้าระหว่างประเทศ ณ นครชิคาโก

ทีม ่ า: หนั งสือกรมประมง กษ 054.3/2438 ลงวันที่ 7 ก.ย 2553

ปั ญหานํ้ าหนั กเกินและภาวะโรคอ ้วน เป็ นปั ญหาสาํ คัญของ ประชากรสหรัฐอเมริกา น ักโภชนาการสหร ัฐมุง ่ ประเด็น สาเหตุสําค ัญประการหนึง่ ของปัญหาภาวะนํา้ หน ักเกินไป ื่ มข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง (High ย ังการบริโภคนํา้ เชอ Fructose Corn Syrup; HFCS) HFCS เป็นนํา้ ตาลทีท ่ า ํ จากแป้งข้าวโพด นํ ามาทําให ้แตกตัวโดยสลายด ้วยเอนไซม์ เพือ ่ ผลิตเป็ นนํ้ าตาลฟรุคโตส ซงึ่ เป็ นสารให ้ความหวานทีโ่ รงงาน ้ อุตสาหกรรมนิยมใชแทนนํ ้ าตาลทราย (Sucrose) เนือ ่ งจากมี ้ ่ ซอส ราคาถูกกว่านํ้ าตาลทราย โดยใชในผลิ ตภัณฑ์ตา่ งๆ เชน มะเขือเทศ เครือ ่ งดืม ่ ทีไ่ ม่ผสมแอลกอฮอล์ ขนมอบต่างๆ เป็ นต ้น ้ น และปัจจุบ ันนีผ ู ้ ําวงการอาหารและเครือ ่ งดืม ่ รายสําค ัญใน ี และได้ยกเลิกหรือลดการใช ้ สหร ัฐ ได้ตระหน ักถึงผลเสย ื่ มข้าวโพดแบบฟรุกโตส ในการผลิตอาหารและ นํา้ เชอ ่ บริษัท Hunts ยกเลิกการใช ้ HFCS ในซอส เครือ ่ งดืม ่ เชน ้ มะเขือเทศ บริษัท Kraft ยกเลิกการใชสารดั งกล่าวในเครือ ่ งดืม ่ และ snack foods หลายชนิด ้ จากแนวโน ้มทีม ่ ก ี ารลดการใชสาร HFCS ในอุตสาหกรรมอาหาร และเครือ ่ งดืม ่ ของสหรัฐฯ โดยหันไปใชนํ้ ้ าตาลทรายมากขึน ้ จึง ิ ค ้าไปยัง เป็ นเรือ ่ งทีผ ่ ู ้ผลิต/อาหารและเครือ ่ งดืม ่ ของไทยทีส ่ ง่ สน สหรัฐฯควรจะพิจารณาติดตามและเตรียมปรับตัวในอนาคต (รายละเอียดเนือ ้ หาฉบับเต็ม

ื กรมประมง แจ ้งว่าญีป หนังสอ ่ นมี ุ่ มาตรฐาน สารเคมีทาง การเกษตรจํานวน 2 ชนิด ได ้แก่ Propoxycarbazone และ Tribufos ได ้ประกาศข ้อกําหนดค่า Maximum Residue Limit, ั ว์นํ้า ดังนี้ MRL ทีเ่ กีย ่ วข ้องกับสต MRL (ppm)

สินค้า

Propoxycarbazone

Tribufos

Salmoniformes (such as Salmon and Trout)

0.01

0.01

Anguilliformes (such as eel)

0.01

0.01

Perciformes (sa=uch as bonito, horse mackerel, mackerel, sea bass, sea bream and tuna)

0.01

-

Sea bass, sea bream and tuna

-

0.01

Other fish

0.01

0.01

Shelled molluscas

0.01

0.01

Crustaceans

0.01

0.01

Other aquatic animals (all aquatic animal,except fish crustaceans and shelled molluscs

0.01

0.01

http://www.depthai.go.th/DEP/DOC/53/53003967.pdf ) (เอกสารอืน ่ เพิม ่ เติม“โรคอ ้วนกับ HFCS” http://www.afic.org/FFA%20Issue%2032%20ObesityIs%20HFCS%20to%20Blame_TH.htm )

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 3


ิ ค้าเกษตร 49 ชนิด ทีม่ า: มกอช. อิหร่านระง ับนําเข้าสน

ิ ค้าในการตรวจติดตาม ออสเตรเลียแก้ไขรายการสน

วันที่ 13 ก.ย 2553

ทีม ่ า: มกอช. วันที่ 14 ก.ย 2553

ิ ค้าเกษตรจนถึงเดือนธ ันวาคม อิหร่านระง ับการนําเข้าสน ่ 2553 เชน ผลไม้ นํา้ ผลไม้เข้มข้น และผลิตภัณฑ์นม เป็ น ่ หัวหอม กระเทียม มันฝรั่ง ลูก จํานวน 49 ชนิด ยกตัวอย่างเชน แพร์ สตรอเบอร์รี่ และ แอปเปิ้ ลจากฝรั่งเศส ลูกแพร์จากจากจีน ้ และสมจากอี ยป ิ ต์ นอกจากนีย ้ ังระง ับการนําเข้านมผง ท ับทิม ิ ค ้าเหล่านีอ และซอสมะเขือเทศอีกด้วย โดยสน ้ ห ิ ร่านไม่ม ี ความจําเป็ นทีจ ่ ะต ้องนํ าเข ้า อย่างไรก็ตาม ในกรณีทผ ี่ ลผลิตใน อิหร่านไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงจะค่อยนํ าเข ้า

ข้อมูล GM แซลมอนย ังไม่พอจะสรุปว่าปลอดภ ัย ทีม่ า: มกอช. วันที่ 13 ก.ย 2553

ศูนย์ความปลอดภัยด ้านอาหารร่วมกับสมาคมเพือ ่ ผู ้บริโภคและ Food & Water Watch กล่าวว่า ข ้อมูลที่ USFDA ระบุบนเว็บไซด์มไี ม่ เพียงพอ และตัวอย่างปลาแซลมอนทีน ่ ํ ามาศึกษาปฏิกริ ย ิ าก่อให ้เกิด อาการแพ ้มีน ้อยมากเพียง 12 ตัว คือ 6 ตัวทีผ ่ สมพันธุแ ์ ล ้วและ 6 ตัวที่ ยังไม่ได ้ผสมพันธุ์ ทําให ้ข ้อมูลในด ้านสุขภาพและความปลอดภัยไม่ แม่นยําพอถ ้าหากจะเลีย ้ งในเชิงการค ้า และพิจารณาเฉพาะปลา GM แซลมอนทีไ่ ด ้รับเลีย ้ งด ้วยยาสัตว์ นอกจากนี้ ข ้อมูลด ้านสุขภาพและ ความปลอดภัยก็ถก ู เก็บเป็ นความลับจนกระทัง่ มีรายงานว่าได ้รับการ ่ งด ้าน รับรองแล ้ว กลุม ่ ผู ้ต่อต ้านยังกังวลว่า ไม่มข ี ้อมูลเกีย ่ วกับความเสีย สิง่ แวดล ้อมและเศรษฐศาสตร์หากปลาแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรมหลุด รอดมาผสมพันธุก ์ บ ั ปลาแซลมอนทั่วไป กลุม ่ ผู ้บริโภคยังไม่ไว ้วางใจ ่ งเอง USFDA จึงจัด เนือ ่ งจากทางบริษัทผู ้ผลิตเป็ นผู ้ประเมินความเสีย ประชุมเกีย ่ วกับปลา GM แซลมอนวันที่ 19-21 กันยายน 2553 และจะ ตัดสินอีกครัง้ ว่าจะรับรองปลาดังกล่าวหรือไม่ ถ ้าหากผ่านความ เห็นชอบบริษัทผู ้ผลิตกล่าวว่าจะใช ้เวลาเพียง 3 ปี ก็จะวางจําหน่ายใน ท ้องตลาดได ้

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

ิ ค้าในการ ออสเตรเลียประกาศการปร ับปรุงรายการสน ตรวจติดตาม Import Food Notice 03/10-Tests applied to surveillance category foods ซงึ่ ปรับปรุง จาก Import Food Notice 09/09- โดยมีการปรับปรุง ดังต่อไปนี้ 1. ใน Attachment 1 ต ัดคําว่า Agriculture ออกจาก The list of Chemicals ิ ค้าตามพิก ัด 2. เพิม ่ เติมและต ัดลดการตรวจสอบสน ศุลกากร ด ังต่อไปนี้ ั เจนว่ามีการตรวจสอบ • 0302-0304 ต ้องมีคําทีช ่ ด Histamine Malachite green และ Fluoroquinolones ั เจนว่ามีการตรวจสอบ Malachite • 0305 ต ้องมีคําทีช ่ ด green และ Fluoroquinolones ิ ค ้า • 0803 เพิม ่ เติม Candlenut ในรายการสน ้ สายชูออกจากรายการสน ิ ค้า • 2002 ยกเลิกนํา้ สม ้ ํ • 2001 เพิม ่ เติม Sulphur dioxide ทีใ่ ชสาหร ับ ้ สายชูหรือ มะเขือเทศทีไ่ ด้ร ับการถนอมอาหารโดยนํา้ สม acetic acid เท่านน ั้ ั • 2004 และ 2005 ต้องมีคา ํ ทีช ่ ดเจนว่ ามีการ ั พช ตรวจสอบสารกําจ ัดศตรู ื ั พช • 2103 ยกเลิกการตรวจสอบสารกําจ ัดศตรู ื ิ ค้าซอส เครือ สําหร ับสน ่ งปรุง และเครือ ่ งชูรส • 2202 ยกเลิกการตรวจวิเคราะห์ในสงิ่ ทีท ่ ําให ้รสหวานมา จากธรรมชาติ หรือนํ้ าแร่ ั เจนในกรณีทใี่ ช ้ Sulphur • 2204 ต ้องบันทึกให ้ชด dioxide ทงนี ั้ ้ การปร ับปรุงด ังกล่าวมีผลบ ังค ับใชใ้ นว ันที่ 1 ก.ย ึ ษาเพิม 2553 และสามารถศก ่ เติมได้ท ี่ http://www.daffa.gov.au/aqis/import/food/notices/2009/201 0/ifn-03-10

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 4


เกษตรกรมะก ันฟ้องศาล หล ัง USDA ไฟเขียว GM Sugar beet ทีม่ า: มกอช. วันที่ 14 ก.ย 2553

เมือ ่ ว ันที่ 9 ก ันยายน 2553 กลุม ่ เกษตรกรและองค์กร อนุร ักษ์สงิ่ แวดล้อมยืน ่ ฟ้องศาล หล ัง USDA อนุญาตให้ ปลูก sugar beet ทีม ่ าจากเมล็ด GM sugar beet เมือ ่ ปี 2552 นาย Jeffrey White ผู ้พิพากษาของสหรัฐฯ วินจ ิ ฉั ยว่า USDA ได ้อนุญาตให ้เพาะปลูก sugar beet GM ของ Monsanto ึ ษาผลกระทบต่อสงิ่ แวดล ้อมอย่างเพียงพอ โดยปราศจากการศก สําหรับผลผลิต sugar beet ของสหรัฐฯ มีประมาณกว่าครึง่ ของ ผลผลิตนํ้ าตาลทัง้ หมด และประมาณ 95% เป็ น GM sugar ิ ให ้สามารถเก็บ beet ต่อมาเมือ ่ เดือนสงิ หาคม 2553 ศาลตัดสน ผลผลิต sugar beet ทีป ่ ลูกมาก่อนวันที่ 13 สงิ หาคมได ้แต่ต ้อง ทําลายเมล็ดทัง้ หมด เมือ ่ วันที่ 1 กันยายน 2553 USDA ได ้ประกาศให ้เกษตรกร สามารถปลูก GM sugar beetได ้ ตราบเท่าทีไ่ ม่มก ี ารออกดอก ทําให ้เกิดการฟ้ องร ้องต่อศาล โดยมีเจ ้าทุกข์คอ ื Sierra Club และกลุม ่ ทีร่ ณรงค์ด ้านอาหารปลอดภัยโดยกลุม ่ เหล่านีเ้ กรงว่า การอนุญาตของ USDA อาจทําให ้เกิดการปนเปื้ อน GM sugar beet กับไร่ข ้างเคียง จึงยืน ่ ฟ้ องให ้ศาลยับยัง้ การปลูก

ออร์แกนิกส"์ ทางเลือกของคนร ักสุขภาพ ทีม่ า: มกอช. วันที่ 14 ก.ย 2553

ิ ป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า นางพิมพาพรรณ ชาญศล จากกระแสความตืน ่ ตัวต่อการดูแลรักษาสุขภาพ ทําให ้มากกว่า ิ ค ้าเกษตรอินทรียห 120 ประเทศทั่วโลก มีการผลิตสน ์ รือออร์แก นิกสเ์ พิม ่ ขึน ้ โดยจากรายงานการสํารวจสภาพการณ์เกษตร อินทรียโ์ ลกทีจ ่ ัดทําโดย FiBL และ IFOAM ซงึ่ เผยแพร่ในงาน BioFach เมือ ่ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ระบุวา่ พืน ้ ทีเ่ กษตร อินทรียท ์ ั่วโลกเพิม ่ ขึน ้ กว่า 18 ล ้านไร่ ทําให ้มีพน ื้ ทีเ่ กษตร อินทรียข ์ องโลกรวมกันกว่า 218.75 ล ้านไร่ โดยประมาณสองใน ั ว์ สามของพืน ้ ทีเ่ กษตรอินทรียเ์ ป็ นพืน ้ ทีท ่ งุ่ หญ ้าเลีย ้ งสต

สาํ หรับประเทศทีม ่ พ ี น ื้ ทีเ่ กษตรอินทรียม ์ ากทีส ่ ด ุ คือ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และจีน ซงึ่ ออสเตรเลีย และอาร์เจน ติน่า ยังคงครองอันดับประเทศทีม ่ พ ี น ื้ ทีเ่ กษตรอินทรียม ์ าก ทีส ่ ด ุ ของโลกทีม ่ พ ี น ื้ ทีก ่ ารผลิตกว่า 33 ล ้านไร่ และจากการ ึ ษาวิจัยของศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ ศก (International Trade Centre-UNCTAD/WTO) พบว่า ภาค เกษตรอินทรียเ์ ป็ นภาคเกษตรทีเ่ ติบโตเร็วทีส ่ ด ุ ของ ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก คาดว่าภายในปี 2553 มูลค่าตลาด ทั่วโลกจะสูงถึง 1 แสนล ้านเหรียญสหรัฐ อัตราการขยายตัว เพิม ่ สูงถึงร ้อยละ 20-30 ต่อปี สําหรับพืน ้ ทีท ่ ําการเกษตรอินทรียข ์ องประเทศไทยได ้ขยายตัว อย่างรวดเร็วในชว่ ง 8 ปี ทีผ ่ า่ นมาจาก 6,281 ไร่ ในปี 2541 เป็ นประมาณ 118,091 ไร่ ในปี 2552 (สนง.เศรษฐกิจ ิ ค ้า การเกษตร 16 มี.ค. 53) โดยในปี 2551 มูลค่าสง่ ออกสน เกษตรอินทรียข ์ องไทยประมาณ 3,200 ล ้านบาท และคาดว่า ตลอดปี 2552 มูลค่าการสง่ ออกจะเพิม ่ ขึน ้ เป็ น 3,500 ล ้าน บาท ตลาดสําคัญของไทย คือ สหภาพยุโรป อเมริกา ิ ค ้าสําคัญทีม แคนาดา ญีป ่ น ุ่ สงิ คโปร์ และไต ้หวัน สน ่ ศ ี ักยภาพ ื้ สูง ได ้แก่ ข ้าว ผัก และโอกาสทางการตลาดทีม ่ ก ี ําลังซอ ผลไม ้แปรรูป และกุ ้งอินทรีย ์ เป็ นต ้น

แคนาดาเตรียมยกเลิกระเบียบอาหารนําเข้าเดิม

ทีม ่ า:

มกอช. วันที่ 15 ก.ย 2553

ในขณะนี้ แคนาดาอยูร่ ะหว่างการจ ัดทําระเบียบอาหาร นําเข้าใหม่ สําน ักงานตรวจสอบอาหารแคนาดา (CFIA) ระบุวา่ CFIA เปิ ดร ับฟังข้อคิดเห็นจากทงทาง ั้ ผูป ้ ระกอบการและประชาชนทว่ ั ไป เพือ ่ เป็นแนวทางการ พ ัฒนาเพือ ่ จ ัดทําระเบียบอาหารนําเข้าฉบ ับใหม่ ซงึ่ รวมไป ถึงข ้อกําหนดด ้านความปลอดภัยอาหารและนโยบายการออก ใบอนุญาตนํ าเข ้าด ้วย อนึง่ ระเบียบอาหารนํ าเข ้าใหม่นม ี้ จ ี ด ุ มุง่ หมายเพือ ่ เสริมสร ้าง ตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารของผู ้นํ าเข ้าให ้มี ิ ธิภาพมากขึน ประสท ้ สง่ เสริมความสามารถของ CFIA ในการ ื่ สารให ้ข ้อมูลความปลอดภัยอาหาร และเพิม สอ ่ ความมัน ่ ใจของ ผู ้บริโภคในความปลอดภัยอาหารแคนาดา CFIA ยังระบุอก ี ว่า ระเบียบอาหารนํ าเข ้าต ้องทําให ้ทันสมัยขึน ้ และปรับปรุงแก ้ไข ความสนใจของการตรวจสอบของรัฐบาลเพือ ่ ปกป้ องชาว ้ แคนาดา แม ้ว่าระเบียบเดิมนัน ้ จะใชงานได ้ดีอยูแ ่ ล ้ว แต่ระเบียบ ั ซอน ้ ต ้องได ้รับปรับปรุงเพือ ่ รับมือกับตลาดโลกทีม ่ ค ี วามซบ ทัง้ นี้ CFIA เปิ ดรับฟั งข ้อคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของ CFIA จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2553

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 5


ี่ ร ับเงือ ออสซป ่ นไขนําเข้า Marine Molluscs ทีม่ า: มกอช. วันที่ 16 ก.ย 2553 เมือ ่ วันที่ 2 กันยายน 2553 กระทรวงเกษตร ประมง และป่ าไม ้ของออสเตรเลีย (DAFF) ได ้แจ ้งปรับปรุงเงือ ่ นไขการนํ าเข ้า ้ อ Marine Molluscs ทีไ่ ม่รวมหอยนางรม (Oyster) และหอยทาก (Snail) สําหรับมนุษย์บริโภค มีผลบังใชเมื ่ 23 สงิ หาคม 2553 โดยกําหนดเงือ ่ นไขเพิม ่ เติมดังนี้ • แต่ละกล่อง/หีบห่อบรรจุภัณฑ์ต ้องระบุข ้อความ “For human consumption only not to be used as bait or feed aquatic animals” • ผู ้นํ าเข ้าต ้องแจ ้งต่อหน่วยงานตรวจสอบการนํ าเข ้าว่า ิ ค ้าหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพือ o สน ่ มนุษย์บริโภคเท่านัน ้ ิ ค ้าหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เหมาะต่อการบริโภคแล ้ว จะไม่ถก ้ นเหยือ o ไม่วา่ ด ้วยกรณีใดๆ หากสน ู นํ าไปใชเป็ ่ ตกปลาก ั ว์ หรืออาหารเลีย ้ งสต ิ ค ้าแปรรูปจาก Marine Molluscs เชน ่ แป้ งชุบ (crumbed), ชุบขนมปั ง (Breaded) ด ้วย อนึง่ เงือ ่ นไขดังกล่าวครอบคลุมถึงสน ึ ษาจาก www.aquis.gov.au/icon32/asp/ex_alertscontent.asp ผู ้สนใจรายละเอียดเพิม ่ เติมสามารถศก

เรือ ่ งที่

เรือ ่ ง

หน้า

ี และแปซฟ ิ ิ ก สม ัยที่ 6 การประชุมร ัฐมนตรีสงิ่ แวดล้อมและการพ ัฒนาของภูมภ ิ าคเอเชย 29.

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม 3 ฉบับ ได ้แก่ 1.Draft Ministerial Declarations on Environment and Development 2.Draft Astana “Green Bridge” lnitiative : Europe-Asia-Pacific Partnership for lmplementation of “Green Growth” 3.Draft the Regional lmplemantation Plan for Sustainable Development in Asia and the Pacific ตามทีก ่ ระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล ้อมเสนอ และมอบหมายให ้รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ สรุปสถานการณ์อท ุ กภ ัยเนือ ่ งจากอิทธิพลของพายุ “มินดอลเล” และมรสุมตะว ันตกเฉียงใต้ (ระหว่างว ันที่ 24 สงิ หาคม-13 ก ันยายน 2553)

33.

28

33

่ งสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลําปาง ลําพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พืน ้ ทีป ่ ระสบภัย 25 จังหวัด ได ้แก่ จังหวัดแม่ฮอ สุโขทัย พะเยา พิษณุโลก พิจต ิ ร เพชรบูรณ์ มุกดาหาร สระบุร ี นครนายก ลพบุร ี ชัยภูม ิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น มหาสารคาม ร ้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และจังหวัดอุบลราชธานี สรุปสถานการณ์ภ ัยพิบ ัติดา้ นการเกษตรปี 2553 ครงที ั้ ่ 30

34.

ปั จจุบน ั มีสถานการณ์อท ุ กภัย จํานวน 9 จังหวัด ได ้แก่ จังหวัดเชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลพบุร ี สระบุร ี ชัยภูม ิ สกลนคร ิ ค้าเกษตรเดือนสงิ หาคม 2553 และแนวโน้มเดือน ก ันยายน สถานการณ์ราคาและการผลิตสน 2553

35.

ภาพรวมราคาสินค ้าเกษตรของเดือนสิงหาคม 2553 เปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปี ทผ ี่ า่ นมาพบว่า ดัชนีราคาสินค ้าเกษตรสูงขึน ้ ร ้อยละ 31.06 โดยสินค ้าสําคัญทีร่ าคาสูงขึน ้ ได ้แก่ ข ้าวโพดเลีย ้ งสัตว์ มัน สําปะหลัง ปาล์ม นํ้ ามัน ยางพารา ลําไย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สุกร ไก่เนือ ้ ไข่ไก่ และกุ ้งขาวแวน นาไม ทีม ่ า: ทีม ่ า: www.thaigov.go.th วันที่ 14 กันยายน 2553 รายละเอียดด ังเอกสารแนบ 1

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 6

35

33


้ แ ี าร์"ชูสข ตลาดอาหารสุน ัขคึกค ัก! "ซซ ุ ภาพสูค ู่ ข่ง ทีม ่ า: ไทยรัฐ วันที่ 16 ก.ย 2553

ี าร์ เจาะตลาด เน ้นความต ้องการของสุนัขตามชว่ งอายุ และ ซซ สุนัขทีต ่ ้องการการดูแลเป็ นพิเศษมากขึน ้ หลังคาดภายใน 3-5 ปี ตลาดจะเติบโตได ้อีก 2 เท่า...นางสาวเฮเลน วิลลานูเอวา ผู ้อํานวยการฝ่ ายการตลาด มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ ผู ้นํ าเข ้าและ ี าร์" จัดจําหน่าย ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัข ภายใต ้แบรนด์ "ซซ (Cesar) เปิ ดเผยว่า การเติบโตของตลาดอาหารสุนัข ทีเ่ ติบโต ต่อเนือ ่ งปี ละ 10-20% โดยปั จจุบน ั มีมล ู ค่าตลาดรวมอยูท ่ ี่ 10,402.3 ล ้านบาท และคาดว่าภายใน 3-5 ปี ตลาดจะเติบโต ั ว์ โดยเฉพาะสุนัข ได ้อีก 2 เท่า ซงึ่ เป็ นผล จากคนไทยรักสต และแมว อ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.thairath.co.th/content/eco/111505

่ ออกรุง ทูนา ่ กระป๋องสง ่ ทีม่ า: ข่าวสด วันที่ 17 ก.ย 2553

ไทยถือเป็ นประเทศผู ้สง่ ออกปลาทูน่ากระป๋ องและปรุงแต่ง อันดับหนึง่ ของโลก ซงึ่ ปี "52 มีปริมาณและมูลค่าการสง่ ออกใน ั สว่ น 49.1% และ 43.2% ของการสง่ ออกปลาทูน่ากระป๋ อง สด และปรุงแต่งทั่วโลก สว่ นด ้านวัตถุดบ ิ ไทยยังจําเป็ นต ้องนํ าเข ้าปลาทูน่ามากกว่า ้ 80% ของความต ้องการใชในประเทศ โดยมีปริมาณการนํ าเข ้า ่ ข็งถึง 97.6% และปลาทูน่าสด/แชเ่ ย็น 0.8% ปลาทูน่าแชแ ของปริมาณการนํ าเข ้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์

ทัง้ นีใ้ นชว่ งครึง่ แรกของปี "53 ไทยมีปริมาณและมูลค่านํ าเข ้า ่ ข็ง ขยายตัว 7.9% และ 12.9% ปลาทูน่าสด/แชเ่ ย็น และแชแ เมือ ่ เทียบกับชว่ งเดียวกันของปี กอ ่ น สะท ้อนให ้เห็นถึงความ ต ้องการใชวั้ ตถุดบ ิ ในอุตสาหกรรมปลาทูน่ากระป๋ องและปรุง แต่งของไทยในปี 53 มีแนวโน ้มขยายตัวกว่าปี ทผ ี่ า่ นมา สอดคล ้องกับปริมาณการสง่ ออกปลาทูน่ากระป๋ องและปรุงแต่ง ั สว่ นถึง มีมล ู ค่าการสง่ ออกขยายตัวถึง 15.3% โดยมีสด 98.6% ของปริมาณการสง่ ออกปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์ของ ไทย ิ รไทย จึงคาดการณ์วา่ ในชว่ งครึง่ หลังของปี "53 ศูนย์วจ ิ ัยกสก การสง่ ออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าของไทย โดยเฉพาะปลาทูน่า กระป๋ องและปรุงแต่งจะมีแนวโน ้มการสง่ ออกขยายตัวต่อเนือ ่ ง ํ ่ ั ้ ื โดยมีปัจจัยหนุนสาคัญจากการทีป ่ ระเทศคูค ่ ้ามักมีคําสงซอ ปลาทูน่ากระป๋ องเพิม ่ ขึน ้ ในชว่ งครึง่ หลังของปี เพือ ่ เตรียมส ิ ค ้าไว ้จําหน่ายในชว่ งเทศกาลปลายปี ต๊อกสน โดยคาดว่าทัง้ ปี "53 ปริมาณการสง่ ออกปลาทูน่ากระป๋ องและ ปรุงแต่งของไทย น่าจะขยายตัวได ้ประมาณ 11-12% อย่างไร ก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบทีอ ่ าจสง่ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการ แปรรูปปลาทูน่า ทีผ ่ ู ้ประกอบการในอุตสาหกรรมควรให ้ ความสําคัญ และวางแผนการบริหารวัตถุดบ ิ ให ้รอบคอบมาก ขึน ้ คือ สภาพอากาศของโลกทีร่ ้อนขึน ้ จนสง่ ผลให ้ปลาทูน่า ในทะเลทั่วโลกมีปริมาณลดลง ขณะทีค ่ วามต ้องการบริโภคก็ ่ ึ ่ ยังคงมีเพิม ่ ขึน ้ ต่อเนือ ่ ง ซงมีสวนผลักดันให ้ระดับราคาปลาทู น่าในระยะยาวมีแนวโน ้มสูงขึน ้ เพิม่ เติมคลิก… http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHl OekUzTURrMU13PT0=&sectionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBeE1 DMHdPUzB4Tnc9PQ==

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 7


เกาหลีใต้ประกาศลดภาษีนําเข้านํา้ ตาลทรายภายใต้ โควต้าจาก 35% เป็น 0% ทีม่ า: สํานักงานส่งเสริมการค ้า

เหนือ กลาง ตะว ันออกฝนตกชุก-ตกหน ักบางแห่ง ทีม ่ า: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 ก.ย 2553

ระหว่างประเทศ ณ กรุงโซล

กระทรวงยุทธศาสตร์และการคล ังของเกาหลีประกาศ ิ ค้านํา้ ตาลทรายในโควต้า แผนการลดภาษีนําเข้าสน จาก 35% เป็น 0% จํานวน 100,000 ต ัน ตงแต่ ั้ เดือน สงิ หาคมไปจนถึงเดือนธ ันวาคม เพือ ่ เพิม ่ ปริมาณการนํ าเข ้า และดึงราคานํ าเข ้านํ้ าตาลทรายให ้ตํา่ ลง ซงึ่ ก่อให ้เกิด เสถียรภาพของราคานํ้ าตาลในประเทศ

กรมอุตน ุ ย ิ มวิทยารายงานลักษณะอากาศทั่วไป - ร่องมรสุม กําล ังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะว ันออก ทําให้บริเวณด ังกล่าวมีฝนตกชุก ้ ที่ ขอให ้ประชาชนใน หนาแน่นและมีฝนตกหน ักบางพืน ี่ งภัย ทีล พืน ้ ทีเ่ สย ่ าดเชงิ เขาใกล ้ทางนํ้ าไหลผ่านบริเวณจังหวัด ตาก สุโขทัย กําแพงเพชร พิษณุโลก พิจต ิ ร เพชรบูรณ์ ี า บุรรี ัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครสวรรค์ นครราชสม อุทัยธานี กาญจนบุร ี ราชบุร ี และนครนายก ระมัดระวังอันตราย จากสภาวะนํ้ าท่วมฉั บพลัน และนํ้ าป่ าไหลหลากทีจ ่ ะเกิดขึน ้ ใน ระยะนี้ สว่ นผู ้ทีอ ่ าศัยตามทีร่ าบลุม ่ บริเวณภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ยังคงต ้องระมัดระวัง อันตรายจากสภาวะนํ้ าล ้นตลิง่ ต่อไปอีก

เกาหลีใต ้ไม่มก ี ารผลิตอ ้อยหรือหัวบีท จึงพึง่ พาการนํ าเข ้า นํ้ าตาลดิบทัง้ หมดโดยมีอต ั ราภาษี นําเข ้าอยูใ่ นระดับทีต ่ ํา่ คือ 3% และมีไทยเป็ นแหล่งนํ าเข ้านํ้ าตาลดิบจากอ ้อยทีส ่ ําคัญ อันดับ 3 รองจากออสเตรเลียและกัวเตมาลา ิ ค ้านํ้ าตาลทราย ไทยเป็ นแหล่งนํ าเข ้าทีส สาํ หรับสน ่ ําคัญอันดับ ั ่ 1 ของเกาหลีในปี 2552 แต่สดสวนการนํ าเข ้านํ้ าตาลทรายจาก ไทยมีแนวโน ้มลดลงอย่างต่อเนือ ่ ง และในครึง่ ปี แรกของปี ั สว่ นการนํ าเข ้าจากไทยลดลงร ้อยละ 96 เมือ 2553 สด ่ เทียบกับ ชว่ งเดียวกันในปี 2552 ทําให ้ไทยกลายเป็ นแหล่งนํ าเข ้าที่ เพียงอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและโคลัมเบีย ทัง้ นีค ้ าดว่า สว่ นหนึง่ เป็ นผลมาจากภาวะขาดแคลนนํ้ าตาลของ ภายในประเทศไทยเอง อย่างไรก็ด ี การประกาศลดภาษี นําเข ้า นํ้ าตาลทรายในโควต ้าของเกาหลีคาดจะก่อให ้เกิดการแข่งขัน มากยิง่ ขึน ้ ดังนัน ้ แนวโน ้มการสง่ ออกนํ้ าตาลทรายมายังเกาหลี ี ตลาด ยังคงลดลงอย่างต่อเนือ ่ ง อาจเป็ นเหตุให ้ไทยสูญเสย นํ้ าตาลทรายในเกาหลีอย่างถาวร เนือ ่ งจากความไม่เสถียรภาพ ํ ในฐานะแหล่งนํ าเข ้าทีส ่ าคัญของไทย รายละเอียดเนือ ้ หาฉบับ

อนึง่ พายุไต ้ฝุ่ น “ฟานาปี ” (FANAPI) จะเคลือ ่ นตัวผ่านเกาะ ่ ณฑลฟูเจีย ไต ้หวันในวันนี้ (19 ก.ย. 2553) และเข ้าสูม ้ น ประเทศจีนในระยะต่อไป ขอให ้ผู ้ทีจ ่ ะเดินทางไปบริเวณ ดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด ้วย อ่าน เพิม ่ เติมคลิก…

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/2010091 9/353686/เหนือ-กลาง-ตะวันออกฝนตกชุก-ตกหนั กบางแห่ง.html

เต็ม ดังเอกสารแนบ 2

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 8


ี พุง ค่าเงินทว่ ั เอเชย ่ สูงทําสถิตใิ หม่ ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 15

ก.ย 2553

ี แข็งค่าทุบสถิตก ค่าเงินในตระกูลเอเชย ิ น ั ถ ้วนหน ้า ทัง้ ดอลลาร์สงิ คโปร์ ริงกิต รวมถึงค่าเงินหยวนทีแ ่ ข็งค่าขึน ้ สูงสุดในรอบกว่า 15 ปี เมือ ่ วันจันทร์ทผ ี่ า่ นมา ขณะทีค ่ า่ เงิน เยนแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี อก ี ครัง้ ค่าเงินดอลลาร์ สงิ คโปร์เมือ ่ วันจันทร์ทผ ี่ า่ นมา (13 ก.ย.) แข็งค่าขึน ้ สูงสุด ั ดาห์ โดยไปแตะ เป็ นประวัตก ิ ารณ์เป็ นครัง้ ที่ 4 ในรอบ 2 สป ทีร่ ะดับ 1.337 ดอลลาร์สงิ คโปร์ตอ ่ ดอลลาร์สหรัฐฯ สว่ น ื้ ขายค่าเงินริงกิตของมาเลเซย ี เทียบกับ มูลค่าการซอ ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อยูใ่ นระดับสูงทีส ่ ด ุ ในรอบ 13 ปี ในวัน เดียวกัน การแข็งค่าของเงินสงิ คโปร์ไม่ได ้แตกแยกจากประเทศอืน ่ ๆ ใน ี ิ ่ เอเชย เราเห็นคูค ่ ้าของสงคโปร์ในภูมภ ิ าคเดียวกัน เชน ริงกิต บาท เปโซ สว่ นใหญ่คา่ เงินแข็งขึน ้ ทําสถิตใิ หม่เมือ ่ เทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐฯ ทัง้ นัน ้ " ในปี นี้ ดอลลาร์สงิ คโปร์แข็งค่าขึน ้ ประมาณ 4.7% เมือ ่ เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะทีเ่ งินริงกิตแข็งค่าขึน ้ เกินกว่า 9% แล ้ว ทางด ้านค่าเงินหยวนของจีนในวันจันทร์ก็ทําสถิตแ ิ ข็งค่าขึน ้ ื้ สูงสุดเมือ ่ เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นับตัง้ แต่ทจ ี่ น ี เปิ ดให ้มีการซอ ขายเงินตราในปี 2537 โดยปิ ดตลาดในวันจันทร์ทม ี่ ล ู ค่า 6.7618 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view= article&id=41633:2010-09-15-04-17-15&catid=90:2009-02-08-11-2434&Itemid=425

เมือ ่ บาทแข็ง 29 บาท/เหรียญ ผูป ้ ระกอบการไทยจะ อยูอ ่ ย่างไร? ทีม่ า: ประชาชาตื วันที่ 16 ก.ย 2553

้ ดอกเบีย ้ : รัฐบาลควรชะลอการปรับขึน C.P. ขอร ัฐชะลอขึน ้ อัตราดอกเบีย ้ นโยบายออกไปก่อนและควรชว่ ยเหลือผู ้สง่ ออก ี่ ง ทีไ่ ด ้รับผลกระทบ โดยลดค่าธรรมเนียมการประกันความเสย เงินล่วงหน ้า ์ ี "54: เครือ ่ งนุง ่ ห่มเตรียมดาวน์ไซซป อาจจะต ้องปรับลด ขนาดการผลิต (down size) ลง โดยค่าเงินทีแ ่ ข็งขึน ้ ทุก ๆ 1 ี ไม่ตํา่ กว่า 1,200 ล ้านบาท บาท เมือ ่ คิดเป็ นรายได ้ทีส ่ ญ ู เสย ้ า้ วเวียดนามไม่ได้: มีผลต่อยอดการสงั่ ซอ ื้ ข้าวไทยแข่งสูข เพราะการทีอ ่ ต ั ราแลกเปลีย ่ นแข็งค่าขึน ้ ทุก 1 บาท จะทําให ้ ราคาข ้าวขยับสูงขึน ้ ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะ เทียบกับเวียดนามทีป ่ รับอ่อนค่าเงินด่อง 5% แต่ไทยบาทแข็ง ขึน ้ 8% รวม ๆ แล ้ว 13-14% ทําให ้ยอดสง่ ออกของเวียดนาม 3 เดือนก่อนสง่ ออกได ้เฉลีย ่ เดือนละ 800,000 ตัน บาทแข็งกระทบค่าการกลน ่ ั : กระทบต่อธุรกิจการกลั่นนํ้ ามัน เพราะนํ าเข ้านํ้ ามันดิบมาด ้วยเงินเหรียญสหรัฐ จากทีเ่ คยได ้ค่า การกลั่นเฉลีย ่ อยูท ่ ี่ 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนัน ้ แต่เมือ ่ นํ ามา ขายเป็ นนํ้ ามันสําเร็จรูปแล ้วจะคิดเป็ นเงินบาทและสง่ ออก ทํา ให ้รายได ้และค่าการกลั่นลดลงเล็กน ้อย ้ โู ร:กรณีทเี่ งินบาทแข็งค่าขึน ้ มากกว่า ปูนเปลีย ่ นสกุลเงินใชย ปั จจุบน ั มาอยูท ่ รี่ ะดับ 29 บาท หรือตํา่ กว่า 29 บาท/เหรียญ บริษัทอาจจะต ้องพิจารณาเตรียมหาทางรับมือไว ้ 3 สว่ น คือ ้ ื้ วงเงินประกัน 1)เปลีย ่ นค่าสกุลเงินทีใ่ ชในการส ง่ ออก 2) ซอ อัตราค่าแลกเปลีย ่ น และ 3) มองหาตลาดสง่ ออกใหม่ ๆ ตงกองทุ ั้ นประก ันค่าบาท: อยากให ้รัฐบาล ธปท.ออก มาตรการมาชว่ ยเหลือ สกัดเงินนอกเข ้ามาในประเทศ และ อยากให ้รัฐบาลจัดตัง้ กองทุนประกันค่าเงินบาทให ้กับกลุม ่ ี่ งต ้องเสย ี ค่าธรรมเนียม SMEs เนือ ่ งจากการทําประกันความเสย ให ้กับสถาบันการเงิน รายใหญ่ไม่มป ี ั ญหา แต่ SMEs ถือว่าเป็ น ภาระอย่างมากอ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02inv0116095 3&sectionid=0203&day=2010-09-16

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 9


ี อ่วมสุด ทีม่ า: กรุงเทพธุรกิจ ราคาอาหารแพง กระทบเอเชย

วันที่ 16 ก.ย 2553

ี หลายล ้านคน ใชจ่้ ายเงินมากขึน เอเอฟพี รายงานว่า ชาวเอเชย ้ ในการปรุงอาหาร ผลพวงจากปริมาณอาหารในตลาดโลก ทีม ่ ี ่ นํ้ าท่วม อย่างจํากัด สว่ นหนึง่ เป็ นเพราะปั ญหาภัยธรรมชาติ เชน ภัยแล ้ง ขณะทีค ่ าดการณ์วา่ การเปลีย ่ นแปลงของรูปแบบการ บริโภคอาหารของประชากรโลก จะเป็ นแรงกดดันทําให ้ราคา อาหารปรับตัวสูงขึน ้ ในระยะยาว ทัง้ นี้ องค์การเกษตรและอาหาร ของสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จะจัดประชุมนัดพิเศษเป็ นเวลา 1 วันเพือ ่ หารือเกีย ่ วกับการเพิม ่ ขึน ้ ของราคาอาหารทีก ่ รุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ปั จจัยลบทีท ่ ําให ้ราคาอาหารทะยานขึน ้ อย่างต่อเนือ ่ งคือ สภาพ อากาศทีแ ่ ปรปรวน การโภชนาการทีด ่ ข ี น ึ้ ของผู ้คนยุคใหม่ ปริมาณอาหารในสต็อกทีล ่ ดลง และพืน ้ ทีเ่ พาะปลูกทีม ่ อ ี ย่าง จํากัด ดัชนีราคาอาหารของเอฟเอโอเดือน ส.ค.ขยับแตะระดับ สูงสุด นับตัง้ แต่เดือน ก.ย.2551 โดยปรับตัวเพิม ่ ขึน ้ 5% ไปอยู่ ทีอ ่ ต ั ราเฉลีย ่ 176 จุดเพราะการคุมเข ้มสง่ ออกข ้าวสาลีของ ี ทีไ่ ด ้รับผลกระทบอย่างหนักจากปั ญหาภัยแล ้ง รัสเซย นายเควิน ไกรซ ์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิ ตอล อีโคโนมิคส ์ จากกรุงลอนดอน ให ้ความเห็นว่า ผู ้บริโภคในประเทศยากจน ี จะได ้รับผลกระทบหนักสุดจากปั ญหาราคาอาหารแพง ของเอเชย "ผมคิดว่าชาติทไี่ ด้ร ับผลกระทบมากทีส ่ ด ุ จากปัญหาความ ผ ันผวนของราคาอาหาร คือไทย อินเดีย และฟิ ลิปปิ นส"์ นายไกรซ ์ กล่าว นํ้ าท่วมหนักในปากีสถานทําให ้ราคาอาหารทะยานสูงสุด 20% และนํ้ าท่วมยังทําลายสต็อกข ้าวสาลีและเมล็ดพันธุข ์ ้าวอืน ่ ๆ ของ ั สว่ นมากถึง 80% ทัง้ ในแคว ้นซน ิ ด์ และปั ญจาบ เกษตรกรในสด ่ เดียวกับปั ญหานํ้ าท่วมในจีนทีท ิ ค ้าเกษตรต่อปี เชน ่ ําให ้ราคาสน ในเดือน ก.ค.เพิม ่ ขึน ้ 6.8% สว่ นในอินเดีย ราคาอาหารขยับขึน ้ 11.47% และฟิ ลป ิ ปิ นส ์ ่ กัน โดยเฉพาะนํ้ าตาล ขณะทีใ่ น ราคาอาหารปรับตัวสูงขึน ้ เชน ี รัฐบาลได ้ประกาศควบคุมราคาสน ิ ค ้าประเภทอาหาร มาเลเซย 18 รายการ รวมทัง้ ไก่ ไข่ ผักบางชนิด และปลา

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

่ ออกถูกกดด ัน ทีม่ า: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 ก.ย 2553 สง

ั สว่ นการ สหรัฐ เป็ นตลาดสง่ ออกทีส ่ ําคัญของไทยมีสด สง่ ออก 9.85% ของการสง่ ออกทัง้ หมดของไทยไปยัง ต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ มีผลต่อการสง่ ออก และภาพรวมการค ้าของประเทศไทย เศรษฐกิจสหรัฐทีฟ ่ ื้ น ่ ่ ตัวอย่างอ่อนแรงในชวงครึง่ หลังของปี นี้ จึงอาจสงผลต่อการ ้ สง่ ออกของไทยไปสหรัฐในชว่ งครึง่ หลังของปี เติบโตชาลง ้ ท ิ ธิพเิ ศษทางภาษี ทัง้ นี้ เห็นว่าการทบทวนการใชส ศุลกากรทว่ ั ไปจีเอสพี (Generalized System of Preferences: GSP) ของสหร ัฐ ประจําปี "53 และมีผล ้ งแต่ บ ังค ับใชต ั้ ว ันที่ 1 ก.ค.ทีผ ่ า่ นมา มีสว่ นชว่ ยสนั บสนุน ่ ิ ค ้าหลายรายการ การสงออกของไทยไปสหรัฐ เนือ ่ งจากมีสน ิ ธิจเี อสพี เพิม ่ ถั่วแชแ ่ ข็งและผักแช ่ ทีส ่ หรัฐ ให ้สท ่ เติม เชน ิ ธิได ้ลดภาษี นําเข ้าจาก 11.2% แข็ง เป็ นต ้น ทําให ้ผู ้ทีใ่ ชส้ ท ิ ค ้ากลุม และ 14.0% เป็ น 0% นอกจากนี้ สน ่ อืน ่ ๆ ทีส ่ หรัฐ ิ ธิจเี อสพี ทําให ้การนํ าเข ้าสน ิ ค ้าไปยังสหรัฐ มี ยังคงให ้สท อัตราภาษี เป็ น 0% ได ้แก่ เครือ ่ งประดับเงินของไทยสหรัฐ ิ ค้าไทยที่ ยกเว ้นเพดานสง่ ออก (CNL Waiver) รวมทัง้ สน สหร ัฐ ผ่อนผ ันภายใต้เงือ ่ นไข De Minimis Waiver ได ้แก่ ดอกกล ้วยไม ้สด ทุเรียนสด มะละกอตากแห ้ง มะขาม ตากแห ้ง ข้าวโพดหวานแปรรูป มะละกอแปรรูป เครือ ่ งปรุงรสผสม หนังกระบือฟอก และเครือ ่ งเคลือบ เป็ น ํ ิ ิ ิ ธิจเี อสพี ต ้น แต่สาหรับสนค ้าไทยทีถ ่ ก ู ตัดสทธิ/ไม่ได ้คืนสท ี ภาษี นําเข ้าตามอัตราปกติจากเดิมทีไ่ ด ้รับ ทําให ้ไทยต ้องเสย ิ ธิจเี อสพี เสย ี ภาษี 0% โดยสน ิ ค ้าทีถ ิ ธิจเี อสพี สท ่ ก ู ตัดสท ่ สน ิ ค ้ากุ ้งปรุงแต่งและยางเรเดียลสําหรับรถยนต์นั่ง ต ้อง เชน ี ภาษี 5% และ 4% ตามลําดับ กลับไปเสย ิ ค้าทีไ่ ม่ได้คน ิ ธิจเี อสพี ได้แก่ ปลาแมคเคอ สําหร ับสน ื สท ี อแบนของไทยค่อนข ้างมีศักยภาพ เรลปรุงแต่ง และทีวส ี จ เนือ ่ งจากมีสว่ นแบ่งตลาดการนํ าเข ้าของสหรัฐค่อนข ้างมาก ิ ธิจเี อสพี ต ้องกลับไปเสย ี ภาษี นําเข ้าแต่ก็อยูใ่ น การตัดสท อ ัตราทีไ่ ม่สง ู น ักอยูท ่ ี่ 3.0% และ 3.9% ตามลําดับ และ ่ ิ ค ้าสง่ ออกจาก การเข ้าสูตลาดสหรัฐ ยังต ้องแย่งชงิ กับสน ี ทีม ประเทศอืน ่ ๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชย ่ ต ี ้นทุนการ ่ เวียดนาม อินเดีย จีน และ ผลิตทีต ่ ํา่ กว่าไทย เชน ี เป็ นต ้น อ่านเพิม่ เติมคลิก… อินโดนีเซย http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOH lOekU0TURrMU13PT0=

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 10


ั คล ังชงครม.สปดาห์ หน้า เข็น 3 มาตรการดูแลเงินบาท ทีม ่ า: มติชน วันที่ 17 ก.ย 2553

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ั กล่าวว่า ในการประชุมคณะร ัฐมนตรี (ครม.) สปดาห์ หน้า กระทรวงการคล ัง จะเสนอมาตรการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ ต่างๆ เพือ ่ แก้ปญ ั หาค่าบาทแข็ง 3 เรือ ่ ง คือ ให ้ถือครองเงิน สกุลดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศเพิม ่ เป็ น 50,000 เหรียญ ให ้ ้ ื ั บุคคลธรรมดาหรือนิตบ ิ ค ุ คลซออสงหาฯหรือลงทุนใน ต่างประเทศมูลค่าเพิม ่ ขึน ้ เป็ น 10 ล ้านเหรียญสหรัฐ และเพิม ่ เงินคงค ้างเงินฝากในบัญชธี นาคารในประเทศเป็ น 500,000 เหรียญ "ค่าเงินบาทแข็ง ยอมรับว่าน่าวิตกต่อภาคการสง่ ออก และการท่องเทีย ่ ว แต่การลงทุนยังไม่น่าจะมีปัญหา อ่านเพิม่ เติม

ค่าแรงขนตํ ั้ า ่ 250บาท ‘ประชานิยม’ ประชาธิปต ั ย์ ทีม่ า: ไทยรัฐ วันที่ 17 ก.ย 2553

ไทยรัฐออนไลน์ ได ้สอบถามไปยังนายปั ณณพงศ ์ อิทธิอ ์ รรถ นนท์ เลขาธิการสภาองค์การนายจ ้างผู ้ประกอบการค ้าไทย ซงึ่ เป็ นหนึง่ ในคณะกรรมการค่าจ ้างกลางฝ่ ายนายจ ้าง ถึงกรณีนี้ โดยนายปั ณณพงศ ์ เห็นว่าเป็ นเพียงแนวคิดของนายกฯ เท่านัน ้ เพราะผู ้ทีม ่ อ ี ํานาจในการขึน ้ อัตราค่าจ ้างขัน ้ ตํา่ คือ ่ ึ คณะกรรมการไตรภาคี ซงประกอบด ้วย ตัวแทนลูกจ ้าง ตัวแทนนายจ ้าง และภาครัฐ อัตราค่าจ ้างขัน ้ ตํา่ เป็ นอัตรา ่ ลาดแรงงานวันนี้ ค่าจ ้างสําหรับแรงงานทีไ่ ร ้ฝี มือเดินเข ้าสูต หากนายกฯ ต ้องการปรับอัตราค่าจ ้างขัน ้ ตํา่ จริงนายกฯ จะใช ้ อํานาจในข ้อใดมาปรับ อ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.thairath.co.th/content/eco/111731

คลิก…http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284726 879&catid=05

ิ รไทยคาดสง ่ ออกไปยุโรปชว ่ งทีเ่ หลือของปี นีอ ้ อ กสก ่ นแรง ั ทีม่ า: มติชน วันที่ 17 ก.ย เหตุศก.หลายปท.ในอียฟ ู ้ื นต ัวไม่ชด 2553

เครือข่ายแรงงานยืน ่ ข้อเรียกร้องปร ับค่าจ้างขนตํ ั้ า ่ เป็นว ันละ 250 บาท ทีม่ า: ข่าวสด วันที่ 17 ก.ย 2553 น.ส.วิไลวรรณ แซเ่ ตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉั นท์ แรงงานไทย หรือ คสรท. กล่าวว่า ในวันที่ 20 กันยายนนี้ ื ต่อนายเฉลิมชย ั ศรีออ เครือข่ายแรงงาน เตรียมยืน ่ หนังสอ ่ น รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงแรงงาน เพือ ่ ขอปรับขึน ้ ค่าจ ้างขัน ้ ตํา่ ใน อัตราเท่ากันทั่วประเทศทีว่ ันละ 250 บาท โดยในวันนี้ (17 ก.ย.) สหภาพแรงงานในกลุม ่ อุตสาหกรรมอ ้อมน ้อย อ ้อมใหญ่ ิ ปทุมธานี และสระบุร ี นัดหารือกัน ที่ พระประแดง รังสต โรงแรมบางกอกพาเลซเพือ ่ กําหนดท่าทีในเรือ ่ งนี้

ิ รไทย สาํ หรับแนวโน ้มในชว่ งทีเ่ หลือของปี 2553 ศูนย์วจ ิ ัยกสก ่ ออกของไทยไปตลาดสหภาพยุโรปอาจอ่อน คาดว่า การสง ั แรงลง เนือ ่ งจากเศรษฐกิจสหภาพยุโรปเริม ่ มีสญญาณ ั ิ กับปั จจัยเสย ี่ ง การฟื้ นต ัวทีไ่ ม่ชดเจนน ัก อีกทัง้ ยังต ้องเผชญ หลายประการ โดยเฉพาะกลุม ่ PIIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน) ขณะทีป ่ ระเทศทีม ่ เี ศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทีส ่ ด ุ 4 อันดับแรกของสหภาพยุโรปและเป็ นตลาดหลักในการ ขับเคลือ ่ นภาคการสง่ ออกของไทยในตลาดยุโรปก็มก ี าร คาดการณ์วา่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทัง้ 4 ประเทศ ดังกล่าวอาจมีแนวโน ้มชะลอตัวลงในครึง่ หลังปี 2553 อ่าน เพิม ่ เติมคลิก… http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284711318&c atid=05

นอกจากนี้ เครือข่ายแรงงานจะออกมารวมตัวเคลือ ่ นไหวใหญ่ ในเดือนตุลาคม ระหว่างทีม ่ ก ี ารประชุมปรับขึน ้ ค่าจ ้าง โดยการ ปรับขึน ้ ค่าจ ้างในอัตรา 250 บาทต่อวันนัน ้ เป็ นการยึดตาม ิ ธิ์ เวชชาชวี ะ นายกรัฐมนตรีได ้เคยพูดไว ้ ซงึ่ กรอบทีน ่ ายอภิสท ี ของผู ้ใชแรงงานที ้ อัตราดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชพ ่ เคยสํารวจไว ้ ว่าต ้องอยูใ่ นอัตรา 360 บาทต่อวัน ้ ขณะเดียวกัน จะยืน ่ ข ้อเสนอ 10 ข ้อของผู ้ใชแรงงานในการ ่ รัฐต ้องให ้สต ั ยาบันอนุสญ ั ญาไอแอล ปฏิรป ู ประเทศไทย เชน ิ ธิในการรวมตัวเจรจาต่อรอง โอฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด ้วยสท ิ ธิในการเลือกตัง้ ในพืน ค่าจ ้างทีเ่ ป็ นธรรม สท ้ ทีส ่ ถาน ประกอบการ และการปฏิรป ู สํานักงานประกันสงั คมโดยให ้ คณะกรรมการทัง้ หมดมาจากการสรรหา

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 11


ี ความเป็นไปได้ในการจ ัดทําเขตการค้าเสรีเอเชย ิ ิ ค โดย TFPA แปซฟ

ิ ค้า ก.เกษตรฯ ตงที ั้ ม Mobile Unitเฝ้าระว ังการค้าสน เกษตร ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 14 ก.ย 2553

ทีม ่ า: ผู ้แทนสมาคมฯ ร่วมประชุมระดมสมองเกีย ่ วความเป็ นไปในการ จัดทําเขตการค ้าเสรีเอเซีย-แปซิฟิค วันที่ 7 กันยายน 2553 จัดโดย กรมเจรจาการค ้าระหว่างประเทศ

ี -แปซฟ ิ ิค ความเป็นมา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชย ิ 21 (Asian-Pacific Economic Cooperation: APEC) มีสมาชก ิ ิ ประเทศ ได ้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซโก ชล ี ปาปั ว ่ งกง จีน ไทเป ออสเตรเลีย นิวกีนี เปรู จีน เกาหลี ญีป ่ น ุ่ ฮอ ี ลนด์ รัสเซย ี มาเลเซย ี สงิ คโปร์ ฟิ ลป ี นิวซแ ิ ปิ นส ์ อินโดนีเซย ั สว่ น เวียดนาม บรูไน และไทย มูลค่าการค ้ารวมคิดเป็ นสด ประมาณ 47% ของมูลค่าการค ้ารวมของโลก ในปี 2547 มี การเสนอแนวคิดการจัดตัง้ เขตการค ้าเสรีของ APEC (FTA AP) เพือ ่ เป็ นทางเลือกหากการเจรจา WTO รอบโดฮาล ้มเหลว ที่ ประชุมผู ้นํ าเศรษฐกิจเอเปคในปี 2549 สงั่ การให ้เอเปคไป ึ ษาแนวทางการทํา FTA AP ซงึ่ ในชว่ งปี 2551-2553 มีการ ศก ึ ษาเสร็จหลายเรือ ทํารายงานการศก ่ ง ผลการวิเคราะห์พบว่า การจัดทํา FTA AP เป็ นความท ้าทายและน่าจะเป็ นประโยชน์ ิ เอเปคและชว่ ยกระตุ ้นการค ้าเสรีของโลก สมาชก ิ ต่อสมาชก เห็นว่า FTA AP และสง่ เสริมการรวมกลุม ่ ทางเศรษฐกิจที่ ิ มากขึน ใกล ้ชด ้ ในภูมภ ิ าค และควรสอดคล ้องกับกฎเกณฑ์ของ WTO รูปแบบการเจรจา FTA AP สหรัฐฯเสนอรูปแบบของ Trans Pacific Partnership (TPP) ซงึ่ เป็ นความตกลงที่ Comprehensive และ high standard ครอบคลุมเกินกว่า FTA ้ อ ปกติและสนองความต ้องการของภาคธุรกิจ มีผลบังคับใชเมื ่ ิ เดิมได ้แก่ สงิ คโปร์ ชล ิ ี นิวซแ ี ลนด์ 1 มกราคม 249 สมาชก ิ ทีส บรูไน สมาชก ่ มัครเข ้าร่วม ได ้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เปรู ิ ได ้แก่ มาเลเซย ี เวียดนาม ประเทศทีส ่ นใจเข ้าเป็ นสมาชก แคนาดา ญีป ่ น ุ่ เม็กซโิ ก เกาหลีใต ้ ฝ่ ายไทยได ้เสนอรูปแบบ ของ ASEAN+3(จีน ญีป ่ น ุ่ เกาหลีใต ้) ซงึ่ ยังดําเนินการไม่เสร็จ และยังไม่มผ ี ลความตกลง ดังนัน ้ จึงมีนํ้าหนักน ้อยกว่า TPP อย่างไรก็ตาม ยังไม่มข ี ้อสรุปเรือ ่ งนี้ ิ APEC มีการทํา FTA เกือบ ความเห็นทีป ่ ระชุม สมาชก ้ หมดแล ้ว การเปิ ดเจรจา 21 ประเทศ ค่อนข ้างยากและใชเวลา และมีประเด็นทางการเมืองมาเกีย ่ วข ้อง อีกทัง้ FTA มีผลผูกผัน ทางกฎหมาย ดังนัน ้ ไม่ควรเปิ ดโดยใช ้ Model ของ TPP แต่ ควรดูประเด็นด ้านการอํานวยความสะดวกทางการค ้าและการ เปิ ดตลาดก่อน

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสาํ นักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิ ดเผยภายหลังการ ประชุมเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เพือ ่ รับมอบนโยบายการ ทํางานของคณะทํางานติดตามและเฝ้ าระวังการนํ าเข ้า-สง่ ออก ิ ค ้าเกษตรระดับจังหวัด (Mobile Unit) ของกระทรวงเกษตร สน และสหกรณ์ ซงึ่ มี ปล ัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นาย ยุคล ลิม ้ แหลมทอง) เป็นประธานคณะกรรมการติดตาม ิ ค้าเกษตรภายใต้ขอ และเฝ้าระว ังการนําเข้าสน ้ ตกลงเขต การค้าเสรี การจ ัดตงคณะทํ ั้ างาน Mobile Unit ด ังกล่าว ้ ที่ ซงึ่ ทําหน้าที่ มีว ัตถุประสงค์เพือ ่ ให้เกิดกลไกระด ับพืน ิ เฝ้าระว ังสถานการณ์การค้าสนค้าเกษตรทีเ่ ปลีย ่ นแปลง ไปเนือ ่ งจากการเปิ ดเสรีและการค้าทีไ่ ม่เป็นไปตาม กฏหมายกําหนด ซงึ่ อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อ ่ ผลกระทบต่อ เกษตรกรของไทยได้ในหลายล ักษณะ เชน ั ว์ การ ราคาภายในประเทศ การแพร่ระบาดของโรคพืชและสต นํ าเข ้าพันธุพ ์ ช ื ทีด ่ ้อยคุณภาพ การสง่ ออกต ้นพันธุ์ พ่อ-แม่พันธุ์ เป็ นต ้น โดยหากปั ญหาใดสามารถดําเนินการได ้ในระดับพืน ้ ที่ ้ ก็สามารถดําเนินการไปได ้ทันที แต่หากปั ญหาใดต ้องใชการ สนับสนุนในเชงิ นโยบาย ก็ให ้เร่งรวบรวมประเด็นให ้ คณะกรรมการระดับกระทรวงฯทราบและกําหนดทิศทางการ แก ้ปั ญหาต่อไป กระทรวงเกษตรฯ ได ้เริม ่ จัดตัง้ คณะทํางาน Mobile Unit โดย พิจารณาจากจังหวัดทีม ่ พ ี น ื้ ที่ ติดแนวชายแดนและมีความ พร ้อมดําเนินการของด่านตรวจพืชจํานวน 20 จังหวัด ได ้แก่ ี งราย เชย ี งใหม่ ตาก หนองคาย มุกดาหาร อุบลราชธานี เชย นครพนม ชลบุร ี ตราด สระแก ้ว ระยอง จันทบุร ี สงขลา ภูเก็ต สตูล ระนอง นราธิวาส ตรัง ยะลา และกระบี่ อ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view =article&id=41549:--mobile-unit&catid=176:2009-06-25-09-2602&Itemid=524

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 12


่ ออกเข้าร่วม China สง เป็นCity

of Charm

ASEAN-Expoด ันเชยี งราย ทีม ่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 14 ก.ย 2553

ิ ค้า China ASEANนางน ันทว ัลย์ เผยว่า งานแสดงสน ้ ัดเป็นปี ที่ 7 ด้วยความร่วมมือของ 10 Expo ครงนี ั้ จ ี น-จีน เพือ ั พันธ์แลกเปลีย ประเทศในอาเซย ่ ให ้เกิดความสม ่ น ด ้านเศรษฐกิจการค ้า การลงทุน การท่องเทีย ่ ว และ ิ ปวัฒนธรรมขึน ี น และยังเป็ นการ ศล ้ ในภูมภ ิ าค จีน-อาเซย ี น สง่ เสริมและผลักดันการจัดตัง้ เขตการค ้าเสรีจน ี -อาเซย (CAFTA) โดยกระทรวงพาณิชย์และการค ้าของทัง้ 10 ี น-จีนร่วมเป็ นผู ้สนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ประเทศในอาเซย “ในปี นค ี้ ห ู าประเทศไทยตัง้ อยูบ ่ นอาคาร 4 บนพืน ้ ทีก ่ ว่า 2,160 ตารางเมตร โดยแบ่งออกเป็ น 2 สว่ นหลักๆ คือสว่ นแรก จะเป็ น Commodities Trade Pavilion ซงึ่ เป็นการจ ัด ิ ค้าเพือ แสดงสน ่ เจรจาการค้า โดยประเทศไทยจะนํ า ผู ้ประกอบการไทยกว่า 122 คูหาเข ้าร่วมงานในสว่ นนีจ ้ ะมีการ ิ ค ้า อาทิ สน ิ ค ้าประเภทเครือ จัดแสดงสน ่ งจักรและเครือ ่ งมือ ิ ค ้าอิเล็กทรอนิกสแ ์ ละเครือ ้ สน ่ งใชไฟฟ้ า วัสดุอป ุ กรณ์กอ ่ สร ้าง ิ ค้าเกษตรและอาหาร และ ้ และเครือ ่ งใชภายในครั วเรือน สน ิ ค ้าอุปโภคบริโภค และสว่ นทีส สน ่ องจะเป็ น Pavilion City of Charm ซงึ่ เป็นการจ ัดแสดงภาพล ักษณ์ของจ ังหว ัดที่ ้ อ ได้ร ับค ัดเลือกโดยแนวคิดในปี นีค ื CAFTA & NEW Opportunity เป็ นการบูรณาการศักยภาพในด ้านการค ้าและ ิ ค ้ากับจีน ซงึ่ ทางกรมสง่ เสริมการสง่ ออก การขนสง่ สน ี งรายเป็ น City กระทรวงพาณิชย์ของไทย ได ้เสนอจังหวัดเชย ั พันธ์ภาพลักษณ์ of Charm ของไทยและยังเป็ นการประชาสม ี งรายด ้วย” อ่านเพิม่ เติมคลิก ของเชย http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&vie w=article&id=41523:-china-asean-expocity-ofcharm&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

ตงสภาธรุ ั้ กจ ิ ไทย-ลาตินอเมริกา ทีม่ า: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 15 ก.ย 2553

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู ้นํ าคณะผู ้แทนระดับสูงจากสภาอุตสาหกรรมฯ สภา ิ ค ้าทางเรือแห่งประเทศไทย หอการค ้าฯและสภาผู ้สง่ สน เดินทางเยือน 4 ประเทศลาตินอเมริกา ซงึ่ ประกอบด ้วย ิ เปรู ชล ิ ี และอาร์เจนตินา ระหว่างวันที่ 2-10 ประเทศบราซล กันยายน 2553 ทีผ ่ า่ นมา เพือ ่ เจรจาขยายโอกาสทางการค ้าการลงทุนระหว่างกัน เปิ ดเผยว่า จากการได ้พบปะหารือกับทัง้ ผู ้แทนระดับสูงในภาครัฐและเอกชนของ 4 ประเทศดังกล่าว ข ้อเสนอเกีย ่ วกับการจัดตัง้ สภาธุรกิจและการจัดประชุม Summit Business Forum กับแต่ละประเทศเป็ นประจําทุกปี โดยสลับกันเป็ นเจ ้าภาพ ทัง้ นีใ้ นสว่ นของการจัดตัง้ สภาธุรกิจ ้ นัน ้ อาจจะใชเวลาประมาณ 3 เดือนโดยหลังจากเห็นพ ้องใน ื่ ธุรกิจของทัง้ สอง หลักการ จากนัน ้ ก็จะต ้องมีการจัดทํารายชอ ฝ่ ายเพือ ่ ให ้มีการจัดประชุมและคัดสรรกรรมการกันต่อไป รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได ้เข ้าพบหารือกับนาย มาร์ตน ิ เปเรซ มอนเตอเวอเด รัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวง การค ้าระหว่างประเทศและการท่องเทีย ่ วของเปรู ซงึ่ ได ้มีการ หารือเร่งรัดในเรือ ่ งของการเจรจาเพือ ่ ให ้บรรลุความตกลงของ พิธส ี ารแนบท ้ายความตกลงการค ้าเสรีไทย-เปรู โดย ตัง้ เป้ าหมายร่วมกันว่าจะดําเนินการลงนามในพิธส ี ารดังกล่าว ได ้ในระหว่างการประชุมเอเปกทีญ ่ ป ี่ น ุ่ เพือ ่ ให ้ผลของเอฟทีเอ เริม ่ ต ้นบังคับได ้ตัง้ แต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็ นต ้นไป ั ศรี กรรมการเลขาธิการ หอการค ้าไทยและ นายไพรัช บูรพชย สภาหอการค ้าแห่งประเทศไทย เปิ ดเผยว่า ในสว่ นของ ิ ี ยังได ้มีการลงนามในบันทึกความ ภาคเอกชนประเทศชล เข ้าใจ (MOU) ว่าด ้วยความร่วมมือสองฝ่ ายระหว่างหอการค ้า แห่งประเทศไทยกับหอการค ้าวาลปาไรโซ (Regional ิ ค ้าสว่ นใหญ่ Chamber of Commerce of Valparaiso) "สน ิ ค ้าไทยได ้รับการ เข ้ามาแล ้วก็ขายได ้เลย ไม่มค ี ้างสต๊อก สน ื่ ชมจากตลาดชล ิ ี และมีความต ้องการนํ าเข ้ามากขึน ชน ้ ิ ค ้าเกษตรและอาหาร ทัง้ นี้ มีโอกาสอีกมากที่ โดยเฉพาะสน เอกชนของทัง้ สองฝ่ ายจะเพิม ่ ความร่วมมือด ้านการค ้าการ ลงทุนระหว่างกัน" ิ ม โดยเฉพาะในด ้านการแปรรูปอาหารทะเลเนือ ่ งจากชล ี ี ทรัพยากรอาหารทะเลมาก ขณะทีไ่ ทยมีความชาํ นาญใน อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเล จึงเป็ นความริเริม ่ ทีด ่ ห ี าก จะมีการสร ้างคุณค่าเพิม ่ ให ้กับผลิตภัณฑ์ด ้วยการมาร่วมกันทํา อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลทีเ่ ปรูเพือ ่ บุกตลาดในภูมภ ิ าคนี้ ต่อไป อ่านเพิม่ เติมคลิก… http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&am p;view=article&id=41614:2010-09-15-03-2847&catid=85:2009-02-08-11-22-45&Itemid=417

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 13


ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข ้อมูลวันที่ 4,5,11,12 กันยายน 2553 ไม่มต ี วั เลขอัตราแลกเปลีย ่ น จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีม ่ า: ธนาคารแห่งประเทศไทย

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF

13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 14


THAI FOOD PROCESSORS’ ASSOCIATION Tel : (662) 261-2684-6 Fax : (662) 261-2996-7 www.thaifood.org E-mail : thaifood@thaifood.org Executive Director วิกรานต์ โกมลบุตร vikrant@thaifood.org Administrative Manager ลินดา เปลีย ่ นประเสริฐ linda@thaifood.org Trade and Technical Manager สุพัตรา ริว้ ไพโรจน์ supatra@thaifood.org Head of Trade & Technical Division Fruit and Vegetable Products วิภาพร สกุลครู vipaporn@thaifood.org Head of Trade & Technical Division Fisheries Products ชนิกานต์ ธนูพท ิ ก ั ษ์ chanikan@thaifood.org Trade and Technical Officer

ํ เร็จรูป ขอขอบคุณเว็ปไซต์ ด ังต่อไปนี้ สมาคมผูผ ้ ลิตอาหารสา 1.

http://www.thannews.th.com

6. http://www.dailynews.co.th

2.

http://www.thairath.co.th

7. http://www.acfs.go.th

กัญญาภัค ชินขุนทด

3.

http://www.bangkokbiznews.com

8. http://www.posttoday.com

kanyaphak@thaifood.org

4.

http://www.tnsc.com

9.http://www.matichon.co.th

วรวรรณ เมธีธาดา

5.

http://www.prachachat.net

นลินพรรณ อิม ่ สาระพางค์ nalinpan@thaifood.org

worawan@thaifood.org Data Management Office ธนพร จุ ้ดศรี

เสนอข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

thanaporn@thaifood.org Administrator วสุ กริง่ รู ้ธรรม vasu@thaifood.org ศิรณ ิ ีย ์ ถิน ่ ประชา sirinee@thaifood.org Accountant วิมล ดีแท ้ wimon@thaifood.org

TFPA TRADE & TECHNICAL WEEKLY BRIEF BRIEF 13-19 SEP 2010 : ISSUE 14

Page 15


http://www.thaigov.go.th

ข่ า วที่ 01/09 วันที่ 14 กันยายน 2553

วันนี ้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้ องประชุมคณะรัฐมนตรี ชัน้ 2 สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล ์ นายอภิสทิ ธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็ นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี จากนัน้ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษก ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และนายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ แถลงข่าวผลการประชุม คณะรัฐมนตรี สรุปสาระสําคัญได้ ดงั นี ้ กฎหมาย 1. เรื่ อง

2. 3.

เรื่ อง เรื่ อง

4. 5. 6. 7.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

8.

เรื่ อง

9. 10.

เรื่ อง เรื่ อง

เศรษฐกิจ 11. เรื่ อง 12.

เรื่ อง

13. 14.

เรื่ อง เรื่ อง

15. 16. 17.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

ร่างพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [ว่าด้ วยการอนุวตั กิ ารตามความตกลงว่า ด้ วยการอํานวยความสะดวกในการขนส่งข้ ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํา้ โขง ตอนบน (The GMS Agreement)] และร่างพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ว่าด้ วยการอนุวตั ิการให้ เป็ นไปตามอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. 1982) รวม 2 ฉบับ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยลูกจ้ างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. .... ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่ อง ยกเว้ นภาษี สรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (การยกเว้ นการจัด เก็บภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่ใช้ เป็ นวัตถุดิบหรื อส่วนประกอบในการผลิตสิ่งของอื่นเพื่อ การส่งออกนอกราชอาณาจักร) ร่างพระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัตกิ ารติดตามทวงถามหนี ้อย่างเป็ นธรรม พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงว่าด้ วยการยกเว้ น ผ่อนผัน หรื อกําหนดเงื่อนไขในการปฏิบตั ติ ามกฎหมาย ว่าด้ วยการควบคุมอาคารสําหรับโครงการที่รัฐจัดให้ มีหรื อพัฒนาเพื่อเป็ นที่อยูอ่ าศัย สําหรับผู้มีรายได้ น้อย พ.ศ. .... ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาอนามัยการเจริ ญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553 – 2557) ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัตแิ ร่ พ.ศ. 2510 ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักราชเลขาธิการ พ.ศ. .... ขอความเห็นชอบการกู้เงินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อชดเชยรายได้ จากการดําเนินการ ตามมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน ระยะที่ 3 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2553) ขอความเห็นชอบให้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับปรุ งสภาพการจ้ างที่เกี่ยว กับการเงิน การดําเนินการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะและ พัฒนาตลาดตราสารหนี ้ในประเทศ การเจรจาแก้ ไขปั ญหารัสเซียค้ างชําระหนี ้ค่าข้ าวไทย ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจ ครัง้ ที่ 10/2553 สรุปผลการแก้ ไขปั ญหาหนี ้นอกระบบในภารกิจของกระทรวงมหาดไทย


2 18. 19. 20.

เรื่ อง เรื่ อง เรื่ อง

การต่ออายุสญ ั ญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของสํานักงานธนานุเคราะห์ แผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553-2557)

สังคม 21. เรื่ อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี พฒ ั นาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครัง้ ที่ 3/2553 22. เรื่ อง การแก้ ไขปั ญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23. เรื่ อง มาตรการระงับการขอจัดตังหน่ ้ วยงานใหม่หรื อขยายหน่วยงาน และขันตอนการขอจั ้ ดตัง้ หน่วยงานของรัฐ 24. เรื่ อง สรุปผลการดําเนินการเรื่ องร้ องทุกข์จากประชาชน ในไตรมาสที่ 3 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 25. เรื่ อง การฝึ กซ้ อมการบริ หารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจําปี 2553 ต่ างประเทศ 26. เรื่ อง รายงานผลการเจรจาความตกลงจัดตังหน่ ้ วยงานคํ ้าประกันเครดิตและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) ของภูมิภาคอาเซียน+3 27. เรื่ อง เอกสารสําคัญของการประชุมผู้นําอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครัง้ ที่ 2 28. เรื่ อง การลงนามพิธีสารอนุวตั ขิ ้ อผูกพันชุดที่ 8 ภายใต้ กรอบความตกลงว่าด้ วยการค้ าบริการ ของอาเซียน 29. เรื่ อง การประชุมรัฐมนตรี สงิ่ แวดล้ อมและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 6 30. เรื่ อง ผลการเดินทางเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรี วา่ การ กระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) และคณะ 31. เรื่ อง การรายงานผลการดําเนินการกับเงินและสิง่ ของบริ จาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ในสาธารณรัฐเฮติ

.

เรื่องที่คณะรั ฐมนตรี รับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 32. เรื่ อง การเร่งรัดการให้ ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย 33. เรื่ อง สรุปสถานการณ์อทุ กภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “มินดอลเล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม-13 กันยายน 2553) 34. เรื่ อง สรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 30 35. เรื่ อง สถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้ าเกษตรเดือนสิงหาคม 2553 และแนวโน้ มเดือน กันยายน 2553 แต่ งตัง้ 36. เรื่ อง 1. 2. 3. 4. 5. 6.

แต่งตัง้ การแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดาํ รงตําแหน่งที่ปรึกษาสํานักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบ ประมาณทรงคุณวุฒิ) (สํานักนายกรัฐมนตรี ) แต่งตังข้ ้ าราชการตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สํานักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ) การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ) การแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) ให้ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี คงอยูป่ ฏิบตั หิ น้ าที่อีกหนึง่ วาระ การแต่งตังข้ ้ าราชการให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)


3 7. 8. 9.

เลื่อนและแต่งตังข้ ้ าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย) การแต่งตังข้ ้ าราชการประเภทบริ หาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) แต่งตังข้ ้ าราชการ (กระทรวงอุตสาหกรรม) ********************************

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี อย่างเป็ นทางการกับสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกครัง้ หนึง่ สํานักโฆษกขอเชิญติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ทุกวันอังคาร หรื อวันที่มีการประชุม ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทาง F.M. 92.5 ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัด รับฟั งได้ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจําจังหวัด และติดตามมติคณะรัฐมนตรี ที่สําคัญได้ ทางรายการ “เจาะลึก ครม.” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทุกวันอังคารในเวลา 21.00-22.00 น. “หากท่านใดประสงค์จะขอรับข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี สมัครได้ ทาง www.thaigov.go.th “


4 กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่ างพระราชบัญญัตศิ ุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [ว่ าด้ วยการอนุวัตกิ ารตามความตกลงว่ าด้ วยการอํานวย ความสะดวกในการขนส่ งข้ ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่ นํา้ โขงตอนบน (The GMS Agreement)] และร่ าง พระราชบัญญัตศิ ุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ว่ าด้ วยการอนุวัตกิ ารให้ เป็ นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้ วย กฎหมายทะเล ค.ศ. 1982) รวม 2 ฉบับ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ 1. ร่างพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [ว่าด้ วยการอนุวตั กิ ารตามความตกลงว่าด้ วยการ อํานวยความสะดวกในการขนส่งข้ ามพรมแดนภายในอนุภมู ิภาคลุ่มแม่นํ ้าโขงตอนบน (The GMS Agreement)] ที่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว และให้ สง่ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้ ว เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป โดยให้ เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาพร้ อมกับร่ างพระราชบัญญัติการอํานวย ความสะดวกในการขนส่งข้ ามพรมแดน พ.ศ. .... ซึง่ มีหลักการอนุวตั กิ ารตามอนุสญ ั ญาฉบับเดียวกัน 2. ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 6) ที่เห็นว่า ยังไม่ควรตรวจพิจารณาร่างพระราช บัญญัติศลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ว่าด้ วยการอนุวตั ิการให้ เป็ นไปตามอนุสญ ั ญาสหประชาชาติว่าด้ วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอในขณะนี ้ และให้ กระทรวงการคลังรับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 6) ไปพิจารณาดําเนินการ และให้ กระทรวงการต่างประเทศเร่ งรัดดําเนินการเกี่ยวกับการเข้ าเป็ นภาคีอนุสญ ั ญา สหประชาชาติ ว่าด้ วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ต่อไป สาระสําคัญของร่ างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [ว่าด้ วยการอนุวตั กิ ารตามความตกลงว่าด้ วยการ อํานวยความสะดวกในการขนส่งข้ ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํา้ โขงตอนบน (The GMS Agreement)] มีสาระสําคัญสรุปได้ ดงั นี ้ 1. กํ า หนดนิ ย าม “พื น้ ที่ ค วบคุม ร่ ว มกัน ” หมายความว่ า พื น้ ที่ ที่ กํ า หนดให้ เป็ นพื น้ ที่ ค วบคุม ร่ ว มกัน ตามกฎหมายว่าด้ วยการอํานวยความสะดวกในการขนส่งข้ ามพรมแดน (ร่างมาตรา 3 เพิ่มเติมมาตรา 37 โสฬส) 2. กํ า หนดให้ กรมศุล กากรมี อํ า นาจในทางศุล กากรทัง้ ปวงในพื น้ ที่ ค วบคุ ม ร่ ว มกั น เช่ น เดี ย วกับ ใน เขตศุลกากร และการปฏิ บัติห น้ า ที่ ของพนัก งานศุลกากรในพื น้ ที่ ควบคุมร่ ว มกัน นอกราชอาณาจัก ร ให้ ถือว่า เป็ นการ ปฏิบตั งิ านในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 3 เพิ่มเติมมาตรา 37 สัตตรส-มาตรา 37 อัฏฐารส) 3. กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการในกรณีที่มีการกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้ วยศุลกากร ที่พนักงานศุลกากรตรวจพบในพื ้นที่ควบคุมร่วมกันในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 3 เพิ่มเติมมาตรา 37 เอกูนวีสติ) 4. กํ า หนดให้ ก ารดํ า เนิ น การในกรณี ที่ มี ก ารกระทํ า ความผิดตามกฎหมายว่า ด้ ว ยศุลกากรที่ พ นัก งาน ศุลกากรตรวจพบในพื ้นที่ควบคุมร่ วมกันนอกราชอาณาจักร ให้ พนักงานศุลกากรของรัฐบาลไทยร้ องขอต่อเจ้ าหน้ าที่ของ รัฐบาลประเทศภาคีตามความตกลง ให้ ส่งบุคคล สัตว์ พืช ของ ตลอดจนพาหนะ ผู้ควบคุมพาหนะ และคนประจําพาหนะ ที่ใช้ ขนส่งสิ่งดังกล่าว กลับมายังราชอาณาจักร เพื่อดําเนินการตามกฎหมายว่าด้ วยศุลกากรต่อไป (ร่ างมาตรา 3 เพิ่มเติม มาตรา 37 วีสติ) 2. เรื่ อง ร่ างระเบียบกระทรวงการคลังว่ าด้ วยลูกจ้ างประจําของส่ วนราชการ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยลูกจ้ างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ สง่ คณะกรรมการตรวจสอบร่ างกฎหมายและร่ างอนุบญ ั ญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจ พิจารณา โดยให้ รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้ องไปประกอบการพิจารณาด้ วย แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า โดยที่ปัจจุบนั ระบบการบริ หารราชการได้ เปลี่ยนแปลงไป ตามกฎหมายว่าด้ วย การปรับปรุ งกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายว่าด้ วยการบริ หารราชการแผ่นดิน และที่สําคัญได้ มีการปรับปรุ งแก้ ไขกฎหมาย ว่าด้ วยระเบียบข้ าราชการพลเรื อน โดยปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลและปรับปรุงระบบค่าตอบแทนของข้ าราชการ ขึ ้นใหม่ให้ สอดคล้ องกับระบบการบริ หารราชการและมีความเหมาะสมยิ่งขึ ้น การเปลี่ยนแปลงระบบการบริ หารราชการและ ปรับปรุงแก้ ไขกฎหมายดังกล่าว มีผลกระทบต่อระบบการบริ หารทรัพยากรบุคคลของลูกจ้ างประจําในส่วนราชการซึง่ ยึดโยง ระบบบริ หารทรั พ ยากรบุคคลกับข้ า ราชการพลเรื อน ประกอบกับระเบี ยบกระทรวงการคลัง ว่าด้ ว ยลูก จ้ า งประจํ า ของ ส่วนราชการ พ.ศ. 2537 ได้ ใช้ บงั คับมาเป็ นเวลานานเกิดความไม่เหมาะสมล้ าสมัยและไม่สอดคล้ องกับสถานการณ์ ใน


5 ปั จจุบนั จึงสมควรปรับปรุงการบริ หารทรัพยากรบุคคลของลูกจ้ างประจํา ระบบวินยั อุทธรณ์และร้ องทุกข์ให้ มีความเข้ มแข็ง และเป็ นธรรม ตลอดจนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ของลูกจ้ างประจําเพื่อให้ การบริ หารทรัพยากรบุคคลของลูกจ้ างประจําเป็ นไป อย่างคล่องตัว และสอดคล้ องกับแนวทางการบริ หารทรัพยากรบุคคลของข้ าราชการพลเรื อน เกิดผลสัมฤทธิ์ตอ่ ภารกิจของรัฐ เพิ่มพูนประสิทธิภาพและสร้ างแรงจูงใจในการปฏิบตั ริ าชการ สาระสําคัญของร่ างระเบียบ 1. ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้ วยลูกจ้ างประจําของส่วนราชการ พ.ศ. 2537 (ร่างข้ อ 3) 2. กําหนดคุณสมบัติของบุคคลซึง่ จะเข้ ารับราชการเป็ นลูกจ้ างประจํา วันเวลาทํางาน วันหยุดราชการตาม ประเพณี วันหยุดราชการประจํ าปี การลาหยุดราชการ เครื่ องแบบของลูกจ้ างประจํ าและระเบียบการแต่งเครื่ องแบบ (ร่างข้ อ 6-ข้ อ 8) 3. กําหนดให้ ลกู จ้ างประจํามีสทิ ธิได้ รับบําเหน็จและสิทธิประโยชน์อื่น (ร่างข้ อ 9) 4. การกําหนดตําแหน่งของลูกจ้ างประจําให้ เป็ นไปตามที่สํานักงาน ก.พ.กําหนด สําหรับอัตราค่าจ้ างและ การได้ รับค่าจ้ างให้ เป็ นไปตามที่กระทรวงการคลังกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ร่างข้ อ 10) 5. กํ า หนดให้ ค ณะรั ฐ มนตรี อ าจพิ จ ารณากํ า หนดค่ า จ้ า งขัน้ ตํ่ า ขัน้ สูง หรื อ ปรั บ ค่า จ้ า งหรื อ กํ า หนดเงิ น เพิ่มค่าครองชีพชัว่ คราวตามความจําเป็ นให้ เหมาะสมยิ่งขึ ้นก็ได้ ทังนี ้ ้ ให้ คํานึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป ฐานะการคลัง ของประเทศและปั จ จัย อื่ น ที่ จํ า เป็ นประกอบการพิ จ ารณา และให้ ก ระทรวงการคลัง กํ า หนดหลัก เกณฑ์ แ ละวิ ธี ก าร เพื่อดําเนินการให้ เป็ นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ดงั กล่าว (ร่างข้ อ 11) 6. กํ า หนดให้ ลูก จ้ า งประจํ า อาจได้ รับเงิ น เพิ่ ม สํา หรั บตํ า แหน่ ง ที่ ประจํ า อยู่ในต่า งประเทศตํา แหน่ง ใน บางท้ องที่ หรื อตําแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกําหนด (ร่างข้ อ 12) 7. กําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา การบรรจุ การแต่งตัง้ การโอน การย้ ายและการนับเวลาราชการ (ร่างข้ อ 13-ข้ อ 28) 8. กํ า หนดให้ ส่ว นราชการเป็ นผู้มี ห น้ า ที่ เ สนอแนวทางเพื่ อ เยี ย วยาและแก้ ไขในกรณี ที่ ศ าลปกครองมี คําพิพากษาถึงที่สดุ ให้ เพิกถอนคําสัง่ แต่งตังลู ้ กจ้ างประจํา โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ ลกู จ้ างประจําได้ รับ ความเป็ นธรรม จากการถูกเพิกถอนคําสัง่ แต่งตังดั ้ งกล่าว (ร่างข้ อ 29) 9. กําหนดให้ ส่วนราชการมีหน้ าที่ดําเนินการให้ มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริ มสร้ างแรงจูงใจให้ แก่ ลูกจ้ างประจําตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกําหนด และให้ กระทรวงการคลังสามารถจัดให้ มีการเพิ่มพูน ประสิทธิภาพและเสริมสร้ างแรงจูงใจแทนส่วนราชการได้ ในกรณีที่เห็นสมควรและเพื่อเป็ นการประหยัด (ร่างข้ อ 30-ข้ อ 35) 10. กํ าหนดเรื่ องการรั กษาจรรยาลูกจ้ างประจํ าและบทลงโทษแก่ลูกจ้ างประจํ าซึ่งไม่ปฏิบตั ิตามจรรยา โดยให้ ผ้ บู งั คับบัญชาตักเตือน นําไปประกอบการพิจารณาเลื่อนค่าจ้ างหรื อสัง่ ให้ ลกู จ้ างประจําผู้นนได้ ั ้ รับการพัฒนา (ร่างข้ อ 36-ข้ อ 37) 11. กํ า หนดข้ อ ปฏิ บัติที่ ลูก จ้ า งประจํ า ต้ อ งกระทํ า ข้ อห้ า มที่ ลูก จ้ า งประจํ า ต้ อ งไม่ ก ระทํ า และลัก ษณะ การกระทําที่เป็ นความผิดวินยั อย่างร้ ายแรง แยกเป็ นหมวดหมู่เพื่อให้ ง่ายต่อความเข้ าใจ พร้ อมทังกํ ้ าหนดให้ ผ้ บู งั คับบัญชา มีหน้ าที่เสริมสร้ างและพัฒนาให้ ลกู จ้ างประจํามีวินยั และป้องกันมิให้ กระทําผิดวินยั (ร่างข้ อ 38-ข้ อ 46) 12. กําหนดขันตอนการดํ ้ าเนินการทางวินยั ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรื อมีกรณีเป็ นที่สงสัยว่าลูกจ้ างประจํา ผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินยั (ร่างข้ อ 47-ข้ อ 61) 13. กํ าหนดให้ ลูกจ้ างประจํ าซึ่งมีอายุครบหกสิบปี บริ บูรณ์ ในสิ ้นปี งบประมาณหากทางราชการมีความ จําเป็ นที่จะให้ รับราชการต่อไป เพื่อปฏิบตั ิหน้ าที่ในตําแหน่งที่ต้องใช้ ความสามารถเฉพาะตัวก็ให้ กระทําได้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กระทรวงการคลังกําหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (ร่างข้ อ 63) 14. กําหนดให้ มีคณะกรรมการอุทธรณ์และร้ องทุกข์ (ก.อ.ท.) มีอํานาจหน้ าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่ อง อุทธรณ์และร้ องทุกข์มีอํานาจแต่งตังคณะอนุ ้ กรรมการ ตลอดจนกําหนดระเบียบหลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฏิบตั ิการต่าง ๆ รวมทัง้ มีสิทธิ ได้ รับเบี ้ยประชุมและสิทธิ ประโยชน์ ตามที่ กระทรวงการคลังกํ าหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ร่างข้ อ 68-ข้ อ 71) 15. กําหนดให้ ลกู จ้ างประจําที่ถกู สัง่ ลงโทษทางวินยั หรื อถูกสัง่ ให้ ออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จสามารถ ใช้ สิ ท ธิ อุท ธรณ์ ต่อ ก.อ.ท.ได้ โดยให้ อํ า นาจแก่ ก.อ.ท.ในการที่ จ ะตัง้ คณะอนุก รรมการเพื่ อ ทํ า หน้ า ที่ วิ นิ จ ฉัย อุท ธรณ์ (ร่างข้ อ 72-ข้ อ 79) 16. กํ า หนดให้ ลู ก จ้ างประจํ า ที่ มี ค วามคั บ ข้ องใจอั น เกิ ด จากการปฏิ บั ติ ห รื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ต่ อ ตนของ ผู้บงั คับบัญชาสามารถใช้ สิทธิ ร้องทุกข์ ได้ โดยร้ องทุกข์ ต่อผู้บงั คับบัญชาชัน้ เหนือขึ ้นไปตามลําดับ เว้ นแต่การร้ องทุกข์ ที่


6 เกิ ด ขึ น้ จากหัว หน้ าส่ ว นราชการระดับ กรมที่ อ ยู่ ใ นบัง คับ บัญ ชา หรื อ ความรั บ ผิ ด ชอบการปฏิ บัติ ร าชการขึ น้ ตรงต่ อ นายกรัฐมนตรี หรื อ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี เจ้ าสังกัด หรื อนายกรัฐมนตรี ให้ ร้องทุกข์ตอ่ ก.อ.ท. โดยให้ อํานาจ แก่ ก.อ.ท.ในการที่ จะตังคณะอนุ ้ กรรมการ เพื่อทําหน้ าที่วินิจฉัยร้ องทุกข์ได้ (ร่างข้ อ 80-ข้ อ 84) 3. เรื่ อง ร่ างประกาศกระทรวงการคลั ง เรื่ อง ยกเว้ นภาษี สรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (การยกเว้ นการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ท่ ใี ช้ เป็ นวัตถุดบิ หรื อส่ วนประกอบในการผลิตสิ่งของอื่นเพื่อการส่ งออกนอกราชอาณาจักร) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการการยกเว้ นการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่ใช้ เป็ นวัตถุดิบหรื อ ส่วนประกอบในการผลิตสิ่งของอื่นเพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ สง่ ร่ างประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่ อง ยกเว้ นภาษี สรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (การยกเว้ นการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่ใช้ เป็ นวัตถุดิบ หรื อส่วนประกอบในการผลิตสิ่งของอื่นเพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร) ให้ คณะกรรมการตรวจสอบร่ างกฎหมายและ ร่างอนุบญ ั ญัตทิ ี่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณา แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า 1. สภาหอการค้ าแห่งประเทศไทยได้ มีการพิจารณาปั ญหาการขอคืนภาษี สรรพสามิตสินค้ าแบตเตอรี่ พบว่าในปั จจุบนั มีผ้ ปู ระกอบการที่ผลิตสินค้ าเครื่ องใช้ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทังอุ ้ ตสาหกรรมที่เกี่ยวข้ อง เช่น ของ เด็กเล่น เครื่ องมือแพทย์ ฯลฯ ไม่สามารถขอคืนภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ สําหรับสินค้ าที่มีสว่ นประกอบของแบตเตอรี่ ได้ เช่น แบตเตอรี่ ที่ใส่ไว้ ในรี โมทคอนโทรล ของเด็กเล่น นาฬิกา เป็ นต้ น เนื่องจากตามหลักกฎหมายพระราชบัญญัตภิ าษี สรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 101 ทวิ กํ าหนดให้ การยกเว้ นภาษี สรรพสามิตหรื อผลิตสินค้ าส่งออกครอบคลุมเฉพาะสินค้ าตาม พระราชบัญญัติพิกดั อัตราภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2527 เท่านัน้ ซึง่ สินค้ าเครื่ องใช้ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ดงั กล่าวไม่ได้ เป็ น สินค้ าที่อยูใ่ นพิกดั อัตราภาษี สรรพสามิตทําให้ สนิ ค้ าที่สง่ ออกมีราคาสูงและไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ 2. กระทรวงพาณิชย์ได้ ขอให้ กระทรวงการคลังพิจารณายกเลิกภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่นําเข้ าสําหรับ ประกอบในสิน ค้ า เครื่ องใช้ ไฟฟ้ า เพื่ อการส่ง ออก ซึ่ง จะช่ ว ยเพิ่ ม ขี ด ความสามารถในการแข่ ง ขัน ให้ กับ ผู้ป ระกอบการ อุตสาหกรรมเครื่ องใช้ ไฟฟ้าของไทยในภาวะเศรษฐกิจประสบปั ญหาทั่วโลก เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถขอคืน ภาษี ส รรพสามิ ต แบตเตอรี่ ไ ด้ เพราะขณะนํ า เข้ าได้ มี ก ารสํ า แดงเป็ นผลิ ต ภัณ ฑ์ แ บตเตอรี่ แ ละเมื่ อ ทํ า การส่ ง ออก นอกราชอาณาจักรแบตเตอรี่ จะถูกประกอบรวมไปกับสินค้ าเครื่ องใช้ ไฟฟ้าที่ไม่ใช่สนิ ค้ าตามพิกดั อัตราภาษี สรรพสามิตทําให้ ไม่ได้ รับการยกเว้ นหรื อคืนภาษี แบตเตอรี่ 3. ปั จ จุบัน อุต สาหกรรมที่ ใ ช้ แ บตเตอรี่ เ ป็ นวัต ถุดิ บ หรื อ ส่ว นประกอบในการผลิ ต ได้ แ ก่ อุต สาหกรรม เครื่ องปรับอากาศ กล้ องถ่ายทีวี และวีดีโอ เครื่ องรับโทรทัศน์สี ไมโครโฟน ชุดเครื่ องขยายเสียง เครื่ องเล่นวีดีโอ, วีซีดี และดีวี ดี เครื่ องโกนหนวด ปั ตตาเลี่ยน นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ เครื่ องคอมพิวเตอร์ , Note Book, Palm ซึง่ มีมลู ค่าการส่งออก 4,853 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ หรื อประมาณ 160,149 ล้ านบาท และหากมีการยกเว้ นการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่ใช้ เป็ น วัตถุดบิ หรื อส่วนประกอบในการผลิตสิง่ ของอื่นเพื่อการส่งออกจะทําให้ มีมลู ค่าการส่งออกเพิ่มขึ ้นร้ อยละ 20 สาระสําคัญของร่ างประกาศ ยกเว้ นภาษี สรรพสามิต สําหรับสินค้ าแบตเตอรี่ ดังนี ้ อัตราภาษี สินค้ า อัตราตามพระราชบัญญัติ อัตราใหม่ สรรพสามิต พ.ศ. 2527 แบตเตอรี่ ที่ใช้ เป็ นวัตถุดิบหรื อส่ว นประกอบในการผลิต ร้ อยละ 30 ยกเว้ นภาษี สิ่ ง ของอื่ น เพื่ อ การส่ ง ออกนอกราชอาณาจั ก รตาม หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศกําหนด 4. เรื่อง ร่ างพระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่องจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างพระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สาํ นักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว และให้ สง่ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้ วเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป


7 เรื่องเดิม 1. กระทรวงอุ ต สาหกรรมเสนอว่ า โดยที่ พ ระราชบัญ ญั ติ จ ดทะเบี ย นเครื่ อ งจัก ร พ.ศ. 2514 และ พระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 ได้ ใช้ บงั คับมาเป็ นเวลานานแล้ ว บทบัญญัติบางประการ จึงไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปั จจุบนั เช่น หนังสือสําคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่ องจักรซึง่ มีการออกให้ ตงแต่ ั ้ ปี 2515 และยังคงมีสภาพอยู่แต่เครื่ องจักรไม่มีหรื อสูญหายไปแล้ ว จึงทําให้ ข้อเท็จจริ งทางทะเบียนและเครื่ องจักรไม่ตรงกับความ เป็ นจริ งสมควรแก้ ไขโดยกํ าหนดอายุหนังสือสําคัญแสดงการจดทะเบียนให้ สอดคล้ องกับอายุการใช้ งานของเครื่ องจักร นอกจากนี ้ สมควรที่จะให้ มีบทบัญญัติที่จําเป็ นเพิ่มเติม เช่น การกําหนดให้ เอกชนสามารถดําเนินการจดทะเบียนเครื่ องจักร ได้ และจัดทํารายงานผลการตรวจสอบแทนการปฏิบตั ิหน้ าที่ของพนักงานเจ้ าหน้ าที่ได้ การให้ มีคณะกรรมการเปรี ยบเทียบ คดี ผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี ้ การปรับปรุ งบทกําหนดโทษและการปรับปรุ งอัตราค่าธรรมเนียมให้ เหมาะสม จึงได้ เสนอร่างพระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาเพื่อดําเนินการ 2. คณะรัฐมนตรี มีมติ (19 พฤศจิกายน 2551) อนุมตั ิหลักการร่ างพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ สง่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ วส่งให้ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสําคัญของร่ างพระราชบัญญัติ 1. กําหนดให้ เอกชนเป็ นผู้ตรวจสอบเครื่ องจักรที่จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์แทนพนักงานเจ้ าหน้ าที่ได้ โดยมี มาตรการควบคุมเพื่อให้ การตรวจสอบมีมาตรฐาน (ร่างมาตรา 3) 2. ยกเลิกบทบัญญัตเิ กี่ยวกับการแจ้ งย้ ายเครื่ องจักรภายในบริ เวณสถานที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรม (ร่างมาตรา 4) 3. แก้ ไขเพิ่มเติมบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้ องโดยเฉพาะการเพิ่มบทกําหนดโทษในกรณีที่นิตบิ คุ คลเป็ น ผู้กระทําผิด (ร่างมาตรา 5 - ร่างมาตรา 8) 4. กําหนดให้ อํานาจรัฐมนตรี ออกกฎกระทรวงยกเว้ นค่าธรรมเนียมได้ (ร่างมาตรา 9) 5. ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมท้ ายพระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่ องจักร พ.ศ. 2514 ซึง่ แก้ ไขเพิม่ เติมโดย พระราชบัญญัตจิ ดทะเบียนเครื่ องจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 (ร่างมาตรา 10) 5. เรื่ อง ร่ างพระราชบัญญัตกิ ารติดตามทวงถามหนีอ้ ย่ างเป็ นธรรม พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี ้อย่างเป็ นธรรม พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ และให้ สง่ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้ รับข้ อสังเกตของสํานักงาน ก.พ. กระทรวงยุติธ รรม สํ า นัก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุษ ยชนแห่ ง ชาติ สํ า นัก งานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บ ริ โ ภค และ สํา นัก เลขาธิ ก ารคณะรั ฐ มนตรี ไปประกอบการพิ จารณาด้ ว ย แล้ ว ส่ง ให้ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า 1. ปั จจุบนั มีการติดตามทวงถามหนีท้ ี่ไม่เป็ นธรรมในหลายลักษณะ เช่น ส่งเอกสารทวงหนีไ้ ปที่ทํางาน เพื่อให้ เกิดความอับอาย ข่มขู่ ใช้ คําพูดไม่สภุ าพหยาบคาย ซึง่ เป็ นการกระทําที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็ นธรรมต่อลูกหนี ้หรื อ ผู้บริ โภค รวมทังสร้ ้ างความรํ าคาญให้ แก่บคุ คลที่สามที่ไม่ใช่ลกู หนี ้ อันส่งผลกระทบต่อสังคมและสร้ างความเดือดร้ อนให้ แก่ ประชาชนโดยรวมเป็ นจํานวนมาก 2. ในปี 2550 สมาชิกสภานิตบิ ญ ั ญัตแิ ห่งชาติได้ เสนอร่างพระราชบัญญัตกิ ารติดตามทวงถามหนี ้อย่างเป็ น ธรรม พ.ศ. .... ต่อสภานิตบิ ญ ั ญัตแิ ห่งชาติ ซึง่ คณะกรรมาธิการได้ พิจารณาเสร็ จแล้ ว แต่สภานิติบญ ั ญัติแห่งชาติได้ สิ ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 3. ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ออกแนวปฏิบตั ิในการติดตามทวงถามหนี ้กับลูกหนี ้แก่สถาบันการเงินตาม กฎหมายว่าด้ วยธุรกิจสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วน บุคคลภายใต้ กํา กับที่ มิ ใช่ สถาบัน การเงิ น ทุก แห่ง โดยมิ ได้ มี บ ทลงโทษแก่ ผ้ ูฝ่าฝื น และไม่ครอบคลุม ถึ ง การกํ า กับ ดูแล การประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี ้ หรื อการรับจ้ าง หรื อการรับมอบอํานาจจากนิติบุคคลผู้ให้ สินเชื่อดังกล่าว ดังนัน้ สมควรกําหนดหลักเกณฑ์ เพื่อแก้ ไขปั ญหาอันเกิดจากการติดตามทวงถามหนี ้และสร้ างมาตรฐานในการติดตามทวงถามหนี ้ ที่เหมาะสม


8 บทนิยาม (ร่างมาตรา 3)

สาระสําคัญของร่ างพระราชบัญญัติ ประเด็น

การติดตามทวงถามหนี ้ (ร่างมาตรา 5-14

การกํากับดูและการตรวจสอบ (ร่างมาตรา 15-27

บทกําหนดโทษ (ร่างมาตรา 28-35) บทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา 36)

สาระสําคัญ “หนี ”้ หมายความว่ า หนี ท้ ี่ เ กิ ด จากสิ น เชื่ อ รวมถึ ง การคํ า้ ประกันสินเชื่อ “สินเชื่อ” หมายความว่า การให้ ก้ ูยืมเงิน การให้ บริ การบัตร เครดิต การให้ เ ช่ า ซื อ้ และการให้ เ ช่ า แบบลิส ซิ่ง แก่ บุค คล ธรรมดา และธุรกรรมอื่นที่รัฐมนตรี ประกาศกําหนด 1. ห้ า มมิ ใ ห้ บุ ค คลใดประกอบธุ ร กิ จ ติ ด ตามทวงถามหนี ้ เว้ นแต่ จ ะได้ จ ดทะเบี ย นการประกอบธุ ร กิ จ ติ ด ตามทวง ถามหนี ้ 2. ห้ ามมิ ใ ห้ ผู้ ติ ด ตามหนี ต้ ิ ด ต่ อ บุ ค คลอื่ น ที่ มิ ใ ช่ ผ้ ูบ ริ โ ภค การติดต่อกับผู้บริโภคให้ ถือปฏิบตั ติ ามหลักเกณฑ์ที่กําหนด 3. ผู้ติดตามหนี อ้ าจติดต่อบุคคลอื่ น ที่ มิ ใช่ ผ้ ูบ ริ โ ภคเพื่ อให้ ได้ มาซึ่งข้ อมูล สถานติดต่อผู้บริ โภคได้ โดยถื อปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ที่กําหนด 4. ในการติดตามทวงถามหนี ้ ห้ ามมิให้ ผ้ ูติดตามหนีก้ ระทํา การในลัก ษณะที่ เ ป็ นการละเมิ ด คุก คาม เป็ นเท็ จ ทํ า ให้ เข้ าใจผิดและไม่เป็ นธรรม 1. ให้ มีคณะกรรมการกํากับการติดตามทวงถามหนี ้ โดยมี ปลัดกระทรวงการคลังเป็ นประธาน มีอํานาจหน้ าที่ กํากับ ดูแลการติดตามทวงถามหนี ้ของผู้ตดิ ตามหนี ้ 2. ให้ สํ า นัก งานปลัด กระทรวงการคลัง รั บ ผิ ด ชอบในงาน ธุรการของคณะกรรมการฯ และมีหน้ าที่รับเรื่ องราวร้ องทุกข์ จากผู้บริ โภคที่ได้ รับความเดือดร้ อนหรื อเสียหาย กํากับการ ทํางานของผู้ติดตามหนี ้ ดําเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ ของผู้บริโภค เป็ นต้ น 1. กําหนดโทษจําคุกและโทษปรับ 2. กํ าหนดให้ มีคณะกรรมการเปรี ยบเทียบจํานวน 3 คน มี อํ า นาจเปรี ย บเที ย บได้ ต ามหลัก เกณฑ์ ที่ ค ณะกรรมการ กําหนด กําหนดให้ บุคคลใดที่ประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนีอ้ ยู่ ก่ อนวัน ที่ พระราชบัญญัตินี ใ้ ช้ บัง คับ ให้ ยื่ นขอจดทะเบีย น ภายใน 90 วัน ในระหว่างการยื่นคําขอให้ ผ้ นู นประกอบธุ ั้ รกิจ ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการจะมีคําสัง่ เป็ นอย่างอื่น

6. เรื่ อง ร่ างพระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี รับทราบและอนุมตั ติ ามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. รั บทราบผลการพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และกรณี พิพาท แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง 2.อนุมตั หิ ลักการร่างพระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ สง่ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สาระสําคัญของร่ างพระราชบัญญัติ 1. แก้ ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐมนตรี ผ้ ูรักษาการเป็ น “รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงแรงงาน” เพื่อให้ สอดคล้ องกับกฎหมายว่าด้ วยการปรับปรุ งกระทรวง ทบวง กรม และให้ มีอํานาจออกระเบียบและประกาศเพื่อปฏิบตั ิการ ตามพระราชบัญญัตนิ ี ้ (ร่างมาตรา 3 แก้ ไขมาตรา 6)


9 2. กําหนดให้ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้ างมีผลใช้ บงั คับต่อไป ในกรณีที่มิได้ มีการแจ้ งข้ อเรี ยกร้ องภายใน ระยะเวลาตามมาตรา 13 (ร่างมาตรา 4 แก้ ไขมาตรา 12 วรรคสอง) 3. กํ าหนดระยะเวลาและหลักเกณฑ์ การแจ้ งข้ อเรี ยกร้ องเกี่ยวกับสภาพการจ้ าง โดยให้ แจ้ งข้ อเรี ยกร้ อง ภายในหกสิบวันก่อนวันที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้ างเดิมจะสิ ้นสุดลง และขยายระยะเวลาการเริ่ มเจรจา (ร่ างมาตรา 5 แก้ ไขมาตรา 13 และร่างมาตรา 6 แก้ ไขมาตรา 16) 4. ขยายระยะเวลาการแจ้ งข้ อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้ อพิพาทแรงงานและการดําเนินการ ไกล่เกลี่ยของพนักงานประนอมข้ อพิพาทแรงงาน (ร่างมาตรา 7 แก้ ไขมาตรา 21 และมาตรา 22) 5. แก้ ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขการห้ ามนายจ้ างปิ ดงานหรื อห้ ามลูกจ้ างนัดหยุดงาน เพื่อให้ สอดคล้ องกับการแก้ ไข เพิ่มเติมมาตรา 22 (ร่างมาตรา 8 แก้ ไขมาตรา 34 (3)) 6. ปรับปรุ งองค์ประกอบและวิธีการได้ มาซึ่งกรรมการในคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ วาระการดํารง ตําแหน่ง การพ้ นจากตําแหน่งก่อนวาระ และการแต่งตังประธานกรรมการหรื ้ อกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่าง (ร่ างมาตรา 9 แก้ ไขมาตรา 37 มาตรา 38 และมาตรา 39) 7. กําหนดให้ ลกู จ้ างซึ่งเป็ นผู้บงั คับบัญชาที่มีอํานาจโดยตรงในการจ้ าง การให้ บําเหน็จ การลงโทษ หรื อ การเลิกจ้ าง จะเป็ นสมาชิกในสหภาพแรงงานที่ลกู จ้ างอื่นได้ จดั ตังหรื ้ อเป็ นสมาชิกอยู่ไม่ได้ (รางมาตรา 11 แก้ ไขมาตรา 95 วรรคสาม) 8. กําหนดให้ ลกู จ้ างซึง่ เป็ นกรรมการสหภาพแรงงานมีสทิ ธิลาเพื่อร่วมประชุมหรื ออบรมตามที่ราชการ กําหนดหรื อปฏิบตั หิ น้ าที่กรรมการไตรภาคีตามที่กฎหมายกําหนด ตลอดจนเป็ นพยานตามหมายเรี ยกของศาลในคดี เกี่ยวกับแรงงาน (ร่างมาตรา 12 แก้ ไขมาตรา 102) 9. กําหนดห้ ามนายจ้ างเลิกจ้ างลูกจ้ างเพราะเหตุที่ลกู จ้ างกําลังดําเนินการเพื่อจัดตังสหภาพแรงงานหรื ้ อใช้ สิทธิปิดงานเฉพาะลูกจ้ างที่เกี่ยวข้ องกับข้ อเรี ยกร้ องเป็ นบางคนอันเป็ นการเลือกปฏิบตั ิ (ร่างมาตรา 13 แก้ ไขมาตรา 121) 10. กําหนดห้ ามนายจ้ างเลิกจ้ างบุคคลซึ่งเกี่ยวข้ องกับข้ อเรี ยกร้ องในระหว่างข้ อตกลงเกี่ยวกับสภาพการ จ้ างตามมาตรา 12 หรื อคําชี ้ขาดมีผลใช้ บงั คับ (ร่างมาตรา 14 แก้ ไขมาตรา 123) 11. แก้ ไขเพิ่มเติมบทกําหนดโทษให้ เหมาะสมยิ่งขึ ้น (ร่างมาตรา 15 แก้ ไขมาตรา 130) 7. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวงว่ าด้ วยการยกเว้ น ผ่ อนผัน หรื อกําหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติตามกฎหมายว่ าด้ วยการ ควบคุมอาคารสําหรั บโครงการที่รัฐจัดให้ มีหรื อพัฒนาเพื่อเป็ นที่อยู่อาศัยสําหรับผู้มีรายได้ น้อย พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิหลักการร่ างกฎกระทรวงว่าด้ วยการยกเว้ น ผ่อนผัน หรื อกําหนดเงื่อนไขในการปฏิบตั ิ ตามกฎหมายว่าด้ วยการควบคุมอาคารสําหรับโครงการที่รัฐจัดให้ มีหรื อพัฒนาเพื่อเป็ นที่อยู่อาศัยสําหรับผู้มีรายได้ น้อย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็ นเรื่ องด่วน แล้ ว ดําเนินการต่อไปได้ สาระสําคัญของเรื่ อง 1. เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายแก้ ไขปั ญหาความยากจนและขยายโอกาสให้ ผ้ มู ีรายได้ น้อยสามารถมีที่อยู่ อาศัยที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงแก้ ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยกําหนด มาตรา 7 (8) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึง่ แก้ ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2550 ให้ รัฐมนตรี มีอํานาจออกกฎกระทรวงยกเว้ น ผ่อนผัน หรื อกําหนดเงื่อนไขในการปฏิบตั ิตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ไม่วา่ ทังหมดหรื ้ อบางส่วนเกี่ยวกับอาคารที่กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้ องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ ที่จดั ตังขึ ้ ้นตามกฎหมาย หรื อหน่วยงานอื่นของรัฐจัดให้ มีหรื อพัฒนาเพื่อเป็ นที่อยูอ่ าศัยสําหรับผู้มีรายได้ น้อย ทังนี ้ ้ ต้ องมิใช่การยกเว้ นหรื อผ่อนผันเงื่อนไขเกี่ยวกับความมัน่ คงแข็งแรง และความปลอดภัยของอาคารหรื อความปลอดภัย ของผู้ซงึ่ อยูอ่ าศัยหรื อใช้ อาคาร 2. กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้ ดําเนินการยกร่ างกฎกระทรวงว่าด้ วยการยกเว้ น ผ่อนผัน หรื อกําหนด เงื่อนไขในการปฏิบตั ิตามกฎหมายว่าด้ วยการควบคุมอาคารสําหรับโครงการที่รัฐจัดให้ มีหรื อพัฒนาเพื่อเป็ นที่อยู่อาศัย สําหรับผู้มีรายได้ น้อย พ.ศ. .... โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 (3) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และมาตรา 7 (8) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2550 เพื่ อกํ าหนดหลัก เกณฑ์ และเงื่ อนไขการยกเว้ น ผ่อนผัน ข้ อกํ า หนดตามกฎกระทรวงที่ ออกตาม กฎหมายว่าด้ วยการควบคุมอาคารบางเรื่ องที่ไม่เกี่ยวข้ องโดยตรงกับความมัน่ คงแข็งแรงหรื อความปลอดภัยของอาคาร เช่น ระยะถอยร่นเนื ้อที่ของที่วา่ งภายนอกอาคารหรื อระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน เป็ นต้ น เพื่อให้ อาคารที่หน่วยงานของรัฐจัดให้ มี


10 หรื อพัฒนานัน้ สอดคล้ องกับความต้ องการและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้มีรายได้ น้อยอย่างแท้ จริ ง ซึ่งเป็ นมาตรการที่รัฐ กําหนดขึ ้นเพื่อขจัดอุปสรรคและส่งเสริ มให้ ผ้ มู ีรายได้ น้อยซึ่งด้ อยโอกาสเนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถ มีสทิ ธิและเสรี ภาพในการมีที่อยูอ่ าศัยเป็ นของตนเองเช่นเดียวกับบุคคลอื่นทัว่ ไปและเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริ มสวัสดิภาพ ของประชาชนอีกด้ วย 8. เรื่ อง ร่ างนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่ งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553 – 2557) คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบร่ างนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาอนามัยการเจริ ญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553 – 2557) โดยประกาศเป็ นนโยบายรัฐบาล และมอบให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ องทุกภาคส่วนรับไปดําเนินการในส่วน ที่เกี่ยวข้ อง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาอนามัยเจริ ญการเจริ ญพันธุ์แห่งชาติ ในคราว ประชุมครัง้ ที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 ได้ พิจารณาร่ างนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาอนามัยการเจริ ญพันธุ์ แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2553 – 2557) ซึ่งมีความสําคัญต่อการบูรณาการและเชื่อมโยงงานอนามัยการเจริ ญพันธุ์ของ ทุก ภาคส่ว น โดยที่ ป ระชุม มี ม ติ เ ห็ น ชอบร่ า งฯ ดัง กล่า ว และให้ นํ า เสนอคณะรั ฐ มนตรี เ พื่ อ ขอความเห็ น ชอบ โดยมี รายละเอียด สรุปได้ ดงั นี ้ 1. งานอนามัย การเจริ ญ พัน ธุ์ เป็ นเรื่ อ งที่ มี ผ ลโดยตรงต่อ จํ า นวนและคุณ ภาพการเกิ ดของประชากร จึงจํ าเป็ นต้ องพัฒนาคุณภาพประชากรโดยเริ่ มตัง้ แต่ก่ อนเกิ ด มี การเตรี ยมความพร้ อมพ่อแม่ก่อนตัง้ ครรภ์ ดูแลครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอดทัง้ แม่และทารก การเกิดที่ มีคุณภาพต้ องเป็ นผลมาจากการตังครรภ์ ้ ที่สตรี มีความพร้ อมและ ตังใจได้ ้ รับการเลี ้ยงดู และมีวิถีชีวิตที่ มีอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ เพื่อเป็ นผู้สร้ างประชากรรุ่ นใหม่ที่มี คุณภาพ ดังเป้าประสงค์ คือ ให้ คนไทยทุกเพศทุกวัยมีอนามัยการเจริ ญพันธุ์ที่ดี โดยเฉพาะเรื่ องสุขภาพทางเพศในกลุ่ม วัยรุ่ น ทัง้ นี ้ บนหลักความสมัครใจ เสมอภาค และทั่วถึง และเพื่อเสริ มสร้ างให้ ครอบครัวมีความเข้ มแข็ง อบอุ่น และมี คุณภาพ โดยเฉพาะการเกิดทุกรายต้ องเป็ นที่ปรารถนา ปลอดภัย และมีคณ ุ ภาพ ซึ่งประกอบด้ วยยุทธศาสตร์ การพัฒนา งานอนามัยการเจริญพันธุ์ 6 ยุทธศาสตร์ ดังต่อไปนี ้ 1.1 ยุทธศาสตร์ การเสริมสร้ างครอบครัวใหม่ และเด็กรุ่ นใหม่ ให้ เข้ มแข็ง และมีคุณภาพ เป้าหมาย ครอบครัวเข้ มแข็ง มีบตุ รเมื่อพร้ อมและตังใจ ้ ทารกและเด็กได้ รับการเลี ้ยงดูอย่างมีคณ ุ ภาพ วัยรุ่น มีความรู้เจตคติที่เหมาะสมเรื่ องการสร้ างครอบครัวและเข้ าถึงบริ การคุมกําเนิด หญิงและชายได้ รับการเตรี ยมพร้ อมเพื่อการ ตังครรภ์ ้ ที่มีคณ ุ ภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริ มให้ สถาบันครอบครัวเข้ มแข็ง สร้ างครอบครัวใหม่ที่มีคณ ุ ภาพโดยการมีส่วนร่ วมของ สังคม และเพื่อให้ การตังครรภ์ ้ และการคลอดทุกรายมีความพร้ อม ทารกและเด็กได้ รับการเลี ้ยงดูอย่างมีคุณภาพ โดย คํานึงถึงด้ านกาย จิต สังคม และสติปัญญา มาตรการ ส่งเสริ มและสนับสนุนนโยบายและกลไกภาครัฐทุกระดับโดยให้ ภาคเอกชนมีส่วนร่ วมในการจัด สวัสดิการที่เอื ้อและเสริ มต่อการสร้ างครอบครัวใหม่ที่เข้ มแข็งและมีคุณภาพ จัดบริ การให้ ความรู้ และคําปรึ กษา ตรวจ สุขภาพชายหญิงก่อนสมรสและตังครรภ์ ้ บริ การวางแผนครอบครัวด้ วยวิธีคมุ กําเนิด การตรวจรักษาผู้มีบตุ รยาก ส่งเสริ มให้ พ่อแม่มีโอกาสและเวลาในการเลี ้ยงดูลกู ให้ คําปรึ กษา ความรู้ และความเข้ าใจที่รอบด้ านเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมก่อน และหลังการตัดสินใจยุตกิ ารตังครรภ์ ้ ที่เป็ นไปตามข้ อบังคับของแพทยสภา รวมถึงจัดให้ มีศนู ย์ดแู ลเด็ก (3 เดือน – 3 ปี ) เด็ก ก่อนวัยเรี ยน (3-5 ปี ) ที่มีคณ ุ ภาพทังในเขตเมื ้ องและชนบท 1.2 ยุ ท ธศาสตร์ ส่ ง เสริ ม ให้ คนทุ ก เพศทุ ก วั ย มี พ ฤติก รรมอนามั ย การเจริ ญ พัน ธุ์ และ สุขภาพทางเพศที่เหมาะสมและปลอดภัย เป้าหมาย มีระบบการเรี ยนรู้ การสอนทัง้ ในและนอกระบบการศึกษาแบบมีส่วนร่ วมเรื่ องเพศศึกษาและมี ทักษะชีวิตที่รอบด้ าน ต่อเนื่อง และคํานึงถึงบริ บทสถานะเพศต่าง ๆ คนทุกกลุม่ ทุกวัยมีเจตคติและพฤติกรรมที่เหมาะสมและ รับผิดชอบต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย


11 วัตถุประสงค์ เพื่อให้ ประชาชนทุกกลุม่ วัยได้ เรี ยนรู้ มีเจตคติพฤติกรรมอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ ที่เหมาะสมและรับผิดชอบ มาตรการ สนับสนุนให้ มีการเรี ยนรู้ เรื่ องเพศศึกษาและทักษะชีวิตอย่างรอบด้ าน ส่งเสริ มการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารด้ านการอนามัยการเจริ ญพันธุ์ และกํ าหนดมาตรการส่งเสริ มการผลิตสื่อและเผยแพร่ สื่อที่สอดคล้ องกับความ หลากหลายทางวัฒนธรรมหรื อสถานการณ์ทางสังคม 1.3 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบบริ การอนามัยการเจริ ญพันธุ์ และสุ ขภาพทางเพศที่มี คุณภาพ และมีประสิทธิภาพ เป้าหมาย โรงพยาบาลทุกระดับมีการจัดบริ การด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์สําหรับวัยรุ่ นอย่างมีคณ ุ ภาพ มี โรงเรี ยนต้ นแบบการจัดบริ การอนามัยการเจริ ญพันธุ์ที่มีคณ ุ ภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องมีการจัดบริ การด้ านอนามัยการ เจริ ญพันธุ์ วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริ มสนับสนุนให้ โรงพยาบาล โรงเรี ยน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องมีขีดความสามารถในการ จัด บริ ก าร และเพื่ อ พัฒ นาศัก ยภาพของบุ ค ลากรในหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ งให้ สามารถจัด บริ ก ารที่ มี คุณ ภาพและมี ประสิทธิภาพ มาตรการ สนับสนุนให้ สถานบริ การสาธารณสุขทุกระดับมีบริ การด้ านการเจริ ญพันธุ์ที่ครบถ้ วน เป็ นมิตร มี คุณภาพและเหมาะสม สนับสนุนให้ สถาบันการศึกษามีการส่งเสริ มความรู้ ด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์ พัฒนาศักยภาพ บุคลากรสาธารณสุข การศึกษาและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ ยวข้ องทุกระดับให้ มีความรู้ เจตคติ และความสามารถในการ ให้ บริ การด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์ เสริ มสร้ างความเข้ มแข็งองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่นเพื่อสนับสนุนการดําเนินงาน เสริ มสร้ างสมรรถนะองค์กรด้ านเด็กและเยาวชนให้ มีส่วนร่ วมในการดําเนินงานอนามัยการเจริ ญพันธุ์ และสนับสนุนการ ดําเนินงานด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์เชิงรุก 1.4 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบบริหารจัดการงานอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทาง เพศแบบบูรณาการ เป้าหมาย ให้ ทุกจังหวัดจัดตังคณะอนุ ้ กรรมการพัฒนาอนามัยการเจริ ญพันธุ์ระดับจังหวัด และมีแผนแม่ บทการจัดการด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์ วัตถุประสงค์ เพื่ อ ให้ ก ารดํ า เนิ น งานอนามัย การเจริ ญ พัน ธุ์ และสุข ภาพทางเพศเป็ นไปในทิ ศ ทางเดี ย วกัน มีการบูรณาการ และเกิดการผสมผสานการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล มาตรการ ตังคณะอนุ ้ กรรมการการพัฒนาอนามัยการเจริ ญพันธุ์ระดับจังหวัด ที่ประกอบด้ วยทุกภาคส่วน และจัดทําแผนปฏิบตั ิการระดับจังหวัด โดยจัดประชุมอย่างน้ อยปี ละ 2 ครัง้ ภาคีเครื อข่ายร่ วมกันสํารวจปั ญหาภายใน จังหวัดเพื่อเป็ นฐานข้ อมูล ภาคีเครื อข่าย ร่วมกันจัดทําแผนแม่บทการจัดการเรื่ องอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ ในวัยรุ่นแบบบูรณาการในระดับจังหวัด รวมถึงสร้ างความสัมพันธ์และการมีสว่ นร่วมกับชุมชนและภาคีเครื อข่าย 1.5 ยุทธศาสตร์ การพัฒนากฎหมาย กฎ และระเบียบเกี่ยวกับงานอนามัยการเจริ ญพันธุ์ และสุขภาพทางเพศ เป้าหมาย ประกาศใช้ พระราชบัญญัตคิ ้ มุ ครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และผลักดันสูก่ ารปฏิบตั อิ ย่างได้ ผล วัตถุประสงค์ พัฒนากฎหมาย กฎ และระเบียบเพื่อคุ้มครองสิทธิการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ มาตรการ เสนอให้ ออกพระราชบัญญัติค้ ุมครองสิทธิ อนามัยการเจริ ญพันธุ์ ประสานและร่ วมมือกับส่วน ราชการ ภาคีเครื อข่ายที่เกี่ยวข้ องกับกฎหมายว่าด้ วยการคุ้มครองเด็ก สตรี ผู้สงู อายุ ผู้พิการ และการป้องกันความรุนแรงใน


12 ครอบครัว ประสานและร่ วมกับสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการแก้ ไขระเบียบให้ เพิ่มเติมงบประมาณด้ านการ ป้องกันคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ และการรณรงค์สร้ างความรู้ ความตระหนักแก่บคุ ลากรใน หน่วยงานที่เกี่ยวข้ องและประชาชนทุกเพศทุกวัยให้ สามารถใช้ สทิ ธิของตนเอง 1.6 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาและการจัดการองค์ ความรู้ เทคโนโลยี อนามัยการเจริ ญพันธุ์ และสุขภาพทางเพศ เป้าหมาย มีระบบเฝ้าระวัง นวัตกรรมและการจัดการองค์ความรู้ ด้านอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทาง เพศ วัตถุประสงค์ มีระบบเฝ้าระวังสถานการณ์ อนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศระดับชุมชน จัดทําฐาน ข้ อมูลสารสนเทศด้ านอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศระดับจังหวัดและส่วนกลาง และพัฒนานวัตกรรมและ การจัดการองค์ความรู้ด้านอนามัยการเจริ ญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ มาตรการ พัฒนาระบบข้ อมูลสารสนเทศ ระบบการเฝ้าระวังเชิงรุ กโดยการสร้ างเครื อข่ายให้ ชมุ ชนมีส่วนร่วม สนับสนุนการวิจยั หรื อโครงการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและการบริ การให้ สอดคล้ องกับความต้ องการ ของประชาชนแต่ละกลุ่ม วัย และทุกกลุ่ม สังคม และส่ง เสริ ม กิ จ กรรมที่ ก่ อให้ เ กิ ดนวัตกรรมเชิ ง สร้ างสรรค์ ด้า นอนามัย การเจริญพันธุ์ 9. เรื่ อง ร่ างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัตแิ ร่ พ.ศ. 2510 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัตแิ ร่ พ.ศ. 2510 ที่คณะรัฐมนตรี ชุดก่อนได้ มีมติอนุมตั ิหลักการ และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว ตามที่กระทรวง อุตสาหกรรมเสนอ และให้ ดําเนินการต่อไปได้ สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง เป็ นการปรับปรุ งแบบพิมพ์ อาชญาบัตรพิเศษ ใบอนุญาตขุดหาแร่ รายย่อย และใบอนุญาตร่อนแร่ และกําหนดแบบพิมพ์ประทานบัตรทําเหมืองใต้ ดนิ ขึ ้นใหม่ 10. เรื่อง ร่ างกฎกระทรวงแบ่ งส่ วนราชการสํานักราชเลขาธิการ พ.ศ. .... คณะรั ฐ มนตรี รั บทราบร่ า งกฎกระทรวงแบ่ง ส่ว นราชการสํา นัก ราชเลขาธิ ก าร พ.ศ. .... ที่ สํา นัก งาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ ว ตามที่สํานักราชเลขาธิการเสนอ และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะได้ นํา ร่างกฎกระทรวงในเรื่ องนี ้เสนอนายกรัฐมนตรี ลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป สาระสําคัญของร่ างกฎกระทรวง 1. กําหนดให้ สํานักราชเลขาธิการมีภารกิจเกี่ยวกับการถวายงานและสนองงานด้ านเลขานุการในพระองค์ แด่พระมหากษัตริ ย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทังกํ ้ าหนดอํานาจหน้ าที่ของสํานักงานดังกล่าว เช่น ปฏิบตั ิงานเลขานุการ ในพระองค์ พระมหากษัตริ ย์ทงในราชการแผ่ ั้ นดินและส่วนพระองค์ และงานเลขานุการในพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนงานเลขานุก ารของคณะองคมนตรี ประสานราชการระหว่างพระมหากษั ตริ ย์ กับรั ฐ บาล รั ฐสภา องคมนตรี พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนให้ เป็ นไปโดยเรี ยบร้ อย ปฏิบตั ิการอื่นใดตามที่ได้ รับพระราชกระแส หรื อตามที่กฎหมาย กําหนด (ร่างข้ อ 1) 2. กําหนดให้ แบ่งส่วนราชการสํานักราชเลขาธิการประกอบด้ วย 15 หน่วยงาน และกําหนดอํานาจหน้ าที่ ของหน่วยงานดังกล่าว (ร่างข้ อ 2 และร่างข้ อ 5 - ร่างข้ อ 19) 3. กํ าหนดให้ มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริ หารและกํ าหนดอํ านาจหน้ าที่ ของกลุ่ม ดังกล่าว (ร่างข้ อ 3 – ร่างข้ อ 4) เศรษฐกิจ 11. เรื่ อง ขอความเห็นชอบการกู้ เ งินของการไฟฟ้ าส่ ว นภูมิภาคเพื่อชดเชยรายได้ จากการดํา เนิ นการตาม มาตรการลดค่ าครองชีพของประชาชน ระยะที่ 3 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2553)


13 คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบการกู้เงินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามค่าไฟฟ้าที่ เกิ ดขึน้ จริ ง ภายใน กรอบวงเงิน 3,305,833,000 บาท โดยกระทรวงการคลังคํ ้าประกันเงินกู้และรัฐบาลเป็ นผู้รับภาระในการชําระคืนเงินต้ น ดอกเบี ้ย และค่าใช้ จ่ายใด ๆ อันเกิดจากการกู้เงินดังกล่าว เพื่อชดเชยรายได้ ที่เกิดขึน้ จากการดําเนินการตามมาตรการ ลดภาระค่าครองชี พของประชาชน ระยะที่ 3 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2553) ซึ่งเป็ นไปตามความเห็นของสํานัก งบประมาณ ทังนี ้ ้ ให้ กระทรวงการคลังรับความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปประกอบการพิจารณาดําเนินการด้ วย 12. เรื่ อง ขอความเห็นชอบให้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่ งประเทศไทยปรับปรุ งสภาพการจ้ างที่เกี่ยวกับการเงิน คณะรัฐมนตรี เห็นชอบการปรับปรุงสภาพการจ้ างของการนิคมอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือในการ รักษาพยาบาลของพนักงานและลูกจ้ าง ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครัง้ ที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ที่เห็นชอบในหลักการให้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับปรุ งสวัสดิการเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือ ในการรักษาพยาบาล กรณีที่ผ้ ปู ฏิบตั ิงานหรื อบุคคลในครอบครัวได้ เข้ ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก ณ คลินิก นอกเวลาในสถานพยาบาลของทางราชการให้ เบิกค่าธรรมเนียมแพทย์ในการตรวจรักษาพิเศษนอกเวลาทําการได้ จากเดิม ตามจํานวนที่จ่ายจริ ง แต่ไม่เกินครัง้ ละ 200 บาท และเมื่อรวมกันแล้ วต้ องไม่เกิน 3,600 บาทต่อครอบครัวต่อปี เป็ น ตาม จํานวนที่จ่ายจริง และเมื่อรวมกันแล้ วต้ องไม่เกิน 3,600 บาทต่อครอบครัวต่อปี ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ 13. เรื่ อง การดําเนินการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 คณะรั ฐมนตรี เห็นชอบการดําเนิ นการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 ตามมติ คณะกรรมการนโยบายข้ าวแห่งชาติ (กขช.) ครัง้ ที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 10 มิถนุ ายน 2553 และครัง้ ที่ 10/2553 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี ้ 1. เห็นชอบกําหนดชนิดข้ าวเปลือก ที่จะเข้ าร่ วมโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 จํานวน 5 ชนิด ได้ แก่ ข้ าวเปลือกหอมมะลิ ข้ าวเปลือกหอมจังหวัด ข้ าวเปลือกปทุมธานี 1 ข้ าวเปลือกเจ้ า และ ข้ าวเปลือกเหนียว สําหรับข้ าวเปลือกเจ้ าให้ ยกเว้ นพันธุ์ข้าวที่มีอายุสนตํ ั ้ ่ากว่า 100 วัน ซึ่งเมื่อสีแปรสภาพแล้ วได้ ข้าวสาร คุณภาพตํ่า จํานวน 18 พันธุ์ รวมทังพั ้ นธุ์ข้าวอื่น ๆ ที่มีคณ ุ ลักษณะเช่นเดียวกับข้ าวอายุสนั ้ 18 พันธุ์ด้วย 2. ราคาและปริ มาณประกั นรายได้ เกษตรกร เห็นชอบการกํ าหนดราคาและปริ มาณประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 ตามที่คณะอนุกรรมการนโยบายข้ าวแห่งชาติด้านการผลิตเสนอ โดยให้ กําหนด ราคาและปริ มาณเช่นเดียวกับโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2552/53 รอบที่ 1 และรอบที่ 2 เนื่องจาก สถานการณ์ข้าวโดยทัว่ ไปไม่แตกต่างจากปี ที่ผา่ นมามากนัก โดยกําหนด ณ ความชื ้น 15% ดังนี ้ ชนิดข้ าว ราคาประกันรายได้ (บาท/ตัน) ครัวเรือนละไม่ เกิน (ตัน) ข้ าวเปลือกหอมมะลิ 15,300 14 ข้ าวเปลือกหอมจังหวัด 14,300 16 ข้ าวเปลือกปทุมธานี 1 11,000 25 ข้ าวเปลือกเจ้ า 10,000 25 ข้ าวเปลือกเหนียว 9,500 16 3. ผลผลิตเฉลี่ยต่ อไร่ เห็นชอบการกําหนดผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ โครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้ าว ปี 2553/54 รอบที่ 1 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ เป็ นรายจังหวัด แยกเป็ นชนิดข้ าว และพื ้นที่ในและนอกเขต ชลประทาน เป็ นเกณฑ์โดยมีภาพรวม ดังนี ้ ชนิดข้ าว รวมทัง้ ประเทศ ข้ าวเจ้ าหอมมะลิ ข้ าวเจ้ าหอมจังหวัด ข้ าวเจ้ าปทุมธานี 1

รวมในเขตและนอกเขต 469 381 502 735

ในเขต

593 418 518 768

นอกเขต

428 378 495 643


14 ข้ าวเจ้ าอื่น ๆ ข้ าวเหนียว

569 410

634 482

519 397

4. กรอบระยะเวลาดําเนินการ เห็นชอบกรอบระยะเวลาดําเนินโครงการประกันรายได้ เกษตรกร ผู้ปลูก ข้ าว ปี 2553/54 ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมจังหวัดชุมพรและของภาคใต้ (ยกเว้ นจังหวัดชุมพร) (1) การปลูกข้ าว ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2553 ภาคใต้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 16 มิถุนายน 2553 – 28 กุมภาพันธ์ 2554 (2) การเก็ บ เกี่ ย ว ตัง้ แต่ วัน ที่ 1 สิ ง หาคม 2553 – 28 กุม ภาพัน ธ์ 2554 ภาคใต้ ตัง้ แต่ วัน ที่ 16 กันยายน 2553 – 30 มิถนุ ายน 2554 (3) การขึ ้นทะเบียนเกษตรกร ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 มิถนุ ายน – 30 พฤศจิกายน 2553 ภาคใต้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 16 กรกฎาคม 2553 – 31 มีนาคม 2554 (4) การประชุม ประชาคม ตัง้ แต่วัน ที่ 16 มิ ถุน ายน – 15 ธัน วาคม 2553 ภาคใต้ ตัง้ แต่วัน ที่ 1 สิงหาคม 2553 – 15 เมษายน 2554 (5) การออกหนัง สื อรั บรอง ตัง้ แต่วัน ที่ 16 มิถุน ายน – 31 ธัน วาคม 2553 ภาคใต้ ตัง้ แต่วัน ที่ 1 สิงหาคม 2553 – 30 เมษายน 2554 (6) การจัดทําสัญญาประกันรายได้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 กรกฎาคม 2553 – 31 มกราคม 2554 ภาคใต้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 16 สิงหาคม 2553 – 31 พฤษภาคม 2554 (7) การใช้ สิทธิ ประกัน รายได้ ของเกษตรกร ตัง้ แต่วันที่ 1 สิงหาคม 2553 – 15 มี นาคม 2554 ภาคใต้ ตังแต่ ้ วนั ที่ 16 กันยายน 2553 – 15 กรกฎาคม 2554 (8) การประกาศเกณฑ์กลางอ้ างอิง ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 สิงหาคม 2553 – 15 มีนาคม 2554 ภาคใต้ ตังแต่ ้ วันที่ 16 กันยายน 2553 – 15 กรกฎาคม 2554 14. เรื่ อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนีส้ าธารณะและพัฒนาตลาด ตราสารหนีใ้ นประเทศ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบและอนุมตั ติ ามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทัง้ 2 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะและพัฒนา ตลาดตราสารหนี ้ในประเทศ 2. อนุมตั หิ ลักการ 2.1 ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้ วยการยกเว้ นภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2.2 ร่ างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้ วยการกําหนดกิจการที่ ได้ รับการยกเว้ นภาษี ธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2.3 ร่ างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้ วย การยกเว้ นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ ส่งสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้ วดําเนินการต่อไปได้ ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า 1. พระราชบัญญัตกิ ารบริ หารหนี ้สาธารณะ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ได้ กําหนดให้ มีกองทุนขึ ้นกองทุนหนึ่งใน กระทรวงการคลัง เรี ยกว่ากองทุนบริ หารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ในประเทศ เพื่อปรับปรุงกลไกการบริ หารหนี ้สาธารณะให้ มีประสิทธิภาพยิง่ ขึ ้น 2. กองทุนฯ เป็ นนิติบุคคล ซึ่งมีฐานะเป็ นหน่วยงานของรัฐที่ ไม่เป็ นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้ วย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรื อรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้ วยวิธีการงบประมาณหรื อกฎหมายอื่น มีวตั ถุประสงค์เพื่อ บริ หารเงินที่ ได้ รับจากการกู้เงินเพื่อปรั บโครงสร้ างหนี ส้ าธารณะและการกู้เงิ นเพื่ อพัฒนาตลาดตราสารหนี ใ้ นประเทศ โดยการออกตราสารหนี ้ตามความจําเป็ นในการสร้ างอัตราดอกเบี ้ยสําหรับใช้ อ้างอิงในตลาดตราสารหนี ้ 3. กองทุนฯ สามารถดําเนินการลงทุนได้ ทงในและต่ ั้ างประเทศ โดยต้ องคํานึงถึงความมัน่ คง ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เหมาะสม และสามารถทําธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ ้นจากการลงทุนได้ รวมถึงสามารถ จ้ างผู้บริหารสินทรัพย์เพื่อบริหารเงินและทรัพย์สนิ ของกองทุนได้


15 3.1 กรณี ก ารลงทุนในประเทศ จะลงทุน ในตราสารหนี ท้ ี่ ออกหรื อคํ า้ ประกัน โดยกระทรวง การคลังหรื อตราสารหนี ้อื่นที่ได้ รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรื อทําธุรกรรม ซื ้อโดยมีสญ ั ญาจะขายคืนซึง่ ตราสารหนี ้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง 3.2 กรณีการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนฯ จะลงทุนในตราสารหนี ้ที่ออกเป็ นเงินตราสกุลหลักและ ออกหรื อคํ ้าประกันโดยรัฐบาลต่างประเทศ สถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศ หรื อสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึง่ ได้ รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 4. เพื่อให้ การดําเนินกิจการของกองทุนฯ ปลอดภาระภาษี ตา่ ง ๆ ซึง่ จะทําให้ สามารถดําเนินการบริ หารหนี ้ สาธารณะของประเทศโดยไม่มีต้นทุนภาษี แฝงอยู่ และช่วยให้ กองทุนฯ ซึง่ เป็ นหน่วยงานของรัฐสามารถบริ หารสภาพคล่อง และพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ของประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ ว เห็นควรยกเว้ นภาษี ให้ แก่ กิจการของกองทุนฯ 5. การยกเว้ นภาระภาษี สําหรับกองทุนฯ จะทําให้ กองทุนฯ สามารถดําเนินการบริ หารหนี ้สาธารณะของ ประเทศโดยไม่มีต้นทุนภาษีแฝงอยู่ โดยมีผลกระทบต่อรายได้ ภาษี อากรเพียงเล็กน้ อย แต่จะทําให้ กองทุนฯ สามารถบริ หาร สภาพคล่องและพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ของประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ ้น ซึง่ เป็ นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล อันจะก่อให้ เกิดประโยชน์กบั ประเทศโดยรวม สาระสําคัญของร่ างพระราชกฤษฎีกา 1. ร่ างพระราชกฤษฎี กาออกตามความในประมวลรั ษฎากร ว่ าด้ วยการยกเว้ นภาษี มูลค่ าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กําหนดให้ ยกเว้ นภาษี มลู ค่าเพิ่มสําหรับการประกอบกิจการให้ บริ การของกองทุนบริ หารหนี ้เงินกู้ เพื่อ การปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ในประเทศ (ร่างมาตรา 3) 2. ร่ างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรั ษฎากร ว่ าด้ วยการกําหนดกิจการที่ได้ รับการ ยกเว้ นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กําหนดให้ กิจการกองทุนบริ หารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะ และพัฒนาตลาดตราสารหนี ้ในประเทศเป็ นกิจการที่ได้ รับยกเว้ นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ร่างมาตรา 3) 3. ร่ างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรั ษฎากร ว่ าด้ วยการยกเว้ นรั ษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กําหนดให้ ยกเว้ นอากรแสตมป์ให้ แก่กองทุนบริ หารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้ างหนี ้สาธารณะและพัฒนาตลาดตรา สารหนี ้ในประเทศ (ร่างมาตรา 3) 15. เรื่อง การเจรจาแก้ ไขปั ญหารั สเซียค้ างชําระหนีค้ ่ าข้ าวไทย คณะรัฐมนตรี เห็นชอบแนวทางการชําระหนี ้ค่าข้ าวไทย ตามข้ อเสนอของรัสเซียตามทางเลือกที่ 2 (Draft cash) โดยรั บ ชํ า ระเงิ น สดเฉพาะเงิ น ต้ น จํ า นวน 36.44 ล้ า นดอลลาร์ สหรั ฐ ภายใน 30 วัน หลัง จากมี ก ารลงนามใน Protocal ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ 16. เรื่ อง ผลการประชุมคณะกรรมการรั ฐมนตรี เศรษฐกิจ ครัง้ ที่ 10/2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบ เห็นชอบและมอบหมายตามที่เลขาธิ การคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจเสนอ ดังนี ้ 1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจ (รศก.) ครัง้ ที่ 10/2553 2. รับทราบและมอบหมายให้ กระทรวงพาณิชย์ดําเนินการติดตามราคาสินค้ าที่สะท้ อนต้ นทุนที่แท้ จริ ง และ ติดประกาศเผยแพร่ ราคาสินค้ าที่สอดคล้ องกับความเป็ นจริ งในพื ้นที่ตา่ ง ๆ ให้ ผ้ บู ริ โภคทราบ รวมถึงดูแลความเดือดร้ อนใน บางพื น้ ที่ที่สินค้ ามีราคาสูง เช่น ศูนย์ ราชการแจ้ งวัฒนะ หรื อบางพืน้ ที่ ในภูมิภาค นอกจากนัน้ ในการดําเนิ นโครงการ จําหน่ายสินค้ าเพื่อลดภาระค่าครองชี พ ควรส่งเสริ มมาตรการให้ ผ้ ูประกอบการรายย่อยในท้ องถิ่นมีส่วนร่ วม ตลอดจน ดูแลไม่ให้ มีการฉวยโอกาสขึน้ ราคาสินค้ าอย่างไม่เป็ นธรรมจากนโยบายการปรับเงินเดือนข้ าราชการที่จะมีผลในเดือน เมษายน 2554 3. รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในรุ ปแบบ PPPs ครัง้ ที่ 2/2553 และครัง้ ที่ 3/2553 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 4. รับทราบรายงานความก้ าวหน้ าผลการดําเนินงานของคณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่ วมทุน ก่อสร้ างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างประเทศกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และมอบหมายให้ กระทรวงคมนาคม เป็ น หน่วยงานรับผิดชอบในการพิจารณาร่ างกรอบความร่ วมมือในการพัฒนากิจการรถไฟร่ วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและ ดําเนินการตามขันตอนของกฎหมายและระเบี ้ ยบที่เกี่ยวข้ องอย่างเคร่งครัดต่อไป


16 5. เห็นชอบให้ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในรูปแบบ PPPs ดําเนินการ ทดสอบความสนใจของภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการรถไฟความเร็ ว สูง ใน 2 สายทางประกอบด้ ว ย (1) สายตะวันออก (กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-ระยอง) และ (2) สายเหนือ (กรุ งเทพฯ-เชียงใหม่) โดยเห็นควรให้ คณะกรรมการฯ นําความเห็นและข้ อสังเกตของคณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจ ไปประกอบการดําเนินการต่อไป 6. มอบหมายให้ กระทรวงการคลัง รับไปพิจารณาความจําเป็ นในการปรับปรุ ง พ.ร.บ.ว่าด้ วยการให้ เอกชน เข้ าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 เพื่อให้ กระบวนการและขันตอนการพิ ้ จารณาโครงการที่จะให้ เอกชนเข้ าร่ วมลงทุนและการคัดเลือก เอกชนมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ ้น 7. มอบหมายให้ กระทรวงคมนาคมกํ ากับและเร่ งรั ดการดําเนินการตามแผนการลงทุนด้ านโครงสร้ าง พื ้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ระยะเร่ งด่วน พ.ศ. 2553-2557 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 เพื่อให้ การดําเนินการเป็ นไปตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ ตอ่ ไป 8. เห็ น ชอบการผ่ อ นผัน การเรี ย กเก็ บ ค่ า ใช้ ไ ฟฟ้ าขัน้ ตํ่ า แก่ ส ถานประกอบการที่ ไ ด้ รั บ ผลกระทบจาก เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ไม่สามารถประกอบกิจการในเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม 2553 และให้ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน รับไปพิจารณาในรายละเอียด เพื่อให้ การดําเนินการ เป็ นไปตามขันตอนกฎหมายและระเบี ้ ยบที่เกี่ยวข้ องต่อไป 9. มอบหมายให้ กระทรวงแรงงานไปพิจารณาปรับปรุ งโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อช่วยเหลือ ลูกจ้ างและนายจ้ างที่ได้ รับผลกระทบจากความไม่สงบ โดยใช้ รูปแบบลักษณะเดียวกับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้ างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (โครงการต้ นกล้ าอาชีพ) เนื่องจากรู ปแบบการดําเนินการโครงการ ต้ นกล้ าอาชีพได้ รับการยอมรับจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 10. สําหรั บงบประมาณในการดําเนินการจํานวน 22 ล้ านบาท ให้ เบิกจ่ายจากงบรายจ่ายอื่น รายการ ค่า ใช้ จ่ า ยในการพัฒ นาศัก ยภาพแรงงานในสถานประกอบการเพื่ อ ป้ องกัน และบรรเทาปั ญ หาการว่ า งงานที่ สํ า นัก งบประมาณได้ จดั สรรให้ กรมพัฒนาฝี มือแรงงานที่ขณะนี ้ยังมีวงเงินเหลือจ่ายอยูป่ ระมาณ 57 ล้ านบาท 11. รั บทราบความก้ าวหน้ าการดําเนินงานของคณะทํางานพิจารณาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โทรคมนาคมตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 และ มอบหมายให้ คณะทํางานฯ ประสานกับสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหารื อประเด็นข้ อกฎหมายให้ เกิดความชัดเจน และหารื อกับคณะกรรมการกํากับกิจการโทรคมนาคม อย่างเป็ นทางการ ในประเด็นแนวทางการดําเนินงานที่เกี่ยวข้ องกับ การแปลงสัญญาสัม ปทาน เพื่ อประกอบการพิ จารณาแนวทางการดํา เนิ น การที่ เหมาะสมและเป็ นไปตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้ องเพื่อนําเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจต่อไป 12. เห็นชอบกรอบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภาพรวม (National Telecom Network) โดยมอบหมายให้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รับไปศึกษาในรายละเอียดและพิจารณาแนว ทางการปรับโครงสร้ างธุรกิจของ บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม ให้ สอดคล้ องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โทรคมนาคม เพื่อนําเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรี เศรษฐกิจพิจารณาต่อไป 13. เห็นควรให้ กระทรวงการคลังจัดจ้ างที่ปรึกษาด้ านกฎหมายและด้ านการเงินเพื่อทําหน้ าที่ในการจัดทํา รายละเอียดและข้ อเสนอต่าง ๆ และประเมินผลกระทบต่อภาครัฐ ซึ่งรวมถึง บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรนาคม และ ประโยชน์ของผู้ใช้ บริการ 14. มอบหมายกระทรวงเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร เร่ ง รั ด บมจ.ที โ อที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ไปกํากับให้ มีการดําเนินการให้ เป็ นไปตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่ องการพิจารณาสัญญา สัมปทานบริ การโทรศัพท์ เคลื่อนที่ที่มีการแก้ ไขเพิ่มเติม เพื่อนําเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ คณะรัฐมนตรี ตอ่ ไป 17. เรื่อง สรุ ปผลการแก้ ไขปั ญหาหนีน้ อกระบบในภารกิจของกระทรวงมหาดไทย คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการแก้ ไขปั ญหาหนี ้นอกระบบในภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ตามที่ กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี ้ ตามที่รัฐบาลได้ มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยเป็ นหน่วยงานหลักในการเจรจาประนีประนอมหนี ้นอก ระบบโดยมูลหนี ้ตังแต่ ้ 50,001 – 200,000 บาท ซึง่ มีผ้ ลู งทะเบียนในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย จํานวนลูกหนี ้ ทังสิ ้ ้น 756,073 ราย


17 ในการดําเนินการดังกล่าว จังหวัด และอําเภอทุกแห่ง ได้ จดั ตังที ้ มเจรจาหนี ้นอกระบบจํานวน 6,095 ทีม ดําเนินการเจรจาหนีน้ อกระบบได้ แล้ วเสร็ จ ตังแต่ ้ วนั ที่ 31 พฤษภาคม 2553 ปรากฏว่าสามารถยุติเรื่ องได้ ทงสิ ั ้ ้น จํานวน 740,688 ราย (ร้ อยละ 97.97) ไม่สามารถยุติเรื่ องได้ เนื่องจากเจ้ าหนีล้ กู หนี ้ตกลงกันไม่ได้ จํานวน 15,385 ราย (ร้ อยละ 2.03) ทัง้ นี ้ ในการเจรจาที่ สามารถยุติเรื่ องได้ นัน้ มี ลูก หนี ท้ ี่ ประสงค์ ขอสิน เชื่ อกับธนาคาร จํ า นวน 514,135 ราย ซึ่ง กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้ จงั หวัด และอําเภอ ช่วยเหลือ สนับสนุน เร่ งรัด และอํานวยความสะดวกเพื่อให้ ธนาคารที่ เกี่ยวข้ องดําเนินการพิจารณาการขอสินเชื่อของลูกหนี ้ที่ประสงค์ขอสินเชื่อกับธนาคารดังกล่าว โดยให้ ดําเนินการต่อเนื่องไป จนถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2553 กระทรวงมหาดไทย ติดตามผลการพิจารณาอนุมตั ิสินเชื่อของธนาคารในภาพรวมแล้ ว โดยข้ อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2553 ผลปรากฏว่า ธนาคารได้ นําข้ อมูลลูกหนี ้นอกระบบเข้ าสูก่ ระบวนงานการพิจารณาแล้ ว จํานวน 393,813 ราย หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 76.60 ของจํานวนลูกหนีประสงค์ขอสินเชื่อกับธนาคาร แยกเป็ น อนุมตั ิสินเชื่อและโอนเงินหนี ้เข้ าสู่ ระบบธนาคารแล้ ว จํานวน 223,990 ราย ธนาคารอนุมตั สิ นิ เชื่อแต่ลกู หนี ้หาหลักประกันไม่ได้ จํานวน 49,348 ราย ธนาคาร ไม่อนุมตั ิสินเชื่อ จํานวน 83,244 ราย และลูกหนี ้ขอถอนเรื่ องกับธนาคาร จํานวน 37,231 ราย ทัง้ นี ้ ยังคงเหลือลูกหนีท้ ี่ ธนาคารยังไม่ได้ นําเข้ าสูก่ ระบวนการพิจารณา อีกจํานวน 120,322 ราย คิดเป็ นร้ อยละ 23.40 ของจํานวนลูกหนี ้ประสงค์ขอ สินเชื่อกับธนาคาร กระทรวงมหาดไทยขอเรี ยนว่าการดําเนินการแก้ ไขปั ญหาหนี ้นอกระบบในภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ในขันตอนของการเจรจาประนอมหนี ้ ้นอกระบบนัน้ ได้ ดําเนินการเสร็ จเรี ยบร้ อยแล้ ว และนอกจากนี ้ ยังมีนโยบายให้ จงั หวัด และอําเภอให้ ความช่วยเหลือสนับสนุน เร่งรัด และอํานวยความสะดวกเพื่อให้ ธนาคารที่เกี่ยวข้ องดําเนินการพิจารณาการขอ สินเชื่อของลูกหนี ้อย่างต่อเนื่อง 18. เรื่ อง การต่ ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของสํานักงานธนานุเคราะห์ คณะรั ฐ มนตรี อ นุมัติ ก ารต่อ อายุสัญ ญากู้เ บิ ก เงิ น เกิ น บัญ ชี กับ ธนาคารออมสิ น เพื่ อ กิ จ การสํ า นัก งาน ธนานุเ คราะห์ วงเงิ น 500 ล้ า นบาท ออกไปอี ก 2 ปี นับตัง้ แต่วัน ที่ 1 ตุล าคม 2553 ถึ ง วัน ที่ 30 กัน ยายน 2555 โดย กระทรวงการคลังไม่คํ ้าประกัน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์เสนอ โดยให้ รับความเห็นของ กระทรวงการคลัง ที่เห็นว่า สํานักงานธนานุเคราะห์ควรจะได้ มีการเจรจาเงื่อนไขการกู้เบิกเงินเกินบัญชีกบั ธนาคารออมสิน ให้ ได้ รับเงื่อนไขที่ดีที่สดุ เพื่อประโยชน์ตอ่ สํานักงานธนานุเคราะห์เอง ไปพิจารณาดําเนินการด้ วย 19. เรื่ อง แผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ คณะรัฐมนตรี รับทราบแผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี ้ สาระสําคัญของเรื่ อง กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า ในฐานะหน่วยงานกํ ากับดูแลการดําเนินงานของสถาบันการเงิ น เฉพาะกิจ 8 แห่ง ได้ ตระหนักถึงความสําคัญของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเป็ นกลไกสําคัญของภาครัฐในการดําเนิน มาตรการกึ่งการคลังเพื่อช่วยแก้ ไขปั ญหาในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่สําคัญ เพื่อการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้ จดั ทําแผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อกําหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนา สถาบัน การเงิ น เฉพาะกิ จ ให้ มี ความชัดเจนยิ่ ง ขึน้ โดยมี ห ลัก การและสาระสํา คัญของร่ า งแผนพัฒ นาสถาบัน การเงิ น เฉพาะกิจสรุปได้ ดงั นี ้ 1. หลักการ เพื่อให้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีนโยบายและทิศทางการพัฒนาที่ชดั เจน เป็ นระบบ มีประสิทธิภาพ และ เพื่อเป็ นการวางรากฐานและสร้ างความแข็งแกร่ งให้ กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อันจะนําไปสู่การส่งเสริ มบทบาทของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ให้ สามารถทําหน้ าที่เป็ นกลไกสําคัญของรัฐในการฟื น้ ฟูและช่วยเหลือกลุ่มประชาชนและธุรกิจ เป้าหมายได้ อย่างมีประสิทธิ ภาพในการเติมเต็มช่องว่าง การให้ บริ การทางการเงินทัง้ ในภาวะปกติและในภาวะวิกฤต เศรษฐกิจ รวมทังมี ้ เกณฑ์การกํากับดูและสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เหมาะสม 2. สาระสําคัญ แผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจประกอบด้ วย 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี ้ 2.1 ยุทธศาสตร์ ท่ ี 1 : การพัฒนาบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อเติมเต็มช่ องว่ าง ในระบบการเงินได้ อย่ างมีประสิทธิภาพ จะเน้ นการพัฒนาบทบาทและบูรณาการการดําเนินงานของสถาบันการเงิน เฉพาะกิจในการให้ บริ การทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทัว่ ถึง เพื่อลดปั ญหานี ้นอกระบบและเติมเต็มช่องว่างของความ


18 ต้ องการทางการเงินในภาคต่าง ๆ เช่น ภาคการเกษตร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประชาชนรายย่อย และ ระบบการเงินฐานราก (Microfinance) นอกจากนี ้ยังเน้ นเรื่ องของการลดการทับซ้ อนในการดําเนินงานระหว่างสถาบัน การเงินเฉพาะกิจด้ วยกันเอง และระหว่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจกับธนาคารพาณิชย์ และส่งเสริ มให้ สถาบันการเงิน เฉพาะกิจมีการเกื อ้ กูลซึ่งกันและกัน เพื่อให้ การดําเนินงานตามนโยบายรัฐของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีประสิทธิ ภาพ มากยิ่งขึ ้น 2.2 ยุทธศาสตร์ ท่ ี 2 : การพัฒนาการกํากับดูแลและการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ จะ เน้ นการพัฒนาการกํากับดูแลและการประเมินผลสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีประสิทธิ ภาพ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบ การกํากับดูแล การพัฒนาระบบตรวจสอบ ติดตามและประเมินผล รวมทังการพั ้ ฒนาศักยภาพของหน่วยงานกํากับดูแล สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2.3 ยุทธศาสตร์ ท่ ี 3 : การพัฒนาศักยภาพของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะเน้ นการพัฒนา ศักยภาพของสถาบันเฉพาะกิ จในด้ า นต่าง ๆ เช่น ด้ านระบบข้ อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้ านการบริ ห ารความเสี่ย ง ด้ า นบุ ค ลากร ด้ า นกฎหมาย ด้ า นการประชาสัม พัน ธ์ ช่ ว ยเหลื อ กลุ่ม เป้ าหมาย และด้ า นการพัฒ นาศัก ยภาพของ กลุม่ เป้าหมายให้ เป็ นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถดําเนินงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 3. แผนพัฒ นาสถาบัน การเงิ น เฉพาะกิ จ นอกจากจะได้ กํ า หนดมาตรการและแผนงานย่ อ ยในแต่ล ะ ยุทธศาสตร์ รวมถึงระยะเวลาและหน่วยงานรับผิดชอบไว้ อย่างชัดเจนแล้ ว ยังได้ กําหนดให้ มีการแต่งตังคณะกรรมการกํ ้ ากับ ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจขึ ้น โดยคณะกรรมการชุดนี ้จะมีหน้ าที่ในลักษณะเช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายสถาบัน การเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย 20. เรื่อง แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553-2557) คณะรัฐมนตรี รับทราบแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553-2557) ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ สาระสําคัญของเรื่ อง สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริ มการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ทําหน้ าที่กํากับดูแลและส่งเสริ มการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้ านการประกันภัยจาก สถาบันการศึกษา ได้ ร่วมกันจัดทําแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553 - 2557) ขึ ้น โดยมีสาระสําคัญ ดังนี ้ แผนพัฒนาการประกันภัย เป็ นแผนระดับชาติด้านการประกันภัย ซึง่ เป็ นความพยายามของภาครัฐและ ภาคเอกชนในการกํ าหนดแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยของประเทศไทย ที่ มีกรอบทิศทางและมาตรการที่ชัดเจน ทังนโยบายในการกํ ้ ากับดูแลและส่งเสริ มพัฒนาธุรกิจประกันภัย และทิศทางการดําเนินงานของภาคธุรกิจประกันภัย แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553 - 2557) มีวตั ถุประสงค์เพื่อกําหนดทิศทางการพัฒนา ธุรกิ จประกันภัย ร่ วมกันของทุก ภาคส่วนที่ เกี่ ย วข้ องด้ านการประกันภัย โดยมุ่งเน้ นการสร้ างความเข้ มแข็งให้ กับระบบ ประกันภัย ไทย พัฒนาให้ มี คุณภาพเที ย บเท่า มาตรฐานสากล สํานักงาน คปภ. เล็งเห็ นถึงความจํ าเป็ นในการปรั บปรุ ง แผนพัฒนาการประกันภัยเพื่อให้ เกิดความต่อเนื่อง สอดคล้ องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้ อม และความท้ าทายใหม่ ๆ จึงได้ เสนอต่อคณะกรรมการกํากับและส่งเสริ มการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ มีการแต่งตังคณะอนุ ้ กรรมการจัดทํา แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553 - 2557) ขึ ้น เพื่อทําหน้ าที่ผลักดันให้ แผนพัฒนาฯ เกิดผลสําเร็ จเป็ นรูปธรรม อย่างแท้ จริ งโดยเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี ้ ต้ องการพัฒนาระบบประกันภัยของไทยให้ ก้าวสู่มาตรฐานสากลระดับ หนึ่ ง และพร้ อมรั บ การเปิ ดเสรี ธุ ร กิ จ ประกัน ภัย โดยได้ มี ก ารประชุม กลุ่ม ย่ อ ยเพื่ อ ระดมความคิ ด เห็ น จากผู้มี ส่ว นได้ เสียทุกภาคส่วน ทัง้ บริ ษัทประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย ตัวแทน/นายหน้ าประกันภัย สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้ องอื่นๆ แผนพัฒนาการประกั นภัยฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2553 - 2557) ได้ กํ าหนดมาตรการสํ าคัญที่ จ ะมี ผ ลกว้ างไกล ต่อการต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนยั สําคัญต่ออุตสาหกรรมประกันภัยไทย ประกอบด้ วย 4 มาตรการหลัก และ 18 มาตรการสําคัญ คือ มาตรการที่ 1 : การเสริมสร้ างความเชื่อมั่น ตระหนักถึงความสําคัญของการประกันภัย และการ เข้ าถึงระบบประกันภัยของประชาชน 1.1 การเสริ มสร้ างความรู้ด้านประกันภัยให้ กบั ประชาชน 1.2 การส่ ง เสริ ม การพั ฒ นาผลิ ต ภั ณ ฑ์ ป ระกั น ภั ย ให้ สอดคล้ องกั บ ความเสี่ ย งของประชาชนที่ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้ อมเศรษฐกิจ สังคม กฎหมายและเทคโนโลยีสารสนเทศ


19 1.3 การพัฒนาช่องทางการจําหน่ายและการให้ บริ การแบบครบวงจร 1.4 การกําหนดข้ อพึงปฏิบตั ใิ นการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย 1.5 การเสริ มสร้ างให้ ระบบประกันภัยมีบทบาทในการรับผิดชอบต่อสังคมไทย (Corporate Social Responsibility : CSR) มาตรการที่ 2 : การเสริมสร้ างเสถียรภาพของระบบประกันภัย 2.1 การเสริ มสร้ างความเข้ มแข็งต่อระบบประกันภัย 2.2 การส่งเสริ มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทประกันภัย มาตรการที่ 3 : การเพิ่มมาตรฐานการให้ บริ การและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ของประชาชนด้ านการ ประกันภัย 3.1 การปฏิรูปกฎหมายด้ านการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ 3.2 การกําหนดมาตรฐานกรอบแนวทางปฏิบตั ใิ นการให้ บริ การด้ านการประกันภัย 3.3 การพัฒนาคุณภาพการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้ านการประกันภัย 3.4 โครงการจัดตังกองทุ ้ นมหันตภัย มาตรการที่ 4 : การส่ งเสริมโครงสร้ างพืน้ ฐานด้ านการประกันภัย นอกจากนัน้ เพื่ อประโยชน์ ในการติด ตาม และประเมิ น ผลความสํ า เร็ จของแผนพัฒ นาการประกัน ภัย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2553 - 2557) ได้ กําหนดเป้าหมาย ดังนี ้ 1. สัดส่วนเบี ้ยประกันภัยต่อ GDP เพิ่มขึ ้นเป็ นร้ อยละ 6.00 2. เพิ่มจํานวนเบี ้ยประกันภัยต่อจํานวนประชากรเป็ น 7,500 บาท ในปี 2557 2.1 ประกันชีวิต 4,200 บาท 2.2 ประกันวินาศภัย 3,300 บาท 3. เพิ่มจํานวนกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อจํานวนประชากร เป็ นร้ อยละ 40 ในปี 2557 4. เพิ่มจํานวนกรมธรรม์ประกันภัยแบบไมโครอินชัวรันส์ ขึ ้นร้ อยละ 20 จากปี 2553 5. บริ ษัทประกันภัยทุกบริ ษัทมีอตั ราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดํารงไว้ ตามกฎหมายไม่ตํ่ากว่า ร้ อยละ 120 6. ลดระยะเวลาในการให้ ความเห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัย ร้ อยละ 25 7. จํานวนแบบ ข้ อความกรมธรรม์ประกันภัย และอัตราเบี ้ยประกันภัยที่ได้ รับความเห็นชอบแบบอัตโนมัติ (File & Use)เพิ่มขึ ้นร้ อยละ 30 ในปี 2557 8. บริ ษัทมีระบบงานที่เป็ นมาตรฐานในการให้ บริ การประชาชนครบวงจรตามมาตรฐาน Insurance Core Principles : ICP 9. จัดทํ าโครงสร้ างและรู ปแบบการบริ หารงานขององค์กรพิจารณาตัดสินข้ อพิพาทด้ านประกันภัย (Insurance Dispute Resolution Organization : IDRO) 10. ธุรกิจประกันภัยมีความพร้ อมด้ านบุคลากร โดย 10.1 นักคณิตศาสตร์ ประกันภัย - ร้ อยละ 70 ของบริ ษัทประกันชีวิต ต้ องมีนกั คณิตศาสตร์ ประกันภัยที่เป็ นสมาชิกระดับเฟลโล - ร้ อยละ 70 ของบริ ษัทประกันวินาศภัย ต้ องมีนกั คณิตศาสตร์ ประกันภัยที่มีคณ ุ สมบัติครบถ้ วน ตามกฎหมายกําหนด 10.2 คนกลางประกันภัย - ร้ อยละ 20 ของคนกลางประกันภัยที่มีคณ ุ สมบัติตามกําหนด สามารถพัฒนาเป็ นที่ปรึกษาด้ าน การประกันภัย (Insurance Advisor) 11. มีฐานข้ อมูลกลางของธุรกิจประกันภัยครบวงจร ( I – Site ) 12. จัดทําร่างกฎหมายแม่บทว่าด้ วยการประกันภัยฉบับใหม่ แล้ วเสร็ จ สังคม 21. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรั ฐมนตรีพัฒนาพืน้ ที่พเิ ศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั ง้ ที่ 3/2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบและอนุมัติ ตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรี พัฒนาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ (รชต.) ครัง้ ที่ 3/2553 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2553 ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการรัฐมนตรี พฒ ั นาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอ ดังนี ้


20 1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ รชต. ครัง้ ที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 2. มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีผลการ เบิกจ่ายอยู่ในเกณฑ์ ตํ่า เร่ งรัดการดําเนินโครงการ และรายงานผลการดําเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณให้ ศูนย์ อํานวยการบริ หารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นํ าเสนอรองนายกรั ฐมนตรี (นายสุเทพ เทื อกสุบรรณ) ประธาน อนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (อชต.) เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรี ทราบทุกเดือน 3. อนุมตั ิโครงการพัฒนาอาชีพตามผลประชาคม 696 หมู่บ้าน เพิ่มเติม จํานวน 7 โครงการ วงเงิน 41.99 ล้ านบาท โดยใช้ เงินเหลือจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากโครงการตามแผนการพัฒนาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ในปี 2553 ภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ 4. อนุมตั โิ ครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี ้ยงสัตว์ในพื ้นที่จงั หวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ แผนปฏิบตั กิ าร ไทยเข้ มแข็ง 2555 ในพื ้นที่ 26 หมู่บ้านของจังหวัดสตูล รวม 4 โครงการย่อย วงเงิน 17.00 ล้ านบาท โดยใช้ เงินเหลือจ่ายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากโครงการตามแผนพัฒนาพื ้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2553 ภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ 5. อนุมตั ิงบประมาณเพื่อดําเนินการตามผลการประชาคมหมู่บ้านปี 2554 ของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ที่ยงั ไม่ได้ รับการจัดสรร วงเงินรวม 1,880.00 ล้ านบาท โดยมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปทําความ ตกลงกับสํานักงบประมาณ เพื่ อปรั บลดความซํ า้ ซ้ อน ปรั บต้ นทุนค่าก่ อสร้ างให้ เป็ นไปตามเกณฑ์ มาตรฐานของสํานัก งบประมาณ และยืนยันเป้าหมายตามผลการประชาคมหมู่บ้าน และให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นําเสนอคณะกรรมการ กลัน่ กรองและบริหารโครงการภายใต้ แผนปฏิบตั กิ ารไทยเข้ มแข็ง 2555 พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี โดยเร่ งด่วน ทังนี ้ ้ ให้ ขยาย ระยะเวลาการดําเนินการตามผลการประชาคมหมู่บ้านปี 2554 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกไปจนถึงปี 2555 ส่วน วงเงินที่เหลือจากการปรับลดให้ นําไปใช้ ในโครงการตามข้ อ 6 ข้ อ 9 และข้ อ 11 6. อนุ มั ติ โ ครงการผลิ ต แพทย์ เ พิ่ ม ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิ ท ยาลัย นราธิ ว าสราชนคริ น ทร์ วงเงิน 950.00 ล้ านบาท โดยมอบหมายสํานักงบประมาณพิจารณาแหล่งงบประมาณสนับสนุนการดําเนินโครงการต่อไป 7. อนุมตั ิการเปลี่ยนแปลงพืน้ ที่ดําเนินโครงการเพื่อแก้ ไขปั ญหาความยากจนในพื ้นที่ 5 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ของจังหวัดสตูล ตามที่กรมทรัพยากรนํ ้าบาดาลเสนอ จํานวน 5 แห่ง ดังนี ้ 7.1 รายการสํารวจและพัฒนาแหล่งนํ ้าบาดาลเพื่อสนับสนุนระบบนํ ้าดื่มสะอาดให้ กบั โรงเรี ยน จํ านวน 1 แห่ง โดยเปลี่ ยนพื น้ ที่ จากโรงเรี ยนบ้ านราไว ตําบลขอนคลาน อํ าเภอทุ่งหว้ า เป็ นโรงเรี ยนบ้ านทุ่ง ตําบลฉลุง อําเภอเมือง เนื่องจากพื ้นที่เดิมมีปัญหานํ ้าบาดาลเค็ม สําหรับโรงเรี ยนบ้ านราไว ให้ กรมทรัพยากรนํ ้าบาดาล เร่งแก้ ไขปั ญหานํ ้า บาดาลเค็ม เพื่อให้ มีระบบนํ ้าประปาและนํ ้าดื่มสะอาดอย่างเพียงพอต่อไป 7.2 รายการจัดหานํ ้าสะอาดให้ กบั หมูบ่ ้ านภัยแล้ งจํานวน 4 แห่ง โดยเปลี่ยนพื ้นที่เป็ น (1) บ้ านควนไสน ตําบลควนสตอ อําเภอควนโดน (2) บ้ านโตน ตําบลทุ่งนุ้ย อําเภอควนกาหลง (3) บ้ านนํา้ หรา ตําบล ทุ่งนุ้ย อําเภอควนกาหลง (4) บ้ านวังแรด ตําบลควนกาหลง อําเภอควนกาหลง เนื่องจากพื ้นที่เดิมได้ รับการพัฒนาระบบนํ ้าดื่ม สะอาดไว้ อย่างเพียงพอแล้ ว 8. อนุมตั กิ ารเปลี่ยนแปลงสถานที่ก่อสร้ างและการปรับแบบรูปรายการก่อสร้ างโครงการศูนย์ครูใต้ จงั หวัดยะลา ภายในวงเงิน 160.08 ล้ านบาท ตามที่สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพื ้ ้นฐาน (สพฐ.) เสนอ 9. อนุมตั กิ ารเปลี่ยนแปลงรายละเอียดแผนงานและงบประมาณโครงการเสริ มสร้ างประสิทธิภาพและพัฒนา คุณภาพชีวิตของข้ าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปรับลดระยะเวลาดําเนินการจาก 6 เดือน (เมษายน – กันยายน 2553 ) เหลือ 4 เดือน (กันยายน – ธันวาคม 2553) ทําให้ วงเงินลดลงเหลือ 85.76 ล้ านบาท โดยให้ ใช้ เงินสํารองจ่ายตาม ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้ วยการบริ หารโครงการตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข้ มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 ข้ อ 16 (8,500 ล้ านบาท) 10. มอบหมายให้ องค์การสะพานปลาจัดทํารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้ อมโครงการปรับปรุ ง สุขอนามัยท่าเที ยบเรื อประมงสตูลเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้ อมแห่งชาติพิจารณาตามขัน้ ตอนก่ อนเสนอขออนุมัติ โครงการต่อไป 11. มอบหมายให้ คณะอนุกรรมการด้ านการประชาสัมพันธ์ การดําเนินงานแก้ ไขปั ญหาในพื ้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ (อปต.) ปรับปรุ งแผนประชาสัมพันธ์ ฯให้ มีเป้าหมายที่ชดั เจน โดยมีสาระสําคัญ 3 ส่วน ประกอบด้ วย (1) การใช้ กิจกรรมที่เป็ นภารกิจปกติของหน่วยงานเป็ นสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดงานประเพณีวฒ ั นธรรม เป็ นต้ น (2) การประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนในพื ้นที่ โดยใช้ สื่อและภาษาที่เข้ าถึงประชาชน เช่น วิทยุท้องถิ่น ภาษาท้ องถิ่น


21 เป็ นต้ น (3) การประชาสัมพันธ์ ให้ ประชาชนนอกพื ้นที่รับรู้ และเข้ าใจข้ อเท็จจริ งของสถานการณ์ และการแก้ ปัญหาอย่าง สมดุล 12. มอบหมายให้ กระทรวงศึกษาธิ การรับไปพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือข้ าราชการครู และบุคลากร ทางการศึกษาในเรื่ อง (1) การปูนบําเหน็จเลื่อนขัน้ การรับเงินพิเศษสู้รบ (พ.ส.ร.) และการปรับวิทยฐานะเป็ นกรณีพิเศษ เสนอ นายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ ที่ 13 กันยายน 2553 (2) การตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของข้ าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนําเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ ทดั เทียมกับหน่วยงานอื่นๆ เสนอนายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ ที่ 13 กันยายน 2553 สําหรับ (3) การจัดระบบการรักษาความปลอดภัย มอบหมายให้ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทังหน่ ้ วยรักษาความปลอดภัย ดําเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด 22. เรื่อง การแก้ ไขปั ญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะรั ฐมนตรี รับทราบและเห็นชอบหลักการข้ อเสนอของสมาพันธ์ ครู จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแนว ทางการแก้ ไขปั ญหา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทังนี ้ ้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มอบหมายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้ องไป พิจารณาในรายละเอียดอีกครัง้ หนึง่ คําขอของสมาพันธ์ ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ประเด็น คือ 1. ขอเรี ยนข้ อมูลข้ อเท็จจริ งในพื ้นที่โดยสรุ ปว่าเหตุการณ์ความรุ นแรงในพื ้นที่ไม่ได้ ลดลงและมีแนวโน้ มจะ รุนแรงขึ ้น จึงควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริ หารจัดการ นโยบาย และแนวทางการแก้ ไขปั ญหา 2. ขอความปลอดภัย ให้ แ ก่ ครู และบุคลากรทางการศึก ษาที่ ยัง คงมี ชีวิ ตอยู่ ให้ ยุติจํ า นวนชี วิ ตครู และ บุคลากรทางการศึกษาผู้เสียสละไว้ เพียง 137 ราย ดังนี ้ 2.1 ให้ ฝ่ายกองกําลังปรับเปลี่ยนแผนและมาตรการ รปภ.ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้ เป็ น รูปธรรม ปฏิบตั กิ ารอย่างเข้ มงวด และมีการประเมินผลทุกเดือน 2.2 ให้ มีการจัดทําข้ อตกลง (MOU) ระหว่างโรงเรี ยนและกองกําลัง โดยมีการร่ วมปฏิบตั ิทงั ้ 2 ฝ่ าย อย่างเคร่งครัด 2.3 เน้ นความรับผิดชอบรอยต่อระหว่างกองกําลังที่รับผิดชอบในพื ้นที่ให้ ชดั เจน 2.4 ให้ มีการประสานการสื่อสารที่ชดั เจนอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ขอความเห็นใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี ้ 3.1 กรณี ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ เสียชี วิต ขอความกรุ ณาให้ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ให้ เกียรติเป็ นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพหรื อมอบรองนายกรัฐมนตรี หรื อรัฐมนตรี ตามความเหมาะสม ส่วนทายาทของ ผู้เสียชีวิตได้ รับการบรรจุเข้ ารับราชการทุกคน โดยไม่จํากัดหน่วยงาน และปูนบําเหน็จ 7 ขันแก่ ้ ผ้ ทู ี่เสียชีวิต 3.2 กรณีครู และบุคลากรทางการศึกษาที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ ขอความกรุ ณาให้ มีสิทธิเข้ ารับ การรักษาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถือเป็ นวันลาและจัดให้ มีกองทุนช่วยเหลือเรื่ องค่าใช้ จ่ายในการรักษาพยาบาลหรื อเดินทางไป รักษาพยาบาลที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จากทางราชการ 3.3 กรณีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ยงั ปฏิบตั หิ น้ าที่อยู่ ควรมีสวัสดิการเพื่อสร้ างขวัญกําลังใจ และจูงใจให้ แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอยูเ่ พื่อพัฒนาการศึกษาและรักษาแผ่นดิน ดังนี ้ (1) เพิ่มค่าตอบแทนเสี่ยงภัยจากเดิม 2,500 บาทเป็ น 3,500 บาท (2) การลดภาษี เงินได้ ตามที่เห็นสมควร (3) การช่วยเหลือแก้ ไขปั ญหาหนี ้สินครูเงินกู้ดอกเบี ้ยตํ่าร้ อยละ 1 ต่อปี (4) ให้ ค รู แ ละบุค ลากรทางการศึก ษาที่ มี ร ะยะเวลาปฏิ บัติ ง านในพื น้ ที่ อ ย่า งต่อ เนื่ อ ง มากกว่า 5 ปี มีสทิ ธิได้ รับเงิน พ.ส.ร. ทุกคน (5) ปรั บเปลี่ยนวิธีการประเมินวิทยฐานะจากการประเมินผลงานทางวิชาการเป็ นการ ประเมินผลการปฏิบตั งิ านเชิงประจักษ์ มาตรการรั กษาความปลอดภัยครู 1. จัดทําสมุดคูม่ ือการรักษาความปลอดภัยครู เพื่อใช้ ในการประสานการปฏิบตั ิของหน่วยกําลังในพื ้นที่ และกองกําลังประจําถิ่น ในการรักษาความปลอดภัยครู โรงเรี ยน และส่วนราชการต่าง ๆ 2. การแต่งกายของเจ้ าหน้ าที่ทหารขณะปฏิบตั หิ น้ าที่ จะมีการแต่งกายเรี ยบร้ อย และมีอปุ กรณ์ เสื ้อเกราะ หมวกเหล็กพร้ อม


22 3. ให้ องค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น ดูแลสภาพภูมิทศั น์ แผ้ วถางป่ าและที่รกทึบสองข้ างทางเพื่อป้องกันกลุ่ม ก่อความไม่สงบใช้ เป็ นที่ดงั ซุ้มโจมตี 4. ขอให้ ครู ได้ ยึดกรอบเวลาของแผนการรักษาความปลอดภัย หากมีความจําเป็ นต้ องเดินทาง นอกเหนือจากแผนที่กําหนดไว้ ให้ ประสานกับหน่วยกําลังที่รับผิดชอบ 5. ให้ ครูหาข้ อบกพร่องของแผน วางแผน และเสนอปรับแผนการรักษาความปลอดภัยให้ เป็ นไปตามความ ต้ องการของครู เสนออําเภอหรื อหน่วยงานกําลังในพื ้นที่รับผิดชอบทราบ 6. ให้ ครู นักเรี ยน และผู้ปกครอง ตลอดจนผู้นําศาสนา ผู้นําท้ องถิ่น แจ้ งข้ อมูลข่าวสาร ติดตาม ตรวจสอบ และสอดส่องบุคคลแปลกหน้ าที่เข้ ามาในพื ้นที่โดยผิดสังเกต หากพบให้ แจ้ งหน่วยกําลังทราบ 7. ขอให้ หน่วยกํ าลังดูแลครู ที่ต้องปฏิบตั ิหน้ าที่ในเวลากลางคืน และเพิ่มกําลังไปรักษาความปลอดภัย เส้ นทางในพื ้นที่เสี่ยงให้ มากขึ ้น 8. ให้ มีการเปลี่ยนแปลงจุดรวมพล เวลา และเส้ นทางไป-กลับ ในบางโอกาส เพื่ อป้องกันมิให้ ตกเป็ น เป้าหมาย 9. ขอความร่วมมือผู้บริ หารโรงเรี ยนและคณะครู ช่วยกันบูรณะ / ปรับปรุงภูมิทศั น์บริเวณโรงเรี ยน 10. ให้ หน่วยกํ าลังลาดตระเวนเส้ นทาง และให้ กํานัน ผู้ใหญ่ บ้ าน นํ าชุดรั กษาความปลอดภัยหมู่บ้า น (ชรบ.) ร่วมทําการตรวจสอบเส้ นทาง ก่อนการรักษาความปลอดภัยครู 11. หากชุดรักษาความปลอดภัยโรงเรี ยนตามที่ได้ รับมอบหมาย ไม่มาปฏิบตั ิหน้ าที่ หรื อปฏิบตั ิหน้ าที่ไม่มี ประสิทธิ ภาพเพียงพอ ให้ ผ้ ูอํานวยการ / ผู้บริ หารโรงเรี ยน แจ้ งหน่วยกําลังทราบ เพื่อพิจารณาจัดเจ้ าหน้ าที่รักษาความ ปลอดภัยต่อไป 12. กําลังทุกภาคส่วนมีความสําคัญในการให้ ข้อมูล และให้ ความร่ วมมือในการรักษาความปลอดภัยครู และโรงเรี ยน เช่น ผู้บริ หารโรงเรี ยน, ครู, ผู้ปกครอง, นักเรี ยน, ผู้นําศาสนาและผู้นําท้ องถิ่น ฯลฯ 13. แต่ละอําเภอควรมีการตังศู ้ นย์ประสานงาน หรื อชุดปฏิบตั ิงานร่ วม เพื่ออํานวยความสะดวกและ ประสานงานการรักษาความปลอดภัย 14. ขอให้ ผ้ อู ํานวยการ / ผู้บริ หารโรงเรี ยน ชี ้แจงทําความเข้ าใจเกี่ยวกับแผนการรักษาความปลอดภัยครู และโรงเรี ยน ให้ บคุ ลากรทางการศึกษาทุกคนได้ รับทราบว่า เป็ นการทํางานในพื ้นที่ในภาวะเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและให้ มีการ ซักซ้ อมแผนเพื่อความปลอดภัย 23. เรื่ อง มาตรการระงับการขอจัดตัง้ หน่ วยงานใหม่ หรื อขยายหน่ วยงาน และขัน้ ตอนการขอจัดตัง้ หน่ วยงาน ของรัฐ คณะรัฐมนตรี รับทราบกรณี ที่สํานักงาน ก.พ.ร.ได้ แจ้ งมติคณะกรรมการ ก.พ.ร. ครัง้ ที่ 4/2553 วันที่ 24 มิถุนายน 2553 ซึ่งเห็นชอบให้ สํานักงาน ก.พ.ร.มีหนังสือแจ้ งเวียนทุกส่วนราชการเพื่อซักซ้ อมแนวทางปฏิบัติตามมติ คณะรัฐมนตรี เรื่ อง การขอจัดตังหน่ ้ วยงานของรัฐ และมาตรการระงับการขอจัดตังหน่ ้ วยงานใหม่ หรื อขยายหน่วยงาน หรื อ ปรับปรุ งหน่วยงาน รวมทังขั ้ นตอนการขอจั ้ ดตังหน่ ้ วยงานตามหนังสือของสํานักงาน ก.พ.ร.ที่ นร 1200/ว 13 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2550 เรื่ อง การซักซ้ อมความเข้ าใจเกี่ยวกับขันตอนการจั ้ ดตังหน่ ้ วยงานของรัฐ หนังสือสํานักงาน ก.พ.ร.ที่ นร 1200/ว 18 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2549 เรื่ อง การปรับปรุ งมติคณะรัฐมนตรี เรื่ องกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ หนังสือ สํานักงาน ก.พ.ร. ที่ นร 1200/ว 15 ลงวันที่ 11 กันยายน 2549 เรื่ อง ขัน้ ตอนการจัดตัง้ องค์ การมหาชน และหนังสื อ สํานักงาน ก.พ.ร.ที่ นร 1200/ว 10 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 เรื่ อง แนวทางปฏิบตั ิเกี่ยวกับการขอจัดตังและประเมิ ้ นผล หน่วยบริ การรูปแบบพิเศษ อย่างเคร่งครัดและขอความร่ วมมือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่า กรณีที่สว่ นราชการได้ เสนอ ขอจัดตังหน่ ้ วยงานใหม่หรื อขยายหน่วยงานให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาโดยตรงโดยไม่ดําเนินการตามแนวทางปฏิบตั ทิ ี่กําหนด ไว้ ให้ สํานักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี สง่ เรื่ องคืนให้ สว่ นราชการเพื่อดําเนินการตามขันตอนและแนวทางปฏิ ้ บตั ิใน เรื่ องนัน้ ๆ ก่อน ตามที่สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ 24. เรื่ อง สรุปผลการดําเนินการเรื่ องร้ องทุกข์ จากประชาชน ในไตรมาสที่ 3 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการดําเนินการเรื่ องร้ องทุกข์จากประชาชน ในไตรมาสที่ 3 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ตามที่สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เสนอ ดังนี ้


23 สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ได้ ประมวลผลสถิติการร้ องทุกข์ และผลการดําเนินการเรื่ องร้ องทุกข์ จากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของ ปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 สรุปประเด็นสําคัญได้ ดงั นี ้ 1. การแจ้ งเรื่ องราวร้ องทุกข์ ของประชาชนจําแนกตามช่ องทางการร้ องทุกข์ 4 ช่ องทางในไตรมาสที่ 3 ประชาชนได้ ใช้ บริการการร้ องทุกข์ รวมทัง้ สิน้ 38,298 ครัง้ โดยเรี ยงตามลําดับจากช่ องทางที่มีอัตราส่ วนมากที่สุด ดังนี ้ สายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สดุ ร้ อยละ 86.14 เว็บไซต์ (www.1111.go.th) ร้ อยละ 9.45 ตู้ ปณ. 1111 / ไปรษณีย์ / โทรสาร ร้ อยละ 3.66 จุดบริ การประชาชน 1111 ร้ อยละ 0.75 ทังนี ้ ้ เมื่อเปรี ยบเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 2 พบกว่าในไตรมาสที่ 3 มีจํานวนการใช้ บริ การการร้ อง ทุกข์เพิ่มขึ ้น จํานวน 6,595 ครัง้ โดยประชาชนใช้ ช่องทางการร้ องทุกข์ทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สดุ รองลงมาคือ เว็บไซต์ (www.1111.go.th) และ ตู้ ปณ. 1111 / ไปรษณีย์ / โทรสาร ตามลําดับ 2. เรื่ องร้ องทุกข์ จาํ แนกตามประเภทเรื่องเปรียบเทียบกับช่ วงไตรมาสที่ 2 ในไตรมาสที่ 3 ประชาชนร้ องเรี ยนในประเภทเรื่ องต่าง ๆ รวมทังสิ ้ ้น 30,127 เรื่ อง โดยร้ องทุกข์ ประเภทเรื่ องหลักด้ านการเมือง – การปกครอง มากที่สุด ร้ อยละ 59.91 ด้ านสังคมและสวัสดิการ ร้ อยละ 30.52 ด้ าน เศรษฐกิจ ร้ อยละ 5.88 สําหรับ ประเภทเรื่ องรองที่ประชาชนร้ องทุกข์มากที่สดุ ได้ แก่ ปั ญหาความมัน่ คง ร้ อยละ 23.28 รองลงมาคือ การเมือง ร้ อยละ 19.29 และสาธารณูปโภค ร้ อยละ 15.23 ตามลําดับ ทังนี ้ ้ ในไตรมาสที่ 3 เมื่อเปรี ยบเทียบประเภทเรื่ องที่ประชาชนได้ แจ้ งเรื่ องราวร้ องทุกข์ กับไตรมาสที่ 2 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 แล้ ว ปรากฏว่าประเภทเรื่ องรองที่มีการร้ องทุกข์เพิ่มขึ ้นมากที่สดุ ได้ แก่ เรื่ องปั ญหาความ มัน่ คง ส่วนประเภทเรื่ องรองที่มีการร้ องทุกข์ลดลงมากที่สดุ ได้ แก่ เรื่ องกล่าวโทษหรื อร้ องเรี ยนเจ้ าหน้ าที่ของรัฐ 3. หน่ วยงานที่ได้ รับการประสานงานเพื่อรั บทราบและพิจารณาดําเนินการแก้ ไขปั ญหาเรื่ องราว ร้ องทุกข์ ให้ แก่ ประชาชน ในไตรมาสที่ 3 หน่วยงานต่าง ๆ ได้ รับการประสานงานเรื่ องราวร้ องทุกข์รวมทัง้ สิ ้น 6,003 เรื่ อง โดยหน่วยงานที่ได้ รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดําเนินการแก้ ไขปั ญหาเรื่ องราวร้ องทุกข์ให้ แก่ประชาชน เรี ยงตามลําดับจากมากที่สดุ ได้ แก่ กระทรวงการคลัง ร้ อยละ 22.22 (ประเด็นการร้ องทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ ผลกระทบจาก นโยบายและโครงการของรัฐ หนี ้สินนอกระบบและการอนุมตั สิ นิ เชื่อ) รองลงมา คือ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ร้ อยละ 19.39 (ประเด็นการร้ องทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ กล่าวโทษหรื อร้ องเรี ยนข้ าราชการตํารวจ บ่อนการพนัน และเหตุเดือดร้ อนรํ าคาญ) และกระทรวงมหาดไทย ร้ อยละ 11.36 (ประเด็นการร้ องทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ ไฟฟ้า นํ ้าประปา และปั ญหาความสงบบ เรี ยบร้ อยภายในประเทศ) 4. เรื่ องร้ องทุกข์ จาํ แนกตามรายภาคโดยเรี ยงลําดับจากมากที่สุดในไตรมาสที่ 3 ในไตรมาสที่ 3 ภาคที่ ได้ รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดําเนินการแก้ ไขปั ญหา เรื่ องราวร้ องทุกข์ให้ แก่ประชาชนเรี ยงตามลําดับจากมากที่สดุ ได้ แก่ ภาคกลางและภาคตะวันออก ร้ อยละ 33.13 รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้ อยละ 21.58 กรุ งเทพมหานคร ร้ อยละ 19.43 ภาคเหนือ ร้ อยละ 14.84 และภาคใต้ ร้ อยละ 11.02 ตามลําดับ 5. จังหวัดที่ได้ รับการประสานงานเพื่อรั บทราบและพิจารณาดําเนินการแก้ ไขปั ญหาเรื่ องราวร้ อง ทุกข์ ให้ แก่ ประชาชน ในไตรมาสที่ 3 จังหวัดต่าง ๆ ได้ รับการประสานงานเรื่ องร้ องทุกข์ รวมทัง้ สิ ้น 3,767 เรื่ อง โดย จังหวัดที่ได้ รับการประสานงานเพื่อรับทราบและพิจารณาดําเนินการแก้ ไขปั ญหาเรื่ องราวร้ องทุกข์ให้ แก่ประชาชนเรี ยง ตามลําดับจากมากที่สุดได้ แก่ กรุ งเทพมหานคร ร้ อยละ 19.43 (ประเด็นการร้ องทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ เหตุเดือดร้ อน รํ าคาญ ถนน ปั ญหาความสงบเรี ยบร้ อยภายในประเทศ) รองลงมาคือ จังหวัดนนทบุรี ร้ อยละ 4.01 (ประเด็นการร้ องทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ เหตุเดือดร้ อนรํ าคาญ ถนน และบ่อนการพนัน) และจังหวัดสมุทรปราการ ร้ อยละ 3.80 (ประเด็นการร้ อง ทุกข์ 3 ลําดับแรก ได้ แก่ เหตุเดือดร้ อนรํ าคาญ ถนน และยาเสพติด) 6. จากข้ อมูลเรื่ องราวร้ องทุกข์ ดงั กล่าวข้ างต้ นสรุ ปได้ ว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปี งบประมาณ พ.ศ. 2553 ประชาชนได้ แจ้ งเรื่ องราวร้ องทุกข์ในภาพรวมเพิ่มขึ ้นจากในไตรมาสที่ 2 ในปี งบประมาณดังกล่าว จํานวน 6,595 ครัง้ โดยใน ไตรมาสที่ 3 ประชาชนแจ้ งเรื่ องราวร้ องทุกข์ในประเภทเรื่ องหลักด้ านการเมือง-การปกครอง มากที่สดุ โดยมีจํานวนเรื่ อง


24 เพิ่มขึ ้นจากไตรมาสที่ 2 จํานวน 7,578 เรื่ อง หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 41.98 ที่เพิ่มขึ ้นจากไตรมาสที่ 2 ทังนี ้ ้ ประเภทเรื่ องที่เพิ่มขึ ้น มากที่ สุด ได้ แก่ เรื่ องปั ญหาความมั่นคง โดยเรื่ องส่วนใหญ่ เป็ นเรื่ องที่ประชาชนได้ แสดงความคิดเห็นจากกรณี ปัญหา เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ซึง่ มีเนื ้อหาเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทังเห็ ้ นด้ วยและไม่เห็นด้ วยกับการเปิ ดโต๊ ะ เจรจาในการบริ หารประเทศในขณะนัน้ ประเภทเรื่ องรองที่มีจํานวนเรื่ องลดลงมากที่สดุ ในไตรมาสที่ 3 เมื่อเปรี ยบเทียบกับ ไตรมาสที่ 2 ได้ แก่ เรื่ องกล่าวโทษหรื อร้ องเรี ยนเจ้ าหน้ าที่ของรัฐ 25. เรื่อง การฝึ กซ้ อมการบริหารวิกฤตการณ์ ระดับชาติ ประจําปี 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบรายงานผลการฝึ กซ้ อมการบริ หารวิกฤตการณ์ ระดับชาติ ประจําปี 2553 และการ มอบนโยบายของนายกรั ฐมนตรี และให้ หน่วยงานที่เกี่ ยวข้ องรับไปดําเนินการเพื่อพัฒนาระบบงานเตรี ยมความพร้ อม ของชาติ ตามที่สํานักงานสภาความมัน่ คงแห่งชาติ ดังนี ้ 1. การฝึ กซ้ อมการบริ หารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจําปี 2553 1.1 รูปแบบของการฝึ กซ้ อมฯ สภาความมั่น คงแห่ ง ชาติ (สมช.) ร่ ว มกับ กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกัน และบรรเทา สาธารณภัย) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงคมนาคม (คค.) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตช.) กระทรวงกลาโหม (กห.) กองทัพไทย และกรมประชาสัมพันธ์ ได้ จดั การฝึ กซ้ อมการบริ หาร วิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจําปี 2553 (Crisis Management Exercise : C-MEX-10) เพื่อทดสอบระบบการบริ หารจัดการ สาธารณภัย ร้ ายแรงอย่ า งยิ่ ง ที่ จํ า เป็ นต้ อ งระดมสรรพกํ า ลัง จากหน่ ว ยงานของรั ฐ และทุก ภาคส่ ว นในการจัด การกับ สาธารณภัยที่เกิดขึ ้นในกรอบนโยบายการเตรี ยมพร้ อมแห่งชาติ แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรอบ แผนปฏิ บัติ ก ารการป้ องกัน และบรรเทาสาธารณภัย แบบบูรณาการระดับกระทรวง 17 ด้ า นและแผนการป้ องกัน และ บรรเทาสาธารณภัยของจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ซึง่ การฝึ กซ้ อมฯ ได้ จดั การฝึ ก 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่หนึง่ : การฝึ กซ้ อมฝ่ ายอํานวยการ ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2553 เพื่อให้ ผ้ เู ข้ า รับการฝึ กซ้ อมฯ ได้ ตรวจสอบความชัดเจนของนโยบาย แผน กฎหมาย ระเบียบ แผนปฏิบตั ิการฉุกเฉินของแต่ละหน่วยงาน และเป็ นการเตรี ยมความพร้ อมก่อนการฝึ กภาคสนาม โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ ายความมัน่ คง (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็ นประธาน และมอบนโยบายในการฝึ กซ้ อมฯ ซึง่ ขอให้ ทกุ หน่วยงานให้ ความสําคัญกับการบริ หารจัดการสาธารณภัยในเชิง รุกหรื อในเชิงป้องกันด้ วยการผนึกกําลังทุกฝ่ ายในชาติ รู ปแบบที่สอง : การฝึ กซ้ อมภาคสนาม ในวันที่ 20 สิงหาคม 2553 เพื่อให้ ทกุ ภาคส่วนได้ มี ส่วนร่วมในการปฏิบตั จิ ริ ง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็ นประธานและมอบนโยบายแก่หวั หน้ าหน่วยงาน 1.2 ผลของการฝึ กซ้ อมฯ ในการฝึ กซ้ อ มฯ ได้ จํ า ลองสถานการณ์ ภัย พิ บัติ จ ากพายุ ไ ต้ ฝุ่ นในพื น้ ที่ ภ าคตะวัน ออก โดยเฉพาะในเขตพื ้นที่จงั หวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดมีระดับความเสียหายรุ นแรงถึงขันวิ ้ กฤตและส่งผลกระทบต่อความ สูญเสียทังชี ้ วิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างใหญ่หลวง ดังนัน้ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมาดไทย (นายถาวร เสน เนี ยม) ในนามของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บญ ั ชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ รายงาน นายกรัฐมนตรี ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ ้นเป็ นสาธารณภัยร้ ายแรงอย่างยิ่งสมควรที่นายกรัฐมนตรี ได้ ควบคุมสัง่ การ ต่อมา นายกรั ฐมนตรี ได้ ประชุม ทางไกลร่ ว มกับหัว หน้ า หน่ว ยงานถึงความพร้ อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสั่ง การให้ กระทรวงมหาดไทย (มท.) จัดตังศู ้ นย์ ปฏิบตั ิการส่วนหน้ า (ศปก.สน.) ในพืน้ ที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อระดมสรรพกําลังและ ทรัพยากร ควบคุมการสัง่ การการปฏิบตั ิงานเพื่อแก้ ไขปั ญหาอย่างเร่ งด่วน และแต่งตังรั ้ ฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็ นผู้อํานวยการศูนย์ปฏิบตั ิการส่วนหน้ า และให้ มท. จัดทําคําสัง่ ประกาศสาธารณภัยร้ ายแรงอย่างยิ่งตามมาตรา 31 แห่ง พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และภายหลังสิ ้นสุดการฝึ กซ้ อมฯ นายกรัฐมนตรี ได้ สนทนากับ ผู้บริหารหน่วยงาน และ มอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เข้ าร่วมการฝึ กซ้ อมฯ 2. การมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้ มอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เข้ าร่วมการฝึ กซ้ อมฯ ดังนี ้ 2.1 การปรั บทัศนคติ จากเดิม ที่เห็นว่าภัยที่เกิดขึ ้นอยูไ่ กลตัว เป็ น การให้ ความสําคัญและจริงจัง กับการฝึ กซ้ อมตังแต่ ้ ระดับท้ องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศเพื่อกระตุ้นเตือนให้ เจ้ าหน้ าที่ และประชาชนได้ ตระหนักรู้ ว่าภัย อาจจะอยูใ่ กล้ ตวั และเกิดจิตสํานึกเกี่ยวกับความมัน่ คงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สนิ มากขึ ้น 2.2 ผู้นําการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ ท่ เี กิดขึน้ ควรจะต้ องมีความรอบรู้ และมีความสามารถ ในการจัดการกับปั ญหาที่ เกิ ดขึน้ ท่า มกลางเวลาที่ มีอยู่อย่า งจํ ากัดสามารถแก้ ไขปั ญหาได้ ทันต่อการเปลี่ย นแปลงของ


25 สถานการณ์หรื อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ ้นตลอดเวลา รวมทังต้ ้ องเตรี ยมแผนสํารองที่สองหรื อที่สามหรื อทางเลือกต่าง ๆ ไว้ เพื่อ รองรับกรณีที่แผนที่เตรี ยมไว้ มีปัญหาหรื อไม่สามารถปฏิบตั ไิ ด้ 2.3 การให้ ความสําคัญแก่ การจัดทําแผนปฏิบัติราชการรองรั บนโยบายการเตรี ยมพร้ อม แห่ ง ชาติใ นการกอบกู้สถานการณ์ ให้ ก ลับ สู่ภ าวะปกติโดยเร็ ว ที่ สุดและแผนการป้ องกั น และบรรเทาสาธารณภั ย แห่ งชาติที่ครอบคลุมทังงานด้ ้ านสาธารณภัยและความมัน่ คง ทังนี ้ ้ เพื่อขับเคลื่อนระบบการเตรี ยมพร้ อมของชาติให้ เป็ น รู ปธรรมและพร้ อมรองรั บต่อวิกฤตการณ์ ต่าง ๆ ที่ อาจจะเกิดขึน้ ได้ อย่างรอบด้ าน โดย สมช. มท. ตร. และกห. ควร จะต้ องร่ วมกันประสานงานอย่ างใกล้ ชิด 2.4 ในการเตรี ยมความพร้ อมของชาติ ปั จจัยของความสําเร็ จที่สําคัญจะอยู่ที่การเตรี ยมพร้ อม ตังแต่ ้ ในยามปกติทงในเรื ั ้ ่ องทรัพยากร เครื่ องมือ ผู้เชี่ยวชาญ ชุดเผชิญสถานการณ์ ผู้บญ ั ชาการเหตุการณ์ และจะต้ องมีแนว ทางการปฏิบตั ิที่ชดั เจนในแต่ละระดับความรุ นแรงตังแต่ ้ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และการกอบกู้ฟืน้ ฟูเยียวยาหลังเกิดภัย โดยเฉพาะในกรอบของแผนปฏิบตั ิการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการ 17 ด้ าน ในการนี ้ มท. ควรจะต้ อง เป็ นหน่ วยงานหลั กในการจัดทําแผน คู่มือบริ หารจัดการภัยพิบัติในภัย แต่ ละประเภทและแต่ ละระดับความ รุ นแรงที่ชัดเจน และจัดให้ มีการฝึ กซ้ อมการบริ หารจัดการสาธารณภัยร้ ายแรงเป็ นประจํารายปี รวมทังเสนอให้ ้ คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และหน่วยงานหลักที่ รับผิดชอบแผนปฏิบัติการฯ ทัง้ 17 ด้ า น ได้ พฒ ั นาและนําแผนปฏิบตั กิ ารฯ มาทดสอบในการฝึ กซ้ อมฯ ดังกล่าวอย่างสมํ่าเสมอด้ วย 2.5 การพัฒนาระบบงานเตรี ยมความพร้ อมของชาติ คือ การมีเครื่ องมือ เครื่ องใช้ ทรัพยากร รวมทัง้ กฎ ระเบียบ ข้ อบังคับ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการรับบริ จาคในรู ปของตัวเงินและสิ่งของจากหน่วยงานทัง้ ภายในและภายนอกประเทศอย่างเป็ นระบบและคุ้มค่า สามารถนํามาใช้ ได้ อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉกุ เฉินในเรื่ อง นี ้ สํานักงานปลัดสํานักนายกรั ฐมนตรี (สปน.) และสํานักงบประมาณ (สงป.) ควรจะเป็ นหน่ วยหลักร่ วมกับ มท. กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คงของมนุ ษ ย์ (พม.) และกระทรวงการต่ า งประเทศ (กต.) ในการ ดําเนิ นการ ส่วน กห. จัดการพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพไทย การจัดตังโรงพยาบาลสนาม ้ เพื่ อใช้ สนับสนุนงานบรรเทาทุกข์การจัดทําแผนแม่บทและแผนปฏิบตั ิการรองรับงานด้ านสาธารณภัยและด้ านความมัน่ คงทาง ทะเลของกองทัพ เรื อ และศูน ย์ ป ระสานการปฏิ บัติใ นการรั ก ษาผลประโยชน์ ข องชาติ ท างทะเลในกรอบนโยบายการ เตรี ยมพร้ อมแห่งชาติ จะเป็ นปั จจัยสําคัญอีกส่วนหนึ่งของความสําเร็ จในการพัฒนาระบบงานเตรี ยมความพร้ อมของชาติ ส่วนการติดต่อสื่อสารเป็ นเรื่ องที่มีความสําคัญยิ่งในการบริ หารจัดการสถานการณ์ฉกุ เฉิน ทก. ควรจะมีแผนบริหารจัดการใน เรื่ องการสื่อสารในยามวิกฤตที่ชดั เจนรวมทังจั ้ ดเตรี ยมเครื่ องมือสื่อสารให้ แก่ผ้ บู ริ หารประเทศและหัวหน้ าหน่วยงานอย่าง เหมาะสม เพื่อให้ สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ตลอดเวลา ซึ่ง ทก. สามารถเป็ นหน่ วยหลักเร่ งรั ดดําเนินการเรื่ องนีไ้ ด้ เช่ น การจัดให้ มีระบบเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวทั่วประเทศเพื่อส่งต่อการรับแจ้ งเหตุจากประชาชนไปยังศูนย์รับ แจ้ งเหตุของหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องเพื่อเข้ าไปช่วยเหลือได้ ทนั ท่วงทีทงในงานด้ ั้ านสาธารณภัย ด้ านบริ การทางการแพทย์และ ด้ านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สนิ เป็ นต้ น 2.6 การส่ งเสริมให้ เกิดการเรียนรู้ การตระหนักรู้และการมีสว่ นร่วมเพื่อเตรี ยมความพร้ อมรับมือ กับสาธารณภัยในระดับท้ องถิ่น โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น จังหวัด ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ เป็ นเรื่ องสําคัญ อย่างยิ่ง เพราะหน่วยงานเหล่านี ้มีความใกล้ ชิดประชาชนและสามารถทํางานในเชิงรุกหรื อในเชิงป้องกันได้ มาก 3. การประเมินผลการฝึ กซ้ อมฯ 3.1 การฝึ กซ้ อมฯ เป็ นการเตรี ยมความพร้ อมของหน่วยงานที่เข้ าร่วมการฝึ กซ้ อมฯ ในการประสาน แผนและแนวทางปฏิบตั ใิ ห้ ประสานสอดคล้ องกันตังแต่ ้ ระดับท้ องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติ ทังภายในหน่ ้ วยงานและ ระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ ประชาชนได้ มีทศั นคติและตระหนักรู้ถงึ ความสําคัญของการเตรี ยมความพร้ อมรับมือกับสาธารณ ภัย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบตั งิ านจริง จังหวัดมีข้อจํากัดด้ านงบประมาณที่ได้ รับ จํานวน 50 ล้ านบาทซึง่ ไม่เพียงพอ และ ระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่เอื ้อต่อการป้องกันและแก้ ไขปั ญหาที่เกิดขึ ้น โดยขอให้ มีผ้ แู ทน สงป. กระทรวงการคลัง (กค.) ได้ เข้ าไปประสานงานในพื ้นที่ รวมทังพิ ้ จารณาทบทวน กฎ ระเบียบ ให้ สามารถสนับสนุนการแก้ ไขปั ญหาได้ อย่าง ทันท่วงที 3.2 หน่วยงานที่ร่วมการฝึ กซ้ อมฯ จะได้ ประเมินผลการฝึ กซ้ อมฯ ของหน่วย ขณะเดียวกัน สมช. ได้ มอบให้ คณะนักวิชาการจัดทํารายงานประเมินผลการฝึ กซ้ อมฯ ให้ เห็นถึงข้ อดี และปั ญหาและข้ อจํากัดที่เกิดขึ ้นในการ ฝึ กซ้ อมครัง้ นี ้เพื่อเป็ นบทเรี ยนในการพัฒนาการฝึ กซ้ อมและปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบตั งิ านของหน่วยงานในระยะ ต่อไป


26 ต่ างประเทศ 26. เรื่ อง รายงานผลการเจรจาความตกลงจัดตัง้ หน่ วยงานคํา้ ประกันเครดิตและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) ของภูมิภาคอาเซียน+3 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทัง้ 3 ข้ อ ดังนี ้ 1. เห็นชอบร่ างความตกลงจัดตังหน่ ้ วยงานคํ ้าประกันเครดิตและการลงทุนและวงเงินที่ประเทศไทยต้ อง ชําระ และนําเสนอร่างความตกลงดังกล่าวเข้ าสูก่ ารพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ ความเห็นชอบต่อไป 2. มอบหมายให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงการคลังหรื อผู้แทนเป็ นผู้ลงนามในหนังสือตอบตกลง (Instrument of Acceptance) ทังนี ้ ้ หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุ งแก้ ไขถ้ อยคําที่มิใช่สาระสําคัญในร่ างความตกลงและหนังสือตอบ ตกลงดัง กล่า ว ขอให้ ผ้ ูลงนามสามารถใช้ ดุลยพินิจ ในเรื่ องนัน้ ๆ ได้ โดยไม่ต้องนํ า เสนอคณะรั ฐมนตรี และรั ฐ สภาเพื่ อ พิจารณาอีกครัง้ หนึง่ 3. มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศจัดทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ให้ รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวงการคลังหรื อผู้แทน เป็ นผู้ลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว ข้ อเท็จจริง กระทรวงการคลังเสนอว่า 1. คณะทํางานย่อยมาตรการริ เริ่ มการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative : ABIM) ภายใต้ Task Force 1 : Promoting the Issuance of Local Currency Denominated Bonds (TF1) ซึง่ ประกอบด้ วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และ ADB ได้ ประชุมร่วมกันและได้ จดั ทําร่ างความตกลงจัดตังหน่ ้ วยงาน คํ ้าประกันเครดิตและการลงทุนเสร็ จแล้ ว ซึง่ มีสาระสําคัญเป็ นไปตามกรอบการเจรจาที่ได้ รับความเห็นชอบจากรัฐสภา 2. การจัดทําร่างความตกลงจัดตังหน่ ้ วยงานคํ ้าประกันเครดิตและการลงทุน และการชําระเงินทุนจัดตัง้ มีลกั ษณะเป็ นหนังสือสัญญากับนานาประเทศเป็ นสัญญาที่อยู่ภายใต้ บงั คับของกฎหมายระหว่างประเทศ และมีผลผูกพัน ต่องบประมาณอย่างมีนยั สําคัญ จึงเห็นควรเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย 3. เนื่องจากในระยะแรกของการจัดตัง้ CGIF มีวงเงินที่สามารถคํ ้าประกันได้ จํากัด และจะให้ บริ การใน ลักษณะ “มาก่อนได้ ก่อน” ดังนัน้ เพื่อให้ ภาคเอกชนไทยสามารถใช้ บริ การจาก CGIF ได้ มากที่สดุ สมควรลงนามในหนังสือ ตอบตกลงในโอกาสแรก จึงมีความเร่งด่วนในการเสนอรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ 4. สําหรับแนวทางการชําระเงินทุนจัดตัง้ CGIF โดยที่ร่างความตกลงฯ กําหนดว่า ประเทศผู้ถือหุ้นจะต้ อง ชําระเงินทุนจัดตังทั ้ งหมดภายใน ้ 2 ปี นับตังแต่ ้ วนั ที่ความตกลงฯ มีผลใช้ บงั คับ ซึ่งก็คือเมื่อกลุ่มประเทศ+3 (สาธารณรัฐ ประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปน) ุ่ ประเทศสมาชิก ASEAN ใดก็ได้ อย่างน้ อย 5 ประเทศ และ ADB ลงนามในหนังสือ ตอบตกลง (Instrument of Acceptance) ซึง่ ประเทศสมาชิก ASEAN+3 ส่วนใหญ่แจ้ งว่า จะลงนามได้ ตงแต่ ั ้ เดือนกันยายน 2553 เป็ นต้ นไป และจะเริ่ มชําระเงินทุนจัดตังได้ ้ ภายในปี 2553 ซึง่ กระทรวงการคลังได้ ดําเนินการยื่นคําของบประมาณเพื่อ ใช้ ชําระเป็ นเงินทุนจัดตัง้ CGIF แล้ ว โดยปรากฏอยู่ในรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 ของสํานักงานบริ หารหนี ้ สาธารณะงบรายจ่ายอื่น วงเงิน 476 ล้ านบาท สาระสําคัญของร่ างความตกลงฯ 1. กําหนดวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อสนับสนุนให้ ผ้ อู อกตราสารหนี ้ในประเทศ ASEAN+3 ออกตราสาร หนี ้สกุลเงินท้ องถิ่นในภูมิภาค ASEAN+3 มากขึ ้น และออกตราสารหนี ้ที่มีอายุยาวขึ ้น ทําให้ การระดมเงินทุนเป็ นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ กําหนดรู ปแบบการจัดตัง้ สัดส่วนการถือหุ้น และการชําระเงินทุนจัดตังขอบเขตการดํ ้ าเนินงานของ CGIF สัดส่วนของทุนต่อการคํ ้าประกัน และโครงสร้ างการบริหารงานของ CGIF 2. วงเงินที่ประเทศไทยต้ องชําระเป็ นเงิน 12.6 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ 27. เรื่ อง เอกสารสําคัญของการประชุมผู้นําอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครัง้ ที่ 2 คณะรั ฐ มนตรี เ ห็ น ชอบร่ า งแถลงการณ์ ร่ ว มการประชุ ม ผู้นํ า อาเซี ย น-สหรั ฐ อเมริ ก า ครั ง้ ที่ 2 (Joint Statement of the 2nd ASEAN-US Leaders’ Meeting) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และหากมีความจําเป็ นต้ อง ปรับปรุ งแก้ ไขแถลงการณ์ร่วมฯ ที่ไม่ใช่สาระสําคัญหรื อไม่ขดั ต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กระทรงการต่างประเทศ ดําเนินการได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีก ร่ างแถลงการณ์ ร่วมการประชุมผู้นําอาเซียน-สหรัฐอเมริ กา ครัง้ ที่ 2 มีสาระสําคัญเป็ นการกําหนดทิศทาง และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ด้ านการเมืองและความมัน่ คง เศรษฐกิจ ด้ านสังคม การพัฒนาประเด็นต่าง ๆ


27 ของโลกและภูมิภาค รวมทังการสนั ้ บสนุนของสหรัฐฯ ต่อการดําเนินงานของอาเซียนเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายการรวมตัวเป็ น ประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ทังนี ้ ้ ฝ่ ายสหรัฐฯ และอาเซียนกําลังพิจารณาความเป็ นไปได้ ที่จะยกระดับร่ างแถลงการณ์ ร่วมฯ ขึ ้นเป็ นปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) สําหรับการประชุมในครัง้ นี ้ เพื่อเป็ นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของ ผู้นําอาเซียนและสหรัฐฯ ที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันยิ่งขึ ้น 28. เรื่ อง การลงนามพิธีสารอนุวัตขิ ้ อผูกพันชุดที่ 8 ภายใต้ กรอบความตกลงว่ าด้ วยการค้ าบริการของอาเซียน คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทัง้ 4 ข้ อ ดังนี ้ 1. อนุมัติ ก ารลงนามในพิ ธี ส ารอนุวัติข้ อ ผูก พัน เปิ ดตลาดการค้ า บริ ก าร ชุด ที่ 8 ภายใต้ อ าเซี ย น และ พิจารณานําเสนอพิธีการฯ เข้ าสูก่ ารพิจารณาของรัฐสภาให้ ความเห็นชอบ เพื่อดําเนินการให้ พิธีสารฯ มีผลใช้ บงั คับต่อไป 2. มอบหมายให้ รัฐ มนตรี ว่า การกระทรวงพาณิ ชย์ รั ฐมนตรี ช่ว ยว่าการกระทรวงพาณิ ชย์ หรื อผู้ได้ รับ มอบหมายอื่น เป็ นผู้ลงนามในพิธีสารฯ ทังนี ้ ้ หากมีความจําเป็ นต้ องปรับปรุ งแก้ ไขถ้ อยคําที่มิใช่สาระสําคัญในพิธีสารฯ ให้ คณะรัฐมนตรี มอบให้ ผ้ ลู งนามเป็ นผู้ใช้ ดลุ ยพินิจในเรื่ องนัน้ ๆ แทนคณะรัฐมนตรี ได้ โดยไม่ต้องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อ พิจารณาอีกครัง้ หนึง่ 3. มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศจัดทําหนังสือมอบอํานาจเต็ม (Full Powers) ให้ รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรื อผู้ได้ รับมอบหมายอื่นลงนามในพิธีสารฯ 4. เมื่อรัฐสภาเห็นชอบตามข้ อ 1) แล้ ว ให้ คณะรั ฐมนตรี มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศจัดทํ า หนังสือแจ้ งเลขาธิการอาเซียนว่าประเทศไทยได้ ดําเนินการตามกระบวนการภายในเสร็ จสิ ้นแล้ วเพื่อพิธีสารฯ มีผลใช้ บงั คับ เรื่องเดิม การเจรจาเปิ ดตลาดการค้ าบริ การในอาเซียนดําเนินการภายใต้ กรอบความตกลงว่าด้ วยบริ การของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) โดยสมาชิกทยอยเปิ ดตลาดในระดับที่สงู ขึ ้นตามแผนเปิ ดตลาด อาเซียนเพื่อนําไปสูก่ ารเป็ นประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) ภายในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนมีกําหนดลงนามพิธีสารอนุวตั ิข้อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 8 ระหว่างการประชุมผู้นํา อาเซียน (ASEAN Summit) ครัง้ ที่ 17 ในเดือนตุลาคม 2553 ส่วนตารางข้ อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 8 จะยัง ไม่แนบไปพร้ อมกับพิธีสารอนุวตั ิข้อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 8 เนื่องจากอาเซียนตกลงกันว่าสมาชิกสามารถส่ง ตารางข้ อผูกพันได้ ภายหลัง รวมทังสามารถทยอยยื ้ ่นสาขาบริ การได้ จนกว่าจะครบตามเป้าหมาย ข้ อเท็จจริง พิธีสารอนุวตั ขิ ้ อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริการชุดที่ 8 ภายใต้ อาเซียน มีสาระสําคัญ ดังนี ้ พิธีสารฯ และข้ อผูกพันที่อยู่ในภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ จะมีผลใช้ บงั คับในเก้ าสิบ (90 วัน) ภายหลังจาก วันที่ประเทศสมาชิกได้ ลงนาม สําหรับประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถแจ้ งการดําเนินตามกระบวนการภายในของตนให้ แล้ วเสร็ จได้ ภายใน เก้ าสิบ (90) วันนับจากวันที่ลงนาม สิทธิและภาระผูกพัน (rights and obligations) ของประเทศนัน้ ๆ ภายใต้ พิธีสารฯ และ ภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ จะเกิดขึ ้นในวันที่ประเทศสมาชิกแจ้ งให้ ฝ่ายเลขาธิ การอาเซียนทราบเป็ นลายลักษณ์ อกั ษรว่าได้ ดําเนินการตามกระบวนการภายในของตนเสร็ จสิ ้นแล้ ว ทังนี ้ ้ สําหรับข้ อผูกพันฯ ที่เป็ นภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ ซึ่งเป็ นส่วนหนึ่งของพิธีสารฯ นัน้ ภายใต้ แผนงาน การจัดตังประชาคมเศรษฐกิ ้ จอาเซียน (AEC Blueprint) กําหนดเป้าหมายเปิ ดตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 8 ไว้ จํานวน 80 สาขา โดยประเทศสมาชิกสามารถยื่นข้ อผูกพันเปิ ดตลาดสาขาบริการจํานวน 80 สาขาไปในครั ง้ เดียวได้ หรื อหาก ไม่ สามารถยื่นข้ อผูกพันได้ ครบถ้ วนในครั ง้ เดียว สมาชิกสามารถทยอยยื่นสาขาบริการเพิ่มเติมได้ ภายหลังจนกว่ า จะครบ 80 สาขา หมายความว่ า ข้ อ ผู ก พั น ที่ อ ยู่ ใ นภาคผนวกซึ่ ง แนบท้ า ยพิ ธี ส ารฯ ที่ จ ะมี ก ารลงนามไม่ จําเป็ นต้ องสมบูรณ์ หรื อประเทศสมาชิกสามารถใช้ ข้อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริการชุดที่ 7 แทนไปก่ อนก็ได้ โดย ประเทศสมาชิกอาเซียนมีแผนงานที่จะต้ องเปิ ดเสรี สาขาบริ การเหล่านีเ้ พิ่มเติมให้ มากขึ ้น โดยเฉพาะการลดอุปสรรคใน การเข้ ามาให้ บริ การของอาเซียนจากเดิมที่ผกู พันไว้ ในข้ อผูกพันเปิ ดตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 7 อาทิ จํานวนผู้ให้ บริ การและ สัดส่วนการถือหุ้น เป็ นต้ น สําหรั บการลงนามในพิธีสารฯ ในส่วนของประเทศไทยนัน้ ไทยจะยังไม่แนบตารางข้ อผูกพันเปิ ดตลาด การค้ าบริ การชุดที่ 8 ของไทย ที่เป็ นเอกสารแนบอยู่ในภาคผนวกท้ ายพิธีสารฯ ที่จะลงนาม แต่จะใช้ ตารางข้ อผูกพันเปิ ด ตลาดการค้ าบริ การชุดที่ 7 ซึง่ เป็ นข้ อผูกพันที่มีผลใช้ บงั คับอยู่ในขณะนี ้แทน ซึง่ ผูกพันเปิ ดตลาดบริ การจํานวน 65 สาขาให้


28 อาเซียนถือหุ้นได้ ไม่เกินร้ อยละ 49 ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกําหนด โดยรัฐสภาได้ มีมติให้ ความเห็นชอบตารางข้ อผูกพันเปิ ด ตลาดการค้ าบริการชุดที่ 7 แล้ วในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครัง้ ที่ 8 เมื่อวันที่ 12 และ 14 พฤษภาคม 2552 29. เรื่ อง การประชุมรัฐมนตรี ส่ ิงแวดล้ อมและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 6 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการร่ างเอกสารผลลัพธ์ การประชุม 3 ฉบับ ได้ แก่ 1.Draft Ministerial Declarations on Environment and Development 2.Draft Astana “Green Bridge” lnitiative : Europe-Asia-Pacific Partnership for lmplementation of “Green Growth” 3.Draft the Regional lmplemantation Plan for Sustainable Development in Asia and the Pacific ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ อมเสนอ และมอบหมายให้ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้ อมพิจารณาให้ การรับรองเอกสารดังกล่าวตามความเหมาะสม สาระสําคัญของเรื่ อง 1. Draft Ministerial Declarations on Environment and Development เป็ นแถลงการณ์รัฐมนตรี ซึง่ มี เนื ้อหาที่มงุ่ หวังให้ ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันดําเนินงานเพื่อนําไปสูก่ ารเสริมสร้ างความร่วมมือในภูมิภาคในการส่งเสริมความ เจริ ญทางเศรษฐกิจและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้ อมอย่างยัง่ ยืน หรื อที่เรี ยกว่าการเติบโตสีเขียว (Green Growth) เพื่อเป็ น รากฐานสําหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษและการพัฒนาที่ยงั่ ยืน รวมทังการจั ้ ดการกับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคด้ วย นอกจากนี ้ ยังมุ่งที่จะส่งเสริ มเครื อข่ายการแบ่งปั นความรู้ เพื่อแลกเปลี่ยน ประสบการณ์เกี่ยวกับปั ญหาความยากจนและแนวความคิดเรื่ องการเติบโตสีเขียว การเสริ มสร้ างศักยภาพและการถ่ายทอด เทคโนโลยี ผ่ า นกระบวนการความร่ ว มมื อ ระหว่ า งประเทศที่ พั ฒ นาแล้ วกั บ ประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นา (North-South Cooperations) และความร่วมมือในระหว่างประเทศกําลังพัฒนาด้ วยกันเอง (South-South Cooperation) เพื่อกระตุ้นและ อํานวยความสะดวกให้ เกิดการใช้ ประโยชน์จากระบบนิเวศน์และทรัพยากรให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้ การดําเนินงาน ตามแผนปฏิ บัติ ก ารเพื่ อ การพัฒ นาที่ ยั่ง ยื น ในภูมิ ภ าคเอเชี ย และแปซิ ฟิ ก พ.ศ.2554 – 2558 (The Regional lmplementations Plan for Sustainable Development in Asia and the Pacific 2011 – 2015) 2. Draft Astana “Green Bridge” lnitiative : Europe-Asia-Pacific Partnership for lmplementation of “Green Growth” เป็ นเอกสารที่มีจดุ มุ่งหมายเพื่ออํานวยความสะดวกในการจัดตังความเป็ ้ นหุ้นส่วนระหว่าง ยุโรป – เอเชีย –แปซิฟิก เพื่อผลักดันให้ มีการเปลี่ยนแปลงรู ปแบบการพัฒนาจากแบบเดิม ๆ ไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยคํานึงถึง สิ่งแวดล้ อมและทรัพยากรธรรมชาติ การริ เริ่ มดังกล่าว มีจดุ มุ่งหมายที่จะสนับสนุนความร่ วมมือภายในภูมิภาคและระหว่าง ภูมิภาคโดยใช้ แนวทางกระตุ้นให้ เกิดการเจรจาด้ านนโยบายระดับสูง ที่มีวิสยั ทัศน์ที่กว้ างไกลเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ ้นและ ยังคงดําเนินอยู่ การเสริมสร้ างศักยภาพของผู้กําหนดนโยบายการพัฒนากลไกใหม่ ๆ และส่งเสริ มกลไกที่มีอยู่ เพื่อถ่ายทอด เทคโนโลยีและการลงทุนที่ไม่ทําลายสิ่งแวดล้ อมเพื่อช่วยอนุรักษ์ ระบบนิเวศน์ ในเอเชียและแปซิฟิก การพัฒนากลไกเพื่อ ส่งเสริมการลงทุนที่ไม่ทําลายสิง่ แวดล้ อมและเป็ นหนทางในการสร้ างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้ านสิง่ แวดล้ อม 3. Draft the Regional lmplemantation Plan for Sustainable Development in Asia and the Pacific (2011 – 2015) เป็ นแผนปฏิบตั กิ ารของภูมิภาคที่มีเป้าหมายการดําเนินงานเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยงั่ ยืน โดยจะ มีการทบทวนสถานภาพของการพัฒนาที่ยงั่ ยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงพิจารณาแนวทางการดําเนินงานต่อไป ช่วงปี พ.ศ.2554 – 2558 ในลักษณะของการมีส่วนร่ วมของภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นรัฐบาล เอกชน ประชาสังคม หรื อ องค์กรระหว่างประเทศ ก็ตาม โดยกําหนดสาขาที่ต้องดําเนินการเพื่อนําไปสู่ความยัง่ ยืนด้ านสิ่งแวดล้ อม อาทิ การปรับปรุ ง ขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศน์ การปรับปรุ งการใช้ ประโยชน์จากระบบนิเวศน์ให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดใน การพัฒนาเศรษฐกิจ การปรับปรุ งการพัฒนาชนบทอย่างยัง่ ยืนการปรับปรุ งการจัดการด้ านพลังงานเพื่อการพัฒนาอย่าง ยัง่ ยืน การปรับปรุ งการจัดการทรัพยากรนํา้ เพื่อการพัฒนาอย่างยัง่ ยืน การปรับปรุ งความเข้ มแข็งของการพัฒนาระบบ เศรษฐกิ จ – สังคม เพื่ อรั บมื อกับปั ญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทัง้ นี ้ แผนปฏิบัติการฉบับนี ้ เป็ นแนวทางใน การดํ า เนิ น งานร่ ว มกัน ของภาคส่ ว นต่ า งๆ ในภูมิ ภ าคเอเชี ย และแปซิ ฟิ ก โดยไม่ มี ข้ อ ผูก พัน ในเชิ ง งบประมาณ และ เป้าหมายในการดําเนินงาน


29 30. เรื่อง ผลการเดินทางเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) และคณะ คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการเดินทางเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) และคณะ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ตามที่รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) ได้ นําคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พาณิชย์และภาคเอกชนไทยเดินทางเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแสวงหา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ าระหว่างกัน ตลอดจนใช้ โอกาสที่กระทรวงพาณิชย์จดั กิจกรรมต่อยอดธุรกิจจากการจัด งานมหกรรมระดับโลก World Expo 2010 ที่รัฐบาลมหานครเซี่ยงไฮ้ เป็ นเจ้ าภาพ และเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่าง เป็ นทางการครบ 35 ปี ได้ แก่ งาน Thailand Trade Expo และการจัดงาน Dinner Talk & Business Networking ระหว่าง วันที่ 29 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2553 นัน้ สาระสําคัญของเรื่ อง 1. การเปิ ดงาน Thailand Trade Expo ครั ง้ ที่ 4 รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์ เป็ นประธานในพิธีเปิ ดงาน Thailand Trade Expo ครัง้ ที่ 4 ณ ห้ างซุปเปอร์ แบรนด์มอลล์ มหานครเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 โดยมีคณะผู้บริ หารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทน ภาคเอกชนเข้ าร่วมด้ วย งานแสดงสินค้ าดังกล่าวมีผ้ ปู ระกอบการไทยเข้ าร่วมงานดังกล่าวกว่า 50 บริษัท/70 คูหา สินค้ าที่ แสดงประกอบด้ วยสินค้ าอาหาร ของใช้ ในบ้ าน ของขวัญของชําร่วย อัญมณีและเครื่ องประดับเป็ นสําคัญ นอกจากนี ้ ยังมี กิจกรรมพิเศษ ได้ แก่ นิทรรศการสินค้ าไทยที่ได้ รับรางวัล Prime Minister’s Award และ Thailand’s Brand นิทรรศการและการ สาธิตข้ าวหอมมะลิไทย เพื่อรณรงค์ให้ ผ้ บู ริ โภคจีนรู้จกั ข้ าวหอมมะลิไทยดียิ่งขึ ้น นิทรรศการสินค้ านวัตกรรมจากดินสอพองซึง่ เป็ น ผลงานวิจยั ที่ได้ รับการสนับสนุนจากสํานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ นิทรรศการผลไม้ ไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทังกิ ้ จกรรมพิเศษบนเวทีที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในด้ านต่างๆ การจัดงาน Thailand Trade Expo ครัง้ ที่ 4 นับว่าประสบผลสําเร็ จเป็ นอย่างดี และกระทรวงพาณิชย์ได้ ประเมินผลเบื ้องต้ นจากข้ อมูลที่ได้ รับจากผู้ประกอบการที่เข้ าร่วมงานว่ามียอดจําหน่ายสินค้ าทันทีสงู ถึง 18 ล้ านบาท และจะมี มูลค่าซื ้อขายต่อเนื่องอีกไม่ตาํ่ กว่า 140 ล้ านบาทภายใน 1 ปี ทังนี ้ ้ การจัดงาน Thailand Trade Expo 3 ครัง้ ที่ผา่ นมาในเดือน พฤษภาคม มิถนุ ายน และกรกฎาคม 2553 รวมระยะเวลาจัดงาน 21 วัน มีผ้ มู าเยี่ยมชมงานและสัง่ ซื ้อสินค้ ารวมประมาณ 600,000 คน ยอดจําหน่ายสินค้ ารวมประมาณ 460 ล้ านบาท นอกจากนี ้ ยัง มี ก ารพบปะหารื อระหว่า งนัก ธุร กิ จไทย-จี น ที่ เ กิ ด ขึน้ ภายในงานที่ คาดว่า จะพัฒ นาไปสู่ ความร่วมมือระหว่างกัน ที่สําคัญ ได้ แก่ 1) ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศกับบริ ษัท Royal Thaiseberg Co.,Ltd. เพื่อทําการตลาดให้ กบั สินค้ าภายใต้ แบรนด์ “Global Sacict” ในตลาดจีนตะวันออก 2) บริ ษัท M&P World ซึง่ ส่งออกสินค้ าของเด็กเล่นได้ มีการเจรจาธุรกิจต่อเนื่องตลอดงาน และ คาดว่าจะได้ รับคําสัง่ ซื ้อคิดเป็ นมูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้ านบาท 3) กลุ่มนักออกแบบหน้ าใหม่ของไทยที่รวมตัวกันภายใต้ การสนับสนุนของกรมส่งเสริ มการ-ส่งออก ภายใต้ ชื่อ “Designers’ Room” ได้ รับความสนใจจากบริ ษัท Mark Fairwhale ซึง่ เป็ นแบรนด์สินค้ าแฟชัน่ ชันนํ ้ าที่มีชื่อเสียง ของจีนและมีร้านค้ าจําหน่ายกว่า 900 แห่งทัว่ ประเทศจีน เพื่อร่ วมกันออกแบบและทําการตลาดสินค้ าเสื ้อผ้ าสําเร็ จรู ปใน ตลาดจีน 4) สปาชื่อดังของนครเซี่ยงไฮ้ ร่วมกับสปาไทย เพื่อพัฒนาและฝึ กอบรมพนักงานนวดไทยจํานวน 100 คนต่อปี 2. การลงนามบันทึกความเข้ าใจร่ วมกัน (MOU) ระหว่ างไทย-จีน รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์ได้ เป็ นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้ าใจร่วมกัน (MOU) หลายฉบับ ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ที่สําคัญได้ แก่ 1) ระหว่างกรมส่งเสริ มการส่งออก หอการค้ าไทยในจีน และบริ ษัท CP Lotus เพื่อขยายช่องทาง จัดจําหน่ายสินค้ าไทยสูต่ ลาดสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างยัง่ ยืนและส่งเสริ มประชาสัมพันธ์การสร้ างแบรนด์สนิ ค้ าไทยให้ เป็ นที่ รู้จกั ในหมูผ่ ้ บู ริโภคจีน


30 2) ระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนจี น เพื่อส่งเสริ มการจําหน่ายสินค้ าไทยในตลาดจีนผ่าน ช่องทางเชนสโตร์ และร้ านจําหน่ายสินค้ าของขวัญของตกแต่งบ้ าน (Flagship Store) ในจีนที่จะเปิ ดขึ ้นเป็ นแห่งแรกในมหานคร เซี่ยงไฮ้ 3. การจัดงาน Dinner Talk & Business Networking รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็ นประธานเปิ ดงาน Dinner Talk & Business Networking ในคํ่าวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 เพื่อสร้ างความเชื่อมัน่ ให้ กบั นักธุรกิจนักลงทุนจีนในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน และสร้ าง โอกาสให้ กับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในการพบปะกับภาคเอกชนจี น อันจะนํ า ไปสู่การขยายเครื อข่า ยทางธุรกิ จและ ขยายการค้ าและการลงทุนระหว่างกันต่อไป โดยรองประธานหอการค้ าไทยในจีน (นายประเสริ ฐศักดิ์ องค์วฒ ั นกุล) เป็ น ผู้กล่าวปาฐกถาในหัวข้ อ “China-Thailand : Strategic Partners to Regional and Global Prosperity” การจัดงาน ดังกล่าวนี ้ได้ ผลตอบรับดีเกินกว่าที่คาดหมายไว้ โดยมีผ้ แู ทนจากภาครัฐและเอกชนจีนทังจากมหานครเซี ้ ่ยงไฮ้ และจากหลาย มณฑลของจีนได้ เดินทางมาร่วมงานกว่า 300 คน 4. การประชุมมอบนโยบายผู้อาํ นวยการสํานักงานส่ งเสริมการค้ าระหว่ างประเทศในภูมภิ าคจีน ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริ หารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ได้ ประชุมหารื อเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ าการลงทุนไทยในจีน และทิศทางนโยบายการค้ าระหว่างประเทศของไทยต่อตลาดจีนกับ ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมการค้ าระหว่างประเทศที่สาํ นักงานตังอยู ้ ใ่ นประเทศจีน ฮ่องกง และไต้ หวัน รวม 10 แห่ง โดยมี ผู้แทนจากสํานักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางเข้ าร่วมด้ วย สรุปผลได้ ดังนี ้ 1) การค้ าระหว่างประเทศของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ขยายตัวสูงถึงร้ อยละ 43.5 คิดเป็ นมูลค่า 179,755 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ โดยการส่งออกในเดือนมิถนุ ายน 2553 นับว่าเป็ นการส่งออกสูงสุดเป็ น ประวัตกิ ารณ์ด้วยมูลค่า 18,039 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ ขยายตัวถึงร้ อยละ 46.3 โดยมีจีนเป็ นตลาดอันดับหนึง่ ของไทยด้ วย สัดส่วนตลาด ร้ อยละ 10.9 มูลค่าส่งออก 10,102 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้ อยละ 47.8 ทังนี ้ ้ ไม่รวมถึงการส่งออกของ ไทยไปฮ่องกงอีก 5,960 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ ขยายตัวร้ อยละ 39.5 และไต้ หวันอีก 1,462 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ ขยายตัวร้ อยละ 50.7 2) กระทรวงพาณิชย์ได้ ประกาศปรับเป้าหมายการส่งออกปี 2553 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 14 เป็ นร้ อยละ 20 หรื อคิดเป็ นมูลค่าการส่งออกประมาณ 183,000 ล้ านเหรี ยญสหรัฐ ในส่วนของตลาดจีนซึง่ การส่งออกของ ไทยมีอตั ราขยายตัวสูง กระทรวงพาณิชย์ได้ ปรับเป้าหมายการส่งออกเป็ นร้ อยละ 30 จากเดิมที่กําหนดไว้ เมื่อช่วงต้ นปี เพียง ร้ อยละ 15 3) ประเทศจีนเป็ นประเทศที่มีศกั ยภาพมากทังในเชิ ้ งจํานวนประชากรและระดับรายได้ ส่งผลให้ เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมการค้ าในกรอบอาเซียน-จีน โดยได้ กําหนดให้ นครคุนหมิงและนครหนานหนิงเป็ นเมืองหน้ าด่านหรื อประตูการค้ าสูภ่ มู ิภาคอาเซียน 4) ปั ญหาอุปสรรคในการเข้ าสูต่ ลาดจีนที่สําคัญ ได้ แก่ - ปั ญหาจากมาตรการทางการค้ าของรัฐบาลจีน อาทิ ระเบียบด้ านสุขอนามัยพืชและ สัตว์ มาตรฐานสินค้ าอุตสาหกรรม มาตรฐานสินค้ าอัญมณีและเครื่ องประดับ เป็ นต้ น ซึง่ มีผลทําให้ การจําหน่ายสินค้ าไทยใน ตลาดจีนทําได้ ยากหรื อมีต้นทุนประกอบการสูง - ปั ญหาจากโครงสร้ างตลาดและด้ านโลจิสติกส์ รวมทังปั ้ จจัยเรื่ องระยะทางขนส่งและ ต้ นทุนค่าใช้ จา่ ย ซึง่ เป็ นอุปสรรคต่อการกระจายสินค้ าเกษตรไทยไปยังมณฑลต่างๆ และกระทบต่อคุณภาพสินค้ าเมื่อถึง ปลายทาง 5) ที่ประชุมเห็นควรจัดลําดับให้ ความสําคัญในการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณขยายตลาด ไปยังภูมิภาคจีนให้ เพิ่มมากขึ ้น โดยให้ พจิ ารณาจากกลุม่ สินค้ าที่มีศกั ยภาพในมณฑลต่างๆ และให้ ขยายพื ้นที่ตลาดไปยัง มณฑลอื่นๆที่ไทยยังไม่ได้ รุกขยายตลาดเข้ าไปมากนัก ตลอดจนให้ สอดคล้ องกับทิศทางนโยบายรัฐบาลจีนสําคัญๆ และกับ โครงสร้ างความมัง่ คัง่ ของตลาดจีนที่ปรับเปลี่ยนจากบนสูล่ า่ ง จากรัฐสูเ่ อกชน และจากตะวันออกสูต่ ะวันตก โดย รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์ได้ มอบนโยบายให้ ทกุ สํานักงานส่งเสริมการค้ าระหว่างประเทศในภูมิภาคจีน เร่งพิจารณา เสนอโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริ มตลาดรูปแบบใหม่ตามแนวทางนโยบายที่กําหนดไว้ ข้างต้ น เพื่อกระตุ้นการส่งออกของไทยไป ยังตลาดจีนให้ ได้ ตามเป้าหมายที่ตงไว้ ั้ 5. การเข้ าเยี่ยมคารวะของคณะผู้แทนการค้ าจากมณฑลต่ างๆ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์ได้ พบปะหารื อกับคณะผู้แทนการค้ าจากมณฑลต่างๆ จํานวน 3 คณะ ได้ แก่ 1) คณะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมืองเหยียนเชิง มณฑลเจียงซู ซึง่ เป็ นเมืองที่ใหญ่ที่สดุ ในมณฑล และเป็ นเมืองที่มี


31 พัฒนาการทางเศรษฐกิจก้ าวหน้ าอย่างรวดเร็ ว มีการลงทุนของบริษัทไทยหลายโครงการ 2) คณะรองอธิบดีกรมความร่วมมือ เศรษฐกิจการค้ าและเทคโนโลยีของมณฑลจี๋หลินและ 3) คณะประธาน CCPIT มหานครเซีย่ งไฮ้ โดยได้ หารื อแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นในประเด็นสําคัญ ดังนี ้ 1) ไทย-จีนยังมีศกั ยภาพในการขยายตลาดการค้ าการลงทุนระหว่างกันได้ อีกมากโดยเฉพาะภายใต้ นโยบายรัฐบาลจีนปั จจุบนั ที่ให้ ความสําคัญกับตลาดอาเซียนอย่างมาก ประเทศไทยจึงมีความเหมาะสมและมีศกั ยภาพในการ เป็ นศูนย์กลางอาเซียน จึงขอให้ ฝ่ายจีนพิจารณาใช้ ประโยชน์จากปั จจัยสนับสนุนดังกล่าว และขอเชิญชวนนักธุรกิจจีนไป ลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลไทยยินดีให้ การสนับสนุนโดยเฉพาะในสาขาการลงทุนที่รัฐบาลให้ การส่งเสริ ม 2) ปั จจุบนั นักลงทุนไทย อาทิ เครื อเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทสามมิตรมอเตอร์ ได้ ไปลงทุนในกิจการด้ าน การเกษตรและโรงงานผลิตชิ ้นส่วนยานยนต์ทงในเมื ั ้ องเหยียนเชิง มณฑลเจียงซู และในมณฑลจี๋หลิน นอกจากนี ้ ยังมีกิจการ โรงงานกระดาษ AA ที่กําลังศึกษาความเป็ นไปได้ ในการลงทุนตังโรงงานผลิ ้ ตกระดาษในเมืองเหยียนเชิงอีกด้ วย ทังนี ้ ้ คาดว่าจะ มีนกั ลงทุนไทยอีกจํานวนมากที่สนใจที่จะไปลงทุนในมณฑลต่าง ๆ ของจีน เพื่อใช้ จีนเป็ นฐานการผลิตเพื่อสนองต่อความ ต้ องการบริ โภคภายในประเทศจีนและ/หรื อส่งออกไปยังตลาดประเทศที่สาม ฝ่ ายจีนได้ เชื ้อเชิญให้ ฝ่ายไทยไปลงทุนในเมือง/มณฑล ต่าง ๆ โดยพร้ อมที่จะให้ การสนับสนุนนักลงทุนไทยเป็ นพิเศษ 3) เห็นชอบร่ วมกันให้ มีการจัดนําคณะผู้แทนการค้ าเยือนระหว่างกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สองฝ่ าย และใช้ โอกาสดังกล่าวในการสํารวจลู่ทางการค้ าการลงทุนต่อไป 6. งานเลีย้ งรับรองโดยสมาคมมิตรภาพกับต่ างประเทศของประชาชนนครเซี่ยงไฮ้ สมาคมมิตรภาพ กับต่างประเทศของประชาชนนครเซี่ยงไฮ้ ได้ จดั เลี ้ยงรับรองเพื่อเป็ นเกียรติแก่ รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์และคณะ โดยมี Mr. Zhou Muyao อดีตรองนายกเทศมนตรี มหานครเซี่ยงไฮ้ และรอง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมหานครเซีย่ งไฮ้ เป็ นประธานฝ่ ายจีน เมื่อคืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ในโอกาสดังกล่าวนี ้ ฝ่ ายไทยได้ กล่าวให้ ความมัน่ ใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทย และขอให้ ฝ่ายจีนช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยที่ถกู ต้ องให้ ชาวนครเซี่ยงไฮ้ ได้ ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุม่ นัก ธุรกิจและผู้ประกอบการจีน เพื่อใช้ ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้ าเสรี อาเซียน-จีน โดยมีไทยเป็ นศูนย์กลางการค้ าการ ลงทุนและกระจายสินค้ าไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศที่สาม 7. การเยี่ยมชมงาน World Expo 2010 รัฐมนตรี วา่ การกระทรวงพาณิชย์และคณะได้ ไปเยือนงาน World Expo 2010 ซึง่ นับได้ วา่ เป็ นงาน World Expo ที่ใหญ่ที่สดุ ในประวัตกิ ารณ์ มีประเทศต่างๆ เข้ าร่วมออกงานมากที่สดุ คาดว่าจะมีผ้ เู ข้ าชมงานไม่น้อยกว่า 75 ล้ านคน ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนของการจัดงาน โดยได้ มีโอกาสไปเยี่ยมชม Thai Pavilion ซึง่ ได้ รับความนิยมสูงเป็ นลําดับต้ นๆจาก ผู้มาเยี่ยมชมงาน 31. เรื่ อง การรายงานผลการดําเนิ นการกับเงินและสิ่งของบริ จาคช่ วยเหลือผู้ ประสบภัยในสาธารณรั ฐ

เฮติ

.

คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการดําเนินการกับเงินและสิ่งของบริ จาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐ เฮติ ตามมติของคณะกรรมการศูนย์รวมนํ ้าใจชาวไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ ซึ่งมีนายวีระชัย วีระเมธี กุล รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็ นประธานกรรมการอํานวยการศูนย์รวมนํ ้าใจชาวไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ ครัง้ ที่ 3/2553 เมื่อวันอังคารที่ 7 กันยายน 2553 ดังนี ้ 1. เห็นชอบให้ นําเงินบริ จาคของศูนย์รวมนํ ้าใจชาวไทยฯ ของสํานักนายกรัฐมนตรี จํานวน 90,266,769.89 บาท รวมกับยอดเงินบริ จาคของศูนย์ รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฮติของกระทรวงการต่างประเทศ จํานวน 8.1 ล้ านบาท รวมกันเป็ นเงินจํานวน 98,366,769.89 บาท โดยนําไปบริ หารจัดการโดยแบ่งเป็ น 2 ส่วน ดังนี ้ (1) ส่วนที่ 1 ร้ อยละ 70 ของยอดเงินรวมซึ่งรวมดอกเบี ้ย ณ วันปิ ดบัญชี ประมาณ 68.835 ล้ านบาท หรื อ ประมาณ 2.2 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ ให้ บริ จาคสมทบแก่กองทุนฟื น้ ฟูสาธารณรัฐเฮติ (Haiti Reconstruction Fund : HRF) ตามคําเชิญของธนาคารโลก (2) ส่วนที่ 2 ร้ อยละ 30 ของยอดเงินรวมซึ่งรวมดอกเบี ้ย ณ วันปิ ดบัญชี ประมาณ 29.501 ล้ านบาท หรื อ ประมาณ 9 แสนดอลลาร์ สหรั ฐ ให้ บริ จาคแก่รัฐบาลสาธารณรัฐเฮติ โดยมอบหมายให้ นายวีระชัย วีระเมธี กุล รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและประธานกรรมการอํานวยการศูนย์รวมนํ ้าใจฯ เป็ นผู้ นําไปมอบแก่รัฐบาลเฮติ ในเบื ้องต้ น คาดว่าจะบริ จาคให้ แก่เอกอัครราชทูตเฮติประจํากรุ งโตเกียว ซึง่ มีเขตอาณาครอบคลุม ประเทศไทย ในระหว่างการเดินทางไปเข้ าร่วมการประชุมระหว่างประเทศด้ านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ประเทศญี่ปนุ่


32 ทังนี ้ ้ การประสานงานเพื่อกําหนดวัน เวลา และสถานที่สง่ มอบเงิน รวมถึงขันตอนพิ ้ ธีการต่าง ๆ นัน้ ให้ กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบดําเนินการประสานในรายละเอียดต่อไป 2. เห็นชอบให้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ร่วมกันบริ หารจัดการเรื่ องการจัดส่งข้ าวสาร ส่วนที่เหลือให้ แก่สาธารณรัฐเฮติ จนครบจํานวน 20,000 ตัน เนื่องจากการขนส่งข้ าวมีค่าใช้ จ่ายสูงมากจึงมอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับโครงการอาหารโลก (World Food Programme : WFP) หาเงินสนับสนุนเป็ น ค่า ใช้ จ่ า ยในการขนส่ง ข้ า ว โดยให้ ก ระทรวงพาณิ ช ย์ จัด เตรี ย มข้ า ว ทัง้ นี ้ ให้ ท ยอยส่ง เมื่ อ มี ความพร้ อมและไม่มี ภาระ งบประมาณในด้ านค่าขนส่ง 3. ข้ าวสารที่รับบริ จาคจากประชาชนตามข้ อ 3.2.3 มอบหมายให้ องค์การคลังสินค้ า กระทรวงพาณิชย์ นําไปปรับปรุงและนําไปรวมกับข้ าวสารที่จะต้ องส่งไปสาธารณรัฐเฮติ ในเดือนตุลาคม 2553 ภายในจํานวน 3,832 ตัน 4. โดยที่คา่ ใช้ จ่ายในการขนส่งสิง่ ของบริจาคมีจํานวนสูงมาก จึงเห็นชอบให้ สปน. บริหารจัดการกับสิง่ ของ บริ จาค ดังนี ้ (1) เวชภัณฑ์ สิ่ง ของ เครื่ องอุปโภคบริ โ ภค รวม 3,563 ลัง มูลค่า 29,049,355 บาท ซึง่ มูลนิธิ ดร. เทียม โชควัฒนา และบริ ษัทในเครื อสหพัฒน์บริ จาค ส่วนที่จํากัดอายุการใช้ งานให้ ประสานผู้บริ จาคเพื่อจะ นําไปจําหน่ายเป็ นเงินแล้ วมอบให้ กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อนําไปบริ จาคช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัยภายในประเทศ สํ า หรั บ เวชภั ณ ฑ์ สิ่ ง ของ และเครื่ องอุ ป โภคบริ โภค ในส่ ว นที่ เ ก็ บ รั ก ษาไว้ ได้ ให้ สปน.ประสานผู้บริ จาค เพื่อจะนําไปแจกจ่ายผู้ประสบสาธารณภัยภายในประเทศหรื อช่วยเหลือผู้ยากจน ผู้ด้อยโอกาส ตามที่ สปน. เห็นสมควร ทังนี ้ ้ สปน. ได้ ประสานงานกับผู้บริ หารในเครื อสหพัฒน์ฯ แล้ ว แจ้ งว่าไม่ขดั ข้ อง (2) ไม้ เท้ าและไม้ คํ ้ายันสําหรับคนพิการ จํานวน 305 อัน ซึง่ สมาชิกวุฒิสภา โดยนางยุวดี นิ่มสมบูรณ์ ประธานกรรมาธิ การพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภาและคณะบริ จาค เห็นชอบให้ สปน. ประสานผู้บริ จาคเพื่อนํา ไปมอบให้ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย หรื อดําเนินการอื่นตามที่ผ้ บู ริจาคเห็นสมควร เรื่ องที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อเป็ นข้ อมูล 32. เรื่อง การเร่ งรัดการให้ ความช่ วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย คณะรั ฐมนตรี รับทราบข้ อมูลการเร่ งรั ดการให้ ความช่ วยเหลื อประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ของกระทรวง อุตสาหกรรม สรุปได้ ดงั นี ้ 1.นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 2,300 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่ อําเภอแจ้ ห่ม จังหวัดลําปาง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 2. นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 2,300 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่ อําเภอป่ าซาง อําเภอลี ้ และอําเภอ เมือง จังหวัดลําพูน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 และวันที่ 3 กันยายน 2553 3. นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 700 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่อําเภอเมือง และอําเภอแม่ลาน้ อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 และวันที่ 3 กันยายน 2553 4. นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 1,500 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่ อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2553 5. นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 200 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่อําเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2553 6. นําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 800 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่อําเภอชุมแสง อําเภอท่าตะโก อําเภอ เมือง อําเภอโกรกพระ และอําเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 และจะนําเครื่ องอุปโภค บริ โภค จํานวน 1,200 ชุด ไปมอบให้ ผ้ ปู ระสบอุทกภัยที่จงั หวัดพิษณุโลก ในลําดับต่อไป รวมจํานวนเครื่ องอุปโภคที่นําไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทังสิ ้ ้น 9,000 ชุด เป็ นมูลค่า 1,171,226.71 บาท (หนึง่ ล้ านหนึง่ แสนเจ็ดหมื่นหนึง่ พันสองร้ อยยี่สบิ สกบาทเจ็ดสิบเอ็ดสตางค์)


33 33. เรื่ อง สรุ ปสถานการณ์ อุทกภัยเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “มินดอลเล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่ าง วันที่ 24 สิงหาคม-13 กันยายน 2553) คณะรั ฐ มนตรี รั บ ทราบข้ อ มูล สรุ ป สถานการณ์ อุท กภัย เนื่ อ งจากอิ ท ธิ พ ลของพายุ “มิ น ดอลเล” และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม-13 กันยายน 2553) ของกระทรวงมหาดไทย ดังนี ้ 1. สรุ ปสถานการณ์ อุทกภัย และการให้ ความช่ วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม -13 กันยายน 2553) 1.1 พืน้ ที่ประสบภัย 25 จังหวัด 93 อําเภอ 401 ตําบล 2,573 หมู่บ้าน ได้ แก่ จังหวัดแม่ ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลําปาง ลําพูน แพร่ น่ าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พะเยา พิษณุโลก พิจติ ร เพชรบูรณ์ มุกดาหาร สระบุรี นครนายก ลพบุรี ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่ น มหาสารคาม ร้ อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และจังหวัดอุบลราชธานี ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 156,847 ครัวเรื อน 563,479 คน อพยพ 116 ครัว เรื อน 461 คน พื ้นที่ก ารเกษตรได้ รับ ความเสียหาย 277,564 ไร่ ผู้เสียชีวิต 2 ราย (พะเยา 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย) 1.2 สถานการณ์ ปั จจุ บั น ยังคงมี สถานการณ์ อุทกภัยในพื น้ ที่ 6 จั งหวั ด ได้ แก่ จั งหวั ดสุ โขทั ย พิษณุโลก สระบุรี นครนายก ลพบุรี และจังหวัดชัยภูมิ ดังนี ้ 1) จังหวัดสุ โขทัย นํา้ ในแม่นํา้ ยมเอ่อล้ นเข้ าท่วมบ้ านเรื อนราษฎรและพื ้นที่การเกษตรริ มฝั่ งใน พื น้ ที่ 8 อํ า เภอ 71 ตํ า บล 542 หมู่บ้ า น ราษฎรได้ รั บ ความเดื อ ดร้ อน 25,415 ครั ว เรื อ น 95,796 คน ได้ แ ก่ อํา เภอ ศรี สัชนาลัย อําเภอสวรรคโลก อําเภอศรี สําโรง อําเภอเมือง อําเภอกงไกรลาศ อําเภอคีรีมาศ อําเภอทุ่งเสลี่ยม และอําเภอบ้ านด่ านลานหอย ยังคงมีนํา้ ท่ วมขังในพืน้ ที่ล่ ุมตํ่าริมแม่ นํา้ ยมของอําเภอกงไกรลาศ ที่ตาํ บลกง 2) จังหวัดพิษณุโลก นํ ้าในแม่นํ ้ายมมีปริ มาณสูงเอ่อล้ นตลิ่งเข้ าท่วมพื ้นที่การเกษตรและบ้ านเรื อน ราษฎรริ มฝั่ งซึง่ เป็ นที่ล่มุ ตํ่าในพื ้นที่ 2 อําเภอ 27 ตําบล 131 หมู่บ้าน ได้ แก่ อําเภอบางระกํา และอําเภอเมือง ราษฎรได้ รับ ความเดือดร้ อน 2,464 ครัวเรื อน พื ้นที่การเกษตร 39,555 ไร่ บ่อปลา 46 บ่อ ถนน 6 สาย 3) จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทําให้ นํ ้าท่วมบ้ านเรื อนราษฎรและ ที่ล่มุ ตํ่าการเกษตรใน 5 อําเภอ 16 ตําบล 23 หมู่บ้าน ได้ แก่ อําเภอบ้ านหมอ อําเภอวิหารแดง อําเภอเมือง อําเภอ แก่ งคอย และอําเภอหนองแค ราษฎรได้ รับความเดือดร้ อน 6,897 คน พื ้นที่การเกษตร 58,463 ไร่ บ่อปลา 394 บ่อ 4) จังหวัดนครนายก ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทําให้ นํ ้าท่วม บ้ านเรื อนราษฎรและที่ ลุ่มตํ่าการเกษตรใน 2 อํ าเภอ 8 ตําบล ได้ แก่ อําเภอปากพลี และอําเภอบ้ านนา ราษฎรได้ รับ ความเดือดร้ อน 51 ครัวเรื อน 153 คน พื ้นที่การเกษตร 50 ไร่ 5) จังหวัดลพบุรี ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2553 เกิ ดฝนตกหนักต่อเนื่ องทํ าให้ นํา้ ท่วมขังที่ ลุม่ ตํ่าการเกษตรและเขตเทศบาลเนื่องจากระบายไม่ทนั ในพื ้นที่ 2 อําเภอ ได้ แก่ อําเภอโคกสําโรง และอําเภอเมือง 6) จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เกิดฝนตกหนักทําให้ นํ ้าท่วมบ้ านเรื อนราษฎรและที่ ลุ่มตํ่าการเกษตรใน 2 อําเภอ 6 ตําบล 101 หมู่บ้าน ได้ แก่ อําเภอหนองบัวระเหว และอําเภอภักดีชุมพล เข้ าสู่ภาวะปกติ แล้ ว ปั จจุบนั นํา้ ได้ ไหลลงไปท่วมในพื ้นที่ล่มุ ตํ่าการเกษตรริ มฝั่ งแม่นํ ้าชีของอําเภอบ้ านเขว้ า และอําเภอจัตุรัส ราษฎร ได้ รับความเดือดร้ อน 14,900 คน พื ้นที่การเกษตร 29,227 ไร่ บ่อปลา 615 บ่อ - สถานการณ์ อุทกภัยอันเนื่ องมาจากฝนตกหนั ก นํา้ ล้ นตลิ่ง ทําให้ เกิดนํา้ ท่ วมขังในพืน้ ที่ ลุ่มการเกษตร ริมฝั่ งแม่ นํา้ ในพืน้ ที่ 2 จังหวัด ดังนี ้ 1) จังหวัดนครสวรรค์ ปริ มาณนํ ้าในแม่นํ ้าน่านมีปริ มาณสูงขึ ้น ประกอบกับมีฝนตกในพื ้นที่ทําให้ เกิดนํ ้าท่วมขังในพื ้นที่ล่มุ ตํ่าการเกษตรของอําเภอชุมแสง 2 ตําบล ได้ แก่ ตําบลบางเคียน และตําบลโคกหม้ อ พื ้นที่การเกษตร ได้ รับผลกระทบ 2,538 ไร่ ระดับนํา้ ทรงตัว 2) จังหวัดพระนครศรี อยุธยา ปริ มาณนํ ้าในแม่นํ ้าเจ้ าพระยา แม่นํ ้าลพบุรี และแม่นํ ้าน้ อยมีปริ มาณ สู ง ขึ น้ ประกอบกั บ มี ฝ นตกในพื น้ ที่ ทํ า ให้ เกิ ด นํ า้ ล้ นตลิ่ ง เข้ าท่ ว มพื น้ ที่ ลุ่ ม การเกษตรใน 5 อํ า เภอ ได้ แก่ อํ า เภอ พระนครศรี อยุธยา อําเภอบางไทร (แม่นํ ้าเจ้ าพระยา) อําเภอมหาราช (แม่นํ ้าลพบุรี) อําเภอผักไห่ และอําเภอบางบาล (แม่นํ ้าน้ อย) ระดับนํา้ เริ่มสูงขึน้  เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2553 เกิ ดฝนตกหนักต่อเนื่องทําให้ เกิดนํ า้ ป่ าไหลหลากกัดเซาะถนนสาย แม่สรวย-วารี บริ เวณหลักกิโลเมตรที่ 13-14 บ้ านทุ่งพร้ าว หมู่ที่ 8 ตําบลวาวีอําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ระยะทาง ประมาณ 100 เมตร ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ จังหวัด สํานักงานทางหลวงชนบทจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง ได้ เร่ งซ่อมแซมในเบื ้องต้ นแล้ ว และเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันนี ้ (13 ก.ย.53) เกิดนํา้ ป่ าไหลหลากเข้ าท่ วม บ้ านเรือนประชาชนที่ตาํ บลนางแล อําเภอเมือง ความเสียหายอยู่ระหว่ างการสํารวจ


34 1.3 การให้ ความช่ วยเหลือของหน่ วยงานต่ าง ๆ 1) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - ศูนย์ ป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลํ าปาง จัดส่งรถผลิ ตนํ า้ ดื่ ม จํ านวน 1 คัน รถบรรทุกนํา้ ขนาด 6,000 ลิตร จํานวน 3 คัน และกําลังพล จํานวน 12 นาย สนับสนุนการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื ้นที่จงั หวัดเชียงราย ตังแต่ ้ วนั ที่ 26 สิงหาคม 2553 - ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 7 สกลนคร สนับสนุนเรื อท้ องแบน 7 ลํา กําลังพล 10 นาย สนับสนุนการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื ้นที่จงั หวัดมุกดาหาร - ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก จัดส่งกําลังพล 15 นาย เรื อท้ องแบน 5 ลํา รถบรรทุกติดปั น้ จัน่ 1 คัน รถส่องสว่าง 1 คัน รถกู้ภยั ขนาดเล็ก 1 คัน รถบรรทุก 2 คัน รถผลิตนํ ้าดื่ม 1 คัน สนับสนุนการให้ ความ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื ้นที่จงั หวัดอุตรดิตถ์ 2) กรมชลประทาน ได้ เตรี ยมความพร้ อมเครื่ องสูบนํ า้ จํ านวน 1,200 เครื่ อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามจังหวัดต่าง ๆ ปั จจุบนั ได้ ให้ การสนับสนุนเครื่ องสูบนํ ้าเคลื่อนที่ 582 เครื่ อง ในพื ้นที่ 52 จังหวัด 3) ศูนย์ บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ฉก.ร.7 และร้ อย ร.751 จัดกําลังพลรวม 35 นาย และ รยบ. 2 1/2 ตัน จํานวน 2 คัน เข้ าให้ การช่วยเหลือในการขนย้ ายสิง่ ของกับราษฎร ในพื ้นที่บ้านนาหมากปน ตําบลปางหมู อําเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ม.พัน 12 จัดกํ าลังพลรวม 65 นาย พร้ อมยุทโธปกรณ์ เข้ าช่วยเหลือ ในการลอกคลอง ตัดต้ นไม้ ที่ล้มกีดขวางการไหลของนํา้ ขนย้ ายสิ่งของ และทําความสะอาดบ้ านเรื อนที่ถูก นํ ้าท่วมในพื ้นที่ บ้ านไผ่โทน ตําบล ไผ่โทน และบ้ านร้ องกวาง ตําบลร้ องกวาง อําเภอร้ องกวาง และบ้ านปงคํา ตําบลเตาปูน อําเภอสอง จังหวัดแพร่ - ม.พัน.7 จัดชุดบรรเทาสาธารณภัย จํานวน 2 ชป.(24 นาย) และ รยบ. 2 1/2 ตัน จํานวน 1 คัน เข้ าให้ การช่วยเหลือในการขนย้ ายสิง่ ของให้ กบั ราษฎร ในพื ้นที่ตําบลสองคอน และตําบลฟากท่า อําเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ - จทบ.น.น. จัดกํ าลังพล จํ านวน 36 นาย รยบ. จํ านวน 3 คัน และเรื อท้ องแบนพร้ อมเครื่ องยนต์ จํานวน 3 ลํา จาก ช.พัน.302 เข้ าให้ การช่วยเหลือในการขนย้ ายสิ่งของ แจกจ่ายถุงยังชีพ อาหาร และนํ ้าดื่ม ให้ กบั ราษฎรในพื ้นที่ ตําบลสถาน อําเภอนาน้ อย จังหวัดน่าน - จทบ.พ.ล./ศบภ.จทบ.พ.ล. จัดกําลังพลรวม 53 นาย และ รยบ. 2 คัน เข้ าให้ การช่วยเหลือใน การจัดทําสิ่งกีดขวางป้องกันกระแสนํ ้ากัดเซาะตลิ่งพัง ผสมปูนใส่กระสอบทราย วางเป็ นแนวป้องกันตลิ่งพัง และปั กเสาเข็ม บริ เวณคลองต้ นข้ อ ตําบลปากแคว อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ศบภ.มทบ.21 จัด กํ า ลัง พล 30 นาย สนับ สนุ น การขนย้ า ยสิ่ ง ของที่ จํ า เป็ น จัด รยบ. ขนาดเล็ก 2 คัน และ รยบ. ขนาดใหญ่ 2 คัน สนับสนุนการขนส่งมวลชนในพื ้นที่ จัดเรื อท้ องแบน 2 ลํา และแจกจ่ายกระสอบ ทราย จํานวน 4,000 ใบ เข้ าให้ การช่วยเหลือในพื ้นที่ ตําบลหนองบัวศาลา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พล.พั ฒ นา 2 จั ด กํ า ลั ง พล 70 นาย รถยนต์ เ ทท้ าย 10 ตั น 2 คัน รถยู นิ ม็ อ ก 1 คั น รถหัวลาก 1 คัน และรถตัก 1 คัน เข้ าให้ การช่วยเหลือในพื ้นที่บ้านพลวงน้ อย อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 4) ศูนย์ บรรเทาสาธารณภัย หน่ วยบัญชาการทหารพัฒนา - ศบภ.นพค.35 สนภ.3 นทพ. จัดกําลังพล 33 นาย รยบ.สัมภาระ 1 คัน รยบ.เทท้ าย 2 คัน รยบ. ขนาดเล็ ก 1 คัน และเรื อท้ องแบน 2 ลํ า เข้ าช่ วยเหลื อในพื น้ ที่ ตํ าบลยางฮอม (หมู่ที่ 1) ตํ าบลป่ าตาล (หมู่ที่ 5,9) และตํ าบล ต้ า (หมูท่ ี่ 4,14) อําเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย และได้ จดั กําลังพล 40 นาย รยบ.สัมภาระ 2 คัน รยบ.เทท้ าย 2 คัน รยบ.ขนาดเล็ก 2 คัน และเรื อท้ องแบน 3 ลํา เข้ าให้ การช่วยเหลือในพื ้นที่อําเภอขุนตาล อําเภอพญาเม็งราย อําเภอเวียงชัย และอําเภอเวียงเชียงรุ้ ง จังหวัดเชียงราย 1.4 สิ่งของพระราชทานช่ วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 1)พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หวั ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้ รับความเดือดร้ อน จึงได้ พระราชทาน ถุง ยัง ชี พ ให้ มูล นิ ธิ ร าชประชานุเ คราะห์ ในพระบรมราชูป ถัม ภ์ ทรงโปรดให้ ผ้ ูแ ทนพระองค์ ฯ เดิน ทางไปมอบสิ่ง ของ พระราชทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้ อนแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แพร่ พะเยา น่ าน และ จังหวัดสุโขทัย รวมจํานวน 7,000 ครอบครัว 2) สํานักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทกั ษ์ สภากาชาดไทย ได้ นําชุดธารนํ ้าใจพระราชทาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดลําปาง แพร่ นครสวรรค์ เชียงราย อุตรดิตถ์ พิจิตร นครนายก เพชรบูรณ์ หนองคาย และจังหวัดอุดรธานี รวมจํานวน 9,662 ชุด และนํ ้าดื่ม 14,700 ขวด


35 3) กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ ผ้ ูแทน พระองค์ฯ เดินทางไปมอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดลําปาง แพร่ แม่ ฮ่องสอน และจังหวัด น่ าน รวมจํานวน 3,650 ชุด 4) พระเจ้ าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ าโสมสวลี พระวรราชาทินดั ดามาตุ (นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ) และพระเจ้ าหลานเธอ พระองค์เจ้ าพัชรกิติยาภา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทรงโปรดให้ ผู้แทนพระองค์ฯ เดินทางไปมอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื ้นที่จังหวัดเชียงราย แพร่ ลําพูน อุตรดิตถ์ และจังหวัดปทุมธานี รวมจํานวน 8,259 ถุง และอาหารกล่อง จํานวน 3,500 กล่อง 2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่ างวันที่ 13 – 18 กันยายน 2553 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในวันที่ 13 กันยายน 2553 ร่ องมรสุมกํ าลังปานกลาง พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทําให้ ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 14-18 กันยายน 2553 ร่ องมรสุมนี ้จะเลื่อนลงมาพาดผ่านตอนกลางของประเทศ และจะมีกําลังแรงขึ ้น ทําให้ บริ เวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนหนาแน่นต่อไปอีก ขอให้ ประชาชนบริ เวณพื ้นที่เสี่ยงภัยบริ เวณพื ้นที่ลาดเชิงเขา ที่ราบลุม่ ริมฝั่ งแม่นํ ้า ใกล้ ทางนํ ้าไหลผ่านของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระมัดระวัง อันตรายจากสภาวะนํ ้าท่วมฉับพลัน นํ ้าป่ าไหลหลาก และนํ ้าล้ นตลิง่ ในระยะนี ้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ แจ้ งเตือนเกี่ยวกับสภาวะอากาศ ให้ ศนู ย์ป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยเขต และจังหวัดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรี ยมการป้องกันและแก้ ไขปั ญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม อันเกิดจากสภาวะฝนตกหนัก อาจทําให้ เกิดนํ ้าท่วมฉับพลัน นํ ้าป่ าไหลหลาก นํ ้าล้ นตลิ่ง และดินถล่ม สร้ างความเสียหายให้ แก่ชีวิต ทรัพย์ สิน และผลิตผลทางการเกษตรของประชาชนแล้ ว และให้ ศูนย์ ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยเขต และจังหวัด จัดเจ้ าหน้ าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื ้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชัว่ โมง รวมทังเตรี ้ ยม เครื่ องมืออุปกรณ์ไว้ ให้ พร้ อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ ทนั ต่อเหตุการณ์เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ ้น อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ รับรายงานข้ อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2553) จากศูนย์เตือนภัยพิบตั ิแห่งชาติ และกรมอุตนุ ิยมวิทยา ว่าได้ เกิดแผ่นดินไหว ที่มีความรุ นแรงมากกว่ า 5 ริ ก เตอร์ แต่ ไม่ มีผลกระทบต่ อประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 เวลา 00.15 น. แผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 5.2 ริ กเตอร์ บริ เวณตอนใต้ เกาะสุมาตรา และเวลา 07.57 น. แผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 5.8 ริ กเตอร์ บริ เวณตะวันตกเฉียงใต้ เกาะ สุมาตรา และเมื่ อวันที่ 11 กันยายน 2553 เวลา 14.12 น. แผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 5.8 ริ กเตอร์ บริ เวณ ฮัลมาเฮรา ประเทศอินโดนีเซีย และเวลา 18.43 น. แผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 5.4 ริกเตอร์ บริ เวณหมู่เกาะนิโคบาร์ ประเทศอินเดีย 34. เรื่อง สรุ ปสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครั ง้ ที่ 30 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสรุปสถานการณ์ภยั พิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ครัง้ ที่ 30 ณ วันที่ 13 กันยายน 2553 ประกอบด้ วย สถานการณ์ภยั พิบตั ิด้านการเกษตร สถานการณ์นํ ้า และการดําเนินการตามแผนเตรี ยมรับสถานการณ์ ภัยพิบตั ดิ ้ านการเกษตรปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปได้ ดงั นี ้ สถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร สถานการณ์ อุทกภัย ปั จจุ บั น มี ส ถานการณ์ อุ ท กภั ย จํา นวน 9 จั ง หวั ด ได้ แ ก่ จั ง หวั ด เชี ย งราย สุ โ ขทั ย พิ ษ ณุ โ ลก นครสวรรค์ พระนครศรี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี ชัยภูมิ สกลนคร 1. จังหวัดเชียงราย สถานการณ์นํ ้าป่ าไหลหลาก ในพื ้นที่อําเภอเมือง ตําบลนางแล 2. จังหวัดสุโขทัย สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิง่ ในพื ้นที่อําเภอกงไกรลาศ ตําบลกง แนวโน้ มระดับนํ ้าทรงตัว 3. จังหวัดพิษณุโลก สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิง่ ในพื ้นที่อําเภอบางระกํา แนวโน้ มระดับนํ ้าลดลง 4. จังหวัดนครสวรรค์ สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอชุมแสง ตําบลบางเคียน โคกหม้ อ แนวโน้ ม ระดับนํ ้าทรงตัว 5. จังหวัดพระนครศรี อยุธยา สถานการณ์นํ ้าล้ นตลิ่ง ในพื ้นที่อําเภอพระนครศรี อยุธยา บางไทร มหาราช ผักไห่ บางบาล แนวโน้ มระดับนํ ้าทรงตัว 6. จั ง หวั ด ลพบุ รี สถานการณ์ นํ า้ ท่ ว มขั ง ในพื น้ ที่ อํ า เภอบ้ านหมี่ ตํ า บลหนองเมื อ ง บ้ านกล้ วย บ้ านทราย หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม คาดว่าจะเข้ าสูภ่ าวะปกติภายใน 5 วัน 7. จังหวัดสระบุรี สถานการณ์ นํ ้าล้ นตลิ่ง ในพื ้นที่อําเภอบ้ านหมอ ตําบลหนองบัว หากไม่มีฝนตก ลงมาเพิ่ม คาดว่าจะเข้ าสูภ่ าวะปกติภายใน 7 วัน


36 8. จังหวัดชัยภูมิ สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอบ้ านเขว้ า จัตรุ ัส หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม คาดว่า จะเข้ าสูภ่ าวะปกติภายใน 5 วัน 9. จังหวัดสกลนคร สถานการณ์นํ ้าท่วมขัง ในพื ้นที่อําเภอเมือง โคกสีสพุ รรณ โพนนาแก้ ว หากไม่มีฝนตก ลงมาเพิ่ม คาดว่าจะเข้ าสูภ่ าวะปกติภายใน 5 วัน สถานการณ์ นํา้ 1. สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางทังประเทศ ้ (13 กันยายน 2553) มีปริ มาณนํ ้าทังหมด ้ 44,290 ล้ านลูกบาศก์ เมตร หรื อคิดเป็ นร้ อยละ 60 ของความจุอ่างเก็บนํา้ ขนาดใหญ่และขนาดกลางทัง้ หมด เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน (43,103 ล้ านลูกบาศก์เมตร) จํานวน 1,187 ล้ านลูกบาศก์เมตร (ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 20,449 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 28 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (50,039 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 68) จํานวน 5,749 ล้ านลูกบาศก์ เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 29,265 ล้ านลูกบาศก์เมตร สภาพนํ ้าในอ่างเก็บนํ ้าขนาดใหญ่ (13 กันยายน 2553) มีปริ มาณนํ ้าทังหมด ้ 41,620 ล้ านลูกบาศก์เมตร หรื อคิดเป็ น ร้ อยละ 60 ของความจุ อ่ างเก็ บนํ า้ ขนาดใหญ่ ทัง้ หมด เพิ่ มขึ น้ จากสัปดาห์ ก่ อน(40,523 ล้ านลูกบาศก์ เมตร) จํ า นวน 1,097 ล้ านลูกบาศก์ เมตร (ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 18,097 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 26 ของความจุอ่างฯ) น้ อยกว่าปี 2552 (47,499 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 68) จํานวน 5,879 ล้ านลูกบาศก์เมตร สามารถรับนํ ้าได้ อีก 27,975 ล้ านลูกบาศก์เมตร ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่ างภูมิพล สิริกิต์ ิ แควน้ อย และป่ าสักฯ หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร อ่ างเก็บนํา้

1.ภูมิพล 2.สิริกิต์ิ ภูมิพล+สิริกิติ์ 3.แควน้ อย 4.ป่ าสัก รวม 4 อ่ าง

1 ม.ค.-30 เม.ย.

58.78 389.40 448.18 113.72 75.75 637.65

1 พ.ค.- 31 ส.ค.

1,270.65 3,071.75 4,342.40 344.00 438.77 5,125.17

1-13 ก.ย.

รวม

501.19 839.73 1,340.92 184.43 427.47 1,952.82

1,830.62 4,300.88 6,131.50 642.15 941.99 7,715.64

สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ เขื่อนภูมิพล สิริกิต์ ิ และป่ าสักชลสิทธิ์ อ่ างเก็บนํา้

ภูมิพล สิริกิต์ิ ภูมิพล+สิริกิติ์ แควน้ อยฯ ป่ าสักชลสิทธิ์

ปริมาตรนํา้ ปริมาตรนํา้ ปริมาตรนํา้ ในอ่ างปี 52 ในอ่ างปี 53 ใช้ การได้ ปริมาตร % ปริมาตร % ปริมาตร % นํา้ นํา้ นํา้ 6,649 49 5,458 41 1,658 12 5,453 57 6,410 67 3,560 37 12,102 53 11,868 52 5,218 23 216 28 551 72 515 67 487 51 577 60 574 60

เฉลี่ย 1 ม.ค.-13 ก.ย. 2,752.01 3,945.73 6,697.74 1,006.39 873.73 7,645.70

ผลต่ างปี 53 กับ ค่ าเฉลี่ย -921.39 355.15 -566.24 -364.24 68.26 -862.22

หน่ วย : ล้ านลูกบาศก์ เมตร

ปริมาณนํา้ ปริมาณนํา้ ปริมาณนํา้ ไหลลงอ่ าง ระบาย รั บได้ อีก วันนี ้ เมื่อ วันนี ้ เมื่อ วาน วาน 27.88 24.91 2.00 2.00 8,005 44.31 35.70 2.92 2.97 3,100 72.19 60.61 4.92 4.97 11,104 8.48 12.08 3.89 3.89 218 37.24 33.60 16.15 15.93 383

อ่ างเก็ บ นํ ้า ที่ อยู่ ในเกณฑ์ นํ ้า น้ อยกว่ าร้ อยละ 30 ของความจุ อ่ างฯ จํ า นวน 2 อ่ าง ได้ แก่ แก่งกระจาน(29) และปราณบุรี(27) เท่ากับสัปดาห์ที่ผา่ นมา อ่ างเก็บนํา้ ที่อยู่ในเกณฑ์ นํา้ มากกว่ าร้ อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จํานวน 4 อ่ าง คือ 1. ห้ วยหลวง ปริ มาณนํ ้า 111 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 94 สามารถรับนํ ้าได้ อีก 7 ล้ านลูกบาศก์เมตร 2. ลําปาว ปริ มาณนํ ้า 1,322 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 92 ของความจุอ่างฯ สามารถรับนํ ้าได้ อีก 108 ล้ าน ลูกบาศก์เมตร 3. หนองปลาไหล ปริ มาณนํ ้า 146 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 89 ของความจุอ่างฯ สามารถรับนํ ้าได้ อีก 18 ล้ านลูกบาศก์เมตร


37 4. ประแสร์ ปริ มาณนํ า้ 203 ล้ านลูกบาศก์ เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 82 ของความจุอ่างฯ สามารถรั บนํ า้ ได้ อีก 45 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ สภาพนํา้ ในอ่ างเก็บนํา้ ขนาดใหญ่ ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี มีอา่ งเก็บนํ ้า 7 อ่าง รวมปริ มาณนํ ้า 89.98 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 50 ของความจุ อ่างฯ (มากกว่าปี 2552 จํานวน 11.52 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 15) ปริ มาณนํ ้าใช้ การได้ 75 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 42 ของความจุอา่ งฯ จั ง หวั ด ระยอง มี อ่ า งเก็ บ นํ า้ 4 แห่ ง รวมปริ มาณนํ า้ 439.6 ล้ านลู ก บาศก์ เ มตร คิ ด เป็ น ร้ อยละ 84 ของความจุ อ่ า งฯ (มากกว่ า ปี 2552 จํ า นวน 67.5 ล้ านลู ก บาศก์ เ มตร คิ ด เป็ นร้ อยละ 18) ปริ ม าณนํ า้ ใช้ การได้ 411 ล้ านลูกบาศก์เมตร คิดเป็ นร้ อยละ 79 ของความจุอา่ งฯ 2. สภาพนํา้ ท่ า ปริ มาณนํ ้าในลํานํ ้าต่าง ตามสถานีสํารวจปริ มาณนํ ้าท่า กรมชลประทาน พบว่ามีปริ มาณนํ ้าอยู่ในเกณฑ์ นํ ้ามาก 8 สถานี และนํ ้าท่วม 4 สถานี ดังนี ้ ระดับ ระดับ เกณฑ์ แนวโน้ แม่ นํา้ จังหวัด สถานีสาํ รวจปริมาณนํา้ ท่ า ตลิ่ง นํา้ ม (เมตร) (เมตร) 7.15 8.67 ท่วม ลดลง ยม พิษณุโลก บ้ านบางระกํา ( Y.16 ) อ.บางระกํา ยม พิจิตร บ้ านสามง่าม ( Y.17 ) อ.สามง่าม 6.71 5.39 มาก ทรงตัว 25.98 มาก เพิ่มขึ ้น น่าน นครสวรรค์ สะพานบ้ านเกยไชย ( N.67 ) อ.ชุมแสง 27.45 10.20 11.18 ท่วม ลดลง ป่ าสัก เพชรบูรณ์ บ้ านบ่อวัง ( S.42 ) อ.วิเชียรบุรี 8.50 8.70 ท่วม ลดลง ชี ชัยภูมิ บ้ านค่าย ( E.23 ) อ.เมือง 10.50 8.49 มาก ลดลง ชี ขอนแก่น บ้ านโจด ( E.9 ) อ.มัญจาคีรี ชี ยโสธร แนวสะพาน ( E.20A ) อ.มหาชนะชัย 9.50 10.18 ท่วม เพิ่มขึ ้น 5.40 5.35 มาก ลดลง มูล บุรีรัมย์ บ้ านสตึก ( M.6A ) อ.สตึก 6.52 มาก เพิ่มขึ ้น มูล อุบลราชธานี สะพานเสรี ประชาธิปไตย ( M.7 ) อ.เมือง 7.00 6.90 มาก ลดลง แม่กลอง กาญจนบุรี หน้ าวัดไชยชุมพล(วัดใต้ ) (K.3) อ.เมือง 7.50 3.73 1.00 มาก ลดลง จันทบุรี จันทบุรี สะพานวัดจันทร์ อ.เมือง 24.88 22.19 มาก ลดลง ตะกัว่ ป่ า พังงา บ้ านรมณีย์ (X.188 ) อ.กะปง การดําเนินการตามแผนเตรียมสถานการณ์ ภยั พิบัตดิ ้ านการเกษตร 1. แจ้ งเตือนผ่ านศูนย์ ตดิ ตามและแก้ ไขปั ญหาภัยพิบัตดิ ้ านการเกษตรจังหวัด ฝนตกหนักและนํา้ ท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 9-11 กันยายน 2553 ให้ จังหวัดที่อยู่ในพื ้นที่ภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ แจ้ งเตือนให้ เกษตรกรเตรี ยมการรับสถานการณ์ฝนตกหนักและนํ ้าท่วมฉับพลัน บริ เวณพื ้นที่เสี่ยงภัยบริ เวณ ที่ลาดเชิงเขา หรื อที่ลมุ่ ใกล้ ทางนํ ้าไหลของ อาจเกิดนํ ้าป่ าไหลหลากและดินถล่มได้ - นํ ้าทะเลหนุน ช่วงวันที่ 6 -11 กันยายน 2553 ให้ จงั หวัดภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง แจ้ งเตือน ประชาชนที่อาศัยอยูร่ ิมฝั่ งแม่นํ ้าเจ้ าพระยา เฝ้าระวังและเตรี ยมการป้องกันสถานการณ์นํ ้าล้ นตลิง่ 2. สนับสนุ นเครื่ องสูบนํา้ เคลื่อนที่ ได้ เตรี ยมการไว้ จํานวน 1,200 เครื่ อง สนับสนุนแล้ วจํานวน 582 เครื่ อง ในพื ้นที่ 52 จังหวัด ดังนี ้ ภาคเหนือ 15 จังหวัด จํานวน 179 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดเชียงใหม่(31) นครสวรรค์(4) เพชรบูรณ์ (3) ลําปาง(34) น่าน(12) พิษณุโลก(2) แพร่ (15) ตาก(16) ลําพูน(15) พะเยา(5) แม่ฮ่องสอน(18) เชียงราย(3) อุตรดิตถ์ (5) สุโขทัย(6) กําแพงเพชร(10) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด จํานวน 186 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครราชสีมา(42) ขอนแก่น(7) มหาสารคาม(5) ร้ อยเอ็ด(12) กาฬสินธุ์(29) อุบลราชธานี(6) นครพนม(14) มุกดาหาร(11) อํานาจเจริ ญ(14) สุรินทร์ (7) ศรี สะเกษ(7) อุดรธานี(2) สกลนคร(9) ยโสธร(12) บุรีรัมย์(9) ภาคกลาง 11 จังหวัด จํานวน 82 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดชัยนาท(6) พระนครศรี อยุธยา(2) สิงห์ บุรี(1) นนทบุรี(7) ปทุมธานี(8) นครปฐม(5) สุพรรณบุรี(3) ราชบุรี(29) อุทยั ธานี(15) อ่างทอง(2) กาญจนบุรี(4)


38 ภาคตะวันออก 3 จังหวัด จํานวน 47 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัดนครนายก(14) ปราจีนบุรี(16) ฉะเชิงเทรา(17) ภาคใต้ 8 จังหวัด จํานวน 88 เครื่ อง ได้ แก่ จังหวัด เพชรบุรี(39) นครศรี ธรรมราช(15) พังงา(1) สงขลา (14) ยะลา(6) พัทลุง(2) ปั ตตานี(3) ชุมพร(8) 3. สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ จํานวน 27,000 กิโลกรัม (เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 4,800 กิโลกรัม) แร่ธาตุ และเวชภัณฑ์ 160 ชุด และดูแลสุขภาพสัตว์ 5,891 ตัว(เพิ่มขึ ้นจากสัปดาห์ก่อน 533 ตัว) 7 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดหนองคาย น่าน เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ ทังนี ้ ้ กรมปศุสตั ว์ได้ เตรี ยมความพร้ อมด้ านเสบียงสัตว์ไว้ ลว่ งหน้ า โดยการผลิตทังหญ้ ้ าแห้ ง หญ้ าสด และ หญ้ าหมักไว้ ที่ ศูนย์วิจยั และพัฒนาอาหารสัตว์ /สถานีพฒ ั นาอาหารสัตว์ จํานวน 29 ศูนย์/สถานีสามารถบริ การช่วยเหลือ ราษฎรได้ ทนั ที จํานวน 8,835 ตัน และในพื ้นที่ที่มีการเกิดภัยแล้ ง/อุทกภัยซํ ้าซากก็สนับสนุนเครื่ องจักรกลเกษตร ให้ เกษตรกร ผลิตเสบียงสัตว์สํารองไว้ ใช้ เองในยามขาดแคลน มีเป้าหมายสนับสนุนเกษตรกร 3,140 ราย ผลิตเสบียงสัตว์ทงสิ ั ้ ้น 6,280 ตัน นอกจากนี ้ยังส่งเสริ มกลุม่ เกษตรกร(กลุม่ นาหญ้ า) จํานวน 170 กลุม่ ผลิตเสบียงสัตว์ไว้ จําหน่ายให้ เพียงพอต่อความ ต้ องการของเกษตรกรอีกด้ วย ผลกระทบด้ านการเกษตร อุทกภัย ช่วงภัยวันที่ 1 สิงหาคม – 10 กันยายน 2553 (ข้ อมูล ณ วันที่ 13 ก.ย. 2553) ประสบภัยด้ านการเกษตร 44 จังหวัด ได้ แก่ ภาคเหนื อ 16 จังหวัด ได้ แก่ จังหวัดกําแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลําปาง ลําพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ ภาคตะวัน ออกเฉี ย งเหนื อ 16 จัง หวัด ได้ แก่ จัง หวัดกาฬสิน ธุ์ ขอนแก่ น ชัย ภูมิ นครพนม บุรีรัม ย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ร้ อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลําภู อํานาจเจริ ญ อุดรธานี อุบลราชธานี ภาคกลาง 8 จังหวัด ได้ แก่ กรุ งเทพฯ กาญจนบุรี ลพบุรี นครปฐม นนทบุรี พระนครศรี อยุธยาสระบุรี สุพรรณบุรี ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้ แก่ ตราด จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก คาดว่าจะเสียหาย ด้ านพืช จํานวน 1,434,503 ล้ านไร่ ด้ านประมง จํานวน 15,529 ไร่ และ 10,286 ตาราง เมตร และด้ านปศุสตั ว์ จํานวน 724,769 ตัว (ส่วนใหญ่เป็ นสัตว์ปีก) ด้ านพืช คาดว่ าจะ ภาค เกษตรกร เสียหาย ราย ไร่ เหนือ 82,275 687,400 ต.อ.เฉียงเหนือ 81,074 517,873 กลาง 14,251 220,507 ตะวันออก 521 8,723 รวม 178,121 1,434,503

ด้ านประมง

เกษตรกร ราย 7,194 10,240 64 99 17,597

คาดว่ าจะเสียหาย เกษตรกร ไร่ ตรม. 6,054 128 9,211 4,375 127 5,783 137 15,529 10,286

ราย 19,115 279 19,394

ด้ านปศุสัตว์ สัตว์ ได้ รับ แปลง ผลกระทบ หญ้ า ตัว ไร่ 693,856 10.50 30,913 724,769 10.50

การดําเนินการ อยู่ ระหว่ างสํ า รวจความเสี ย หายเพื่ อให้ การช่ ว ยเหลื อตามระเบี ย บกระทรวงการคลัง ว่ า ด้ วยเงิ น ทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบตั กิ รณีฉกุ เฉิน พ.ศ. 2546 และที่แก้ ไขเพิ่มเติม 35. เรื่อง สถานการณ์ ราคาและการผลิตสินค้ าเกษตรเดือนสิงหาคม 2553 และแนวโน้ มเดือนกันยายน 2553 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้ อมูลสถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้ าเกษตรเดือนสิงหาคม 2553 และแนวโน้ ม เดือนกันยายน 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี ้ ด้ วยสถานการณ์ ราคาสินค้ าเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้ างเร็ ว ทัง้ จากปั จจัยภายในและภายนอก ประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ มีการจัดทําดัชนีราคาสินค้ าเกษตรและดัชนีผลผลิตสินค้ าเกษตรทุกเดือน พร้ อมทัง้ มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้ าเกษตรเป็ นประจําทุกสัปดาห์ เพื่อติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านราคาและการ ผลิตสินค้ าเกษตร ทําให้ ทราบถึงแนวโน้ มของปั ญหาที่จะเกิดขึ ้นในภาคเกษตร จึงจําเป็ นต้ องนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อ ทราบสถานการณ์และหากสินค้ าใดมีแนวโน้ มที่จะเกิดปั ญหาจะได้ แก้ ไขปั ญหา และให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรได้ อย่าง ทันท่วงที


39 สาระสําคัญ 1. ผลผลิตออกสูต่ ลาดมากเดือนสิงหาคม ได้ แก่ ลองกอง ในเดือนกันยายน ผลผลิตที่คาดว่าจะออกสูต่ ลาด มาก ได้ แก่ ลองกอง ข้ าวโพดเลี ้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มนํ ้ามัน โดยคาดว่าจะออกสูต่ ลาด คิดเป็ นร้ อยละ 21.40 26.94 10.44 และ 9.15 ของผลผลิตทังหมด ้ ตามลําดับ ราคาสินค้ าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่ นา เดือนสิงหาคม 2553 สินค้ าเกษตรที่สําคัญส่วนใหญ่ ราคาปรับตัดลดลงจากเดือนที่ผ่านมา ได้ แก่ ผลไม้ ยางพารา สุกร และไก่เนื ้อ ส่วนสินค้ าที่ปรับตัวสูงขึ ้น ได้ แก่ ข้ าวนาปรัง มันสําปะหลัง และปาล์มนํ ้ามันในเดือนกันยายน คาดว่าสินค้ าส่วนใหญ่ราคาจะปรับตัวในระดับใกล้ เคียงกับเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสนิ ค้ าที่ควรเฝ้าระวัง ได้ แก่ ข้ าวโพดเลี ้ยงสัตว์ และลองกองที่ราคาอาจปรับตัวลดลง เนื่องจากผลผลิต ออกสูต่ ลาดมากขึ ้น 2. ภาพรวมราคาสินค้ าเกษตรของเดือนสิงหาคม 2553 เปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปี ที่ผ่าน มาพบว่ า ดัชนีราคาสินค้ าเกษตรสูงขึน้ ร้ อยละ 31.06 โดยสินค้ าสําคัญที่ราคาสูงขึน้ ได้ แก่ ข้ าวโพดเลีย้ งสัตว์ มัน สําปะหลัง ปาล์ ม นํา้ มัน ยางพารา ลําไย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สุกร ไก่ เนือ้ ไข่ ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้ าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้ แก่ ข้ าวนาปรัง เมื่อเปรี ยบเทียบกับเดือนกรกฎาคมที่ผา่ นมา ดัชนีราคาลดลงร้ อยละ 0.47 โดยสินค้ าที่ราคาปรับตัวสูงขึน้ ได้ แก่ มันสําปะหลัง ปาล์ มนํา้ มัน ลําไย และกุ้งขาวแวนนาไม ส่ วนสินค้ าที่ราคา ปรั บตัวลดลง ได้ แก่ ข้ าวโพดเลีย้ งสัตว์ ยางพารา ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ไก่ เนือ้ และไข่ ไก่ ในเดือน กันยายน คาดว่ าดัชนีราคาจะปรั บตัวลดลงเล็กน้ อย เนื่องจากสินค้ าสําคัญหลายชนิดออกสูต่ ลาดมากขึ ้น เช่น ข้ าวโพด เลี ้ยงสัตว์ ปาล์มนํ ้ามัน ยางพารา และสับปะรด รวมทัง้ ข้ าวนาปี ที่ผลผลิตเริ่มออกสูต่ ลาด สําหรับภาพรวมด้ านการผลิต สินค้ าเกษตร เมื่อเปรี ยบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ที่ผา่ นมาดัชนี ผลผลิตลดลง คิดเป็ นร้ อยละ 4.21 สินค้ าสําคัญที่ ผลผลิตลดลง ได้ แก่ มันสําปะหลัง ทุเรียน และลําไย ส่ วนสินค้ าที่ผลผลิตสูงขึน้ ได้ แก่ ข้ าวนาปรัง ปาล์ มนํา้ มัน สับปะรด สุกร ไก่ เนือ้ และไข่ ไก่ เมื่อเปรี ยบเทียบกับเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ดัชนี ผลผลิตสูงขึ ้น ร้ อยละ 15.59 สินค้ าสําคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ ้น ได้ แก่ ข้ าวโพดเลี ้ยงสัตว์ ปาล์มนํ ้ามัน ทุเรี ยน และไก่เนื ้อ ส่วน สินค้ าที่ผลผลิตลดลง ได้ แก่ ข้ าวนาปรัง มันสําปะหลัง สับปะรด ลําไย และสุกร ในเดือนกันยายนคาดว่ าดัชนี ผลผลิตจะยังคงสูงขึ ้นจาก เดือนที่ผา่ นมา เพราะมีผลผลิตสินค้ าสําคัญหลายชนิดจากฤดูกาลใหม่เริ่ มทยอยออกสูต่ ลาด แต่ งตัง้ 36. เรื่อง แต่ งตัง้ 1. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการให้ ดาํ รงตําแหน่ งที่ปรึ กษาสํานักงบประมาณ (นักวิเคราะห์ งบประมาณ ทรงคุณวุฒ)ิ (สํานักนายกรั ฐมนตรี ) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เสนอแต่งตัง้ นางวิภาจรี ย์ พุทธมิ ลินประทีป ที่ปรึกษาสํานักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) สํานักงบประมาณ ให้ ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึกษา สํานักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สํานักงบประมาณ สํานักนายกรัฐมนตรี ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 เมษายน 2553 ซึง่ เป็ นวันไม่ก่อนวันที่สํานักงาน ก.พ.ได้ รับคําขอประเมินพร้ อมเอกสารประกอบการประเมินครบถ้ วนสมบูรณ์ และให้ พ้ นจากตําแหน่ง ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 เนื่องจากครบเกษี ยณอายุราชการต่อไป ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุ ณาโปรด เกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 2. แต่ งตัง้ ข้ าราชการตําแหน่ งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ แต่งตัง้ นายสมชาย พฤฒิกลั ป์ ผู้อํานวยการ สํานัก (ผู้อํานวยการสูง) สํานักอาลักษณ์ และเครื่ องราชอิสริ ยาภรณ์ ให้ ดํารงตําแหน่ง ที่ปรึ กษาประจําสํานักเลขาธิ การ คณะรัฐมนตรี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ตังแต่ ้ วนั ที่ 28 มิถนุ ายน 2553 ซึง่ เป็ นวันที่มีคณ ุ สมบัตคิ รบถ้ วนสมบูรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 3. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญ (กระทรวงการต่ างประเทศ) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตัง้ นายกิ ตติพงษ์ ณ ระนอง อธิ บดี กรมเอเชี ย ตะวันออก ให้ ดํารงตําแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุ งวอชิงตัน สหรัฐอเมริ กา สืบแทน นายดอน ปรมัตถ์วินยั ซึ่ง


40 ลาออกจากราชการตังแต่ ้ วนั ที่ 31 สิงหาคม 2553 ในการนี ้ กระทรวงการต่างประเทศได้ ดําเนินการขอรับความเห็นชอบจากรัฐบาล สหรัฐอเมริกา และได้ รับความเห็นชอบแล้ ว ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 4. การแต่ ง ตัง้ ข้ า ราชการพลเรื อ นสามั ญ ให้ ดํา รงตํา แหน่ ง ประเภทวิช าการระดับทรงคุ ณ วุ ฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตัง้ นายบุญชัย นวมงคลวัฒนา นายแพทย์ เชี่ ยวชาญ (ด้ านเวชกรรม สาขาจิตเวช) กลุ่มพัฒนาวิชาการ โรงพยาบาลศรี ธัญญา กรมสุขภาพจิ ต ให้ ดํารงตําแหน่ ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้ านเวชกรรม สาขาจิตเวช) กลุ่มพัฒนาวิชาการ โรงพยาบาลศรี ธัญญา กรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข ตังแต่ ้ วนั ที่ 2 เมษายน 2553 ซึ่งเป็ นวันที่มีคณ ุ สมบัติครบถ้ วนสมบูรณ์ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุ ณาโปรด เกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 5. ให้ กรรมการผู้ช่วยรั ฐมนตรี คงอยู่ปฏิบัตหิ น้ าที่อีกหนึ่งวาระ คณะรัฐมนตรี รับทราบตามที่นายกรัฐมนตรี เห็นชอบให้ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (รองศาสตราจารย์ ประกอบ จิรกิติ) ซึง่ จะครบวาระการดํารงตําแหน่งในวันที่ 17 กันยายน 2553 คงอยูป่ ฏิบตั หิ น้ าที่อีกหนึง่ วาระ 6. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการให้ ดาํ รงตําแหน่ งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม) คณะรั ฐมนตรี อนุมัติตามที่ กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตัง้ ข้ าราชการพลเรื อนสามัญ สังกัดกระทรวง วัฒนธรรม ให้ ดํารงตําแหน่งประเภทบริ หารระดับสูง จํานวน 3 ราย ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน และทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ดังนี ้ 1. นายปรารพ เหล่า วาณิ ช ผู้ต รวจราชการกระทรวง สํ า นัก งานปลัด กระทรวง ดํ า รงตํ า แหน่ ง รอง ปลัดกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวง 2. นางโฉมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวง ดํารงตําแหน่ง อธิบดีกรมศิลปากร 3. นายอภิ นัน ท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวง สํา นัก งานปลัดกระทรวง ดํา รงตํ า แหน่ ง เลขาธิ ก าร คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 7. เลื่อนและแต่ งตัง้ ข้ าราชการกรุ งเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงมหาดไทย) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเลื่อนและแต่งตังข้ ้ าราชการกรุ งเทพมหานครสามัญ ระดับ 10 รวมจํานวน 8 รายดังนี ้ 1. เรื อ อากาศโท อิ ร าวัส ส์ ปั ท มะสุค นธ์ พ้ น จากตํ า แหน่ ง นัก บริ ห าร 10 ผู้อํ า นวยการสํ า นัก สํ า นัก สิง่ แวดล้ อม และให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร 2. นางประพิ ม บริ สุ ท ธิ์ พ้ นจากตํ า แหน่ ง นั ก บริ ห าร 10 ผู้ อํ า นวยการสํ า นั ก สํ า นั ก งบประมาณ กรุงเทพมหานคร และให้ ดํารงตําแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อํานวยการสํานัก สํานักสิง่ แวดล้ อม 3. นายมานิต เตชอภิโชค นักบริ หาร 9 รองผู้อํานวยการสํานัก สํานักเทศกิจ เลื่อนและแต่งตังให้ ้ ดํารง ตําแหน่งนักบริหาร 10 ผู้อํานวยการสํานัก สํานักยุทธศาสตร์ และประเมินผล 4. นางสาวสุทิพย์ ทิพย์สวุ รรณ์ นักบริ หาร 9 รองผู้อํานวยการสํานัก สํานักงบประมาณ กรุ งเทพมหานคร เลื่อนและแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งนักบริ หาร 10 ผู้อํานวยการสํานัก สํานักงบประมาณ กรุงเทพมหานคร 5. นายกฤษฎา กลันทานนท์ นักบริ หาร 9 ผู้ช่วยปลัดกรุ งเทพมหานคร สํานักปลัดกรุ งเทพมหานคร เลื่อน และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งนักบริ หาร 10 ผู้อํานวยการสํานัก สํานักการคลัง 6. นายสมพงษ์ วงศ์ปัญญาถาวร นักบริ หาร 9 รองผู้อํานวยการสํานัก (ปฏิบตั ิงานด้ านการศึกษาแพทย์) สํานักการแพทย์ เลื่อนและแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร 7. นางสาวพรรณี รั ต นลาโภ นัก บริ ห าร 9 รองผู้อํ า นวยการสํ า นัก (ปฏิ บัติ ง านด้ า นบริ ห าร) สํ า นัก สิง่ แวดล้ อม เลื่อนและแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร 8. นายสมพร หวังวงศ์วิโรจน์ นักบริ หาร 9 รองผู้อํานวยการสํานัก สํานักยุทธศาสตร์ และประเมินผล เลื่อน และแต่งตังให้ ้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการ 10 สํานักปลัดกรุงเทพมหานคร ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป


41 8. การแต่ งตัง้ ข้ าราชการประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ติ ามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี ้ 1. ย้ ายสับเปลี่ยนข้ าราชการพลเรื อนสามัญ รวม 2 ราย ดังนี ้ 1.1 นายศักดิ์ชัย ศรี บุญซื่อ รองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ให้ ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการ (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานมาตรฐานสินค้ าเกษตรและอาหาร แห่งชาติ 1.2 นายนิวตั ิ สุธีมีชยั กุล ผู้อํานวยการ (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานมาตรฐานสินค้ าเกษตรและ อาหารแห่งชาติ ให้ ดํารงตําแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริ หาร ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. เลื่อนและแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญให้ ดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง ระดับสูง) รวม 4 ราย ดังนี ้ 2.1 นายทฤษดี ชาวสวนเจริ ญ รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมปศุสตั ว์ ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.2 นายฉลอง เทพวิทกั ษ์ กิจ รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมพัฒนาที่ดิน ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.3 นางจิราวรรณ แย้ มประยูร รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมประมง ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.4 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ รองอธิบดี (นักบริ หาร ระดับต้ น) กรมวิชาการเกษตร ให้ ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป 9. แต่ งตัง้ ข้ าราชการ (กระทรวงอุตสาหกรรม) คณะรัฐมนตรี อนุมตั ิตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเลื่อนและแต่งตังข้ ้ าราชการพลเรื อนสามัญในสังกัด จํานวน 4 ราย ให้ ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ดังนี ้ 1. เลื่อนและแต่งตัง้ นายชัยยง กฤตผลชัย รองเลขาธิการสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อตุ สาหกรรม ให้ ดํารงตําแหน่งเลขาธิการสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อตุ สาหกรรม 2. เลื่ อ นและแต่ ง ตัง้ นายยงยุท ธ ทองสุข รองอธิ บ ดี ก รมโรงงานอุต สาหกรรม ให้ ดํ า รงตํ า แหน่ ง รอง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 3. เลื่อนและแต่งตัง้ นายพสุ โลหารชุน รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริ มการลงทุน ให้ ดํารง ตําแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 4. เลื่อนและแต่งตัง้ นายเสน่ห์ นิยมไทย รองอธิ บดีกรมอุตสาหกรรมพื ้นฐานและการเหมืองแร่ ให้ ดํารง ตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ตังแต่ ้ วนั ที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็ นต้ นไป ทังนี ้ ้ ตังแต่ ้ วนั ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯ แต่งตังเป็ ้ นต้ นไป *******************************************


5_5EF eElE ll:5@

o: auiB564lel4f]5

Fr o,nr

. a

Prl

dlJln r.ltudnill'll;11l1nlu

turi..1tt6...............:.

).5-. iud.. ".g.{?.Y..?:122......... ....'.... nnrll:19.:1................

1751 ii illu 0906.:,/4,

if fLln'iI il L?YJ ll ll Llfl1 iYrill il n n l! il {Ld: ! r'll: fl.1O0 r'l

++.'r oo n uuuurirri I o rfi'r.r o.vunrrii rooo g9 ii'u0-r0u f55l t i i t r . r t r r f i l C d l : r r r r c , a r r r i l r i r d r r i ' a ' , r r ' . , , a ' ' r r lr, 'lt,l,it"n" li { ! r " " L:tll| l] lrrlttlJrlrrrJ ',"

.:Jr

i:

llrrrlJ!lorfi:rtrlt]']rtrlt0t5,-.Iir']]ltiiltilll:lnlili,tttt1i1,lL'1]tlitfllLtuttf,nt.tlt.tlfltflt!tr'tli,,rfll.tO.d

'ldi drr d rtiirti,:rnirii u/rrririrtr,r rrr n rr ',rrnd t nltllalt!itir')tidrrrrrir,irl:;r'flfisr rr!rlqJrrrrni"||]1]riilri!trnl,taltl|tli1:lliltjIntdrtill,']rdllrlr'tr,'1i1fl-11c,1fl1qg";1'girlrlui]tir ,

;;t

,

ll l l ir llrl lli il illl d r! r'r:rfi

rUn15u it llr r_r fl.lrdJ lr il u r'rl il ririrlr i' | !r rl !.J!! n Ij lU rll lnin n l l Litll l lall'lf-llj.1 ltl llj 4-' l l i l : ' 1 r i q I l r f l ] . r ni 9 r n ! i t ] i I r ' . 1 ] J I I l l j 4 i t l ] L ] 1 i l r l ! t 1 t 1 1 i t ' jl I I \ t tt t 5 : L t r i i un t l n t ' : r ' ] ' l i0 t L l j..

l J i l . l t r l r l ' 1 t l ! f l Ll l . n l \ i l l t l i ul r l l . l l 1 l r l t J n d l l l $ t l u { , J 0 t i i t t uf J,

o.litiu doiul0n)) lu0l1lr0r N\t)nrtoljuIT0

ulrd tfrfoOr',rrruoTeiolJ n..

s,lllmuruufnR 16

l, o,i 5l

nnlJllltfl a1 I xll{ot 0:iOl tl4-l l1'rJf,l r,111 tlr?it tt 0 ti47 4:30-l

rl:rrL Lr,r; rl aqi

nrtrrilnrnrrrrh rfln

@ o,cn.0y'n",

0r4*-( ll0'ql1lA rlrxxl]r i

iildriirosn {du:urrr:duinrilrrrir:

r.a'/1/".7n|,-"j

/,r,,


To: g0?E5641!14345

5-sE1?6!l- 13:58 Fr!m:

F m r i0 F ft i i l i , 1 ! r i , l ! t F l idLI i l t ) $ , i l 3 i i i l ] : I

P E

? r r [ 43 8 2 ] : ( ii,{ 3 1 , , 1 & i , i r 3 2 , ' q g f ; i ; 0 3 2Pi 725 ? 2

Ln,t$fild'rjrv n16fi6arfi rirrt' rri'rqr*vrnt nralulnr s'rqrn 35yorflr 0 % nrn1.rhn dr{nlrudrtn'irnr:A'rr;u4r.ttJt:vn r:mnrnryF uuirjlrl.rundo rrnrirnrnlurnrnlnnfi,rsi'ul.rir.;ir.rsnn*.nlarnllrntolu ,

I

.i-i.,,i

rl{,rf,'r$rrutir.l$n du i onfectroniryi!fl:.Lrrroiili[

6

-

-

-

-

...1

]fl1nrilui'nqn.Jutin Lft,tu1'llirloiirfrtO

R,!ul Ft)t2553nt:1ttqnqwirnniLln;ntaqn.1rtrunt.,li:l r:nr nur unt m qlnrilir,'!'.? un"ir rl 'nnrr!1u lnrnr'irn 15uiufrl*d rir c nj.ririuri i'ru'ru r00.00C riu F,rrEi,firr.i.rnrpl l cuin.fiiuiurra! rfit

r'fitrr"Jllrnint:irrtr rm;6rtrnrilriti'rnliv:rs1;rir*.ri.r4;rit\hfiarrir.,:nlxtr.mrrfrnrnlu d::-tngn".liiuleurtnrrannrfiirlir'rirr,naluln dsrnn'r6.$s: rfirii a'rrinr:irlfiturnlBnt:ir:rJ6'r. 'Jh,r pnorr n :116r .ii':d'.t irisrieo ltlrrrrrrlrl o'-.nlr.uu-ak-,r,r:1ulr:;y rnrt61fi1rlin'r lo,uiit''nrnrfirl'rrtnsti i rfindtariof'riy, 4'rfilml'rlirr'{irri'rErrnirylura !rli;?lllrr'rftri .j Llitlirrr.rsr rpneFlr rr:iltridrfr,.,,$uiu r rowrn:rtnrnrtdu [*i;t]r1luilJull-,rd.rri.]!i1'j

r,.,r:rl,l,nl',lr tuil as52Ll'ru61fiir ri'r'jrnrodr.r,,r l,l,nmr'rr76.3?r a sgnli'rnfl25sri7.32 t,.

,t'rfLilrj ur lt6'Idtiln rrtrliura I '.ir.r'r,tLhrr - c,^t,1,'virur a r,: iirui -i 4.rr(rub cUlilitnrr

frlnarnlturlr:rlrradr.r1rfifi lnlirnrrniirrtnnrrri;rn.1.rirrludorrfr6ln,j"r",m,irnrnyrnu 6e ]I

rvrli{}l rE.: [ll'D)rnuofllr :84 ti r'.-qtytj.:'1" l1rlr!Ln:r,ril'nt l rn 3:,i rv7tQnI?J lul'aou1\itu.nln]

1...r',r tu:i4r1nrrl'rF:hnJlurirr riru Lrllfi{ufifl[ 5t-1r.rir]itnu5{/du l..rifirunrn5r n:.itrn az2rta'irrg nt.r4luLfiounqurr'rnr, mqriqaruriui.r'drnrx6rtrntFnonlfiritd'r,jr,''r nnnrlu'lnrdli'rrLru: '

i

-r alufuil$ rtr6rfinTrrJ,l!rr{I-{!Lr,ifi.niltiridndrlduri'u r ralrnru-nlufl 25F?truln'nra

ri r,-*,il'vr" t'at"rL',rrn'lna ?.7)g6! fior.f,rb9ulairtlf:,ri:,rntiri{rv}run sriNlrflfidodruflrilrdl 11r rsrt:',rntnlrraii.rtrririrrnor,r:.,'j'rrpir:rir.r lA'J.iflfln 7t uloiLill0i',ufl :ssz

zsst ua; "dorisuti-u!

-.i". n:rr'ni'':re ,Llt:,1'l/ lllrri lir.:fn.jiir ,.1:11'ritul.LL.rlr(..lJ'l,lJ.rrrtr'lrlrli!,lllcn1,{ rll'-kn lu q-tulrlvl?l

r r,irllLrl.r,liii{1di'rddrfrrtiufi'l ri.ri rrrn,ilt{ruii.rriluaarrq'rrr 3 r.r.rrrruiqlLr'}nr utwlrrnilLiia ti' .,:"i1frlr,irfluitn1s1!i).tn1ti1rr ::.r,ltin.i*lrar0.l lr, r{tifi ft rJ?:n 1fliflrri,lL.rt1i1n1fivrmul!


ili;^r?$ s{rllilJ uearo} ? gr,LUitrn!ri!iir!: .,:!i:liirU,tr!!!iir'!{ii:l!u -1

e!92 HuLr!$grjt Bfl^L

OIOZJunl-urll Z.rrFrj

L leulrr:eJru,

.r ;i!.jz Durf-$rit: +rillrj

ber!.ulcsIeL-tr^u.LsLFIgrr.ruLuncFsf .ll^lfri r J .f:1,1'L'il'-'vtur\,!'r[!tLr;I.qgu lq.r(L,U lr.t{.$i..] :,{: L)

t'rFart dsrur.[Er..L'J r.o'.r01! tir LrtB!sun],-u Lnu-qnqrs'u r;neynuumluluuogrfi:ilaq1i';Etrtr6tu,,l 'J!L3rlruurr L[ fl$ n^r] ul .LlpltLululurrhlhn Lr!1l uurtu_fr]r4 qllLrfl uLK!tr!, ?r^u?r B!uLsg*ulrnfrp

gegi[fcrlu1lgr Dt.1l r!Efgu,trl5]f,r i tu1,gqllcp:bL!,rJLUu14 -urfBr"L"uLL,1 spnpuu.r:qlxugn* irrn!

i

.l ;trt-,t0.r;:it/:! Ld

r l l l E , i - r l = \ a i l E ' jl l l i i l l

i;Fi tIMi'5i IrIj! ti ibl/ri:il !, \i

ttr

.,1

E g : I T ["ia-dr5 -! T

qhtb IETbSsalB0:i1

TFPA Weekly Brief: 13-19 September 2010  

Trade & Technical Weekly Brief

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you